auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

พุทธทาสานุสรณ์: การประกอบโครงสร้างสังคมเพื่อความร่มเย็นเป็นสุข

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เนื้อหาในเอกสารกล่าวถึงการประกอบโครงสร้างสังคมเพื่อความร่มเย็นเป็นสุข มีประกอบด้วยหัวข้อดังนี้ 1) ผู้จุดดวงประทีป 2) โครงสร้างทางสังคมที่ไม่เอื้อเฟื้อธรรม 3) สังคมที่ฐานล่างอ่อนแอ 4) สร้างฐานล่างด้วยอิฐ 3 ก้อน 5) หลัก 4 ประการในการสร้างสังคมสมประกอบ 6) การพัฒนาโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง คือจุดยุทธศาสตร์ และ 7) ปัจฉิมกถา เอกสารนี้ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้เขียนให้กับสำนักพิมพ์ประชาศาสตร์และสำนักพิมพ์สานธาร เนื่องในวาระครบ 100 ปี ท่านพุทธทาสภิกขุ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# พุทธทาสานุสรณ์ ## การประกอบโครงสร้างสังคม เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข โดย ประเวศ วะสี เอกสารนี้ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้เขียนให้กับสำนักพิมพ์ประชาศาสตร์และสำนักพิมพ์สานธาร เนื่องในวาระครบ ๑๐๐ ปี ท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งจะเผยแพร่ในเดือนมกราคม ๒๕๔๙ จึงขอให้ ใช้งานในวงจำกัดในช่วงที่สำนักพิมพ์ทั้งสองยังไม่พิมพ์เผยแพร่ ๑ # สารบาญ หน้า ๑. ผู้จุดดวงประทีป ๑ ๒. โครงสร้างทางสังคมที่ไม่เอื้อเฟื้อธรรม ๓ ๓. สังคมที่ฐานล่างอ่อนแอ ๔ ๔. สร้างฐานล่างด้วยอิฐ ๓ ก้อน ๖ ๕. หลัก ๔ ประการในการสร้างสังคมสมประกอบ ๘ ๖. การพัฒนาโดยเฉพาะพื้นที่เป็นตัวตั้ง คือจุดยุทธศาสตร์ ๙ ๗. ปัจฉิมกถา ๑๓ ๒ # ๑ ผู้จุดดวงประทีป ในสมัยพุทธกาลปรากฏบ่อย ๆ ครั้งว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจบลง ผู้ฟังมักเปล่งวาจาว่า "ภาษิตของพระโคดมแจ่มแจ้งนัก เหมือนหงายของคว่ำ เหมือนจุดประทีปขึ้นในที่มืด" ท่านผู้อุทิศตัวเป็นทาสของพระพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกัน ที่เพียรพยายาม "หงายของที่คว่ำ" และ "จุด ประทีปขึ้นในที่มืด" ท่านพยายามทำธรรมะให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ หลังอุบัติการณ์แห่งความเป็น "พุทธ ทาส" สังคมไทยร่ำรวยขึ้นด้วยความอุดมของ "ภาษาคน - ภาษาธรรม" อันเป็นสื่อให้เข้าใจธรรม และเป็น สะพานทอดสู่ธรรม แม้คำว่า "ธรรม" เองซึ่งเป็นคำที่แปลก มีความหมายกว้างขวาง ไม่มีคำในภาษาอื่น เทียบเท่า ท่านก็นิยามให้เข้าใจและอ้างถึงได้ง่ายว่าคือ ๑. ธรรมชาติ ๒. กฎธรรมชาติ ๓. การปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ ๔. การได้รับผลจากการปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือความไม่มีตัวตน มนุษย์ยึดมั่นในตัวตนจึงเป็นทุกข์ ท่านบัญญัติศัพท์ "ตัวกู - ของกู" ขึ้นเพื่อกระแทกใส่ความรู้สึกในตัวตนของมนุษย์ "ตัวกู - ของกู" กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของท่านอาจารย์พุทธทาส คำว่า "สุญญตา" หรือความว่างจากตัวตน ซึ่งมีใน บาลี ท่านก็ไปขุดเพชรจากพระไตรปิฎก นำมาเผยแพร่จนติดปาก กฎของธรรมชาติคือ "อิทัปปัจจยตา" หรือ ความเป็นเหตุปัจจัย เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านนำมาทำให้เด่น ที่ถ้าใครคิดเชิงอิทัปปัจจยตาได้ ก็จะมีปัญญา สว่างไสวสิ้นทุกข์ได้ เพราะเข้าใจว่าอะไรที่มีหรือเป็น ก็เพราะมีเหตุปัจจัยให้มีหรือเป็นเช่นนั้น ความเป็นเช่น นั้นเองหรือ "ตถตา" อันเป็นอีกคำหนึ่งที่ท่านนำมาสั่งสอนเป็นอันมาก เป็นคำอุทานด้วยปัญญาว่า "อ๋อ มัน เป็นเช่นนั้นเอง ตถตา ตถตา" หรือภาษาชาวบ้านว่า "ธรรมดาเนาะ" ชาวบ้านก็เข้าถึงความเป็นเช่นนั้นเอง ได้ โดยรู้ว่ามันเป็นธรรมดา หรือเป็นไปตามกฎของธรรมชาติเช่นนั้นเอง ท่านทำนิพพานให้เข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย นี้เป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงของท่านอาจารย์พุทธทาสที่ ควรจารึกไว้ เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการทำให้นิพพานเข้าใจยากอยู่ห่างไกลไปไม่ถึง ท่านว่านิพพานคือความ สงบเย็น เหมือนถ่านที่ร้อนแล้วดับเย็นลง ถ้าความร้อนแห่งการยึดมั่นในตัวตนดับลงเมื่อไรก็เย็นหรือนิพพาน ท่านว่าทุกคนเคย "นิพพานชิมลอง" กันมาแล้วทั้งนั้น เพราะเราไม่ได้เห็นแก่ตัวตลอดเวลา ยามใดที่เราไม่ เห็นแก่ตัวเราก็สงบเย็นสบาย นั่นแหละนิพพานชิมลอง ถ้าเราพยายามทำให้ความสงบเย็นสบายเกิดบ่อยขึ้น และอยู่นานขึ้น เราก็จะเข้าใกล้นิพพานถาวรมากขึ้นทุกที่ ๆ ฉะนั้น ท่านจึงว่า "นิพพานอยู่ที่ปลายจมูก" หรือ นิพพานอยู่แค่เอื้อม หรือ "นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้" นิพพานเป็นโลกุตรธรรมหรือธรรมเหนือความเป็นโลก โลกุตรธรรมถูกทำให้เข้าใจว่าไม่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนในโลกหรือฆราวาส เป็นเรื่องของผู้บำเพ็ญศีล ภาวนาอยู่ตามป่าตามเขา ท่านอาจารย์พุทธทาสพยายามอธิบายว่านิพพานหรือโลกุตรธรรมเป็นของจำเป็น ในวิถีชีวิตของคนที่อยู่ในโลกหรือในสังคมฆราวาส หรือโลกุตรธรรมจำเป็นสำหรับสังคม ยิ่งสังคมปัจจุบันที่ เครียดและวิกฤต โลกุตรธรรมยิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้มนุษย์พ้นจากวิกฤต ๓ ท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นคนใจกว้าง เห็นคุณค่าของศาสนาอื่นๆ ด้วย ท่านคิดว่าศาสนาต่าง ๆ ล้วน สอนให้คนเป็นคนดี โดยผิวเผินศาสนาต่างๆ อาจจะดูต่างกัน แต่หัวใจของทุกศาสนาคือการยกระดับจิตใจให้ สูงกว่าโลกทางวัตถุ ก็คือสูงกว่าวัตถุนิยม ท่านได้มอบปณิธานไว้ ๓ ประการคือ ๑. ขอให้ศาสนิกของทุกศาสนาเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน ๒. ขอให้มีความร่วมมือระหว่างศาสนา ๓. ขอให้ช่วยให้มนุษย์ถอนตัวออกจากวัตถุนิยม ถ้าเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน แล้วก็เป็นเรื่องที่จะร่วมมือกันได้ เพราะทุกศาสนาล้วนเน้นเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา ทาน ศีล ภาวนา คือวิถีชีวิตที่พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ไปพ้นจากการติดอยู่ที่การแสวงหา ความสุขทางวัตถุหรือกามสุข ท่านอาจารย์พุทธทาสได้สร้าง "สื่อธรรม" ไว้เป็นจำนวนมากมโหฬาร ถ้าคนทั้งหลายได้อ่านพุทธ ทาสธรรมเป็นประจำจะเกิดความสุขอย่างประหลาด ทำให้ตัวเบา เป็นอิสระ มีความสุข มีความสว่างไสว เห็น ทางไป เพราะทุกคำสอนของท่านล้วนมุ่งลัดตัดตรงสู่อิสรภาพ หรือการหลุดพ้นจากความบีบคั้นของการยึด มั่นในตัวตน โดยธรรมชาติคนทุกคนมี "เครื่องรับ" (receptor) ธรรมอยู่ในตัว แต่ลัทธิวัตถุนิยม - บริโภคนิยม - เงินนิยม (วง.) ได้บดบังหรือทำลาย "เครื่องรับธรรม" ของมนุษย์ลงจนหมดสิ้น เมื่อไม่มีเครื่องรับธรรม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือพระเจ้าก็ไร้ความหมาย โบสถ์หรือพระเจดีย์ก็เป็นเพียงซากอิฐ ซากปูน พระพุทธรูปก็กลายเป็นของซื้อของขาย แต่ถ้ามี "เครื่องรับธรรม" อยู่ในตัว ก็จะรับธรรมเข้าตัวอยู่เป็นนิจ เพราะธรรมชาติแสดงธรรม ตลอดเวลา ประเทศไทยมีสัญลักษณ์แห่งธรรมเต็มไปหมดในรูปของโบสถ์ วิหาร พระเจดีย์ พระพุทธรูป พระสงฆ์ ถ้ามีเครื่องรับธรรมอยู่ในตัว เพียงเห็นสัญลักษณ์เหล่านี้ จิตก็จะแล่นเข้าสู่ธรรมทันที ทำให้เกิด ความสุข ความปิติ ความเป็นอิสระ และความรักอันไพศาล ธรรมวัตถุต่างๆ ที่เรามีเต็มประเทศจะกลับมี วิญญาณและมีคุณค่า ถ้าประชาชนมีเครื่องรับธรรม ที่จริงศาสนาต่างๆ ไม่ว่าพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู สิกข์ เป็นทุนอันยิ่งใหญ่ทั้งในทางศรัทธา ปัญญา สังคม และวัตถุ แม้ลัทธิวัตถุนิยม - บริโภคนิยม - เงินนิยม จะได้ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาในจิตใจ ของผู้คนเป็นอันมากทุกทาง ศาสนาก็ยังอยู่ถ้าช่วยกันสร้างเครื่องรับธรรมในจิตใจของมนุษย์ให้กลับคืนมา ศาสนาจะกลายเป็นทุนเพื่อการพัฒนาอันยิ่งใหญ่ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ อันเป็นชาตกาลครบหนึ่งศตวรรษของท่านอาจารย์พุทธทาสมหาเถระผู้ ทรงคุณ อันประเสริฐ คนไทยควรจะถือเป็นโอกาสที่จะศึกษาศาสนาธรรมกันให้มาก ๆ ตามศาสนาของตน ไม่จำกัดอยู่ เฉพาะพระพุทธศาสนาเท่านั้น ตามปณิธานอันกว้างขวางของท่านพระมหาเถระ เพื่อให้เครื่องรับธรรมใน จิตใจกลับคืนมา จะยังให้เกิดความสุขความเจริญ ทั้งในส่วนที่เป็นชีวิตของแต่ละบุคคลและสังคมเป็นส่วนรวม และถือเป็นโอกาสที่จะพัฒนาสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุขขึ้นมาให้ได้ สังคมไทยมีโครงสร้างที่พิการ ความพิการเชิงโครงสร้างทำให้เจ็บป่วยและวิกฤต จำเป็นต้องเข้า ใจความพิการเชิงโครงสร้างและทำโครงสร้างให้สมประกอบ เพื่ออำนวยให้เกิดความสุขสวัสดี ๔ # ๒. โครงสร้างทางสังคมที่ไม่เอื้อเฟื้อธรรม ลัทธิวัตถุนิยม - บริโภคนิยม - เงินนิยม (วบง.) ได้สร้างโครงสร้างทางวิธีคิดและโครงสร้างทางสังคม ที่ทำลายธรรมอย่างรุนแรง จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ในขณะที่ศาสนาต่างๆ ตั้งคำถามว่า "ความจริงคืออะไร ความดีคืออะไร" ลัทธิ วบง. ยุให้ถามว่า "ทำอย่างไรจะรวย" เมื่อตั้งคำถามว่า "ทำอย่างไรจะรวย" ก็สามารถทำได้ทุกอย่างที่จะทำให้รวย เช่น ตัดไม้ทำลายป่า ค้ากำไรเกินควร ฉ้อราษฎร์บังหลวง คอร์รัปชั่น ทุกชนิด บ้านเมืองเข้าไปสู่ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ช่องว่างทางเศรษฐกิจสังคมระหว่างคน จนและคนรวยห่างออกไปทุกทีๆ อันนำไปสู่ความขัดแย้ง ความรุนแรง และสงคราม ในสังคมที่ในสมัยโบราณก่อนที่จะมีการปกครอง มนุษย์ต่างทำมาหากินและสามารถใช้ ทรัพยากรธรรมชาติเสมอกัน ต่อมาเมื่อมีความชำนาญเฉพาะทางเกิดขึ้น จึงเกิดมีอาชีพแตกต่างกัน เป็นเหตุ ให้ต้องแลกเปลี่ยนสินค้าหรือการค้าขาย แหล่งที่แลกเปลี่ยนสินค้าหรือค้าขายก็กลายเป็นเมือง การปกครอง เกิดขึ้นเพราะความจำเป็นที่ต้องจัดระบบการอยู่ร่วมกันและเพื่อรวมตัวกันต่อสู้เพื่อป้องกันตัว หรือเพื่อไป รุกรานกลุ่มอื่น ความเป็นรัฐจึงเกิดขึ้น ต่อมาเกิดระบบเงินตราขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยน แต่เงินเป็นสมมติที่ทำให้มนุษย์มีความโลภได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สังคมก่อนมีระบบเงินกับหลังมีระบบเงิน แตกต่างกันอย่างลิบลับ เพราะก่อนมีเงินมนุษย์ไม่สามารถโลภได้มาก เพราะอาหารและเข้าของต่างๆ มี ข้อจำกัดในการสะสม แต่ตัวเลขของเงินไม่มีข้อจำกัด สามารถเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เงินได้เพิ่มอำนาจ ของมันขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้เราเห็นอำนาจบิญ ฯ เกิดขึ้น ๒ อย่าง คือ (๑) อำนาจรัฐ (๒) อำนาจเงิน แต่ยังมีอำนาจอีก ชนิดหนึ่งเกิดขึ้นคือ (๓) อำนาจความรู้ อำนาจรัฐและอำนาจเงินจะต้องการความรู้ประเภทที่มาสนับสนุน อำนาจรัฐและอำนาจเงิน ในขณะที่ชาวบ้านต้องการความรู้อีกประเภทหนึ่ง คือความรู้เพื่อดำรงชีวิตและเพื่อ การอยู่ร่วมกัน ความรู้เพื่อวิถีชีวิตคือ ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อำนาจรัฐและอำนาจเงินจะไม่สนใจภูมิ ปัญญาทางวัฒนธรรม อำนาจรัฐและอำนาจเงินจะกำหนดการศึกษาและการวิจัย การศึกษาและการวิจัยที่ เรียกว่าความรู้สมัยใหม่นั้นไม่ใช่ความรู้ที่เป็นกลาง แต่เป็นความรู้ที่รับใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจเงิน ไม่ใช่ ความรู้ที่รับใช้วิถีชีวิตของชาวบ้าน ในสังคมจึงเกิดโครงสร้างอำนาจ ๓ ขึ้น คือ อำนาจรัฐ - อำนาจเงิน - อำนาจความรู้ ที่ผนึกกัน เป็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่กำหนดความเป็นไปในสังคม เป็นตัวกำหนดให้คนรับรู้อะไร คิดอะไร บริโภคะไร และทำอะไร โดยคนส่วนใหญ่ไม่มีอิสรภาพที่จะดำเนินชีวิตไปตามธรรม (ชาติ) โครงสร้างอำนาจกำหนดให้ สังคมดำเนินไปบนเส้นทางวัตถุนิยม - บริโภคนิยม - เงินนิยม ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้กิเลสตัณหาเป็นเครื่อง ขับเคลื่อน ศาสนาสอนว่ากิเลสตัณหาเป็นของไม่ดี เป็นอกุศลมูล แต่การพัฒนาสังคมปัจจุบันใช้อกุศลมูลทุก อย่าง ศาสนาสอนว่ากิเลสตัณหาประกอบด้วย ตัณหา มานะ ทิฐิ **ตัณหา = ความอยากได้** **มานะ = การใช้อำนาจเหนือผู้อื่น** **ทิฐิ = การเอาความเป็นของตัวเป็นใหญ่** ๕ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาปัจจุบันจะใช้ตัณหา มานะ ทิฐิ ครบทุกอย่าง เมื่อสังคมขับเคลื่อนด้วยกิเลสตัณหาเช่นนี้ จึงมีปัญหาต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จนวิกฤตด้วยประการ ต่าง ๆ เช่น แก้ความยากจนไม่ได้ สร้างความเป็นธรรมทางสังคมไม่ได้ ป้องกันการทำลายสิ่งแวดล้อมไม่ได้ แก้ปัญหาเสพติดไม่ได้ แก้ปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กและสตรีไม่ได้ แก้ความรุนแรงไม่ได้ ทั้งๆ ที่มีปัญหา เช่นนี้ โครงสร้างอำนาจทางสังคมก็ล็อคสังคมไว้ เสมือนทุกคนถูกคุมขังไว้ในคุกทางสังคม ทำให้ไร้เสรีภาพ และไร้ศักยภาพ ทำให้ผู้คนรู้สึกหมดทางช่วย (helplessness) ความรู้สึกหมดหวัง (hopelessness) ความรู้สึกท้อแท้ (despair) แพร่กระจายทั่วไป เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับโครงสร้างอำนาจอันใหญ่โตและ หนักอย่างมหึมาที่กดทับสังคมอยู่ รวมทั้งกดทับศาสนาด้วย ! แล้วศาสนาจะมีน้ำยาอย่างไร ที่จะพัฒนาสังคมไทยแนวทางศาสนาไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม ## สังคมที่ฐานล่างอ่อนแอ ปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีปัญญารู้เท่าทัน มันจะหมดความเป็นปัญหา หรือทำให้แก้ปัญหาได้ ปัญหาสังคมปัจจุบันที่ว่าหนักหนาสาหัสนั้น ถ้าเรามีปัญญารู้เท่าทันก็สามารถแก้ปัญหาได้ ปัญหาปัจจุบัน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ถ้าเราสนใจเฉพาะปัญหาเชิงตัวบุคคล เราจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะ โครงสร้างกำหนดคุณสมบัติ โครงสร้างของอะตอมกำหนดคุณสมบัติความเป็นธาตุต่างๆ โครงสร้างของ กรรมพันธุ์กำหนดความเป็นแมว เป็นสุนัข เป็นคน เป็นต้นไม้นานาพันธุ์ โครงสร้างความเป็นเรือ กำหนดให้ ลอยน้ำได้ โครงสร้างของบ้านกำหนดให้อยู่อาศัยได้ โครงสร้างของสังคมก็กำหนดคุณสมบัติของสังคม โครงสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือพระเจดีย์ หรือสะพาน ฐานล่างต้องแข็งแรง และส่วนบน จะต้องเชื่อมกับฐานล่าง โครงสร้างทั้งหมดจึงจะทำงานได้มั่นคงและยั่งยืน สังคมก็เช่นเดียวกัน ที่ฐานล่าง จะต้องแข็งแรง และส่วนบนจะต้องเชื่อมกัน ฐานล่างสังคมทั้งหมดจึงจะเป็นรูปร่างมั่นคง และยั่งยืน แต่ที่ผ่าน มาส่วนบนของสังคมคือโครงสร้างอำนาจดังกล่าวในตอน ๒ ทำให้ฐานล่างอ่อนแอด้วยประการต่าง ๆ ทั้งดูด ทรัพยากรต่างๆ ไปเลี้ยงส่วนบน จัดระบบการศึกษาที่ทำให้ส่วนล่างอ่อนแอ สร้างนโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวยต่อความเข้มแข็งของส่วนล่าง ทำให้ฐานล่างของสังคมอ่อนแอ ส่วนบนของสังคมก็ ไม่เชื่อมโยงกับส่วนล่าง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา เศรษฐกิจ สุขภาพ หรือการสื่อสาร หลายคนที่ทำงานอยู่ใน กิจกรรมระดับชาติก็เป็นคนเก่งและเป็นคนดี แต่เพราะความที่ไม่เข้าใจฐานล่างของสังคม สิ่งที่คิดและทำจึง เหมือนเควังคว้างอยู่ในนภากาศ ไม่เชื่อมกับฐาน ลองนึกภาพคนไทยใครก็ตามเมื่อเข้าศึกษาจนจบ มหาวิทยาลัยในประเทศ แล้วไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วกลับมารับราชการ มีตำแหน่งสำคัญเพิ่มขึ้นเป็น ลำดับ ไม่มีการศึกษาส่วนใดที่จะทำให้เข้าใจฐานล่างของสังคม เพราะทั้งหมดลอยตัวอยู่ที่ "วิชา" ทั้งสิ้น เมื่อ เป็นดังนั้น การกำหนดนโยบายของรัฐจึงไม่สามารถแก้ไขความพิการเชิงโครงสร้างดังกล่าว จะเป็นเพราะไม่ เข้าใจหรือเพราะผลประโยชน์ก็ตาม ยิ่งเพิ่มความพิการดังกล่าวให้หนักขึ้น ปัญหาเชิงโครงสร้างในภาพใหญ่สรุปให้เหลือ ๓ คือ <page_number>๖</page_number> (๑) ฐานล่างของสังคมอ่อนแอและขาดสมดุล (๒) กิจกรรมในส่วนบนของสังคมลอยเควังคว้างไม่มีฐาน (๓) ขาดนโยบายของรัฐที่จะแก้ไขความพิการทั้ง ๒ ดังกล่าว เพื่อช่วยจินตนาการ ลองดูรูปที่ ๑ (ก) ๑ = ฐานล่าง (๒) กิจกรรมส่วนบน เช่น การศึกษา เศรษฐกิจ ๓ = นโยบาย (๔) ความดีงาม ที่ผุดบังเกิดขึ้นจากความถูกต้อง ของ ๑ + ๒ + ๓ (ข) สังคมปัจจุบันเหมือนพระเจดีย์ที่ผุพัง (๑) ฐานล่างผุพัง (๒) กิจกรรมข้างบน ไม่เชื่อมฐาน (๓) มีความดำมืดทาง นโยบาย (๔) ความดีงามไม่ปรากฏ รูปที่ ๑ แสดงพระเจดีย์ทางสังคม (ก) ที่เป็นไปอย่างถูกต้อง คือฐานล่างแข็งแรงและส่วนบนเชื่อมและตั้งอยู่ บนฐาน (ข) สภาพปัจจุบันที่ฐานปรักหักพัง และส่วนบนไม่เชื่อมส่วนล่าง รูป (ก) คือพระเจดีย์ที่แข็งแรงสวยงาม มียอดแหลมและแสงสว่างอันเป็นความดีงามที่เกิดจากความ ถูกต้อง รูป (ข) เป็นพระเจดีย์ที่ผุพังและไม่มีแสง เพราะโครงสร้างไม่ถูกต้อง ลองสมมติต่อไปนี้ว่าพระเจดีย์ย่อมประกอบด้วยอิฐบ้าง ทรายบ้าง ปูนบ้าง ฯลฯ มีผู้หวังดีพยายาม พัฒนาอิฐบ้าง ทรายบ้าง ปูนบ้าง เป็นส่วนแยกกัน พัฒนาให้วิเศษอย่างไรก็ไม่เกิดองค์พระเจดีย์ ถ้าไม่ ทำงานเชิงโครงสร้าง คือออกแบบและนำส่วนประกอบมาต่อเชื่อมตามโครงสร้างที่ควรเป็น ฉะนั้น การที่จะมีพระเจดีย์ทางสังคมที่แข็งแรง สวยงาม มีแสงสว่าง จะต้องมีการทำงานเชิง โครงสร้าง คือออกแบบพระเจดีย์และนำส่วนประกอบมาต่อเชื่อมกันตามโครงสร้าง ที่พูดนี้ไม่ได้แปลว่าการพัฒนาจิตใจไม่สำคัญ แต่ทำไปพร้อม ๆ กัน คือ จิตใจ + โครงสร้าง ทั้งสองมี ผลเสริมกัน อย่างใดอย่างเดียวไปไม่ถึงอีกอย่าง ๗ # สร้างฐานล่างด้วยอิฐ ๓ ก้อน ควรสร้างฐานล่างของสังคมให้แข็งแรงด้วยอิฐ ๓ ก้อน คือ ศาสนา - เศรษฐกิจพอเพียง - ชุมชนเข้มแข็ง อย่างเชื่องโยงกัน ถ้าอิฐทั้ง ๓ ก้อนนี้เชื่อม ประสานกัน จะทำให้เกิดความเหนียวแน่นและแข็งแรง กล่าวคือ **ศาสนา** สอนเรื่องความเมตตากรุณา เรื่องความร่วมมือกัน เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต เรื่องความขยัน ประหยัด พึ่งตนเอง อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัย การเรียนรู้และการ พัฒนาจิตใจให้สูงยิ่งขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นกุศลธรรม หรือธรรมขาว อันเป็นไปเพื่อความสุขความเจริญอย่าง แท้จริง ศาสนาจึงควรเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนา ไม่ใช่โลภะ - โทสะ - โมหะ อันเป็น อกุศลธรรมหรือธรรมดำที่ใช้ขับเคลื่อนการพัฒนากันอยู่ทุกวันนี้ อีกประการหนึ่ง ทุนทางศาสนาแม้ถูกทำลายไปมากด้วยลัทธิวัตถุนิยม - บริโภค นิยม - เงินนิยม ก็ยังมีอยู่ ถ้าได้รับความเข้าใจและให้กำลังใจว่าศาสนาเป็นพลังของการ พัฒนา ทุนทางศาสนาก็จะเติบโตแข็งแรงขึ้นโดยมียาก เพราะเป็นของที่มีอยู่แล้ว ประกอบด้วยรากเหง้าก็ยังอยู่ ศาสนาควรจะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจพอเพียงและชุมชนเข้มแข็ง เพราะเป็นที่ สอดคล้องเข้ากันได้ดี เมื่อเชื่อมประสานกันยิ่งทำให้แน่นหนาแข็งแรงขึ้น **เศรษฐกิจพอเพียง** เศรษฐกิจพอเพียงมีฐานอยู่ในศาสนธรรม คือความเมตตา กรุณา ความร่วมมือ กัน ความซื่อสัตย์สุจริต ความขยัน ความประหยัด การพึ่งพาตนเอง การอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม การดูแลสุขภาพและความปลอดภัย การเรียนรู้ และการพัฒนาจิตใจให้สูง ยิ่งขึ้น ระบบเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ มีผลอย่างรุนแรงต่อความรู้สึกนึกคิดและ พฤติกรรมทั้งของบุคคลและสังคม ถ้าระบบเศรษฐกิจผิดสังคมจะรวมไปทั้งหมด ระบบ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยโลภจริตไม่สามารถสร้างสังคมที่มีความสุขความเจริญได้ แต่ สังคมจะรวมและทำลายรากฐานและทุนต่าง ๆ ทางสังคม ระบบเศรษฐกิจพอเพียงมีฐานอยู่ในความถูกต้อง ถ้าโลกได้เรียนรู้จะเข้ามากอบกู้ มนุษยชาติจากวิกฤตการณ์ปัจจุบัน สังคมไทยพึ่งทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้ดี และนำมาขับเคลื่อนการ พัฒนา โดยเฉพาะในการสร้างฐานล่างของสังคมให้แข็งแรง และควรจะเชื่อมโยงกับศาสนา และชุมชนเข้มแข็ง เพราะเป็นเรื่องที่สอดคล้องกัน และถ้าเชื่อมประสานกันจะหนักแน่นและ แข็งแรงขึ้น อนึ่ง เนื่องจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันผู้ทรงเป็นธรรมราชา ได้มีพระราช ดำรัสเป็นอันมากเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง การที่สังคมไทยจะนำเศรษฐกิจพอเพียงมา ๘ เป็นเครื่องสร้างความอยู่เย็นเป็นสุข จะได้อานิสงส์จากการที่คนทั้งหลายมีความเคารพ ศรัทธาในองค์พระเจ้าอยู่หัว มาเป็นพลังในการขับเคลื่อนอีกด้วย หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ขัดกับหลักศาสนาใด ๆ เลย ฉะนั้นคำว่า "ศาสนากับเศรษฐกิจพอเพียง" ใช้ได้กับทุกศาสนาด้วย จะโดยแยกกันหรือร่วมกันก็ได้ เช่น พุทธศาสนากับเศรษฐกิจพอเพียง อิสลามกับเศรษฐกิจพอเพียง คริสต์ศาสนากับเศรษฐกิจพอเพียง ฮินดูกับเศรษฐกิจพอเพียง สิกข์กับเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น หรือจะมีความร่วมมือกันระหว่างศาสนาก็ยิ่งดี เศรษฐกิจพอเพียงจะเชื่อมโยงได้ ทุกศาสนา เพราะหลักการสอดคล้องกัน และคนในทุกศาสนาก็รักพระเจ้าอยู่หัว ร่วมกัน ศาสนากับเศรษฐกิจพอเพียงจึงน่าจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนสังคมไปสู่ความ ร่มเย็นเป็นสุข **ชุมชนเข้มแข็ง** ชุมชนเป็นฐานล่างของสังคม ถ้าคนในชุมชนอยู่แบบตัวใครตัวมัน ชุมชนก็จะอ่อนแอ แต่ถ้าคนในชุมชนรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ชุมชนก็จะเข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็งจะแก้ปัญหาและพัฒนาทุกเรื่อง ทั้ง เศรษฐกิจ - จิตใจ - ครอบครัว - ชุมชน - สังคม - วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพและความปลอดภัย พร้อมกันไป คนในชุมชนสามารถรวมตัวกันวิจัย ทำแผนแม่บทชุมชน และขับเคลื่อนการ พัฒนาที่ตนเองทำ ทำให้หลุดพ้นจากความยากจน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างเสริมสุขภาพ และสิ่งที่ดีงามอื่นๆ ได้ ตามปรกติชุมชนที่ถูกต้องจะสนใจประยุกต์ใช้ศาสนธรรม เพราะพบว่าการปฏิบัติ ตามศาสนธรรมช่วยให้ชุมชนเข้มแข็ง และพบว่าเศรษฐกิจชุมชนเป็นเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจวัตถุนิยม - เงินนิยม แต่เป็นเศรษฐกิจธรรมนิยม ซึ่งเห็นความเชื่อมโยง ระหว่างศาสนากับเศรษฐกิจพอเพียงได้ง่ายกว่าสังคมส่วนบนมาก อนึ่ง ศาสนาและชุมชนมักจะมีโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่แล้ว ในทางพุทธ มักพูดกันถึงโครงสร้าง "บวร" หรือ บ้าน วัด โรงเรียน ในชุมชนมุสลิมที่นับถือศาสนา อิสลามเราก็เห็นโครงสร้าง "สามเหลี่ยมชุมชนมุสลิม" คือ โต๊ะครู - โต๊ะอิหม่าม - คณะกรรมการอิสลามจังหวัด โต๊ะครูอยู่กับโรงเรียนเกี่ยวข้องกับความรู้ โต๊ะอิหม่ามเป็น หัวหน้ามัสยิดซึ่งเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทุกชนิดของชุมชน คณะกรรมการอิสลาม จังหวัดเป็นโครงสร้างที่สัมพันธ์กับอำนาจรัฐ การกระทำใด ๆ ถ้าเชื่อมโยงกับโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว จะง่าย สะดวก สอดคล้อง และเข้มแข็ง การกระทำใด ๆ ที่ลอยลงไปโดยไม่มีโครงสร้าง จะทำได้ยาก แปลกแยก หรือไปบั่นทอนโยงใยของชุมชน (community fabric) ให้ขาดจากกัน ทำให้ชุมชนแตก <page_number>๙</page_number> ที่ผ่านมาทางราชการเลือกที่จะใช้โครงสร้างใหม่ของทางราชการ โดยไม่คำนึงถึง โครงสร้างที่มีอยู่แล้วทางวัฒนธรรม ทำให้แปลกแยกและบั่นทอน พัฒนาไม่สำเร็จ แต่ทำให้ ชุมชนอ่อนแอ และแตกสลายลง ตรงนี้ทางการเมืองและราชการต้องระวังเป็นพิเศษ แม้ ปรารถนาดีมิใยต้องเอ่ยถึงการกระทำที่หวังผลทางการเมืองและการโกงกิน ที่จะไปทำให้ ชุมชนอ่อนแอและแตกสลาย ประเภทไปส่งเสริมให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยวก็ดี การไปยุให้ซื้อวัว จากออสเตรเลียซึ่งกลายเป็นวัวพลาสติกก็ดี ประเภทเอาเงินไปแจกก็ดี ประเภทจะแจกวัว ล้านตัวก็ดี เป็นเรื่องที่ต้องระวังทั้งสิ้น นี้ก็เป็นตัวอย่างประเด็นทางนโยบาย นโยบาย ผิดพลาดก่อความเสียหาย นโยบายที่ดีช่วยให้ดี การพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดีจึงเป็น กิจกรรมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการพัฒนาสังคมไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุข หลัก ๔ ประการในการสร้างสังคมสมประกอบ จากเหตุผลต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปเป็นหลักการพัฒนาสังคมอยู่เย็นเป็นสุขให้เหลือสิ้น ที่สุด ๔ ประการดังในรูปที่ ๒ คือ ๑. สร้างฐานล่างของสังคมให้เข้มแข็งด้วยอิฐ ๓ ก้อน ๒. ต่อเชื่อมการพัฒนาในส่วนบนของสังคมเข้ากับฐานล่าง ๓. พัฒนานโยบายสาธารณะให้สนับสนุน ๑ และ ๒ ๔. ใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือ ส่วนที่จะผุดบังเกิดขึ้นเอง ๓ นโยบาย สาธารณะ ๒ การพัฒนาต่าง ๆ ๑ ศาสนา เศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนเข้มแข็ง ๔ การจัดการความรู้ รูปที่ ๒ หลัก ๔ ประการในการพัฒนาสังคมอยู่เย็นเป็นสุข ๑ = สร้างฐานด้วยอิฐ ๓ ก้อน; ๒ = ส่วนบนของสังคมต่อกับฐาน; ๓ = นโยบายสาธารณะที่สนับสนุน ๑ และ ๒; ๔ ใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือ ๑๐ การสร้างฐานล่างของสังคมให้เข้มแข็งด้วยอิฐ ๓ ก้อน ได้กล่าวมาแล้วในตอนที่ ๔ การพัฒนาใน ส่วนบนของสังคม เช่น การศึกษา เศรษฐกิจ สุขภาพ การสื่อสาร ระบบยุติธรรม ฯลฯ ต้องต่อเชื่อมกับฐานล่างให้ได้ ซึ่งจะทำให้กิจกรรมต่างๆ เหล่านั้นมีความหมาย มีการเรียนรู้และการวิจัย ที่ทำให้ฐานล่างเข้มแข็ง กิจกรรมข้างบนกับข้างล่างจะประสานและส่งเสริมความเข้มแข็งซึ่งกันและกัน มิใช่ ส่วนบนบ่อนเซาะส่วนล่างให้อ่อนแอ และสังคมทั้งหมดทรุดตัวลงอย่างที่ผ่านมา ควรมี กระบวนการนโยบายสาธารณะ ให้นโยบายต่างๆ สนับสนุนความเข้มแข็งของฐานล่างของ สังคม และสนับสนุนการเชื่อมต่อระหว่างกิจกรรมการพัฒนาต่างๆ ข้างบนกับฐานล่าง มิใช่ทำให้ส่วนทั้ง ๒ อ่อนแอ เช่นที่ผ่านมา ที่กล่าวทั้งหมดทั้ง ๓ ประการ เป็นเรื่องยาก เพราะมีบุคคล องค์กร สถาบัน เกี่ยวข้องอยู่มาก ต่างมี ความเข้าใจพฤติกรรมและความยึดถือแตกต่างกัน การจัดการความรู้จะส่งเสริมให้ทุกฝ่ายเข้ามาเรียนรู้ ร่วมกันในการปฏิบัติ เป็นกระบวนการที่ประกอบด้วยคุณธรรม ๘ ประการ และเป็นกระบวนการที่บูรณาการ ศักยภาพของมนุษย์ทั้ง ๔ มิติ เข้ามาด้วยกัน คือ กาย - จิต - สังคม - ปัญญา เป็นกระบวนการทางบวกที่ ทรงพลังยิ่ง สามารถปลดปล่อยมนุษย์ ศักยภาพเสรีภาพและความสุขได้ " กระบวนการจัดการความรู้ที่ดีจะนำไปสู่จิตสำนึกใหม่และการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ทั้งในตัวตนและในองค์กร และก่อให้เกิดโครงสร้างใหม่ ที่ปรับเปลี่ยนจากองค์กร ทางดิ่งที่ใช้อำนาจอันมีพลังสร้างสรรค์น้อย ไปสู่โครงสร้างเครือข่ายที่ใช้การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเข้า มาแทนที่การใช้อำนาจ ทำให้มีพลังสร้างสรรค์มาก สังคมปัจจุบันถักทอกันด้วยทิฐิ วิธีคิด ผลประโยชน์ ความเคยชิน และโครงสร้างต่างๆ อย่างแน่น หนา ยากที่จะมีใครเห็นทั้งหมด ต่างคนต่างเห็นเฉพาะส่วนที่ตัวอยู่และคุ้นเคย และพัฒนาเป็นส่วนๆ ตามที่รู้ เห็น ไม่มีทางแก้ปัญหาด้วยการเอาชนะคานกัน ด้วยการใช้ความเห็นหรืออำนาจใด ๆ หรือโดยแบ่งฝ่าย แบ่งพวก แบ่งชนชั้น เพราะไม่มีฝ่าย พวก หรือชนชั้นใดที่จะฝ่าความยากลำบากที่ขวางกั้นนำพาสังคมไปสู่ ความร่มเย็นเป็นสุขได้ ทุกฝ่าย ทุกพวก ทุกชนชั้น ทุกเรื่อง ทั้งกาย ใจ สังคมและปัญญา ล้วนมีความสำคัญ การจัดการความรู้ให้ความสำคัญต่อทุกฝ่าย ทุกพวก ทุกชนชั้น และต่อทุกเรื่องทั้งกาย ใจ สังคม และปัญญา พร้อมกันหมด และเป็นกระบวนการที่นำคนทั้งหมดเข้ามาเรียนรู้ร่วมกันด้วยความเคารพใน ความรู้ ความชำนาญ หรือความดีที่มีอยู่ในตัวคนทุกคน ทำให้เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) ซึ่งเป็นปัญญา ของคนทั้งหมดร่วมกัน ซึ่งมีพลังมากพอที่จะเอาชนะอุปสรรคยาก ๆ ที่ขวางกั้นได้ การจัดการความรู้จึงเป็นเครื่องมือที่จะ (๑) ส่งเสริมการสร้างฐานล่างของสังคมให้เข้มแข็งด้วยอิฐ ๓ ก้อน (๒) ส่งเสริมการต่อเชื่อมกิจกรรมในส่วนบนของสังคมเข้ากับฐานล่าง และ (๓) ส่งเสริมการพัฒนา นโยบายสาธารณะให้สนับสนุน (๑) และ (๒) หากศึกษาให้เข้าใจหลัก ๔ ประการ ในการพัฒนาสังคมอย่างแจ่มแจ้งก็จะเป็นคุณต่อการพัฒนา สังคมไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุข * ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน "การจัดการความรู้ : กระบวนการปลดปล่อยมนุษย์สู่ศักยภาพ เสรีภาพและ ความสุข" โดยประเวศ วะสี จัดพิมพ์โดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม, ธันวาคม ๒๕๔๘ ๑๑ # ๖. การพัฒนาโดยเฉพาะพื้นที่เป็นตัวตั้ง คือจุดยุทธศาสตร์ หลัก ๔ ประการของการพัฒนาสังคมที่กล่าวถึงในตอน ๕ ถ้าทำที่ส่วนกลางจะยากมากที่จะเข้าใจ เพราะส่วนกลางลอยตัวและแยกส่วน แต่ถ้าเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งจะเข้าใจและปฏิบัติง่ายขึ้น เพราะในพื้นที่จะ บูรณาการเรื่องต่างๆ เข้ามาด้วยกัน ไม่ได้แยกเป็นเรื่องๆ เหมือนกระทรวง ทบวง กรม และภาควิชาการ นอกจากนั้นในพื้นที่มีภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่เข้าใจซึมซับเรื่อง ศาสนา -เศรษฐกิจพอเพียง - ชุมชน เข้มแข็ง ได้ง่ายอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ยุทธศาสตร์คือส่งเสริมสนับสนุนความเคลื่อนไหวเรื่องศาสนา - เศรษฐกิจพอเพียง - ชุมชน เข้มแข็ง ในพื้นที่ ทั้งระดับชุมชนและระดับจังหวัดทั้งจังหวัด พร้อม ๆ กับดึงกลไกต่างๆ เข้ามาสนับสนุนทั้งทางวิชาการและทางนโยบาย โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ซึ่งเกิดขึ้นจากการจัดการความรู้ ## ศาสนา - เศรษฐกิจพอเพียง - ชุมชนเข้มแข็ง ในเวลา ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา คนไทยส่วนหนึ่งให้องค์กรพัฒนาบางองค์กรร่วมกับชาวบ้าน ได้เรียนรู้ แล้วว่า คนไทยส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็งทำอย่างไร และรู้ว่าชุมชนเข้มแข็งจะแก้ปัญหาความยากจนและ ปัญหาอื่นๆ พร้อมกันไปอย่างบูรณาการ ปัญหาเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยง กัน ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาทีละอย่าง ๆ แบบแยกส่วน เช่น แก้ความยากจนโดยเอกเทศ แก้เรื่องจิตใจโดย เอกเทศ แก้เรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเอกเทศ แก้เรื่องไม่มีที่ทำกินโดยเอกเทศ วิธีทำแบบแยกส่วนเช่นนี้ทำกันมา นานแล้ว โดยไม่ประสบผลสำเร็จอย่างใด แต่ภาครัฐก็ยังคงทำดังนั้นต่อไป เพราะทางราชการทำงานโดยเอา กรมเป็นตัวตั้ง กรมแต่ละกรมก็มีหน้าที่เฉพาะอย่าง จึงทำอย่างเฉพาะอย่างแบบแยกส่วนดังกล่าว ยุทธศาสตร์การพัฒนาจึงต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะความเป็นจริงในพื้นที่นั้นทุกอย่างเชื่อมโยงเป็นบูรณาการ ไม่ได้แยกเป็นกรม ๆ เหมือนทาง ราชการ ฉะนั้น กรมต่างๆ ไม่ควรเป็นผู้เข้าไปทำเอง แต่สนับสนุนชุมชนตามความริเริ่ม และความต้องการ ของชุมชน ขณะนี้ชาวบ้านในหลายชุมชนรวมตัวกันทำการวิจัยเรื่องของชุมชนเอง เช่น เรื่องเศรษฐกิจชุมชน ทำให้รู้ว่าทำไมยากจนและไม่หลุดออกจากความยากจนไปได้ ทำให้ปรับพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค เช่น ปรับจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ไปเป็นทำหลายอย่างเชื่อมโยงกันเป็น Cluster บางครั้งทำอาชีพ ๓๐-๔๐ อย่างเชื่อมโยงกัน ที่เรียกว่าวิสาหกิจชุมชน เป็นเศรษฐกิจชุมชนอันแข็งแรงหรือเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้หลุด ๑๒ พ้นจากความยากจนอย่างถาวร รวมทั้งพัฒนาอย่างอื่นๆ พร้อมกันไปด้วย คือ จิตใจ - ครอบครัว - ชุมชน - สังคม - สิ่งแวดล้อม - วัฒนธรรม - สุขภาพ และความปลอดภัย ชาวบ้านได้เอาผลวิจัยไปทำแผนแม่บทชุมชน ซึ่งเป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการ เนื่องจากเป็นแผน ที่ชาวบ้านทำเอง ชุมชนจึงสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผนได้ ถ้าเป็นแผนพัฒนาที่ทางราชการยัดเยีย ดลงไป ทำนอง "ทางการเข้าสั่งมาว่า ... " ชาวบ้านจะไม่เข้าใจและขับเคลื่อนการพัฒนาไม่ได้ ทำนอง "ผู้ใหญ่ ลีกับสุกร" เมื่อชุมชนขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผนแม่บทชุมชนก็จะเกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการและเกิด ความร่มเย็นเป็นสุข ศาสนาทุกศาสนา และกระบวนการเศรษฐกิจพอเพียง ควรจะเชื่อมโยงกับกระบวนการชุมชน เข้มแข็ง ถ้าชุมชนเข้มแข็งทั้งประเทศ มีเศรษฐกิจพอเพียง และปฏิบัติตามหลักศาสนธรรม ฐานล่างของ สังคมจะแข็งแรงมาก สามารถรองรับการเติบโตของสังคมทั้งหมดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน องค์กรต่างๆ ที่ทำงานเรื่องชุมชนเข้มแข็งมาจนชำนาญ ควรจะรวมตัวกันเป็นเครือข่ายส่งเสริม ชุมชนเข้มแข็งและเศรษฐกิจพอเพียง ทำแผนส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งและเศรษฐกิจพอเพียงทั้งประเทศ และดึงส่วนต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งทางราชการ วิชาการ ธุรกิจ สื่อมวลชน การเมือง เพื่อเรียนรู้ร่วมกันใน การปฏิบัติ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติของคนไทยทุกฝ่ายในการส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งและ เศรษฐกิจพอเพียง คือจุดแตกหักของการสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุข ฉะนั้น เครือข่ายส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งและเศรษฐกิจพอเพียง จะต้องทำตรงนี้ให้ได้ ควรมี คณะทำงานส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งและเศรษฐกิจพอเพียงที่เข้มแข็ง ทำงานเต็มเวลา มีความสามารถใน การจัดการความรู้สูง ที่จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติของคนไทยทุกฝ่ายในการส่งเสริม ชุมชนเข้มแข็งและเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าทำได้ จะยกระดับการเรียนรู้ร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศครั้งมโหฬาร และก็ไม่ใช่การเรียนรู้ ชีวิตจริง ปฏิบัติทั้งเรื่อง เศรษฐกิจ - จิตใจ - ครอบครัว - ชุมชน - สังคม - วัฒนธรรม -สุขภาพและความ ปลอดภัย พร้อมกันไปอย่างบูรณาการ ซึ่งเป็นการเรียนรู้เพื่อสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขทั้งประเทศ การพัฒนาจังหวัดทั้งจังหวัดอย่างบูรณาการ การพัฒนาชุมชนทำอย่างไร เราค่อนข้างรู้แล้วพอสมควรถึงขั้นควรพัฒนาชุมชนทั้งประเทศดังกล่าว ข้างต้น แต่การพัฒนาจังหวัดทั้งจังหวัดอย่างบูรณาการมีขอบเขตกว้างขวางขึ้น มีหลายมิติมากขึ้น มีความ ซับซ้อนมากขึ้น เรายังไม่มีความสามารถพอที่ตรงนี้ แต่เครือข่ายส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งและเศรษฐกิจ พอเพียง ควรจะขยับมาทดลองทำการพัฒนาจังหวัดทั้งจังหวัดอย่างบูรณาการเป็นบางจังหวัดก่อน ในระดับจังหวัดมีองค์กรที่เกี่ยวข้องมากทั้งฝ่ายภูมิภาค ท้องถิ่น องค์กรของราชการส่วนกลาง ภาค ธุรกิจเอกชน ภาควิชาการที่บางจังหวัดก็มีถึงระดับอุดมศึกษา ยังมีฝ่ายการเมือง ซึ่งนอกจาก สส. และ สว. แล้วยังมีรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งที่รับผิดชอบดูแลกลุ่มจังหวัด รวมแล้วมีทรัพยากรหลากหลายมากมาย เกินพอที่จะสร้างความร่มเย็นเป็นสุขทั้งจังหวัด ถ้ามีการจัดการให้มีการเรียนร่วมกันในการปฏิบัติได้ การทำงานอาจมีขั้นตอนและความหมายดังต่อไปนี้ (๑) สำรวจศักยภาพของจังหวัด โดยสำรวจว่าในจังหวัดมีใครหรือองค์กรใดที่กำลังทำอะไรดี ๆ อยู่บ้าง จะเป็นองค์กรหรือบุคคลใดก็ตาม เช่น ชุมชน ครู พระ พัฒนากร เกษตรตำบล เทศมนตรี มีเครือข่าย ๑๓ อะไรอยู่แล้วบ้าง ฯลฯ สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) และ สคส. (สถาบันส่งเสริมการจัดการ ความรู้เพื่อสังคม) ซึ่งทำงานนำร่องในเรื่องนี้อยู่แล้ว ควรจะรับผิดชอบประสานงานการสำรวจศักยภาพ จังหวัด และทำระบบข้อมูลศักยภาพจังหวัด (๒) นำข้อมูลศักยภาพจังหวัดเผยแพร่ให้รู้กันทั่ว จังหวัดต่างๆ มักจะมองเฉพาะด้านปัญหา ซึ่งทำให้เกิดอารมณ์ทางลบต่างๆ ข้อมูลศักยภาพจังหวัดซึ่งบอกถึงความสำเร็จ ความน่าภาคภูมิใจใน เรื่องต่างๆ จะก่อให้เกิดความปิติ ยินดี มีกำลังใจ มองเห็นทางไป และเกิดความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะทำให้ จังหวัดทั้งจังหวัดดีขึ้น (๓) จัดประชุมเครือข่ายส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดบูรณาการในจังหวัดนั้นๆ เพื่อเอาข้อมูล ศักยภาพมาพิจารณาว่าจะส่งเสริมสิ่งดีๆ ในจังหวัดให้ขยายตัวออกไปได้อย่างไร นี้อาจเรียกว่าที่ประชุม นโยบายพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการ ประกอบด้วยผู้ปฏิบัติ ผู้บริหาร นักวิชาการ ผู้สนับสนุนเชิงนโยบาย ถ้ามีการประชุมอย่างสม่ำเสมอ เช่นทุกหนึ่งเดือน มีองค์ประกอบของผู้ร่วมประชุมเหมาะสม มีผลการวิจัย สถานการณ์สนับสนุนการประชุม กลไกนี้จะทั้งแก้ปัญหาที่ติดขัด ไม่ว่าจะเป็นเชิงเทคนิค หรือเชิงการบริหาร หรือเชิงนโยบายไปได้ในตัว โดยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติจริง (คือการพัฒนาจังหวัด) ของผู้เกี่ยวข้อง ทุกฝ่ายตั้งแต่ชุมชนไปจนถึงรัฐบาล เช่นอะไรที่ติดขัดในทางการบริหารหรือทางนโยบายในระดับสูง รอง นายกรัฐมนตรีที่ดูแลจังหวัดนั้นอยู่ในฐานะจะช่วยแก้ติดขัดไปได้ รวมทั้งเป็นการเรียนรู้อย่างดีสำหรับตัวท่าน เองด้วย (๔) จังหวัดทั้งจังหวัดกลายเป็นมหาวิทยาลัยชีวิตที่มีการเรียนรู้ร่วมกันทั้งจังหวัด โดยที่ วิธีการดังกล่าวข้างต้นเป็นวิธีการทางบวก คืออาศัยภาพและความสำเร็จมาชื่นชมและขยายตัว และเป็น วิธีการที่ให้เกียรติทุกคนที่เกี่ยวข้อง จะมีผู้เข้าร่วมกระบวนการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดเป็น การเรียนรู้ สร้างความรัก ความเห็นใจกัน เกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) เมื่อเกิดความเชื่อถือไว้วางใจ กัน ผู้คนจะมีความสุขมากในการที่ได้ทำงานร่วมกัน เรื่องยากๆ จะกลายเป็นง่าย ทำให้พัฒนาและแก้ปัญหา ได้มากขึ้นตามลำดับร่วมกันของคนทั้งจังหวัด เป็นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทุกเรื่องอย่างบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ - จิตใจ - ครอบครัว - ชุมชน - สังคม -วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพและความปลอดภัย เป็นการศึกษา ในรูปใหม่ คือศึกษาจากการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติจริง กระบวนการพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการนี้จะ ไปถึงการศึกษาในระบบให้ปรับตัวไปสู่การศึกษาจากชีวิตจริงและปฏิบัติจริง จังหวัดทั้งจังหวัดจะกลายเป็น มหาวิทยาลัยชีวิตที่คนทั้งจังหวัดเป็นทั้งครูและนักเรียน ร่วมเรียนรู้กันในการพัฒนาทุกเรื่อง เป็นการที่พัฒนา ทั้งการศึกษา ศาสนา สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัย พร้อมกันหมด เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขทั้งจังหวัด (๕) คณะทำงานส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการ ในแต่ละจังหวัด ต้องมี คณะทำงานส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการที่มีความสามารถสูง ทำงานเต็มเวลา จัดการความรู้ เป็น ทำหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้กันของทุกฝ่าย ฉะนั้นต้องมีความสามารถประสานงานได้ยาวไกล จากชาวบ้านจนถึงผู้บริหารระดับสูง ความสำเร็จจะอยู่ที่การคัดสรรคณะทำงานที่เหมาะสม (๖) การขยายตัวไปยังจังหวัดอื่นๆ เมื่อได้มีการทดลองส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณา การเป็นบางจังหวัด จะได้มีการเรียนรู้การบริหารจัดการ ซึ่งสามารถขยายตัวไปยังจังหวัดอื่น ๆ ต่อไปได้ แต่ต้องมีการเตรียมการขยายแต่เนิ่นๆ เพราะทุกจังหวัดจะต้องการทำอย่างนี้บ้าง กระบวนการพัฒนาในแต่ ละจังหวัดอาจจะแตกต่างกันไปตามภูมิสังคมของแต่ละจังหวัด เมื่อจังหวัดทุกจังหวัดกลายเป็นมหาวิทยาลัย ชีวิตที่ทุกคนเรียนรู้ร่วมกันในชีวิตจริงและปฏิบัติจริง และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างจังหวัด ประเทศทั้ง ๑๔ ประเทศเป็นประเทศแห่งการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติจริงของการพัฒนาอย่างบูรณาการ ส่งเสริมให้เกิด ความร่มเย็นเป็นสุข (๗) การพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการจะก่อให้เกิดการปฏิรูปต่าง ๆ ประเทศต้องการการ ปฏิรูปต่างๆ เช่น ปฏิรูปสังคมเศรษฐกิจ ปฏิรูปจิตใจ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบสุขภาพ ปฏิรูป การงบประมาณ ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปการเมือง ฯลฯ แต่การปฏิรูปเหล่านี้มักไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะ ไปเน้นที่การปฏิรูปองค์กรและกลไก ทำให้เกิดความหวาดกลัว การถกเถียงและต่อสู้ ไม่มีใครเชื่อใคร และก็ ไม่ทราบว่าเชื่อได้หรือไม่ แต่การพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการตามที่กล่าวมา เนื่องจากเป็นวิธีการทางบวก มีการให้เกียรติ ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย และชื่นชมในผลสำเร็จร่วมกัน ในกระบวนการดังกล่าว จะดึงให้เกิดการปฏิรูปต่างๆ ตามมา ทั้งการศึกษา สังคม เศรษฐกิจ ระบบราชการ ฯลฯ เพราะทุกฝ่ายมีส่วน ร่วมและเห็นได้ด้วยตนเอง(สันทิษฐ์โก) ว่าทำอย่างนี้ดี ไม่ใช่เพราะใครมาบีบบังคับ ปัจฉิมกถา สังคมสมัยใหม่เป็นสังคมที่เชื่อมโยงซับซ้อนหลายมิติ มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยาก จนไม่มีใครแก้ได้ ความเป็นสังคมซับซ้อนเกิดขึ้นโดยรวดเร็ว เร็วกว่าการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของมนุษย์ คนส่วนใหญ่คิดแบบง่าย และตรง (simple and linear) ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพความซับซ้อน การคิดเชิงอำนาจก็ดี การคิดแบ่งขั้ว เชิงขาวดำประเภทเราขาวคนอื่นดำก็ดี หรือวิธีคิดแบบแยกส่วนตายตัว ทำให้ไม่พบทางออกจากปัญหาเชิง โครงสร้างอันซับซ้อนและยาก เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ก็พาให้ท้อถอยบ้าง หมดหวังบ้าง กล่าวโทษกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ใช้ความ รุนแรงบ้าง หรือหันเข้าหายาเสพติด หรือการฆ่าตัวตาย ทั้งหมดไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาแต่อย่างใด ถ้าใช้วิธีคิดแบบ "อิทัปปัจจยตา" ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสสอน จะไม่คิดเชิงอำนาจ จะไม่คิดเชิงแบ่ง ขั้ว จะไม่คิดแบบแยกส่วนตายตัว จะไม่โกรธเมื่อเห็นอะไรที่ไม่ถูกใจขึ้น เพราะรู้ว่ามีเหตุปัจจัยให้เป็นเช่น นั้นเอง เมื่อไม่โกรธก็จะมีความเมตตาสูง ความมีเมตตาทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้เกิดความเชื่อถือ ไว้วางใจกัน ทำให้สามารถเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติและเกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) ปัญญาร่วม เท่านั้นจึงจะมีพลังมากพอที่จะออกจากกับดักของสังคมปัจจุบัน หลักอิทัปปัจยตาจะทำให้เป็น พหุปัจจัยทั่วพร้อม (Co - arising) ไม่ใช่ปัจจัยเดียวแยก ๆ กัน จะทำ ให้เข้าใจว่าทำไมการทำอะไรแต่ละอย่างแยกกันจึงไม่ได้ผล เช่น แก้ความยากจนโดยเอกเทศ ปฏิรูปที่ดินโดย เอกเทศ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยเอกเทศ แก้ฝนแล้งที่หนึ่ง แก้น้ำท่วมที่หนึ่ง ฯลฯ รวมทั้งการใช้เครื่องมือ แก้ปัญหาทางกาย (วัตถุ) จิต สังคม ปัญญา ทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ได้ผล เช่น พัฒนาวัตถุอย่างเดียว พัฒนาจิตอย่างเดียว พัฒนาสังคมอย่างเดียว พัฒนาการศึกษาอย่างเดียว แยกทำเป็นส่วน ๆ ย่อมประสบ ความติดขัด ที่นำเสนอนี้เป็นวิธีคิดและทำแบบบูรณาการ คือแก้ปัญหาหรือพัฒนาเศรษฐกิจ - จิตใจ -ครอบครัว - ชุมชน - สังคม - วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพและความปลอดภัย พร้อมกัน ซึ่งทำไม่ได้โดยเอากรม ๑๕ เป็นตัวตั้ง แต่ต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง นอกจากนั้นต้องบูรณาการศักยภาพของมนุษย์ทั้ง ๔ มิติเข้ามาพร้อมกัน คือ กาย - จิต - สังคม - ปัญญา การจัดการความรู้ คือกระบวนการพัฒนา ศักยภาพของมนุษย์ทั้ง ๔ มิติ เข้ามาใช้อย่างบูรณาการพร้อมกัน ไม่ใช่ธรรมะแบบแยกส่วน คือพัฒนาจิตอย่างเดียว แต่เป็นธรรมะบูรณาการพร้อมกัน ตามแนวที่เรียกว่าพหุปัจจัยทั่วพร้อม (Co-arsing) ในกระบวนการทำงานนี้จะทำให้เกิด จิตสำนึกใหม่ ซึ่งเป็นจิตใหญ่และเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ในตัวเอง ที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดใหม่ มองสรรพสิ่งและเพื่อนมนุษย์ในทัศนะใหม่ และมีพฤติกรรมใหม่ การทำอะไรๆ โดยเป็นเพียงกลไกเท่านั้น ไม่ได้ผลแท้จริงและจีรังยั่งยืน แต่การเกิดจิตสำนึกใหม่และการเปลี่ยนแปลงขึ้นพื้นฐานในตัวตนเท่านั้น จึงจะทำให้ฝ่าความยากไปสู่สังคมร่มเย็นเป็นสุขได้ ที่นำเสนอมานี้ไม่ได้มุ่งการวิพากษ์วิจารณ์หรือทุ่มเถียงเอาชนะกันเพราะเป็นเรื่องตื้นเกิน แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งเกิดขึ้นได้จากการทำงานร่วมกัน ด้วยความคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในตัว อาศัยความเมตตาและความเคารพซึ่งกันและกัน สามารถเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เกิดเห็นคุณค่าและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ชื่นชมในผลสำเร็จร่วมกัน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปองค์กรและระบบต่างๆ ตามมาโดยไม่ยากนัก ซึ่งตรงข้ามกันกับการเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปองค์กร ที่กล่าวมานี้ถ้าจะเรียกว่าเป็นการศึกษาแนวใหม่ ไม่ใช่การศึกษาแบบท่อง "วิชา" ซึ่งเป็นการแยกส่วน ได้ผลน้อย แต่เป็นการศึกษาที่ประกอบด้วยการเรียนรู้ร่วมกันในชีวิตจริงและปฏิบัติจริง คือเรียนรู้ร่วมกันในการทำงานให้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งนอกจากผลสำเร็จในงานคือการพัฒนาอย่างบูรณาการแล้ว ยังเป็นการพัฒนาตัวเองและพัฒนาระบบงานไปด้วยในตัว ซึ่งน่าจะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะแสวงหาและช่วยให้เพื่อนมนุษย์ได้พบกระบวนการเรียนรู้ที่ดี เพราะกระบวนการเรียนรู้ที่ดีเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ เพราะจะปลดปล่อยมนุษย์ไปสู่อิสรภาพ ศักยภาพ เกิดความรักอันไพศาลและความสุข อันจักเป็นไปเพื่อการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขถ้วนหน้า หรือการพันทุกข์ร่วมกัน --- ๑๖ PQET พุทธทาสานุสรณ์ การประกอบโครงสร้างสังคม เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2006

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
30% Match
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
30% Match
ปฏิรูปตำรวจ: ประชาชนถนอมรักตำรวจ – ตำรวจถนอมรักประชาชน
28% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• พุทธศาสนากับสังคม

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2006

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้