auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้เขียนบทความ เรื่อง จุดเปลี่ยนมหาวิทยาลัยไทย – จุดเปลี่ยนประเทศไทย แสดงถึงมุมมองด้านการจัดการอุดมศึกษาของไทยในการแก้ปัญหาในภาพรวมในประเด็นต่างๆที่่น่าสนใจ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# จุดเปลี่ยนมหาวิทยาลัยไทย - จุดเปลี่ยนประเทศไทย ศ.นพ.ประเวศ วะสี ## ๑. วิกฤตไทย วิกฤตโลก ความเสี่ยงต่อสภาวะรัฐล้มเหลว สังคมปัจจุบันเป็นระบบที่ซับซ้อน เชื่อมโยง เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยากต่อความเข้าใจและยาก ต่อการจัดการให้เกิดความก้าวหน้าอย่างสมดุล ประเทศไทยไม่มีสมรรถนะเพียงพอที่จะเผชิญความซับซ้อน และความยากของสังคมปัจจุบัน สังคมไทยจึงวิกฤตมากขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ไม่สามารถแก้ความยากจนและ ความอยุติธรรมในสังคม ไม่สามารถรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจัดการใช้อย่างเป็นธรรม และยั่งยืน ไม่สามารถแก้ความรุนแรงที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทาง การเมืองที่อาจหลุดเข้าไปสู่มิคสัญญีกลียุค เป็นต้น นั่นเป็นวิกฤตในตัวเราเอง แต่วิกฤตโลกก็จะโหม กระหน่ำซ้ำเติมเข้ามาอีก เพราะความเชื่อมโยงเป็นโลกเดียวกัน วิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและของ ยุโรปเป็นวิกฤตเชิงระบบที่จะลามไปทั่วโลก ความเหลื่อมล้ำ (Inequality) เป็นปัญหาใหญ่มากของ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ เป็นเรื่องแก้ยาก เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่มี ผลกระทบใหญ่หลวงต่อเรื่องสุขภาพและสังคมรวมถึงการที่จะเกิดความรุนแรง หนังสือที่เพิ่งออกใหม่โดย Joseph E. Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่ชื่อ "The Price of Inequality: How Today's Divided Society Endangers Our Future" จะให้ภาพและรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างดี ในเรื่องที่ยากและซับซ้อนต้องใช้ความรู้และปัญญา แต่สังคมไทยคิดเชิงอำนาจ มีระบบการเมือง การปกครองที่รวมศูนย์อำนาจ ที่สนใจและมีความรู้น้อย ระบบรัฐที่มีความรู้น้อยจึงด้อยสมรรถนะ ทำอะไร ไม่ค่อยสำเร็จ เสี่ยงต่อการเกิดสภาวะรัฐล้มเหลว (Failed State) ซึ่งจะส่งผลกระทบุ่นแรงทั่วทุกอุณของ สังคมไทย ระบบราชการถ้ามีศักดิ์ศรีและมีความรู้ก็จะเป็นปราการที่ทานและตรวจสอบอำนาจทางการเมือง ได้บ้าง แต่การถูกอำนาจรอบงำหมดทั้งเนื้อทั้งตัว ทำให้ระบบราชการหมดศักยภาพในการกู้วิกฤติชาติ เหลือแต่มหาวิทยาลัยซึ่งยังมีอิสระ เป็นองค์กรทางความรู้ และอำนาจครอบงำได้ยาก แต่ที่แล้วมา มหาวิทยาลัยก็ไม่มีศักยภาพในการนำชาติออกจากวิกฤต ## ๒. ความไม่มีศักยภาพในสภาพเดิม - จุดเปลี่ยนมหาวิทยาลัยไทย สภาพเดิมคือ แนวคิดที่ฝังแน่นมานานว่า การศึกษาคือการสอน "วิชา" หรือการเอา "วิชา" เป็นตัว ตั้ง ไม่ได้เอาความจริงของชีวิต และการอยู่ร่วมกันหรือสังคมเป็นตัวตั้ง ทำให้การศึกษาอยู่นอกสังคม ไม่รู้ ร้อนรู้หนาว ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ร่วมแก้ปัญหา จึงอ่อนแอทางปัญญา ไม่เข้าใจว่าสังคมมีปัญหาอะไร และมหาวิทยาลัยควรทำอะไร ดังที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถทำงานทางนโยบายสาธารณะ ทั้งๆ ที่นโยบาย สาธารณะมีความสำคัญต่อทุกอุณของประเทศ นโยบายสาธารณะที่ถูกต้องสักเรื่องหนึ่ง เช่น เรื่องทรัพยากร -๑- และพลังงาน อาจแก้ความยากจนทั้งประเทศเลย เพราะการรู้แต่วิชาเป็นวิชาๆ แต่ไม่รู้ความจริงที่เชื่อมโยงกัน เป็นระบบ จะไม่เข้าใจประเด็นทางนโยบาย เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ในวังกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงศึกษาวิชาที่มีทั้งหมดในสมัยนั้น ที่เรียกว่าศิลปะ วิทยาทั้ง ๑๘ แต่ศึกษาแล้วก็ยังงั้นๆ ต่อเมื่อเสด็จหนีออกจากวังไปสัมผัสความจริงของชีวิต คือคนที่มีความ ทุกข์ยากต่างๆ เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต เพราะเกิดพลังจิตสำนึกที่ทำให้เกิดฉันทะวิริยะอย่างแรงกล้า ที่จะ แสวงหาความรู้ที่ทำให้มนุษย์พ้นทุกข์ได้ ศักยภาพสูงสุดในตัวมนุษย์ คือพลังจิตสำนึก ไม่ใช่ความรู้ แต่พลัง จิตสำนึกทำให้เกิดฉันทะวิริยะอย่างแรงกล้าในการแสวงหาความรู้ พลังจิตสำนึกนั้นแรงประดุจพลัง นิวเคลียร์ในตัวมนุษย์ ทำให้มนุษย์ธรรมดากลายเป็นพระพุทธเจ้าได้ กำแพงวังกรุงกบิลพัสดุ์กั้นเจ้าชายสิทธัตถะไว้จากความจริงของชีวิตฉันใด รั้วของมหาวิทยาลัยก็ กั้นคณาจารย์และนักศึกษาไว้จากความจริงของชีวิตและสังคมฉันนั้น ถ้าคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาได้สัมผัสความจริงของชีวิตและสังคม จะเกิดพลังจิตสำนึก อันจะนำมาซึ่งฉันทะวิริยะอย่างแรงกล้า ที่จะแสวงความรู้เพื่อแก้ทุกข์ของสังคม และนั่นคือจุดเปลี่ยนมหาวิทยาลัยไทย จุดเปลี่ยนประเทศไทย ๓. การพัฒนาโดยเฉพาะพื้นที่เป็นตัวตั้ง - ๑ มหาวิทยาลัย ต่อ ๑ จังหวัด ประเทศไทยพัฒนาโดยเฉพาะกรมเป็นตัวตั้ง จึงไม่สำเร็จ เพราะกรมแยกส่วนเป็นเรื่องๆ เช่น กรมดิน กรมน้ำ กรมต้นไม้ ฯลฯ การพัฒนาแบบแยกส่วนนำไปเสียความสมดุล การจะเกิดความสมดุลและยั่งยืน ต้องพัฒนาอย่างบูรณาการ การพัฒนาอย่างบูรณาการต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอากรมเป็นตัวตั้งไม่ได้เอา สถาบันเป็นตัวตั้งไม่ได้ เอาวิชาเป็นตัวตั้งไม่ได้ เพราะ กรมก็ดี สถาบันก็ดี วิชาก็ดี เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง ๑ มหาวิทยาลัย ต่อ ๑ จังหวัด หมายถึง การที่มหาวิทยาลัยทำงานกับพื้นที่ในแต่ละจังหวัดมีอย่าง น้อยหนึ่งมหาวิทยาลัยที่ทำงานร่วมด้วย ในแต่ละจังหวัดโดยเฉลี่ยมีประมาณ ๑๐ อำเภอ ๑๐๐ ตำบล ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน หมู่บ้านหรือชุมชนเป็นหน่วยย่อยทางสังคมที่เล็กและสำคัญที่สุด มีประชากรประมาณ ๕๐๐ - ๑,๐๐๐ คน ชุมชนเปรียบประดุจเซลล์ของสังคม ร่างกายของเราเซลล์ทุกๆ เซลล์ต้องมีความถูกต้อง ระบบร่างกายทั้งหมดจึงจะมีความเป็นปรกติสุข ฉันใด ชุมชนหรือเซลล์ของสังคมทั้งหมดต้องมีความ ถูกต้อง สังคมทั้งหมดจึงจะมีความเป็นปรกติสุข เช่นเดียวกัน ชุมชนเป็นฐานของประเทศ ถ้าชุมชนทั้งหมดเข้มแข็งทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ- จิตใจ- สังคม- วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพ- การศึกษา - ประชาธิปไตย ประเทศไทยก็จะมั่นคง ในแต่ละจังหวัดมีเพียงประมาณ ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน จึงไม่เป็นการเหลือบากกว่าแรงมหาวิทยาลัยที่จะ มีส่วนสนับสนุนให้ทั้งหมดเข้มแข็ง ถ้ามหาวิทยาลัยเข้าใจกระบวนการชุมชนซึ่งจะกล่าวต่อไปในตอนที่ ๔ ทุกจังหวัดมีองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ๓ ชนิด คือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อปท. เป็นองค์การของรัฐที่มีความใกล้ชิดชุมชนมากที่สุด เรามักพูดร่วมกันไปว่าชุมชนท้องถิ่น -๒- ประเทศไทยที่ติดขัดและวิกฤตอย่างยิ่ง สาเหตุใหญ่มาจากโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ไว้ที่ ส่วนกลาง ฉะนั้น การกระจายอำนาจไปให้ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการแก้วิกฤตชาติ ๑ มหาวิทยาลัยที่ทำงานใน ๑ จังหวัด ควรจะสนับสนุน ความเข้มแข็งของชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด ในการจัดการตนเอง ๔. กระบวนการชุมชน - หัวใจของการพัฒนา ถ้าเข้าใจกระบวนการชุมชน จะทำงานง่ายและถูกต้องขึ้น กระบวนการชุมชนมีดังนี้ (๑) สภาผู้นำชุมชน มีการรวมตัวของผู้นำชุมชน ๔๐ - ๕๐ คน ทั้งผู้นำที่เป็นทางการ คือ ผู้ใหญ่บ้าน ๑ คน สมาชิกสภาตำบล ๒ คน และผู้นำตามธรรมชาติ เช่น ผู้นำกลุ่มอาชีพ กลุ่มสตรี เยาวชน ผู้สูงอายุ ครู พระ ศิลปิน ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นสภาผู้นำชุมชน (๒) สำรวจข้อมูลชุมชน สภาผู้นำชุมชนทำการสำรวจข้อมูลชุมชน เช่น ที่ดิน การใช้ที่ดิน อาชีพ สิ่งแวดล้อม สังคม ฯลฯ เดี๋ยวนี้บางชุมชนก้าวหน้าถึงมีการใช้จีไอเอสในการสำรวจด้วย ข้อมูลชุมชนเป็น ฐานให้เกิดความคิด และใช้ทำแผนชุมชน (๓) ทำแผนชุมชน สภาผู้นำชุมชนใช้ข้อมูลชุมชนทำแผนชุมชน แผนชุมชนจะเป็นแผนพัฒนา อย่างบูรณาการ และตั้งเป้าหมายได้เช่นทางเศรษฐกิจจะต้องมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ทางสังคมจะต้องเป็นสังคม ที่ไม่ทอดทิ้งกัน มีการสำรวจว่าใครอยู่ในข่ายจะถูกทอดทิ้งบ้าง เช่น คนแก่ เด็กกำพร้า คนพิการ จัดให้มี อาสาสมัครดูแล มีกองทุนสวัสดิการ ในทางสิ่งแวดล้อมก็มีจะจัดการเรื่องดิน น้ำ ป่า อย่างไร เป็นต้น (๔) เสนอแผนต่อสภาประชาชน สภาประชาชน หมายถึง ที่ประชุมของคนทั้งชุมชน ซึ่งมี ประมาณ ๕๐๐ - ๑,๐๐๐ คน เนื่องจากคนไม่มากนัก ทุกคนมีส่วนร่วมได้โดยตรง ประชาธิปไตยชุมชนจึง เป็นประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) ประชาธิปไตยทั้ง ๓ ระดับ ประชาธิปไตยชุมชนจึงมีคุณภาพ มากที่สุด สภาประชาชนพิจารณาแผนชุมชน จะตัดทอนเพิ่มเติมอย่างไรก็แล้วแต่ ในที่สุดสภาประชาชน รับรองแผนชุมชน (๕) คนทั้งชุมชนร่วมขับเคลื่อนแผนชุมชน เมื่อแผนชุมชนเป็นแผนที่คนทั้งชุมชนมีส่วนร่วม เขาจึงเข้าใจและร่วมขับเคลื่อนได้ ถ้าเป็นแผนที่ทางราชการทำและยัดลงไปให้ เขาไม่เข้าใจ ได้แต่ทำตามที่ "ทางการเขาสั่งมาว่า ... " เมื่อคนทั้งชุมชนร่วมขับเคลื่อน การพัฒนาตามแผนทุกอย่างก็ดีขึ้นเป็นลำดับ (๖) เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ แผนชุมชนเป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการ จึงเกิดการพัฒนา อย่างบูรณาการทั้ง ๘ เรื่อง เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา ประชาธิปไตย กระบวนการเป็นประชาธิปไตยอยู่ในตัว และเป็นการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ของคนทั้งหมด การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติอันนำไปสู่ชีวิตและการอยู่ร่วมกันที่ดี เป็น การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่การท่องวิชาแล้วทำอะไรไม่เป็น ถ้ากระบวนการชุมชนเกิดขึ้นเต็มประเทศ เราจะมีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของคนทั้งมวล เป็นการปฏิรูปการศึกษาไปในตัว -๓- ถ้ามหาวิทยาลัยส่งนิสิตนักศึกษาไปอยู่กับชาวบ้านในชุมชนสัก ๔ สัปดาห์ อาจเรียกว่าหลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติ นิสิตนักศึกษาจะได้สัมผัสความจริงของชีวิตและภูมิสังคม เกิดพลังจิตสำนึก รู้จักแผ่นดินไทย เข้าร่วมในการทำแผนชุมชน ได้เรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติกับคนทั้งชุมชน นิสิตนักศึกษาอาจมีความรู้และเทคโนโลยีบางอย่างที่ช่วยให้การทำแผนชุมชน และการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผนชุมชนดีขึ้น นอกจากนั้นนิสิตนักศึกษายังจะเป็นตัวเชื่อมกับวิชาการและเทคโนโลยีอันมหาศาลในมหาวิทยาลัยเข้ากับความต้องการของชุมชน ความรู้และเทคโนโลยีที่ชุมชนต้องการบางเรื่อง ก็ยังไม่มีในมหาวิทยาลัย ก็จะเป็นการกระตุ้นการวิจัยในมหาวิทยาลัย หลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติ จะเป็นสะพานเชื่อมมหาวิทยาลัยเข้ากับแผ่นดินไทย มหาวิทยาลัยจะเปลี่ยน ประเทศไทยจะเปลี่ยน ๕. มหาวิทยาลัยกับจังหวัดจัดการตนเอง ขณะนี้ประชาคมในหลายจังหวัดกำลังขับเคลื่อนเรื่องจัดหัวดีการตนเอง ถ้ามีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมด้วย การขับเคลื่อนก็จะมีพลังมากขึ้น ในแต่ละจังหวัดมีภาคส่วน และองค์กรต่างๆ เกี่ยวข้องจำนวนมาก กระบวนการขับเคลื่อนมีองค์ประกอบ ดังนี้ (๑) จัดทำข้อมูลจังหวัด (๒) สร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมของทุกภาคส่วน (๓) ทำแผนพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการ (๔) ประสานการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผน (๕) จัดการความรู้ คือ เรียนรู้จากความสำเร็จและต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น (๖) แสวงหาความสนับสนุนจากทั้งภายในและภายนอก (๗) ทำการสื่อสารทั้งภายในและภายนอก (๘) สังเคราะห์ประเด็นนโยบายและขับเคลื่อนการพัฒนานโยบาย ในการนี้ต้องการศูนย์ประสานงานจังหวัดจัดการตนเอง ในการประสานงานทั้ง ๘ เรื่อง ต้องการใช้ข้อมูลความรู้เป็นอย่างมาก มหาวิทยาลัยเป็นฐานทางวิชาการอยู่แล้ว จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเข้าร่วมหรือเป็นศูนย์ประสานงาน ในการนี้จะทำให้มหาวิทยาลัยเข้าใจประเด็นนโยบายสาธารณะ และเป็นพลังในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ถูกต้อง อันจะพาชาติออกจากวิกฤต ๖. หนึ่งคณะวิชาต่อหนึ่งตำบล - หนึ่งบริษัทต่อหนึ่งตำบล แม้เราพูดว่า ๑ มหาวิทยาลัยต่อ ๑ จังหวัด คณะวิชาจำนวนมากยังคิดว่า "คณะฉันไม่เกี่ยว" เพราะเอา “วิชา” เป็นตัวตั้ง แต่ถ้าเข้าใจกระบวนการชุมชนตามที่กล่าวในข้อ ๔ ข้างต้น จะเห็นว่าใครๆ ก็เกี่ยวข้อง -๔- ได้ เพราะเป็นการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นควรเป็นนโยบายสืบต่อจาก ๑ มหาวิทยาลัย ต่อ ๑ จังหวัด เป็น ๑ คณะวิชา ต่อ ๑ ตำบล ๑ ตำบล ก็มีแค่ ๑๐ หมู่บ้านเอง คณะจะได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมในกระบวนการชุมชน มีความสุขในการได้สัมผัสกับชีวิตจิตใจ ของชาวบ้าน และความเป็นจริงในชุมชน คณะจะสามารถประสานวิชาการที่ต้องการจากคณะวิชาอื่นๆ มา ใช้ในตำบลที่ตนเองดูแล ทำให้เกิดบูรณาการระหว่างคณะวิชา ซึ่งเป็นที่ต้องการมานานแล้ว แต่เกิดไม่ได้ ในการสอนที่เอาคณะวิชาเป็นตัวตั้ง บูรณาการจะเกิดจากการเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ถ้าเข้าใจกระบวนการชุมชน บริษัทก็มีส่วนร่วมได้ทำนองเดียวกัน คือ ๑ บริษัท ต่อ ๑ ตำบล จุด แข็งของบริษัท คือ การจัดการซึ่งเป็นที่ต้องการในการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น เรามีตำบลทั่วประเทศประมาณ ๘,๐๐๐ ตำบล ถ้าทำตามสูตร ๑ คณะวิชา ต่อ ๑ ตำบล บริษัทต่อ ๑ ตำบล ตำบลจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ชุมชน ท้องถิ่น วิชาการ การจัดการ ไปเจอกัน ทำให้เกิดความแข็งแกร่ง ที่ฐานของประเทศประดุจตอกเสาเข็มประเทศไทย ประเทศไทยมีเครื่องมือมาก แต่ขาดการออกแบบ ที่กล่าวมา คือ การออกแบบเพื่อให้เห็นว่าถ้าฐาน ของประเทศคือชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ประเทศจะมั่นคง มหาวิทยาลัยเป็นพลังมหาศาลที่จะทำให้ฐานของ ประเทศเข้มแข็ง และประเทศไทยมั่นคง ๗. ความเข้มแข็งทางวิชาการ การที่มหาวิทยาลัยไปทำงานกับพื้นที่มิใช่ว่าจะละทิ้งความเข้มแข็งทางวิชาการ ความเข้มแข็งทาง วิทยาศาสตร์พื้นฐานมีความจำเป็น แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยก็ยังอ่อนแอทางวิชาการ เหตุหนึ่งก็เพราะ ภาระหนักเกินในการสอนนักศึกษาจำนวนมากที่เข้ามาสู่มหาวิทยาลัย เพราะต้องการได้ปริญญา ในการ สร้างความเข้มแข็งของการพัฒนาอย่างบูรณาการใน ๘,๐๐๐ ตำบล ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน เต็มพื้นที่ประเทศไทย ตามที่กล่าวมานี้ คนเกือบทั้งหมดจะค้นพบคุณค่าของการเรียนรู้ใหม่ นั่นคือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ที่ทำให้ชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมพัฒนาอย่างบูรณาการ จะมีผลมาลดภาระการสอนนักศึกษาที่เสียเวลามาก แต่ให้ประโยชน์น้อย เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยสามารถสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการได้มากกว่าเดิม -๕- PQET จุดเปลี่ยนมหาวิทยาลัยไทย จุดเปลี่ยนประเทศไทย ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้