auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

กระบวนทรรศน์ใหม่ทางการศึกษา

chrome_reader_modeคำอธิบาย

ศ.นพ. ประเวศ วะสี ได้เขียนบทความเรื่อง กระบวนทรรศน์ใหม่ทางการศึกษา (New Education Paradigm) จากการ สอน ถ่ายทอดเนื้อหาวิชาในห้องเรียนสู่การ เรียนรู้ ทุกพื้นที่ของชีวิต โดยมีประเด็นต่างๆที่น่าสนใจ อาทิเช่น 1. ออกจากกระบวนทรรศน์เก่าทางการศึกษาที่ล้าหลัง 2.กระบวนทรรศน์ใหม่ทางการศึกษาที่เน้นการส่งเสริมการ เรียนรู้โดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง 3. ระบบการศึกษาเพื่อแก้วิกฤตเชิงโครงสร้าง – ระบการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน 4.การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่ดี – และสร้างผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ 5. พื้นที่แห่งการเรียนรู้ – ทรัพยากรทั้งมวลเพื่อการเรียนรู้ 6.การจัดการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล โดยเอาพื้นที่จังหวัดเป็นตัวตั้ง 7.กลไกระดับชาติในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# กระบวนทรรศน์ใหม่ทางการศึกษา (New Education Paradigm) จากการสอนถ่ายทอดเนื้อหาวิชาในห้องเรียนสู่การเรียนรู้ทุกพื้นที่ของชีวิต ประเวศ วะสี ด # ๑. ## ออกจากกระบวนทรรศน์เก่าทางการศึกษาที่ล้าหลัง การปฏิรูปการศึกษาที่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะยังอยู่ในกระบวนทรรศน์เก่าทางการศึกษาที่ล้าหลัง กระบวนทรรศน์เก่าทางการศึกษาที่ล้าหลังคือ "การศึกษาที่เน้นการ สอน โดยการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาในห้องเรียน" โดยที่ในปัจจุบันเนื้อหาวิชาต่างๆเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เวลามีอยู่เท่าเดิม การถ่ายทอดและท่องจำเนื้อหา โดยไม่จำเป็นเพราะค้นเองได้ ทำให้จำกัดและทำลายโอกาสในการสร้างสรรค์ศักยภาพอื่นๆ ของความเป็นมนุษย์ เช่น ทำให้ทำงานไม่เป็น ขาดความอดทน ขาดความรับผิดชอบ ขาดทักษะในการอยู่ร่วมกัน จัดการไม่เป็น คิดไม่เป็น ไม่เข้าใจความเป็นจริงของแผ่นดินไทย ขาดทักษะในการเรียนรู้ ฯลฯ ๒ จะเห็นได้ว่าการศึกษาแบบนี้ได้สร้างคนที่มีความจำกัด หรือ "พิการ" ไม่ได้พัฒนาคนให้เต็มตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์ ระบบการศึกษาแบบนี้ครูจะเป็นผู้ล้าสมัยโดยรวดเร็ว เพราะครูเอาแต่ สอน (ความรู้เก่า) ถ้าครูเป็นผู้เรียนรู้ครูก็จะไม่ล้าสมัย ในระบบการศึกษาที่ เน้นการ สอน จึงมีปัญหาเรื่องคุณภาพครูอย่างไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร จึง จำเป็นต้องออกจากกระบวนทรรศน์เก่า แห่งการ สอน ไปสู่กระบวนทรรศน์ ใหม่แห่งการ เรียนรู้ ๒. กระบวนทรรศน์ใหม่ทางการศึกษาที่เน้นการส่งเสริมการ เรียนรู้ โดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง โปรดสังเกตว่าในกระบวนการทรรศน์เก่าที่เน้นการ สอน วิชานั้นเป็น การแยกส่วนการศึกษาออกจากชีวิต คือชีวิตก็อย่างหนึ่ง การศึกษาก็อีก อย่างหนึ่ง แยกส่วนไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง อะไรที่ไม่เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกัน เป็นตัวตั้งจะนำไปสู่สภาวะวิกฤตเสมอ ดังที่ประเทศตะวันตกขณะนี้กำลัง ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม อยู่อย่างไม่มีทางแก้ไข เพราะพัฒนาแบบแยกส่วน การว่างงานเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของ ๓ สหัฐอเมริกาและยุโรป ในประเทศอิตาลีคนหนุ่มสาวไม่มีงานทำถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ การทำงานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การเรียนรู้ที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง จึงต้องเรียนรู้จากการทำงาน และจะต้องไม่มีการว่างงานด้วย เป็นต้น ฉะนั้น จึงต้องสังเกตคำว่าการเรียนรู้โดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้งให้ดีๆ เพราะต่างจากระบบการศึกษาเดิมที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง การเรียนรู้โดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้งหมายถึง เรียนรู้ในทุกขั้นตอนของชีวิต ในทุกสถานการณ์ของชีวิต ในทุกมิติของชีวิต ตรงกับคำที่ว่า "การเรียนรู้ คือชีวิต ชีวิตคือการเรียนรู้" โดยนัยนี้ ทุกคนเป็นผู้เรียนรู้หมด พ่อแม่ก็เป็นผู้เรียนรู้ ครูก็เป็นผู้เรียนรู้ นายหรือผู้บังคับบัญชาก็เป็นผู้เรียนรู้ ผู้ป่วยก็เป็นผู้เรียนรู้ หมอก็เป็นผู้เรียนรู้ พยาบาลก็เป็นผู้เรียนรู้ รัฐมนตรีก็เป็นผู้เรียนรู้ คณะกรรมการก็เป็นผู้เรียนรู้ ฯลฯ เมื่อเป็นเช่นนี้จะเกิดสัมพันธภาพใหม่ สัมพันธภาพเดิมเป็นสัมพันธภาพเชิงอำนาจ แบบที่เรียกว่าท็อปดาวน์ พ่อแม่ก็ท็อปดาวน์ต่อลูก ครูก็ท็อปดาวน์ต่อนักเรียน นายก็ท็อปดาวน์ต่อลูกน้อง หมอก็ท็อปดาวน์ต่อคนไข้ ฯลฯ สัมพันธภาพเชิงอำนาจก่อให้เกิดความบีบคั้น เป็นทุกข์สัมพันธ์และไม่ส่งเสริมปัญญา สัมพันธภาพใหม่ หรือ สัมพันธภาพแห่งการเรียนรู้ (Learning relationship) เป็นการถอนตัวออก ๔ จากอำนาจไปสู่กระบวนการทางปัญญา ทุกฝ่ายจะฉลาดขึ้นหมด มีความสุข ที่เกิดความรู้ใหม่ และสัมพันธภาพใหม่ที่ไม่ใช่เชิงอำนาจ การเรียนรู้ที่ดีจึงเป็น ความสุข มนุษย์ต้องการและแสวงหาความสุข ดังที่เสียเงินเสียทองกันมากมาย แต่ อาจไม่ได้ความสุขที่ปรารถนา มิหนำซ้ำยังอาจโง่ลง หรือเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา แต่ถ้าการเรียนรู้ที่ดีทำให้เกิดความสุขด้วย ทำให้ฉลาดขึ้นด้วย และทำ ให้เกิดสัมพันธภาพใหม่ที่ดีดังกล่าวข้างต้น การเรียนรู้ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ น่าสนใจที่สุด น่าลงทุนที่สุด น่าเป็นนโยบายและ ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของชาติ และเนื่องจากในการเรียนรู้ มีการลดตัวตนหรือลดการใช้อำนาจ ซึ่งถ้า ใช้ภาษาทางพระก็ว่าลดตัณหา มานะ และทิฐิ การเรียนรู้จึงเป็นการปฏิบัติ ธรรม ไปในตัว ท่านอาจารย์พุทธทาสซึ่งเป็นตัวอย่างของบุคคลเรียนรู้ เมื่อมีคนถามว่า "ท่านอาจารย์เลี้ยงไก่ไว้ทำไม" ท่านตอบว่า "เลี้ยงไก่เป็นครู" คือท่านเรียนรู้ จากทุกสิ่งทุกอย่าง (ที่เรียกว่าสิ่งแวดล้อมของการเรียนรู้ไม่ได้มีแต่ห้องเรียน เท่านั้น) เมื่อป่วยท่านก็ว่าความป่วยทำให้ท่านฉลาดขึ้น คือมนุษย์ควรจะ เรียนรู้จากทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งจากความเจ็บป่วยด้วย เมื่อกินแกงแล้วมันไม่ ๕ อร่อย ท่านสอนว่าอย่าไปโกรธมัน ให้ถือว่าได้เรียนรู้ของใหม่ แม่แต่สภาวะที่ไม่น่าพอใจ แต่เมื่อถือเป็นการเรียนรู้ก็กลายเป็นความสุขไปได้ การเรียนรู้จึงเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ฉะนั้นจึงควรส่งเสริม "การเรียนรู้ของคนทั้งมวล-คนทั้งมวลเพื่อการเรียนรู้" (Learning for All - All for Learning) โดยที่ * บุคคลควรเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ * ครอบครัวเป็นครอบครัวแห่งการเรียนรู้ * ชุมชนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ * องค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ * ที่ทำงานเป็นที่ทำงานแห่งการเรียนรู้ * เมืองเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ * จังหวัดเป็นจังหวัดแห่งการเรียนรู้ * สังคมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ * ประเทศเป็นประเทศแห่งการเรียนรู้ * โลกเป็นโลกแห่งการเรียนรู้ ๖ ## ๓. ### ระบบการศึกษาเพื่อแก้วิกฤตเชิงโครงสร้าง - ระบบการศึกษา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ระบบการศึกษาควรจะเป็นพลังของชาติในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่แล้วมาเราคิดว่าการศึกษาคือการพัฒนาคน คนที่ได้รับการศึกษาหรือพัฒนา จะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาของชาติ แนวคิดนี้คงไม่ผิด แต่ไม่พอ เพราะ ปรากฏว่าการศึกษาตามแนวคิดนี้ไม่สามารถแก้วิกฤตชาติได้ แม้ใน สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วและเป็นต้นแบบของ เสรีภาพและประชาธิปไตย ขณะนี้ปรากฏว่ามีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคมสุดๆ อันเป็นต้นเหตุของปัญหาทางสุขภาพและสังคมต่างๆ จนถึง ขั้นเกิดความระส่ำระสาย ในสังคมไม่ได้มีแต่เรื่องคุณภาพคนเท่านั้น แต่ยังมีมิติเชิงโครงสร้าง ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นปัญหาที่รุนแรงมาก จนกลบข้ามปัจจัยอื่นๆ ประเทศไทยมีทรัพยากรต่าง ๆ มาก เกินพอที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข แต่ก็ ติดอยู่ในสภาวะวิกฤตต่าง ๆจนชะงักงัน และเสี่ยงต่อการเกิดมิคสัญญีกลียุค เพราะโครงสร้างอำนาจ * มีปัญหา การรวมศูนย์อำนาจการปกครองไว้ที่ *ดู "ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ" โดยคณะกรรมการปฏิรูปที่มีนายอานันท์ ปั้นยารชุน เป็นประธาน จัดพิมพ์โดยสำนักงานปฏิรูป ๗ ส่วนกลาง ทำให้เกิดปัญหานานาชนิด เช่น (๑) ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ (๒) เกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจร่วมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น ดังเช่นเกิด ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (๓) ระบบราชการอ่อนแอเพราะใช้ อำนาจมากกว่าปัญญา (๔) คอร์รัปชั่นหนักหนาสาหัส เพราะอำนาจเข้มข้น ที่ไหน คอร์รัปชั่นเข้มแข็งที่นั่น (๕) การแย่งชิงอำนาจสูงสุดทางการเมือง รุนแรง เพราะใครชนะกินรวบหมดทั้งประเทศ ทำให้เกิดแรงจูงใจที่จะลงทุน ด้วยจำนวนเงินมหึมา หรือแม้การใช้ความรุนแรง ทำให้การเมืองมีคุณภาพต่ำ (๖) ทำให้ทำรัฐประหารง่าย ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานของประเทศ เมื่อฐานของประเทศอ่อนแอ ประเทศก็ไม่มั่นคง อะไรที่ฐานอ่อนแอก็ทรุดตัวและแตกสลายง่าย นั่นคือสิ่งที่ เกิดกับประเทศไทย เพราะการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง ระบบการศึกษา ก็เป็นส่วนหนึ่งของการปกครองที่ถูกรวมศูนย์ด้วย ระบบการศึกษาที่ผ่านมา จึงมีส่วนที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอด้วย ในการปฏิรูปประเทศต้องกระจาย อำนาจไปให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ระบบการศึกษาจึงต้องเป็นส่วน หนึ่งของการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจด้วย นั่นคืออยู่ในกระบวนการชุมชน จัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง โดย การศึกษาต้องทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็งต้องจัดการการศึกษา การศึกษาต้องทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง ท้องถิ่นเข้มแข็งต้องจัดการการศึกษา ๘ # การศึกษาต้องทำให้จังหวัดเข้มแข็ง จังหวัดเข้มแข็งต้องจัดการการศึกษา ระบบการศึกษาไม่ควรเป็นเอเย่นต์ส่งคนจากพื้นที่เข้าส่วนกลางอีกต่อไป ที่ว่าจัดการตนเองนั้น คือ จัดการพัฒนาอย่างบูรณาการและจัดการ พัฒนานโยบาย การพัฒนาอย่างบูรณาการทำให้เกิดความยั่งยืน ความไม่ยั่งยืนเกิดจากการพัฒนาแบบแยกส่วน เช่น พัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเอกเทศ โดยไม่เชื่อมโยงกับสังคมและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาอย่างบูรณา การนั้น โดยทั้ง ๓ ภาค คือ เศรษฐกิจ - สังคม - สิ่งแวดล้อม ต้องเชื่อมโยง กัน โดยพิศดาร ๘ องค์ประกอบคือ "เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย" ต้องเชื่อมโยงกัน โดยที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนที่ ๑๑ เป็นแผนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงควรเข้ามาประสานให้ระบบการศึกษาเป็น ระบบเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย เป้าหมายของเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับสังคมและสิ่งแวดล้อม จะเป็น เศรษฐกิจที่ดูแต่จีดีพีไม่ได้ แต่ต้องดูที่การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ สัมมาชีพ หมายถึงอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียน ๙ สิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ เพราะฉะนั้นการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ไม่ได้เป็นแต่เศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นทั้งสังคม สิ่งแวดล้อม และศีลธรรม ด้วย การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จึงเป็นปัจจัยของความร่มเย็นเป็นสุข ควรเป็นเป้าหมายของการพัฒนา การศึกษาจึงควรมีเป้าหมายในการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ด้วย อย่าเอาอย่างการศึกษาตะวันตกไปเสียทั้งหมด เพราะตะวันตกก็กกำลังมี ปัญหาทางเศรษฐกิจ การไม่มีงานทำ ความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาไม่ยั่งยืน ระบบการศึกษาต้องเป็นพลังของการแก้วิกฤตชาติ โดยปรับโครงสร้าง อำนาจใหม่ และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างบูรณาการ มีการสร้าง สัมมาชีพเต็มพื้นที่ เป็นอาทิ การพัฒนาอย่างบูรณาต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอากระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานเป็นตัวตั้งไม่ได้ เพราะจะพัฒนาแบบ แยกส่วน ประเทศไทยพัฒนาโดยเอากรมเป็นตัวตั้งมาโดยตลอด จึงพัฒนา อย่างบูรณาการไม่สำเร็จ การจัดการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวลซึ่งจะ กล่าวถึงต่อไป จึงต้องไม่เอากระทรวงศึกษาธิการหรือโรงเรียนเป็นตัวตั้ง แต่ เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ๑๐ ๔. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่ดี - และสร้างผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ เนื่องจากวัตถุประสงค์ของเราคือ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่ทุกคน และทุกองค์กรเป็นบุคคลเรียนรู้ และองค์กรเรียนรู้ มีกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ที่ พัฒนาคนให้เต็มตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างบูรณาการกัน เพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันด้วยความสุข อย่างยั่งยืน การแสวงหากระบวนการเรียนรู้ที่ดี และสร้างผู้เชี่ยวชาญการ เรียนรู้ จึงเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ควรมีการตั้ง "สถาบันวิจัย และพัฒนาการเรียนรู้" (สพร.) เพื่อทำ หน้าที่ดังกล่าวโดยเป็นสถาบันอิสระ ภายใต้หรือสนับสนุนโดย สสค. (สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน) สพร. ควรสำรวจว่าความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ที่ดี และผู้เชี่ยวชาญการ เรียนรู้ คืออย่างไร อยู่ที่ไหนบ้าง ทั้งในประเทศไทยและในโลก ส่งเสริมการ สร้างผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ การนำความรู้ไปใช้ในการปฏิรูปการเรียนรู้ วิจัย ผลการปฏิบัติ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สังเคราะห์ความรู้ให้ดียิ่งๆขึ้นไป เรื่อยๆ เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ๑๑ ตัวอย่างของกระบวนการเรียนรู้ที่ดีกำลังที่กำลังมีผู้สนใจและปฏิบัติกันอยู่ก็เช่น * Brain - based learning * Work - based learning * Community - based learning * Constructionism * 21 st Century Skill * Transformative learning * การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่าง ถ้าศึกษาสำรวจจะพบอย่างอื่น ๆอีกมาก และบางอย่างก็ไม่มีชื่อเรียกว่าอะไร มหาวิทยาลัยทุกแห่งควรมี "สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้" และสร้างผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ให้ถึงมวลวิกฤต (critical mass) ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยเองแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการเรียนรู้นอกมหาวิทยาลัยด้วย เนื่องจากวิธีปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล ควรจะใช้จังหวัดเป็นฐานของการปฏิรูป ซึ่งอาจเรียกว่า "การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวลของจังหวัด" ในแต่ละจังหวัดจึงควรมีการทำแผนให้มีผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ให้พอเพียง ๑๒ แม้จะมีการพูดถึง "สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้" ไม่ได้หมายความว่าผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้จะมากระจุกกันอยู่ในสถาบัน แต่ควรกระจายกันอยู่ทั่วประเทศและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย รูปที่ ๑ เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ การเรียนรู้ทั่วประเทศ * สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ * ทำหน้าที่ส่งเสริมเครือข่าย ๕. พื้นที่แห่งการเรียนรู้ - ทรัพยากรทั้งมวลเพื่อการเรียนรู้ ในกระบวนทรรศน์ใหม่แห่งการศึกษา ที่เปลี่ยนจากการสอน การถ่ายทอดเนื้อหาวิชาในห้องเรียน ไปสู่การเรียนรู้ที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง พื้นที่แห่งการเรียนรู้ไม่ได้มีแต่ห้องเรียนอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ในชีวิตและสังคม ๑๓ ทั้งหมด ทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ไม่ได้มีแต่ครูที่สอนในห้องเรียนและหนังสือ ตำรับตำราเท่านั้นอีกต่อไป แต่หมายถึงทรัพยากรทั้งหมดในสังคมต้อง นำมาใช้เพื่อการเรียนรู้ (All for Learning) ซึ่งเป็นการออกแบบที่แคบไปสู่ การเปิดพื้นที่การเรียนรู้อันกว้างขวาง เหมือนออกจากที่อึดอัดคับแคบหรือกระถางบอนไซ ไปสู่อิสรภาพแห่ง ความงอกงามอันหลากหลายในพื้นที่เปิดกว้าง การศึกษาคือความงอกงามโดยอิสระอย่างหลากหลาย ไม่ใช่การ ควบคุม ระบบควบคุมไม่เข้ากับความงอกงาม รูปที่ ๒ แสดงหน้าปัทม์แห่งการเรียนรู้เต็มพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วย (๑) ครอบครัว - (๒) ศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งรวมถึงโรงเรียนอนุบาลด้วย เด็ก ปฐมวัย ในพื้นที่ทุกคนควรได้รับการเลี้ยงดู หรือมีการเรียนรู้ที่ดีที่จะเริ่มต้น พัฒนาการที่ดีอันเป็นทุนชีวิต ความสำคัญอยู่ที่พ่อแม่ ครูพี่เลี้ยงเด็กเล็ก ครู อนุบาล ทุกชุมชนท้องถิ่นต้องดูแลให้บุคคลสำคัญอันเป็นกัลยาณมิตรของ เด็กเล็กเหล่านี้ มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการดูแลเด็กเล็ก (๓) ชาวบ้านที่มีอาชีพต่าง ๆ ต้องถือว่าชาวบ้านแต่ละคนมีความรู้ ความ ชำนาญในเรื่องต่าง ๆ และเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ ทุกพื้นที่ควรสำรวจและมีระบบ ข้อมูลว่าใครชำนาญเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น Human mapping ๑๔ แผนที่ความรู้ในตัวคนนี้จะมีประโยชน์ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ จิตใจ และเป็น แหล่งการเรียนรู้ที่เราเรียกว่าเรียนรู้จากชาวบ้าน <figure> The image displays a mind map centered around "กิจกรรมชุมชนร่วมกัน" (Community Activities). Surrounding this central concept are eight numbered points, each representing a different aspect of community learning and development. These points are arranged in a circular pattern, with numbers 1 through 8 on the outer ring and corresponding descriptions inside. The points are: - ๑: การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ (Communication for learning) - ๒: การครอบครัว (Family) - ๓: ชาวบ้านอาชีพต่างๆ (Various local trades) - ๔: โรงเรียนสถาบันการศึกษา (Schools) - ๕: ที่ทำการรัฐทหารและพลเรือน (Government official positions) - ๖: พิพิธภัณฑ์ตำบลห้องสมุดตำบล (Local museums, libraries) - ๗: สถานประกอบการ (Industry) - ๘: ศูนย์ศิลปะตำบล (Local art centers) - ๙: ศูนย์กีฬาตำบล (Local sports centers) - ๑๐: ศูนย์เด็กเล็ก (Early childhood centers) The map illustrates various methods and activities for learning from traditional knowledge. </figure> รูปที่ ๒ หน้าปัทม์แห่งการเรียนรู้เต็มพื้นที่ (๔)โรงเรียน/สถาบันการศึกษา โรงเรียนและสถาบันการศึกษาควรปรับ จากการสอน ถ่ายทอดเนื้อหาวิชา เป็นส่งเสริมการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้ เรียนรู้ด้วยวิธีต่างๆ อันหลากหลาย และแตกต่างกันตามความชอบของแต่ละ คน ให้หลักสูตรมีความยืดหยุ่น ยอมรับและร่วมมือกับหน่วยการเรียนรู้อื่นๆ นอกโรงเรียน ถ้าโรงเรียนสามารถสร้างฉันทะและทักษะในการเรียนรู้ได้เอง อย่างต่อเนื่องก็จะเป็นคุณอย่างยิ่ง ๑๕ (๕)วัด มีวัดถึง ๓๐,๐๐๐ วัด เป็นทรัพยากรอันมีค่ามหาศาล ชุมชนควรจะส่งเสริมให้วัดมีการจัดการที่ดี จัดการให้มีความร่มรื่น สะอาด สงบ มีต้นไม้มาก มีพระและอุบาสกอุบาสิกาที่มีความรู้ความชำนาญ มีกิจกรรมทางสังคมที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม เช่น เรื่องผู้สูงอายุ เรื่องการท่องเที่ยว เชิงสร้างสรรค์ วัดก็จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ (๖) ที่ทำการของรัฐทั้งทหารและพลเรือน ที่ทำการของรัฐทั้งทหารและพลเรือนเป็นทรัพยากรอันมหาศาลทั่วประเทศ มีทั้งพื้นที่ อาคาร เครื่องมือบุคลากร กิจกรรมหรือหน้าที่ ที่ต้องใช้ความรู้ความชำนาญด้านต่างๆ ทั้งหมดเป็นทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้อันมโหฬาร (๗) สถานประกอบการ สถานประกอบที่จะประสบความสำเร็จต้องทำงานเป็น มีความอดทน และรับผิดชอบ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ขาดหายไปจากผู้ได้รับการศึกษาแบบท่องหนังสือในโรงเรียน สถานประกอบการมีอยู่เป็นหมื่น ๆ แห่งทั่วประเทศ ควรจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ ควรจะมีการจัดการการเรียนรู้ที่ผู้ประกอบการก็ได้รับประโยชน์จากแรงงานราคาถูก ขณะเดียวกันผู้ฝึกงานก็มีรายได้ไปพร้อม ๆ กับได้เรียนรู้ ในทางการแพทย์ได้ใช้ระบบบนี้มานานแล้ว คือการที่นักศึกษาแพทย์ แพทย์ฝึกหัด แพทย์ประจำบ้าน เรียนรู้จากการทำงานจริงในโรงงาน (โรงพยาบาล) ๑๖ (๘)-(๑๐)ห้องสมุดตำบล - พิพิธภัณฑ์ตำบล ศูนย์ศิลปะตำบล ศูนย์ กีฬาตำบล ศูนย์ทั้ง ๓ ชนิดนี้ควรสร้างขึ้นทุกตำบล โดย อบต. หรือเทศบาล ซึ่งจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในพื้นที่ เดี๋ยวนี้มีความรู้แล้วว่า สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ ดนตรี ศิลปะ การ เคลื่อนไหวกาย กิจกรรมร่วมกัน มีความสำคัญในการกระตุ้นสมอง (๑๑)กิจกรรมชุมชนร่วมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในหน่วยเรียนรู้อะไร ควรจะ ร่วมกันในกิจกรรมชุมชน กิจกรรมชุมชนอาจเป็นการทำแผนชุมชน การ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม งานศิลปวัฒนธรรมชุมชน ฯลฯ กิจกรรมร่วมกันในชุมชน ทำให้ชุมชนมีชีวิตชีวา ทุกชีวิตมีความหมาย คนเฒ่าคนแก่ ตลอดไปจนเด็ก และเยาวชน มามีปฏิสัมพันธ์กัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และสานใจเข้า มาหากัน เด็กและเยาวชนที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชนร่วมกัน จะมีความสุข และความมีมั่นใจในตนเอง เป็นการพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนอย่าง สำคัญ ซึ่งจะไม่ได้จากการเรียนรู้โดยท่องตำราอย่างเดียว เนื่องจากกิจกรรมชุมชนร่วมกันหรือหน่วยเรียนรู้ที่ ๑๑ เป็นตัวร่วมของ ทุกหน่วยเรียนรู้ จึงเขียนไว้ตรงกลางตรงหน้าปัทม์แห่งการเรียนรู้ในรูปที่ ๒ (๑๒)การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยีการสื่อสารทุกรูปแบบจะ เข้าถึงคนทุกคนในอนาคตอันใกล้ ควรจะนำมาเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ สำหรับทุกหน่วยการเรียนรู้ในพื้นที่ตั้งแต่ (๑) ถึง (๑๑) (ในรูปที่ ๒) ควรมีการ ๑๗ ตั้ง "สถาบันวิจัยการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้" เพื่อรวบรวมผู้เชี่ยวชาญการ เรียนรู้และการสื่อสาร มาทำงานให้การสื่อสารเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ทุกประเภทโดยรวดเร็วและทั่วถึงโดยที่เรื่องที่ (๑๒) การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในทุกหน่วยการเรียนรู้ จึงเขียนไว้ในวงนอกที่โอบ ล้อม (๑๑) - (๑๓) ไว้ในหน้าปัทม์แห่งการเรียนรู้เต็มพื้นที่ (รูปที่ ๒) หน่วยการเรียนรู้ทั้ง ๑๒ หน่วย น่าจะครอบคลุมทุกกลุ่มเรียนรู้และเป็น การระดมทรัพยากรทั้งมวลเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งมีมากมาย นอกเหนือไปจาก ห้องเรียน ## ๖. การจัดการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล โดยเอาพื้นที่จังหวัดเป็นตัวตั้ง ถ้าตามเรื่องมาตามลำดับ ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าการปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อคนทั้งมวลจะเอากระทรวงศึกษา หรือโรงเรียน หรือครู เป็นตัวตั้งไม่ได้ แต่ต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะในพื้นที่มีทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้อื่น ๆ นอกเหนือไปจากโรงเรียนอีกมากมาย บุคคล กลุ่ม องค์กร สถาบันในพื้นที่ เมื่อถักทอกันทำงาน จะเกิดพลังมหาศาลที่ทำให้ทำเรื่องยากๆ ได้ สสค. (สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน) ได้ ทดลองทำงานปฏิรูปการเรียนรู้โดยเอาจังหวัดเป็นตัวตั้ง ปรากฏว่าเป็นไปตาม ๑๘ คาด คือมีผู้นำชุมชนท้องถิ่นเข้ามาร่วมในกระบวนการปฏิรูปการเรียนรู้ของ จังหวัดเป็นจำนวนมาก นายก อบต. นายกเทศมนตรี และนายก อบจ. เป็น กำลังสำคัญหรือผู้นำของการปฏิรูปการเรียนรู้ในพื้นที่ บางจังหวัดก็มีปลัด จังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด เข้ามาร่วมผลักดันการ ปฏิรูปการเรียนรู้ ซึ่งเป็นพลังที่แข็งแรงมากกว่าเฉพาะพลังของโรงเรียน จากการทำงานนำร่องของ สสค. ก็เห็นชัดเจนว่าจังหวัดควรเป็นหน่วย ของการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล ที่สำคัญที่สุดคือ พัฒนาการจัดการ ปฏิรูปการเรียนรู้ของจังหวัด โดยเริ่มต้นมีการรวมตัวกันเป็นภาคีเพื่อการ ปฏิรูปการเรียนรู้ของจังหวัด หรือเป็นคณะกรรมการ หรือเป็นสภาปฏิรูปการ เรียนรู้ของจังหวัด สุดแต่ความเหมาะสม วางแผนการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคน ทั้งมวล โดยอาจดูหน่วยงานของการเรียนรู้ (๑) - (๑๒) ที่เสนอไว้ในรูปที่ ๒ - หน้าปัทม์แห่งการเรียนรู้เต็มพื้นที่ ต้องเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติจริง และจะค้นพบและพัฒนากลไก การจัดการ การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวลของจังหวัด ขึ้นมาเอง ซึ่งอาจต่างกันในแต่ละจังหวัด แต่ควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างจังหวัด เกิดเป็น เครือข่ายการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวลของจังหวัด ระหว่างจังหวัดขึ้นเต็มประเทศไทย เครือข่ายปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล ที่ครอบคลุมทุกจังหวัด จะกลายเป็นสถาบันในรูปแบบใหม่ ที่เรียนรู้จากการ ๑๙ ปฏิบัติจริง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ขยายผลต่อยอดให้ได้ผลยิ่งๆ ขึ้น เกิดการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวลทั้งประเทศ ## ๗. ### กลไกระดับชาติในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ #### การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล **สสค.** (สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน) ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อ คนทั้งมวล โดยที่เรื่องนี้ต้องทำงานต่อเนื่องเป็นระยะยาว ถ้ามี พรบ. รองรับก็ จะทำให้องค์กรนั้นทำงานได้เข้มแข็งและมั่นคงขึ้น **สสค. ควรมีภาคีเชิงยุทธศาสตร์ เช่น สสส. สภาการศึกษา สำนัก** นโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการ ถ้ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการเข้าใจ และอยากเห็นงานนี้เป็นการปฏิรูปการศึกษา อย่างแท้จริงอาจตั้งที่ปรึกษาเข้ามาร่วมในภาคียุทธศาสตร์ หรือรัฐมนตรีเป็น ผู้มีบทบาทนำในการปฏิรูปการศึกษาเองก็ยิ่งดี นอกจากนั้นสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ควรเข้ามาเป็นภาคีเชิง ยุทธศาสตร์เพราะเป้าหมายของแผน ๑๑ คือ การพัฒนาอย่างยั่งยืน จะสำเร็จ ๒๐ ได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิรูปการเรียนรู้ ให้การเรียนรู้กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน บูรณาการกัน ภาคียุทธศาสตร์อาจเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม หน้าที่สำคัญของกลไกระดับชาติในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การ ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล คือ (๑)สร้างความเข้าใจอย่างกว้างขวางว่า จำเป็นต้องมีกระบวนทรรศน์ใหม่ทาง การศึกษาที่เปลี่ยนแปลงจากการเน้นการสอน ถ่ายทอดเนื้อหาวิชาใน ห้องเรียน ไปสู่การเรียนรู้ที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้งในทุกพื้นที่ของชีวิต (๒)ส่งเสริมการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ และสถาบันพัฒนาการสื่อสาร เพื่อการเรียนรู้ หรือสถาบันอื่นใดอีก เพื่อเป็นเครื่องมือของการปฏิรูปการเรียนรู้ (๓)ส่งเสริมสนับสนุนจังหวัดในการจัดการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล ของจังหวัด และการสร้างเครือข่ายระหว่างจังหวัด การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล จะทำให้การปฏิรูปเป็นไปด้วยดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ จะเกิดความเชื่อถือ ไว้วางใจระหว่างกัน (Trust) ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะยังความปิติสุขให้ เกิดขึ้นกับทุกคน และเป็นพลังแห่งความสำเร็จ เมื่อคนไทยค้นพบกระบวนทรรศน์ใหม่ของการศึกษา ประเทศไทยก็จะไม่ เหมือนเดิมอีกต่อไป สัมพันธภาพใหม่จะยังให้เกิดประโยชน์สุขโดยทั่วกัน ๒๑ pQET กระบวนทรรศน์ใหม่ทางการศึกษา (New Education Paradigm) จากการสอนถ่ายทอดเนื้อหาวิชาในห้องเรียนสู่การเรียนรู้ทุกพื้นที่ของชีวิต ประเวศ วะสี NADINE GORDIMER JUMP MY IDEAL BOOKSHELF TAZKILS see the child JHONWALA KAMBI A Treasury of Stephen Leacock

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

การศึกษา

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
27% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
23% Match
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
22% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การปฏิรูปการศึกษา

• โรงเรียน

history_eduหมวดหมู่

การศึกษา

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้