auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

ยุทธศาสตร์สังคมแห่งชาติ

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เนื้อหาในเอกสารนี้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วยหัวข้อดังนี้ 1) สังคมไทยที่พึงปรารถนา 2) หลัก 8 ประการ แห่งสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน 3) ยุทธศาสตร์สังคม 3 ประการ 4) ยุทธศาสตร์สังคมไม่ทอดทิ้งกัน 5) ยุทธศาสตร์สังคมเข้มแข็ง (ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น และประชาสังคม) 6) ยุทธศาสตร์สังคมคุณธรรม 7) โครงสร้างและเครื่องมือ และ 8) คณะทำงานยุทธศาสตร์สังคม

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

ยุทธศาสตร์สังคมแห่งชาติ # ๑. สังคมไทยที่พึงปรารถนา สังคมคือการอยู่ร่วมกัน การอยู่ร่วมกันด้วยดีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ฉะนั้นคนไทยต้องร่วมคิด ร่วมสร้างสังคมที่พึงปรารถนา เนื่องจากสังคมไม่ได้หยุดนิ่ง แต่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง การร่วมคิด ร่วมสร้างสังคมที่พึงปรารถนาจึงควรเป็นกระบวนการต่อเนื่อง โดยย่อ สังคมไทยควรเป็นสังคมที่ดีงาม และอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน โดยขยายความ สังคมไทยควรเป็นสังคมแห่งความพอเพียงและสันติ มีเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ทอดทิ้งกัน มีความเป็นธรรม มีวัฒนธรรม มีคุณธรรม มีความเข้มแข็งทางสังคม และสามารถรักษาความสมดุลในตัวเองและกับ โลกภายนอกท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ สามารถเพิ่มเติมและปรับปรุงลักษณะสังคมไทยที่พึงปรารถนาได้โดยการระดม ความคิดร่วมกัน ## ๒. หลัก ๘ ประการ แห่งสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน สังคมที่จะอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ควรมีหลัก ๘ ประการ ตามภาพข้างล่าง ดังต่อไปนี้ -๒- ๔. เคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าแห่งความเป็นคน ๕. ความเป็นธรรม ทางสังคม ๖. สันติภาพ ๗. พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ๘. ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น และประชาสังคม ๙. ไม่ทอดทิ้งกัน ๑. เป็นสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน ไม่ใช่สังคมแบบตัวใครตัวมัน แต่เป็นสังคมที่มีน้ำใจร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ทอดทิ้งกัน ๒. มีเศรษฐกิจพอเพียง มีพออยู่พอกินถ้วนหน้า พึ่งตนเองได้มีความสมดุลและเติบโตขึ้นบนฐานที่แข็งแรงอย่างมีดุลยภาพและความยั่งยืน ๓. มีการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ มีการใช้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง และความเป็นธรรมทางสังคม ๔. มีการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน หากมีการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน สังคมจะมีความสุข มีความชื่นชมยินดีต่อกัน มีความร่วมมือกันทำความดี และมีพลังสร้างสรรค์มหาศาล การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันเป็นศีลธรรมพื้นฐานของสังคม เป็นรากฐานของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสังคม และการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ฉะนั้น สังคมพึงทำความเข้าใจ และสร้างศีลธรรมพื้นฐานตามข้อนี้ให้ได้ ๕. มีความเป็นธรรมทางสังคม ความเป็นธรรมทางสังคมเป็นบ่อเกิดของความสุข และการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข รากฐานของความเป็นธรรมทางสังคมอยู่ที่การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ความเป็นธรรมทางสังคม รวมถึงความเป็นธรรมทางกฎหมาย และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจด้วย ๖. มีสันติภาพ ความรุนแรงและสงครามทำลายการอยู่ร่วมกันด้วยความสุข สังคมต้องมีสมรรถนะในการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ทั้งความขัดแย้งภายใน และกับภายนอกประเทศ เพื่อสันติสภาวะของสังคม ๗. มีการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น การพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญของความสุข ความพอเพียง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ -๓- ๘. ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม ถ้าปราศจากความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม ประชาธิปไตยและศีลธรรมในสังคมเป็นไปไม่ได้ สังคมที่มีโครงสร้างแนวดิ่ง คือรวมศูนย์อำนาจไว้ข้างบน เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมจะไม่ดี ถึงแม้มีศาสนาดีๆ ตราบใดที่โครงสร้างสังคมยังเป็นแนวดิ่ง ศีลธรรมก็ไม่เกิด การพัฒนาทั้ง ๗ ข้อข้างต้น จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขาดข้อ ๘ ฉะนั้น ควรทำความเข้าใจความสำคัญของความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคมในฐานะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี สังคมใดประกอบด้วยหลัก ๘ ประการดังกล่าวข้างต้น จะเป็นสังคมที่ดีงามและร่มเย็นเป็นสุข ๓. ยุทธศาสตร์สังคม ๓ ประการ ยุทธศาสตร์คือแนวทางใหญ่ๆ อันประกอบด้วยเครื่องมือ และวิธีการที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ในเบื้องต้นประกอบด้วย ๓ ยุทธศาสตร์คือ * ยุทธศาสตร์สังคมไม่ทอดทิ้งกัน * ยุทธศาสตร์สังคมเข้มแข็ง (ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น และประชาสังคม) * ยุทธศาสตร์สังคมคุณธรรม ยุทธศาสตร์ทั้ง ๓ ส่งเสริมซึ่งกันและกัน นั่นคือ ๑ ส่งเสริม ๒ และ ๓ , ๒ ส่งเสริม ๑ และ ๓ และ ๓ ส่งเสริม ๑ และ ๒ ตามรูปข้างล่าง -๔- <figure> This is a diagram illustrating the four stages of a Buddhist ordination ceremony (Sangkhom). It shows a cyclical process with four numbered steps: 1. **Yuthasastra Sankham (ไม่ทอดทิ้งกัน):** This is the first stage, represented at the top of the circle. The text "ยุทธศาสตร์สังคม ไม่ทอดทิ้งกัน" (Social Strategy, Not Left Out) is associated with this stage. 2. **Yuthasastra Sankham (เข้มแข็ง):** This is the second stage, represented to the left of the first. The text "ยุทธศาสตร์สังคม เข้มแข็ง" (Social Strategy, Strong) is associated with this stage. 3. **Yuthasastra Sankham (คุณธรรม):** This is the third stage, represented to the right of the second. The text "ยุทธศาสตร์สังคม คุณธรรม" (Social Strategy, Ethics) is associated with this stage. 4. **Yuthasastra Sankham (สุขภาพ):** This is the fourth stage, represented at the bottom of the circle. The text "ยุทธศาสตร์สังคม สุขภาพ" (Social Strategy, Health) is associated with this stage. The arrows indicate the flow of the process in a clockwise direction. </figure> ทั้ง ๓ ยุทธศาสตร์ร่วมกันเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์สังคมแห่งการอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ตามหลัก ๘ ประการ ดังกล่าวในข้อ ๒ เนื่องจากยุทธศาสตร์สังคมเป็นยุทธศาสตร์ปกติ ฉะนั้น จึงไม่ใช่เฉพาะเป็นหน้าที่ของ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลทั้งรัฐบาลและ องคาพยพของประเทศทั้งหมดที่จะร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามและร่มเย็นเป็นสุข โดยกระทรวง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทำหน้าที่ประสานนโยบายและยุทธศาสตร์ ## ๔. ยุทธศาสตร์สังคมไม่ทอดทิ้งกัน ในยุทธศาสตร์นี้ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ๕ ประการคือ ๑. สำรวจผู้ถูกทอดทิ้งในทุกตำบลและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นภายใน ๓ เดือน ผู้ถูก ทอดทิ้งอาจมีคนแก่ คนพิการ เด็กกำพร้า คนจนและคนเจ็บที่พึ่งตนเองไม่ได้ ขณะนี้เรามีโครงสร้าง และทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลผู้ถูกทอดทิ้งในทุกพื้นที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) ยินดี สนับสนุนงบประมาณ ๓๗.๕ บาทต่อคน เพื่อสมทบกองทุนสุขภาพชุมชน ซึ่งจะเป็นเงินประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อตำบล อบต. สามารถสมทบกองทุนนี้อีกตำบลละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท โรงพยาบาลชุมชน -๕- ก็อยู่ในฐานะจะสมทบกองทุนนี้บางส่วน เช่นเดียวกับกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ซึ่งรวมแล้วทุกตำบลมี ทรัพยากรเพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นต่อผู้ถูกทอดทิ้งในตำบล ในแต่ละตำบลมีประมาณ ๑๐ หมู่บ้าน และมีประชากรประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน แต่ละตำบลโดย ความร่วมมือของอบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาคมตำบล สามารถสำรวจทุกครัวเรือนในตำบล ครบทั้งหมดภายใน ๒ สัปดาห์ตั้งแต่มีนโยบาย และร่วมกันวางแผนและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ๒. การบรรเทาสาธารณภัย เช่น น้ำท่วม และอื่นๆ จัดให้มีการประสานความร่วมมือระหว่าง ชุมชน อาสาสมัคร และหน่วยงานของรัฐในการเตรียมพร้อมและลงมือปฏิบัติได้รวดเร็ว และถูกต้อง ในการบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ ๓. ส่งเสริมอาสาสมัครเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นเต็มประเทศ ให้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะ ส่งเสริมให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ใช้เวลาประมาณ ๒ สัปดาห์ ต่อปี ไปทำงานเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมโดยไม่ถือเป็นวันลา ทั้งนี้ โดยอาจเป็นอาสาสมัครไปช่วยคนแก่ คนเจ็บ คนจน คนพิการ เด็กกำพร้า หรืออื่นๆ ซึ่งจะทำให้เป็นสังคมที่มีน้ำใจไม่ทอดทิ้งกัน และเกิด การเรียนรู้เรื่องราวสภาพความเป็นจริงของสังคม ซึ่งจะพัฒนาจิตและปัญญา ทั้งนี้ โดยการจัดให้มีการ จัดการประสานงานอาสาสมัครเพื่อสังคมที่มีประสิทธิภาพ ๔. การสร้างบ้านให้คนจน ประเทศไทยมีทรัพยากรมากพอที่ไม่ควรจะมีคนจนที่ไม่มีบ้านอยู่ อาศัย ถ้าเราเป็นสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน ทุกชุมชนท้องถิ่นและจังหวัดควรจะสำรวจดูว่ามีคนจนที่ไม่มี บ้านอยู่อาศัยหรือไม่เพียงใด และจัดการให้มีการสร้างบ้านเพื่อคนจน ซึ่งควรรวมถึงมีกระบวนการ อาสาสมัครสร้างบ้านเพื่อคนจน ๕. ส่งเสริมให้มีคลินิกความยุติธรรมในทุกจังหวัด ในความเจ็บไข้ยังมีโรงพยาบาลดูแล ใน สังคมมีผู้เจ็บป่วยทางจิตใจเพราะไม่ได้รับความยุติธรรมเป็นอันมาก และเข้าไม่ถึงระบบความยุติธรรม ของรัฐ จึงถูกทอดทิ้ง จะส่งเสริมให้มีคลินิกความยุติธรรมในทุกจังหวัด โดยการรวมตัวกันของ ทนายความ นักสิทธิมนุษยชน และผู้รักความเป็นธรรมอื่นๆ เพื่อเยียวยาช่วยเหลือผู้ไม่ได้รับความ ยุติธรรมที่ถูกทอดทิ้ง เหล่านี้เป็นอย่างน้อย ## ๕. ยุทธศาสตร์สังคมเข้มแข็ง (ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น และประชาสังคม) ประชาธิปไตย ความเป็นธรรมทางสังคม และความร่มเย็นเป็นสุข จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าปราศจากสังคมเข้มแข็ง ฉะนั้นยุทธศาสตร์สังคมเข้มแข็งจึงเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์สังคม -๖- ยุทธศาสตร์นี้จะส่งเสริมให้มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ในทุกองค์กร และในทุกเรื่อง ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งประเทศ โดยส่งเสริม ๑. ความเข้มแข็งของชุมชน ๒. ความเข้มแข็งขององค์กรท้องถิ่น ๓. ความเข้มแข็งของประชาคมตำบล ประชาคมจังหวัด และประชาคมประเทศ ๔. การพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัดในทุกจังหวัดให้สามารถ ๑. จัดการการช่วยเหลือผู้ถูกทอดทิ้ง ๒. สร้างเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ๓. อนุรักษ์และใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ๔. อนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรมและการพัฒนาจิตใจ ๕. ส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างถูกต้อง ๖. ดูแลความปลอดภัย ความยุติธรรมชุมชน และแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ๗. สร้างเสริมสุขภาพ และสร้างสรรค์ระบบสุขภาพชุมชน ๘. จัดการการศึกษา การวิจัย และการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น ๙. พัฒนานโยบายที่เป็นประโยชน์ และสอดคล้องกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ๑๐. พัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัด โดยความร่วมมือของกระทรวงต่างๆ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน ภาคธุรกิจ องค์กรทางศาสนา องค์กรทางสุขภาพต่างๆ สื่อมวลชน และมหาวิทยาลัย โดย "หนึ่งมหาวิทยาลัยต่อหนึ่งจังหวัด" ซึ่งหมายถึง การที่แต่ละจังหวัดมีอย่างน้อยหนึ่งมหาวิทยาลัยที่ให้การสนับสนุนทางวิชาการ ## ๖. ยุทธศาสตร์สังคมคุณธรรม ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ยุทธศาสตร์สังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน และยุทธศาสตร์ที่ ๒ ยุทธศาสตร์สังคมเข้มแข็ง ก็ส่งเสริมและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมคุณธรรมด้วย ยุทธศาสตร์สังคมคุณธรรมจะส่งเสริมให้ความดี ความงามอยู่ในความรู้สึกนึกคิด และการปฏิบัติ ของผู้คนในสังคม ทั้งนี้โดย ๑. ส่งเสริมให้มีการศึกษาสำรวจความดีที่บุคคลหรือองค์กรทำในขอบเขตทั่วประเทศ และนำมา สื่อสารเพื่อให้ความดีขยายตัวเต็มแผ่นดิน -๗- ๒. ส่งเสริมบทบาทของสถาบันทางศาสนาในการพัฒนาจิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ๓. ส่งเสริมจิตปัญญาศึกษาในการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท และในสังคมทั่วไป ๔. ส่งเสริมการใช้สันติวิธีแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ๕. ส่งเสริมความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งรวมถึงความเป็นธรรมทางกฎหมายและเศรษฐกิจด้วย ๖. ส่งเสริมการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยการเคารพความรู้ในตัวคนและการจัดการความรู้ในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร และทุกเรื่อง ## ๗. โครงสร้างและเครื่องมือ การทำงานในยุทธศาสตร์สังคม คำนึงถึง ๓ ระดับ คือ * ระดับปัจเจกบุคคล * ระดับโครงสร้าง * ระดับวัฒนธรรม ระดับปัจเจกบุคคล หมายถึงการที่บุคคลแต่ละบุคคลพยายามทำให้ดีที่สุด ระดับโครงสร้างหมายถึง มีโครงสร้าง เช่น นโยบาย กฎหมาย องค์กร เป็นเครื่องมือให้การกระทำมีกำลังสนับสนุนให้กว้างขวางและยั่งยืน ระดับวัฒนธรรม หมายถึง การปฏิบัติจนเคยชินเป็นนิสัย ในยุทธศาสตร์สังคมควรสร้างโครงสร้างและเครื่องมือให้มีกำลังสนับสนุนให้ทำได้กว้างขวางและยั่งยืน ดังนี้ ๑. ประชาคมนโยบายพัฒนาสังคม ลำพังกลไกของรัฐไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิ และมีความแปรผันสูงตามการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารขององค์กร ควรมีประชาคมตำบล ประชาคมจังหวัด และประชาคมในส่วนกลาง เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ โดยกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องทำงานร่วมกับประชาสังคม ๒. นโยบายและแผน เมื่อทุกฝ่ายร่วมกันทำยุทธศาสตร์สังคมแห่งชาติแล้ว ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี และรัฐสภาให้คำรับรองให้มีสถานะทางกฎหมายและมีแผนรองรับ เพื่อผูกพันการสนับสนุนทางงบประมาณและอื่นๆ ๓. พระราชบัญญัติพัฒนาสังคม ควรมีการออก พรบ. พัฒนาสังคมเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างสัมมาทรรศนะในการพัฒนาสังคม กลไกในการส่งเสริมประชาสังคม และองค์การสื่อสารสาธารณะที่เป็นอิสระ ทั้งนี้อาจแยกเป็น พรบ. สองฉบับก็ได้ คือ (๑) พรบ. ส่งเสริมประชาสังคม ที่บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องส่งเสริมและทำงานร่วมกับประชาสังคม และมีกองทุนสนับสนุนภาคประชาสังคม -๘- (๒) พรบ.องค์การสื่อสารสาธารณะที่เป็นอิสระ เพื่อสร้างองค์การสื่อสารสาธารณะของรัฐที่เป็นอิสระ ที่สามารถสื่อสารและส่งเสริมการสื่อสารระหว่างกัน ทั้งโดยโทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เนต สิ่งพิมพ์ และการสื่อสารชุมชน เพื่อเปิดพื้นที่การสื่อสารเรื่องความรู้ ความดี ความงาม อย่างสร้างสรรค์ โดยปราศจากความครอบงำจากอำนาจรัฐและอำนาจเงิน ทั้งนี้โดยบัญญัติคณะกรรมการบริหารองค์การที่เป็นอิสระ และที่มาของงบประมาณที่เป็นอิสระและพอเพียง เช่น จากส่วนหนึ่งของภาษี การสื่อสาร หรือจากกองทุนการสื่อสาร ปีละไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท การมีระบบการสื่อสารที่ทำให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง และมีการสื่อสารถึงกันได้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่น ประชาสังคม และประชาธิปไตยเข้มแข็ง และความดีความงามขยายตัวเต็มแผ่นดิน รวมทั้งการสื่อสารเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว และสื่อคุณธรรม ฉะนั้น ภายใน ๑ ปี ของรัฐบาลนี้ ควรออก พรบ. องค์การสื่อสารสาธารณะที่เป็นอิสระให้ได้ ๘. คณะทำงานยุทธศาสตร์สังคม ความสำเร็จอยู่ที่การมีคณะทำงานยุทธศาสตร์ที่มีความสามารถและทำงานเต็มเวลา สร้างวิสัยทัศน์ร่วมของบุคคลและองค์กรต่างๆ ประสานความร่วมมือ ติดตามสถานการณ์ แก้ไขอุปสรรคขัดข้อง ในแต่ละจังหวัดต้องสามารถประสานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำงานร่วมกับประชาคมจังหวัดให้ได้ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาการอย่างบูรณาการทั้งจังหวัด ถ้าทำได้สำเร็จสัก ๒-๓ จังหวัดในเบื้องต้น จะเป็นรูปแบบการเรียนรู้เพื่อขยายผลสำเร็จไปยังจังหวัดอื่นๆ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สังคมนี้ต้องมีงบประมาณสนับสนุนที่คล่องตัวจำนวนหนึ่ง ถ้ากระทรวงพัฒนาสังคมฯ ไม่มีงบประมาณเพื่อการนี้ ควรขออนุมัติงบกลางจากนายกรัฐมนตรี คณะทำงานต้องสร้างความเป็นภาคีอย่างยั่งยืนระหว่างกระทรวงพัฒนาสังคมฯ กับประชาคมพัฒนาสังคมให้ได้ กระทรวงจะได้สามารถประสานยุทธศาสตร์สังคมได้ต่อไปในระยะยาว -๙- PQET ยุทธศาสตร์สังคมแห่งชาติ ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

25 October 2006

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
31% Match
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
28% Match
ปฏิรูปตำรวจ: ประชาชนถนอมรักตำรวจ – ตำรวจถนอมรักประชาชน
21% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• ยุทธศาสตร์

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

25 October 2006

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้