auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
ศ.นพ. ประเวศ วะสี ได้เขียน บทความ กระชับพื้นที่ขึ้นมาจากข้างล่าง ในการเสนอแนวทางบริหารจัดการชุมชน สังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นต่างๆที่น่าสนใจ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# กระชับพื้นที่ขึ้นมาจากข้างล่าง ## ประเวศ วะสี ๑. ความล้มเหลวของ ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างได้สำเร็จจากยอด เพราะ ประเทศไทย เกิดจาก จะพังลง ๆ เนื่องจากไม่มีฐานรองรับ พระเจดีย์ต้อง พยายามสร้างพระเจดีย์ สร้างจากฐาน ฐานที่แข็งแรงจะรองรับองค์พระเจดีย์ จากยอด และยอดให้มั่นคง ฐานของประเทศคือชุมชนท้องถิ่น ในรอบ ๑๐๐ ปี ที่ผ่านมาเราพยายาม พัฒนาประเทศที่ข้างบน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยละทิ้งฐานหรือทำลายฐาน สังคมจึงพังลง ๆ และวิกฤตด้วยระบบการศึกษาอย่าง ที่ทำมา ๑๐๐ กว่าปี (ซึ่งมีคนเตือนแล้วว่าจะทำให้คนไทยขาดจากรากเหง้าของตัว คนเตือน คือ พระมหาสมณะเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส) ได้สร้างคนไทยขึ้นมา ๔ - ๕ ชั่วคน ที่ไม่ เข้าใจความจริงประเทศไทย ชนชั้นนำทั้งหมด อันได้แก่นักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจและสื่อมวลชน ล้วนไม่เข้าใจสังคมข้างล่าง ทำให้พัฒนาไม่สำเร็จและประเทศยุ่ง เหยิงไปหมด แล้วก็ยังมองไม่เห็นทางออก ควรพากันไปเรียนรู้จากข้างล่าง ข้างล่างมีอะไร ดี ๆ เกิดขึ้นมาก จะช่วยให้มองเห็นทางออก ๒. สภาผู้นำชุมชน ที่บ้านหนองกลางดง กิ่งอำเภอสามร้อยยอด และสภาประชาชน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ผู้ใหญ่โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ ที่หนองกลางดง เป็นผู้ใหญ่บ้านมี "การก่อตัว" ของสภาผู้นำชุมชน มีสมาชิกทั้งหมด๕๙ คน ผู้นำที่เป็นทางการมี ๓ คน คือผู้ใหญ่บ้าน ๑ กับสมาชิก อบต. ตาม กฎหมาย ๒ คน นอกนั้นเป็นผู้นำที่ไม่เป็นทางการ ผู้นำที่ไม่เป็นทางการหรือผู้นำตาม ธรรมชาตินี้มีอยู่ทั่วไป เช่น ผู้นำกลุ่มอาชีพต่างๆ ผู้นำกลุ่มสตรี ผู้นำกลุ่มการเงินชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ศิลปิน ครู พระ ฯลฯ ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้ โดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติดีกว่าผู้นำโดยการเลือกตั้งหรือโดย การแต่งตั้ง ได้แก่ คุณสมบัติ ๕ อย่าง คือ (๑)เป็นคนเห็นแก่ส่วนรวม (๒)เป็นคนสุจริต (๓) เป็นคนฉลาด (๔)เป็นคนที่สื่อสารเก่ง (๕)เป็นคนที่ยอมรับของคนทั่วไป ถ้าเป็นคนไม่เห็นแก่ ส่วนรวมหรือไม่สุจริต ชาวบ้านเขาก็รู้และไม่เป็นที่ยอมรับ ผู้นำตามธรรมชาติเกิดจากการ ทำงานร่วมกัน แล้วปรากฏขึ้นมาเองแก่คนทั้งหลาย โดยไม่มีใครมาแต่งตั้งหรือเลือกตั้ง สภาผู้นำชุมชนเกิดจากการ ก่อตัวขึ้นมาเอง (Self-organized) โดยไม่มีใครแต่งตั้ง ตรงนี้ต้องการความเข้าใจและการเห็นคุณค่า การแต่งตั้งนั้นมีปัญหามากว่าผู้แต่งตั้งเป็นใคร แต่งตั้งใคร แต่งตั้งเพราะอะไร แต่งตั้ง ถูกตัวคนที่มีฉันทะและคุณสมบัติเหมาะกับงานหรือไม่ คณะกรรมการที่เป็นทางการจึงมี มากมายที่ทำงานไม่ได้ผล มายาคติอย่างหนึ่งในสังคมไทยคือการนิยมความเป็นทางการ มากกว่าความไม่เป็นทางการ ความจริงความไม่เป็นทางการมีมาก่อนความเป็นทางการ ใหญ่กว่า เป็นธรรมชาติที่เป็นความจริงมากกว่า และได้ผลดีกว่า ขั้นตอนของกระบวนการชุมชนมีดังนี้ (๑) สภาผู้นำชุมชน ก่อตัวขึ้นมาเอง มีประมาณ ๔๐ - ๕๐ คน (๒) ทำการสำรวจข้อมูลชุมชน ข้อมูลเป็นฐานให้คิดออกว่าควรทำอะไร (๓) ทำแผนชุมชน แผนชุมชนมักจะเป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการตามความ ต้องการของชุมชน (๔) นำแผนชุมชนเสนอสภาประชาชน สภาประชาชนคือที่ประชุมของคนทั้งหมู่บ้าน หมู่บ้านมีประชากร ๕๐๐ - ๑,๐๐๐ คน ทุกคนมีส่วนร่วมได้หมด เป็น ประชาธิปไตยทางตรง ไม่ผ่านการเลือกตั้ง จึงไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง ไม่ แตกแยก เป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์ สภาประชาชนพิจารณาแผนชุมชน จะเพิ่มเติม ตัดออก หรือดัดแปลง อย่างไรก็แล้วแต่ ในที่สุดรับรองแผน (๕) คนทั้งหมดร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผน เมื่อคนทั้งชุมชนมีส่วนร่วมในการทำแผนด้วยตนเอง จึงสามารถขับเคลื่อนได้ ต่างจากแบบ "ทางการเขาสั่งมาว่า ...." การพัฒนาแบบ "ทางการเขาสั่งมาว่า ...." ได้ก่อให้เกิดความล่มสลายของระบบเศรษฐกิจของเกษตรกรทั่วประเทศ (๖) เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ที่การพัฒนา ๘ เรื่อง เชื่อมโยงกัน คือ เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย ที่กล่าวมาข้างต้นนี้คือ ประชาธิปไตยชุมชน ซึ่งเป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์และประชาธิปไตยอรรถประโยชน์ คือเกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อมพร้อมกันไป เป็นผลจากการที่ชุมชนจัดการตนเอง สภาผู้นำชุมชนระดับหมู่บ้านดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นก็มี ในระดับตำบลอย่างที่ตำบลไม้เรียง จังหวัดนครศรธรรมราช ที่ลุงประยงค์ รณรงค์ ผู้ได้รับรางวัลแมกไซไซ เป็นผู้นำก็มี ๓. ชุมชนจัดการตนเอง ขณะนี้การจัดการตนเองในพื้นที่ข้างล่างกำลัง ท้องถิ่นจัดการตนเอง เกิดขึ้นทั้ง ๓ ระดับ คือชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด จังหวัดจัดการตนเอง ตำบลที่จัดการตนเองแล้วทุกอย่างดีขึ้นหมด เป็นตำบลสุขภาวะกำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ จังหวัดหลายสิบจังหวัดกำลังทำธรรมนูญการจัดการตนเองของจังหวัด ที่จังหวัดอำนาจเจริญประชาชน ๑๕,๐๐๐ คน จากทุกตำบล รวมตัวกันทำธรรมนูญ การจัดการตนเองของ อำนาจเจริญ ในธรรมนูญนี้เขาระบุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ เขาเอาธรรมนูญการจัดการตนเองไปสู่การรับรู้ของคนทั้ง ๖๓ ตำบล แล้วช่วยกัน ขับเคลื่อนทั้งจังหวัด ในการขับเคลื่อนการจัดการตนเองนี้เขาทำแบบสมานฉันท์ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยกันหมดทุกภาคส่วน ทั้งในหมู่ประชาชนเอง ท้องถิ่น ราชการ วิชาการ ธุรกิจ ไม่มีใครเป็นปฏิปักษ์กับใคร ไม่แยกสีแยกพวก เป็นการสมาน แผ่นดินโดยแท้ เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าเรื่องการพัฒนาในพื้นที่เป็นเรื่องของการถักทอกัน ส่วนเรื่องอำนาจข้างบนเป็นความแตกแยกและรุนแรง ๔. เครือข่ายสภาประชาชน ประเทศไทยมีหมู่บ้านประมาณ ๘๐,๐๐๐ * เครือข่ายผู้นำชุมชน หมู่บ้าน ตำบลประมาณ ๘,๐๐๐ ตำบล ครอบคลุม * ท้องถิ่นอันมหาศาล ทุกตารางนิ้วของประเทศ ถ้าทุกชุมชน ท้องถิ่น * จากฐานล่างของแผ่นดิน จังหวัด สามารถจัดการตนเอง จะเกิดเครือข่าย * ของสภาประชาชน ซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรง ทุกหมู่บ้าน ผู้นำชุมชนอีกจำนวนมหาศาล เช่น หมู่บ้านละ ๕๐ คน ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน = ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ยังผู้นำท้องถิ่นอีก * ถ้ามหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่เข้าไปสนับสนุน ให้ เครือข่ายพลังพลเมืองเหล่านี้มีข้อมูลข่าวสาร สามารถพัฒนา และขับเคลื่อนนโยบายได้ เครือข่ายพลเมืองอันมหาศาลที่ตื่นตัว รู้เท่าทัน จัดการเป็น จะเป็นพลังของการพัฒนาและ พลังที่กำกับให้เกิดความถูกต้องในบ้านเมือง ๕. อำนาจที่เป็น สังคมเศรษฐกิจปัจจุบันมีความซับซ้อนและยาก ใช้ ทางการได้ผล อำนาจก็แก้ปัญหาไม่ได้ ฝรั่งเองพูดมานานแล้วว่า น้อยลง ๆ Power is less and effective (อำนาจได้ผลน้อยลง เมื่อคุณทักษิณเป็นนายกใหม่ ๆ ได้คุยกับผมเป็นส่วนตัว ผมเตือนว่าท่านอย่าไปใช้อำนาจ นอกจากไม่ได้ผลแล้ว จะเกิดสิ่งแทรกซ้อนตามมามาก ต้องเปิดพื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทาง ปัญญาอย่างกว้างขวาง แต่ที่ผมพูดก็เป็นสิ่งที่เข้าใจยาก รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ พยายามสร้างกลไกการมีส่วนร่วมที่เป็นทางการ เช่น สภาที่ ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสภาพัฒนาการเมือง ปรากฏว่าสภาที่เป็นทางการไม่ มีพลัง แม้สภาที่ปรึกษาฯ ชุดแรกจะมีคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานก็ตาม กลไกที่เป็น ทางการเหล่านี้จะคล้าย ๆ เป็นองค์กรภาครัฐไป อำนาจรัฐก็ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและ ยากได้ ดังกล่าวแล้ว คนที่อยากแก้ปัญหาของประเทศให้ได้อย่างจริงจัง ควรคิดดูให้ดี ๆในการอยากเข้าไป มีอำนาจรัฐ ดูโอบามาก็ได้ที่ว่า Change นั้น เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย คุณทักษิณก็ต้องถือ ว่าเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดแล้ว เครือข่ายพลังพลเมืองไม่ใช่อำนาจรัฐ แต่เป็นพลังอำนาจทางสังคม และพลังอำนาจ ทางปัญญา ถ้าสังคมนำและรัฐตามก็จะทำให้ทำอะไรง่ายขึ้นและถูกต้องขึ้น ถ้าเข้าใจตามนี้ ควรร่วมสร้างพลังพลเมืองที่ไม่เป็นทางการให้เข้มแข็งเต็มประเทศ แล้วให้สังคมนำรัฐตาม ประเทศไทยก็จะสงบสุขและประสบความเจริญอย่างแท้จริง ๖. สร้างพระเจดีย์จากฐาน ข้างบนเป็นเรื่องแย่งชิงอำนาจ มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา กระชับพื้นที่มาจาก แล้ว ดูเอาเถิดว่าฆ่ากันไปแล้วอย่างไรๆ แต่ข้างล่างเป็น ข้างล่าง ประเทศจะ เรื่องของการถักทอสมานฉันท์และอรรถประโยชน์ ที่ มั่นคง แล้วมาเราพยายามสร้างพระเจดีย์จากยอด จึงพังลง ๆ พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน การพัฒนาประเทศไทยจึงควรมีรูปเหมือนพระเจดีย์ ฐานล่าง = ชุมชนท้องถิ่น ความเป็นธรรม เป็นฐาน ต้องเชื่อมกับฐานและยอด ยอด = ความเป็นธรรม ฐานที่แข็งแรงจะสร้างประเทศทั้งหมดให้มั่นคงที่ว่า "กระชับพื้นที่ขึ้นมาจากข้างล่าง" ไม่ได้เป็นการสร้างอะไรเลย แต่กระชับให้ข้างบนเข้ารูปเข้ารอย ขณะนี้ข้างล่างกำลังแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ มีองค์กรชุมชนในเรื่องต่าง ๆ เป็นแสน องค์กรและผู้นำชุมชนที่ดี ๆ และเก่ง ๆ เป็นแสนคน ยังระดับท้องถิ่น และระดับจังหวัดอีก ผู้คน และองค์กรเหล่านี้กำลังสร้างฐานพระเจดีย์ประเทศไทยให้แข็งแรง เขาไม่มายุ่งและกังวลกับ เรื่องต่อสู้กันข้างบน เพราะเขารู้ว่าข้างบนไม่ว่าใครแพ้ใครชนะมีความหมายน้อยสำหรับเขา ความสำคัญอยู่ที่ฐานล่าง เมื่อฐานล่างแข็งแรงและกระชับพื้นที่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ในที่สุดประเทศก็ จะลงตัวเหมือนรูปพระเจดีย์ที่มั่นคง สวย และสง่างามมียอดที่เปล่งประกาย ยอดซี้สู่ฟ้าคือ ความเป็นธรรม ฐานอยู่ติดแผ่นดินคือชุมชนท้องถิ่น องค์พระเจดีย์คือระบบต่าง ๆ ไม่ใช่แยก ส่วนเลอะเทอะทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่เชื่อมโยงอยู่กับฐานและยอด เมื่อนั้น อะไรต่าง ๆ แบบแยกส่วนไม่ว่าจะเป็นเรื่องสองนคราประชาธิปไตย เรื่องไพร่ กับอำมาตย์ เรื่องปฏิวัติรัฐประหาร เรื่องต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันอย่างรุนแรงก็จะกลายเป็น ประวัติศาสตร์ไป ทุกฝ่ายควรศึกษาเรียนรู้จากข้างล่าง แล้วจะเห็นทางออกและอนาคตประเทศไทย ว่าในขณะที่ข้างบนคิดเชิงอำนาจจึงเกิด ทวิลักษณ์ หรือแบ่งเป็นขั้วบวกขั้วลบ ขัดแย้งและรุนแรง ข้างล่างคิดเชิงการพัฒนาจึงเป็น มัชฌิมาปฏิปทา ไม่แยกเป็นบวกเป็นลบ เป็นการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในการพัฒนาซึ่งต้อง ใช้สติปัญญาโดยรอบด้าน การขับเคลื่อนด้วยมัชฌิมาปฏิปทา เป็นพลังสมานที่เป็นกระแส ใหญ่ กระชับขึ้นมาจากข้างล่าง และในที่สุดจะกลืนความเป็นขั้วเป็นข้าง สร้างประเทศไทยที่ เข้ารูปเข้ารอยในภพภูมิใหม่ ที่สูงกว่าภพภูมิเก่า ๆ ซึ่งก่อความทุกข์ยากให้คนไทยมาช้านาน จนวิกฤตสุด ๆ ขอคนไทยจงใช้วิกฤตเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เรา สามารถร่วมกันสร้างประเทศไทยที่น่าอยู่ได้ pQET กระชับพื้นที่มาจากข้างล่าง ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ชุมชน
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้