auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (1 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

การตื่นรู้ อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เอกสารนี้มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการตื่นรู้เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เกิดจากการเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน ความจริงตามธรรมชาติอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด หลุดเป็นอิสระจากการติดอยู่ใน ความบีบคั้นความคับแคบ เกิดความสว่างไสวและปีติสุขอันล้ำลึกอย่างไม่เคยมีมาก่อน มีมิตรภาพอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง อันเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

AWAKENING --- ประเทศ วะสี --- การตื่นรู้ อนาคตของมนุษยชาติ ที่กำลังผุดบังเกิด การตื่นรู้อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด --- ประเทศ วะสี --- 9 786167 630071 Awakening The Emerging Future of Mankind การตื่นรู้ อนาคตของ มนุษยชาติ ที่กำลังพูดบังเกิด ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี การตื่นรู้ อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING ISBN 978-616-7680-07-1 ผู้เขียน ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี พิมพ์ครั้งที่ 1 ธันวาคม 2559 จำนวนพิมพ์ 1,000 เล่ม สนับสนุนการจัดพิมพ์โดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ (มสส.) พิมพ์ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์ ดำเนินการผลิต เป็นไท พับลิชชิ่ง โทรศัพท์ 0 2736 9918 โทรสาร 0 2736 8891 e-mail: waymagazine@yahoo.com website: www.waymagazine.org facebook: www.facebook.com/waymagazine twitter: www.twitter.com/way_mazine # สารบัญ การตื่นรู้ ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ &gt;&gt;&gt; ๙ ตัวอย่างของการตื่นรู้ &gt;&gt;&gt; ๑๕ สมองของมนุษย์ ธรรมชาติที่รอการตื่นรู้มา ๒๐๐,๐๐๐ ปี &gt;&gt;&gt; ๓๓ วิกฤตอารยธรรมและทางออก &gt;&gt;&gt; ๔๑ พหุบท: เส้นทางอันหลากหลายสู่การตื่นรู้ &gt;&gt;&gt; ๕๑ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive Learning Through Action) กับการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) &gt;&gt;&gt; ๖๕ การสร้างสรรค์สังคมขึ้นใหม่ บุคคลวิวัฒน์ - กลุ่มวิวัฒน์ - สังคมวิวัฒน์ &gt;&gt;&gt; ๗๗ การศึกษากับการตื่นรู้ควรอยู่ในกันและกัน &gt;&gt;&gt; ๘๗ องค์กรเจริญสติ - การเจริญสติของคนทั้งมวล อนาคต ของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด &gt;&gt;&gt; ๙๕ AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 9 ฉะนั้นคำว่าการเข้าถึงความจริงหรือธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด จึงเป็นคำถามสำคัญที่ ต้องมีทางเข้าถึงอันหลากหลาย ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นผ่านรูปแบบหรือไม่ก็ได้ ทั้งมีทางเข้าได้ # ๑. การตื่นรู้ ศักยภาพของความ เป็นมนุษย์ การตื่นรู้เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เกิด จากการเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน ความจริงตาม ธรรมชาติอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด หลุดเป็น อิสระจากการติดอยู่ในความบีบคั้นความคับแคบ เกิด ความสว่างไสวและปิติสุขอันล้ำลึกอย่างไม่เคยมีมาก่อน มีมิตรภาพอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง อัน เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 10 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด 11 AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND มนุษย์อยู่ในธรรมชาติของการปรุงแต่ง ซึ่งแยก เป็นส่วนๆ เป็นเขาเป็นเรา เป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต สิ่งมีชีวิต นานัปการ โดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเป็นสมมติสัจจะ ไม่ใช่ความจริงตามธรรมชาติ เพราะความจริงตาม ธรรมชาติไม่มีตัวตนของใครเป็นศูนย์กลาง การเอา ตัวเองเป็นศูนย์กลางจึงเป็นมายาคติ ตัวเองนั้นคับแคบ และขัดแย้งกับความเป็นจริงตามธรรมชาติ มนุษย์จึง ตกอยู่ในความบีบคั้นไม่เป็นอิสระ ขัดแย้งในตนเอง และกับคนอื่นและสิ่งอื่น แม้มนุษย์จะสามารถศึกษา กฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์และนำมาประดิษฐ์เทคโนโลยีและ โลกทางวัตถุต่างๆ แต่สภาพความขัดแย้งในตนเองและ กับคนอื่นและสิ่งอื่นก็ยังดำรงอยู่ หรือกลับมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งสร้างสภาวะวิกฤต ทั้งวิกฤตชีวิต วิกฤตสังคม และวิกฤตสิ่งแวดล้อมแก่โลกทั้งใบ มนุษยชาติคง ไม่สามารถจะหลุดออกจากสภาวะวิกฤตในปัจจุบัน ด้วยการอยู่ในสภาพของการปรุงแต่ง แยกส่วนในแบบเดิม แต่มนุษย์ไม่ได้มีธรรมชาติการปรุงแต่งแยกส่วน แต่เพียงอย่างเดียว มนุษย์ยังมีธรรมชาติที่ซ่อนเร้นอยู่ อีกอย่างหนึ่ง ดังที่กล่าวข้างต้น คือธรรมชาติของการ เข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับความจริงตามธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิด เหมือน เป็นคนใหม่โดยสิ้นเชิง มีผู้เรียกสภาพใหม่นี้ว่า การตื่นรู้ บ้าง และในชื่ออื่นๆ อีกหลายอย่าง ตามที่จะกล่าวต่อไป มนุษย์เป็นสัตว์ประเภทหนึ่งที่มีชีวิตทางวัตถุ กิน นอน สืบพันธุ์ มีความชอบ ความไม่ชอบ ความเกลียด ความกลัว การต่อสู้ การหลบภัย และความบีบคั้นนานา ชนิด อันเป็นความรู้สึกนึกคิดตามสติสามัญ แต่มนุษย์บางคน บางขณะ มีประสบการณ์ที่ทำให้ ความรู้สึกนึกคิดเปลี่ยนไป มีความเป็นอิสระ เบาเนื้อ เบาตัว มีความสุขอย่างลึกล้ำซึมซ่านไปทั้งเนื้อทั้งตัว ไม่รู้จะเรียกสภาวะอย่างนี้ว่าอะไร เรียกว่า ความรู้สึก อันเป็นทิพย์บ้าง การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าบ้าง การเกิด จิตสำนึกใหม่บ้าง การตื่นรู้บ้าง การรู้อยู่กับปัจจุบัน บ้าง ฯลฯ วิธีอธิบายสภาวะอันเป็นทิพย์นี้อย่างหนึ่งก็คือ เกิด ขึ้นจากจิตไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง ซึ่ง เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน และใหญ่โตอย่างไม่มีที่สิ้น 12 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด 13 AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND สุด เป็นอนันตกาล ทำให้จิตสำนึกซึ่งเคยติดอยู่ในความ คับแคบของตัวเอง ไปเชื่อมโยงกับความจริงที่ใหญ่ที่สุด จึงเป็นอิสระหลุดพ้นจากความบีบคั้น อิสรภาพจากความ บีบคั้นเป็นความสุข อิสรภาพจึงเป็นอีกชื่อหนึ่งของความ สุข จิตสำนึกใหม่เป็นจิตที่ใหญ่ จิตสำนึกเก่าเล็กติดอยู่ ในความคับแคบ เสมือนติดอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น การ ออกจากคุกทำให้มีความสุขฉันใด การที่จิตออกจากที่ คับแคบไปสู่ธรรมชาติที่กว้างใหญ่ไพศาลแล้วมีความสุข อย่างมหาศาลก็เช่นเดียวกัน การออกจากมายาคติ คือ การเอาตัวเองอันคับแคบ ไปเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ บางครั้งจึงเรียกว่า ปัญญา หรือวิชชา และเรียกการติดอยู่ในความไม่รู้ (ความจริง) ว่าอวิชชา หรือความหลงไป (โมหะ) ธรรมชาติที่ใหญ่สุดประมาณนั้นบางทีก็เรียกว่า พระพรหมบ้าง ปรมาตมันบ้าง หรือพระผู้เป็นเจ้าบ้าง ฉะนั้นการที่บางคติพูดถึงการเข้าถึงพระพรหม หรือ ปรมาตมัน หรือพระผู้เป็นเจ้า ก็มีความหมายทำนอง เดียวกับการเข้าถึงธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด ฉะนั้น คำว่า การเข้าถึงความจริงหรือธรรมชาติ ที่ใหญ่ที่สุด จึงเป็นคำกลางๆ ซึ่งอาจมีทางเข้าถึงอัน หลากหลาย ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับศาสนาหรือไม่เกี่ยวกับ ศาสนาก็ได้ การตื่นรู้ (Awakening) ก็เช่นเดียวกัน ที่หมายถึง ตื่นรู้เพราะเข้าถึงความจริง โดยวิธีใดๆ ก็ได้ ซึ่งอาจเกี่ยว หรือไม่เกี่ยวกับศาสนาใดๆ ก็ได้ มีความเป็นสากล ที่ ทุกคนไปเจอกันได้หมด เป็นอนาคตที่กำลังผุดบังเกิด ของมนุษยชาติ เพราะมนุษย์มีธรรมชาติของสมองเพื่อการตื่นรู้ ซึ่งสัตว์ไม่มี AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 15 ๒. ตัวอย่างของการตื่นรู้ ในการคิด ถ้าไม่รู้จริง จะตกเป็นเหยื่อของความชอบหรือไม่ยอม ซึ่งพาเราไปไกลแสนไกลในอุตสาหกรรมความโลภก็ไม่มีที่สิ้นสุด (๑) มนุษย์อวกาศชื่อ Edgar Mitchell ไปยืนอยู่บนดวงจันทร์ มองมาเห็นโลกทั้งใบลอยฟ่อง อยู่ในอวกาศ เขากลับมายังโลกเป็นคนที่เปลี่ยนไปโดย สิ้นเชิง เขากล่าวว่า "I came back to Earth, a totally changed man" (ผมกลับมายังโลก เป็นคนที่เปลี่ยน ไปโดยสิ้นเชิง) โดยมีความรู้สึกนึกคิดใหม่ มีความเบาสบาย เป็น อิสระจากความบีบคั้น มีความสุขอย่างล้ำลึก มีความรัก อันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 17 เขาเกิดจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) ซึ่ง เกิดจากการเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวของโลกทั้งใบ กล่าวคืออยู่บนโลกก็เห็นแบบแยกส่วนเป็นสิ่งนั้นสิ่ง นี้ แต่อยู่บนดวงจันทร์เห็นโลกทั้งใบเป็นหนึ่งเดียวกัน ธรรมชาติมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อจิตเราเข้าถึง ความจริงอันเป็นหนึ่งเดียวกันก็เกิดจิตสำนึกใหม่ อัน เป็นจิตสำนึกใหญ่ ซึ่งทำให้ความรู้สึกนึกคิดเปลี่ยน ไปหมดที่เขากล่าวว่า "ผมกลับมายังโลกเป็นคนที่ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง" เอ็ดการ์ มิทเซลล์ รู้แล้วว่าจิตสำนึกเปลี่ยนแปลงได้ และจิตสำนึกใหม่นี้ ดีเหลือเกิน เพราะทำให้เกิดความสุข อย่างล้นเหลือ และความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์ และสรรพสิ่งจักเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เขา จึงตั้งสถาบันที่มีชื่อว่า Institute of Noetic Sciences (IONS) ที่แคลิฟอร์เนีย ทำหน้าที่ศึกษาวิจัย ฝึกอบรม และเผยแพร่ เกี่ยวกับจิตสำนึกใหม่ (๒) Eckhart Tolle ชาวแดนาดา เป็นผู้มีความทุกข์มากจนคิดจะฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง เช้าวันหนึ่งคิดว่าวันนี้ต้องเอาแน่ เขาพูดกับตัวเองว่า "I cannot live with myself any longer" (ฉันอยู่กับ ตัวเองคนนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว) การพูดกับตัวเองเช่นนั้น กระตุกความคิดเขาว่า ที่ว่า I cannot live with myself นั้น | กับ myself มันเป็นคนละคนกันหรืออย่างไร ตัวเอง (ร่างกาย) มันเต็มไปด้วยความทุกข์ ฉัน (จิต) อยู่กับมันจะไม่ได้อีกแล้ว จิตเลยหลุดจากอำนาจกาย เขากลายเป็นคนไม่มี ความทุกข์อีกต่อไป เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามีอะไร เกิดขึ้น อยู่ต่อมาอีกเป็นสัปดาห์ๆ เขาก็ไม่มีความทุกข์ กลายเป็นคนมีความสุขอย่างถาวร กลายเป็นครูสอน เรื่องความสุข เขาเขียนหนังสือขายดีเล่มหนึ่งชื่อว่า 'The Power of Now’ อำนาจแห่งปัจจุบันขณะ การรู้อยู่กับปัจจุบันขณะคือการมีสติ ถ้ามีสติก็ ไม่มีความทุกข์ การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 19 เพราะความทุกข์เกิดจากการคิด ขณะที่คิดไม่รู้อยู่ กับปัจจุบัน เช่น เดินคิดโน่นคิดนี่ ไม่รู้ว่าปัจจุบันกำลัง จะชนแล้ว จึงถูกรถชนตาย ขณะที่รู้อยู่กับปัจจุบัน จะ เปลี่ยนจากคิดเป็นรู้ จิตจะสงบจากความคิดรู้อยู่กับ ปัจจุบัน สงบอย่างยิ่ง สุขอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นชื่อหนึ่ง ของความสุขคือความสงบ สงบจากความคิด แม้ไปอยู่ ในที่สงัดแต่ถ้าการคิดยังดุกรุ่นก็ไม่สงบ ## การมีสติก็คือการตื่นรู้ คือการไม่ประมาท ถ้าเราอยู่ในโลกของการคิดปรุงแต่ง เราไม่สามารถ สัมผัสธรรมชาติความเป็นจริงได้ แต่เมื่อมีสติรู้กับ ปัจจุบัน จิตสงบ จึงสัมผัสความจริงตามธรรมชาติ หรือ เข้าถึงความจริง เรียกว่าสติทำให้เกิดปัญญา (เข้าถึง ความจริงตามธรรมชาติ) กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ปัญญา อิสรภาพ ความสุข-เป็นเรื่องเดียวกัน เอ็คฮาร์ท โทลเล จึงเขียนเรื่องพลังอำนาจแห่ง ปัจจุบันขณะหรือพลังอำนาจแห่งการมีสติรู้อยู่กับ ปัจจุบันนั่นเอง ที่ว่า จิต ของ เอ็คฮาร์ท (I) แยกหลุดจากอำนาจ ของ กาย (myself) นั้นอธิบายดังนี้ ตามปรกติจิตตกอยู่ในอำนาจของกาย เช่น กาย เจ็บป่วยไม่สบาย จิตก็เจ็บป่วยไม่สบายไปด้วย ดังที่ พูดว่าไม่สบายกายไม่สบายใจหรือกายกับใจเป็นคู่แฝด ติดกัน กายนั้นโดยธรรมชาติเจ็บป่วยอยู่เป็นประจำ ใจ จึงเจ็บป่วยไปด้วย แต่บางคนสามารถแยกใจไม่ให้เจ็บป่วยไปกับกาย ได้ คือกายป่วย แต่ใจไม่ป่วยไปด้วย ดังที่ท่านอาจารย์ พุทธทาสสอนว่า อย่าเอาโรคของกาย มาเป็น โรคของใจ ให้กายเป็นโรค จนตาย น่าตาย โหย ก็อย่าเอามา เป็นโรคของใจ. ให้ใจ ฟังหัวเทะ โรคของกาย นั่น แนบเนียนที่รัด แม้มันจะต้อง กับ โขด้วย กัน! กายมันเป็นสัง โชค, จะให้ไม่เป็น โรค ตามเรื่องราว ของมันนั้น ไม่มีทาง, มันเป็นธรรมชาติ เช่นนั้น. ส่วนใจนั้น แก้ไข ปรับปรุง อบรม คน ไม่มีโรคก็มีประการทั้งปวง ได้, ในเรื่องนี้ ต้องแยกให้ออกจาก กันให้จนได้. พุทธทาส ชินาญปัญญา 20 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 21 หรืออย่างที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) สอนไว้ในเรื่อง รักษาศีลจิตไว้ เมื่อกายป่วย จะทำอย่างไร เมื่อร่างกายเจ็บป่วย จิตใจจะไม่ แปรปรวนตาม พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นคว้าเรื่องของ ชีวิตไว้มากมาย แล้วหนทางช่วยให้คนทั้งหลายมีความ สุข พระองค์เคยพบท่านที่ร่างกายไม่สบาย เจ็บไข้ได้ ป่วย พระองค์เคยตรัสสอนว่า ให้ทำในใจ ตั้งใจไว้ว่า ถึงร่างกายของเราจะป่วย แต่ใจของเราไม่ป่วยไปด้วย การตั้งใจอย่างนี้เรียกว่า มีสติ ทำให้จิตใจไม่ตกอยู่ใน อำนาจครอบงำของความแปรปรวนในร่างกายนั้น เอ็คฮาร์ท โทลเล เมื่อตั้งคำถามว่า "เอ๊ะ ฉัน (I) (ซึ่งคือจิต) กับตัวเอง (myself) (ซึ่งคือกาย) มันคนละ คนกันหรืออย่างไร?" เกิดกระตุกทางปัญญา จิตพ้นจาก อำนาจกาย เป็นอิสระ ตื่นรู้ หมดทุกข์ ทำนองเดียวกัน ในนิกายเซนที่มีการตั้งคำถามเพื่อกระตุกทางปัญญา เพื่อตีประเด็นแตกก็ซาโตริ บรรลุธรรมทันที ซึ่งเขามีชื่อ เรียกว่าเป็นพวก Sudden School หรือพวกฉับพลันทันที (๓) หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ หลวงพ่อเทียนเป็นพระแบบชาวบ้าน ไม่มีความรู้ทาง ปริยัติมากมายแต่ประการใด คราวหนึ่งท่านค้นพบว่า เมื่อทำมือเคลื่อนไหวไปในท่าต่างๆ แล้วให้จิตตามรู้ไป กับการเคลื่อนไหวของแขนและมือ เมื่อตามรู้ไปสักพัก หนึ่ง ปรากฏว่าสงบจากการคิด ท่านก็ฝึกทำไปเรื่อยๆ และก็ฝึกตามรู้ ความรู้สึกนึกคิด เมื่อรู้ความคิด ความ ที่กำลังคิดก็สงบไป ทำไปๆ ก็กลายเป็นว่ารู้กายรู้ใจต่อ เนื่อง วันหนึ่งขณะที่กำลังเดินอย่างรู้ตัวต่อเนื่อง ท่านว่า จู่ๆ มันก็ "ขาดผึ้ง" ไปเลย กลายเป็นคนใหม่ มีความ รู้สึกนึกคิดใหม่ คงจะทำนองเดียวกับที่เอ็ดการ์ มิทเชลล์ กล่าวว่าเขาเป็นคนที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง (กรณีที่ ๑ ข้างต้น) 23 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด 22 AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND การตามรู้ ก็คือ การมีสติ รู้อยู่กับปัจจุบันนั่นเอง สติทำให้จิตสงบและเข้าถึงปัญญา ซึ่งจะเรียกว่าการตื่นรู้ การตื่นรู้ด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป อาจกล่าวว่า มีสติ เป็นฐานทั้งสิ้นก็ได้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า สติเป็นทางอันเอก (เอกะมัคโค) (๔) อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ อาจารย์ประมวลเรียนปรัชญาที่ประเทศอินเดีย และเป็น อาจารย์สอนปรัชญาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปรัชญา นั้นว่าด้วยการคิดและการตั้งคำถามว่าอะไรเป็นอะไร วิธีการหาคำตอบต่อคำถามที่ตั้งเป็นวิทยาศาสตร์ คำตอบที่ได้คือความรู้ การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เรียกว่าเทคโนโลยี ปรัชญา = วิทยาศาสตร์ = เทคโนโลยี จึงเป็นกระบวนการต่อเนื่องกันไปอันเป็นวิสัยของ วิชาการในโลกในปัจจุบัน อาจารย์ประมวล ซึ่งสอนปรัชญาอยู่ในมหาวิทยาลัย อาจารย์ประมวลเรียนปรัชญาที่ประเทศอินเดีย และเป็น อาจารย์สอนปรัชญาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปรัชญา นั้นว่าด้วยการคิดและการตั้งคำถามว่าอะไรเป็นอะไร วิธีการหาคำตอบต่อคำถามที่ตั้งเป็นวิทยาศาสตร์ คำตอบที่ได้คือความรู้ การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เรียกว่าเทคโนโลยี ปรัชญา = วิทยาศาสตร์ = เทคโนโลยี จึงเป็นกระบวนการต่อเนื่องกันไปอันเป็นวิสัยของ วิชาการในโลกในปัจจุบัน อาจารย์ประมวล ซึ่งสอนปรัชญาอยู่ในมหาวิทยาลัย อาจจะยังรู้สึกไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเองและแสวงหา วันหนึ่งเกิดทำสิ่งที่แปลกประหลาด คือออกเดินด้วย เท้าจากเชียงใหม่ไปบ้านเกิดของท่านที่เกาะสมุย โดย ในตัวเองไม่มีเงินสักบาทเดียว ใครให้กินก็กิน ไม่มีใคร ให้กินก็ไม่กิน พักตามศาลาวัดหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะ พักได้ ดุ่มเดินไปตามทาง สัมผัสอยู่กับธรรมชาติอย่าง ที่เป็นไปล้วนๆ โดยไม่มีมายาคติอะไรมาขวางกั้น เช่น เงิน หรือฐานะความเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย จากคนที่คิด (เชิงปรัชญา) มาเป็นสัมผัสอยู่กับ ธรรมชาติความเป็นจริงล้วนๆ ของภูมิประเทศ ดิน ฟ้า อากาศ ชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะของชาวบ้านที่ยากไร้ หรือแม้แต่สุนัขขี้เรื้อน ที่มาอิงแอบหาไออุ่นขณะนอน ในศาลาวัด เมื่อเปลี่ยนจากคนที่คิด (ด้วยสมอง) มาเป็นคนที่ รู้ (ความจริงตามธรรมชาติ) ด้วยใจ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transforma- tion) ในตนเอง ความรู้สึกนึกคิดก็เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนใหม่ คือ 24 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 25 มีความสงบ มีอิสรภาพ ดื่มด่ำอยู่กับความสุขและความ เมตตามหาศาล เมื่อออกเดินทางจากเชียงใหม่อาจารย์ประมวลเป็น คนหนึ่ง แต่เมื่อถึงเกาะสมุย ‘เป็นคนที่เปลี่ยนไปโดยสิ้น เชิง’ เปลี่ยนจากคนที่อยู่ในความคิดปรุงแต่งไปเป็นคน ที่สัมผัสอยู่กับความจริงตามธรรมชาติ เมื่ออาจารย์ประมวลกลับไปเยือนอินเดีย สถาน ที่เคยศึกษามาแต่เก่าก่อน สัมผัสอินเดียคราวแรกกับ คราวหลังไม่เหมือนกัน คราวแรกสัมผัสด้วยความคิดเพราะเรียนปรัชญา ในการคิดย่อมมีชอบมีชัง มีความคาดหวัง สมหวังและ ผิดหวัง อาจเรียกว่าจิตมีความดิ้นรนทุรนทุรายก็ได้ แต่ไปคราวหลังด้วยจิตที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สัมผัสอยู่กับความเป็นจริงว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง มีความ สงบ เห็นความงามและคุณค่าของผู้คนและสรรพสิ่ง ทุก อย่างกลายเป็นความงามและความสุข ต่างกันราวฟ้ากับ ดินจากเมื่อมาศึกษาที่อินเดียคราวก่อน มนุษย์อยู่ในการคิดเป็นวิสัย จะห้ามไม่ให้คิดไม่ ได้ การคิดมีประโยชน์ในแง่ที่ทำให้เกิดความรู้ แต่ขณะ เดียวกันก็มีด้านที่เป็นโทษ กล่าวคือ ทำให้เกิดความทุกข์ ความทุกข์เกิดจากการคิด ตัวอย่างนิทานโบราณมีว่า พระกับเณรเดินทาง ไปด้วยกันในป่า มาถึงลำธารแห่งหนึ่ง มีผู้หญิงจะข้าม แต่ข้ามไม่ได้ พระก็เลยสงเคราะห์อุ้มผู้หญิงข้ามส่งไป แล้วพระกับเณรก็เดินกันต่อไป เณรคิดมาตลอดทางว่า ทำไมหลวงพี่จึงไปอุ้มผู้หญิง (ข้ามลำธาร) ๆ ฯ เมื่อถึง วัดจนล่วงเวลาค่ำคืน เณรก็ยังนอนไม่หลับ เฝ้าแต่คิดว่า ‘ทำไมหลวงพี่ไปอุ้มผู้หญิง’ จนดึกทนไม่ไหวจึงไปเคาะ ห้องหลวงพี่ซึ่งหลับไปแล้ว ถามเสียงเครียดว่า “หลวงพี่ วันนี้ทำไมถึงไปอุ้มผู้หญิง” พระตอบว่า “เราอุ้มเราก็วางไปแล้วที่ฝั่งตรงข้ามลำธาร แต่เณร สิอุ้มมาตลอดเวลา (ในความคิด) วางไม่ลง” หรืออย่างที่มีผู้หญิงผู้หนึ่งคิดมากมีความทุกข์ ต่อเนื่องอยู่หลายวันหลายคืน บ่นว่า “นี่ถ้าฉันหยุดคิดได้ ฉันก็หายทุกข์” การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 27 ขณะที่มีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ขณะนั้นความคิดสงบ ไป ความทุกข์จึงทำอะไรไม่ได้ ในการคิด ถ้าไม่รู้ตัว จะตกเป็นเหยื่อของความชอบ หรือไม่ชอบ ซึ่งจะพาเราไปไกลแสนไกลในอกุศลมูล เช่น ความโลภอันไม่มีที่สิ้นสุด ความโกรธที่ไม่ได้ตั้งใจ พาไปสู่พยาบาท วิหิงสา คิดทำร้ายผู้อื่น ท่านกฤษณะ มูรติ ซึ่งเป็นศาสดาร่วมสมัย ที่ทำการสอนอยู่ในอินเดีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ได้พูดและเขียนเกี่ยวกับโทษ ของการคิด ไว้มาก ว่าความรุนแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้น ในโลกเกิดจากการคิด ในหนังสือเล่มหนึ่งของท่านชื่อ Beyond Violence ซึ่งท่านจะพร่ำสอนซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า โลกจะมีสันติได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์พากันออกจากการคิด ไปสู่การรู้อยู่กับปัจจุบัน ซึ่งก็คือการมีสตินั่นเอง (๕) นายกำพล ทองบุญนุ่ม กำพลเป็นเด็กที่ยากจน ใฝ่ผันที่จะมีโอกาสได้เข้าไปเรียน ในมหาวิทยาลัย ได้พบผู้อุปถัมภ์ได้เข้าเรียนพลศึกษา สมใจนึก ได้ทำงานเป็นครูพลศึกษา มีความสุขอย่างยิ่ง แล้ววันหนึ่งอนาคตก็ดับรูบลงทันที เมื่อเขาสอนการ พุ่งหลาวลงน้ำแล้วหัวไปกระแทกพื้น กระดูกต้นคอหัก กดไขสันหลังทำให้เป็นอัมพาตแขนขาทั้ง ๒ ข้าง ที่เรียก ว่าอัมพาตทั้งสี่ (Tetraplegia) แล้วชีวิตจะทำอย่างไรต่อ ไป กำพลขวนขวายฝึกเจริญสติด้วยวิธีต่างๆ จนจิตตื่นรู้ กับปัจจุบันตลอดเวลา ความทุกข์หายไปหมด เขากล่าว ว่า "ความทุกข์น่ะหรือ ลาจากกันโดยสิ้นเชิง" กลายเป็น ครูสอนความสุขให้คนอื่นๆ (๖) พระดิรมานนท์ ในครั้งพุทธกาล สมัยหนึ่งเมื่อพระพุทธองค์ประทับอยู่ 28 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด 29 AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND ณ วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี พระรูปหนึ่งชื่อคิรมานนท์ อาพาธมีอาการทุกข์ทรมานอย่างมาก พระอานนท์ เข้าไปกราบทูลพระพุทธองค์ขอให้เสด็จไปเยี่ยม พระคิรมานนท์ถึงที่อยู่ พระพุทธองค์ตรัสสัญญา ๑๐ ประการ ให้พระอานนท์ไปสวดให้พระคิรมานนท์ฟัง พระคิรมานนท์ฟังก็หายป่วยทันที สัญญา ๑๐ เกี่ยวกับ ความเป็นจริงของชีวิตว่าเป็นอนิจจัง อนัตตา อสุภะ ความเป็นรังโรค ... เรื่อยไปจนถึงวิราคะ นิโรธ และ อานาปานสติ คิรมานนทสูตร นิยมใช้สวดรักษาโรคคู่กันกับ โพชฌงค์ ๗ ทั้ง ๒ พระสูตรนี้เป็นการกระตุกทางสติและปัญญา ทำให้เกิดการตื่นรู้ ซึ่งทำให้หลุดจากอำนาจความเจ็บ ป่วยทางกายได้ (๗) ปรมหังสาโยคานันท์ หนังสือ อัตตชีวประวัติของโยคี โดย ปรมหังสา โยคา นันทะ ผู้นำโยคะศาสตร์ไปเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา ให้ คนตะวันตกได้เข้าใจเรื่องการตื่นรู้ โดยการเข้าถึงพระ ผู้เป็นเจ้า มีเรื่องราวของสวามี โยคี นักบุญ คนธรรมดา สามัญ ที่เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าด้วยโยควิธี โยคะหมายถึง วิธีการที่ช่วยให้เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า อันเป็นสภาพของ การตื่นรู้เป็นเอกภาพกับธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด ศานติ และเอิบอาบเปี่ยมล้นไปด้วยอิสรภาพและความสุข (๘) A World Waiting To Be Born เป็นชื่อหนังสือของจิตแพทย์อเมริกันชื่อ Scott Peck เขารักษาคนเอมริกันที่มีความทุกข์จำนวนมากจนรักษา ไม่ไหว ต่อมาเขาพบว่าตัวเองต้องช่วยส่งเสริมให้มีการ การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 31 M. SCOTT PECK A World Waiting To Be Born The Search for Civility สำหรับผู้ที่คุ้นเคยเรื่องการตื่นรู้ หรือเรื่องการเจริญสติ หรือเรื่องการเกิดจิตสำนึกใหม่ จะคุ้นเคยกับเรื่องทำนองกรณีตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นเป็นอย่างดี สำหรับผู้ที่ยังใหม่ต่อเรื่องนี้ ก็เป็นทำนองเรื่องเล่า พอให้เห็นภาพของการเกิดการตื่นรู้หรือจิตสำนึกใหม่ในหนทางที่แตกต่างหลากหลายเพื่อปูทางไปสู่พหุบทแห่งการตื่นรู้ ในบทหลังๆ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเขาเรียกว่าสร้างความเป็นชุมชน (Community Building) คำว่าชุมชนไม่จำเป็นต้องหมายถึงหมู่บ้านเสมอไป เมื่อมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำกันเรื่องอะไรก็ถือว่ามีความเป็นชุมชนในเรื่องนั้น สก็อต เพ็ค พบว่าเมื่อสร้างความเป็นชุมชนได้สำเร็จทุกคนมีความสุขประดุจบรมรุนิพพาน เพราะในความเป็นชุมชนมีการลดความเห็นแก่ตัว มีความเสมอภาค ภราดรภาพ ความเอื้ออาทร ความเปิดเผยและจริงใจต่อกันเรียกว่าเกิดจิตสำนึกใหม่ ซึ่งเป็นจิตสำนึกที่ใหญ่กว่าตนเอง อาจเรียกว่าเป็นการบรรลุธรรมทางสังคมก็ได้ เรื่องนี้ดูเพิ่มเติมได้ในตอนที่ ๖ AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 33 ๓. สมองของมนุษย์ ธรรมชาติที่รอการ ตื่นรู้มา ๒๐๐,๐๐๐ ปี สมองของมนุษย์เป็นสุดยอดวิวัฒนาการของธรรมชาติ เพราะสมองมนุษย์เป็นโครงสร้างที่วิจิตรที่สุดใน จักรวาล สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ เนื่องจากมนุษย์พัฒนามาจากสัตว์ จึงมีส่วนที่ เป็นสัตว์อยู่ในตัวมนุษย์ ทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม ดีเอ็นเอของมนุษย์กับลิงชิมแปนซี่ต่างกันไม่ถึง ๕ 34 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 35 เปอร์เซ็นต์ สมองมนุษย์เมื่อผ่าซีกก็สามารถเห็นได้ด้วย ตาเปล่าว่าแบ่งเป็น ๓ ชั้น คือ **ชั้นในสุด** อยู่ข้างหลัง เรียกว่าสมองสัตว์เลื้อยคลาน (Reptilian brain) **ชั้นกลาง** เรียกว่าสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม (Mammalian brain) **ชั้นนอกสุด** อยู่ข้างหน้า เป็นสมองมนุษย์ เรียกว่า ส่วนนอกใหม่ (Neo-cortex) สมองส่วนที่เป็นธรรมชาติของสัตว์ก็ทำหน้าที่อย่าง ตามธรรมชาติของสัตว์ เช่น การกิน การสืบพันธุ์ การ ต่อสู้ การหลบภัย สมองส่วนหน้าหรือสมองมนุษย์นั้น ทำหน้าที่ ในเรื่องนามธรรมที่สูงขึ้นไปจากวัตถุ เช่น สติปัญญา วิจารณญาณ ศีลธรรม ความเห็นใจผู้อื่น การอยาก ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เป็นส่วนที่ทำให้มนุษย์ต่างไป จากสัตว์ คือ เป็นผู้มีจิตใจสูง สัตว์นั้นมีแต่สัญชาตญาณ ล้วนๆ ไม่มีบุญไม่มีบาป เช่น เสือไปกัดกวางตายก็ไม่มี ใครว่าเป็นบาป มนุษย์มีสมองส่วนที่เป็นศีลธรรมอยู่ตรงหลังหน้า ผาก เคยมีผู้ป่วยเกิดอุบัติเหตุรถชนกันแล้วหน้าผาก ยุบ พฤติกรรมที่เคยมีศีลธรรมหายไป ในสมัยปัจจุบัน มีเครื่องที่ทำให้เห็นภาพสมองที่เรียกว่า Brain Imag- ing ที่สามารถเห็นว่าเมื่อมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร ส่วนใดของสมองที่ตื่นตัวขึ้น เช่น เมื่อมีการนำพระ ธิเบตที่บำเพ็ญสมาธิภาวนามานมาเข้าเครื่องตรวจ ก็พบว่าสมองส่วนหน้าปลายสุดของซ้ายแดงขึ้น และ มีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในสมอง การตรวจคลื่นสมอง สมองมนุษย์ = สติปัญญา วิจารณญาณ ศีลธรรม สมอง สัตว์เลื้อยคลาน = ความอยู่รอด สมอง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม = อารมณ์ 36 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 37 พบว่าการเจริญสติทำให้ส่วนต่างๆ ของสมองทำงาน ประสานกัน (harmony) เหมือนเครื่องดนตรีทุกชิ้นใน วงบรรเลงเพลงเดียวกัน ในคนธรรมดาทั่วไปสมองจะวุ่นด้วยการคิดโน่น คิดนี่ และความรู้สึกต่างๆ ดังที่คำเรียกว่าจิตวุ่น ลอง นึกถึงว่าเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นบรรเลงไปคนละเพลง คง วุ่นวายสับสนไม่น่าฟัง แต่เมื่อจิตสงบสมองเกิด harmony เหมือนทุกส่วนร่วมเล่นเพลงเดียวกันเกิดความไพเราะ สุดประมาณ เมื่อสมองเกิด harmony จะมีการหลั่งสารต่างๆ ออกมาหลายชนิดที่ก่อให้เกิดความสุข อาจเรียกรวมๆ กันว่าสารสุข ปัจจุบันได้มีการศึกษาจนมีความรู้ว่าอนุ ของสารเหล่านี้เป็นอะไร และไปออกฤทธิ์อย่างไร จึง ทำให้เกิดความสุขไปทั้งเนื้อทั้งตัว เพราะฉะนั้นผู้ที่เจริญ สติเจริญสมาธิจนจิตสงบจึงเกิดความสุขเกิดซาบซ่านไป ทั้งเนื้อทั้งตัว (bliss) นี้ก็เป็นอานิสงส์ของการมีจิตสงบ จากความคิดปรุงแต่ง หรืออย่างที่บรรยายกันว่าพระอรหันต์ทั้งหลาย เพราะหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง เสวยวิมุตติสุขหรือความสุข หรือความสุขอาย่งยิ่ง หรือบรมสุขเช่นเดียวกับการเกิด ทิพยสุขของผู้เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า มนุษย์อย่างที่เป็นมนุษย์ในปัจจุบันที่เรียกว่า Homo sapiens นี้ มีอายุประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ปี จึงกล่าวว่าสมอง ส่วนหน้าของมนุษย์ที่ทำให้มนุษย์บรรลุสภาพการตื่นรู้ หรือการเกิดจิตสำนึกใหม่ หรือการบรรลุธรรมนั้นรอ การใช้มา ๒๐๐,๐๐๐ ปีแล้ว แต่การทำงานของสมองนั้นขึ้นอยู่กับสัมพันธภาพ ระหว่างมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ในสมัยดึกดำบรรพ์มนุษย์ต้องยุ่งอยู่กับการ แสวงหาอาหารต่อสู้และหลบภัยจากภยันตรายต่างๆ ตลอดเวลา ก็ต้องใช้สมองส่วนหลังหรือสมองสัตว์เลื้อย- คลานเป็นส่วนใหญ่ มีปฏิกิริยาตอบโต้กับธรรมชาติไป เยี่ยงสัตว์หรือเป็นสัตว์นั้นเอง สมองส่วนหน้าซึ่งเป็นที่อยู่ ของนามธรรมอันสูงส่งไม่มีโอกาสได้พัฒนา ในช่วงประมาณ ๔,๐๐๐-๑,๕๐๐ ปี ที่ผ่านมาต้องมี ความประจวบเหมาะทางเรื่องความสมบูรณ์ของอาหาร 38 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 39 และสภาพสังคมที่เกิดปัญญาใหญ่ๆ ขึ้น จะเป็นอุปนิษัท ก็ดี พระพุทธเจ้าก็ดี เหล่าจื้อแห่งลัทธิเต๋าก็ดี พระคริสต์ ก็ดี พระมะหะหมัดก็ดี ล้วนเกิดในช่วงนี้ เสมือนเป็น Big Bang ทางจิตสำนึก ประมาณ ๕๐๐ ปี ที่มีการค้นหาทางวิทยาศาสตร์ และนำมาสร้างเป็นเทคโนโลยี โลกก็เอียงมาทาง วัตถุนิยมมากขึ้นๆ จนมากที่สุด ซึ่งทำให้เสมือนปิด สมองส่วนที่เป็นนามธรรม ซึ่งเกี่ยวกับการตื่นรู้ หรือ การมีจิตสำนึกใหม่ หรือการบรรลุธรรมไปเสีย และเมื่อ โลกประสบสภาวะวิกฤตเนื่องจากอารยธรรมวัตถุนิยม ก็จะต้องหันมาพัฒนาสมองส่วนที่เป็นศักยภาพสูงสุด ของความเป็นมนุษย์ เพื่อการตื่นรู้เพื่อการเกิดจิตสำนึก ใหม่ ซึ่งรอการใช้งานมา ๒๐๐,๐๐๐ ปีแล้ว AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 41 ๔. วิกฤตอารยธรรม และทางออก มนุษย์อย่างที่เป็นมนุษย์ปัจจุบันที่เรียกว่า Homo sapiens มีอายุประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ปี ซึ่งสั้นมากถ้าเทียบกับอายุของโลกประมาณ ๔,๕๐๐ ล้านปี และสรรพชีวิตต่างๆ ที่มีวิวัฒนาการมาประมาณ ๓,๕๐๐ ล้านปี และจะยิ่งสั้นมากถ้าพิจารณาถึงในช่วง ๒๐๐,๐๐๐ ปีนั้น เป็นชีวิตแบบล่าสัตว์เก็บของป่าเสีย ๑๙๐,๐๐๐ ปี เพิ่งตั้งเป็นชุมชนเกษตรกรรมก็แค่ ๑๐,๐๐๐ ปี เท่านั้นเอง และเป็นสังคมใหม่ก็ประมาณ ๕๐๐ ปีเท่านั้น <figure> The image displays a stylized, abstract diagram resembling a pyramid or a hierarchical structure. It illustrates relationships between different aspects of human existence and development. Key elements include: - At the top, labeled "ความเปลี่ยนผู้สัตว์" (Change in animal-like beings), with an arrow pointing downwards. - The pyramid's apex is labeled "ความเป็นผู้ใหญ่" (Being human). - The second level down is labeled "ความเป็นผู้หญิง" (Being female). - The third level down is labeled "ความเป็นสัตว์" (Being animal). - The base of the pyramid is labeled "การแบ่งปันพื้นที่" (Territorial division) and "ทรัพยากรธรรมชาติ" (Natural resources). - Arrows indicate flow and relationships between these levels, such as "ความเป็นผู้หญิง" pointing to "ความเป็นสัตว์", and "ความเป็นสัตว์" pointing to "การแบ่งปันพื้นที่". - Other text includes "ความเป็นสัตว์" pointing to "ความเป็นผู้ใหญ่", and "ทรัพยากรธรรมชาติ" pointing to "การแบ่งปันพื้นที่". - A dashed line at the bottom right indicates "อนาคต" (Future). The diagram visually represents how human characteristics and social structures evolve over time, starting from animal-like existence to becoming human, female, and finally leading to territorial division and natural resource management towards a future. </figure> 42 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 43 แต่ในช่วงเวลาอันสั้น มนุษย์ก่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้มากที่สุด อย่างที่ไม่มีธรรมชาติ ซึ่งรวมถึงสรรพสัตว์ชนิดอื่นๆ ทั้งหมดทำให้เกิดขึ้นมา ก่อน ก่อนมีมนุษย์สรรพธรรมชาติทั้งหลายมีปฏิสัมพันธ์ กันแบบรักษาสมดุล และปรับคืนสู่สมดุล ถึงสัตว์ใหญ่ จะกินสัตว์เล็กก็ทำไปตามธรรมชาติของความอยู่รอด เท่านั้น ธรรมชาติของโลกจึงอยู่ในสมดุล และยั่งยืนมา นับด้วยพันล้านปี แต่มนุษย์ โดยเฉพาะใน ๕๐๐ ปีหลัง อยู่เหนือ ความสัมพันธ์ตามธรรมชาติดังกล่าวข้างต้น เป็นต้น เหตุของการทำลายชีวิตของพันธุ์พืชและสัตว์จนสูญพันธุ์ ไปจากโลกนับหมื่นนับแสนสปีชีส์ ทำลายป่าไม้ หน้าดิน สร้างมลพิษในสิ่งแวดล้อม ปล่อยวัตถุธาตุบางอย่าง สู่ชั้นบรรยากาศ จนทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน และ ก่อให้เกิดหายนะภัยต่างๆ รุนแรงมากขึ้น ฯลฯ จนมี ผู้กล่าวว่าธรรมชาติสิ้นสุดแล้ว (The end of Nature) ถ้าธรรมชาติสิ้นสุดมนุษย์ก็สิ้นสุดด้วย เพราะธรรมชาติ เป็นประดุจมารดาของสรรพชีวิต ดังที่เรียกขานกันว่า พระแม่ธรรมชาติ (Mother Nature) แม้อารยธรรมสมัยใหม่ได้สร้างความรู้และ เทคโนโลยีอันมหัศจรรย์ต่างๆ ที่อำนวยความสะดวก แก่ชีวิต เช่น เครื่องยนต์กลไกต่างๆ เทคโนโลยีการ คมนาคมและการสื่อสาร ยารักษาโรค สามารถเดินทาง ไปลงดวงจันทร์และดวงดาวอื่นๆ ฯลฯ แต่ไม่สามารถ สร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ความเหลื่อมล้ำมีมากขึ้น อันนำไปสู่ปัญหาต่างๆ มีความขัดแย้ง ความรุนแรง สงคราม การอพยพ หลบภัยความยากจน และความ รุนแรงของมนุษย์จำนวนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน ผู้คน มีความกดดัน และความเครียดมากขึ้น ทำให้เกิดการฆ่า ตัวตาย ฆ่าผู้อื่นตาย เช่น การกราดยิงโดยไม่มีเหตุผล เกิดการก่อการร้ายสากล ฯลฯ ทำไมในเมื่อมนุษย์ก็มีสติปัญญาสูง มีการค้นพบ ความรู้ที่อัศจรรย์ต่างๆ ที่ได้รับรางวัลโนเบลกันก็จำนวน มาก แต่ดูไม่มีความหวังว่ามนุษยชาติจะสามารถสร้าง ระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติแวดล้อม จนกระทั่งมี ผู้เรียกสภาวะปัจจุบันว่าเป็นวิกฤตอารยธรรม (Civi- lization Crisis) 45 AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 44 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด นักปราชญ์ฝรั่ง ๓ คน คือ Laslo, Graf และ Russell คุยกันที่ชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย ๓ วัน ๓ คืน ถึงวิกฤตของ อารยธรรมปัจจุบัน เห็นว่าอารยธรรมตะวันตก กำลัง ก่อให้เกิดสภาวะวิกฤตอย่างรุนแรงทั่วโลกและไม่มีทาง ที่จะไปต่อไปในแนวทางเดิมโดยไม่วิกฤต เพราะเป็น อารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยม ทั้ง ๓ ท่าน เห็นว่า มีทางเดียวที่จะพ้นวิกฤตได้คือ การปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution) ท่านดาไลลามะ เห็นว่าโลกวิกฤตเพราะเป็นโรค พร่องทางจิตวิญญาณ (Spiritual Deficiency) การแก้ไข จึงต้องปฏิวัติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Revolution) มีคนไทยที่กล่าวถึงเรื่องนี้ก่อนทั้งสองข้างต้นเนิ่น นาน คือท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ซึ่งไปก่อตั้งสวน โมกขพลาราม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ และเริ่มพูดตั้งแต่ ครั้งกระนั้นว่าวัตถุนิยมพาไปสู่โลกาวินาศ และท่านได้ ฝากปณิธานไว้ ๓ ข้อ คือ (๑) ขอให้ศาสนิกของศาสนาต่างๆ เข้าถึงหัวใจ ของศาสนาของตน (๒) ขอให้มีความร่วมมือกันระหว่างศาสนา (๓) ขอให้ช่วยมนุษย์ถอนตัวออกจากวัตถุนิยม หัวใจของทุกศาสนาคือจิตวิญญาณ (spiritual) หรือความสูงส่งทางจิตใจเหนือวัตถุ ฉะนั้นท่านอาจารย์ พุทธทาสจึงมั่นใจว่า ถ้าศาสนิกของทุกศาสนาเข้าถึงหัวใจ ของศาสนาของตนๆ ก็จะไปเจอสิ่งเดียวกัน คือพัฒนาการ ทางจิตวิญญาณที่อยู่เหนือวัตถุหรือการถอนตัว ออกจากวัตถุนิยม การปฏิบัติจิตสำนึกที่ลาสโลกับคณะเสนอ การ ปฏิวัติทางจิตวิญญาณที่ท่านดาไลลามะกล่าว และการ ถอนตัวจากวัตถุนิยมที่ท่านอาจารย์พุทธทาสสั่งเสีย ไว้ ล้วนมีความหมายไปทางเดียวกันอาจรวมเรียกเสีย ว่าการเกิดจิตสำนึกใหม่ เพื่อพิจารณาว่าจิตสำนึกใหม่ จะช่วยให้มนุษย์พ้นวิกฤตอารยธรรมปัจจุบันได้อย่างไร 46 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 47 สัตว์ทำไปตามความต้องการทางสรีรวิทยา มีความ โลภจำกัดมาก เพราะไม่มีเทคโนโลยีที่จะสะสม มนุษย์ เดิมก็เป็นเช่นนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะล่าสัตว์มา เกินกินและปล่อยให้เน่าเสีย ต่อมามนุษย์มีความรู้และ เทคโนโลยีมากขึ้น มีความสามารถที่จะสนองตอบความ โลภ ความโลภก็เพิ่มขึ้น เมื่อค้นพบระบบการเงิน ความ โลภก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเงินเป็นสมบัติที่ เพิ่มได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สามารถเติมตัวเลขลงไปได้ เรื่อยๆ 100000000000000... จึงมีคนมีเงินเป็นแสน เป็นล้านเป็นล้านล้าน และมีเทคโนโลยีที่ทรงพลังที่จะ ไปโค่นทำลายป่า จับปลาในมหาสมุทร ขุดแร่ธาตุ และ น้ำมันจากใต้ดิน ความเหลื่อมล้ำสุดๆ อารยธรรม วัตถุนิยม ความเห็นแก่ตัว เทคโนโลยี ความโลภไม่สิ้นสุด การแย่งชิงทำลาย สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความขัดแย้ง และความรุนแรง ทายนภัย รูปที่ ๒ สรุปปรากฏการณ์ของวิกฤตอารยธรรมปัจจุบัน วงกลมข้างใน เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างความเห็น แก่ตัว - ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี - ความ โลภอันไม่มีที่สิ้นสุด ดังนี้ ความเห็นแก่ตัว - ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี - ความโลภอันไม่มีที่สิ้นสุด จึงเป็นวงจรที่ ขับเคลื่อนอารยธรรมวัตถุนิยม สามเหลี่ยมข้างนอก คือผลของการพัฒนาตามแรง ขับเคลื่อนของวงกลมข้างใน กล่าวคือ 48 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 49 * ความเหลื่อมล้ำสุดๆ หรือการขาดความเป็นธรรม * การแย่งชิงและทำลายทรัพยากรธรรมชาติ จนโลกเสียสมดุล และคุกคามต่อความอยู่รอดของสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งรวมถึงเกิดสภาวะโลกร้อนซึ่งนำไปสู่หายนภัยต่างๆ เช่น ลมแรง น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นสึนามิ * ความขัดแย้งความรุนแรงและสงคราม จากภาพวงกลมและสามเหลี่ยมข้างบนนี้จะเห็นว่า การสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ไม่มีทางที่จะช่วยให้มนุษย์หลุดออกจากวิกฤตอารยธรรมในปัจจุบัน เพราะมันจะไปทำให้วัฏจักรของความโลภและความเห็นแก่ตัว มีกำลังมากขึ้น ส่งแรงเหวี่ยงไปสู่สามเหลี่ยมแห่งวิกฤตการณ์มากขึ้น ฉะนั้น การที่จะออกจากวิกฤตการณ์ปัจจุบันได้จึงจำเป็นต้องตัดวงจรในวัฏจักรของความเห็นแก่ตัว นั่นคือ ต้องปฏิวัติจิตสำนึก จิตสำนึกเก่า เป็นจิตสำนึกที่เล็กคับแคบ เอาความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้งทำให้โลกวิกฤต ไม่ว่าจะสร้างความรู้และเทคโนโลยีขึ้นมาเท่าใดๆ ถ้ายังเห็นแก่ตัว (Ego-centric) โลกไม่หายวิกฤตหรือยิ่งวิกฤตมากขึ้น จิตสำนึกใหม่ ซึ่งเป็นจิตสำนึกใหญ่ที่คำนึงถึงคนอื่นและสิ่งอื่นหรือคำนึงถึงทั้งหมด (Wholeness-centric) เพราะแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด ถ้าไม่คำนึงทั้งหมด ทั้งหมดย่อมเสียสมดุลดุจเดียวกับร่างกายของเราที่มี เซลล์และอวัยวะอันหลากหลาย ทุกเซลล์ ทุกอวัยวะมี ‘จิต’ ที่คำนึงถึงทั้งหมด เพื่อทำให้ร่างกายทั้งหมดมีบูรณภาพและดุลยภาพ ถ้าเซลล์พวกใดพวกหนึ่งเอาตัวเองเป็นที่ตั้งไม่คำนึงถึงส่วนรวม นั่นคือเป็นมะเร็ง ทำให้ระบบบรวนและเสียสมดุล นั่นคือเจ็บป่วยและวิกฤตอย่างยิ่ง โลกที่เจ็บป่วยและวิกฤตก็เหมือนคนเป็นโรคมะเร็งเกิดขึ้นเพราะมนุษย์มีจิตเล็กแยกส่วน เอาตัวของตัวเองเป็นที่ตั้ง ขาดจิตสำนึกของส่วนรวม 50 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 51 เพราะฉะนั้น จิตสำนึกใหม่จึงเป็นเครื่องมือของการ ไปพ้นวิกฤตการณ์ของอารยธรรมปัจจุบัน นั่นเป็นเหตุ ว่าทำไมลาสโล และคณะจึงกล่าวว่ามีทางเดียวเท่านั้น ที่จะพ้นวิกฤต คือการปฏิวัติจิตสำนึก ท่านดาไลลามะจึงกล่าวว่าจำเป็นต้องมีการปฏิวัติ ทางจิตวิญญาณ ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงฝากปณิธานไว้ว่าให้ช่วย ให้มนุษย์ถอนตัวออกจากวัตถุนิยม ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน และเรื่องเดียวกัน กับ ‘การตื่นรู้’ (Awakening) ตื่นรู้จากการหลับใหลอยู่ ในจิตสำนึกเก่า ไปสู่การมีจิตสำนึกใหม่ ซึ่งเป็นจิตสำนึก ของทั้งหมดร่วมกัน ๕. พหุบท เส้นทางอันหลากหลาย สู่การตื่นรู้ มนุษย์แต่โบราณมาได้ค้นพบเส้นทางอันหลากหลายสู่ การตื่นรู้ ภายใต้สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมอันหลาก หลาย ทั้งที่เกี่ยวกับศาสนาและไม่เกี่ยวกับศาสนา ทั้ง แบบสมัยโบราณและสมัยใหม่ ทุกคนมีเสรีภาพที่จะ เลือกทางที่เหมาะกับจริตและสภาพของคนๆ ไม่มีใคร ผูกขาดวิธีการใดวิธีการหนึ่งเดียว 52 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 53 แผนภาพข้างล่างสรุปประเภทของเส้นทางสู่การตื่นรู้หรือการเกิดจิตสำนึกใหม่ ดังนี้ การตื่นรู้ = การเข้าถึงความจริงสูงสุด (พระผู้เป็นเจ้า หรือสภาวะอนันตกาล หรือ อนัตตา) ![image](#) การเข้าถึงความจริงสูงสุด = ปัญญาอันยิ่ง (อภิปัญญา) ด้วยจิตที่สงบจึงจะเข้าถึงความจริงสูงสุดได้ จิตวุ่นเข้าถึงไม่ได้ จิตที่มีสติหรือสมาธิเป็นจิตที่สงบทำให้เข้าถึงความจริงได้ พหุบทในการทำให้จิตสงบและเข้าถึงความจริงที่มี เช่น (๑) ทางการสัมผัสธรรมชาติ ธรรมชาติที่สงบ เช่น ป่า ทะเล ภูเขา ทะเลทราย หรืออื่นๆ ช่วยให้จิตสงบ ธรรมชาตินั้นเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวทั้งจักรวาล การเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ทำให้เกิดจิตสำนึกใหม่ ดังในกรณีของมนุษย์อวกาศ เอ็ดการ์ มิทเซลล์ ที่กล่าวมาในกรณีตัวอย่างหรือการเข้าถึงธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่งอันเป็นสภาวะอนันตกาล เป็นธรรมชาติที่ไม่มีตัวตน โดยนัยพระผู้เป็นเจ้าก็คือ ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดไร้ขอบเขต การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า หรือเข้าถึงธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดจึงหลุดพ้นจากความ รูปที่ ๓ แผนภาพสรุปพหุบทสู่การตื่นรู้ 54 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 55 บีบคั้นของความคับแคบในตัวตนได้ นั่นคือบรรลุ อิสรภาพ หรือบรรลุความจริง ความดี ความงาม และ ความสุขอันเป็นทิพย์ หรือการตื่นรู้ หรือการบังเกิดขึ้น ของจิตสำนึกใหม่ (๒) ทางกิริยาทางกาย การเคลื่อนไหวร่างกาย โดยมีสติกำกับเป็นทางสร้างการตื่นรู้ ไม่ว่าจะเป็น โยคะ ไทเก๊ก หรือการเคลื่อนไหวมือแบบหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ การทำงานทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นการล้างชาม กวาดบ้าน ล้างส้วม ฯลฯ ถ้ามีสติกำกับอยู่กับการ เคลื่อนไหวของร่างกายภายในการทำงานนั้นๆ จิตจะ สงบและเข้าถึงความสุขอันเป็นทิพย์ เป็นกำไรชีวิตอัน มหาศาล เพราะการงานเป็นสิ่งที่ต้องทำในชีวิตประจำวัน ถ้าทำไม่เห็นความสุข หรือโกรธที่ต้องทำสิ่งนั้นงาน ก็จะเป็นความทุกข์ แต่ถ้าฝึกให้รู้ตัวในการทำงาน การ ทำงานก็จะกลายเป็นความสุขไป เมื่องานเป็นความสุข ก็จะไม่ย่อท้อ อดทน ทำได้มาก ทำได้ดี เป็นอิสระจาก ความบีบคั้นด้วยประการทั้งปวง (๓) ทางวาจา คนเราต้องพูดคุยในชีวิตประจำวัน และหน้าที่การงานถ้าใช้การพูดคุยมาสร้างความตื่นรู้ หรือจิตสำนึกใหม่ก็จะเป็นกำไรชีวิตตามปรกติ อารมณ์ ความรู้สึกชอบไม่ชอบ และความยึดมั่นในตัวตนจะเข้า มาเป็นเจ้าเรือนในการพูดคุย ทำให้สัมมาวาจาเป็นไป ไม่ได้ สัมมาวาจาตามที่พระพุทธเจ้าสอนประกอบด้วย (๑) จะพูดอะไรต้องเป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง (๒) พูดเป็นปิยวาจา ไม่พูดจาส่อเสียด เหยียดหยาม ดูหมิ่นดูแคลน หรือพูดให้เกิดความโกรธ ความเกลียด (๓) พูดถูกกาละเทศะ (๔) พูดแล้วเกิดประโยชน์ จะเห็นได้ว่าที่ผู้คนพูดจากัน ยากที่จะมีคุณลักษณะ ครบถ้วน ๔ ข้อ มักจะพูดแผลบ ๆ โดยไม่คำนึงถึงว่าจริง หรือไม่ มีประโยชน์หรือมีโทษยุติธรรมต่อผู้อื่นหรือ ไม่ พูดเพราะต้องการยกตัวหรือเพื่อประโยชน์จริงๆ ที่ เป็นบริภาษวิทยาเสียก็มาก จึงมักเป็นอกุศลกรรมนำ ไปสู่ผลร้ายต่างๆ แก้ปัญหาไม่ได้ กลับซ้ำเติมให้ปัญหา เพิ่มพูนขึ้น 56 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 57 ## สุนทรียสนทนา (Dialogue) ไม่เน้นการพูดโต้เถียงกันไปมา แต่เน้นการฟังอย่างลึก (deep listening) การฟังอย่างลึกก็คือการฟังด้วยสติ ทำให้เข้าถึงความจริง เกิดปัญญา หรือจิตสำนึกใหม่ ซึ่งเป็นจิตที่ใหญ่กว่าตัวตน ทำให้เข้าถึงและเห็นใจคู่สนทนา คลี่คลายความขัดแย้ง และยกระดับสติปัญญาของทั้งสองฝ่ายหรือหลายฝ่ายได้ Otto Scharmer แห่ง MIT ได้สร้างทฤษฎีตัวยู หรือ Theory U ตามรูปข้างล่าง ดังนี้ (๑) เมื่อรับรู้อะไรเข้ามา แทนที่จะตอบโต้ทันทีด้วยการพูดเปรี้ยงทำเปรี้ยง ซึ่งเป็นอารมณ์ไม่ใช่ปัญญา (๒) อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าชอบหรือไม่ชอบ ให้แขวนไว้ก่อน พิจารณาอย่างเงียบๆ ด้วยจิตที่สงบ (ตรงนี้คงจะต้องมีสติ) ลงไปตามขาหน้าของตัว U (๓) ที่กันตัว U เป็นสภาพที่เขาเรียกว่า ‘presenting’ เป็นคำใหม่ที่เขาสร้างขึ้น หมายถึงจิตนิ่งรู้อยู่กับปัจจุบันทำให้ความจริงแสดงตัวออกมา ผมคิดว่าตรงนี้น่าจะใกล้เคียงกับการรับรู้อยู่กับปัจจุบันและปัญญา (๔) กิริยาตอบโต้โดยผ่านปัญญา ![รูปที่ ๔ Theory U ของ Otto Scharmer](image) (๔) เมื่อขึ้นไปตามขาหลังของตัว U คือกิริยาที่ตอบโต้ออกไปโดยผ่านปัญญามาแล้ว ไม่ได้ทำด้วยอารมณ์ นี้ก็จะคล้ายกับสุนทรียสนทนาที่กล่าวข้างต้น และตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนว่าเมื่อใครพูดอะไร เธออย่างเพิ่งเชื่อ แต่ก็อย่าเพิ่งปฏิเสธ (= แขวนไว้ก่อน) พิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการ ว่าสมเหตุสมผล หรือมีประโยชน์ 58 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 59 มีโทษอย่างไร ทั้งหมดก็มีสติเป็นตัวกลางนั่นเอง ที่นำ ไปสู่ปัญญา (๔) ทางใจ ใจที่เจริญเมตตาอันไม่มีประมาณไป สู่สรรพสิ่งทุกทิศทุกทาง ทำให้เกิดความสุขแผ่ซ่านไป ทั่วสรรพทางกาย และเป็นทางบรรลุธรรมหรือบรรลุ ความจริงสูงสุดได้ ทุกศาสนาจึงเน้นเรื่องความกรุณา (Compassion) ว่าเป็นทางเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า หรือ ถึงสภาวะอนัตตา การมีจิตอาสาหรือเกื้อกูลอื่นก็อยู่ใน ตระกูลเดียวกัน ความรักของแม่กว้างใหญ่ไพศาลดุจ ดินฟ้ามหาสมุทร เป็นธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ การเข้าถึง ความรักของแม่ขยายจิตสำนึกให้ใหญ่ได้ (๕) การภาวนา การภาวนามีในทุกศาสนา การ สวดมนต์ทำให้จิตสงบ เมื่อจิตสงบก็สามารถสัมผัสความ จริงตามธรรมชาติ ในทางพุทธภาวนาหมายถึงการเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา เรื่องนี้มีโดยพิสดาร ในตำราและ คำสอนต่างๆ ที่หาอ่านได้โดยไม่ยาก (๖) ทางสังคม การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำที่เรียก ว่าสร้างความเป็นชุมชนนั้น Scott Peck จิตแพทย์ ชาวอเมริกันกล่าวว่าทำให้เกิดความสุข ประดุจบรรลุ นิพพาน เพราะในการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำนั้นมีการ ลดความเห็นแก่ตัว ขยายการเห็นแก่ส่วนรวม มีเมตตา จิตต่อกัน เป็นการพัฒนาทางจิตวิญญาณ และทำให้เกิด จิตสำนึกใหม่ได้ พูดอีกนัยหนึ่งกระบวนการทางสังคม ทำให้บรรลุธรรมได้ ตามปกติความไม่เท่าเทียมกัน และมายาคติ ต่างๆ ทำให้สัมพันธภาพระหว่างบุคคลไม่เป็นไปในเชิง กัลยาณมิตร และการเรียนรู้จากกันถ้ามีการปฏิวัติ สัมพันธภาพ (Associational Revolution) คือผู้คน สัมพันธ์กันด้วยความเสมอภาค ภราดรภาพ มีเมตตาจิต ต่อกัน และมีการเรียนรู้ระหว่างกัน (Interactive Learn- ing) เช่น ระหว่างพ่อแม่กับลูก ครูกับนักเรียน ผู้คนใน องค์กร และในสังคม จะเกิดการเข้าถึงสูงสุด คือความ จริง ความดี ความงาม เกิดความสุขอันล้นเหลืออย่าง ขนานใหญ่เต็มสังคม การปฏิวัติสัมพันธภาพควรจะได้ รับความสนใจและนำเสนอต่อสังคมทดลองปฏิบัติ เรียน รู้จากการปฏิบัติ และต่อยอดขยายตัวออกไปให้เต็ม สังคม เพราะเป็นทางใหญ่ที่จะสร้างสังคมจิตสำนึกใหม่ 60 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 61 (๗) ทางศิลปะ ศิลปะเป็นความงาม โดยที่สูงสุดนั้น ความจริง ความดี ความงาม อยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้น โดยผ่านทางความงาม บุคคลสามารถเข้าถึง ความจริง และความดีได้ ถ้าใครได้อ่านคีตาญชลี ของมหากวี รพินทรนาถ ฐากูร อันเป็นสุนทรียธรรมที่ได้รับรางวัล โนเบล โดยชื่อก็บอกว่าเป็นการอัญชลีด้วยดนตรี จะ รู้สึกว่าเป็นคำกลอนที่สื่อสารกับพระผู้เป็นเจ้าตลอดเวลา กวีนิพนธ์ บทเพลง ดนตรี จิตรกรรมสถาปัตยกรรม ประติมากรรม ได้รับการนำมาสื่อสารเพื่อนำมนุษย์เข้า สู่ความจริงสูงสุด สมัยนี้เทคโนโลยีการสื่อสารชนิดต่างๆ อาจเข้าถึง มนุษย์ทุกคน ควรมีการนำศิลปะทุกแขนงมาเป็นเครื่องมือ สร้างจิตสำนึกใหม่ถ้วนหน้า อันที่จริง ความงามไม่ได้มีอยู่ในงานศิลปะอย่างที่ เรียกกันทั่วๆ ไปเท่านั้น ถ้าเจริญสติให้รู้อยู่กับปัจจุบัน ในงานทุกชนิดที่ทำ จิตสงบจากการปรุงแต่ง งานทุก ชนิดจะกลายเป็นความงาม ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็น ความงาม ไม่ว่าน้ำสักหยดใบไม้สักใบ แมลงสักตัว หรือ ผู้คนอันหลากหลายสรรพสิ่งกลายเป็นศิลปะหรือความ งาม ทำให้เข้าใจว่าความงามมีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้า จิตใจเราสงบ ปราศจากการปรุงแต่งและมายาคติ และ จะเข้าใจที่ว่าในสภาวะสูงสุดนั้น ความจริง ความดี ความ งาม อยู่ที่เดียวกันและในความเป็นมนุษย์นั้นมีศักยภาพ ที่จะเข้าถึงสิ่งสูงสุด (๘) การกระตุกทางปัญญา มีการตื่นรู้ชนิด ฉับพลันทันที มีผู้ตั้งชื่อเรียกว่าลัทธิฉับพลัน (Sudden School) เช่น เกิดขึ้นขณะที่กำลังฟังธรรม หรือตนเอง แสดงธรรม หรือตีปริศนาธรรมแตก แบบพวกลัทธิ เซน เมื่อตีปริศนาธรรมแตกเรียกว่าบรรลุซาโตริ หรือ ได้รับการนำเข้าโดยครูอาจารย์ผู้ทรงธรรมขั้นสูง หรือ โดยพระศาสดาเอง ในครั้งพุทธกาลมีเหตุการณ์เป็น อันมากที่พระสงฆ์สาวกได้สดับธรรมจากพระศาสดา แล้วบรรลุธรรมทันที หนทางสู่การตื่นรู้คงจะไม่ได้มีเพียงเท่านี้ พหุบท แห่งการตื่นรู้ที่นำเสนอข้างต้นพอให้เห็นหนทางอัน หลากหลาย และไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นคู่มือสู่การตื่นรู้ เพราะหนทางแต่ละบทนั้นมีผู้สร้างตำรับตำราไว้มากมาย ซึ่งผู้ที่สนใจจะค้นคว้าศึกษาได้ การมีจิตสงบเป็นทางเข้า 62 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 63 สู่ความจริงอันสูงสุด การเจริญสติน่าจะเป็นเครื่องมือของ เส้นทางต่างๆ ที่นำบุคคลไปสัมผัสความจริงสูงสุด เกิด การตื่นรู้และจิตสำนึกใหม่ AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 65 ๖. การเรียนรู้ร่วมกันในการ ปฏิบัติ (Interactive Learning Through Action) กับการ เปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ปัจจุบันเต็มไปด้วยปัญหาที่สลับซับซ้อนและยากต่อการ แก้ไข เช่นความยากจนและความเหลื่อมล้ำ การแย่งชิง ทรัพยากร การขาดความยุติธรรม เครื่องมือเดิมๆ เช่น 67 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 67 การใช้อำนาจ ใช้เงิน ใช้ความรุนแรง ใช้การวิพากษ์ วิจารณ์ การประท้วง ใช้ความรู้สำเร็จรูป ล้วนไม่ได้ผล ในรูป ๕ ข้างล่าง ปัญหาที่ซับซ้อนและยาก ↓ วิธีแก้ปัญหา ที่ไม่ได้ผล อำนาจ เงิน ความรุนแรง ↓ ต้องใช้การเรียนรู้ร่วมกัน ↓ วิพากษ์วิจารณ์ ประท้วง ความรู้สำเร็จรูป รูปที่ ๕ ปัจจัยที่ซับซ้อนและยาก ต้องใช้การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ การใช้ความรู้สำเร็จรูปก็เช่น เคยเรียนวิชา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ก็นำความรู้ นั้นๆ มาใช้โดย **ไม่เรียนรู้** เพราะปัญหาซับซ้อนหลายแง่ หลายมุม หลายมิติ มีความจำเพาะกรณี ซึ่งถ้าไม่เรียนรู้ จากสถานการณ์จริง เพียงแต่เอาความรู้มาใช้โดย ไม่เข้าใจความจริงจึงไม่ได้ผล นี้เป็นเหตุให้การพัฒนา ทั้งหลายในโลกไม่ได้ผล เป็นวิธีการเก่าๆ เป็น กระบวนทัศน์เก่าในการพัฒนา **กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา (New Develop- ment Paradigm)** คือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ในสถานการณ์จริง ในปัญหาแต่ละเรื่องมีบุคคล องค์กร สถาบัน เกี่ยวข้องอยู่ด้วยจำนวนมาก ทุกคนมีความสำคัญต่อ ความสำเร็จหรือความล้มเหลว ใครจะเก่งไปคนเดียวก็จะ แก้ปัญหาไม่ได้ จึงต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ การปฏิบัติเป็นสถานการณ์จริง การปฏิบัติโดยไม่เรียนรู้ หรือเรียนรู้โดยไม่ปฏิบัติ ก็ไม่สำเร็จ 68 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 69 จึงต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ตามปรกติจะไม่เรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เพราะ มีเครื่องขวางกั้น เช่น อดติ มายาคติต่างๆ ความเหลื่อมล้ำ การขาดสัมมาวาจา การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เกิดปรากฏการณ์ ดังต่อไปนี้ (๑) การเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นคน ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน (๒) เคารพความรู้ในตัวตน ตามปรกติจะเคารพ ความรู้ในตำรา เลยทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำว่าใครมี การศึกษา มากน้อยแค่ไหน ได้ปริญญาอะไร เหล่านี้เป็น มายาคติ คนทุกคนมีความรู้ในตัวที่ได้จากการทำงาน และประสบการณ์ชีวิต ถ้าเคารพความรู้ในตัวคนทุกคน จะมีเกียรติ การจะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันทุกคนต้องมี เกียรติเสมอกัน เช่น จะพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล เภสัช นักกายภาพบำบัด นักเทคนิค การแพทย์ เจ้าหน้าที่ต้อนรับ คนเข็นเปล คนไข้ ญาติ คนไข้ ฯลฯ ล้วนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคน ต้อง มีความเสมอภาค (๓) เห็นคุณค่า (Appreciate) ชื่นชมซึ่งกันและกัน ไม่ใช้วาจาดูถูกเสียดสี มีกติกาว่าจะไม่ว่ากัน ทำให้ทุกคน กล้าที่จะแสดงออกในการประชุม ตามกระบวนทัศน์เก่า หลายคนไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น เพราะกลัวจะ ถูกคนอื่นว่าเชยไม่ได้เรื่อง พูดโง่ๆ การพูดจาดูถูกกัน ก็เป็นการใช้อำนาจชนิดหนึ่ง ไปปิดกั้นผู้อื่นให้ไม่มี เสรีภาพในการแสดงออกเมื่อมีกติกาจะไม่มีการว่ากัน ทุกคนก็จะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระกล้าแสดง ความคิดเห็นของตน (๔) ความสุข จะเกิดขึ้นอย่างล้นเหลือ เพราะความ เสมอภาคในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคน การได้รับการ เห็นคุณค่าความรู้ในตัว และเสรีภาพในการแสดงออก โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกว่า นี้เป็นสุขสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ในกระบวนทัศน์ใหม่ ต่างจากทุกสัมพันธ์ซึ่งมีอยู่อย่าง ล้นเหลือในกระบวนทัศน์เก่า และจะเข้าใจว่าที่เรียกว่า มีสิ่งขวางกั้นในรูปของอดติ และมายาคติ นั้นคืออะไร ซึ่งเป็นสิ่งจองจำมนุษย์ไว้ในความคับแคบและบีบคั้น การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 71 กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเข้ามาปลด ปล่อยมนุษย์ออกจากพันธนาการของอคติและมายาคติ ไปสู่เสรีภาพจึงมีความสุขยิ่งนัก (๕) ความรักและความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) เมื่อเกิดสุขสัมพันธ์ดังกล่าวในข้อที่ผ่านมา จะ เกิดความรักระหว่างกันมาก หรือความรักระหว่างกัน ทำให้เกิดความสุข ความเชื่อถือไว้วางใจกันที่เกิดขึ้นมีค่า มาก ซึ่งไม่ค่อยมีในสังคมอำนาจนิยม ที่ผู้คนไม่จริงใจต่อ กัน นินทาว่าร้ายซ่อนข้อมูล ออกใบปลิว แอบแทบข้าง หลัง ความเชื่อถือไว้วางใจกันซื้อไม่ได้ด้วยเงิน แต่เกิด จากกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ความสุข และความรักระหว่างกันส่งเสริมการเรียนรู้ ท่ามกลาง ความเกลียด ความกลัว ความเครียด การเรียนรู้จะมี น้อย สมพรครูสอนลิงที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี อธิบายให้ กรรมการสภาการศึกษาที่ไปดูงานว่า ต้องทำให้ลิงรัก ผู้สอนก่อนจึงจะฝึกได้ ในการศึกษาของเรามักทำให้ การเรียนรู้เป็นความทุกข์ คนไทยจึงเกลียดการศึกษา (๖) เกิดปัญญาร่วม (Collective Wisdom) และ นวัตกรรม เมื่อผู้คนที่มีความหลากหลาย สามารถเข้า มาเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติจะทำให้เกิดปัญญาร่วม และเมื่อคนที่มีพื้นฐานความรู้และประสบการณ์เข้ามา เรียนรู้ร่วมกันจะเกิดสิ่งใหม่หรือนวัตกรรมขึ้น ถ้าของ เหมือนๆ กันเจอกันจะไม่เกิดสิ่งใหม่ เช่นถ้าไฮโดรเจน (H) เจอกับไฮโดรเจน ก็ไม่เกิดสิ่งใหม่ แต่เมื่อไฮโดรเจน เจอกับออกซิเจน (O) ซึ่งเป็นของต่างกันเกิดเป็น H2O หรือน้ำซึ่งมีคุณสมบัติใหม่โดยสิ้นเชิง ต่างไปจาก คุณสมบัติของ H และคุณสมบัติของ O ฉะนั้นเมื่อคนที่มี ความรู้และประสบการณ์ต่างกันมาเจอกันในการเรียนรู้ ร่วมกันในการปฏิบัติ จึงเป็นการดียิ่งนัก เพราะจะทำให้ เกิดคุณสมบัติใหม่ขึ้น ซึ่งไม่มีอยู่ดั้งเดิมในบุคคลต่างๆ ความที่เกิดนวัตกรรมขึ้นเป็นประจำในการเรียนรู้ กลุ่ม จึงมีผู้ใช้คำว่า Group Genius หรือ ‘อัจฉริยะกลุ่ม’ (๗) เกิดพลังทางสังคม (Social Energy) กระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งอาจเรียกโดย สรุปว่า คือการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ทำให้เกิดพลังทาง สังคม ซึ่งเป็นพลังยิ่งยวดเหมือนพลังนิวเคลียร์ที่เกิด จาก fusion ดังพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่แผ่ไปทั้งสุริยะ จักรวาล เกิดจากปรากฏการณ์เชื่อมนิวเคลียร์ (Nuclear 70 AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 71 72 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 73 (๘) สัมฤทธิ หรือสำเร็จประโยชน์ ปัจจัย ๑-๗ ข้างต้น เป็นพลังมหาศาล (Enormous Energy) ทำให้ ฝ่าเรื่องสลับซับซ้อนและยากไปสู่ความสำเร็จได้ ถ้าอ่าน ๘ ข้อข้างต้นช้าๆ ลึกๆ จะเห็นการ เปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformative) หลุดออก จากอดติและมายาคติไปสู่ความจริง เกิดจิตสำนึกใหม่ เกิดความรักในเพื่อนมนุษย์ เกิดความปิติสุขอันล้นเหลือ มีมิติของการพัฒนาจิตวิญญาณชัดเจน ในประเทศไทยมีงานใหญ่ที่ใช้การเรียนรู้ร่วมกัน ในการปฏิบัติหลายเรื่อง เช่น กระบวนการพัฒนา คุณภาพโรงพยาบาลที่เรียกว่า HA กระบวนการการ ทำให้งานประจำเป็นงานวิจัย (Routine to Research = R2R) กระบวนการทำงานพัฒนาสุขภาพชุมชน จะ สังเกตเห็นว่ากระบวนการเหล่านี้ทำให้เกิดพัฒนาการ ทางจิตวิญญาณ ความปิติสุข ความสำเร็จ และขยายตัว อย่างรวดเร็ว ในหนังสือชื่อ คำตอบอยู่ที่อำนาจขององค์กร ประชาชน: ปฏิรูปสังคมไทยต้องเริ่มที่นี่ ที่มี ประชา หุตานุวัตร และ วราภรณ์ หลวงมณี เป็นบรรณาธิการ จัดพิมพ์โดยโครงการผู้นำแห่งอนาคต ได้รวบรวมกรณี ให้ศึกษาในการแก้ปัญหายากๆ ไว้เกือบ ๒๐ ตัวอย่าง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ กรณีหนึ่งคือ ‘ชุมชนบ้านน้ำเค็มจัดการตนเอง’ สู่ ‘พังงาแห่งความสุข’ โดย ไมตรี จงไกรจักร บ้านน้ำเค็ม จังหวัดพังงาล่มสลายโดยสิ้นเชิงจากการโดนคลื่น สึนามิถล่ม เมื่อ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ การฟื้นตัวทั้งทาง เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เกือบเป็นไป ไม่ได้ ลำพังภาครัฐทำไม่ได้ ไมตรีได้เขียนเล่าไว้โดย ละเอียดว่ามีใครและองค์กรอะไรบ้างที่เข้ามาร่วมกัน ใช้อำนาจสั่งการคงจะไม่ได้ผล เขาใช้การเรียนรู้ร่วม กันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ทำให้ฝ่าความยาก ไปสู่ความสำเร็จ และเกิดปิติสุขร่วมกัน กระบวนการ 74 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 75 นี้สามารถดึงผู้คนและองค์กรเข้ามาร่วมมากขึ้นๆ จน ขยายวัตถุประสงค์ไปที่การสร้างพังงาทั้งจังหวัดให้เป็น จังหวัดแห่งความสุข โดยทำการทุกตำบลทั้ง ๕๑ ตำบล โดยเรียกว่าเป็น ‘พังงาแห่งความสุข’ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเป็นปฏิปทาไปสู่ การปฏิรูปสังคมหรือการสร้างสรรค์สังคมขึ้นใหม่ = = = AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND = = = AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 77 ๗. การสร้างสรรค์สังคมขึ้นใหม่ บุคคลวิวัฒน์ - กลุ่มวิวัฒน์ - สังคมวิวัฒน์ มนุษย์ล้วนใฝ่ฝันที่จะสร้างสรรค์สังคมขึ้นใหม่ ที่เป็น สังคมแห่งการอยู่ร่วมกันที่เจริญ หรือสังคมศรีอาริยะ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะโครงสร้างของสังคมดูใหญ่โตซับซ้อน ยาก ที่จะเข้าไปมีส่วนและมองไม่เห็นว่าจะทำให้ดีขึ้นได้ <figure> The image displays a close-up, somewhat abstract view of what appears to be a network or constellation of interconnected points or clusters. The points are dark and appear somewhat blurred, suggesting depth or a focus on structure rather than individual identities. The background is light and textured, possibly white or off-white paper with a subtle grid pattern. This visual could represent the "network" or "constellation" of individuals mentioned in the accompanying text, symbolizing social connections or an emerging community. </figure> 78 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 79 อย่างไร ผู้คนเคยฝากความหวังไว้กับสิ่งต่างๆ ดังต่อ ไปนี้ ว่าจะช่วยสร้างสังคมศรีอาริยะ แต่ก็ต้องผิดหวัง เป็นเรื่องๆ ไป คือ (๑) การเมือง ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุด ถ้าการเมืองดี เสียอย่าง ทุกอย่างก็จะดีหมด (๒) การค้าเสรี จะมีมือที่มองไม่เห็นจัดการให้ ทุกอย่างลงตัว (๓) เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า จะมาทำให้มีกินมีใช้ โดยทั่วถึง (๔) ศาสนา ถ้ามีคนปฏิบัติธรรมกันมากๆ สังคม ก็จะดี (๕) การศึกษา ถ้าคุณภาพคนดีก็จะแก้ปัญหา ทั้งปวงได้ ทั้ง ๕ ข้อข้างต้น ก็ไม่ใช่จะจริงหรือไม่จริงไป ทั้งหมด แต่ในระบบปัจจุบันได้มีสิ่งมีชีวิต species ใหม่ ที่ไม่เคยมีมาในวิวัฒนาการของโลก ที่มีขนาดใหญ่ และมีฤทธิ์มีอำนาจกว่าองค์กรหรือสถาบันใดๆ นั่นคือ บรรษัทข้ามชาติซึ่งมีเงินทุนขนาดใหญ่ และมีอำนาจ ทำการได้โดยไร้ขอบเขตเป็นมหาอัตตา ตัวตนที่มี อำนาจมหาศาลเช่นนี้ ทำให้โลกเสียดุลยภาพ เกินกว่าที่ สถาบันทางสังคมทุกชนิดจะสามารถควบคุมให้ทั้งหมด มีบูรณภาพและความยั่งยืนได้ จึงเกิดวิกฤตอารยธรรม ดังกล่าวข้างต้น ท่ามกลางสังคมที่บีบคั้นไร้ทางออก บางคนจึงปลีก ตัวไปปฏิบัติธรรมแล้วพบเสรีภาพ ความสงบ และความ สุข รู้สึกซาโตริว่า "ใช่เลย" แต่ การปลีกตัวออกไปปฏิบัติธรรมนอกสังคม แม้จะ "ใช่เลย" มีข้อจำกัดที่น้อยคนเท่านั้นที่จะทำได้ เพราะท่ามกลางสังคมที่เหลื่อมล้ำสับสนและรุนแรง คน ส่วนใหญ่จะติดกับอยู่กับสภาวะวิกฤต ไม่สามารถปลีก ตัวไปได้ ข้อจำกัดอีกประการหนึ่ง คือเรื่องการผลิตทาง เศรษฐกิจ คนที่ปลีกตัวไปปฏิบัติธรรมเต็มเวลาต้อง อาศัยผู้อื่นทำการผลิตหาเลี้ยง จำนวนคนที่จะทำอย่าง นั้นได้จึงเกินความสามารถการผลิตของคนที่เหลือไม่ได้ ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมแม้ดี แต่สมการโดยรวมของ 80 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 81 สังคมแล้วยังเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ทั้งหมดดีขึ้น การที่ จะทำให้คนทั้งหมดดีขึ้น จึงต้องการ (๑) การมีส่วนร่วมของคนทั้งหมด เป็นสิ่งที่ทุกคน ทำได้ (๒) ทุกคนเกิดจิตสำนึกใหม่ ที่คำนึงถึงคนอื่นและ สิ่งอื่น ไปพ้นการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (๓) มีการรวมตัวกัน (Social Fusion) เกิดพลัง ทางสังคม (๔) มีการปฏิบัติภารกิจในสังคมให้สำเร็จ ประโยชน์โดยมีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (๕) ข้อ (๑) - (๔) ข้างต้น ทำให้เกิดโครงสร้าง ใหม่ทางสังคม ที่เอื้ออำนวยให้ (๑) - (๔) ดียิ่งๆ ขึ้น การสร้างสรรค์สังคมขึ้นใหม่ โดยมีลักษณะ ๕ ประการ ดังกล่าวมีความเป็นไปได้ ดังต่อไปนี้ (๑) บุคคลวิวัฒน์ คนทุกคนมีศักยภาพที่จะ ‘ตื่นรู้’ แล้วมีจิตสำนึกใหม่ ด้วยวิธีการอันหลากหลายดังกล่าว ในตอนที่ ๕ สมองเพื่อการตื่นรู้มีอยู่ในคนทุกคนและรอ การตื่นรู้มา ๒๐๐,๐๐๐ ปีแล้ว มนุษย์มัวไปใช้สมองเพื่อ สนองสัญชาตญาณอย่างสัตว์มาจนวิกฤตสุดๆ ไม่มีทาง ไปในภพภูมิเดิม ถึงเวลาต้องใช้สมองเพื่อการตื่นรู้กัน ทั่วทุกคนแล้ว นอกจากแรงบีบบังคับของสภาพวิกฤต แล้ว ยังมีแรงจูงใจเพื่อการตื่นรู้ที่สูงยิ่ง นั่นคือในสภาวะ ที่ตื่นรู้จะพบความสุขมหาศาลอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน คนที่ตื่นรู้แล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตน (Personal Transformation) โดยที่ความรู้สึกนึกคิดจะ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เหมือนเป็นคนใหม่ที่สามารถคิด เรื่องดีๆ ทำเรื่องดีๆ อาจเรียกบุคคลที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นนี้ว่าบุคคลวิวัฒน์ (๒) กลุ่มวิวัฒน์ มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ หรือ เรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในเรื่องต่างๆ อย่างหลากหลาย เต็มสังคม กลุ่มอาจจะเป็นกลุ่มเล็กๆ มีคนไม่กี่คน ไป จนถึงกลุ่มขนาดใหญ่ทั้งองค์กร หรือทั้งชุมชน ทุกคน สามารถเลือกเข้ากลุ่มตามความสนใจ คนเดียวอาจอยู่ ในหลายกลุ่มได้ ดังที่บรรยายในตอนที่ ๖ กลุ่มเรียนรู้ รวมกันเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ซึ่งอาจเรียกว่า เป็น Organizational Transformation ซึ่งมีลักษณะ ๘ 82 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 83 ประการดังกล่าวไว้ โดยมีความเสมอภาค ภราดรภาพ ความรัก ความสุข ปัญญาร่วม พลังทางสังคม และ พลังของความสำเร็จ อาจเรียกกลุ่มชนิดนี้ว่าเป็น **กลุ่มวิวัฒน์** เป็นกลุ่มที่มีพลังมหาศาลที่มีพัฒนาการ ทางจิตวิญญาณมีความสุขและความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง ทำอะไรๆ ก็สำเร็จได้ง่าย เมื่อมีกลุ่มวิวัฒน์ทำงานใน เรื่องต่างๆ อย่างหลากหลายไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ไม่ว่าเรื่องเชิงพื้นที่ หรือเชิงองค์กร หรือเชิงประเด็น ตลอดไปจนเรื่องนโยบาย โดยวิธีนี้ก็เท่ากับว่าคนไทย ทุกคนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศตาม ความถนัดของตัวเต็มประเทศ กลุ่มวิวัฒน์เป็นประกัน ให้ทั้งความสุขและความสำเร็จ ถ้ามีกลุ่มวิวัฒน์อย่าง หลากหลายเต็มประเทศ จะทำให้ประเทศแก้ปัญหายากๆ ได้หมด โดยคนไทยทั้งหมดที่มีความสร้างสรรค์และ ความสุขอย่างเต็มเปี่ยม (๓) **สังคมวิวัฒน์ - สังคมเปลี่ยนโครงสร้างใหม่** เป็นสังคมเครือข่ายคล้ายสมอง เมื่อ (๑) และ (๒) โดย เฉพาะ (๒) เกิดขึ้นเต็มสังคม สังคมจะเปลี่ยนโครงสร้าง แท่งอำนาจทางดิ่งไปสู่การเป็นสังคมเครือข่ายคล้าย รูปที่ ๖ สังคมแท่งอำนาจ (ก) กับสังคมเครือข่ายคล้ายสมอง (ข) สังคมเครือข่ายคล้ายสมอง มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด และสมรรถภาพในการเผชิญสังยาก สมอง สังคมแท่งอำนาจเป็นสังคมที่บีบคั้น มีความทุกข์ มาก มีการเรียนรู้น้อย ศีลธรรมน้อย สมรรถนะต่ำ บุคคล วิวัฒน์และกลุ่มวิวัฒน์จะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ใน เครือข่ายไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร แต่เข้ามาเชื่อมโยง กันเชิงกลยานมิตรและการเรียนรู้ระหว่างกัน สมองเป็น โครงสร้างที่มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด สามารถเรียนรู้ ให้บรรลุอะไรก็ได้ **สังคมวิวัฒน์** ที่เป็นสังคมเครือข่ายเปลี่ยน คุณสมบัติไปโดยสิ้นเชิง เป็นสังคมที่มีความเสมอภาค ภราดรภาพ กัลยาณมิตรธรรม เป็นสังคมแห่งการ 84 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 85 เรียนรู้ที่มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติอย่างหลากหลายเต็มประเทศ เป็นสังคมอุดมปัญญาโดยแท้ที่มีการตื่นรู้และพัฒนาการทางจิตวิญญาณสูง เป็นสังคมอุดมสุข เพราะอิสรภาพ กัลยาณมิตรธรรมและปัญญา สังคมเครือข่ายเป็นสังคมที่มีชีวิต มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติตลอดเวลา จึงขยายตัว และยกระดับคุณภาพขึ้นไปเรื่อยๆ ## ถ้าทำความเข้าใจเรื่อง ‘การตื่นรู้’ เชิงระบบ จะเห็นว่าสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) หรือการวิวัฒน์ทั้ง ๓ ระดับ คือ * ระดับบุคคล (Personal Transformation) - บุคคลวิวัฒน์ * ระดับองค์กร (Organizational Transformation) - กลุ่มวิวัฒน์ * ระดับสังคม (Social Transformation) - สังคมวิวัฒน์ รวมกันเป็นสังคมที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เป็นสังคมที่มีอิสรภาพ โดยองค์รวม (Wholistic Freedom) คือ ทั้งบุคคล ทั้งกลุ่ม และทั้งหมดเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างบรรสาน (harmony) ไม่ใช่เน้นเฉพาะที่เสรีภาพส่วนบุคคล แต่ไปกระทบองค์รวมหรือทำให้องค์รวมแตก ดังที่เป็นอยู่เป็นอันมากในความคิดเสรีภาพแบบตะวันตก ซึ่งยังเป็นเสรีภาพแบบแยกส่วนและเสรีภาพที่ไม่สมบูรณ์ AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 87 ๘. การศึกษากับการตื่นรู้ ควรอยู่ในกันและกัน มนุษย์ล้วนแสวงหาความสุขและความดีงาม การศึกษาที่แท้ควรนำมนุษย์ไปสู่อิสรภาพ ความสุข ความงาม สัมฤทธิผล และมิตรภาพอันไพศาล แต่ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยกลับเต็มไปด้วย ความบีบคั้น และทุกขสัมพันธ์ อย่างน่าสงสารและ น่าเสียดาย สมควรทบทวนว่าการศึกษาที่แท้หรือการ เรียนรู้ที่ดี ที่จะนำคนทั้งมวลไปสู่อิสรภาพ ความสุข <figure> This is a hand-drawn diagram illustrating the interconnectedness of various factors and influences. At its core, there is a central circle labeled "การเรียนรู้" (Learning). Arrows emanate from this central circle to and among several surrounding circles, representing different aspects or factors. These surrounding circles include: "กลุ่มวัยเดียวกัน" (Same age group), "สังคมที่รักเรียน" (Society that values learning), "ความรู้สึกในตนเอง" (Feelings about oneself), "ความเชื่อ" (Beliefs), "บุคคลที่รัก" (People loved), and "สิ่งแวดล้อมในหัวใจ" (Heart environment). The diagram visually represents how learning is deeply influenced by and interacts with these social, cognitive, emotional, and environmental factors. </figure> 89 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND ความงาม สัมฤทธิผล และมิตรภาพอันไพศาล นั้นคือ อย่างไร การศึกษาเป็นระบบที่กว้างใหญ่ไพศาลที่เกี่ยวข้อง กับชีวิตของคนทั้งสังคม ถ้าค้นพบว่าการเรียนรู้ที่ดีนั้น คืออย่างไร การปฏิรูปการเรียนรู้จะเป็นประตูสู่ความสุข และความดีงามของคนทั้งมวลอย่างแท้จริง ที่พูดเรื่องการตื่นรู้มาทั้งหมดใน ๗ ตอนข้างต้น เป็นการพูดถึงมิติพิเศษที่ยกระดับความเป็นมนุษย์โดย การเข้าถึงความจริง การตื่นรู้ก็คือรู้ความจริง ความดี ความงาม ทำให้เกิดอิสรภาพ ความสุขอันล้นเหลือ ความ งาม และมิตรภาพอันไพศาล การศึกษากับการตื่นรู้จึงควรไปด้วยกันหรืออยู่ ในกันและกัน การตื่นรู้ทำให้เกิดจิตสำนึกใหม่ และสัมพันธภาพ ใหม่ ซึ่งอาจเรียกว่าการปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution) และการปฏิวัติสัมพันธภาพ (Associational Revolution) ก็ได้ การเรียนรู้-จิตสำนึก-สัมพันธภาพ มีผลถึงกันและ กัน (รูปที่ ๗) ดังนี้ ถ้าจิตสำนึกคับแคบ เอาตัวตนของ ตัวเองเป็นศูนย์กลาง สัมพันธภาพกับคนอื่นและสิ่งอื่น จะเป็นเชิงอำนาจ สัมพันธภาพเชิงอำนาจทำให้มีการ เรียนรู้น้อย วงจรแห่งจิตสำนึกคับแคบ-สัมพันธภาพ เชิงอำนาจ-การเรียนรู้น้อย เป็นวงจรที่ไม่เจริญหรือ อนารยะ นำไปสู่ความทุกข์ความบีบคั้น ความไม่ สัมฤทธิผล และขาดมิตรภาพ รูปที่ ๗ สามเหลี่ยมแห่งการเรียนรู้ - จิตสำนึก - สัมพันธภาพ ในทางตรงข้ามจิตสำนึกที่ใหญ่คำนึงถึงทั้งหมด ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง นำไปสู่สัมพันธภาพที่ การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 91 เสมอภาคหรือเชิงกัลยาณมิตร ความเสมอภาคทำให้ สามารถเรียนรู้จากคนอื่นและทุกสิ่งทุกอย่าง การเรียนรู้ จากคนอื่นและทุกสิ่งทุกอย่างทำให้ฉลาด เกิดสัมฤทธิผล และมิตรภาพ บุคคลเปลี่ยนจากบุคคลอำนาจเป็นบุคคล เรียนรู้ จิตสำนึกใหม่ สัมพันธภาพใหม่ การเรียนรู้ สัมฤทธิผล และมิตรภาพ ยังให้เกิดสุข จิตสำนึกใหญ่ - สัมพันธภาพใหม่ - การเป็น บุคคลเรียนรู้ จึงเป็นวงจรที่เจริญ หรืออารยะ นำไปสู่ อิสรภาพ ความสุข ความงาม สัมฤทธิผล และมีมิตรภาพ อันไพศาล ฉะนั้น การตื่นรู้ซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติจิตสำนึก ปฏิวัติสัมพันธภาพและการสร้างบุคคลเรียนรู้ จึงเป็น ประตูสู่ความสุขและความดีงาม ตามรูปที่ ๘ ดังนี้ รูปที่ ๘ การเรียนรู้ - การปฏิวัติจิตสำนึก - การปฏิวัติ สัมพันธภาพ นำไปสู่สังคมอาริยะ ๑. การเรียนรู้ (ที่ดี) อยู่ตรงกลาง สัมพันธ์กับ ๒. การปฏิวัติจิตสำนึก (การตื่นรู้) จิตสำนึกใหม่เกิด ขึ้นโดยเส้นทางอันหลากหลาย ดังกล่าวในตอนที่ ๕ 92 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 93 ๓. ปฏิวัติสัมพันธภาพ (Associational Revolution) ดังกล่าวข้างต้น สัมพันธภาพเชิงกัลยาณมิตร นำไปสู่ ๔. การเรียนรู้จากทุกคนและทุกสิ่งทุกอย่าง การสามารถเรียนรู้จากทุกคนและทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้การเรียนรู้เป็นชีวิต-ชีวิตเป็นการเรียนรู้ บุคคลเช่นนี้เป็น ๕. บุคคลเรียนรู้ บุคคลเรียนรู้จะฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ในทุกทาง และ ๖. มีความสุขอย่างยิ่ง ความสุขเกิดจากมีการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ความสุขยิ่งทำให้ยิ่งอยากเรียนรู้ ไม่ใช่ทำให้การศึกษาเป็นความทุกข์ ซึ่งทำให้คนเกลียดการศึกษาเยี่ยงระบบการศึกษาในปัจจุบัน ๗. การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ดังที่กล่าวโดยพิสดารในตอนที่ ๗ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) และทำให้สามารถฝ่าความยากในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและยากรวมทั้งทำให้เกิดความสุข ประดุจบรรลุนิพพาน ๘. มิตรภาพอันไพศาล เกิดจากกระบวนการทั้งหมด ๙. บุคคลวิวัฒน์ กลุ่มวิวัฒน์ สังคมวิวัฒน์ ตามที่ กล่าวถึงในตอนที่ ๗ เป็นผลกระทบการทั้งหมดซึ่งมีการเรียนรู้ที่ดีเป็นศูนย์ การเรียนรู้ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ โดยจะเรียกการเรียนรู้ที่ดีว่าเป็นการปฏิรูปการเรียนรู้หรือปฏิวัติการเรียนรู้ก็ได้ การเรียนรู้ที่ดีต้องไปให้ถึงสิ่งสูงสุด ของความเป็นมนุษย์ คือการตื่นรู้ หรือการเกิดจิตสำนึกใหม่ ซึ่งมีการเจริญสติเป็นสะพานนำไปสู่ บัดนี้การเจริญสติกำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะประสบการณ์จากการเจริญสติทำให้พบความสุขที่ไม่เคยเจอมาก่อน สุขภาพดี สติปัญญาดี และเกิดมิตรภาพอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 93 AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 95 ๙. องค์กรเจริญสติ – การเจริญสติของคนทั้งมวล อนาคตของมนุษยชาติ ที่กำลังผุดบังเกิด กระแสใหญ่ของโลก (Megatrend) คือการเจริญสติ เพราะมนุษย์ได้ค้นพบโดยประสบการณ์ด้วย ตนเองว่า การเจริญสตินำมาซึ่งความสุขอันประณีต ที่ไม่ เคยพบมาก่อน ทำให้สุขภาพดี ลดความเครียด สมองดี 96 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 97 # สติปัญญาดี และสัมพันธภาพดีขึ้น การศึกษาวิจัยทางการแพทย์พบว่าการเจริญสติ ทำให้ความดันโลหิตลด อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง สารก่อความเครียดจำพวกอะดรีนาลีนลดลง สารก่อ ความสุขพวกเอ็นดอร์ฟินต่างๆ เพิ่มขึ้น ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น สมองมีการเปลี่ยนแปลงที่ตรวจพบได้ด้วยเครื่องมือ ที่เรียกว่า Brain Imaging การทำงานของส่วนต่างๆ ของ สมองมีความบรรสาน (harmony) มากขึ้น ประดุจว่า เครื่องดนตรีทั้งวงบรรเลงเพลงเดียวกัน ในยามจิตวุ่นนั้น เหมือนกับเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นต่างเล่นกันไปคนละทิศ ละทาง วุ่นวายโกลาหล แต่เมื่อเครื่องดนตรีทุกชิ้น บรรเลงเพลงเดียวกัน ก็เกิดความบรรสาน (harmony) เป็นเพลงที่ไพเราะฟังแล้วเกิดความสุข เช่นเดียวกับ สภาพสมองเมื่อมีการเจริญสติ แรงจูงใจที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์คือความสุข เมื่อทำอะไรแล้วมีความสุข ก็อยากจะทำสิ่งนั้น ซ้ำๆ ฉะนั้นโดยที่การเจริญสติทำให้เกิดความสุขชนิด ที่มนุษย์ไม่เคยเจอมาก่อนจากการทำอย่างอื่นๆ จึง ไม่มีข้อน่าสงสัยเลยว่า มนุษย์จะเจริญสติกันมากขึ้นๆ จนหมดทั้งโลก นั่นคืออนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด ซึ่งเป็นการสมควร เพราะมนุษย์ได้พัฒนามาด้วย การไม่เจริญสติ มาจนวิกฤตสุดๆ จนไม่มีทางไปต่อไปโดยไม่วิกฤต ในภพภูมิเดิมของการไม่เจริญสติ สมองมนุษย์ส่วนหน้า ซึ่งเกี่ยวกับสติปัญญา วิจารณญาณ และศีลธรรม ที่ถูกกระตุ้นได้ด้วยการเจริญ สติ ก็รอให้มนุษย์ใช้มาถึง ๒๐๐,๐๐๐ ปีแล้ว แม้คนบางคน ตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งรวมถึงพระศาสดาของศาสนาต่างๆ เป็นผู้ตื่นรู้เข้าถึงความจริงอันสูงสุด และนำมาประกาศ แต่กระแสใหญ่ของโลกก็ไปทางอำนาจและวัตถุนิยม จน เกิดวิกฤตอารยธรรมในปัจจุบัน ในพหุบทหรือเส้นทางอันหลากหลายสู่จิตสำนึก ใหม่ ที่กล่าวถึงในตอนที่ ๕ มีสติเป็นสะพานร่วม จะเกี่ยว กับศาสนาหรือไม่เกี่ยวก็ได้ การเจริญสติจึงเป็นสากล 98 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 99 การเจริญสตินอกจากทำให้เกิดความสุข และ สุขภาพดีแล้ว ยังทำให้เกิดปัญญา เข้าใจธรรมชาติ ตามความเป็นจริง ว่าธรรมชาติทั้งหมดสัมพันธ์เป็น หนึ่งเดียวกัน ไม่ใช่ตัวตนของเราเราเป็นศูนย์กลางของ สรรพสิ่ง ปัญญาและจิตสำนึกของความเป็นหนึ่งเดียว ของทั้งหมดจะทำให้คำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน ทั้งระหว่าง มนุษย์กับมนุษย์และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไป สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน สติจึงเป็นปัจจัยให้เกิดการ พัฒนาอย่างยั่งยืน เสน่ห์ของสติอีกอย่างหนึ่งคือสามารถสัมปยุต กับการงานทั้งปวง ไม่ว่าการงานอะไรๆ ก็สามารถทำ ด้วยการเจริญสติได้ ซึ่งเมื่อเจริญสติแล้วก็จะทำให้ ทำการนั้นๆ ดีขึ้น เช่น กวาดบ้านได้ดีขึ้น ปืนภูเขาได้ดีขึ้น ชกมวยได้ดีขึ้น ยิงปืนได้แม่นขึ้น เรียนหนังสือได้ดีขึ้น ทำวิจัยได้ดีขึ้น แม้แต่เซ็กส์ก็ดีขึ้น ฯลฯ สติจึงเป็นที่ ต้องการในงานทั้งปวง ยังมีคำถามอยู่ว่าการที่คนตะวันตกกำลังหลง เสน่ห์ของการเจริญสติอยู่ในขณะนี้ เป็นเพียงในเชิง เทคโนโลยีสร้างความสุขและสมรรถนะในการทำงาน เพียงเท่านั้น หรือว่าเข้าถึงทางไปสู่ปัญญาด้วย ถ้าเพียง แต่เพิ่มสมรรถนะก็ยังไม่พอ เพราะถ้าโจรเจริญสติก็จะ ปล้นได้ดีขึ้น ในทางพุทธนั้นใช้สติและสมาธิเป็นทางไปสู่ปัญญา ดังที่พูดว่าศีล สมาธิ ปัญญา การเจริญสมาธินั้นเรียกว่า สมถะกรรมฐาน ส่วน เจริญปัญญานั้นเรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน สติจัดรวมอยู่กับสมาธิ สมาธิถ้าขาดปัญญายัง ทำให้หลงไปได้ ปัญญาหมายถึงการเข้าถึงความจริง แล้วคลายจาก การยึดมั่นในตัวตนหรือตัวกูของกู ทำให้หมดปัญหากับ ตัวเอง และผู้อื่น การตื่นรู้เป็นปัญญา สติช่วยให้รู้อยู่กับปัจจุบัน การรู้อยู่กับปัจจุบันทำให้ เข้าถึงความจริงหรือการตื่นรู้และปัญญา เมื่อพูดถึงการเจริญสติของคนทั้งมวล หมายถึง การตื่นรู้ของคนทั้งองค์กรด้วย 100 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 101 # องค์กรเจริญสติ การเจริญสตินั้นนอกจากทำกันเป็นรายบุคคลแล้ว ยังมีการทำกันเป็นเชิงองค์กรด้วย เช่น บริษัทเจริญสติ โรงเรียนเจริญสติ เพราะมีแรงจูงใจที่จะทำให้องค์กรทำ เช่นนั้น เช่น คนในองค์กรสุขภาพดีขึ้น มีวันลาป่วยน้อย ลง องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษา สมรรถนะของ คนในองค์กรดีขึ้น ความขัดแย้งน้อยลง บริษัทมีกำไร มากขึ้น เป็นต้น มีโรงเรียน และมหาวิทยาลัยที่สนับสนุน ให้ครูอาจารย์และผู้เรียนเจริญสติมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ ช่วยให้การเรียนและสัมพันธภาพในองค์กรดีขึ้น แนว โน้มอนาคตจะมีองค์กรเจริญสติเพิ่มมากขึ้นๆ เช่น โรงพยาบาลเจริญสติ กรมกองเจริญสติ มหาวิทยาลัย เจริญสติ ฯลฯ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะที่ดำเนินการโครงการ จิตปัญญาศึกษา น่าจะเป็นมหาวิทยาลัยแรกที่ประกาศ ว่า มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเจริญ สติ โดยส่งเสริมให้คณาจารย์และบุคลากรในทุกคณะ สถาบันตลอดจนนักศึกษา ศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติ การการเจริญสติในรูปแบบหลากหลายตามจริตและ ความสนใจของแต่ละบุคคล แล้วมีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ระหว่างกัน เกิดเป็นเครือข่ายแห่งการเจริญสติ โรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัยอาจทำการวิจัยเรื่อง คลินิกเจริญสติ เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าการเจริญสติ ทำให้สุขภาพดี ไม่ค่อยเจ็บป่วย หรือเจ็บป่วยก็หาย ง่าย อายุขัยเพิ่มขึ้น อาจพบว่าการเจริญสติอาจมีผลต่อ telomere ของโครโมโซมซึ่งกำหนดอายุขัย โรงเรียน แพทย์จึงน่าวิจัยการป้องกันและรักษาโรคด้วยการเจริญ สติ เหล่านี้เป็นต้น เมื่อมีบุคคลและองค์กรเจริญสติมากขึ้นๆ จนถึง มวลวิกฤต สังคมก็จะเปลี่ยนคุณภาพ เป็นสังคมวิวัฒน์ (ตามรูปที่ ๘) หรือสังคมที่มีการอยู่ร่วมกันอย่าง สันติ ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์ กับธรรมชาติแวดล้อมอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของ มนุษยชาติ 102 การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด AWAKENING: THE EMERGING FUTURE OF MANKIND 103 มนุษย์มีศักยภาพที่จะตื่นรู้ และการตื่นรู้ของคน ทั้งมวลจะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของความเป็นมนุษย์ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๙ มนุษย์สิ้นสุดสภาพที่จะตื่นรู้ และกระตุ้นร่างกายทั้งมวลจะทำไปสู่ เป็นภาวะขาดของความเป็นมนุษย์

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

9 October 2016

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
22% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
11% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
8% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• มนุษย์

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

9 October 2016

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้