auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เนื้อหาในเอกสารนี้เป็นปาฐกถาในการสัมมนา CSR เรื่อง "ธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม: แนวคิดและวิธีปฏิบัติ" ณ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ กล่าวโดย ศาสตราจารย์ นพ. ประเวศ วะสี มีเนื้อหาดังนี้ 1) ศักยภาพแห่งการมองเชิงระบบและในการจัดการของภาคธุรกิจ 2) วิกฤตการณ์ทางสังคม 3) ภาคธุรกิจและการเงินที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ และ 4) แนวทางในการดำเนินการ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# ศักยภาพของภาคธุรกิจและการเงิน ในการแก้วิกฤตการณ์ทางสังคม ประเวศ วะสี ปาฐกถาในการสัมมนา CSR เรื่อง "ธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม : แนวคิดและวิธีปฏิบัติ" ณ โรงเรียนมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ ๔ กันยายน ๒๕๔๙ # ศักยภาพแห่งการมองเชิงระบบและในการจัดการของภาคธุรกิจ สังคมปัจจุบันเป็นระบบที่เชื่อมโยงยาวไกลหลายมิติและซับซ้อน(Complex System) ในระบบ ซ้ำซ้อนใด ๆ มีความโกลาหล (chaos) เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ อย่างพยากรณ์มิได้ ในสังคมเช่นนี้มีปัญหาเชิง โครงสร้างซึ่งยากต่อการแก้ไข เมื่อแก้ไขไม่ได้ก็สะสมพอกพูนนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางสังคม(Social crisis) วิกฤตการณ์ทางสังคมแก้ไม่ได้ด้วยอำนาจ ไม่ว่าโดยรัฐบาลใด ๆ และดีแค่ไหน เมื่อครั้งคุณชวน เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ต้องการแก้ปัญหาโสเภณีเด็กก็แก้ไม่ได้เลย เพราะปัญหาโสเภณีเด็กเป็น ปัญหาเชิงโครงสร้างอันซับซ้อน รัฐบาลทักษิณเป็นตัวอย่างของรัฐบาลมีอำนาจมากที่สุดแต่ก็แก้ปัญหา ไม่ได้ ที่ฟิลิปปินส์ เมื่อ คอราซอน อะคีโน ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีภายหลังการปฏิวัติของประชาชนที่ขับ ไล่มาร์กอสออกไป สังคมมีความหวังมากว่าจะแก้ปัญหาให้ฟิลิปปินส์พ้นวิกฤตได้ แต่ก็ปรากฏว่าไม่ สามารถแก้ปัญหาหลัก ๆ เช่น ความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมได้เลย ประเทศยังดิ่งไปสู่วิกฤต ยิ่งขึ้น ในท่ามกลางวิกฤติการณ์ทางสังคมอันยากต่อการแก้ไขเช่นนี้ ทุกภาคส่วนของสังคมควรจะมีส่วน ร่วม แต่พลังแห่งความเข้าใจเชิงระบบและการจัดการมีน้อยมากในนักการเมือง ในเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในหมู่นักวิชาการ และในหมู่นักพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ภาคธุรกิจและการเงินมีพลังแห่งความเข้าใจเชิง ระบบและการจัดการมากกว่า จึงน่าจะเข้ามาช่วยมองและแก้ไขวิกฤตการณ์ทางสังคม จริงอยู่ภาคธุรกิจและการเงินอาจบริจาคช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ยากไร้หรือคนทุกข์ยากใด ๆ แต่นั่น เป็นการรักษาตามอาการ ซึ่งแม้ควรทำ แต่ตราบใดที่ไม่รักษาสาเหตุของโรค โรคก็จะอยู่กับเราและอาจ รุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจและการเงินมีศักยภาพมากกว่าการบริจาคช่วยเหลือสงเคราะห์ นั่นคือศักยภาพในทาง ปัญญาที่จะเข้าใจปัญหาเชิงระบบและศักยภาพในทางการจัดการที่จะส่งเสริมสนับสนุนการขับเคลื่อน ทางนโยบายและยุทธศาสตร์ที่จะแก้วิกฤตการณ์ทางสังคม ## ๒. วิกฤตการณ์ทางสังคม การพัฒนาปัจจุบันซึ่งมีข้อดีหลายอย่าง แต่ผลเสียที่เกิดขึ้นเป็นสากลเชิงประจักษ์อันปฏิเสธ ไม่ได้มี ๔ อย่างด้วยกัน คือ (๑) ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างมากขึ้น - ๒ - (๒) มีการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมโหฬาร (๓) มีการทำลายวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ (๔) เกิดวิกฤตการณ์ทางสังคม ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และระหว่างประเทศจนกับประเทศรวยถ่างมากขึ้นทั่วโลก คนอเมริกันที่รวยที่สุด ๒๐๐ กว่าคน มีทรัพย์สินมากกว่าคนในโลก ๒,๐๐๐ ล้านคนรวมกัน แสดงถึงการจุกตัวของความมั่งคั่ง คนไร้บ้าน (The Homeless) ปรากฏตัวขึ้นแม้ในประเทศที่ร่ำรวย ในประเทศไทย จากตัวเลขของสภาพัฒน์ฯ แสดงให้เห็นว่าคนข้างล่าง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีสัดส่วนของรายได้ลดลง ในขณะที่ร้อยละ ๘๐ ของชาวนาเป็นหนี้อมตะ (หนี้ที่ไม่มีวันใช้คืนได้) แต่มีคนที่ร่ำรวยเป็นหมื่น ๆ หรือเป็นแสนล้านบาท ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยที่ห่างมากเกินนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมและการเมือง และทำให้สังคมขาดความเป็นธรรม ประเทศไทยมีเนื้อที่ ๓๒๑ ล้านไร่ เมื่อ ๕๐ ปีก่อน เรามีเนื้อที่เป็นป่ากว่า ๒๒๐ ล้านไร่ หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ ๖๐ ของพื้นที่ ในระยะเวลาสั้นๆ ในช่วง ๕๐ ปี เราทำลายป่าของเราไปกว่าร้อยละ ๕๐ ของที่มี บัดนี้เหลือเนื้อที่เป็นป่าเพียงประมาณ ๘๐ ล้านไร่หรือประมาณร้อยละ ๒๐ ของพื้นที่ ซึ่งไม่เพียงพอที่จะรักษาดุลยภาพทางธรรมชาติ ฉะนั้นความแห้งแล้งและน้ำท่วมกำลังเกิดมากขึ้นๆ ซึ่งส่งผลเสียหายต่อชีวิต สังคม และเศรษฐกิจ อย่างรุนแรง เมื่อป่าหมดคนจนยิ่งลำบากมากขึ้น เพราะการยังชีพของคนจนต้องอาศัยป่าไม้ ซึ่งเป็นประดุจซูเปอร์มาร์เก็ตของคนจน เมื่อป่าไม้ถูกทำลายคนจนยิ่งจนลง นี่ยังไม่นับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น ดินเป็นพิษ น้ำเป็นพิษ อากาศเป็นพิษ มีการใช้สารเคมีที่เป็นพิษในการเกษตร ทำให้สารพิษกระจายไปสู่สิ่งแวดล้อม และเข้าไปสู่ห่วงโซ่อาหาร เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งของคนในชนบทและผู้บริโภคที่อยู่ในเมือง ยังไม่ได้พูดถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับมหภาคที่ใหญ่กว่านั้น เช่น ปรากฏการณ์เรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงบนพื้นพิภพที่อันตรายต่อคนและสรรพชีวิตทั้งปวง วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนอันสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ อันประกอบด้วยความเชื่อ คุณค่า การทำมาหากิน ขนบธรรมเนียมประเพณี สุนทรียกรรม การรักษาสุขภาพ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม เพื่อการอยู่ร่วมกัน เป็นต้น หรือโดยย่อเป็นภูมิปัญญาแห่งการอยู่ร่วมกันในพื้นที่หนึ่งๆ การทำลายวัฒนธรรมก็คือการทำลายรากเหง้าของสังคม ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ผลเสียทั้ง ๓ ประการข้างต้นร่วมกัน นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางสังคม ซึ่งประกอบด้วยความแตกสลายทางสังคม (Social disintegration) อาชญากรรม โสเภณีกรรม ยาเสพติด การฆ่าตัวตาย การฆ่าผู้อื่นตาย และพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนอื่นๆ รวมทั้งความรุนแรงและสงคราม รวมแล้วบางทีก็เรียกว่าพยาธิสภาพทางสังคม (social pathology) วิกฤตการณ์ทางสังคมเป็นเรื่องที่ยากต่อการแก้ไข คงไม่มีรัฐบาลใดๆ แก้ไขได้ นอกจากจะมีความเคลื่อนไหวทางสังคมและทางปัญญา - ๓ - # ภาคธุรกิจและการเงินที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ในระดับสากลมีความเคลื่อนไหวเรื่องที่เรียกว่า CSR (Corporate Social Responsibility) กันมาก และกำลังเติบโตขึ้นเป็นเทรนด์ใหญ่ Patricia Aburdine ซึ่งเคยเขียนหนังสือเรื่อง Megatrends 2000 ร่วมกับ John Naisbett ออกหนังสือเล่มใหม่ชื่อ Megatrends 2010 : The Rise of Conscious Capitalism หรือทุนนิยมที่ มีจิตสำนึก โดยเห็นว่ามีมากขึ้นทุกที่ที่ภาคธุรกิจและการเงินที่ทำงานด้วยการมีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ซึ่งนอกจากเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมแล้วองค์กรก็มีกำไรมากขึ้น และคนในองค์กรมีความสุขมากขึ้น ในการที่จะส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและการเงินทำการด้วยการมีหัวใจของความเป็นมนุษย์ แทนที่จะ ไปบอกว่าควรทำอย่างโน้นอย่างนี้ ประดุจว่าเขาไม่เคยทำอะไรดี ๆ อยู่เลย ควรไปศึกษาสำรวจดูว่ามีใคร หรือองค์กรใดทำอะไรดี ๆ อยู่บ้าง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แล้วนำข้อมูลมาเผยแพร่ให้เห็นคุณค่า และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ความดีก็จะขยายตัวออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ## แนวทางในการดำเนินการ แนวทางในการดำเนินการในเรื่อง CSR อาจมีได้ ดังต่อไปนี้ (๑) CEO ของบริษัทออกไปสัมผัสความทุกข์ยากของคน การสัมผัสความทุกข์ยากของ คนทำให้เกิดใจและปัญญา เหมือนเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อเป็นมกุฎราชกุมารได้ทรงศึกษาศิลปวิทยาทั้ง ๑๘ มีความรู้ทุกแขนง แต่ไม่ทรงมีปัญญา ต่อเมื่อเสด็จออกจากวังไปสัมผัสคนจน คนป่วย คนแก่ คนตาย จึง เกิดใจที่จะหาทางช่วยแก้ทุกข์ของมนุษย์ และต่อมาเกิดปัญญาที่เข้าใจทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ถ้า CEO ของบริษัทไปสัมผัสความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ก็จะเกิดใจและเกิดปัญญาขึ้น ได้ในทำนองเดียวกัน (๒) CEO Social Council (CSC) มีการประชุมสภา CEO เพื่อสังคมอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดือน ละหนึ่งครั้ง โดยเชิญนักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้าน และผู้ทำงานในภาคประชาสังคมเข้าร่วมประชุมด้วย จะ ทำให้เกิดความซัดเจนมากขึ้น ๆ ว่ามีเรื่องอะไรที่น่าทำบ้าง (๓) Corporate Social Research Institute บริษัทนำจะรวมตัวกันตั้งสถาบันวิจัยสังคม ไม่ใหญ่ นัก ใช้เงินไม่มากนัก แต่มีคุณภาพการวิจัยสูง เพื่อสังเคราะห์ประเด็นสาธารณะให้ชัดเจนถึงขั้นจัดการได้ ซึ่งจะมีผลมาก - ๔ - (๔) ส่งเสริมการจัดการทางสังคม การเรียนเรื่องการจัดการเกือบทั้งหมดเป็นการจัดการทางธุรกิจ การเรียนรู้เรื่องการจัดการทางสังคมเกือบไม่มีเลย ถ้ามีการจัดการทางสังคม จะมีผลอย่างมหาศาล ยกตัวอย่าง เช่น * ส่งเสริมการจัดการให้วัดทุกแห่งมีความสะอาด สงบ ร่มรื่น มีอาจารย์สอนวิปัสสนา กรรมฐาน ทำให้คนอยากเข้าวัด ลดความเครียด พัฒนาจิตใจ * ส่งเสริมการจัดการเรื่องการท่องเที่ยวในชุมชนท้องถิ่นให้ครบวงจร * ส่งเสริมการจัดการของชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง ถ้าชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งจะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง รวมทั้งความยากจน ดังนี้ เป็นต้น (๕) การเชื่อมต่อระหว่างเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจมหภาค กุญแจสำคัญของระบบเศรษฐกิจในอนาคตคือการเชื่อมต่อระหว่างเศรษฐกิจชุมชนกับเศรษฐกิจมหภาคให้เกื้อกูลกัน เศรษฐกิจชุมชนอันเป็นเศรษฐกิจฐานรากของสังคมกำลังแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่คนในภาคเศรษฐกิจชุมชนจะต่อไม่ค่อยถึงกับเศรษฐกิจมหภาค คนในภาคธุรกิจและการเงินจะมีความสามารถตรงนี้มากกว่า ถ้าสามารถมาจัดการเชื่อมต่อเศรษฐกิจ ๒ ระบบ เศรษฐกิจทั้งหมดของเราจะแข็งแรงและมั่นคง (๖) ส่งเสริมการเคลื่อนไหวเรื่องนโยบายสาธารณะ ในบทความเรื่อง "สิ่งที่นายก-รัฐมนตรีคนต่อไปควรทำ ๑๐ ประการคือ ... " ผมได้พูดถึงประเด็นนโยบายสาธารณะหลายเรื่อง ถ้ามีการสังเคราะห์ประเด็นสาธารณะให้ชัดเจนแล้วสังคมทุกภาคส่วนนำมาเคลื่อนไหวด้วยความเป็นกลาง จะเป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง และมีคุณภาพมากกว่าการเลือกตั้ง และเกือบจะเป็นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหายาก ๆ ในบ้านเมือง ภาคธุรกิจและการเงินอาจส่งเสริมการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเด็นสาธารณะสถาบันวิจัยสังคมของบริษัทที่กล่าวถึงในข้อ (๓) จะทำหน้าที่สังเคราะห์นโยบายสาธารณะ ภาคธุรกิจส่งเสริมให้ภาคประชาสังคม นักวิชาการ สื่อมวลชน นักศึกษา ข้าราชการที่มีจิตสาธารณะ รวมทั้งคนในภาคธุรกิจเอง เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในนโยบายสาธารณะนั้นๆ ผลักดันไปสู่การมีนโยบายสาธารณะที่ดี ๆ ก็จะช่วยคลี่คลายปัญหาสังคมได้สำเร็จเป็นลำดับไป ที่กล่าวมาพอเป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อยที่ภาคธุรกิจอาจทำเพื่อสังคม แต่ถ้า CEO ของบริษัทต่าง ๆ ไปสัมผัสปัญหาของคนทุกข์ยากจนเกิดใจและปัญญาแล้ว ย่อมเกิดพลังที่จะทำเรื่องดี ๆ ได้มากกว่านี้ ในที่สุดแล้ว มนุษย์ต้องรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน - ๕ - PQET ศักยภาพของภาคธุรกิจและการเงิน ในการแก้วิกฤตการณ์ทางสังคม ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
เศรษฐกิจ
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
4 September 2006
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ปาฐกถา
• สัมมนา
• ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์การธุรกิจ
history_eduหมวดหมู่
เศรษฐกิจ
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
4 September 2006
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้