auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (1 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เอกสารนี้มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับประเทศไทยเหมือนประเทศติดหล่มที่ติดหล่มทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางการเมือง และทุกๆทาง ทำอย่างไรๆก็ออกจากหล่มวิกฤตไม่ได้ ทำโน่นนิดนี่หน่อยก็คงจะออกจากหล่มไม่ได้ คงจะต้องหาจุดคานงัด
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# ปฏิรูป การศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ## ประเวศ วะสี ### ๕ ปฏิรูป * ปฏิรูปแนวคิดการศึกษา * ปฏิรูประบบการศึกษา * ปฏิรูปการเรียนรู้ * สร้างยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ * ปฏิรูประบบบริหารจัดการการศึกษา # ประเทศไทย เหมือนประเทศติดหล่ม ที่ติดหล่มทั้ง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางการเมือง และทุก ๆ ทาง ทำอย่างไร ก็ออกจากหล่มวิกฤตไม่ได้ ทำไม่นิดนี่หน่อย ก็คงจะออกจากหล่มไม่ได้ ## คงต้องหาจุดคานงัด อาร์คีมีดีส\* เคยท้าทายว่า ถ้ามีที่ให้เขายืน และมีคานที่ยาวพอ เขาสามารถงัดโลก ทั้งใบได้ ! ทำอย่างไร ระบบการศึกษา จะเป็นจุดคานงัดประเทศไทย # ปฏิรูปการศึกษาให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย โดย : ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี พิมพ์ครั้งที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๗ สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ## ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติ National Library of Thailand Cataloging in Publication Data ประเวศ วะสี. ปฏิรูปการศึกษาให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย. -- กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน, 2557. 64 หน้า. 1. การปฏิรูปการศึกษา. I. ชื่อเรื่อง. 379.593 ISBN 978-616-507-095-9 บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ คณะบรรณาธิการ แก้ว วิฑูรย์เธียร, เสกสรร เรืองมนัสสุทธิ, เอกชัย ศิลาอาสน์ ศิลปกรรม สงวน ศรีบุรินทร์ ปก อดิศร จินดาอนันต์ยศ ## ร่วมจัดพิมพ์โดย สสค. สำนักงานส่งเสริม สังคมศาสตร์และศุลกากรพลเรือน มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ มูลนิธิเด็ก มูลนิธิหมอชาวบ้าน เผยแพร่โดย สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน ๓๖/๖ ซอยประดิพัทธ์ ๑๐ ถนนประดิพัทธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทรศัพท์ ๐-๒๖๑๘-๔๗๑๐ โทรสาร ๐-๒๒๗๑-๑๘๐๖, ๐-๒๒๗๘-๐๑๗๐ www.thaihealthbook.com e-mail : manager@thaihealthbook.com แยกสี/พิมพ์ที่ : พิมพ์ดี, สมุทรสาคร Green Read พิมพ์บน กระดาษถนอมสายตากรีนรีด www.greenread.com สำนักพิมพ์เป็นสมาชิกสมาคมผู้จัดพิมพ์ และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย แนะนำหรือวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ได้ที่ www.thaibookrecommend.com # ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ## ประเวศ วะสี ### ๕ ปฏิรูป * ปฏิรูปแนวคิดการศึกษา * ปฏิรูประบบการศึกษา * ปฏิรูปการเรียนรู้ * สร้างยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ * ปฏิรูประบบบริหารจัดการการศึกษา # คำนำผู้เขียน การศึกษาเป็นระบบที่ใหญ่และสำคัญมาก แต่ไม่สามารถเป็นพลังที่พาชาติออกจากวิกฤตการณ์เรื้อรัง ตรงข้ามกลับก่อให้เกิดความทุกข์ยากไปทั่วจากการบีบคั้นพ่อแม่และตัวผู้เรียน นอกจากนั้นจากการที่เป็นระบบที่อยู่นอกสังคม (Non-engaged) กล่าวคือไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสังคม ไม่ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ไม่ร่วมแก้ปัญหา จึงไม่สอดคล้องกับสภาวะความเป็นจริง ของสังคมและอ่อนแอทางปัญญา มีความพยายามที่จะปฏิรูปการศึกษามาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับผลจริงจังแต่ประการใด คนดี ๆ เก่ง ๆ คนหนึ่งที่เคยพยายามปฏิรูปการศึกษาคือ ดร. สิปปนนท์ เกตุทัต ซึ่งเคยเป็นเลขาธิการสภาการศึกษาและเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คุณทักษิณเอง เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ ก็เคยพูดกับผมว่า "เรื่องการศึกษานี่ผมอยากทำจริง ๆ แต่ไม่รู้จะจับมันอย่างไร อาจารย์ช่วยหารัฐมนตรีศึกษาดี ๆ ให้ผมสักคน หนึ่งได้ไหม" ทั้งหมดสะท้อนถึงความยากและความดื้อยาของระบบ การศึกษา ไม่เป็นการเพียงพอที่ถามว่าทำอย่างไรจะมีครูเก่ง ๆ มีนักเรียน ที่สอบได้คะแนนดี ในยุคสมัยที่การปฏิรูปประเทศไทยกำลังเป็นระเบียบวาระแห่ง ชาติ การปฏิรูปการศึกษาควรเป็นเรื่องใหญ่ที่สอดคล้องและเป็นพลัง ของการปฏิรูปประเทศไทย การปฏิรูปที่ลึกที่สุดคือปฏิรูปแนวคิดการศึกษา ซึ่งจะนำไปสู่ การปฏิรูประบบการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้และปฏิรูปการบริหาร จัดการการศึกษาครบทั้งหมด เมื่อประกอบเครื่องครบทั้งหมดระบบการ ศึกษาจึงจะบินได้และกลายเป็นจุดคานงัดประเทศไทยให้หลุดออกจาก หลุมวิกฤตไปสู่ความเจริญที่แท้จริง ประเวศวะลี ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ # สารบาญ ๑. จะตามภูมิปัญญาตะวันตกไปเรื่อยๆไม่ได้ ๑ ๒. โลกยุคใหม่ต้องบูรณาการการคิดและการพัฒนา ๕ ๓. ปฏิรูปแนวคิดการศึกษา ๙ * แนวคิดการศึกษาแบบอาณานิคม * แนวคิดการศึกษาประเทศไทยยุคใหม่ ๔. ปฏิรูประบบการศึกษา ๒๑ * จากระบบแห่งไซโลสู่ระบบไตรภาคี * การศึกษาเพื่อชีวิต ๒๒ * การศึกษาเพื่อสัมมาอาชีวะ ๒๕ * การศึกษาเพื่อวิชาการ ๓๑ ๕. ปฏิรูปการเรียนรู้ ๓๓ ๖. ยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ๔๑ ๗. ปฏิรูประบบบริหารจัดการการศึกษา ๔๗ ๘. สรุป ๕๓ # จะตาม ภูมิปัญญาตะวันตก ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ สมัยใหม่เป็นสมัยอารยธรรมตะวันตก (Western Civilization) อารยธรรมตะวันตกก็มีอะไรดี ๆ หลายอย่าง เช่น เสรีภาพ ประชาธิปไตย ความเป็นวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการใช้เหตุผล หลักฐานข้อเท็จจริง แต่โดยรวมอารยธรรมตะวันตกนำโลกทั้งใบไปสู่วิกฤตการณ์ อย่างรุนแรง ซึ่งมีผู้เรียกว่าวิกฤตอารยธรรม (Civilization crisis) ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ที่บรรจบกันทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง และสิ่งแวดล้อม สภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นผลจากอารยธรรมปัจจุบันก็กำลังนำไปสู่หายนะภัยที่คุกคามโลกทั้งใบ ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๑ # ความคิดตะวันตกเป็นความคิดที่ทรงพลัง แต่แยกส่วน การคิดแบบแยกส่วนและทำแบบแยกส่วนจะนำไปสู่วิกฤตเสมอ เพราะทั้งหมดเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว เมื่อไปแยกส่วน ความเป็นทั้งหมด ก็แตกสลาย เสียสมดุล เสีย ความเป็นปรกติ ไม่ยั่งยืน เหมือนร่างกายของเราประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ หลากหลาย สุดประมาณ แต่ทุกส่วนเชื่อมโยงกันเป็นทั้งหมดหนึ่งเดียวของเรา คือ ความเป็นคน ที่สุขภาพดีและอายุยืน ถ้าเซลล์ของอวัยวะใดเกิดอาเภทต้องการเติบโตแบบแยกส่วน โดยไม่คำนึงถึงระบบร่างกายทั้งหมด นั่นคือการเป็นมะเร็ง ทำให้ระบบ ร่างกายเสียสมดุล เจ็บป่วย เจ็บหนัก วิกฤต และตาย การพัฒนาแบบแยกส่วนจึงคล้ายเป็นมะเร็ง เมื่อชาวยุโรปค้นพบวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความรู้ที่ทรงพลัง ก็ เอาความรู้นี้ไปสร้างอำนาจของชาวยุโรป คือ เรือรบ ปืนใหญ่ ปืนกล แล้วใช้อำนาจยิงขนาดใหญ่ที่โลกไม่เคยมีมาก่อน เข้าแย่งชิงทรัพยากร จากบ้านเล็กเมืองใหญ่ในทุกทวีปทั่วโลก การพัฒนาตามอารยธรรมตะวันตกจึงมาจากฐานการแย่งชิง ซึ่งเป็นการคิดและทำแบบแยกส่วน ไม่ใช่เพื่อการดำรงคงอยู่ร่วมกันของ ทั้งหมด การค้าเสรีที่เอาเงินเป็นตัวตั้งก็เป็นการแยกส่วน ดังที่นำไปสู่ ความเหลื่อมล้ำอย่างมโหฬารและการทำลายสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนำไป สู่สงครามของการแย่งชิง ๒ ประเวศ วะสี การเกษตรที่จักรวรรดินิยมไปทำกับเมืองขึ้นก็เป็นการแยกส่วน และทำลายวัฒนธรรม อย่างที่อังกฤษทำกับศรีลังกาและพม่า ที่ให้ ศรีลังกาปลูกชาอย่างเดียวไม่ต้องปลูกข้าว ให้เอาข้าวจากพม่ามากิน การให้ประเทศอาณานิคมปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อประโยชน์เป็น กอบเป็นกำในการค้าขายของตน แต่ทำให้ระบบบรรณาการดั้งเดิมของ ชาวพื้นเมือง แตกสลายทำลาย ทำให้เกษตรกรยากจน ล่มสลายทาง เศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม คนไทยไปเรียนการเกษตรจากประเทศมหาอำนาจ ก็เอาการ ทำเกษตรแบบที่จักรวรรดินิยมทำกับประเทศอาณานิคมมาทำกับคน ไทยด้วยกัน ทำให้เกษตรกรไทยล่มสลายทางเศรษฐกิจหมดทั่วประเทศ สมบัติชิ้นสุดท้ายของชาวนาที่ทำมาขายคือ ลูกสาวที่ไปเป็นโสเภณีใน เมือง นี้ก็เป็นตัวอย่างของการเรียนตามเขาโดยไม่เข้าใจพื้นฐานของ เขาและพื้นฐานของเรา การศึกษาแบบตะวันตกก็เป็นการแยกส่วนจากชีวิต ที่ไปเอาวิชาเป็น ตัวตั้งไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง การเรียนและไม่มีงานทำ เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศตะวันตก สมัยโบราณไม่มีปัญหาการว่างงาน ชีวิตต้องทำงาน แต่การพัฒนาสมัย ใหม่แบบแยกส่วนทำให้เกิดการว่างงาน ระบบการศึกษาที่แยกคนจากงานไปถึง ๑๖ ปี คือ ประถม ๖ ปี มัธยม ๖ ปี อุดม ๔ ปี ๑๖ ปี เป็นเวลาไม่น้อยที่อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป เมื่อจบมาจึงเกิด ปัญหาว่างงาน ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๓ ถ้าการศึกษาเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ชีวิตต้องมีการทำงานก็ต้องเรียนรู้จากการทำงาน ก็จะไม่มีปัญหาการว่างงาน เพราะมีงานทำตั้งแต่ยังศึกษา ชีวิต - การทำงาน - การเรียนรู้ บูรณาการอยู่ด้วยกัน ไม่ได้แยกส่วน ขณะนี้มีนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ ๆ ในประเทศตะวันตก ซึ่งก็เป็นของดี แต่เราจะต้องระวังว่าพื้นฐานของตะวันตกเป็นการแยกส่วน ถ้าเราจะปฏิรูปการศึกษาให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย เราต้องการภูมิปัญญาที่ไปพันการคิดแบบแยกส่วนและทำแบบแยกส่วน ๔ ประเวศ วะลี # ๒ โลกยุคใหม่ ต้องการ บูรณาการ การคิดและการพัฒนา ## เราจะต้องตั้งหลักใหญ่ให้ได้ โลกวิกฤต และการพัฒนาไม่ยั่งยืน เพราะคิดแบบแยกส่วนทำ แบบแยกส่วน ถ้าเราจะยังคิดและทำแบบแยกส่วนอีกต่อไป แม้บางเรื่องอาจ จะดูดี หรือดีเฉพาะส่วน หรือดีชั่วคราว แต่จะหนีไม่พ้นที่จะนำให้สู่การ พัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และสภาวะวิกฤต ## เพราะสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว การทำแบบแยกส่วนย่อมนำไปสู่การแตกสลาย และการพัง ทลายของความเป็นทั้งหมด ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๕ มนุษย์ทั้งหมดและธรรมชาติทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกัน การ พัฒนาที่เอาเงินเป็นตัวตั้งก็ทำให้ทำลายสิ่งแวดล้อมและเกิดความ เหลื่อมล้ำระหว่างคนในประเทศเดียวกันและความเหลื่อมล้ำระหว่าง ประเทศ เมื่อโรคอีโบลาระบาดในประเทศที่ยากจนในแอฟริกา ซึ่งด้อย ในการรักษาและป้องกันโรค ไวรัสอีโบลาก็คุกคามที่จะระบาดไปกันทั้ง โลก เพราะเราอยู่ในสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน การพัฒนาเอาเงินเป็นตัวตั้งก็ดี หรือเอาอะไรอื่นเป็นตัวตั้ง จะ เป็นการพัฒนาแบบแยกส่วนทั้งสิ้น ถ้าไม่เอาการอยู่ร่วมกัน (Living to- gether) เป็นตัวตั้ง การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่ง แวดล้อม เป็นการคำนึงถึงทั้งหมด เป็นการเคารพคุณค่าของคนทุกคน และของธรรมชาติแวดล้อมทั้งหมด จึงเป็นศีลธรรมจริยธรรม การพัฒนาอย่างบูรณาการ เป็นกุญแจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน นั้นคือ การพัฒนาทุกด้าน ต้องเชื่อมโยงอยู่ในกันและกัน ไม่ใช่ พัฒนาแบบแยกส่วนไปด้านใดด้านเดียวเป็นเอกเทศจากทั้งหมด การ เชื่อมโยงนั้นอย่างน้อยควรมี ๘ เรื่องต้องเชื่อมโยงกัน คือ เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย ถ้าสังเกตดูที่ผ่านมา เราพัฒนาแบบแยกส่วนเป็นเรื่อง ๆ เพราะ เราพัฒนาโดยเอากรมเป็นตัวตั้ง กรมนั้นตั้งขึ้นมาตามเรื่อง เช่น กรมดิน กรมน้ำ กรมต้นไม้ ฯลฯ ๖ ประเวศ วะสี เมื่อเอากรมเป็นตัวตั้งก็พัฒนาแยกส่วนไปตามเรื่องของกรม จึงไม่เกิด การพัฒนาอย่างยั่งยืน **การศึกษาก็เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่บูรณาการกับการพัฒนาอื่น ๆ** ระบบการศึกษาจึงเป็นประดุจอยู่นอกสังคม ไม่รู้ร้อนรู้หนาว กับสังคม ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ร่วมแก้ปัญหา จึงอ่อนแอและไม่สามารถ เป็นพลังที่พาสังคมไทยออกจากวิกฤตการณ์ได้ ถ้าการศึกษาจะเป็นจุดคานงัดประเทศไทยได้ การศึกษาจะต้อง บูรณาการอยู่กับการพัฒนาอื่น ๆ ทั้ง ๗ เรื่อง คือต้องนำระบบการศึกษา ที่อยู่นอกสังคมเข้ามาเป็นระบบการศึกษาที่อยู่ในสังคม คือรู้ร้อนรู้หนาว กับสังคม ร่วมทุกข์ ร่วมสุข และร่วมแก้ปัญหา นั่นคือการศึกษาจะต้องเปลี่ยนจากการเอาวิชาเป็นตัวตั้ง มาเป็น เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง ในต่างประเทศขณะนี้มีความตื่นตัวเรื่องการค้นคว้าและพัฒนา กระบวนการเรียนรู้กันมาก ซึ่งเป็นของดี แต่ควรจะเข้าใจว่าการปฏิรูป การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะ ยังมีเรื่องแนวคิดการศึกษา ระบบการศึกษา และระบบการจัดการการ ศึกษาอีก ซึ่งควรจะมองให้ครบ **การปฏิรูปการศึกษาควรประกอบด้วย** ๑. ปฏิรูปแนวคิดการศึกษา ๒. ปฏิรูประบบการศึกษา ๓. ปฏิรูปการเรียนรู้, ยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ๔. ปฏิรูประบบการบริหารจัดการการศึกษา ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๗ " การศึกษา จะเป็นจุดคานงัดประเทศไทยได้ การศึกษา จะต้องบูรณาการอยู่กับการพัฒนาอื่น ๆ ทั้ง ๗ เรื่อง เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพ - ประชาธิปไตย " ๘ ประเวศ วะสี # ๓ ปฏิรูป แนวคิดการศึกษา ## แนวคิดการศึกษาแบบอาณานิคม ได้มีความพยายามปฏิรูปการศึกษามาหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำให้การศึกษาเป็นพลังอำนาจของชาติได้ เพราะไม่ได้ปฏิรูปแนวคิด แนวคิดการศึกษาไทยเป็นแนวคิดที่มีข้อจำกัดและคับแคบมาก เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่มหาอำนาจตะวันตกล่าอาณานิคม มหิทธานุภาพของชาติยุโรปน่าสะพรึงกลัวมาก ทำให้ผู้ปกครองประเทศไทยคิดว่ายุโรปมีความรู้ เราไม่มีความรู้ จึงจัดการศึกษาขึ้นแบบ "ต่อท่อความรู้จากยุโรปมาไทย" ซึ่งก็มีความจำเป็นในระยะแรก ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๙ # ความเป็นจริง ของสังคมไทย * อุดม * มัธยม * ประถม ชุมชน ท้องถิ่น ประชาสังคม ความสัมพันธ์ ต่างประเทศ ภาคเอกชน ภาครัฐ ศาสนา การเมือง สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ทรัพยากร ธรรมชาติ ## แท่งไซโล*ทางการศึกษา ที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ลอยตัวจากความจริง สังคมไทย *ไซโลเป็นถังทรงกระบอกขนาดใหญ่ใช้เก็บวัตถุดิบปริมาณมากๆ ไม่ให้เสียหาย ## รูปที่ ๑ แท่งไซโลของระบบการศึกษาที่ลอยตัวอยู่นอกสังคม แต่การศึกษาแบบนี้ทำมานานเกินและมากเกินจนกลายเป็น วิสัยการศึกษาของไทย นั่นคือ การศึกษาคือการท่องวิชาหรือการถ่ายทอด วิชา นั่นคือการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาทุนประเทศไทย ที่เรามีเป็นตัวตั้ง หรือไม่ได้เอาชีวิตจริงปฏิบัติจริงของสังคมไทยเป็นตัว ตั้ง เป็นการศึกษาที่แยกส่วนจากความเป็นจริงของสังคมไทย ไปเอาวิชา เป็นตัวตั้งหรือเป็นฐาน แล้วจัดระบบการศึกษาที่เอาวิชาเป็นฐาน จากประถม ไปมัธยม ไปอุดม เป็นแท่งเดี่ยวขึ้นไปแบบไซโล ๑๐ ประเวศ วะสี แล้วก็มีการออกกฎหมายบังคับเด็กทุกคนมาเข้าแท่งไซโล ทางการศึกษา ทำให้เส้นทางการจราจรทางการศึกษาแออัดยัดเยียด ก่อ ความทุกข์ยากให้คนทั้งประเทศ และทำให้การศึกษากลายเป็นการค้า แบบ "จ่ายครบจบแน่" ทำให้คุณภาพการศึกษาตกต่ำ การศึกษามุ่งไปสู่ เป็นการค้าขายปริญญากันมากกว่าเป็นระบบปัญญาของประเทศ ความที่เป็นระบบการศึกษาที่ลอยตัวจากความเป็นจริงของ ประเทศไทย คนที่จบการศึกษาแบบนี้ในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา จึงไม่รู้ จักแผ่นดินไทย ทำให้แก้ปัญหาอะไรไม่เป็นและพัฒนาประเทศไม่ถูก ทาง แล้วเราก็บ่นกันว่านักเรียนไทยไม่เก่ง ครูไม่เก่ง เราจะมองปัญหาของการศึกษาแค่นั้นไม่พอ การปฏิรูปการ ศึกษาต้องปฏิรูปแนวคิด ปฏิรูประบบ และปฏิรูปการเรียนรู้ ## แนวคิดการศึกษาประเทศไทยยุคใหม่ แนวคิดการศึกษาประเทศไทยยุคใหม่ขึ้นกับกรอบความคิดใหญ่ ว่าประเทศไทยยุคใหม่คืออย่างไร ประเทศไทยยุคเก่าเป็นระบบ "ปิด" ที่รวมศูนย์อำนาจ ที่คน ส่วนใหญ่ไม่มีเกียรติไม่มีศักดิ์ศรี ถูกมายาคติและอำนาจบดบังให้ไม่มี ศักยภาพสมกับความเป็นมนุษย์ ประเทศที่ "ปิด" ศักดิ์ศรี และศักยภาพ ของความเป็นมนุษย์เช่นนี้ไม่มีพลังแห่งชาติ จะสะสมและหมักหมม ปัญหาไว้จนวิกฤต ประเทศไทยยุคใหม่จะต้องเป็นระบบ "เปิด" เปิดคุณค่าที่แท้ ของความเป็นมนุษย์ ว่าคนทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และ ศักยภาพแห่งความสร้างสรรค์ ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๑๑ ปรัชญาใหม่ประเทศไทยคือ "คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และมีศักยภาพแห่งความสร้างสรรค์" ปรัชญานี้จะสร้างพลังมหาศาล ประดุจพลังนิวเคลียร์ทางสังคมที่ทำให้ประเทศไทยสามารถสร้างประเทศไทยยุคใหม่ที่มีศานติสุขก้าวหน้าและยั่งยืน คนไทยนั้นเหมือนติดอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น (The invisible prison) คือมายาคติต่าง ๆที่ทอนความเป็นมนุษย์และความสร้างสรรค์ สำนึกในศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตัวเองและเคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น จะทำให้เกิดความสุขอย่างลึกล้ำในตัวเองอย่างฉับพลัน และเห็นศักยภาพของตัวเองที่จะทำอะไรได้ๆ การศึกษาไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่ที่การท่องวิชาหรือการสอนถ่ายทอดเนื้อหาวิชาอีกต่อไป แต่การศึกษาคือ การส่งเสริมการเรียนรู้ในทุกพื้นที่ของชีวิต ให้ทุกคนเป็นบุคคลเรียนรู้ ทั้งเรียนรู้ในฐานะชีวิต เปลี่ยนตัวตั้งของการศึกษาจากเอาวิชาเป็นตัวตั้ง มาเป็นการเอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง เปลี่ยนจากการเรียนรู้จากการท่องวิชามาเป็นเรียนรู้จากชีวิตจริงปฏิบัติจริง นั่นคือ การเปลี่ยนฐานของการเรียนรู้ จากการเอาตำราเป็นฐานมาเป็นการเอาชีวิตจริงปฏิบัติจริง เป็นฐานของการเรียนรู้ ทั้งนี้มิได้มายคความว่าตำราไม่สำคัญ แต่ไม่ใช่ฐาน ตำราเป็นเครื่องประกอบเรียนรู้ ฐานของการเรียนรู้อยู่ที่ชีวิตจริงปฏิบัติจริง นี้จะเป็นการปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญที่สุดและมีผลลึกซึ้งที่สุด ๑๒ ประเวศ วะลี คำโบราณกล่าวว่า "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่า มือคลำ" ซึ่งสอดคล้องกับการพบใหม่ของสิ่งที่เรียกว่า "เซลล์กระจกเงา" (Mirror neuron) ซึ่งเป็นเซลล์สมองที่เมื่อเห็นผู้อื่นทำจะสะท้อนเข้าไป ในสมองของตัวเองที่ทำให้ทำได้เลย ฉะนั้นการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ การเห็นผู้อื่นทำและการร่วมทำหรือ ลงมือทำ ไม่ใช่การบอกเล่าหรือท่องจำสิ่งที่คนอื่นบอกเล่า การสอนโดยบอกเล่าหรือถ่ายทอดเนื้อหา (สิบปากว่า) จึงได้ ผลน้อยที่สุด แต่เป็นการศึกษาที่เราทุ่มเทลงไปมากที่สุด จึงเกิดความ สูญเปล่ามากที่สุด เราทุ่มเทกำลังคนทั้งประเทศไปในการสอนที่ได้ผลน้อย เราทุ่มเทส่งคนไปเรียนเมืองนอกมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๕ จน กระทั่งบัดนี้ก็มีทุนการศึกษามากมาย ทั้งของรัฐและของพ่อแม่ ที่ส่งคน ไทยไปเรียนต่างประเทศ รวมทั้งทุนมูลนิธิ "อานันทมหิดล" ที่พระเจ้า อยู่หัวทรงตั้งขึ้น แต่ไม่ว่าจะเรียนมาเก่งแค่ไหน ความเก่งก็ถูกดูดซับไปหมด ด้วย ระบบการศึกษาที่เน้น "การสอน" แต่ไม่เน้นการปฏิบัติ เมื่อกำลังในมหาวิทยาลัยถูกทุ่มเทไปในการสอนที่ได้ผลน้อย หมด การวิจัยก็มีน้อยมาก มหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถเป็นปัญญาที่พา ชาติออกจากวิกฤต การวิจัยที่พอมีอยู่บ้างก็นำผลวิจัยไปสู่การสอน แทนที่จะไม่สู่ การปฏิบัติคือการผลิต แล้วการสอนนั้นเป็นการสูญเปล่าเสียเป็นส่วน ใหญ่ การวิจัยและผลการวิจัยจึงเข้าไปสู่สภาพสลาย แทนที่จะหมุนเวียน ไปเพิ่มพลังยิ่ง ๆขึ้นเพิ่มประโยชน์ยิ่ง ๆขึ้น ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๑๓ # ฟ้า ## นภากาศ สุญญากาศ ### ดิน (ก) วัฏฏะวิชาการที่หมุนลอยอยู่ในนภากาศสุญญากาศ รูปที่ ๒ วัฏฏะวิชาการสองแบบ นี้เป็นจุดตายทางวิชาการและทางการพัฒนาของไทย ที่จะต้องทำความเข้าใจให้ดี ๆ รูปที่ ๒ (ก) แสดงวัฏฏะทางวิชาการวิชาการแบบหมุนลอยอยู่ในนภากาศ สุญญากาศ คือการสอนที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ห่างไกลจากดิน คือชีวิตจริงปฏิบัติจริง สุญญากาศ คือมีความสูญเสียมากได้ผลน้อย ทุ่มอะไร ๆ ใส่เข้าไปในวัฏฏะนี้ก็ไม่มีผลกลับมาคุ้มค่า นั่นคือระบบการศึกษาปัจจุบัน (ข) แสดงวัฏฏะวิชาการแบบดินสู่ฟ้า ฟ้าสู่ดิน ดินคือชีวิต ปฏิบัติจริง นำผลและข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติจริงไปวิเคราะห์สังเคราะห์เป็นปัญญาที่สูงขึ้น (สู่ฟ้า) แล้วเอากลับลงมาใช้อีก (สู่ดิน) เป็นวัฏฏะทางวิชาการจากดินสู่ฟ้า ฟ้าสู่ดิน วนขึ้นวนลงรอบแล้วรอบเล่า ๑๔ ประเวศ วะสี (ข) วัฏฏวิชาการจากดินสู่ฟ้า สู่ดิน แต่ละรอบจะทำให้การปฏิบัติดีขึ้นและปัญญาที่สูงขึ้นดีขึ้น การปฏิบัติดีขึ้นรวมถึงทำการผลิตได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชกรรม หรือบริการ นั่นคือจุดคานงัดให้บ้านเมืองดีขึ้น ถ้าเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ การเรียนรู้จะสนุกไม่น่าเบื่อ และบวกกับการวิจัยที่ทำให้การปฏิบัติดีขึ้น ได้ผลผลิตดีขึ้น เราก็จะสร้างนักวิชาการเก่ง ๆ ของเราขึ้นมาเองได้ และจากการที่วิชาการไปทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เราก็จะมีทรัพยากรมาสู่การศึกษาและการวิจัยของประเทศมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งทางปัญญา ต่างจากการศึกษาที่มุ่งแต่การสอนโดยทำอะไรไม่เป็น ที่ดูดซับเอาทรัพยากรและพลังของผู้คนทั้งประเทศไปสู่ความสูญเปล่า เพราะ "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ" ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๑๕ รูปที่ ๓ การทุ่มกำลังไปที่การสอนถ่ายทอดวิชา ซึ่งมีความสูญเปล่าสูง ทำให้ วิชาการอ่อนแอ และเศรษฐกิจอ่อนแอ เพื่อให้เห็นภาพว่า การศึกษาของเราเป็นวงจรที่สูญเปล่าสูง ทำให้ วิชาการไม่เข้มแข็ง เศรษฐกิจไม่เข้มแข็ง จะขอแสดงด้วยภาพข้างล่างนี้ รูปที่ ๓ ในวงจรการศึกษาแบบปัจจุบัน กำลังของคณาจารย์ ทั้งหมดทุ่มเทไปกับการสอนถ่ายทอดวิชา ที่มีความสูญเปล่าสูง เพราะ จำไม่ได้ ทำไม่เป็น และไม่มีผลผลิต อาจารย์มีเวลาทำวิจัยน้อย ที่ทำบ้างได้ผลวิจัยก็นำไปสู่การ สอนที่สูญเปล่าสูง แต่ไม่ได้นำไปสู่การผลิต ทำให้เศรษฐกิจก็อ่อนแอ วิชาการก็อ่อนแอ งบประมาณที่จะมาสู่การวิจัยก็มีน้อย เพราะประเทศ ยากจน ๑๖ ประเวศ วะสี รูปที่ ๔ วงจรใหม่ของการศึกษาวิจัยที่เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติทำให้เกิดผลผลิต ทั้งทางเศรษฐกิจและความรู้ใหม่ ทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง วิชาการเข้มแข็ง คณาจารย์ถึงแม้เริ่มต้นอาจจะเก่งเพราะไปเรียนมาอย่างดี แต่เมื่อตกเข้ามาสู่วงจรที่ความสูญเปล่าสูงในระบบการศึกษาไทย ก็ไม่สามารถดำรงความเข้มแข็งทางวิชาการไว้ได้ เราก็ยิ่งต้องส่งคนไปศึกษาต่างประเทศด้วยจำนวนมาก เสียเงินเสียทองของประเทศมหาศาล แต่เมื่อกลับมาทำงานก็เข้ามาอยู่ในวงจรที่ความสูญเปล่าสูง วงจรแห่งความสูญเปล่าก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ ทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ วิชาการอ่อนแอ จึงควรแหวกวงจรนี้ออกไปสู่วงจรใหม่แห่งความสร้างสรรค์ (รูปที่ ๔) โดยเปลี่ยนฐานการเรียนรู้จากการสอนถ่ายทอดวิชามาเป็นเรียนรู้จากการปฏิบัติให้ได้ผล ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๑๗ การที่จะปฏิบัติให้ได้ผลนั้นต้องการความคิด พฤติกรรม และ ทักษะหลายอย่าง เช่น ต้องคิดถึงคนอื่น ต้องใช้ความรู้หลายแขนง ความ รู้ที่มีอยู่ก็ยังไม่พอต้องสร้างความรู้ใหม่ บางเรื่องต้องการการวิจัยขั้นพื้น ฐาน และต้องมีการจัดการด้วยเสมอจึงจะเกิดความสำเร็จ เรื่องที่จะปฏิบัติมีหลากหลายแตกต่างกัน ผู้เรียนสามารถเลือก เรื่องที่ตัวชอบ การได้ทำเรื่องที่ชอบทำให้มีความสุข และทำได้ดี การสนุกกับ การทำงานทำให้ทำต่อเนื่องได้ยาวนานโดยไม่เบื่อไม่เซ็ง คนไทยเป็นคนขี้เบื่อขี้เซ็งเพราะการศึกษาแบบท่อง การเรียน รู้จากการทำงานจึงพัฒนาอารมณ์ความรู้สึกนิสัยใจคอและพฤติกรรม ไปด้วย การปฏิบัติก็ต้องมีผลจากการปฏิบัติ ถ้าผลออกมาดีจะช่วยบอก ว่าทฤษฎีและการปฏิบัติถูกต้องแล้ว ถ้าไม่ได้ผลหรือผลออกมาไม่ดีจะ ช่วยบอกว่าทฤษฎี และผลปฏิบัติมีปัญหา จำเป็นต้องมีการปรับปรุง การเน้นที่การปฏิบัติและการได้ผลจากการปฏิบัติทำให้มีวงจร ป้อนกลับ (Feed-back-loop) ที่จะปรับปรุงทฤษฎีและการปฏิบัติให้ถูก ต้องตลอดเวลา ต่างจากการท่องหนังสือไปเรื่อย ๆ ผลของการปฏิบัติก็คือ การพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้จากการปฏิบัติจึงมีผลมหาศาลต่อการ พัฒนาประเทศ ต่างจากการเรียนแบบท่องวิชาที่มีความสูญเปล่าสูง อนึ่ง การศึกษาที่เน้นการสอนวิชา แต่ไม่ได้เน้นที่การเรียนรู้จาก การปฏิบัติ มีผลต่อการกำหนดความรู้สึกนึกคิดของอาจารย์มหา วิทยาลัย ซึ่งมีผลต่ออาจารย์ ต่อมหาวิทยาลัย ต่อประเทศชาติสูง ๑๘ ประเวศ วะลี กล่าวคืออาจารย์เอาวิชาที่ตนเองชำนาญเป็นตัวตั้ง ไม่ได้ เอางานที่จะทำให้สำเร็จเป็นตัวตั้ง จึงมีทัศนะแยกส่วนไปตามวิชาของ ตน ๆ และอาจยึดมั่นถือมั่นในเรื่องนั้น ๆ หรือถึงขั้นเอาตัวตนเป็น ศูนย์กลางในเรื่องนั้น ๆ มีการวิเคราะห์วิจารณ์สูง แต่ไปไม่ถึงการ สังเคราะห์และจัดการ **การจะทำอะไรให้สำเร็จต้องการการสังเคราะห์และจัดการ** แต่ อาจารย์เอาวิชาเป็นตัวตั้งไม่ได้เอาการทำให้สำเร็จเป็นตัวตั้งจึงไปไม่ถึง การสังเคราะห์และจัดการ การวิเคราะห์วิจารณ์โดยขาดการสังเคราะห์และจัดการทำให้ ทะเลาะกันสูง มหาวิทยาลัยจึงเป็นดินแดนที่มีความขัดแย้งสูงและขาด ความสุข และความสร้างสรรค์จากการทำงานร่วมกัน คุณหมอกระแส ชนะวงศ์ เคยเล่าให้ฟังว่าภาควิชาที่ท่านทำงาน มีอาจารย์ ๙ คน แบ่งเป็น ๘ พวก การสรรหาผู้บริหารไม่ว่าจะเป็น หัวหน้าภาควิชา หรือคณบดีมักจะนำไปสู่ความแตกแยกเสมอ ๆ เคยมี อาจารย์ครึ่งภาควิชามาร้องเรียนสภามหาวิทยาลัยว่าไม่พอใจหัวหน้า ภาควิชาที่สรรหามาได้ ฯลฯ การคิดแบบวิเคราะห์วิจารณ์ที่ขาดการสังเคราะห์ **อันนำไปสู่** **ความแตกแยกได้กระจายออกไปสู่สังคม** โดยสื่อมวลชนมาเก็บเอาวิธีคิด และการสื่อสารแบบนี้ขยายตัวออกไป จนเป็นวิสัยในสังคมไทย ทำให้ ทำอะไรให้สำเร็จได้ยาก การทำอะไรที่ใหญ่และยาก เช่น ยกท่อนซุง ต้องการความร่วม มือของคนจำนวนมาก **การปฏิบัติที่พยายามทำอะไรให้สำเร็จจะมาหล่อหลอม** **วิธีคิดของผู้คนให้ต้องคิดร่วมกัน** ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๑๙ แต่การคิดและวิจารณ์โดยไม่เคยลงมือทำ จะไม่แคร์ต่อความร่วมมือและความสำเร็จ จึงเป็นแรงระเบิดมากกว่าแรงผนึก เรื่องอาชีพเข้ามากำหนดวิธีคิดนี้เห็นได้ทั่วไป แม้แต่อาชีพแพทย์ด้วยกัน แต่ต่างสาขาก็มีวิธีคิดไม่เหมือนกัน เช่น ศัลยแพทย์ไม่ว่าจะเก่งทฤษฎีแค่ไหนก็ผ่าตัดไม่เป็น ถ้าไม่อาศัยรุ่นพี่ช่วยฝึกให้ จึงมีความเคารพอาวุโสและความสามัคคีระหว่างกัน มากกว่าอายุรแพทย์ซึ่งอาศัยความรู้มากกว่าทักษะ การเรียนโดยเฉพาะวิชาเป็นตัวตั้งกับการเรียนรู้จากการปฏิบัติจึงให้ผลแตกต่างกว้างลึกยาวไกลยิ่งนัก การปฏิรูปการศึกษาไทยที่น่าจะสำคัญที่สุดคือการปฏิรูปจากการศึกษาแบบห่องวิชา ไปสู่การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงได้ผลจริง ๒๐ ประเวศ วะสี # ปฏิรูป ## ระบบการศึกษา จากระบบแท่งไซโล สู่ระบบไตรภาคี ได้มีการสร้างค่านิยมและใช้กฎหมายบังคับ ทำให้เกิด ระบบการศึกษากระแสหลักที่เป็นประดุจแท่งไซโล คือเรียนประถมศึกษา เพื่อไปสู่มัธยมศึกษา เพื่อไปสู่อุดมศึกษา หรือการศึกษาเพื่อปริญญา ถนนสายหลักการศึกษานี้ทำให้การจราจรคับคั่ง ก่อให้เกิด ความบีบคั้นนานาประการ เช่น แย่งกันเข้าโรงเรียนดี ๆ ต้องวิ่งเต้นเส้น สายเสียเงินพิเศษ การติวกลายเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญ พ่อแม่ต้องหมด เงินหมดทอง เด็กเกิดความเครียดมาก การศึกษากลายเป็นการค้าแบบ "จ่ายครบจบแน่" ทำให้วิชาการอ่อนแอ ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๒๑ ขณะเดียวกันการเรียนที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งทำให้คนที่จบมาจาก การศึกษาแบบนี้ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ สร้างงานเองไม่ เป็น นายจ้างก็ไม่ชอบ วิชาการก็ไม่เก่ง เป็นเหมือนประดุจคนพิการของ สังคม ในขณะที่ไปเกณฑ์เด็กจากทุกชุมชนท้องถิ่นมาเข้าระบบการ ศึกษาแบบนี้ ซึ่งไม่สัมพันธ์กับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ทำให้ผู้ที่จบการ ศึกษาแบบนี้ต้องพรากจากชุมชนท้องถิ่น ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ การศึกษาระบบแท่งไซโลจึงทำร้ายสังคม ทำร้ายเศรษฐกิจ และ ทำลายศักยภาพของผู้คน ที่ควรจะมีโอกาสพัฒนาให้เต็มตามศักยภาพ ของความเป็นมนุษย์ จึงควรปฏิรูประบบการศึกษา จากระบบแท่งไซโลเป็นระบบ ไตรภาคี ดังนี้ (๑) การศึกษาเพื่อชีวิต (๒) การศึกษาเพื่อสัมมาอาชีวะ (๓) การศึกษาเพื่อวิชาการ ทั้ง ๓ ภาคีไม่ได้แยกกันเด็ดขาด มีส่วนที่เกี่ยวกันและเลื่อนไหล ถึงกัน ดังขยายความดังต่อไปนี้ (๑) ระบบการศึกษาเพื่อชีวิต - การศึกษาเพื่อการ พัฒนาอย่างบูรณาการ การพัฒนาอย่างบูรณาการของชุมชนท้องถิ่น คือการพัฒนา อย่างยั่งยืน จึงเป็นการพัฒนาที่สำคัญที่สุด ๒๒ ประเวศ วะลี อุดม มัธยม ประถม (ก) ระบบแท่งไซโล ทางการศึกษา (ข) ระบบการศึกษา แบบไตรภาคี รูปที่ ๕ ระบบการศึกษาแท่งบบไซโล (ก) และแบบไตรภาคี (ข) การพัฒนาต่างๆ จึงควรเป็นส่วนหนึ่งหรือสนับสนุนการพัฒนา อย่างบูรณาการในพื้นที่ รวมทั้งการศึกษา ที่แล้วมาการศึกษาไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ แต่ดึงผู้เรียนออกจาก พื้นที่ไปเข้าแท่งไซโลการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ทำให้กลับไปอยู่ใน พื้นที่ไม่ได้ ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ ในการปฏิรูปการศึกษาต้องมีระบบการศึกษาเพื่อชีวิต หรือการ ศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างบูรณาการ หรือการเรียนรู้ในชุมชน ขณะนี้ชุมชนจำนวนมากขึ้นเรื่อย มีการรวมตัวกันของทุกภาค ส่วนในชุมชน และพัฒนาทุกเรื่องเชื่อมโยงกันทั้งเรื่อง เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม- วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย เกิดเป็นสังคมสุขภาวะหรือสังคมศานติสุข ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๒๓ คนในชุมชนเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการเรียนรู้ร่วมกันของคนทั้งหมด ทั้งผู้ใหญ่ และเด็ก ทั้งชาย และหญิง ประกอบด้วยผู้มีความรู้และทักษะอันหลากหลายทั้งความรู้ ในการประกอบอาชีพ ศิลปวัฒนธรรม ศาสนธรรม และอื่น ๆ ทุกคนเป็นทั้งครูและนักเรียน เป็นการเรียนรู้ที่สนุก เรียนง่าย ได้ผลจริงและชุมชนเป็นระบบศีลธรรม เพราะเป็นระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ในชุมชนจึงเป็นการเรียนรู้ศีลธรรมไปในตัว สังคม ข้างบนไม่มีที่อยู่ของศีลธรรม เพราะไม่ใช่ระบบการอยู่ร่วมกัน แต่เป็น เรื่องของอำนาจ เงิน รูปแบบมายาคติ และความฉ้อฉล การสอนวิชา ศีลธรรมจึงไม่ได้ผล เพราะศีลธรรมไม่ใช่วิชา แต่คือระบบการอยู่ร่วม กันอย่างสมดุล ฉะนั้นการศึกษาเพื่อชีวิตในชุมชนทั้งเป็นทางการและไม่เป็น ทางการ ควรจะได้รับการส่งเสริมให้เป็นการศึกษากระแสหลัก การศึกษาเพื่อสัมมาชีพและสามัญศึกษาหรือการศึกษาเพื่อ วิชาการ ก็ควรจะมีหลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติ ที่ผู้เรียนเข้ามาใช้ ชีวิตในชุมชนด้วย ในขณะเดียวกันผู้ที่ศึกษาเพื่อชีวิตในชุมชนก็ควรจะสามารถ เชื่อมต่อไปเรียนในภาคสัมมาอาชีวศึกษาหรือสามัญศึกษาได้ด้วย การศึกษาทั้ง ๓ สาย ควรจะเชื่อมโยงและเลื่อนไหลถึงกัน ดัง ใน รูปที่ ๕ (ข) ซึ่งมี ๓ ห่วงที่เกี่ยวกันอยู่ ๒๔ ประเวศ วะสี # (๒) สัมมาอาชีวศึกษา-อาริยศึกษา ประเทศมาในทิศทางที่ผิด ที่ไปให้ความสำคัญแก่การศึกษาแบบท่องหนังสือหรือสามัญศึกษา มากกว่าการศึกษาสายอาชีพ และดูถูกอาชีวศึกษาว่าด้อยกว่า ในที่นี้จึงใช้คำว่า อาชีวศึกษา-อาริยศึกษา เพื่อยกคุณค่าของอาชีวศึกษา **อาชีวศึกษาคืออาริยศึกษา** คือจุดคานงัดประเทศไทยและการศึกษาไทย ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการศึกษาในรอบ ๑๐๐ ปี ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยอ่อนแอ การศึกษาไทยอ่อนแอ ความคิดการศึกษาเป็นความแบบแยกส่วน อะไรที่แยกส่วนจะนำไปสู่วิกฤตเสมอ ที่ว่าแยกส่วนคือ แยกว่าชีวิตก็อย่างหนึ่ง การศึกษาก็อีกอย่างหนึ่ง การศึกษาแยกไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ในทางพระพุทธศาสนานั้นชีวิตกับการศึกษาอยู่ที่เดียวกัน นั่นคือชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต เราจัดระบบการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง จากประถมสู่มัธยม สู่อุดม แบบแท่งโซโล แล้วก็ออกกฎหมายบังคับให้เด็กทุกคนต้องมาเข้าแท่งไซโลการศึกษา ซึ่งคับแคบและแยกส่วนจากชีวิต การจราจรในแท่งไซโลการศึกษานี้หนาแน่นติดขัดบีบคั้น การศึกษาเลยกลายเป็นการค้าแบบ "จ่ายครบจบแน่" วิชาการก็อ่อนแอทำงานก็ไม่เป็น แต่หมดเปลืองมากทั้งเงินของพ่อแม่และงบประมาณของรัฐ แต่ผลิตคนที่พิการออกมาเพราะทำงานก็ไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ วิชาการก็ไม่เก่ง ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๒๕ การสร้างค่านิยมสามัญศึกษาเพื่อไปเอาปริญญาทำให้ไม่เห็น คุณค่า หรือดูถูกอาชีวศึกษา นั่นคือจุดตายของประเทศไทยและของการ ศึกษาไทย เพราะสัมมนาอาชีโว เป็น ๑ ในอริยมรรคมีองค์ ๘ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เป็นบ่อเกิดของความร่มเย็นเป็นสุข และศีลธรรมอันดีงาม สัมมาชีพหมายถึง อาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเองไม่เบียดเบียน ผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ สัมมาชีพจึงเป็นทั้งเรื่องเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม ศีลธรรม และ สิ่งแวดล้อม หรือความเจริญโดยรอบ (ปริพัฒนา) สัมมาอาชีวศึกษา จึงเป็นอาริยศึกษา ที่ตำบลยกกระบัตร อ.บ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ย้อนหลัง ไป ๔๕ ปี เต็มไปด้วยความชั่วทุกชนิด มีลักขโมย เล่นการพนัน ยาเสพ ติด พระสอนเท่าไร ๆ ก็ไม่หาย ต่อมาสมภารองค์ใหม่ คือพระครูสาคร สังวรกิจ ส่งเสริมสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ปรากฏว่าความชั่วหายไปหมด ในพระไตรปิฎก กฎทันตสูตร พระพุทธองค์เล่าถึงเรื่องพระมหา วิชิตราชที่ปุโรหิตกราบทูลให้ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม พาณิชกรรม และการรับราชการ (สมัยนั้นมี ๓ อาชีพ) ว่าแล้วบ้านเมืองของพระองค์ จะร่มเย็นเป็นสุข โภคทรัพย์จะเกิดขึ้นในท้องพระคลัง เศรษฐกิจดี ๆ ราษฎรจะไม่ต้องปิดประตูเรือนอยู่ (ไม่มีการลักขโมย) จะยังบุตรให้ฟ้อน อยู่บนอก (ครอบครัวอบอุ่น) การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ จึงเป็นปัจจัยแห่งการอยู่ร่วมกันอย่าง ศานติสุข ฉะนั้นอาชีวศึกษาจึงเป็นอาริยศึกษา หาใช้การศึกษาที่ต่ำช้า ๒๖ ประเวศ วะสี อาชีวศึกษาเป็นการศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เพราะชีวิตต้องมี การทำงาน ต้องมีรายได้ การเรียนรู้จากการทำงานทำให้มีทางเลือกอันหลากหลาย เพราะคนเรามีความชอบและความถนัดไม่เหมือนกัน บางคนชอบงาน เกษตร บางคนชอบงานช่าง บางคนชอบด้านศิลปะ บางคนชอบค้าขาย ฯลฯ ใครชอบอย่างไรให้ได้เรียนจากการทำงานในเรื่องนั้น การได้ทำในเรื่องที่ชอบจะทำให้มีความสุขและทำได้ดี ทุกคน จะกลายเป็นคนเก่งหมด ในทางที่ต่างกัน ต่างจากการเรียนที่เอาวิชา เป็นตัวตั้งที่บังคับให้คนที่ต่างกันต้องมาเรียนเรื่องที่เหมือน ๆ กันหมด ทำให้บีบคั้น ไม่สนุก เรียนไม่ได้ดี และมี ๒-๓ คน เท่านั้นที่ท่องหนังสือ เก่ง นักเรียนส่วนใหญ่กลายเป็นคนไม่เก่ง เป็นการเรียนที่กดความเป็น มนุษย์ให้ตกต่ำลง อาชีวศึกษาทำให้เคารพความเป็นมนุษย์ คนมีอาชีพต่าง ๆ จะเป็น ครูอาชีวศึกษาได้ เช่น คนทำนาเก่ง คนเลี้ยงปลาเก่ง คนขายก๋วยเตี๋ยว ช่างเสริมสวย ช่างผสมปูน ฯลฯ คนเหล่านี้มีความรู้ในตัวเป็นความรู้ที่ มีประโยชน์ เป็นความรู้ที่ฝังแน่น เพราะได้มาจากประสบการณ์ที่ทำ เรื่องนั้นจนชำนาญ สามารถสอนได้ ถ้าการศึกษาเคารพแต่ความรู้ในตำรา คนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะ มีเกียรติ คนส่วนใหญ่จะไม่มีเกียรติ แต่อาชีวศึกษาเคารพความรู้ในตัว คน คือใครที่ทำอะไรเป็นก็เป็นครูได้ เช่น ชาวนา ช่างไม้ ช่างผสมปูน คนขายของชำ ชาวบ้านที่ทำงานเป็นเหล่านี้จะภูมิใจในตัวเองว่าเราก็ เป็นครูได้ และผู้เรียนเมื่อเรียนจากใครก็จะเคารพว่าคนนั้นเป็นครู การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของคนทั้งหลายคือศีลธรรมพื้น ฐาน ในการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ชาวบ้านจะไม่มีเกียรติในอาชีว ศึกษาชาวบ้านจะมีเกียรติ ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๒๗ ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีเกียรติ ชาติจะเข้มแข็งได้อย่างไร ฉะนั้นอาชีวศึกษาถ้านิยมกันเต็มพื้นที่และทำได้ดี จะทำให้เศรษฐกิจ เข้มแข็ง สังคมเข้มแข็งเพราะ ชาวบ้านมีเกียรติ เป็นศีลธรรมพื้นฐานของ สังคม จึงกล่าวว่าอาชีวศึกษาเป็นอาริยศึกษา อาชีวศึกษาเป็นการสร้างคุณค่าในงาน (work value) ประเทศที่ จะเจริญต้องเป็นประเทศที่มีคุณค่าในงาน เช่น คนเยอรมัน ญี่ปุ่น อเมริกัน จีน แต่ไทยไม่มี มีแต่ดูถูกการทำงาน เพราะค่านิยมแบบ "รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา" "ขอให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน" "ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน" การศึกษาของเราสร้างคนที่หยิบโหย่งขึ้นมาเต็มประเทศ แทนที่ จะสร้างคนที่หนักเอาเบาสู้ ความนิยมในอาชีวศึกษาว่าเป็นอาริยศึกษา จะสร้างวัฒนธรรม ใหม่ เป็นวัฒนธรรมที่นิยมยกย่องนับถือคนที่ทำงาน เห็นว่าการทำงาน เป็นของดี เห็นว่าชีวิตที่ลำบากเป็นชีวิตที่เจริญ วัฒนธรรมใหม่จะทำให้ เกิดความเจริญ อาชีวศึกษาจะสร้างความสามารถในการจัดการ ภูมิปัญญาในการ จัดการเกือบจะหายไปโดยสิ้นเชิงในสังคมไทย เพราะการศึกษาแบบ ท่องวิชาเป็นวิชา ๆ ทำให้คนไทยทำอะไรสำเร็จได้ยากเพราะจัดการไม่ เป็น การเรียนรู้จากการลงมือทำงานจะทำให้จัดการเป็น ไม่ว่าจะ ทำงานอะไรให้สำเร็จล้วนต้องการการจัดการ เช่น เลี้ยงไก่ ขายของชำ ปลูกบ้าน ๒๘ ประเวศ วะสี การทำงานเปลี่ยนวิธีคิด การเรียนโดยท่องวิชาเป็นวิชา ๆ ทำให้ไม่คิดถึงคนอื่น แต่เอาทิฏฐิของตนเองเป็นที่ตั้ง คนไทยจึงทะเลาะกันสูง อาจารย์มหาวิทยาลัยก็แสนจะทะเลาะกันเก่งเพราะมีอหังการสูง การทำงานทำให้ต้องคิดถึงคนอื่น เพราะงานทำให้ต้องรับผิดชอบต่อคนอื่น หรืองานหลายอย่างจะสำเร็จได้ต่อเมื่อต้องร่วมมือกันทำ คนที่เรียนโดยท่องหนังสือกับเรียนจากการทำงานจะมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน การคำนึงถึงคนอื่นเป็นความเจริญ อหังการแบบเชิดหูชูหาง ไม่น่าจะเป็นวิถีอาริยะ อาชีวศึกษากับการวิจัยและวัฒนธรรม การทำอาชีพจะมีเครื่องกระตุ้นให้หาวิธีทำที่ทุ่นแรง ประหยัด และได้ผลดีขึ้น ป้าที่ขายเห็ดนางฟ้าที่เพชรบุรีเห็ดเหลือต้องทิ้งไปเกิดความเสียดาย ตั้งคำถามว่าจะมีวิธีอะไรที่เก็บเห็ดไว้ได้ทนและกินอร่อย ก็พยายามทดลองเพื่อจะตอบโจทย์นี้ หนักเข้าพบวิธีทำ "เห็ดหยอง" ซึ่งเก็บทน กินอร่อย และขายดี นี้เป็นการค้นพบความรู้ใหม่ ความรู้ในการทำเห็ดหยองไม่เคยมีอยู่ในโลก แม่กิมลั้งที่เพชรบุรีเช่นกัน จนมากรายได้ไม่พอเลี้ยงลูก นั่งมองกล้วยทั้งเครือและถามว่าทำอย่างไรจะสร้างมูลค่าเพิ่ม ความพยายามตอบคำถามนี้ทำให้แม่กิมลั้งร่ำรวยเป็นเศรษฐี และเป็นผู้เห็นคุณค่าในการศึกษามาก บริจาคให้การศึกษาอยู่เสมอ ลุงคำป่วนที่อำเภอภูเรือปลูกไม้เมืองหนาวขาย ลุงแกเล่าว่าวิธีปลูกของแก่จะลองหลายวิธี แล้วเลือกวิธีที่ให้ผลดีกว่ามาทำต่อไป และทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แกมีวิธีที่ดีกว่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เรียกว่าแกทำวิจัยลุงคำป่วนรวยไม่รู้เรื่อง ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๒๙ อาชีวศึกษาจึงไม่จำเป็นต้องจำเจอยู่อย่างเดิม แต่สามารถ กระตุ้นให้มีการวิจัยและนวัตกรรมในงานได้มากที่เดียว และมีแรงจูงใจ สูงที่จะทำให้อยากำาเช่นนั้น อาชีวศึกษากับการวิจัยควรจะเป็นของคู่ กัน ประโยชน์ของอาชีวศึกษายังมีอย่างอื่น ๆ อีก แต่เท่าที่กล่าวมา พอให้เห็นว่าทำไมจึงกล่าวว่าอาชีวศึกษาคือ อาริยศึกษา เพราะฉะนั้นควรส่งเสริมสนับสนุนให้อาชีวศึกษาเป็นการศึกษา พื้นฐานเต็มพื้นที่ คือทุกชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด ทุกพื้นที่มีเป้าหมาย สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ และมีอาชีวศึกษาเป็นเครื่องมือ โดยเป็นการ ศึกษาที่เปิดกว้าง สำหรับคนทุกเพศทุกวัย หลากหลาย ยืดหยุ่น และเชื่อมโยง โดยระดมสรรพกำาลังทั้งมวลในพื้นที่เพื่ออาชีวศึกษา รวมผู้ประกอบ อาชีพต่าง ๆ และสถานประกอบการ สถาบันการศึกษาทุกระดับและทุกประเภทควรสนับสนุน อาชีวศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ควรจะนำ้ให้สนับสนุนอาชีวศึกษาให้เกิดสัมมาชีพเต็มพื้นที่ มหาวิทยาลัยควรจะแข่งกันสร้างความเข้มแข็งให้แผ่นดินไทย มากว่าการไปคลั่ง World ranking (การจัดลำาดับมหาวิทยาลัยระดับโลก) ไม่ ควรจะมาโฆษณาประชาสัมพันธ์กันในเรื่องนี้ แต่ควรจะประชาสัมพันธ์ ว่า อาชีวศึกษาคืออาริยศึกษามากกว่า อาชีวศึกษากับการศึกษาสายสามัญ และมหาวิยาลัยควรจะ เชื่อมโยงและถ่ายเทถึงกันได้ เมื่ออาชีวศึกษาเป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่ การศึกษาเพื่อ วิชาการก็จะไม่แออัดยัดเยียด บีบคั้นสิ้นเปลือง การศึกษาเลิกเป็นการ ค้าแบบ "จ่ายครบจบแน่" อยู่ในฐานะที่จะสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ ๓๐ ประเวศ วะสี อย่างแท้จริงต่อไป และเราต้องการปฏิรูปการเรียนรู้ให้การเรียนรู้ สามารถพัฒนาคนได้เต็มตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะได้ กล่าวต่อไป (๓) ระบบการศึกษาเพื่อวิชาการ-สามัญศึกษา การศึกษาเพื่อวิชาการหรือสามัญศึกษา เดิมที่เคยแน่นขนัดและ คุณภาพต่ำ ถ้าส่งเสริมระบบการศึกษาเพื่อชีวิตและอาชีวศึกษา ดัง กล่าวข้างต้นให้เป็นระบบการศึกษาใหญ่ที่ดึงผู้เรียนจำนวนมากไปสู่ ระบบทั้งสอง จะเหลือผู้เรียนในสายสามัญน้อย ไม่แออัด ยัดเยียด ไม่ บังคับ ไม่เป็นการค้า และเปิดโอกาสให้พัฒนาความเข้มแข็งทางวิชาการ **ควรปฏิรูปการเรียนรู้มาสู่ฐานการปฏิบัติ นวัตกรรม และการวิจัย** **ควรมีหลักสูตรชุมชนภาคปฏิบัติ** ควรมีการส่งเสริมการศึกษาปริญญาตรี ทาง Liberal Arts หรือ สรรพศาสตร์ศึกษา ให้ผู้เรียนรู้เชื่อมโยง ทั้งวิทยาศาสตร์-สังคมศาสตร์- มนุษย์ศาสตร์-และการจัดการ ซึ่งในอนาคตรวจะเข้ามาแทนที่ การ ศึกษาปริญญาตรีที่แยกเป็นทางวิทยาศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ หรือ มนุษย์ศาสตร์ แบบแยกส่วน การวิจัยในมหาวิทยาลัยควรมีส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับการผลิต เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการโดยเอา พื้นที่เป็นตัวตั้ง โดยการกำหนดให้มีอย่างน้อย ๑ มหาวิทยาลัยที่ทำงาน กับพื้นที่ ๑ จังหวัด ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๓๑ " ถนนสายหลักการศึกษานี้ ทำให้การจราจรคับคั่ง ก่อให้เกิดความบีบคั้นนานาประการ เช่น แย่งกันเข้าโรงเรียนดี ๆ ต้องวิ่งเต้นเส้นสาย การติวลลายเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญ การศึกษากลายเป็นการค้าแบบ "จ่ายครบจบแน่" ทำให้วิชาการอ่อนแอ ๓๒ ประเวศ วะสี # ปฏิรูป การเรียนรู้ มนุษย์มีความเป็นพิเศษ ที่มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ นี่คือคุณค่าสูงสุด และอาจกล่าวว่า ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของความ เป็นมนุษย์ การศึกษาที่ดีคือ การส่งเสริมคุณค่าสูงสุดของความเป็น มนุษย์ นี้ การศึกษาที่เน้นการถ่ายทอดและท่องจำเนื้อหาวิชา ไม่ใช่การ พัฒนาการเรียนรู้ให้เต็มตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์ อาจไปจำกัด ศักยภาพอันสูงสุดของความเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ จึงควรมีการปฏิรูปการ เรียนรู้ ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๓๓ โดยมีโจทย์ว่า กระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุดที่จะพัฒนาคนให้เต็ม ตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์นั้นคืออย่างไร ขณะนี้มีการตื่นตัวเรื่องนวัตกรรมการเรียนรู้หรือการปฏิรูปการ เรียนรู้กันทั่วโลก ในแง่มุมและในชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เช่น * Brain-based learning โดยจัดการเรียนรู้ให้เหมาะกับ สภาพของสมองในแต่ละช่วงวัย * 21st Century Skill learning (ทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑) * Work-based learning (การเรียนรู้จากการทำงาน) * Transformative education (การศึกษาสู่การเปลี่ยนแปลงตนเอง) ฯลฯ เราควรวิจัยค้นคว้าให้รู้หมดว่าโลกรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับการเรียน รู้ที่ดี เอามาวิเคราะห์สังเคราะห์ว่าในบริบทของวัฒนธรรมไทย กระบวนการเรียนรู้ที่ดีควรจะเป็นอย่างไรและทดลองทำดู และทำการวิจัยว่า กระบวนการเรียนรู้ใหม่ที่ทดลองทำนั้นได้ผลมากน้อยเพียงใด และ ปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ในการนี้ต้องการเครื่องมือดังต่อไปนี้ * สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ระดับชาติ * สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยทุก มหาวิทยาลัย * สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ในระดับจังหวัดทุกจังหวัด มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยควรมีโครงสร้างปฏิรูปการเรียน รู้โดยระดมอาจารย์และนักวิชาการจากทุกคณะและสถาบันที่สนใจเรื่อง การเรียนรู้เข้ามาตอบโจทย์ว่ากระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของมนุษย์คือ อย่างไร ๓๔ ประเวศ วะสี ความพยายามตอบโจทย์นี้จะสร้างอาจารย์จากคณะและสถาบันต่าง ๆ ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง สมมติว่า ๕๐-๖๐ คน ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเรียนรู้ เครือข่ายของผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะเป็นสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างน้อย ๓ อย่าง คือ (๑) ปฏิรูปการเรียนรู้ในทุกคณะและสถาบันในมหาวิทยาลัย (๒) จัดหลักสูตรปริญญาตรี Liberal Arts (สรรพศาสตร์ศึกษา) (๓) ช่วยปฏิรูปการศึกษานอกมหาวิทยาลัย เช่น การส่งเสริมสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ประจำจังหวัด ## ไตรยางค์แห่งการเรียนรู้ ขอเสนอแนวคิดเกี่ยวกับไตรยางค์หรือองค์ ๓ แห่งการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้น่าจะมีองค์ ๓ เข้ามาประกอบกัน คือ **วัฒนธรรม + วิทยาศาสตร์ + จิต** ### (๑) วัฒนธรรมเป็นฐานของการเรียนรู้ วัฒนธรรมหมายถึงวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนอันสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ หรือระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคนและคนกับสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ในฐานะวัฒนธรรมจึงสำคัญที่สุด เป็นการเรียนรู้ร่วมกับคนอื่น ๆ ทั้งหมด เป็นการเรียนรู้จากชีวิตจริงปฏิบัติจริง เพื่อการทำเป็นอยู่ร่วมกันเป็นและเป็นการเรียนรู้ศีลธรรมไปในตัว เพราะศีลธรรมเป็นระบบการอยู่ร่วมกัน ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๓๕ รูปที่ ๖ ไตรยางค์แห่งการเรียนรู้ คือ (๑) การเรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม (๒) กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (๓) จิตตปัญญาศึกษา การเรียนรู้ในฐานวัฒนธรรมเป็นการเรียนรู้เพื่อชีวิต เป็นการ เรียนรู้ที่ง่ายและสนุกกว่าการเรียนรู้ในฐานวิชาการ (๒) กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือกระบวนการของการใช้เหตุผล การวิเคราะห์สังเคราะห์จาก ประสบการณ์หรือสิ่งที่สังเกตพบให้เป็นความรู้ที่สูงขึ้น หรือความเข้าใจ ที่ลึกขึ้น อาจเรียกว่าการวิจัย เพราะมีการสร้างความรู้ใหม่ การวิจัยกับการเรียนรู้ไม่แยกออกจากกัน แต่อยู่ในกันและกัน ในการเรียนรู้ที่ดีจะมีการวิจัยอยู่ด้วยเสมอ ดังจะเห็นได้จาก กระบวนการ ๑๒ ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ (๑) ฝึกสังเกต (๒) ฝึกบันทึกจากการสังเกต (๓) ฝึกการนำเสนอต่อที่ประชุมกลุ่ม ๓๖ ประเวศ วะสี (๔) ฝึกการฟังจากการพูด การให้ข้อมูล หรือข้อคิดเห็นจากคนอื่น (คนฟังมากเขาเรียกว่าพหูสูต) (๕) ฝึกปุจฉาวิสัชนาให้เกิดความกระจ่าง (๖) ฝึกตั้งสมมติฐานจากข้อมูลทั้งหมดว่าอะไรเป็นอะไร อะไรเกิดจากอะไร อะไรมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์อย่างไร ทำอย่างไรจะสำเร็จประโยชน์อันนั้น (๗) ฝึกตั้งคำถาม (๘) ฝึกแสวงหาคำตอบจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ (๙) ถ้าไม่พบคำตอบ แต่คำถามยังอยู่ แปลว่าไม่มีความรู้นั้นอยู่ในโลก ต้องทำการวิจัยให้ได้คำตอบ ซึ่งเป็นการสร้างความรู้ใหม่ (๑๐) ทำความรู้ที่ได้มาบูรณาการกับความรู้ความเข้าใจในมิติอื่น ๆ เพื่อให้เข้าใจทั้งหมดหรือองค์รวม จากความรู้จึงกลายเป็นปัญญา (๑๑) นำปัญญากลับไปใช้ทำให้งานได้ผลดีขึ้น (๑๒) ถ้าเป็นไปได้ควรจะเขียนประสบการณ์และความรู้ใหม่ที่สร้างขึ้น เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ของส่วนรวม ๑๒ ขั้นตอนนี้คือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (ไม่ใช่วิชาวิทยาศาสตร์) ที่ควรใช้กับทุกเรื่อง เมื่อใช้แล้วทำให้ฉลาดขึ้นและทำงานได้ผลดีขึ้น และน่าจะทำให้ศีลธรรมดีขึ้น เพราะกระบวนการแห่งเหตุผลต้องใช้สมองส่วนหน้า (ตรงหลังหน้าผาก) และสมองส่วนที่ทำให้เกิดศีลธรรมก็อยู่ตรงหลังหน้าผาก ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๓๗/ ศีลธรรมหรือความถูกต้องเกิดจากความเป็นเหตุเป็นผล ความไม่มีศีลธรรมเกิดจากการขาดเหตุผลที่ถูกต้อง กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ควรจะเป็นวิถีชีวิต เพราะควรจะอยู่ในวิถีชีวิตทุกเรื่องและทุกขั้นตอน และในกระบวนนี้มีการวิจัยอยู่ด้วย การวิจัยก็กลายเป็นวิถีชีวิต จากนี้จะเห็นว่า ทำไมการเรียนรู้จึงเป็นวิถีชีวิต กระบวนการวิทยาศาสตร์เป็นวิถีชีวิต การวิจัยเป็นวิถีชีวิต (๓) จิตตปัญญาศึกษา เป็นการศึกษาที่ทำให้เกิดปัญญารู้เท่าทันจิตของตนเอง การศึกษาอื่น ๆ ทั้งหมดนั้นไม่ทำให้ผู้เรียนรู้เท่าทันจิตใจของตนเอง จึงสลัดโลภะ โทสะ โมหะไม่ได้ หรือกลับทำให้อกุศลมูลเหล่านั้นเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เป็นเหตุให้ก่อทุกข์ให้ตนเองและต่อกันและกัน ยังให้เกิดความยุ่งเหยิงในโลก อวิชชาหรือความไม่รู้เป็นเหตุปัจจัยของโลภะ โทสะ โมหะ การเรียนรู้ให้กำหนดรู้จิตของตนเอง หรือการเจริญสติทำให้เกิดปัญญา หรือวิชชาเพื่อความเบาบาง หรือสิ้นไปของโลภะ โทสะ โมหะ การเจริญสติเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ที่วิเศษ ผู้รู้แต่โบราณได้พรรณนาคุณของการเจริญสตินานาประการ การวิจัยด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการถ่ายภาพสมอง (Brain image) ด้วยเครื่องมือ เช่น MRI, PET พบว่า การเจริญสติมีผลต่อสุขภาพและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสมอง ๓๘ ประเวศ วะสี คนที่มีประสบการณ์จะพบด้วยตนเองว่า การเจริญสติทำให้เกิด อิสรภาพ ความสุข ประสบความงาม และเกิดความรักอันไพศาล เป็น ประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกัน รวมเรียกว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ในตน (Transformation) มีหนทางมากมาย (พหุบท) ในการเจริญสติ ไม่ว่าทางการออก กำลังกาย ในทางศิลปะ ในการทำงาน ในการช่วยเหลือผู้อื่น จากการ สัมผัสกับธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ภูเขา ทะเล ทะเลทราย ท้องฟ้า หรือ การภาวนา ซึ่งรวมเรียกว่าจิตตปัญญาศึกษา (Contemplative educa- tion) เป็นมนุษย์ควรรู้จักการเรียนรู้จากการเจริญสติ องค์ ๓ แห่งการเรียนรู้ คือ การเรียนรู้ในฐานะวัฒนธรรม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือกระบวนการแห่งเหตุผล และจิตต ปัญญาศึกษาประกอบกัน น่าจะเป็นการเรียนรู้โดยรอบด้านที่ค่อนข้าง สมบูรณ์และเป็นทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา ถ้าเป็นการเรียนรู้อย่างใดอย่างหนึ่งของ ๑ ใน ๓ ก็จะเป็นการ เรียนรู้ที่เอียงข้างและไม่รอบด้าน จึงนำเสนอองค์ ๓ หรือไตรยางค์แห่งการเรียนรู้ฝากไว้ให้ พิจารณา ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๓๙ " การศึกษาที่เน้นการถ่ายทอด และท่องจำเนื้อหาวิชา ไม่ใช่การพัฒนาการเรียนรู้ ให้เต็มตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์ อาจไปจำกัดศักยภาพ อันสูงสุดของความเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ จึงควรมีการปฏิรูปการเรียนรู้ " ๔๐ ประเวศ วะสี # ๖ ยุทธศาสตร์ การสื่อสาร เพื่อการเรียนรู้ ## สมัยปัจจุบันมีเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่มากมาย ที่มีความรวดเร็วในการสื่อสารและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารความรู้ ทั่วทั้งโลก และการสื่อสารระหว่างกันแบบฉับพลันทันที โลกสมัยนี้จึงต่างจากสมัยโบราณโดยสิ้นเชิง ที่ผู้คนไม่รู้ถึงกัน และเข้าไม่ถึงแหล่งข้อมูลความรู้ จึงควรใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ของคนทั้งมวล เช่น ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๔๑ # (๑) ทำระบบข้อมูลความรู้ในตัวคนของคนทั้งหมด (Human mapping) กล่าวคือในตัวคนแต่ละคนมีความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างที่ฝังแน่นอยู่ อันได้มาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน เป็นความรู้ที่มีคุณค่าและมูลค่ารวมทั้งให้คุณค่าแก่คนแต่ละคน ควรมีการค้นความรู้ในตัวคนทุกคนบนแผ่นดินไทย แล้วเอามาเข้าระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ คนที่จะค้นข้อมูลในตัวคนแต่ละคนนี้คือ นักศึกษา ถ้ามหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติ โดยให้นักศึกษาลงไปทำงานในชุมชนคนละประมาณ ๓ เดือน งานอย่างหนึ่งคือไปถอดความรู้จากชาวบ้านแต่ละคนในชุมชน งานนี้นอกจากจะได้ระบบข้อมูลความรู้ในตัวคนไทยทุกคน อันเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างมหาศาล และมีประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมแล้ว ประเทศไทยจะเปลี่ยน เพราะเดิมเราไม่เห็นคุณค่าของความรู้ในตัวคน ชาวบ้านจะรู้สึกไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี แต่ในเมื่อความรู้ความชำนาญในตัวเขาไปปรากฏในระบบข้อมูลแห่งชาติ เขาจะรู้สึกมีเกียรติและอยากทำเรื่องดี ๆ เพิ่มขึ้น การที่คนทั้งประเทศมีเกียรติประเทศจะแข็งแรง อนึ่งนักศึกษาที่ไปค้นความรู้ในตัวชาวบ้านจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวเอง เดิมไม่เห็นว่าชาวบ้านมีเกียรติ อันเป็นมายาคติ ครั้นไปตั้งใจฟังจากชาวบ้าน การที่เราตั้งใจฟังใครเป็นการแสดงว่าเราเคารพเขา จะเกิดการปลดปล่อยตัวเองไปเป็นอิสระ อิสระจากมายาคติ ไม่สู่ความจริงว่าคนทุกคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ ๔๒ ประเวศ วะสี กระบวนการนี้จะปลดปล่อยพลังมหาศาลออกมาทั้งจากทาง ชาวบ้านและทางนักศึกษา และจะเกิดความรักซึ่งกันและกันมาก ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป (หมายเหตุ : ความคิดนี้ผมเคยเสนอคุณทักษิณเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ และขอคุยกับผมเป็นส่วนตัว) (๒) มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยทำศูนย์ความรู้ (Knowledge Center) โดยมีนักวิชาการที่มีความสามารถทางวิชาการสูงทำการตรวจ สอบความรู้ให้ได้ความรู้ที่มีความแม่นยำ และมีประโยชน์ต่อประชาชน และจัดให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ที่เป็นประโยชน์โดยกว้างขวาง (หมายเหตุ : มีขยะความรู้ที่ไม่จริงและมีโทษต่อประชาชนสื่อกันอย่าง กว้างขวาง ทิ้งให้ประชาชนหลงผิดและเอาเงินประชาชนไป เป็นการปล้นสมัยใหม่ ซึ่งมีอย่างกว้างขวางยิ่ง) มหาวิทยาลัยใช้เงินภาษีอากรของประชาชน ควรจะตอบแทน ประชาชนด้วยความจริงที่มีประโยชน์ ซึ่งถ้าทำกันอย่างกว้างขวาง ประชาชนจะประหยัดเงิน ประหยัดชีวิต มีสติปัญญา และคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น (๓) คนไทยทุกคนสามารถพบครูดี ผ่านทางการสื่อสาร การได้พบครูดีสามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้เรียนโดยสิ้นเชิง ในสมัยโบราณเป็นไปไม่ได้ที่คนทุกคนจะมีโอกาสพบครูดี แต่สมัยนี้ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ คนทุกคนสามารถ พบครูดีได้ ถ้ามีการจัดการที่ดี ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๔๓ ฉะนั้นจึงควรมีองค์กรจัดการยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ที่เป็นอิสระและมีความสามารถสูง จัดการให้ทราบว่ามีครูสอนดีเรื่องอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง และเชิญทำการสอนผ่านสื่อ ซึ่งสามารถจัดทำในทุกรูปแบบ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ วิดีโอ ออนไลน์ ซึ่งสามารถใช้เรียนรู้ในห้องเรียนก็ได้ เป็นกลุ่ม หรือเป็นส่วนตัวก็ได้ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่คนทั้งประเทศมีโอกาสได้พบกับครูสอนดี เป็นโอกาสของการเรียนรู้อันยิ่งใหญ่ ## (๔) การร่วมเรียนรู้ของคนทั้งปวง ### (Interactive learning for all) สมัยนี้ผู้คนมีการสื่อสารกันไปมามากมาย ถ้ามีการจัดการเชิงระบบ รวบรวมสิ่งที่มีการสื่อสารกันว่ามีเรื่องอะไรบ้าง เช่น เรื่องบ่น หรือร้องทุกข์บริการสาธารณะ หรือบริการของข้าราชการ เรื่องเสนอข้อคิดเห็น หรือเรื่องเล่าประสบการณ์ที่มีประโยชน์ ฯลฯ แล้วนำเรื่องเหล่านี้ไปสู่ผู้เกี่ยวข้องให้จัดการแก้ไข หรือเพื่อให้เกิดกำลังใจ หรือเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อยอดให้เรื่องนั้น ๆดีขึ้น ก็จะเป็นการพัฒนาปัญญาร่วม (Collective wisdom) ได้โดยรวดเร็ว ## (๕) การสร้างวิธีคิดและจิตสำนึกใหม่ ที่ประเทศไทยติดหล่มและวิกฤตอยู่ทุกวันนี้ลึก ๆแล้วเป็นเพราะวิธีคิดและจิตสำนึก วิธีคิดและจิตสำนึกของคนไทยเป็นจิตเล็กแบบโบราณไม่เข้ากันกับที่ขณะนี้เราเป็นสังคมใหญ่เชื่อมโยงและซับซ้อน ๔๔ ประเวศ วะสี จิตเล็กนั้นเอาตัวเองและพวกเป็นตัวตั้ง ขัดแย้งและวิวาทกับคนอื่นสูง เราจึงทะเลาะกันมากแทนที่จะร่วมมือกัน เราถูกสอนให้เกลียดเพื่อนบ้าน ไอ้ลาว ไอ้พม่า ไอ้เขมร ไอ้ญวน ไอ้แขก ล้วนแต่ไม่ดี เราจึงไม่สามารถใช้โอกาสในสถานะที่ประเทศไทยตั้งอยู่ในศูนย์กลางของสุวรรณภูมิ เป็นผู้นำที่จะผนึกกำลังสุวรรณภูมิหรืออาเซียน ซึ่งมีประชากรใหญ่รวมกัน ๖๐๐ ล้าน ใหญ่เป็น ๒ เท่าของสหรัฐอเมริกา และมีบรรพบุรุษร่วมกัน ถ้ารักกันและผนึกกำลังกัน จะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม และสันติภาพ ถ้าประเทศไทยจะมีพลังที่ก้าวไปข้างหน้าด้วยดีจะต้องปฏิรูปจิตเล็กให้เป็นจิตใหญ่ มีวิธีคิดใหม่ ที่มีความเป็นเหตุเป็นผล เข้าถึงความจริงที่ใหญ่กว่าตัวเองและพวกของตัวเอง เลยจากการวิเคราะห์ไปถึงการสังเคราะห์และการจัดการ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในการนี้ต้องการนวัตกรรมการสื่อสาร ต้องมีผู้ที่เข้าใจวิธีคิดและจิตสำนึกของคนไทย มาคิดสารที่มีเสน่ห์โดนใจผู้คน และพาไปสู่วิธีคิดและจิตสำนึกใหม่ที่เหมาะกับการอยู่ร่วมกันในสังคมใหญ่ที่เชื่อมโยงและซับซ้อน สารที่มีเสน่ห์และโดนใจผู้คนที่ผู้รับต้องการส่งต่อ ๆ กันไปและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและจิตสำนึก เกือบจะเป็นวิธีเดียวที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในสังคมไทย จึงควรมีการทำเรื่องนี้อย่างเข้มข้นจริงจังให้ได้ผลในเวลามิชักช้า การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ยังมีอย่างอื่น ๆ ได้อีกมาก แต่เท่าที่ยกตัวอย่างมาคงพอให้เห็นว่ายุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้มีประโยชน์มากเพียงไร แต่จะทำได้ต้องมีองค์กรบริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ที่มีความสามารถสูง ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๔๕ " โลกสมัยนี้ ต่างจากสมัยโบราณโดยสิ้นเชิง ที่ผู้คนไม่รู้ถึงกันและเข้าไม่ถึงแหล่งข้อมูลความรู้ สมัยปัจจุบัน มีเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่มากมาย ที่มีความรวดเร็วในการสื่อสาร และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารความรู้ทั่วโลก ๔๖ ประเวศ วะสี # ปฏิรูป ระบบบริหาร จัดการการศึกษา ## ระบบราชการที่รวมศูนย์อำนาจกับการศึกษาไม่เข้ากัน เพราะระบบรวมศูนย์อำนาจคือการควบคุม แต่การศึกษาคือ ความงอกงามอย่างหลากหลายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ กระถางบอนไซกับป่าใหญ่ตาม ธรรมชาติที่ประกอบด้วยสรรพชีวิตนานาพรรณ กระทรวงศึกษาธิการจึงเทอะทะเต็มไปด้วยกลไกการควบคุม และแรงจูงใจอยู่ที่การไปเป็นผู้บริหารการศึกษาที่มีเป็นหมื่น ๆคน มากกว่าที่จะเป็นครูที่ดี ซึ่งเป็นแรงจูงใจไปในทางการมีอำนาจมากกว่า มีปัญญา ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๔๗ ระบบบริหารจัดการการศึกษาต้องเปลี่ยนจากระบบควบคุม เป็นระบบส่งเสริมความงอกงามอันหลากหลาย ซึ่งน่าจะมีดังต่อไปนี้ (๑) ปรับบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการจากการรวมศูนย์ อำนาจและควบคุม เป็นบทบาทการสนับสนุนทางนโยบายและทางวิชาการ ให้บุคคลและองค์กรอื่น ๆ ทั้งหมดมีบทบาทในการจัดการ การศึกษา (All for Education) (๒) ชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทหลักในการระดมทรัพยากรทั้งมวล ทั้งในพื้นที่และจากนอกพื้นที่ เพื่อจัดการการศึกษาอย่างหลากหลายเพื่อคนทั้งมวลใน พื้นที่ (Education for All) อย่างสอดคล้องกับสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ที่รวมเรียกว่า ภูมิสังคม อันแตก ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ให้จังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่สามารถ แก้ปัญหา และพัฒนาอย่างบูรณาการเกิดความยั่งยืน อาจมีสภาการศึกษาจังหวัดซึ่งมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน เข้ามารวมตัว ร่วมคิดร่วมทำ เพื่อระดมทรัพยากรทั้งมวล เพื่อการศึกษาของคนทั้งหมดในจังหวัด (Education for All และ All for Education) (๓) ให้มีมหาวิทยาลัยอย่างน้อย ๑ แห่ง ที่สนับสนุนความเข้ม แข็งทางวิชาการของพื้นที่ ๑ จังหวัด โดยให้มีวิธีการทาง งบประมาณให้เป็นไปตามนี้ ๔๘ ประเวศ วะสี (๔) ให้มีการปฏิรูปการเรียนรู้ให้คนไทยทุกคนได้พบกระบวน การเรียนรู้ที่ดี ที่สามารถพัฒนาคนได้เต็มตามศักยภาพ ของความเป็นมนุษย์ โดยมีสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้เป็นเครื่องมือใน ๓ ระดับ คือ * สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ระดับชาติ * สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยทุก แห่ง * สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ระดับจังหวัดในทุก จังหวัด (๕) ให้มีการจัดตั้งองค์กรบริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อ การเรียนรู้ เป็นองค์กรอิสระที่มีสมรรถนะสูง สามารถ จัดการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ของคนทั้ง มวลทุกประเภทให้ได้ผลโดยกว้างขวางและรวดเร็ว (๖) มีการออก พ.ร.บ.ปฏิรูปการศึกษาที่กำหนดวัตถุประสงค์ หลักการ ระบบ วิธีการ และเครื่องมือในการปฏิรูปการ ศึกษา เนื่องจากกระทรวงศึกษาเป็นระบบที่รวมศูนย์ อำนาจมานานและมีวัฒนธรรมเช่นนั้น ซึ่งไม่สามารถใช้ ในการปฏิรูปได้ การปฏิรูปให้สำเร็จต้องการ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" คือ หนึ่ง การสร้างความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป สอง การเชื่อมโยงกับการเรียนรู้และบทบาททางสังคม สาม อำนาจรัฐที่เข้ามาเชื่อมโยงกับหนึ่งและสอง ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๔๙ # การสร้างความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป  รูปที่ ๗ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ที่ ๓ องค์ประกอบเข้ามาบรรจบและเรียนรู้ ร่วมกันในการปฏิบัติ ในการจัดการ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ต้องการองค์กรอิสระที่ มีความสามารถในการเชื่อมโยง การสร้างความรู้ การเคลื่อนไหวสังคม และบทบาทของอำนาจรัฐที่จะเข้ามาร่วมเรียนรู้และปฏิบัติ องค์กรที่จะทำหน้าที่นี้ ถ้าเป็นองค์กรทางราชการจะทำหน้าที่ ไม่ได้ เพราะองค์กรทางราชการคุ้นเคยกับการใช้อำนาจ องค์กรนี้เข้าลักษณะที่เรียกว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการ ศึกษา โดยที่ใน ๓ ปีกว่าที่ผ่านมามีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีตั้ง องค์กรหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็น รองประธานคนที่ ๑ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร เป็นรองประธานคนที่ ๒ ๕๐ ประเวศ วะสี สสค.ได้วิจัยมีข้อมูลและความรู้เชิงระบบของระบบการศึกษา พอสมควร และได้ทดลองปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้จังหวัดเป็นฐานใน ๑๐ กว่าจังหวัด อาจปรับ สสค. เป็นองค์กรตามกฎหมาย เพื่อทำหน้าที่ สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษา ระบบการศึกษามีเรื่องที่ต้องการพัฒนาอีกมาก เช่น ระบบการ เงินในการศึกษา ถ้าทำระบบการเงินให้ดีจะมีผลต่อพฤติกรรมของผู้ เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งสถานศึกษาและครู ทำนองเดียวกับที่ทางด้านสาธารณสุขที่ได้สร้าง สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ถ้าจะมี สปสช.ทางการศึกษา ซึ่งเรารู้ว่าดีแต่ทำไม่ได้เพราะเรา ขาดคนที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องการเงินกับการศึกษา การมีสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษา จึงมีความจำเป็น เพื่อสร้างความรู้และสร้างคนที่มีความรู้เกี่ยวกับระบบการศึกษา ซึ่ง ต้องการการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๕๑ " ระบบราชการที่รวมศูนย์อำนาจ กับการศึกษาไม่เข้ากัน เพราะระบบรวมศูนย์อำนาจคือ การควบคุม แต่การศึกษาคือ ความงอกงามอย่างหลากหลาย อย่างไม่มีที่สิ้นสุด " ๕๒ ประเวศ วะลี # สรุป การศึกษาเป็นระบบที่ใหญ่มากและควรจะเชื่อมกับทุกมิติ ของการพัฒนา จึงควรจะเป็นพลังที่เป็นประดุจคานงัดของประเทศไทย ที่ยก ประเทศให้พ้นจากการติดหล่มสภาวะวิกฤตไปสู่ความเจริญอย่างแท้จริง แต่การณ์ก็มิได้เป็นเช่นนั้น มีความพยายามปฏิรูปการศึกษามา หลายครั้งแล้ว แต่การศึกษาก็ยังแก้ไขวิกฤตในตัวเองไม่ได้ และไม่ช่วย ให้ประเทศหายวิกฤต ฉะนั้นในการปฏิรูปการศึกษาคราวนี้ไม่ควรมองเฉพาะที่ปลาย เหตุ เช่น ครูไม่เก่ง นักเรียนสอบได้คะแนนไม่ดี แต่ควรมองโจทย์ที่ใหญ่ กว่านั้น คือ วิกฤตของการศึกษาไทยทั้งระบบ และวิกฤตประเทศไทย เชื่อมโยงกัน และปฏิรูปการศึกษาให้เป็นดุจคานงัดประเทศไทย ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๕๓ ในบทความนี้ได้เสนอการปฏิรูป ๕ เรื่องหรือเบญจปฏิรูป คือ (๑) ปฏิรูปแนวคิดการศึกษา (๒) ปฏิรูประบบการศึกษา (๓) ปฏิรูปการเรียนรู้ (๔) สร้างยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ (๕) ปฏิรูประบบบริหารจัดการการศึกษา (๑) ปฏิรูปแนวคิดการศึกษา จากการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งเป็นการศึกษาที่เอาชีวิตเป็น ตัวตั้งที่เน้นการเรียนรู้จากชีวิตจริงปฏิบัติจริง แนวคิดการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งเป็นแนวคิดอาณานิคม เกิดขึ้นจากมหาอำนาจยุโรปมาล่าอาณานิคม ทำให้เกิดการศึกษาแบบ "ต่อท่อความรู้จากยุโรปมาไทย" ซึ่งกลายเป็นวิสัยของการศึกษาไทยที่ เน้นการสอนถ่ายทอดเนื้อหาวิชา ไม่ได้เน้นการเรียนรู้จากความจริงของ ชีวิตและการปฏิบัติ การศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งที่ดำเนินมากว่า ๑๐๐ ปี ทำให้คน ไทยไม่รู้จักประเทศไทย ทำอะไรไม่เป็น อ่อนแอทางวิชาการ เป็นการ ศึกษาที่มีความสูญเปล่าสูง ประเทศไทยได้ทุ่มทรัพยากร กำลังคน และเวลาอย่างมหาศาล ไปในการศึกษาที่มีความสูญเปล่าสูง จึงอ่อนแอทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา ถ้าจะให้การศึกษาเป็นจุดคานงัดของประเทศต้องปฏิรูป แนวคิดการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไปสู่การเรียนรู้จากชีวิตจริงปฏิบัติ ๕๔ ประเวศ วะสี จริงให้การศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนา เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม- สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-ประชาธิปไตย อย่างบูรณาการพร้อมกันไป (๒) ปฏิรูประบบการศึกษา จากระบบกระแสหลักที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งหรือสายสามัญ ซึ่ง เป็นแบบแท่งไซโลจากประถมไปมัธยมไปอุดม ซึ่งทำให้การจราจรการ ศึกษาแน่นขนัดยัดเยียดบีบคั้นกลายเป็นการค้า และคุณภาพต่ำ ควร แตกออกไปเป็น ๓ ระบบคือ (๑) การศึกษาเพื่อชีวิต (๒) การศึกษาเพื่อสัมมาอาชีวะ (๓) การศึกษาเพื่อวิชาการหรือสามัญศึกษาเดิม โดยส่งเสริมให้การศึกษาเพื่อชีวิตและการศึกษาเพื่อสัมมา อาชีวะเป็นกระแสหลัก เหลือคนจำนวนน้อยที่เข้าการศึกษาเพื่อวิชาการ เพื่อเปิดโอกาสให้สร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ โดยให้ทั้ง ๓ ระบบ เชื่อมโยงเลื่อนไหลถึงกันได้ ระบบการศึกษาแบบใหม่ที่เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และการสร้างสรรค์จะทำให้ประเทศเข้มแข็งทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวิชาการ (๓) ปฏิรูปการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่ผ่านมาเน้นการสอนถ่ายทอดและท่องวิชาซึ่ง พัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์ได้น้อยมากหรือจำกัดศักยภาพของ มนุษย์ ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๕๕ ในความเป็นมนุษย์ที่สำคัญที่สุดคือ ศักยภาพในการเรียนรู้ มนุษย์สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ คนทุกคนควรมีโอกาสได้พบกระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุดที่ พัฒนาเขาให้เต็มศักยภาพของความเป็นมนุษย์ จึงควรมีการปฏิรูปการ เรียนรู้ทั้งประเทศ โดยมีการสร้างเครื่องมือเพื่อการนี้ ## (๔) สร้างยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่มีความเป็นไปได้ที่คน ทั้งหมดจะมีการเรียนรู้ที่ดีได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ทำให้สิ่งที่เป็นไป ไม่ได้เป็นไปได้ จึงควรมีเครื่องมือทางยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ที่ มีสมรรถนะสูง ## (๕) ปฏิรูประบบบริหารจัดการการศึกษา ที่ผ่านมาใช้ระบบราชการซึ่งรวมศูนย์อำนาจและเน้นการ ควบคุมซึ่งตรงข้ามกับธรรมชาติของการศึกษา ซึ่งเป็นความงอกงาม อย่างหลากหลายไม่มีที่สิ้นสุด จึงควรปฏิรูประบบการบริหารจัดการการศึกษาจากการรวม ศูนย์อำนาจเป็นกระจายอำนาจ จากระบบควบคุมเป็นระบบส่งเสริม ความงอกงามอย่างหลากหลาย กระทรวงศึกษาธิการควรปรับบทบาทไปเป็นสนับสนุนเชิง นโยบายและวิชาการ ควรมีสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาที่ เป็นอิสระเป็นเครื่องมือในการปฏิรูป ๕๖ ประเวศ วะสี ควรมีการออก พ.ร.บ.ปฏิรูปการศึกษา เพื่อการปฏิรูปดังกล่าว ข้างต้น พร้อมทั้งสร้างเครื่องมือที่จะบริหารยุทธศาสตร์การปฏิรูปอย่าง ต่อเนื่อง ปฏิรูปการศึกษา ให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ๕๗ หากท่านได้รับผลดี จากหนังสือเล่มนี้ ขอให้ท่านมีกำลังใจ ที่จะทำความดี เพื่อผู้อื่นต่อไปมากยิ่ง ๆ ขึ้น การศึกษาเป็นระบบที่ใหญ่มาก และควรจะเชื่อมกับทุกมิติของการพัฒนา จึงควรจะเป็นพลังที่เป็นประดุจคานงัดของประเทศไทย ที่ยกประเทศไทยให้พ้นจากสภาวะวิกฤต ไปสู่ความเจริญอย่างแท้จริง ถ้าจะให้การศึกษา เป็นจุดคานงัดของประเทศ ต้องปฏิรูปแนวคิดการศึกษา ที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไปสู่การเรียนรู้จากชีวิตจริง ปฏิบัติจริง ให้การศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนา เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม- สุขภาพ-ประชาธิปไตย อย่างบูรณาการพร้อมกันไป สำนักพิมพ์ หม่อมช่างบ้าน ประกันคุณภาพ ISBN 978-616-507-095-9 9 786165 070959 ราคา 55 บาท
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2014
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ประเทศไทย
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2014
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้