auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

ภารกิจของคนไทย ใน "สถานการณ์ไม่ลาออก-ไม่พระราชทาน"

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เนื้อหาในเอกสารนี้กล่าวถึงภารกิจของคนไทย ใน "สถานการณ์ไม่ลาออก-ไม่พระราชทาน" ประกอบด้วยหัวข้อดังนี้ 1) สถานการณ์ไม่ลาออก-ไม่พระราชทาน 2) ทำอะไรในการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 3) หลังเลื้อตั้งทักษิณเป็นนายกฯ ได้ แต่ปกครองไม่ได้ 4) คำแนะนำคุณทักษิณ 5) การปฏิรูปการเมืองโดยรอบ และ 6) การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) เพื่อเอาชนะวิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

ภารกิจของคนไทย ใน "สถานการณ์ไม่ลาออก - ไม่พระราชทาน" ประเวศ วะสี ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙ ๑. "สถานการณ์ไม่ลาออก - ไม่พระราชทาน" การที่มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกก็ดี การถวายฎีกาหรือแสดงความคิดเห็นของรัฐบาลพระราชทานก็ดี มาบัดนี้ต้องยอมรับความจริงว่าสถานการณ์ขณะนี้คือ นายกรัฐมนตรีไม่ลาออก และพระเจ้าอยู่หัวก็ไม่ทรงอยู่ในฐานะ ในความเป็นจริงของปัจจุบัน ที่จะพระราชทานนายกรัฐมนตรีคนกลาง ในขณะที่ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งอยู่ ที่จริงทุกฝ่ายก็ตกอยู่ในความบีบคั้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเรียกร้อง ฝ่ายถวายฎีกา ฝ่ายนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเอง อะไรที่เกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้น ก็มีเหตุผล หรือเหตุปัจจัยให้เป็นเช่นนั้นเอง ที่เรียกว่า "ความเป็นเช่นนั้นเอง" หรือ ตถตา หรือความไม่เป็นอย่างอื่น การเข้าใจความเป็นเช่นนั้นเองคือปัญญา คนไทยยังมีภารกิจร่วมกันที่จะต้องฝ่าฟันไปอีกมาก การมีสติปัญญาจะเป็นพลังเพื่ออนาคต ความหงุดหงิดผิดหวัง โกรธแค้นจะบั่นทอน เราควรมีปัญญาเข้าใจสถานการณ์ความเป็นจริงของปัจจุบัน เห็นความเป็นไปในอนาคต และกำหนดภารกิจที่สอดคล้องและถูกต้อง ๒. ทำอะไรในการเลือกตั้งในวันที่ ๒ เมษายน แม้การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒ เมษายน จะมีมายาคติอยู่มาก ขาดความเป็นธรรม และคงแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองไม่ได้ แต่เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงทุกฝ่ายควรกำหนดท่าทีที่ถูกต้องดังนี้ (๑) ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งไม่ควรจะขัดขวางการเลือกตั้ง เพราะจะเป็นเป้าต่อการถูกกล่าวหาได้ง่าย (๒) พรรค ทรท. ซึ่งมีเงินมากและถืออำนาจรัฐต้องไม่โกงการเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อครั้งที่แล้วมีการกล่าวหาว่ารัฐบาลใช้กลไกของรัฐเอาเปรียบคู่ต่อสู้ทุกรูปแบบ และว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด ถ้าคราวนี้ยังทำให้การเลือกตั้งสกปรก กระแสความไม่พอใจและต่อต้านรัฐบาลจะเพิ่มขึ้น ในการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ การเอาเปรียบคู่ต่อสู้โดยพรรค รัฐบาลก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาล จนจอมพล ป.พิบูลสงครามต้องหมดอำนาจลงและลี้ภัยการเมือง (๓) ทุกฝ่ายที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม ต้องจับตาตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้งทุกวิถีทาง และนำมาตีแผ่ (๔) ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง คนที่รักทักษิณก็โหวตเลือก ทรท. คนที่ต่อต้านระบอบทักษิณ ก็ต้อง ไปลงคะแนนมาก ๆ และทำเครื่องหมายตรงไม่เลือกผู้ใด เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ ต้องการ ทรท. ที่จริงคนที่รักทักษิณอย่างแท้จริงก็อาจโหวตเชิงยุทธศาสตร์ ที่อังกฤษหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ยุติลง มีการเลือกตั้งทั่วไป คนอังกฤษรักเชอร์ชิลมาก แต่โหวตไม่เอาเชอร์ชิล เพราะ รู้ว่าถ้าเชอร์ชิลกลับมา อังกฤษจะต้องไปทำสงครามกับอาณานิคมต่อไป เรียกว่าคนอังกฤษ โหวตเชิงยุทธศาสตร์ ถ้าคนไทยโหวตเลือกทักษิณ ก็คงจะต้องไปทำสงครามกันต่อไป คนที่รู้พอ จึงควรโหวตเชิงยุทธศาสตร์ แม้มีความเป็นไปได้น้อย ๓. หลังเลือกตั้งทักษิณเป็นนายกฯ ได้ แต่ปกครองไม่ได้ หลังเลือกตั้งวันที่ ๒ เมษายน คงจะเกิดความวุ่นวาย ตีความทางกฎหมายว่าเปิดประชุมสภาได้หรือ เปิดไม่ได้ มีการฟ้องร้อง มีการเลือกตั้งใหม่เป็นบางส่วน จะวุ่นวายฝุ่นตลบ กว่าจะประชุมสภา และ ตั้งรัฐบาลได้ ทรท. คงจะได้เสียงข้างมาก เพราะเลือกตั้งพรรคเดียว และคุณทักษิณได้รับเลือกกลับมาเป็น นายกรัฐมนตรีอีก ตามที่ประกาศไว้ แต่คำกล่าวหาฉกรรจ์เก่า ๆ ยังอยู่ ความไม่เชื่อถือไว้วางใจในหมู่คนชั้นกลางยังอยู่ กลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังอยู่ การต่อต้านรัฐบาล อารยะขัดขืน (Civil disobedience) จะแพร่ ระบาด รัฐบาลจะไม่สามารถบริหารจัดการประเทศได้ มีผู้พยากรณ์คุณทักษิณหลังเลือกตั้งไว้เป็นสองนัย คือ (๑) เพราะชนะเลือกตั้งมาจึงจะเหิมเกริม และใช้อำนาจมากขึ้น ในกรณีนี้การนองเลือดหนีไม่พ้น และทักษิณก็ต้องพ้นตำแหน่งอยู่ดี (๒) จะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยภูมิใจว่าสละสิทธิในฐานะผู้ชนะ ไม่ใช่ถูกกดดันให้ออก จาก ตำแหน่งในฐานะผู้แพ้ ซึ่งในความเป็นจริงทักษิณยอมไม่ได้ แล้วส่งเสริมให้มีการปฏิรูป การเมือง ๔. คำแนะนำสำหรับคุณทักษิณ คุณทักษิณมีบุคลิกผสมทั้งดีและร้าย ซึ่งใคร ๆ ก็มี แต่ไม่มีขนาดสุด ๆ เท่าคุณทักษิณ คุณทักษิณต้องการมีอำนาจเหนือคนอื่น ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงที่สุดในแผ่นดินนี้ไม่มีใครมี อำนาจทางการเมืองเท่า และไม่มีใครโค่นล้มลงได้ทั้ง ๆ ที่มีคนไม่ชอบอยู่แยะ ดังที่เห็น ถ้าการมีอำนาจเป็นที่พึงพอใจของคุณทักษิณ คุณทักษิณก็ควรจะเต็มอิ่มแล้ว การมีอำนาจอีกต่อไป หรือมากขึ้นจะทำลายคุณทักษิณเอง และก่อให้เกิดจลาจลในบ้านเมือง ไม่สามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ ก้าวต่อไปของคุณทักษิณ คือ "การสละ" ไม่ใช่การเอา - ๒ - เจ้าชายสิทธัตถะ สละทุกสิ่งทุกอย่างจึงพบธรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อโลกยั่งยืนมาจนทุกวันนี้ ในขณะที่จักรพรรดิผู้ทรงอำนาจจำนวนมากมายหายสาบสูญไปในประวัติศาสตร์แห่งกาลเวลา คุณทักษิณ ถึงเวลาแล้วที่จะสละล่วงจากอำนาจแล้วเดินทางธรรม ถ้าคุณสามารถเปลี่ยนแปลง ขั้นพื้นฐานในตัวตน (Transformation) คุณจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศและต่อโลก องค์สีมานผู้ เคยฆ่าคนเปลี่ยนแปลงเป็นพระอรหันต์ได้ พระเจ้าอโศกมหาราชเปลี่ยนแปลงจากผู้กระหายเลือดเป็น องค์ธรรมอุปถัมภกผู้ยิ่งใหญ่ได้ฉันใด คุณทักษิณ คุณก็เปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานได้ฉันนั้น แต่ถ้าไม่ได้ ครั้ง นี้แผ่นดินจะนองเลือด และคุณก็ต้องไปอยู่ดี มีแต่ "ตายเสียก่อนตาย" เท่านั้นคุณจึงจะรอด ๕. การปฏิรูปการเมืองโดยรอบด้าน วิกฤตการณ์การเมืองคราวนี้ มีประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่เกิดความเห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่าย ที่จะต้อง มีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่ ตามปรกติการปฏิรูปการเมืองเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าประเทศไม่วิกฤต เช่น แพ้สงคราม หรือเกิดสงครามกลางเมือง วิกฤตการณ์ทางการเมืองคราวนี้ที่หวิด ๆ จะเกิดจลาจล ทำให้ทุกฝ่าย ในสังคมตื่นตัวและรู้แล้วว่าถ้าขาดความถูกต้อง บ้านเมืองเจริญไม่ได้ หน้าต่างแห่งโอกาสจึงเปิดให้เกิดการ ปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่ สังคมไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ร่วมกันทำให้ดีที่สุดโดยรอบด้าน ให้การปฏิรูป การเมืองคราวนี้ต้องเป็นความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น ต้องสร้างความถูกต้องเป็นธรรมในทุกด้านให้ได้จริง ๆ ทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมคิด ว่าอยากเห็น อนาคตของประเทศไทยเป็นอย่างไร อย่างน้อยน่าจะมีประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ คือ (๑) การเมืองไม่ได้มีแต่การเมืองของนักการเมืองเท่านั้น แต่มีการเมืองของพลเมือง เป็นการเมือง ที่ใหญ่กว่าการเมืองของนักการเมือง (๒) ประชาธิปไตยไม่ได้มีแต่การเลือกตั้งเท่านั้น (๓) ประชาธิปไตยเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่กระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง (๔) ต้องป้องกันธนกิจการเมืองไม่ให้เกิดขึ้นอีก (๕) องค์กรอิสระต้องไม่ถูกครอบงำได้ (๖) ศาลต้องอิสระ ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องอิสระ ระบบสื่อสารต้องอิสระ แน่นอนว่าเป็นความอิสระที่ตรวจสอบได้ (๗) ระบบราชการไม่ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมืองจนหมดศักดิ์ศรีและศักยภาพอย่างที่แล้วมา ต้อง สร้างรอยต่อระหว่างระบบการเมืองกับระบบราชการใหม่ (๘) ระบบธุรกิจการเงินต้องมีธรรมาภิบาล โปร่งใส มีอุดมคติเพื่อสังคมไทย ไม่ทำอะไรที่ล่อแหลม ต่อการขายชาติขายแผ่นดิน และต้องไม่เข้ามายึดอำนาจทางการเมืองอีก (๙) ระบบงบประมาณที่จะสนับสนุนการเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ในสังคมสมัยใหม่ที่สลับซับซ้อนการใช้อำนาจแก้ปัญหายาก ๆ ไม่ได้ รัฐบาลทักษิณเป็น ตัวอย่างให้เห็นเป็นอย่างดี ว่ามีอำนาจมากแต่แก้ปัญหายาก ๆ ไม่ได้ กลับตกเข้าสู่ "โครงสร้างมรณะ" ตามที่ผมพยากรณ์ไว้แต่ต้น กุญแจของการพัฒนาประเทศคือการเปิดพื้นที่ ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง - ๓ - # ๖. การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) เพื่อเอาชนะวิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผมเขียนเรื่องคลื่นวิกฤตการณ์ลูกที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์มา ๑๐ กว่าปีแล้ว ว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่ยากกว่าคลื่นวิกฤตการณ์ ๓ ลูกที่แล้ว เพราะเราเผชิญกับความซับซ้อนจนไม่รู้ว่าศัตรูคือใคร กลายเป็นวิกฤตการณ์แห่งการทำลายตนเอง วิกฤตการณ์ทางการเมืองปัจจุบันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิกฤตการณ์ที่ใหญ่กว่านั้น แต่วิกฤตการณ์ทางการเมืองซึ่งเล็กกว่าวิกฤตการณ์ใหญ่ สถาบันในสังคมทั้งหมดยังดูไร้ศักยภาพที่จะแก้ปัญหา ฉะนั้นไม่มีทางเลยที่ระบบการเมือง ระบบราชการ ระบบการศึกษา ระบบธุรกิจ และระบบการพระศาสนา อย่างที่เป็นอยู่ จะมีพลังเพียงพอที่จะนำสังคมไทยออกจากวิกฤติการณ์ใหญ่ในปัจจุบัน เราต้องการพลังงานทางสังคม (social energy) ที่ใหญ่ ประดุจพลังนิวเคลียร์ทางสังคม ที่จะก้าวข้ามวิกฤตการณ์ใหญ่ในปัจจุบัน องค์กรทั้ง ๕ ประเภท คือ การเมือง ราชการ การศึกษา ธุรกิจ และการพระศาสนา ล้วนเป็นองค์กรทางดิ่งที่ใช้อำนาจ จึงไม่มีพลังทางจิตสำนึก พลังทางสังคม และพลังแห่งการเรียนรู้ พอที่จะเผชิญกับสภาวะวิกฤตอันซับซ้อน พลังงานทางสังคมขนาดใหญ่ที่ว่า ไม่เกิดจากการทำลายองค์กรเก่า ๆ แต่จะเป็นพลังงานทางสังคมใหม่ ที่มาเชื่อมโยงถักทอกับโครงสร้างเก่า ทำให้ทั้งหมดเกิดพลังใหญ่ พลังงานทางสังคมใหม่เกิดจากจิตสำนึกใหม่ของคนไทยทุกคน และการถักทอโครงสร้างใหม่ ที่แล้วมาคนไทยและสังคมไทยถูกสะกดให้ดูถูกตัวเอง และอยู่ในโครงสร้างทางดิ่งที่ทอนพลัง ทำให้สังคมไทยไม่มีพลังที่จะเผชิญวิกฤตใหม่ ๆ ตรงนี้อาจเข้าใจยาก ขอให้ศึกษา ซ้ำ ๆ ลึก ๆ การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนไทยคนอย่างเท่าเทียมกัน คือศีลธรรมพื้นฐานของสังคม เราขาดศีลธรรมนี้จึงขาดพลังทางสังคม การจะสร้างพลังใหญ่ทางสังคมคือการสร้างศีลธรรมพื้นฐานแห่งการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน ตรงนี้ดูเหมือนจะยาก แต่ไม่ยาก เป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา ถ้าเราเข้าใจความรู้ ๒ ประเภท และจัดความสัมพันธ์ของความรู้ ๒ ประเภทเสียใหม่ นั่นคือ (๑) ความรู้ในตัวคน ที่ได้มาจากการทำงานและประสบการณ์ชีวิต เป็นความรู้ที่มีฐานอยู่ในวิถีชีวิตร่วมกันหรือวัฒนธรรม ทุกคนมีความรู้ในตัว นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแม่จึงเป็นครูที่สำคัญสุดของเราทุกคน โดยไม่คำนึงถึงระดับการศึกษาของท่าน เพราะท่านมีความรู้ในตัว (๒) ความรู้ในตำรา เกิดจากการรวบรวม การแปล การวิจัย การวิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้ น้อยคนที่รู้และเชี่ยวชาญความรู้ในตำรา ถ้าเราเอาความรู้ในตำราเป็นตัวตั้ง คนส่วนน้อยจะมีเกียรติคนส่วนใหญ่ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีศักยภาพ การจะพลิกให้คนทั้งหมดมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ คือการเคารพความรู้ในตัวคน คนไทยทุกคนควรจะตระหนักรู้ว่าท่านมีความรู้ในตัวที่ได้มาจากการทำงาน และประสบการณ์ชีวิตความรู้ในตัวท่านมีค่ามาก ท่านมีศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นคน จิตสำนึกใหม่ของคนไทยทุกคนจะปลดปล่อยทุกคนไปสู่อิสรภาพ ศักยภาพ และความสุข - ๔ - คนไทยทุกคนมีสิทธิที่จะรวมกลุ่ม เป็นกลุ่มทำงานในเรื่องต่าง ๆ อันหลากหลายเต็มสังคมและมีสิทธิ ที่จะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ไม่ใช่ถูกกักขังอยู่เฉพาะในองค์กรทางดิ่งที่ตนสังกัดเป็นทางการ โดยวิธีนี้จะเกิดโครงสร้างใหม่ที่เรียกว่า บกค บ = บุคคลแต่ละคนที่มีจิตสำนึกใหม่ในศักดิ์ศรีและศักยภาพในความเป็นคนของตน ก = กลุ่ม คือ การรวมกลุ่มตามความสมัครใจอันหลากหลาย ค = เครือข่าย มีการเชื่อมโยงระหว่างบุคคล กลุ่ม องค์กรทั้งเก่าและใหม่ ในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร และทุกเรื่อง บกค จะเป็นโครงสร้างใหม่ ที่ไม่ได้ทำลายของเก่า แต่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ทั้งในระดับบุคคล ระดับองค์กร และระดับสังคม ต่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในทุกระดับเท่านั้น สังคมจึงจะมีพลังเพียงพอที่จะออกจาก วิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของคนไทย ************************************ - ๕ - PQET ภารกิจของคนไทย ใน "สถานการณ์ไม่ลาออก-ไม่พระราชทาน" ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

30 March 2006

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
26% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
22% Match
ปฏิรูปตำรวจ: ประชาชนถนอมรักตำรวจ – ตำรวจถนอมรักประชาชน
21% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การเลือกตั้ง

• นายกรัฐมนตรี

• ทักษิณ ชินวัตร -- นายกรัฐมนตรี

• ไทย -- การเมืองและการปกครอง

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

30 March 2006

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้