auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (1 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เนื้อหาในหนังสือกล่าวถึงเรื่องทางการแพทย์และสาธารณสุข ผู้เขียนบรรยายเรื่องทางการแพทย์ผ่านมิติของชุมชน สังคมและพุทธศาสนา ทั้งยังกล่าวถึงการศึกษาทางการแพทย์ การปฏิบัติงานและเรื่องราวของบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยจำนวนมาก เรื่องราวในหนังสือรวบรวมมาจากบทความที่ตีพิมพ์เป็นตอน ในนิตยสารใกล้หมอ ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2520 ถึง สิงหาคม พ.ศ. 2522 หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2524 นอกจากนี้ ยังเคยแยกตีพิมพ์ โดยแบ่งเป็น 2 เล่ม คือ รักษาโรครักษาคน และ สาธารณสุขกับสาธารณทุกข์ ฉบับนี้คือฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 5
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
หมอชาวบ้าน บันทึก เวชกรรมไทย ประเวศวะสี ปันทึก เวชกรรมไทย # บันทึกเวชกรรมไทย โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ **ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติ** National Library of Thailand Cataloging in Publication Data ประเวศ วะสี บันทึกเวชกรรมไทย.--พิมพ์ครั้งที่ ๕.--กรุงเทพฯ : หมออนามบ้าน, ๒๕๕๕. ๓๘๔ หน้า. ๑. การแพทย์. ๒. โรค--การป้องกันและรักษา. I. ชื่อเรื่อง. 616 ISBN : 978-616-507-054-6 บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ : นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ กองบรรณาธิการ : สุคนธ์ทิพย์ บุบผา ออกแบบปก : อดิศร จินดาอนันต์ยศ ออกแบบรูปเล่ม : สุธาทิพย์ รักพืช **จัดพิมพ์/เผยแพร่โดย** สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน ๓๖/๖ ซอยประดิพัทธ์ ๑๐ ถนนประดิพัทธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ กองบรรณาธิการ : โทรศัพท์ ๐-๒๖๑๘-๔๗๑๐, ๐-๒๖๑๘-๖๓๙๑ โทรสาร ๐-๒๒๗๑-๑๘๐๖, ๐-๒๒๗๑-๐๑๗๐ ฝ่ายการตลาด : โทรศัพท์ ๐-๒๒๗๘-๕๕๓๓, ๐-๒๒๗๘-๑๖๑๖ โทรสาร ๐-๒๒๗๑-๑๘๐๖, ๐-๒๒๗๑-๐๑๗๐ www.doctor.or.th e-mail : manager@doctor.or.th ขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์ อาชีพแพทย์นั้นมีเกียรติ แพทย์ที่ดีจะไม่รำรวยแต่จะไม่อดตาย ถ้าใครอยากรำรวยก็เป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่แพทย์ สมเด็จพระบรมราชชนก # คำนิยม (จัดพิมพ์ครั้งที่ ๑) ผมชอบดูหนังสือตามแผงหนังสือที่มีอยู่ในกรุงเทพ ฯ เพื่อซื้อหนังสือดีๆ ไว้อ่านเล่น เช่น เรื่องเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์-เลดี้ไดอานา, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หนังสือเหล่านี้หายาก ส่วนมากมีแต่หนังสือที่ทำให้เด็กใจแตก ผู้ใหญ่ลืมตาย หนังสือชนิดนี้นับวันจะเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนของโรง อาบอบนวด โรงน้ำชา ไนต์คลับ ที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ นับไม่ถ้วน หนังสือที่เกี่ยวกับความรู้ทางการแพทย์นั้น ถ้ามีขาย ก็ซุกซ่อนอยู่จนเกือบมองไม่เห็น ด้วยเหตุนี้เองผมจึงไม่เคยอ่านบทความของศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ในหนังสือ "ใกล้หมอ" เลย เมื่อมาอ่านหนังสือบันทึกเวชกรรมไทยเล่มนี้เข้าก็ติดใจ จนวางไม่ลง ต้องอ่านจนจบ (เพราะความจำเป็นบังคับด้วย) ภายในเวลา ๓ วัน ผมรู้จักคุณหมอประเวศดีได้ทำงานร่วมกันหลายครั้งได้เฝ้าศึกษาคุณหมออยู่ชั่วชีวิตของแพทย์รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน คุณหมอเป็นผู้มีปัญญามีคุณธรรมสูง รู้ธรรมะ และปฏิบัติธรรมะตามที่รู้ จึงแผ่อัปปัญญาไปทั่วทุกทิศของเมืองไทย ด้วยคุณธรรมและความสามารถพิเศษ จึงเป็นที่รักนับถือของผู้อยู่ในหมู่เดียวกัน อาทิเช่น ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฯพณฯ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ซึ่งเคยเอาตัวคุณหมอไปเป็นที่ปรึกษากระทรวงฯ สมัยรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ๓ จนถึงกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศาสตราจารย์ นายแพทย์ณัฐภมรประวัติ ต้องมาแย่งตัวกลับคืนไป และก็ได้สมประสงค์ ชื่อของคุณหมอประเวศเป็นเหมือนโบแดงติดหนังสือเล่มนี้อยู่ ซึ่งพอเห็นชื่อท่าน คนที่ฉลาดทั้งหลายจะต้องรีบซื้อไว้อ่าน หนังสือเล่มนี้ นอกจากจะสอนชาวบ้านแล้วยังสอนชาวกรุงทั้งที่เป็นหัวกะทิและหางกะทิ ตลอดจนถึงแพทย์และอาจารย์แพทย์ เช่น ตัวผม และนักการเมือง จนถึงรัฐมนตรี เพราะเรื่องต่าง ๆ ที่เขียนให้ความรู้กว้างขวางทุกทางทุก ระบบของร่างกายมนุษย์ เรื่องแรก ๆ เป็นเรื่องสอนแพทย์ให้ใช้วิจารณ- ญาณดูคนไข้ให้ถ่องแท้ การที่แพทย์ทายโรคไม่ถูกเพราะประมาท ไม่ทำ ตามแบบฉบับที่สอนไว้ แพทย์บางคนไม่เคยตรวจอุจจาระ ปัสสาวะเองเลย ต้องใช้ "แหลบ" หรือ "มัวเบ่งทางแหลบ บัดซบจริง !" "ดาบสองคมและหนูตะเภา" เป็นเรื่องของการใช้ยา ยาต่าง ๆ มีอันตรายทั้งนั้น ในเมืองไทยมียาทุกชนิด มากยิ่งกว่าสหรัฐฯ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยาที่สำคัญของโลก ยาที่ใช้ที่อื่นไม่ได้ ถูกห้ามเข้า ก็มิใช้ในเมืองไทยกันเกร่อ เพราะรัฐบาลไม่สนใจ หรือห้าม ปรามไม่ได้ มีโรคระบาดเกิดขึ้นในเมืองไทยเพราะการใช้ยาหลายโรค เช่น เลือดออกจากกระเพาะ เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย และโรคอยากฉีดน้ำเกลือ "เด็กดีกลายเป็นเด็กป่วย" มิใช่มีแต่ในโรงพยาบาลศิริราช พบ ทั่วไปตามจังหวัดต่าง ๆ หลายจังหวัด สถาปนิกสร้างอาคารสำหรับรับเด็ก เจ็บไว้เตี้ยแคบ ไม่มีทางหายใจ แสงสว่างธรรมชาติเข้าไม่ถึง ต้องใช้ ไฟฟ้าตลอดวัน ต้องใช้พัดลมทั้ง ๆ ที่อยู่กลางทุ่ง อากาศดี แต่ละเตียงมี ญาติอยู่ทั้งบนเตียง ข้างเตียง และใต้เตียง ห้องจึงเต็มไปด้วยคนที่แย่ง กันหาโรคใส่ตัว คุณหมอประเวศเป็นคนเก่งสถิติเหมือนท่านอดีตรัฐมนตรีว่า การกระทรวงสาธารณสุข ฯพณฯ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้ง- พวงแก้ว (ตามหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ) เช่น ท่านบอกว่า เด็กไทยในชนบท ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ ขาดอาหาร เด็กไทยในกรุงเทพฯ ก็ขาดอาหารถึง ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ อาจารย์เสมท่านว่า ในวันหนึ่ง ๆ ในจำนวนคน ๑,๐๐๐ คน จะมีคนเจ็บป่วย ๑ คน ทั่วประเทศ มีคนเจ็บ ๔๕๐,๐๐๐ คนต่อวัน # ชาวบ้านเขาเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรบ้าง เรียงตามลำดับของจำนวนต่อแสนคน ๑. โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ๙๒,๗๐๐ โรคติดเชื้อทางเดินอาหารและน้ำ ๒๘,๖๐๐ ๒. โรคผิวหนัง ๔,๒๘๗ ๓. โรคที่นำเชื้อโดยยุง มาลาเรีย ๖๔๐ ไข้เลือดออก ๖๔ ๔. กามโรค ๘๒ ๕. โรคทางอุตสาหกรรม ๑๐๐ ๖. วัณโรค ๗๙ ๗. โรคขาดอาหารในเด็กวัยก่อนเรียน ๕๒-๗๖ เปอร์เซ็นต์ ๘. โลหิตจาง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ## จำนวนแพทย์ไทยประมาณ ๘,๐๐๐ คน อยู่ในสหรัฐอเมริกา ๑,๕๐๐ กรุงเทพฯ ๔,๐๐๐ ต่างจังหวัด ๗๑ จังหวัด ๑,๐๐๐ อำเภอ ๓๐๗ อาจารย์ในโรงเรียนแพทย์ จำนวน ๔๕๐ ในบันทึกเวชกรรมไทยนี้มีเรื่องของคนสำคัญ ๆ ในการแพทย์ ไทยไว้หลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเสริฐ กังสดาลย์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุด แสงวิเชียร ศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สวัสดิ์ แดงสว่าง ศาสตราจารย์ นายแพทย์วีกิจ วีรานุวัตติ์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์จำลอง หะริณสุต ปรมาจารย์การแพทย์ไทย ศาสตราจารย์ นายแพทย์เฟื่อง สัตย์สงวน ศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาน จาติกวณิช ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประกอบ ตู้จินดา นายแพทย์คง สุวรรณรัต ศาสตราจารย์ นายแพทย์ จรัส สุวรรณเวลา ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประสงค์ ตู้จินดา ศาสตรา- จารย์ แพทย์หญิงสุภา ณ นคร ศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระ ลิ่มศิลา เฉลิมชาติ รัตนเทพ มงคล เครือตราชู วิจิตร พานิช ท่านคงไม่ลืม ศาสตราจารย์สมาน มันตาภรณ์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ม.ล.เกษตร สนิทวงศ์ คุณพยาบาลอำพัน ผดุงพงษ์ คุณอารมภ์ มิทธิศร และผู้ปิด ทองหลังแพทย์คือ ท่านผู้นำหน้าคุณหมอประเวศ วะสี คุณประยูร จรรยาวงษ์ ขอให้ท่านอ่านดูจะได้รู้ว่า บางท่าน แพทย์ควรเจริญรอยตาม บางท่านมีเรื่องน่าตื่นเต้นเหมือน "เจ้าพ่อเชี่ยงไฮ้" หัวเรือใหญ่ที่ร่างหลักสูตรใหม่ในวิทยาลัยไทย คือ คุณหมอ ประเวศเอง ซึ่งท่านไม่ได้บอกไว้ เพราะท่านไม่อยากอวด ในการชี้แจง หลักสูตรใหม่ต่อที่ประชุมคณาจารย์ที่ศิริราชนั้น ผมสงสารมิตรของผม ท่านอาจารย์เสมอ พริ้งพวงแก้ว ที่ท่านเหมือนถูกกระทืบด้วยถ้อยคำเยาะ เย้ยถากถาง แต่ตามคำเล่าของท่านผมคิดว่าท่านชนะ ชนะเพราะจิตอยู่ ในอุเบกขาตลอดเวลา ไม่ยินดียินร้ายเลย คนที่มีจิตอุเบกขาได้ใน ท่ามกลางมรสุมของน้ำลาย คือคนชนิดไหน รู้แต่คนจำพวกเดียวที่อยู่ เหนือโลก เวลานี้เป็นอย่างไร โลกกำลังค้นคว้าหาหลักสูตรแพทยศาสตร์ ศึกษา ก็เผอิญมาคล้องจองกับหลักสูตรของ "โป๊ยเซียน" เวลานี้ล่วงมา แล้ว ๘ ปี ถ้าอาจารย์เหล่านั้นมีปัญญาคิดเท่าแสงของหิ่งห้อย ปานนี้ หลักสูตรของ "โป๊ยเซียน" คงดำเนินไปแล้ว มีผู้จบการศึกษาแล้ว คุณ หมอประเวศอาจจะได้รางวัลโนเบลแทนรางวัลแมกไซไซก็ได้ ใครจะไปรู้ เห็นจะต้องให้มะริกันนำเสียก่อน แล้วไทยจะต้องตามกัน ตามกันจน ท้ายมะกันเกลี้ยงเกลาเหมือนถูกใครเลีย คุณหมอประเวศได้เอาชื่อศาสตราจารย์แพทย์ที่ยิ่งใหญ่ของ ศิริราชมาอ้างหลายท่านในความดี แต่อ่านเรื่องของท่านบ้างตั้งแต่หัวข้อ ที่อยู่ของหมอฝีมือดี จนถึงเงินหรืออุดมการณ์ อ่านแล้ววิจารณ์เอาเอง ว่าเป็นอย่างไร ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่รัฐมนตรี อธิบดี จนถึง หัวหน้ากอง ควรอ่านเรื่องสาธารณทุกข์ และสาธารณสุขกับพุทธธรรม เสียดายที่ท่านไม่ได้ไปเป็นที่ปรึกษาท่านรัฐมนตรีว่าการ ฯ มิฉะนั้น คงมี อะไรเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ระบบราชการในการ บริหารประเทศก็เห็นจะต้องสังคายนากันใหม่และปฏิวัติใหม่หมด นั่น แหละความปรารถนาอันแรงกล้าของคุณหมอประเวศจึงจะสำเร็จ แต่ ต้องมีกำลังอีกอย่างน้อย ๑,๐๐๐ เท่าเข้ามาช่วย มีคำมากหลายที่คุณหมอประเวศสรรหามาใช้ เช่น คิดทางข้าง เข้าซอง กินตามน้ำ ยุ่งตายห่า โบ้ย ๆ คลินิก ระบบราชการที่เหม็นเน่า โรคซึมกระทือ ขอให้ท่านลองอ่านดูและให้คำนิยาม ถ้าให้ไม่ถูกก็ลองเปิดอ่านดู สุดท้าย คุณหมอประเวศเห็นว่า การสอนให้คนมีกินมีใช้ ไม่มี โรคเท่านั้นไม่พอ ต้องมีศีลธรรมด้วย ในบทความของท่านจึงมีพุทธ- ธรรมแทรกอยู่เกือบทุกบท ขอยกเอาตอนที่สำคัญมาเขียนไว้ดังนี้ การงานที่เหมาะสม เป็นเครื่องพัฒนามนุษย์ทั้งกายและใจ เจ้าคุณศิรินันทเมธี มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและสัมพันธ์อยู่กับสิ่งทั้งหลาย ในธรรมชาติ ทั้งพืช สัตว์ ตลอดจนถึงสิ่งที่ไม่มีชีวิต การมีธรรมะ ก็คือ การเข้าใจธรรมชาติ ปฏิบัติตัวสอดคล้องกับธรรมชาติที่เรียกว่าเป็นอยู่ โดยธรรม หรือการดำรงชีวิตโดยสมควร ขอให้คุณหมอประเวศจงมีแต่ความสุข ความเจริญ ความไม่มีโรค มีความอุตสาหะปัญญา คิดค้นต่อไปเพื่อให้ชาวบ้านคนไทยทั้งปวงมีกินมี ใช้ไม่มีโรคและมีธรรมะ (ศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดม โปษะกฤษณะ) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อาทิตย์ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ # คำนิยม (จัดพิมพ์ครั้งที่ ๑) เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นวันเกิดท่านผู้เขียนเรื่อง **บันทึกเวชกรรมไทย** และเป็นวันมหามงคลของท่านผู้เขียนอีกประการหนึ่ง ที่กรรมการมูลนิธิแมกไซไซ ประกาศก้องโลกว่า นายแพทย์ไทยอีกท่าน หนึ่งเป็นผู้ได้รับเกียรติรับรางวัลในผลงานค้นคว้าโรคเลือดที่สืบทอดกัน ได้ทางกรรมพันธุ์ที่พบบ่อยในประเทศไทย (Thalassemia เป็นคำกรีก โบราณมาจากคำว่า Thallasa แปลว่าทะเล + Haima แปลว่า เลือด สาเหตุของโรคนี้เนื่องจากพระพรหม หรือธรรมชาติบกพร่องในการ สร้างส่วนที่เป็นสีของเม็ดเลือดแดง ทำให้ขาดสมรรถภาพในการเป็น พาหนะขนส่ง "ออกซิเจน" ไปสู่เป้าหมายปลายทางไม่เหมือนคนปกติ) และผลงานอันสูงส่งในการปลุกเร้าประชาชนคนไทยให้รู้จักดูแลรักษา ตนเองเมื่อเจ็บป่วย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นเด็กบ้านนอกที่ดีเลิศ เป็นนักเรียนที่เรียนแพทย์ได้ยอดเยี่ยม เป็นนักเรียนทางพุทธศาสนาที่รู้ ทะลุถึงแก่นว่า คำว่า "แก่น" นั้น คือ ไม่มีอะไร เป็นนักวิจัยทางโรคเลือดว่า สีของเม็ดเลือดแดงในคนไทยนั้น พระผู้ลิขิตคือ พระพรหมหลงลืมใน การแต้มสีให้ถูกต้องแก่เม็ดเลือดแดงในคนไทยเป็นจำนวนมาก เป็น นักเรียนที่ชี้นำให้เห็นว่า อันการแพทย์ที่ว่าสลับซับซ้อนมากมายนั้นที่แท้ก็ แค่เอื้อมมือของประชาชนในการช่วยเหลือตนเองเมื่อเจ็บป่วย ลีลาของการแสดงออกของท่านนักเรียนผู้นี้ คือบันทึกเวช- กรรมไทยที่อยู่ในมือของท่านผู้อ่านอยู่ในขณะนี้ เป็นลีลาของชาวบ้าน ธรรมดา ๆ ที่เห็นอะไรในการรักษาโรคแบบไทย ๆ นั้น สนุกสนาน แกว่ง ไกวไปตามความไม่อยู่นิ่งของจิต เช่น บทการรักษาโรค หรือการรักษา คน ฟังดูก็เป็นภาษาชาวบ้านง่าย ๆ แต่ถ้ามองลึกลงไปแล้ว ความหมาย ซึ้งลงถึงกันบ่อแห่งพื้นฐานของการแพทย์ทีเดียว บทที่ว่า การศึกษาเป็นทุกข์อย่างยิ่ง สิกขา ปรมา ทุกขา การ ศึกษาเป็นของดีในการแก้ปัญหาชีวิตและแก้สังคมได้ แต่ถ้าถือการ ศึกษาเป็นทุกข์ ที่ต้องเป็นห่วงกังวลจนเกินไปแล้ว ผลที่ตั้งใจว่าให้ดีกลับ เป็นผลเสีย ผู้เป็นบิดามารดาควรได้คำนึงไว้ว่า การบีบบังคับให้บุตร หลานของท่านให้เรียนจนเก่งแต่ทางหนังสืออย่างเดียวนั้น บางครั้งเป็น อันตรายต่อชีวิตบุตรหลานของท่านเหมือนกัน บทที่ว่า ตัวเล็ก หัวโต ใจแคบ บทที่ว่าหมอ โรงพยาบาล วิธี การที่มีหวัง "สิ้นชีวิต" เหล่านี้เป็นการปรารภตามปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ผู้ป่วยต้องไปรอเวลาเข้ารับการตรวจจากโรงพยาบาลต่าง ๆ จนบางครั้ง ต้องนำ "รองเท้า" ไปรอเข้าคิวแทนการยืนรอ แล้วก็รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่ รออยู่วนเวียนตามห้องต่าง ๆ ตั้งแต่เช้าจนบ่ายหรือเย็น ก็เพราะระบบการ แพทย์ปัจจุบันมีการซับซ้อน จนกลายเป็นการทรมานผู้ป่วยอีกประการ หนึ่งจากโรคที่ทุกข์อยู่แล้ว ทั้งนี้ก็เพราะความผิดของแพทย์เฉพาะทางชื่อ ประเวศ ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้กระทำทุกอย่าง ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ และ มิได้เว้นการวิจารณ์แม้แต่ตัวท่านเอง เพราะเหตุนี้เอง รางวัลอันสม เกียรติยิ่ง "แมกไซไซ" จึงได้ตกลงมาในมือเพื่อโอบอุ้มประชาชนด้วย เมตตาธรรม เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ และในวันเขียนคำนำนี้ พอดีเป็นวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ ขอเชิญชวนท่านที่เคารพทั้ง หลายเปล่งเสียงถวายพระพร แด่สมเด็จแม่เจ้าแห่งปวงชนชาวไทย ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี (ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พุธ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ # คำนำ (จัดพิมพ์ครั้งที่ ๔) "บันทึกเวชกรรมไทยนี้" เขียนขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๒๒ และรวบรวมพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ ซึ่งได้รับความ กรุณาจากท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้เป็นปูชนีย- บุคคล ๒ ท่าน เขียนคำนิยมให้ คือท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดม โปษะกฤษณะ และศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว เนื่อง- จากเวลาล่วงเลยไปถึง ๓๐ ปี หลายสิ่งหลายอย่างที่กล่าวไว้ในหนังสือ เล่มนี้ ก็เปลี่ยนแปลงไป แต่อย่างไรก็ดี ชื่อของบทแรกที่ว่า "รักษาโรค หรือรักษาคน" ก็ยังเป็นคำถามที่ยืนยงท้าทายตลอดมา เป็นที่น่ายินดีว่า บัดนี้ในวงการสาธารณสุขได้มีการขับเคลื่อนเรื่อง "ระบบบริการสุขภาพ ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์" หรือ Humanized Health Care กัน อย่างจริงจัง และมีการดำเนินการเรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพ ด้วย จินตนาการและกรอบที่ใหญ่มาก อาจใหญ่ที่สุดในโลกก็ได้ ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมเขียนคำนำใน "บันทึกเวชกรรม ไทย" เล่มนี้จึงขอฝากงานการเขียนเรื่องนี้ที่อาจเล็กแต่ก็ทำด้วยความตั้งใจ ใหญ่ ไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง ถ้าจะก่อให้เกิดความบันดาลใจขึ้นได้บ้าง ว่าเรา คนไทยต้องมีหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ ผมแม้จะอยู่ในภพภูมิใดก็จะขอส่ง ใจมาอนุโมทนา ไม่มีอะไรจะงามเท่าการมีหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ ประเวศวะสี (ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี) ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ # คำนำ (จัดพิมพ์ครั้งที่ ๓) "บันทึกเวชกรรมไทย" เคยได้รับการตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ และ พ.ศ. ๒๕๒๘ และสำนักพิมพ์หมอชาวบ้านเคยแยกพิมพ์เป็น ๒ เล่ม ชื่อ "รักษาโรครักษาคน" กับ "สาธารณสุขหรือสาธารณทุกข์" เนื่องจากบันทึกเวชกรรมไทยได้รับการเขียนเมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป ข้อความบางอย่างที่มีความ สัมพันธ์กับกาลเวลาอาจไม่ตรงกับสภาวะของปัจจุบัน แต่สาระที่เป็น แกนกลางของหนังสือเล่มนี้คือ ความเป็นมนุษย์ การแพทย์สมัยใหม่มีข้อดีหลายอย่าง แต่ที่ขาดไปคือ มิติของ ความเป็นมนุษย์ การแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับคนไข้ ซึ่งควรจะเห็นให้ครบทั้ง คนและไข้ ถ้าเห็นแต่ไข้แต่ไม่เห็นคนก็จะเกิดความไม่ถูกต้องขึ้น ทุกอย่างควรเป็นไปด้วยความถูกต้อง จึงจะเกิดประโยชน์แท้จริง และยั่งยืน (ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี) กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ # คำนำ (จัดพิมพ์ครั้งที่ ๒) บันทึกเวชกรรมไทยรวมพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ โดยนิตยสารใกล้หมอ หนังสือเล่มนี้ขาดตลาดไปนาน นิตยสารใกล้หมอ ได้มีแก่ใจยกต้นฉบับเรื่องนี้ให้สำนักพิมพ์ "หมอชาวบ้าน" พิมพ์ขึ้นใหม่ แม้ผู้เขียนจะมีงานเขียนอื่นหลังจากเขียนบันทึกเวชกรรมไทย เช่น พุทธธรรมกับสังคม และวิธีแก้เซ็งสร้างสุข เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงกาลเวลาเมื่อเขียนเรื่องนี้ นอกจากยังหนุ่มกว่าเดียวนี้มาก ยังมีเวลาบรรจงเขียนมากกว่าด้วย ได้พยายามอย่างสุดฝีมือที่จะสื่อเรื่องที่ยากและสลับซับซ้อนให้เป็นเรื่องที่พออ่านได้ไม่เบื่อและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการแพทย์และสาธารณสุข ยิ่งสังคมเคลื่อนเข้าสู่มุมอับมากขึ้นเท่าใด ยิ่งจะเห็นกันมากขึ้นว่าในการแก้ไขปัญหานั้น ต้องการความเข้าใจที่ถูกต้องหรือสัมมาทิฐิอันตัวสัมมาทิฐินั้น เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา จุดแตกหักแห่งการพัฒนาสังคมไทยไปในทางที่ถูกต้องอยู่ที่ปัญญา ประเวศวะสี (ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี) ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ # คำนำ (จัดพิมพ์ครั้งที่ ๑) บันทึกเวชกรรมไทย เล่มนี้เกิดขึ้นจากเรื่องที่ลงพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสาร ใกล้หมอ ตั้งแต่ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๓ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ถึงปีที่ ๓ ฉบับที่ ๘ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นเวลา ๒ ปีกว่า เนื่องจากเวลาล่วงมาพอสมควร ชื่อ ตำแหน่ง ของบุคคลที่กล่าวถึงและ เหตุการณ์บางอย่าง ได้ผันแปรไปตามกฎอนิจจัง เรื่องเกี่ยวกับการแพทย์และสาธารณสุขเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน เพราะเป็นทางตัดของหลายมิติ ทั้งทางกาย ใจ สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เวชศิลป์ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ปรัชญา ศาสนธรรม การเมือง และระบบบริหารประเทศ เป็นต้น ยากแก่การเข้าใจ แม้ในหมู่ผู้ที่เกี่ยว ข้องโดยตรง การแพทย์ก็เช่นเดียวกับสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่อาจมีได้ทั้งด้านที่ เป็นคุณและด้านที่เป็นโทษ บันทึกเวชกรรมไทยฉบับนี้เป็นการเน้นหนัก ทางด้านที่มิค่อยมีการกล่าวถึงกันมากนัก เพื่อให้เกิดดุลยทรรศนะกับ ด้านที่มีการกล่าวถึงกันอยู่มากแล้วเรื่องเหล่านี้หากไม่มีความเข้าใจถูกต้อง แม้ผู้กระทำและผู้สนับสนุนการกระทำจะมีเจตนาดี ก็อาจก่อให้เกิดผล เสียต่อส่วนรวมได้มาก ในการเขียนเรื่องนี้ผู้เขียนได้ใช้สไตล์ที่แปลกกว่าเคย เพื่อให้ง่าย (หวังว่า) อ่านไม่เบื่อเท่าที่ควร และผ่อนคลายความเครียดของเรื่องที่ ค่อนข้างจริงจัง โดยหวังจะทำความเข้าใจในวงกว้าง การแพทย์มิใช่ เรื่องของแพทย์เท่านั้น หากประชาชนได้เข้ามามีส่วนรู้เห็นอย่างกว้าง ขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้นเท่าไร ตามหลักการประชาธิปไตย ก็จะช่วยให้การ แพทย์ไทยปรับไปสู่สมดุล โดยเสริมส่วนดีขจัดส่วนเสีย เพื่อสนองตอบ ต่อการแก้ปัญหาของประเทศทั้งทางกว้างและทางลึก เพื่อให้ประชาชน ไทยมีความผาสุกและศานติสุข แม้ในหนังสือนี้จะได้กล่าวถึงศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดม โป- ษะกฤษณะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หลายครั้ง ในฐานะที่ท่านเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันการสาธารณสุข ไทยให้ไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง ท่านทั้งสองหาต้องมีส่วนรับผิดชอบในข้อเขียน นี้แต่อย่างใดไม่ ข้อเขียนนี้คงจะมีผิดบ้างถูกบ้างเพราะเขียนโดยปุณชนคน ธรรมดา ขอสาธุชนจงโปรดใช้วิจารณญาณโดยถ่องแท้ อย่าได้เชื่อ ทรรศนะหรือข้อสรุปในหนังสือเล่มนี้เสียทั้งหมด อันจะเป็นการผิดหลัก พุทธธรรม ผู้เขียนขอขอบคุณนิตยสารใกล้หมอ ที่เป็นสื่อและชักนำให้มี บันทึกเวชกรรมไทยเล่มนี้ออกไปสู่ประชาชนโดยกว้างขวาง ขอบคุณ ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดม โปษะกฤษณะ และศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ที่กรุณาช่วยเขียนคำปรารภให้ ซึ่งเป็น ความเมตตาต่อผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง ประเวศวะสี (ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี) สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ # สารบัญ ## ตอนที่ ๑ รักษาโรคหรือรักษาคน ๑-๗ ๑ ป้าเมี้ยน คนอยุธยา ๒ ๒ จรูญ มุสลิม โรคอญ ๓ ๓ สมศักดิ์ - มาลาเรีย ๕ ๔ ลุงมา - ยาถ่าย ๖ ## ตอนที่ ๒ คนไข้กับหมอพูดกันไม่รู้เรื่อง ๙-๑๕ ๕ สมบัติ หัวใจรั่ว ๑๐ ๖ ไทฟอยด์ราษฎร์บูรณะ ๑๑ ๗ ลางสังหรณ์ ๑๒ ๘ งูตระหวัด ๑๓ ๙ ผ่าตัดรักษาเบาหวานและความดันสูง ๑๔ ## ตอนที่ ๓ หัวใจอ่อน ความดันโลหิตต่ำ โรคที่น่าสังเวช ๑๗-๒๙ ๑๐ ไม่กล้าไปจ่ายตลาด ๑๘ ๑๑ นายทหารเจ้าชู้ ๑๙ ๑๒ ไพ่นกกระจอก เมืองระยอง ๒๑ ๑๓ หัวใจกวยมา ๕ ปี .................................................................................... ๒๔ ๑๔ หัวใจอ่อน ฝังเข็ม .................................................................................... ๒๕ ๑๕ วัฒนธรรมไทย .................................................................................... ๒๖ ตอนที่ ๔ เบาหวาน - โรคแห่งความขมขื่น .................................................... ๓๑-๔๒ ๑๖ ขาเบาหวาน .................................................................................... ๓๒ ๑๗ ตายทั้งเป็น .................................................................................... ๓๔ ๑๘ โทรรักษ์ .................................................................................... ๓๕ ๑๙ การดูแลรักษาที่ดีที่สุด .................................................................... ๓๗ ๒๐ หลายชีวิต .................................................................................... ๓๘ ๒๑ ภูเขาน้ำแข็งกับมวลชนเบาหวาน .................................................................... ๓๙ ๒๒ ปฏิรูป .................................................................................... ๔๐ ตอนที่ ๕ สิกขา ปรมา ทุกขา การศึกษาเป็นทุกข์อย่างยิ่ง .................................................... ๔๓-๕๐ ๒๓ เพ้อ .................................................................................... ๔๔ ๒๔ หมวยดารณี .................................................................................... ๔๕ ๒๕ การศึกษากับยาเสพติด .................................................................... ๔๖ ๒๖ การศึกษากับชีวิต .................................................................................... ๔๗ ตอนที่ ๖ โรคแห่งวรรณะ .................................................... ๕๑-๖๔ ๒๗ ปอดทะลุ .................................................................................... ๕๒ ๒๘ กลืนไม่ลง .................................................................................................................... ๕๓ ๒๙ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ .................................................................................................................... ๕๔ ๓๐ หนุ่มนักเรียนนอก .................................................................................................................... ๕๖ ๓๑ แล้วจะให้อั้วทำยางงาย .................................................................................................................... ๕๗ ๓๒ บ้านแตก .................................................................................................................... ๕๘ ๓๓ คนไทยเป็นวัณโรคเท่าไร .................................................................................................................... ๕๙ ๓๔ ความตายคือโครงการควบคุมวัณโรค .................................................................................................................... ๖๐ ๓๕ มรรควิธีในการขจัดวัณโรค .................................................................................................................... ๖๑ ตอนที่ ๗ "มัวเบ่งทางแหลบ บัดซบจริงกู" ๓๖ เหตุเกิดในวงไพ่ .................................................................................................................... ๖๙ ๓๗ โลหิตจางปริศนา .................................................................................................................... ๗๐ ๓๘ "โอ้พระเยซู ! ทำไมจึงเป็นไปได้ถึงเพียงนี้" .................................................................................................................... ๗๒ ๓๙ โอ้พระอัลลาห์ ! นี่ก็เหมือนกัน .................................................................................................................... ๗๔ ๔๐ ศาสตราจารย์ดุลวิก ไฮล์มัยเออร์ .................................................................................................................... ๗๔ ๔๑ เบนซ์-โจน .................................................................................................................... ๗๕ ๔๒ คุณหิวกี่ยูนิต .................................................................................................................... ๗๗ ตอนที่ ๘ "ตัวเล็ก หัวโต ใจแคบ" ๔๓ โรคช่างเสริมสวย .................................................................................................................... ๘๒ ๔๔ โรคครู .................................................................................................................... ๘๓ ๔๕ นอนไม่หลับ - ปวดท้อง .................................................................................................................... ๘๕ ๔๖ คุณทศ พันธุมเสน ๘๖ ๔๗ ธัมมวิตโกภิกขุ ๘๗ ตอนที่ ๙ ชีวิตอื่น กระจกส่องสุขภาพของไทย ๙๓-๑๐๘ ๔๘ หอยมหาภัย ๙๔ ๔๙ ไส้เดือนและดิน ๙๗ ๕๐ แก๊งดูดเลือดตัวจริง ๙๘ ๕๑ กระจับดิบ ๑๐๐ ๕๒ สัญลักษณ์อีสาน ๑๐๐ ๕๓ โรคสวัสดิ์ แดงสว่าง ๑๐๒ ๕๔ มาตรจำบัง ๑๐๓ ตอนที่ ๑๐ ดาบสองคม และหนูตะเภา ๑๐๙-๑๒๐ ๕๕ ศัตรูของแพทย์คลินิก ๑๑๐ ๕๖ แมวข่วน - ตกเก้าอี้ตาย ๑๑๒ ๕๗ ภาวะไม่มีเม็ด ๑๑๒ ๕๘ เตตราสีน้ำตาล ๑๑๔ ๕๙ น้ำท่วม ๑๑๕ ๖๐ ไม่กลัว (คนอื่น) ตาย ๑๑๖ ตอนที่ ๑๑ โรคสังคม ๑๒๑-๑๓๔ ๖๑ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ๑๒๓ ๖๒ โรครวย ................. ๑๒๔ ๖๓ โรคโรงงาน ............... ๑๒๕ ๖๔ โรคแห่งความเร็ว ........... ๑๒๘ ๖๕ ฆ่าหญ้า - ฆ่าคน ........... ๑๒๙ ๖๖ หัวใจรั่ว .................... ๑๓๑ ตอนที่ ๑๒ หมอ : โรงพยาบาล วิธีการที่มีหวัง"สิ้นชาติ” ................. ๑๓๕-๑๔๖ ๖๗ วันอันแสนยาวนาน ................. ๑๓๖ ๖๘ เด็กดีกลายเป็นเด็กป่วย ............ ๑๓๙ ๖๙ มีเตียง ๑,๘๐๐ คนไข้ ๒,๐๐๐ ................. ๑๔๐ ๗๐ รอเตียง - รอตาย .................... ๑๔๑ ๗๑ หิ้วตระเวนทั้งคืน ................... ๑๔๒ ๗๒ ฟ้องแพทยสภา ................. ๑๔๓ ๗๓ โรงพยาบาล - โรงฆ่าสัตว์ ............ ๑๔๓ ตอนที่ ๑๓ สาเหตุแห่งสาธารณทุกข์ ................. ๑๔๗-๑๕๖ ๗๔ คณิตศาสตร์แห่งความสุข (ทุกข์) ................ ๑๔๙ ๗๕ ตัวอย่างการพัฒนาของฝรั่ง .................... ๑๕๑ ๗๖ การพัฒนาแบบพาณิชยกรรม .................... ๑๕๑ ๗๗ ทำไมจึงสาธารณทุกข์ .................... ๑๕๓ ๗๘ ทำไมประชาชนจึงเจ็บป่วยมาก .................... ๑๕๔ ตอนที่ ๑๔ ทำไมประชาชนจึงเจ็บป่วยกันมาก ........... ๑๕๗-๑๖๘ ตอนที่ ๑๕ การดำรงชีวิตอันไม่ประเสริฐ ต้นเหตุของ ความเจ็บป่วยที่สำคัญที่สุด ................. ๑๖๙-๑๗๘ ตอนที่ ๑๖ อาชีพแพทย์เป็นการค้าหรือไม่ (วิวัฒนาการ แห่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้รักษา กับผู้รับการรักษา) ................. ๑๗๙-๑๙๐ ตอนที่ ๑๗ โรคหมอทำ ................. ๑๙๑-๒๑๐ ๗๙ "วัฒนธรรมเริ่มที่ตะโพก" ................. ๑๙๑ ๘๐ ลมรั่ว ................................................. ๑๙๕ ๘๑ โมกขศักดิ์ปักหัวใจ ................................................. ๑๙๖ ๘๒ ให้เลือดผิดหมู่เพราะจะรีบไปดูหนัง ................................................. ๑๙๗ ๘๓ ดูดกลับทาง ................................................. ๑๙๗ ๘๔ ให้ออกซิเจนทางกระเพาะ ................................................. ๑๙๘ ๘๕ วินิจฉัยโรคจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ................................................. ๑๙๘ ๘๖ โรคหมอยาทำ ................................................. ๒๐๒ ๘๗ โรคหัวใจปลอม ................................................. ๒๐๓ ๘๘ ไข้หวัดรัสเซีย ................................................. ๒๐๓ ๘๙ จากกรุงเทพฯ สู่นครปฐม ................................................. ๒๐๕ # ตอนที่ ๑๘ ระบบบริการสาธารณทุกข์ ............ ๒๑๑-๒๒๒ ๙๐ ระยะทางวัดด้วยเศรษฐกิจ ................. ๒๑๒ ๙๑ บริการไม่ไปหาประชาชน ................. ๒๑๔ ๙๒ พิมาย .................................................. ๒๑๕ ๙๓ จากชนบทสู่เมือง .................................. ๒๑๖ ๙๔ ชีวิตราคาต่ำ ............................................. ๒๑๘ # ตอนที่ ๑๙ หมอเถื่อน ยาฝรั่งกับการผูกขาดการรักษา ............ ๒๒๓-๒๔๒ ๙๕ หมอเถื่อน ............................................. ๒๒๕ ๙๖ หมอตี่ .................................................... ๒๒๗ ๙๗ หมอพระ ................................................. ๒๓๐ ๙๘ ทำไมพยาบาลจึงอารมณ์เสีย ................. ๒๓๒ ๙๙ ยาไทย ยาฝรั่ง ........................................ ๒๓๖ # ตอนที่ ๒๐ แพทย์เฉพาะทางกับแพทย์ทั่วไป ............ ๒๔๓-๒๖๐ ๑๐๐ ความผิดของแพทย์เฉพาะทางชื่อประเวศ ................. ๒๔๗ ๑๐๑ "เฉพาะทาง" ที่คุณประยูร จรรยาวงษ์ ................. ๒๔๙ ๑๐๒ เวชกรรมแยกส่วน ........................................ ๒๕๐ ๑๐๓ โบ้ย ๆ คลินิก ............................................. ๒๕๒ ๑๐๔ ถ้าราชการก็ "เฉพาะทาง" แต่ส่วนตัวก็ "ทั่วไป" ........... ๒๕๔ ๑๐๕ แพทย์เฉพาะทาง กับการกระจายบริการสาธารณสุข ........... ๒๕๖ ตอนที่ ๒๑ แพทยศาสตร์ศึกษาหรือสิกขา ............ ๒๖๑-๓๐๔ ๑๐๖ มันไปเรียนแพทย์หรือเปล่าเนี่ย ................. ๒๖๑ ๑๐๗ หมออันตราย ................. ๒๖๓ ๑๐๘ ผมขอถึงที่สุดที่หมอนี่แหละ ................. ๒๖๖ ๑๐๙ โรคซึมกะทือ ................. ๒๖๙ ๑๑๐ "เรียน" เพื่อลืม ................. ๒๗๓ ๑๑๑ ศึกษาหรือสิกขา ................. ๒๗๗ ๑๑๒ คิดทางข้าง (Lateral Thinking) ................. ๒๗๙ ๑๑๓ อาจารย์ไล่สอน นักศึกษาหนี (ถูก) สอน ................. ๒๘๓ ๑๑๔ ฐานที่ตั้ง - อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ................. ๒๘๖ ๑๑๕ การให้การศึกษาแบบผลิตวัตถุ ................. ๒๘๙ ๑๑๖ ปรมาจารย์ยอร์จ มิลเลอร์ ................. ๒๙๔ ๑๑๗ หลักสูตรใหม่ ................. ๒๙๕ ๑๑๘ สัพเพ ธัมมา อนิจจา (สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเปลี่ยนแปลงไป) ................. ๓๐๐ ตอนที่ ๒๒ หัวมังกุท้ายมังกรอุดมการณ์ หรือเงินเพื่อประสิทธิภาพ ................. ๓๐๕-๓๒๘ ๑๑๙ บริการทันควัน ................. ๓๐๖ ๑๒๐ ที่อยู่ของหมอมีฝีมือ ................. ๓๐๙ ๑๒๑ เงิน ................. ๓๑๑ ๑๒๒ นรกบนดิน ................. ๓๑๑ ๑๒๓ เงินหรืออุดมการณ์ ................. ๓๑๔ ตอนที่ ๒๓ สรุปสาธารณสุขกับพุทธธรรม ................. ๓๑๙-๓๒๘ ๑๒๔ ความไม่เป็นธรรมนำให้เกิดโรค ................. ๓๒๐ ๑๒๕ ระบบบริการสาธารณสุขตามแนวพุทธธรรม ................. ๓๒๒ ตอนที่ ๒๔ ระบบราชการบริหารประเทศ : อุปสรรคแห่งการแก้ปัญหา ................. ๓๒๙-๓๕๔ ๑๒๖ ขี้เกียจ-ล้นงาน ................. ๓๓๒ ๑๒๗ คอร์รัปชั่น กับการผลาญเงินหลวง ................. ๓๓๖ ตอนที่ ๑ รักษาโรค หรือรักษาคน อ้าว ! เห็นชื่อเรื่องข้างบนแล้วอย่าเพิ่งเวียนหัวครับ ก็จะไม่ให้ เวียนได้ยังไงล่ะ แต่โบร่ำโบราณมาใคร ๆ เขาก็พูดว่า "หมอรักษาโรค" บ้าง "ยารักษาโรค" บ้าง นี่พ่อเล่นมาตั้ง ปุจฉาวิสัชนาว่า "รักษาโรค หรือ รักษาคน" แล้ว จะไม่ให้เวียนหัวได้ยังไงกันล่ะพ่อคุณ ครับ แต่การรักษาโรคกับการรักษาคน ไม่เหมือนกันนะครับ ก็ ไอ้เพราะการรักษาแต่โรคแต่ไม่รักษาคนนี่แหละครับ ที่มันก่อความ ลำบากให้เสมอ ๆ ลองชมตัวอย่างสัก ๓-๔ เรื่องเป็นไงครับ # ๑. ป้าเมี้ยน คนอยุธยา ป้าเมี้ยนอายุ ๕๐ กว่าปี มาตรวจด้วยเรื่องเวียนศีรษะ ใจสั่น เป็นทุกข์ทรมานมา ๒ ปีแล้ว ทำยังไง ๆ ก็ไม่หาย ไปตรวจรักษามาหลายแห่ง แล้วก็ไม่ดีขึ้น หมอตรวจป้าเมี้ยนพบว่า ชีพจรก็ปกติ ความดันเลือดก็ปกติ หัวใจก็ปกติ อย่างอื่นก็ปกติ คนที่ตรวจแล้วปกติหมด มันก็มีอาการผิดปกติ และมีความทุกข์ได้มาก ๆ ครับ แล้วเราจะแก้ปัญหาของป้าเมี้ยนกันได้อย่างไร หมอคุยกับป้าเมี้ยนต่อไป "ป้าอยู่ที่ไหนครับ" "อยู่อยุธยาจ๊ะ" "ป้าทำงานอะไรครับ" "ตอนนี้ชั้นไม่ได้ทำอะไรหรอก" "อ้าวแล้วป้าเอาเงินที่ไหนใช้ล่ะครับ" "ป้าจะไปเอาที่ไหนมา ก็อาศัยคนอื่นเขาไปบ้าง" ถ้าลองคนเราไม่มีรายได้เสียอย่าง มันก็ต้องเวียนหัว ใจสั่น ทุกคนไป ยังครับ เรื่องของป้าเมี้ยนไม่จบแค่นั้น เมื่อ ๓-๔ ปีก่อน ป้าเมี้ยนมีอาการปวดท้อง ท้องบวม เป็นไข้ ผอมแห้ง หมอตรวจแล้วว่าเป็นวัณโรคของเยื่อบุช่องท้อง ได้ให้การรักษาด้วยการฉีดยาสเตรปโตไมซิน และให้กินยาอีก ๒ อย่าง คือ พีเอเอส และไอโซไนอาซิด ภายหลังการรักษาดังกล่าว อาการปวดท้อง ท้องบวมก็หายไป อ้วนท้วนขึ้นเป็นปกติ แต่มาเป็นโรคเวียนศีรษะ ใจสั่นแทน เวรกรรมจริง ๆ หมอชาวบ้าน ๒ หม่อมถามต่อไป "แล้วเมื่อก่อนเจ็บเรื่องวัณโรคในท้องนั้น ป้าทำงานอะไรครับ" "หาบของขายที่ตลาดจ๊ะ" "แล้วทำไมป้าไม่ไปหาบของขายอย่างเก่าอีกล่ะครับ" "ชั้นคิดว่าหมอไม่ให้ทำงานจ๊ะ" เห็นไหมครับ การให้ยารักษาวัณโรคอย่างเดียว แต่ลืมถามไปว่า คนไข้ทำงานอะไร มีรายได้เท่าไร จะเอาอะไรกิน และแนะนำคนไข้ว่าจะ กลับไปทำงานได้อีกเมื่อใด ก่อให้เกิดปัญหาความทุกข์ยากแก่คนไข้ได้ถึง เพียงนี้ โรคมันไม่ต้องมีอาชีพ แต่คนต้องมีอาชีพ ## ๒. จรูญ มุสลิม โรคอณู จรูญเป็นโรคธาลัสซีเมีย โรคนี้เป็นกรรมพันธุ์ มีอาการชิดเหลือง ตับ ม้ามโต หน้าตา อาจผิดปกติ มีจมูกแบน หน้าผากสูงชัน โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของการสร้างสารที่อยู่ในเม็ดเลือด แดงที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน ในเลือด ๑ ลูกบาศก์มิลลิเมตร (น้อยกว่า ๑ หยดเล็ก) มีเม็ด เลือดแดงอยู่ถึง ๕ ล้านเม็ด และในเม็ดเลือดแดงแต่ละเม็ดมีสารต่าง ๆ หลายร้อยชนิด ในเม็ดเลือดแดงที่ว่ามีขนาดเล็กมากแล้วนี่ แต่ละเม็ดมีฮีโมโกล- บินอยู่ประมาณ ๓๐๐ ล้าน อณู ที่อณูของฮีโมโกลบินนี้เอง อาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นเป็นฮีโม- โกลบินชนิดต่าง ๆ หลายร้อยชนิด บันทึกเวชกรรมไทย ๓ ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งฮีโมโกลบินผิดปกติชนิดหนึ่งที่ เรียกว่าฮีโมโกลบิน "อี" (E) ประมาณร้อยละ ๔๐ ของชาวอีสานมีฮีโม- โกลบินผิดปกติชนิดนี้ แต่ถ้าเป็นคนไทยเชื้อสายเขมรแถวสุรินทร์แล้วล่ะก็ กว่าร้อยละ ๕๐ พบฮีโมโกลบินผิดปกติตัวนี้ อ้าวอย่าเพิ่งตกใจครับ คนไทยที่มีฮีโมโกลบินผิดปกติเหล่านี้ จำนวนนับสิบล้านคน คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นโรค แต่เมื่อเขาแต่งงานกับคน ที่มีความผิดปกติทำนองเดียวกันบางชนิดที่เรียกว่า "ธาลัสซีเมีย" ลูก อาจเกิดเป็นโรคขึ้น ซึ่งมีคนเป็นประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน เนื่องจากโรคนี้เกิดจากความผิดปกติที่อญ (ของฮีโมโกลบิน) เขา จึงเรียกว่าเป็น โรคอญ ชนิดหนึ่ง ที่คุณหลงติดตามอ่านมาข้างต้นนั่นแหละ ผมกำลังอธิบายเรื่อง โรค (ซึ่งอธิบายต่อไปอีก ๒ วันก็ยังไม่จบ) แต่ลืมจรูญซึ่งเป็นคนเสียสนิท ว่า มีความทุกข์ยากอย่างไรบ้าง แกนอนหายใจแขม่วอยู่ในเตียงนั่นเอง ลองคุยกับแกดูบ้างเป็นไร "จรูญ พอจะบอกหมอได้ไหมว่าขณะนี้จรูญมีความทุกข์อะไรมาก ที่สุด" "ความทุกข์มากที่สุดก็คือ เรื่องอาหาร" จรูญตอบ "หนูเป็นมุสลิม แต่เขาเอากับข้าวที่เป็นหมูมาให้ กินไม่ได้ กลางคืนหิวข้าวมาก" "แล้วมีอะไรอีกไหม" "มีค่ะ มีอีกหลายอย่าง อย่างหนึ่งก็คือกลัวน้องหนูจะเป็นบ้าง และ อีกอย่างหนึ่งก็คือกลัวจะถูกผ่าตัด" เห็นไหมครับท่านผู้อ่าน ถ้าหมอสนใจเฉพาะเรื่องโรค หรือเรื่อง อญแต่ไม่สนใจเรื่องคน ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาความทุกข์ของคนไข้ได้ ถ้าหมอจะลองถามคนไข้ดูบ้างว่า "ขณะนี้คุณมีความทุกข์อย่างไร บ้าง" ก็จะพบโลกอีกโลกหนึ่งทีเดียว ซึ่งนอกเหนือไปจากโรค หมอชาวบ้าน ๔ # ๓. สัมศักดิ์-มาลาเรีย "ผมเป็นไข้จับสั่นครับ ผมไปทำไร่อยู่จังหวัดตราด" หมอสั่งตรวจเลือดทันที เพราะที่นั่นเป็นแดนมาลาเรีย ห้องปฏิบัติการรายงานมาว่า พบเชื้อมาลาเรียชนิด พี. ฟาลซิปารั่ม (P. falciparum) หมอสั่งยาแฟนซิดาร์ (Fansidar)® ให้ ๒ เม็ด วิธีการรักษาโรค ก็อาจจะจบแค่นั้น แต่วิธีรักษาคน ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ หมอคุยกับสมศักดิ์ต่อไปอีก จึงทราบว่าเดิมสมศักดิ์อยู่ในกรุงเทพฯ เพิ่งออกไปทำไร่ที่ตราด ที่นั่นอากาศดีกว่าในกรุงเทพฯ มากสมศักดิ์ชอบอยู่ที่ตราดมากกว่ากรุงเทพฯ แต่ทนมาลาเรียไม่ไหว กำลังจะย้ายกลับกรุงเทพฯ "เดี๋ยวก่อนครับ คุณอย่าเพิ่งย้ายกลับ" หมออธิบาย "คุณเป็นคนต่างถิ่น ย้ายเข้าไปอยู่ในแดนมาลาเรีย เนื่องจากไม่มีภูมิคุ้มกัน คุณจึงเป็นมาลาเรียบ่อย" "แต่ไม่ใช่ว่าคุณจะต้องเป็นมาลาเรียบ่อยๆ อย่างนี้ตลอดไป" หมออธิบายต่อ "เมื่อคุณอยู่ไป ชินเข้าและเป็นหลายครั้ง ร่างกายของคุณจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำลายเชื้อมาลาเรีย ทำให้คุณเป็นไม่รุนแรง หรือไม่เป็นอีกเลย" "ผมคิดว่า ถ้าคุณชอบอยู่ที่นั่น ขอให้อยู่ต่อไปเถอะ" หมอแนะนำ "ครับ ผมจะเชื่อคุณหมอ ผมควรกินยาป้องกันมาลาเรียเป็นประจำหรือเปล่าครับ" สมศักดิ์กล่าว "ไม่ต้องครับ ไม่ต้อง การป้องกันใช้สำหรับคนที่จะเข้าไปเป็นครั้งคราว เช่น ไปเที่ยว แต่คนที่อยู่ประจำไม่ควรกินป้องกัน เมื่อเป็นไข้ บันทึกเวชกรรมไทย ๕ จับสั่นขึ้นมาก็กินแฟนซิดาร์ เสีย ๒ เม็ด" "การเป็นซ้ำ ๆ จะกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำลาย เชื้อไปได้ในที่สุด" นี่ถ้าหมอไม่สนใจเรื่องของสมศักดิ์ เอาแต่รักษาโรคอย่างเดียว สมศักดิ์ก็คงต้องเลิกอาชีพทำไร่และย้ายกลับกรุงเทพฯ ทั้ง ๆ ที่ไม่อยาก กลับ พุทโธ่ ! กรุงเทพฯ มันแออัดยัดเยียดจนจะเป็นนรกอยู่แล้ว ถ้า ไม่ช่วยกันทำให้คนอยู่ในชนบทได้ มันก็แย่ทั้งในกรุงและนอกกรุง จริง ไหมครับ ? ๔. สุงมา-ยาถ่าย สุงมา บ้านแกอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ห่างไปจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร ลงจากรถแล้วต้องเดินไปในป่าละเมาะอีกกว่า ๑๐ กิโลเมตร วันหนึ่งจะเฮงหรือชวยก็มีทราบ มีคนพาแกมาเที่ยวกรุงเทพฯ ไหน ๆ ก็มาแล้ว แกมีอาการแน่น ๆ ท้องอยู่ พาไปตรวจที่โรง พยาบาลสักหน่อย เขาว่าหมอกรุงเทพฯ เก่งนัก หมอพบว่าแกมีอาการแน่นท้องและท้องผูกก็เลยสั่งยาระบาย E.L.P.CO. ให้แก่ขวดหนึ่ง โดยไม่ได้แนะนำอะไรอย่างอื่น แกจ่ายเงินไป ๑๐ บาท ซึ่งแกก็รู้สึกว่าแพงอยู่แล้ว เพื่อเอายาไปกินที่บ้าน ขณะกินยาก็รู้สึกว่าอุจจาระคล่องขึ้น และไม่ค่อยแน่นท้อง แต่ ไม่กี่วันยาขวดนั้นก็หมด แกก็มีอาการอย่างเก่า หมอก็ไม่ได้บอกว่ายา หมดแล้ว ถ้ามันยังไม่หายจะให้ทำอย่างไรต่อ แกพะว้าพะวงอยู่หลายวัน จึงตัดสินใจกลับมาที่โรงพยาบาลใน หมอชาวบ้าน ๖ กรุงเทพฯ อีก แกต้องวานเพื่อนบ้านพามา ต้องเดินด้วยเท้าไปกลับ ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ต้องเสียค่ารถ ค่ากิน ทั้งของตนเองและเพื่อน บ้านประมาณ ๒๐๐ บาท (กู้เงินเขามา) ต้องเสียเวลา ๒ วัน ต้องเข้า คิวรอตรวจ ๔ ชั่วโมง ต้องโดนดุ ต้องไปเข้าคิวเอายาอีก ๒ ชั่วโมง และยานั้นซึ่งแกไม่รู้ว่ายาอะไร เพราะไม่มีใครอธิบายให้แกฟัง คือ ยา ระบาย ๑ ขวด ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ลุงมาแกเคยแก้ปัญหาท้องผูกของแกมาก่อน แล้ว โดยการเอาใบมะกามาต้มกิน หรือซื้อยาระบายลูกกลอนที่ใกล้ๆ บ้าน ซองละ ๑ บาท กินได้ตั้ง ๗-๘ ครั้ง ก็อยู่ได้สบายโดยไม่ต้องเสียเงิน หรือเสียเพียงนิดหน่อย เห็นไหมครับว่า แม้การสั่งยาให้คนไข้ไป โดยไม่ได้สนใจว่าเขาอยู่ ที่ไหน เขาเคยแก้ปัญหาอย่างไร เขาเสียเงินเท่าใด ก็อาจจะก่อความ ยากลำบากให้แก่ประชาชนได้ เท่าที่ผมยกตัวอย่างมาเพียง ๔ ราย คงพอเห็นความแตกต่าง ระหว่างการรักษาโรคกับการรักษาคน แล้วใช่ไหมครับ คนนั้นมีชีวิตจิตใจ มีครอบครัว มีอาชีพ มีสิ่งแวดล้อมไม่เหมือน กัน ถ้าสนใจเฉพาะโรค แต่ไม่สนใจความเป็นคนของผู้ป่วย ก็จะแก้ ปัญหาได้ไม่หมด หรือก่อปัญหาใหม่ หรือก่อความทุกข์ยากให้แก่ผู้ป่วยได้ วันหลังเมื่อท่านไปหาหมอ ลองถามหมอดูบ้างก็ได้ว่า "หมอครับ หมอรักษาโรคหรือรักษาคน" ถ้าช่วยกันถามอย่างว่าบ่อย ๆ อาจจะมีการรักษาคนกันมากยิ่ง ขึ้นกว่าเพียงการรักษาโรคก็เป็นได้ บันทึกเวชกรรมไทย ๗ ก็โรคต่าง ๆ ที่ประชาชนคนไทยเป็นกันอยู่นั้น กว่าร้อยละ ๙๐ เป็นโรคที่ป้องกันไม่ให้เป็นได้ ถ้ามีการป้องกันโรค และการส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสม น่าเสียดาย เสียดายอะไร ? ก็เสียดายที่ประชาชนต้องทุกข์ทรมาน เพราะความเจ็บไข้ได้ป่วย เสียดายเวลาที่ต้องเสียไปทั้งของคนไข้ และของแพทย์ พยาบาล เสียดายเงินที่ต้องใช้จ่าย เสียดายร่างกายที่ต้องชำรุดทรุดโทรมลงไป และเสียชีวิตที่ต้องตายลงไปโดยไม่จำเป็น ตอนที่ ๒ # คนไข้กับหมอ พูดกันไม่รู้เรื่อง เอ๊ะ! ทำไมถึงพูดกันไม่รู้เรื่อง พูดกันคนละภาษากระมัง เปล่า พูดไทยด้วยกันทั้งหมอและคนไข้ งั้นก็ข้างหนึ่งหูหนวก ไม่หมอก็คนไข้ เปล่า หูตีด้วยกันทั้งคู่ อุ๊บ๊ะ! แล้วทำไมจึงพูดกันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ชี ก็จากการศึกษาของ ดร.โกลด์ฉมิช จิตแพทย์ชาวเยอรมัน เขาพบว่าแพทย์ไทยกับคนไข้ไทยไม่ค่อยมีการติดต่อสื่อสารกัน (ทั้ง ๆ ที่ คุยกัน) คุณก็ไปเชื่อมั่นด้วย ไอ้โกลด์ฉมิช ฉแมธ มันคนเยอรมัน มันฟัง ภาษาไทยไม่รู้เรื่องละมั้ง คุณอย่าลืมกาลามสูตรสิ พระท่านว่าอย่าเชื่อ คนง่าย แม้ผู้พูดจะเป็นฝรั่งก็อย่าเพิ่งเชื่อง่าย ๆ อ้าว! ผมอุตส่าห์อ้างฝรั่ง เพราะผมนึกว่าคุณก็เหมือนคนทั้งหลาย ที่ต้องอ้างฝรั่งจึงเชื่อ คุณก็ไปเพิ่มกาลามสูตรเขาอีกเป็นข้อที่ ๑๑ ว่า เมื่อผู้พูดเป็นฝรั่งก็อย่าเพิ่งเชื่อง่าย ๆ เสียนี่ งั้นลองฟังตัวอย่างคนไทยเล่า ก็แล้วกัน ## 5. สมบัติ หัวใจรั่ว สมบัติเป็นชายฉกรรจ์ ทำงานอยู่บริษัทแห่งหนึ่ง เขาเป็นคนแข็ง แรงสามารถเล่นแบดมินตัน หรือเทนนิสติดต่อกันคราวละหลาย ๆ เกม ตะแกอยู่เป็นสุขมาช้านานจนกระทั่งวันหนึ่งเคราะห์หามยามชวย บริษัทที่แกทำงานอยู่ จัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปี ! หมอตรวจใครต่อใครดะเรื่อยมาจนถึงสมบัติ หมอเอาหูฟังจิ้ม ๆ ที่หน้าอกสมบัติ ทำหน้าสะดุด แล้วก็ฟังอีก ๒- ๓ ที "คุณเป็นโรคหัวใจรั่ว" หมอบอก สมบัติถึงกับเข่าทรุด เย็นนั้นเขากินข้าวไม่ลง สีหน้าหมองคล้ำ กระสับกระส่าย นอน ไม่หลับ เฝ้าแต่คิดถึงคำว่า "หัวใจรั่ว ๆ ๆ" คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ คิดถึงพี่ คิดถึงน้อง คิดถึงเพื่อน คิดถึงงาน คิดถึงอนาคต อีกสองวันต่อมา สมบัติถูกหามเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการฟุบ หมอชาวบ้าน ๑๐ แฟบ และเป็นไข้อยู่มามิช้ามินานก็ตาย **ตายเพราะไม่ได้พูดกันให้รู้เรื่อง !** ก็ไอ้คำว่าหัวใจรั่วที่ใช้กันอยู่นั้น บางคนก็ไปนึกถึงภาพหัวใจมีรูรั่ว เลือดพุ่งกระฉูดน่าเสียวไส้ ความจริงเขาหมายถึงลิ้นหัวใจปิดเปิดไม่สนิท ก็ถ้ามันปิดเปิดไม่สนิทไปบ้าง แต่มันยังทำงานได้ดี เช่น เจ้าของ สามารถเล่นเทนนิสได้ตั้งหลายเกมติดต่อกัน แล้วมันจะเป็นอะไรไป ถ้ามีการพูดจาให้รู้เรื่องกันเสีย สมบัติก็คงจะไม่ต้องตรอมใจตาย ## ๖. ไทฟอยด์ราษฎร์บูรณะ สมรเป็นไข้ อยู่โรงพยาบาลเสียครึ่งเดือน เมื่อออกจากโรงพยาบาลมา มีคนถามว่า "แกเป็นโรคอะไร" "ไม่รู้สิ" สมรตอบ "แกไม่ได้ถามหมอหรอกเหรอ" "เปล่า" "แล้วหมอก็ไม่ได้บอกแกหรอกเหรอ ว่าแกเป็นโรคอะไร" "เปล่า" อุ๊บ๊ะ ถ้ามีแบบนี้มันก็แย่ เพราะโรคที่สมรเป็นคือไทฟอยด์ บ้านแกอยู่ราษฎร์บูรณะ แถว บ้านแกไม่มีน้ำประปาใช้ ใช้น้ำคลอง ลูกแกก็เป็นไข้ ต้องเข้าโรงพยาบาลเหมือนกัน ก็คงจะเป็น ไทฟอยด์อีกเหมือนกัน ถ้าไม่มีการพูดจากันให้รู้เรื่อง ว่าเป็นอะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และ ทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นอีก มันก็จะเกิดเป็นซ้ำซาก โรคต่างๆ ก็จะไม่มีทาง บันทึกเวชกรรมไทย ๑๑ หมดไป ก็โรคต่าง ๆ ที่ประชาชนคนไทยเป็นกันอยู่นั้น กว่าร้อยละ ๙๐ เป็นโรคที่ป้องกันไม่ให้เป็นได้ ถ้ามีการป้องกันโรค และการส่งเสริม สุขภาพที่เหมาะสม น่าเสียดาย เสียดายอะไร ? ก็เสียดายที่ประชาชนต้องทุกข์ทรมานเพราะความเจ็บไข้ได้ป่วย เสียดายเวลาที่ต้องเสียไปทั้งของคนไข้และของแพทย์พยาบาล เสียดาย เงินที่ต้องใช้จ่าย เสียดายร่างกายที่ต้องชำรุดทรุดโทรมลงไป และเสีย ชีวิตที่ต้องตายลงไปโดยไม่จำเป็น ## ๗. ลางสังหรณ์ สมจินต์นอนไม่หลับมาหลายคืน ที่ไม่หลับก็เพราะเมื่อวันก่อนหมอมามถามว่า พ่อชื่ออะไร แม่ชื่อ อะไร เป็นคนจังหวัดไหน ปู่ชื่ออะไร ย่าชื่ออะไร มีพี่น้องกี่คน ... ฯลฯ "ลงถามถึงโคตรเหง้าแบบนี้ เห็นทีเราจะเสร็จแน่" สมจินต์เฝ้า ครุ่นคิด สมจินต์เป็นโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเคยกล่าวถึงในรายที่ ๒ โรคนี้เป็น กรรมพันธุ์ หมอบางคนก็ต้องการศึกษาว่ามีประวัติในพี่น้องมากน้อยแค่ ไหน เป็นในคนเชื้อชาติอะไรบ้าง และเป็นในถิ่นไหนมากน้อยต่างกันอย่างไร ก็แค่นั้น แต่ทำให้คนไข้เป็นทุกข์เป็นร้อนแทบล้มประดาตาย เรื่องเกี่ยวกับคนไข้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ถ้าทำอะไร ถาม อะไร แล้วไม่ได้อธิบายให้คนไข้ทราบ ก็ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่ คนไข้ได้มาก ๆ หมอชาวบ้าน ๑๒ พับผ่าซี! ข้างหนึ่งก็ไม่อธิบาย อีกข้างหนึ่งก็ไม่ถาม ทำให้ไม่สบายใจไปเปล่า ๆ ปลี้ ๆ ## ๘. งูตระหวัด อยู่มาวันหนึ่ง ทิดจันแกมีผื่นขึ้นที่สีข้าง เป็นเม็ดพอง ๆ เป็นกลุ่ม ยาวทอดผ่านจากหลังมาทางด้านข้าง แกปวดอย่าบอกใครเชียว ทิดจันแกเป็นทุกข์มาก เมียแกก็ทุกข์ แม่แกก็ทุกข์ ลูกแกก็ทุกข์ ญาติพี่น้องอื่น ๆ ก็ทุกข์ เพื่อนบ้านในหมู่บ้านนั้นก็ทุกข์ อุตส่าห์พาแกไปหาหมอ ได้ยากินยาทาแล้ว ก็ยังไม่หายทุกข์ ตื่นเช้ามา ก็พากันมาเลิกเสื้อดูเม็ด ๆ ของตาจัน (เม็ดผื่นนะครับ) ที่ตาจันและชาวบ้านตื่นกลัวกันมากก็เพราะโรคที่ตาจันเป็นนี้ เขาเรียกกันว่างูสวัดหรืองูตระหวัด ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "เฮอร์ปีส์ ซอสเตอร์" (herpes zoster) มันจะมีรอยอักเสบเป็นทางยาวไปตามเส้นประสาท ถ้าเป็นที่สีข้าง มันจะพาดจากข้างหลังโอบตระหวัดมาตามลำตัว ทีนี้ที่มันเป็นเรื่องขึ้นก็คือว่า ชาวบ้านเขาเชื่อกันว่า ถ้าไอ้รอยอักเสบนี้มันตระหวัดข้ามแนวกลางตัวไปเมื่อไหร่คนไข้ก็จะถึงแก่ความตาย ตาจันและญาติมิตรของแกจึงเฝ้าดูกันทุกวันว่ามันจะข้ามหรือยัง พุทโธ่! ก็มันเคยข้ามเสียเมื่อไหร่ล่ะ ในเมื่อมันอักเสบไปตามเส้นประสาท ก็เส้นประสาทข้างซ้ายกับข้างขวาน่ะมันคนละเส้น มันไม่ก้าวก่ายกัน โรคนี้มันจึงไม่ข้ามแนวกลางตัว อย่างที่กลัวกัน การให้ยาอย่างเดียว แต่ไม่ได้พูดจากันให้รู้เรื่องก็อาจไม่แก้ทุกข์ของคนไข้ได้ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๓ คนไข้จำนวนมากเป็นโรคที่รักษาหายได้ หมอก็รู้ แต่ไม่ได้บอกคนไข้ คนไข้ก็ไม่ถาม แต่วิตกกังวลมาก หยั่งงี้มันก็น่าเสียดาย เสียดายอะไรอีกล่ะ ก็เสียดายที่ไม่ได้แก้ทุกข์ ด้วยวิธีที่ง่ายแสนง่าย คือคุยกันให้รู้เรื่อง ## ๙. ผ่าตัดรักษาเบาหวานและความดันสูง คนไข้นอนสะลืมสะลือหนังตาบวม หน้าตาไม่มีสีเลือด "ผู้ป่วยคนนี้เป็นรีนัล เฟเลียร์ (ไตวาย) ครับ" หมอหนุ่มรายงาน "แกมีประวัติเป็นเบาหวาน เป็นแผลในกระเพาะ และเป็นโรค ความดันโลหิตสูง" เขากล่าวต่อ "เมื่อสองปีก่อนแกปวดท้องมาก กระเพาะทะลุ หมอผ่าท้องแก แล้วหลังจากนั้นแกไม่ได้มาติดต่ออีกเลย" "ถ้าเป็นเบาหวาน และความดันโลหิตสูง แล้วไม่ได้รักษาตั้ง ๒ ปี ไตก็แย่กันทั้งนั้น" หมออาวุโสว่า "หมอได้ถามเหตุผลแกหรือเปล่าว่า ทำไมแกถึงหายไป ไม่ได้มารักษาถึง ๒ ปี" "แฮ่ะ ๆ เปล่าครับ" "เอ้า เราลองมาคุยกับแกดูสักหน่อยสิว่า ทำไมแกจึงหายไป" นางกิมหงษ์เล่าว่า แกไม่รู้ว่าแกเป็นโรคอะไร ที่หมอผ่าท้องแก แก ก็ไม่รู้ว่าผ่าอะไร แต่แกคิดว่าที่หมอผ่าตัดนั้นรักษาแกหมดทุกโรคแล้ว ! เมื่อคิดว่ารักษาหมดทุกโรคแล้วทำไมจะต้องมาอีก ทางบ้านก็ยุ่ง ยังกับอะไรดี ไม่มีเวลาเลย หมอชาวบ้าน ๑๔ ก็การผ่าตัดเย็บกระเพาะทะลุมันรักษาเบาหวานและความดัน โลหิตสูงได้เมื่อไหร่ล่ะ แล้วก็ไอ้อสองอย่างหลังนี้ ถ้าทิ้งไว้นาน ๆ ไตมันก็เสื่อมลง ๆ จน ไตวายแล้วถึงขั้นนี้ก็รักษาไม่หายแล้ว ต้องตายแน่ ใช่ กิมหงษ์แกจะต้องตาย ตายเพราะอะไร ? ตายเพราะไม่ได้พูดจากันให้รู้เรื่องว่าเป็นอะไรบ้าง ที่ทำอย่างนี้ รักษาอะไร อะไรยังไม่ได้รักษา ควรทำอย่างไรต่อไป ครับ พอหรือยังครับ ผมเล่าต่อไปก็จะช็อกตายกันเปล่า ๆ คราวหน้าคราวหลังไปหาหมอส่ะก็ ถ้าหมอไม่อธิบายก็ต้องถาม หมอว่า เป็นอะไร เกิดจากอะไร ใช้ยาอะไร ยามีพิษอย่างไร ทำอย่างไร จะไม่เป็นอีก ฯลฯ พูดกันให้รู้เรื่องเสียนะครับ ทั้งหมอและคนไข้ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๐ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๕ คนที่ไม่ออกกำลัง ก็จะไม่มีกำลัง คนที่ไม่มีกำลัง ก็จะเหนื่อยและเพลียง่าย เมื่อเหนื่อยและเพลียง่าย ก็จะเวียนศีรษะง่าย หงุดหงิดง่าย แล้วก็จะคิดว่า ตัวเองเป็นโรคต่าง ๆ ตอนที่ ๓ หัวใจอ่อน ความดันโลหิตต่ำ โรคที่น่าสังเวช อ้าว! ไหนว่าเป็นหมอต้องวางอุเบกขา ก็ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา แล้วทำไมจึงต้อง สังเวชด้วย แต่มันสังเวชจริง ๆ ครับ งั้นคุณก็ไม่เชื่อตามคำสอนของพระพุทธเจ้าน่ะซิ ใครบอกล่ะ! ก็พระพุทธเจ้าท่านยังมี สังเวชนียสถาน ป๊ะ! มันต่างกันนะ สถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่ทรงแสดง ปฐมเทศนา และสถานที่ปรินิพพานของพระพุทธองค์ ที่เรียกว่า "สังเวช- นียสถาน" นั้น เขามีไว้ให้ปลงธรรมสังเวชต่างหากเล่า ไม่ใช่มีไว้ให้เศร้า สลด ฮื่อ ! ก็คล้าย ๆ กันแหละน่าสังเวชนียโรคา ก็เรียกเพื่อให้ปลง สังเวชเกี่ยวกับโรค และการรักษาโรค ที่จะเล่าให้ฟังข้างล่างนี่แหละครับ ## ๑๐. ไม่กล้าไปจ่ายตลาด วันหนึ่งผมไปธุระที่ท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี น้าชายคนหนึ่งบอกให้ผมช่วยดูน้ำสะใภ้ซึ่งเป็น "โรคหัวใจอ่อน" นอนแซ่วมาปีหนึ่งเต็ม ๆ "ตั้งแต่หมอบอกว่าน้ำเป็นโรคหัวใจอ่อน น้าไม่กล้าไปไหนเลย" น้า สะใภ้ซึ่งนอนอยู่ในห้องบอก หน้าตาเซียวผิวซีดเพราะไม่ถูกแดด มีริ้ว รอยแห่งความเป็นกังวลเห็นได้ชัด "ไปซื้อกับข้าวที่ตลาดก็ไม่กล้าไป กลัวหัวใจมันจะหยุด" ลูก ๆ ก็นั่งตาแดง ๆ อยู่ใกล้ๆ ทุกคนเป็นทุกข์เป็นร้อนไปหมด หลังจากซักถามอาการต่าง ๆ แล้ว ผมก็ตรวจร่างกาย "ผมไม่พบอะไรผิดปกติเลยครับ" ผมบอก "ผมคิดว่าน้าไม่ได้ เป็นโรคหัวใจอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าหัวใจอ่อน หรือหัวใจแข็ง" "น้าควรจะไปจ่ายตลาด หรือทำอะไร ๆ ได้เหมือนคนปกติ" รอยกังวลที่หน้าหายไปทันที ยิ้มอย่างปิติยินดี สามีคนไข้ก็ยิ้ม ลูกคนไข้ก็ยิ้ม หมอชาวบ้าน ๑๘ รู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์ หรือตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ เพราะว่าตลอด เวลา ๑ ปี มีชีวิตเหมือนตกนรกทั้งเป็น กลัวว่าไอ้หัวใจที่อ่อน มันคงเต้นระทวย ๆ หรือบีบเบา ๆ ลงไป แล้วมันอาจจะหยุดเมื่อไรก็ได้ มันน่าสังเวชไหมล่ะครับ ## ๑๑. นายทหารเจ้าชู้ เช้าวันหนึ่งที่ห้อง ๑๑๓ คนไข้แน่นเหมือนอยู่ในตลาดสดเช่นเคย "ขอทางหน่อย ๆ" คนเข็นเปลหน้าตาบอกบุญไม่รับ เข็นคนไข้ แหวกคนไข้เข้ามา คนที่อยู่บนเปลเป็นหญิงอายุในราว ๓๐ กว่า "ดิชั้นมีอาการเหนื่อย ไม่มีแรง ทำงานก็ไม่ได้ เดินก็ไม่ไหวมาปี กว่าแล้ว" คนไข้บอก "ดิชั้นมาตรวจหลายครั้งแล้วก็ไม่หาย ตามคลินิกต่าง ๆ ก็ไปมา หลายแห่ง" "บางหมอ ก็ว่าดิชั้นเป็นโรคหัวใจอ่อน บางหมอก็ว่าเป็นโรคความ ดันโลหิตต่ำ บางหมอก็ไม่ได้ว่าอะไรให้ยาไปกิน" คนไข้เล่าต่อ "บ้านคุณอยู่ที่ไหนครับ" "อยู่แถวถนนจรัลสนิทวงศ์ค่ะ" ความจริงเจ้าตัวเขาชื่อ จรัลสนิท- วงศ์ แต่บัดนี้ ชื่อถนนกลายเป็นจรัญไปแล้ว "คุณทำอะไรครับ" "ตั้งร้านตัดเสื้อค่ะ" ผู้ป่วยสวมเสื้อผ้า และลักษณะท่าทางดูจะ มีฐานะกว่ายายมี ยายมา ซึ่งนั่งกันหน้าสลอน บันทึกเวชกรรมไทย ๑๙ "หมอชักประวัติอย่างอื่น ๆ อีก แล้วแหกตาคนไข้ (ดูว่าโลหิตจาง หรือไม่) จับชีพจร วัดความดันโลหิต "ความดันเท่าไรคะ" คนไข้ถามด้วยความกังวล ขณะที่หมอยัง ตรวจไม่เสร็จ "๑๒๐/๘๐ ปกติครับ" หมอตอบแล้วทำการตรวจต่อไป ฟังปอด ฟังหัวใจ คลำท้อง คลำตามคอ และคลำรักแร้ (เพื่อดูว่ามีต่อมน้ำเหลือง โตหรือไม่) "ผมจะอธิบายให้คุณฟังนะครับ" หมอบอกหลังจากการตรวจเสร็จ แล้ว "คนที่จะเหนื่อย มันเกิดจากสาเหตุใหญ่ ๆ ๓ ประการ" "ประการที่ ๑ เป็นโรคหัวใจ แต่คุณไม่ได้เป็นโรคหัวใจแน่ ๆ" "ประการที่ ๒ เป็นโรคปอด แต่หมอตรวจแล้ว ก็ไม่พบโรคปอด" "ประการที่ ๓ เป็นโรคโลหิตจาง แต่โลหิตคุณไม่จางเลย นี่เห็น ไหม" หมอพูดพร้อมกับแบมือมาเทียบกับมือของคนไข้ "เห็นไหม มือ ของคุณกับมือหมอแดงพอ ๆ กันเลย คุณไม่มีโรคโลหิตจาง" "แล้วดิชั้นเป็นอะไรล่ะคะ" คนไข้ขัดจังหวะขึ้น "ทีนี้ถ้าคุณไม่ได้เป็นโรคทั้ง ๓ ที่กล่าวข้างต้น สาเหตุของการ เหนื่อยก็ยังมีอีกครับ คือถ้าคุณมีเรื่องวิตก กังวล หรือมีความทุกข์ก็อาจ จะทำให้มีอาการอย่างนี้ได้" คนไข้นิ่งนึก "สามีคุณเป็นอย่างไรบ้างครับ" หม่อมถามอย่างมีประสบการณ์ "สามีดิชั้นเป็นนายทหาร อะไร ๆ แกก็ดีหรอกค่ะ แต่แกเป็นคน เจ้าชู้ชอบไปเกาะแกะนักเรียนสาว ๆ เรื่อยค่ะ" หมอชาวบ้าน ๒๐ "เรื่องนี้ทำให้ดิชั่นเดือนร้อนมาก แต่ก็ไม่เคยนึกว่ามันจะทำให้มี อาการเหนื่อยได้" คนไข้บอกต่อ น้ำตาคลอตาทั้งสองข้าง "ดิชั่นมา ตรวจทีไรก็ไม่เคยมีใครอธิบายให้ทราบ ได้แต่ยาไป หรือบางทีก็ถูกดุว่า แกล้งทำ" "คราวหน้าคุณพาสามีมาด้วยนะครับ" หมอบอกคนไข้ ซึ่งท่าทาง มีความสุขขึ้นเยอะ สัปดาห์ต่อมา ที่ห้องเดียวกัน คนไข้พาสามีมาจริงๆ คราวนี้อาการค่อยยังชั่วขึ้นมากไม่ต้องนอน ในเปลอย่างคราวก่อน เดินเข้ามาและยิ้มแย้ม หมอขอคุยกับสามีคนไข้เป็นการส่วนตัว หลังจากนั้นเขาพากันจูงมือกลับไป ขณะที่หมอลงมือถามคนไข้ รายถัดไป นี่แหละครับ เป็นการรักษา "โรคหัวใจอ่อน" วิธีหนึ่ง ## ๑๒. ไพ่นกกระจอก เมืองระยอง "ดิชั่นมีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั้นมา ๒ ปีค่ะ" คนไข้อายุประมาณ ๓๐ ปีบอก "ไปรักษามาทั่วหมดแล้วไม่หาย หมอมียาอะไรฉีดแก้หัวใจอ่อน ความดันโลหิตต่ำไหมคะ" "เดี๋ยวก่อนซิครับ ขอให้ผมตรวจให้แน่ ๆ เสียก่อน ทำไมคุณถึงว่า คุณเป็นโรคหัวใจอ่อน ความดันโลหิตต่ำ" "ก็หมอบอกดิชั่นนี่คะ ให้น้ำเกลือได้ไหมคะคุณหมอ" "เดี๋ยวครับ ๆ ช้า ๆ หน่อย" บันทึกเวชกรรมไทย ๒๑ "โธ่ ! คุณหมอ ก็ดิชั้นกลัวตายนี่คะ ลูกดิชั้น ๒ คนยังเล็กอยู่ เลย"คนไข้น้ำตาคลอ "ดิชั้นดั้นด้นมาถึงนี่ ก็คิดว่าเป็นที่สุดท้ายแล้ว" "คุณยังไม่ตายหรอกครับ การให้น้ำเกลือนี่ เราให้สุ่มสี่สุ่มห้าไม่ ได้ถ้าให้โดยไม่จำเป็นละก็มันอาจทำให้ตายได้ น้ำท่วมปอดตาย" หลังจากซักถามอาการเพิ่มเติมแล้วหมอก็ลงมือตรวจร่างกาย คนไข้ ตรวจอยู่พักหนึ่ง "ความดันของคุณปกติ" หมอบอกช้า ๆ "หัวใจของคุณก็ปกติ" รอยย่นที่หัวคิ้วของคนไข้ค่อยคลายลง หายใจเบาลง "ปอดก็ปกติครับ" หมอบอกต่อไป "โลหิตก็ไม่จาง" "คุณจะคุยกับหมอสักเล็กน้อยได้ไหมครับ" "ค่ะ" "ที่บ้านคุณทำอะไรครับ" "ค้าขายค่ะ" "มีความเดือดร้อนอะไรเกี่ยวกับอาชีพหรือเปล่าครับ" "ก็ไม่มีอะไรค่ะ ค้าขายก็ไม่ขาดทุน พอมีกินมีใช้" "คุณอยู่รวมกันในบ้านของพ่อแม่สามีหรือแยกบ้านอยู่" หมอถาม เพื่อจะดูว่ามีปัญหาระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้หรือไม่ "แยกบ้านอยู่ค่ะ" "สามีคุณเป็นอย่างไรบ้าง ชอบกินเหล้า เจ้าชู้หรือเปล่าครับ" หมอ ถามเพราะเคยพบมาเยอะว่า ผู้หญิงเดือดร้อนเพราะโทษสมบัติสองประการของสามีจำนวน มาก "ไม่ค่ะ ไม่กินเหล้า ไม่เจ้าชู้" หมอชาวบ้าน ๒๒ หมอชักหาสาเหตุไม่ได้ "แล้วคุณมีเรื่องอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจ หรือเปล่า เพราะมันอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณป่วย" "ก็มีอยู่อย่างหนึ่งค่ะ สามีดิชั้นแกะชอบไปเล่นไพ่นกกระจอกใน ตลาดบ่อย ๆ ห้ามก็ไม่เชื่อ ดิชั้นไม่พอใจมาก แต่ไม่นึกว่ามันจะเกี่ยวกับโรค หัวใจอ่อนของดิชั้น" "เดี๋ยวก่อน หมอบอกแล้วไงว่าคุณไม่ได้เป็นโรคหัวใจอ่อน" "สามีคุณมาด้วยหรือเปล่าครับ" "มาค่ะ คอยอยู่ข้างนอก คนที่เดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องนั่นแหละ ค่ะ" "คุณเชิญเขามาพบหมอหน่อยได้ไหมครับ แล้วคุณคอยอยู่ก่อนนะ ครับไม่ต้องเข้ามาด้วย" สามีผู้ป่วยเดินเข้ามายกมือไหว้หมอท่าทางกระวนกระวาย "คุณ หมอครับภรรยาผมจะเป็นอะไรหรือครับ คุณหมอบอกผมตรง ๆ นะครับ" "ไม่เป็นอะไรหรอกครับ" หมอยิ้ม "ผมตรวจดูแล้วไม่ได้เป็นโรค หัวใจหรือโรคละไรทั้งสิ้น" สามีผู้ป่วยค่อยสงบระงับจากความกระวนกระวาย "แล้วมันเกิด จากอะไรล่ะครับ" "เมื่อกี้หมอคุยกับภรรยาคุณแล้ว แกว่าคุณนี่อะไรๆ ก็ดีทุกอย่าง แกรักคุณมาก" หมอบอก สามีคนไข้ยิ้ม "แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่แกไม่พอใจคือ คุณชอบไปเล่นไพ่นกกระจอก จริงหรือเปล่าครับ" "แฮ่ะ ๆ จริงครับ แต่ผมไม่นึกเลยว่าอันนี้จะเป็นสาเหตุให้แกเจ็บ ป่วย ถ้าผมรู้ยังงี้ผมก็เปลี่ยนแปลงได้ ต่อไปนี้ผมจะเปลี่ยนจากเล่นไพ่ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๓ นกกระจอกเป็นเล่นแบดมินตันละครับ" "ดีมากครับ ออกกำลังทุกวันยิ่งดี ไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจ" หมอว่า "คุณเชิญภรรยาคุณเข้ามาพร้อมกันเลยนะครับ" สองสามีภรรยานั่งต่อหน้าหมอ "สามีคุณเขาสัญญาว่าต่อไปจะเลิกเล่นไพ่กระจอก จะเปลี่ยนมา เป็นเล่นแบดมินตันแทน คุณจะพอใจไหม" หมอกล่าวกับภรรยา สามีภรรยามองหน้ากันและอมยิ้ม "ผมไม่คิดว่าคุณจะมีอะไรอีก คุณยังต้องการยาอะไรหรือเปล่า ถ้า คุณคิดว่าต้องการ หมอก็จะสั่งยาให้ แต่ถ้าคุณคิดว่าพอใจแล้วไม่ต้องใช้ ยาอะไรเลย" "ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณหมอ ขอบพระคุณ คุณหมอมากค่ะ" ทั้งสองพากันกลับระยอง เข้าใจว่าคงหายโรคหายภัย ทั้ง ๆ ที่ไม่ ต้องกินยาต้องฉีดยาเลย แหม! ไอ้โรคนี้มันเล่นเอาเสียเกือบแย่ ## ๑๓. หัวใจถวายมา ๕ ปี "หัวใจถวาย ๕ ปีเจ้า" นางศูนย์ คนไข้จากตำบลดอยเต่า อำเภอ ฮอด จังหวัดเชียงใหม่ บอกกับแพทย์ ใครที่เคยไปอำเภอฮอดคงจะทราบว่ามันไกลจากตัวจังหวัดเชียง- ใหม่แค่ไหน นี่ตั้งต้นมาตรวจถึงกรุงเทพฯ หลังจากตระเวนหาการรักษา มาหมดทั่วภาคเหนือแล้ว ก็เพราะไอ้เรื่องหัวใจถวาย (ใจสั่นหรือใจแกว่ง) ก็ไอ้โรคเดียวกับที่เรากล่าวถึงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นนี่แหละครับ มันลำบากเพียงใด มันทรมานเพียงใด มันน่าสังเวชเพียงใด หมอชาวบ้าน ๒๔ ๕ ปี ที่อยู่กับความกลัว ๕ ปี ที่อยู่กับความทุกข์ทรมาน ๕ ปี ที่ดิ้นรนแสวงหาการรักษา แล้วก็ไม่หาย เพราะถ้าจับเหตุมันไม่ได้ จะไปกินยา ฉีดยาเท่าไร มันก็ไม่หาย หรือไม่บอกว่าเป็นโรคหัวใจอ่อน หรือความดันโลหิตต่ำ มันก็ยิ่งเป็นมากขึ้น "ป้าศูนย์ลองนึกดูให้ดี ๆ นะครับ ที่แรกป้าหัวใจไม่กวย ต่อมา มันกวยตอนนั้นมันมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ เช่น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ตาย หรือโจรปล้น หรือรถคว่ำ ป้าลองนึกดูสิครับ" หมอบอก คนไข้นั่งนึกอยู่ครู่หนึ่ง "มีเจ้า ไปดูรถคว่ำ มีคนตาย หลังจากนั้น หัวใจก็เลยกวย แล้วก็เลยสงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจ" หมออธิบายว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้มันเริ่มต้นเนื่องจากไปดูรถคว่ำ คนตาย แล้วใจสั่น เลยนึกว่าเป็นโรคหัวใจ และก็ฝังใจว่าเป็นโรคหัวใจ หัวใจมันก็ยิ่งสั่นไม่มีวันหาย ต่อเมื่อเกิดปัญญารู้เห็นเหตุความเป็นจริง โรคก็หายไป อย่าไปคิดว่าชาวบ้าน "พูดไม่รู้เรื่อง" เลยครับ อะไรที่สมเหตุสมผล เขาก็ "รู้เรื่อง" เชื่อถือและหายจากโรคได้ ๑๔. หัวใจอ่อน ฝังเข็ม คนนี้เป็นครูครับ ครูเป็นโรคนี้กันมากจริง ๆ มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น ไปรักษามาหลายแห่ง บาง แห่งว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อตาอักเสบ แห่งสุดท้ายเป็นโรงพยาบาลแห่ง บันทึกเวชกรรมไทย ๒๕ หนึ่งหมอบอกว่าเป็นโรคหัวใจอ่อน ต้องทำการฝังเข็ม คิดค่าฝังเข็มหกพันบาท ! ฝังรักษาโรคหัวใจอ่อน ! แล้วก็ไม่หาย ! หมอตรวจร่างกายไม่พบอะไรผิดปกติตามเคย การซักถามประวัติก็ไม่พบว่ามีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจก่อน เป็นเหมือนรายอื่น ๆ ที่กล่าวข้างต้น "ครูออกกำลังกายบ้างหรือเปล่าครับ" หม่อดาม "ก็มีแต่สอนหนังสือค่ะ" คนไข้ตอบ "ครูครับ ตามหลักการของครู การศึกษามี ๓ ด้าน ซึ่งเราควร จะมีครบทุกด้านใช่ไหมครับ คือ พุทธิศึกษา จริยศึกษา และ พลศึกษา" พลศึกษา หรือการออกกำลังกายนี้เป็นของสำคัญมากที่เราต้อง ทำทุกวัน มิใช่เฉพาะ "ชั่วโมงพละ" สัปดาห์ละครั้งสำหรับนักเรียน และ ไม่มีเลยสำหรับครู รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการน่าจะนำไปแก้ไขเสียด้วย คนที่ไม่ออกกำลังกาย ก็จะไม่มีกำลัง คนที่ไม่มีกำลังจะเหนื่อย และเพลียง่าย เมื่อเหนื่อยและเพลียง่าย ก็จะเวียนศีรษะง่าย หงุดหงิดง่าย แล้วก็จะคิดว่าตัวเองเป็นโรคต่าง ๆ รวมทั้งไปเข้าขบวนการ "โรคหัวใจอ่อน" ซึ่งเหมือนตกนรกทั้งเป็น กับเขาด้วย หมอชาวบ้าน ๒๖ # ๑๕. วัฒนธรรมไทย ? ครับ เหนื่อยง่ายใจสั่น อีกเช่นเคย รายนี้ยิ่งน่าสงสารมาก คนไข้ชื่อผิว อายุราว ๔๐ เป็นกรรมกรทำไฟแช็คอยู่ที่อ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร มีลูก ๔ คน สามีทิ้งไปมีภรรยาใหม่ เรื่องผู้หญิงมีลูก ๓-๔ คน แล้วสามีทิ้งไปมีภรรยาใหม่นี่ พบ มากเหลือเกินในคนไข้ ในคอสัมน์ "ข้าวไกลนา" ท่านคึกฤกษิ์ (ขณะที่เขียนเป็นนายกฯ) เขียนว่า ท่านรู้สึกดีใจที่มีการใช้ไม้คมแฝกตีหัวสมาชิกกทม. คนหนึ่งเมื่อ ไม่นานมานี้ ท่านว่าที่ดีใจก็เพราะมีการรักษาวัฒนธรรมไทยไว้ ไอ้การที่พอเมียมีลูก ๓-๔ คน แล้วสามีทิ้งไปมีภรรยาใหม่นี่ เป็นวัฒนธรรมไทยด้วยหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ผิวต้องทำงานเลี้ยงลูก ๔ คนด้วยตนเอง หลังจากมีการบังคับค่าแรงขั้นต่ำวันละ ๒๕ บาท (ค่าแรงขั้นต่ำ ในสมัยนั้น) แล้ว ผิวก็ได้ค่าจ้างวันละ ๒๕ บาท แต่ ๒๕ บาทสำหรับลูก ๔ คน มันก็กินไม่ค่อยจะอิ่ม ที่โรงงานก็ต้องนั่งหลังแข็งทั้งวัน เพราะเขาให้กรรมกรนั่งเรียง แถว บนไม้กระดานแผ่นเดียว ไม่มีพนักพิง นั่งแบบนี้มันก็ปวดเมื่อยหลัง "ทำไมไม่พูดกับคนคุมงาน ขอกระดานสักแผ่นมาตอกเป็นพนัก พิง" หมอถาม "โอ้ย ! พูดกับมันไม่ได้หรอกค่ะ คุณหมอ" คนไข้ว่า "มันดุยังกับ เสือ ดุดคนโน้น ตะคอกคนนี้ทั้งวัน เจ้าของเขาจ้างมันวันละ ๘๐ บาท ให้ คอยคุมพวกเรา" บันทึกเวชกรรมไทย ๒๗ เมื่อความทุกข์มันรุมล้อมมากเข้า แกก็เหนื่อยง่าย ใจสั่น วันหนึ่งแกก็ไปหาหมอ หมอให้น้ำเกลือ และคิดแก ๑๐๐ บาท ! แกก็ไม่หาย ก็น้ำเกลือมันรักษาความจนได้เมื่อไหร่ละครับ แกกลับจนไปอีก ๑๐๐ บาท ได้วันละ ๒๕ บาทก็ไม่ค่อยจะพอเลี้ยงชีวิต ๔ แม่ลูกอยู่แล้ว น่าสงสารไหมครับ ชีวิตแกถูกรุมจากทุกด้าน จากสามีทิ้งแกไป จากความยากจน จากเจ้าของโรงงาน และจากหมอ รายนี้หมอก็หมดปัญญา อาจจะช่วยไม่ให้แกเสียค่ารักษาได้อธิบายให้แกฟังได้ แต่ไอ้ความยากจนนี้มันก็แก้ทางแพทย์ไม่ได้ แกก็คงจะต้องไปเผชิญชะตากรรมกันต่อไป ๔ ชีวิตแม่ลูก ผมก็ใช้หน้ากระดาษของ "หนังสือเล่มนี้" มามากแล้ว แต่ความทุกข์ยากของคนไข้โรค "หัวใจอ่อน" และ "ความดันโลหิตต่ำ" นี้ ต่อให้ใช้หน้ากระดาษของหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดก็บันทึกไม่รู้จบ โรคนี้มันเกิดขึ้นโดยเริ่มต้นมีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ หรือบีบคั้น หรือตกใจ หรือไม่ได้ออกกำลังกาย ทำให้เหนื่อง่าย อ่อนเพลีย ใจสั่น เพราะความไม่รู้เลยทำให้สงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรคหัวใจหรือโรคปอด เมื่อสงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรคหัวใจหรือโรคปอด ก็เกิดกลัวและ หมอชาวบ้าน ๒๘ กังวลใจ เมื่อกลัวและกังวลใจ ก็ยิ่งใจสั่นมากขึ้น เมื่อใจสั่นมากขึ้น ก็ยิ่งสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคมากขึ้น วนเป็นกงเกวียนกำเกวียนอยู่อย่างนั้น ไม่มีทางออกไปไหน เมื่อมีคนบอกว่าเป็น "โรคหัวใจอ่อน" ก็ดี หรือ "โรคความดันโลหิต ต่ำ" ก็ดี มันก็ยิ่งเป็นมากขึ้นและไม่มีทางหายมากขึ้น จึงน่าสังเวชเป็นที่สุด พระท่านว่า นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา หรือ แสงสว่างเสมอปัญญา ไม่มี การแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องอาศัยปัญญารู้เห็นความตามที่เป็นจริงตาม นัยดังกล่าวมาข้างต้น แต่ความจริงบางอย่างก็พูดไม่ได้ครับ เขาห้าม ! บันทึกเวชกรรมไทย ๒๙ ที่จริงนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ก็เป็นนโยบายที่ปฏิรูปแล้ว เพราะต้องการให้มีอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้านทุกหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ แต่นโยบายก็เหมือนความฝัน ยังต้องทำให้เป็นจริงต่อไป บางทีนโยบายปฏิรูปแล้ว แต่จิตใจยังไม่ปฏิรูป การกระทำจึงยังไม่ปฏิรูป พระท่านจึงว่า กรรมคือ การกระทำนั่นแหละสำคัญที่สุด ตอนที่ ๔ เบาหวาน โรคแห่งความขมขื่น ขณะที่เขียนบทความนี้ เรื่องชุมชนแล้วฆ่าครูสาวที่ใต้สะพาน บางจากกำลังดัง เรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับการชุมชนอะไรดอกครับ แต่ผมกลัวว่าช่าง เรียงจะมีอารมณ์ค้าง ใส่ไม้เอกผิดที่ไปก็เข้าใจผิดไปตาม ๆ กัน ผมต้องขอร้องบรรณาธิการว่า คอยช่วยกำกับการตรวจปรู๊ฟให้ เป็นพิเศษด้วย ความจริงเรื่องชุมชนก็เป็นความขมขื่น แต่เรื่องหวาน ๆ เช่น เบาหวาน ก็ขมขื่นได้เหมือนกัน หากได้ทราบความจริงกันโดยทั่วถึง ครับ ความจริงบางครั้งก็ขม ! แต่เราจะหลีกเลี่ยงความจริงได้อย่างไร ถ้าต้องการรักษา ก็อาจต้องเผชิญความขมของยากันบ้าง ๑๖. ขาเบาหวาน แถวท้าย ๆ หอผู้ป่วยอายุรศาสตร์ มักจะเป็นแดนที่เขาให้ผู้ป่วย เบาหวานชนิดหนึ่งอยู่ ที่เขาเอามาไว้ท้าย ๆ หอก็เพราะผู้ป่วยชนิดนี้มีกลิ่นเหม็น ที่มีกลิ่นเหม็นก็เพราะมีแผลเน่าเหวอะหวะที่เท้า ที่เรียกกันว่า แผล เน่าเบาหวาน "โอย ซี้แล้วอ้า ซี้แล้วอ้า ... " เสียงร้องครวญครางติด ๆ กันดังมา จากท้ายหอ เป็นประจำเช้าเย็น ขณะที่มีการทำแผลที่เหวอะหวะกินลึก จนมองเห็นกระดูก "นี่ กิมเจ็ง อย่าร้องไปนักเลย บอกให้ตัดขาก็ไม่เชื่อ" หมอบอก "อาหมอ อั้วเสียลายนาอาหมอนา ตัดแล้วอั้วจะเดิงยังงาย" กิมเจ็งว่า การตัดขาทั้งอาจจะเป็นเรื่องเล็กทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องที่ยิ่ง ใหญ่มากทางจิตใจของเจ้าของเขา แผลเน่าเบาหวานก็มักจะลงท้ายด้วยการตัดขา เพราะแผลมัน ลามออกไปเรื่อย ๆ รักษาไม่หาย คนไข้ใช้ไม้ยันรักแร้ โยนตัวที่มีขาข้างเดียวมาวางที่หน้าหมอใน ห้องตรวจ "หมอครับ ผมเป็นเบาหวาน ตัดขามา ๒ ปีแล้ว ผมอยากใส่ หมอชาวบ้าน ๓๒ ขาเทียมครับ" "เอาสิ เดี๋ยวหมอจะส่งไปหน่วยขาเทียม" "เดี๋ยวครับคุณหมอ ผมไปมาแล้ว" "แล้วทำไมใส่ไม่ได้" "เขาจะเอา ๑,๘๐๐ ครับ ผมไม่มีเงินก็เลยไม่ได้ใส่" "คุณไปหาสังคมสงเคราะห์แล้วยัง" "ไปหลายครั้งแล้วครับ เขาว่าเขาช่วยไม่ได้" ครับ ก็เป็นปัญหาทั้งก่อนตัดและหลังตัด "โรคที่เป็น ๆ กันอยู่นั้น ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นโรคที่ป้องกันได้ (แต่ไม่ได้ป้องกัน จึงเป็น)" ท่านอธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อคนแรกท่านว่าไว้อย่างนั้น แผลเบาหวานและการที่ต้องสูญเสียขาในโรคเบาหวาน ก็เป็นสิ่งที่ป้องกันได้ แต่ไม่ได้ป้องกัน ที่เป็นแผลก็เพราะหลอดเลือดแดงเสื่อม การรักษาแต่เนิ่น ๆ เป็นของดี แต่การใช้ยาอย่างเดียวไม่พอ ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับคำแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างมากและสม่ำเสมอด้วย การออกกำลังจะทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และหลอดเลือดไม่อุดตันได้ง่าย ไม่เป็นแผลได้ง่าย "ผู้ป่วยเบาหวานคนไหนได้รับคำแนะนำให้ออกกำลังมากๆ โปรดยกมือขึ้น" (ทำไมมีอที่ยกจึงน้อยนักล่ะครับ) บันทึกเวชกรรมไทย ๓๓ # ๑๓. ตายทั้งเป็น "ผู้ป่วยคนนี้เป็นเบาหวานมา ๑๐ ปี" นักศึกษาแพทย์รายงานเรื่องราวของผู้ป่วย "ในระยะหลังมีความ ดันโลหิตสูง มีอาการเหนื่อยง่าย ทำงานไม่ได้ ออกจากบ้านไปไหนไม่ได้ เพราะเดินไม่ไหวและเหนื่อย เคยทำการตรวจหัวใจด้วยเครื่องไฟฟ้าว่า หัวใจขาดเลือด" ครับ ก็อย่างนี้แหละ ผู้ป่วยเบาหวานที่ลงท้ายเป็นหลอดเลือดเลี้ยง หัวใจตีบแล้วก็มีชีวิตอยู่อย่างตายทั้งเป็น "คนไข้คนนี้รักษาที่ไหน" อาจารย์ถาม "รักษาที่โรงพยาบาลนี้มาตลอดครับ" นักศึกษาตอบ "เมื่อแรกรักษาความดันโลหิตเท่าไร และใช้ยาเท่าไร" "ไม่ทราบครับ" "อ้าว ทำไมล่ะ" "โอพีดีคาร์ด (บันทึกรายงานผู้ป่วย) หายไปครับ" บันทึกรายงานผู้ป่วยหาไม่พบ เป็นเรื่องที่เกิดได้เสมอ ๆ ที่โรง พยาบาล ทางที่ดีผู้ป่วยควรบันทึกเรื่องราวของตัวเองเก็บไว้กับตัว ของ ของตัวเองเพื่อตัวเองย่อมได้รับการดูแลรักษาดีกว่าของคนอื่นเพื่อ คนอื่น ! "แล้วเท่าที่มีบันทึกไว้เล่า" อาจารย์คาดคั้นต่อ "ใน ๒-๓ ปี เท่าที่มีบันทึกไว้ ไม่ปรากฏว่ามีการวัดความดันโลหิต ครับ" "ฮ่วย !" ผู้ป่วยเบาหวานมีความดันโลหิตสูงได้บ่อยกว่าคนทั่ว ๆ ไป แต่ใน หมอชาวบ้าน ๓๔ คลินิกเบาหวานที่สับสน ผู้ป่วยบางคนตั้ง ๕ ปี ไม่เคยได้รับการวัดความ ดันโลหิตเลยก็มี ! "ผู้ป่วยได้รับยาอะไร" อาจารย์ถามต่อ "ได้รับ ไดอะบีนิส วันละเม็ดครึ่งครับ" "เอาอีกแล้ว ไดอะบีนิส อีกแล้ว คุณเป็นเอเย่นต์ของบริษัทยาหรือ ไง" อาจารย์ชักฉุน "ก็ไดอะบีนิส มันตัวเดียวกันแท้ ๆ กับ คลอร์โปร- ปาไมด์ แต่คลอร์โปรปาไมด์ถูกกว่าตั้งแยะ คุณควรจะเรียกคลอร์โปรปา- ไมด์มากกว่า" "แต่เขาเขียนว่า ไดอะบีนิส จริง ๆ นี่ครับ" นักศึกษาเถียง ก็นี่แหละครับผลงานของบริษัทยาเขา ถ้ามีทางใดที่เขาจะทำให้ แพทย์และนักศึกษาแพทย์จ๋ายี่ห้อของเขาได้ ก็หมายถึงกำไรมหาศาล ของบริษัท บางบริษัทถึงกับลงทุนจ้างอาจารย์ในโรงเรียนแพทย์ไปเป็น "ที่ปรึกษา" ของบริษัทก็มี "เอาละ คนไข้คนนี้รักษาที่นี่มาตลอด มีใครแนะนำให้แก่ออกกำลัง กายเป็นประจำหรือเปล่า เพราะการออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วย ลดการเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบได้" อาจารย์ว่าต่อ "ไม่ทราบครับ" ## ๑๘. โทรรักษ์ วันนั้นผมออกตรวจโรคเวลา ๐๘.๓๐ น. ไปเจอหางของเบาหวาน เข้า ! ที่ว่าหางของเบาหวานคืออย่างนี้ครับ เขามีคลินิกเบาหวานตั้งแต่ เวลา ๐๗.๐๐ น. และก็เลิกไปราว ๆ ๐๘.๐๐ น. แต่คนไข้คนนี้มาถึงเอา บันทึกเวชกรรมไทย ๓๕ ๐๘.๓๐ น. จึงเข้าคลินิกเบาหวานไม่ทัน "คนนี้มาสายอย่างนี้ทุกวันค่ะ อาจารย์" หลายคนรุมกันบอก พระท่านว่าทุกอย่างมีเหตุเป็นแดนเกิด (อิทัปปัจจยตา) มีใคร อยากจะหาเหตุผลบ้างไหมเอ่ย ว่าทำไมเขาจึงมาสายอย่างนี้ทุกวัน "บ้านผมอยู่นนทบุรีครับ ผมจับรถเมล์คันที่เช้าที่สุดแล้ว มันก็มา ถึงเอาตอนนี้แหละ ไม่ทราบจะทำอย่างไร" คนไข้บอกอย่างน่าสงสาร จะไปให้เขานั่งแท็กซี่มาโรงพยาบาลทุกวัน มันก็เป็นเรื่องเป็นไป ไม่ได้ ก็นี่แหละครับ การรักษาระยะไกล หรือ โทรรักษ์ (teletherapy) ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ อ้าว! อีกคนหนึ่งครับ "บ้านอิชั้นอยู่คลองโคกขาม หมอนัดให้มาเข้าคลินิกเบาหวาน อิชั้นออกจากบ้านแต่มืด ๗ โมงเช้ายังไม่ถึงสมุทรสาครเลยค่ะ" ครับ หมอนัดให้คนไข้มาตรวจที่คลินิกเบาหวานเวลา ๗ โมงเช้า แต่ไม่ได้ดูว่าบ้านคนไข้อยู่ที่ไหน ดูมันสับสนสิ้นดี ที่ใหญ่ ๆ ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ อันที่จริงการรักษาเบาหวานเป็นของง่าย คนไข้เบาหวานควรจะ ได้รับการรักษาที่บ้านของตัวเอง หรือที่สถานบริการสาธารณสุขเล็ก ๆ ใกล้ ๆ บ้านของตัวเอง การไปที่ใหญ่ ๆ ดัง ๆ ไกล ๆ ยุ่ง ๆ สับ ๆ สน ๆ นั้น อย่าไปคิดว่า จะได้บริการที่ดีเสมอไป แต่ไอ้สถานบริการย่อย ๆ ใกล้ ๆ บ้านมันก็ไม่ค่อยจะมีเสียด้วย เฮ้อ! กรรมของชาวบ้าน หมอชาวบ้าน ๓๖ # ๑๙. การดูแลรักษาที่ดีที่สุด โชคไม่ร้ายเสมอไปครับ ผมได้พบผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการดูแลรักษาที่ดีที่สุดคนหนึ่งครับ แกได้รับการดูแลจากหมอเบาหวานที่เก่งที่สุดหรือ ? เปล่าเลยครับ แกได้รับการดูแลที่โรงพยาบาลทันสมัยที่สุดหรือ ? เปล่าเลยครับ ๒๕! งั้นทำไมจึงว่าแกได้รับการดูแลรักษาที่ดีที่สุด ? แกได้รับการดูแลรักษาจากลูกของแกเอง เขาเป็นหมอหรือไง ? เปล้า ! ไม่ได้เป็น เขาเป็นพยาบาลหรือไง ? เปล้า ! ไม่ได้เป็น ลูกแกคอยตรวจปัสสาวะให้ (ใคร ๆ ก็หัดตรวจน้ำตาลในปัสสาวะได้) ลูกแกคอยเพิ่มและลดยาตามการตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะให้ (ใคร ๆ ก็หัดเพิ่มและลดยาเบาหวานได้) ลูกแกคอยวัดความดันเลือดให้ (ใคร ๆ ก็หัดวัดความดันโลหิตได้) ลูกแกคอยพาแม่ไปเดินออกกำลังทุกวัน นี่มิใช่การดูแลรักษาที่วิเศษสุดดอกหรือ ? สบายด้วย ไม่ต้องไปยัดเยียดเข้าคิวและถูกดุที่โรงพยาบาล แม่รักษาลูก ลูกรักษาแม่ รักษากันด้วยความรัก นี่แหละมนุษยธรรม บันทึกเวชกรรมไทย ๓๗) ที่มันสับสน บางทีมันก็ใช้ความชังเข้าใส่กัน เช่น หมอดุดคนไข้ คนไข้ด่าหมอ (ในหนังสือพิมพ์) หรือหาว่าโรงพยาบาลเป็นโรงฆ่าสัตว์ มนุษยธรรมก็เป็นเรื่องที่มีสาเหตุ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดลอยๆ หรือ เรียกร้องให้เกิดขึ้นได้เฉย ๆ อย่างที่ทำกันอยู่ แต่เป็นเรื่องที่จะต้องคำนึง ถึงสาเหตุโดยลึกซึ้ง ## ๒๐. หลายชีวิต เมื่อเรือเมล์ล่มที่บ้านแพน อยุธยา หลายชีวิตที่เป็นมาต่าง ๆ กัน ต้องมาพบจุดจบร่วมกันอย่างน่าอนาถ ในเรื่องของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรื่องเบาหวานก็พาหลายชีวิตมาพบจุดจบร่วมกันอย่างน่าอนาถ- อนาถใจ จำนวนชีวิตที่มาจบลงแบบนี้มากมายกว่าคนที่ตายในเรือเมล์ที่ ล่มที่บ้านแพน หลายร้อยหลายพันเท่า จุดจบของคนไข้เหล่านี้คือ มีอาการบวม ซีด ความดันโลหิตสูง เหม่อลอย กินข้าวไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะน้อย มีสารไข่ขาวใน ปัสสาวะ คนไข้เกิดภาวะไตวายเนื่องจากเบาหวาน ที่ทางแพทย์เรียกว่า คิมเมลสตีล วิลสัน ซินโดรม (Kimmelstiel-Wilson syndrome) เมื่อถึงระยะนี้รักษาไม่หายแล้ว คนไข้จึงถึงแก่ความตายทั้งหมด หลายชีวิตที่มาพบจุดจบแบบนี้ บางคนก็ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าเคยเป็น เบาหวาน บางคนรู้ แต่ได้รับการรักษากระท่อนกระแท่นเพราะความ ไม่รู้บ้าง เพราะความจนบ้าง บางคนก็ไปเที่ยวลองยาไทย ยาจีน หรือ ยาอื่นบ้าง โรคบางอย่างก็ลองยาได้ แต่เบาหวานนี้ถ้าไปลองแล้วไม่ได้ผลก็ มีอันตรายอย่างยิ่ง แต่วิทยุก็ตะโกนไว้ก ๆ ทั้งวัน ว่าไอ้นั่น ไอ้นี่ รักษาเบา หมอชาวบ้าน ๓๘ # หวานได้ดี ครับ เรามีเสรีภาพในการฆ่าคนเพื่อการค้า ! ## ๒๑. ภูเขาน้ำแข็ง กับมวลชนเบาหวาน ท่านเคยได้ยินเรื่องภูเขาน้ำแข็งใช่ไหมครับ ที่นักเดินเรือเขากลัวกันนัก เพราะส่วนที่โผล่อยู่เหนือน้ำมันนิดเดียว ส่วนที่จมอยู่ใต้น้ำใหญ่โตกว่ามาก เรื่องของเบาหวานก็เหมือนกับภูเขาน้ำแข็ง ที่คลินิกเบาหวานที่แน่น ๆ จนสับสนไปหมด ก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยที่โผล่พ้นผิวน้ำเท่านั้น ส่วนที่มองไม่เห็นยังมีอีกมหา จากการสำรวจของสมาคมเบาหวานของคณะอื่น ๆ และของศาสตราจารย์ นายแพทย์สนอง อูนากูล พบว่า โดยเฉลี่ยร้อยละ ๒.๕ ของประชากรเป็นเบาหวาน ถ้าเป็นคนอายุเกิน ๔๐ ขึ้นไป ก็พบถึงร้อยละ ๑๐ ลองคูณเข้ากับประชากรทั้งประเทศสิครับ จะมีคนเป็นเบาหวานกว่าล้านคน ! ที่เราเห็นพระเถรเหลืองอร่ามไปหมดในชุมชนต่าง ๆ นั้นทั่วประเทศก็มีประมาณ ๒ แสนรูป คนที่เป็นเบาหวานนั้นมีมากกว่าพระเถรประมาณ ๕ เท่า ! แต่ที่รู้ว่าเป็นเบาหวานก็คงไม่กี่พันคน เมื่อเป็นเบาหวานโดยไม่รู้ อวัยวะก็ค่อย ๆ เสื่อมไป เกิดขาเสีย หัวใจเสีย ไต่เสีย แล้วก็หมดทางรักษา ที่โรงพยาบาล การรักษาคนไข้ไตวายเนื่องจากเบาหวาน ก็เหมือนรอดูศพที่เรือเบาหวานพาหลายชีวิตมาล่มตาย ลำแล้วลำเล่า บันทึกเวชกรรมไทย ๓๙ มิไยผู้ที่ชำนาญทางเบาหวานจะนำผู้ป่วยเหล่านี้มาสอนแสดง และเล่าถึงพยาธิสภาพอันสวยงามของการที่ไตถูกทำลายเนื่องจากเบา หวาน ก็จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อในระยะเช่นนี้ ถึงแพทย์จะรู้หรือไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร เขา ก็จะตายอยู่ดี แล้วก็รอให้คนอื่น ๆ ทยอยกันมาตายเช่นเดียวกันอีก เช่นนี้เรื่อย ไป ! ก็คนอีกล้านคนที่กำลังเป็นเบาหวานไม่มีใครคิดช่วยเขาอย่าให้ถูก เรือเบาหวานพาซีวิตมาจบลงอย่างน่าอเนจอนาถบ้างเชียวหรือ ๒๒. ปฏิรูป ! คนไทยส่วนใหญ่นั้นอยู่กันใน ๕๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ใน ๕,๐๐๐ ตำบล ใน ๖๐๐ อำเภอทั่วประเทศ คนเหล่านี้คงจะไม่ได้อ่านวารสารเบาหวานของสมาคมเบาหวาน หรืออ่านหนังสือทางการแพทย์ ถ้าคนทั้งหมดจะยาตราไปตรวจกันที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลก็ พังไม่มีทางให้บริการได้ และก็เป็นไปไม่ได้ที่ชาวบ้านจะทิ้งบ้านทิ้งช่อง ทิ้งการทิ้งงานหรือ มีทุนมีรอนพอที่จะพากันไปตรวจได้ทั้งหมด แล้วเราจะทำอย่างไร ? ถ้ายังมองระบบการตรวจรักษากันอย่างเดิม คือ ต้องไปโรง พยาบาลให้หมอรักษา เราก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งในเรื่องนี้และเรื่องอื่น ๆ อีก มากที่ต้องปล่อยไว้อย่างเดิม หมอชาวบ้าน ๔๐ ถ้าจะทำอะไรกันให้ได้ ก็ต้องปฏิรูป หรือปฏิวัติวิธีการเสียใหม่ ก็การตรวจน้ำตาลในปัสสาวะมันตรวจยากเสียเมื่อไรละครับ สอน ให้ชาวบ้านตรวจก็เป็น ถ้าชาวบ้านตรวจเป็นทุกหมู่บ้านต่างหากเล่าครับ จึงจะสามารถ ทำการตรวจได้ทั่วถึงทุกหมู่บ้าน ทั้ง ๕๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ที่จริงนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขก็เป็นนโยบายที่ปฏิรูป แล้วครับ เพราะต้องการให้มี อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่- บ้าน) ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ แต่นโยบายก็เหมือนความฝันครับ ยังต้องทำให้เป็นจริงต่อไป บางทีนโยบายปฏิรูปแล้ว แต่จิตใจยังไม่ปฏิรูป การกระทำยังไม่ ปฏิรูป พระท่านว่ากรรมหรือการกระทำนั่นแหละที่สำคัญที่สุด เรากำลัง รอคอยการปฏิรูปการกระทำ เพื่อกระจายบริการสาธารณสุขขั้นมูลฐาน ไปสู่ประชาชนโดยทั่วถึง บันทึกเวชกรรมไทย ๔๑ ความจริงมนุษย์ทุกคนมีความดีทั้งสิ้น แต่ละคนมีความสามารถ ด้านต่าง ๆ แตกต่างกันไป มนุษย์ควรได้มีเสรีที่จะใช้ ความสามารถในด้านที่ตนถนัด นำประโยชน์ให้สังคม และเป็นคนมีค่าทุกคน แต่ระบบการศึกษา และค่านิยมในสังคมของเราที่คับแคบ กลับทำลายคุณค่าของมนุษย์ อย่างน่าเสียดาย ตอนที่ ๕ สิกขา ปรมา ทุกขา การศึกษาเป็นทุกข์อย่างยิ่ง คราวนี้จะว่าด้วยโรคที่เกี่ยวกับการศึกษาครับ ใคร ๆ ก็ว่าการศึกษาเป็นของดี และการไร้การศึกษาเป็นของไม่ ดี รัฐบาลก็ลงทุนถึงปีละกว่าหมื่นล้านบาท เพื่อจัดการประถมศึกษา ยังไม่นับมัธยมศึกษา และการศึกษาในมหาวิทยาลัย ยังทุนที่พ่อแม่ต้อง ควักเพื่อการศึกษาของลูกอีกปีละหลายหมื่นล้านบาท การศึกษานั้นถ้าทำไปแล้ว ทำให้แก้ปัญหาชีวิตและสังคมได้ก็เป็น ของดี แต่ถ้าทำอย่างชนิดที่กลับก่อปัญหาในชีวิต และสังคม ก็นับว่าขาดทุนย่อยยับ ลองดูตัวอย่างข้างล่างดูบ้างเป็นไรครับ ๒๓. เพ้อ เช้าวันนั้นผมออกตรวจที่ห้อง ๑๑๓ เช่นเคย นักศึกษาแพทย์ ๒ คน กำลังตรวจเด็กผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง อายุประมาณ ๑๔-๑๕ ปี เด็กดิ้นทุรนทุราย ร้องไห้และพูดเพ้อ "Hallucination ค่ะ อาจารย์" นักศึกษาแพทย์บอกเมื่อผมเตร่เข้าไปดู (Hallucination แปลว่า ประสาทหลอน) "แก่อยากเรียนหนังสือ แต่พ่อแม่ยากจนมาก ไม่สามารถส่งเสียให้เรียนได้" นักศึกษาแพทย์เล่าต่อ เด็กเล่าว่าพ่อรับจ้าง และตัวเองก็ไปทำงานเป็นกรรมกร "หนูอยากเรียน ๆ" เด็กร้องไห้ และพูดซ้ำ ๆ อยู่ เป็นที่น่าเวทนาแก่ทุก ๆ คนที่อยู่ ณ ที่นั้น ผมจึงโทรศัพท์ไปหาศาสตราจารย์ นายแพทย์ดิเรก พงศ์พิพัฒน์ ซึ่งเป็นผู้จัดการมูลนิธิจุมภฏ-พันทิพย์ บริพัตร เพื่อจะดูว่ามูลนิธินั้นจะสามารถอุปถัมภ์ให้แกเข้าเรียนสมอยากหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ผมก็ทราบว่า การจะไปส่งเสียให้เรียนแบบนั้น มันไม่สามารถแก้ปัญหาของเด็กคนนี้ หรือเด็กคนอื่น ๆ อีกมากมายได้ ทำไมหรือครับ ลองดูตัวอย่างต่อไปสิครับ หมอชาวบ้าน ๔๔ # ๒๔. ชมวยดารณี วันนั้นผมไปตรวจเยี่ยมหอพักผู้ป่วย เห็นคนไข้ใหม่คนหนึ่งไข้สูง นอนกระสับกระส่ายไปมา ผมจำได้ทันทีว่าเป็นเจ้าหมาย ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นดารณี ที่ผมจำได้เพราะหมายเป็นคนไข้เก่าเป็นโรคฮีโมโกลบินเอช (H) เข้ามาอยู่โรงพยาบาลหลายครั้งแล้ว เพราะเป็นไทฟอยด์ แต่ละครั้งหนัก ๆ ปางตาย “มันเป็นห่วงกลัวว่าขาดเรียนจะเรียนไม่ทัน” แม่ของหมายซึ่งนั่ง เฝ้าอยู่ข้างเตียง หน้าตาหมองหม่นกล่าวขึ้น “เรียนชั้นไหนแล้วล่ะ” ผมถาม “ป. ๔” “หมายนี้เป็นไทฟอยด์หลายครั้งแล้ว ที่บ้านใช้น้ำอะไรจ๊ะ” “ไม่ใช่น้ำที่บ้านหรอกคุณหมอ มันกินน้ำที่โรงเรียนที่ไรก็เป็นไข้ ทุกที” “อ้าว ! แล้วทำไมไม่เอาน้ำที่บ้านไปกินที่โรงเรียนล่ะ” “เอาไปไม่ได้หรอกคุณหมอ เพื่อนมันแย่งกินหมด” ผมยังไม่ทันว่าอะไร แม่ของหมายก็พูดต่อไป “มันไม่อยากไปโรงเรียนหรอก ครูก็ดุ หยิกมันเสียเนื้อเขียวบ่อย ๆ นี่มันไม่สบายอย่างนี้เรียนไม่ทัน มันก็กลัวกลับไปโดนครูหยิกอีก” “หนังสือมันก็ไม่ชอบดู ดูแล้วมันก็จำไม่ได้ มันดูหนังสือไปร้องไห้ ไปแทบทุกวัน” “แต่เด็กคนนี้มันชอบเรียนตัดเสื้อ ถ้าเรื่องเรียนตัดเสื้อละก็ มัน เรียนได้เร็วมาก” บันทึกเวชกรรมไทย ๔๕ "ถ้าอย่างนั้นให้เขาลาออกจากโรงเรียนเสีย แล้วก็มาเรียนตัด เสื้อเสียเลยจะดีไหม" ผมว่า "เพราะว่าขืนเรียนต่อไปก็ต้องทนทุกข์ทรมาน เสร็จแล้วถึงจบ ม.ศ.๓ หรือ ม.ศ.๕ ก็ไม่รู้จะทำอะไรกิน ถ้าตัดเสื้อเป็นยัง จะได้เป็นอาชีพต่อไปภายหน้า" "เอาไหม หมอจะเขียนใบรับรองให้" แม่ของหมวยพยักหน้า แล้วแม่ก็บอกหมวย หลังจากนั้นอาการกระวนกระวายของเจ้าหมวยก็สงบลง ยิ้มแย้ม แจ่มใสหายวันหายคืน เหมือนขึ้นจากนรก ว่างั้นเถอะ ## นรกของการศึกษา ! ### ๒๕. การศึกษากับยาเสพติด คนไข้เป็นเด็กหนุ่ม หน้าตาซูบซีด เดินเข้ามานั่ง มีหญิงสาวแต่ง ตัวดีคุมมาด้วย "ดิฉันเป็นทันตแพทย์ค่ะ" หญิงสาวบอก "คนนี้น้องชายดิฉัน แก ติดเฮโรอีนค่ะ อยากให้คุณหมอช่วยให้อด" มีหญิงและชายกลางคนเข้ามาสมทบด้วย "คุณพ่อและคุณแม่ค่ะ" ทันตแพทย์หญิงบอก หลังจากนั้นทั้ง ๓ ท่านก็ช่วยกันเล่าประวัติเป็นการใหญ่ ตัวคนไข้ เองดูจะพูดน้อยกว่าเพื่อน "แกสอบ ม.ศ. ๕ ตกไปปีหนึ่งค่ะ" "พี่น้องคนอื่น ๆ สำเร็จปริญญาทุกคน มีคนนี้คนเดียว" "แกไปดูหนังสือกับเพื่อน ชอบกลับดึก ๆ ถามไปไหนก็ไม่บอก" ฯลฯ หมอชาวบ้าน ๔๖ "เอาละครับ ผมพอจะจับประเด็นได้แล้ว" ผมกล่าว "ถ้าพ่อแม่ พี่น้องไม่เปลี่ยนท่าทีที่มีต่อแก น่ากลัวจะต้องเสียลูกคนนี้ไป" "ถึงแม้พ่อแม่และพี่จะรักแก แต่ก็มีท่าทีดูถูกแกว่าแกไม่เก่ง เหมือนพี่น้องคนอื่นที่สำเร็จปริญญาทุกคน" "ถึงหากว่าแกจะสอบ ม.ศ. ๕ ได้จริง ปัญหาของแกก็ใช่ว่าจะหมด ไป แกจะมีเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีก แล้วแกจะทำอย่างไรกับอนาคต ของแก" เป็นความผิดของแกด้วยหรือที่สอบ ม.ศ. ๕ ไม่ได้ หรือไม่ได้ ปริญญา ? คุณค่าของความเป็นมนุษย์มีแค่นั้นน่ะหรือ ? เด็กที่ติดยาเสพติดนั้น คงมิใช่เพราะวิญญาณชั่ว หรือเลวแต่เกิด แต่เป็นเพราะสิ่งแวดล้อมมากกว่า ระบบการศึกษาที่คับแคบ เป็นสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งที่ทำลาย คุณค่าความเป็นมนุษย์ของเราลงไป ๒๖. การศึกษากับชีวิต ประสิทธิ์บ้านอยู่ใกล้วัดดาวดึงษ์ ประสิทธิ์เป็นเด็กขยันขันแข็ง ช่วยพ่อแม่ขายน้ำแข็ง และส่ง น้ำแข็ง มีอัธยาศัยดี เป็นที่รักใคร่ของบิดามารดายิ่งนัก อยู่มาวันหนึ่งประสิทธิ์ยิงตัวตาย ! ที่ประสิทธิ์ยิงตัวตายก็เพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ รู้สึก มืดมนในอนาคต และรู้สึกว่าตนเป็นคนไร้คุณค่า ดูเอาเถอะสังคมของเราเป็นอย่างนี้ บันทึกเวชกรรมไทย ๔๗ ที่จริงการที่ประสิทธิ์เป็นคนขยันขันแข็งในการช่วยพ่อแม่ทำงาน และมีอัธยาศัยดีนั้น เป็นคุณธรรมอย่างสูง เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง แต่สังคมไปให้คุณค่าแก่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ และได้ ปริญญามากกว่า ทำให้ประสิทธิ์ดูเป็นคนไร้ค่าไป ความจริงมนุษย์ทุกคนมีความดีทั้งสิ้น แต่ละคนมีความสามารถ ด้านต่าง ๆ แตกต่างกันไป มนุษย์ควรได้มีเสรีที่จะใช้ความสามารถในด้านที่ตนถนัด ทำ ประโยชน์ให้สังคม และเป็นคนมีค่าทุกคน แต่ระบบการศึกษา และค่านิยมในสังคมของเราที่คับแคบ กลับ ทำลายคุณค่าของมนุษย์อย่างน่าเสียดาย ระบบการศึกษาต้องให้เด็กเป็นล้าน ๆ คนมาเข้าคอก เพื่อให้ท่อง บ่นในสิ่งที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ จบ ป. ๔ เพื่อเรียนต่อให้ถึง ป. ๗ จบ ป. ๗ เพื่อเรียนต่อให้ถึง ม.ศ. ๓ จบ ม.ศ. ๓ เพื่อเรียนต่อให้ถึง ม.ศ. ๕ จบ ม.ศ. ๕ เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย และที่ต้องกันมาถึง ม.ศ. ๕ ส่วนใหญ่ก็เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ต้องน้ำทานองหน้า สิ้นหวัง ติดยาหรือฆ่าตัวตาย หรือไม่รู้จะทำอะไร ไอ้ที่จบมหาวิทยาลัยแล้วออกมาไม่มีงานทำก็อีกกกว่า ๔-๕ หมื่นคน เห็นหรือยังครับว่า การศึกษาก่อปัญหา ที่ยังไม่ได้พูดถึงก็คือ ศึกษาแล้วเป็นคนดีขึ้นหรือเลวลง ! ถ้าทั้งพ่อแม่และรัฐลงทุนปีละหลายหมื่นล้านบาท ศึกษาไปแล้ว กลับเลวลง ก็ช่วยกาลุดม้อเท่านั้นเอง หมอชาวบ้าน ๔๘ "ศึกษาแล้วมันก็ต้องดีขึ้นสิ ใคร ๆ ก็อยากให้ลูกหลานได้รับการศึกษาทั้งนั้น" หลายท่านอาจจะแย้ง การศึกษาที่ดีนั้นจะต้องทำให้ผู้ได้รับการศึกษามีความเห็นแก่ตัวน้อยลง สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างผสมกลมกลืนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม อันหมายถึงเพื่อนมนุษย์ และธรรมชาติอย่างอื่น การศึกษาของเราน่ะหรือ เมื่อศึกษาไปแล้วทำให้: * ดูถูกพ่อแม่ของตัว ว่าเป็นคนไม่ทันสมัยคร่ำครึ ไม่อยากเดินกับพ่อแม่ที่หาบกระบุงตะกร้า * เป็นคนสำรวย หยิบหย่ง ทำอะไรไม่เป็น จะขุดดิน ตายหญ้า กวาดบ้านก็ดูเป็นการเสียเกียรติ * ฟุ่มเฟือย เช่น ในการแต่งกาย ก็ต้องใช้เงินมากกว่าพ่อแม่แล้ว * มีการแบ่งแยกกันเป็นพวก ๆ เช่น พวกได้รับการศึกษา (สมัยใหม่) กับพวกสมัยเก่า พวกได้รับปริญญากับพวกไม่ได้ พวกปริญญาตรีกับพวกปริญญาโท พวกปริญญาเอก แบ่งเป็นนักเรียนในกับนักเรียนนอก เป็นต้น เห็นหรือยังครับว่าการศึกษาก่อปัญหาหรือ สิกขา ปรมา ทุกขา ขณะกำลังเขียนอยู่นี้ พอดีเห็นหนังสือออกใหม่เล่มหนึ่งชื่อ "การศึกษากับสื่อมวลชน : ตัวเร่งให้เกิดความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและความหายนะแก่ประชาคม" เขียนโดย นิโคลาส เบนเนท ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญของยูเนสโกประจำกระทรวงศึกษาธิการ ก็เป็นเรื่องทำนองเดียวกัน ถ้าใครยังมองไม่เห็นทางออก ก็ลองไปกราบเรียนถามหลวงพ่อวัดยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ดูก็ได้ เพราะท่านมีผลงานสำคัญดังปรากฏในหนังสือชื่อ พระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน : การ บันทึกเวชกรรมไทย ๔๙ # ปฏิรูปชีวิตชาวบ้านที่ยกกระบัตร > "ชีวิตของชุมชนที่ยกกระบัตรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความอดอยากยากแค้นหมดไป ไม่มีอาชญากรรม ไม่มีการทะเลาะเบาะ แว้ง ไม่มีน้ำเค็มท่วมไร่เช่นเคย เด็กหนุ่มสาวจากยกกระบัตรไม่เข้ามา เป็นจิ๊กโก๋จิ๊กกี้ในกรุง ชาวบ้านอยู่กันอย่างสันติสุข เพราะท่านพระครู สาครสังวรกิจ ได้แก้ปัญหาตรงกับเหตุ" ครับ "บันทึกเวชกรรมไทย" ตอนนี้เกือบจะกลายเป็นบันทึกเรื่อง การศึกษาไทย แต่ก็เป็นความจริงครับ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดแก่ชีวิตและสังคม ไม่ว่าจะเกิดจากพยาธิ หรือเศรษฐกิจ หรือการศึกษา ลงท้ายมันก็ทำให้ มนุษย์เราเจ็บป่วยลง แม้แต่การกระทบกระเทือนอารมณ์ที่รุนแรง ก็ ทำให้เป็นมะเร็งได้ครับ ถ้าท่านผู้อ่านไม่เบื่อเสียก่อน ผมยังมีด้านอื่น ๆ อีกแยะมาเสนอ อีก <figure> A decorative, flowing line art design in a light grey color. It consists of several curved, intertwined lines that create a sense of movement and fluidity, possibly serving as a visual separator or embellishment within the text. </figure> หม่อมชาวบ้าน ๕๐ ตอนที่ ๖ โรคแห่งวรรณะ ปุจฉา ทำไมกษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร เป็นโรคต่างกัน หรือ คุณจึงตั้งชื่อหัวข้อของคุณในวันนี้ว่า โรคแห่งวรรณะ วิสัชนา กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร เป็นโรคต่างกันได้ ปุจฉา ทำไมล่ะ วิสัชนา ก็วรรณะต่างๆ นั้นเกิดจากคนมีอาชีพแตกต่างกัน ไม่เชื่อ คุณก็ลองไปเปิดพระไตรปิฎก ทีฆนิกาย อัคคัญญสูตร หน้า ๘๕ ดูสิ ท่านว่า สัตว์บางจำพวก (มนุษย์) เพราะ "ประกอบการงานเป็นแผนก ๆ" (เป็นผู้ ชำนาญเฉพาะทาง ว่างั้นเถอะ) จึงเกิดวรรณะขึ้น ก็บุคคลที่มีอาชีพต่าง ๆ กันนั้นเกิดโรคต่างกันได้มิใช่หรือ ดังที่มีคำเรียกว่า อาชีวอนามัย ปุจฉา แล้ววันนี้คุณจะว่าด้วยโรคของวรรณะอะไรล่ะ วิสัชนา เปล้า ผมไม่ได้ว่าเรื่องโรคของวรรณะเหล่านี้ดอก ปุจฉา ปู้โฮ่ ทำให้หลงทางไปได้ แล้วคุณจะว่าด้วยเรื่องอะไรล่ะ โรคแห่งวรรณะนี่นะ วิสัชนา ก็ลองติดตามดูข้างล่างนี่สิครับ ๒๓. ปอดทะลุ ผู้ป่วยเป็นหญิงอายุประมาณ ๕๐ ปี นอนหอบ ที่จมูกมีสาย ออกซิเจนสอดอยู่ "ผู้ป่วยใหม่ครับ มาจากลพบุรี มีอาการเหนื่อย และไซอะโนซิส" นักศึกษาแพทย์รายงาน ไซอะโนซิส (Cyanosis) หมายถึงอาการที่ริมฝีปาก เล็บ เป็นสี เขียวอ่อน ๆ เกิดเพราะเลือดมีออกซิเจนไม่พอ พบในคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือ โรคปอดบางคน ที่ทำให้เลือดได้ออกซิเจนไม่พอ "เมื่อ ๕ เดือนก่อน มีไข้และไอ ไปตรวจที่สถานตรวจโรคปอดยศเส ที่นั่นให้ยารับประทาน" นักศึกษาแพทย์เล่าต่อ "ถ้าสถานตรวจโรคปอดยศเสรักษาก็แปลว่าเป็นวัณโรค" ใครคน หนึ่งสอดขึ้น "เมื่อรับประทานยาไปได้ ๒ อาทิตย์ ก็มีผื่นขึ้นตามตัว ผู้ป่วยจึง หยุดกินยา แล้วไม่ได้กลับไปที่ยศเสอีก เพราะบ้านไกล" "เพื่อนบ้านแนะนำให้ฉีดยา เลยฉีดยาทุกวันอยู่ ๒ เดือน ค่อย ยังชั่วมาก" นักศึกษาแพทย์เล่าต่อ หมอชาวบ้าน ๕๒ "น่ากลัวจะเป็นสเตรปโตไมซิน เพื่อนบ้านเขาแนะนำเก่งดี" มีคน สอดขึ้นอีก "เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีอาการหอบ จึงไปโรงพยาบาลพระพุทธบาท หมอ ที่พระพุทธบาทแนะนำให้มาเปลี่ยนปอดที่นี่" มีคนหัวเราะกิ๊กขึ้นเบา ๆ (เพราะว่าการเปลี่ยนปอดยังไม่มีใคร ทำได้) "เอกซเรย์ปอดพบว่า ปอดข้างขวาบุปไปหมด ปอดข้างซ้ายมีน้ำ และลมในช่องเยื่อหุ้มปอด" นักศึกษาแพทย์เล่าต่อ แล้วเอาฟิล์ม เอกซเรย์ของผู้ป่วยออกมาแสดง "โอ้โฮ ! เกือบไม่มีเนื้อดีเหลืออยู่เลย" ใครคนหนึ่งพูดขึ้นโดยไม่ เกรงใจผู้ป่วย ซึ่งนอนฟังด้วยความทรมานและวิตกกังวล ครับ วัณโรคก็เป็นอย่างนี้แหละ เมื่อเป็นมาก ๆ เข้าก็อาจทำให้ปอดแฟบ มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด และปอดทะลุปล่อยลมเข้าไปในช่องเยื่อหุ้มปอดได้ อีกไม่กี่วันต่อมา พนักงานเข็นเปลของโรงพยาบาลก็เข็นร่างอัน ซูบเซียวไร้วิญญาณออกจากตึกผู้ป่วยใน ๒๘. กลืนไม่ลง บุญมี แกคงจะไม่ค่อยมีบุญเท่าไร เพราะแกกินข้าวไม่ลง กลืนยังไงอาหารก็ไม่ลงกระเพาะ หนักเข้า หมอต้องผ่าตัดเอาสายยางใส่คาไว้ในกระเพาะ เพื่อกรอกอาหารลงไป หมอพยาบาลเอาสายยางแยงลงทางคอ เพื่อจะให้ลงหลอดอาหาร ก็แยงไม่เข้า ให้กลืนแบบเรียม เพื่อถ่ายเอกซเรย์หลอดอาหาร ก็กลืนไม่ลง บันทึกเวชกรรมไทย ๕๓ นอกจากนั้น แกยังฝ่ายผอมและมิใช่โดยไม่รู้ว่าแกเป็นโรคอะไรกันแน่ อยู่มาวันหนึ่ง แกก็ตายไปตามระเบียบ การตรวจศพพบว่าในหลอดอาหารเป็นวัณโรคเต็มจนอุดตัน ทำให้กลืนไม่ลง ครับ วัณโรคเป็นโรคที่รักษาหายได้ แต่โรคที่รักษาหายได้ ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาหายทุกคนไป ## ๒๙. เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เจ้าสำลี อายุ ๑๕ หยก ๆ ๑๖ หย่อน ๆ วันนั้นมันเดินมาโรงพยาบาลดี ๆ แท้ ๆ เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าเจ้าสำลีคนนี้เมื่อเด็ก ๆ มันเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบเนื่องจากวัณโรค เห็นหมอกับพยาบาลเขาว่าโรคนี้ถ้ารักษาไม่ถูกละภี ตายทุกราย แต่โชคของสำลีมันยังดีอยู่ในครั้งนั้น มันได้รับการรักษาด้วยการฉีดยาสเตรปโตไมซิน และยากิน ๒ อย่าง คือ ไอเอ็นเอ็ช (ไอโซไนอะซิด) และ พีเอเอส อาการของมันดีขึ้นเรื่อย ๆ จนหายดีขึ้นเรียบร้อย มันอยู่เป็นปกติและโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ๓-๔ เดือนหลังจากนี้ มันปวดหัวบ่อย ๆ จึงกลับมาตรวจอีก ตามันก็ชักมัว ๆ ลงด้วย หมอกับพยาบาลเอามันไปนอนตะแคงขวา ให้กอดเข่า แล้วเอาเข็มเจาะเข้าไประหว่างกระดูกสันหลัง เพื่อเอาน้ำไขสันหลังมาตรวจ หลังจากเอาน้ำออกมา เจ้าสำลีก็หมดความรู้สึกไป หายใจครอก ๆ หมอชาวบ้าน ๕๔ ขา แขน เกร็งงุ้มเข้าข้างใน เขาจึงรับตัวมันไว้ในโรงพยาบาล เจาะคอ ให้ออกซิเจน แต่มันไม่เคยฟื้นขึ้นมาอีกเลย ## จนกระทั่งวันหนึ่งเจ้าสำลีก็ตายไปตามระเบียบ พ่อแม่ของเจ้าสำลีอาจจะงงงวย จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทำไมเจ้า สำลีจึงเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ แต่ในวงการแพทย์เข้าใจเรื่องโดยทะลุปรุโปร่งว่าเรื่องมันดำเนิน ไปอย่างนี้ คือ เจ้าสำลีเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรค ได้รับยารักษาวัณโรคนิคหายนะแล้ว แต่เยื่อหุ้มสมองที่เคยอักเสบนั้นมันเกิดแผลเป็นชิ้นได้โดยมีพังผืด เกิดขึ้น เมื่อพังผืดรัดตัว ก็เลยไปปิดทางเดินน้ำในสมอง ทำให้น้ำในสมองคั่ง มีความดันในสมองสูงขึ้น ทำให้มีอาการปวด หัว ตามัว เมื่อหมอเจาะน้ำไขสันหลัง (น้ำอันเดียวกับน้ำที่หล่อเลี้ยงสมอง) น้ำไขสันหลังซึ่งยังอัดอั้นอยู่ก็พุ่งออกมาอย่างแรง ทำให้สมอง เลื่อนออกมา กระทบช่องแคบ ทำให้หมดสติไปทันที และตายในเวลาต่อมา ก็อย่างนี้แหละครับ อุตส่าห์รอดมาได้คราวหนึ่ง ก็ยังมาตาย เพราะสิ่งแทรกซ้อนอีกจนได้ น่าสงสารเจ้าสำลี และพ่อแม่ของมันไหม บันทึกเวชกรรมไทย ๕๕ # ๓๐. หนุ่มนักเรียนนอก หนุ่มนักเรียนนอกคนนี้ไปเรียนอยู่ลอสแองเจลิส มีอาการตัวร้อน จัด ทุก ๆ วันอยู่ถึง ๖ เดือน ไปเข้าโรงพยาบาลฝรั่งด้วย คนไข้ที่เข้าโรงพยาบาลฝรั่ง มันจับตรวจหมดทุกอย่าง ! ตรวจขี้เอย เยี่ยวเอย เอกซเรย์ทั่วตัวเอย เอาเลือดไปส่งหาเชื้อ ด้วยวิธีต่าง ๆ เอย รวมแล้วสัก ๑๐๐ อย่าง เป็นรายงานหนาปีกเบ้อเริ่ม แต่ไข้มันไม่ยอมลง วัดได้ ๓๙-๔๐ องศาเซลเซียส ทุกวัน เห็นท่าไม่ดีเลยกลับมาหาแม่ที่บ้าน ! นี่ก็เป็นวัฒนธรรมไทยที่ดีของเราอย่างหนึ่ง มีอะไรก็กลับไปหาแม่ จะคลอดลูกก็กกลับไปหาแม่ บางคนอยู่กรุงเทพฯ เวลาไม่สบายกลับไปหาแม่ที่ชนบท แสดงให้เห็นว่าการรักษานั้นไม่ใช่ต้องการแต่ยาอย่างเดียว แต่ ต้องการความรักอีกด้วย ! ใคร ๆ ก็รู้ว่าความรักที่ไว้ใจได้ เชื่อถือได้ที่สุดในโลกนั้นอยู่ที่แม่ ฉะนั้น เมื่อลำบากลำบนอะไรหนักเข้าจึงนึกถึงแม่ ถ้าให้แม่เรียนรู้วิธีรักษาโรคล่ะก็จะเป็นหมอที่วิเศษสุดในโลกเลย ทีเดียวจะบอกให้ เอาละครับ หนุ่มไทยก็กกลับจากลอสแองเจลิส พร้อมทั้งหอบเอา ไข้ที่ไม่ยอมลง และรายงานแพทย์อเมริกันกลับมาด้วย หมอไทยก็มิได้รอช้า แนะนำให้ "เปิดท้อง" ที่ว่า "เปิดท้อง" นั้น ไม่ใช่เลิกเสื้อผ้าขึ้นแค่นั้นนะครับ แต่หมาย หมอชาวบ้าน ๕๖ ถึง ผ่าท้อง ผ่ากันจริง ๆ ทีเดียว ก็เพราะเขารู้กันมาตั้งนานแล้วว่าไข้ที่ทำยังไง ๆ ก็ไม่ลง และหาสาเหตุไม่ได้นั้น ควรจะเปิดท้องหาสาเหตุในช่องท้อง ซึ่งอาจจะเจอฝีบ้าง วัณโรคบ้าง มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบ้าง เป็นต้น รายหนุ่มนักเรียนนอกนี้ก็เจอจริง ๆ ครับ เจอต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องโต และมีสารคล้ายเนยหรือสังขยาอยู่ในต่อมน้ำเหลือง อันบ่งถึงการเป็นวัณโรค ครับ เมื่อได้รับ สเตรปโตไมซิน ไอเอ็นเอช และ พีเอเอส ก็เลยสบายไป ไข้ลง กลับไปเรียนต่อที่ลอสแองเจลิส นำรายนี้มาเล่าเพื่อคลายความเครียดกันบ้าง เพราะดูมีแต่เรื่องร้าย ๆ ทั้งนั้น แต่ก็ไม่ใช่มองแต่ในแง่ร้ายนะครับ หากความเป็นจริงมันเป็นอย่างนั้น ๓๑. แล้วจะให้อั้วทำยางงาย เช้าวันนั้น เปลเข็นขายจีนคนหนึ่งเข้ามา ได้ความว่าแกกินยาฆ่าตัวตาย แต่เผอิญไม่ตาย "อั้วเป็นวังนะโลก" คนไข้บอก "อั้วทำงานอยู่ก็ได้เดือนละ ๔-๕ ล้อย มีลูก ๔ คง แล้วจะให้อั้วทำยางงาย !" ผู้ป่วยคร่ำครวญ นี่แหละวัณโรค มันไม่ใช่ปัญหาสุขภาพเฉพาะคน แต่เป็นปัญหาของครอบครัว ของจิตใจ ของสังคม เศรษฐกิจด้วย ลองดูเรื่องของคุณชรัท ข้างล่างนี้ซีครับ บันทึกเวชกรรมไทย ๕๗ # ๓๒. บ้านแตก ที่คลินิกการกุศลแห่งหนึ่ง (ล้มไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙) ชายผู้หนึ่งซึ่งทราบชื่อทีหลังว่า ชรัท พาร่างอันผอมเกร็ง ตาลึก หายใจหอบเข้ามา เรื่องราวของคุณชรัท พิลึกกึกกือพอสมควร "เดิมผมเป็นเจ้าของร้านแห่งหนึ่ง รายได้ดีพอสมควร" คุณชรัท เล่า "ภายหลังเป็นไอ้โรคนี่ เงินทองผมก็ค่อย ๆ ร่อยหรอไปเรื่อย ๆ จน หมดตัว" "บ้านช่อง ข้าวของอะไรๆ ก็ขายไปหมด ตอนนี้ก็ไม่มีรายได้อะไร" นี่แหละสภาพของคนไข้วัณโรค ซึ่งคลินิกบางแห่งถือว่าเป็น น้ำบ่อทราย ! อีกวันหนึ่ง คุณชรัทเล่าว่า "ตอนนี้ผมทะเลาะกับภรรยา แยกกัน ไปแล้ว" "อ้าว ทำไมล่ะครับ" หม่อดาม "คืออย่างนี้ครับ ตอนนี้ผมรับเน็ตไทดจากเพื่อนมาปักลาย ผมก็ พยายามทำให้ได้มากที่สุด" คุณชรัทเล่า "แต่ผมต้องเลี้ยงหลานด้วย ไม่ ค่อยมีเวลาทำ" "ผมเลยบอกให้ลูกชายผมจ้างคนมาเลี้ยงลูกของเขา เพื่อผมจะ ได้มีเวลาทำงานมากขึ้น ภรรยาผมเขาหาว่าผมใจร้ายต่อลูก ก็เลย ทะเลาะกัน" นี่แหละครับ คนจน และเป็นโรค มันก็มีปัญหาทางครอบครัว เศรษฐกิจตามมา หมอชาวบ้าน ๕๘ # ๓๓. คนไทยเป็นวัณโรคเท่าไร "คุณหมอคะ คนไทยเป็นวัณโรคตั้ง ๗๐ เปอร์เซ็นต์เลยหรือคะ" นักเรียนแพทย์ถาม "ใครบอกคุณล่ะ" "คุณครูค่ะ คุณครูบอกว่าคนไทยมีการทดสอบ ทุเบอร์คุลิน ให้ ผลบวก ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ก็แปลว่าเป็นวัณโรค ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ นะสิคะ" (ทุเบอร์คุลิน - tuberculin เป็นโปรตีนที่เตรียมมาจากเชื้อวัณโรค เมื่อเอามาฉีดเข้าผิวหนัง ถ้าผู้ใดมีปฏิกิริยาโดยผิวหนังตรงที่ฉีดเป็นรอย นูนแดง เขาเรียกว่า การทดสอบทุเบอร์คุลินให้ผลบวก แต่ถ้าไม่มี ปฏิกิริยาดังกล่าวก็เรียกว่าให้ผลลบ) "ทุเบอร์คุลินให้ผลบวก ไม่ได้แปลว่ากำลังเป็นวัณโรคหรอกหนู" หมอออธิบาย "แต่แปลว่าเคยได้รับเชื้อวัณโรคมาแล้ว" อย่างนั้นก็แปลว่าคนไทยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์เคยได้รับเชื้อมาแล้ว สิคะ" นักเรียนแพทย์ถามต่อ "ใช่ครับ" "โอ้โฮ ไอ้เชื้อวัณโรคนี่มันคงเพ่นพ่านเต็มไปหมด" นักเรียนแพทย์ ว่า "แล้วมีคนเป็นจริง ๆ สักเท่าไรคะ" "ถ้าเอกซเรย์ปอดดูจะพบว่าคนไทยเป็นวัณโรคปอด ๒.๑ เปอร์- เซ็นต์ ถ้าคิดว่าคนไทยมีประมาณ ๔๕ ล้านคน และนับรวมพวกวัณโรค อื่น ๆ อีก เช่น วัณโรคต่อมน้ำเหลือง วัณโรคลำไส้ วัณโรคเยื่อหุ้มสมอง ก็คงตกล้านคน" "ล้านคน โอ้โฮ ! ทำไมมายังงี้" นักเรียนแพทย์อุทาน "แล้วมัน น้อยลงมั่งหรือเปล่าคะ" บันทึกเวชกรรมไทย ๕๙ "มีคนเป็นใหม่เพิ่มขึ้นปีละ ๑๖๐,๐๐๐ คน" ## ๓๔. ความตายคือโครงการควบคุมวัณโรค ข้อความข้างบนผมไม่ได้พูดเองหรอกครับ คุณหมอนิพนธ์ อุดมระติ ท่านเขียนเอาไว้ใน "วารสารกรมการแพทย์และอนามัย" ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔, ๒๕๑๖ หน้า ๔๗๔ "วัณโรคเป็นโรคที่สร้างปัญหาในด้านสุขภาพอนามัย ตลอดจนระบบเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศเราอย่างใหญ่หลวง เป็นโรคที่ค่อย ๆ เกาะกิน ... เป็นโรคที่บ่นทอนสมรรถภาพของผู้ป่วย ทำให้เกิดความสูญเสียต่อเศรษฐกิจส่วนรวม เป็นลูกตุ้มที่ค่อย ๆ ถ่วงสังคมให้หนักขึ้น ๆ หนักขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาอันยาวนาน ก่อนที่ผู้ป่วยจะตายไป หรือได้รับการรักษาจนหายขาดจากโรค ... " คุณหมอนิพนธ์ท่านว่าไว้อย่างสวยงาม และอีกตอนหนึ่งท่านเขียนไว้ว่า "ถ้าโครงการควบคุมวัณโรคของเราไม่สามารถรักษาผู้ป่วยให้หายได้ทันอุบัติการณ์ของวัณโรคแล้ว จำนวนผู้ป่วยวัณโรคก็จะทับถมขึ้นเรื่อย ๆ และจะถึงจุดอิ่มตัวจุดหนึ่ง ซึ่งจำนวนผู้ป่วยวัณโรคที่ตายไป จะเท่ากับจำนวนผู้ป่วยที่เกิด (เป็นวัณโรค) ใหม่ อย่างนี้ก็เท่ากับว่า ความตายคือโครงการควบคุมวัณโรค ... " นั่นเป็นคำพูดของผู้เชี่ยวชาญการควบคุมวัณโรค เราจะปล่อยให้ความตายเป็นโครงการควบคุมวัณโรคสำหรับประเทศไทยไปอีกนานเท่าไรกันครับ ? หมอชาวบ้าน ๖๐ # ๓๕. มรรควิธีในการขจัดวัณโรค อย่าไปโทษกองควบคุมวัณโรคเลยครับ ที่ควบคุมวัณโรคไม่อยู่ การที่จะควบคุมวัณโรคได้สำเร็จต้องประกอบด้วย ๒ อย่าง คือ ๑. ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนให้เหมาะสม มี อาหารการกินพอ มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ไม่แออัดยัดเยียด วัณโรค และโรคอื่น ๆ มันก็จะลดลงเอง เพียงข้อแรกนี้ก็ตกม้าตายเสียแล้วใช่ไหมครับ เรื่องนี้เป็นการเมืองหรือการบริหารสังคม (Social Management) ผมก็จะไม่พูดอะไรล่ะครับ เดี๋ยวจะถูกหาว่าเป็นภัยสังคม ๒. ทำการฉีดบีซีจีให้ทั่วถึง บีซีจีนี้เป็นตัวยาย่อมาจากคำว่า Bacille Calmette Guerin ซึ่งเป็นวัคซีนที่เตรียมจากเชื้อวัณโรคชนิดอ่อน เมื่อฉีดเข้าไปในคนไม่ทำให้คนเป็นวัณโรค แต่ช่วยกระตุ้นร่างกายให้เกิด ภูมิคุ้มกัน หรือความต้านทานต่อวัณโรค ## เด็กทุกคนที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยควรได้รับการฉีดบีซีจี แต่ปรากฏว่าขณะนี้เด็กเพียง ๓.๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้รับ ! อี แบบนี้ไม่เพียงพอที่จะระงับยับยั้งการระบาดของวัณโรคได้ การที่จะหวังให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ให้บริการฉีดบีซีจีให้ทั่วถึง นั้นอย่าไปหวัง เพราะโรงพยาบาลอยู่ในลักษณะตั้งรับ ลำพังการตรวจ รักษาเฉพาะหน้าก็เอี้ยอยู่แล้ว นอกจากนั้นโรงพยาบาลยังอยู่ห่างไกล จากชุมชน เราควรจะมีศูนย์บริการสาธารณสุขเล็ก ๆ ในทุกชุมชน ทั้งใน กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่ให้บริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน ซึ่งรวมถึง การรักษาพยาบาล การป้องกันโรค และส่งเสริมสุขภาพให้ทั่วถึงใน แต่ละชุมชน บันทึกเวชกรรมไทย ๖๑ ลำพังกำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีทางเพียงพอที่จะให้บริการ ประชาชนได้ทั่วถึงแน่ ๆ ต้องรณรงค์เอากำลังของประชาชนนั่นแหละ ครับมาช่วยงานของรัฐ นายแพทย์เสมอ พริ้งพวงแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสา- ธารณสุขกล่าวเสมอว่า โรคที่คนไทยเป็นกันบ่อย ๆ นั้น มีอยู่ ๕ โรค คือ ๑. โรคทางเดินหายใจส่วนบน (เช่น เป็นหวัด เจ็บคอ ไอ) ๒. โรคทางเดินอาหาร (เช่น ปวดท้อง ท้องเดิน) ๓. มาลาเรีย ๔. โรคพยาธิต่าง ๆ ๕. โรคผิวหนัง นายแพทย์เสมอกล่าวว่า โรคเหล่านี้ประชาชนสามารถเรียนรู้เพื่อ รักษาตัวเอง หรือรักษากันเองได้ ถ้าประชาชนได้เรียนรู้เพื่อรักษาตัวเองในเรื่องเหล่านี้ ก็เท่ากับ สามารถตัดการต้องไปหาหมอ หรือไปโรงพยาบาลลงได้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ การที่จะแก้ปัญหาสาธารณสุขของชุมชนนั้น ประชาชนจะไปรอ ให้ฝ่ายราชการเป็นผู้มาริเริ่มก่อนนั้น เห็นจะต้องรอไปอีกนาน กลไกของราชการฝืดแค่ไหน ใคร ๆ ก็รู้ ทางที่ดี ผู้ที่หวังดีต่อชุมชน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดไม่ ว่าจะเป็นพระ ครู พ่อค้า ลูกเสือชาวบ้าน ลูกเสือพยาบาล หรือใคร ก็ตามที่คิดว่าการสาธารณสุขของชุมชนน่าจะดีกว่านี้ ควรจะรวมตัวกัน เข้าปรึกษาหารือ และทำการรณรงค์ ให้มีการสอน การดูแลรักษา และ ป้องกันโรคขึ้นในชุมชนของตน ให้เด็กทุกคนที่อยู่ในชุมชนของตนได้รับ การฉีดวัคซีน ดีพีที (ป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก) และ บีซีจี (สร้างภูมิคุ้มกันวัณโรค) และอย่างอื่น ๆ ที่จะทำให้ชุมชนของตนมีสุขภาพ หมอชาวบ้าน ๖๒ อนามัยที่ดี เอากันจริง ๆ เอาให้ทั่วถึง นี่แหละครับประชาธิปไตย ! การกระจายบริการสาธารณสุขก็ต้องการประชาธิปไตย ประชาธิปไตยที่การกระทำโดยประชาชนได้เข้ามาร่วมกันแก้ ปัญหาของตนเอง การเลือกผู้แทนราษฎรแต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เกิดประชา- ธิปไตยพื้นฐานของประชาชนก็ได้ เรามาทดลองประชาธิปไตยด้วยการที่ประชาชนรวมตัวกันแก้ ปัญหาสาธารณสุขของชุมชนแต่ละชุมชนดีไหมครับ บันทึกเวชกรรมไทย ๖๓ ร่างกายมนุษย์กับเครื่องจักรนั้นไม่เหมือนกัน เครื่องจักรนั้นมันข้อมตัวมันเองไม่ได้ ต้องเข้าโรงซ่อม ต้องล้างอัดฉีด ส่วนร่างกายมนุษย์นั้นมันตรวจตราดูแลซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรออยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ถ้ามนุษย์ ดำรงชีวิตโดยสมควร" ธรรมชาติก็จะดูแลมนุษย์ให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่ทุกวันนี้ คนจำนวนมากคิดและถูกทำให้คิดว่า ร่างกายมนุษย์กับเครื่องจักรนั้นเหมือนกัน ตอนที่ ๗ มีวเบ่งทางแหลบ บัดซบจริงกู ข้อความข้างต้นไม่ใช่ผมตั้งขึ้นเองดอก หากเป็นคำกล่าวของท่าน ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเสริฐ กังสดาลย์ ปรมาจารย์ทางอายุร- ศาสตร์ของไทย คนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักท่านอาจารย์ประเสริฐ กังสดาลย์ แต่คนรุ่นเก่า ๆ รู้จักท่านดียิ่งนัก เพราะท่านไม่เหมือนใคร และ ไม่มีใครเหมือน ท่านจบสวนกุหลาบ ได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนแพทย์ที่อังกฤษ และจบจากสำนักเอดินบะระ อันมีชื่อ กลับมาเป็นครูแพทย์ที่ศิริราช เป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคปอดคน แรกของไทย และดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิชาอายุรศาสตร์อยู่เป็น เวลาช้านาน ก่อนจะถึงแก่กรรมเมื่อพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ที่ใกล้ชิดกับท่านเป็นพิเศษ แบบที่ เรียกกันว่าลูกศิษย์ก้นกุฎี ก็มีศาสตราจารย์ นายแพทย์สร เมตติยวงศ์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์จำลอง และคุณหญิงตระหนักจิต หะริณสุต ศาสตราจารย์ นายแพทย์วีกิจ วีรานุวัตติ์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุนทร ตัณฑนันทน์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์บัญญัติ ปริชญานนท์ และ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ เป็นต้น ลูกศิษย์ยังจำลวดลายของครูกันได้ดี ! ท่านเป็นคนลวดลายจริง ๆ ลวดลายในทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่าง ทั้งในชีวิต ในสีลาการสอน และ ในศิลปะการตรวจรักษาผู้ป่วยของท่าน ท่านเป็นคนเจ้าคารม ทั้งในการพูดและการประพันธ์ ท่านเป็นนัก ประพันธ์จริง ๆ และเคยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เสียด้วย วันหนึ่งท่านสอนปากเปล่า นักศึกษาแพทย์ ท่านถามว่า "สิ่ง แทรกซ้อนของฝีบิดในตับมีอะไรบ้าง" "วันดีคืนดี มันอาจจะแตกเข้าเยื่อหุ้มปอดครับ" นักศึกษาแพทย์ วาดลวดลายตอบ อีแบบนี้ล่ะก็เข้าไต่ท่านดินักแล ! ท่านจึงสวนกลับมาว่า "แล้ววัน ร้ายคืนร้ายล่ะ" "วันร้ายคืนร้าย หรือครับ มันก็แตกเข้าช่องเยื่อหุ้มหัวใจสิครับ อาจารย์" นักศึกษาแพทย์ว่าเข้าไปนั่น หมอชาวบ้าน ๖๖ อย่างนี้ล่ะสบอารมณ์ท่านอย่าบอกใครเขียว ในการตรวจวินิจฉัยโรค ท่านเน้นเรื่องการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นอย่างยิ่ง ประวัติก็ต้องซักกันแบบนักสืบทีเดียว ส่วนการตรวจร่างกายก็ตรวจละเอียดมาก และพลิกแพลง คิดเทคนิคการตรวจขึ้นเองก็มี ท่านชอบแต่ง "ร้อยแก้วแกมกรอง" เตือนใจลูกศิษย์เสมอ เช่น "ส่ายตาหาพบ มองจบเมื่อคลำ กระจายเงื่อนงำ เปลี่ยนดำเป็นขาว" นี่ก็เพื่อย้ำการใช้สายตา และใช้มือตรวจในการคลี่คลายการวินิจฉัยโรคยาก ๆ อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านริเริ่มขึ้นก็คือ การใช้นิ้วชี้เข้าไปในช่องซี่โครง เพื่อตรวจความตึง อันจะช่วยการวินิจฉัยตำแหน่งฝีในตับ ดังท่านแต่งไว้ว่า "นิ้วมือมีไว้ ใช้สอดเข้าไป เพียงสองทวาร สุดแสนเสียดาย ทั่วทั้งร่างกาย ทำไมไม่แยง ไม่ทิ่มไม่แทง ไม่จี้ไม่ไช ถ้าไม่เคยเห็น ถามพวกเคยเป็น พ.บ. ก่อนมา เจาะแล้วเจาะอีก ไม่รู้มันหลีก ไปอยู่ไหนหนา ? จำต้องไปตาม อาจารย์ท่านมา เขาว่าท่านถนัด ยัดนิ้วเข้าไป ในช่องซี่โครง บันทึกเวชกรรมไทย ๖๗ อาจารย์มาถึง ทำถมึงทึง เพราะจี้พบตึง จิ้มไปจิ้มมา ตะบิดตะแบง สองนิ้วที่มแทง แล้วยิ้มออกมา "หมอเจาะตรงนี้ ตรงที่นิ้วชี้ ได้หนองมากหนา" คุณหมอลองบ้าง นิ้วเก้งโก้งก้าง "ดูเหมือนตึงบ้าง" แต่ไม่ประสา แล้วลงมือเจาะ เพื่อนดีดนิ้วเปาะ เพราะหนองออกมา คุณหมอเกาหัว แสนเจ็บใจตัว หัวใจปลาบแปลบ นิ้วมือมีไว้ จี้ไช่ช่องแคบ มัวเบ่งทางแหลบ บัดซบจริงกู" "มัวเบ่งทางแหลบ บัดซบจริงกู" ก็หมายถึงการที่มุ่งใช้การตรวจ ทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า แหลบบอแรตอรี (Labora- tory) ในการวินิจฉัยโรคยิ่งกว่าการซักประวัติและตรวจร่างกาย ในการวินิจฉัยโรคนั้นเราใช้ขั้นตอนดังนี้ คือ ๑. ซักประวัติ ๒. ตรวจร่างกาย ๓. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (แหลบ) ความสำคัญก็ลดหลั่นเรียงกันลงมาเหมือน ไตรสรณาคมน์ คือ การซักประวัติ เหมือน พระพุทธ การตรวจร่างกาย เหมือน พระธรรม การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เหมือน พระสงฆ์ ถ้าซักประวัติให้ดี เพียงซักประวัติอย่างเดียว ยังไม่ทันลงมือตรวจ ร่างกายก็วินิจฉัยโรคได้ในผู้ป่วยกว่าร้อยละ ๕๐ หมอชาวบ้าน ๖๘ ในผู้ป่วยที่พูดได้ หรือมีญาติ จะต้องเริ่มที่ประวัติก่อนเสมอ ถ้าไปสนใจเฉพาะการตรวจร่างกาย หรือผลการตรวจทางห้อง ทดลองเลย ย่อมทำให้ผิดพลาดและสับสนได้มาก บันทึกเวชกรรมไทยตอนนี้เขียนขึ้นเพื่อบูชาครู และสืบทอด เจตนารมณ์ของท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเสริฐ กังสดาลย์ ๓๖. เหตุเกิดในวงไพ่ ผู้ชายคนนั้น มีก้อนนูนที่ชายโครงขวา กดเจ็บ และมีไข้ด้วย ใคร ๆ ก็ว่า "หวาน" อย่างนี้มัน ฝีปิดในตับ (Amebic Liver Ab- scess) แหง ๆ ครับ มันก็เหมือนจริง ๆ แต่ ช้าก่อน ! สิ่งที่เราพูดมาข้างต้นคือ ก้อนนูนที่ชายโครงขวา กดเจ็บและมีไข้ นี้ มันก็คือผลการตรวจร่างกายนี่ ยังไม่ทันซักประวัติเลย (เห็นไหมครับ ว่าสิ่งเหล่านี้มันยั่วยวนชวน ให้หลงตามไปง่าย ๆ) ลองคุยกับเขาบ้างปะไร เขาเล่าว่าเริ่มต้นก็ดี ๆ อยู่ วันหนึ่งกำลังเล่นไพ่กัน ถูกตำรวจบุก เข้าจับ และในกระบวนการของการจับไพ่นั้น เขาถูกตำรวจกระทืบเข้าที่ ชายโครงขวา ! หลังจากนั้นเขาก็เจ็บเรื่อยมา และต่อมามีไข้และเป็นก้อน นูนขึ้นตรงชายโครงขวาด้วย ถ้าลองได้ประวัติแบบนี้ ก็เห็นต้องวินิจฉัยว่าเป็นก้อนเลือดออก (จากการถูกกระทืบ) และติดเชื้อ (Infected Hematoma) บันทึกเวชกรรมไทย ๖๙ เมื่อไปผ่าตัดก็พบว่าเป็นอย่างว่าจริง ๆ ถ้าไม่อาศัยประวัติ อาศัยแต่การตรวจร่างกาย ก็จะวินิจฉัยโรค ผิด พระพุทธ ต้องมาก่อนพระธรรม ด้วยประการฉะนี้ ๓๗. โสหิตจางปริศนา นี่ไม่เกี่ยวกับนางเอกในเรื่องของ ว.ณ. ประมวลมารค ดอกครับ วันหนึ่งเราได้รับปรึกษาคนไข้จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ได้แนบผลการตรวจเลือดมาด้วย ซึ่งรายงานว่ามีโลหิตจาง แต่ เม็ดเลือดแดงมีลักษณะปกติ เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดก็ปกติ ที่ปรึกษาก็คือเรื่องโลหิตจางไม่ทราบสาเหตุ ถ้าดูเพียงผลการตรวจเลือดเท่านั้นก็ไม่มีใครทราบสาเหตุว่าเป็น อะไร คงจะต้องเหวี่ยงแหกันยุ่งไปหมด ที่ไม่ทราบก็เพราะเราทำผิดหลัก เรื่องพระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์ คือเราไปเริ่มเอาที่พระสงฆ์ คือการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ตรวจเลือด) เลย โดยยังไม่มีพระพุทธ อันได้แก่ประวัติ ลองคุยกับเขาดูบ้างสิครับ ... เขาเป็นทหาร ถาม "ถูกเกณฑ์เมื่อไรครับ" ตอบ "เมษายนที่แล้วครับ" "เมื่อตอนถูกเกณฑ์แข็งแรงดีหรือเปล่าครับ" ถามข้อนี้เผื่อว่าไป เกณฑ์เอาคนขี้โรค ซีดเชียวอยู่แล้ว แต่เผอิญเป็นโรคทรัพย์จางด้วยจึง ถูกเกณฑ์ แต่คนไข้ก็ตอบว่า ขณะนั้นแข็งแรงดี ไม่ซีดเชียว ก็แข็งแรงเป็นปกติดี จนอยู่มาวันหนึ่งเป็นไข้หวัด กินยาแก้หวัด หมอชาวบ้าน ๗๐ แล้วก็ปัสสาวะมีสีดำ คล้ายน้ำปลา แล้วเลยซีดและหมดแรงลงไป **ปู้โฮ่! ถ้าลองได้ประวัติแบบนี้ก็รู้ทันทีว่าโลหิตจางจากอะไร** ที่ไม่รู้ก็เพราะไปตรวจเลือด แต่ไม่ซักประวัติ แบบนี้เกิดจากการที่เม็ดเลือดแดงขาดสารอย่างหนึ่งที่เรียกว่าจี- 6-พีดี (G-6-PD) ซึ่งพบมากในคนไทย ประมาณร้อยละ ๖ ของผู้ชายในภาคกลางจะมีภาวะพร่อง จี- 6-พีดี ถ้าเป็นในภาคอีสานก็อาจจะพบสูงถึงร้อยละ ๑๕ ภาวะผิดปกตินี้เกิดเนื่องจากกรรมพันธุ์ ชนิดที่พบในชายมากกว่า หญิง ทำนองเดียวกับเรื่องตาบอดสี ในสภาพธรรมดา ผู้ที่มีภาวะพร่อง จี-6-พีดี ก็กินได้นอนหลับ ไม่ ซีดเซียวอะไร แต่ตอนเป็นไข้ หรือตอนใช้ยาบางอย่างเข้าไป เม็ดเลือดแดงจะ แตกอย่างเฉียบพลัน ทำให้ปัสสาวะเป็นสีน้ำปลา และเกิดโรคโลหิตจางขึ้น **วิธีปฏิบัติรักษาก็ง่ายมาก คือไม่ต้องทำอะไร โลหิตจางมันก็จะ** ค่อย ๆ หายไปเอง การตรวจหาระดับของสาร จี-6-พีดี ในเม็ดเลือดแดงก็พอทำได้ ไม่ยาก แต่ที่สำคัญคือมันแพง เพราะต้องสั่งสารสำหรับตรวจที่เรียกว่า ทีพีเอ็น (TPN) มาทางเครื่องบิน และต้องแช่ตู้เย็นตลอดเวลา ทีนี้คนไทยที่ขาด จี-6-พีดี ก็มีหลายล้านคน **ถ้าจะ "มัวเบ่งทางแหลบ" ประเทศก็คงจะกระเป๋าแหกกันพอดี** ข้อปฏิบัติที่ควรแนะนำแก่ประชาชนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือ ๑. พยายามใช้ยาน้อยที่สุด ถ้าไม่จำเป็นอย่าใช้ (เม็ดเลือดมันจะ ได้ไม่แตก) ๒. ถ้าปัสสาวะดำเป็นสีน้ำปลาขึ้นมาทันที ให้หยุดยาที่กำลังใช้ ให้ บันทึกเวชกรรมไทย ๗๑ ดื่มน้ำมากๆ ให้ปัสสาวะไหลคล่อง (จะได้ไม่เกิดภาวะไตวาย) ก็ง่าย ๆ เท่านั้น แต่ถ้าไม่พิถีพิถันในการซักประวัติก็งเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้ว่าโลหิต จางจากอะไร อาจสงสัยมะรงมะเร็งเม็ดเลือดส่งไป นำความเดือดร้อน มาให้ผู้ป่วยยิ่งนัก ๓๘. "โอ้พระเยซู! ทำไมจึงเป็นไปได้ถึงเพียงนี้" น.ส.หนู มาโรงพยาบาลวันอาทิตย์ตอนเที่ยง มาจากนครปฐม ลองคนดั้นด้นมาวันอาทิตย์ล่ะก็ อาการป่วยเห็นจะหนัก น.ส.หนูมีไข้สูง ๔๐ องศาเซลเซียส ชีพจร ๑๒๐ มีรอยอักเสบที่ หน้าและคอ มีอาการปวดมาก ใคร ๆ เห็นก็รู้ทันทีว่า น.ส.หนู เป็นโรคอะไร แต่รู้แล้วแทนที่จะลงมือรักษาให้เขาพันทุกข์ทรมานไว ๆ สิ่งแรก ที่แพทย์เวรสั่งทำคือ ซีบีจี (CBG) คือให้ไปตรวจนับเม็ดเลือด ทั้งรอทั้งทำกว่าจะเสร็จก็เข้าไป ๒-๓ ชั่วโมง เผอิญได้ผลมาว่าเม็ดเลือดขาวต่ำไปหน่อย แพทย์ก็เลยสั่งให้ไป ตรวจเลือดซ้ำอีก ก็ไปรอ และถูกเจาะเลือดตรวจอีก เม็ดเลือดขาวมันก็ยังต่ำอยู่ ก็เลยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ให้คนไข้ค้างคืน (โดยไม่ได้ให้การรักษา ใด ๆ เลย !) รุ่งขึ้นวันจันทร์ ตอนเช้ามีคนมาดู แล้วก็เขียนการวินิจฉัยว่า ‘Cellulitis’ คือผิวหนังและเนื้อใต้ผิวหนังอักเสบ (ซึ่งใคร ๆ ก็รู้อยู่แล้วล่ะ หมอชาวบ้าน ๗๒ ลุง) ให้ส่งตรวจที่ห้องศัลย์ คนไข้ก็ถูกส่งไปตรวจที่ห้องศัลย์ จนกระทั่งมีแพทย์คนหนึ่งมาเห็นเข้าว่า เอ๊ะ ! คนนี้เม็ดเลือดขาว ต่ำนี่ ส่งไปปรึกษาทางโลหิตวิทยาเถอะ คนไข้ก็ถูกเข็นเข้าไปที่ตึกทางโลหิต ทางโลหิตก็เจาะเลือดคนไข้เข้าไปอีก ซึ่งก็เสียเวลารอการตรวจ นับอีก ตอนนี้ก็ล่วงเข้าบ่ายวันจันทร์เข้าไปแล้ว (คนไข้ยังไม่ได้รับการ รักษาอะไรเลย) เสร็จแล้วก็มีใครคนหนึ่งมาเห็นคนไข้เข้าว่า "เอ๊ะ ! คนไข้คนนี้ หนักนี่ !" (ที่จริงมันหนักมาตั้งนานแล้ว) นั่นแหละคนไข้จึงถูกส่งตัวเข้าไป อยู่ในหออายุรศาสตร์ มาตั้งแต่เที่ยงวันอาทิตย์ ได้รับการรักษาเอาเย็นวันจันทร์ ! ดีไม่ ตายเสียก่อน เพราะการอักเสบบริเวณหน้าอาจลามเข้าสมองได้ การรักษาก็คือ ฉีดเพนิซิลลิน และให้แอสไพริน ระงับปวด ซึ่ง ควรจะให้โดยเร็วที่สุดถ้าไม่ "มัวเบ่งทางแหลบ" กันอยู่ ตอนนั้นพอดี ดร.สโต๊คส์ ครูแพทย์จากอังกฤษมาเยี่ยม พอรู้เรื่อง คนไข้เข้าแกอุทานว่า "โอ้พระเยซู ! ทำไมจึงเป็นไปได้ถึงเพียงนี้" บันทึกเวชกรรมไทย ๗๓ # ๓๙. โอ้ พระอัลลาห์ ! นี่ก็เหมือนกัน ที่ โอพีดี เช่นเคย คนไข้นั่งในรถเข็น หอบเหนื่อย บวมทั้งตัว หลอดเลือดดำที่คอโป่ง "หมอครับ คนไข้หัวใจวาย ช่วยจัดการทีเถอะ" แพทย์อาวุโสบอก "ครับ ๆ" แพทย์ประจำบ้านรับคำ หลังจากตรวจคนอื่น ๆ กันไปสักพัก "เออหมอ คนหัวใจวายเมื่อ กี้หมอจัดการไปถึงไหนแล้ว" "ผมส่ง Teleheart (เอกซเรย์หัวใจ) กับ EKG (ตรวจคลื่นไฟฟ้า หัวใจ) ไปแล้วครับ ฮ่วย ! ทำกันอย่างนี้เรื่อยเลย คนไข้กำลังเหนื่อยหอบ ทรมานยิ่งกว่าคนจมน้ำอีก (เพราะน้ำมัน ท่วมปอด) แทนที่จะรีบให้ดิจิตาลิส และยาขับปัสสาวะก่อนอื่น ดันไปส่ง เอกซเรย์หัวใจ กับตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเสียนี่ นี่ก็ "มัวเบ่งทางแหลบ" อีกชนิดหนึ่ง ทำให้คนไข้ต้องทรมาน เนิ่นนานขึ้น แทนที่จะได้รับการรักษาทันทีทันควัน เผอิญคนไข้เป็นมุสลิม ก็ต้องอุทานว่า "โอ้ พระอัลลาห์ !" ## ๔๐. ศาสตราจารย์ลุดวิก ไฮล์มัยเออร์ ผมต้องขอบันทึกเวชกรรมฝรั่งแทรกตรงนี้สักหน่อย ศาสตราจารย์ลุดวิก ไฮล์มัยเออร์ (Ludwig Heilmeyer) เป็น โลหิตแพทย์ ชาวเยอรมัน ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก เหมือน ๆ กับ ดร. วินทรอบ (Dr.Wintrobe) ของสหรัฐอเมริกา หมอชาวบ้าน ๗๔ ท่านศาสตราจารย์อรุณ เนตรศิริ ก็เคยศึกษากับท่านผู้นี้ ฤดูร้อนปีหนึ่ง ท่านไปพักผ่อนทางภาคใต้ของอิตาลี วันหนึ่งมีอาการแน่นหน้าอกขึ้น ถูกพาไปตรวจที่โรงพยาบาลที่ เมืองเล็ก ๆ แห่งนั้น เผอิญเครื่องเอกซเรย์ที่นั่นเสีย กว่าจะซ่อมเครื่องเสร็จก็วันรุ่งขึ้น เมื่อเอกซเรย์ดูก็พบว่าท่านเป็นโรคลมรั่วจากปอดเข้าช่องเยื่อหุ้ม ปอด (Pneumothorax) ลักษณะนั้น อาการท่านหนักเสียแล้ว และถึงแก่กรรมในเวลามิช้า ก็ไอ้โรคนี้ปรมาจารย์ท่านสอนกันไว้ว่าให้วินิจฉัยให้ได้ฉับไว จาก การตรวจร่างกาย ไม่ต้องรอเอกซเรย์ ถ้าพบแล้วก็เจาะลมออก คนไข้ก็จะปลอดภัย แต่ถ้าชักช้าโอ้เอ้ มัวรอเอกซเรย์ คนไข้ก็อาจจะตายเสียก่อน ครับ ท่านศาสตราจารย์ลุดวิก ไฮล์มัยเออร์ ตายเพราะแพทย์มัว รอเอกซเรย์ แทนที่จะใช้อายตนะของตัวเองในการตรวจรักษา ก็เป็นเรื่อง "มัวเบ่งทางแหลบ" นั่นแหละครับ จนคนไข้ตาย ๔๑. เบนซ์-โจน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรถเบนซ์ หรือการกระโจนอะไรหรอกครับ แต่มันมีการตรวจอย่างหนึ่งที่เขาเรียกว่า เบนซ์-โจน (Bence- Jones) เรื่องของเรื่องมันมียังงี้ครับ บันทึกเวชกรรมไทย ๗๕ มีผู้ป่วยคนหนึ่ง อายุ ๒๐ ปี ไปตรวจที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แพทย์สั่งตรวจปัสสาวะ ผลการตรวจปัสสาวะรายงานว่า Bence-Jones protein ให้ผลบวก แต่ Robert's ให้ผลลบ แพทย์ก็สั่งเอกซเรย์สำรวจกระดูกหมดทั้งตัว (ซึ่งหมดเงินไปอีกแยะ) ก็ไม่พบอะไรจึงส่งมาปรึกษา นี่มันยุ่ง และสับสนผิดพลาดไปหมดทุกขั้นตอน การตรวจเบนซ์-โจน โปรตีน ในปัสสาวะนั้นปกติไม่ทำกัน จะทำต่อเมื่อสงสัยโรค ก็ไม่ทราบว่าแพทย์เป็นคนสั่งตรวจ หรือพนักงานวิทยาศาสตร์ดันไปตรวจเข้าเอง ประการแรก : ไม่ควรสั่งตรวจ และไม่ควรตรวจเบนซ์-โจน โปรตีน ในผู้ป่วยรายนี้ เพราะอายุ ๒๐ ปี ไม่เป็น multiple myeloma ดอก จะเป็นก็ในคนแก่ ๆ และผู้ป่วยรายนี้ไม่มีอาการอะไรที่ทำให้น่าสงสัยว่าเป็นโรคนี้ ประการที่สอง : ที่ตรวจนั้นผิด เพราะทุกรายที่ตรวจเบนซ์-โจน โปรตีนให้ผลบวก จะต้องให้ผล Robert's บวกด้วย เพราะเป็นการตรวจโปรตีน แต่ในรายนี้ให้ผลลบ ประการที่สาม : เมื่อตรวจผิด คนตรวจก็ไม่ทราบว่าตนตรวจผิด ก็เลยรายงานผลผิด ๆ นั้นไปให้แพทย์ ประการที่สี่ : แพทย์ก็ไม่ทราบว่าผลนั้นผิด ก็เลยทำความผิดต่อไปอีก โดยสั่งเอกซเรย์สำรวจกระดูกหมดทั้งตัว (ซึ่งก็จะไม่พบอะไรเป็น หมอชาวบ้าน ๗๖ # ธรรมดา) ครับ ดูมันสับสนไปหมด รู้กันเป็นส่วน ๆ รู้กันผิดๆ ถูก ๆ "เบ่งทางแหลบ" กันมาก ๆ แทนที่จะรู้รอบทั่วถึงลึกซึ้งง่าย ๆ มันก็ป่นปี้กันแน่ ๆ # ๔๒. คุณหิวกี่ยูนิต คนไข้ท้องเดินมา เขาก็เจาะเลือดหาระดับโซเดียม วัด CVP หา Osmolarity แล้วก็เอาค่าต่าง ๆ ที่ได้มาเข้าสูตรว่าจะต้องให้น้ำเท่านั้น ให้เกลือเท่านี้ ผลปรากฏว่าคนไข้ตายจากน้ำท่วมปอด ก็การตรวจทางแหลบต่าง ๆ นั้นมันผิดได้ทุกขั้นตอน เช่น มีใครสอบมาตรฐานของเครื่องหรือไม่ ผสมน้ำยาได้สัดส่วนดีอยู่หรือ อ่านผลผิดหรือถูก คำนวณไม่ผิดแน่นะ ลอกผลถูกต้องหรือเปล่า ฯลฯ ถ้าเข้าสูตรผิด ยิ่งเจ๊งเข้าไปใหญ่ ยิ่งทำอะไรที่ซับซ้อนมาก ความผิดยิ่งอาจเกิดขึ้นได้มาก เพราะความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ในแต่ละขั้นตอน เมื่อรวมแล้วเขาเรียกว่า compound errors การรักษาท้องเดินชนิดที่ไม่ "เบ่งทางแหลบ" หรือชนิดตาดูหูฟังก็อาจทำได้ง่าย ๆ ดังนี้ บันทึกเวชกรรมไทย ๗๗ ให้ยาแก้ท้องเดิน ถ้าผู้ป่วยเสียน้ำไปมาก จนเวียนศีรษะหรือมือเท้าเย็น ปัสสาวะ ออกน้อย ก็ไม่ต้องมัวไปเจาะเลือดหาโน่นหานี่ให้ชักช้าละ ให้น้ำเกลือไป ๑ ลิตรก่อน ถ้าคนไข้ดีขึ้น โดยมือเท้าอุ่น ปัสสาวะไหลออกดี ยิ้มกับหมอ และ บอกว่า "หมอครับ ผมสบายขึ้นแล้ว" นี่เป็นเครื่องวัดที่ดีที่สุด ซึ่งมันอาศัย ข้อมูลหลายๆ อย่างในตัวคนไข้ (มากมายกว่าสิ่งที่เราไปวัดผิด ๆ ถูก ๆ) เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ในตัวคนไข้เอง ทำให้ออกมาเป็นยิ้ม และบอกว่า "ผมสบายขึ้น" เราก็อาจให้น้ำเกลือแถมไปอีกครึ่งลิตรและก็เตรียมหยุดน้ำเกลือ ได้ ถ้าคนไข้หยุดท้องเดิน ก็จบแค่นั้น ก็ไม่รู้หรอกว่า โซเดียม มันเท่าไร คลอไรด์ มันเท่าไร ออสโมลาริตี้ย์ มันเท่าไร แต่คนไข้หายกลับบ้านได้ และวิธีรักษาแบบนี้ก็ใช้ได้ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล ทุก หมู่บ้าน ทั่วประเทศ ถ้าหากว่าเราหิวข้าว การแก้ปัญหาที่ง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ กินอาหารเสีย แต่ถ้ามีนักเลงมาบอกเราว่า "ช้าก่อน ! คุณยังกินไม่ได้ ไม่เป็น วิทยาศาสตร์ ต้องให้ผมเอาเครื่องมือใส่ลงไปในกระเพาะคุณเสียก่อน เพื่อวัดดูว่าคุณหิวกี่ยูนิต ความหิวของคุณเป็นชนิดใด" แบบนี้มันก็คงบ้าสิ้นดี ! และการแก้ปัญหาหิวข้าวก็คงจะโกลาหลอีกมาก ในทางการแพทย์ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ปัญหาใหญ่ที่ควรแก้ไขได้ง่าย ๆ หมอชาวบ้าน ๗๘ ตรงไปตรงมา ก็ไปทำให้ซับซ้อนโกลาหล โดยใช้เครื่องวัดต่างๆ คิดว่า ถ้าไม่วัดแล้วไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ผลก็คือ ล่าช้า อันตราย เจ็บตัว หมดเปลือง และเป็นจักรวรรดินิยมทางเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เราต้องตกเป็นทาสของต่างประเทศอีกแบบหนึ่ง การแพทย์ไม่สามารถกระจายไปสู่ต่างจังหวัดได้ดี ก็เพราะความเป็นทาสเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ด้วยอย่างหนึ่ง ทำให้แพทย์ดูถูกคุณค่าของตนเอง "โรงพยาบาลผมมันแย่ครับ ห้องปฏิบัติการตรวจอะไรไม่ค่อยได้" ผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่างจังหวัดแห่งหนึ่งบ่น โรงพยาบาลที่มีหมอดี ๆ แต่ไม่มีห้องปฏิบัติการดี ๆ นั้นมีคุณค่าต่อประชาชน มากกว่าโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือดี ๆ แต่มีหมอไม่ดี นี่ก็เป็นเรื่องของคนกับวัตถุ ในอเมริกาเอง มีผู้ศึกษาไว้ว่า ลำพังการถ่ายเอกซเรย์โดยไม่มีความจำเป็น คิดเป็นมูลค่าถึงปีละ ๒ หมื่นล้านบาท ยังไม่นับถึงการตรวจหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้า หรือตรวจออย่างอื่น ๆ โดยไม่จำเป็น หนังสือไทม์ รายสัปดาห์ ลงข่าวเมื่อปีกลายนี้ว่า ในอเมริกาได้มีการคดโกงกันเกี่ยวกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นมูลค่ามหาศาล ครับ อะไรที่มันคิดกันเป็นเงินเป็นทอง มันก็มีการโกงกันขึ้นมา บันทึกเวชกรรมไทย ๗๙ ร่างกายมนุษย์กับเครื่องจักรนั้นไม่เหมือนกัน เครื่องจักรนั้นมันซ่อมตัวมันเองไม่ได้ ต้องเข้าโรงซ่อม ต้องล้าง อัดฉีด ส่วนร่างกายมนุษย์นั้นมันตรวจตราดูแลซ่อมแซมส่วนที่สึกหรออยู่ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ถ้ามนุษย์ "ดำรงชีวิตโดยสมควร" ธรรมชาติก็จะดูแลมนุษย์ให้ อยู่เย็นเป็นสุข แต่ทุกวันนี้ คนจำนวนมากคิดและถูกทำให้คิดว่า ร่างกายมนุษย์ กับเครื่องจักรนั้นเหมือนกัน อีแบบนี้ก็เจ๊งเท่านั้น ! เพราะถ้าประเทศไทยมีรถยนต์มนุษย์อยู่ ๔๕ ล้านคัน ทุกคันต้อง เข้าอู่ เช็กเครื่อง ต้องล้างอัดฉีดหมด มิโกลาหลกันตายหรือ ที่พูดมาทั้งหมดก็กรุณาอย่าเข้าใจผิดว่าเราไม่ควรพึ่งเครื่องมือเลย มนุษย์กับเครื่องมือนั้นหนีกันไม่พ้น แต่ควรให้มนุษย์เป็นนายเครื่องมือ มิใช่ตกเป็นทาสของเครื่องมือ เอาละครับ ผมเห็นจะต้องอำลาเสียที และคงจะต้องไปจุดธูป เทียน บูชาระลึกถึงท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเสริฐ กังสดาลย์ เจ้าของอมตวาทะที่ว่า "มัวเบ่งทางแหลบ บัดซบจริงกู" หมอชาวบ้าน ๘๐ ตอนที่ ๘ ติ้วเล็ก หัวโต ใจแคบ ข้อความที่นำมาเป็นชื่อตอนข้างบนนี้ ไม่ใช่ผมกล่าวเองอีกน่ะ แหละครับ แต่เป็นของศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน ส่วนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ขออุบไว้ว่ากันตอนท้ายดีไหมครับ ตอนนี้ขอเชิญฟังเรื่องราวที่พบเป็นประจำวัน วันละมากๆ # ๔๓. โรคช่างเสริมสวย วันนั้นไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร คนไข้ที่เรียงกันเข้ามาตรวจ ๓ คน ติด ๆ กัน เป็นช่างเสริมสวย ทั้งหมด มาจากคนละแห่ง ไม่รู้จักกัน แต่มีอาการคล้าย ๆ กัน คือ "อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เวียนศีรษะ" "หนูอยากเอกซเรย์" คนหนึ่งว่า "หนูอยากตรวจหัวใจ" อีกคนหนึ่งว่า "หนูอยากฉีดยา" คนที่สามกล่าว "หนูเคยฉีดยาบำรุงมาแล้ว เข็มละ ๕๐ บาท ฉีดอยู่ ๓ เดือนยัง ไม่หาย เลยมาตรวจ" "หนูตรวจที่ประจวบ ฯ มาแล้ว หมอสงสัยโรคตับกับมะเร็ง หนู เป็นจริง ๆ หรือเปล่าคะคุณหมอ" คนหนึ่งถามด้วยความกังวล "ความดันหนูต่ำหรือเปล่าคะ คุณหมอ" ฯลฯ ## ดูมันยุ่งกันไปหมด ตรวจดูทั้ง ๓ คน ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ "ก่อนที่จะมาเป็นช่างเสริมสวย ทำอะไรครับ" หมอถาม "ทำนาค่ะ" เหมือนกันหมดทั้ง ๓ คน (ไม่ได้ตรวจทีเดียวพร้อมกัน ตรวจทีละคน แต่ข้อความคล้าย ๆ กัน) "เมื่อตอนทำนามีอาการเหล่านี้หรือเปล่าครับ" "ไม่มีค่ะ ตอนนั้นสบายดี" ถ้าอีแบบนี้ อาการไม่สบายนก็เห็นจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนอาชีพจาก หมอชาวบ้าน ๘๒ ทำนามาเป็นช่างเสริมสวยนั่นเอง ถ้าใครไปบอกคนไข้ชนิดนี้ว่า "ความดันโลหิตต่ำ" หรือ "หัวใจอ่อน" หรือฉีดยาเอาเงินเขาอยู่ทุกบ่อย ๆ ยังกับเขาเป็นน้ำบ่อทรายล่ะ ก็บาปชะมัดเลย เพราะอะไรหรือ ? ก็เพราะทำให้เขาไม่หาย และเสียเงินมากน่ะสิครับ ส่วนวิธีทำให้เขาหาย เขากลับไม่ต้องเสียเงิน ทำยังไงหรือครับ ก็ขจัดเหตุสิครับ เหตุหรือครับ ง่ายนิดเดียว เส้นผมบังภูเขา ไม่สน ก็ไม่เห็น แนะนำให้เขาออกกำลังกายทุกวัน ถ้าไม่มีอะไรทำก็โดดเชือกเช้าเย็น โดดจนเหงื่อออก และเหนื่อยหอบ หายทุกราย ไม่ต้องเสียเงินเลย ช่างเสริมสวยเกือบไม่ได้ออกกำลังกายเลย เอาแต่ซอย ๆ หวี ๆ กำลังมันก็หดน้อยถอยไปทุกวัน ๆ หนักเข้าก็อ่อนเพลีย ไม่มีแรง แล้วก็เวียนศีรษะ แล้วก็เป็นเรื่องสับสนขึ้นมา ๔๔. โรคครู "ดิฉันตอนนี้ไม่ทราบว่าเป็นอะไรค่ะ พอตกบ่ายก็ไม่มีแรง" คนไข้เล่า "เวียนศีรษะ แล้วก็หงุดหงิด กลับบ้านเลยพาลดุด่าลูก หรือลงไม้ลงมือไปเลย" "ไปรักษามาหลายแห่งก็ไม่หาย ฉีดยาก็รู้สึกดีขึ้นมาสักวันสองวัน บันทึกเวชกรรมไทย ๘๓ "แล้วก็เป็นใหม่ ต้องกลับไปฉีดอีก จนพรุนไปหมดแล้ว" "คุณหมอก็แนะนำให้พักผ่อนมาก ๆ ถ้าตอนไหนไม่สอน ดิฉันก็ พยายามนอน ก็ไม่เห็นมันหาย นี่กำลังคิดจะลาออกจากราชการเพื่อรักษา ตัวแต่ก็สองจิตสองใจ ทำงาน ๒ คนยังไม่ค่อยจะพอใช้ ไหนยังค่าหมอ ค่ายาคิดแล้วอยากตายจริง ๆ" คุณครูเล่าพลางมีน้ำเอ่อขึ้นมาเต็มเบ้าตา "คุณครูสอนหนังสือมากี่ปีแล้วครับ" หมอถาม "๑๐ ปีแล้วค่ะ" "คุณครูชอบเด็ก ๆ หรือเปล่าครับ" "ชอบค่ะ ใหม่ๆ ก็สนุก แต่มาระยะหลัง ๆ นี่รู้สึกหงุดหงิด ก็พาล ๆ จะเบื่อ" หมอวัดความดัน แหกตา ฟังปอด ฟังหัวใจ "ดิฉันเป็นโรคหัวใจหรือเปล่าคะ ?" คนไข้ถามด้วยความกังวล "ไม่เป็นครับ หัวใจปกติดี" "ดิฉันเป็นโรคปอดหรือเปล่าคะ ?" "ไม่เป็นครับ หัวใจปกติดี" "แล้วดิฉันเป็นอะไรคะ" "ไม่พบอะไรผิดปกติครับ" "ดิฉันควรจะกินอาหารอะไร กินวิตามินอะไร หรือฉีดยาอะไรจึง จะมีกำลังคะคุณหมอ" "คุณครูครับ นายห้างคนหนึ่งแกกินหมูเห็ดเป็ดไก่ วิตามินกินยา บำรุงทุกชนิดในโลก แกจะแบกข้าวหนึ่งกระสอบไหวไหมครับ ? ก็ไม่ไหว ! แต่กรรมกรนั้น แกกินข้าวต้มกุ๊ย แกแบกข้าวสารหนึ่งกระสอบได้" "กำลังจะมีก็ต่อเมื่อออกกำลัง" หมอชาวบ้าน ๘๔ "คุณครูครับ การศึกษานั้นมีองค์สามใช่ไหมครับ คือ พุทธิศึกษา พลศึกษา และจริยศึกษา คุณครูมีพลศึกษาบ้างหรือเปล่าครับ" หมอถือโอกาสสอนครู ! "ก็มีแต่ของนักเรียนค่ะ อาทิตย์ละชั่วโมง!" หมอจึงจัดการแนะนำให้ครูออกกำลังกายทุกวันตามระเบียบ หยูกยาอะไรก็ไม่ได้สั่งไป คำอธิบายคือการรักษาที่ดีที่สุด ! (แต่ก็น่าเห็นใจหมอเหมือนกันใช่ไหมครับ ถ้าเอาแต่อธิบายอย่างเดียวจะไปคิดค่าอธิบายนั้นก็ดูทะแม่ง ๆ อยู่สำหรับคนไทย แล้วไอ้ค่าเซ้งร้านเมื่อไรจะได้คืน) ๔๕. นอนไม่หลับ-ปวดท้อง กระทำชายนายหนึ่งไปตรวจที่โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงที่สุดด้วย เรื่องปวดท้องบ่อย ๆ แพทย์คนแรกสั่งตรวจทันที ๔ อย่าง ๑. ตรวจอุจจาระ ๒. ตรวจปัสสาวะ ๓. ตรวจเลือด ๔. เอกซเรย์กระเพาะอาหาร ก่อความลำบากให้คนไข้ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจอีกประมาณ ๑๐ คน หมดเงิน หมดเวลาไปมาก ตรวจแล้วก็ไม่พบอะไร ปวดท้องก็ไม่หาย "เดี๋ยวลองคุยกันหน่อยนะครับ" หมอคนที่ ๒ ว่า "ที่คุณปวดนี่ บันทึกเวชกรรมไทย ๘๕ ปวดทุกวันหรือเปล่าครับ" "ไม่ทุกวันหรอกครับ" คนไข้ว่า "คืออย่างนี้ครับ ผมเป็นโรค นอนไม่ค่อยหลับด้วย ถ้าคืนไหนนอนไม่หลับรุ่งขึ้นจะปวดท้อง" เรื่องมันก็ตรงไปตรงมา นี่แหละในตอนที่แล้วจึงกล่าวว่า การซัก ประวัติผู้ป่วยให้ละเอียดมีความสำคัญที่สุด เราจะวินิจฉัยสมุฏฐานของ โรคเป็นส่วนใหญ่ได้จากประวัติ ไม่ใช่จากการตรวจทางห้องทดลอง ถ้าเรานอนไม่ค่อยหลับหรือไม่หลับสนิท ประสาทมันจะเครียด พาลให้ท้องไส้พะอืดพะอม หรือปวดท้องไปเลย แต่ถ้าวันไหนหลับสนิท ท้องไส้มันก็พลอยปลอดโปร่งไปหมด คนที่ทำไร่ไถนา หรือกรรมกรแบกหามนั้นพอหัวถึงหมอนก็หลับ เป็นตาย คนที่ทำงานเบา และไม่ออกกำลังกายนั้น เป็นโรคนอนไม่หลับ เก่งที่สุด ๔๖. คุณทศ พันธุมเสน โรคหวัดคัดจมูก ไซนัส เจ็บคอ จมูกตัน หายใจไม่ออกนั้นมีคน เป็นกันเยอะแยะ กินยาฉีดยามันก็ไอ้แค่นั้น อาจจะหายไปไม่ถึงวันแล้วก็เป็นใหม่อีก ก่อความรำคาญให้แก่คนเป็นยิ่งนัก ลองฟังเรื่องของคุณทศ พันธุมเสน ดูบ้างสิครับ คุณทศเล่า (ในการอภิปรายที่ศิริราช) ว่า เมื่อยังหนุ่มอยู่นั้นมีโรค ประจำตัวคือคัดจมูกกับเป็นโรคหืด "ไม่มีสักวันที่ผมจะหายใจทางจมูกได้" คุณทศว่า หมอชาวบ้าน ๘๖ เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ คุณทศไปเรียนหนังสือที่อังกฤษ ก็มีอาการดังกล่าวเป็นประจำ ทำให้เกิดทุกขเวทยายิ่งนัก เมื่อเกิดสงครามโลกขึ้น คุณทศก็เป็นเสรีไทย และถูกส่งมาประจำ อยู่ที่อินเดีย วันหนึ่งคุณทศไปเห็นโยคีกำลังทำโยคะเข้า ก็ไปถามว่า ทำไม โยคีก็เลยอธิบายให้ฟัง และสอนให้คุณทศทำบ้าง ตั้งแต่คุณทศบริหารร่างกายด้วยโยคะเป็นประจำ อาการคัดจมูก กับหอบหืดก็หายไปหมดสิ้น และร่างกายก็แข็งแรง "ผมทำได้" คุณทศว่า "เดี๋ยวนี้คุณมาเดินแข่งกับผมวันละ ๕๐ กิโล ก็ได้" การออกกำลังกายเป็นยาที่สำคัญที่สุดในการป้องกันหวัดคัดจมูก และไซนัส เพราะการออกกำลังกายเป็นประจำทำให้ร่างกายทนทานต่อ ความร้อนหนาวและความชื้นได้ดีขึ้น นอกจากนั้น การออกกำลังกายยัง ทำให้เกิดความอบอุ่นไปทั่วร่างกาย ทำให้จมูกที่กำลังคัดอยู่ด้วยความ เย็นนั้น หายไปทันทีเร็วกว่ายาอีก ไม่เชื่อก็เชิญลองดูได้เลยครับ ๔๓. ธัมมวิตโภภิกขุ ใคร ๆ ก็รู้จักชื่อท่านธัมมวิตโภภิกขุ หรือพระภิกษุพระยานรรัตน์ฯ แห่งวัดเทพศิรินทราวาส ท่านเขียนเล่าว่าเมื่อหนุ่ม ๆ เมื่อครั้งยังรับราชการเป็นมหาดเล็ก ของในหลวงรัชกาลที่ ๖ นั้น ท่านมีอาการซูบซีด อ่อนเพลีย ท่านเขียน ว่าเป็น Neurasthenia (นิวรัสทีเนีย) (Neurasthenia ก็จำพวกเหนื่อยง่าย ใจสั่น นี่แหละครับ) บันทึกเวชกรรมไทย ๘๗ จนกระทั่งในหลวงรับสั่งว่า "แกนี่น่ากลัวจะเป็น คอนซัมพ์ชั่น" (คอนซัมพ์ชั่น = วัณโรค) ภายหลังเมื่อท่านทำการบริหารร่างกายท่าต่าง ๆ เป็นประจำ ตลอดมาจนแม้เมื่อเป็นพระแล้ว อาการไม่สบายต่าง ๆ เหล่านั้นก็หายไป ราวกับปลิดทิ้ง เรื่องการขาดการออกกำลังแล้วก่อให้เกิดความเจ็บไข้นานา ประการให้แก่มนุษย์นั้น เป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง เป็นประจำ วัน แต่เป็นเรื่องที่มองไม่เห็นกันทั้งด้านผู้รับการรักษาและผู้รักษา เลยพาให้สับสนต่อไปอีกมาก เพราะไปโทษว่าเป็นโน่นเป็นนี่ กิน ยา ฉีดยา ตรวจด้วยวิธีการต่าง ๆ แล้วก็ไม่หาย เพราะไม่ตรงต่อเหตุ มนุษย์นั้นอยู่ในโลกนี้มาในฐานะที่เป็นมนุษย์ ก็ประมาณ ๒ ล้านปี แต่ที่เป็นลิงเป็นค่างหรือสัตว์ชั้นต่ำกว่านั้นลงไปอีกก็นับเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ล้านปี ในประวัติศาสตร์ของสัตว์และมนุษย์นั้น จะต้องออกกำลังอย่าง หนักทุกวันในการหาอาหาร เช่น ไล่จับสัตว์ ทำไร่ไถนา ร่างกายของมนุษย์จึงสร้างมาว่าต้องออกกำลังกายจึงจะเป็น ปกติสุขหรือเกิดความสมดุล เพิ่งมาในระยะไม่นานมานี่เองที่มีการแบ่งแยกอาชีพคนพวกหนึ่ง ไปทำงานเบา เช่น เป็นช่างเสริมสวย ช่างตัดเสื้อ ครู แพทย์ ฯลฯ แล้ว ก็เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพต่าง ๆ ตามมา มีผู้กล่าวว่า ถ้ามีเวลาให้พนักงานของบริษัทหรือของธนาคาร หรือของโรงงานที่ทำงานเบาได้มีเวลาหยุดพัก และทำการบริหารกาย เป็นประจำทุกวัน จะพบว่าวันลาป่วยของพนักงานเหล่านั้นลดน้อยลง หมอชาวบ้าน ๘๘ เป็นอันมาก การออกกำลังกายนั้นมีอานิสงส์เป็นอเนกประการ เช่น * ทำให้ไม่เป็นโรคอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ * ทำให้ไม่ค่อยเป็นหวัดคัดจมูก * ทำให้ท้องไม่ผูก * ทำให้นอนหลับสนิท เป็นโรคแผลในกระเพาะน้อยลง เป็นความดันโลหิตสูงน้อยลง * ทำให้กระดูกแข็งแรง * ไขมันในเลือดไม่สูง * เป็นโรคหัวใจน้อยลง * โรคปวดหลังปวดข้อ ข้อขัดน้อยลง * ทำให้ไม่เป็นเบาหวาน หรือลดความรุนแรงของเบาหวานลง และป้องกันอาการแทรกซ้อนของเบาหวาน (ดังกล่าวแล้วในตอนที่ ๔) * แก่ช้าลง * อายุยืนขึ้น ฯลฯ เรียกว่าเป็น ยาอายุวัฒนะ ว่างั้นเถอะ ถ้าช่วยกันปลุกระดมให้คนออกกำลังกายกันให้ทั่วถึง จะทำให้ประหยัดค่ารักษาพยาบาลไปได้มาก เป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศทางหนึ่ง เมื่อตัวเลขแสดงให้เห็นว่า คนอเมริกันอ่อนแอกว่าคนอังกฤษ เพราะใช้เครื่องทุ่นแรงมาก ประธานาธิบดีเคเนตี้ได้พาคณะออกวิ่งไปตามถนน เพื่อปลุกระดมคนอเมริกันให้ตระหนักถึงคุณค่าของการออก บันทึกเวชกรรมไทย ๘๙ # กำลัง คนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล ถ้าอ่าน "บันทึกเวชกรรมไทย" แล้ว กรุณาไปเชิญชวนท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ออกวิ่งรอบ สนามหลวงและเชิญสื่อมวลชนร่วมด้วยก็จะดีไม่น้อย หันมาดูระบบการศึกษาของเราบ้าง ตอนที่ ๕ ผมได้เขียนเรื่อง สิกขา ปรมา ทุกขา หรือ การศึกษา เป็นทุกข์อย่างยิ่ง เด็ก ๕-๖ ขวบ ก็จับไปนั่งเรียนหนังสือวันละ ๕-๖ ชั่วโมง ต้อง ท่องจำเรื่องต่าง ๆ ทั่วโลก ให้การบ้านมาก ๆ หิ้วกระเป๋าใบโต ๆ บางทียัง แถมกวดวิชาเสียอีก ## นับว่าผิดธรรมชาติของเด็กเป็นอย่างยิ่ง ธรรมชาติของเด็กนั้นต้องการเล่น ต้องการออกกำลังมากๆ เพื่อ ให้ร่างกายและจิตใจ เติบโต เบิกบาน กำลังกายเป็นพื้นฐานของจิตใจ และของความสุข ลองสุขภาพไม่ดีเสียอย่าง ถึงมีเงินเป็นล้าน ๆ มีวิชาท่วมหัวก็ หาความสุขในชีวิตไม่ได้ ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน อดีตอธิบดีกรม พลศึกษา ท่านจึงกล่าวว่า ระบบการศึกษาของเราทุกวันนี้เป็นระบบที่ทำให้ "ตัวเล็ก หัวโต ใจแคบ" ระบบการศึกษาของเราทำลายคน มากกว่าสร้างคนให้เป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ ทำไมจะต้องรีบกันนักหนา ที่จะให้เด็กเรียนว่า มีดาวนพเคราะห์ กี่ดวง ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกาชื่ออะไร สถานที่สำคัญของ ทางราชการอยู่ที่ไหน หรือฟุดฟิดฟอไฟ หรือเรียนเลข เรียนอะไรต่าง ๆ หมอชาวบ้าน ๙๐ ไม่เห็นจะเป็นแก่นสารสาระอันใดที่จะต้องไปรีบร้อนยัดเยียดสิ่ง เหล่านี้ให้กับเด็ก เด็กที่ "สำเร็จการศึกษา" แบบนี้ออกมาเป็นคนอ่อนแอทั้งกายและ ใจเข้าลักษณะที่ว่า "ตัวเล็ก หัวโต ใจแคบ" ทำไมเราไม่สร้างระบบการศึกษาที่ทำให้เด็กของเราสนุก แข็งแรง ใจกว้าง รักมนุษย์และสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อส่วนรวม และหัดประกอบ การงานที่เป็นประโยชน์พร้อมกันไปด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญกว่าการไปนั่งท่องอะไร ๆ ทั่วโลกอย่างใน ปัจจุบันดอกหรือ ถ้าจะสร้างเด็กของเราให้เป็นชนิด "ตัวใหญ่ สมองใส ใจกว้าง" ก็ต้องปฏิรูปการศึกษาเสียใหม่ครับ (ถ้าชื่อปฏิรูปแล้วไม่ปฏิรูป ก็เหมือนชื่อรวย แต่จนนั่นแหละครับ) บันทึกเวชกรรมไทย ๙๑ ในขณะที่ราษฎร ถูกโฆษณาชวนเชื่อทางวิทยุ และโทรทัศน์ทั้งกลางวันและกลางคืน ทุกวันและทุกคืน ให้เกิดตัณหา อุปทานในสิ่งฟุ่มเฟือยต่าง ๆ (ซึ่งขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ในเรื่องการลดกิเลสเป็นอย่างยิ่ง) เรามีอะไรบ้างที่โฆษณา เพื่อประโยชน์ของประชาชน ตอนที่ ๙ # ชีวิตอื่น ## กระจกส่องสุขภาพของไทย "พ่อ ๆ พ่อเคยไป ปรโลก ไหมครับพ่อ" บุรุษวัย ๗ ขวบ ช่างสรร จำนรรจา "เฮ้ย !! ไม่เคย ๆ แกไปเอาคำนี้มาจากไหนนะ ?" "ผมได้ยินในโทรทัศน์ครับ ปรโลกนี้มันแปลว่าอะไรล่ะ" "เดี๋ยวก่อน พ่อก็ไม่รู้แน่เหมือนกันว่าแปลว่าอะไร เดี๋ยวพ่อเปิด ตำราดูก่อน อ้อนี่ ปร แปลว่าอื่น ได้การละ ปรโลก ก็แปลว่าโลกอื่นยังไง ล่ะ" <figure> A black and white line drawing depicts a scene with several figures. In the foreground, a man in a suit is pointing a gun towards the left, while another man in a military-style uniform with a helmet is lying on his back on the ground. A third figure, possibly female, is standing to the right of the man in the suit. In the background, there are more figures, including one wearing a hat and another with a rifle. The scene appears to be set outdoors in a rural or semi-urban environment with some trees and buildings. The drawing style is reminiscent of manga or comic panels, with clear lines and a focus on the characters' actions. </figure> "ถ้างั้นไอ้พวกมนุษย์ต่างดาวในทีวีนี่มันก็มาจากปรโลกสิครับพ่อ" ??? ฟังพ่อลูกคู่นี้คุยกัน เลยนึกได้ว่าเคยตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับ ปรสิต คำนี้นักบัญญัติศัพท์จงใจเลียนแบบมาจากภาษาอังกฤษว่า para- site แน่ ๆ แล้วก็ได้ความหมายตรงกันเหมาะเหม็ง เขาแน่จริง ๆ สิต แปลว่า ชีวิต ปรสิต แปลว่า ชีวิตอื่น แต่ชีวิตอื่นในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผีสางนางไม้อะไรนะครับ แต่หมาย ถึงชีวิตอื่นที่เป็นกาฝากอาศัยทำมาหากินอยู่ในร่างกายมนุษย์ ลองดูตัวอย่างเสียก่อนเป็นอย่างไรครับ แล้วตอนท้ายผมจะเรียน ให้ทราบว่าประชาชนคนไทยนั้นมี "ชีวิตอื่น" หรือปรสิตอยู่ในร่างกาย มากน้อยเพียงใด ๔๘. หอยมหากัป "โอย ๆ" เสียงครวญครางดังมาก่อนที่จะเห็นตัว "คนไข้ใหม่ครับ" แพทย์ประจำบ้านบอก "ปวดหัวรุนแรงมา ๒ วัน คอแข็งด้วยครับ" "คอแข็ง" เป็นศัพท์ที่ใช้ในทางการแพทย์ คนปกตินั้น "คออ่อน" กล่าวคือเอาคางมาชิดหน้าอกได้ แต่คนที่ "คอแข็ง" นั้นแม้ให้นอนหงาย และผู้ตรวจเอามือช้อนใต้ศีรษะ และพยายามกระดกขึ้น คอก็ไม่ยอมงอ คงแข็งที่อเป็นเส้นตรงกับลำตัว อีแบบนี้ พวกแพทย์รู้กันว่ามีอะไร ๆ ที่เยื่อหุ้มสมองเสียแล้ว "เจาะหลังได้เซลล์ ๑,๐๐๐ เป็นอีโอสิโนฟิลเกือบหมด" แพทย์ หมอชาวบ้าน ๙๔ ประจำบ้านรายงานต่อ เล่าแค่นั้นในทางวงการแพทย์เขารู้กันทันทีว่าเป็นอะไร แต่ท่าน ผู้อ่านก็คงจะไม่ทราบ เพราะภาษาที่ใช้เป็นภาษาทางเทคนิค ถึงจะเป็น ภาษาไทยเหมือนกัน แต่ก็เหมือนภาษาอื่น เพราะฟังไม่รู้เรื่อง ! "เจาะหลัง" หมายถึงการใช้เข็มเจาะเข้าไปในกระดูกสันหลังใกล้ เอว เพื่อเอาน้ำไขสันหลังมาตรวจ "อ้าว ! สงสัยเยื่อหุ้มสมอง โหวงดันไปเจาะหลังโน่น ?" บางท่าน อาจจะกังขา น้ำที่หล่อเลี้ยงสมองกับไขสันหลังเป็นน้ำอันเดียวกันครับ ไปมา ติดต่อถึงกัน ฉะนั้นเวลาสงสัยอะไรเกี่ยวกับสมอง เขาอาจจะเจาะน้ำไขสันหลัง ออกตรวจ เซลล์ ที่แพทย์ประจำบ้านพูดถึงนั้นเขาหมายถึง เม็ดเลือดขาวใน คนปกติจะพบไม่เกิน ๑๐ ตัว ต่อน้ำไขสันหลัง ๑ ลูกบาศก์มิลลิเมตร แต่ นี่พบถึง ๑,๐๐๐ แสดงว่าเพิ่มมาก อีโอสิโนฟิล (Eosinophil) เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง ข้างในมี เม็ดติดสีแดงเม็ดใหญ่ อีโอสิน = สีชนิดหนึ่งที่ใช้ย้อม มีสีแดง ฟิล = ชอบ อีโอสิโนฟิล ก็แปลว่าชอบสีแดงนั่นเอง (แต่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์นะ ครับ !!) ที่จริงมีเรื่องระหว่าง อีโอสิโนฟิลกับวินสตัน เซอร์ชิล รัฐบุรุษ อังกฤษ แต่ผมจะเล่าตรงนี้ก็กลัวผู้อ่านจะค้อนเอา เพราะมันเปลืองหน้า กระดาษเขา อีโอสิโนฟิลนั้นพบมากในกรณีที่เป็นโรคแพ้ และในคนที่มีพยาธิ บันทึกเวชกรรมไทย ๙๕ คนไข้รายนี้รู้กันว่าเป็น เยื่อหุ้มสมองอักเสบอีโอสิโนฟิล (Eosinophilic Meningitis) ซึ่งเกิดจากมีพยาธิชนิดหนึ่งซึ่งพิสมัยอาณา บริเวณแถวนั้นเป็นพิเศษ "ก่อนจะเป็น ผู้ป่วยไปซื้อ หอยโข่ง ที่สนามหลวงมายำกินกัน" แพทย์ประจำบ้านเล่าต่อ "พวกที่ร่วมวงกินปวดหัวแบบนี้ มาอยู่โรงพยาบาล ๙ คน" บางคนก็ตายไปแล้ว ก็นี่แหละครับ ไอ้เรื่องพยาธิจากหอยโข่งที่ทำให้เยื่อหุ้มสมอง อักเสบนี้ ถึงแม้มันจะทำชื่อเสียงให้แพทย์ไทยหลายท่าน แต่ประชาชน คนเดินถนนสักกี่คนที่จะรู้เรื่อง หอยโข่งมหาภัย อาจจะต้องอาศัยคุณมีชัยอีกก็ได้ คุณมีชัยครับ อยู่ที่ไหน อ่าน "บันทึกเวชกรรม" หรือเปล่า ช่วย เอาเรื่องหอยโข่งไปโพนทะนาหน่อยเถอะครับ พวกนักแต่งเพลงก็ขอร้องทีเถอะครับ อย่าแต่งเพลงสัปดนเกี่ยว กับหอยอย่างเดียว แบบที่ท่านประธานสภาปฏิรูปนำไปปราศรัย และที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์นำมาเขียนใน "คลื่นใต้น้ำ" ฉบับวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๐ ขอให้ช่วยสอดเรื่องอันตรายจากหอยโข่งลงไปในเพลงบ้าง ไม่ได้ห้ามกินหอยนะครับ แต่อย่าไปกินดิบ ๆ (ผมรับรองเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับหอย เปลือกหอย อ่างหอย อะไร ๆ ที่เขาพูดกันแถวใกล้ ๆ เขาดินนั่นดอกครับ) หมอชาวบ้าน ๙๖ # ๔๙. ไส้เดือนและดิน เจ้าน้อยปวดท้องบ่อย ๆ มาหลายเดือน แม่ก็หายาธาตุมาให้กินบ้าง เอามหาหิงค์มาทาหน้าท้องบ้าง เอา ยาหม้อต้มให้กินบ้าง เจ้าน้อยมันก็ไม่หายปวดท้องสักที คืนวันหนึ่งมันปวดมาก ร้องลั่นบ้านไปหมด และอาเจียนโอ้ก ๆ มัน ไม่ถ่ายอุจจาระมา ๓ วันแล้ว แม่ก็ได้แต่นั่งมองตาปริบ ๆ สงสารลูกก็สงสาร แต่ไม่รู้จะช่วยมัน ได้อย่างไร นั่งมองที่ท้องของมัน เหมือนกับจะเพ่งไล่คุณไสยออกให้พ้นท้อง ลูก เจ้าน้อยมันก็ไม่หายปวดท้อง แต่แม่เห็นหน้าท้องมันเหมือนลูกคลื่นวิ่ง "มันอาเจียน และก็มีลูก ๆ วิ่งในท้อง" แม่บอกหมอ "ลำไส้อุดตัน" หมอบอกทันที การช่างสังเกตอาการและการเล่าอาการที่ถูกต้อง จะช่วยให้ หมอวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและถูกต้อง ในห้องผ่าตัด หมอผ่าตัดล้วงเอาอะไรกระจุกหนึ่ง ที่มันอุดลำไส้ เจ้าน้อยอยู่ใส่ไปในกะละมัง "แอสคาริส !" ใครคนหนึ่งอุทานขึ้น แอสคาริส (Ascaris) แปลว่าพยาธิไส้เดือน สักร้อยตัวเห็นจะได้ พันกันเป็นกระจุก ตัวยาวประมาณคืบหนึ่ง คล้าย ๆ ไส้เดือนดินแต่มันขาวกว่า พยาธิไส้เดือนในลำไส้มันออกไปกับอุจจาระของคนไข่ พยาธิก็ไปอยู่ตามดิน ตามใบหญ้าใบไม้ ตามน้ำสกปรก ถ้าใครกินเข้าไป ไข่ก็จะฟักออกเป็นตัวไส้เดือนในลำไส้ บันทึกเวชกรรมไทย ๙๗ มือเปื้อนดินแล้วก็ไปหยิบของกิน อาหารตกดินแล้วก็เก็บกิน น้ำไม่สะอาด เหล่านี้คือการพาไข่ไส้เดือนเข้าท้องแล้วก็ไปออกเป็นตัว กินฟรีอยู่ ในลำไส้ของเราไปเลย ## ๕๐. แก๊งดูดเลือดตัวจริง ผู้ป่วยทำไร่อยู่กลางดง ครับ กลางดง ที่ว่ามีน้อยหน่าอร่อยนั่นแหละ ปีหลัง ๆ แกทำงานไม่ไหว เพลียและซีดเหลืองลงไปเรื่อย ๆ ตอนนี้มีอาการหอบเหนื่อย บวมทั้งตัว หน้าขาวซีดอย่างกับกระดาษ เพราะเลือดจาง ตรวจอุจจาระพบไข่พยาธิปากขอเต็มไปหมด พยาธิปากขอนี้ตัวมันเท่าเข็มหมุด ปากมีขอสำหรับเกาะอยู่กับ ผนังลำไส้ เมื่อเกาะแล้วมันก็ดูดเลือดกินตลอดเวลา ถ้ามีพยาธิจำนวนมาก มันก็ดูดเลือดไปเรื่อย ๆ ทำให้ซีดและหมด แรงลงทุก ๆ ที่ จนกระทั่งหัวใจวาย บวม แล้วก็ตาย วงจรชีวิตของพยาธิปากขอมันยุ่งยากกว่าพยาธิไส้เดือนเล็กน้อย กล่าวคือ มันออกไปในลำไส้คน แล้วออกไปกับอุจจาระ เมื่อไข่อยู่ที่ดินชื้นแฉะก็ออกไปตัวอ่อน ตัวอ่อนไข่เข้าง่ามเท้าคน แล้วเข้ากระแสเลือดไปที่ปอด จากปอดออกไปตามหลอดลม แล้วกลืนลงในลำไส้ เติบโตเป็น หมอชาวบ้าน ๙๘ ตัวแก่ในลำไส้ ชาวไร่ชาวนาจึงเป็นกันมาก เพราะไม่ถ่ายอุจจาระลงในไถส้วม และเดินเท้าเปล่าในที่ชื้นแฉะ คนชาวชนบทหลายสิบเปอร์เซ็นต์เป็นพยาธิปากขอ จากการ ศึกษาของนายแพทย์สุวิทย์ อารีกุล กับพวกที่คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหา- วิทยาลัยมหิดล พบว่านักเรียนที่ขอนแก่น ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ มีพยาธิ ปากขอ ยาที่ดีที่สุดสำหรับพยาธิปากขอ คือมะเกลือ ครับ มะเกลือที่ใช้ย้อมผ้านั่นแหละ ได้มีการวิจัยกันแล้ว พบว่าดีกว่ายาฝรั่งที่เราไปเสียเงินซื้อเข้ามา ปีละมากๆ เป็นเหตุให้เสียดุลการค้าด้วยอย่างหนึ่ง กระทรวงมหาดไทยครับ กรุณาปลุกระดมให้ชาวบ้านปลูก มะเกลือกันทุกหมู่บ้านทั่วประเทศครับ วิธีกิน ก็คือกินเท่าอายุ ๑๐ ขวบ ใช้ ๑๐ ลูก ๑๕ ขวบ ใช้ ๑๕ ลูก แต่ ๗๐ ขวบไม่ใช้ให้ ๗๐ ลูกนะครับ! ใช้เพียง ๒๐ ลูกก็พอ เอาลูกเขียว ๆ (ลูกดำ ๆ ไม่เอา) มาตำแล้วคั้นน้ำกิน ถ้าเป็นชาวไร่ชาวนา ก็เกินเสียปีละครั้งเลยเป็นไงครับ เรามีชาวนา ตั้งหลายสิบล้านคน จะไปรอหมอตรวจก็พอดีตายเปล่า นี่แหละครับเรื่องของพยาธิปากขอ แก๊งดูดเลือดตัวจริง มัน ดูดอยู่ในตัวเราเลย มองไม่เห็นตัวเสียด้วย บันทึกเวชกรรมไทย ๙๙ # ๕๑. กระจับดิบ "วันนี้ฉันกินข้าวไม่ลง" นักศึกษาแพทย์หญิงคนหนึ่งปรารภขึ้น "อ้าว เป็นอะไรไปล่ะ ไม่เห็นหน้าแฟนหรือไง" เพื่อนแหย่ "ไม่ใช่ ฉันไปดูออทีอพซี่มา" ออทีอพซี่ (autopsy) แปลว่า ตรวจศพ "เธอเอ๊ย มันเป็นแว่น ๆ สัก ๕๐๐ ตัวเห็นจะได้" ครับ เขาคุยกันถึงเด็กจากบางขุนนนท์ คนนั้น ผอม พุงโร และบวม และ แกก็ไปสู่ ... ปรโลก ในห้องตรวจศพ พยาธิแพทย์ผ่าลำไส้ได้ตัวพยาธิสีแดง ๆ ตัว แบน ๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือ ออกมากองพะเนินเทินทึก ถ้าลองมีมากขนาดนี้ล่ะก็ กินอาหารเข้าไปเท่าไร มันแย่งกินหมด เจ้าของพยาธิจึงฝ่ายผอม เพราะขาดอาหาร และต่อมาก็บวมและก็ อย่างว่าครับ ... ตาย เจ้าพยาธิตัวนี้เป็นพยาธิใบไม้ (ตัวมันแบนเหมือนใบไม้) ในลำไส้ เรียกว่า ฟาสซิโอลอพซิส บุสไก (Fasciolopsis buski) มันเข้าฝักอยู่ที่ผิวของกระจับ และผิวของหัวแห้วบางชนิด ถ้ากินกระจับดิบ ๆ หรือแห้วดิบ ๆ (ที่ไม่ได้ปอกเปลือก) ไปโดนที่ มีตัวอ่อนของพยาธินี้เข้าฝักอยู่ ก็จะได้เจ้าบุสไก เข้าไปอยู่ในท้อง # ๕๒. สัญลักษณ์อีสาน "คนไข้คนนี้พูดไม่รู้เรื่องครับ" นักศึกษาแพทย์บอกกลุ่มที่กำลังยืนล้อมเข้ามา หมอชาวบ้าน ๑๐๐ "อ้าว ทำไมล่ะ ก็ไม่โคม่านี่" ครูว่า "แกเป็นคนอีสานครับ" "บ๊ะ! แล้วทำไมคุณไม่พูดว่า คุณฟังไม่รู้เรื่อง บ้าง แทนที่จะว่า คนไข้ พูดไม่รู้เรื่อง" "เป็นหยังครับ" ใครคนหนึ่งส่งภาษาถามคนไข้ "โอ๊ย! มันเป็นก่อน (ก้อน) ตรงนี้" คนไข้ชี้ตรงชายโครงขวา "เป็นมาโดนเท่าใดครับ ?" (เป็นมานานเท่าใด) "โอ๊ย! เป็นมาแต่โดน...แล้วคุณหมอ" "เจ็บป่า" "คาบเกจีบ คาบป่า" (เสียง จ คล้าย กจ กล้ำ) การตรวจอุจจาระพบไข่พยาธิใบไม้ในตับ เมื่อพยาธิประเภทนี้อยู่ในตับ อาจทำให้ทางเดินน้ำดีอุดตัน ตับโต ดีช่าน ขณะนี้ยังไม่มียาฆ่าพยาธิตัวนี้ได้ พยาธิตัวนี้ได้เข้าไปโดยกินปลาดิบ ๆ ที่มีตัวอ่อนของพยาธินี้เข้าไป ฝังอยู่ พบในภาคอีสานของไทย จากการสำรวจของศาสตราจารย์ นายแพทย์จำลอง หะริณสุต และคณะ ที่เวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าบางหมู่บ้าน ในภาคอีสาน ประชาชนร้อยทั้งร้อยเลยที่มีพยาธิใบไม้ในตับ อีสานกับพยาธิใบไม้ในตับเป็นของคู่กัน เป็นกรรมอีกอย่างหนึ่งของอีสาน นอกจากความยากจนขั้นแค้น แพทย์ไม่ควรรู้ให้คนไข้ที่เป็นแล้วกลัว เพราะจะทำให้เขาวิตกกังวล บันทึกเวชกรรมไทย ๑๐๑ เพิ่มขึ้น เหมือนตกนรกทั้งเป็น ควรชูเพื่อป้องกันมากกว่า ๕๓. โรคสวัสดิ์ แดงสว่าง "อิชั้นเป็นอะไรก็ไม่ทราบค่ะ คุณหมอ" คนไข้อารัมภบท "เป็นก้อนเจ็บ ๆ ที่แขน" "ก้อนแบบนี้คุณเคยเป็นที่อื่นอีกไหมครับ" หมอถาม "เคยค่ะ เคยเป็นที่ไหล่ ที่คอก็เคย" ลงเป็นก้อนเจ็บ ๆ คัน ๆ แล้วก็ย้ายที่ได้อย่างนี้ล่ะก็ หมอไทยรู้ทัน ทีว่าเป็นอะไร แต่ถ้าเป็นหมอฝรั่งก็คงจะงงเป็นบ้าเหมือนกัน "คุณเป็นโรคตัวจี๊ด ครับ" หมอบอก "คุณเคยกินส้มฟักไหม" "เคยค่ะ ชอบเสียด้วย" ตัวจี๊ดมันเข้าไปอยู่ในเนื้อปลา เนื้อกบ เนื้องู ถ้ากินดิบ ๆ หรือดิบ ๆ สุก ๆ ก็ต้องไปเจอเข้าสักวันหนึ่ง "จะใช้ยาอะไรดีค่ะ คุณหมอ" "ขณะนี้ยังไม่มียาอะไรที่จะฆ่าตัวจี๊ดได้ ปล่อยให้มันตายเอง" "อะไรคะ !! คุณหมอจะปล่อยให้อิชั้นตายเอง !" คนไข้ตาเหลือก "ไม่ใช่ครับ ให้พยาธิมันตายไปเองน่ะครับ" ในเมื่อไม่มียาฆ่าก็ต้องรอให้มันตายเอง แต่บางครั้งก่อนจะตายมันก็ทำพิษได้มากเหมือนกัน เช่น เข้าไปในปอด เข้าไปในลูกตา หมอชาวบ้าน ๑๐๒ เข้าไปในสมอง มันมีสิทธิชอนไชไปทุกแห่งทั่วร่างกาย ทางที่ดีก็อย่าไปกินมันเสียเลย ไอ้พวกเนื้อสัตว์ดิบ ๆ ทุกชนิด ตัวจี๊ดนี้ แพทย์ไทยเป็นผู้ค้นพบวงจรชีวิตของมันครับ ท่านผู้ค้น พบเดิมเป็นนักปรสิตวิทยาอยู่ที่ศิริราช ต่อมาคับอกคับใจก็เลยย้ายไปอยู่ เทศบาล (กทม.) ต่อมาไปเป็นนายแพทย์ใหญ่กรมอนามัย และย้ายมา เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดล) ภาย หลังเกษียณอายุแล้วท่านก็กลับไปทำการวิจัยเรื่องตัวจี๊ดอีก ตอนนี้กำลังเขียนตำราเรื่องตัวจี๊ดเป็นภาษาฝรั่ง ดูเหมือนจะเสร็จ แล้ว ท่านผู้นี้คือศาสตราจารย์ นายแพทย์สวัสดิ์ แดงสว่าง เพื่อน นักเรียนเขาเรียกว่า "สวัสดิ์ มุสว่าง" เพราะขยันมาก ครับ ผลสำเร็จย่อมเกิดจากความขยัน ในขณะที่เขียนเรื่องนี้ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์สวัสดิ์ แดง- สว่าง ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการแผนกแพทยศาสตร์ มูลนิธิ "อานันทมหิดล" อยู่ด้วย ในตอนหลังจะกล่าวถึงท่านผู้นี้อีกในเรื่องเกี่ยวกับแก้ปัญหา สาธารณสุข เพราะท่านว่า "ปัญหาสาธารณสุขของไทย แก้ง่ายนิดเดียว แต่ ... " ๕๔. มาตกรำขัง "หมอ ช่วยดูท่านรองอธิบดีหน่อยเถอะ" เจ้าอ้วนว่า "เป็นไข้มา ๒ เดือนแล้ว ไม่ยอมหายสักที" "เชิญนั่งครับ ท่านรองอธิบดี" หมอว่า "อาการเป็นอย่างไรบ้าง บันทึกเวชกรรมไทย ๑๐๓ ครับ" ท่านรองอธิบดี สีหน้าไม่สบายเลย ค่อนข้างซึมเศร้า เล่าเรื่อง ไข้ที่เป็นมา ๒ เดือน ไปตรวจที่สถาบันมีชื่อแห่งหนึ่ง เขาก็ตรวจทั้งอุจจาระ ปัสสาวะ ตรวจเลือด เอกซเรย์ ฯลฯ "เมื่อ ๒ วันนี้ เขาก็นัดไปตรวจเลือดซ้ำอีก ก็ยังไม่รู้เรื่องว่าเป็น อะไร" ท่านรองอธิบดีว่า (เอ ไม่รู้จะเหมือนเรื่อง "มัวเบ่งทางแหลบ" ในตอนที่ ๗ หรือ เปล่า) หลังจากซักประวัติต่างๆ อีกบานตะไท หมอก็ทำการตรวจร่ากาย พบตับโตเล็กน้อย (ถ้าไม่พิถีพิถันก็อาจจะไม่รู้ว่าโต) "เคยถ่ายเป็นมูกเป็นเลือดไหมครับ" "เคยครับ เมื่อ ๒-๓ เดือน" น่ากลัวจะเป็นไอ้นี่เสียแล้ว หมอนึกในใจ (ไอ้นี่คือฝีบิดในตับ) ฝีบิดในตับเกิดจากเชื้อบิดอะมีบา ตามปกติเชื้อนี้ทำให้เป็นบิด แต่ บางครั้งเข้าไปในตับ ทำให้เป็นฝีมีอาการได้แปลก ๆ รวมทั้งทำให้เป็นไข้ แบบไม่รู้สาเหตุด้วย วันนั้นท่านรองอธิบดีรู้สึกเป็นสุขเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ เพราะการ เจาะตับได้หนองออกมาพะเรอ ท่านหายซึมเศร้า ที่ท่านซึมเศร้าก็เพราะท่านรู้ว่า ถ้าลองเป็นไข้ตั้ง ๒ เดือน ผอม ลง ๆ อย่างนี้มันอาจจะเป็นมะเร็ง แต่ถ้าลองเจาะได้หนองอย่างนี้ ก็ไม่ใช่มะเร็ง และท่านก็หาย แต่คนที่โชคคร้ายกว่าท่านก็ยังมีอีกมาก คือไม่รู้ว่าเป็นอะไร หรือ หมอชาวบ้าน ๑๐๔ # รู้แต่รักษาไม่ทัน ในวงการแพทย์เป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระบรมราชชนก สวรรคตที่วังสระปทุมด้วยพระโรคฝีบิดในตับ ขณะนั้นมียาสำหรับฆ่าเชื้อนี้อย่างเดียวคือ เอเมติน แล้ว พระองค์ท่านก็ทรงแพ้ยานี้เสียด้วย ครับ ผมเล่าต่อไปอีกหลายวันก็คงไม่หมดเรื่อง พยาธิไทย ก็จะหมดง่าย ๆ ได้อย่างไรเล่าครับ แพทย์หญิงสุวัชร วัชรเสถียร กับจำลองหะริณสุตได้ตีพิมพ์ไว้ในจดหมายเหตุทางแพทย์เมื่อ ๒๐ ปีก่อน (ฉบับ ๔๐ : ๓,๐๙๒,๕๐๐) ว่า โดยเฉลี่ยประมาณ ๖๒.๙ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทย มีพยาธิไม่ชนิดใดก็ชนิดหนึ่งในลำไส้ (ยังไม่นับพยาธินอกลำไส้) แต่บางแห่ง ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ของประชาชนเรา มีพยาธิอยู่ในตัว เอาแค่เบาะ ๆ จากสถิติ ๖๒.๙ เปอร์เซ็นต์ ก็ปาเข้าไปตั้ง ๒๘ ล้านคนแล้ว เป็นไงครับกระจกส่องสุขภาพของไทย นี่ยังไม่นับอย่างอื่น ๆ อีกนะครับ มาลาเรีย เอย ตับอักเสบ เอย ไทฟอยด์ เอย คอตีบ เอย วัณโรค เอย (กล่าวไว้ในตอน ๖) ฯลฯ ดูอย่างกับประเทศอมโรค (อย่าให้ใครเขาเปลี่ยนชื่อ ไทยแลนด์ เป็น ตายแลนด์ เสียก็แล้วกัน) แล้วเราจะทำยังไงกันดี บันทึกเวชกรรมไทย ๑๐๕ คณะเวชศาสตร์เขตร้อนนี่ก็ตั้งมาเกือบ ๒๐ ปี ใช้เงินไปเป็นร้อย ๆ ล้านบาทแล้ว ทำวิจัยได้ผลมาเหลือคณานับ ไอ้พยาธิต่าง ๆ ของไทยก็ไม่มี ทีท่าว่าจะลดลงไปเลย **การวิจัยอย่างเดียว ถ้าไม่มีใครทำอย่างอื่นต่อไป ก็คงจะแก้** **ปัญหาของประชาชนไม่ได้** โรคต่าง ๆ ที่เป็นกันอยู่ถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นสิ่งที่ป้องกันได้ ในการป้องกันโรค การให้การศึกษาแก่ประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่สุด แต่กองสุขศึกษาก็เล็กกระจิดริด ได้งบประมาณปีละนิดเดียว (ใคร เคยได้ยินชื่อกองนี้บ้าง) ในขณะที่การสร้างเฉพาะตึกโรงเรียนแพทย์ที่หาดใหญ่แห่งเดียว ใช้งบประมาณถึง ๕๐๐ ล้านบาท ยังไม่นับค่าเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์วิทยา- ศาสตร์ ค่าบุคลากร ฯลฯ ในขณะที่ราษฎรถูกโฆษณาชวนเชื่อทางวิทยุ และโทรทัศน์ทั้ง กลางวันและกลางคืน ทุกวันและทุกคืน ให้เกิดตัณหา อุปทานในสิ่ง ฟุ่มเฟือยต่าง ๆ (ซึ่งขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องการลดกิเลสเป็นอย่าง ยิ่ง) **เรามีอะไรบ้างที่โฆษณาเพื่อประโยชน์ของประชาชน** รัฐจะต้องทุ่มเทให้กับการสุขศึกษามากกว่านี้กองสุขศึกษาควรได้ งบประมาณปีละหลายร้อยล้านบาท การรณรงค์เพื่อสุขภาพของประชาชน จะต้องมีแสงสีมากกว่าในปัจจุบัน บางทีเราอาจจะต้องการคนแบบคุณมีชัยกระมัง ที่จะรับผิดชอบ เกี่ยวกับการสุขศึกษา ! หมอชาวบ้าน ๑๐๖ แต่ก็อยากทราบเหมือนกันว่า ถ้ามาเป็นข้าราชการแล้วจะยังมี น้ำยาแค่ไหน ระบบราชการนี่...แหม อย่าเพิ่งให้พูดตอนนี้เลยครับ มัน พิลึกกึกกือจริง ๆ เอ ! แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าความจนกับพยาธินั้นเป็นของคู่กัน ถ้ารวย เสียหน่อย จะมีการศึกษาไม่มีการศึกษา หรือจะปัญญาอ่อนอย่างไร มัน ก็ไม่ค่อยมีพยาธิอยู่ดี พอค่อยมีสตางค์สักหน่อย มันก็รู้จักเลือกกินเลือกใช้ขึ้นมาเอง ถ้าจนจนกรอบ สอนให้กินอย่างนั้น อยู่อย่างนี้ มันก็ทำไม่ได้อยู่ดี ครับ เรื่อง ชีวิตอื่น-กระจกส่องสุขภาพของไทย มันก็ส่งมาที่ความยากจนข้นแค้นอีกเช่นเคย หรือว่าใครว่าความยากจนไม่สำคัญครับ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๐๗ ความเสรีนิยมนี้มันฉ้อฉลสลับซับซ้อนได้สุดคณานับ แล้วเราจะเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจ เอาทนายความ เอาผู้พิพากษา ที่ไหนมาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพื่อพิทักษ์และปกป้องประชาชน และตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดี ทนายความก็ดี และผู้พิพากษาก็ดี ส่วนอาจก่อความสับสนเพิ่มเติมในสังคมได้ทั้งสิ้น ตอนที่ ๑๐ # ดาบสองคม และหนูตะเภา เข้าวันนั้นผมเดินทางไปทำงานที่โรงพยาบาลตามเคย แต่ที่ไม่เหมือนเคยก็คือ เห็นตำรวจรายทางเป็นแถว และที่โรงพยาบาลมีตำรวจ และรถตำรวจเต็มไปหมด ปฏิวัติ ? เปล่าหรอกครับ พระราชินีแห่งเนปาลท่านเสด็จมาตรวจ เช็กพระพลานามัยน่ะครับ ใคร ๆ ก็ทราบว่าการแพทย์ของเราอยู่ในระดับเยี่ยม เรามีศัลยแพทย์หัวใจติดอันดับโลกที่สามารถผ่าเข้าไปในหัวใจ และเปลี่ยนลิ้นหัวใจได้ เรามีศัลยแพทย์ประสาทที่ผ่าเข้าไปในกะโหลกศีรษะได้ (โดยคนไข้ ไม่ตาย !) เรามีผู้ชำนาญทางกระเพาะ ทางไต ... ทางอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะ แยะ ที่ผมเขียนมานี้จะได้ไม่เข้าใจผิดว่า การแพทย์ของเราไม่มีส่วนดี แต่ส่วนดีนั้นได้มีผู้พูดถึงและเผยแพร่กันมากอยู่แล้ว ส่วนปัญหาก็มีคนบ่นและต่ำกันอยู่เรื่อยๆ อันได้แก่ การไม่สามารถ ให้บริการประชาชนได้เพียงพอ เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะใช้วิเคราะห์ถึง ปัญหาต่างๆ เพื่อเสนอทางแก้ไข เพื่อให้บริการการแพทย์และสาธารณสุข กระจายไปสู่ประชาชนไทยอย่างทั่วถึง เชิญอ่านเรื่องดาบสองคมและหนูตะเภาเสียทีเป็นไงครับ ๕๕. ศัตรูของแพทย์คลินิก ณ ใจกลางโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย คนไข้ที่หน้าตาซีดและแปลกกว่าคนทั่วไปคนนั้นยิ้มแย้ม ทักทาย กับหมอและพยาบาล เพราะคุ้นเคยกันมานาน ขึ้นเตียง ล้มตัวลงนอน และขยับกางเกง (เพื่อรับการฉีดยาเข้าสะโพก) ก็ฉีดมาทุกเดือนแหละครับ เดือนละครั้ง ครั้งละ ๑.๒ ล้านยูนิต ยาพวกนี้เขาใช้ฉีดสำหรับคนที่เป็นไข้รูมาติก เพื่อป้องกันการติด เชื้อสเตรปโตค็อกไค เพื่อมิให้เป็นโรคหัวใจอักเสบ หรือเพื่อมิให้การ อักเสบนั้นลุกลามมากขึ้น คราวนี้แปลกกว่าคราวอื่น พอผู้ฉีดยาถอนเข็มออก คนไข้ก็ตาค้าง หน้าเขียว ชักกระตุก หมอชาวบ้าน ๑๑๐ # ชีพจรคลำไม่พบ ! หมอ พยาบาล ช่วยกันทันที เอาเครื่องช่วยหายใจครอบปาก จมูกและบีบถุงลมเข้าออก ๆ เอาอะดรีนาลีนฉีดเข้าหัวใจ เอาคอร์ติโค- สเตียรอยด์ฉีดเข้าเส้น ## ไม่ฟื้น คนไข้ตายภายในเวลาเพียง ๒-๓ นาที นี่แหละครับเขาเรียกว่าช็อกเนื่องจากยา ทางการแพทย์เขาเรียก ว่า Anaphylactic shock และยานี้ก็คือ **เพนิซิลลิน** ครับ เพนิซิลลินที่คนเป็นโรคผู้หญิงต้องฉีดกันบ่อย ๆ นั่นแหละ ครับ เพนิซิลลิน เป็นยาที่มีประโยชน์อนันต์ ทางการแพทย์ยังต้องใช้ ยานี้อยู่ในรายที่จำเป็น แต่โทษมหันต์ของมันก็อย่างที่เห็นนี่แหละครับ ยาตัวนี้หมอที่คลินิกส่วนตัวกลัวกันมาก ไม่ค่อยมีใครกล้าใช้ เพราะเวลาเกิดเรื่อง คนไข้ล้มผลึงตายในห้องตรวจคุณหมอ นั่นเอง คนไข้อื่น ๆ ที่รอตรวจ แตกตื่นวิ่งหนีกลับบ้านหมด "หมอฉีดยาคนไข้ตาย ๆ ๆ” เสียงบอกต่อ ๆ ๆ กันไป ไม่ช้าก็เสร็จ ! ครับ หมอเสร็จ คือต้องปิดร้าน ย้ายไปหากินที่อื่น ที่ต้องระวังเป็นพิเศษก็คือคนเป็นหืด คนที่ลมพิษขึ้นบ่อย ๆ คน ที่ขี้แพ้อาหารและยาต่าง ๆ คนเหล่านี้เขาเรียกว่ามีภูมิแพ้ ต้องระวังจะ แพ้ยาต่าง ๆ เป็นพิเศษ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๑๑ # ๕๖. แมวข่วน-ตกเก้าอี้ตาย เจ้าน้อยหลานพระครูที่วัด ... เอ้อ ผมไม่บอกละครับว่าวัดอะไร เพราะมันเป็นเรื่องจริง วันนั้นถูกแมวข่วน ก็เลยไปโรงพยาบาล ที่ห้องแพทย์เวร เขาหวังดีก็เลยฉีดยากันบาดทะยักให้ พอถอนเข็ม เจ้าน้อยก็กหล่นผลุงลงจากเก้าอี้ ตายทันที แก้เท่าไหร่ ก็ไม่ฟื้น เวรกรรมแท้ ๆ แมวข่วนนิดเดียวไม่น่าถึงกับต้องล้มต้องตาย อย่างนี้เลย มันแพ้แบบอานาฟีย์แล็กติกซ็อก เหมือนคนที่แพ้เพนิซิลลิน ที่กล่าว ถึงข้างต้นนั่นแหละครับ แต่คนนี้แพ้ซีรัมกันบาดทะยัก ยากันบาดทะยักที่เขาฉีดนั้นมี ๒ ชนิด ชนิดหนึ่งเขาเรียกว่า ทอก-ซอยด์ ไม่แพ้ แต่ชนิดที่เป็นซีรัม นั้นแพ้ได้ ที่สำคัญก็คือเจ้าน้อยคนนี้มันมีประวัติเป็นหืดมาก่อน เรียกว่ามัน มีภูมิแพ้ ต้องระวังเป็นพิเศษ จะฉีดหยูกฉีดยาอะไร ครับ ถ้าใครถามมันเสียหน่อย มันอาจจะไม่ตายก็ได้ # ๕๗. ภาวะไม่มีเม็ด มาลีมีอาการผอมลงแต่กินจุ คนที่กินไม่ได้แล้วผอมลงละก็ มีเป็นร้อย ๆ พัน ๆ โรค ตั้งแต่อกหัก ไปจนถึงมะเร็ง แต่ถ้ากินจุแล้วผอมลงละก็ มันมีไม่กี่โรค หมอชาวบ้าน ๑๑๒ เบาหวานหนึ่ง ต่อมไทรอยด์เป็นพิษหนึ่ง ... ก็ทำท่าจะหมดแล้ว แต่มาลียังมีอาการอย่างอื่นอีก คือมือและตัวสั่นริก ๆ เหมือนเจ้า เข้าอ่อน ๆ ใจสั่น ตาโปนออกมา ยังงี้ก็ต้องร้องอ้อกันทั้งนั้น ครับ เป็นโรคคอพอกเป็นพิษชัดเจน มาลีได้รับยาไปกินครั้งละ ๒ เม็ด วันละ ๓ ครั้ง กินไปได้ไม่กี่วัน มาลีก็รู้สึกว่าอะไร ๆ ชักจะดีขึ้น หัวใจที่มันเต้นตื๊ก ๆ คับหน้าอก ดูมันจะ ค่อยสงบลง สัก ๒๐ กว่าวันผ่านไป วันหนึ่งมาลีรู้สึกตัวร้อนจัด และเจ็บคอ เป็นกำลัง คิดว่าเป็นหวัด ไปซื้อยาชุดมากินก็ไม่หาย ยิ่งอ่อนเพลียเป็นกำลัง เห็นทนอยู่ไม่ไหว มาลีจึงไปโรงพยาบาล หมอส่งตรวจเลือด เมื่อได้ผลกลับมา หมอท่าทางตกใจ รุมกันดูผลเลือด "เม็ดเลือดขาวพันเดียว" คนหนึ่งว่า "อะแกรนูโลไซโตซิส" อีกคนกล่าวเป็นภาษาต่างประเทศ แล้วมาลีก็ถูกรับตัวไว้ในโรงพยาบาล มีคนมาเจาะเลือด ให้น้ำเกลือ วัดปรอท มาลีตัวร้อนจัด ที่ตาขาวก็กลายเป็นสีเหลือง หายใจหอบ แล้ว พยาบาลก็เอาออกซิเจนมาใส่จมูก และอยู่มาไม่ช้าก็ตาย เธอตายจากภาวะที่ทางแพทย์เรียกว่า อะแกรนูโลไซโตซิส (Agranulocytosis) แกรนูล แปลว่า เม็ด บันทึกเวชกรรมไทย ๑๑๓ อะแกรนูโลไซโตซิส หมายถึง ภาวะขาดเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง ซึ่งมีเม็ด ๆ อยู่ข้างใน ภาวะนี้ส่วนมากเกิดจากแพ้ยาชนิดใดชนิดหนึ่ง ยารักษาโรค คอหอยพอกเป็นพิษพวก ทาปาโซล (tapazole) หรือโปร์ปิลไทโอยุราชิล (propyl thyouracil) เป็นยาที่ใช้ได้ผลดีมาก แต่ประมาณ ๑-๒ เปอร์- เซ็นต์ของผู้ที่ได้รับยานี้ จะเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำขึ้นในกรณีของมาลี และภาวะเช่นนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเม็ดเลือดขาวคอย ทำลายเชื้อโรคที่ล่วงล้ำเข้าไปในร่างกาย เมื่อขาดเม็ดเลือดขาวเสียแล้ว เชื้อโรคต่าง ๆ ก็เข้าไปงอกงามในร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายได้ ง่าย ๆ ยาแก้ปวดพวกเฟนิลบูลาโซน ซึ่งขายในชื่อทางการค้าหลายอย่าง เช่น บิวตาเพร็ด บูตาโลน บูโซน ... ก็ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำได้บ่อย ยาแก้ปวดลดไข้พวกไดไฟรอน (diyprone) เป็นยาที่ในสหรัฐ- อเมริกาห้ามขาย ห้ามใช้กันเด็ดขาด เพราะกลัวว่าจะทำให้เกิดภาวะไม่มี เม็ดเลือดขาวนี้ แต่ยานี้ขายกันเกร่อในประเทศไทย ในชื่อทางการค้าสัก ๑๐๐ ชนิด ## ๕๘. เตตราสีน้ำตาล คนไข้ถูกหามเข้ามาในโรงพยาบาลไม่ได้สติ หมอเจาะเลือด ให้น้ำเกลือ ให้ออกซิเจน และทำสารพัดอย่าง เรียกว่าเห็นมฤตยูอยู่รำไรแล้ว เผอิญโชคดี (หมอรักษาเก่งน่ะ) ฟื้นกลับมา แต่ก็สะบักสะบอม เต็มที "กินเตตราไซคลีนเก่า" ใครคนหนึ่งบอก หมอชาวบ้าน ๑๑๔ "ตามฉลากนี่ยายังไม่หมดอายุนี่นา แล้วก็เอามาจากหมอที่เป็นญาติเขาเอง" อีกคนหนึ่งแย้ง "คุณลองเอายาที่เหลือนั้นมาถอดปลอกดูสิ" จริงอย่างว่า ยาเป็นสีน้ำตาล ยานี้ที่ยังไม่เสื่อมจะเป็นสีเหลืองทอง ถ้าเสื่อมจะกลายเป็นสีน้ำตาล แล้วก็ยาที่เป็นสีน้ำตาลนี้เป็นพิษต่อไต ทำให้ถึงแก่ความตายได้ง่าย ๆ ยาเตตราไซคลีนนี้ก็ใช้แพร่หลายในชื่อต่าง ๆ เช่น เทอราไมซีน ออริโอไมซีน เตตราโก ฯลฯ ก่อนใช้ต้องถอดปลอกออกดูสีเสมอ เคราะห์หามยามซวยไปเจอเอเตตราสีน้ำตาลเข้าโดยไม่รู้ตัว อาจถึงกับ "สิ้นชาติ" ก็ได้ ๕๙. น้ำท่วม (ผู้ป่วยผุดลุกผุดนั่ง ทะลึ่งขึ้นเป็นพัก ๆ หายใจหอบไอ มีน้ำลายเป็นฟองละเอียด ตาค้าง ตามหน้าผากมีเหงื่อไหลโขม) ครับ อาการของน้ำท่วมปอด ผู้ป่วยคนนี้รู้สึกไม่ค่อยมีแรง เลยไปให้น้ำเกลือกันมา น้ำเกลือนี่มันไม่ใช่ของที่จะให้กันเล่น ๆ ให้ไปให้มาน้ำท่วมปอดได้ เมื่อท่วมแล้วก็มีอาการอย่างข้างต้น ยิ่งกว่าคนจมน้ำตายอีก เพราะมันตายอย่างช้า ๆ ตายอย่างทรมาน เวลาอ่อนเพลียไม่มีแรงละก็ อย่าไปเรียกร้องหมอให้น้ำเกลือเลย บันทึกเวชกรรมไทย ๑๑๕ # ครับ ## น้ำเกลือไม่ใช่ยาบำรุงกำลัง ## น้ำเกลือไม่ใช่ยาฟอกเลือด ถ้าน้ำมากเกิน ก็ท่วมไร่นาสาโท เป็นอันตรายต่อบ้านเรือนวัวควาย และมนุษย์ฉันใด น้ำในร่างกายถ้ามากเกินก็จะท่วมและก่อความวิบัติให้ ฉันนั้น ## ๖๐. ไม่กลัว (กษีน) ตาย เด็กนักเรียนผู้หญิงคนนั้นอายุเพิ่งจะ ๑๕ พอมาถึงโรงพยาบาลได้ไม่ช้า เขาก็เอาเข้า ไอซียู ไปแล้ว เพราะ อาการหนักมาก หมอมาเจาะเลือด เจาะไขกระดูก แล้วก็บอกกับแม่ของคนไข้ว่า เป็นโรคไขกระดูกฝ่อ ## โรคชนิดนี้ส่วนใหญ่เกิดเพราะแพ้ยาอย่างใดอย่างหนึ่ง "ภายใน ๓-๔ เดือนนี้ใช้ยาอะไรบ้างหรือเปล่าจ๊ะป้า" หมอถาม แม่เด็ก "ใช้จ๊ะ แกปวดหัวบ่อย ๆ เลยไปหาหมอ ... หมอบอกว่าเป็นโรคไซนัส อักเสบ และไปฉีดยาอาทิตย์ละครั้ง ทั้งค่ารถค่ายาก็ตกครั้งละ ๑๐๐ กว่าบาท" หมอเกาหัว เพราะการรักษาไซนัสอักเสบโดยฉีดยาอาทิตย์ละครั้ง นี้มันก็แปลกพอดู คิดไว้ว่าจะต้องไปถามไอ้หมอคนนั้นให้ได้ว่าฉีดยาอะไร "แกปวดหัวตรงไหนจ๊ะป้า" หมอถามต่อ "ตรงท้ายทอยจ๊ะ" แม่เด็กตอบ "ตรงแถวหน้าผากไม่ปวดเลยหรือป้า" หมอชาวบ้าน ๑๑๖ "ไม่ปวดจ๊ะ" ไชนัสอักเสบปวดตรงท้ายทอย ก็แปลกดี ! "แกปวดเวลาไหนจ๊ะป้า" "ปวดตอนบ่าย ๆ จ๊ะ" "ตอนเช้าไม่ปวดหรือป้า" "ไม่ปวดจ๊ะ" "วันเสาร์ อาทิตย์ หรือตอนหยุดเทอมปวดไหมป้า" "ไม่ปวดจ๊ะ" อีแบบนี้ก็พอจะรู้ว่า ปวดหัวนี่น่ากลัวจะเกี่ยวกับความเครียด จากการเรียน หรือไม่อีกทีก็สายตาสั้น เพราะถ้าเรียนปวด ไม่เรียนไม่ ปวด ต่อมาเด็กคนนี้ก็ตาย ครับ ตายจากไขกระดูกฝ่อ ลองนึกถึงหัวอกของป้าคนนั้นดูบ้าง เสียทั้งเงินเสียทั้งลูก ยาที่หมอฉีดให้อาทิตย์ละครั้ง ๆ ก็คือ คลอแรมเฟนิคอล (Chlo- ramphenicol) ยาตัวนี้มีชื่อเสียงที่สุดในการทำให้เกิดไขกระดูกฝ่อ เคยฟ้องร้องเสียเงินเสียทองกันไปมากแล้ว บางแห่ง ห้องยาจะไม่ยอมจ่ายยานี้ให้เลย แม้จะเป็นใบสั่งแพทย์ แต่ประเทศของเราใช้ยานี้ปีละเป็นตัน ๆ ! ทั้งซื้อขาย ใช้กันคล่อง ช่างกล้าหาญชาญชัยไม่กลัวตายกันเสียเลย ครับ ไม่กลัวคนอื่นตาย บันทึกเวชกรรมไทย ๑๑๗ ทั้ง ๆ ที่ยานี้อันตรายมากกว่าเพนิซิลลินเสียอีก แต่เพนิซิลลินมักเกิดเรื่องทันที ตายคามือคนฉีด แต่การแพ้คลอแรมเฟนิคอลนั้น มันค่อย ๆ แพ้กันทีหลัง จับมือ ใครดมไม่ได้ จึงกล้ากันมาก ที่ยกตัวอย่างมาในที่นี้ก็เพื่อจะให้ท่านทั้งหลายตระหนักถึงด้าน ที่เป็นโทษมหันต์ของยาและการรักษา โทษของยาและการรักษายังมีมากกว่านี้นัก ไม่ว่ายานั้นจะได้มาจากไปซื้อเอง หรือได้มาจากแพทย์ ในทางการแพทย์มีศัพท์อยู่คำหนึ่งว่า "โรคหมอทำ" หรือ (Iatrogenicdiseases (ภาษากรีก Iatros = แพทย์, Genic = เนื่องมาจาก) โทษจากยาที่หมอให้ก็เป็น "โรคหมอทำ" ชนิดหนึ่ง ยิ่งใช้กันมากเท่าใด อันตรายก็จะยิ่งมากขึ้นตามตัว บ้านเรามียากันเป็นหมื่น ๆ ชนิด แข่งกันตามสบาย เพราะเรามัน เสรีนิยม บางคนในประเทศผู้ผลิตเขาห้ามใช้ บางคนก็อยู่ในระยะทดลอง ยาบางอย่างต้องใช้อยู่นานปี กว่าจะทราบถึงโทษของมัน ก็เอามาทดลองในประเทศไทยสิ ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งการลองยา เรา ก็เลยกลายเป็นหนูตะเภาให้เขาทดลองไป ประเทศของเรานี้รัฐบาลเคารพสติปัญญาของประชาชนมาก ! คือ คิดว่าเมื่อประกาศไว้แล้วว่ายาอะไรเป็นอันตราย (ประกาศ ที่เก็บไว้ในลิ้นชัก) ปัญญาชนสยามก็รู้จักเลือกใช้หรือไม่ใช้เอง หมอชาวบ้าน ๑๑๘ แต่ขอโทษที่ครับ พวกหมอยังไม่ค่อยรู้เลย ! บริษัทขายยาเขาส่งคนไปคอยสอนหมอที่เขาเรียกว่า ดีเทลแมน ครูของหมอที่บริษัทส่งไปนี้ เขาจะเดินทางซอกซอนไปทุกมุมทุกประเทศ พบหมอทุกคน และพบซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เพื่อจะบอกให้หมอใช้ยาของเขา ไอ้การจะหาเงินล่ะก็มันขยันกันอย่างนี้แหละ ! ความขยันก็เป็นดาบสองคมเหมือนกัน ! บริษัทยาจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ยาของเขา "เดิน" แถมยาให้ เลี้ยงดูปูเสื่อหมอ ให้เปอร์เซ็นต์ผู้สั่งซื้อ ฯลฯ ## หายแปลกใจหรือยังครับ ว่าทำไมยาจึงแพง ความเสรีนิยมนี้มันฉ้อฉลสลับซับซ้อนได้สุดคณานับ แล้วเราจะ เอาเจ้าหน้าที่ตำรวจ เอาทนายความ เอาผู้พิพากษา ที่ไหนมาแก้ปัญหา เหล่านี้ได้ เพื่อพิทักษ์และปกป้องประชาชน และตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดี ทนายความก็ดี และผู้พิพากษาก็ดี ล้วน อาจก่อความสับสนเพิ่มเติมในสังคมได้ทั้งสิ้น ณ ประเทศแห่งหนึ่งในอเมริกาใต้ ประธานาธิบดีคนหนึ่งซึ่งเป็น หมอมาก่อนเสนอกว่า ในประเทศของเขามียาสัก ๒๐-๓๐ ชนิดก็พอเพียง แล้ว และถ้ายาตัวใดไม่เคยใช้ในอเมริกาเหนือมาก่อนเวลา ๗ ปี และพิสูจน์ ว่าไม่มีโทษภัยต่อประชาชน ห้ามนำเอามาใช้ในประเทศของเขาเด็ดขาด คุณคงคิดว่าประเทศนี้ต้องเจ๋งแน่ ๆ เปล่าหรอกครับ เพราะประธานาธิบดีคนนั้นแก่ถูกฆ่าตาย บันทึกเวชกรรมไทย ๑๑๙ การค้ายาธุรกิจที่คิดเป็นเงินพัน ๆ หมื่น ๆ ล้าน เขาไม่ยอมสูญเสีย ผลประโยชน์ง่ายๆ ดอกครับ แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะพิทักษ์ประชาชนกันดีล่ะครับ ! พระท่านว่า นัตถิ ปัญญา สมาอาภา (แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี) เราจะต้องใช้ปัญญาแสวงมรรควิธีมาแก้ปัญหาเพื่อส่วนรวมให้ ได้ หมอชาวบ้าน ๑๒๐ ตอนที่ ๑๑ โรคสังคม ผมเขียนบันทึกเวชกรรมตอนนี้ สถานที่แปลกกว่าเคย ครับ เขียนในเครื่องบิน บินกลับจากปารีสมากรุงเทพฯ ฝรั่งเขาออกสตางค์ให้ไปประชุมเกี่ยวกับ "บริการทางสาธารณ- สุขและอิทธิพลที่มีต่อแพทยศาสตร์ศึกษา" ก็เรื่องแบบที่เรากำลังคุยกันในบันทึกเวชกรรมไทย นี่แหละครับ เข้าทำนองมาปรับทุกข์กันว่า ประชาชนในประเทศต่าง ๆ ยังได้ รับบริการตรวจรักษาโรคและการป้องกันโรคไม่ดีพอ หรือไม่ดีอย่างมาก การฝึกอบรมแพทย์ก็ยังไม่สอดคล้องกับการให้บริการ จะมีวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างไร ฯลฯ บางประเทศประชาชนของเขาสบายแฮไปเลยครับ เจ็บไข้ได้ป่วยก็ได้รับการรักษาอย่างสะดวกสบายทุกคน สตางค์ก็ไม่ต้องเสีย ลูกเล็กเด็กแดงก็ไม่ค่อยตาย เพราะบริการป้องกันโรคดี และประชาชนกินดีอยู่ดี ถ้าประชาชนบ่นไม่พอใจบริการสาธารณสุขมากๆ เขาทำอย่างไรทราบไหมครับ ? เขาไล่รัฐมนตรีสาธารณสุขออก ! เขาเป็นประชาธิปไตยจริงๆประชาชนเป็นผู้กำหนดว่าเขาต้องการอะไร แม้แต่การจัดการแพทยศาสตร์ศึกษา เขาก็เอาประชาชนคนธรรมดา ๆ เข้าไปเป็นกรรมการ จะได้จัดในทิศทางที่สนองตอบความต้องการของประชาชนได้ เห็นไหมครับ ! ประชาธิปไตย ปีใหม่นี้เราก็จะเลือกผู้แทนราษฎรกันอีกแล้ว อย่าลืมนะครับว่าการเลือกผู้แทนอย่างเดียวยังไม่เป็นประชาธิปไตยดอก ประชาธิปไตยแปลว่าอำนาจเป็นของประชาชน ถ้าประชาชนมีอำนาจจริงๆ ก็คงจะต้องทำอะไรๆ ให้ตัวเองดีขึ้นได้ ถ้าประชาชนยังไม่มีสิทธิที่จะกำหนดทิศทางของตัวเอง ก็แปลว่าเรายังไม่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ครับ พูดถึงคนอื่น ๆ ที่เขาดีๆ ก็เหมือนฝันเห็นสวรรค์ เรามาตื่นขึ้นเผชิญกับความจริงของเราต่อไปเถิดครับ หมอชาวบ้าน ๑๒๒ # ๖๑. ในน้ำมีปลาในนามีข้าว "ในน้ำมีปลาในนามีข้าว แผ่นดินของเรา ... " เสียงเด็กร้องเพลงแว่ว มาแต่ไกล บุญมามองดูลูกด้วยสายตาที่แห้งผาก เอื้อมมือที่ผอมเกร็งไปจับ ตัวลูก ตัวร้อนจัด ผอมหัวโต แขนขาเล็ก บวมฉุๆ ผมแดง ผิวหนังอักเสบ "ควอชิออกอร์" ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ควอชิออกอร์ (Kwashiokor) หมายถึง โรคขาดอาหารโปรตีนอย่างรุนแรง อีก ๒ วันต่อมา "เด็กควอชิออกอร์ คนนั้นหายไปไหนแล้วละเธอ" "ตายแล้ว" "อ้าว ทำไมถึงตายล่ะ" "เห็นอาจารย์ว่าตายจากเสพติซีเมีย" เสพติซีเมีย (Septicemia) หมายถึงเป็นโรคติดเชื้ออย่างรุนแรง มีเชื้อโรคแพร่กระจายทางสายโลหิตไปทั่วร่างกาย ในสภาวะที่ขาดอาหาร ร่างกายจะมีความต้านทานต่อเชื้อโรคต่ำลง สร้างแอนติบอดี (สารที่ ทำลายเชื้อโรค) ได้น้อยลง และเม็ดเลือดขาวทำลายเชื้อโรคได้ไม่ดีเช่น เคย คนที่เคยเป็นโรคขาดอาหารจึงเป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย และเมื่อเป็น แล้วก็รักษายาก ตายง่าย คนไข้ที่เป็นโรคติดเชื้อแล้วไม่มีใครดูแลไม่ว่ากินอาหารได้ไม่ได้ก็ เสร็จกันพอดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์อารี วัลยะเสวี แห่งคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า บันทึกเวชกรรมไทย ๑๒๓ เด็กไทยในชนบท ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ ขาดอาหาร ! เด็กในสลัมในกรุงเทพฯ ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ขาดอาหาร ! ปีหนึ่ง ๆ เด็กก่อนวัยเรียนตายเพราะขาดอาหารอย่างน้อย ๕๕,๐๐๐ คน ! (เด็กอื่นและผู้ใหญ่อื่นที่ตายเพราะเหตุอันเกี่ยวเนื่องกับการขาด อาหารยังมีอีกมหา) "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ... " เสียงเพลงยังสะท้อนอยู่ในใจ ## ๖๒. โรครวย "พ่อสุเขามาแอดมิสน่ะเธอ" นักศึกษาแพทย์บอกเพื่อน (แอดมิส มาจากคำ Admission แปลว่ารับตัวไว้ในโรงพยาบาล) "เธอเป็นอะไรไปล่ะ" "ปวดข้อ" "อะไรปวดข้อแค่นั้นก็ต้องมาอยู่โรงพยาบาลด้วย" "มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิเธอ อ้วนมากจนเดินไม่ไหว ยังแถมเบาหวาน เอย ความดันโลหิตสูงเอย อินฟาร์คเอย" (อินฟาร์ค =Infarct หมายถึงเนื้อตายเพราะขาดเลือด ในที่นี้หมาย ถึงกล้ามเนื้อหัวใจตาย) ครับ อ้วน ปวดข้อ เบาหวาน ความดันสูง หัวใจขาดเลือด เป็น ลักษณะของโรคที่พบในคนที่กินดีอยู่ดี (ที่จริงกินไม่ดีอยู่ไม่ดีมากกว่า จึง เกิดโรค) คนที่บริโภคมากเกินและออกกำลังน้อย ลงท้ายก็จะเป็นอย่างนี้ ถ้าตายไปเลยก็ยังดี หมอชาวบ้าน ๑๒๔ แต่ถ้าไม่ตาย คาราคาซัง เดินก็ไม่ได้ ปวดก็ปวด หัวใจก็วาย ก็ เหมือนตกนรกทั้งเป็น นี่แหละครับ จนเกินก็ไม่ดี รวยเกินก็ไม่ดี มีทั้ง โรคจนและโรค รวย ทำไมจึงจะมัชฌิมาปฏิปทากันได้หนอ ## ๖๓. โรคโรงงาน "หนูชื่ออะไรจ๊ะ" "ชื่อศรีค่ะ" "บ้านหนูอยู่ที่ไหนจ๊ะ" "เดิมอยู่โคราชค่ะ แต่ตอนนี้มาอยู่ที่พระประแดง" "ไม่สบายเป็นอะไรมาล่ะหนู" "เวียนหัวค่ะ เหนื่อย ไม่ค่อยมีแรง นอนไม่ค่อยหลับ" "เป็นมานานเท่าไหร่แล้วจ๊ะ" "สัก ๖ เดือนเห็นจะได้ ไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นโรคหัวใจอ่อน (ดูตอน ๓) ฉีดยาไปตั้งเยอะแล้วยังไม่หาย" หมอตรวจละเอียดแล้วก็ยังไม่พบรอะไรผิดปกติ "หนูมาทำอะไรอยู่ที่พระประแดงจ๊ะ" "ทำงานโรงงานทอผ้าค่ะ" "ทำกะไหน" "ก็ไม่แน่ค่ะ วนเวียนไปเรื่อยทั้ง ๓ กะ" (โรงงานทำงานตลอด ๒๔ ชั่วโมง กะละ ๘ ชั่วโมง) "เมื่อก่อนหนูอยู่โคราชมีอาการอย่างนี้บ้างไหม" บันทึกเวชกรรมไทย ๑๒๕ "ตอนทำนาอยู่โคราชไม่เป็นเลยค่ะ" เดี๋ยวนี้ไรคอย่างนี้มีมากเหลือเกิน เป็นกับผู้ที่ทำงานเบาในโรงงานต่าง ๆ มาด้วยอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ กินข้าวไม่ลง นอนไม่หลับ ถ้าจับไม่ได้ว่าเป็นอะไรละก็ยุ่งมาก ไปบอกว่าหัวใจอ่อนเอย ไปบอกว่าความดันโลหิตต่ำเอย ฉีดยาเอย ตรวจเลือดเอย เอกซเรย์เอย ฯลฯ แล้วมันก็ไม่หาย คนไข้ทั้งกลัวและจนมากขึ้น โรคนี้เกิดจากอะไรหรือครับ ? ถ้าอยากทราบทดลองดูเองก็ได้ครับ สมมติว่าคุณแกะกุ้งอยู่อย่าง เดียวตั้งแต่เช้าจนเย็นทุกวัน ไม่ต้องเป็นปี ๆ หรอกครับ เพียงไม่กี่วันคุณก็จะมีอาการเหล่านั้น การทำอะไรอย่างเดียวซ้ำ ๆ นาน ๆ เป็นการบีบคั้นประสาทอย่าง ยิ่ง ทำให้เบื่อหน่าย เครียด แล้วก็เป็นโรคขึ้น ในโรงงานนั้นเขาแบ่งหน้าที่กันเป็นอย่าง ๆ ใครสับสวิตช์ ก็สับ ๆ ๆ ๆ อยู่ทั้งวัน ใครเจาะรู ก็เห็นแต่รู ๆ ๆ ๆ ทั้งวัน ใครปิดฉลากก็เห็นแต่ฉลาก ๆ ๆ ๆ ที่เขาแบ่งหน้าที่กันเป็นอย่าง ๆ ก็เพื่อประสิทธิภาพ หมอชาวบ้าน ๑๒๖ โรงงานก็จะผลิตของได้มาก ๆ กำไรมากๆ ส่วน คน จะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน การพัฒนาเศรษฐกิจกับความเป็นอยู่ของมนุษย์ บางทีมันก็ขัดกัน ยิ่งเร่งรัดพัฒนา ยิ่งแบ่งคนให้เป็นโรค ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งเป็นโรค รวย อีกพวกหนึ่งเป็นโรคจน และเป็น "โรคโรงงาน" อีกด้วย ปกติมนุษย์นั้นอาศัยงานเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่เชื่อคุณลองไปอยู่เฉย ๆ ทั้งวันทั้งคืนดูมั่งซีครับ เป็นบ้าตาย ! พวกที่ถูกกักขังนาน ๆ จึงมักร้องของงานทำเสมอ การทำงานให้สำเร็จสมบูรณ์สักชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะปั้นควายหรือแกะ สลักสักชิ้น หรืออะไรก็ตาม จะเกิดความปีติ อิ่มเอิบใจ การที่สับสวิตช์ ๆ ๆ อย่างเดียว เจาะรู ๆ ๆ ๆ อย่างเดียว ปิดฉลาก ๆ ๆ ๆ อย่างเดียว ไม่เป็นการทำให้ผู้ปฏิบัติได้มีโอกาสชื่นชมกับผลงานที่ทำเสร็จ สมบูรณ์ด้วยตัวเอง ท่านทราบไหมว่า การปั้นควายให้ลูกสักตัวหนึ่ง มีคุณค่าทางจิต ใจมากกว่าไปซื้อของเล่นญี่ปุ่นมา ๑๐๐ บาท ท่านเจ้าคุณพระสิรินันทเมธี เจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง ท่านจึง กล่าวว่า "การงานที่เหมาะสมเป็นเครื่องพัฒนามนุษย์ทั้งกายและใจ" "อาตมาว่า ในภาษามนุษย์ไม่มีคำอะไรที่น่าเกลียดเท่ากับคำว่า ว่างงาน" ท่านว่า ครับ ทำไมเราจะได้มีโอกาสให้มนุษย์ทุกคนได้ทำงานชนิดที่จะ พัฒนาความเป็นมนุษย์ โดยไม่ต้องไปรีบรุดแข่งขันทางเศรษฐกิจและ ทำลายความเป็นมนุษย์ลงไปทุก ๆ วัน บันทึกเวชกรรมไทย ๑๒๗ # แล้วสังคมเราก็เดือดร้อน (ขณะนี้ยังแก้สาเหตุไม่ได้ สำหรับผู้ที่ทำงานเบาจำเจ ขอให้หยุด พัก และออกกำลังกายบ่อย ๆ ระหว่างทำงาน ครั้งละ ๒-๓ นาทีก็ได้ กระโดดเชือก หรือยืดพื้นก็ดี จะช่วยให้คลายความเครียดไปได้) ## ๖๔. โรคแช่งความเร็ว วันนั้นเราเดินทางไปราชการของแพทยสภาที่พิษณุโลกกัน (ที่เรียกว่าเราก็ประกอบด้วยนายแพทย์คง สุวรรณรัต อดีตรอง อธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ รองอธิบดีกรมอนามัย นายแพทย์หทัย ชิตานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ศาสตราจารย์ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ประสาทศัลยแพทย์แห่งโรง พยาบาลจุฬาลงกรณ์ และผู้เขียน) คุณหมออุดม เจนพาณิชย์ แห่งโรงพยาบาลพิษณุโลกกรุณาไปรับ ที่สนามบิน ขณะที่กลุ่มของเราเดินอยู่บนถนนในโรงพยาบาล ก็มีหญิงชนบท หน้าตาเศร้าโศก เข้ามานั่งยอง ๆ ไหว้คุณหมออุดม "ช่วยไปดูทีเถอะ คุณหมอ" "ลูกแกกูกรถชน" หมออุดมว่า "ตอนนี้ยังไม่ฟื้น คุณหมอจรัสช่วย ไปดูหน่อยเถอะครับ" เราทั้งหมดก็เดินไปที่ตึกของคนไข้ "กั้นม่านแล้วค่ะ" พยาบาลรายงานคุณหมออุดม (แปลว่าตาย แล้ว) ตกบ่าย มีคนถูกรถชนมาอีก หมอจรัสถูกเชิญไปช่วยเปิดสมอง ถึงเวลาอาหารเย็นจึงขาดหมอจรัสไป หมอชาวบ้าน ๑๒๘ "เดี๋ยวหมอจรัสมาสมทบทีหลัง เกือบเสร็จแล้ว" หมอคนหนึ่งบอก กินกันไปจนอิ่มหมอจรัสก็ไม่มา "พอดีมีคนถูกรถชนมาอีก หมอจรัสเลยต้องอยู่ทำต่อ" เป็นอันว่า ผู้เชี่ยวชาญทางศัลยกรรมประสาทไม่ได้มากินข้าวกับ เรา เดี๋ยวนี้อุบัติเหตุจากรถชน พบชุกชุมมากทุกแห่ง เป็นปัญหาทางแพทย์ที่สำคัญขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง แต่ถ้ายังเร่งยังรีบ มือใครยาวสาวได้สาวเอา และอารมณ์หงุด- หงิด เป็นตีนผีกันอยู่บ่อย ๆ แพทย์จะไปแก้ปัญหาไหวหรือครับ มันไม่ใช่ ปัญหาทางแพทย์หรอกครับ ## ๖๕. ม่าหญ้า-ฆ่าคน คนไข้นอนไม่ได้สติ น้ำลายฟูมปาก มีขวดน้ำเกลือแขวนอยู่ หมอ หนุ่มกำลังฉีดอะไรบางอย่างเข้าไปทางสายที่ให้น้ำเกลือ "พาราไทออนหรือหมอ" (พาราไทออน เป็นยาฆ่าแมลงที่ฆ่าคน ด้วยบ่อย ๆ) "ไม่ใช่ครับอาจารย์ พาราคว็อต" (ยาฆ่าหญ้า) วันรุ่งขึ้น ที่เตียงนั้นมีคนไม่ได้สตินอนอยู่ แต่เป็นคนละคนกัน คนเก่าตายแล้ว ! "เจ้าพาราคว็อตนี่ ไม่เคยรอดสักราย" หมอคนหนึ่งว่า เมื่อเรานำเอายาฆ่าแมลง ฆ่าหญ้า เข้ามาใช้ มนุษย์ก็ได้รับอันตราย ถ้ามนุษย์ทำลายธรรมชาติ ธรรมชาติก็ลงโทษมนุษย์ การทำลายป่ามาก นอกจากทำให้ฝนแล้งและน้ำท่วมแล้ว ยังทำให้ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๒๙ แมลงไม่มีที่อยู่ แมลงก็มาลงกินข้าวของชาวนา เอายาฆ่าแมลงมาใช้ ยาฆ่าแมลงก็ตกลงไปในนา ปลาในนาที่เคยกินได้ก็กินไม่ได้ ฯลฯ เกิดโทษเกิดภัยเป็นทอด ๆ ไป (ทางพระเรียก อิทัปปัจจยตา คือ มีเหตุปัจจัยส่งต่อไปให้เกิดผลเป็นลูกโซ่) เมื่อจะรีบทำลายหญ้า จึงไปซื้อยาฆ่าหญ้า ทำให้เสียเงินให้ต่างประเทศทำให้คนตายหญ้า ว่างงาน ทำให้เกิดโทษภัยจากยาฆ่าหญ้า แต่มันจะรีบฆ่าหญ้านี่ ใช้คนตายไม่ทัน เมื่อรีบมาก มันก็มีคนว่างงาน เมื่อมีคนว่างงาน ก็เกิดปัญหาสังคมร้อยแปดตามมา ปัญหาสังคมมันสลับซับซ้อนอย่างนี้แหละครับ พระพุทธศาสนานั้นสอนให้เมตตา ไม่แต่เพียงมนุษย์และสัตว์ แต่ให้เมตตาตลอดไปจนถึงพืช และสิ่งไม่มีชีวิตด้วย สิ่งไม่มีชีวิตทำไมจะต้องไปเมตตามันด้วย ? เรื่องลึกซึ้งมันอยู่ตรงนี้แหละครับ ! ก็ถ้ามนุษย์โลภมาก ไปขุด ไปฟัน ไปสูบ ทรัพยากรมากินมาใช้กัน อย่างฟุ่มเฟือย ก็จะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ฝนฟ้าไม่ตกต้องตาม ฤดูกาล ถึงเวลาตกน้ำก็ท่วม ผู้คน สัตว์ ล้มตาย นอกจากนั้นยังเกิดปัญหา สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ที่นักวิชาการกำลังฮือฮากันอยู่ในปัจจุบันนี่แหละ หมอชาวบ้าน ๑๓๐ แต่พระพุทธเจ้าท่านสอนมานานแล้วล่ะลุง ! เออ! ว่าแต่ว่าถ้ายังโลภยังหลงกันอยู่อย่างนี้ ใครจะระงับยับยั้ง ให้มันพอดิบพอดีได้บ้างล่ะ ใครจะรับอาสาไปถามรัฐบาลบ้างได้ไหมครับว่า พอจะประยุกต์ ธรรมะของพระพุทธเจ้าข้อนี้สักข้อได้ไหม ! ## ๖๖. หัวใจรั่ว ผู้หญิงวัยกลางคนคนนี้มาจากชุมพร อยู่เตียง ๗ พยาบาลต้องไขหัวเตียงสูง เพราะนอนราบจะหอบเหนื่อย ขาและ ท้องบวม นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งกำลังใช้เครื่องฟังฟังแถวหน้าอก "ได้ยินอะไรบ้างเธอ" เพื่อนถาม "โอ้โฮ เมอร์เม่อร์ ดังอย่างกับโรงสี" เงยหน้าขึ้นตอบเสียงดัง (เมอร์เม่อร์ เป็นเสียงพึมหรือเสียงซ่า ซึ่งได้ยินจากการฟังเสียง หัวใจ) "เป็นอะไรล่ะ เธอ" "ก็รูมาติกล่ะซี จะอะไรอีกล่ะ" (รูมาติก = Rheumatic หมายถึง โรคหัวใจรูมาติก ซึ่งเป็นโรค ลิ้นหัวใจรั่วที่พบบ่อย) ป้าคนนี้เล่าว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วเช่นนี้มา ๑๕ ปีแล้ว ทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง ทำงานไม่ได้ ไปหาหมอที่โรงพยาบาลชุมพรเรื่อย ๆ ไปทีหนึ่งก็เสียค่ายา ๑๘๐ บาท บันทึกเวชกรรมไทย ๑๓๑ เสียไปจนหมดตัวแล้ว มีนาอยู่ ๒๕ ไร่ ก็ขายและซื้อยาไปหมดแล้ว มีชีวิตอยู่ต่อมาอย่างทุกข์ทรมาน ทั้งป่วย ทั้งจน ทั้งสิ้นไร้ไม้ตอก คนที่เป็นโรคหัวใจรั่วเช่นนี้ทั้งประเทศมีเป็นแสน ๆ คน แม้เราจะมีหมอผ่าตัดหัวใจเก่ง ๆ เปลี่ยนลิ้นหัวใจได้ แต่ลำพังค่า ลิ้นหัวใจเทียมก็ตกอันละหมื่นบาท และคนไข้ต้องหามาเอง โรคนี้เกิดจากเป็นโรคติดเชื้อเสตรปโตค็อกไค ยิ่งจน ยิ่งขาดอาหาร ยิ่งอยู่กันแออัดยัดเยียด ก็ยิ่งเป็นโรคติด เชื้อมาก ยิ่งเป็นโรคติดเชื้อมากก็เป็นโรคหัวใจรั่วมาก รวมทั้งโรคไตและ โรคอื่น ๆ อีกแยะ และถ้ายังจนกันทั้งประเทศ จะเอากำลังที่ไหนไปรักษากันหวาด- ไหว ถ้ารักษาความจนได้ โรคนี้มันก็จะหายไปเอง ที่ประเทศอิสราเอล เมื่อตั้งประเทศใหม่ ๆ มีคนยากจนแยะ เป็น โรคหัวใจรั่วรูมาติกกันมาก ต่อมาเมื่อเขาปรับปรุงความเป็นอยู่ของ ประชาชนดีขึ้น โรคนี้มันก็หายไปเอง ครับ โรคจำนวนมากเหลือเกิน ถึงแม้จะเป็นโรคมาหาแพทย์ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยวิธีการทางการแพทย์ แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุคือสังคม เพราะเป็นโรคสังคม หรือสังคมเป็น โรค พระพุทธเจ้าท่านสอนให้มนุษย์ตัดความโลภ ความโกรธ ความ หลง ให้มีความเป็นอยู่ดีพอ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเกินความจำเป็น มนุษย์ กับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จะได้อยู่ด้วยกันพอเหมาะพอดี และไม่เกิด หมอชาวบ้าน ๑๓๒ # โรคภัย (อโรคยา ปรมา ลาภา) ว่าแต่ทำอย่างไร จึงจะประยุกต์ธรรมะของพระพุทธเจ้าให้เกิด สังคมที่ไม่ค่อยเป็นโรคดังกล่าวได้ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๓๓ สภาพของ "หมอโรงพยาบาล ความขาดแคลนที่ไม่มีวันสิ้นสุด" นี้ เป็นเรื่องที่ลับสนุกย้อน ถ้าแก้ปัญหาแบบหัวหน้า คือ พยายามขยายโรงพยาบาลออกไปเรื่อยๆ ก็มีหวัง "สิ้นชาติ" แน่ ๆ ตอนที่ ๑๒ # หมอ : โรงพยาบาล ## วิธีการที่มีหวัง "สินชาติ" เริ่มแรกขออนุญาตโฆษณาให้หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์ วิจารณ์สักหนึ่งฉบับ คือ ฉบับวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งเขาขึ้นปกหน้าว่า หมอ : โรงพยาบาล ความขาดแคลนที่ไม่มีวันสิ้นสุด ใครไม่เคยทราบเรื่อง "รองเท้าเข้าคิว" รอตรวจที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็ลองไปหาอ่านดูครับ อีกเล่มหนึ่งเพิ่งออกวางขาย เป็นหนังสือแปลโดย นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์ แห่งคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ชื่อ แพทย์-เทพเจ้ากาลี แหม ! ชื่อน่าเกลียดจริง ๆ ครับ แต่เขาแปลมาจากชื่อในพากย์ อังกฤษว่า Medical Nemesis เป็นหนังสือที่แต่งโดย อิวาน อิลลิช ผู้ มีชื่อเสียง หนังสือเล่มนี้มองการแพทย์แผนตะวันตกในแง่ร้าย แต่จะทำให้ เราเข้าใจปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากการแพทย์ในปัจจุบันและจะ ทำให้เราเข้าใจว่า "หมอ : โรงพยาบาล-ความขาดแคลนที่ไม่มีวันสิ้นสุด" เกิดจากอะไร ## ๖๗. วันอันแสนยาวนาน บุญมาปวดท้องอยู่หลายวัน ซื้อยาที่ร้านยามากินแล้วมันก็ไม่หาย จะไปหาหมอที่คลินิกก็ไม่กล้าไป เพราะทั้งบ้านมีเงินอยู่ไม่ถึง ๒๐ บาท วันนี้จะลองไปตรวจที่โรงพยาบาลสักหน่อย จับรถเมล์คันที่เช้าที่สุด เช้า ๆ อย่างนี้รถก็แน่นแล้วมีนักเรียนห้อย ต่องแต่งอยู่ที่บันไดรถเมล์เป็นกระจุกใหญ่ บุญมานึกถึงที่หนังสือพิมพ์เคยลงเรื่องนักเรียนตกรถเมล์ตายแล้ว นึกเสียว ๆ แทนคนที่ห้อยโหนอยู่ตรงบันไดรถเมล์ มาถึงโรงพยาบาลก็มีคนคอยเข้าคิวทำบัตรกันอยู่แล้ว "ผมไม่สบายมาก ตรวจให้ผมก่อนได้ไหม" เสียงใครคนหนึ่ง อ้อนวอน หมอชาวบ้าน ๑๓๖ "ไม่ได้ ยังไม่มีบัตรตรวจไม่ได้” เสียงตอบ ชายคนนั้นก็เลยมา เข้าคิวต่อจากบุญมา หน้าตาซีดเซียว เดินตัวงอ ๆ คิวเลื่อนไปอย่างช้า ๆ **สัก ๒ ชั่วโมงจึงได้บัตร** แล้วเขาก็ให้มารอตรวจ บ้างก็นั่ง บ้างก็ยืน แน่นไปหมด มิจฉาชีพก็อุดม ! เดี๋ยวคนนั้นถูกล้วงกระเป๋า เดี๋ยวคนนี้ถูกหลอกเอาเงิน ป้าคนหนึ่งท่าทางงกเงิ่น มือถือใบสั่งยากำลังพะว้าพะวังไม่รู้จะ ไปทางไหน เหมือนสวรรค์โปรด มีเสียงพูดกับแกอย่างไพเราะ "ป้าจะ เอายาหรือครับ เดี๋ยวผมไปซื้อให้เอง ป้าแก่แล้วรออยู่ที่นี่แหละครับ" "เฮ้อ ค่อยยังชั่วหน่อย บริการเขาช่างดีจริง ๆ" ป้าแกนึกแล้วหา ที่นั่งเอายาดมขึ้นมาสูด ป้าแกรอ ๆ ๆ จนเกือบเที่ยง คนรับอาสาไปซื้อยาก็ยังไม่กลับมา "อาจารย์คะ ป้าคนนี้แกถูกคนหลอกเอาเงินไป" พยาบาลบอกกับ หมอ "คนแต่งตัวสีกากี แกนึกว่าเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก็เลยให้เงิน ไปร้อยหนึ่ง นี้ไม่มีเงินเหลือเลย อาจารย์ช่วยเซ็นอนาถาให้หน่อยนะคะ" ๑๐๐ บาทนั้นก็เผอิญยืมมาจากครูประทีปเสียด้วย ซวยจริง ๆ ! อีกแล้ว อีกรายหนึ่งแล้ว รายนี้กำลังรอยาและเงินทอนอยู่หน้าห้องจ่ายยา ช่องจ่ายยาเป็นช่องแคบ ๆ คนจ่ายก็มองหน้าคนรับไม่ค่อยถนัด และคนก็แน่นเหลือเกิน "นางแดง รับยาได้" มีมือเอื้อมมารับยาและเงินทอน เดินหายไปโดยรวดเร็ว แต่ไม่ใช่ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๓๗ มือของนางแดง ผู้ซึ่งสูญทั้งยาและเงินทอน ช่วยแท้ ๆ ครับ ที่แน่น ๆ มันสับสนกันอย่างนี้ ท่ามกลางความอลวนอย่างนี้ กว่าบุญมาจะได้เห็นตัวหมอก็ปา เข้าไปอีก ๒ ชั่วโมง พอไปนั่งอยู่ข้างหน้าหมอ จวน ๆ จะได้ตรวจก็พอดีมีคนถือบัตร พาคนไข้มาด้วยคนหนึ่ง "อาจารย์คะ ช่วยตรวจให้คุณแม่หนูก่อนได้ไหม คะ" หมอก็ไปตรวจให้คนไข้คนนั้นก่อน บุญมาก็ได้แต่นั่งตาปริบ ๆ พอจวน ๆ จะได้ตรวจ เอาอีกแล้ว "อาจารย์คะ ช่วยตรวจให้พี่ หนูหน่อยได้ไหมคะ" ในที่แน่น ๆ ก็เป็นอย่างนี้ ใคร ๆ ก็อยากให้ตรวจเร็ว ๆ หมอเอย พยาบาลเอย เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอย นักศึกษาแพทย์เอย คนงานเอย พาพ่อ พาแม่ พาพี่ พาเพื่อน พาเพื่อนของเพื่อน พาคนเมืองเดียวกัน ฯลฯ มาขอสัดคิวตรวจเป็นประจำ ก็ไม่รู้จะทำยังไงกัน "ความขาดแคลนที่ไม่มีวันสิ้นสุด" ทำให้คนแก่งแย่งแสวงหากัน อย่างสับสน พอดีเลยเที่ยงไปแล้วบุญมาก็ยังไม่ได้ตรวจ "รอตรวจห้องแพทย์เวรตอนบ่ายโมง" พยาบาลประกาศกับคนไข้ ที่ยังไม่ได้ตรวจในรอบเช้า โรงพยาบาลหลายแห่งเปิดตรวจปกติเฉพาะครึ่งวันเช้า และตั้ง แต่เที่ยงไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น รวมทั้งวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เปิดตรวจที่เรียกว่า "ห้องแพทย์เวร" หรือ "ห้องฉุกเฉิน" ถ้าโรงพยาบาลมีแพทย์ฝึกหัด (แพทย์พึ่งจบปีแรก) เขาจะให้ หมอชาวบ้าน ๑๓๘ แพทย์ฝึกหัดออกตรวจที่ห้องแพทย์เวร หรือห้องฉุกเฉิน ที่ห้องแพทย์เวรตอนบ่าย ก็แน่นอุตสุดเหมือนตอนเช้า หรือยิ่งกว่า "ไม่เป็นอะไรมาก น่าจะมาตอนเช้า ทำไมถึงมาตอนบ่าย" แพทย์ เวรซึ่งยุ่งเหลือทนถามบุญมา "พุธโอ่เอ๋ย" บุญมาคิดในใจ "มาเช้าเขาให้ตรวจบ่าย มาบ่ายเขา ว่าทำไมไม่มาเช้า" ในที่สุดบุญมาก็ได้รับการตรวจผลลุบผลับ ๒ นาที หมอยื่นใบสั่ง ยาให้ จะถามอะไรก็ไม่กล้าถาม เพราะหมอก็ยุ่งเหลือกำลัง บุญมาก็เลยไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นอะไร เดินไปเข้าคิวเอายาต่อไป อีก คิวก็ช่างยาวแท้ ๆ กว่าจะถึงบ้านก็เย็น ช่างเป็นวันอันแสนยาวนาน ถ้าปวดหัวปวดท้อง ต้องเดินทางไปไกลบ้านและเสียเวลาลำบาก ลำบนถึงเพียงนี้ ระบบบริการแบบนี้จะถูกต้องหรือครับ ## ๖๘. เด็กดีกลายเป็นเด็กป่วย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประสงค์ ตู้จินดา ท่านเป็นหัวหน้า ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านเล่าเอง วันหนึ่ง ท่านมีแขกเป็นแพทย์จากต่างประเทศมาเยี่ยมโรง พยาบาลท่านก็พาไปชม "คลินิกเด็กดี" บันทึกเวชกรรมไทย ๑๓๙ "คลินิกเด็กดี" หรือที่เรียกว่า Well Baby Clinic หมายถึง คลินิกที่ตรวจเด็กที่ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร แต่นัดให้มาตรวจสอบสุขภาพ แนะนำการเลี้ยงดู ทำการป้องกันโรค เช่น ฉีดวัคซีน เป็นต้น แพทย์ฝรั่งผู้นั้นกล่าวกะศาสตราจารย์ นายแพทย์ประสงค์ว่า "เวลล์เบบี้ของยู เมื่อมาตรวจเสร็จก็กลายเป็นซิคเบบี้พอดี" (เด็กดีมาตรวจ พอตรวจเสร็จก็จะกลายเป็นเด็กป่วยไป) เพราะคลินิกนั้นมันเบียดเสียดเยียดยัดเหลือเกิน ครับ โรงพยาบาลก็แน่นไปหมดทุกหนทุกแห่ง ## ๖๙. มีเตียง ๑,๘๐๐ คนไข้ ๒,๐๐๐ หมอฝรั่งคนนั้นมาเยี่ยมโรงพยาบาล ดังที่มากันเรื่อย ๆ เป็นธรรมเนียมที่ว่าจะต้องมีการถามกันว่า "โรงพยาบาลนี้มีกี่ เตียง" หรือ "มีคนไข้กี่คน" "เรามีเตียง ๑,๘๐๐ มีคนไข้ ๒,๐๐๐" หมอไทยอธิบาย "ว้อท !" หมอฝรั่งอุทาน "คุณหมายความว่าอย่างไร มีเตียง ๑,๘๐๐ คนไข้ ๒,๐๐๐ เป็นไปได้อย่างไร" "บางทีเตียงเดียวมีคนไข้ ๒ คนน่ะสิ หรือ ๒ เตียง ๓ คน" หมอไทยอมยิ้มอย่างอารมณ์ดี หมอฝรั่งจึงถึงบางอ้อ ครับ เตียงโรงพยาบาลมันเต็มอยู่เสมอ คนไข้ที่จำเป็นต้อง เข้าโรงพยาบาลอีกเยอะแยะจึงเข้าไม่ได้ หมอชาวบ้าน ๑๔๐ # ๗๐. รอเตียง-รอตาย "ป้า มานั่งร้องไห้อยู่ที่นี่ทำไมจ๊ะ" ป้าคนหนึ่งแต่งเนื้อแต่งตัวเป็นคนบ้านนอกเต็มตัว นั่งอยู่ที่พื้นดิน ริมถนนข้างตึกตรวจโรคนอกของโรงพยาบาล "ฉันเป็นมะเร็งที่นมจ๊ะ" ป้าคนนั้นกล่าวน้ำตาหยดเผาะ ๆ "เขาให้ ฉันมาฟังเตียงทุกวัน ๆ เดือนหนึ่งแล้วก็ยังเข้าไม่ได้" "ฟังเตียง" เป็นคำที่ใช้ในกรณีที่โรงพยาบาลนัดให้ผู้ป่วยมาฟังว่า เตียงว่างหรือไม่ ให้มาฟังทุกวัน ถ้าบอกว่า "เตียงเต็ม" ก็ให้กลับบ้านไปก่อน วันรุ่งขึ้นก็ให้มาอีก วันรุ่งขึ้นก็ให้มาอีก ๆ ๆ ๆ ๆ เรื่อย ๆ ไปจนกว่าวันหนึ่งจะรับตัวไว้ได้ (ถ้าไม่ตายเสียก่อน) ทีนี้ถ้าคนไข้มาจากชัยภูมิ ให้มาฟังทุกวัน ๆ ๆ ถ้าแกค้างโรงแรมในกรุงเทพฯ ไม่ได้ เพราะไม่มีสตางค์ ไอ้จะ นั่งรถไปมา ๆ ทุกวันเพื่อมา "ฟังเตียง" มันก็ทำไม่ได้ ฮ่วย ! แบบนี้จะให้ทำยังไง !! แล้วป้าคนนี้แกก็เป็นมะเร็ง มาทุกวัน ๆ ๆ เดือนหนึ่งก็ยังเข้าไม่ได้ แกไม่รู้จะทำอย่างไร เลยมานั่งร้องไห้อยู่ริมถนน บันทึกเวชกรรมไทย ๑๔๑ # ๗๑. หิ้วตระเวนทั้งคืน คนไข้คนนี้ปวดท้องรุนแรงขึ้นมาทันทีทันใดกลางดึก ญาติจึงช่วยกันพาไปโรงพยาบาลรามาธิบดี "เตียงไม่ว่าง" หมอบอก "แล้วจะให้ไปรักษาที่ไหนครับหมอ" ญาติถาม "อาการแกหนัก" "หมอไม่ทราบเหมือนกัน คุณต้องไปหาเอาเอง" ญาติปรึกษากันอยู่พักใหญ่ ตัดสินใจพาขึ้นแท็กซี่ไปวชิรพยาบาล "เตียงไม่ว่าง" ที่นั่นเขาบอกเหมือนกัน ญาติชักคออตก คนไข้ก็ทุรนทุรายมากขึ้น พาข้ามน้ำไปศิริราชเถอะ "เตียงไม่ว่าง" เขาบอกเหมือนกัน พาข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปใหม่ คราวนี้ไปโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กว่าจะหิ้วกันตระเวนไปทั่วก็หมดคืน โชคดีที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์รับไว้รักษา แต่โชคคร้ายที่คนไข้ตาย "มาซ้ำไป" หมอบอก ครับ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำที่คนไข้หนักต้องหอบหิ้ว กันตระเวนหาแหล่งที่จะรับไว้รักษา น่าเวทนามาก อันที่จริง ถ้าระบบสวัสดิการของประชาชนดี คนที่เจ็บป่วยจำเป็น แก่การรับตัวไว้รักษา น่าเวทนามาก เพียงแต่ไปติดต่อที่ศูนย์ใกล้บ้านที่สุด แห่งเดียวก็ควรจะมีการส่งต่อไปให้ได้รับการรักษาทันที แทนที่จะให้คน ที่ทุกข์ทรมานไร้ที่พึ่งพิงต้องกระเสือกกระสนกันเลือดตาแทบกระเด็น อย่างนี้ หมอชาวบ้าน ๑๔๒ # ๗๒. ฟ้องแพทยสภา กระทาชายผู้หนึ่งมีจดหมายฟ้องแพทยสภาว่า เขาตกเรือนขา หักกลางดึก หอบหิ้วกันไปที่วชิรพยาบาล "เตียงไม่ว่าง" หมอที่นั่นบอก เขาหอบหิ้วไปโรงพยาบาลรามาธิบดี "เตียงไม่ว่าง" เช่นเคย ขณะนั้นน้ำกำลังท่วมกรุงเทพฯ การที่ต้องหอบคนไข้ขาหักตระ- เวนตามที่ต่าง ๆ ประสบความทุกข์แสนสาหัส เขาฟ้องให้แพทยสภาลงโทษหมอที่ไม่รับเขาไว้รักษา แน่นอนในกรณีเช่นนี้ แพทยสภาไม่มีทางไปลงโทษแพทย์เหล่านั้น ได้ เพราะเตียงมันไม่ว่างจริง ๆ ! แต่คนไข้ก็ได้รับความทุกข์แสนสาหัสจริง ๆ ! แล้วมันเป็นความผิดของใคร ? # ๗๓. โรงพยาบาล-โรงฆ่าสัตว์ ยังจำได้ไหมครับ เมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ประชาชนเดินขบวนประท้วงโรงพยาบาล นครปฐมอยู่หลายวัน และถือป้ายประณามโรงพยาบาลว่าเป็นโรงฆ่าสัตว์ เรื่องมันมีอยู่ว่า นายอำนาจ สามเพชรเจริญ นักเรียนโรงเรียน พระปฐมวิทยาลัย บ้านอยู่ห่างจากโรงพยาบาลประมาณ ๑ กิโลเมตร ถูกงูกัดไปรอรับการรักษาที่โรงพยาบาลนครปฐม **รักษาไม่ทัน นายอำนาจ ก็เลยตาย** ญาติพี่น้องเพื่อนบ้านโกรธแค้นมากก็เลยพากันมาเดินขบวน บันทึกเวชกรรมไทย ๑๔๓ ครับ ลูกเขาตายทั้งคน แต่ที่โรงพยาบาลก็แน่นและสับสนเหลือเกิน หมอ พยาบาล ก็ คงดูแลได้ไม่ทั่วถึงและทันท่วงที เรื่องบริการไม่ทั่วถึงและทันท่วงทีนี้แหละเป็นเหตุให้โรงพยาบาล ต่าง ๆ ถูกประณามว่าเป็นโรงฆ่าสัตว์ไปตาม ๆ กัน ก็โดนกันแทบทุกโรงพยาบาล ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เรื่องหมอ : โรงพยาบาล-ความขาดแคลนที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้ เป็น เรื่องที่น่าเห็นใจมากทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ต้องการบริการ และฝ่ายผู้ให้ บริการ ผมจะเล่าทางฝ่ายผู้ให้บริการบ้าง ผมเคยไปทำงานที่โรงพยาบาลนครราชสีมา โรงพยาบาลนั้นเป็นโรงพยาบาลใหญ่ มีเตียงถึง ๗๐๐ เตียง ที่ห้องตรวจโรคนอก คนไข้แน่นไปหมด ก็ตรวจกันอุตสุดแบบเดียว กับโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นี่แหละ คนหนึ่งก็ตรวจกัน ๒-๓ นาที ไม่มีเวลาจะอธิบายอะไร คุณหมอประดิษฐ์ รัตนพานิช ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการโรง พยาบาลเล่าให้ฟังว่า หมอบางคนอยู่เวรกันทั้งคืน กลางวันต้องมาตรวจ คนไข้ต่ออีก บางทีขณะกำลังเขียนใบสั่งยาอยู่หลับไปก็มี ! ก็ลองนึกดูว่าผลการตรวจรักษาเป็นอย่างไร หมอประกิจ ซึ่งขณะนั้นอยู่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ เล่าว่า "พวก ผมมีอยู่ด้วยกัน ๔ คน ทำงานกลางวันแล้วก็มาอยู่เวรกลางคืนทั้งคืน" "ตรวจ ๆ ไปมันก็ทำไม่ไหว พอคนไข้มาผมก็บอกให้ไปขอนแก่น ๆ ทั้ง ๆ ที่มันก็พอจะรักษาได้ที่กาฬสินธุ์ แต่ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มันทำไม่ ไหวจริง ๆ" หมอชาวบ้าน ๑๔๔ นายแพทย์ใหญ่ท่านหนึ่ง ขณะนี้อยู่ที่ราชบุรี ท่านเขียนเล่าว่า "ผมออกไปอยู่ที่แม่ฮ่องสอน และแม่สอดมา ๒๐ ปี มีภรรยาหนึ่ง และลูก ๓ ที่ต้องเลี้ยง ได้แต่ความจนและความโง่กลับมา" แพทย์อาวุโสจากสิงห์บุรีคนหนึ่ง บอกว่า "เมื่อก่อนยังหนุ่มก็ทำ ไหว ตอนนี้มันเหมือนหมาแก่หมดเขี้ยว หมดเล็บ ทำให้เขาไม่ไหว ก็ต้อง ถูกเขาด่าเขาสาปแช่ง" วันหนึ่ง ศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ ซึ่งขณะนั้นดำรง ตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา ได้เชิญมหาพร รัตนสุวรรณ มาทำ พิธีนั่งสมาธิเพื่อติดต่อกับวิญญาณที่โรงพยาบาลศิริราช มีแพทย์ พยาบาลมามุงดูกันเยอะ มหาพรได้ให้ลูกศิษย์เป็นผู้หญิงนั่งสมาธิดู แล้วถามว่าเห็นอะไร บ้าง ลูกศิษย์มหาพรบอกว่า เห็นคนไข้ที่ตายไปแล้วยั้วเยี้ย คนแต่งชุด ขาว ๆ ก็มี มหาพรได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า ผู้ที่แต่งชุดขาว ๆ ที่ลูกศิษย์เห็น นั้นคือพวกหมอที่ตายไปแล้ว แต่ยังเป็นหมออู่ ยังตรวจคนไข้และอยู่ เวร! ถึงตอนนี้มีเสียงฮือฮา ซุบซิบกัน "นึกว่าอยู่เวรชาตินี้พอตายแล้ว ก็หมดกัน หน่อย ! ตายแล้วต้องไปอยู่เวรต่อเสียอีกนี่" การเป็นแพทย์เวรนั้นเป็นสิ่งที่เหน็ดเหนื่อยที่สุดในชีวิตแพทย์ ตกลงทั้งประชาชนและแพทย์ก็อานด้วยกันทั้งคู่ แต่ประชาชนนั้นแย่กว่า เพราะเขาจน เจ็บ ลำบาก และจนตรอก แล้วประชาชน หนังสือพิมพ์ก็อาจประณามโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล หรือด่ารัฐบาลเข้าไปด้วย บันทึกเวชกรรมไทย ๑๔๕ หมอบางคนก็อาจจะโกรธคนไข้ที่ว่า ทำไมมากันมามากเหลือเกิน เป็นสภาพจิตใจที่ไม่ดีต่อกันทั้งคู่ และเป็นการสร้างความขัด แย้งในสังคมอย่างหนึ่ง สภาพของ "หมอ : โรงพยาบาล-ความขาดแคลนที่ไม่มีวันสิ้น สุด" นี้เป็นเรื่องที่สับสนยอกย้อน ถ้าแก้ปัญหาแบบหัวชนฝาคือ พยายาม ขยายโรงพยาบาลออกไปเรื่อย ๆ ก็มีหวัง "สิ้นชาติ" แน่ๆ ทำไมหรือครับ ? ก็เศรษฐกิจมันจะพังหมดนะสิครับ สหรัฐอเมริกาซึ่งร่ำรวยกว่าเรา มหาศาล ยังไปไม่ไหวแล้วในเรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการทางแพทย์ ท่านทราบไหมครับว่า เฉพาะตัวตึกโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ที่ สงขลานั้น ใช้งบประมาณถึง ๕๐๐ ล้านบาท ยังไม่นับค่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าอุปกรณ์ ค่าเวชภัณฑ์ และค่าบุคลากร ซึ่งจะเป็นเงินอีกมหาศาล แล้วอี๊แบบนี้เราจะขยายไปได้ถึงไหน โรงพยาบาลขยายไปเท่าไร ๆ มันก็แน่น และที่แน่น ๆ บริการมันก็ไม่ได้เรื่อง แต่ก็หมดเปลืองมากขึ้น ๆ ปัญหานี้ไม่ใช่แก้ไม่ได้ เป็นของที่แก้ได้ และมีทางที่จะทำให้ ประชาชนสุขสบาย และได้รับบริการที่ดีกว่านี้ด้วยทรัพยากรเท่าที่มีอยู่ แต่ที่จะแก้ได้นั้น เราจะต้องเข้าใจเหตุปัจจัยและความสับสนยอก ย้อนซ่อนเงื่อนของเรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วย การแสวงหาบริการและ ระบบการให้บริการอย่างถ่องแท้ วัตถุประสงค์ของ "บันทึกเวชกรรมไทย" ก็คือการส่งเสริมความ เข้าใจดังกล่าวทั้งของประชาชนและแพทย์ เพื่อเสนอทางออกในตอนท้าย ครับ ผมกำลังเชิญชวนให้ติดตามตอนต่อ ๆ ไป หมอชาวบ้าน ๑๔๖ ตอนที่ ๑๓ # สิ่งเหตุแห่งทุกข์ สาธารณทุกข์ เมื่อเริ่มต้นเขียนเรื่องนี้ก็ว่าจะเขียนเกี่ยวกับ สาธารณสุข ของ ประเทศไทย แต่เขียนไปเขียนมาดูมันเต็มไปด้วยความทุกข์ของประชาชน จน ดูจะกลายเป็นเรื่องสาธารณทุกข์ไปฉิบ ในทางพระพุทธศาสนา เรื่องสุขทุกข์ เป็นเรื่องเดียวกันเช่นเดียว กับเรื่องร้อนเย็น ในทางวิทยาศาสตร์เขาจะพูดถึงแต่ความร้อน ไม่พูด ถึงความเย็น คือถ้ามีความร้อนน้อย ก็มีความเย็นมาก ในทางพระพุทธศาสนาพูดถึงแต่ทุกข์ไม่พูดถึงสุข แต่หมดทุกข์ก็แปลว่าสุขหลาย ฉะนั้น สาธารณสุขกับสาธารณทุกข์จึงเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ถ้าไปเรียกกระทรวงสาธารณสุขว่ากระทรวงสาธารณทุกข์เขาคงจะโกรธเอา เมื่อเราพูดเรื่องทุกข์ ๆ กันมาพอสมควรแล้วเห็นจะต้องต่อไปถึงเรื่องสาเหตุของทุกข์ (สมุทัย) กันสักทีกระมังครับ ทั้ง ๆ ที่เรื่องทุกข์ของชาวบ้านอันเกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย และความสับสนเกี่ยวกับการรักษานั้นยังมีอีกมากมายก่ายกองหลายแง่หลายมุมพูดอีกทั้งชาติก็ไม่หมด แต่เราจะเอาแต่บ่นอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันจะไม่ได้พูดถึงสาเหตุและทางแก้ไข ในองค์ของอริยสัจจัอมี ๔ ซึ่งได้แก่ ๑. ทุกข์ ๒. สมุทัย (สาเหตุของทุกข์) ๓. นิโรธ (ทางดับทุกข์) ๔. มรรค (วิถีทางไปสู่การดับทุกข์) ต้องเรียงลำดับอย่างที่ท่านเรียงไว้ จะสลับกันไม่ได้ คนเราต้องมีทุกข์เสียก่อน จึงจะสนใจสมุทัย คนที่กำลังมีความสุขอยู่มันไม่สนใจสาเหตุของทุกข์ดอก ไม่เชื่อลองนิมนต์พระที่ว่าเก่ง ๆ ทั้งหลาย องค์ไหนก็ได้ ไปพูดเรื่องอริยสัจ ๔ ให้คนที่กำลังเต้นบั้มพ์กันฉิ่ง ๆ ๆ ฟังดูสิครับ ว่ามันจะฟังไหม ! หมอชาวบ้าน ๑๔๘ คนที่กำลังทุกข์จึงสนใจสาเหตุแห่งทุกข์ พระท่านว่าความทุกข์นั้นเกิดจากอวิชชา หรือความไม่รู้ การแก้ปัญหาก็คือ ทำความไม่รู้ให้กลายเป็นรู้เสียด้วย ปัญญา ท่านจึงกล่าวสรรเสริญปัญญาว่า นัตถิ ปัญญา สมาอาภา เรากำลังจะใช้ปัญญามาพิจารณาสาเหตุแห่งปัญหาของเรา ในฐานะที่ประเทศของเรามีพื้นฐานเป็นพุทธ ผู้เขียนจึงขอ วิเคราะห์ปัญหาแบบพุทธ และโดยภาษาของชาวพุทธ ๓๔. คณิตศาสตร์แห่งความสุข (ทุกข์) ชายผู้หนึ่งหิวโหยเหลือเกิน อยากรับประทานอาหาร เกิดทุกข์- เวทนายิ่งนัก เพราะความอยากยังไม่ได้รับการสนองตอบ ครั้นได้อาหาร มาบริโภค ก็เกิดความปิติยินดี เพราะความต้องการได้รับการสนองตอบ ที่พอดี เศรษฐีคนหนึ่งลงทุนค้าขายหวังกำไรสัก ๕ ล้านบาท คิดแล้วคิด อีก ตะเกียกตะกายวิ่งเต้นติดต่อให้สินบน ทำทุกอย่าง เพื่อจะให้ได้กำไร มากๆ ครั้นไม่ได้สมใจก็เกิดความทุกข์โทมนัสแสนสาหัส ความรู้สึกสุขทุกข์ ขึ้นอยู่กับความต้องการ และการสนองตอบ ตามความต้องการ ถ้าเราเอาความต้องการตั้งแล้วลบด้วยการสนอง ตอบความต้องการเหลือเท่าไรนั่นแหละเป็นดัชนีแห่งความทุกข์ตาม สมการข้างล่างนี้ ความต้องการ - การสนองตอบความต้องการ = ดัชนีแห่งความ ทุกข์ ถ้าความต้องการ กับการสนองตอบความต้องการใกล้เคียงกัน ดัชนีแห่งความทุกข์จะมีค่าน้อย นั่นคือทุกข์น้อย (สุขมาก) บันทึกเวชกรรมไทย ๑๔๙ แบบพุทธ พยายามลดกิเลสให้ความต้องการกับการสนองตอบใกล้เคียงกัน " และ "การสนองตอบ" ที่ตัดกันเป็น "สุข" และมีภาพประกอบเป็นรูปคนอยู่ตรงกลาง) แบบฝรั่ง เร่งการสนองตอบทางวัตถุและกระตุ้นกิเลสไปด้วย ช่องว่างระหว่างความต้องการกับ การสนองตอบยิ่งกว้างขึ้น  เช่น ถ้ามีความต้องการ ๕ ตอบสนองได้ ๔ ดัชนีความทุกข์ก็เท่ากับ ๕ - ๔ = ๑ ถ้ามีความต้องการ ๑๐๐ แต่สนองตอบความต้องการได้ ๑๐ ดัชนี แห่งความทุกข์เท่ากับ ๑๐๐ - ๑๐ = ๙๐ ในกรณีนี้จะมีความทุกข์ท่วมท้น ความสุขทุกข์จึงไม่ใช่ของแน่นอนอะไร ขึ้นอยู่กับสัดส่วนหรือ ความสมดุลระหว่างความต้องการกับการสนองตอบความต้องการ การมีมากขึ้นไม่จำเป็นต้องมีความสุขมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ไม่จำเป็นว่าคนในสมัยกรุงเทพฯ ปัจจุบันจะมีความสุขมากกว่า ประชาชนสมัยกรุงสุโขทัย ทั้ง ๆ ที่สมัยนี้เรามีวัตถุปัจจัยมากกว่า แนวทางแห่งความสุขในทางพระพุทธศาสนากับแนวทางของ อารยธรรมฝรั่งนั้นต่างกัน หมออชาวบ้าน ๑๕๐ ทางพระพุทธศาสนานั้นเน้นที่การลดความอยากหรือความต้อง การลง (ลดกิเลสตัณหา) เพื่อว่าจะได้สนองตอบให้สมกันได้ง่าย ความ ทุกข์จะได้มีน้อย ถ้ากิเลสตัณหามีมาก ก็ยิ่งยากแก่การสนองตอบ แบบฝรั่งนั้นจะพยายามพัฒนาวัตถุมากินมาใช้เพื่อสนองตอบ ความต้องการให้มาก ๆ และมากขึ้น ๆ ขณะเดียวกันไอ้เจ้าตัวความอยาก หรือกิเลสตัณหามันก็เพิ่มขึ้น ๆ ตามกันไม่ทัน ความทุกข์ความวุ่นวายก็เกิด ขึ้น การพัฒนาแบบพุทธกับแบบฝรั่งจึงแตกต่างกัน ๗๕. ตัวอย่างการพัฒนาของฝรั่ง จากการรายงานข่าวของนิตยาสารพาเทรด ฉบับวันที่ ๒๘ ธัน- วาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่า ที่อะแลสกาเคยเป็นดินแดนที่มีสันติสุข ภายหลังบริษัทน้ำมัน อเมริกันได้ค้นพบน้ำมันที่นี่ อะแลสกาได้กลายเป็นรกไปอย่างทันตาเห็น เต็มไปด้วยการปล้นจี้ การพนัน การค้าของเถื่อน โสเภณี ค้ายาเสพติด และอิทธิพลนอกกฎหมาย โสเภณีเพิ่มขึ้นอย่างมหาถึง ๔,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์ คดีทำร้ายตำรวจ ๕๐๐ เปอร์เซ็นต์ โจรกรรมเพิ่มขึ้น ๑๖๐ เปอร์เซ็นต์ ค้ายาเสพติดเพิ่มขึ้น ๑๗๑ เปอร์เซ็นต์ การเมาสุราอาละวาด เพิ่มขึ้น ๔,๒๑๖ เปอร์เซ็นต์ นี่แหละผลของการพัฒนาแบบฝรั่ง ๗๖. การพัฒนาแบบพาณิชยกรรม ทุกวันนี้ถ้าเราเปิดวิทยุหรือโทรทัศน์ เราได้ยินและเห็นอะไรมาก บันทึกเวชกรรมไทย ๑๕๑ # ที่สุด ? ## คำตอบก็คือ การโฆษณาสินค้า ล้วนแต่สรรหาวิธีการมาปลุกเร้าให้คนเกิดความอยากความ ต้องการ ยิ่งคนเกิดกิเลสตัณหามาก จะได้ซื้อง่ายขายคล่อง กิจการจะได้ เจริญ ทำยังไงก็แล้วแต่ ขอให้มันอยากกันมาก ๆ เป็นใช้ได้ ถ้าปลุกระดมธรรมดาไม่ยังอยากกันไม่พอรี ต้องเอาเรื่องเพศเข้า มาล่อ รูปผู้หญิงไปเปี๊ยอยจึงต้องเอาเข้ามาประกอบการโฆษณาสินค้า ทั้งบ้านทั้งเมืองจึงระงมไปด้วยการปลุกระดมให้คนเกิดกิเลส ตัณหาด้วยประการต่าง ๆ อันขัดกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่าง ยิ่ง ไม่เป็นไร เจียดกำไรไปถวายพระซะหน่อย หรือนิมนต์พระผู้ใหญ่ มาเปิดป้ายแล้วออกไปโฆษณาว่าเราเทิดทูนศาสนา ! ปู่โธ่! ถ้ามัวไปสอนแบบพระพุทธเจ้าให้คนลดความอยากกินอยาก ใช้ลง ๆ กิจการมันเจ๊งเท่านั้น ## การพัฒนาตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้ากับการพัฒนาทาง การค้า มันจึงเดินสวนทางกันด้วยประการฉะนี้ แล้วเราลองมาดูบ้างว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในบ้านเมืองของเรา ทั้ง ๆ ที่เราว่าเราเป็นเมืองพุทธ แต่บ้านเมืองของเราเต็มไปด้วย โจรผู้ร้าย ต้องสร้างรั้วสร้างกำแพงกันสูง ๆ ประชาชนไม่มีความปลอดภัย ในชีวิต อาชญากรรมทางเพศชุกชุม เรามีโสเภณีมากกว่าพระ ! หมอชาวบ้าน ๑๕๒ เรามีบาร์ ไนต์คลับ อาบอบนวด และลามกกรรมทางเพศที่ขึ้น ชื่อลือชาไปทั่วโลก ฝรั่ง แขก ญี่ปุ่น ล้วนต่างห็นกระหายที่จะเดินทาง เข้ามาส้องเสพกับหญิงไทยที่เป็นลูกหลานของเรา **การเหยียดหยามกดขี่สตรีเพศเป็นไปอย่างถึงที่สุด** นี่คือผลของการพัฒนาบ้านเมืองตามแบบฝรั่ง ที่ต้องนำเรื่องนี้มากล่าวไว้ ก็เพราะความทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ และความสับสนเกี่ยวกับการรักษาโรคนั้น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่อง ของสังคมอย่างแยกไม่ออก ## ๗๗. ทำไมจึงสาธารณทุกข์ ความทุกข์ ความสับสน เกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วย และการรับ บริการนั้น ก็เขียนตามสมการแห่งการเกิดทุกข์ได้ดังนี้ **ความต้องการบริการของประชาชน - การให้บริการ = ดัชนี** **แห่งความทุกข์ (และความสับสน)** จากสมการนี้จะเห็นได้ว่า ความทุกข์และความสับสนที่มีอยู่เหลือ คณานับนั้น เกิดขึ้นเพราะ ๑. ประชาชนมีความต้องการบริการมาก ๒. รูปแบบของการให้บริการไม่สามารถสนองตอบความต้องการ ได้ทั่วถึง ทำไมประชาชนจึงต้องการบริการมาก ? ที่ต้องการมากก็เพราะ ๑. ประชาชนเจ็บป่วยมาก ๒. ประชาชนได้รับการสอน การโฆษณา และการขู่ให้กลัว และ คิดพึ่งผู้อื่นมากเกิน และพึ่งตัวเองได้น้อย เรื่องเหล่านี้สลับซับซ้อนยากแก่การเข้าใจมาก บันทึกเวชกรรมไทย ๑๕๓ ผมจะเกริ่นไว้ก่อนโดยยกตัวอย่างอย่างนี้ ตามปกติคนไทยก็ บริโภคข้าวกับน้ำพริกและแกงกันไปตามประสาทุกบ้านทุกช่องทั่วประเทศ ถ้าเกิดมีนักเลงดีมาบอกว่า อย่ากินเลยอย่างนั้น ไม่ดีดอก สู้กินขนมปัง และสเต๊กอย่างฝรั่งไม่ได้ ให้ประโยชน์กว่ากินแล้วอายุยืน แล้วก็มีการปลูกระดมกันทั่วประเทศให้นิยมกินขนมปังและสเต๊ก ทางราชการก็ให้การสนับสนุนโดยรับรองว่า ขนมปังและสเต๊กเป็นของที่ ราชการสนับสนุน ส่วนน้ำพริกและแกงนั้นไม่ใช่ คราวนี้สมมติว่าประชาชนก็อยากกินขนมปังและสเต๊กเป็นการ ใหญ่ ต่างกระหายและอยากใคร่ได้ขนมปังและสเต๊กกันมากมาย แต่ ! ขนมปังและสเต็กนั้นมีอยู่นิดเดียว ! คราวนี้มีโกลาหลกันทั้งประเทศหรือพ่อคุณเอ๋ย เรื่องทางการแพทย์ก็ทำนองนั้นแหละ แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก กว่ามาก ผมจึงจะขอค่อย ๆ อธิบายไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ ไม่รีบร้อน และยก ตัวอย่างประกอบมาก ๆ ๗๘. ทำไมประชาชนจึงเจ็บป่วยมาก ท่านถูกถามว่า "ทำไมประชาชนจึงเจ็บป่วยมาก" ท่านจะตอบว่า อย่างไร "บางท่านก็อาจจะเอากำปั้นทุบดินว่า ก็เพราะมันเป็นโรคมากน่ะ สิโอย" เราจะต้องเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี การจะแก้ไขปัญหานั้นเริ่มต้นต้องมี สัมมาทิฐิ (ทิฐิ เป็นภาษาบาลี ตรงกับภาษาสันสกฤตว่า ทฤษฎี) สัมมาทิฐิ ก็หมายถึงทฤษฎีที่ถูกต้องนั่นแหละ ไอ้แบบที่เขาพูด ๆ กันว่า ต้องมีทฤษฎีชี้นำที่ถูกต้องก็มีความหมาย หมอชาวบ้าน ๑๕๔ เช่นเดียวกับสัมมาทิฐินั่นเอง ตรงกันข้าม ถ้าเรามีทฤษฎีที่ไม่ถูกต้อง (มิจฉาทิฐิ) มันก็พากันเข้า รกเข้าพงไปเลย มิจฉาทิฐิที่เกี่ยวกับความเจ็บไข้ได้ป่วยและการรักษา ก็คือความ คิดที่ว่า ร่างกายมนุษย์นั้นเหมือนเครื่องจักร เมื่อเหมือนเครื่องจักร ก็ต้องเช็ก ซ่อม ล้างอัดฉีด ! ถ้าเรามีประชากรอยู่ ๔๕ ล้านคน ถ้าทุกคนเป็นเหมือนรถยนต์ ก็เท่ากับเรามีรถยนต์มนุษย์อยู่ ๔๕ ล้านคัน แต่ละคันต้องเช็ก ซ่อม ล้าง อัดฉีด เราจะเอาโรงซ่อมที่ไหนมาพอ เราจะเอาช่างฟิตที่ไหนมาพอ จะเกิดสับสนและโกลาหลกันยกใหญ่ ที่สับสนและโกลาหลก็เพราะเราไปใช้ทฤษฎีที่ผิดในการมอง สาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บและวิธีแก้ปัญหา มนุษย์กับเครื่องจักรนั้นต่างกัน เครื่องจักรนั้นมนุษย์เริ่มสร้างได้ไม่กี่ร้อยปีนี้เอง ส่วนมนุษย์นั้นธรรมชาติสร้างมาในฐานะที่เป็นมนุษย์นั้นก็ ๒-๓ ล้านปี และที่สืบทอดต่อมาจากสัตว์ชั้นต่ำอีกก็เป็นร้อย ๆ ล้านปี ฉะนั้น ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย และวิธีการแก้ไขที่ ถูกต้อง เราจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์เสียก่อน ซึ่งผมจะนำมาเรียน ในตอนต่อ ๆ ไป บันทึกเวชกรรมไทย ๑๕๕ การที่มนุษย์จะอยู่เป็นสุขได้นั้น ต้องมีความพอดี หรือสมดุล กาย ใจ และสิ่งแวดล้อม จะต้องอยู่ในสมดุลกัน ถ้ามีการเสียสมดุลเมื่อไร ไม่ว่าจะเกิดกับกาย หรือใจ หรือสิ่งแวดล้อม มนุษย์ก็จะไม่เป็นปกติสุข คือ เจ็บป่วยขึ้น ตอนที่ ๑๔ ทำไมประชาชน จึงเจ็บป่วยกันมาก นายแพทย์เสมอ พริ้งพวงแก้ว อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง สาธารณสุขชอบกล่าวเสมอ ๆ ว่า ในวันหนึ่ง ๆ นั้น จะมีคนป่วยเสีย ๑ คน ในจำนวน ๑๐๐ คน ที่ผมเจอมาใกล้ ๆ ตัว ตัวเลขมากกว่านั้นก็ยังมีครับ คือ ในการ สอนวิชาโลหิตวิทยา เรามีครูมาจากที่ต่าง ๆ มารวมกันสอน ๑๔ คน ใน วันที่มีการสอนในจำนวนครู ๑๔ คนนี้ จะมีคนป่วยเสีย ๒ หรือ ๓ คน ! เสมอ ๆ นึกดูเถอะ ขนาดเป็นหมอ และมีการ "กินดีอยู่ดี" แล้ว ยังเจ็บป่วยกันมากถึงเพียงนี้ คนอื่น ๆ จะถึงเพียงไหน ที่ตีนสะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งธนบุรีตอนเย็น ๆ ถ้าใครไปดูแถวนั้น จะเห็นคนเขมร ๔๐-๕๐ คน รวมทั้งผู้หญิงและเด็กลงมาอาบน้ำแม่น้ำ เจ้าพระยาใกล้ ๆ กันนั้นมีท่อระบายน้ำโสโครกขนาดใหญ่ปล่อยน้ำสกปรก ข้นดำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา คนเขมรเหล่านี้มาจากสุรินทร์ มารับจ้างทำถนน ลองนึกดูทั้งผู้หญิงและเด็กต้องมานอนกลางดินกินกลางทราย อาบน้ำครำเช่นนี้ สุขภาพเขาจะเป็นอย่างไร เอาเถอะครับ เอาตัวเลขของท่านอาจารย์เสมก็แล้วกัน ๑ ใน ๑๐๐ ประชากร ๔๕ ล้านคน วันหนึ่ง ๆ ก็จะมีคนเจ็บ ๔๕๐,๐๐๐ คน ! โรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือโรงพยาบาลศิริราชก็ตรวจคนไข้ได้ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คนต่อวัน รวมทุกโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ก็คงตรวจคนไข้ได้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน ในต่างจังหวัด ๗๑ จังหวัดมีโรงพยาบาลจังหวัดอยู่ ๘๘ แห่ง ถ้าคิดโดยเฉลี่ยตรวจแห่งละ ๒๐๐ คน ต่อวัน ก็คงจะตรวจได้ ๑๗,๖๐๐ คน ทั่วประเทศก็คงจะตรวจได้ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน ยังเหลืออีก ๔๐๐,๐๐๐ คน ! แล้วยังเที่ยวโพนทะนากันอีกว่า เป็นอะไรไปหาหมอ ๆ หรือไม่ เป็นอะไรก็ให้ไปหาหมอ !! จะเป็นไปได้อย่างไร ผมจะหันกลับมาว่าด้วยเรื่องนี้ตอนหลัง ทีนี้มาดูกันว่าชาวบ้านเขาเจ็บป่วยเป็นอะไรกันบ้าง สำหรับท่านที่ชอบตัวเลข ผมจะเอาสถิติแสดงให้ดูไว้ข้างล่างนี้ หมอชาวบ้าน ๑๕๘ <table><tr><td>โรคที่ติดต่อทางอาหารและน้ำ</td><td>๒๖,๖๐๐/๑๐๐,๐๐๐</td></tr><tr><td>โรคที่นำเชื้อโดยยุง</td><td></td></tr><tr><td>มาลาเรีย</td><td>๖๔๐/๑๐๐,๐๐๐</td></tr><tr><td>ไข้เลือดออก</td><td>๖๔/๑๐๐,๐๐๐</td></tr><tr><td>โรคขาดอาหาร</td><td></td></tr><tr><td>การขาดอาหารในเด็กก่อนวัยเรียน</td><td>๕๒/๗๖%</td></tr><tr><td>โลหิตจาง</td><td>๔๐%</td></tr><tr><td>โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ</td><td>๙๒,๗๐๐/๑๐๐,๐๐๐</td></tr><tr><td>วัณโรค</td><td>๗๙/๑๐๐,๐๐๐</td></tr><tr><td>โรคผิวหนัง</td><td>๔,๒๘๗/๑๐๐,๐๐๐</td></tr><tr><td>กามโรค</td><td>๓๘๒/๑๐๐,๐๐๐</td></tr><tr><td>อุบัติเหตุ</td><td></td></tr><tr><td>◆ ในบ้าน</td><td>ตาย ๘.๐๘/๑๐๐,๐๐๐</td></tr><tr><td>◆ จราจร</td><td>ตาย ๑๐.๕/๑๐๐,๐๐๐</td></tr><tr><td>◆ ทางเกษตรกรรม</td><td>ตาย ๙.๖๖/๑๐๐,๐๐๐</td></tr><tr><td>◆ ทางอุตสาหกรรม</td><td>เกิดเรื่อง ๑๐๐/๑๐๐,๐๐๐</td></tr><tr><td>ปัญหาทางจิตเวช</td><td></td></tr><tr><td>◆ เพ้อคลั่ง</td><td>๙/๑,๐๐๐</td></tr><tr><td>◆ จิตประสาท</td><td>๒๕%</td></tr><tr><td>◆ ติดยาเสพติด</td><td>๕๐๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐</td></tr><tr><td>โรคหัวใจรูมาติก</td><td>๒.๒/๑,๐๐๐</td></tr><tr><td>เบาหวาน</td><td>เป็นต้น ๒.๕%</td></tr></table> พวกที่ติดต่อทางอาหารและน้ำ เช่น ท้องเดิน บิด ไทฟอยด์ ตับอักเสบ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๕๙ # พวกนี้เป็นแพร่หลาย อย่าบอกใครเชียว อย่างไทฟอยด์นี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรงกว่าอหิวาต์ เพราะอหิวาต์ มาเป็นครั้งคราว มาทีหนึ่งคนก็ตื่นเต้น แล้วก็สงบไป แต่ไทฟอยด์มันกัดกร่อนบ่อนทำลายทั้งปีและนิยมเป็นกันมากเสียด้วย จากการศึกษาของภาควิชาเวชศาสตร์ ป้องกันและสังคม พบว่า พวกพ่อครัวของภัตตาคารมีเชื้อไทฟอยด์อยู่ในลำไส้ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ มิน่าล่ะถึงเป็นกันชุกชุมนัก ขนาดหมอยังเป็นไทฟอยด์กันหลายคน หมอที่เปาโลก็เป็น ! หมอที่ศิริราชก็เป็น ! อธิบดีกรมหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขก็เป็น ! (ผมไม่กล้าบอกว่ากรมอะไรเพราะผิดมารยาทในการเปิดเผยความลับของคนไข้) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เคยประชวรพระโรคบิด ที่นำมากล่าวได้เพราะมีแถลงการณ์ของสำนักพระราชวังให้ประชาชนทราบ ไม่เป็นความลับอะไร ตอนนั้นก็ฮือฮากันว่า ประกาศแบบนี้ทำให้พวกที่มีหน้าที่ควบคุมโรคติดต่อเสียหน้า แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระบัญชาให้ประกาศให้ประชาชนทราบตรงไปตรงมา มีผู้กราบบังคมทูลว่า ต่อไปเวลาเสด็จฯ ไปไหน ถ้ามีคนเอาของถวายก็อย่าเสวย ไม่ทรงเชื่อ ตรัสว่า "คนเขาเห็นฉันเป็นเทวดา แล้วเทวดาจะมามัวกลัวบิดอยู่ได้อย่างไร" ! ตัวเลขต่าง ๆ ข้างต้น ต้องฟังหูไว้หู เพราะคนที่เจ็บป่วยเป็นอะไรต่อมิอะไร โดยไม่ได้ตรวจไม่ได้บอกใคร จนกระทั่งหายหรือตายไปเอง หมอชาวบ้าน ๑๖๐ นั้นไม่มีใครทราบว่าเท่าไร เอาว่าคนไทยเป็นโรคกันอย่างมโหฬารก็แล้วกัน อธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อท่านหนึ่งกล่าวว่า โรคที่ประชาชน เป็นกันอยู่ทุกวันนี้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นโรคที่ป้องกันได้ ครับ สุภาษิตท่านว่า "กันไว้ดีกว่าแก้ ไม่ได้ป้องกันเลยแย่" ปล่อยให้คนเป็นโรคกันเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วจึงพยายามแก้ ปัญหามันก็เหมือนกับ ปล่อยให้ไฟไหม้แล้วจึงดับ โดยไม่พยายามป้องกันไฟไหม้ หรือ ปล่อยให้เรือล่มแล้วจึงกู้ โดยไม่พยายามป้องกันเรือล่ม ความเสียหายจึงเกิดขึ้นมากมาย การป้องกันไม่ให้เกิดโรคนั้นเป็นเรื่องที่กว้างขวางมาก ลำพังเรื่องง่ายๆ อย่างการให้วัคซีนป้องกันโรค เราก็ไม่สามารถ ให้กับลูกหลานของเราที่เกิดมาในแผ่นดินไทยได้โดยทั่วถึงเสียแล้ว ไม่ใช่ว่าวิธีให้มันจะยากจนไม่มีคนจะให้ได้พอ การฉีดวัคซีนสอน เดี่ยวเดียวก็ฉีดกันได้ แต่มันอยู่ที่ตัวระบบราชการนั้นทีเดียว ระบบราชการนั้นถนัดทางตั้งกฎตั้งเกณฑ์ว่า ทำอย่างนั้นได้อย่าง นี้ไม่ได้ หยุมหยิมมากมาย ครับ แต่มันขาดกฎอยู่อย่างเดียวคือกฎที่ว่าต้อง ให้ประชาชนได้ รับประโยชน์เต็มที่ ผมจะเล่าตัวอย่างให้ฟังสัก ๒ เรื่องก่อนในตอนนี้ โรงพยาบาลขอนแก่น เป็นโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่ง มีคนไข้มาก ที่นั่นมีแพทย์คนหนึ่งชื่อหมอตุลาเธอเป็นรังสีแพทย์ได้บอร์ดมาจากอเมริกา บันทึกเวชกรรมไทย ๑๖๑ หมอจะไปทำงานเองทุกอย่าง ทั้งถ่ายเอกซเรย์ ล้างฟิล์ม อ่าน ฟิล์มด้วยตัวคนเดียวก็ทำไม่ไหว หมอตุลาจึงไปเอาเด็กจบ ม.ศ. ๓ มา ๕ คน มาฝึกจนถ่ายฟิล์มล้างฟิล์มได้ เป็นที่พอใจด้วยกันทุกฝ่าย เรื่องมันก็น่าจะเรียบร้อยดี และประชาชนได้รับประโยชน์ แต่ถ้ามันราบรื่นอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่ราชการนะสิครับ ! มันมีเรื่องขึ้นคือทาง ก.พ. ไม่ยอมรับคุณวุฒิของเด็ก ๕ คน ที่ หมอตุลาฝึกขึ้นเอง บรรจุเข้ารับราชการไม่ได้ เมื่อมีช่องทาง เด็กทั้ง ๕ ก็ไปทางอื่นหมด หมอตุลาก็ไม่มีผู้ช่วยตามเคย แกจะลำบากแค่ไหนก็เป็นเรื่องของ แก ประชาชนจะแย่อย่างไรก็เป็นเรื่องของประชาชน ระเบียบราชการ มันมีอยู่อย่างนั้นนี่ เอาอีกสักเรื่องเป็นไงครับ หมอคนหนึ่งอยู่ที่สถานีอนามัยที่อำเภอหนึ่งทางอีสาน (ผมไม่บอก ละครับว่าอำเภอไหน) ตรงที่ตั้งสถานีอนามัยเป็นที่ลุ่ม เวลาฝนตกก็ต้อง ท่องน้ำทั้งคนไข้และหมอ หมอจึงคิดจะถมที่โดยใช้เงินบำรุง แต่ระเบียบราชการเขาห้ามใช้เงินบำรุงถมที่ ! คนไข้จะลุยน้ำก็ช่างคนไข้ หมอจะลุยน้ำก็ช่างหมอ แต่ระเบียบ ราชการเขาว่าอย่างนั้น หมอคนนั้นแกก็เลยทำเรื่องโกหกว่าจ่ายเงินซื้อยา ที่แท้ไม่ได้ซื้อ แต่เอาเงินไปถมที่ นี่ถ้า ค.ต.ง. ไปตรวจพบเข้าก็มีความผิดต้องติดคุก แต่หมอคนนั้นบอกกับผมว่า "ถ้า ค.ต.ง. มาเอาผมติดคุก ผมจะ ยิงฉิบหายเลย" !! หมอชาวบ้าน ๑๖๒ # นี่แหละครับราชการไทย แล้วใครมันจะอยากไปทำอะไร ผมจะยังมีตัวอย่างเล่าเกี่ยวกับราชการอีกมาก ขอเอาไว้จังหวะ เหมาะ ๆ ในตอนหลัง ๆ นะครับ ตอนนี้ข้อว่าด้วยเรื่องแหล่งน้ำสะอาดการใช้น้ำสะอาดเป็นมาตร- การที่ป้องกันโรคไปได้เยอะแยะ แต่เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญมาก ประชาชนในหมู่บ้านชนบทนั้นส่วนใหญ่ใช้แอ่งน้ำ ซึ่งน้ำไหลชะ ของทุกชนิดมาแล้วทั้งชีว์ ขี้ควาย ขี้คน สัตว์ตาย มาลงแอ่ง ถ้าเชื้อ- โรคอะไรหลุดเข้าไปทีก็เป็นกันทั้งหมู่บ้าน การพูดเรื่องน้ำสะอาดในห้องแอร์นั้น พูดง่าย ๆ แต่เวลาไปทำ จริง ๆ แล้วเป็นของยาก ทำถังใส่น้ำฝน ไม่มีเงิน ขุดบ่อ ไม่มีเงิน ทำประปา ไม่มีเงิน การขาดเงินของชุมชนชนบทเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทำอะไรไม่ได้ ถ้ากรุงยังปล้นชนบทไปเรื่อย ๆ ก็คงไม่มีทางที่ชาวบ้านชนบทจะ สร้างแหล่งน้ำสะอาดได้ทั่วถึง ในกรุงเทพฯ นี่ก็เถอะ แถวราษฎร์บูรณะ แถวบางแค เป็นไทฟอยด์ กันอึดตะปือ ประปาก็ไม่มีใช้ ต้มน้ำกินยังพอได้ แต่ต้มน้ำใช้ล้างชาม ล้างผักด้วยก็ไม่ไหวคงจะ ต้องใส่คลอรีน แต่ชาวบ้านก็ไม่รู้จะหาคลอรีนได้ที่ไหน ผมเคยแนะนำให้ ไปซื้อตามร้านอาหารไก่ ถ้าไก่กินน้ำไม่สะอาดจะเป็น "กาลิ้" หรือท้อง เดินตาย ถ้ารอราชการไม่ไหว ใครคิดทำคลอรีนขายบ้างเป็นไรครับ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๖๓ เรื่องการป้องกันโรคไม่ได้อยู่ที่การปลูกฝีฉีดยา หรือการอนามัยเท่านั้น แต่วิธีการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นเกี่ยวข้องกับการเกิดหรือไม่เกิดโรคเป็นอย่างยิ่ง พุทธศาสนานั้นเน้นที่ **มัชฌิมาปฏิปทา** หรือทางสายกลาง หรือความพอดี ในสมัยพุทธกาลมีพวกที่ประพฤติสุดโต่งอยู่ ๒ พวก พวกหนึ่งนิยมการเสพสุขทางวัตถุอันเรียกว่า **กามสุขัลลิกานุโยค** อีกพวกหนึ่งนิยมการทรมานตน เช่น การอดอาหารจนร่างกายซูบผอม อันเรียกว่า **อัตตกิลมถานุโยค** พระพุทธเจ้าท่านเคยลองมาแล้วทั้ง ๒ แบบ และทรงเห็นว่าไม่ใช่หนทางที่จะบรรลุธรรมทั้งคู่ จึงทรงประกาศทางสายกลาง ในประเทศของเราจะเห็นภาวะสุดโต่งทั้งสองอยู่ตำตา คือคนพวกหนึ่งกินมากอยู่มาก ส่วนอีกพวกหนึ่งยากจนขันแค้น ไม่พอกินไม่พออยู่ ทั้ง ๒ สภาวะต่างนำไปสู่โรค คือ **โรครวยกับโรคจน** ดังได้กล่าวถึงแล้วในตอนที่ ๑๑ ธรรมะนั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติหรือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติในธรรมชาติไม่มีอะไรอยู่โดดเดี่ยวโดยไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งอื่น โลกสัมพันธ์อยู่กับดวงอาทิตย์และดวงดาวอื่น ๆ พระจันทร์ก็สัมพันธ์อยู่กับโลกและดวงอาทิตย์ **สรรพสิ่งในโลก ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน** ต้นไม้ปล่อยออกซิเจนมาให้มนุษย์ สัตว์ใช้ คาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ สัตว์หายใจออกมา พืชรับเอาไปใช้ การอยู่ตามป่าตามเขาหรืออยู่กับธรรมชาติจึงทำให้มนุษย์สดชื่นแข็งแรง พืช นก แมลง ต่างอยู่ในภาวะสมดุลกัน แมลงอาศัยอยู่ตามต้นไม้ **หมอชาวบ้าน ๑๖๔** และช่วยผสมพันธุ์เกสรของต้นไม้ แต่ถ้ามีแมลงมากเกินก็จะทำลาย ต้นไม้ได้ นกจะเป็นตัวจำกัดจำนวนแมลงให้อยู่พอเหมาะ ถ้ามีนกมาก เกินกินแมลงหมด เกสรผสมพันธุ์ไม่ได้ ไม่มีผลไม้ นกก็อยู่ไม่ได้ ต้นไม้ นก แมลง ตามธรรมชาติจะควบคุมกันเองให้อยู่ใน สมดุลพอดี ถ้ามีการรบกวนธรรมชาติมาก จะทำให้เสียสมดุล หรือเสียความ พอดีไป เช่น ถ้าโค่นต้นไม้ทำลายป่ามาก นอกจากทำให้ฝนแล้ง และเมื่อ ถึงคราวฝนตกก็น้ำท่วมมากแล้ว แมลงยังไม่มีที่อยู่อาศัยในป่า พากันลง มากินข้าวของชาวนา ดังที่ปรากฏเป็นที่เดือดร้อนกันอยู่เนือง ๆ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และสัมพันธ์อยู่กับสิ่งทั้งหลาย ในธรรมชาติ ทั้งพืช สัตว์ ตลอดไปจนถึงสิ่งที่ไม่มีชีวิต **การมีธรรมะ ก็คือการเข้าใจธรรมชาติ และปฏิบัติตัวสอดคล้อง กับธรรมชาติที่เรียกว่า เป็นโดยธรรม หรือการดำรงชีวิตโดยสมควร** การดำรงชีวิตโดยสมควรนั้นจะทำให้มนุษย์อยู่เป็นสุขและเกิดโรค น้อย ธรรมชาติได้ใช้เวลาเป็นร้อย ๆ ล้านปีที่สร้างชีวิตขึ้นมาบนพื้นพิภพ ชีวิตต่าง ๆ ได้วิวัฒนาการมาในระยะเวลาอันยาวนานมาก ภายใน ร่างกายมนุษย์จึงวิจิตรพิสดารเหลือคณานับที่จะปกป้องผองภัยต่าง ๆ อย่าลืมว่ามีมนุษย์อยู่ในโลกนี้สืบลูกสืบหลานกันมาช้านานก่อน มีหมอ ! ร่างกายมนุษย์นั้นล้างอัดฉีดตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องไปเข้า โรงล้างอัดฉีดเหมือนรถ เมื่อเป็นแผล ๆ ก็หายเอง ยาที่ทาแผลนั้นเป็นแค่ยาฆ่าเชื้อโรค ไม่ ได้ไปเรียกเนื้ออะไร แต่แผลมันหายของมันเอง เมื่อกระดูกหักกระดูกก็ติดกันเอง บันทึกเวชกรรมไทย ๑๖๕ เมื่อมีเชื้อโรคล่วงล้ำเข้าไปในร่างกาย เม็ดเลือดขาวจะวิ่งกรูกันเข้ามาที่นั้น มีสารอื่นอีกนับสิบ ๆ ชนิด ต้อนหน้าต้อนหลังเชื้อโรคจนถูกเม็ดเลือดขาวกินเข้าไป เม็ดเลือดขาวมันเที่ยวตรวจตระเวนไปทั่วทุกซอกทุกมุมของร่างกาย พร้อมที่จะจัดการกับสิ่งแปลกปลอมที่มันพบ เซลล์ไหนทำท่าจะเป็นมะเร็งขึ้นมาก็จัดการเหมือนกัน เราจึงไม่เป็นมะเร็งเท่าที่มะเร็งมันเกิดขึ้นในร่างกายของเรา อันที่จริงในร่างกายของเรามีจุลชีพหลายชนิดที่อยู่เป็นเพื่อนกับเรา แบคทีเรียในลำไส้ช่วยสร้างวิตามินเคเป็นประจำ ถ้ากินยาปฏิชีวนะอยู่นาน ๆ เชื้อเหล่านี้จะตาย ทำให้เราขาดวิตามินเคก็ได้ เชื้อหลายอย่างอยู่ที่คอที่จมูกเรา เป็นนักเลงเจ้าถิ่นก็มี ถ้ามีเชื้อโรคแปลกปลอมจากที่อื่นมา พวกนักเลงเจ้าถิ่นเข้าจัดการเสร็จโดยเราไม่ต้องเป็นโรคติดเชื้อ แต่ถ้าเราไปใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ไม่ฆ่าเชื้อเจ้าถิ่นเสียเมื่อเชื้อโรคต่างถิ่นเข้ามาสู่ร่างกายของเรา คราวนี้ไม่มีนักเลงเจ้าถิ่นคุ้มกัน เลยเกิดเรื่องลุกลามใหญ่โตก็ได้ นี่ก็เป็นเรื่องที่เกิดกันมานักต่อนักแล้วเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มนุษย์กับเครื่องจักรจึงไม่เหมือนกัน นอกจากนั้นมนุษย์ยังมีถึง ๕ ขันธ์ ที่เรียกว่า เบญจขันธ์ ในขณะที่วัตถุมีเพียงขันธ์เดียว หรือ เอกขันธ์ เบญจขันธ์ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูป ได้แก่ วัตถุซึ่งประกอบเป็นรูปร่าง เวทนา ได้แก่ ความรู้สึกสุขทุกข์ สัญญา ได้แก่ ความจำ สังฆาร ได้แก่ ความคิด วิญญาณ ได้แก่ การรับรู้ เช่น รู้ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หมอชาวบ้าน ๑๖๖ วัตถุนั้นมีขันธ์เดียว คือรูปขันธ์ (ความลำบากในสังคมมนุษย์ทุกวันนี้เพราะเราไม่คิดว่ามนุษย์เป็น มนุษย์ แต่นึกว่าเป็นวัตถุ) ในเบญจขันธ์ที่มนุษย์มีนั้น รูปก็คือกาย ส่วนอีก ๔ ขันธ์ ก็ได้แก่ ใจนั่นเอง คือรับรู้ จำ คิด รู้สึกสุขทุกข์ กายและใจนั้นสัมพันธ์กันแนบแน่นและมีอิทธิพลถึงกันและกัน **ถ้ากายชำรุด ใจก็ทรุด** เช่น ถูกตีหัวซึ่งเป็นอันตรายต่อกาย แต่คนผู้นั้นอาจดับหมดทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ในทางกลับกัน ถ้าใจไม่ปกติก็ส่งอิทธิพลไปทั่วสรรพางค์ เช่น ทำ ให้ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดแข็ง เป็นแผลใน กระเพาะอาหาร เป็นโรคหัวใจ เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย ฯลฯ รวมทั้งเป็น มะเร็ง ! **ครับ คนที่จิตใจถูกกระทบกระเทือนจะเป็นมะเร็งมากกว่าคน ปกติ** วารสารของสภาวิทยาศาสตร์แห่งนิวยอร์ก (Annals of New York Academy of Sciences) ได้ตีพิมพ์หนังสือไว้เล่มเบ้อเร่ออันว่า ด้วยสภาวะทางจิตและการเกิดมะเร็ง ในฉบับที่ ๑๖๔ ค.ศ. 1969 หนู ๒ พวก ฉีดเชื้อมะเร็งเม็ดเลือดขาวเข้าไปเท่า ๆ กัน พวกแรก เก็บไว้ตามปกติ พวกที่สองรบกวนอารมณ์มันเรื่อย ๆ พวกที่สองเกิดมะเร็ง มากกว่าพวกแรก หนู ๒ พวก ฉีดเชื้อโรคเข้าไปเท่า ๆ กัน พวกหนึ่งไม่รบกวนอารมณ์ พวกที่สองรบกวนอารมณ์ พวกที่สองตายจากโรคติดเชื้อมากกว่าพวกที่ หนึ่ง เราเองเวลาวิตกกังวลหรือกลุ้มใจจะเป็นหวัด เจ็บคอง่าย และ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๖๗ # ติดโรคติดเชื้อง่ายกว่าตามปกติ ได้มีการผ่าตัดสมองส่วนที่เกี่ยวกับทางจิตใจ พบว่ามีผลกระทบ กระเทือนถึงการสร้างสารที่ให้ภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย ที่เรียกว่า อิมมูโนโกล- บูลิน (Immunoglobulin) การกระทบกระเทือนจิตใจ จึงกระทบกระเทือนต่อภูมิคุ้มกันของ ร่างกาย ทำให้เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย และถ้าเชื้อนั้นเป็นไวรัสที่ทำให้เป็น มะเร็ง ก็จะทำให้เป็นมะเร็งได้ง่าย เราคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า "ชวยติด ๆ กัน" เช่น ชวยอย่างหนึ่ง แล้วเลยเจ็บไข้ได้ป่วยต่าง ๆ ตามมาอีก เช่น นักการเมืองที่ไปติดคุกหรือหมดอำนาจ เลยพานเป็นโรค หัวใจหรือมะเร็งต่อไปเลย อย่างนึกสันก็เกิดหลอดเลือดดำอุดตัน อย่างพวกคุณวีระ มุสิกพงศ์ ก็รู้สึกว่าโชคดี ที่รอดมาได้ มาเขียน หนังสือกันขายดีอื้อซ่าในเวลาต่อมา จะเห็นได้ว่า การที่มนุษย์เป็นสุขได้นั้นต้องมีความพอดีหรือสมดุล กาย ใจ และสิ่งแวดล้อม จะต้องอยู่ในสมดุลกัน ถ้ามีการเสียสมดุลเมื่อไร ไม่ว่าจะเกิดกับกายหรือใจ หรือสิ่ง แวดล้อม มนุษย์ก็จะไม่เป็นปกติสุข คือเจ็บป่วยขึ้น ผมต้องขอยกยอดไปตอนต่อไปครับ เพื่อจะว่ากันถึงว่าวิถีการ ดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกวันนี้ก่อให้เกิดการเสียสมดุลของกาย ใจ และสิ่ง แวดล้อมแล้วทำให้เป็นพิษเป็นภัยแก่มนุษย์และสังคมอย่างใดบ้าง หมอชาวบ้าน ๑๖๘ ตอนที่ ๑๕ # กิจการดำรงชีวิต ## อันไม่ประเสริฐต้นเหตุของ ความเจ็บป่วยที่สำคัญที่สุด  วันหนึ่ง ๆ ประชาชนคนไทยทั่วประเทศคงจะได้รับการให้พรว่า อายุ วัณโณ สุขัง พลัง กันเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ครั้ง แต่ถ้าได้ติดตามในตอนที่แล้ว หรือตอนก่อน ๆ นี้ก็คงจะเห็นได้ว่า คนไทยเป็นโรคต่าง ๆ กันอย่างมโหฬาร หรือเป็นสังคมที่อมโรคก็ว่าได้ ดู ๆ ไปก็ไม่ค่อยจะ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง เท่าใดเลย การให้พรนี่จึงอาจจะไม่ค่อยศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ ก็แน่ละสิครับ ! เพราะพระพุทธศาสนาสอนว่า ผลย่อมมาแต่เหตุ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นโดยมีเหตุมีผล ไม่ได้เกิดลอย ๆ หลักในทางพุทธศาสนาจึงไม่นิยมการสวดอ้อนวอนหรือการ ร้องขอ ต้องการผลอย่างไร ต้องไปทำเหตุให้ตรงกัน ต้องการให้ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง ก็ต้องทราบว่ามีเหตุปัจจัย อะไรที่ทำให้ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง จะอธิษฐานขอไม่ได้ คราวที่แล้วได้กล่าวแล้วว่าการที่มนุษย์จะเป็นปกติสุขได้ กาย ใจ และ สิ่งแวดล้อม จะต้องอยู่ในสมดุลกัน หลักสำคัญในทางพระพุทธศาสนานั้นเน้นที่ การดำรงชีวิตอัน ประเสริฐ การดำรงชีวิตอันประเสริฐจะทำให้กาย ใจ และสิ่งแวดล้อมอยู่ ในความพอดี ทำให้มีปัญหาน้อยและมีโรคน้อย คราวที่แล้วได้กล่าวถึงว่า ในครั้งพุทธกาลมีทางปฏิบัติที่สุดโต่ง ตรงข้ามกันอยู่ ๒ ทาง ซึ่งจะขอขยายความในตอนนี้อีก แนวทางทั้งสอง คือ ๑. อัตตกิลมถานุโยค หมายถึงการทรมานตนด้วยประการต่างๆ เช่น อดอาหารจนซูบผอม เพื่อจะย่างกิเลสให้เหือดแห้งไป ๒. กามสุขัลลิกานุโยค หมายถึงการเสพสุขทางวัตถุและเนื้อหนัง มังสา ยิ่งเสพมากเท่าไหร่ยิ่งถือว่าเป็นของดี พระพุทธองค์เคยทรงลองมาแล้วทั้ง ๒ แนวทาง คือเมื่อเป็น เจ้าชายสิทธัตถะ สมเด็จพระราชบิดาทรงสร้างปราสาท ๓ ฤดู ให้ประทับ อยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ เพียบพร้อมบริบูรณ์ด้วยเครื่องบำรุงบำเรอ ตลอด จนสาวสนมกำนัลนางนับร้อย นับว่าเป็น กามสุขัลลิกานุโยค โดยแท้ ต่อมาเมื่อออกบวช ในระยะแรกได้ทรงเลือกเอาวิธีบำเพ็ญทุกข- กิริยา อดอาหารจนพระวรกายเหือดแห้งเกือบจะสิ้นพระชนม์ชีพ อันนับ หมอชาวบ้าน ๑๗๐ เป็น อัตตกิลมถานุโยค พระพุทธองค์ทรงพบว่าแนวทางการดำรงชีวิตที่สุดโต่งทั้ง ๒ วิธี เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง จึงทรงประกาศทางสายกลาง หรือ มัชฌิมา ปฏิปทา หรือแนวทางการดำรงชีวิตอันประเสริฐ ในประเทศของเราจะเห็นการดำรงชีวิตที่สุดโต่ง ทั้ง ๒ แนวทาง ได้อย่างชัดเจน คือ คนพวกหนึ่งอดอยากยากจน ไม่มีปัจจัยสี่เพียงพอที่จะยังชีวิตให้ เป็นไปในระดับปกติ ทำให้เกิดโรคนานาชนิด เช่น โรคขาดอาหาร โลหิต- จาง โรคพยาธิ โรคติดเชื้อ ฯลฯ ตามที่ยกตัวอย่างมาในตอนก่อน ๆ ซึ่ง อาจรวมเรียกว่า โรคจน พวกนี้ตรงกับ อัตตกิลมถานุโยค ในแง่ของผล แต่เหตุต่างกันที่มีการดำรงชีวิตอันไม่ประเสริฐชนิดนี้ มิได้เกิดจากความ สมัครใจ คือมิใช่อัตตะ แต่เกิดขึ้นจากสภาพของสังคม ในทางตรงกันข้าม คนอีกพวกหนึ่งมีกินมีใช้เกินพอดี เสพสุขทาง วัตถุและเนื้อหนังมังสาต่าง ๆ ทำให้มีปัญหาเรื่องอ้วน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ฯลฯ ซึ่งอาจรวมเรียกว่า โรครวย การดำรงชีวิตอันไม่ประเสริฐชนิดนี้ตรงกับ กาเมสุขัลลิกานุโยค โดยแท้ ครับ เพียงแค่นี้ก็จะเห็นว่าคนไทยจะ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง กันได้อย่างไร แต่มันไม่ใช่เพียงแค่นี้นะครับ อย่างอื่นยังมีอีกมาก แนวทางชีวิตที่สุดโต่งตรงข้ามกันดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหา อาชญากรรมนานาชนิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่เป็นเมืองพุทธ แต่เรามีการลักขโมย จี้ ฆ่า ข่มขืน และ ทำร้ายกันในรูปต่าง ๆ อย่างชุกชุม จนมีผู้กล่าวว่า ประเทศไทยมีอาชญา- กรรมมากเป็นที่สองในโลก เห็นไหมครับ เราจะหลับหูหลับตาพูดว่าเราเป็นเมืองพุทธ ๆ อยู่ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๗๑ ได้อย่างไร ถ้าพุทธจริงทำไมจึงเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ ทั้ง ๆ ที่บางประเทศ เขาไม่ได้ชูธงพุทธ แต่เขาก็ไม่มีปัญหาอย่างเรา ในความเป็นจริงนี้มิได้อยู่ที่ว่าเราเป็นอะไร แต่อยู่ที่แนวทางการ ประพฤติปฏิบัติจริง ๆ ของสังคม ในการแก้ปัญหาอาชญากรรมที่พยายามใช้ตำรวจ ใช้คุก ใช้การ ประหารชีวิต ไม่ว่าจะโดยทางศาล หรือโดยมาตรที่เปลี่ยนชื่อไปเรื่อง ๆ เป็น ม.๑๗ บ้าง ม.๒๑ บ้าง หรือ ม.๒๗ บ้าง นั้นก็ไม่ปรากฏว่าจะ สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะมันไม่ตรงกับเหตุ ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย กูฏทันตสูตร มีเรื่องราวการแก้ ปัญหาโจรที่น่าสนใจดังนี้ "(๒๐๖) ดูกรพราหมณ์ เมื่อพระเจ้ามหาวิชิตราชรับสั่งอย่างนี้แล้ว พราหมณ์ปุโรหิตกราบทูลว่า ชนบทของพระองค์ยังมีเสี้ยนหนาม ยังมี การเบียดเบียนกัน โจรปล้นบ้านก็ดี ปล้นนิคมก็ดี ปล้นเมืองก็ดี ทำร้าย ในหนทางเปลี่ยวก็ดี ยังปรากฏอยู่ พระองค์จะโปรดยกภาษีอากรในเมื่อ บ้านเมืองยังมีเสี้ยนหนามยังมีการเบียดเบียนกัน ด้วยเหตุที่ยกเสียนั้น จะถึงชื่อว่าทรงกระทำการมิสมควรบางคราวพระองค์จะทรงดำริอย่างว่านี้ เราจักปราบปรามเสี้ยนหนามคือโจรด้วยการประหาร ด้วยการจองจำ ด้วยการปรับไหมด้วยการทำหนีโทษหรือเนรเทศ อันการปราบปราม ด้วยวิธีเช่นนี้ ไม่ชื่อว่าเป็นการปราบปรามโดยชอบ เพราะว่าโจรบาง พวกที่เหลือจากถูกกำจัดจักยังมีอยู่ ภายหลังมันก็จักเบียดเบียนบ้าน เมืองของพระองค์ แต่ว่าการปราบปรามเสี้ยนหนามคือโจรนั้นจะชื่อว่า เป็นการปราบโดยชอบ เพราะอาศัยวิธีการดังต่อไปนี้ ๑. พลเมืองเหล่าใด ในบ้านเมืองของพระองค์ ขะมักเขม้นใน กสิกรรมและโครักขกรรม ขอพระองค์จงเพิ่มข้าวปลูกและข้าวกินให้แก่ พลเมืองเหล่านั้น ในโอกาสอันสมควร ฯ หมอชาวบ้าน ๑๗๒ ๒. พลเมืองเหล่าใด ในบ้านเมืองของพระองค์ ขะมักเขม้นใน พาณิชยกรรม ขอพระองค์จงเพิ่มทุนให้แก่พลเมืองเหล่านั้น ในโอกาส อันสมควร ฯ ๓. ข้าราชการเหล่าใด ในบ้านเมืองของพระองค์ขยัน ขอพระองค์ จงพระราชทานเบี้ยเลี้ยง และเงินเดือนแก่ข้าราชการเหล่านั้น ในโอกาส อันสมควร ฯ พลเมืองเหล่านั้นนั่นแหละ จักเป็นผู้ขวนขวายในการงานของ ตน ๆ จักไม่เบียดเบียนบ้านเมืองของพระองค์ อนึ่งกองพระราชทรัพย์มี จำนวนมากจักเกิดแก่พระองค์ บ้านเมืองก็จะตั้งมั่นอยู่ในความเกษม หา เสี้ยนหนามมิได้ ไม่มีการเบียดเบียนกัน พลเมืองจักชื่นชมยินดีต่อกัน ยังบุตรให้ฟ้อนอยู่บนอกจักไม่ต้องปิดประตูเรือนอยู่ ... " สรุปความว่าถ้าในเมื่อความยากจนและการไม่มีงานทำเป็นสาเหตุ ให้เกิดปัญหาโจรขี้น ก็ต้องแก้สาเหตุเหล่านั้น และถ้าจัดให้ทุกคนมี อาชีพมีกินมีใช้ บ้านเมืองจะราบคาบถึงขนาด จักไม่ต้องปิดประตูเรือน อยู่ แหม ! ถ้าได้ถึงขนาดนั้นก็วิเศษน่ะสิครับ ขณะนี้บ้านเรือนคนไทยต้องสร้างรั้วสร้างกำแพงเอาเศษแก้วปัก บนกำแพง ต้องเอาลูกกรงมาใส่หน้าต่างกันขโมย อันล้วนน่าเกลียด น่าชังและสิ่งเหล่านี้มันฟ้องอยู่ในตัวเองนะครับว่าเราเป็นอย่างไร ยังครับ ยังมีอีกมาก ชีวิตที่จะปกติสุขนั้นควรจะอยู่เป็นชุมชนเล็ก ๆ ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ในสังคมปัจจุบัน มนุษย์ได้เคลื่อนย้ายเข้ามารวมอยู่เป็นบ้านเมือง ใหญ่ ๆ หรือเป็นนครมหานคร ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมามาก เช่น ความแออัดยัดเยียด รถราติดขัด บันทึกเวชกรรมไทย ๑๗๓ ขาดต้นไม้ ขาดออกซิเจน สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ แย่งกันกิน แย่งกันใช้ ตัวใครตัวมัน สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ ไม่เป็นไปในแนวทางของมนุษยธรรม สลัม อาชญากรรม โสเภณี ฯลฯ อย่างกรุงเทพฯ ยังงี้ ขึ้นชื่อลือชาไปทั่วโลกว่าเป็นคนบาป หรือ Sin City เมืองกับชนบทเป็นสภาพที่ขัดแย้งกันโดยธรรมชาติเหมือนยิกับ อาหรับ เมืองสูบเลือดสูบเนื้อชนบทมากินมาใช้ตลอดมา เมืองนั้นอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากชนบท แต่ชนบทอยู่ได้โดยปราศจาก เมือง เวลาเกิดศึกสงคราม ถ้ามีการตัดการติดต่อระหว่างเมืองกับ ชนบทชีวิตในเมืองจะทุรนทุรายเหมือนคนถูกบีบคอจนหายใจไม่ออก เพราะขาดแคลนอาหาร ถึงมีเงิน ๆ นั้นก็ไร้ค่า เพราะเป็นของสมมติ เอา มาต้มกินไม่ได้ ขณะที่ชาวชนบทอยู่ได้สบาย เพราะมีข้าว มีผัก มีไก่ มี หมู เพราะเป็นของแท้ยิ่งกว่าเงินตรา ที่กรุงเทพฯ มีตึกรามใหญ่ ๆ โต ๆ มีถนนหนทาง มีสะพานลอย มีรถยนต์ มีโทรศัพท์ มีมหาวิทยาลัย มีกองทัพ ฯลฯ ล้วนไปเอามาจาก ชนบททั้งสิ้น โดยกลไกที่สมมติกันขึ้นในสังคม ถ้ายังมองความสัมพันธ์ตรงนี้ไม่ชัดเจน จะขอยกตัวอย่างให้ดูโดย การสมมตินะครับ พระท่านว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นการสมมติทั้งสิ้น คนที่ว่าร่ำรวยเป็นเศรษฐีก็ร้อยล้านก็ล้วนเป็นเรื่องสมมติในเงินตราใน หมอชาวบ้าน ๑๗๔ ตัวเลขในบัญชี ถ้ามีการยกเลิกสมมติในระบบเงินตรา คนที่ว่ารวย ๆ ใน เมืองจะหมดตัวทันทีคนที่ร่ำรวยที่สุดคือเกษตรกร เพราะมีข้าวปลาอาหาร มีเพื่อนบางคนเขาอยากเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่ง ผมเห็นว่าเป็นหน้าที่ที่ออกจะช่วยที่สุด เพราะกรุงเทพ ฯ นั้นจะแก้ไข อย่างไร ๆ ก็ไม่มีทางสนองความต้องการของคนกรุงเทพ ฯ ได้พอเพียง และยิ่งพยายามส่งเสริมกรุงเทพ ฯ เท่าไร ก็ยิ่งทำให้ชนบทจนลง แล้ว เราจะอยู่กันได้อย่างไร เมื่อชนบทจนลง ๆ คนที่หลั่งไหลเข้ากรุงมาเป็นกรรมกร มาเป็น คนใช้ มาอยู่ในสลับ มาเป็นโสเภณี มาเป็นโจร มาเป็นขอทาน ! ที่นี้มันก็เลยแย่ทั้งในชนบท และในเมือง ชนบทก็ยากจน ครอบครัวแตกสลาย ในเมืองก็สับสน คนก็เป็น โรคจิตโรคประสาทกันทั้งเมืองเพราะความเครียด เช่น เป็นโรคนอนไม่ หลับอ่อนเพลีย โรคแผลในกระเพาะอาหาร ความดันโลหิตสูง มะเร็ง ฯลฯ เพราะความเครียดและความสับสนจึงนำไปสู่ปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่โตของเราในปัจจุบัน ซึ่งแก้ไม่ตก ในแผนพัฒนาฉบับที่ ๔ กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งเป้าหมายที่จะ ลดปัญหาทางจิตเวชลง ลองดูไปเถิดครับว่าเขาจะลดได้จริงไหมใน สภาพการณ์ดังกล่าว ในธรรมชาติของมนุษย์ การออกกำลังกายมากเป็นเหตุหนึ่งที่ ทำให้เกิดความสมดุลในชีวิตร่างกาย แต่โบราณนั้นคงต้องใช้แรงกาย เป็นประจำในการล่าสัตว์และทำไร่ไถนา ในปัจจุบันเพราะการแบ่งกัน เป็นผู้ชำนาญเฉพาะทางในอาชีพด้านต่าง ๆ และการนำเอาเครื่องทุ่นแรง เข้ามาใช้ ทำให้มนุษย์หลายอาชีพ เช่น พ่อค้า หมอ พยาบาล ครู ช่าง เย็บเสื้อผ้า ช่างเสริมสวย ข้าราชการ และพระ มีการออกกำลังไม่พอ ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ทั้งทางกายและใจ ดังได้กล่าวแล้วในตอนที่ ๘ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๗๕ เรามีระบบการศึกษาที่ทำลายมนุษย์และสังคม ดังได้กล่าวแล้ว ในตอนที่ ๕ สังคมได้รับระบบการค้ากำไรมาเป็นสรณะ ซึ่งก่อความสับสน ยุ่งเหยิงขึ้นในสังคม เป้าหมายของการค้านั้นอยู่ที่กำไร ไม่ได้อยู่ที่มนุษย์ ฉะนั้นการค้า จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไร เช่น กักตุน โก่งราคา ปลอมแปลง โกงตาชั่ง ให้สินบน โกหก โหม โฆษณาให้คนเกิดกิเลสมาก ๆ เพื่อจะค้าขายดีขึ้น สร้างโรงงานใหญ่ๆ เพื่อหวังกำไรมากขึ้น โดยไม่คำนึงถึงมนุษย์ และธรรมชาติ ทำให้เกิดปัญหานายทุนกับกรรมกร ทำให้เกิดโรค โรงงานดังได้กล่าวถึงในตอนที่ ๑๑ เพราะความโลภและหวังค้ากำไร จึงใช้เครื่องมือและทุนเข้า ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ และต้นน้ำลำธาร เพราะความโลภและหวังค้ากำไร จึงแสวงหาอำนาจ เพราะความโลภและหวังค้ากำไร จึงแสวงหาอาณานิคม หรือเข้า ครอบงำประเทศอื่น เพื่อการตักดวงเอาวัตถุดิบและเพื่อเป็นตลาดการ ค้าและเพราะอย่างนี้จึงนำไปสู่สงครามน้อยใหญ่ เพราะความโลภและหวังค้ากำไร จึงทำการยุยงให้เกิดสงคราม เพื่อจะได้ทำการค้าอาวุธสงครามและอื่น ๆ ฯลฯ อะไรอันเป็นของดีของงามเมื่อไปตกในวัฏจักรของการค้ากำไรก็ จะหมุนออกไปเป็นผลเสียได้ง่าย ๆ ลองนึกดูว่าถ้ามีการนำเอาการแพทย์ ไปเป็นการค้า จะเกิดอะไรขึ้น ! พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ภิกษุละเว้นจากเงินทองและการ หมอชาวบ้าน ๑๗๖ ค้าขายในพระไตรปิฎกสีลขันธวรรค เต็มไปด้วยข้อความเหล่านี้ "เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน ฯ" "เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย" โรคภัยไข้เจ็บบางอย่างประชาชนจะต้องรณรงค์กันอย่างทั่วถึงจึง จะปราบให้ราบเรียบได้ แต่ในสังคมแบบตัวใครตัวมัน มีอิศรยาวสาวได้ สาวเอาจะไปหวังให้ประชาชนมาร่วมมือทำอะไรกันจริงจังนั้นเป็นไปได้ยาก โรคหลายอย่างจึงไม่มีทางที่จะบรรเทาเบาบางลง ดังได้กล่าวหลายครั้งแล้วว่า มนุษย์เกิดมาจากธรรมชาติมีความ สัมพันธ์สอดคล้องกับธรรมชาติรอบ ๆ ตัว ซึ่งรวมทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ ไม่มีชีวิต ที่เรียกกันว่า อยู่อย่างสมดุลในธรรมชาติ เมื่อมีการรบกวนสมดุล ของธรรมชาติ ก็ส่งผลกระทบต่อ ๆ กันไป มนุษย์เป็นสัตว์ที่เบียดเบียน ธรรมชาติมากที่สุด พระพุทธองค์ทรงเข้าพระทัยถึงสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์กับ ธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง การดำรงชีวิตอันประเสริฐ ในแนวทางพุทธนั้น คำนึงถึงธรรมชาติแวดล้อมด้วยตลอดเวลา ความเมตตาในพระพุทธ- ศาสนานั้นมิได้มีต่อมนุษย์และสัตว์เท่านั้น แม้พืชและสิ่งไม่มีชีวิตก็ ต้องได้รับความเมตตาด้วย การอนุรักษ์ธรรมชาติก็เป็นศีลของชาวพุทธอย่างหนึ่ง ดังจะเห็น ได้จากความใน อัมพัญฐสูตร พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ตอนหนึ่งว่า ภิกษุเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่น อย่างที่สมณ- พราหมณ์ ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยัง ประกอบการพรากพืชคามและภูตคามเห็นปานนี้ คือ พืชเกิดแต่เหง้า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ ครบห้า แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง นี่คือการห้ามการทำลายต้นไม้โดยไม่จำเป็นเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๗๗ อันจะยังให้ชีวิตมนุษย์ พืช สัตว์ และสิ่งไม่มีชีวิตอยู่กันอย่างสมดุล จะ ได้ไม่เกิดปัญหามาก คติของชาวพุทธนั้นเน้นที่ความสันโดษ หรือการกินน้อยอยู่น้อย เท่าที่จำเป็น เพื่อมนุษย์จะได้ดำรงชีวิตโดยเบียดเบียนผู้อื่นและเบียดเบียน ธรรมชาติแต่น้อย เป็นการดำรงชีวิตที่ไม่รุนแรง แต่บัดนี้เราได้รับอารยธรรมฝรั่งเข้ามาเต็มตัว อารยธรรมฝรั่งนั้น ส่งเสริมการกินมากอยู่มาก หรือการเสพสุขทางวัตถุ หรือกามสุขลิกลิกา- นุโยคอันนำไปสู่ความเบียดเบียน ความขัดแย้ง และความรุนแรง เหตุเพราะสังคมไม่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้มีโอกาสดำรงชีวิตอัน ประเสริฐในแนวทางแห่งพุทธศาสนา สังคมจึงมีปัญหามาก และพากัน เป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เหลือคณานับ การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าแก้ปัญหาอย่างเดียว โดย ไม่คำนึงถึงการแก้สาเหตุ ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาได้ แต่อาจจะทำให้ สับสนมากขึ้น เป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยทุกคนที่จะปรึกษาให้เข้าใจ หลักของพระพุทธธรรมและสังคมโดยถ่องแท้ และประชาชนส่วน ใหญ่จะต้องเป็นผู้กำหนดวิถีชีวิตของสังคมของตนเอง อันจะนำไปสู่ ศานติสุขอย่างแท้จริง และมีโรคภัยไข้เจ็บน้อย ถึงตอนนี้ผมอยากจะขออนุญาตโฆษณาหนังสือที่ออกวางแผงใหม่ เล่มหนึ่ง คือ สาธารณสุขกับพุทธธรรม เศรษฐศาสตร์ของชาวพุทธ เป็นเรื่องคู่ในเล่มเดียวกัน เป็นเรื่องประเภทเดียวกันที่เรากำลัง กล่าวถึงในบทนี้ หมอชาวบ้าน ๑๗๘ ตอนที่ ๑๖ # อาชีพแพทย์เป็นการค้าหรือไม่ ## (วิวัฒนาการแห่งความสัมพันธ์ ระหว่างผู้รักษากับผู้รับการรักษา) ประชาชนอาจจะไม่ค่อยทราบ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ มีเรื่องต่อสู้ตื่นเต้นในวงการแพทย์ ในฉากที่ว่า อาชีพแพทย์เป็นการค้าหรือไม่ แพทยสมาคมได้จัดการประชุมใหญ่ถกกันถึงเรื่องนี้ แพทยสภา ก็ถกกันถึงเรื่องนี้ มีหนังสือเวียนออกความเห็นกันในเรื่องนี้ ตามสภากาแฟ ตามที่ทั่ว ๆ ไปที่มีแพทย์ ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ <figure> The image depicts a scene with several figures, likely in a historical setting. On the left, a man in a white robe and a large staff is shown, possibly representing a doctor or a medical figure. In the center, another man in a white robe is seated on a chair, appearing to be in an active conversation or discussion. To the right of the central figure, a group of people are gathered around tables, engaged in what appears to be medical consultations or discussions. One table has a large bowl on it. The overall scene suggests a community where medical care or advice is being exchanged. </figure> กันถึงเรื่องนี้ เอ๊ะ! อยู่ดี ๆ จะมาพูดกันถึงเรื่องนี้ทำไม เรื่องมันอยู่ไม่ดีนะสิครับ! อยู่ดี ๆ ไม่มีเหตุคงไม่มีใครอยากเสียเวลาไปถกถึงมันหรอก จะเป็นการค้าหรือไม่เป็นก็ช่างศีรษะมันปะไร เหตุก็คือว่า กรมสรรพากร ซึ่งคงอยากได้สตางค์จากหมอมาก ๆ (แต่ไม่ค่อยได้) ต้องการจะเก็บภาษีการค้าเอากับแพทย์ "การแพทย์ไม่ใช่การค้า (โว้ย)" "การแพทย์เป็นมนุษยธรรม" เสียงระเบ็งเซ็งแซ่ไปหมด ในที่สุดเป็นอย่างไรก็คงพอเดากันออก ปรมัตถสัจจะ (Absolute truth) ในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร คงเป็นเรื่องยากที่จะแสดงมติลงไปให้เด็ดขาดในขณะนี้ ที่นำเรื่องนี้มากล่าวเพราะเกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลังกล่าวถึงในตอนก่อน ๆ คือเรื่องที่ว่า บริการทางสาธารณสุขอันกลายมาเป็นเรื่องสาธารณทุกข์ขึ้นมานั้น เกิดขึ้นเพราะมีคนเจ็บป่วยมากเกินและวิธีการที่ให้บริการนั้นทำให้บริการไม่พอและไม่ทันกับความต้องการ คราวที่แล้วได้กล่าวว่าต้นเหตุของการเจ็บป่วยที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นจากปัญหาสังคม นอกเหนือไปจากคนที่เจ็บป่วยจริง ๆ แล้ว การกระทำของผู้รักษาหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษา ยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้แสวงหาการรักษามากขึ้นโดยไม่จำเป็นอีกด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มีคนเจ็บมากอยู่แล้ว ยังมีผู้ไปทำให้มีคนเจ็บมากขึ้นโดยไม่จำเป็นอีกด้วย หมอชาวบ้าน ๑๘๐ เรื่องนี้เป็นเรื่องยากแก่การพูดให้เข้าใจ จึงจำเป็นต้องกล่าวถึง วิวัฒนาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้รักษากับผู้รับการรักษาเสียก่อน ก่อนที่จะไปถึงเรื่องนั้นลองฟังเรื่องนี้กันดูเสียก่อนดีไหมครับ "มึงนั่นแหละ ... " "ก็มึงสิทำไม่ดี ... " อ้าว ! ใครกำลังจะตีกันที่ไหนละ ที่โน่นครับ ที่ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทร- สาคร ท่านพระครูสาครสังวรกิจ เจ้าคณะตำบลยกกระบัตร ท่านเล่าว่า เมื่อ ๒๐ ปีก่อน ที่นั่นมันจนเหลือเกิน โจรผู้ร้ายชุกชุม น้ำเค็มท่วมเป็นประจำ น้ำจืดก็ไม่มีจะกิน จะเอาน้ำจืดแต่ละครั้ง ต้องพายเรือไปบรรทุกน้ำจืดเสียเวลาตั้งครึ่งวัน ตำบลนี้มันยากจนข้นแค้นเสียเต็มประดาจนมีคนพูดว่า "แม้เวลาเยี่ยวยังไม่อยากหันหน้าไปทางยกกระบัตร" ที่นี่น้ำเค็มมันท่วมไร่ทุกปี ท่วมที่ผืนหนึ่งแล้วมันก็ท้นไปท่วมที่ผืน ถัดไป "แกกกั้นไม่ดี น้ำจึงมาท่วมไร่ข้า" "แล้วทำไมเอ็งไม่มาช่วยข้ากั้นบ้าง" ชาวบ้านทะเลาะกันอยู่อย่างนั้น บางครั้งก็ตีกัน ท่านพระครูสาครสังวรกิจท่านพาพระและชาวบ้านช่วยกันทำดังนี้ ๑. ขุดคลองชักน้ำจืดเข้ามาสู่ตำบลนี้ ๒. ดินที่ได้จากการขุดคลองเอาขึ้นทำเป็นพนังกั้นน้ำเค็ม น้ำเค็ม บันทึกเวชกรรมไทย ๑๘๑ ก็ไม่ท่วมไร่ของชาวบ้านอีกต่อไป ๓. บนหลังพนังกั้นน้ำก็ทำเป็นถนนให้คนและพระเดินกันสบายแฮ่ ๔. สอนวิธีปลูกมะพร้าวให้ เทศน์เรื่องปลูกมะพร้าว ปลุกระดม เรื่องปลูกมะพร้าวทุกวันทุกคืน หาพันธุ์ดี ๆ ให้ ชาวยกกระบัตรเลยเปลี่ยนจากจนเป็นรวย อาชญากรรมก็เปลี่ยนจากมีเป็นไม่มี หนุ่มสาวของยกกระบัตรก็ไม่มาเป็นจิ๊กโก๋ จิ๊กกี้ ในกรุง น้ำจืดก็มีใช้ (แถมวัดยังสูบน้ำจากบ่อแจกชาวบ้านเสียอีก ทำให้ ป้องกันโรคติดต่อไปได้แยะ) **ไฮ้ที่ทะเลาะกันเพราะน้ำเค็มท่วมก็เลิก เพราะหมดเหตุที่จะ ทะเลาะกันเสียแล้ว** ใครไม่เชื่อก็เดินทางไปดูเอง ไปตามถนนสายธนบุรี-ปากท่อ พอ ถึงวัดเกตุมดี (ขายน้ำมันเซลล์เศก มีเกตุมแอร์ และเจิมหน้าผู้หญิง) อย่า เลี้ยวเข้า เลยไปนิดเดียวมีป้ายบอกทางขวามือ ทางไปวัดยกกระบัตร การที่สภาพของยกกระบัตรเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ หรือเปลี่ยนจากคว่ำเป็นหงาย หรือจากกำเป็นแบ เพราะท่านพระครูแก้ ปัญหาโดยขจัดเหตุ ถ้าเขากำลังทะเลาะกันอยู่โครม ๆ เพราะน้ำเค็มท่วม แล้วท่าน เพียงแต่ไปสอนเขาว่า "โยม จงทำจิตให้บริสุทธิ์ ๆ ๆ" ก็คงจะแก้ปัญหาได้ ยากเต็มที **ทุกอย่างมีเหตุเป็นแดนเกิด** เรามักจะมองกันเป็นเรื่องจิตโดด ๆ ว่าคนนั้นเลว คนนี้ไม่ดี แล้ว ก็โกรธกัน แล้วก็เกลียดกัน แล้วก็ทะเลาะกัน โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล หรือสภาพอันนำมาซึ่งความดี ความชั่วนั้น ๆ ทั้ง ๆ ที่พระพุทธศาสนาถือ หมอชาวบ้าน ๑๘๒ หลักว่า สรรพสิ่งทุกอย่างมีเหตุเป็นแดนเกิด หรือหลักแห่งอิทัปปัจจย-ตา การกระทำดีหรือไม่ดี ก็มีเหตุแห่งการกระทำนั้น ๆ ไม่ใช่มันเกิด เพราะดาวดี หรือไม่ดีมาแต่กำเนิดเป็นบุคคลนั้น ๆ มนุษย์อยู่ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ กัน สภาพแวดล้อมที่ต่างกัน จะมากำหนดการกระทำของมนุษย์ต่าง ๆ กันไป เช่น ในชุมชนชนบทกับในเมืองพฤติกรรมของมนุษย์แตกต่างกัน คนใน เมืองต่างคนต่างอยู่ บ้านติด ๆ กันก็อาจไม่รู้จักกัน ไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและ กัน ตรงข้ามกับในชนบทดังที่พูดกันว่า ชีวิตในเมืองไร้มนุษยธรรม นี้ไม่ได้แปลว่าคนในเมืองเป็นคนเลวกว่าคนในชนบท สภาพแวด- ล้อมในชีวิตและการทำงานเป็นตัวกำหนดให้แตกต่างกัน ชีวิตคนในเมือง ใหญ่ที่ไหน ๆ ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์ก ลอนดอน โตเกียว หรือกรุงเทพฯ มัน ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ดาวไม่ดีพากันมาเกิดเป็นคนในเมือง จิตใจจึงเป็น แบบนั้น แต่สภาพเมืองเป็นตัวกำหนด คนจน ๆ ที่ไปขโมยกล้วยเขาหนึ่งหวีไปให้ลูกกินไม่ได้แปลว่าเขา เป็นคนเลวกว่าเศรษฐีที่ชอบทำสังคมสงเคราะห์ แน่ละไม่มีเงื่อนไขที่จะ ทำให้เศรษฐีไปขโมยกล้วยเขา จะไปขโมยทำไม (แต่เขาอาจกักตุนสินค้า หรือโก่งราคาปุ๋ย) เห็นไหมครับเงื่อนไขมันต่างกัน แต่คนขโมยกล้วยไป ให้ลูกกินอาจติดคุก ในขณะที่เศรษฐีที่ทำสังคมสงเคราะห์มีหน้ามีตา อาจได้เหรียญได้ตราตามเกณฑ์ในสังคมที่ตั้งกันขึ้นไว้ โดยมองเรื่อง ความดีความเลวเป็นเรื่องของจิตโดด ๆ มิได้มองถึงเหตุปัจจัยตามหลัก อิทัปปัจจยตาแห่งพระพุทธศาสนา หรืออย่างที่แพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ (ในกรุงเทพฯ) พูด เสียดสีโรงพยาบาลเอกชนว่าเก็บเงินคนไข้แพง ก็ไม่ได้แปลว่า แพทย์ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๘๓ # ที่โรงพยาบาลของรัฐ มีมนุษยธรรมมากกว่าที่โรงพยาบาลเอกชน เงื่อนไขมันแตกต่างกัน โรงพยาบาลของรัฐได้รับงบประมาณ จากรัฐบาล แต่โรงพยาบาลเอกชนต้องพึ่งตัวเอง ถ้าไม่เก็บเงินก็ไม่ สามารถทรงสภาพอยู่ได้ เอาละครับ เรื่องหมอดีหมอเลวก็เหมือนกัน เราจะไปด่าไป ประณามกันเท่าไร ๆ ก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเป็นการมองแบบจิตที่ดีที่เลว โดด ๆ หมอคนหนึ่งตั้งร้าน เวลาผ่านไปหลายเดือนไม่ค่อยมีคนไข้ จิตใจ ก็ชักห่อเหี่ยวไปเรื่อย แต่ถ้ามีคนไข้มากมักก็คึกคักกระซุ่มกระชวย เอ๊ะ ! อีแบบนี้จะใช้ได้หรือ หมอที่ดีย่อมไม่อยากให้คนเจ็บไข้ได้ป่วย อยากให้เขามีสุขภาพ พลานามัยดี ไม่เจ็บตัวร้อนใจ ไม่ต้องมาหาหมอ ไม่ต้องเสียเงิน นี่คือ กุศลจิต ขอโทษ ! ถ้าไปคิดแบบนั้น แล้วไอ้ค่าเซ้งห้องเมื่อไรจะได้คืน เห็นไหมครับกุศลจิตและอกุศลจิตไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่ มีเหตุปัจจัยที่ทำให้มันเกิด (แม้พระก็เถอะ เผลอ ๆ ไป พอเห็นเขาหามผีเข้าวัดก็อาจดีใจ เพราะจะได้ปัจจัยใช้ ถ้าชีวิตท่านต้องพึ่งเงินพึ่งทองมากขึ้นทุกที ๆ) ## ว่าด้วยเรื่องการจ่ายยา และการคิดค่ายาบ้าง บ้านผมอยู่เมืองกาญจน์ เมื่อเด็ก ๆ มีหน้าที่ไปตามหมอให้ย่าและ ให้อา ผมมีอาผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง แกเป็นคนขี้โรค ชอบฉีดยาอยู่บ่อย ๆ เมื่อฉีดยาเสร็จ หมอจะรีบเก็บหลอดยากลับไปด้วย อาแกก็อยากได้หลอดยาเพื่อเอามาดูว่ามันยาอะไร ราคาเท่าใด จะไปหาซื้อมาเองเพื่อราคาได้ถูกลง แต่หมอก็พยายามไม่ให้คนไข้รู้ว่า หมอชาวบ้าน ๑๘๔ มันยาอะไร คนไข้อยากรู้ว่ายาอะไร หมอพยายามปกปิดไม่ให้รู้ว่ายาอะไร เพราะผลประโยชน์มันขัดกัน ตามคลินิกบางแห่งจึงสั่งทำเม็ดยาและใส่สีสันแปลกๆ เพื่อไม่ให้ คนไข้รู้ว่าเป็นยาอะไร หรือรู้ว่าเป็นยาพื้น ๆ ในอุดมคติ มันควรจะตรงกันข้าม หมอควรจะอธิบายให้คนไข้ฟังว่าเขาเป็นอะไร ใช้ยาชื่ออะไร ยานั้นมีคุณและโทษอย่างไรบ้าง ราคาเท่าใด ถ้าวันหลังเป็นอย่างนี้อีก จะช่วยตัวเองได้อย่างไร จึงจะไม่ต้องมาหาหมอ จะได้ไม่ลำบาก ไม่ ต้องเสียเงินมาก !! หมอที่ไหนจะทำอย่างนี้ได้บ้าง ? ครับ เคยมีคนทำ ปรากฏว่าคลินิกแห่งนั้นขาดทุนป่นปี้หมด เห็นไหมครับ เรื่องกำไรขาดทุนเป็นตัวกำหนดการกระทำ คนไข้ไปหาหมอที่หนึ่ง ๆ มักได้ยาหลายอย่าง ๓-๔ อย่าง บาง คน ๗-๘ อย่าง เคยมีคำถามกันในหมู่แพทย์ว่าเวลาตัวหมอเองป่วยหรือลูกเมีย หมอป่วย ใครเคยให้ยาตัวเองหรือลูกเมียอย่างที่ให้คนไข้บ้าง ส่วนใหญ่ตอบว่า ไม่ จะให้ยาน้อยที่สุด หรือบางคนไม่ใช้ยาเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้ว่าโรค มันหายเองได้ ! ครับ โรคบางอย่างไม่ต้องทำอะไรเลยมันก็หายเอง โรคบางอย่าง ใช้อธิบาย ไม่ต้องให้ยามันก็หาย โรคบางอย่างใช้แอสไพริน ๒ เม็ด (เม็ดละ ๕ สตางค์) ก็หาย แต่ ถ้าหมอไม่ให้ยา เพียงแต่อธิบายอย่างเดียว หรือให้แอสไพริน บันทึกเวชกรรมไทย ๑๘๕ เพียง ๒ เม็ด จะไปคิดเงินคนไข้ได้อย่างไร เพราะธรรมเนียมไทยนั้นไม่คิดค่าหมอ แต่คิดค่ายา เห็นไหมครับ ธรรมเนียม เข้ามามีบทบาท ถึงการแพทย์แผนปัจจุบันจะเป็นอย่างฝรั่ง แต่วัฒนธรรมของการ แพทย์อย่างไทยก็เข้ามาผสมกัน การที่หมอตรวจแล้วจ่ายยาด้วยเสร็จเพื่อคิดค่ายานั้น พวกเภสัช- กรเขาก็ไม่พอใจ เพราะไปแย่งอาชีพเขา ทำให้อาชีพเภสัชกรตกต่ำ (เลย หันไปเป็นพ่อค้ายา หรือผู้เสนอขายยากันมาก) มีแพทย์บางท่านคิดว่า ในการคิดค่าบริการรักษานั้นควรจะคิดค่า แพทย์ตรวจกับค่ายา แยกกันให้เห็นชัดเจนมีประโยชน์กว่า คือ คนไข้จะได้รับยาน้อยลงมาก ไม่เปลืองยาโดยไม่จำเป็น ไม่เจ็บปวด จากการฉีดยา และเสี่ยงต่อการแพ้ยามากขึ้น ราคาก็คงจะถูกลงด้วย หมอก็สามารถบอกคนไข้ได้ว่าใช้ยาอะไร ราคาเท่าใด มีคุณและ โทษอย่างไร ไม่ต้องปิด ๆ บัง ๆ ลับ ๆ ล่อ ๆ หรือสั่งทำเม็ดยาแปลก ๆ กันอีก ต่อไป มีอาจารย์ผมคนหนึ่ง คือ ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์รจิต บุรี (ขณะเขียนอยู่นี้ ท่านเป็นคณบดี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามา- ธิบดี) ท่านเป็นนักเรียนจบจากอังกฤษ เมื่อก่อนท่านเคยตั้งคลินิกอยู่ที่ ถนนสุขุมวิท เมื่อตรวจคนไข้เสร็จ ท่านก็ไม่จ่ายยา แต่ส่งใบสั่งยาให้ไปซื้อ เอาเอง แต่คิดค่าตรวจ ๑๐ บาท ๑๕ บาท ไปตามที่ท่านเห็นว่าเหมาะสม ปรากฏว่าคลินิกของท่านไม่ค่อยมีคนไข้หรอกครับ และรู้สึกว่าจะ หมอชาวบ้าน ๑๘๖ เจ๊งไปนานแล้ว ! เพราะมันขัดกับวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมบางอย่างก็เป็นของดี บางอย่างก็ควรแก้ไข (แต่ถ้าไปใช้คำว่า ปฏิวัติวัฒนธรรม เข้าก็อ่ให้เกิดความอกสั่น ขวัญแขวนไปตาม ๆ กัน!) ทีนี้เราลองหันไปมองวิวัฒนาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้ รักษากับผู้รับการรักษาดูบ้าง เดิมในโลกนี้ไม่มีหมอ ไม่มีเภสัชกร ไม่มีบริษัทยา แต่โรคคงจะมี เมื่อมีโรคก็จะต้องมีการรักษา สัตว์เวลาไม่สบายมันยังขวนขวายรักษาตัวเองเลย เช่น หมา แมว ไปกินหญ้าบางชนิด ให้สำรอกอาหารที่พะอืดพะอมในท้องออกมา ฉะนั้นมนุษย์ก็จะต้องขวนขวายรักษาตัวเอง หรือรักษาลูกเมีย พ่อแม่พี่น้องของตัวเอง ต่อมามนุษย์บางคนมีประสบการณ์มาก สามารถเรียนรู้ได้มาก กว่าและชำนาญในการรักษามากกว่าเพื่อนบ้าน ชาวบ้านก็อุปโลกน์ให้เป็น หมอ เรียกว่า หมอดำ หมอแดง ถึงจะเรียกว่าเป็นหมอ แต่ในระยะนี้ยังหาใช่วิชาชีพไม่ เพราะ หมอดำ หมอแดงก็มีอาชีพทางทำไร่ทำนาเหมือนเพื่อนบ้านนั่นเอง การ ตรวจรักษาก็ยังเป็นแบบที่เรียกกันว่า ยาขอหมอวาน วัตถุหรือยาที่เอามาใช้ เดิมก็เป็นของพื้น ๆ ที่หาได้ง่าย ไม่มี ราคาค่างวดอะไร ความไม่มีราคาค่างวดทำให้การรักษาแบบยาขอหมอ วานเป็นไปได้ ต่อมาเมื่อความรู้ทางด้านการรักษามีมากขึ้น พิสดารขึ้น ผู้ให้การ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๘๗ รักษามีภาระในการรักษามากขึ้น ไม่มีเวลาไปทำนาเหมือนคนอื่น อาชีพ แพทย์ก็เกิดขึ้น นั่นก็คือผู้รักษายังชีพด้วยการรักษา เมื่อการแพทย์เกิดเป็นวิชาหรืออาชีพขึ้น ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ ของวิวัฒนาการเกี่ยวกับการรักษาโรค ตอนที่การรักษายังไม่เป็นวิชาชีพ ผู้ให้การรักษายังทำไร่ทำนา เลี้ยงชีพเหมือนคนอื่น ส่วนการรักษาก็ทำไปเท่าที่สนใจ หรือมีเวลา หรือ มีผู้มาขอให้รักษา ไม่ได้ทำเป็นล่ำเป็นสัน เมื่อการรักษามาเป็นวิชาชีพขึ้น ด้านหนึ่ง ทำให้วิชาการแพทย์รุดหน้าไปเร็ว แต่อีกด้านหนึ่ง การเป็นวิชาชีพ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสัมพันธภาพระหว่างผู้รักษากับ ผู้รับการรักษาอย่างสำคัญ บัดนี้ ผู้รักษากับผู้รับการรักษาอยู่กันคนละอาชีพแล้ว เมื่อเป็นคนละอาชีพก็ต้องอาศัยแลกเปลี่ยนผลิตผล หรือบริการ ซึ่งกันและกัน วิธีการแลกเปลี่ยนก็มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ เช่น เอาข้าวแลก กับไก่ เอาไก่แลกกับบริการการรักษาโรค เป็นต้น วัตถุพวกนี้มันเน่าเปื่อย จึงมีขีดจำกัดในการแลกเปลี่ยน นั่นคือ เอาไปมากก็ไม่มีประโยชน์เพราะมันเน่าเปื่อยเสียหายหมด ต่อเมื่อมีการค้นพบระบบเงินตราและระบบธนาคารขึ้น การแลก เปลี่ยนจึงสลับซับซ้อนและฉ้อฉลได้มากขึ้น เราจ้างมือปืนไปฆ่าคนโดยให้วัวเขาไปตัวหนึ่ง คนก็เห็นกันทั่วไป ว่าวัวของใคร จึงทำให้เราทำเช่นนั้นได้ยาก แต่จ้างด้วยเงินก็ไม่รู้กันว่า เงินนั้นมาจากไหน มีทางทำชั่วได้มากกว่ากัน ระบบเงินตราและพัฒนาการทางเทคนิคจึงมีส่วนอย่างสำคัญ ต่อการประกอบกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เมื่อเทคนิควิทยามีการพัฒนามากขึ้น หยูกยาและอุปกรณ์ประ- หมอชาวบ้าน ๑๘๘ # กอบการรักษาก็มีราคามากขึ้น ค่ารักษาก็ต้องแพงขึ้น เมื่อยามีราคา ก็มีคนทำยาปลอม การปลอมแปลงก็เกิดขึ้นเพราะของนั้นมีราคา ถ้ายาเป็นของให้เปล่า ใครจะปลอมยา เรื่องยานี้เป็นการค้าแน่นอน เขาบอกอยู่โจ่งแจ้งว่าเป็นการค้ายา เมื่อเป็นการค้ายา เขาก็ต้องการกำไร มีทางที่จะทำอย่างไรให้ได้กำไรเขาก็ทำ เช่น โฆษณาถึงผลดีมากๆ (มากเกินความจริงก็ไม่เป็นไร) ไม่บอกผล เสีย ชาวบ้านจะได้ซื้อยาเรามาก ๆ ยาอันตรายก็ขาย เพราะอันตรายอยู่ที่ชาวบ้าน กำไรเราได้ ยาตัวเดียวกัน แข่งกันโฆษณาก็เอา ยาแพงขึ้นก็ช่างมันปะไรขอ ให้ของเราขายได้ก็แล้วกัน ให้สินบนผู้ใช้ยาในรูปต่าง ๆ ยาจะแพงขึ้นอีกก็เป็นเรื่องของชาว บ้าน ขอให้เราได้กำไรมาก ๆ ก็แล้วกัน ฯลฯ ความสับสนมันก็เกิดขึ้นดังได้กล่าวรายละเอียดไว้แล้วในตอนที่ ๑๐ การค้าขายหากำไรเป็นช่องทางนำไปสู่อุศลกรรมได้ง่าย ๆ พระพุทธองค์จึงห้ามนักหนาไม่ให้ภิกษุสงฆ์เข้าเกี่ยวข้องกับเงินทองและ การค้าการขาย หากการแพทย์เป็นการค้าแล้วไซร้ เพียงแต่นึกดู มันคงน่า สยดสยองเต็มที เช่น สมมติว่าหากแพทย์จะตัดสินใจว่าจะฉีดยาหรือไม่ฉีดยาผ่าตัดหรือ ไม่ผ่าตัด แล้วเลือกวิธีที่มันจะทำเงินให้มาก ๆ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๘๙ ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ต้องแย่แน่ ๆ ที่สหรัฐอเมริกา หนังสือพิมพ์ในอเมริกาลงข่าวใหญ่ผู้หญิงนิโกรคนหนึ่งอยู่ใจกลาง นครชิคาโก เป็นไส้ติ่งอักเสบอย่างปัจจุบัน ได้โทรศัพท์ไปตามแพทย์ แพทย์ได้เรียกร้องว่าต้องมีเงินสดให้เขาทันที ไม่รับเช็ค เผอิญวันนั้นเป็น วันอาทิตย์ผู้ป่วยไม่มีเงินสด แพทย์ไม่มาดู และในที่สุดผู้ป่วยคนนี้ถึงแก่ ความตาย มีสถิติออกมาว่า แถวไหนมีศัลยแพทย์มากจะมีจำนวนคนที่ถูก ผ่าตัดมาก (เที่ยวหาเรื่องผ่าชาวบ้านเพื่อเอาเงิน) ที่บอสตัน จำนวนคนที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจแต่ถูกหมอบอกว่าเป็น โรคหัวใจนั้น มีมากกว่าคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจจริง ๆ ! ในอเมริกานั้นทุก ๆ อย่างเป็นการค้า บริการการแพทย์ก็เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง แพทย์คอยจ้องจะเอาเงินคนไข้คนไข้คอยจ้องจะฟ้องเรียกค่าเสีย หายจากแพทย์ จนแพทย์ทุกคนต้องเอาประกันสำหรับถูกฟ้องเรียกค่า เสียหายไม่งั้นอาจล้มละลาย ฟังดูแล้วมันเสียวไส้ไหมครับ ! ที่เขียนมาทั้งหมดในตอนนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะเสนอวิธีแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ประสงค์จะให้ท่านผู้อ่านเข้าใจถึงวิวัฒนาการแห่งสัมพันธภาพ ระหว่างผู้รักษากับผู้รับการรักษา ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ ด้วยใจที่ เป็นกลาง ๆ ในแนวทางแห่งปัญญาตามหลักพุทธศาสนา โดยพิจารณา ถึงเหตุปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการกระทำยิ่งกว่าที่จะใช้อารมณ์ เตรียมพร้อม ที่จะเข้าใจเรื่องที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไป หมอชาวบ้าน ๑๙๐ ตอนที่ ๑๗ โรคหมดทำ ๓.๙. "วัฒนธรรมเริ่มที่ตะโพก" ผมไม่ได้กล่าวเองดอกครับ ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์สุด แสงวิเชียร เป็นผู้กล่าว เปล่าครับ ท่านไม่ได้หมายถึงวัฒนธรรมบั๊มพ์หรือเรื่องสัปดนอะไร หรอกครับ ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์สุด เป็นครูที่แพทย์ให้ความรัก เคารพมากที่สุด นอกจากท่านจะเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางกายวิภาคศาสตร์ มากที่สุดของไทยแล้ว ท่านยังสนใจศึกษาทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นผู้ใช้ ชีวิตสมถะอย่างยิ่ง ผมยังไม่เคยพบใครที่กระตือรือร้นในการศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างเท่า ท่าน ท่านเกษียณอายุไปหลายปีแล้ว ยังมาทำงานแต่เช้าทุกวัน ขยันกว่าคนที่ไม่เกษียณเสียอีก ! ในกระบวนความสนใจของท่านเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องราวก่อน ประวัติศาสตร์ ท่านสะสมและวิจัยเกี่ยวกับโรคกระดูก ขวานหิน หม้อไห ฯลฯ อายุเป็นพัน ๆ ปี ท่านมีของเหล่านี้มากถึงรวบรวมตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ก่อน ประวัติศาสตร์อยู่ที่ตึกกายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราช พยาบาล เป็นแหล่งที่น่าดูน่าชมยิ่งนัก เมื่อผมมีแขกชาวต่างประเทศมา ก็มักพาไปรบกวนท่านอยู่บ่อย ๆ ท่านก็ช่างพาออธิบายอย่างเต็มอกเต็มใจเสียจริง ๆ เมื่อ ๒-๓ วันมานี้เอง ผมมีแขก (ฝรั่ง) ๒ คน คือ ดร.โบเบียน จากกระทรวงสาธารณสุขของอเมริกันคนหนึ่ง กับศาสตราจารย์เฮนดริกซ์ จากโรงเรียนแพทย์จอนฮอพกินส์ ก็พาไปชมพิพิธภัณฑ์ก่อนประวัติศาสตร์ของท่านศาสตราจารย์ สุดตามเคย "เฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่มีวัฒนธรรม" ท่านอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ ให้ฝรั่งฟัง "สัตว์มีวัฒนธรรมไม่ได้ เพราะมันไม่สามารถที่จะถ่ายทอด การเรียนรู้สืบต่อลงไปได้" หมอชาวบ้าน ๑๙๒ "จุดสำคัญของมนุษย์อยู่ที่การสามารถใช้มือมาประดิษฐ์อะไรต่ออะไรได้ ทำให้สร้างวัฒนธรรมได้" ท่านอธิบายต่อ "การเริ่มต้นของการมีวัฒนธรรม จึงอยู่ที่เมื่อสัตว์จำพวกหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่บริเวณข้อตะโพก จนกระทั่งสามารถยืนตัวตรงบนขาหลังได้ไม่ต้องใช้ขาหน้าในการเดินหรือวิ่งต่อไป ทำให้ขาหน้ากลายเป็นมือที่จะใช้สร้างสรรค์อะไรต่อมิอะไรทั้งหลายได้" ท่านจึงว่า วัฒนธรรมเริ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่บริเวณข้อตะโพกก่อน ที่นำเรื่องนี้มาเล่าก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง "โรคหมอทำ" ที่เรากำลังจะคุยกันเท่าใด แต่ก็เห็นว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ และประเทืองปัญญา แต่จะว่าไปก็เป็นเรื่องของธรรมะ เราเห็นธรรมะได้ในทุกหนทุกแห่ง มิใช่ต้องไปนั่งเพ่งจึงจะเห็น ธรรมะหรือธรรมชาติ ก็คือธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งหลาย หรือความจริงตามธรรมชาติ หรือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และถ้าพิจารณาไปก็จะเห็นหลักแห่งอิทัปปัจจยตา ซึ่งว่าด้วยปัจจัยที่หนุนเนื่องต่อ ๆ กันไปให้เกิดสภาพธรรมขึ้น ไม่ว่าสภาพธรรมนั้นจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมหรืออะไรอื่นก็ตาม ถ้าเรามองสิ่งทั้งหลายให้เห็นสภาพธรรม หรือเห็นเหตุเห็นผล หรือเห็นอิทัปปัจจยตา อยู่เป็นนิจศีล อารมณ์โกรธ เกลียด โลภ หลง ก็จะมีน้อย เพราะได้ชื่อว่ามองเห็นความเป็นไปของสรรพสิ่งทั้งหลายด้วยปัญญา เรื่องที่จะกล่าวถึงในตอนนี้ เป็นเรื่องที่ต้องการการพิจารณาด้วยปัญญายิ่งกว่าอารมณ์ ขอให้สาธุชนคนอ่าน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือประชาชนทั่วไป เจริญสติ เจริญปัญญา เจริญเมตตาให้มาก ก่อนที่จะ บันทึกเวชกรรมไทย ๑๙๓ อ่านต่อไป และถ้าท่านยังไม่ได้อ่านตอนที่ ๑๖ จะกรุณากลับไปอ่านตอนนั้นก่อนได้เป็นดี คำว่า "โรคหมอทำ" นี้เข้าใจว่าท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ บัญญัติขึ้นจากภาษาอังกฤษว่า Iatrogenic Disease Iatrogenic มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกสองคำ คือ Iatros แปลว่าหมอ กับ Genic ก็แปลว่ามาจาก หรือเกิดจาก Iatrogenic Disease ก็แปลว่าโรคที่เกิดจากหมอ หรือโรคหมอทำนั่นแหละ ตรงตัวและชัดเจนดีแล้ว โรคหมอทำอาจแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ ๑. ประเภทตรงไปตรงมา (Simple Iatrogenic Diseases) ๒. ประเภทสลับซับซ้อน (Complex Iatrogenic Diseases) นี่ผมบัญญัติขึ้นเอง และวงเล็บภาษาอังกฤษไว้เสียด้วยให้ดูขลังสำหรับนักวิชาการ ! ประเภทตรงไปตรงมา ก็คือประเภทที่เล่าแล้วก็เห็นกันชัดแจ้ง แดงแจ๋ว่าหมอทำแหง ๆ ส่วนโรคหมอทำประเภทสลับซับซ้อน ก็เห็นได้ยากหน่อย หรือไม่รู้ แต่ถ้าไล่ไป ๆ แบบอิทัปปัจจยตาแล้วก็ไปพบว่า อ้าว นี่ก็โรคหมอทำเหมือนกัน ! อันที่จริงถ้าได้อ่าน "บันทึกเวชกรรมไทย" มาแต่ต้น ก็จะเห็นตัวอย่างโรคหมอทำมาแล้วทั้ง ๒ ประเภท เอามาขมวดเป็นตอนพิเศษ อีกเพื่อให้เห็นชัดขึ้น เอาประเภทตรงไปตรงมาก่อนนะครับ และเริ่มที่ความผิดพลาดของตัวเองเลยทีเดียว หมอชาวบ้าน ๑๙๔ # ๘๐. สมรั้ว เมื่อผมจบแพทย์ทำงานเป็นแพทย์ประจำบ้านปีแรก (สมัยนี้เรียก แพทย์ฝึกหัด) วันหนึ่งมีผู้ป่วยหญิงมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดมีอาการหอบ เหนื่อย ผมก็เจาะเอาน้ำออก การเจาะเอาน้ำออกจากช่องเยื่อหุ้มปอดนี้ ผมได้รับการฝึกจาก แพทย์ที่อาวุโสกว่ามาก ตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๓ (สมัยนี้นัก ศึกษาแพทย์ไม่ค่อยได้ฝึกทำอะไร) ผมก็คิดว่าเจาะได้คล่องไม่ขัดเขินอะไร เจาะมากก็ได้น้ำกว่าลิตร คนไข้อาการแน่นอกก็ค่อยยังชั่ว แต่ต่อมาคนไข้เกิดแน่นขึ้นมาใหม่ กระสับกระส่าย คลำดูตาม ผนังหน้าอกกรอบแกรบไปหมด และบวมขึ้นไปถึงคอ ซึ่งเป็นลักษณะของการมีลมรั่วจากปอดเข้าสู่บริเวณที่หัวใจอยู่ และออกมาใต้ผิวหนัง ผมไปตามแพทย์หญิงถนอมศรี ศรีชัยกุล ซึ่งเป็นแพทย์อาวุโส กว่าให้มาช่วย แพทย์หญิงถนอมศรีก็มากรีดเอาลมออกจากใต้ผิวหนัง ## แต่ก็ช่วยไม่ทัน ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย ผมรู้สึกเสียใจมาก ไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ศาสตราจารย์ นาย แพทย์ประเสริฐ กังสดาลย์ ฟัง ท่านเป็นหัวหน้าแผนกอายุรศาสตร์ และชอบอยู่ที่สำนักงานจนมืด (ดูเรื่องเกี่ยวกับท่านในตอนที่ ๗) ผมก็นึกว่ายอมให้ท่านด่า เพราะเราทำคนตาย แต่ก็แปลก ที่ท่านไม่ยักด่าผม แต่ไพล่ไปต่าเอาอาจารย์บัญญัติ เข้า ผมจะเล่าต่อว่าทำไมท่านจึงด่าอาจารย์บัญญัติเข้า ก็จะเป็นเรื่องยืด บันทึกเวชกรรมไทย ๑๙๕ ยาวเกินสมควร นี่เป็นโรคหมอทำแน่นอน หมอทำคนไข้ตาย ๘๑. โมกขศักดิ์ปักหัวใจ ผมทำงานอยู่ทางโลหิตวิทยา ในการตรวจผู้ป่วยโลหิตวิทยานี้บางครั้งมีการเจาะไขกระดูกมาตรวจ ในผู้ใหญ่มักเจาะกันที่กระดูกหน้าอก ทั่ว ๆ ไปก็เจาะกันได้โดยไม่เกิดเรื่องอะไร ปีหนึ่ง ๆ ที่หน่วยของเราก็เจาะประมาณ ๓๕๐ ครั้ง ๒๐ ปี ก็ประมาณ ๗,๐๐๐ ครั้ง มีอยู่ ๒ ครั้งที่มันเกิดเรื่อง ครั้งแรกเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ เจาะโดยแพทย์ฝึกหัด ครั้งที่ ๒ เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ แพทย์ประจำบ้านโลหิตวิทยาเป็นผู้เจาะ รายแรกเกิดขึ้นเนื่องจากแพทย์ประจำบ้านผู้ควบคุมแพทย์ฝึกหัดสอนผิด ให้กระแทกเข็มให้สุดกั่น ก็เลยทะลุกระดูกหน้าอกเข้าหัวใจ รายหลังไม่ทราบว่าทำไมจึงเกิดแพทย์ประจำบ้านผู้เจาะก็ชำนาญในการเจาะมาก่อน ผู้ป่วยมาจากบางคล้า มีก้อนในท้องโตมาก (ม้าม) หลังเจาะไขกระดูกที่หน้าอกแล้ว ผู้ป่วยมีอาการแน่นอึดอัดทุรนทุราย ผู้เจาะก็สงสัยจะเข้าหัวใจ ก็จึงเอะอะวกันขึ้น หมอส่งไปตามหมอปริญญาซึ่งเป็นหมอผ่าตัดหัวใจมาช่วย หมอปริญญาก็ผ่าเข้าไปที่หัวใจเพื่อเย็บรูรั่วที่หัวใจ ผ่ากันที่ห้องไอซียูเลย ไม่ได้เข้าห้องผ่าตัด ขณะที่หมอทุกคนกำลังใจคอไม่ค่อยดีอยู่นั้น ปรากฏว่าพ่อคนไข้ยิ้มแป้นหน้าบานทีเดียว ! หมอชาวบ้าน ๑๙๖ ชอบใจว่าบริการโรงพยาบาลนี้ดีเยี่ยมจริง ๆ พอมาปุ๊บก็ได้ผ่าปั๊บ ทันที ! รายนี้ก็โชคดีที่รอด เพราะฝีมือและความรวดเร็วของหมอผ่าตัด หัวใจ ต่างจากรายแรกที่ตาย แต่ก็เป็น "โรคหมอทำ" ทั้ง ๒ รายเกิดขึ้นในหน่วยงานที่ผมทำงาน อยู่เอง ๘๒. ให้เลือดผิดหมู่เพราะจะรีบไปดูหนัง คนไข้ได้รับการถ่ายเลือด หลังจากนั้นคนไข้มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะดำเหมือนน้ำปลา มีดีซ่าน ต่อมาปัสสาวะหยุดไหล ผู้ป่วยทุรนทุราย หอบและต่อมาก็ตาย ปรากฏว่าให้เลือดผิดหมู่ แพทย์หยิบเลือดผิดขวด เพราะจะรีบพาแฟนไปดูหนัง การให้เลือดไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ที่จะทำกันง่าย ๆ ลวก ๆ ปีหนึ่ง ๆ คนตายเพราะการให้เลือดผิดหมู่ไม่ใช่น้อย ๘๓. ดูดกลับทาง ผู้ป่วยคนหนึ่งได้รับการผ่าตัดช่องท้อง หลังผ่าตัดแพทย์ใส่ท่อคา ไว้เพื่อดูดเอาน้ำเลือดน้ำเหลืองที่ตกค้างออก แล้วก็ต่อท่อกับเครื่องดูด ซึ่งทำการดูดตลอดเวลา ดูดไปดูดมา ก็ปรากฏว่าคนไข้ตัวพองทีเดียว ! ทั้งตัวเต็มไปด้วยแก๊ส ! บันทึกเวชกรรมไทย ๑๙๗ ผล คือ ตาย ปรากฏว่าต่อเครื่องดูดผิดทาง แทนที่จะดูดออก เครื่องกลับเป่าลมเข้าคนไข้ตลอดเวลา โดยไม่มี ใครรู้ ๘๔. ให้ออกซิเจนทางกระเพาะ คนไข้ได้รับการผ่าตัด เรื่องไม่หนักหนาอะไร ในขณะที่วางยาสลบนั้น หมอเอาท่อใส่ในหลอดลมเพื่อให้ ออกซิเจน ให้ไปให้มา คนไข้ก็เขียว และตาย ปรากฏว่า ท่อที่ว่าใส่ในหลอดลมนั้นไม่ได้อยู่ในหลอดลมดอก แต่อยู่ในกระเพาะอาหาร ! กระเพาะอาหารจึงได้ออกซิเจนตลอดเวลา แต่ปอดไม่ได้รับออกซิเจน จึงตาย ตายเพราะความผิดพลาดทางเทคนิคของหมอ ๘๕. วินิจฉัยโรคจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลสัญญา วันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากคุณหมอประดิษฐ์ เจริญไทยทวี ซึ่ง เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสมัยนั้น บอกว่า "นี่ โทร. มาจากธรรมเนียบรัฐบาลนะ มีการวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียออกมา จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จะส่งคนไข้มาให้ตรวจ" เรื่องของเรื่องมันมีอย่างนี้ครับ ลูกสาวของรัฐมนตรีท่านหนึ่งใน หมอชาวบ้าน ๑๙๘ สมัยนั้นไปเรียนหนังสือที่อังกฤษ วันหนึ่งไม่สบายไปตรวจกับหมอ อาการป่วยก็ไม่เกี่ยวกับโรคเลือด อะไรหรอก แต่หมอให้ตรวจเลือดด้วย (ตามประสาประเทศที่เจริญแล้ว) ตรวจเสร็จเขาก็บอกว่าเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ให้เหล็กมากิน ต่อมาไม่สบายเรื่องอื่นไปหาหมออีกคนหนึ่ง หมอก็ตรวจเลือดอีก แล้วบอกว่าเม็ดเลือดแดงผิดปกติ มีการส่งเลือดไปตรวจที่อื่น และหลังจากนั้นบอกกับผู้ป่วยว่าเป็น โรคโลหิตจาง เมดิเตอร์เรเนียน "เมื่ออายุมากขึ้นโลหิตจะจางมากขึ้น" หมอบอก เด็กก็ตกใจกลัว แม่ของเด็กก็ตกใจกลัว พ่อของเด็กก็ตกใจกลัว ตกใจกลัวและวิตกกังวลกันไปหมดทั้งบ้าน และให้ "ผู้ป่วย" เดิน ทางกลับประเทศไทย ในการประชุมคณะรัฐมนตรี พ่อของ "ผู้ป่วย" จึงปรารภเรื่องนี้ ขึ้นกับรัฐมนตรีสาธารณสุข บังเอิญตอนนั้นมีรัฐมนตรีสาธารณสุขที่คงแก่เรียนอยู่ ๒ ท่าน คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดม โปษะกฤษณะ และนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ท่านแรกนั้นเป็นปรมาจารย์ทางศัลยศาสตร์ ส่วนอาจารย์เสม พริ้งพวงแก้ว นั้นท่านเป็นทุกอย่าง ! เป็นทั้ง ศัลยแพทย์ สูติแพทย์ รู้เรื่องการให้เลือด รู้เรื่องโรคเลือด เรียกว่ารู้ไป เสียทุกอย่างว่างั้นเถอะ เพราะเป็นคนช่างคิด ช่างศึกษาตลอดเวลา อาจารย์เสมฟังรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลเล่าดังนั้นก็วินิจฉัยทันทีว่าเป็น บันทึกเวชกรรมไทย ๑๙๙ "ธาลัสซีเมีย" และให้ส่งมาให้ตรวจที่สาขาวิชาโลหิตวิทยา เมื่อตรวจเลือดแล้วก็พบว่าเป็นธาลัสซีเมียจริง แต่เป็นชนิดไม่มีอาการใด ๆ ทั้งสิ้น ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ต่อ ๆ กันลงไปเรื่อย ต่อเมื่อคนที่มีความผิดปกติทำนองเดียวกันไปแต่งงานกัน เข้าลูกออกมาจึงจะเป็นโรคธาลัสซีเมียที่รุนแรงได้ ส่วนผู้ที่เป็นอย่างอ่อน (มียีนเดียว) นั้น บ้านเรามีเป็นล้าน ๆ คน บางคนก็เป็นรัฐมนตรี บางคนก็เป็น ส.ส. บางคนก็เป็นนายพล บางคนก็เป็นหมอ ไม่เป็นพิษเป็นภัย (ในทางเลือดนะครับ) อย่างใด แต่หมอที่อังกฤษก็ทำให้หวาดกลัววิตกกังวลกันไปหมด นี่ก็เป็น "โรคหมอทำ" อีกแบบหนึ่ง ทำเพราะหมอรู้เท่าไม่ถึงการณ์ "โรคหมอทำ" นี้ ยังมีตัวอย่างอีกมากมาย การให้ยาผิดหรือให้ยาแล้วเกิดอันตรายแก่คนไข้ (ดูตอนที่ ๑๐) ก็ถือว่าเป็น โรคหมอทำ ด้วยประการหนึ่ง เป็นอันว่า หมอนั้นนอกจากจะมีด้านที่เป็นคุณแล้ว ก็ยังมีด้านที่เป็นพิษเป็นภัยต่อประชาชนได้อีกด้วย นี้ก็เช่นเดียวกับสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือตัวเราเอง ซึ่งมักจะมีลักษณะ ๒ ด้าน หรือทวิลักษณ์ คือด้านที่เป็นคุณกับด้านที่เป็นโทษ พุทธศาสนสอนให้มอง ๒ ด้านเสมอ และเน้นให้เห็นสภาพธรรมตามที่เป็นจริง หมอชาวบ้าน ๒๐๐ เรามักอวดด้านที่เป็นคุณ (แม้เกินเลยไปถึงขั้นที่ไม้หรือโกหก) แต่ ซ่อนด้านที่เป็นโทษ เรามักทำกันเช่นนี้ทั่วไป ยิ่งในระบบราชการยิ่งแล้วใหญ่ คือ รายงานด้านเดียว รายงานกันแบบนั้นตลอดไม่ว่าต่อผู้บังคับบัญชาระดับใด รวม ถึงทั้งต่อองค์พระประมุขด้วย ยกตัวอย่าง เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาที่ มหาวิทยาลัยใด นายกสภามหาวิทยาลัยก็จะกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ ถึงกิจการของมหาวิทยาลัย ซึ่งใครก็ตามที่ฟังแล้วย่อมเข้าใจว่า มหาวิทยาลัยนั้นเจริญรุ่ง เรืองอย่างหาที่ติมิได้ทีเดียว แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ! ทุกมหาวิทยาลัยมีปัญหา มีข้อบกพร่อง มีความล้มเหลวอยู่บาน ตะไท แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครนำมารายงานกัน ในแนวทางแห่งธรรมะ การรายงานควรจะรายงาน ๒ ด้าน จะ ได้เกิดปัญญา รู้เห็นตามที่เป็นจริง ในทางการแพทย์ ประชาชนได้รับรู้หรือถูกปลุกระดมให้เห็น ด้านที่เป็นคุณของการแพทย์เพียงด้านเดียว ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมา ดังจะได้กล่าวถึงในตอนท้าย เรื่อง "โรคหมอทำ" นี้ ในอเมริกา ประชาชนจะฟ้องเรียกค่าเสีย หายจากแพทย์ บางครั้งเป็นเงินแสนเงินล้าน แพทย์จึงต้องระวังตัวกันแจ และทุกคนจะต้องมีประกันสำหรับโดนคนไข้ฟ้อง เพราะมิฉะนั้น บันทึกเวชกรรมไทย ๒๐๑ อาจล้มละลายง่าย ๆ ในประเทศไทย คนไข้ไม่ค่อยจะฟ้องเรียกค่าเสียหายเมื่อเกิด "โรค หมอทำ" บางท่านก็คิดว่าน่าจะมีการฟ้องกันบ้าง เพื่อแพทย์จะได้ทำการ ตรวจรักษาด้วยความระมัดระวัง บางท่านก็ว่าควรจะไว้อย่างเดิมแบบไทย ๆ ดีกว่า ถ้าคนไข้ฟ้อง เรียกค่าเสียหายจากแพทย์กันมาก ๆ อีกหน่อยความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์ กับคนไข้ก็จะเป็นแบบในอเมริกา นี้ก็เป็นเรื่องที่ท่านผู้อ่านจะใช้วิจารณญาณเอาเองว่าแบบไหนดี หรือไม่ดีทั้งคู่ ต่อไปนี้จะขอกล่าวถึง "โรคหมอทำ" ประเภทสลับซับซ้อน ๘๖. โรคหมอยาทำ "พี่น้องหลายท่านเคยเป็นอย่างนี้บ้างไหม" เสียงจากรถขายยาที่ วิ่งเข้าไปฉายหนังในหมู่บ้าน "หลังจากทำไม่สามารถปวดหลัง" "นั่นแหละท่านเป็นโรคไตแล้ว" เสียงนั้นปลุกกระดมต่อไป "ควร จะใช้ยาบำรุงไตของห้าง ... " ครับ เป็นเสียงโป๊ปดมดเท็จที่หลอกคนไปทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ ไทย คนที่ทำไม่ทำนาแล้วปวดหลัง มันไม่ใช่โรคไต แต่ก็มีคนไปเที่ยวหลอกว่าเป็นโรค เพื่อผลประโยชน์ในทางการค้า ทำให้จำนวน "คนเป็นโรค" มากกว่าความเป็นจริง หมอชาวบ้าน ๒๐๒ # ๘๗. โรคหัวใจปลอม "ฉันมีอาการอ่อนเพลีย" คนไข้เล่า "ไปตรวจที่คลินิก... หมอบอกว่าเป็นโรคหัวใจอ่อน ให้ไปฉีดยาทุก อาทิตย์ อาทิตย์หนึ่ง ๆ ก็ตก ๗๐-๘๐ บาท" หญิงคนนี้มีอาชีพหาบถั่วต้มขายตามงานวัด จะได้กำไรสักกี่บาทเที่ยว ได้มาเท่าไร ก็ต้องไปเสียให้หมอหมดเป็นค่ารักษา "โรคหัวใจอ่อน" ผลการตรวจผู้ป่วยคนนี้ ไม่พบว่ามีโรคหัวใจแต่อย่างใด ! ผู้ป่วยอย่างนี้มีมากเหลือเกิน คือ ที่หมอบอกว่าเป็นโรคหัวใจอ่อน โดยไม่เป็นโรคหัวใจแต่อย่างใด (ตอนที่ ๓ ซึ่งว่าด้วย "หัวใจอ่อน-ความ ดันโลหิตต่ำ : โรคที่น่าสังเวช") ลองนึกถึงความทุกข์ ความกังวลของคนไข้ และครอบครัวดู บ้างว่ามันขนาดไหน คนไข้ต้องตกเป็นทาสของการรักษา ซึ่งจะไม่มีวันที่ทำให้เขาหาย ลงท้ายหมอออาจมีรถเบนซ์ แต่คนไข้ตกนรกทั้งเป็น ใครทำอย่างนี้ก็บาปเต็มทน ในอเมริกามีการพบว่า คนไข้ที่เป็นโรคหัวใจปลอม (ที่หมอบอกว่า เป็นโดยไม่ได้เป็น) มีมากกว่าคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจจริง ๆ ! # ๘๘. ไข้หวัดรัสเซีย "เป็นอะไรครับ" หม่อดามคนไข้ที่มาตรวจที่โรงพยาบาล "เป็นหวัดเจ็บคอมา ๒ อาทิตย์ ผมกลัวจะเป็นไข้หวัดรัสเซียครับ" คนไข้ตอบ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๐๓ หมอตรวจดูแล้วก็เห็นว่าเป็นหวัดเจ็บคอธรรมดา "ผมเป็นหวัดรัสเซียหรือเปล่าครับ" รายถัดไปถาม "ผมเป็นหวัดรัสเซียหรือเปล่าครับ ๆ ๆ" คนไข้ซึ่งมีมากอยู่แล้วมีมากขึ้นไปอีกในระยะนั้น เพราะตื่นเต้น กลัวหวัดรัสเซียกัน คุณผจญ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ตำบลศรีสำราญ อำเภอสองพี่ น้องเล่าว่า มีชาวบ้านมาตรวจที่สถานีอนามัยกันเยอะทีเดียว เพราะกลัว หวัดรัสเซียทั้ง ๆ ที่เป็นหวัดธรรมดา ตื่นกลัวกันไปทั่ว เพราะมีหมอเขียนไปลงหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์ก็ลง วิทยุก็ ออก ชาวบ้านก็กลัว ไอ้ทีไอค๊อกแค็กธรรมดา ก็กลัวจะเป็นหวัดรัสเซียกันไปตาม ๆ กัน ซึ่งถึงมันจะเป็นจริงมันก็เป็นไข้หวัดใหญ่ เหมือนไข้หวัดใหญ่ ธรรมดา การรักษาก็รักษาไปตามอาการ ไม่มีอะไรพิเศษ แต่ไปตั้งชื่อให้มันพิสดาร และปล่อยข่าวให้มันตื่นเต้น ให้ชาว- บ้านตื่นกลัวโดยไม่ได้ประโยชน์ตอบแทนคุ้มค่า ประชาชนต้องไปโรงพยาบาลมากขึ้นโดยไม่จำเป็น หมอต้องตรวจคนไข้หนักอยู่แล้ว ก็ต้องแบกภาระมากขึ้น แต่แน่ละ คนไข้ย่อมไปหาหมอตามคลินิกมากขึ้น ไข้หวัดใหญ่ระบาดคราวหนึ่ง ๆ หมอรวยไปตาม ๆ กัน การปล่อยข่าวไข้หวัดรัสเซียคราวนั้น ถ้ามีผู้สำรวจดู อาจพบว่า หมอชาวบ้าน ๒๐๔ ประชาชนทั่วประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายรวมแล้วหลายสิบล้านบาท การให้การศึกษาประชาชนด้วยวิธีต่าง ๆ จะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ คอลัมน์ตอบปัญหาสุขภาพ หรือวารสารเกี่ยวกับสุขภาพก็ดี บ่อย ๆ ครั้งจะเห็นว่าเป็นการทำให้ประชาชนตื่นกลัว และทำให้แสวงหา การตรวจรักษาโดยไม่จำเป็น และโดยไม่ได้ประโยชน์คุ้มค่า คำตอบบ่อยครั้งก็ไม่ทำให้ประชาชนช่วยตัวเองได้ แต่ยิ่งกลับ ทำให้ต้องคิดพึ่งแพทย์มากขึ้น จะขอคัดตอนหนึ่งของจดหมายคนไข้ที่ ลงในคอลัมน์ "หมอประจำบ้าน" ในหนังสือประโคนชัย ซึ่งมีความดังนี้ "...เอาละครับ เท่าที่ผมเล่าและระบายมาทั้งหมดนี้ ผมจะขอ รบกวนคุณหมอเป็นข้อ ๆ เท่าที่ผมเคยพบเห็นมาเกี่ยวกับคอลัมน์สุขภาพ ใน นสพ. และหนังสือทั่วไปจะตอบไม่ตรงประเด็นกับที่ถาม และบางคำ ตอบสุดวิสัยที่ผู้ถามควรจะรับรู้...คำตอบคล้ายปิดบังซ่อนเงื่อน (คงกลัว คลินิกจะขาดรายได้) ชื่อยา-ราคายาไม่ยอมเปิดเผย (คงจะกลัวขูดรีด ค่ายาไม่สะดวก) ลงท้ายก็ควรจะปรึกษาแพทย์ ! (โถ ถ้ามีเงินคงไปปรึกษานาน แล้ว...ไม่มัวดักถามอยู่หรอก)..." คนไข้ที่เจ็บป่วยจริง ๆ มันก็เหลือล้นพ้นมืออยู่แล้ว แต่ก็ยังมีการ กระทำต่าง ๆ ในสังคมที่ทำให้ประชาชนตื่นกลัว เข้าใจผิดวิตกกังวล แล้ว แสวงหาบริการมากขึ้น จะเป็นเพราะเพื่อหวังผลประโยชน์ก็ดี หรือ เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ล้วนนำไปสู่ความสับสนในเรื่องการ ตรวจการรักษาได้ทั้งนั้น ## ๘๙. จากกรุงเทพฯ สู่นครปฐม วันนั้นใกล้บ่ายโมง เด็กข้างบ้านพาญาติชื่อทองใบมาให้ตรวจที่ โรงพยาบาล ทองใบเป็นเด็กที่ทำงานในโรงงาน บันทึกเวชกรรมไทย ๒๐๕ ผมตรวจดูแล้วว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ จึงเขียนจดหมายส่งตัวไปที่ ห้องแพทย์เวร ตอนนั้นทองใบยังเดินได้เพราะเพิ่งเริ่มเป็น ตอน ๕ โมงเย็น แพทย์เวรโทรศัพท์มาบอกว่า "ยังปรึกษาศัลย์ ไม่ได้" ครับ ในโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่บ่ายโมงจน ๕ โมงเย็น ยังปรึกษาผู้ป่วยที่มีอาการปัจจุบันอย่างไส้ติ่งอักเสบไม่ได้ "และก็ไม่มีเตียงจะรับผู้ป่วยไส้ติ่งได้" แพทย์เวรบอกต่อ "ทั่ว ทั้งกรุงเทพฯ ไม่มีที่ใดมีเตียงรับผู้ป่วยไส้ติ่งได้ จะขอส่งคนไข้ต่อไปโรง พยาบาลนครปฐม" "ขอให้ช่วยตามศัลย์มาดูคนไข้ให้ได้" ผมขอร้อง "อย่าส่งเขาไปเลย" ผมว่า "คนไข้เขาหวังมาพึ่งเรา ถ้าต้องไป ถึงนครปฐมก็คงจะลำบาก และที่นั่นเขามีหมอน้อยกว่าเรา" แล้วผมก็ลืมเรื่องคนไข้คนนี้ นึกว่าเขาคงได้รับการผ่าตัดไป เรียบร้อยแล้ว มาทราบอีกทีอีก ๒ สัปดาห์ หลังจากนั้น แม่ของทองใบซึ่งมา จากต่างจังหวัดเล่าว่า ทองใบไปอยู่โรงพยาบาลนครปฐม ขณะนี้แผลที่ หน้าท้องยังไม่หาย มีหนองมาก ผมจึงตามไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลนครปฐม ทองใบเล่าว่า เขาส่งมาโรงพยาบาลดูแลนครปฐมจริงๆ ออกเดินทาง จากกรุงเทพฯ ๒ ทุ่ม ถึงนครปฐม ๓ ทุ่ม หมอที่นั่นเขาก็ยุ่งรักษาคนไข้รายอื่น ๆ ต่อที่ ๕ เขาจึงมาเอาตัวไปผ่าตัด ตอนนั้นไส้ติ่งมันแตกแล้ว หมอชาวบ้าน ๒๐๖ ไส้ติ่งที่แตกแล้วรักษานานวันกว่าจะหาย หรืออาจจะตายได้ **ครูแพทย์จึงสอนว่าถ้าคนไข้เป็นไส้ติ่งอักเสบควรผ่าตัดเร็วที่สุด** คนไข้คนนี้ไปโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุด มีแพทย์มากที่สุด ตั้งแต่เวลา บ่ายโมง ไปได้ผ่าตัดเอาเวลาตี ๕ วันถัดมา และที่โรงพยาบาลหัวเมือง **ดีที่ไม่ตาย** แต่ก็มีคนตายไปเพราะ "ไม่มีเตียง" กันอยู่ เรื่อง "ไม่มีเตียง" นี้เป็นปัญหาในกรุงเทพฯ ในโรงพยาบาลต่าง จังหวัด จะพูดคำนี้ไม่ได้ เพราะมีโรงพยาบาลอยู่แห่งเดียว ถ้าไม่รับเขา จะให้เขาไปที่ไหนได้ ในกรุงเทพฯ ตอบว่า "ไม่มีเตียง" ได้ เพราะมีโรงพยาบาล หลายแห่งบางครั้งทุกแห่งต่างบอกไม่มีเตียงเหมือนกันหมด ! แล้วจะให้ทำอย่างไร **ก็ส่งไปต่างจังหวัดสิ** ดีเหมือนกัน อะไร ๆ มันก็เข้ามาแน่นในกรุงนัก ส่งคนไข้ออกไป ต่างจังหวัดเสียบ้าง แต่ข้อสำคัญ กรุงเทพฯ มีหมอมากกว่าต่างจังหวัดมาก แต่มัน ก็ไม่มีเตียงนี่ จะให้ทำอย่างไร เรื่อง "ไม่มีเตียง" สำหรับคนไข้ที่เจ็บป่วยอย่างปัจจุบันทันด่วน นี้เป็นเรื่องที่น่าทุเรศ และน่าสงสารคนไข้มาก ทำไมจึงปล่อยให้ทำกันได้ถึงเพียงนี้ก็ไม่ทราบ แท้ที่จริง เมื่อประชาชนเจ็บไข้อย่างปัจจุบันทันด่วน เพียงแต่ไป ติดต่อที่สถานบริการแห่งหนึ่งก็ควรจะได้รับบริการทันทีทันควัน ไม่ใช่ ปล่อยให้หิ้วคนไข้ "หาเตียง" กันเอาเองจนทั่วกรุงเยี่ยงปัจจุบัน นี่แหละครับ ราชการไทย ! บันทึกเวชกรรมไทย ๒๐๗ ผมจะยังไม่กล่าวถึงสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดสภาพเช่นนี้ในตอน นี้ แต่สาเหตุหนึ่งก็คือ โรงพยาบาลเต็มไปด้วยคนไข้เรื้อรังที่รักษาไม่หาย เช่น โรคมะเร็ง โรคอัมพาต ฯลฯ นี้เป็นปรากฏการณ์ที่พบทั่วไปในประเทศต่าง ๆ คือ เมื่อลงทุนเป็นร้อย ๆ ล้าน สร้างโรงพยาบาลทันสมัยขึ้นมา โรงพยาบาลนั้น ๆ ก็จะมีผู้ป่วยเรื้อรังที่รักษาไม่หายเข้าไปอัดกันอยู่เต็ม โรงพยาบาลเหล่านั้นก็ไม่สามารถใช้ช่วยผู้ป่วยด้วยโรคปัจจุบันทัน ด่วนที่สมควรช่วยให้ทันท่วงทีได้ ฉะนั้น เมื่อหมดเงินเป็นร้อย ๆ ล้าน สร้างโรงพยาบาลขึ้นมา บริการประชาชนก็ไม่ได้ดีขึ้นตามส่วน ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เพราะวงการแพทย์โฆษณาเฉพาะด้าน ดีของการแพทย์แผนปัจจุบันด้านเดียว ไม่ได้โฆษณาด้านเสีย และข้อ จำกัด ประชาชนจึงถูกปลุกระดมให้หวังพึ่งการแพทย์แผนปัจจุบันใน ทุก ๆ อย่าง แทนที่จะคิดพึ่งตัวเองในปัญหาที่ควรพึ่งตัวเองได้ หรือในปัญหา ที่การแพทย์แผนปัจจุบันก็ช่วยไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า โรคมีอยู่ ๓ ประเภท ๑. รักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย ๒. รักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย ๓. รักษาก็หาย ไม่รักษาก็ตาย เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นความจริงเช่นนั้น โรคจำนวนมากหายเองโดยธรรมชาติ โรคจำนวนมากการแพทย์แผนปัจจุบันก็รักษาไม่หาย และที่แน่ ๆ ก็คือ ทุกคนจะต้องตาย หมอชาวบ้าน ๒๐๘ วงการแพทย์ไม่ได้ให้ความจริงเหล่านี้แก่ประชาชน แต่กลับใช้วิธีการต่าง ๆ ทำให้ประชาชนหวังพึ่งแพทย์มากขึ้นในทุกกรณี อันที่จริงโรคประเภทรักษาก็หายไม่รักษาก็หาย การแพทย์แผนปัจจุบันไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย และประเภทรักษาก็ตายไม่รักษาก็ตายก็ควรใช้วิธีอื่นในการรักษา ถ้าทำดังนี้การแพทย์แผนปัจจุบันจะได้สามารถให้การรักษาผู้ป่วยประเภทที่ ๓ ได้ดียิ่งขึ้น แต่นี่วงการแพทย์ไปปลุกระดมให้คนไข้ทั้ง ๓ ประเภทวิ่งเข้าหาการรักษาแผนปัจจุบันหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในสภาพการปัจจุบันที่จะรับมือกับปัญหาทั้งหมดได้ และยังไม่มีประเทศใดสามารถทำได้ แม้มหาเศรษฐีอย่างอเมริกาก็ทำไม่ได้ ความสับสนก็เกิดขึ้น ผู้ป่วยซึ่งควรจะได้รับประโยชน์จากการแพทย์แผนปัจจุบันก็เลยไม่ได้รับ พอเห็นหรือยังครับว่าความสับสนในการตรวจรักษา ส่วนหนึ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะ "หมอทำ" คือไปทำให้มีคนคิดว่าตัวเองเป็นโรคมากขึ้น และไปปลุกระดมให้เขาหวังพึ่งแพทย์มากขึ้น โดยโฆษณาให้เขาเห็นแต่คุณของการรักษาอย่างเดียวไม่พูดถึงโทษ คือไม่สอนให้มอง ๒ ด้าน แต่ในสภาพการณ์ที่อาศัยการโฆษณาเป็นสรณะอย่างในสังคมของเราใครเลยจะอดโฆษณาได้ โดยเฉพาะในเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้การรักษากับผู้รับการรักษาได้วิวัฒนาการมาถึงขั้นที่ผู้ให้การรักษารับเงินโดยตรงจากผู้รับ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๐๙ การรักษาและผู้ให้การรักษาถือเอาการรักษาเป็นวิชาชีพ ขอเชิญสาธุชนได้ใคร่ครวญพิจารณาดูให้ลึกซึ้งเถิด หมอชาวบ้าน ๒๑๐ ตอนที่ ๑๘ # ระบบบริการ สาธารณทุกข์ ใน ๒-๓ ตอนที่แล้วมาได้กล่าวถึงว่า ประชาชนไทยเจ็บป่วยกันอย่างมโหฬาร นอกจากเจ็บป่วยจริง ๆ แล้ว ยังมีพวกที่ไม่ได้เจ็บแต่มีคนไปหลอก หรือทำให้เข้าใจผิดว่าเจ็บและประชาชนถูกปลุกระดมให้พึ่งตัวเองไม่ได้ แต่ต้องพึ่งผู้ให้บริการมากขึ้น ๆ เอาละครับ ทั้งเจ็บจริงเจ็บหลอก และต้องการบริการกันระงม กันทั้งประเทศ แล้วกลับใช้วิธีการที่บริการได้น้อยเต็มที่ !! <figure> A black and white line drawing depicts a man in a suit, possibly a doctor or a person of authority, giving a thumbs-up gesture. He is surrounded by several small, stylized human figures, suggesting the general public or patients. The man's expression is cheerful, and he appears to be addressing or reassuring the crowd. The overall scene conveys a message of care, health, and community well-being. </figure> เหมือนกับเอาน้ำร้อนพ่นใส่ฝูงชนจนแตกกระเจิงเพ่นผ่านหาทาง หนีแต่มีเพียงช่องเล็ก ๆ ไว้ให้ออกเท่านั้น ไม่เพียงพอแก่คนส่วนใหญ่ที่ ต้องการหนีร้อนไปพึ่งเย็น แต่ผู้คุมช่องทางหนีก็บอกว่าช่องนี้ดี ไม่มีช่องอื่นอีกแล้ว ไม่มีวิธี อื่นอีกแล้ว ต้องออกทางช่องนี้จึงจะวิเศษ ระบบบริการสาธารณสุขของเราก็เป็นเช่นนั้น ## ๙๐. ระยะทางวัดด้วยเศรษฐกิจ คนไข้อยู่เตียง ๑๐ เพิ่งเข้ามาใหม่ "เป็นไงครับ" หมอทักทาย "เมื่อคืนนอนหลับไหม" "ไม่หลับหรอกค่ะ" คนไข้ตอบ "ไม่ค่อยสบาย ยุงก็ชุม ร้อนก็ร้อน" หมอเองก็เหงื่อตก ที่ตึกนี้หน้าร้อนก็ร้อนอย่าบอกใครทีเดียว "อ้าว พัดลมตรงนี้ไปไหนละครับ" หม่อดามพยาบาล "เสีย ส่งซ่อมค่ะ" พยาบาลตอบ "ส่งไปนานเท่าไรแล้วครับ" "๓ เดือนแล้วค่ะ !" "อะไร ตั้ง ๓ เดือนยังไม่เสร็จอีกหรือ" "อาจารย์คะ ไฟที่ระเบียงเสียตามให้มาซ่อม ๖ เดือนแล้วยังไม่ ได้เลยค่ะ" นี่แหละครับโรงพยาบาลของรัฐ นี่แหละครับระบบราชการไทย คนไข้ร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อย ก็เป็นเรื่องของคนไข้ ราชการไม่ เดือดร้อนอะไร ครับ เรามาฟังเขาคุยกันต่อไป หมอชาวบ้าน ๒๑๒ "บ้านอยู่ที่ไหนจ๊ะ" หมอถามคนไข้ต่อ "อยู่งเวียนใหญ่นี่เองค่ะ" "มีลูกกี่คน" "๗ คนค่ะ" "มีอาชีพอะไรจ๊ะ" "สามีขับรถตุ๊ก ๆ ค่ะ" คนไข้ช่างเล่าพอใช้ "ได้วันละ ๒๐-๓๐ บาท แต่ถ้าวันไหนรถเสียก็ไม่ได้เลย" ๙ ชีวิตต่อรายได้ ๒๐-๓๐ บาท! แล้วบางวันยังไม่ได้เสียอีก ทุก ชีวิตจะมีกินทุกมื้อส่ะหรือ ก็คาดคะเนไม่ผิด เพราะคนไข้เล่าต่อไปว่า "ลูกคนที่แล้ว อีชั้นก็ทำคลอดเองที่บ้าน วันนั้นพ่อเด็ก ๆ ไปต่าง จังหวัด อีชั้นเจ็บท้องจะไปโรงพยาบาลศิริราชก็ไม่ได้ ในบ้านไม่มีสตางค์ เลย เลยต้องคลอดที่บ้าน" "แล้วใครตัดสายสะดือเด็ก" หมอชักสนใจมากขึ้น "ก็อีชั้นเองนะสิคะ จะมีใคร" คนไข้ตอบ "ทำคลอดเอง ตัดสาย สะดือเองเสร็จ" เห็นไหมครับ วงเวียนใหญ่อยู่ห่างจากโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดใน ประเทศไทยไม่กี่กิโลเมตร แต่คนบางคนก็ยากจนเกินกว่าที่จะมารับ บริการได้ ความใกล้หรือไกลนั้นวัดกันด้วยเศรษฐกิจ สำหรับคนรวยแล้ว ฮ่องกงหรือยุโรป ก็ใกล้นิดเดียว บินไป ช็อปปิ้งเสียบ่อย ๆ ก็ได้ หรือไปเล่นการพนันที่มาเก๊าก็ได้ สบาย ๆ หรือ บินไปรักษาที่อเมริกาก็ได้ แต่สำหรับคนจนแล้วใกล้ก็เป็นไกล บริการต่าง ๆ นั้นอยู่ไกลแสนไกลคนยากจน บันทึกเวชกรรมไทย ๒๑๓ # ๙๑. บริการไม่ไปหาประชาชน "เอ๋ยน้อยมันตัวร้อน แล้วก็ไอ" บุญมีหอบลูกขึ้นรถเมล์ไปโรงพยาบาล ที่โรงพยาบาล หลังจากเข้าคิวอยู่นานก็ได้พบหมอเอาเกือบเที่ยง "เป็นปอดอักเสบ" หมอบอกหลังจากตรวจอยู่ประเดี๋ยว "ต้องมา ฉีดยาทุกวัน อาทิตย์หนึ่ง" กว่าจะเข้าคิวรับยา และรอรถเมล์กลับถึงบ้าน ก็ตกเอาเย็นหมด เวลาไปวันหนึ่งเต็ม ๆ ปัญหาของบุญมีไม่ได้หมดลงแค่นั้น รู้สึกวิตกกังวลและพะว้า- พะวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกวันบุญมีไปรับจ้างหาบของ ส่วนสามีเข็นรถขายไอศกรีม ทำไปวันอยู่ไปวัน วันไหนฝนตกขายไอศกรีมไม่ค่อยได้ ก็ไม่พอกิน ขนาดทำทุกวันก็ยังคาบลูกค้าบดอกอยู่แล้ว นี่ลูกมาเจ็บเสียอีก จะ ต้องพาลูกไปฉีดยาทุกวัน โรงพยาบาลก็อยู่ไกลเหลือเกิน ไปทีก็หมดเวลาไปวันหนึ่ง งานก็ไม่ได้ทำ แล้วจะเอาที่ไหนกิน จะไปตรวจที่ห้องแพทย์เวรตอนเย็น ๆ เขาก็ดูเอา จะไปจ้างหมอฉีดยาที่คลินิกรึ ก็ไม่มีเงิน โรงพยาบาลมันอยู่ไกลเกินไปสำหรับคนจน นี่ถ้ามีพยาบาลไปฉีดยาให้เจ้าน้อยได้ถึงบ้านทุกวัน ๆ โลกคงจะ น่าพิสมัยกว่านี้ ! มันจะไม่มากไปหน่อยรึ ที่ประชาชนคนธรรมดา ๆ จะมาหวังให้ หมอให้พยาบาลไปให้บริการถึงบ้าน หมอชาวบ้าน ๒๑๔ ครับ มันอาจจะมากไปหน่อยสำหรับประเทศไทย ประเทศที่ใช้หลักว่า ประชาชนต้องไปหาบริการ แต่บางประเทศ คนไข้แบบเจ้าน้อย เขามีพยาบาลตามไปฉีดยา ให้ที่บ้านทุก ๆ วันจนกว่าจะหาย แบ่งเบาภาระบิดามารดาไปได้มากมาย ครับ ประเทศอย่างนั้น เขาใช้ระบบบริการไปหาประชาชน เป็นเรื่องที่ทำได้จริง ๆ อย่างประเทศไทยนี่ก็ทำได้ แต่ไม่ได้ทำ นี่เพียงแต่ยกตัวอย่างในกรุงเทพฯ นะครับ ต่างจังหวัดก็ยิ่งหนักไปกว่านี้อีก ## ๙.๒. พิมาย วันนั้นเราไปโคราชกัน ไปเยี่ยมหมอมงคล ณ สงขลา ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอพิมาย (สถานีอนามัย) ตอนนั้นมีหมออยู่ ๒ คน คือ หมอมงคล กับหมอมลฤดี ซึ่งเป็นภรรยา หมอมงคลพาไปตำบลสรังกาใหญ่พบกับชาวบ้านซึ่งเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังมากมาย ป้าคนหนึ่งเล่าว่ามีญาติคนหนึ่งลูกเป็นโรคคอตีบ พาไปหาหมอ มงคลที่พิมาย หมอบอกให้พาไปที่โรงพยาบาลนครราชสีมาเพื่อเจาะคอ "มันก็ออกมานั่งร้องไห้อยู่โคนต้นไม้พักหนึ่ง" ป้าคนนั้นเล่าหมายถึงแม่ของเด็ก "แล้วมันก็เข้าไปหาหมอมงคลใหม่" "แล้วมันก็ออกมานั่งร้องไห้อีก ๓ ครั้ง ๓ หน" "ตั้งแต่เกิดมามันยังไม่เคยเข้าไปในเมืองโคราชเลย มันกลัวไปไม่ถูกไปแล้วก็ไม่รู้จะไปหาใคร ไม่รู้จะกลับบ้านยังไง" บันทึกเวชกรรมไทย ๒๑๕ จากหมู่บ้านมาถึงอำเภอก็ไกลมากแล้วสำหรับคนในชนบท ถ้าต้องไปถึงในเมือง (จังหวัด) หรือถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นเรื่อง ลำบากมาก บริการมันอยู่ไกลเกินไปสำหรับชาวบ้าน คนส่วนใหญ่จึงไม่ไปรับบริการหรือไปไม่ได้ หมอมงคลยังเล่าให้ฟังถึงคนไข้ที่เป็นโรคหอบหืด ต้องเช่ารถเดิน ทางจากหมู่บ้านถึงอำเภอ เสียค่ารถถึง ๓๐๐ บาท เมื่อมาถึงหมอก็ฉีดอะดรีนาลีน ๑ : ๑๐๐๐๐ ไปให้ ๐.๓ ซี.ซี. ค่ายานี้ก็เพียง ๒-๓ บาท แต่คนไข้ก็ต้องกระเสือกกระสนเสียค่าเดินทางไปมากมาย เพราะบริการมันไม่ไปหาประชาชน ถ้าถูกงูกัดก็คงจะตาย ถ้าถูกหมาบ้ากัดก็คงจะไม่มีปัญญาไปฉีดวัคซีน ถ้าเป็นไข้หนัก ก็คงจะตาย เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะสามารถจัดการได้ ถ้าเรา มีระบบบริการสาธารณสุขชนิดที่บริการกระจายตัวไปหาประชาชน ## ๙๓. จากชนบทสู่เมือง นักศึกษาแพทย์เล่าให้ฟังว่า ไปปักษ์ใต้ ขากลับพบคนไข้บนรถไฟเป็นโรคไขกระดูกฝ่อ อาการ หนักมาก อยู่สงขลา แต่เป็นคนที่เคยรักษาอยู่ที่ศิริราช กำลังจะกลับไป ที่ศิริราชอีก คนไข้ซึดมาก มีจ้ำเลือดตามตัว มีเลือดไหลออกจากไรฟันตลอด หมอชาวบ้าน ๒๑๖ เวลา ตัวร้อนจัด พอมาถึงชุมพร ญาติเห็นท่าจะไม่รอดเลยพาลงที่ชุมพรไปพักให้ น้ำเกลือเสียก่อน แล้วจึงทุลักทุเลพาต่อมาที่กรุงเทพฯ พอมาถึงตึกอัษฎางค์ที่โรงพยาบาลศิริราช ก็สิ้นใจพอดี ครับ ทุลักทุเลน่าสังเวชสิ้นดี จากสงขลามากรุงเทพฯ จากร้อยเอ็ดมากรุงเทพฯ จากชัยภูมิมาถึงกรุงเทพฯ ฯลฯ ระยะทางอันไกลแสนไกล โดยเฉพาะสำหรับคนมีทุกข์ ต่างจังหวัดถึงจะมีโรงพยาบาลอยู่ทุกจังหวัด แต่ก็ให้บริการได้ จำกัดเพราะ มีคนน้อยเกิน มีเครื่องมือน้อยเกิน มียาน้อยเกิน คิดค่ายา ค่าน้ำเกลือ ค่าเลือด ฯลฯ แพงเกิน เพราะต่างจังหวัดได้งบประมาณน้อย สถานีอนามัยตำบลเคยได้งบประมาณค่าเวชภัณฑ์ ๕๐๐ บาท ไม่ใช่ต่อวันหรือต่อเดือนนะครับ แต่เป็นต่อปี ! เงิน ๕๐๐ บาท รักษาคนไข้หนัก ๆ ได้ไม่ถึงคนก็หมดแล้ว เล่นให้ ๕๐๐ บาทต่อปี มันจะไปทำอะไรได้ ตอนนี้ได้งบประมาณเพิ่มขึ้นกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ครับ ฟังดู ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โก้ไม่เบา แต่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๑๗ ๕๐๐ บาท ก็เพิ่มมาเป็น ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้น !! (ระวังกันไว้นะครับ ข้าราชการชั้นผู้น้อย เขาว่าจะขึ้นเงินเดือน ให้อีกตั้ง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มากเปอร์เซ็นต์กว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่ ลองมองดูตัวเลขจริง ๆ กันไว้บ้าง) โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอ ล้วนได้งบประมาณน้อย ทั้งสิ้น ทำให้เขาต้องคิดค่ายาและค่าอื่น ๆ แพงกว่าในกรุง และให้ฟรีไม่ ได้เหมือนโรงพยาบาลในกรุง ก็โรงพยาบาลในกรุงบางแห่งได้งบประมาณปีละกว่า ๑๐๐ ล้าน บาท ไม่ใช่ว่าหมออกรุงมีมนุษยธรรมมากกว่าหมอชนบทหรอกครับ คนไข้จำนวนมากหนีเข้ากรุง เพราะค่ายา ค่าเลือด ค่าน้ำเกลือ ในโรงพยาบาลต่างจังหวัดมันแพงกว่าในโรงพยาบาลในกรุง ประมาณครึ่งหนึ่งของคนไข้ที่มาตรวจตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ใน กรุงเทพฯ เป็นคนที่มาจากต่างจังหวัด ค่าใช้จ่ายของคนไข้และญาติที่เข้ามาตรวจในกรุงเทพฯ ปีหนึ่ง ๆ ก็คงจะหลายร้อยหรือพันล้านบาท และยังต้องเสียเวลาทำมาหากิน ระบบบริการแบบกระจุก แต่ไม่กระจายออกไปสู่ประชาชนนี้ นอกจากทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนแล้ว ยังก่อให้เกิดการสูญเสียทาง เศรษฐกิจอย่างมโหฬารอีกด้วย ## ๙๔. ชีวิตราคาต่ำ ป้าซ้อยแกเป็นคนหนองขาว จังหวัดกาญจนบุรี แกเทียวไปเที่ยวมารักษาตัวในกรุงเทพฯ ด้วยเรื่องต่อมน้ำเหลือง ที่คอโต มันก็ยังไม่หายสักที ก็มันจะไปหายได้อย่างไรเล่าครับเพราะก้อนที่แกเป็นนั้นมันเป็น หมอชาวบ้าน ๒๑๘ # มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีแต่รอวันตาย แกเล่าว่าก่อนที่จะมากรุงเทพฯ แกไปรักษาที่โรงพยาบาลพหลฯ (โรงพยาบาล จังหวัดกาญจนบุรี) มาก่อน เงินทองแกหมดไปมากแล้ว จนต้องขายควายไปแล้ว แกเล่า พลางน้ำตาไหล สำหรับชาวนา ถ้าถึงกับต้องขายควายแล้ว เป็นเรื่องใหญ่มาก ความทุกข์ของแกแค่นั้นยังไม่พอ "มีลูกชายคนหนึ่งอายุครบบวช" แกเล่าน้ำตาไหลมากขึ้น "ไปทำ ไร่อยู่วังลาน เป็นไข้ป่าอยู่ ๒ วันก็ตาย ออกมาไม่ทัน" ครับลองนึกดู ถ้าเป็นลูกของเราหรือญาติพี่น้องของเราบ้าง กว่า จะโตมาได้ถึง ๒๐ ปี ช่างตายง่ายตายดายอย่างกับผักปลา ทั้ง ๆ ที่มาลาเรียก็มียารักษาได้ง่าย ๆ แต่บริการนั้นมันไปไม่ถึงประชาชน และเราคอยพร่ำสอนประชา- ชนแต่ว่า เป็นอะไรอย่ารักษาตนเอง เป็นอะไรไปหาหมอ ถึงไม่เป็นอะไร ก็ให้ไปหาหมอ ! หมออยู่ที่ไหนกันเล่าครับ ที่จะช่วยชีวิตคนได้ทั่วประเทศ ทุกวันนี้ชีวิตของประชาชนไทยตาดำ ๆ ต้องสูญเสียไปเป็นหมื่นเป็น แสนทุกปีด้วยเรื่องมาลาเรีย ท้องเดิน ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่รักษาได้ง่าย ๆ ## เพราะระบบบริการสาธารณทุกข์ ! แล้วป้าช้อยแกก็ตามลูกของแกไปอีกคนหนึ่ง ทิ้งลูกคนอื่น ๆ ให้เผชิญความทุกข์กันต่อไปอีก จนกว่า ... ครับ ไม่ ทราบว่าจนกว่าอะไร ที่ยกตัวอย่างมาเพียงเล็กน้อย จะเห็นว่าระบบบริการสาธารณสุข ที่กลายเป็นระบบบริการสาธารณทุกข์ไปเสียฉิบนั้น เกิดขึ้นเพราะ ๒ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๑๙ # ประการใหญ่ ๆ คือ ๑. เป็นระบบที่ให้ประชาชนไปหาบริการ ไม่ใช่บริการไปหาประ- ชาชน ๒. เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล สำหรับข้อแรกลองดูตัวเลขกันบ้างดีไหมครับ <table><tr><td>ประเทศไทยมีแพทย์ประมาณ</td><td>๘,๐๐๐ คน</td></tr><tr><td>อยู่ในอเมริกาเสียประมาณ</td><td>๑,๕๐๐ คน</td></tr><tr><td>อยู่ในกรุงเทพฯ กว่า</td><td>๔,๐๐๐ คน</td></tr></table> จังหวัดต่าง ๆ ๗๑ จังหวัด มีโรงพยาบาลจังหวัด ๘๘ แห่ง มี แพทย์รวมกันทั้งหมดเพียง ๙๒๖ คน เรามีอำเภอและกิ่งอำเภอ (ซึ่งจะรวมเรียกเป็นอำเภอเหมือนกัน) ทั้งหมด ๖๖๑ แห่ง (ในสมัยนั้น) ได้กล่าวมาแล้วว่าจากหมู่บ้านไปจังหวัดนั้นมันไกลเหลือเกินเพราะ ฉะนั้นบริการระดับอำเภอจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด แต่อำเภอที่มีแหล่งบริการของรัฐที่มีแพทย์ประจำ (เมื่อก่อนเรียก สถานีอนามัยชั้น ๑ ต่อมาเรียกศูนย์การแพทย์และอนามัย เดี๋ยวนี้เรียก ว่าโรงพยาบาลอำเภอ) มีเพียง ๒๒๖ อำเภอเท่านั้น และมีแพทย์รวมกัน ๓๐๗ คน เหลืออีก ๔๓๕ อำเภอ ที่ไม่มีแพทย์ประจำ ! คิดเป็นประชากร กว่า ๒๐ ล้านคน ที่ศิริราชมีแพทย์ทั้งหมด ๖๘๘ คน ที่จุฬาลงกรณ์มีแพทย์ทั้งหมด ๔๙๐ คน เพียงโรงพยาบาลนี้ ๒ แห่งรวมกัน ก็มีแพทย์จำนวนมากกว่า ที่มีในโรงพยาบาลต่างจังหวัดทั่วประเทศทั้ง ๘๘ แห่งรวมกัน ในต่างจังหวัดในเมืองก็ยังไม่ถือว่าเป็นชนบท ที่ถือเป็นชนบท หมอชาวบ้าน ๒๒๐ จริง ๆ ก็นับตั้งแต่ระดับอำเภอออกไป เป็นอันว่าแพทย์ที่เรามีอยู่ในชนบทจริง ๆ เพียง ๓๐๗ คน (แพทย์ที่อยู่ที่โรงพยาบาลอำเภอ ๒๒๖ แห่งรวมกัน) แพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีแห่งเดียว (แพทย์ ๓๕๒ คน) ก็มีมากกว่าแพทย์ในชนบททั่วประเทศรวมกัน ตัวเลขเหล่านี้คงจะพอสะท้อนให้เห็นระบบบริการสาธารณสุขแบบรวมศูนย์ คือไม่กระจายตัวไปหาประชาชน ในกรุงเทพฯ เอง แม้จะมีโรงพยาบาลอยู่จำนวนมาก แต่ก็ยังมีลักษณะแบบรวมศูนย์อยู่นั่นเอง ไม่ว่าเป็นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ประชาชนก็ต้องไปตรวจถึงโรงพยาบาล ไปแออัดยัดเยียดรอนานและบริการไม่ดี เพราะยังใช้ระบบประชาชนไปหาบริการ ถ้าหากระบบบริการสาธารณสุขเป็นชนิดบริการไปหาประชาชน ประชาชนจะต้องได้รับบริการที่บ้านหรือใกล้บ้านที่สุด นั่นคือกรุงเทพมหานครควรจะมีศูนย์สาธารณสุขเล็ก ๆ หนึ่งศูนย์ต่อประชากรประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน ถ้ามีคน ๕ ล้านคน ก็ควรจะมีสัก ๕๐๐ ศูนย์ ประชาชนปวดหัว ปวดท้อง ท้องเดิน ก็ควรจะไปตรวจที่ศูนย์ใกล้ ๆ บ้านให้มันเสร็จไปภายในครึ่งชั่วโมง จะได้ไปทำงาน ไม่ใช่ให้ไปรอรับบริการตามโรงพยาบาลเหมือนไปขอทาน ! อย่างในปัจจุบัน เรื่องการจัดระบบให้บริการไปหาประชาชนนั้นเป็นของที่ทำได้ จะกล่าวถึงในตอนหลังว่าทำไมจึงไม่ทำกัน อีกเรื่องหนึ่งอันเป็นสาธารณทุกข์ก็คือเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล บันทึกเวชกรรมไทย ๒๒๑ ถึงจะไปสถานบริการของรัฐ แต่ส่วนใหญ่จะต้องเสียค่ายาและ ค่าอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่แพง **คนจนก็เลยไม่กล้าไปรับบริการเพราะไม่มีเงิน** คนไข้ที่ยากจนจึงไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่สมควรจะได้รับใน ฐานะที่มนุษย์จะพึงมีพึงได้ ประชาชนควรจะได้รับการรักษาขั้นมูลฐานอย่างทั่วถึงโดยไม่ คำนึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ประชาชนในบางประเทศจะมีสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาล ทุกคน ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่ ไม่ต้องไปกล่าวถึงรัสเซียหรือจีนดอก ประเทศอังกฤษ เยอรมัน ตะวันตก เนเธอร์แลนด์ อิสราเอล เขามีบริการสาธารณสุขแห่งชาติ (Na- tional Health Service) หรือการประกันสุขภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ จะประกันว่าประชาชนทุกคนจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลไม่ว่าใน ขณะนั้นเขาจะมีเงินหรือไม่ **ของเราลองไม่มีเงินแล้วก็อย่างว่าแหละครับ** เรื่องระบบบริการสาธารณสุขไม่กระจายตัวนั้นขึ้นกับเหตุปัจจัย หลายอย่าง เช่น การผูกขาดการรักษา การใช้ระบบชำนาญเฉพาะทาง มากเกินระบบการให้การศึกษาเพื่อเป็นแพทย์ เป็นต้น ซึ่งจะได้กล่าวถึง ในตอนต่อ ๆ ไป หมอชาวบ้าน ๒๒๒ ตอนที่ ๑๙ # หีมอเถื่อน ยาฝรั่งกับการผูกขาด การรักษา เมื่อเด็ก ๆ ผู้เขียนอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี บ้านอยู่นอกจังหวัดขึ้นไปตามลำน้ำแควน้อย หน้าบ้านเป็นภูเขา หลังบ้านเป็นแม่น้ำ มีชีวิตกันอยู่แบบชาวป่า เรื่องหน่อไม้ก็หากินได้ง่ายนัก เพียงแต่เดินขึ้นไปบนเขาหน้าบ้านก็ไปหักมากินไม่หวาดไหว หน้าเห็ดก็ไปหาเห็ด หน้าพังเพาะก็ไปหาพังเพาะ พืชชนิดนี้ชาวกรุงคงจะไม่รู้จัก ดอกพังเพาะที่ขึ้นกลางทุ่งหญ้าเป็นภาพที่สวยติดตา และเอามาแกงส้มอร่อยอย่างบอกใครทีเดียว ครับ ชีวิตบ้านป่านั้นมีอิสรเสรีมากกว่าชีวิตในกรุงที่ต้องพันธนา- การอยู่กับเครื่องรกรุงรังต่าง ๆ อันชาวบ้านป่านั้นมีปกติธรรมดาอยู่อย่างหนึ่ง คือมีการทำน้ำเมา ประเภทต่าง ๆ กินกัน เช่น ทำกะแช่บ้าง ทำน้ำขาวบ้าง ต้มเหล้าบ้าง ของ เหล้านี้ขอรวมเรียกว่า เหล้าเถื่อนก็แล้วกัน คำว่า เถื่อน ในที่นี้แปลว่าอะไร ชาวบ้านคงทำกะแช่ ทำน้ำข้าว ต้มเหล้า หรือน้ำเมาอื่น ๆ กินกัน มานมนานกาเลก่อนพุทธกาล แต่เดิมทีก็คงจะไม่มีคำว่าเถื่อน หรือไม่เถื่อน เพราะทำกินกันเองหรือขายกันบ้างไปตามวิสัย คำว่า เถื่อน เกิดขึ้นต่อเมื่อมีการใช้อำนาจรัฐผูกขาดการทำน้ำเมา ให้แก่บุคคลเฉพาะบางหมู่บางคน (บางบริษัท) เพื่อเก็บภาษีอากร เหล้าที่ชาวบ้านเคยทำกินกันอยู่เป็นธรรมดา ก็กลายเป็นของเถื่อน ขึ้นมาทันที เพราะอำนาจกฎหมายที่สนับสนุนการผูกขาด ถ้ามีการผูกขาดการค้าข้าว ก็จะมี ข้าวเถื่อน ถ้ามีการผูกขาดการค้าเกลือ ก็จะมี เกลือเถื่อน ถ้ามีการผูกขาดการค้าไม้ ก็จะมี ไม้เถื่อน "หมอรู้ไม้” ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมบัติ สุคนธพันธ์ กล่าว "อีกหน่อยรัฐอาจออกกฎหมายว่า ให้ทุกคนเอาอากรแสตมป์ปิดไว้ที่กัน" "ทุกคนที่ขี้จะต้องเสียภาษีให้รัฐ !" ถ้าใครที่ขี้โดยไม่ปิดอากร ก็คงจะเป็น ขี้เถื่อน !! สภาวะที่ว่าเถื่อนหรือไม่เถื่อนจึงหาใช่สภาพธรรมที่แท้แต่อย่าง ใดไม่ แต่เป็นสิ่งสมมติที่เกิดขึ้นเพราะการผูกขาดโดยใช้อำนาจรัฐ หมอชาวบ้าน ๒๒๔ # ๙๕. หมอเถื่อน ขณะนี้กำลังมีวอร์ดราวน์ด ที่เรียกว่า วอร์ดราวน์ด ก็คือมีคณะแพทย์ อาจประกอบด้วยนักศึกษาด้วย พากันไปเดินตรวจเยี่ยมผู้ป่วยบนหอพักผู้ป่วย (วอร์ด = หอพักผู้ป่วย; ราวน์ด = เดินไปรอบ ๆ) "ผู้ป่วยเป็นไข้มา ๒ อาทิตย์" หมอหนุ่มกล่าวรายงานขึ้นต่อคณะวอร์ดราวน์ด "ทีแรกไปหาหมอเถื่อน หมอเถื่อนให้กินยาฉีดยาไม่หายจึงมาโรงพยาบาล" "ทำไมไม่ให้หมอเถื่อนรักษาต่อไปอีกล่ะจะได้ตาย" ใครคนหนึ่งกล่าวขึ้น คนไข้นอนกะพริบตาปริบ ๆ ไม่ตอบว่าอะไร สายตาหลายคู่มองดูอย่างเหยียดหยาม ครับ ใครไปรักษาหมอเถื่อนมาแพทย์แผนปัจจุบันเขาก็ดูถูกและหมอเถื่อนก็เหมือนคนระยำตำบอนที่สุด หมอตี้ก็ระยำ หมอพระก็ระยำ "แพทย์สภาดีแต่จับผิดพวกเดียวกันเอง" แพทย์ผู้หนึ่งระบายออกด้วยความโกรธแค้น "ทีหมอเถื่อนเต็มบ้านเต็มเมืองไม่ไปไล่จับ" แพทย์สภานั้นตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม หน้าที่อย่างหนึ่งก็คือรักษาวินัยของสมาชิก (หมอไม่เถื่อน) เช่น ถ้าแพทย์ไปโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณของตน หรือมีพฤติกรรมไปในทางหลอกลวงชาวบ้าน ก็จะถูกสอบสวนโดยแพทย์สภาและอาจถูกลงโทษ "ผมออกไปอยู่ต่างจังหวัดนี่จะขอไปปราบหมอเถื่อนให้อยู่หมัด" หมอหนุ่มปวารณาตัวเอง บันทึกเวชกรรมไทย ๒๒๕ แต่แล้วก็ประสบความผิดหวังและซ้ำใจทุกราย เพราะไม่เคยมีใครปราบหมอเถื่อนได้สำเร็จ "หมอเถื่อน" นั้นทั่วประเทศจะมีจำนวนเท่าใดไม่มีใครทราบ เพราะไม่ได้ขึ้นทะเบียน แต่เรียกได้ว่าทุกหมู่บ้านทั่วประเทศไทยซึ่งมีอยู่ ๔๙,๘๐๒ หมู่บ้าน ไม่ใครคนใดก็คนหนึ่ง หรือหลายคนจะต้องเป็น "หมอเถื่อน" เพราะทุกแห่งมันจะต้องมีคนเจ็บป่วย และเมื่อมีการเจ็บป่วยมัน ก็ต้องมีการรักษา และในเมื่อมีกฎหมายห้ามไว้ว่า "ห้ามมิให้ผู้ที่มิได้รับ อนุญาตให้ทำการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทำการประกอบวิชาชีพเวช- กรรม" และในเมื่อเจ็บป่วยแล้วไม่มีผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำการประกอบ วิชาชีพเวชกรรม (หมอไม่เถื่อน) รักษา การรักษามันต้องทำโดยผู้ไม่ได้ รับอนุญาตให้ทำการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (หมอเถื่อน) อยู่ดี "หมอเถื่อน" จึงเป็นสภาพธรรมที่มีเหตุผลยอมรับ คือมีเหตุเป็น แดนเกิด คำว่า "เถื่อน" เกิดขึ้นเพราะอำนาจรัฐที่ทำให้เกิดการผูกขาดการ รักษาอยู่กับบุคคลกลุ่มเดียวที่กฎหมายรองรับ (หมอไม่เถื่อน) แต่การผูกขาดการรักษานั้นไม่เป็นสภาพธรรมที่มีเหตุผลรองรับ เพียงพอ จึงก่อให้เกิดปัญหาและก่อให้เกิดความร้าวฉานกันขึ้นในสัมพันธ- ภาพของมนุษย์ในสังคมอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับการผูกขาดอื่น ๆ คนพวกหนึ่งถูกอบรมบ่มเพาะมาให้เกลียด "หมอเถื่อน" และ เกลียดคนที่ไปหา "หมอเถื่อน" ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องพึ่ง "หมอเถื่อน" เพราะอำนาจในรูปของกฎหมายทำให้เกิดสภาวะ "เถื่อน" ขึ้น ในเมื่อ "หมอเถื่อน" เป็นการผิดกฎหมาย ก็ไม่มีการให้การอบรม หมอชาวบ้าน ๒๒๖ "หมอเถื่อน" ให้มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสม เมื่อ "หมอเถื่อน" ประสบปัญหาที่เกินความสามารถของตน ก็ไม่สามารถไปติดต่อกับหมอไม่เถื่อน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ หรือถ้าทำอะไรพลาดพลั้งไปก็ต้องเที่ยวหลบซ่อน ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้เพราะสภาพ "เถื่อน" ของตน ทำให้เป็นอันตรายต่อประชาชน สภาพของความขัดแย้งในสังคมจึงเกิดขึ้นแม้เพราะเหตุนี้ การผูกขาดการรักษายังส่งผลอื่น ๆ ดังจะได้เห็นต่อไป ## ๙๖. หมอตี๋ คงยังจำกันได้ว่าเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ขณะที่มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประชวรพระไข้ขณะ ประทับอยู่ที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ คราวนั้นประชวรหนัก แพทย์ฝ่ายต่าง ๆ จำนวนมากถวายการตรวจรักษากินเวลานาน กว่าจะหาเหตุพบและรักษาให้หายประชวร "นี่ถ้าเป็นประชาชนธรรมดา" หมอคนหนึ่งว่า "ไปหาหมอตี๋ ก็คงจะหายเสียนานแล้ว" เพราะปรากฏว่าเชื้อโรคที่ทำให้ประชวรนั้นเป็นเชื้อที่ไวต่อยา เตตราไซคลีนมาก เมื่อชาวบ้านเป็นไข้ไปร้านขายยา ไปบอกหมอตี๋ว่า "เป็นไข้ใช้ยาอะไรดี" หมอตี๋ก็มักจะจ่ายเตตราไซคลีนให้ (ยานี้เป็นยาอันตรายไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ) จากการสำรวจกับกรมอนามัยร่วมกับองค์การอนามัยโลกพบว่า ๕๑.๔ เปอร์เซ็นต์ของประชาชน ซื้อยากินเอง โดยไม่ได้ไปหาหมอชนิดใด ๆ ทั้งสิ้น บันทึกเวชกรรมไทย ๒๒๗ ตัวเลขนี้คงจะน้อยกว่าความเป็นจริง ที่จริงเกือบทุกคน (เกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์) เมื่อเจ็บป่วย อย่างน้อยในระยะแรก ก็ขวนขวายรักษา ตัวเองก่อน และไม่ใช่เฉพาะคนจนเท่านั้นที่ทำเช่นนั้น ลูกสะใภ้องคมนตรีท่านหนึ่งมาตรวจเลือด ผู้เขียนก็บอกผลไปว่า เม็ดเลือดขาวต่ำเล็กน้อย "กินแอมพิซิลลิน จะทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำไหมคุณหมอ" เธอถาม "อ้าว หมอเขาสั่งแอมพิซิลลินให้เรื่องอะไรล่ะครับ" ผู้เขียนถาม "ไม่ใช่หมอสั่งหรอกค่ะ เป็นไข้ เลยกินเอง" เธอตอบยิ้ม ๆ เห็นไหมครับ ทั้งคนจนคนรวย เวลาเจ็บไข้ไม่สบายก็มักลองรักษา ตัวเองดูก่อน ก็การไปหาหมอนั้นมันสะดวกดายอยู่เมื่อไรเล่าครับ ทั้งเปลืองเวลา เปลืองทรัพย์ เปลืองตัว แล้วก็บ่อย ๆ ครั้ง เปลือง ใจอีกด้วย เมื่อคนเราส่วนใหญ่ซื้อยารักษาตัวเอง หมอตี้ จึงเป็นสาธารณสุขขั้นต้น ที่พบคนไข้มากกว่าสถาน พยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศรวมกัน ไม่เชื่อลองไปยืนสังเกตการณ์ที่ร้าน ยาดู "เป็นไข้ใช้ยาอะไรดี" "เจ็บคอใช้ยาอะไรดี" "ไอใช้ยาอะไรดี" "เพลียใช้ยาอะไรดี" ฯลฯ หมอชาวบ้าน ๒๒๘ หมอตี้ก็แนะนำยาไปตามสภาพของตน ถูกบ้างผิดบ้าง ที่ อันตรายก็แยะ ทั้ง ๆ ที่วงการแพทย์แผนปัจจุบันพยายามสอนประชาชนว่า "เป็น อะไรอย่ารักษาตัวเอง" "เป็นอะไรให้ไปหาหมอ" หรือ "ไม่เป็นอะไรก็ควรไปหาหมอ" ปุ้ดโธ่เอ๋ย ! จะทำอย่างนั้นได้อย่างไรกันเล่า ไม่เป็นอะไรลองไปหาหมอที่โรงพยาบาลไม่ถูกไล่กลับก็ให้มาต่อว่า ซีเอ้า เพราะลำพังคนที่ "เป็นอะไร" เขาก็ตรวจไม่หวาดไหวอยู่แล้ว นอกจากคุณเป็นคนใหญ่คนโตหรือมีเส้นสาย แล้วก็คนส่วนใหญ่นั้น ก่อนเขาจะสิ้นลมหายใจนั้นเขาไม่เคยมี โอกาสพบหมอเลย ก็มันจะพบได้อย่างไรเล่าครับ ในเมื่อหมอมีอยู่ไม่กี่พันคน แต่ ประชาชนมีตั้ง ๔๕ ล้านคน (ในสมัยนั้น) ฉะนั้น มิโยที่หมอจะพยายามพร่ำสอนประชาชนว่า "เป็นอะไรให้ ไปหาหมอ" เขาก็ทำตามไม่ได้ เพราะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เขาไปหาหมอเหมือนกันครับ ไปหาหมอตี่ แต่เสร็จแล้วก็ดูถูกหมอตี้กันเหมือนเป็นอาชีพที่ระยำอย่างหนึ่ง ไม่มีใครให้การอบรมศึกษาตามสมควร ในขณะที่หมอตี้ยังเป็นสภาพธรรมที่ดำรงอยู่ (หรือใครคิดว่าจะ ยกเลิกหมอตี้ในขณะนี้ได้ ?) ถ้ามีการอบรมหมอตี้ให้มีความรู้ดีกว่านี้ ประชาชนจะได้รับการบริการที่ดีขึ้นไหมเอ่ย บันทึกเวชกรรมไทย ๒๒๙ ใครที่พูดอย่างนี้ วงการแพทย์ วงการเภสัช ก็คงอยากกระทืบ เต็มประดา เพราะถือว่าเรื่องหมอตีนี้เป็นเรื่องบัดสีบัดเถลิงเต็มประดา ไม่สมควรที่สาธุชนจะเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำไมมนุษย์เราจะต้องเกลียดกันถึงปานนี้ด้วยเล่าครับ อะไรที่ทำให้เกิดความร้าวฉานกันถึงขนาดนี้ ? ถ้าไม่ใช่เรื่องการผูกขาดการรักษา เพราะการผูกขาดอะไรก็แล้วแต่ ล้วนก่อให้เกิดการบาดหมางกัน ขึ้นในหมู่มนุษย์ พระพุทธเจ้าท่านจึงห้ามพระไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการผูกขาด ทุกชนิด ## ๙๗. หมอพระ "คนไข้คนนี้ไปหาหมอพระก่อนมาโรงพยาบาล" "ไปบอกพระไป ว่าพระมีหน้าที่สวดมนต์ ไม่มีหน้าที่รักษาคนไข้" เห็นจะต้องยอมรับว่าในวงการแพทย์แผนปัจจุบันไม่ค่อยจะชอบ หมอพระเท่าใด ถ้าไม่กลัวบาปก็คงจะมีการว่ากันรุนแรงกว่านี้ แต่ก็เช่นเดียวกับหมอเถื่อนและหมอตี๋ หมอพระก็มีสภาพธรรม รองรับที่จะให้เกิดมีขึ้นและทรงอยู่ ในสังคมไทยแต่เดิมนั้น วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นทั้งที่ ทำบุญ เป็นทั้งโรงเรียน เป็นทั้งโรงพยาบาล เป็นทั้งศูนย์กลางวัฒนธรรม ต่าง ๆ เมื่อความเจริญแบบฝรั่งเข้ามานั้น ก็ได้มีการแยกโรงเรียนและ แยกการรักษาพยาบาลออกไปจากวัด ซึ่งก็ไปไม่รอด การวัฒนธรรมก็ออกจากวัดไปเป็นบาร์ ไนต์คลับ อาบอบนวด ระบำโป๊ ฯลฯ หมอชาวบ้าน ๒๓๐ เนื่องจากการรักษาพยาบาลที่แยกตัวออกไปจากวัดไม่สามารถ สนองความต้องการของประชาชนได้ทั่วถึงประชาชนก็ยังต้องพึ่งพระอยู่ดี เมื่อวัดทองนพคุณจัดการอบรมพระสังฆาธิการ จากภาค ๔ ภาค ๕ (แถวนครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก ตาก) ในเรื่องการ สาธารณสุข ผู้เขียนได้มีส่วนในการอบรมด้วยผู้หนึ่ง การสอนพระสนุกว่าการสอนนักศึกษาแพทย์มาก ! เพราะเมื่อเล็คเชอร์นักศึกษาแพทย์เสร็จ ถามว่าใครมีปัญหาอะไร บ้าง ก็มักจะนั่งเงียบ ไม่รู้จะถามอะไร เพราะนักศึกษาแพทย์ไม่เคยเห็น ปัญหาคนไข้มาก่อน เรียนมาแต่ทางวิทยาศาสตร์ ตรงข้าม ขณะที่สอนพระนั้น พระทั้งชั้นเต็มไปด้วยคำถาม "คุณหมอ ชาวบ้านเขามาหาอาตมา เป็นอุ้งตีนหมาเป็นรอยแดง ๆ เหมือนไฟลามทุ่ง แต่เป็นหย่อม ๆ และเจ็บ คุณหมอว่าเป็นอะไร" "คุณหมอ คนตาฟาง เกิดจากอะไร ... " "คุณหมอ หูดนี้ ใช้อะไรรักษาดี ... " ฯลฯ แสดงว่าท่านเผชิญกับปัญหามามาก ท่านก็ช่วยได้บ้างไม่ได้บ้าง ตามสภาพ ในทางด้านเทคนิค หมอพระก็คงจะด้อยกว่า แต่ท่านก็มีดีในทาง อื่น เราไม่ควรมองด้านเดียว ในขณะที่โรงพยาบาลบอกแต่ว่า "เตียงเต็ม" รับคนไข้ไม่ได้ ซึ่ง ยังความทุรนทุรายให้คนไข้ยิ่งนัก มีเท่าไรพระท่านรับหมด ท่านไม่เคยบอกว่า "เตียงเต็ม" ท่านให้นอนกุฏิบ้าง ศาลาวัดบ้าง ให้ไหว้พระสวดมนต์บ้าง อาบน้ำมนต์ พ่นน้ำหมากบ้าง แล้วท่าน บันทึกเวชกรรมไทย ๒๓๑ ก็ไม่คิดเงิน อย่างน้อยก็ได้ช่วยบรรเทาความทุกข์ทางจิตใจไปว่ามีที่พึ่งพิงบ้าง ไม่ใช่เจอแต่คำห้วน ๆ ว่า "เตียงเต็ม" แล้วก็ไม่มีอะไรที่จะชโลมใจเลย พูดถึงผลการรักษา บางอย่างของท่านอาจจะชะงัดก็ได้ การรักษายาเสพติดที่ถ้ำกระบอกก็เลื่องลือไปไกล ถึงกับท่าน จำรูญได้รับรางวัลแมกไซไซ ท่านรักษาทีหนึ่งเป็นร้อย ๆ ในขณะที่การแพทย์แผนปัจจุบันรักษา ได้ไม่กี่คน ท่านให้ไหว้พระสวดมนต์ถือสัจจะ ซึ่งเป็นของดีและถูกต้อง คน ที่จะหายได้ ต้องมีกำลังใจเข้มแข็งและถือสัจจะ ท่านใช้สมุนไพร เงินทองไม่รั่วไหลไปต่างประเทศ ในขณะที่การ แพทย์แผนปัจจุบันใช้ยาฝรั่ง แต่ในทางวงการแพทย์ก็ยังมีการถกกันว่าท่านทำถูกหรือผิด ควรสนับสนุนหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของรัฐท่านหนึ่งกล่าวว่าท่านสนใจปัญหายาเสพติดของ กรุงเทพฯ อันปัญหานี้เป็นเรื่องยากยิ่งยวดที่จะทำได้สำเร็จ คงจะต้อง อาศัยหลายฝ่ายรวมทั้งพระด้วย "เราไม่สนใจเรื่องพระ!" เธอตอบสะบัด ๆ ## ๙๘. ทำไมพยาบาลจึงอารมณ์เสีย พ.ต.อ.ลิขิต วัฒนปกรณ์ เขียนเรื่อง "นางพญามาร" ลงใน "ใกล้หมอ" ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๗ เดือนกรกฎาคม เลยถูกพยาบาลเขียนมา ต่าเสียพระเธอเกวียน เรื่องพยาบาลอารมณ์ไม่ค่อยดี เลยเป็นนางพญามารของคุณลิขิต หมอชาวบ้าน ๒๓๒ ไปฉิบนั้น เป็นเรื่องที่รู้กันดี เราจะมองเพียงผลไม่ได้ ต้องไปตามหาเหตุ และถ้าตามหาแล้ว ก็จะพบโดยไม่ยาก พยาบาลนั้น เป็นอาชีพที่น่าสงสารและน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง หมอฉลอง ณ สงขลา ตอนนี้เป็นเสียใหญ่อยู่ที่หาดใหญ่ เจ้าของ โรงแรมโนห์รา เมื่อตอนไปเป็นแพทย์ฝึกหัดที่นิวยอร์ก วันหนึ่งเกิด ทะเลาะกับพยาบาลฝรั่ง "แกเป็นเพียงแพทย์ฝึกหัด อย่ามาสะเออะ" พยาบาลว่าทำนอง นั้น "ชั้นเป็นแพทย์ฝึกหัดก็เป็นเพียงปีเดียว" หมอฉลองโต้ "แต่แก นั้นสิจะต้องเป็นพยาบาลดักดานไปตลอดชาติ" เป็นความจริง เพราะหมอเป็นแพทย์ฝึกหัด ๑ ปี ต่อไปก็เป็นแพทย์ ประจำบ้าน เป็นอาจารย์ เป็นผู้ชำนาญเฉพาะทาง เป็นศาสตราจารย์ หรือไม่ก็เปิดคลินิกร่ำรวยไป ในการรักษาคนไข้นั้นมีทีมที่อยู่เบื้องหลังมากมาย นอกเหนือไป จากพยาบาล แต่เวลาได้หน้าได้ตา ได้ความดีความชอบ แพทย์ผู้รักษา มักจะได้คนเดียว พยาบาลนั้นเงินเดือนน้อย งานจำเจ และไม่ค่อยจะได้หน้าได้ ตาได้ชื่อเสียงอะไร เอาละ เรื่องนั้นก็ยกไว้ มีเรื่องที่สำคัญกว่า คือ อาชีพพยาบาลที่ ขีดวงไว้นั้นขัดต่อความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง ธรรมชาติของมนุษย์นั้น ต้องมีความสามารถตลอดเวลาจึงจะ เป็นสุข พยาบาลนั้นเขาบอกว่าเป็นพยาบาลไม่มีหน้าที่รักษาคนไข้เป็นหวัด บันทึกเวชกรรมไทย ๒๓๓ มาพยาบาลก็ให้การรักษาไม่ได้ เอาละ ตอนนี้คิดว่ายังรักษาไม่เป็น ยังไม่ให้รักษา (ที่แท้คนขับ แท็กซี่ก็สอนให้รักษาหวัดได้) แต่พยาบาลคนนั้น อีก ๕ ปีต่อมาก็ยังไม่มี สิทธิจะรักษาหวัดอยู่นั่นเอง แสดงว่าอาชีพนี้ถูกขีดวงให้อยู่กับที่ พัฒนาขึ้นไม่ได้ อันขัดต่อ ธรรมชาติของมนุษย์อย่างยิ่ง เพราะมนุษย์ต้องการเรียนรู้เพิ่มขึ้นตลอด เวลา ลองให้โอกาสพยาบาลเรียนรู้ และรับผิดชอบมากขึ้นสิ พยาบาล จะมีความสุขและความสุขนั้นจะสะท้อนไปที่ประชาชน คนไข้เป็นบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ มาที่ห้องแพทย์เวรต้องรอหมอ เย็บแผลเป็นชั่วโมง ๆ บางทีตั้ง ๓-๔ ชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่แผลแบบนี้สอนให้พยาบาลเย็บ ๕ นาทีก็เสร็จ แต่ก็ไม่ได้ เพราะพยาบาลไม่มีหน้าที่รักษา การรักษานั้นผูกขาดอยู่ที่แพทย์ คนไข้ก็เลยแย่ไป ในสหรัฐอเมริกามีปัญหาเรื่องขาดแคลนแพทย์ ที่โรงพยาบาล แพทย์ ณ มลรัฐโคโลราโด มีกุมารแพทย์ที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งชื่อศาสตรา- จารย์ซิลเวอร์ ศาสตราจารย์ซิลเวอร์เห็นว่า กุมารแพทย์ที่ต้องการดู คนไข้จำนวนเยอะ ๆ นั้นให้บริการไม่เอาไหนเลย เช่น ไม่มีเวลาแม้แต่อธิบาย สิ่งที่ควรอธิบายให้แม่ของเด็กทราบ "กุมารแพทย์ที่ยุ่ง ๆ เหล่านี้ ดูแลรักษาเด็กได้ไม่ดีเท่าแม่ของเด็ก ที่ดี ๆ" ! ศาสตราจารย์ซิลเวอร์คิด และได้ผลิตบุคลากรที่ไม่ใช่แพทย์แต่ สามารถช่วยดูแลรักษาเด็กได้ มีเวลาที่เอาใจใส่ในคนไข้และครอบครัว มากกว่า "กุมารแพทย์ยุ่ง ๆ" หมอชาวบ้าน ๒๓๔ ปรากฏว่าได้ผลดี สหรัฐฯ จึงได้พบว่า การฝึกอบรมให้บุคลากรที่มิใช่แพทย์ทำการรักษาได้ คือกุญแจสำคัญในการแก้การขาดแคลนบริการสาธารณสุข ในสหรัฐอเมริกาได้มีการฝึกอบรมพยาบาลขึ้นให้สามารถรักษาโรคได้ เรียกว่า Nurse Practitioner หรือที่ทางไทยเรียกว่า พยาบาลเวชปฏิบัติ หรือเวชพยาบาล ในสหรัฐอเมริกา เวชพยาบาลนี้ได้รับความนิยมมาก ได้ทำการวิจัยแล้วได้ผลดีเกินคาด ในชุมชนที่มีแพทย์น้อย และประชาชนเคยได้รับบริการที่แย่ เมื่อมีการเปิดศูนย์บริการ ซึ่งปฏิบัติการโดยเวชพยาบาลขึ้น ปรากฏว่าชาวบ้านได้รับบริการที่ดีขึ้นไปตาม ๆ กัน เพราะว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ของโรคที่ "หมอยุ่ง ๆ" รักษาอยู่นั้น เวชพยาบาลสามารถรักษาได้ และเวชพยาบาลเหล่านี้ก็ใช้กันตั้งแต่ชุมชนจนถึงมหาวิทยาลัย ในชนบทไทยนั้น พยาบาลให้การรักษามานานแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เมื่อมีการจัดสัมมนาเรื่อง "การส่งเสริมบริการสาธารณสุขให้ทั่วถึงชุมชนชนบท" ที่ศิริราชนั้นได้เชิญ คุณอารมณ์ มิทธิศร พยาบาลจากโรงพยาบาลภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ และคุณอำพัน ผดุงพงษ์ ผดุงครรภ์ จากอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง มาร่วมอภิปรายด้วย คุณทั้งสองได้เล่าเรื่องว่า ในชนบทในแหล่งและยามที่ไม่มีแพทย์ (แหล่งที่มีแพทย์ แต่บางเวลาก็ไม่มีแพทย์) นั้น พยาบาลและผดุงครรภ์รักษาโรคอย่างไรบ้าง ได้ข่าวว่าทั้งคุณอารมณ์และคุณอำพัน กำลังจะมาอภิปรายที่รามาธิบดีอีกแล้ว ในหัวข้อเรื่อง "หมอนานาพันธุ์" ครับ เขารู้กันไปทั่วโลกของอานิสงส์ของการให้พยาบาลตรวจรักษาโรค นอกจากโรงเรียนแพทย์และกรุงเทพฯ ! "ไม่รู้ว่าประชาชนจะยอมรับหรือเปล่า" อาจารย์ที่โรงเรียนแพทย์มะงุมมะงาหรา ทั้ง ๆ ที่เขาวิเคราะห์วิจัยกันไปทั่วโลกแล้ว และความจริงมันบอกอยู่โทนโท่ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๓๕ ประชาชนในกรุงเทพฯ น่ะหรือ อย่าว่าแต่พยาบาลเลย หมอ ตีเขาก็ยังยอมรับ ! "ก็มีแต่อาจารย์โรงเรียนแพทย์เท่านั้นที่ไม่ยอมรับ ประชาชนที่ ไหน ๆ เขาก็ยอมรับพยาบาลทั้งนั้น" ดร.แพทริค อองเล่ย์ ประธานไชน่า เมดิคัล บอร์ดแห่งนิวยอร์ก กล่าวที่กรุงเทพฯ ในกรุงเทพฯ เอง ถ้ามีการตั้งศูนย์บริการสาธารณสุขให้ทั่วถึงสัก ๕๐๐ ศูนย์ และฝึกพยาบาลขึ้นปฏิบัติการในศูนย์เหล่านี้ ชาวกรุงเทพฯ ก็คงจะสุโขสโมสรกว่านี้ ไม่ต้องไปแออัดยัดเยียดตามโรงพยาบาลต่าง ๆ เมื่อบุคคลหนึ่งเดินทางไปพบผู้บริหารซึ่งรับผิดชอบของกรุงเทพฯ รับอาสาจะช่วยฝึกพยาบาลให้กรุงเทพฯ คำตอบที่ได้รับก็คือ "เราไม่สนใจพยาบาลเวชปฏิบัติ" !! ก็เชิญชาวกรุงเทพฯ ลำบากกันต่อ ๆ ไปก่อน ## ๙๙. ยาไทยยาฝรั่ง "แล้วเวลาท้องผูก ป้าใช้ยาอะไรครับ" หมอถาม "ใช้ยาลูกกลอนจ๊ะ" "ซื้อมาราคาเท่าไรครับ" "ซองละบาท" "กินได้กี่ครั้ง" "ซองหนึ่งก็กินได้ ๘-๙ ครั้ง" "งั้นป้าก็กินยาลูกกลอนต่อไปนะครับ" "เอ๊ะ อาจารย์ครับ" นักศึกษาแพทย์ว่า "ก็ในเมื่ออาจารย์ไม่ทราบ ว่ายานั้นมันมีส่วนประกอบอะไรบ้าง แล้วอาจารย์ไปแนะนำให้เขากิน ไม่ หมอชาวบ้าน ๒๓๖ # ผิดหลักวิทยาศาสตร์หรือครับ" นี่แหละครับ ผลของการศึกษาแผนปัจจุบัน ที่ทำให้เราคับแคบ ยึดมั่นถือมั่นว่าเฉพาะวิธีที่ตนเรียนเท่านั้นถูกต้อง วิธีอื่นผิด เขาไม่ สามารถคิดได้โดยรอบด้าน ถ้าคนไข้ท้องผูกที่ต้องมาเข้าคิวรอตรวจยา ครึ่งค่อนวันอย่าง นี้ถูกหลักวิทยาศาสตร์ดีอยู่หรือ และถ้าคนที่อยู่ในชนบทอันกว้างใหญ่ไพศาลมันหายาถ่ายฝรั่งไม่ ได้หรือไม่มีสตางค์ไปซื้อเพราะยามันแพง แทนที่จะเอาใบมะกาข้าง ๆ บ้าน มาต้มกิน อย่างนี้มันถูกหลักวิทยาศาสตร์ดีอย่างนั้นหรือ แล้วปัญหาเรื่องท้องผูกที่มันมีอยู่ในประชาชนไทยมาตั้งแต่ก่อน กรุงสุโขทัย ซึ่งแต่ตะก่อนร่อนชะไรไม่เคยต้องไปเสียเงินตราให้ต่าง ประเทศเพราะเรามีพืชที่เป็นยาระบายอยู่บานตะไท เช่น ใบมะกาเอย แก่นขี้เหล็กเอย ฝักราชพฤกษ์เอย ใบมะขามแขกเอย ฯลฯ แต่มาบัดนี้ เฉพาะยาระบายอย่างเดียว เราสั่งจากนอกปีละเป็นหมื่น ๆ กิโลกรัม ขาดดุลการค้าเข้าไปอีก อย่างนี้ถูกหลักวิทยาศาสตร์ดีอยู่หรือพี่น้องทั้ง หลาย ก่อนรู้จักกับฝรั่งไทยก็เป็นชาติตั้งหลายพันปีคงจะมียาดี ๆ ประจำ ชาติบ้างกระมัง ตั้งแต่รับวัฒนธรรมของฝรั่งเข้ามาเต็มเบ้า เราก็ทำท่า จะทิ้งของดั้งเดิมทั้งหมด คนที่รู้เรื่องสมุนไพรไทยกำลังหาได้ยากเข้า ทุกที่ไม่ช้าก็คงสูญพันธุ์ ในขณะที่รับการแพทย์แผนฝรั่งเข้ามาเป็นทางการ รัฐบาลไม่เคย ทำอะไรที่จะสนับสนุนการรักษาแผนโบราณของไทยเอง "รัฐบาลไทยมีนโยบายอย่างไรเกี่ยวกับการส่งเสริมการรักษาพื้น บ้าน" ดร.ชิกาล ผู้แทนองค์การอนามัยโลกคนก่อนถาม บันทึกเวชกรรมไทย ๒๓๗ # จนบัดนี้ก็ยังไม่มีคำตอบจากรัฐบาล ในขณะที่ไม่มีทางกระจายบริการการแพทย์แผนปัจจุบันให้ทั่วถึง การสนับสนุนการรักษาแผนโบราณน่าจะช่วยลดความขัดแย้งในสังคม ไทยได้อย่างหนึ่ง จะขอย้อนกลับมากล่าวถึงเรื่อง "หมอเถื่อน" ที่ทิ้งค้างไว้อีก เรื่อง "หมอเถื่อน" นี้ชักจะมีอะไรๆ ชอบกลมากขึ้นเสียแล้วหล่ะ ครับ นายแพทย์เสมอ พริ้งพวงแก้ว อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง สาธารณสุขเที่ยวพูดปลุกระดมอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า "ถ้าประเทศไทยมีหมอเถื่อน สัก ๔๕ ล้านคน การสาธารณสุขของไทยก็คงจะดีกว่านี้" นั่นคือให้ทุกคนมีความรู้ที่จะรักษาตัวเองหรือรักษากันเองได้ เพราะอาจารย์เสมอ ท่านเห็นว่า ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของโรคที่พากันไปหา หมอหรือไปโรงพยาบาลอยู่ทุกวันนี้ ประชาชนสามารถที่จะเรียนรู้เพื่อ รักษาตัวเองหรือรักษากันเองได้ ครับ เพียงแต่เรื่องมาลาเรียอย่างเดียว ถ้ามีการปลุกระดมให้ ประชาชนรักษาตัวเองหรือรักษากันเองได้ ชาวบ้านก็คงจะไม่ต้องตาย จากมาลาเรียขึ้นสมองกันอย่างอนาถาอย่างทุกวันนี้ เพราะออกมา ไม่ทัน หรือเพราะไม่รู้จะไปหาหมอที่ไหน เอ๊ะ! ไม่ทราบว่าการกระทำของอาจารย์เสมอ นี่ผิดกฎหมายหรือ เปล่า เพราะในข้อบังคับที่ว่าด้วยมรรยาทวิชาชีพที่ออกตามความในพระ ราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมระบุไว้ว่า ห้ามส่งเสริมให้ผู้มิได้รับอนุญาตให้ ทำการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทำการประกอบวิชาชีพเวชกรรม แพทย์สภาน่าจะลองไปสอบสวนพฤติกรรมของอาจารย์เสม็ดู ว่า จะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ ! หมอชาวบ้าน ๒๓๘ แล้วยังมีคนอื่น ๆ อีกเยอะ ในขบวนเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรนั้น ไปดูเถอะ นางพระ- กำนัลยังตรวจโรค แจกยาเลย สมเด็จฯ เองก็ทรงตรวจด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งกะพวกเราว่า "เวลาเยี่ยม ราษฎร บางครั้งชั้นเองก็ตรวจโรค ก็ไม่เห็นหมอเขาว่าอะไรนี่ !" (ทรงหมายความว่าไม่เห็นหมอเขาว่าทรงเป็นหมอเถื่อน) กองทัพภาคที่ ๒ ได้ริเริ่มเอาเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านมาให้หมอฝึก ๑ เดือน แล้วเรียกว่า ม.อ.บ. (หมออาสาหมู่บ้าน) ม.อ.บ. สามารถรักษา ไข้ เย็บแผล ให้น้ำเกลือได้ ขอโทษนะครับ สมมติว่าคุณไปท้องเดินอย่างแรงอยู่ในป่า มี ใครสักคนที่สามารถให้น้ำเกลือเพื่อช่วยชีวิตคุณได้ คุณจะมัวเกี่ยงอยู่ หรือเปล่าว่าเขาได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือไม่ ! การ สร้าง ม.อ.บ. ของกองทัพภาคที่ ๒ นี้ พูดไปแล้วก็ผิดกฎหมายหมอที่ ช่วยฝึก ม.อ.บ. ก็ทำผิดกฎหมายเพราะเข้าข่าย "ส่งเสริมหรือสนับสนุน ให้ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทำการประกอบ วิชาชีพเวชกรรม" แต่ใครคิดว่าการกระทำดังกล่าวผิดศีลธรรมบ้าง ? ตกลงกฎหมายและศีลธรรมอาจจะไม่ไปด้วยกันก็ได้ ! แปลกไหมครับ กฎหมายควรจะเป็นเครื่องผดุงศีลธรรม ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขเองก็กำลังฝึกอบรมบุคคลที่มิใช่ แพทย์ให้ทำการรักษาโรค มีหลายประเภท เช่น ฝึกพยาบาลเวชปฏิบัติ อยู่กับคณะสาธารณสุขศาสตร์ ฝึกเวชกรที่ลำปาง ฝึกพนักงานอนามัย และผดุงครรภ์ ฝึก อ.ส.ม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) และฝึก ผ.ส.ส. (ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข) และหมอตำแย เป็นต้น บันทึกเวชกรรมไทย ๒๓๙ ที่เรารอดชีวิตอยู่มาได้ทุกวันนี้ก็เพราะแม่ของเรา แม่ทุกคน พยายามขวนขวายรักษาลูกของตนทั้งสิ้น ไม่เคยมีใครว่าแม่ที่รักษาลูกเป็นหมอเถื่อนเลย ! เพราะแม่ไม่ได้แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวในการรักษา ประเด็นเถื่อนไม่เถื่อนจึงไม่ได้อยู่ที่ว่ามีความรู้มากน้อยแค่ไหน ได้ รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือไม่ แต่อยู่ที่ทำการรักษาเพื่อ ช่วยเหลือเกื้อกูลหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว (นิยามแบบนี้ทำทีจะเข้าท่า แต่ก็ไปติดปัญหาอีกว่า สมมติว่าแพทย์ ปริญญาทำการโดยไม่สมควร เช่น ฉีดยาโดยไม่จำเป็น ให้น้ำเกลือโดย ไม่จำเป็น บอกเขาว่าเป็นโรคหัวใจอ่อนโดยไม่ได้เป็น เพื่อแสวงหา ประโยชน์ส่วนตัว อย่างนี้จะยอมให้เรียกว่าหมอเถื่อนหรือไม่ ?) เลยชักจะเลอะ ๆ กันใหญ่ ว่าหมอเถื่อนหมอไม่เถื่อนคืออะไรกัน แน่ครับ เพราะเรื่องมันเลอะมาตั้งแต่ต้น มันก็เลยเลอะมาเรื่อย ดังได้เรียนมาตอนเริ่มแรกแล้วว่า สภาวะเถื่อนไม่ใช่สภาพธรรม ที่แท้แต่เกิดจากอำนาจรัฐบัญญัติขึ้น อำนาจรัฐที่ใช้แล้วเกิดประโยชน์ต่อ ประชาชนกว้างขวาง ประชาชนก็ชื่นชม และบัญญัตินั้น ๆ ก็คงอยู่ช้านาน แต่อำนาจรัฐที่ใช้แล้วเสียประโยชน์แก่ประชาชนข้างมาก อำนาจนั้นก็ไม่สามารถทรงอยู่ได้ ประชาชนจะไม่เชื่อฟังและหาทาง ทำลายลง อันที่จริงประชาชนทุกคน หรืออย่างน้อยทุกครอบครัวควรมี โอกาสเรียนรู้ให้รักษาโรคได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะต้องมีการสอนประชาชนทุก ๆ วิถีทาง เช่น โดยทางวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ บรรยายสอนกลุ่มใหญ่ สอนกลุ่มเล็ก แจกเอกสาร สร้างคู่มือ ฯลฯ หมอชาวบ้าน ๒๔๐ สอนคนทุกชนิดทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นครู พระ คนขับแท็กซี่ ตำรวจ ผดุงครรภ์ พนักงานอนามัย เภสัชกร หมอตี้ ใครก็ตามที่ ต้องการเรียนรู้รักษาโรค สอนหมด หลายท่านคงคิดว่าฉิบหายกันใหญ่ละซี มีอันตรายกันยกใหญ่ หรือเดี๋ยวทำผิดทำถูก เดี๋ยวทำเกินทำเลย ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ ขอให้ช่วยกันพิจารณาให้ดี คนที่จะทำเกินทำ เลยนั้น ต่อเมื่อเขาจะทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ต่างหาก ถึงไม่รู้ก็จะทำ ถึงผ่าไม่เป็นก็จะผ่า คือทำเพื่อการค้าว่างั้นเถอะ แต่คนที่ทำเพื่อช่วยเหลือสงเคราะห์กันนั้น เขาทำเท่าที่เขาทำได้ สิ่งที่เขาทำไม่ได้เขาก็ไม่ทำ เพราะไม่ได้แสวงประโยชน์ การที่จะทำเกินเลยนั้น มันจึงอยู่ที่ว่าจะทำเป็นการค้าหรือไม่ ต่างหาก ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีใบอนุญาตหรือไม่มี ขอให้คิดกันให้ดี ๆ ถ้ายิ่งมีการผูกขาดมาก ยิ่งมีการค้ากำไรมาก ถ้าเลิกผูกขาดเสียได้ การค้าก็เป็นไปได้น้อยลง การทำเกินเลยก็ จะน้อยลง สังคมก็จะสงบสุขมากขึ้น ที่พูดมานี้เป็นทฤษฎีเท่านั้น ความเป็นจริงยังอยู่ห่างไกลมาก ต่อเมื่อประชาชนมีโอกาสได้ศึกษาเข้าใจปัญหาต่าง ๆ โดยถ่องแท้ และมีสิทธิที่จะกำหนดความเป็นไปในสังคมตามรูปแบบที่จะเป็นไป เพื่อ ความรักความเมตตาระหว่างเพื่อนมนุษย์ สาธารณสุขหรือศานติสุขจึง จะเกิดขึ้นได้ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๔๑ บ่อย ๆ ครั้งเวลาเราป่วย เราไม่รู้หรอกว่า โรคมันอยู่ที่ใด รู้แต่ว่ามีอาการป่วย ทีนี้เวลาเราไปโรงพยาบาล ที่มีแต่แพทย์เฉพาะทางทั้งหมด ทางใดทางหนึ่ง คือ หมอหัว หมอตา หมอหู หมอหัวใจ หมอปวด หมอก้น เหมือนเป็นช่อง ๆ ถ้าไปเข้าผิดข้องเข้า เช่น โรคที่อยู่ที่ก้น แต่ไปเจอหมอหัวเข้าก็อาจจะลำบาก ลำบากที่แต่ละคนก็คิดเฉพาะทางของตัว และพยายามจะสรุปทางของตัว ซึ่งอาจจะเข้าป่าไปได้มากๆ ทางที่ถูก เมื่อไปตรวจครั้งแรก ควรจะพบแพทย์ทั่วไป ตอนที่ ๒๐ # แพทย์เฉพาะทาง กับแพทย์ทั่วไป ในโอกาสสมาสมาคมวันหนึ่ง แพทย์ผู้เคยได้รับพระราชทานมูลนิธิ "อานันทมหิดล" ยืนสนทนากันอยู่เป็นกระจุกใหญ่ ใครผ่านไปมาก็ทักทายและถามไถ่กันด้วยความชื่นชม "คุณหมอจรัสนี่ชำนาญทางไหน" ท่านผู้เฒ่าคนหนึ่งถาม "ทางผ่าตัดสมองครับ" ใครคนหนึ่งตอบ "อ้อ แล้วคุณหญิงศรีจิตตรานี่ล่ะ" [Image of a man in a suit holding a book, standing next to a row of closed doors with various symbols on them] "ทางต่อมไร้ท่อครับ" "เอ๊ะ ต่อมอะไรไร้ท่อ ?" "เช่น พวกที่เกี่ยวกับโรคเบาหวานยังไงครับ" "อ้อ แล้วคุณหมออนอมล่ะ" "ชำนาญทางผู้หญิงครับ!" หมอสิโรตน์ตอบแทน เสียงหัวเราะกันคิกคัก ๆ ผู้หญิงหลายคนชม้ายตามองหมออนอม ไม่ใช่อะไรหรอกครับ หมออนอมแกเชี่ยวชาญทางสูตินรีเวช นั่นเอง ข้างบนก็เป็นเพียงตัวอย่างว่าแพทย์เฉพาะทางด้านต่าง ๆ นั้นโก้ ไม่เบา ในทางตรงกันข้าม ถ้าใครไปถามหมอเมืองพร้าว ว่าแกชำนาญ ทางด้านใด แกคงจะต้องบอกว่า "ชำนาญทุกด้าน" เพราะเป็นหมอคน เดียวท่ามกลางประชาชนหลายแสนคน จะไปจำกัดว่ารักษาเฉพาะโรค นั้นโรคนี้ไม่ได้ นั่นคือแกเป็นแพทย์ทั่วไป ส่วนแพทย์เฉพาะทาง นั้น หมายถึงแพทย์ที่ชำนาญเฉพาะทาง ใดทางหนึ่ง ที่แบ่งหยาบ ๆ ก็เป็นแพทย์ทางจิตกับแพทย์ทางกาย แพทย์ทางจิตเรียกว่า จิตแพทย์ และมีการตั้งโรงพยาบาลเฉพาะ ทางกันเลย ที่เรียกว่าโรงพยาบาลจิตเวช แพทย์และโรงพยาบาลจิตเวช เขาก็รักษาโรคทางจิต ส่วนโรคทางกาย เช่น เป็นหวัด เป็นกลากเป็นเกลื้อน หรือปอดอักเสบ เขาไม่เกี่ยว แพทย์ที่เหลือทั้งหมดก็เป็นแพทย์ที่รักษาโรคทางกาย ส่วนทาง ใจไม่ค่อยเกี่ยวข้องด้วย เรียกว่า กายไปทางหนึ่ง ใจไปทางหนึ่ง ว่างั้นเถอะ หมอชาวบ้าน ๒๔๔ ทีนี้พวกทางกายก็แบ่งต่อไปอีก อย่างหยาบ ๆ ก็มี อายุรแพทย์ รักษาทางยา ผ่าตัดไม่เกี่ยว ผ่าฝี เย็บแผล ก็ไม่เอา ศัลยแพทย์ ผ่าตัดอย่างเดียว อย่างอื่นไม่เกี่ยว เป็นหวัด ปวด หัว ปวดท้อง ท้องเดิน ไม่ใช่ธุระ สูติ-นรีแพทย์ เกี่ยวกับการคลอด และโรคที่เกี่ยวกับช่องคลอด มดลูก และรังไข่ กุมารแพทย์ เกี่ยวกับการรักษาเด็กทางยา นอกจากนั้นก็มี จักษุแพทย์ แพทย์ทางหู คอ จมูก รังสีแพทย์ (ฉายเอกซเรย์) วิสัญญีแพทย์ (แพทย์วางยาสลับ) พยาธิแพทย์ (แพทย์ เกี่ยวกับการตรวจทางห้องทดลอง ตรวจชิ้นเนื้อ และตรวจศพ) เป็นต้น ทีนี้แต่ละสาขาก็ยังแบ่งย่อยออกไปอีก โดยมากแบ่งเป็น หมอ ตามอวัยวะ เช่น หมอโรคประสาท หมอโรคหัวใจ หมอโรคทางเดินอาหาร หมอโรคเลือด หมอโรคผิวหนัง หมอโรคไต หมอโรคต่อมไร้ท่อ หมอโรคภูมิแพ้ หมอโรคข้ออักเสบ เป็นต้น ส่วนในสาขาอื่น ๆ ก็แบ่งย่อยออกไปต่าง ๆ เช่น หมอผ่าตัดหัวและคอ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๔๕ หมอผ่าตัดทรวงอก หมอผ่าตัดช่องท้อง หมอผ่าตัดตับแต่ง หมอผ่าตัดสมอง หมอผ่าตัดทวาร ฯลฯ สาขาเฉพาะทางต่าง ๆ เหล่านี้มีรวมกันเกือบ ๑๐๐ ทาง แต่ยังไม่ถึงขนาดว่าหมอคนนี้ชำนาญไตขวา หมอคนนั้นชำนาญ ไตซ้าย อย่างที่มีการพูดกันเล่น ๆ ถ้าถึงขั้นนั้นก็ต้องยืมคำของอดีตประธานสภาประสิทธิ์ กาญจน- วัฒน์ มาใช้ว่า "ยุ่งตายห่า" "โรงพยาบาลของหมอแยกแผนกแล้วหรือยัง?" เป็นคำถามที่ มักชอบถามกัน ถ้าตอบว่า "ยัง" ก็ดูว่าเป็นโรงพยาบาลที่ล้าสมัย ถ้าทันสมัยก็ต้องแยกแผนกหรือมีการแบ่งแยกการรักษาเป็นแบบ เฉพาะทาง ถ้าทันสมัยมากก็ต้องแบ่งซอยออกไปเฉพาะทางมากๆ อันที่จริงการชำนาญเฉพาะทางใดทางหนึ่งก็เป็นของที่มีคุณค่า เช่น ถ้าคนไข้คนหนึ่งเป็นโรคอะไรอย่างหนึ่ง ไปรักษามาหลายแห่งแล้ว ไม่รู้สมุฏฐานแน่นอนรักษาไม่หาย เมื่อมาพบนายแพทย์ผู้หนึ่งที่ เชี่ยวชาญทางด้านนี้มากกว่าผู้อื่น เกิดตรวจทราบสมุฏฐานและรักษาให้ หายได้ อย่างนี้ใคร ๆ ก็ต้องว่าการชำนาญเฉพาะทางนั้นเป็นของดี เป็น ของมีคุณค่า ไม่มีปัญหาอะไร หมอชาวบ้าน ๒๔๖ ในสภาพที่เป็นจริง เรื่องมันไม่ตรงไปตรงมาอย่างนั้น เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน ยากแก่การอธิบายให้เข้าใจ อย่ากระนั้นเลยมาดูตัวอย่างกันดีไหมครับ ๑๐๐. ความผิดของแพทย์เฉพาะทางชื่อประเวศ วันหนึ่งผมไปออกโอพีดี (ตรวจคนไข้ที่ตึกคนไข้นอก) มีผู้พาคนไข้คนหนึ่งมาให้ดู เป็นผู้หญิงอายุ ๒๐ กว่า ตั้งครรภ์อยู่ด้วย มีก้อนแข็งที่คอข้างซ้าย ผมก็ว่าลงก้อนแข็งอย่างนี้ก็น่าจะเป็น "ลีย์มโฟม่า" หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และให้ความเห็นไปว่าน่าจะรับไว้รักษา แต่ถ้ายังไม่มีเตียงรับไว้ (ซึ่งมันไม่ค่อยจะมี) ก็ควรจะส่งศัลย์ตัดเนื้อตรงก้อนไปตรวจเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นอะไรกันแน่ ก็ไม่มีเตียงอย่างว่า เขาก็ส่งไปศัลย์ ศัลยแพทย์เขาก็ส่งคนไข้ไปโออาร์เล็ก (โออาร์ ย่อจาก Operating Room แปลว่า ห้องผ่าตัด) โออาร์เล็ก หมายถึง ห้องผ่าตัดเล็กซึ่งตั้งอยู่ ณ ตึกตรวจโรคนอก นายแพทย์เฉลิมชาติ รัตนเทพ ซึ่งเป็นเจ้าพ่ออยู่ที่โออาร์เล็ก ดูแล้วบอกว่าไม่น่าจะมาทำที่โออาร์เล็ก การตัดเนื้อที่ก้อนวันนั้นก็เป็นอันระงับไป พยาบาลก็มาถามอีกว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป ผมก็ว่าควรจะส่งไปรังสีรักษาเลย เพื่อฉายรังสีลงไปที่ก้อนนั้น อันเป็นวิธีรักษาอย่างหนึ่งสำหรับโรคมะเร็ง แพทย์ทางรังสีรักษาเขาก็ดีใจหาย เขาก็รับจะฉายให้ เพราะตามปกติเขาจะต้องรอให้ทราบผลการตรวจชิ้นเนื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์เสียก่อน แต่เขาว่าคนไข้กำลังท้อง ควรจะเอาเด็กออกเสียก่อน เพราะการ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๔๗ ฉายรังสีขนาดสูง ๆ แบบนี้อันตรายต่อเด็ก คนไข้ก็เลยเข้าไปอยู่ที่แผนกสูติ เพื่อจะเอาเด็กออก (ทำแท้ง) ก่อนจะไปฉายรังสีรักษาก้อนมะเร็ง ยังไม่ทันเอาเด็กออก เข้าวันหนึ่งคนไข้ลุกขึ้นนั่งบนเตียง ก็เป็น ลมแล้วสิ้นใจ ! ผู้ป่วยรายนี้เอาขึ้น ซีพีซี (ซีพีซี ย่อมาจาก Clinico Pathological Conference ซึ่งหมาย ถึง การประชุมร่วมระหว่างฝ่ายรักษากับฝ่ายพยาธิวิทยา) การประชุมแบบนี้ทำในกรณีที่มีการตรวจศพ และมักเป็นกรณีที่ ฝ่ายรักษาไม่ทราบแน่นอนว่าเป็นอะไร หรือทางพยาธิแพทย์ตรวจศพ แล้วพบสมุฏฐานที่ต่างไปจากความคาดหมายของแพทย์ผู้รักษา เพื่อเป็น บทเรียนแก่แพทย์ผู้รักษา แพทย์อื่น ๆ ตลอดจนนักศึกษาแพทย์ ผลการตรวจศพปรากฏว่าเป็น อนิวริสซึม (Aneurysm แปลว่า ภาวะโป่งพอง) ของหลอดเลือดแดงใหญ่ และก้อนอนิวริสซึมนี้แตก เป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยตาย ไม่ใช่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองแต่อย่างใด ! ครับ ก็ผิดกันมาตลอด เริ่มต้นที่ตัวผมเองที่ไปวินิจฉัยผิดว่า เป็น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง คงจะไม่ใช่รายนี้รายเดียว ผมคงจะทำความผิดอย่างอื่น ๆ ไว้อีก มาก หมอธีระ ลิ่มศิลา ศัลยแพทย์ที่ร่วมประชุมอยู่ด้วยได้กล่าวว่า "นี่ แหละเป็นตัวอย่างว่า สเปเชียลิสต์ (ผู้ชำนาญเฉพาะทาง) ทางใดทาง หนึ่งก็มักจะคิดเฉพาะทางของตัว และเกิดความผิดพลาดขึ้น" ซึ่งเป็นความจริงโดยสิ้นเชิง ผมเป็นแพทย์เฉพาะทางโลหิตวิทยาพบคนไข้มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หมอชาวบ้าน ๒๔๘ ที่คอออยู่เป็นประจำทุกวัน ๆ เมื่อมีคนไข้มีก้อนที่คอมาอีกคนหนึ่ง ก็คิดฉับทันที แบบเฉพาะ ทางว่านี่ก็เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเหมือนกัน ซึ่งปรากฏว่าผิดและเป็น อันตรายต่อคนไข้ เริ่มเห็นอันตรายของแพทย์เฉพาะทางบ้างหรือยังครับ ๑๐๑. "เฉพาะทาง" ที่คุณประยูร จรรยาวงศ์ เรื่องนี้ผมฟังจากปากคำคุณประยูร จรรยาวงษ์ เอง วันหนึ่งคุณประยูรขับรถอยู่ มีอาการแน่นหน้าอก และเหงื่อแตก มีความรู้สึกเหมือนจะตาย จึงขับรถชมชานสะเปะสะปะไปจนถึงศิริราช เมื่อจอดรถได้ก็ "คลาน" ไปหาแพทย์ที่เป็นเพื่อนคนหนึ่ง (อันวัฒนธรรมไทยนั้นถ้าจะไปติดต่อที่ไหน มักจะต้องถามหา "พวก" ไว้ก่อน) เพื่อนคนนั้นเป็นแพทย์เฉพาะทางหนึ่ง (ที่โรงพยาบาลนี้แพทย์ทุก คนเป็นแพทย์เฉพาะทางใดทางหนึ่ง ไม่มีแพทย์ทั่วไป) เพื่อนก็ว่าคุณประยูรมีอาการแน่นหน้าอกอย่างนี้อาจเป็นโรคเกี่ยว กับคอก็ได้ จึงส่งคุณประยูรไปหาผู้เชี่ยวชาญทางโรคคอ ไปตรวจคอ ! กว่าจะงมงกันจนไปถูกทาง คุณประยูรก็ช็อกแล้ว ความตายอยู่แค่เส้นผม คุณประยูรเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ก็แบบที่ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา หรือ พล.อ.อ.คำรณ ลีละศิริ เป็น หรือที่ใครต่อใครปุบปับเป็นลมตายกันนั่นแหละครับ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๔๙ มั่วโอ้เอ้ หาหมอโน้นทีหมอนี้ที ดีไม่ตายเสียก่อน บ่อย ๆ ครั้งเวลาเราป่วย เราไม่รู้หรอกว่าโรคมันอยู่ที่ใด รู้แต่ว่า มีอาการป่วย ทีนี้เวลาเราไปโรงพยาบาลที่มีแต่แพทย์เฉพาะทางทั้งหมด ทางใดทางหนึ่ง คือ หมอหัว หมอตา หมอหู หมอหัวใจ หมอปอด ... หมอ กัน เหมือนเป็นช่อง ๆ ถ้าไปเข้าผิดช่อง เช่น โรคอยู่ที่กัน แต่ไปเจอหมอหัวเข้า ก็อาจ จะลำบาก ลำบากที่แต่ละคนก็คิดเฉพาะทางของตัว และพยายามจะพิสูจน์ ทางของตัว ซึ่งอาจจะเข้าป่าไปได้มาก ๆ คนไข้อาจจะไปถูกเจาะถูกผ่าโดยไม่จำเป็นก็ได้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ณัฐ ภมรประวัติ (ในอดีตท่านเป็น หัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล) เคยกล่าวว่า "ถ้าคนไข้เข้าผิดช่อง ก็อาจถูกทำป่นปี้หมด" ทางที่ถูก เมื่อไปตรวจครั้งแรกควรจะพบแพทย์ทั่วไป ซึ่งมีความ รู้ทั่ว ๆ ไปดีพอที่จะให้การรักษาไปเลย หรือรู้ดีพอที่จะส่งไปให้ผู้ชำนาญ เฉพาะทางที่ถูกทางได้ทันที แต่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ เขาไม่มีแพทย์ทั่วไป หรอกครับมีแต่แพทย์เฉพาะทางทั้งนั้น ๑๐๒. เวชกรรมแยกส่วน ผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นโรคเอสแอลอี (SLE ย่อมาจาก Systemic Lu- pus Erythematous) วินิจฉัยได้เรียบร้อยแล้ว และมารับการรักษาอยู่ หลายครั้งแล้ว โรคนี้มีอาการได้แทบทุกระบบในร่างกาย ปกติผู้ป่วยโรคนี้จะ หมอชาวบ้าน ๒๕๐ ได้การดูแลทางอายุรศาสตร์ วันหนึ่งมาตรวจที่ห้องอายุรศาสตร์ มีแพทย์คนหนึ่งเขียนว่ามีอาการปวดข้อส่งปรึกษาออร์โธปิดิกส์ (ศัลยกรรมกระดูก) ปู้โฮ่! คนเป็นโรคเอสแอลอี มันก็ปวดข้อเป็นธรรมดา ก็รักษาทาง ยากันไปเท่านั้นเอง โบ้ยกันเสียจนเคย หมอกระดูก ก็ดูเฉพาะข้อที่ปวดนั้น และสั่งยานีโอทิซินิลให้กิน แก้ปวดข้อ วันหนึ่งคนไข้คนเดียวกันนี้เกิดตั้งท้องขึ้นมา ก็ส่งไปฝากครรภ์ที่ แผนกสูติฯ คนฝากครรภ์นั้นเขาตรวจวีดีอาร์แอล (VDRL เป็นการทดสอบ ซิฟิลิสทางน้ำเหลือง ไอ้ที่เรียกกันว่ากีบวก ๆ นั้นแหละครับ) การทดสอบวีดีอาร์แอล ของคนนี้ให้ผลบวก ทางสูติฯ เลยส่งไป รักษาที่ วีดีคลินิก (ห้องตรวจรักษากามโรค) ที่วีดีคลินิกเขาก็จัดการฉีดเพนิซิลลินชนิดน้ำมันให้ผู้ป่วยทุก ๆ วัน สิบวันตามสูตรของการรักษาซิฟิลิส เลยเจ็บตัวฟรีไป! ยังดีที่ไม่แพ้เพนิซิลลินตาย ทำไมหรือครับ ก็คนไข้ที่เป็นเอสแอลอีนั้นจะให้ผลบวกต่อการทดสอบวีดีอาร์แอล ได้โดยไม่ต้องเป็นซิฟิลิส เห็นไหมครับ คนไข้คนเดียว โรค ๆ เดียวแต่มีอาการหลายอย่าง ก็แยกกันไปดูเป็นอย่าง ๆ ตามสาขาเฉพาะทาง ถ้าแต่ละทางไม่รู้ทั่ว ความผิดพลาดมันก็เกิดขึ้นได้ เวชกรรมแยกส่วน และดูเป็นส่วน ๆ นี้พบเป็นประจำ คนไข้คน บันทึกเวชกรรมไทย ๒๕๑ หนึ่งเป็นแผลในกระเพาะอาหาร เป็นเบาหวาน และเป็นความดันโลหิตสูง เมื่อตอนรักษาโรคกระเพาะ เขาก็ไม่ได้ดูเรื่องเบาหวานกับเรื่อง ความดันสูง เมื่อตอนรักษาเบาหวาน เขาก็ไม่ได้ดูเรื่องแผลในกระเพาะกับ เรื่องความดันสูง เมื่อตอนรักษาความดันสูง เขาก็ไม่ได้ดูเรื่องแผลในกระเพาะ และ เรื่องเบาหวาน ## แบบนี้แย่ไหมครับ ในที่สุดกระเพาะทะลุ หมอผ่าตัดเย็บกระเพาะ แต่ไม่ได้สนใจอีก ๒ เรื่อง คือ เบาหวานกับความดันสูง คนไข้ก็ไม่รู้ว่าผ่าอะไร นึกว่าหมอ ผ่าตัดรักษาหมดทุกโรค เลยไม่ได้รักษาตัวต่อ อีก ๒ ปี ต่อมาแกก็เสร็จ เสร็จเพราะไตพัง เนื่องจากเบาหวาน ที่ไม่ได้รับการรักษา นี่แหละครับ อันตรายของเวชกรรมแยกส่วน หรือ Fragmented Medicine ## ๑๐๓. โบ้ย ๆ คลินิก คำว่าคลินิกในที่นี้หมายถึงห้องตรวจโรคที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทางก็จะจัดให้มีคลินิกเฉพาะโรค เช่น คลินิกเบาหวาน คลินิกความดันโลหิตสูง คลินิกโรคเลือด ... ฯลฯ ทีนี้ในเวชกรรมแยกส่วนนั้น ถ้าคนเดียวมีหลายโรคก็ดี หรือโรค เดียว แต่มีอาการหลายอย่าง ก็อาจถูกส่งตระเวนไปตรวจหลายๆ แห่ง ปวดกระดูกไปหาหมอกระดูก ค้นผิวหนังไปหาหมอโรคผิวหนัง หมอชาวบ้าน ๒๕๒ ปวดท้องไปหาหมอท้อง เลือดจางไปหาหมอเลือด สมมติว่าตรวจอยู่ที่ห้องตรวจทางศัลยศาสตร์ วันหนึ่งบอกหมอ ว่าเป็นหวัด เขาจะย้ายให้ไปตรวจทางอายุรศาสตร์ ถ้าตรวจที่ห้องผิวหนัง บอกว่าปวดหัว เขาให้ย้ายไปตรวจ อายุรศาสตร์ทั่วไป ถ้าตรวจที่ห้องอายุรศาสตร์ทั่วไป เป็นเกลื้อน เขาให้ย้ายไปตรวจ ห้องโรคผิวหนัง ถ้าตรวจอยู่ที่สูติฯ บอกอยากเช็กความดันเลือด เขาให้ย้ายไป อายุรศาสตร์ ฯลฯ ผมขอยกเรื่องตลกให้ดู ๒ เรื่อง แพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์คนหนึ่ง เมื่อตอนอยู่ห้อง อายุรศาสตร์ทั่วไป แกก็ตรวจรักษาโรคปวดหัว แต่ถ้าคนไข้เป็นกลากเกลื้อน แกก็ส่งห้องตรวจโรคผิวหนัง ต่อมาแพทย์ประจำบ้านคนเดียวกันนี้ออกตรวจที่ห้องโรคผิวหนัง พอมีคนไข้โรคผิวหนังปวดหัว แกก็ส่งเขาไปตรวจที่ห้องตรวจโรคทั่วไป แพทย์ประจำบ้านอีกคนหนึ่ง ตอนเช้าตรวจคนไข้ความดันโลหิต สูงคนหนึ่ง ก็เขียนสั่งว่า "ส่งคลินิกความดันโลหิตสูง" เผอิญคลินิกความดันโลหิตสูงมีบ่ายวันเดียวกันนั้น (แก) ต้อง รอเพียงแค่บ่าย แต่บ่อย ๆ ครั้งก็ต้องรอไปวันอื่น หรือสัปดาห์อื่น พอตกบ่ายแพทย์ประจำบ้านคนเดียวกันนั้น ก็ออกมาตรวจใน คลินิกความดันโลหิตสูงและมาพบคนไข้คนที่ตนส่งมาเมื่อเช้าก็เลยสั่งยาให้ ถ้าสั่งยาให้เสียตั้งแต่ตอนเช้า คนไข้ก็กลับบ้านได้ตั้งนานแล้ว! บันทึกเวชกรรมไทย ๒๕๓ ที่โรงพยาบาลคนไข้มักจะแน่นมาก เมื่อแน่นมากก็เหนื่อย เมื่อ เหนื่อยก็พยายามหาทาง "โบ้ย" เช่น ส่งไปเอกซเรย์บ้าง ส่งไปตรวจ เลือดบ้าง เพื่อคนไข้จะได้ไปพ้น ๆ ตัว เพราะเมื่อได้ผลกลับมาก็ไม่เจอแพทย์ ผู้นั้นเสียแล้วหรือส่งไป "ปรึกษา" ที่อื่น ๆ เสียบ้าง ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้อง ส่งไป การที่คนไข้คนหนึ่งเป็นหลายโรคก็ดี หรือโรคเดียวแต่อาการ หลายอย่างก็ดี แล้วถูกส่งตระเวนไปรอตรวจตามที่ต่าง ๆ อย่านึกว่าสนุก **รอตรวจที่แห่งเดียวก็แทบจะอาเจียนเป็นเลือดอยู่แล้ว** ที่จริงควรจะมีห้องตรวจทั่วไป มีอะไรก็ควรตรวจให้คนไข้ไป พร้อม ๆ กัน อย่าให้เขาต้องถูกโบ้ยไปโบ้ยมา ลำบากเลือดตาแทบกระเด็น อย่างนี้เลย แต่ก็ตั้งไม่ได้เพราะมีเสียงคัดค้านมาก ๑๐๔. ถ้าราชการก็ "เฉพาะทาง" แต่ส่วนตัวก็ "ทั่วไป" แพทย์ที่รับราชการนั้นส่วนใหญ่ทำคลินิกส่วนตัวนอกเวลาราชการ แม้ที่โรงพยาบาลในเวลาราชการ แพทย์และแพทย์เฉพาะทางแต่ ตกเย็นเวลาทำคลินิกส่วนตัวเกือบทั้งหมดจะทำในฐานะแพทย์ทั่วไปคือ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่มาก็ตรวจได้ เป็นหวัดก็ได้ ปวดท้องก็ได้ โรค ผิวหนังก็ได้ เย็บแผลก็ได้ ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ถ้าลองไปทำแบบแยกส่วนเหมือนที่โรงพยาบาล เช่น ปวดหัวมา ส่งไปปรึกษาที่อื่น เป็นหวัดมา ฉันไม่รักษาหรอกส่งไปปรึกษาที่อื่น ปวดท้องส่งไปอีกแห่งหนึ่ง หมอชาวบ้าน ๒๕๔ เป็นกลากเป็นเกลื้อนส่งไปอีกแห่ง ถ้าทำอย่างนี้ชาวบ้านเขาจะว่า ไอ้คลินิกบ้า และจะไม่มาร้านนี้ เพราะไม่ได้รับความสะดวก เรื่องความสะดวกของคนไข้เป็นสิ่งสำคัญที่คลินิกส่วนตัวจึงต้อง คำนึงถึงความสะดวกของคนไข้ แต่ที่โรงพยาบาลไม่ต้องคำนึงถึงความ สะดวกของคนไข้กระนั้นหรือ ? ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าราชการนี้เขาไม่ได้สร้างมาเพื่อความสะดวก ของประชาชน หรือใครว่าหน่วยราชการต่างๆ นี่เขาเอาอกเอาใจประชาชน สนใจต่อความสะดวกของประชาชนบ้าง บางท่านบอกว่าที่ต้องส่งคนไข้ปรึกษากันยุ่งไปหมดที่โรงพยาบาล นั้น เพื่อให้คนไข้ได้รับบริการที่ดี **อ้าว ! แล้วที่ร้านของคุณคนไข้ไม่ได้รับบริการที่ดีดอกหรือ ?** มันเป็นเรื่องที่อธิบายไม่รอด หลายปีมาแล้ว หมอธีระ ลิ่มศิลา เป็นเลขานุการคณะกรรมการ ประชุมวิชาการ มีหน้าที่จัดการทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับการประชุมวิชาการ รอบ ๆ ตึกที่จะเป็นที่ประชุมวิชาการนั้น จะมีการออกร้านของบริษัทยา คุณหมอธีระ ซึ่งปกติเป็นคนใจเย็น เกิดความโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง เพราะไม่สามารถใช้คนงานยกโต๊ะได้ คนงานอธิบายว่า คนงานที่จะยก โต๊ะนั้นต้องเป็นคนงานอีกประเภทหนึ่ง พวกเขาไม่ใช่คนงานประเภทยกโต๊ะ ตกลงในทางราชการนี้ คนงานเขาก็แบ่งกันชำนาญเฉพาะทาง เหมือนกัน อย่างนั้นทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นส่วนตัวแล้วเขาก็จะพยายามทำทุกอย่างด้วยตนเอง ขุด หลุมได้ ช่างไม่ได้ ช่างปูนได้ เพื่องานมันจะได้เสร็จเร็ว ๆ และมีรายได้เป็น กอบเป็นกำ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๕๕ ก็เห็นจะต้องลงความเห็นว่า อะไรที่เป็นราชการ มีความโน้ม เอียงที่จะแบ่งแยกเฉพาะทางมาก แต่อะไรที่เป็นส่วนตัวก็มีความโน้ม เอียงว่าจะทำได้ทุกอย่าง ดังจะเห็นได้ว่าในขณะที่โรงพยาบาลของรัฐไม่ค่อยอยากได้ แพทย์ทั่วไป แต่โรงพยาบาลเอกชนต้องการมาก เพราะได้แพทย์ทั่วไป มาคนหนึ่งก็ทำได้หลายอย่าง ทำให้เขาประหยัดเงินได้มาก หมอไวล์ด ซึ่งเคยประจำอยู่ที่สถานทูตอเมริกันในกรุงเทพฯ เล่า ให้ฟังว่า ตั้งแต่ได้หมอสมชาย ลุวีระ ซึ่งเป็นแพทย์ทั่วไป ไปประจำอยู่ที่ นั่น หมอสมชายสามารถตรวจรักษาด้วยตัวเองแทบทุกอย่าง ตรวจ ภายในก็ได้ เย็บแผลก็ได้ เข้าเฝือกก็ได้ รักษาโรคทางยาก็ได้ ทำให้สถานทูตประหยัดเงินได้ปีละมากมาย เพราะเมื่อก่อนต้อง ส่งผู้ป่วยไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางแต่ละด้าน ๆ การปรึกษาแต่ละครั้งก็ ต้องจ่ายเงิน ที่โรงพยาบาลของรัฐก็คงไม่ต้องมีใครแคร์เรื่องการประหยัด เพราะมันเป็นเงินของรัฐฯ เวชกรรมแยกส่วนนี้ ชักนำต่อไปถึงการสอบวิชาแพทยศาสตร์ แบบแยกส่วน ทำให้เรียนช้าและเสียนิสัย ซึ่งจะกล่าวถึงในตอนต่อไป ๑๐๕. แพทย์เฉพาะทางกับการกระจายบริการ สาธารณสุข ในตอนที่ ๑๘ ได้กล่าวถึงระบบบริการสาธารณสุขของเราว่าเป็น ระบบสาธารณทุกข์ เพราะเป็นระบบที่กระจุก แต่ไม่กระจายตัวไปหา ประชาชน ระบบแพทย์เฉพาะทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมีส่วนขัดขวางการ หมอชาวบ้าน ๒๕๖ # กระจายตัวของแพทย์ เพราะแพทย์เฉพาะทางต้องอยู่เป็นกระจุก อยู่คนเดียวไม่ได้ เพราะคนไข้คนเดียวต้องอาศัยแพทย์หลายๆ คนดู ส่วนแพทย์ทั่วไปทำได้ หลายอย่างจึงกระจายได้ ในขณะที่มีโรงพยาบาลใหญ่ ๆ มีแพทย์เฉพาะทางรวมกันหลาย ร้อยคน ต่างจังหวัดหลายแห่ง จะไปหาแพทย์สักคนเดียวก็ไม่ได้ ## ระบบราชการของเราส่งเสริมแพทย์เฉพาะทาง แต่ไม่ส่งเสริม แพทย์ทั่วไป เรื่องพี.ซี. ที่กำลังฮือฮากันยิ่งส่งเสริมแพทย์เฉพาะทางมาก ขึ้น ที่กล่าวมาข้างต้น มิได้หมายความว่า แพทย์เฉพาะทางเป็นของ ไม่ดีควรจะเลิกเสียแต่อยู่ที่การจัดระบบและสัดส่วน ปัญหาที่ประชาชนเจ็บปวดนั้น กว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นปัญหาที่ ประชาชนสามารถช่วยตัวเองและอาศัยการตรวจรักษาทั่ว ๆ ไปได้ เหลือ ที่จำเป็นต้องให้ผู้ชำนาญเฉพาะทางตรวจรักษาไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นการวางวิธีการและบุคลากรในการแก้ปัญหาก็ควรเป็นไป ตามสัดส่วนแห่งปัญหา (ดูรูป ก.) กล่าวคือ ให้ประชาชนเรียนรู้การรักษาตัวเองและรักษากันเองให้มากที่สุด ฝึกอาสาสมัครช่วยประชาชน เพิ่มจำนวนผดุงครรภ์และพนักงานอนามัยและเพิ่มขีดความสามารถ ในการรักษา เพิ่มจำนวนและขีดความสามารถของพยาบาล ให้พยาบาล ทำการรักษาโรค และมีจำนวนมากกว่าแพทย์ ให้มีแพทย์ทั่วไปมากกว่าผู้ชำนาญเฉพาะทาง และควรจะมีการเพิ่มขีดความสามารถของทุกระดับ กล่าวคือ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๕๗ <figure> The image displays a pyramid diagram illustrating the hierarchical structure of components in a system. The pyramid is divided into five levels, starting from the top and moving down. Each level represents a different component: - The top level is labeled "แพทย์เฉพาะทาง" (Specialized Doctor). - The second level from the top is labeled "แพทย์ทั่วไป" (General Doctor). - The third level from the top is labeled "พยาบาล" (Nurse). - The fourth level from the top is labeled "ผดุงครรภ์ พนักงานอนามัย" (Obstetrician, Hygiene Worker). - The bottom level is labeled "อาสาสมัคร" (Volunteer) and "ประชาชนเรียนรู้รักษาตนเองและรักษากันเอง" (Self-care and self-isolation learning population). Arrows indicate the flow of information or influence upwards from each level towards the top, suggesting a hierarchical reporting or management structure. The diagram visually represents how specialized doctors are supported by general doctors, nurses, and then by obstetricians and hygiene workers, ultimately leading to self-care and self-isolation learning populations. </figure> ก. สัดส่วนของระบบการแก้ปัญหาที่ควรจะเป็นจากฐานไปหายอด แพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางก็ต้องขวนขวายให้มากกว่านี้ เป็นที่พึ่งแก่ผู้ตรวจรักษาทั่วไปได้ดียิ่งขึ้น จัดให้มีการเรียนการสอนทุกระดับตลอดเวลา ระดับสูงจะต้องรับรู้ปัญหาของระดับต่ำ โรงพยาบาลทุกแห่งควรมีแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปจำนวนมาก ในปัจจุบันนี้กลับตรงข้าม (ดังในรูป ข.) คือประชาชนไม่ได้เรียนรู้เพื่อรักษาตัวเอง มีอะไรก็วิ่งเข้าหาแพทย์เฉพาะทางโดยตรง ไม่มีแพทย์ทั่วไป หรือบุคลากรอื่นพอเพียงที่จะกลั่นกรองแก้ปัญหาตามระดับขั้น แพทย์เฉพาะทางก็ยุ่งมาก เมื่อยุ่งมากก็อาจจะไม่ชำนาญเฉพาะทางเท่าที่ควร หน้าที่ในการให้การศึกษาผู้อื่นก็ไม่ได้ทำเท่าที่ควร หมอชาวบ้าน ๒๕๘ <figure> The image is a diagram illustrating the concept of "health as a gift" (สุขภาพเป็นของขวัญ). It shows two main groups of people, labeled "แพทย์เฉพาะทาง" (specialized doctors) at the top and "อื่นๆ" (others) at the bottom, both enclosed within a heart shape. Below this, there is a group of people labeled "ประชาชน (ไม่ได้เรียนรู้รักษาตัวเอง)" (the public, who do not learn to care for themselves). The diagram visually represents the idea that health is a gift from doctors and others, and it also implies that the general public should not be self-care experts. </figure> ข. สภาพปัจจุบัน มันก็เลยยุ่งเหยิงกันอย่างที่เห็น ๆ ! ในอเมริกาและในอังกฤษในปัจจุบันหันไปสนับสนุนแพทย์ทั่วไป และระบบกลั่นกรองตามระดับขั้น ตามรูป ก. กันมากยิ่งขึ้น แต่นั้นแหละ สำหรับประเทศของเรา ถ้าการบริหารประเทศ ยังเป็นไปในรูปเดิม ก็เห็นจะต้องฝันกันไปก่อน บันทึกเวชกรรมไทย ๒๕๙ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะพัฒนามนุษย์ ทั้งกายและใจ คือ การงานที่เหมาะสม เมื่อมนุษย์ทำงานไปแล้ว มีผลสำเร็จมีความหมายก็เกิดความปิติ ทำให้มีความชื่นชมและอยากทำอีก นั่นคือ การที่งานพัฒนามนุษย์ เมื่องานพัฒนามนุษย์ มนุษย์ก็จะพัฒนางานขึ้นอีก ตอนที่ ๒๑ # แพทยศาสตร์ ศึกษาหรือสิกขา ๑๐๖. มันไปเรียนแพทย์หรือเปล่าเนี่ย "แกกำลังทุกข์เรื่องอะไรวะ" ตาอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นภรรยา หน้าตาหม่นหมอง ความจริงชีวิตของชาวบ้านอย่างตายายคู่นี้มันก็หม่นหมอง เสมอ ๆ และเป็นธรรมดา แต่คราวนี้มันไม่ควรหม่นก็มาหมองเสียนี่ ที่ว่าไม่ควรหม่นก็เพราะเจ้าน้อยลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ไปเรียน บางกอกมันกลับมาเยี่ยมบ้าน ## มันเรียนแพทย์เสียด้วย โก้ไม่เบา ความจริงฐานะของสามีภรรยาคู่นี้ไม่พอจะส่งลูกไปเรียนถึงในกรุงหรอก แต่ใคร ๆ ก็ว่าเด็กคนนี้มันฉลาด อยากให้ตำบลนี้มีแพทย์สักคน จึงช่วยกันเข็น ท่านพระครูช่วยบ้าง พ่อแม่ไปกู้เขามาบ้าง ส่งเสียให้มันเรียน "แกเป็นทุกข์อะไรว่ะ" ตามช้ำอีก "ก็เรื่องไอ้น้อยนะสิ" ยายตอบ "อ้าว ทำไมล่ะ" "ยายชั้นลูกแกไม่สบาย เป็นไข้ เขาเห็นไอ้น้อยมาก็เลยพาลูกมารักษา" ยายเล่าพลางทำไม้ทำมือ "ข้าก็กวักมือเรียกมันว่ามาเลย มาให้หมอน้อยมันรักษา" "แต่ไอ้น้อยมันว่ามันรักษาไม่เป็น" "ยังงั้นรึ !" "ข้าเลยชักสงสัยว่าที่เราให้มันไปเรียนที่กรุงเทพฯ ตั้ง ๖-๗ ปี เนี่ยมันไปเรียนแพทย์จริงหรือเปล่า ถ้าจริงป่านนี้มันยังรักษาไข้แค่นี้ไม่ได้" "อืม แปลกว่ะ แต่ไอ้น้อยมันไม่ใช่คนเกนาแกนา" ตามสามัญสำนึกของคนทั่ว ๆ ไป อย่างเช่นของผัวเมียคู่นี้ย่อมเห็นว่า การไปเรียนแพทย์ตั้งหลายปีแล้วควรรักษาโรคได้บ้าง ## แต่ความจริงมันไม่ได้หรอกครับ สมัยที่ยังมีการชุมนุมและเดินขบวนกันชุกชุมนั้น เขามักจะเอานักศึกษาแพทย์ไปเป็นหน่วยพยาบาล เวลามีคนเจ็บเข้า นักศึกษาแพทย์ก็ทำอะไรไม่ค่อยเป็นหรอก หมอชาวบ้าน ๒๖๒ # ครับ นอกจากเอายาดมไปให้ดม ! ไม่ต่างจากที่คนถีบสามล้อหรือคนขับแท็กซี่จะทำได้เท่าไหร่หรอก ครับ ! ท่านอาจสงสัยขึ้นมาว่า เอ๊ะ เขาเรียนแพทย์กันอีแบบไหน เขาเรียนกันอย่างนี้ครับ หลังจากจบ ม.ศ.๕ หรือมัธยม ๘ (เรียนหนังสือมาแล้วอย่างน้อย ๑๒ ปี) ก็เข้าเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย เรียนเคมี ฟิสิกส์ คำนวณ ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ ทำนองนี้อยู่ ๒ ปี เขาเรียกว่า เรียนเตรียม แพทย์ ในขั้นนี้ยังไม่เคยหัดรักษาโรค จึงยังรักษาไม่เป็น ถัดจากนั้นก็จะไปเรียนวิชาว่าด้วยร่างกายมนุษย์ (กายวิภาค ศาสตร์) ว่าด้วยการทำหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ (สรีรวิทยา) ชีวเคมี เภสัชวิทยา พยาธิวิทยา จุลชีววิทยา ปรสิตวิทยา อะไรต่าง ๆ พวกนี้อีก ๒ ปี เรียกว่า เรียนวิชาปรีคลินิก ในขณะนี้ยังไม่เคยหัดรักษาโรค จึงยัง รักษาไม่เป็น เหลืออีก ๒ ปีสุดท้าย เรียกว่า การเรียนวิชาคลินิก ซึ่งเป็นการ เรียนเกี่ยวกับการรักษา แต่เป็นการเรียนทางทฤษฎีเป็นส่วนใหญ่ ไม่ ค่อยได้หัดรักษาโรค จึงยังรักษาไม่ค่อยเป็น ! แล้วก็ได้ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต ลักษณะของการเรียนแบบนี้อาจเรียกว่า ยึดเยื้อยาวนาน ชำนาญ บ่มี # ๑๐๗. หมอฮันตราย ปลายเดือนมีนาคม "นี่เธอ" พยาบาลมีขีดที่หมวกกล่าวกะเพื่อนพยาบาล บันทึกเวชกรรมไทย ๒๖๓ "จะเดือนเมษายนอีกแล้ว อินเทอร์นใหม่จะมาอีกแล้ว ชั้นละ กลัวจริง ๆ" อินเทิร์น คือ แพทย์ฝึกหัด ในประเทศไทย ทุกวันที่ ๑ เมษายนของปี แพทยศาสตรบัณฑิต จะทำงานเป็นแพทย์ฝึกหัด ใช้เวลา ๑ ปี เป็นที่รู้ๆ กันในหมู่พยาบาลว่า ในเดือนเมษายนของทุกปีจะมีคนไข้ ตายมากกว่าธรรมดา !! เพราะแพทย์ฝึกหัดใหม่ขึ้นมาทำงาน และแพทย์ฝึกหัดเหล่านี้ไม่มี ความชำนาญในการตรวจรักษาโรค เรื่องอินเทิร์นหรือแพทย์ฝึกหัดเป็นของน่ากลัวไม่ใช่มีเฉพาะเมือง ไทย ตอนผมอยู่ในสหรัฐอเมริกา ขณะไปวอร์ดราวน์ดคนไข้กันคราว หนึ่ง มีคนไข้เข้ามากระซิบกระซาบว่า "Don't let the intern operate on me" ! (อย่าให้แพทย์ฝึกหัดเป็นคนผ่าตัดผมนะครับ) ทีนี้มีคำที่ใช้กันอยู่คำหนึ่งว่า Internist ซึ่งหมายถึง อายุรแพทย์ แต่ปรากฏว่าอายุรแพทย์ที่ทำร้านในอเมริกาบางคนไม่ยอมยกป้ายว่าเป็น Internist เพราะเกรงว่าคนไข้จะเกิดความหวาดกลัวเนื่องจากเข้าใจผิด ว่าเป็น Intern หรือแพทย์ฝึกหัด ! ในโรงพยาบาลที่มีแพทย์ฝึกหัด เขาจะให้แพทย์ฝึกหัดอยู่เวรที่ ห้องแพทย์เวร หรือห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ที่ห้องแพทย์เวรหรือห้องฉุกเฉินนั้นเป็นที่ที่ปัญหาหนักมาได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเวลาค่ำคืน เช่น คนไข้ช็อกมา คนไข้สลบ หมอชาวบ้าน ๒๖๔ คนไข้หัวใจวาย คนไข้อุบัติเหตุ ฯลฯ แต่แพทย์ฝึกหัดก็เป็นแพทย์ที่มีความชำนาญน้อยที่สุด เรียกว่า เอาไอ้ชำนาญน้อยที่สุดให้เจอกับปัญหาหนักที่สุด ว่างั้นเถอะ แล้วอะไร จะเกิดขึ้น ถึงจะว่าแพทย์ฝึกหัดอาจจะปรึกษาแพทย์ประจำบ้านหรือแพทย์ อื่นได้ แต่ของบางอย่างมันปรึกษาไม่ทันหรอกครับ กว่าจะตามปรึกษาได้ ตั้งครึ่งชั่วโมง หรือตั้งชั่วโมง หรือตั้งหลายชั่วโมงก็มี คนไข้ตายไปก่อน แล้วครับ ! เมื่อตอนผมยังเป็นกรรมการแพทยสภาอยู่นั้น ใน ๔ ปีหลัง ผม ถูกแต่งตั้งเป็นประธานคณะอนุกรรมการประเมินผลการฝึกอบรมแพทย์ ฝึกหัดตามโรงพยาบาลต่าง ๆ รายงานซ้ำซากที่เราได้รับฟังจากแพทย์ฝึกหัดปีแล้วปีเล่าก็คือช่วง เย็นหลัง ๑๖ นาฬิกาไปแล้ว มีแต่แพทย์ฝึกหัดเท่านั้นที่อยู่เวร สตาฟฟ์ และแพทย์ประจำบ้านพากันไปทำร้านหมด แกก็ทำไมตามมีตามเกิด รอดบ้าง ตายบ้าง แพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ฟ้องต่อแพทย- สภาว่า ตกกลางคืนเท่ากับแพทย์ฝึกหัดเป็นเจ้าของโรงพยาบาลทั้งหมด "ทุกคืนที่ผมอยู่เวร จะต้องมีคนไข้ตายโดยไม่ควรตาย" แพทย์ ฝึกหัดเล่า "ที่ตายเพราะผมรักษาไม่เป็น และไม่มีใครช่วย" "บางคืนผมกลับไปหอ นอนร้องไห้เพราะสงสารลูกของชาวบ้าน ที่ต้องมาตายเพราะผมรักษาไม่เป็น และไม่มีใครช่วย" "คราวหนึ่งผมเจาะคอเด็ก ไม่เจาะเด็กก็ตาย ผมก็ไม่เคยเจาะ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๖๕ "มาก่อนผมตัดสินใจเจาะ เด็กก็ตาย เพราะผมเจาะไม่เป็น" ฯลฯ ตอนสอนนักศึกษาแพทย์อยู่ ผมก็ทราบอยู่ตลอดเวลาว่านักศึกษาเหล่านี้รู้ไม่รู้แค่ไหน และอดคิดไม่ได้ว่า ระบบที่ผลิตแพทย์ออกไปนี้เป็นอันตรายต่อประชาชนจริง ๆ เพราะเราใช้ระบบที่เรียกว่า เรียนทฤษฎีมาก ปฏิบัติน้อย แล้ววันหนึ่งเราก็ปล่อยเขาเข้าสู่ประชาชนทันที ๑๐๘. ผมขอถึงที่สุดที่หมอนี้แหละ หมอที่เมืองพล (ไม่ใช่หมอกระแส) เล่าให้ผมฟัง หมอคนหนึ่งออกไปเป็นผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์และอนามัย (อยู่ที่อำเภอ มีหมอคนเดียวเป็นหัวหน้า มีลูกน้องประกอบด้วยพยาบาล พนักงาน อนามัย ผดุงครรภ์) อันว่าผดุงครรภ์นี้คือ ผู้หญิงที่จบ ม.ศ.๓ แล้วเรียนเรื่องการทำคลอดปีครึ่ง มีหน้าที่ทำคลอด ทำไมบ่อย ๆ เข้าก็ชักเก่ง คราวหนึ่งมีคนไข้คลอดลูกไม่ออกเพราะเป็นท่าผิดปกติ เขาตามหมอมาทำคลอด ปรากฏว่าหมอท่าเก๋ ๆ กัง ๆ ทำไม่เป็น แต่ผดุงครรภ์คนนั้นแกทำได้ หัวหน้าทำไม่ได้ลูกน้องทำได้หัวหน้าก็จะรู้สึกชักเสียหน้าอึดอัดไม่รู้จะอยู่ร่วมกันต่อไปอย่างไร อีกเรื่องหนึ่ง หมอคนเดียวกันเล่า หมอชาวบ้าน ๒๖๖ คนไข้มาที่ศูนย์การแพทย์และอนามัย (โรงพยาบาลอำเภอ) เป็นนิ่วติดอยู่ในท่อปัสสาวะ จะต้องผ่าตัดเอาออก หมอก็ผ่าไม่เป็น บอกให้ไปโรงพยาบาลจังหวัด "โอ๊ย ผมบ่ไปหรอกคุณหมอ" คนไข้ว่า "ผมบ่อู้จักไผ เงินผมก็บ่มี ผมขอถึงที่สุดที่คุณหมอนี่แล้ว จะปาดจะทำอะไรผมยอมทุกอย่าง" เอาละสิ คนไข้จะให้หมอผ่า หมอก็ผ่าไม่เป็น จะให้ไปที่อื่นก็ไม่ไป หรือไปไม่ได้ ! แล้วหมอจะทำอย่างไร ? เป็นสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และทำความกระอักกระอ่วน ใจให้หมอมาก เท่าที่ผมสดับตรับฟังมาจากแพทย์ต่างจังหวัด การที่หมอไม่มี ความสามารถในการตรวจรักษาเท่าที่ควร เป็นปัญหาใหญ่มาก และเป็น สาเหตุที่ทำให้แพทย์อยู่ทำงานในชนบทไม่ได้ แพทย์ที่จะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีความปิติเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจและ หมายถึงความปิติที่เกิดจากมีความรู้ความสามารถที่จะแก้ทุกข์ให้ชาว บ้านได้ ความเชื่อถือความศรัทธาและยกย่องของชาวบ้าน จะทำให้เกิด ความอิ่มใจและมีกำลังใจที่จะอยู่ทำงานต่อไป แต่ถ้าไม่มีความสามารถพอ คนไข้มาก็ให้พาไปรักษาที่อื่น ๆ หรือซี้ซั้วรักษา เดี๋ยวก็ตาย ตายอย่างจน ๆ ชาวบ้านเขาพากันเรียกว่า โรงฆ่าสัตว์ ยังงี้ก็แย่ กำลังใจไม่มีเหลือหลอ อยู่ไม่ได้ต้องย้ายหนี บันทึกเวชกรรมไทย ๒๖๗ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เวลาเขาทะเลาะกันเรื่องหลักสูตรแพทย์ มีความเข้าใจผิดกันอยู่ ทั้ง ๒ ข้างว่า แพทย์ที่ผลิตอยู่ในปัจจุบันนั้นดีเกิน ความจริงมันตรงกันข้าม จริงอยู่ในประเทศไทยมีแพทย์ที่เก่ง ๆ ในด้านต่าง ๆ อยู่ เช่น หมอทางสมองเก่ง ๆ หมอทางหัวใจเก่ง ๆ หมอทางกระเพาะอาหาร ลำไส้เก่ง ๆ หมอผ่าตัดเก่ง ๆ หมอผ่าตัดหัวใจเก่ง ๆ ฯลฯ แต่พูดถึงหมอโดยทั่วไปแล้ว ที่จะมีความรู้ความสามารถพอที่จะ แก้ปัญหาของประชาชนแล้ว ก็นับเป็นที่น่าเสียดาย ไม่ต้องอะไร จะมีหมอสักกี่คนที่รู้วิธีรักษาหวัดเจ็บคอโดยถูกต้อง เมื่อไรจะให้ ยาปฏิชีวนะ เมื่อไหร่จะไม่ให้ ระยะไหนให้ ระยะไหนไม่ควรให้ยาแก้แพ้ เพราะมันจะทำให้ไอมากขึ้น ? จะมีหมอสักกี่คนที่รู้จักวิธีรักษาแผลในกระเพาะอาหารถูกต้อง ? จะมีหมอสักกี่คนที่รู้วิธีรักษาเบาหวานโดยถูกต้อง ? จะมีหมอสักกี่คนที่รู้วิธีรักษาความดันเลือดสูงโดยถูกต้อง ? ฯลฯ เหล่านี้เป็นปัญหาอย่างมากมายทางการแพทย์ที่ต้องการแก้ไข ปรับปรุง หมอชาวบ้าน ๒๖๘ การแก้ไขปรับปรุงหลักสูตร จะต้องนำสิ่งที่เป็นปัญหาต่างๆ เหล่านี้มาพิจารณา การแก้ไขหลักสูตร ไม่ใช่การแก้ตารางสอน ! เพียงแต่ตัดชั่วโมงนั้น เพิ่มชั่วโมงนี้ คงจะไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไร ๑๐๙. โรคซึมกะทือ "หมอ คนไข้คนนั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ" อาจารย์ถามแพทย์ฝึกหัด "ตายแล้วครับ เมื่อคืนนี้" "เป็นอะไรตายล่ะ" ?? ? งงอยู่พักหนึ่ง "ก่อนตายคนไข้หอบครับ" "หอบจากอะไร" อาจารย์ถาม "ผมให้ออกซิเจนครับ" ถ้าหอบแล้วเพียงแต่ให้ออกซิเจน แต่ไม่ได้หาสาเหตุ แล้วรักษา ตามเหตุ คนไข้ก็คงจะตาย คนไข้ที่หอบอาจจะเกิดจากหัวใจวายหรือลมรั่วในปอด หรือปอด อักเสบ ซึ่งเกิดจากสาเหตุต่างกัน อีกรายหนึ่ง "คนไข้คนนั้นไปไหนแล้วล่ะหมอ" อาจารย์ถาม "ตายแล้วครับ" "ทำไมถึงตาย" ??? (ตอบไม่ได้) "ไหนลองเอารายงานพยาบาลมาดูชิว่าก่อนตายอาการเป็น บันทึกเวชกรรมไทย ๒๖๙ อย่างไร" "อ้อ นี่คนไข้คนนี้ตามโอพีดีคาร์ด เขาเขียนว่าชีดมาก และว่า รับเข้ามาเพื่อให้เลือด อาการก็บ่งว่าตายจากการขาดเลือด" อาจารย์ว่า "ทำไมหมอจึงไม่ให้เลือดล่ะ" "ผมเห็นว่าไม่เคยได้รับเลือดมาก่อนครับ" !! เป็นไงครับ ฟังได้ไหม ก็ไอ้คนที่ถ่ายเลือดในครั้งแรกมันไม่เคยได้รับเลือดมาก่อนทั้งนั้น แหละพ่อคุณเอ๊ย อีกรายหนึ่ง คนไข้ผู้หญิงอ้วน ๆ มาบอกว่าเป็นเบาหวาน แต่ไม่ค่อยได้รักษา เพราะไม่มีเงิน มาคราวนี้มีก้อนที่หลังเจ็บ แพทย์สั่งเอกซเรย์ปอด แทนที่จะไปดูว่าเป็นเบาหวานจริงไหม และก้อนเจ็บที่ว่าเป็นฝีฝักบัวหรือเปล่า เพราะฝีฝักบัวเป็นโรคแทรกซ้อน ที่สำคัญของเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี คนไข้กลับมา ไม่ได้เอกซเรย์ เพราะไม่มีเงิน (ซึ่งหมอน่าจะรู้อยู่ แล้ว) หมอก็เลยให้แอสไพริน ให้กลับบ้าน อีก ๒-๓ วันต่อมา แกลับมาใหม่ อาการหนัก ก้อนที่หลังแกเป็น ฝีฝักบัวเบ้อเร่อทีเดียว นี่แหละครับ การตัดสินใจของแพทย์ว่าควรจะทำอะไรหรือไม่ ทำอะไร ทำอะไรก่อนอะไรหลัง ที่ผมลองถามนักศึกษาแพทย์ดูเสมอทุก ๆ ปีก็คือ ถ้าเราให้เลือด คนไข้ไป ๑ ยูนิต ระดับฮีโมโกลบินในตัวคนไข้จะสูงขึ้นมาเท่าใด จะคิด ได้อย่างไร หมอชาวบ้าน ๒๗๐ คำถามนี้เท่ากับว่า ตักน้ำใส่โอ่ง ๑ ปีบ ถามว่าระดับน้ำในโอ่ง จะสูงขึ้นเท่าไร เราจะคำนวณได้ง่าย ๆ จากการที่ทราบปริมาตรของโอ่ง และปริมาตรของปีบ ใช้วิธีคณิตศาสตร์ง่าย ๆ แต่นักศึกษาแพทย์ส่วนใหญ่จะตอบคำถามข้างต้นไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ เรียนคณิตศาสตร์มามากมายถึงแคลคูลัส ดิฟเฟอเรนซิเอชั่น อินติเกรชั่น ฯลฯ จากการสอนโดยใกล้ชิดกับนักศึกษาแพทย์ในชั้นคลินิกมาเป็นเวลา นานเกือบ ๒๐ ปี ผมแน่ใจว่ามีโรคอย่างหนึ่งในหมู่นักศึกษาแพทย์คือ โรคเนื้อยขาทางความคิด หรือโรคซึมกะทือ โรคนี้จะมีอาการเรื่อย ๆ เฉย ๆ ไม่กระตือรือร้น ถามไม่เป็น คิด ไม่เป็น ตัดสินใจไม่เป็น น่าเสียดายและน่าเสียใจไหมครับ ใคร ๆ ก็อยากเห็นแพทย์เป็นผู้ฉลาดมีความรู้ คล่องแคล่วว่องไว คิดเป็น พูดเป็น ตัดสินใจเก่ง บางคนก็โทษว่านักเรียนไม่ดี บางคนก็โทษว่าครูไม่ดี นักศึกษาแพทย์ไทยนั้น พูดไปแล้วคงจะเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวที่มี ไอคิวสูงที่สุดในโลก ปีหนึ่ง ๆ จะมีนักเรียนสมัครเข้าเรียนแพทย์กว่า ๓๐,๐๐๐ คน แต่ ก็รับผู้ที่คะแนนสูงไว้เพียง ๕-๖๐๐ คนเท่านั้น ในประเทศอื่น คนเก่ง ๆ ยัง แยกย้ายไปเรียนอย่างอื่นกันมาก เช่น วิศวกรรม ฟิสิกส์ แต่ในเมืองไทยนั้นคนเก่ง ๆ นิยมมาเรียนแพทย์กันเกือบหมด โดยพื้นฐานแล้วนักศึกษาแพทย์เป็นพวกที่มีสมองดีแน่ ๆ เด็ก ๆ โดยธรรมชาติ ไม่ว่าชาติไหน เป็นคนอยากรู้อยากเห็น ช่างซัก ช่างถาม คืออยากเรียน อยากรู้ อยากคิด บันทึกเวชกรรมไทย ๒๗๑ แต่เมื่อโตขึ้นยิ่งเรียน "สูงขึ้น" ยิ่งซึมเข้าเรื่อย ระบบการศึกษา ทำให้เขากลายเป็นคนเนือยขาทางความคิด ไม่คล่องแคล่ว คิดไม่เป็น เรียนเองไม่เป็น ตัดสินใจไม่เก่ง คือเป็นโรคซึมกะทือ ใครเคยคิดกันบ้างไหมครับว่า ระบบการศึกษาไทยนั้นเป็น เครื่องนำความหายนะมาสู่สังคมไทยด้วยอย่างหนึ่ง น่ากลัวจะต้องเสียเวลาของท่านผู้อ่านมากสักหน่อยแล้วล่ะครับ เพราะแพทยศาสตร์ศึกษาก็เช่นเดียวกับการศึกษาทั่วไป ที่เป็นเรื่อง เข้าใจได้ยาก แล้วก็อะไรๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษา แล้วละก็ ประชาชนมักจะทูนหัว ให้ ว่าต้องเป็นของดี ถ้าจะพูดกันไปแบบแอ๊บสแตรกท์ ก็มองเห็นได้ไม่ง่ายนัก จึงรีบ ร้อนไม่ค่อยได้ครับ ทั้งๆ ที่อยากให้จบเร็วๆ เรามาดูตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม กันต่อไปดีไหมครับ ผมขอเรียนไว้ด้วยว่า เมื่อกล่าวถึงอะไร ๆ ที่มีปัญหา บางทีเรา หยุดอยู่แค่อารมณ์โกรธบุคคลที่เกี่ยวข้องอยู่กับผลสุดท้ายอันไม่พึง ปรารถนานั้น ที่ผมเสนอมาทั้งหมดนี้ เพื่อให้มองย้อนไปที่เหตุอันส่งผลมาเป็น ต่อ ๆ (อิทัปปจยตา) ไม่ใช่มองอะไรเป็นเรื่องโดด ๆ โดยตัวของมันเอง อย่างปัญหาเรื่องการศึกษา บางท่านก็ว่า "นักเรียนมันไม่ดี" บาง ท่านก็ว่า "ครูมันไม่ดี" สิ่งที่ผมอยากเสนอก็คือ ระบบมันไม่ดี ทำให้ทั้งครูทั้งนักเรียน และประเทศพลอยแย่ไปด้วย เพราะฉะนั้นในสิ่งที่จะเรียนเสนอต่อไปนี้ ขอท่านผู้อ่านโปรดเพ่งไปที่ตัวระบบการศึกษาให้มาก ๆ ด้วยครับ หมอชาวบ้าน ๒๗๒ # ๑๑๐. "เรียน" เพื่อสีม ศาสตราจารย์ นายแพทย์มงคล เครือตราชู ท่านเป็นครูแพทย์ ที่ใจดีและเก่งมาก เมื่อตอนจบแพทย์ท่านได้เหรียญทอง เนื่องจากได้คะแนนเป็นที่ หนึ่งตลอดหลักสูตร วันหนึ่งท่านไปสอบปากเปล่านักศึกษาแพทย์กลับมา "วันนี้ผมถามเรื่อง Life Cycle (วงจรชีวิต) ของพยาธิใบไม้ใน ตับ มันก็ตอบไม่ได้" ท่านกล่าวอย่างฉุน ๆ พยาธินิดต่าง ๆ มันมีชีวิตต่าง ๆ กัน บางคนิดมีไข่ออกไปกับ อุจจาระของคนแล้วไปฟักตัวเป็นตัวอ่อนในดิน แล้วไข่เท้ากลับเข้าคน เช่น พยาธิปากขอ บางคนิดไข่ไปปนอยู่กับดินกับทราย ถ้ากินไข่มันเข้าไปจึงจะออก เป็นตัว เช่น พยาธิไส้เดือน บางคนิดเข้าไปฟักตัวอยู่ที่กระจับ หรือแห้ว บางคนิดออกจากคนไปเข้าหอย ออกจากหอยไปเข้าปลา จากปลา ไปเข้าคน ฯลฯ "ผมไม่เห็นแปลกใจเลยครับ ที่นักศึกษาแพทย์ตอบไม่ได้" ผมพูด กับอาจารย์มงคลและอดขำไม่ได้ "ถ้าเขาตอบได้สิครับจะแปลก" เรื่องที่นักศึกษาต้องท่องต้องจำนั้นมันมีมากมายเหลือเกิน จำได้ไม่นานก็สิ้น บางอย่างก็จำได้แค่ ๒-๓ วัน บันทึกเวชกรรมไทย ๒๗๓ "พอผมตอบข้อสอบเสร็จ ความรู้มันก็ตามกระดาษสอบไปด้วย ไม่เหลืออะไรอยู่ที่ผม" นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งกล่าว นายแพทย์เกษียร ภังคานนท์ ซึ่งขณะนี้เป็นศัลยแพทย์ฝีมือดีทาง ศัลยกรรมอุบัติเหตุและเป็นผู้แต่ง "คู่มือผ่าตัดเล็ก" ซึ่งขายดิบขายดีอยู่ ในขณะนี้ เมื่อเป็นนักศึกษาแพทย์ปี ๑ วันหนึ่งถูกท่านศาสตราจารย์ นาย แพทย์อวย เกตุสิงห์ ต้อนถามการบ้าน "ไหนลองเล่าให้ฟังสิ" "ผมจำไม่ได้ครับ" "นิดเดียวก็จำไม่ได้หรือ ?" "จำไม่ได้ครับ" "คุณไปอ่านมาหรือเปล่า" "อ่านครับ" !!! เมื่อนักศึกษาแพทย์เกษียรถูกทำโทษให้ไปนั่งเขียนที่มุมหนึ่งของ ห้องปฏิบัติการ ศาสตราจารย์อวยท่านกล่าวกับนักศึกษาที่เหลือว่า "คน ๆ นี้ ถ้าไม่ขี้ลืมอย่างแรงก็ต้องเป็นคนโกหกอย่างฉกาจ" (ไม่อ่านแล้วโกหกว่าอ่าน-ผู้เขียน) เรื่อง "เรียน" อะไรมาแล้วลืมนี่เป็นปรากฏการณ์ธรรมดาเลยครับ เรียกว่า ลืมกันอย่างมหา ลืมแทบทุกอย่างที่ "ท่อง" มา อย่าว่าแต่เนื้อหาวิชาเลยครับ บางครั้งลืมแม้กระทั่งว่าเคยเรียน เรื่องนั้น ๆ มาแล้ว นี่ผมไม่ได้ว่าคนอื่น ๆ นะครับ ตัวผมเองก็อีหรอบเดียวกัน แต่ผม หมอชารบ้าน ๒๗๔ "แยกว่าคนอื่นเพราะดันไปได้เหรียญทอง คนเขาก็นึกว่าเก่ง เมื่อจบใหม่ ๆ ครูเขาก็มักจะลองดู "ไหนเหรียญทอง ลองบอกมาซิว่า .... " "อ้าวเหรียญทอง ทำไมไปบอกนักศึกษาแพทย์ผิด ๆ ว่า มัยอี- โลบลาสต์เป็นลีย์มโฟบลาสต์" อาจารย์ท่านหนึ่งถึงกับไปฟ้องท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประเสริฐ กังสดาลย์ อดีตหัวหน้าแผนกอายุรศาสตร์เลยว่า "ไอ้หมอ ประเวศนี้มันได้เหรียญทองยังไงของมัน ของกล้วย ๆ อย่างนี้มันไม่รู้" ครับ ก็มันลืมนี่ครับ อาจารย์ เรื่อง "เรียน" แล้วลืมนี่เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับการศึกษาของ ไทยโดยทั่วไป เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๑ มีการเปิดสัมมนามหา- วิทยาลัยมหิดลในเรื่อง "พันธุศาสตร์กับการพัฒนาประเทศ" ดร.ประเสริฐ ณ นคร ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ได้รับเชิญให้มาแสดงปาฐกถา ตอนหนึ่ง ท่านกล่าวพาดพิงไปถึงปัญหาการศึกษาของไทยว่า ทุก วันนี้นักเรียนต้องเรียนเนื้อหาวิชามากมายเหลือเกิน จนจับหลักอะไรไม่ได้ "เวลาสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยก็ส่งกระดาษเปล่ากันเรื่อย เพราะจำอะไรไม่ได้" ท่านว่า "ตกลงนักศึกษาที่เข้ามหาวิทยาลัยก็ตัดสินกันด้วยว่าใครเก่งภาษา อังกฤษกว่ากันเท่านั้น" ดร.ประเสริฐกล่าวต่อ "เพราะว่าวิชาอื่นต่างก็ทำ ไม่ได้ด้วยกันทั้งนั้น นำมาตัดสินไม่ได้" "อย่างนี้มันก็แย่" ท่านว่า ครับ ทุกวันนี้เด็กไทย ตั้งแต่นักเรียนตัวกะเบี้ยกไปจนนักศึกษา มหาวิทยาลัย ถูกสอนเนื้อหาวิชากันล้นฟ้าล้นแผ่นดิน แล้วก็จับหลักอะไร บันทึกเวชกรรมไทย ๒๗๕ ไม่ได้และลืมไปเกือบหมด ที่ผมเขียนคำว่า "เรียน" ใส่เครื่องหมาย " " ไว้ด้วยเพื่อให้เป็น ที่สะดุดใจ เพราะคำว่า เรียน นักการศึกษาเขาบอกว่า หมายถึง การ งอกงามของความรู้ความสามารถ ถ้างอกงามจริง มันก็ไม่ลืม ที่ลืมนั้นก็เพราะมันไม่งอกงาม ที่ลืมนั้นก็เพราะไปท่องมา แต่ไม่ได้เรียน เมื่อนักการศึกษากล่าวว่า "ที่ไหนมีการสอน ที่นั้นอาจจะมีการ เรียนก็ได้" ก็อาจจะก่อให้เกิดความงงงวยแก่ผู้ฟังเป็นอันมาก เพราะคนทั่ว ๆ ไป ก็เข้าใจว่า ครูมีหน้าที่สอน นักเรียนมีหน้าที่ เรียน เมื่อมีการสอนก็มีการเรียน (ชีวะ) ! ทำไมนักการศึกษาจะมากล่าวว่า "ที่ไหนมีการสอนที่นั้นอาจจะไม่มี การเรียนก็ได้" เล่า ก็อย่างว่าแหละครับ คือถ้าครูมาสอน ๆ นักเรียนก็นั่งฟัง ๆ เข้าใจ บ้าง ไม่เข้าใจบ้าง หลับบ้างตื่นบ้าง ไม่ค่อยได้ใช้ความคิดของตัวเอง นักการศึกษาเขาไม่เรียกว่า เรียน หรือการท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง เขาก็ไม่เรียกว่าเรียน การเรียนนั้น จะต้องคิดเป็น ทำเป็น มีการพัฒนาหรืองอกงาม ขึ้นเรื่อย ๆ นักการศึกษาจึงกล่าวสำทับอีกประโยคหนึ่งว่า "ในที่ที่ไม่มีการ สอน อาจมีการเรียนเกิดขึ้นก็ได้" นั่นคือ ถ้ามีการกระทำประกอบด้วย การคิดค้นแก้ไขปัญหานั้นแล การเรียนรู้กำลังเกิดขึ้นแล้ว ถึงจะไม่มีการสอน หมอชาวบ้าน ๒๗๖ ปัญหาสากลของการศึกษาในปัจจุบันคือ มีการสอนกันมากเหลือเกิน แต่ไม่ค่อยมีการเรียน จอห์น โฮลท์ นักการศึกษาที่มีชื่อเสียงของอเมริกา ผู้แต่งหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาหลายเล่ม รวมทั้งเรื่อง "หนีให้พ้นวัยเด็ก" ที่กาญจนาคำสุวรรณ แปลเป็นไทยด้วย กล่าวว่า "การสอนชนิดยัดเยียดเนื้อหามากมายนั้นทำลายความคิดสร้าง-สรรค์ของเด็ก" ทำให้เป็นโรคซึมกะทือทางความคิดว่างั้นเถอะ ๑๑๑. ศึกษาหรือสิกขา ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ม.ล.เกษตร สนิทวงศ์ อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตเลขาธิการสภากาชาดไทย ท่านเรียนจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อจบแพทย์มาใหม่ ๆ ทำงานอยู่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คืนวันหนึ่งท่านอยู่เวร มีคนไข้มาด้วยอาการแปลก ท่านก็ยังไม่ทันรู้ว่าเป็นโรคอะไร "คุณหมอครับ หมาบ้าครับ" แขกยามมากระซิบบอกท่านแล้วก็ใช่จริง ๆ คนไข้เป็นโรคกลัวน้ำจริง ๆ บังมันเห็นมามากจนชำนาญ อันที่จริงคำโบราณของเราก็มีอยู่แล้ว สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น การสอนของเราส่วนใหญ่เป็นเรื่องของปากว่า คือเล่าให้ฟังเสียยิ่งกว่าตาเห็น หรือมีอคลำ (ลงมือกระทำ) ปัญหาการศึกษาที่เราว่ามาว่ามันจำยากจำเย็น ท่องแล้วก็ลืม ท่อง บันทึกเวชกรรมไทย ๒๗๗ แล้วก็ลืม ถ้าลงได้มีการใช้มือคลำ หรือลงมือกระทำ แทนที่จะไปนั่งท่อง อยู่ก็เป็นเรื่องไม่ยากเย็นอะไร ถ้ามีการปฏิบัติมาก ๆ อะไรที่จำเป็นต่อการปฏิบัติมันก็จำไปได้ เอง ไม่ลำบากอะไร อย่างพวกนักศึกษาแพทย์ที่ท่อง ๆ วงจรชีวิตของพยาธิแล้วจำไม่ ได้ ถ้าเขาเรียนจากการปฏิบัติ เช่น สอนประชาชนว่าทำอย่างไรจะไม่ติด พยาธิ ถ้าเขาต้องสอนอยู่เรื่อย ๆ ก็จำไปได้เอง เพราะการที่จะสอน ประชาชนได้จะต้องรู้วงจรชีวิตของพยาธิตัวที่พบบ่อยเป็นอย่างดี บรรยายเรื่องการรักษาคนไข้หมดสติเพราะเบาหวานให้นักศึกษา ฟังสัก ๑๐ เที่ยว มันก็จำไม่ได้ รักษาไม่เป็น แต่หากนักศึกษานั้นได้ลงมือ ปฏิบัติเป็นลูกมือเขารักษาคนไข้เช่นนี้สักรายเดียว ก็จำได้ไปจนตาย การศึกษาในปัจจุบันมุ่งไปที่การท่องและการสอบเอาคะแนนกัน มากกว่าที่จะให้มีผลทางปฏิบัติ เช่น เรียนศีลธรรมก็เพื่อให้ได้คะแนนศีลธรรม ไม่ใช่เพื่อปฏิบัติศีล ธรรม (ครูเคยงดชั่วโมงสอนศีลธรรม แล้วบอกว่า "แล้วใกล้ ๆ สอบครู จะติวให้" !!) เรียนสุขศึกษา ก็ปฏิบัติสุขศึกษาไม่ได้ หมอสง่า ภู่ตระกูล ผู้ซึ่งเป็นแพทย์ที่ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิ "อานันทมหิดล” คนหนึ่ง เคยเล่าให้ฟังว่า แกเองว่ายน้ำไม่เป็นทั้ง ๆ ที่เมื่อ เป็นลูกเสือสอบผ่านวิชาว่ายน้ำมาแล้ว เพราะว่า เขาสอบว่าใครผ่านหรือไม่ผ่านวิชาว่ายน้ำโดยข้อ เขียน !! ครับ การศึกษาของเราทุกวันนี้มันเป็นปริยัติยิ่งกว่าปฏิบัติ หมอชารบ้าน ๒๗๘ (พระที่ท่องแต่ปริยัติ แต่ไม่ปฏิบัติธรรมย่อมเป็นพระไม่ได้) (เดี๋ยวนี้พระเป็นโรคประสาทกันมากเหลือเกินและส่วนหนึ่งนั้น เกิดจากการคร่ำเคร่งในการท่องบาลีเพื่อสอบให้มี "วุฒิ" สูงขึ้น ถ้ามี ธรรมะสูงขึ้นก็ไม่เป็นโรคประสาท) โรคประสาทจากการศึกษาจึงลามไปทั่วทั้งพระและฆราวาส! ศึกษา เป็นภาษาสันสกฤต ตรงกับบาลีว่า สิกขา สิกขาบท ก็หมายถึงบทศึกษานั่นเอง แต่สิกขาหรือศึกษาแต่ โบราณหรือในทางธรรมนั้น ท่านแปลว่าการปฏิบัติให้เกิดผลทีเดียว แต่ศึกษาในปัจจุบันหมายถึงการท่องจำทฤษฎี หรือทฤษฎีก่อน ปฏิบัติทีหลัง ๑๑๒. คิดทางข้าง (Lateral Thinking) ที่อังกฤษมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งชื่อ Lateral Thinking แต่งโดย Edward de Bono ตะแเกคนนี้เป็นอาจารย์ที่ปราดเปรื่องมาก เขียนหนังสือ ในทางสร้างสรรค์ความคิดไว้หลายเล่ม คิดทางดิ่ง หรือ Vertical Thinking นั้นเขาหมายถึงการคิดตาม แบบหรือเชื่อตามแบบฉบับ ซึ่งก็จำเป็นและมีประโยชน์ในหลายกรณี แต่คิดทางข้าง นั้นหมายถึงการพยายามคิดค้นออกไปนอกแบบ ฉบับเพื่อหาวิธีที่จะเป็นไปได้แบบอื่น ๆ เขาอ้างว่า "คิดทางข้าง" นี้ ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ ในหนังสือ ของ De Bono เล่มที่ว่าถึงกับมีแบบฝึกหัดเลยเพื่อส่งเสริมการคิดทางข้าง และเขาว่าควรส่งเสริมการคิดทางข้างทุกระดับ เกี่ยวกับการศึกษา ความคิดทางดิ่งก็คือ ทฤษฎีต้องมาก่อนปฏิบัติ และถึงกับว่าเป็นการสร้างมาตรฐาน และถือว่าความคิดเช่นนี้เป็นของ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๗๙ สวยงามถูกต้อง หรือถือเป็นธรรมะไปเลยก็มี ลองมาคิดทางข้างกันดูบ้างไหมครับ เช่น ปฏิบัติความก่อน ทฤษฎีหรือปฏิบัติไปพร้อม ๆ กับทฤษฎี ตลอดชีวิตของเรา เต็มไปด้วยการเรียนรู้ เด็กหัดคว่ำ หัดนั่ง หัดยืน หัดเดิน หัดวิ่ง ที่เรียกว่าเป็นไปตาม ธรรมชาติแต่ทุกๆ ขั้นตอนนั้นเป็นการพัฒนาหรือการเรียนรู้เพื่อให้มีความ สามารถเพิ่มขึ้น ถ้าจะเอาให้ชัดธรรมชาติ ก็บอกว่าทฤษฎีก่อนปฏิบัติทีหลัง คือ ให้ท่องจำต่าง ๆ เช่น คำนิยามของการยืนแปลว่าอะไร ! การยืนมีกี่ชนิด ! การยืนต้องใช้กล้ามเนื้ออะไรบ้าง ! ฯลฯ ถ้าให้เด็กเรียนทฤษฎีตามที่สมมติขึ้น ก็คงจะยุ่งกันใหญ่ และเด็ก ก็จะเดินไม่ได้ ตามธรรมชาติ เด็กก็ต้องเรียนจากการปฏิบัติไปเลย ล้มบ้างลุก บ้างหัดใหม่ ในที่สุดก็ยืนได้ เดินได้ ทีนี้ใครว่าการที่เด็กปฏิบัตินั้นไม่ต้องใช้ทฤษฎี (ทฤษฎี = ทิฐิ = ความคิด ; มิจฉาทิฐิ = มิจฉาทฤษฎี = ความคิดไม่ชอบ) เด็กต้องใช้ทฤษฎีตลอดเวลา ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการทรงตัว เกี่ยว กับที่สูง ที่ต่ำ เมื่อทำไปครั้งหนึ่งไม่สำเร็จก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างอื่นได้ อย่างไรแล้วก็ลองใหม่ เรียกว่าเป็นทฤษฎีที่ประสานสอดคล้องกับการปฏิบัติ ไม่ใช่ ทฤษฎีที่สมมติขึ้นข้างต้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติ หมอชาวบ้าน ๒๘๐ ช่างไม้ที่สร้างบ้านให้เราอยู่นั้นต้องใช้ทฤษฎีเรขาคณิตตลอด เวลาในการเข้ามุมเข้าเหลี่ยม เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้ใช้ศัพท์แสงอะไรแบบ ธีออเรมต่าง ๆ ในวิชาเรขาคณิตที่เรายึดถือเอาเองว่าเป็นวิชาการ ถ้าคนที่ไม่ได้เรียน หรือใช้ศัพท์แสงอย่างที่เราใช้ เราก็ถือว่านั่น ไม่ใช่วิชาการ หรือไม่มีรากฐานทางวิชาการ ว่างั้นเถอะ ที่แท้แล้วเขามีวิชาการ วิชาการที่เป็นไปตามธรรมชาติ และ สอดคล้องกับการปฏิบัติ ยังดีที่ไม่มีการออกกฎว่า ผู้ที่จะปลูกบ้านได้จะต้องผ่านการเรียน ทฤษฎีมาก่อนเท่านั้นเท่านี้ปี (ต้องอ้างธีออเรมต่าง ๆ ในวิชาเรขาคณิต ได้) ถ้าแบบนั้นเราก็คงจะไม่มีบ้านอยู่ ! (แบบที่เราไม่มีแพทย์พอนั่นแหละครับ) ลองนึกดูว่ามันจะลำบากยากเย็นแค่ไหน ถ้าจะจับคนมานั่งเรียนทฤษฎีเป็นปี ๆ โดยไม่ปฏิบัติ ให้ท่องว่าส่วน ต่าง ๆ ของบ้านชื่ออะไรบ้าง หรือ ถ้าใครจะเดินทางจากคลองจั่นมาสนามหลวง บอกให้ท่องเสีย ก่อนว่าเส้นทางที่จะผ่านไปจะมีบ้านเลขที่เท่าใดบ้าง ท่องอยู่ ๕ ปี มันก็ จำไม่ได้ หรือได้หน้าลืมหลัง ไปสนามหลวงไม่ได้ หรือ เราต้องการฝึกทหารไปรบ ถ้าเราให้มันนั่งท่องว่า ส่วนประกอบ ของปืนชื่ออะไรบ้าง เหล็กเป็นอย่างไร กระสุนเป็นอย่างไร เป็นปี ๆ มันก็ คงไปรบไม่ได้ เพราะการรบให้ชนะนั้นต้องการอย่างอื่น ๆ อีก เช่น ความ คล่องแคล่วว่องไว ความชำนาญภูมิประเทศ การเข้าใจศัตรู การตัดสิน ใจ ฯลฯ การเรียนแพทย์ที่ลือกันไปทั่วว่ายากเย็นต่าง ๆ นานา ทุกวันนี้นั้น บันทึกเวชกรรมไทย ๒๘๑ ใช้วิธีแบบไปท่องจำทฤษฎีต่าง ๆ ล่วงหน้าเป็นปี ๆ ก็ได้หน้าลืมหลัง จำไม่ได้ จับหลักไม่ได้ รากฐานที่อาจารย์หวังจะสร้างไว้ให้นั้นก็ไม่มี เมื่อเวลาดูคนไข้นั้นจะต้องใช้หลักวิชาต่าง ๆ เป็นอันมาก ก็ลืมไปหมดแล้วเพราะท่องไว้นานมาแล้ว ไม่ประสานสอดคล้องกับการปฏิบัติ แท้จริงวิชาแพทย์นั้นเรียนจากการปฏิบัติได้สะดวกมาก เดี๋ยวอย่าเพิ่งคิดสิครับว่าอยู่ดีๆ เราจะเอาไอ้คนที่ไม่มี "รากฐาน" อะไรเลยไป "ปฏิบัติ" โดยผ่าท้องคนไข้เลยทันที เราปฏิบัติจากง่ายไปยากได้ และโดยฝึกเป็นลูกมือ ของผู้ที่ชำนาญกว่า ใครว่าการฝึกรักษาโรคหวัด หรือโรคอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก ต้องไปเรียนทฤษฎีมาล่วงหน้า ๔ ปีก่อน จึงค่อยลงมือปฏิบัติได้ ? แม้แต่ประชาชนทั่วไปที่คิดว่าไม่มีวิชาการ (แบบที่เราสมมติ) ก็ควรเรียนรู้ที่จะปฏิบัติรักษาโรคเหล่านี้อยู่แล้ว ทำไมผู้ที่จะเป็นแพทย์จะลงมือปฏิบัติรักษาโรคเหล่านี้เลยโดยไม่ฝึกเป็นลูกมือแพทย์ไม่ได้แล้วก็เรียนทฤษฎีที่ประสานสอดคล้องกับการปฏิบัตินั้นควบคู่ไปด้วย เพื่อให้การปฏิบัติได้ผลดียิ่งขึ้น มีวิธีตั้งเยอะแยะที่จะเสริมวิชาการที่จำเป็นเข้ามาขณะที่ปฏิบัติ ในขณะนั้นเรามีแพทย์ทั้งหมดเพียงประมาณ ๘,๐๐๐ คน จากจำนวนนี้อยู่ในอเมริกาเสียประมาณ ๑,๕๐๐ คน อยู่ในกรุงเทพฯ กว่า ๔,๐๐๐ คน อยู่ต่างจังหวัดทั้ง ๗๑ จังหวัดรวมกันเพียง ๑,๐๐๐ กว่าคน และจำนวน ๑,๐๐๐ กว่าคนที่ว่าอยู่ต่างจังหวัดนั้น อยู่ตัวจังหวัดเสียประมาณ ๑,๐๐๐ คน หมอชาวบ้าน ๒๘๒ เศษของ ๑,๐๐๐ คนคือประมาณ ๓๐๗ คนเท่านั้นที่อยู่ระดับ อำเภอ แต่เรามีอำเภอและกิ่งอำเภอรวมกันถึง ๖๖๑ แห่ง **การที่เรามีแพทย์ไม่พอ และการกระจายตัวไม่ดีนั้น ก็เป็นเพราะ วิธีการที่ใช้ในการผลิตแพทย์ด้วยอย่างหนึ่ง** และถ้าเรายังคิดว่าการผลิตแพทย์มีวิธีเดียว คือวิธีที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่มีวิธีอื่นก็สบายดี ครับ สบายดีเฉพาะบางท่าน วิธีการศึกษาที่ใช้ยังก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ อีกมากมาย ดังจะยก ตัวอย่างให้ดูต่อไปครับ ๑๑๓. อาจารย์ไล่สอน นักศึกษาหนี (ถูก) สอน "ดูสิหมอ" อาจารย์ท่านหนึ่งว่า "เมื่อเช้าชั้นไปเล็คเซอร์นักเรียน ทั้งชั้นเหลือแค่สามสิบ" ครับ นักเรียนทั้งชั้น ๑๖๐ คน เหลืออยู่ในชั้นแค่ ๓๐ คน แล้วไอ้ที่เหลือ ๓๐ นั้น ไม่ใช่ว่ามันจะฟังอาจารย์นะครับ ! ตามั้นมองต่ำ พลิกอะไรแผล็บ ๆ อยู่ต่ำกว่าโต๊ะ ตกลงที่อาจารย์อุตส่าห์เตรียมเล็คเซอร์มาแทบแย่ และเล็คเซอร์ อยู่ปาว ๆ หน้าชั้นนั้น ไม่มีใครฟังหรอก เพราะพวกหนึ่งไม่เข้าฟัง ถึง พวกที่ผลัดเวรกันมาประดับห้องบ้าง พอไม่ให้เสียชื่อมากไปกว่านั้น มัน ก็ไม่ได้ฟัง ! มันน่าเสียใจไหมครับ และอาจารย์ก็เสียใจ และน้อยใจจริง ๆ โมโหก็มี บันทึกเวชกรรมไทย ๒๘๓ "นักเรียนสมัยนี้ มันไม่รักดี" "นักเรียนสมัยนี้มันไม่มีมารยาท" เหตุการณ์มันก็เป็นอย่างนี้ปีแล้วปีเล่า แก้ไขอะไรไม่ได้ เรื่องมันเกิดขึ้นอย่างนี้ครับ นักเรียนแพทย์ "เรียน" วิชาโน้นวิชา นี้เยอะแยะแล้วก็มีสอบบ่อย ๆ ทีนี้ถ้าตอนบ่ายจะสอบวิชาสรีรวิทยา ตอนเช้ามีเล็คเซอร์กาย- วิภาคศาสตร์ นักศึกษามันก็หนีเล็คเซอร์ไปท่องสรีรวิทยาเพื่อเตรียมสอบ เรื่องที่ต้องท่องมีเยอะ จำไม่ได้นาน ฉะนั้นต้องท่องสด ๆ ร้อน ๆ พอให้มันมีอะไรติดไปสอบบ้าง ถึงสอบแล้วจะลืมก็ช่างมัน มันเป็นการ ดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด เพราะถ้าไม่ท่อง สอบไม่ได้ อนาคตก็หมด ส่วนพวกที่เข้าฟังเล็คเซอร์ ที่ว่าพลิกอะไรแผล็บ ๆ อยู่ใต้โต๊ะนั่น ก็คือท่องสรีรวิทยาที่จะสอบตอนบ่าย หูไม่ได้ฟังเล็คเซอร์กายวิภาคศาสตร์ ดอกครับ สภาพที่น่าเกลียดน่าชังก็เกิดขึ้น คือ ครูอยากสอน ลูกศิษย์หนี (ถูก) สอน ไม่เป็นสิริมงคลแก่ฝ่ายใดทั้งสิ้น ควรจะหาวิธีพลิกกลับให้เป็นลูกศิษย์วิ่งเข้าหาครู ซึ่งมีวิธีทำได้ แน่ ๆ วิธีที่จะทำก็คือ อย่าไปไล่สอนเขา แต่มอบหมายภารกิจความ รับผิดชอบให้ทำ ในการทำงาน เขาจะต้องขวนขวายแสวงหาความรู้จากแหล่ง ต่าง ๆ เพื่อทำงานให้สำเร็จ เช่น ในการสอบปรสิตวิทยา (ว่าด้วยเรื่องตัวพยาธิต่าง ๆ) แทนที่ หมอชาวบ้าน ๒๘๔ จะไปนั่งสอนกันตั้ง ๑๐๐ ชั่วโมง ว่ากันละเอียดไปจนกระทั่งตัวผู้ตัวเมีย ต่างกันอย่างไร ซึ่งแล้วก็ลืมไปเกือบหมด เปลี่ยนเป็นมอบภารกิจให้ทำ เช่นว่าในชุมชนเล็ก ๆ แห่งนั้นแห่ง นี้มีพยาธิชุกชุมมาก พวกเธอจงไปช่วยกันขจัดพยาธิในชุมชนแห่งนี้ให้ สำเร็จ เริ่มแรกนักศึกษาจะต้องวางแผนงานและจะต้องตั้งคำถามต่าง ๆ นานา เช่น เอ๊ พยาธิตัวที่พบบ่อย ๆ มีอะไรบ้าง ทำไมเราจะรู้จักพยาธิเหล่านี้ พยาธิเหล่านี้มันเข้ามาสู่คนได้อย่างไร ถ้าพบแล้วจะใช้ยาอะไร ทำอย่างไรชาวบ้านจะไม่กลับเป็นพยาธิเหล่านี้อีก ฯลฯ นักศึกษาจะต้องขวนขวายหาคำตอบ (และนั่นคือการเรียน แม้ ไม่มีการสอน) คำถามบางอย่างเขาจะตอบไม่ได้ เขาจะวิ่งเข้าหาครู รับรองหัวบันไดห้องครูจะไม่แห้ง คำถามบางอย่างครูอาจจะตอบไม่ได้ก็ไปค้นหาคำตอบร่วมกัน และนั่นคือ การเรียนร่วมกัน การเรียนไม่ใช่วันเวย์ คือมีแต่ความรู้ไหลจากครูไปสู่ศิษย์ แต่เป็น ขบวนการที่ร่วมกันเรียน และเรียนจากกัน วิธีการสอนแบบปัจจุบัน เป็นตัวนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างครู กับนักเรียน บันทึกเวชกรรมไทย ๒๘๕ แต่ในการเรียนจากการปฏิบัติร่วมกันนั้น ครูกับนักเรียนจะต้อง พึ่งพาอาศัยกันเพื่อให้งานสำเร็จ จึงมีความรักใคร่ สนิทสนมกัน อีกทั้งประชาชนก็ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการของครูและ นักเรียนโดยตรงอีกด้วย ในระบบ สอน สอน สอน นั้น บางทีประชาชนไม่ได้รับประโยชน์ เลย เช่น เรื่องพยาธินี้ประชาชนเคยมีมากอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็มีมากอยู่ อย่างนั้น หลังจากเสียค่าตึกเรียน ค่ากล้องจุลทรรศน์ ค่าเงินเดือน ฯลฯ ไปในการสอน สอน สอน หลายพันล้านบาท ๑๑๔. ฐานที่ตั้ง-อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม เมื่อไปศึกษาในสหรัฐอเมริกานั้น ผมอยู่ที่โรงเรียนแพทย์แห่ง มหาวิทยาลัยโคโลราโด ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเดนเวอร์ ที่นั่น ผมมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ หมอบิลล์ คาร์ลสัน บิลล์ คาร์ลสัน เกิดที่รัฐไวโอมิง ขณะนั้นในรัฐไวโอมิงไม่มีโรงเรียน แพทย์ ในชนบทในอเมริกานั้นขาดแคลนแพทย์แม้ขณะนี้ ชาวบ้านไวโอมิงจึงส่งพ่อบิลล์มาศึกษาแพทย์ที่เมืองเดนเวอร์เพื่อ ว่าจบแล้วจะกลับไปอยู่ไวโอมิง เมื่ออยู่ไป ๆ บิลล์ก็คุ้นเคยกับเมืองเดนเวอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ พอจบก็เลยตั้งหลักแหล่งอยู่ในเมืองเดนเวอร์เลย ไม่กลับไปไวโอมิง ผมเคยไปเยี่ยมโรงเรียนแพทย์ที่ฮ่องกง "ยู มีปัญหาอะไรในทางการแพทย์บ้าง" ผมถาม ดร.เดวิด ทอดด์ ซึ่งเป็นหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ หมอชาวบ้าน ๒๘๖ "มี มีปัญหาเรื่องการกระจายแพทย์ไปสู่ชนบท" ทอดดีตอบ "เอ๊ะ! ชนบทของยูอยู่ที่ไหนกัน" ผมอดแปลกใจไม่ได้ เพราะ ฮ่องกงก็เล็ก ๆ เพียงเท่านั้น "โน่นไง" ทอดด์ซี้ "แถว ๆ หลังภูเขาที่เห็นนั่นแหละ" ครับ ที่ไหน ๆ ก็มีปัญหาเรื่องการกระจายแพทย์ไปสู่ชนบท ไม่ ว่าจะเป็นอเมริกา อังกฤษ อิสราเอล หรืออาณาเขตเล็ก ๆ อย่างฮ่องกง (ที่จะไม่มีก็เห็นจะเป็นรัสเซีย จีน เวียดนาม และประเทศคอมมิวนิสต์ อื่น ๆ กระมัง) การกระจายพระไปสู่ชนบท ก็เป็นปัญหาครับ ในประเทศไทยของเรานี่เอง มีความรู้สึกกันว่า ในชนบทขาดพระ ที่มีความรู้ จึงมีการส่งพระจากชนบทมาเรียนกันในกรุงเทพฯ เช่น เรียน ที่มหามกุฏราชวิทยาลัย (วัดบวรฯ) หรือที่มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (วัดมหาธาตุ) ทั้งสองแห่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ให้ปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต พอพระท่านเรียนไป ๆ ท่านก็เกิดติดกรุงเทพฯ ขึ้นมา จบแล้วก็ไม่อยากกลับไปชนบท ! ถึงกับต้องมีการบังคับกันว่า พระจะต้องออกไปปฏิบัติงานใน ชนบท (ไปเป็นอินเทิร์น ว่างั้นเถอะ) ให้ครบเวลาที่กำหนดเสียก่อน จึง จะให้ปริญญา !! เป็นไงครับ เห็นอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมของฐานที่ตั้งของการ ศึกษาหรือยังครับ ใครไปเรียนที่ไหนก็คุ้นเคยกับที่นั่น ถ้าสถานที่ศึกษาตั้งอยู่ในเมืองใหญ่เต็มไปด้วยแสงสีและความ สะดวกสบาย ผู้เรียนก็คุ้นเคยกับความสะดวกสายนั้น และจะออกไป บันทึกเวชกรรมไทย ๒๘๗ อยู่ในที่ที่แตกต่างกันได้ยาก ทุกวันนี้ ความสะดวกสบายในมหาวิทยาลัยนั้นเปรียบเหมือน สรรค์ขณะที่ส่วนที่เหลือของประเทศนั้นเหมือนรก จะให้เทวดาจากสรรค์ไปอยู่นรกจึงเป็นการยาก จะเอาอะไรกับแพทย์ซึ่งเป็นปุจชนเจ้ากูที่สมมติว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญ เพียรเพื่อละภิเลสตัณหา ก็ยังมาถูกอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมทำให้ติด แสงเสียง และความสะดวกสบาย ฉะนั้น ไม่ว่าใครจะด่าแพทย์เท่าไร ว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว (ซึ่งก็ คงจะต้องด่าพระด้วย) ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ถ้ายังไม่แก้สาเหตุ ทุกวันนี้นักศึกษาแพทย์เรียนแต่ในมหาวิทยาลัยตลอดรายการเมื่อ ออกไปทำงานในชนบท ก็ไม่เข้าใจในสภาพแวดล้อม ทั้งในด้านการดำรง ชีวิตและสภาพของการงาน ทำให้อยู่ได้ยาก ในมหาวิทยาลัยมีความสะดวกสบายในข้าวของเครื่องใช้ทุก อย่างไม่ต้องใช้ความคิดมาก เมื่อไปอยู่ในที่ขาดแคลน ก็คิดดัดแปลงอะไรไม่ค่อยเป็น แต่กลาย เป็นความรู้สึกขัดข้อง ไม่ต้องไปถึงชนบทหรอก แม้แต่ในโรงพยาบาลของรัฐอื่น ๆ ใน ตัวจังหวัดหรือในกรุงเทพฯ สภาพก็ต่างจากโรงเรียนแพทย์มาก ทำให้ แพทย์ที่จบใหม่ซึ่งคุ้นเคยกับสภาพที่เลอเลิศ รู้สึกขัดข้อง และถึงกับ เป็นต้นเหตุแห่งความบาดหมางระหว่างแพทย์เก่ากับแพทย์ใหม่ก็มี นี่ก็เป็นผลของการศึกษาอย่างหนึ่ง ! นักศึกษาปัจจุบันจึงคำนึงถึงฐานที่ตั้งของสถานที่ศึกษากันมากขึ้น ถ้าต้องการแก้ปัญหาในชีวิต ก็ต้องให้นักศึกษาศึกษาในชนบท หรือ ใกล้ชิดกับชนบทมากที่สุด ให้คุ้นเคยกับสภาพความเป็นจริง หมอชาวบ้าน ๒๘๘ แต่ก็ไม่ได้แปลว่า การตั้งมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดคือ ทางแก้ปัญหาเรื่องนี้ เพราะก็เท่ากับยกสวรรค์ไปตั้งอยู่ท่ามกลางนรกอยู่ดี ! ทุกวันนี้นักศึกษาดิ้นรนที่จะออกไปสัมผัสชนบทกันมากเพื่อเตรียมตัวให้เหมาะในการทำงานในชนบทยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นกุศลเจตนา แต่ก็ประสบปัญหาเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลายๆ ท่านยังคิดว่า หน้าที่ของนักเรียนคือเรียน (ในชั้น) แท้ที่จริงควรอยู่ในหลักสูตรเลยว่า ให้นักศึกษากระจายไปปฏิบัติ (สิกขา) ในท้องที่นอกรั้วของมหาวิทยาลัยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โทษของการสอนของปัจจุบันยังมีอีกมาก ๑๑๕. การให้การศึกษาแบบผลิตวัตถุ "ทำไมจะต้องให้นักศึกษาแพทย์ไปเรียนในท้องที่ด้วย" อาจารย์คนสำคัญท่านหนึ่งว่า "ที่รถยนต์เราก็ผลิตที่โรงงาน เสร็จแล้วไปวิ่งที่ไหนก็ได้" ท่านว่า "ไม่ใช่ว่ารถยนต์จะไปวิ่งต่างจังหวัด แล้วจะต้องไปตั้งที่โรงงานผลิตในต่างจังหวัดด้วย" สวยงาม ๆ หลายท่านคงจะคล้อยตาม ท่านอุปมาอุปมายเก่ง นี่เป็นตัวอย่างที่ดีในการมองมนุษย์เหมือนวัตถุ มนุษย์กับวัตถุนั้นต่างกันมาก วัตถุนั้นมีขันธ์เดียว หรือเอกขันธ์ นั่นคือมีแต่รูปขันธ์ อันได้แก่วัตถุที่ประกอบกันเป็นรูปเท่านั้นไม่มีการรับรู้ไม่มียินดียินร้ายหรือความคิด แต่มนุษย์มีขันธ์ ๕ หรือเบญจขันธ์ อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ ซึ่งได้กล่าวไว้ครั้งหนึ่งแล้วในตอนต้น ๆ ไม่เป็นไรซ้ำอีก บันทึกเวชกรรมไทย ๒๘๙ ก็ได้ครับ รูป เหมือนกับรูปขันธ์ของวัตถุ เวทนา หมายถึงความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือรู้สึกเฉย ๆ สัญญา หมายถึงความจำ ไม่ใช่ Promise สังขาร หมายถึงความคิด (ไม่ได้หมายถึงสังขารร่างกาย อันนั้น อยู่ในรูปขันธ์แล้ว) วิญญาณ หมายถึงการรับรู้ (ไม่ได้หมายถึงดวงอะไรที่จุติ) เช่น เมื่อมีอะไรมาสัมผัสก็รู้สึกว่า เย็น ร้อน อ่อน แข็ง มนุษย์จึงมีการรับรู้ มีความจำได้ หมายรู้ มีความคิด มีความรู้สึก ว่าชอบไม่ชอบ และก่อเป็นกิเลสตัณหาต่อไป รถยนต์นั้นเป็นวัตถุ ขณะที่เอาส่วนนั้นส่วนนี้มาประกอบมันก็ไม่ รู้สึกอะไร จะเอาไปวิ่งที่ไหนมันก็ไม่รู้สึกอะไร ไม่ยินดียินร้าย แต่คนเราไม่เป็นเช่นนั้นนี่ครับ เพราะมีเบญจขันธ์ เราเห็นเครื่องจักรยนต์กลไกกันเสียเคย เลยพลอยคิดว่ามนุษย์ก็ เหมือนวัตถุไปด้วย การศึกษาในปัจจุบันนี้จัดขึ้นมาโดยคิดว่ามนุษย์เป็นวัตถุ !! จึงเกิดปัญหากันมากมาย การผลิตวัตถุในโรงงานนั้น เขาแบ่งงานเป็นส่วน ๆ แล้วเอาส่วน ๆ นั้นมาประกอบกันเข้า จนเป็นวัตถุสำเร็จรูป เช่น รถยนต์วิ่งออกจาก โรงงานไป ในการศึกษาของเราก็เหมือนกัน คือ แยกเรียนเป็นส่วน ๆ เหมือน กับประกอบรถยนต์ แล้วรอว่าวันหนึ่งส่วนต่าง ๆ จะครบเป็นบัณฑิต วิ่ง ออกจากโรงงานผลิตไป ทีนี้มนุษย์กับวัตถุมันไม่เป็นเหมือนกัน หมอชาวบ้าน ๒๙๐ มนุษย์มีชอบหรือไม่ชอบ สุขหรือทุกข์ ปิติหรือหม่นหมอง มี กำลังใจหรือท้อถอย ปกติมนุษย์ต้องอาศัยปิติเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ ทำให้มีความ สุขและทำให้อยากทำเพิ่มขึ้นอีก โดยไม่ค่อยเหน็ดเหนื่อยง่าย ๆ ลองคิดดูให้ดี สิ่งสำคัญที่สุดที่จะพัฒนามนุษย์ทั้งกายและใจคือ การงานที่เหมาะสม ถ้าให้อยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลยทั้งวันทั้งคืน นาน ๆ เข้าก็จะเป็น บ้าตาย (พวกที่ถูกคุมขังจึงขอให้มีอะไรทำ) เมื่อมนุษย์ทำงานไปแล้ว มีผลสำเร็จมีความหมาย ก็เกิดความ ปิติทำให้มีความชื่นชม และอยากทำอีก นั่นคือการที่งานพัฒนามนุษย์ เมื่องานพัฒนามนุษย์ มนุษย์ก็จะพัฒนางานขึ้นอีก เช่น ช่างปั้นหม้อ ปั้นเสร็จก็ชื่นชมในหม้อที่ปั้น และพยายามปั้น ให้สวยขึ้นอีก แต่งานในโรงงาน ที่แยกทำกันเป็นส่วน เช่น คนไหนคุมเครื่อง อะไร ก็ทำอย่างนั้นซ้ำ ๆ ทุกวัน คนงานที่ทำเป็นส่วน ๆ ไม่มีโอกาสได้ชื่นชม ผลสำเร็จ ทำซ้ำ ๆ อยู่อย่างเดียว ไม่มีการพัฒนาคน และคนไม่มีโอกาส พัฒนางาน (มีแต่เครื่องจักรและคนที่คิดเครื่องจักรพัฒนา) คนงานในโรงงานจึงเป็นโรคประสาท ดังที่เคยกล่าวมาแล้วใน เรื่อง "โรคโรงงาน" แต่ในอุตสาหกรรมเขาคำนึงถึงผลกำไร จะมัวมาคำนึงถึงการ พัฒนามนุษย์อยู่ไม่ได้ จึงไม่น่าแปลกใจใช่ไหมครับว่า ทำไมความเป็นมนุษย์จึงตกต่ำลง ระบบการศึกษาของเราจัดตามแบบการผลิตในโรงงาน มีการเรียนเป็นส่วน ๆ เป็นระยะเวลาอันยาวนาน บันทึกเวชกรรมไทย ๒๙๑ ท่อง ๆ วิชาแล้ววิชาเล่า ปีแล้วปีเล่า โดยไม่เข้าใจความหมาย ไม่ ปรากฏผลสำเร็จให้ชื่นชม ผู้เรียนก็เกิดความเบื่อหน่าย ท้อถอย เรียนได้ช้า และเป็น โรคประสาท ครับ การศึกษาปัจจุบันทำให้เป็นโรคประสาทกันทั้งประเทศ ทั้ง พระและมราวาส! ประเทศต้องหมดเงินทองมากมายเพื่อการศึกษาที่สร้างความ ระทมทุกข์ให้คนทั้งประเทศ และไม่ก่อประโยชน์โภชผลที่ต้องการ เสีย ทั้งเศรษฐกิจและก่อปัญหานานัปการ จึงมีผู้กล่าวว่าระบบการศึกษาปัจจุบันนำความหายนะมาสู่ประ- เทศชาติ แท้ที่จริงถ้าเราใช้หลักสิกขา (ปฏิบัติ) แทนศึกษา (ท่อง) เยี่ยง ปัจจุบัน ก็มีทางจะจัดให้มีการทำงานที่เป็นประโยชน์ได้ทุกระยะ เช่น หัดปลูกตนไม้ หัดเลี้ยงเป็ดไก่ หัดทำไร่ทำนา หัดทำกับข้าว หัดตัดเย็บเสื้อผ้า หัดทำข้าวของเครื่องใช้ หัดซ่อมเครื่องมือเครื่องใช้ เรียนสุขศึกษา ก็ให้ปฏิบัติได้จริง ๆ เช่น รู้วิธีรักษาแผล รักษาหวัด หลักวิชาอะไรที่จำเป็นแก่การปฏิบัติ ก็เรียนไปพร้อม ๆ กัน การศึกษาแบบนี้ ใช้งบประมาณแผ่นดินน้อย ได้ประโยชน์ทันที ชาวบ้านมีกินมีใช้มากขึ้น เพราะการศึกษาก่อให้เกิดผลิตผลการเรียนก็ ง่ายไม่ทำให้เป็นโรคประสาท การเรียนแพทย์ก็ทำได้ทำนองเดียวกัน หมอชาวบ้าน ๒๙๒ ผู้เขียนไปพบนักศึกษาแพทย์ปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาลอำเภอ ท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี "ผมพบคนไข้คนหนึ่งเป็นไข้" นักศึกษาแพทย์เล่า "ที่นี่ไม่มี กล้องจุลทรรศน์ ผมไม่ได้ตรวจเชื้อมาลาเรีย แต่ผมสงสัยว่าเป็นมาลาเรีย เลยให้ยามาลาเรียไป" "ต่อมาเขาหาย" นักศึกษาแพทย์เล่าด้วยความปลาบปลื้มอย่าง เห็นได้ชัด เมื่ออยู่โรงเรียนแพทย์ เขาไม่ค่อยมีโอกาสได้เกิดความปิติแบบนี้ โรคภัยไข้เจ็บที่ง่ายๆ ที่ประชาชนเป็นกันดาษดื่น เช่น ปวดหัว ปวด ท้อง เป็นไข้ ท้องเดิน ซึ่งเราก็อยากให้ประชาชนช่วยตัวเองได้อยู่แล้ว นั่นควรให้นักศึกษาแพทย์ลงมือรักษาได้แต่เนิ่นๆ ภายใต้การควบคุมแนะนำ ของแพทย์ ไม่ต้องรอว่าเรียนวิชาพื้นฐานเสีย ๔-๕ ปีก่อนจึงจะลงมือได้ การได้มีโอกาสช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จะนำความปิติมาสู่นัก ศึกษาให้ชื่นชมในผลสำเร็จ จากง่ายไปยาก จะก่อให้เกิดความอยากเรียนอยากรู้มากขึ้น การเรียนวิชาพื้นฐาน ที่จำเป็นในการแก้ปัญหาก็จะได้ผลดียิ่งขึ้น ปฏิบัติไปด้วยเรียนไปด้วย ประชาชนได้ประโยชน์ไปด้วย พร้อม ๆ กัน เมื่อผมพูดแบบนี้ จะมีอาจารย์ที่โกรธผู้เขียน และหาว่าผู้เขียนไม่ ให้ความสำคัญแก่วิชาพื้นฐาน ผมก็ขอกราบเรียนไว้ในที่นี้อีกว่า ไม่ใช่ผมไม่เห็นความสำคัญของ วิชาพื้นฐาน แต่ผมเสนอวิธีการที่จะให้เขาสนใจวิชาพื้นฐานมากยิ่งขึ้น คนเราต้องเจอความทุกข์ก่อน จึงนึกถึงสาเหตุของทุกข์ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๙๓ ขณะที่เรายังหายใจเป็นปกติ เราอาจจะไม่สนใจว่าลมหายใจ เข้าออกเป็นอย่างไร ถ้าใครมาพูดให้เราฟังก็ฟัง ๆ ไปอย่างนั้น เข้าหูซ้าย ออกหูขวา แต่ถ้าเราหายใจชัด เราจะสนใจว่าการหายใจเป็นอย่างไรหนอ ทำไมจึงชัด เราจะสนใจมาก ตั้งใจมาก สูตรปัจจุบันนี้บอกให้เราเรียนของปกติก่อน (พื้นฐาน) เพื่อจะได้ เข้าใจของผิดปกติ ครับ ผมกำลังเสนอว่า ถ้าเราพบของผิดปกติก่อน จะทำให้เรา สนใจเรียนของปกติได้ผลเร็วกว่า ๑๑๖. ปรมาจารย์ฮอร์จ มิลเลอร์ ในปัจจุบันมีการตื่นตัวในเรื่อง แพทยศาสตร์ศึกษา (Medical Education) กันมาก คำนี้นำมาใช้ในความหมายที่ต่างไปจากการศึกษาแพทย์ คำว่าแพทยศาสตร์ศึกษานำมาใช้หมายถึง วิชาที่ว่าด้วยการสอน วิชาแพทย์ หรือวิชาครูในทางแพทย์ คือรู้สึกกันขึ้นว่าแพทย์ที่จบมาเป็นแพทย์ แล้วก็มาเป็นครูโดยยัง ไม่เรียนวิชาครู อาจจะสอนได้ไม่ดี ควรจะเรียนวิชาครูเสียด้วย จึงจะ ทำให้สอนดียิ่งขึ้น มีอาจารย์แพทย์ส่วนหนึ่งสนใจวิชาครูมาก อุตส่าห์ไปร่ำเรียนวิชา ครูมาเป็นพิเศษ และมีสำนักที่จัดสอนวิชาครูในทางการแพทย์ขึ้นเป็นบางแห่ง สำนักที่มีชื่อแห่งหนึ่งอยู่ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ในชิคาโก ตั้ง โดย ดร.ฮอร์จ มิลเลอร์ หมอชาวบ้าน ๒๙๔ ดร.ยอร์จ มิลเลอร์ เป็นปรมาจารย์วิชาครูทางแพทย์ของ อาจารย์ไทยที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ปรมาจารย์ยอร์จ มิลเลอร์ ได้เดิน ทางมาประเทศไทย ผมได้ถาม ดร.มิลเลอร์ว่า ในการเรียนแพทย์นั้นถ้า เรียนวิชาพื้นฐานไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเรียนการแก้ปัญหานั้น เราจะรู้ได้ อย่างไรว่าเรียนวิชาอะไรมามากน้อยเท่าไร จึงจะพอเหมาะพอดี (ประกอบส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์) จะทำให้เกิดแพทย์ที่ดีที่สุดได้ "ไม่มีทาง" ดร.มิลเลอร์ ตอบ "ทำไม่ได้ในระบบปัจจุบัน" อ้าว นี่ก็แตกต่างกันอีกระหว่างการผลิตแพทย์กับผลิตรถยนต์ ในการผลิตรถยนต์นั้น กำหนดรูปแบบไว้ตายตัวว่าพื้นจะต้องเป็น อย่างนี้ ตัวถังจะต้องเป็นอย่างนี้ ล้อจะต้องเป็นอย่างนี้ มากกว่านี้ไม่ได้ แต่วิชาพื้นฐานต่าง ๆ นั้น ไม่มีใครไปกำหนดให้ตายตัวแบบส่วน ประกอบรถยนต์ได้ ๑๑๗. หลักสูตรใหม่ เอาละครับ นานาจิตตัง ความคิด ความอ่าน ก็แตกต่างกันไป แต่ในเมื่อปัญหายังแก้ไม่ได้ ก็จะยังมีคนแสวงหาวิธีต่าง ๆ กันไป ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ในสมัยรัฐบาลอาจารย์สัญญา ศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดม โปษะกฤษณะ อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราช พยาบาลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์เสมอ พริ้งพวงแก้ว อดีตหมอบ้านนอกเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง สาธารณสุข ได้มีแพทย์กลุ่มหนึ่งเสนอต่อรัฐมนตรีทั้งสองว่า ในเมื่อประเทศ ไทยยังประสบปัญหาการกระจายบริการสาธารณสุขไปสู่ประชาชน และ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๙๕ มีปัญหาในการผลิตแพทย์หลายประการ น่าจะมีการแสวงหาแนวคิดใหม่ในการผลิตแพทย์บ้าง มหาวิทยาลัยผลิตแพทย์ตามแนวปัจจุบัน ก็ให้ทำต่อไปตามเดิมอย่าไปรบกวน แต่กระทรวงสาธารณสุขน่าจะทดลองผลิตแพทย์ในแนวใหม่ดูบ้าง **หลักของแนวใหม่ก็คือ** ๑. จะใช้จริยธรรมเป็นแกนนำ อาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ๒. ให้ประสบปัญหาก่อน และเรียนวิชาพื้นฐานตาม ๓. ใช้สถานบริการสาธารณสุขที่มีอยู่แล้วตามต่างจังหวัดเป็นฐานการปฏิบัติงานและการเรียนเพื่อ * ประหยัด ไม่ต้องสร้างโรงเรียนแพทย์ในรูปแบบปัจจุบัน ซึ่งสิ้นเปลืองมาก * ให้นักศึกษาคุ้นเคยกับภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมอย่างอื่น ๆ รวมทั้งมนุษยสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานแต่เนิ่น ๆ * เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพบริการสาธารณสุขขึ้นทั่วประเทศ โดยการรวมเรื่องการบริการ การศึกษา และการวิจัย ให้เป็นเรื่องเดียวกันทั่วประเทศ ขั้นแรกนักศึกษาจะต้องผ่านการทดสอบโดยการไปปฏิบัติงานในชุมชนจนชาวบ้าน ตลอดจนพระ ครู กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เห็นว่าเป็นผู้มีนิสัยใจคอดีอยู่กับชาวบ้านได้ ชาวบ้านรักใคร่ เพราะชอบช่วยเหลือชาวบ้าน เมื่อผ่านขั้นนี้จึงให้เรียนวิชาแพทย์โดยฝึกเป็นลูกมือแพทย์ตามสถานีอนามัย (โรงพยาบาลอำเภอ) และโรงพยาบาลจังหวัด พร้อม ๆ กับเรียนวิชาพื้นฐานตามปัญหาจากง่ายไปยาก หมอชาวบ้าน ๒๙๖ ถ้าจำเป็นต้องเข้ามาเรียนวิทยาการที่หาไม่ได้ในต่างจังหวัด แต่ จำเป็นในการแก้ปัญหา ก็ให้มีเรียนในกรุง แต่ควรให้สั้นที่สุด เพื่อไม่ให้ ถูกแสงสีและความสะดวกสบายฉุดรั้งไว้ในกรุง รัฐมนตรีทั้งสองเห็นชอบด้วย ได้มอบให้บุคคลคณะหนึ่งจัดทำ รายละเอียดในวิธีการประกอบด้วย นายแพทย์ทองจันทร์ หงส์ลดารมภ์ ปรมาจารย์ทางแพทย- ศาสตร์ศึกษาของไทย เป็นรองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน ขณะนั้น นายแพทย์ประสาน ต่างใจ ขณะนั้นเป็นอาจารย์ในคณะแพทย- ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์ อาจารย์ในคณะแพทยศาสตร์โรง- พยาบาลรามาธิบดี เป็นต้นคิดของหลักสูตรใหม่ นายแพทย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ ขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการกองฝึก อบรม กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ปรีชา เจริญลาภ อาจารย์ในคณะเวชศาสตร์เขตร้อน นายแพทย์ศาสตรี เสาวคนธ์ อาจารย์ในคณะเวชศาสตร์เขตร้อน ขณะนั้น นายนรินทร์ ทิมา ขณะนั้นอยู่กองฝึกอบรม กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ประเวศ วะลี (ผู้เขียนบัณฑิตเวชกรรมไทย) บุคคลคณะนี้พบกันทุกเช้าวันพุธที่กระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรี ร่วมประชุมด้วยบ่อย ๆ รัฐมนตรีแนะนำว่าผมควรรายงานสรุป (Brief) ให้นายกรัฐมนตรี ทราบด้วย ผมได้ขอพบอาจารย์สัญญา ท่านก็ให้ไปพบที่ทำเนียบรัฐบาล รายงานสรุปให้ท่านฟังประมาณ ๑ ชั่วโมง โดยมี พล.ร.อ.อนันต์ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๙๗ เนตรโรจน์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีขณะนั้น นั่งฟังอยู่ด้วยอีกเพียงท่านเดียว เสร็จแล้วนายกรัฐมนตรียังได้กรุณาให้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ทำเนียบด้วย เป็นอาหารฝรั่ง ขณะที่คณะบุคคลดังกล่าวยังจัดทำรายละเอียดวิธีการที่จะดำเนินการตามหลักสูตรใหม่ในกระทรวงสาธารณสุขอยู่นั้น วันหนึ่งหนังสือพิมพ์ก็สัมภาษณ์ นายแพทย์ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ธรรมดาหนังสือพิมพ์ถ้าถามเกี่ยวกับทางด้านสาธารณสุข ก็จะต้องถามเกี่ยวกับการบริการสาธารณสุขที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในชนบท ซึ่งเป็นที่เดือดร้อนของชาวบ้านว่าจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร "กระทรวงสาธารณสุขมีโครงการที่จะผลิตแพทย์ในแนวใหม่สำหรับชนบท" นายแพทย์ประดิษฐ์ อดอวดหนังสือพิมพ์ไม่ได้ พอหนังสือพิมพ์ลงไปตูมเท่านั้นแหละ พ่อเจ้าประคุณเอ๊ย ! มีแพทย์ในมหาวิทยาลัยต่ำกันขรมเลย บางท่านเขียนไปลงหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ท่านหนึ่งเขียนไปลงหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย กล่าวหาว่าเป็นการตั้งคอมมูน คือชุมชนนั้นภาษาอังกฤษเรียกว่า Community ท่านเลยตัดข้างท้ายออกให้เหลือ Commune เลย ! มหาวิทยาลัยก็คึกคัก วิพากษ์วิจารณ์หลักสูตรใหม่กันมากมาย ที่ไม่เห็นด้วยก็เสนอทางเลือกอื่น บางพวกบอกว่า ในหลักสูตรปัจจุบันยังรับนักศึกษาเพิ่มขึ้นได้อีกมาก เพิ่มเป็น ๓ เท่าของปัจจุบันยังได้ บางพวกบอกหลักสูตรปัจจุบันย่นย่อให้กระชับลงได้ บางพวกเสนอการแก้ไขดัดแปลงหลักสูตรปัจจุบัน ให้นักศึกษา หมอชาวบ้าน ๒๙๘ แพทย์ปฏิบัติงานในชุมชนมากขึ้น ## แพทยสภาได้ลงมติคัดค้านหลักสูตรใหม่ ครั้งหนึ่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เชิญผู้แทนกระทรวงสาธารณสุขไปชี้แจงหลักสูตรใหม่ที่ศิริราช ผู้ที่ไปชี้แจงต่อที่ประชุมคณาจารย์ที่ศิริราชขณะนั้นประกอบด้วย ๓ ท่านคือ ### รัฐมนตรีเสริม พริ้งพวงแก้ว ### นายแพทย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ ### นายแพทย์ทองจันทร์ หงส์ลดารมภ์ ใคร ๆ ที่เข้าฟังการประชุมวันนั้นคงจะจำได้ว่าบรรยากาศสยดสยองเพียงใด ครับ บุคคลทั้งสามอันอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพนับถือ และเป็นผู้มีส่วนผลักดันหลักสูตรการผลิตแพทย์ในแนวใหม่เพื่อชนบท เกือบจะเรียกว่าตกอยู่ในฐานะจำเลยหรืออาชญากร ! มีทั้งเยาะเย้ย ถากถาง ไล่ให้ลุกจากที่นั่งของผู้บรรยาย ฯลฯ ท่านหนึ่งกะว่าพวกที่ "คบคิด" กันทำเรื่องหลักสูตรใหม่นี้คงมีประมาณ ๘ คน เลยเรียกว่าพวก "โป๊ยเซียน" ! และท่านว่าท่านไม่ยอมเป็นสานุศิษย์ของพวกโป๊ยเซียน สำหรับตัวรัฐมนตรีเสมอเองถูกหนักกว่าเพื่อนยังขาดอยู่อย่างเดียว คือถูกด่าแม่อย่างตรงไปตรงมา ! เรื่องนี้ทำให้นึกถึงกาลิเลโอ ขณะนั้นใคร ๆ เขาเชื่อว่าโลกแบนกาลิเลโอไปบอกว่าโลกกลม เลยโดนกระทืบ และในที่สุดก็ถูกฆ่า เป็นอันว่าหลักสูตรแพทย์ในแนวใหม่ ซึ่งประชาชนยังไม่เคยมีโอกาสได้ทราบ ยังไม่ได้ลงมือทำ ถูกกระทืบไปด้วยประการฉะนี้ บันทึกเวชกรรมไทย ๒๙๙ ที่อาจารย์มหาวิทยาลัยค้านหลักสูตรใหม่ เพราะเกรงว่าจะผลิต แพทย์ที่มีคุณภาพต่ำ คือท่านคิดว่าหมอที่มหาวิทยาลัยผลิตในปัจจุบัน คุณภาพสูง ส่วนหมอบ้านนอกที่กระทรวงจะผลิตนั้น คุณภาพต่ำไป เกิดเป็นหมอ ๒ ชั้น ว่างั้นเถอะ พอเรื่องหลักสูตรใหม่ถูกตีตกไป ผู้ที่คึกคักเสนอทางเลือกอื่น ๆ ขึ้นมาแทน ก็เงียบหายไปหมด ผมนำเรื่องนี้มาบันทึกไว้เพื่อประกอบการศึกษาของผู้สนใจและ อนุชนคนรุ่นหลังที่คิดจะอ่านแสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหาของประเทศ ต่อไป ๑๑๘. สัพเพ ธัมมา อนิจจา (สรรพสิ่งทั้งหลาย ส่วนเปลี่ยนแปลงไป) ท่านผู้อ่านคงจำคุณป้าโกลด้า เมเอียร์ อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง หัวเห็ดของอิสราเอล ที่เพิ่งถึงแก่อสัญกรรมไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้นะครับ และก็อีกคนหนึ่ง คือ เอ็ดเวอร์ด เคเนดี้ น้องชายคนเล็กของ ประธานาธิบดีเคเนดี้ ตะแกเป็นสมาชิกสภาซีเนต (ไม่เหมือนวุฒิสภา ของเรานะครับ สมาชิกสภาซีเนตเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติมาก เพราะ ผ่านการเลือกตั้งมาอย่างสำคัญ) เอ็ดเวอร์ด เคเนดี้ เป็นตัวเก็งที่จะได้ รับเลือกเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคดิโมแครต ซึ่งขณะนั้น คะแนนนำประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ และคนอื่นๆ อยู่ที่แกมาเกี่ยวข้อง กับการแพทย์และการสาธารณสุขก็เพราะดำรงตำแหน่งประธานคณะ กรรมาธิการสาธารณสุขของสภาซีเนตอเมริกัน วันนั้น เป็นวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๗ ณ เมืองนาเกฟ ประเทศอิสราเอล มีพิธีเปิดโรงเรียนแพทย์แห่งใหม่ ประเทศอิสราเอล ถึงแม้จะมีแพทย์มาก แต่ก็ประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนแพทย์ที่จะให้ หมอชาวบ้าน ๓๐๐ บริการ โดยเฉพาะในชนบท งานในด้านการศึกษาแพทย์ กับงานด้านบริการสาธารณสุขก็ แยกตัวกัน เช่นเดียวกับที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง รวมทั้งประเทศไทย โรงเรียนแพทย์แห่งใหม่ที่นาเกฟนี้ตั้งขึ้นเพื่อทดลองในแนวใหม่ คือ รวมเรื่องการศึกษาแพทย์กับการบริการสาธารณสุขไว้ด้วยกัน แพทย์ ผู้มีชื่อเสียงของอิสราเอลชื่อโมเซ่ ปรีเวส (เคยเป็นบรรณาธิการของ Israel Journal of Medical Sciences เป็นทั้งคณบดีของโรงเรียนแพทย์ แห่งใหม่ และผู้ว่าการสาธารณสุขของภูมิภาคนี้) "อิสราเอลจะมีแพทย์จำนวนมาก" นางโกลด้า เมเอียร์ กล่าว ปราศรัยในพิธีเปิดโรงเรียนแพทย์แห่งนี้ "แต่แพทย์ที่สนใจให้บริการ ประชาชนมีจำนวนน้อย ... " (จนกระทั่งต้องมาทดลองเปิดโรงเรียนแพทย์ แนวใหม่แห่งนี้) "ในสหรัฐอเมริกาก็มีปัญหาทำนองเดียวกัน" วุฒิสมาชิกเอ็ดเวอร์ด เคเนดี้ ซึ่งขึ้นปราศรัยต่อจากนางโกลด้า เมเอียร์ กล่าว ที่มลรัฐไอดาโฮ ความที่ขาดแคลนแพทย์ในชุมชน โรงเรียนแพทย์ ได้ทดลองกระจายนักศึกษาแพทย์ให้ไปเรียนกับแพทย์ในชุมชน ปรากฏ ว่าทำให้นักศึกษาแพทย์เหล่านั้นเมื่อจบเป็นแพทย์ตั้งหลักแหล่งอยู่แถว นั้นมากขึ้น ผมเคยไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลฮันเตอร์ดอน ที่เฟลมิงตัน ในรัฐนิวเจอร์ซี เป็นโรงพยาบาลของชุมชนเหมือนตั้งอยู่ในป่าพบนัก ศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยฟิลาเดลเฟียออกมาฝึกงานอยู่ที่นั่น เขายัง ให้ผมสอนนักศึกษาแพทย์เหล่านั้น ที่เมืองอิฟี ในประเทศไนจีเรียได้มีการทดลองการศึกษาแพทย์ อย่างใหม่เอี่ยมที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเฝ้ามองด้วยความสนใจอย่างยิ่ง นั่น คือโรงเรียนแพทย์แห่งนี้ไม่มีตัวโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย แต่นัก บันทึกเวชกรรมไทย ๓๐๑ ศึกษาแพทย์นั้นเรียนโดยการปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลอำเภอและโรงพยาบาลจังหวัด ที่มีผู้สนใจกันมาก ก็เพราะมันเป็นการประหยัดมหาวิทยาลัยอันโอ่อ่าเข้าไปปฏิบัติการในชุมชนเลย ฮะแอ้ม! ลองหันกลับไปดูแนวทางการศึกษาแพทย์ใหม่ที่กลุ่มคนไทยเสนอไว้เมื่อ ๖ ปี ก่อนอีกครั้งสิครับ ที่กรุงปารีสมีองค์การพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น...ฯลฯ ให้ความสนับสนุนทางการเงินอยู่ องค์การนี้ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและริเริ่มทางการศึกษา อันมีชื่อย่อว่า CERI (Center for Educational Research and Innovation) CERI ได้จัดประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านแพทยศาสตร์ศึกษาจากประเทศต่าง ๆ เพื่อค้นคว้าหาแนวทางที่เหมาะสมในการผลิตแพทย์ ศูนย์แห่งนี้ได้ผลิตหนังสือออกมา ๒ เล่ม ชี้แนะในเรื่อง Regional Health University หรือการที่จะใช้ชุมชนเป็นฐานของการศึกษา CERI เห็นว่ารูปแบบของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันเป็นไปไม่ได้ในทางเศรษฐกิจในอนาคต แนะว่าฐานของการศึกษาและวิจัยนั้นควรจัดตั้งอยู่ในชุมชน เอ๊ะ! ไอ้พวกคนไทยที่จวนถูกกระทืบเพราะเสนออะไรแปลกๆ ชักจะไม่ได้อยู่คนเดียวเสียแล้วสิครับ นี่ก็เป็นไปตามธรรมชาติเพราะสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเปลี่ยนแปลง (สัพเพ ธัมมา อนิจจา) ไม่มีอะไรหยุดนิ่งอยู่กับที่ หมอชาวบ้าน ๓๐๒ ถ้าใครจะพยายามไปหยุดอะไรก็ตามให้มันอยู่กับที่ ในขณะที่ สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนไป ก็จะเกิดช่องว่าง และเกิดความขัดแย้งขึ้น คือขัดแย้งกับขบวนการของธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือธรรมะ พระพุทธเจ้าจึงทรงประณามสีลัพพตปรมาส หรือการยึดมั่นใน ศีลและพรต หรือระเบียบธรรมเนียม วิธีการปฏิบัติต่าง ๆ ที่สะสมมันเข้า ไว้เรื่อยๆ จนมันไม่สอดคล้องต่อการแก้ปัญหา ว่าเป็นสิ่งที่มีอันตรายอย่าง ยิ่งต่อมนุษยชาติ และเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง บันทึกเวชกรรมไทย ๓๐๓ ที่จริงทางราชการนั่นใช้เงินมาก แต่ไม่สามารถใช้เพื่อประสิทธิภาพได้ ถ้าจะลงทุนเพื่อประสิทธิภาพกันบ้าง ก็คงจะใช้เงินไม่มาก แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นราชการ ตอนที่ ๒๒ # หัวมังกุท้ายมังกร อุดมการณ์ หรือเงินเพื่อประสิทธิภาพ เราคุยกันถึงเรื่องแพทยศาสตร์ศึกษามานานจนเราอาจจะลืมไป ว่าเรากำลังอยู่ในเรื่องของอะไร เรายังอยู่ในเรื่องที่ว่า ระบบบริการสาธารณสุขที่มีอยู่มันไม่ สามารถสนองความต้องการของชาวบ้านได้ เพราะเหตุต่าง ๆ ซึ่งรวมทั้ง การผลิตแพทย์ที่เพิ่งพูดกันไปหมาด ๆ ด้วย ประสิทธิภาพของระบบบริการเป็นเรื่องที่เราจะกล่าวต่อไป # ๑๑๙. บริการทันควัน ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจิตร พานิช ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทาง โรคผิวหนัง ที่แปลกแต่จริงก็คือ นายแพทย์วิจิตร พานิช กับ นายแพทย์ วิจารณ์ พานิช อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไม่ได้ เป็นญาติโกโหตุกันเลย วันนั้นเป็นวันเสาร์ ลมพัดเย็น อาจารย์วิจิตรก็ขับเบนซ์ไปตึกอล์ฟ ขากลับขับรถไปชนท้ายรถข้างหน้าเข้าจังเบ้อเร่อ ท่านก็ลงไปเจรจากับเจ้าของรถที่ถูกชน รับใช้ตามระเบียบ หลังจากตรวจความเสียหายของตัวเองไม่พบแล้ว อาจารย์วิจิตร ก็เดินสำรวจความเสียหายของรถไปรอบ ๆ คัน ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นรู้สึกแน่นท้องใจหวิว เอ๊ะ ! ชักไม่ค่อยเข้าที น่ากลัวเครื่องในของอาตมาจะเกิดเหตุอะไรสักอย่าง พอดีมีรถตำรวจเข้ามา "น้องชาย" อาจารย์วิจิตรพูดกับตำรวจ "ผมชื่อหมออวิจิตร อยู่โรง พยาบาลศิริราช ผมเป็นเพื่อนกับ พล.ต.ท. สุวรรณ รัตนชื่น ช่วยพาผม ไปส่งโรงพยาบาลหน่อยได้ไหมครับ" ตำรวจก็ดีใจหาย รับอาจารย์วิจิตรขึ้นรถด้วยอัธยาศัยอันดี (จะเป็นเพราะตำรวจมากน้ำใจเมตตา หรือเป็นเพราะเห็นอาจารย์ วิจิตรเป็นหมอ เป็นศาสตราจารย์ หรือเป็นเพราะเป็นเพื่อนกับผู้บัญชา การตำรวจนครบาลก็ตามที) "ไปโรงพยาบาลไหนครับ คุณหมอ" ตำรวจถาม "ไปศิริราชเถอะ ผมทำงานที่นั่น" รถตำรวจพร้อมทั้งหมอที่เป็นคนไข้นอนอยู่ในนั้นก็ห้อไปทาง ศิริราช หมอชาวบ้าน ๓๐๖ "น้องชาย ผมท่าจะไม่ไหวแล้ว" อาจารย์วิจิตรบอกตำรวจ เพราะรู้สึกแน่นท้องมากขึ้นความที่เป็นหมอก็รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในท้อง "ไปโรงพยาบาลอะไรก็ได้ที่ใกล้ๆ" อาจารย์วิจิตรบอกตำรวจ "ตรงนี้มีโรงพยาบาลเปาโล ใช้ได้ไหมครับคุณหมอ" ตำรวจถาม "ได้ ได้ รีบเข้าไปเถอะ" วันนั้นเป็นวันเสาร์ พอตำรวจพาอาจารย์วิจิตรไปถึงก็พบหมอ สังกาศ ทองบริสุทธิ์ ผู้อำนวยการ อยู่ที่นั่นพอดี และยังมีหมอกิตติ เย็นสุดใจ ศัลยแพทย์อาวุโสอีกด้วย เขาก็จัดการเอาอาจารย์วิจิตรเข้าห้องผ่าตัด ผ่าท้องเข้าไป พบว่าลำไส้ใหญ่ส่วนต้นขาดหลุดออกจากกันเป็น ๒ ส่วนเลย ! ทั้ง ๆ ที่ไม่มีบาดแผลที่หน้าท้องหรือที่ไหนเลย และมีเลือดออกมาอยู่ในช่องท้องประมาณ ๒ ลิตร และก็นั่นแหละที่ทำให้รู้สึกแน่นท้อง ใจหวิว ๆ นั่นก็เพราะเลือด มันออกมาก กำลังจะเป็นลมหรือช็อก ถ้าช้าอีกนิดก็จะตาย อาจารย์วิจิตรท่านเป็นหมอ ท่านทราบอาการของท่านดีว่าขืน ต่อไปโรงพยาบาลศิริราช อาตมาซี้แน่ ติดการจราจรตายอยู่แถวถนน นั้นเอง ! โชคดีหลายอย่าง ถ้าไปถึงโรงพยาบาลแล้วหมอผ่าตัดไม่อยู่หรือช้า หรือไม่ชำนาญ ก็ต้องไปหายมบาลเหมือนกัน แต่เจอทั้งหมอสังกาศ และหมอกิตติ ซึ่งเขารีบให้บริการทันควัน นี้แลคือประสิทธิภาพที่ช่วยชีวิตของผู้ป่วยได้ บันทึกเวชกรรมไทย ๓๐๗ แต่สักกี่คนเทียวที่จะโชคดีอย่างนี้! ชาวบ้านที่ลูกเขาต้องตายไป เพราะงูกัด เพราะไข้ เพราะท้องเดิน เพราะอุบัติเหตุ ฯลฯ มีไม่รู้เท่าไร ๆ เพราะความไร้ประสิทธิภาพของโรงพยาบาลของ รัฐ นอกเวลาราชการ หรือวันหยุด ผู้ป่วยหนักจะต้องไปเผชิญกับ แพทย์ฝึกหัดซึ่งเป็นแพทย์ผู้น้อยที่สุด มีความชำนาญน้อยที่สุด ตรวจ คนไข้ยุ่งที่สุด ดีไม่ดีก็เลยตายเสียก่อน ผมจึงพูดอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่ผมรับราชการและไม่เคยไปทำงานส่วน ตัวหรือโรงพยาบาลเอกชนเลยว่า ถ้าพ่อแม่ญาติพี่น้องผู้ใดเจ็บป่วยหนัก กะทันหัน ขอให้พาไปโรงพยาบาลเอกชนที่ดี ๆ อย่าไปที่โรงพยาบาลของ รัฐ ยังไง ๆ ก็เอาชีวิตรอดไว้ก่อน อย่าเพิ่งเอาอุดมการณ์อะไรเลย ! (สูตรนี้ใช้ได้กับคนมีทรัพย์ หรือพอหยิบยืมเท่านั้น คนจน ๆ ก็เลย ไม่มีน้ำยาจะไปไหนอยู่ดี) หมอชาวบ้าน ๓๐๘ # ๑๒๐. ที่อยู่ของหมอมีฝีมือ หญิงผู้หนึ่งกำลังเลือกของอยู่ในร้านเฟอร์นิเจอร์ ตรงระหว่างสาม แยกพลับพลาไชยกับสะพานดำ โครม ! ครับ รถวิ่งเข้ามาในร้าน ชนเธอเข้าไปด้วย รู้สึกแน่นในท้องเหมือนกัน ไปได้รับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใกล้ ๆ สถานที่เกิดเหตุ พบว่าตับแตก และมีเลือดออกมาในช่องท้อง แต่คนไข้ตาย ไม่โชคดีเหมือนอาจารย์วิจิตร ตับแตกนี่ศัลยแพทย์เก่ง ๆ ก็เย็บได้ และถ้าเย็บทันก็ไม่ตาย ส่วนคนไข้รายนี้ที่ตายนั้นจะเป็นเพราะคนไข้ช็อก แล้วช่วยไม่ทัน หรือทำผ่าตัดช้าไป หรือเผอิญหมอผ่าตัดไม่อยู่ที่นั่น หรือเผอิญหมอที่ผ่าตัด เย็บตับไม่เก่ง ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างก็ไม่ทราบได้ แต่แสดงให้เห็นว่า การเจ็บป่วยที่ปัจจุบันทันด่วนบางอย่างนั้น ที่ จะช่วยชีวิตได้ต้องการประสิทธิภาพของการดูแลรักษา หมอที่มีฝีมือควรจะต้องอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ เพื่อให้บริการได้ทัน ควัน ในโรงพยาบาลของรัฐนั้นมีหมอที่มีฝีมือเป็นอันมาก แต่ราชการไม่สามารถจัดให้เขาอยู่ในที่ที่ควรอยู่ได้ บันทึกเวชกรรมไทย ๓๐๙ ศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาน จาติกวนิช ท่านเป็นศัลยแพทย์ เป็นหมอผ่าตัดหัวใจคนแรกของไทย (ถึงแม้ตอนหลังท่านจะไปมีอาชีพ เป็นอธิการบดี) ตอนเย็นท่านก็ไปเป็นแพทย์ประจำโรงไฟฟ้าวัดเลียบ ทำอะไรบ้างที่นั่น ก็ตรวจคนเป็นหวัดบ้าง ปวดหัวบ้าง เป็นกลากเป็นเกลื้อนบ้าง เซ็น "ใบแพทย์" ให้คนงานบ้าง ฯลฯ ที่เรียกว่าเป็นเรื่องของเวชปฏิบัติทั่วไป ซึ่งทำให้เปลืองเปล่า ศัลยแพทย์หัวใจ ผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ ส่วนใหญ่ก็ต้องทำเช่นเดียวกัน กล่าวคือไปตั้ง ร้านทำเวชปฏิบัติทั่วไป จริงอยู่เรื่องเวชปฏิบัติทั่วไปนั้นเป็นเรื่องสำคัญและต้องมีคนทำ แต่มันควรจะมีการจัดรูประบบบริการสาธารณสุขให้เป็นระเบียบและมี ประสิทธิภาพ ถ้าคนตับแตกไปโรงพยาบาลแล้วไม่มีหมอผ่าตัดที่เก่งให้ได้ เพราะ หมอผ่าตัดที่เก่งคนนั้นไปรักษากลากเกลื้อนอยู่ที่ร้าน คนตับแตกก็เลยตาย ! อย่างนี้เรียกว่าไม่เป็นระเบียบและไม่มีประสิทธิภาพ หรือเละ หมอชาวบ้าน ๓๑๐ # ๑๒๑. เงิน ที่หมอต่าง ๆ ต้องไปทำร้านนั้นก็เพราะเงิน เรื่องเงินนี้ต้องพูดกันตรงไปตรงมา ## ใครว่าเงินนั้นไม่สำคัญ ตอนที่เขียนนี้ ทหารของจอมซ่าส์ อามิน แห่งยูกันดา กำลังถอย กรูด (กว่าบทความนี้จะถึงท่านผู้อ่าน อามินก็คงจะสิ้นชาติไปแล้ว) เพราะถูกทหารแทนซาเนียบุก และว่ากันว่า ที่ทหารของอามินไม่มีกำลังใจรบ เพราะไม่ได้รับเงิน เดือนมาหลายเดือนแล้ว ถ้าไม่จ่ายเงินเดือน ทหารก็รักชาติไม่ไหวเหมือนกัน # ๑๒๒. นรกบนดิน การออกโอพีดี (แพทย์ออกตรวจผู้ป่วยที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก) ตามโรงพยาบาลของรัฐเป็นปัญหาอย่างมากโดยทั่ว ๆ ไป เพราะไม่ค่อยมีใครอยากออก ออกสายบ้าง กลับเร็วบ้าง ออกแล้วตรวจช้าบ้าง ไม่ออกเพราะมีธุระอย่างอื่นบ้าง เช่น วันหนึ่งพยาบาลที่โอพีดี โทร. ไปหาหัวหน้าแผนกว่า ปานนี้จน ๑๑ โมงแล้ว อาจารย์ ... ยังไม่ไปออกโอพีดี หัวหน้าแผนกเห็นอาจารย์ผู้นั้นนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ แต่ไม่กล้า บันทึกเวชกรรมไทย ๓๑๑ ไปบอกให้เขาไปออกโอพีดี "เฮ้ยหมาน! แกไปบอกหมอ...ที่ว่าโอพีดีตาม" หัวหน้าแผนกใช้ยาย หมานให้ไปบอกแทน อีกเรื่องหนึ่ง ดีเทลยาเล่าให้ฟัง ดีเทลแมน คือผู้บอกขายยา อาจจะเป็นเภสัชกรหรือไม่ใช่ก็ได้ ดีเทลยานี่ขยันมาก เที่ยวตะรอน ๆ ไปทั่วประเทศ เที่ยวผูกมิตรกับคนตะ ไปหมด ใครก็ได้ขอให้ซื้อยาฉัน หรือมีอิทธิพลในการสั่งซื้อได้ ความที่ตะรอน ๆ ไปทั่วประเทศ ดีเทลยาจึงมีเรื่องเล่าเรื่องคุย มากมาย "ผมไปที่โรงพยาบาล..." เขาเล่า "กำลังหยุดพักเที่ยง หมอกำลัง เล่นไพ่กันเป็นวง" "เขาชวนผมเล่น ผมก็เล่นด้วย" "ผมนึกว่าบ่ายโมงเขาจะเลิกเพื่อกลับไปทำงาน หน็อยเล่นกันจน สี่โมงเย็น ได้เวลาไปทำร้านเลย"! อ้าว! แล้วระหว่างนั้นใครตรวจคนไข้เล่า! บางแห่งการออกโอพีดีก็เป็นเรื่องที่ทำให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะหาว่ากินแรงกัน บางแห่งต้องใช้วิธีเหมาหน่วยไปออกเป็นวัน ๆ ถ้ากินแรงก็ให้ไป กินแรงกันเอง ไม่ต้องมีเรื่องฟ้องถึงหัวหน้าแผนก ฯลฯ นี้แลคือ สภาพของโอพีดีของโรงพยาบาลของรัฐที่เป็นเหมือน นรก นรกทั้งของคนไข้และของหมอ จะหาแพทย์ที่เต็มใจ ชื่นใจ อยากออกโอพีดีคงน้อยเต็มที หมอชาวบ้าน ๓๑๒ ร้อนก็ร้อน คนไข้ก็แน่น มองไปเห็นแต่หัวดำ ๆ ตรวจไม่รู้จักหมด จักสิ้น มีแต่ปัญหา ๆ ๆ ๆ แต่เป็นที่ร้าน คนไข้ยิ่งแน่นยิ่งชอบ นี่เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครปฏิเสธได้ เราจะไปประณามกันว่า คนนั้นดีคนนี้เลว เห็นจะไม่ได้ เพราะคน คนเดียวกัน ตอนเช้าไม่ชอบคนไข้แน่น แต่ตอน เย็นชอบคนไข้แน่น มันไม่ใช่ความดีความเลวอะไรโดด ๆ แต่ขึ้นกับเงื่อนไข ตอนเช้ามีเงื่อนไขที่ทำให้ไม่ชอบตรวจคนไข้ แต่ตอนเย็นมีเงื่อนไข ที่ทำให้ชอบตรวจมาก ๆ ก็ข้าราชการนั้นได้เงินเดือนตายตัวอยู่แล้ว ทำมากทำน้อยก็ไอ้ได้ เงินเดือนเท่าเดิม แล้วใครจะไปอยากทำมาก แต่ที่คลินิกส่วนตัวถ้าทำน้อยได้น้อย ถ้าทำมากได้มาก เมื่ออยาก ได้มากจึงอยากทำมาก เงื่อนไขที่ว่านั้นก็คือผลประโยชน์ ตรงไปตรงมา นอกเหนือไปจากพระอริยบุคคลแล้ว ผลประโยชน์เป็นเครื่อง กำหนดความคิดและการกระทำของบุคคล เราไม่ได้พูดถึงปัญหาของพระอรหันต์ หรือพระอนาคามี หรือ สกิทาคามี หรือโสดาบัน แต่พูดถึงปัญหาของปุถุชน ฉะนั้นจะหลีกเลี่ยง ปัญหาของผลประโยชน์ไปไม่ได้ บันทึกเวชกรรมไทย ๓๑๓ # ๑๒๓. เงินหรืออุดมการณ์ ในสหรัฐอเมริกานั้น เขาเป็นสังคมแห่งผลประโยชน์เต็มที่ หมูไปไก่มา ทำมากได้มาก ใช้มาก เขาพยายามใช้เงินเข้าไปซื้อประสิทธิภาพคนไข้ไอพีดีแน่นนักรึ มา ไม่เป็นไร ใครก็ได้ มาออกห้องแพทย์เวร ฉันจะจ่ายให้เวรละ ๑๐๐ เหรียญออกกันครึ่ด ! อาจารย์ก็ยังไป "อาสา" ออกกับเขาด้วย เขาเรียกว่าไป "อาบแสงจันทร์" (Moon Light) คือรับจ้างทำเป็นพิเศษ บางสังคม เช่น จีน พยายามเน้นที่อุดมการณ์ พูดแต่เรื่องกินน้อยใช้น้อย เสียสละ อุทิศตัวเพื่อส่วนรวม พยายามใฝ่หาประสิทธิภาพด้วยอุดมการณ์ ของเรานั้นมันเป็นหัวมังกุท้ายมังกร ! หัวมังกุท้ายมังกรอย่างไร เชิญอ่านบางตอนของพระราชบัญญัติ ข้าราชการพลเรือน ดังต่อไปนี้ ลักษณะ ๔ วินัยข้าราชการพลเรือน มาตรา ๗๑ ข้าราชการพลเรือนต้องสุภาพเรียบร้อย ... มาตรา ๗๔ ข้าราชการพลเรือนต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ข้าราชการ จะทอดทิ้งหน้าที่ราชการไม่ได้ มาตรา ๗๕ ข้าราชการพลเรือนต้องปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการด้วย หมอชาวบ้าน ๓๑๔ ความซื่อสัตย์ เที่ยงธรรม และประพฤติตนอยู่ใน ความสุจริต ห้ามมิให้อาศัย หรือยอมให้ผู้อื่นอาศัย อำนาจหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าจะโดยทางตรง หรือทางอ้อมก็ตาม หาประโยชน์ให้แก่ตนหรือแก่ ผู้อื่น เอาละครับ เอาเพียงเท่านี้ก็จะเห็นว่า ระบบราชการใช้อุดมการณ์ เต็มเปี่ยม เห็นไหมครับ ข้าราชการต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ หมายถึง ๒๔ ชั่วโมงเลย ที่เรียกว่า ในเวลาราชการ นอกเวลาราชการ นั้นมาบัญญัติกัน ขึ้นเองไม่มีกฎหมายรองรับ ที่นี้ลองมาดูว่า อุดมการณ์ของราชการ นั้นสำเร็จมากน้อยเพียง ใดเพียงใน ๓ ข้อข้างต้น มาตรา ๗๑ ข้าราชการพลเรือนต้องสุภาพเรียบร้อยจริง เฉพาะ ต่อผู้บังคับบัญชา แต่ใครว่าข้าราชการ สุภาพเรียบร้อยต่อประชาชนบ้าง ? มาตรา ๗๔ ใครว่าข้าราชการอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ และไม่ทอดทิ้งหน้าที่ราชการบ้าง ? มาตรา ๗๕ ข้าราชการซื่อสัตย์ ? เที่ยงธรรม ? สุจริต ? ไม่อาศัย อำนาจหน้าที่หาประโยชน์ให้ตนเอง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ? ผู้อ่านคงตอบปัญหาเหล่านั้นได้ดี และรู้อยู่แก่ใจว่า อุดมการณ์ ของราชการนั้น สำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร ย้อนหลังกลับไปถึงรัชกาลที่ ๕ อุดมการณ์ของราชการอาจจะเป็น ความจริงเป็นส่วนมาก สมัยนั้นเป็นสมัยกินน้อยใช้น้อย คนที่เรียกว่ารวยคงไม่ได้กินมาก บันทึกเวชกรรมไทย ๓๑๕ ใช้มากอันใด เจ้าสัวก็อาจมีเสื้อผ้าเพียง ๒-๓ ชุด สมัยหลังนี้สังคมได้เปลี่ยนไปเป็นสังคมแห่งผลประโยชน์ มีการ กินมากใช้มาก หามาก แบบในสหรัฐอเมริกา ฉะนั้นในเมื่อสังคมเป็นกระแสแห่งผลประโยชน์ แต่ราชการใช้ หลักของอุดมการณ์ ก็ไม่ไปด้วยกัน อุดมการณ์ของราชการไม่สามารถทานกระแสแห่งผลประโยชน์ ในสังคมได้ จึงล้มระเนระนาด เน่าเหม็น ครับ ของที่ตายแล้วย่อมเน่าเหม็น โรงพยาบาลเอกชนก็ดี คลินิกส่วนตัวก็ดี เป็นการกระทำที่ สอดคล้องกับสภาพของสังคม คือเป็นเรื่องของผลประโยชน์โดยตรง หมูไปไก่มา จึงมีอัธยาศัยและประสิทธิภาพมากกว่าที่โรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งใช้ระบบอุดมการณ์ ถ้าที่โรงพยาบาลของรัฐลองใช้ระบบตอบแทนผลประโยชน์กัน โดยตรงบ้าง เช่น แทนที่จะจ่ายเงินเดือนกันตายตัว แบบทำหรือไม่ทำก็ เท่าเดิม แต่จ่ายตามรายหัวของคนไข้ที่ตรวจ ! คราวนี้ละก็พ่อคุณเอีย ตรวจกันให้พึ่บพั่บ ๆ ไปหมด ที่ห้องแพทย์เวรที่ว่ามีแต่แพทย์ฝึกหัดนั้น ก็จ้างคนเก่ง ๆ ให้มาอยู่ เลยจ่ายให้ชั่วโมงละเท่านั้นเท่านี้ คนไข้ที่ไม่ควรตายจะได้ไม่ตาย “เราทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกหมอ เพราะเราเป็นราชการ” แพทย์ ที่เป็นข้าราชการ (ตอนเช้า) บอก เห็นไหม ! เพราะความเป็นราชการทำให้ไม่มีทางแก้ปัญหาอะไร ได้ หมอชาวบ้าน ๓๑๖ ขณะที่ทางราชการมัวมะงุมมะงาหรา ต้องทำเรื่องผ่านห้องนั้น ออกห้องนี้ ต้องส่งก.พ. ต้องผ่านคณะกรรมการต่าง ๆ ฯลฯ และปรากฏ ว่าทำไม่ได้อยู่นั้น หมอสังกาศมาจูงมือหมอที่เก่ง ๆ ไปบอกว่า "หมอมา อยู่กับผมไหม เงินเดือน ๓ หมื่น" เสร็จ! ครับ เสร็จกันไปภายใน ๒-๓ นาที โดยไม่ได้ไปผ่านอะไร เป็นขั้น ๆ หรือเปิดกฎเกณฑ์อะไรเลย ที่จริงทางราชการนั้นใช้เงินมาก แต่ไม่สามารถใช้เพื่อประสิทธิ- ภาพได้ เช่น ลงทุนสร้างตึก ๒ ตึก ตึกละ ๕๐ ล้านบาท หมดเงินไป ๑๐๐ ล้านบาท งานที่เคยอึดอยู่อย่างไรก็อึดอยู่อย่างนั้น ถ้าจะลงทุนเพื่อประสิทธิภาพกันบ้างก็คงจะใช้เงินไม่มากเท่ากับ ราคาตึก แต่ก็ทำไม่ได้เพราะเป็นราชการ !! จะเอาอย่างไรก็เอาเสียอย่าง เงิน หรืออุดมการณ์ ถ้าเงินก็เงินด้วยกัน ถ้าอุดมการณ์ก็ต้องอุดมการณ์ด้วยกัน จะทำเป็นหัวมังกุท้ายมังกร อยู่โดยที่สังคมเป็นระบบแห่งผล ประโยชน์ แต่ราชการเป็นอุดมการณ์นั้นมันจะไหวละหรือ หมอที่ไหนเขาจะยอมให้พ่อค้า หรือนายธนาคาร หรือลูกนายพล มาชี้เบนซ์เฉียดหัวเขาไปเฉี่ยวหัวเขามา และจิกหัวเขาใช้ แม้ระบบราชการที่เน่าเหม็นแล้วนี้ ก็เป็นเหตุให้บริการสาธารณ- สุขต่อประชาชนย่ำแย่ไปด้วย อีกประการหนึ่ง (เว้นตอนหน้า จะเลี้ยวมาว่าด้วยราชการอีกครั้งหนึ่งครับ) บันทึกเวชกรรมไทย ๓๑๗ สุขภาพอนามัยที่ดีสำหรับทุกคนนั้น ต้องหมายความว่า สุขภาพอนามัยในบ้านของตนเอง เพราะนี่คือ หนทาง การสาธารณสุขจะต้อง กระจายไปอยู่ที่บ้านของทุกคน ความรู้ในการตรวจรักษาโรค จะต้องกระจายไปสู่ประชาชนมากที่สุด เพื่อประชาชนจะได้ช่วยตนเองได้ ตอนที่ ๒๓ # สิรุปสาธารณสุข กับพุทธธรรม พุทธศาสนานั้นเน้นหนักที่ทุกข์ และการขจัดทุกข์ ถ้าไม่มีทุกข์ ก็มีสุข และพุทธศาสนาคงไม่ได้เน้นที่ความสุขของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็น ความสุขของคนทั่วไป หรือสาธารณชน ## ความสุขของสาธารณชน ก็คือสาธารณสุข ฉะนั้น พุทธศานาจึงมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่สาธารณสุข แต่เป็น สาธารณสุขที่มีความหมายกว้างกว่าการแพทย์และอนามัยอย่างที่เข้าใจ โดยทั่ว ๆ ไป พุทธธรรม หรือธรรมะ หรือธรรมนั้น หมายถึงธรรมชาติ หรือ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ก็ดี ฝนตกแดด ออกก็ดี ฝนแล้งหรือน้ำท่วมก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเกณฑ์ หรือมี เหตุผลทั้งสิ้น ดังที่พระท่านว่า ธรรมย่อมเกิดแต่เหตุ ตามคำนิยามข้างต้น สิ่งใดที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่สอดคล้องกับ ธรรมชาติ หรือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ สิ่งนั้นไม่ใช่ธรรม หรือไม่เป็นธรรม ปัญหาต่าง ๆ ที่เราพูดกันมาใน "บันทึกเวชกรรมไทย" นี้เกิดขึ้น จากความไม่เป็นธรรม ไม่เป็นธรรมทั้งในการทำให้เกิดโรค ไม่เป็นธรรมทั้งในวิธีการรักษาและป้องกันโรค ๑๒๔. ความไม่เป็นธรรมนำให้เกิดโรค ธรรมชาติใช้เวลาเป็นพันล้านปีในการประดิษฐ์ชีวิตขึ้นมาในโลกนี้ จากสิ่งที่ไม่มีชีวิต (ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือแร่ธาตุต่าง ๆ) และวิวัฒนาการขึ้น มาจนเป็นมนุษย์ มนุษย์เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มนุษย์จึงอยู่ในความสมดุลกับธรรมชาติ ถ้ามนุษย์อยู่อย่างสมดุลกับธรรมชาติก็จะเป็นโรคน้อยเต็มที่ หลักการของสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำอย่างไรให้คนเป็น โรคน้อยที่สุด หรือการป้องกันโรค หมอชาวบ้าน ๓๒๐ # การป้องกันโรคที่สำคัญที่สุด ก็คือการที่ให้มนุษย์มีชีวิตที่เป็น ธรรม ทุกวันนี้เรามีโรคกันมากเหลือเกิน เพราะความไม่เป็นธรรม อย่างน้อยก็ ๓ ประการ ## ๑. ชีวิตที่เป็นธรรมนั้น เบื้องต้นจะต้องมีปัจจัย ๔ ในระดับที่ เหมาะสม คือมีอาหาร ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ทุกวันนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น คนพวกหนึ่งขาดแคลนปัจจัย ๔ เป็นอย่างยิ่ง คนอีกพวกหนึ่งมีมากเกินระดับที่เหมาะสม ซึ่งล้วนทำให้เกิดโรคและความยุ่งยากตามมา ## ๒. ชีวิตที่เป็นธรรมนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนมนุษย์ และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ (มนุษยธรรม) มนุษย์จะต้องมีความเมตตาปรานี ต่อกัน ชีวิตจึงจะเป็นสุข มนุษยธรรมจะเป็นไปได้ในชุมชนเล็กยิ่งกว่าในเมืองใหญ่ซึ่งมีชีวิตแบบตัวใครตัวมัน แต่สังคมของเราทุกวันนี้เป็นสังคมที่ส่งเสริมเมือง และทำลายชุมชนชนบท ถ้าขายข้าวและผลิตผลทางการเกษตรกรรมอย่างอื่นได้ราคาใครจะอยากมาเป็นคนใช้ในเมือง ใครจะอยากมาเป็นกรรมกร ใครจะอยากมาเป็นโสเภณี ใครจะอยากมาอยู่สลัม ใครจะอยากจากบ้าน จากพ่อแม่ ลูก เมีย มาเผชิญทุกข์กันอย่างนี้เหมือนบ้านแตกสาแหรกขาด ยิ่งกว่าโดนโจรปล้น ! โจรปล้นชุก ๆ ก็เดือดร้อนกันพอดูแล้ว นี่มันเป็นการปล้นกันทั้งประเทศ หรือปล้นกันเป็นระบบเลย แนวทางเช่นนี้ทำให้เดือดร้อนไปหมด ทั้งในชนบทและในเมือง จะให้รางวัลครูประทีปอีก ๑๐๐ คน เราก็แก้ปัญหาสลัมไม่ได้ ! บันทึกเวชกรรมไทย ๓๒๑ ในชีวิตที่เป็นธรรม มนุษย์จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับ สิ่งแวดล้อม เช่น พืช สัตว์ ดิน น้ำ แร่ธาตุต่าง ๆ นี้เป็นหลักของพุทธ- ศาสนาทีเดียว มนุษย์จะต้องมีเมตตา แม้ต่อสิ่งที่ไม่มีชีวิต ! ทุกวันนี้เพราะความโลภในลัทธิเสพสุข มนุษย์ได้ทำลายต้นน้ำ ลำธาร ทำลายป่า ทำลายสัตว์ ขุดเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้อย่างไม่ บันยะบันยัง ก่อให้เกิดความหายนะต่าง ๆ เช่น ฝนแล้ง น้ำท่วม ดินขาด ปุ๋ย อากาศเป็นพิษ น้ำเป็นพิษ ดินเป็นพิษ เสียงเป็นพิษ พอน้ำมันขึ้น ราคาทีหนึ่งก็เดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า ความเครียด ความทุรนทุราย ความเดือดร้อนด้วยประการต่าง ๆ ทำให้สังคมป่วยทั้งสังคม นี้ไม่ใช่พุทธสังคมเป็นแน่แท้ ! ๓. ชีวิตที่เป็นธรรมนั้นจะต้องมีการใช้แรงกาย เพราะเหตุในข้อ ๒ มนุษย์บางจำพวกไม่ใช้แรงกาย พากันหลงบูชาว่าการไม่ใช้แรงกาย เป็นของดี เป็นของสูง เป็นผู้ดี เป็นการมีบุญ แท้ที่จริงมนุษย์จะต้องใช้ แรงกายจึงจะสอดคล้องกับธรรมชาติ ทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดความ สมดุล การไม่ใช้แรงกายก่อให้เกิดปัญหาของมนุษย์ติดตามมาอีกมากดัง ได้เคยกล่าวมาแล้ว การมีสังคมที่เป็นธรรมและการดำรงชีวิตที่เป็นธรรมจึงเป็นหลัก สำคัญที่สุดในการสาธารณสุข ๑๒๕. ระบบบริการสาธารณสุข ตามแนวพุทธธรรม เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้มีการประชุมนานาชาติว่า ด้วยเรื่องการสาธารณสุขเบื้องต้น ที่เมือง อาลมา-อตา ในสหภาพโซเวียต รัสเซีย โดยข้อเสนอแนะขององค์การอนามัยโลก และยูนิเซฟ หมอชาวบ้าน ๓๒๒ ที่ประชุมประกอบด้วยผู้แทนรัฐบาลจาก ๑๓๔ ประเทศ ผู้แทนองค์การที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ๖๗ องค์การ และผู้แทนของหน่วยอื่นอีกมาก ที่ประชุมได้ประกาศว่า "สุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นร้อย ๆ ล้านในโลก ไม่อยู่ในสภาพที่ยอมรับได้ มากกว่าครึ่งของประชากรทั้งโลกไม่ได้รับประโยชน์จากการดูแลโดยสมควร" นี้คือสภาพที่ไม่เป็นธรรม ! ขณะนี้องค์การอนามัยโลกได้ชูคำขวัญ หรือตั้งเป้าหมายไว้ว่า "Health for All by the Year 2000" หรือสุขภาพอนามัยสำหรับทุกคนภายในปี ค.ศ. 2000 (หรือสุขภาพดีถ้วนหน้าภายใน พ.ศ. ๒๕๔๓) หมายถึงว่าภายในปีนั้น ทุกคนในโลกจะต้องมีสุขภาพอนามัย และการดูแลรักษาที่อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ ก็เหลือเวลาอีกเพียง ๒๐ ปี เท่านั้น ! สมมติว่าถ้าเราตั้งเป้าหมายว่า ทุกคนจะต้องมีกิน เป็นไปไม่ได้ว่าทุกคนจะมีอาหารฮ่องเต้กิน เป็นไปไม่ได้ว่าทุกคนจะมีอาหารที่ดุสิตธานีกิน เป็นไปไม่ได้ว่าทุกคนจะมีอาหารตามเรสเตอรองชนิดใด ๆ ก็ตาม กิน เพราะนั่นไม่ใช่หนทาง แต่จะต้องหมายความว่าทุกคนมีอาหารกินที่บ้าน เพราะนี่คือหนทาง ในทางการสาธารณสุขก็เช่นเดียวกัน เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีสำหรับทุกคน เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนไปโรงพยาบาลศิริราช จุฬาฯ รามาฯ บันทึกเวชกรรมไทย ๓๒๓ ... หรือเปาโล ฯ เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนไปโรงพยาบาลอะไร ๆ ก็ตาม เป็นไปไม่ได้แม้ว่าจะให้ทุกคนไปหาหมออะไร ๆ ก็ตาม เพราะฉันไม่ใช่หนทาง แต่จะต้องหมายความว่า สุขภาพอนามัยในบ้านของตนเอง เพราะนี่คือหนทาง การสาธารณสุขจะต้องกระจายไปอยู่ที่บ้านของทุกคน ความรู้ในการตรวจรักษาโรคจะต้องกระจายไปสู่ประชาชนมาก ที่สุด เพื่อประชาชนจะได้ช่วยตัวเองได้ อ้าว! ก็อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ยังไงล่ะครับ โรคภัยไข้เจ็บที่เป็น ๆ กันทุกวันนี้ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ชาวบ้าน สามารถรักษาตัวเองได้ ถ้าเขาได้มีโอกาสเรียนรู้ นั่นคือชาวบ้านสามารถเป็นหมอได้ ก็หมอชาวบ้านยังไงล่ะครับ การผูกขาดไม่ถูกหลักพุทธธรรม แต่เป็นเรื่องของการค้าขาย ระบบการแพทย์ทุกวันนี้ยังเป็นเรื่องของการผูกขาดอยู่มาก ฉะนั้นจึงไม่เป็นธรรม พุทธธรรมเน้นที่การพึ่งตัวเอง ชีวิตจะได้ไม่เดือดร้อนมาก ถ้า ความเป็นอยู่ของเราต้องพึ่งสินค้าจากแดนไกล ชีวิตก็ยุ่งยากและสับสน มาก เดี๋ยวเรือไม่มาล่ะ เดี๋ยวน้ำมันขึ้นราคาล่ะ เดี๋ยวสินค้านั้นขึ้นราคาล่ะ ฯลฯ หมอชาวบ้าน ๓๒๔ ในทางการสาธารณสุขก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราต้องพึ่งพาหยูกยา และเครื่องไม้เครื่องมือจากต่างประเทศไปเสียทั้งหมด เราก็จะต้อง เดือดร้อนอย่างไม่เป็นที่สงสัย การอาศัยวัสดุและวิทยาการพื้นบ้าน เช่น การแพทย์พื้นบ้าน จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับธรรมะ การที่ประชาชนและชุมชนมีความสามารถในการช่วยตัวเองและ ช่วยกันเอง และการใช้ทรัพยากรและวิทยากรพื้นบ้านให้มากที่สุดนี้ แหละที่เรียกว่า การสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำลังส่ง เสริมสนับสนุนอยู่อย่างขะมักเขม้น ความคิดขององค์การอนามัยโลกจึงอยู่ในแนวทางเดียวกับพุทธ- ธรรม ! การพูดถึงวิทยาการพื้นบ้านมิได้แปลว่าเราควรปฏิเสธการแพทย์ แบบตะวันตก แต่ควรนำมาผสมผสานกันอย่างเหมาะสม เมื่อประชาชนแต่ละบ้านมีความรู้ในการรักษาและป้องกันโรคตาม สมควรแล้ว ถัดไปจะมีประชาชนบางคนมีความสนใจและความสามารถ เป็นพิเศษ ก็ให้เขาเรียนรู้มากกว่าประชาชนทั่ว ๆ ไป เพื่อจะได้มีความ สามารถช่วยเพื่อนบ้านได้ดีขึ้น คราวนี้ไม่ต้องพูดถึงบุคลากรทางสาธารณสุข เช่น ผดุงครรภ์ พนักงานอนามัย หรือพยาบาลกันละ ควรให้เขาเรียนรู้ในการตรวจ รักษามากที่สุด นั่นคือ เปิดโอกาสให้ทุกคนเรียนรู้ได้มากที่สุด และใช้วิธีเรียนที่ เรียนง่ายที่สุด นั่นคือ ปฏิบัติก่อน ทฤษฎีทีหลัง จากง่ายไปหายาก โดยหลักการนี้ก็ไม่จำเป็นต้องไปแยกชั้นวรรณะ เรียกชื่อนั้น ชื่อ นี้กันต่อไป ทุกคนเป็นหมอหมด ทุกคนฝึกฝนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดชีวิต ที่ ฝรั่งเรียกว่า Life-Long Study หรือศึกษาตลอดชีวิตไงล่ะครับ และ บันทึกเวชกรรมไทย ๓๒๕ ทำงานรับผิดชอบตามความสามารถ ทุกชุมชนจะต้องมีศูนย์บริการสาธารณสุขเล็ก ๆ สำหรับให้บริการ คนในชุมชนนั้น ในส่วนที่เหนือขีดความสามารถของประชาชนที่จะทำเอง ปัญหาปวดหัว ปวดท้อง ข้องใจ ของประชาชนจะรักษาไปเกือบ หมดแล้ว โดยการรักษาตนเอง และโดยศูนย์บริการสาธารณสุขชุมชน ไม่ต้องไปแออัดยัดเยียด ถูกดุ ถูกตวาด ตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ เหมือน ขอทาน หรือเปรตขอส่วนบุญ ต่อปัญหาความเจ็บไข้ที่ยาก หรือที่ต้องใช้เทคนิคสูง ๆ จึงค่อย ส่งต่อไปยังโรงพยาบาล การส่งต่อ ในที่นี้หมายถึงศูนย์และโรงพยาบาลจะต้องถือเป็น หน้าที่ที่จะส่งต่อผู้ป่วยไปยังแหล่งบริการที่เหมาะสม ไม่ใช่ปล่อยให้เขา กระเสือกกระสนหิ้วตระเวนหาโรงพยาบาลที่จะรับเขาไว้เช่นในปัจจุบันนี้ โดยการมีตาข่ายงานสาธารณสุขเช่นนี้โรงพยาบาลจึงจะไม่แออัด ยัดเยียด และให้บริการที่น่าทุเรศอย่างทุกวันนี้ และจะต้องมีระบบอะไรสักอย่างหนึ่งที่รับประกันว่า ทุกคน โดย ไม่คำนึงถึงว่าเขาจะมีเงินหรือไม่ จะต้องได้รับบริการ ตามความจำเป็น ไม่ใช่ตามจำนวนเงินในกระเป๋า และเพราะแม้อย่างนี้ สุขภาพอนามัยสำหรับทุกคน จึงเป็นไปได้ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า รัฐบาลไทยท่านจะซูคำขวัญ สุขภาพ อนามัยสำหรับคนไทยทุกคนบ้างหรือปล่าว และไม่ทราบว่าท่านจะเลือกกำหนดปีอะไร องค์การอนามัยโลกเขาถือ ค.ศ. 2000 หวังว่ารัฐบาลไทยคงจะไม่เลือก พ.ศ. ๕๐๐๐ ! อ้อ ! เกือบลืมไปแน่ะครับ หมอชาวบ้าน ๓๒๖ ในระบบบริการสาธารณสุขตามแนวพุทธธรรม ต้องไม่มีการ ขูดรีดทุกชนิด และไม่มีการดุตวาดคนไข้ด้วยครับ บันทึกเวชกรรมไทย ๓/๒๗ หลักทางราชการนั้น เน้นที่จะให้ราชการเข้าไปทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ยอมรับเอกชน แต่ในเมื่อราชการก็ทำไม่ไหว ก็เลยเป็นอัมพาตกันทั้งเมือง แต่อำนาจที่วางไว้เพื่อไม่ให้ประชาชน ได้รับความสะดวกต่าง ๆ นั้น เป็นสาเหตุทำให้ต้องมีการวิ่งเต้น ให้สินบาทคาดสินบน และเป็นบ่อเกิดแห่งคอรัปชันต่าง ๆ ตอนที่ ๒๔ # ระบบราชการ บริหารประเทศ อุปสรรคแห่งการแก้ปัญหา เราได้พูดกันมาถึงแนวทางการสาธารณสุขที่ควรจะเป็น และปัญหาต่างๆ มากมายหลายด้าน ประเทศไทยนั้นใช่จะไร้ซึ่งคนเก่งและคนดี แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดที่ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้ทั้งทางด้านสาธารณสุขและอื่น ๆ นั้นก็คือ **ระบบราชการบริหารประเทศ** ก่อนที่จะกล่าวถึงปัญหาของระบบราชการ ลองอ่านคำกลอน **สอนข้าราชการ** ที่เรียกว่า "คติข้าราชการสมัยพระไชยสุริยา" ดูหน่อยก่อนเป็นใจครับ รับราชการสมัยนี้ต้องมีเส้น แล้วหมั่นเคล้นคลึงไว้อย่าให้เสีย ของกำนัลวันทาชิวหาเลีย ประจบเมียนายไว้เป็นได้ดี อันคุณหญิงคุณนายนั้นร้ายนัก เป็นตัวจักรโทษคุณหมุนวิถี ถึงนายชอบเมียชังพังทันที แม้ไม่มีเรื่องเสียเมียใส่ไฟ ถึงเราชั่วนายชังให้เมียชอบ จะช่วยกอบกู้ก่อเห็นพอไหว ส่วนที่เสียกลายดีมีภัย อย่าขัดใจเมียท่านเท่านั้นพอ เมื่อราชการงานใดจะได้อัฐ ถ้านายปัดไม่ทำตามคำขอ รีบฟ้องเมียทันทีให้ขี่คอ นายจะหงอโดยง่ายไม่ลำเค็ญ ถึงวันเกิดปีใหม่จงไปกราบ ศิโรราบรับใช้ให้ท่านเห็น จงสอพลอคลอเคล้าทุกเข้าเย็น หัดให้เป็นเนืองนิตย์ติดสันดาน หากพ่อตาแม่ยายนายยังอยู่ ไปหาสู่กราบไหว้ให้สงสาร ทั้งบุตรนายชายหญิงยิ่งต้องคลาน เข้าประสานผูกมิตรสนิทใน หมอชาวบ้าน ๓๓๐ ถ้าลูกนายไปเรียนต่างประเทศ อยู่ยังเขตเงินทุนสกุลไหน จงออกรีดแลกส่งผ่านตรงไป จักถูกใจล้นเหลือไม่เชื่อลอง เมื่อตอนกลับรับขวัญลูกท่านด้วย จะชูช่วยให้เราดีไม่มีสอง จัดรถยนต์มีราคามาสำรอง ออกเงินทองให้ท่านด้วยทันที แม้นายชอบสิ่งใดให้สดับ น้อมคำนับรับหาอย่าหลีกหนี เครื่องลายครามนกเขาเอาอย่างดี กล้วยไม้มีมูลค่าราคาแพง ยามที่นายป่วยไข้จงไปเฝ้า ทุกค่ำเช้าปรนนิบัติจัดอาหาร เมื่อท่านคืนฟื้นไข้ไม่วายปราณ จักประทานความชอบตอบทันตา หากท่านทำบุญทานงานกฐิน จงหากินแฝงนายง่ายหนักหนา เอาชื่อท่านเรี่ยไรไถเงินตรา เมื่อได้มาอมเสียบ้างก็ยังดี จะลงนรกหมกไหม้อย่าไปคิด จงทำจิตให้ผ่องไม่หมองศรี บันทึกเวชกรรมไทย ๓๓๑ ยึดเป็นหลักประจำใจสมัยนี้ จึงจะมีทางรอดโดยปลอดภัย ขืนขัดแข็งชื่อตรงมักลงเหว ดีกลับเลวอย่าพะวงคิดสงสัย ถึง "สิ่ว" ชอบ แต่ "ขวาน" พาลขัดใจ ถ้าชอบในงานรัฐขัดคอคน จงจดจำใส่ไว้ในกระหม่อม แล้วลองซ้อมขึ้นครูดูสักหน หากตอนแรกไม่ไหวให้อดทน ค่อยฝึกฝนพอด้านชำนาญเอย. (เก็บตกจากสุสานวัดโสมนัสวิหาร) เอาละครับ นั่นก็สมัยพระไชยสุริยา เรามาลองว่าเรื่องสมัย ปัจจุบันกันดูบ้างดีไหมครับ ๑๒๖. ขี้เกียจ - สันงาน หนูปุ๋ยจบการศึกษาจากต่างประเทศมารับราชการอยู่ที่หน่วยงาน แห่งหนึ่งใกล้ ๆ สะพานขาว วันแรกเจ้านายเขามอบงานให้ทำ ก็ไปทำหงก ๆ ๆ ทั้งวัน "นี่ เธอทำอย่างนี้ไม่ถูก" พวกเพื่อนที่ผัดหน้าทาปากกันอยู่ฝูงเบ้อเร่อ เข้ามาแนะนำ "งาน ที่เธอทำไปวันนี้ ปกติเขาใช้เวลาตั้งเดือน" ครับ คิดดูเถิดครับ งานที่ทำเสร็จได้ในวันเดียว ข้าราชการใช้ หมอชาวบ้าน ๓๓๒ เวลาตั้งเดือน !! คณบดีท่านหนึ่งไปในงานเลี้ยง ไปเจอแพทย์อาวุโสคนหนึ่งเข้า ก็ ไปยกมือไหว้ทัก "สวัสดีครับ อาจารย์ครับ ตั้งแต่เกษียณแล้วอาจารย์ สบายดีหรือครับ" "ผมยังไม่ได้เกษียณ !" อาจารย์ท่านนั้นตอบ ครับ ยังไม่ได้เกษียณ แต่ไม่ค่อยได้ไปทำงาน จนคณบดีนึกว่า เกษียณไปแล้ว !! นายแพทย์ประกอบ ตู้จินดา ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ในสมัย นั้น) เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ท่านมีเพื่อนเป็นอาจารย์ในคณะแพทย์แห่งหนึ่ง ชื่อ ... บอกกับท่านว่า ปีหนึ่งสอน ๓ เดือน อีก ๙ เดือน ไม่ค่อยได้ทำอะไร เที่ยวไปเรื่อย ๆ ครับ ข้าราชการที่ทำงานน้อยกว่านี้ก็ยังมี ! ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นัก เดิมว่าเปิดบริการไม่ได้ มีหมอคนเดียว ต่อมามีหมอ ๒ คน เลยผลัดกันมาทำงานคนละครึ่งวัน ครับ กลางวันวันราชการแลก ๆ นี่ละครับ ผลัดกันไปทำร้านเสียคนละครึ่งวัน เย็นวันหนึ่งผู้เขียนมีธุระไปที่โรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่ง เพื่อนพา เข้าไปในสำนักงานของ ... "นี่แหละครับ พี่หมอ พี่พวกผมสี่ห้าสิบคน นั่งกันอยู่ คุย คุยกัน มั่ง อ่านหนังสือพิมพ์มั่ง จนกว่าจะหมดวัน" ครับ คนมันล้นงาน ! หน่วยราชการต่าง ๆ พยายามเสนอขอคนเพิ่มขึ้น ๆ โดยอ้าง เหตุผลต่าง ๆ จริงบ้าง โกหกบ้าง บันทึกเวชกรรมไทย ๓๓๓ เรื่องการขอคนเพิ่มขึ้น ๆ เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ตามคณิตศาสตร์ง่าย ๆ สมมติว่ามีคน ๑๐ คน ทำงานชั้นหนึ่ง มีงาน ๑๐๐ หน่วย คนหนึ่งก็ทำงาน ๑๐ หน่วย คน ๑๐ คนนี้ก็พยายามหาคนมาเพิ่มขึ้นอีก เป็น ๒๐ คน ถ้างาน เท่าเดิม คนหนึ่งก็ทำงานลดลงเหลือคนละ ๕ หน่วย งานลดลงแต่เงินเดือนเท่าเดิม อย่างนี้ใครจะไม่ชอบ ! นี่แหละระบบราชการที่ไม่มีกลไกที่จะปรับความต้องการทำงาน กับผลประโยชน์ที่ได้รับ ตัวอย่างของการปรับ ถ้าทำงานสำเร็จ ๑๐๐ หน่วย ฉันจ่าย ๑๐,๐๐๐ บาท จะใช้คนกี่คนทำก็แล้วแต่ ถ้าใช้ ๑๐ คน ก็ได้คนละ ๑,๐๐๐ บาท ถ้าใช้ ๒๐ คน ก็ได้คนละ ๕๐๐ บาท ไอ้ ๑๐ คน มันจะไม่ขอคนเพิ่มขึ้นเป็น ๒๐ เป็นอันขาด เพราะ มันกลัวรายได้น้อยลง ตรงกันข้ามมันอาจจะบอกว่า เอ้ยงานแค่นี้ ๕ คน ก็ทำไหว ไม่ต้องถึง ๑๐ ก็ได้ ก็แน่ละซีครับ ถ้าใช้คนทำเพียง ๕ คน แต่ละคนจะได้เงินเพิ่มเป็น ๒,๐๐๐ บาท นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของกลวิธีที่ควบคุมตัวเอง ให้คนอยากทำงาน แต่ราชการบอกว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ ทำไม ? ก็เพราะเป็นราชการนะสิครับ เป็นราชการ ก็ต้องใช้ระเบียบราชการ ระเบียบราชการ ก็คือการให้คนทำเหมือน ๆ กันทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร ! หมอชาวบ้าน ๓๓๔ ไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ ! ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำ ! อ้าว ! ในเมื่อทำหรือไม่ทำ ก็ได้เท่ากัน คนมันก็เลือกไม่ทำซีครับ นี่แหละครับ ระเบียบราชการมันเป็นกลวิธีที่จะให้คนไม่ทำงาน มันจึงอยากหาคนมาเพิ่มขึ้น ๆ ไปโกหก ก.พ. บ้าง สำนักงานงบ ประมาณบ้าง ขอตำแหน่ง อัตรา เพิ่มขึ้น ๆ เพื่อจะได้ทำงานกันน้อยลง ๆ คนก็เลยล้นงาน มาสายไปเร็วมั่ง นั่งดูแมกกาซีนกันมั่ง นั่งถักนิตติ้งมั่ง คุยกันมั่ง นินทากันมั่ง นอนกันมั่ง (จริง ๆ ครับ นอนในเวลาราชการ เขาเรียกว่า "เข้า ซอง") ฯลฯ แล้วบ้านเมืองมันจะไปรอดได้อย่างไร พูดเรื่องการทำเหมือน ๆ กัน อดเล่าเรื่องหนึ่งไม่ได้ครับ ท่านผู้ อ่านอาจจะนึกว่าเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดใกล้ตัวผู้เขียน นานมาแล้วในภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราช พยาบาล มีหัวหน้าภาควิชาท่านหนึ่ง (ไม่ใช่อาจารย์วิกิจ นะครับ) ท่าน คอยควบคุมให้อาจารย์ทุกคนลงเวลามากลับเหมือน ๆ กัน คือใครที่มาทำงาน ๑๐.๐๐ นาฬิกา กลับ ๑๕.๐๐ นาฬิกา จะไป ลงตามนั้นก็ไม่ได้ ต้องลงว่ามา ๐๘.๓๐ นาฬิกา กลับ ๑๕.๓๐ นาฬิกา อย่างนี้ก็พอเข้าใจได้ เพราะเป็นเรื่องที่ทำกันทั่ว ๆ ไป ! บันทึกเวชกรรมไทย ๓๓๕ แต่ไอ้ที่แปลกก็คือ คนที่มาทำงาน ๐๗.๐๐ นาฬิกา กลับ ๑๘.๐๐ นาฬิกา จะลงเวลาตามนั้นก็ไม่ได้ ท่านโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ท่านให้ลงว่า มา ๐๘.๓๐ นาฬิกา กลับ ๑๖.๓๐ นาฬิกา ! จะได้เหมือน ๆ กัลล์ ! ครับ ไม่ว่าจะจริงหรือโกหก ขอให้เหมือน ๆ กันตามระเบียบ ราชการเป็นใช้ได้ นี่แหละครับ ระบบราชการ ## ๑๒๗. กอรัปชั่น กับการผลาญเงินหลวง ความจริงเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่าง เพราะ "เขารู้กันแล้ว ล่ะลุง" ทั่ว ๆ ไป เอาเสียหน่อยพอเป็นธรรมเนียมก็แล้วกันครับ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เฟื่อง สัตย์สงวน ท่านถึงแก่กรรมไป แล้ว ท่านเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เครื่องมืออย่างเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ถ้าท่านซื้อสำหรับใช้ส่วนตัวที่ร้าน จะถูกกว่าราคาที่บริษัทขายให้โรง- พยาบาลมาก เพราะ "บริษัทเขาต้องเสียค่าเก๋าเจี๊ยะเบี้ยบ้ายรายทางมาก กว่าจะเบิก เงินออกไปได้" ศาสตราจารย์ประสงค์ ตู้จินดา บอกกับผู้รับเหมาว่า อย่าไปเสีย เงินให้ใครนะ ทำยังไง ๆ เสือนั่นก็เบิกเงินไม่ได้สักที หน้าแห้งลงไปทุกวัน "คุณหมอครับ" วันหนึ่งพี่แกทนต่อไปไม่ไหว "ให้ผมทำตามวิธีของ ผมเถอะ" แล้ววันนั้นเขาก็เบิกเงินได้ ! พูดถึงระเบียบการประมูลรี ง่ายมาก หมอชาวบ้าน ๓๓๖ เมื่อมีประกาศของทางราชการจะก่อสร้างหรือซื้อของอะไร กู พิมพ์ประกาศแล้วก็เก็บไว้ในลิ้นชักเสีย แอบเอาให้แต่พรรคพวกเหลือ เวลาไม่กี่วันจึงเอาออกประกาศ คนอื่นก็มาประมูลไม่ทันนอกจากพรรค พวกตัวสบายมาก คราวหนึ่งที่หน่วยงานของเราจะสั่งซื้อเครื่องมือชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง บริษัทส่งตัวแทนมาพบ "คุณหมอครับ" ตัวแทนบอก "๑๐ เปอร์เซ็นต์ นะครับ" อีกคราวหนึ่ง ผู้เขียนจะเดินทางไปต่างประเทศด้วยเงินทาง ราชการ ผู้ออกตั๋วเครื่องบินถามว่าจะให้คิดเงินค่าเครื่องบินจากทาง ราชการเต็มที่ แล้วเอาส่วนเกินวกมาให้กับผู้เขียนดีไหม ! ผู้เขียนมิได้มีตำแหน่งทางราชการที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน การทอง เรื่องอย่างนี้ยังกระเส็นกระสายมาถึง แสดงว่าการให้เปอร์เซ็นต์ นี้คงจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่แพร่หลายจริง ๆ แล้วก็ลองนึกดูว่าทั้งประเทศ การรั่วไหลแบบนี้จะมโหฬารเพียง ใด บางคนว่าเงินของทางราชการที่จะได้ใช้จริง ๆ เพียง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ! เห็นจะไม่จริงกระมังครับ ความจริงคงจะใช้ประโยชน์จริง ๆ น้อยกว่านั้นมาก !! วิธีกินในระบบราชการนั้นเขาแบ่งเป็นวิธีกินตามน้ำ กับวิธีกินทวน น้ำ กินตามน้ำ ก็คือจับผิดไม่ได้ ทำไปตามธรรมดาแล้วมันได้มาเอง ส่วนการกินทวนน้ำนั้นเป็นการกินที่อาศัยการคดโกงตรงไปตรงมา มีอยู่วิธีหนึ่งไม่ทราบว่าเป็นการกินตามน้ำ หรือกินทวนน้ำ คือการ "เขียนสเป็ก" คือจะซื้ออุปกรณ์อะไรที่แพง ๆ ก็แกล้งเขียนรายละเอียดที่ บันทึกเวชกรรมไทย ๓๓๗ จำเพาะเจาะจง (สเป็ก) เสียจนมันเข้าบริษัทพรรคพวกของตัวแห่งเดียว ก็ไปแบ่งกันกินสบายแฮ เมื่อตั้งโรงพยาบาลรามาธิบดีใหม่ ๆ ทางโรงพยาบาลต้องการซื้อ หม้อต้มน้ำขนาดใหญ่ราคาเป็นล้าน เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางพรรค์อย่างว่า ซึ่งเป็น คนจัดการประมูล เขียนสเป็กมาเสียจนมีบริษัทพรรคพวกของพี่แกแห่ง เดียวที่ตรงสเป็ก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีเขาไม่ต้องการสเป็กอันนั้น ! แต่ต้องการเปิดประมูลทั่วไป เพื่อให้ได้ของของบริษัทที่ราคาถูกที่สุด จึงเกิดการงัดข้อกันขึ้น เรื่องที่เกิดต่อไป ... ผู้เขียนไม่อยากเล่าในที่นี้เพราะมันเป็นเรื่องจริง ที่ขนหัวลุกว่าช่างทำกันได้ ! ใครอยากทราบไปถามนายแพทย์สมศักดิ์ เพ็ญชาติ ซึ่งเป็นผู้ อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีสมัยนั้นดูเถิด เมื่อครั้งจอมพลสฤษดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี มีศาสตราจารย์ ๒ คน ทำเรื่องฟ้องจอมพลสฤษดิ์ คนละปีกเบ้อเร่อ ต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน ว่าคอรัปชั่นกันอย่างมโหฬาร ผู้ใกล้ชิดจอมพลสฤษดิ์คนหนึ่งกล่าวว่า "มันคอรัปชั่นด้วยกันทั้ง คู่" ! แล้วตัวคนรับฟ้อง คือจอมพลสฤษดิ์ เองด้วยล่ะ !! รัฐบาลยึดทรัพย์จอมพลถนอม จอมพลประภาส และพ.อ.ณรงค์ ในฐานที่มีมาก และพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้มาอย่างไร ถ้าใช้หลักการเดียวกันนี้กับนายพล และข้าราชการอื่น ๆ ว่าถ้า ร่ำรวยและพิสูจน์ไม่ได้ว่า ได้มาอย่างไร ให้ยึดทรัพย์เสีย คงมีงบประ- หมอชาวบ้าน ๓๓๘ มาณแผ่นดินใช้ไปหลายปี โดยไม่ต้องเก็บภาษีชาวบ้าน !! นอกจากเรื่องคอรัปชั่นประเภทต่าง ๆ แล้วยังมีการผลาญเงิน หลวงอีกนานาชนิด "อาจารย์ครับ" ช่างอิเล็กทรอนิกส์คนหนึ่งบอก "ที่แผนกผมมี เครื่องมือราคาตั้ง ๑๐ ล้าน เก็บไว้ไม่ได้ใช้" "ที่แผนกผมน่ะหรือครับ" อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดแห่ง หนึ่งเล่า "มีเครื่องมือสักครึ่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหิดลได้" "แล้วในแผนกคุณมีอาจารย์กี่คน" "สี่คนครับ" "ก็แปลว่าเครื่องมือเหล่านั้นไม่ได้ใช้ ไม่ออบโซลีท (เสื่อมสภาพ) หมดหรือ" "ใช่ครับ แต่ทำไมได้ เขาให้ตั้งงบประมาณก็ต้องตั้ง" ! ที่เรียกว่าแผนพัฒนานั้นส่วนใหญ่เป็นแผนสร้างตึก ในการประชุมเพื่อเสนอแผนพัฒนาครั้งหนึ่ง หัวหน้าหน่วยงาน หนึ่งเตรียมตัวเลขมาเสนอ ๔ ล้าน เห็นของหน่วยอื่น ๆ เขาเป็นสิบ ๆ ล้าน เลยเติมเลข ๑ ลงไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน เป็น ๑๔ ล้าน เพราะกลัว เสียหน้าว่าขอน้อยไป ! ครับ ในทางราชการ ถ้าใครได้งบประมาณน้อย ก็รู้สึกน้อยหน้า ต้องเพิ่มเข้าไว้ ๆ เงินทองไม่ใช่ของเรา เรื่องตึกเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ กลายเป็นเครื่องเชิดหน้าชูตา เชื่อหรือไม่ครับ บ่อย ๆ ครั้งหลังจากสร้างตึกทางราชการราคา เป็นสิบ ๆ ล้าน การบริการประชาชนไม่ได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเลย แย่ ยังไงคงแย่อยู่อย่างเดิม ได้แต่ข้าราชการที่ขี้เกียจตัวเป็นขนเข้าไปสิงสู่ อยู่สุขสบายยิ่งขึ้น บันทึกเวชกรรมไทย ๓๓๙ นับเป็นการล้างผลาญเงินทองของราชการอย่างใหญ่หลวง ขอตบท้ายด้วยเรื่องของคุณนายคนหนึ่ง สามีเป็นเจ้าหน้าที่ชั้น ผู้ใหญ่ของกระทรวงแห่งหนึ่ง บอกกับผู้เขียนว่า "นี่เดือนกรกฎาคมแล้ว คุณ... (ชื่อสามี) ยุ่งมากเพราะงบประมาณ ของกระทรวง...ยังใช้ไม่หมดตั้งพันล้าน" ศาสตราจารย์ ดร.ชุบ กาญจนะประกร อดีตอธิการบดีสถาบัน พัฒนบริหารศาสตร์ เคยสอนนักศึกษาถึงการบริหารว่ามีระบบต่างๆ เช่น ระบบคุณธรรม แต่ของไทยนั้น ท่านว่าเป็นระบบเน่าหนอนชอนไช ที่เล่ามาแล้วเป็นเพียงส่วนน้อยนิดเดียวของปัญหาของระบบ ราชการอ่านแล้วก็อย่าเพิ่งไปโกรธข้าราชการเลยนะครับ พระท่านว่า ความโกรธเป็นของไม่ดี ทำให้ขาดสติ ขาดปัญญา ขอให้เราลองมา พิจารณาดูสาเหตุดังต่อไปนี้ ## ๑. ข้าราชการมีความมั่นคงสูงเกิน เมื่อบรรจุเป็นข้าราชการแล้วมีความมั่นคงสูงมาก ทางราชการได้ สร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นมาคุ้มครองข้าราชการอย่างมาก เรียกว่าเอาออก ไม่ได้เลย ข้าราชการจึงทำฤทธิ์ทำเดชได้มาก อย่าว่าแต่จะเอาออกเลย เพียงแต่จะไม่ได้เงินเดือนขึ้นเสียปีเดียว ผู้บังคับบัญชาก็ต้องถูกร้องเรียน ต้องทำรายงาน ต้องตั้งกรรมการขึ้น พิจารณาเล่นกันเสียจนเพลีย อย่างนี้ผู้บังคับบัญชาที่ไหนจะอยากไปเอา เรื่องกับลูกน้อง ช่างมันปะไร เงินทองไม่ใช่ของเรา ## ๒. ระบบราชการเป็นระบบปิด ข้าราชการถูกบังคับด้วยระเบียบราชการ ห้ามให้ข่าวหนังสือ พิมพ์ ห้ามติดต่อกับหน่วยราชการอื่น นอกจากผู้บังคับบัญชาระดับอธิบดี อะไร ๆ ก็บอกว่า หมอชาวบ้าน ๓๔๐ "เป็นความลับทางราชการ" การรายงานผลงานราชการก็รายงานเอง ไม่ยอมให้คนอื่นมาดู หรือรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น ก็แน่ละซีครับ ถ้าตัวเองทำเองรายงานเอง ใครที่ไหนจะรายงาน ความไม่ดีของตัวเอง หรือหน่วยงานของตัวเอง ความชั่วก็หมกไว้ แล้วพยายามยกเอาความดีขึ้นมารายงาน นี้เป็นสิ่งที่ทำกันทั่วไปในทางราชการ จนถือเป็นคุณธรรม ! เคยกล่าวไว้แล้วว่า ในงานพิธีต่างๆ เมื่อมีการกล่าวรายงานต่อ ประธานในพิธี ไม่ว่าประธานนั้นจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือองค์พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้รายงานจะใช้วิธีข้างต้นรายงาน รายงานจนใคร ๆ ฟัง (ถ้าเชื่อ) ก็ต้องนึกว่า แหมหน่วยงานนั้นช่างประสบความสำเร็จ ความเจริญจริงหนอ แม้ความจริงมันจะตรงข้ามก็ตาม นี้ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งของทางราชการ ๓. ราชการมีอำนาจมากเกิน (เผด็จการ) มีใครอยากไปติดต่อกับหน่วยราชการที่ใดบ้าง ? เพราะไปติดต่อ อะไรก็พิโยกพิเกิน อ้างระเบียบอย่างนั้นอย่างนี้ที่จะไม่ทำ หรือไม่ให้ ความสะดวกต่าง ๆ ที่ราชการทำได้อย่างนี้ก็เพราะมีอำนาจมากเกิน เอาอำนาจนั้นมาใช้บังคับเอากับประชาชนด้วยประการต่าง ๆ เช่นว่า ราชการบังคับหลายอย่างว่า ประชาชนจะต้องแจ้ง ต้อง ทำอย่างนั้น อย่างนี้ ภายในเท่านั้นเท่านี้วัน แต่เคยมีกฎอะไรสักฉบับหนึ่ง ไหมบังคับว่า ข้าราชการจะต้องทำให้ประชาชนให้เสร็จภายในเวลา เท่านั้นเท่านี้ บันทึกเวชกรรมไทย ๓๔๑ ไม่มี เป็นการบังคับประชาชนด้านเดียว พูดถึงเรื่องการสอน ใครมีความรู้จะสอนกันตามศาลาวัดหรือ โคนต้นไม้ ก็เป็นของดี ทำกันได้ง่าย ๆ ถูก ๆ แต่ทางราชการไม่รับรอง การ จะตั้งโรงเรียน จะต้องมีอาคารอย่างนั้นอย่างนี้ ขนาดเท่านั้นเท่านี้ คน จะตั้งต้องวิ่งกันแทบเลือดตากระเด็น นี่คืออำนาจเผด็จการ ราชการถือหลักว่าต้องของราชการเท่านั้นจึงจะถูกต้อง ของที่ ประชาชนทำนั้นใช้ไม่ได้ ตัวอย่างการตรวจสภาพรถ ต้องสำนักงานตำรวจฯ ตรวจเท่านั้น จึงจะใช้ได้ เมื่อตรวจไม่ไหว ก็เลยไม่ได้ตรวจ ในอเมริกานั้นให้อู่ซ่อมรถ ต่าง ๆ ตรวจรับรองได้ ซึ่งทำให้สามารถตรวจได้จริง หลักทางราชการนั้น เน้นที่จะให้ราชการเข้าไปทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ยอมรับเอกชน แต่ในเมื่อราชการก็ทำไม่ไหว ก็เลยเป็นอัมพาตกันทั้ง เมือง แต่อำนาจที่วางไว้เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความสะดวกต่าง ๆ นั้น เป็นสาเหตุทำให้ต้องมีการวิ่งเต้น ให้สินบาทคาดสินบน และเป็นบ่อเกิด แห่งคอรัปชั่นต่าง ๆ ดังสุภาษิตที่ว่า อำนาจทำให้เกิดความฉ้อฉล ในเมื่อประเทศยังใช้ระบบราชการเป็นใหญ่ และระบบราชการนั้น เป็นระบบเผด็จการตั้งแต่หัวถึงเท้า ถึงจะมีการเลือกผู้แทนราษฎร ก็ เป็นประชาธิปไตยขึ้นมาไม่ได้ ๔. ระบบราชการรวมศูนย์อำนาจมากเกิน การรวมศูนย์อำนาจนั้นรวมด้วยกลวิธีหลายอย่างด้วยกัน เช่น ๔.๑ วางจุดอำนาจตัดสินใจไว้ที่ระดับสูง กฎหมายบัญญัติว่า "ผู้ บังคับบัญชา (อธิบดี) เป็นผู้รับผิดชอบ ... " หมอชาวบ้าน ๓๔๒ ยี่หมูขี้หมาอะไรทุกอย่างต้องเสนอไปให้อธิบดีเป็นผู้ตัดสิน สมัยก่อนนี้โรงพยาบาลจังหวัดขึ้นกับกรมการแพทย์ ส่วนอนามัยจังหวัดที่อยู่ในจังหวัดเดียวกันนั้นขึ้นกับกรมอนามัย ถ้ามีอะไรที่จะตกลงกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม อนามัยจังหวัดกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่อยู่ห่างกันไม่กี่วานั้น จะติดต่อตกลงกันเองไม่ได้ เพราะจะไปติดต่อข้ามกรมไม่ได้ อนามัยจังหวัดจะต้องเสนอเรื่องขึ้นมาเป็นลำดับจนถึงอธิบดีกรมอนามัยที่อยู่ในกรุงเทพฯ แล้วอธิบดีกรมอนามัยติดต่อกับอธิบดีกรมการแพทย์ ได้ความว่าอย่างไรแล้วแต่ละกรมก็บอกลงไปตามลำดับ จนในที่สุดถึงอนามัยจังหวัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลซึ่งอยู่ห่างกันไม่กี่วาในจังหวัดเดียวกันนั้น จึงจะลงมือทำอะไรด้วยกันได้! แล้วอย่างนี้มันจะไปทันกินได้อย่างไรเล่าครับ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุภา ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการหลักสูตรหลังปริญญาของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล งานนี้ต้องเกี่ยวข้องกับแพทยสภาอยู่มาก วันหนึ่งศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุภา ณ นคร ทำหนังสือถึงแพทยสภา เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องการฝึกอบรมแพทย์ กรรมการแพทยสภาท่านหนึ่งโวยวายขึ้นว่า ผิดระเบียบราชการประธานกรรมการหลักสูตรจะมาเขียนติดต่อกับแพทยสภาไม่ได้ ต้องคุณบดี (ถ้าจะเอาจริงๆ ต้องอธิการบดี) จึงจะถูก นี่คือระเบียบของราชการ ถ้าใครไม่ปฏิบัติ ดูจะเป็นเรื่องร้ายแรง หรือผิดศีลธรรมไปเลยสำหรับคนที่ถือระเบียบราชการเป็นธรรมะ อะไรๆ ก็ต้องผู้บังคับบัญชา บันทึกเวชกรรมไทย ๓๔๓ ผู้บังคับบัญชาแกก็เลยต้องเซ็นอะไร ๆ วันหนึ่งเป็นตั้ง ๆ ไม่มี โอกาสมีความคิดสร้างสรรค์อะไร **ส่วนข้าราชการคนอื่น ๆ นั้นเหมือนไม่ใช่คน** ครับ ไม่สามารถจะคิด จะตัดสินใจ จะติดต่ออะไรด้วยตนเอง ข้าราชการก็เลยกลายสภาพเป็นหุ่นไปด้วยประการฉะนี้ **๔.๒ รวมศูนย์อำนาจโดยระบบบุคลากร ก.พ.เป็นผู้กำหนดวุฒิ และตำแหน่งสำหรับข้าราชการทั่วประเทศ** ไม่ว่า ก.พ. จะทำงานด้วยความตั้งใจจริงอย่างใด แต่ความที่ เป็นการรวมศูนย์อำนาจมากเกิน จึงไม่เกิดความยืดหยุ่นที่เป็นไปเพื่อ ประสิทธิภาพของงาน ได้เคยยกตัวอย่างมาแล้วในเรื่องโรงพยาบาลต่างจังหวัดขาดคน ทำงาน "คนที่ ก.พ.รับรองคุณวุฒิ ก็ไม่อยากออกไปอยู่ต่างจังหวัด คนที่ เต็มใจทำงานที่ต่างจังหวัดก็ไม่ใช่คนที่ ก.พ. รับรองคุณวุฒิ เลยบรรจุทำงาน ไม่ได้" ขณะนี้กำลังคลั่งเรื่อง พี.ซี. กัน ข้าราชการทุกคนทั้งประเทศต้อง มานั่งเขียนความดี ความวิเศษของตัวเองกัน ทั่วประเทศใช้กระดาษ หลายร้อยต้น ลงท้ายก็อี๋หรอบเดิม มหาวิทยาลัยยังเสนอเลื่อนอาจารย์ที่เลวที่สุดจากซี ๙ เป็น ซี ๑๐ อย่างหน้าเฉยตาเฉย ประเทศไม่ได้อะไรงอกเงยขึ้นมาเลย **๔.๓ รวมศูนย์อำนาจในด้านวิธีการงบประมาณและระเบียบการ ใช้เงิน สำนักงบประมาณมีอำนาจมากเหลือเกิน** โครงการอะไรที่ทำกันแทบล้มแทบตาย ถ้าสำนักงบประมาณตอบ หมอชาวบ้าน ๓๔๔ คำเดียวว่า "ไม่มีเงิน" ก็ล้มครืน สำนักงบประมาณเที่ยวควบคุมรายละเอียดเขาไปหมด จะสร้างส้วมขนาดไหนที่อุบลราชธานีก็ต้องได้รับอนุมัติจากสำนัก งบประมาณเสียก่อน ! ถ้าสำนักงบประมาณไม่เห็นด้วย ก็ไม่ได้งบประมาณ สำนักงบประมาณจึงมีอำนาจมากเกิน ถ้าอำนาจมากก็ฉ้อฉลได้ง่าย ดังกล่าวแล้ว ได้เคยเล่าไว้แล้วว่า ศูนย์การแพทย์และอนามัยพิมาย ไม่สามารถ ใช้เงินบำรุงถมที่ได้ ทั้ง ๆ ที่เงินก็มี พื้นที่ก็แฉะ ก็ไม่สามารถถมที่ได้ เพราะ ระเบียบราชการบอกว่าทำไม่ได้ ระเบียบราชการเหล่านี้ใช้เหมือนกันหมดทั่วประเทศ จะทำอะไรแต่ละครั้ง มันมีระเบียบผูกมัดหยุมหยิมจนยากไป หมด เมื่อยากนัก กูก็ไม่ทำอะไรมันเสียเลยสบายดี หรือไม่ก็ โกงเสียให้มันถูกระเบียบไปเลย ! ๔.๔ รวมศูนย์อำนาจในระบบการศึกษา เรื่องนี้ออกจะเข้าใจยาก หน่อย สมมติว่าสาธารณสุขจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งรู้สึกว่าขาดพยาบาลใน จังหวัดนั้น แกก็ไม่มีอำนาจอะไรที่จะส่งเด็กที่ยินดีที่จะทำงานในจังหวัด นั้นมาเรียนพยาบาล โรงเรียนพยาบาลจะใช้กฎเกณฑ์ของตัวเองที่จะรับหรือไม่รับใคร รับเรียนแล้วมันจะไปอยู่ที่จังหวัดไหนหรือไม่ ก็ไม่ใช่ธุระของโรงเรียน เนื่องจากกิจการบุคคลก็ดี กิจการทางการเงินก็ดี กิจการทางการ บันทึกเวชกรรมไทย ๓๔๕ ศึกษาของบุคลากรก็ดี ล้วนรวมศูนย์อำนาจไปหมด ผู้ปฏิบัติการเกือบ จะไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย จะทำอะไรที่ ก็ต้องวิ่งเต้นกราบกราน เขาทั่วไปหมด จนหมดแรง สู้อยู่เฉย ๆ ดีกว่า สบายดี ๕. ระบบราชการควบคุมแต่วิธีการ ไม่คำนึงถึงผลงาน ระบบราชการนั้นควบคุมวิธีการถี่ยิบ แต่ไม่คำนึงถึงผลงาน ขอให้ทำให้ถูกระเบียบราชการเป็นใช้ได้ ไม่ว่าจะจริงหรือโกหก ส่วนผลงานช่างมัน ไม่มีใครแคร์ ส่วนราชการที่ปฏิบัติงานไม่ได้ผล ข้าราชการทุกคน รวมทั้งผู้ บังคับบัญชาด้วย ก็ได้เงินเดือนขึ้นไปเรื่อย ๆ ตลอดจนได้เหรียญได้ตรา ข้าราชการบางคนอย่าว่าแต่จะให้เงินเดือนเลื่อนขั้นเลยครับ ควร จะไปติดคุกเสียด้วยซ้ำ ! ในฐานที่ไม่ค่อยทำงานอะไร แต่กลับได้รับเสนอ เป็นชี ๑๐ ก็มี โปรดสังเกตตรงนี้ให้ดีครับ เป็นความแตกต่างระหว่างราชการ กับเอกชน ผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่ง ถ้าแกเล่นเส้นสายมาก รับพรรคพวกที่ ไม่มีความสามารถหรือขี้เกียจเข้ามาทำงาน บริษัทก็จะเจ๊ง ถ้าบริษัทเจ๊ง ผู้จัดการก็เจ๊งด้วย ฉะนั้นเขาจะไม่กล้าทำอะไรที่มันทำให้บริษัทเจ๊ง แต่ทางราชการไม่เป็นเช่นนั้น ถึงงานจะเจ๊ง ข้าราชการไม่เจ๊งด้วย เรียกว่างานของบริษัทนั้นมันเป็นระบบที่ควบคุมตัวเองด้วยผล งานแต่ราชการนั้น เป็นระบบที่ขาดการควบคุมตัวเองด้วยผลงาน ควบคุม แต่วิธีการ เมื่อมีเรื่องไม่ดีไม่งามขึ้นก็มักเพ่งเล็งไปที่ตัวบุคคล เช่นว่าคนไทย หมอชาวบ้าน ๓๔๖ มีสันดานขี้เกียจ คดโกง ไม่ร่วมมือ ... แต่ลองดูตัวอย่างข้างต้นเถิด ก็เป็นคนไทยเหมือนกัน อยู่ใน ประเทศไทยเหมือนกัน ก็ทำไมงานของเอกชน จะเป็นบริษัทก็ดี ธนาคารก็ดี โรงพยาบาลเอกชนก็ดี เขามีความขยันขันแข็ง ศึกคักมากกว่าทางราชการ ต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะมันใช้ระบบต่างกัน ระบบราชการที่เน้นวิธีการยิ่งกว่าผลสำเร็จ นั้นก่อให้เกิดปัญหา นานาประการที่ถ้าเราไม่วิเคราะห์ให้ดี ก็จะไม่ทราบว่าปัญหามันเกิดจาก ระบบ อย่างเช่น ปัญหาเรื่องความสามัคคี ที่หน่วยงานไหน ๆ ก็ว่ามี ปัญหาเรื่องการแตกความสามัคคี ซึ่งแก้ไขไม่ได้ จะไปจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ อย่างไรก็ไม่เกิดความสามัคคีขึ้นมาได้ เพราะมันไม่ตรงต่อเหตุ การแตกความสามัคคีนั้นอยู่ที่ระบบราชการ ความสามัคคีนั้นในกลุ่มจะไม่ทะเลาะกันเลย เพราะต้องต่อสู้เพื่อ ผลประโยชน์ร่วมกัน คนในกลุ่มจะไม่ทะเลาะกันเลย เพราะต้องต่อสู้ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ถ้ารับผิดชอบงานอะไรแล้วงานนั้นไม่สำเร็จ จะต้องถูกไล่ออก ด้วยกันทั้งหมด ทุกคนต้องร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ถ้าระบบแบบไม่แคร์ต่อผลงานอย่างราชการ ทำไมทำก็อยู่ได้ ข้าราชการก็ไม่จำเป็นต้องร่วมมืออะไรกัน นายไม่จำเป็นต้องอาศัยผลงานของลูกน้องก็อยู่ได้ จึงไม่จำเป็น ต้องสนใจลูกน้อง บ่อย ๆ ครั้งลูกน้องที่ขยันนายไม่ชอบ เพราะมันทำให้ นายลำบากที่ต้องมาทำงานมากขึ้น ลูกน้องก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยผลงานเพื่อความอยู่ได้ของตนเอง ไม่ บันทึกเวชกรรมไทย ๓๔๗ ต้องให้ความร่วมมือกับนายก็อยู่ได้ นี้แลคือความยุ่งยากของระบบที่ขาดกลวิธีในการควบคุมตัวเอง ด้วยผลงาน ในเมืองฝรั่ง เช่น สหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษนั้น เขาเน้นที่ผล สำเร็จยิ่งกว่าวิธีการ ตัวผู้บริหารมีสิทธิเสรีที่จะใช้วิธีการของตัวเอง ที่ จะพลิกแพลงวิธีการ เอาใครเข้าใครออก ตัดเงินเดือนเลื่อนขั้นได้ ไม่ ต้องไปติดตรึงอยู่ด้วยก.พ. สำนักงบประมาณ ระเบียบการเงิน ระเบียบ ราชการ ฯลฯ อย่างของไทย แต่ ถ้างานนั้นล้มเหลว ไม่มีปัญหา ตัวผู้รับผิดชอบจะถูกปลด ไม่มีทางจะไปโทษก.พ. โทษสำนักงบประมาณ โทษดินฟ้า อากาศ อะไรอีกไม่ได้ วันหนึ่งสตาลินเรียกครุสซอฟ ซึ่งรับผิดชอบกรุงมอสโกมาพบ และว่า "สหายครุสซอฟ ฉันได้รับรายงานว่าส้วมในกรุงมอสโกชักจะ สกปรกแล้ว จะเป็นเช่นนี้อีกต่อไปไม่ได้" สั้น ๆ เท่านั้น แจ้นเลยครับ ส้วมในกรุงมอสโกก็สะอาดขึ้นมาทัน ควัน นั่นก็เป็นอีกระบบหนึ่ง แต่เน้นที่ความสำเร็จเหมือนกัน ถ้าไม่มีผล สำเร็จ ผู้รับผิดชอบก็อยู่ไม่ได้ ของเราถ้าเปลี่ยนระบบราชการเสียใหม่ ว่าผู้บริหารทุกระดับไม่ ว่าจะเป็นอธิบดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาล หัวหน้าภาควิชา สาธารณสุข จังหวัด ฯลฯ ก่อนที่จะมารับงานจะต้องตกลงกันเสียก่อนว่างานของ คุณมีเป้าหมายดังนี้ มึงบประมาณเท่านี้ คุณจะสามารถทำให้สำเร็จไหม ถ้ารับตำแหน่งแล้วทำไม่สำเร็จ มีคำเตียวคือปลด หมอชาวบ้าน ๓๔๘ (แต่ต้องให้สิทธิเสรีภาพในการทำงานเขาด้วยนะครับ ถ้าใช้ ระบบราชการแบบเดิม ก็คงถูกไล่ออกกันหมด เพราะไม่มีใครทำอะไรได้ สำเร็จ เช่นทุกวันนี้ เขาจะเอาใครเข้าใครออก จะเลื่อนเงินเดือนให้ใครวันนี้ จะให้ทำงานกลางวันหรือกลางคืน จะให้ทำวันเว้นวัน จะสร้างส้วมขนาด ไหน อย่าไปควบคุมเขา) แต่เขาจะต้องใช้สติปัญญาทุก ๆ ทางที่จะทำงานให้สำเร็จ ถ้าไม่ สำเร็จ เขาจะต้องถูกไล่ออก เขาจะต้องเอาใจลูกน้องที่ขยัน ๆ เพราะลูก น้องชนิดนี้ช่วยให้เขาอยู่รอด ความสามัคคีก็เกิดขึ้น ในระบบราชการไทยทุกวันนี้เน้นที่การให้การศึกษาอบรมมาก กว่าการให้รับผิดชอบ เช่น เห็นว่างานของสาธารณสุขจังหวัดต่าง ๆ ยัง ไม่ได้เรื่อง ก็เอาสาธารณสุขจังหวัดมาอบรมสัมมนาต่าง ๆ สัมมนาแล้วสัมมนาอีก มันก็ยังไม่ได้เรื่อง คือไปนึกว่าคนเราขาดความรู้ จะต้องให้ความรู้ แต่เขาจะไปทำ อะไรได้มาก เพราะสาธารณสุขจังหวัดเกือบจะไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย ทั้งทางข้างล่างและข้างบน สาธารณสุขจังหวัดหลายคนไม่กล้าเยี่ยม กรายเข้าไปในโรงพยาบาลจังหวัดในสังกัดของตน เพราะกลัวพวกหมอใน โรงพยาบาล! ถ้าลองใช้ระบบกระจายอำนาจออกไปจริง ๆ และเป็นระบบ แห่งผลงานดังกล่าวข้างต้น งบประมาณจะต้องคิดเป็นรายหัวของ ประชาชนในจังหวัดเลย โดยไม่ต้องคำนึงถึงโครงสร้างของงาน สาธารณสุขจังหวัดจะมีอำนาจต่อรองขึ้นเยอะทั้งทางเบื้องบนและเบื้อง ล่าง ลูกน้องก็จะต้องเกรงใจ เพราะสาธารณสุขจังหวัดเป็นคนกำหนด เงินเดือนเลื่อนขั้น ขาดบุคลากรรี ไม่เป็นไร สาธารณสุขจังหวัดแก้ได้ ใครรับคนของ ฉันไปเรียนบ้าง ฉันจะแบ่งงบประมาณให้เท่านั้นเท่านี้หรือจ้างครูมา บันทึกเวชกรรมไทย ๓๔๙ สอนกันในจังหวัดนั้น ๆ เลย อย่างนี้ต่างหากเล่าจึงจะเรียกว่ากระจายอำนาจ พูดว่ากระจาย อำนาจแล้ว งบประมาณเอย ก.พ. เอย ระบบการอบรมบุคลากรเอย ยังมัดมือมัดเท้าแก่ยังกับมัดตราสั่ง แกจะไปทำอะไรได้สำเร็จ เอาแกมาอบรมหรือสัมมนาอีกเท่าไร ๆ มันก็ไม่สำเร็จอยู่ดี อันที่จริง ข้าราชการที่ดี ๆ และเก่ง ๆ นั้นมีมาก แต่เมื่อมาตก อยู่ในระบบราชการอันแสนจะคร่ำคร่านั้นมันก็ดีไม่ออก เก่งไม่ออก น่า เห็นใจและน่าเสียดาย ระบบราชการไทยมีการสังคายนาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลก- นาถ และมีการปฏิรูปในรัชสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ในสมัยนั้นก็ยัง กระจายอำนาจมากกว่าสมัยนี้ เช่น มีการแบ่งการปกครองเป็นมณฑล มีสมุหเทศาภิบาลประจำอยู่ที่มณฑล ไม่ต้องเสนอทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามา ที่กระทรวงแบบปัจจุบัน ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มีการรวมศูนย์อำนาจการปกครองมาไว้ส่วนกลางยิ่งขึ้น ในสมัยโบราณนั้น ราชการกับราษฎรมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน น้อย ราชการก็มีหน้าที่เก็บภาษี และเกณฑ์ราษฎรเพื่อทำงานก่อสร้าง หรือออกรบ ส่วนหน้าที่อื่น ๆ มีน้อย ในปัจจุบันพลเมืองขยายออกไปมาก มีปัญหาสลับซับซ้อนยิ่งนัก ระบบราชการไทยในปัจจุบันไม่เหมาะสมแก่ การบริหารประเทศอีกต่อไป ได้เคยกล่าวมาแล้วว่า ในทางพุทธนั้นถือว่า มิจฉาทิฐิ หรือความ คิดที่ผิดนั้น เป็นอันตรายร้ายแรง แต่ที่ร้ายแรงกว่ามิจฉาทิฐิคือ สีลัพพตปรามาส คือการยึดติดใน ศีลและพรตที่ผิด ๆ หมายถึงการยึดติดในข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ที่ผิด ๆ ไม่ สอดคล้องกับความเป็นจริง หมอชาวบ้าน ๓๕๐ มิจฉาทิฐิยังเป็นเพียงความคิดที่ผิด แต่สีลัพพตปรามาสนั้นอยู่ที่ การยึดติดในการกระทำเลย จึงถือว่าร้ายมาก สถาบันที่อยู่มานานจะสะสมข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา แต่เมื่อ สพฺเพ ธมฺมา อ นิจจา (สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง ไป) ข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอีกต่อไป ก็กลาย เป็นสีลัพพตปรามาสไป ระเบียบราชการนั้นเป็นตัวอย่างของสีลัพพตปรามาสอันมโห- ฬาร !! จึงเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงแก่สังคมไทย พระท่านยังว่าอีกต่อไปว่า สีลัพพตปรามาสนั้น เมื่อสะสมมาก เข้า ๆ ก็เป็นผลเสียต่อส่วนรวมยิ่งขึ้น ๆ จนกระทั่งเป็นไปต่อไปอีกไม่ได้ ก็ จะเกิดการปฏิวัติเสียที เพื่อขจัดสีลัพพตปรามาสนั้นไปเสียคราวหนึ่ง แบบที่เรียกกันว่าการปฏิวัติต่าง ๆ ในบ้านเรานั้น เป็นเพียงการ ยึดอำนาจโดยข้าราชการ (ทหาร) เมื่อข้าราชการเป็นผู้ยึดอำนาจ ก็ยิ่งต้องส่งเสริมควบคุมให้มีการ ใช้อำนาจทางราชการยิ่งขึ้น นั่นคือทำให้มีสีลัพพตปรามาสของระบบ ราชการยิ่งขึ้น จึงหาใช่การปฏิวัติตามคติในทางพุทธไม่ สังเกตดูให้ดีว่า ระบบราชการไทยนั้นไม่มีความไว (Sensitive) ที่ จะสนองตอบนโยบายทางการเมือง ไม่ว่ารัฐบาลจะแถลงนโยบายว่าอย่างไร มันก็ตกอยู่แต่ในรัฐสภา เท่านั้น ระบบราชการก็ยังที่อมะลื่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีการไหวตัวที่จะสนอง ตอบนโยบายของรัฐบาลแต่อย่างใด ในประเทศที่มีกลไกทางราชการสนองรับนโยบายทางการเมือง แม้เขาออกนโยบายเพียงสั้น ๆ กลไกทางราชการต้องรับไปทำให้สำเร็จตามนโยบายนั้นอย่าง บันทึกเวชกรรมไทย ๓๕๑ ฉับไว นายกรัฐมนตรีที่เรามีมาไม่ใช่ว่าจะเป็นคนไม่เก่ง แต่ใครก็ตามถ้า มาโดนระบบราชการอย่างไทย ก็ไม่มีใครจะบริหารประเทศได้สำเร็จ บัดนี้ ปัญหาของระบบราชการบริหารประเทศได้ล่วงเลยระยะที่ จะแก้ไขได้ด้วยคำขวัญ หรือคำขู่แบบ "จงทำดี ๆ" หรือ "จงทำดี มี ศีลธรรม ถือความสัตย์ ... " หรือ "ช่วยกันกำจัดคอรัปชั่นให้สิ้น เพื่อ แผ่นดินไทยอยู่รอด" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน พระบรมราโชวาท ตักเตือนข้าราชการมาเท่าใด ๆ แล้วมีอะไรดีขึ้นบ้าง ทั้งนี้ เพราะความผิดอยู่ที่ระบบ การแก้ไขจะต้องแก้ที่ตัวระบบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เขียนไว้ในคอลัมน์ "ข้างสังเวียน" ใน หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ตอนหนึ่งว่า "...จะต้องเป็นรัฐบาลที่มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารประเทศ สามารถจัดตั้งระบบราชการบริหารประเทศขึ้นใหม่ให้ทันกาลทันสมัย แทนระบบราชการการบริหารที่ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งพ้นกาลพ้นสมัยล้ม เหลวไปแล้วโดยสิ้นเชิง ... " "ครับ ที่แล้ว ๆ มามีรัฐบาลใดบ้างที่คิดจะจัดตั้งระบบราชการขึ้น ใหม่ เห็นมีแต่ระบบราชการไปจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ทั้งนั้น ! พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั้นเขาสนใจที่จะลบล้างระบบ ราชการปัจจุบันและจัดตั้งขึ้นใหม่แน่ ๆ ถ้าไม่อยากเป็นคอมมิวนิสต์ก็เห็นจะต้องช่วยกันจัดตั้งระบบ ราชการบริหารประเทศขึ้นเสียใหม่ การเลือกผู้แทนอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่จะต้องกระจายอำนาจบบริหารไปสู่ชุมชน ทั้งในกรุงและต่างจังหวัดให้ ประชาชนได้มีโอกาสเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างและให้มีอำนาจที่จะกำหนด ความเป็นไปในสังคม และรูปแบบการบริหารประเทศ ที่จะสนองตอบ หมอชาวบ้าน ๓๕๒ ประโยชน์ของส่วนรวม การบริหารก็ต้องควบคุมด้วยผลสำเร็จของงาน มิใช่ด้วยการควบคุมวิธีการ ระบบรวมศูนย์อำนาจต่าง ๆ เช่น ก.พ. ก็ดี วิธี การของสำนักงบประมาณก็ดี และ ฯลฯ ควรยกเลิก มิฉะนั้นสาธารณสุข หรือศานติสุขจะบังเกิดแก่ประเทศไทยมิได้ ในที่สุด "บันทึกเวชกรรมไทย" ก็มาถึงตอนอวสานเสียทีครับ ผู้ เขียนขอขอบคุณผู้อ่านที่ให้ความสนใจติดตามเรื่องราวมาเป็นเวลานานซ้ำ ผู้เขียนอยากจะกราบเรียนท่านผู้อ่านให้รำลึกถึงพระสูตรที่ สำคัญในทางพุทธศาสนาคือ กาลามสูตร อันว่าถึงการอย่าเชื่ออะไร ง่าย ๆ ๑๐ ประการ ความคิดเห็นที่บันทึกไว้นี้ คงจะไม่ถูกไปเสียทั้ง หมด ขอให้สาธุชนพึงใช้สติปัญญาพิจารณาดูการทั้งหลายโดยลึกซึ้ง และรอบคอบเถิด บันทึกเวชกรรมไทย ๓๕๓ # กาลามสูตร (ข้ออ้าง ๑๐ ประการ) ๑. อย่าปลงใจเชื่อ โดยการฟัง หรือเรียนตามกันมา (อนุสสวะ) ๒. อย่าปลงใจเชื่อ โดยการถือสืบ ๆ กันมา (ปรัมปรา) ๓. อย่าปลงใจเชื่อ โดยการเล่าลือ (อิติกิรา) ๔. อย่าปลงใจเชื่อ โดยการอ้างตำรา (ปิฎกสัมปทาน) ๕. อย่าปลงใจเชื่อ โดยตรรก (ตักกะ) ๖. อย่าปลงใจเชื่อ โดยการอนุมาน (นยะ) ๗. อย่าปลงใจเชื่อ โดยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (อาการปริวิตักกะ) ๘. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน (ทิฐินิชฌานักขันติ) ๙. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ (ภัพพรูปดา) ๑๐. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (สมโณ โน ครูติ) จากหนังสือ "พุทธธรรม" โดย พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) หมอชาวบ้าน ๓๕๔ # ประวัติผู้เขียน (โดยสังเขป) ๒๔๗๔ เกิดที่ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี บรรพบุรุษเป็นชาวไร่มาแต่เดิม ๒๔๘๐ ได้รับการศึกษาขั้นมูลถึงมัธยมศึกษาจากโรงเรียนวัด โรงเรียน ประชาบาล และโรงเรียนประจำจังหวัดกาญจนบุรี ๒๔๙๐ มัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ ๒๔๙๒ สอบเข้าเตรียมแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๔๙๘ แพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล (มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์) ๒๔๙๘ แพทย์ประจำบ้าน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ บันทึกเวชกรรมไทย ๓๕๕ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ๒๕๐๐ ได้รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์และทุนมูลนิธิ "อานันทมหิดล" ไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ๒๕๐๓ ดุษฎีบัณฑิต สาขาโลหิตวิทยา (Ph.D) มหาวิทยาลัยโคโลราโด รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา ๒๕๐๔ พันธุศาสตร์ มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ๒๕๐๔ อาจารย์โท ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราช- พยาบาล ๒๕๑๒ ได้รับรางวัลเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีในฐานะครูแพทย์ ที่ดี เป็นคนแรกของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ๒๕๒๒ รองอธิการบดี ฝ่ายพัฒนาและวางแผน มหาวิทยาลัยมหิดล ๒๕๒๔ ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการรัฐ ๒๕๒๖ ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นประจำปี ๒๕๒๘ หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ๒๕๒๘ ได้รับเลือกเป็นบุคคลดีเด่นของชาติ สาขาการแพทย์ ได้รับ เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ๒๕๓๑ ได้รับเลือกเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาการแพทย์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นแพทย์ท่านหนึ่งที่ ประสงค์จะเอื้ออาทรความรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขแก่สาธารณชน อย่างแรงกล้า โดยเน้นศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม หน้าที่อื่น ๆ อาทิ * บรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา นิตยสาร "หมอชาวบ้าน" * รองประธาน "มูลนิธิหมอชาวบ้าน" หมอชาวบ้าน ๓๕๖ * กรรมการ "มูลนิธิโกมลคีมทอง" * กรรมการ "มูลนิธิเด็ก" * กรรมการ "ศิริราชมูลนิธิ" * กรรมการ "มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล" * ประธานคณะกรรมการระบาดวิทยาแห่งชาติ * ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการแพทย์และสาธารณสุข * ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชน เพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน (คปอส.) * คณะทำงานเรื่องการควบคุมโรคเลือดจางขององค์การอนามัยโลก-เจนีวา * รองประธานกรรมการ "มูลนิธิสื่อสร้างสรรค์" * กรรมการ "มูลนิธิภูมิปัญญา" * กรรมการ "มูลนิธิรางวัลมหิดล" ฯลฯ รวบรวมโดย สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน บันทึกเวชกรรมไทย ๓๕๗ การแพทย์และการอนามัยในประเทศของเรา มีปัญหาโดยรอบด้าน ทั้งในด้านโรคภัยไข้เจ็บ ในด้านผู้ป่วย ในด้านผู้รักษา ในด้านวิธีการรักษา ในด้านการกระจายการรักษา ในด้านการป้องกันโรค ฯลฯ เรื่องเหล่านี้สลับซับซ้อนอยากแก่การเข้าใจ บันทึกเวชกรรมชุดนี้ เขียนขึ้นจากตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อประชาชนและผู้รักษา อีกทั้งสะท้อนให้เห็นปัญหาทางสาธารณสุขของเรา ผู้เขียนขอขอบคุณ สำนักพิมพ์หมอชาวบ้านที่เป็นสื่อนำเรื่องชุดนี้ไปสู่ประชาชนอีกครั้งหนึ่งตามหลักประชาธิปไตย หากประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องมีจำนวนมากเท่าใด การแก้ปัญหาที่ถูกต้องก็มีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้นเท่านั้น ประเวศ วะสี หมอชาวบ้าน ๓๕๘ ชื่อของบทแรกที่ว่า "รักษาโรคหรือรักษาคน" ก็ยังเป็นคำถามที่ยืนยงท้าทายตลอดมา เป็นที่น่ายินดีว่าบัดนี้ในวงการสาธารณสุขได้มีการขับเคลื่อน เรื่อง "ระบบบริการสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์" หรือ Humanized Health Care กันอย่างจริงจัง และมีการดำเนินการเรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพ ด้วยจินตนาการและกรอบที่ใหญ่มาก อาจใหญ่ที่สุดในโลกก็ได้ ประเวศวะลี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สุขภาพ
การศึกษา
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2012
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การแพทย์
• โรค -- การป้องกัน
• การแพทย์ -- แง่ศาสนา -- พุทธศาสนา
• สาธารณสุข
• แพทย์
• การส่งเสริมสุขภาพ
history_eduหมวดหมู่
สุขภาพ
การศึกษา
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2012
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้