auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
บทความนี้กล่าวถึงทิศทางของการบริการสังคมไทย เริ่มตั้งแต่การกล่าวถึงอุปสรรคของประเทศไทยที่มีหลากหลายมิติ ตั้งแต่วิกฤติเกี่ยวกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ การสะท้อนให้เห็นถึงพลังในการฝ่าวิกฤติ การแก้ไขในเรื่องโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ ความมีจิตสำนึก การวางท่าที่ของนายกรัฐมนตรี โดยเน้น สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี การใช้ยุทธศาสตร์ทางปัญญา และบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
พยากรณ์อนาคตประเทศไทย ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๔ สารถึงนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ ๑ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่อยากเห็นความสำเร็จของรัฐบาลในการ แก้ปัญหาของประเทศ โดยที่สำนึกว่าความสำเร็จของรัฐบาลคือความสำเร็จ ของประเทศไทย ผมขอส่งข้อคิดเห็นมายังท่านนายกรัฐมนตรีและประชา- ชนไทย ดังต่อไปนี้ ๑. อุปสรรคใหญ่ที่สุดของประเทศไทย คือการที่สังคมสมัยใหม่เป็นสังคมที่ซับซ้อนสุดประมาณ มีหลายมิติ และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สังคมไทยไม่เข้าใจระบบที่ซับซ้อนนี้ คนไทย ส่วนใหญ่เข้าใจในมิติเดียว ความไม่เข้ากันระหว่างความเป็นจริงทั้งหมดที่ ซับซ้อนกับความเข้าใจเพียงบางส่วนในมิติใดมิติเดียว นำมาซึ่งพยาธิสภาพ ๑ # พยากรณ์อนาคตประเทศไทย ๑ เมษายน ๒๕๔๔ ของสังคม และอาการต่าง ๆ ดังที่ปรากฏ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนไทย น้อยคนที่เข้าใจระบบที่ซับซ้อน ## ๒. วิกฤติคลื่นลูกที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วิกฤติคลื่นลูกที่ ๑ คือสงคราม ๙ ทัพพม่าตีกรุง ลูกที่ ๒ คือการ ล่าอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก ลูกที่ ๓ คือสงครามในประเทศจาก ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมือง คลื่นลูกที่ ๔ คือวิกฤติการณ์ใน ปัจจุบัน ซึ่งเป็นวิกฤติการณ์ทางสังคม ที่รวมวิกฤติทางเศรษฐกิจ ช่องว่าง ระหว่างคนจนคนรวย ความแตกสลายทางสังคม วิกฤติสิ่งแวดล้อม วิกฤติ ทางวัฒนธรรม ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกราก วิกฤติการณ์ลูกที่ ๔ เป็นวิกฤติการณ์ที่ยากกว่าคลื่นวิกฤติการณ์ลูก ที่ ๑-๓ เพราะซับซ้อนกว่า และไม่รู้ศัตรูคือใคร ถ้าศัตรูคือตัวเราเอง เรา ย่อมหาไม่พบ และนำไปสู่วิกฤติการณ์แห่งการทำลายตัวเอง ## ๓. พลังของประเทศในการฝ่าวิกฤติ ประเทศต้องมีพลังพอที่จะผนึกตัวเองฝ่าวิกฤติและอุปสรรคน้อยใหญ่ อันซับซ้อน รักษาตัวเองให้อยู่ในสมดุลและมีความยั่งยืน ในการนี้ประเทศ ต้องมีพลังสร้างสรรค์สูงยิ่ง แต่เรามีความอ่อนแอแห่งชาติ พลังทางลบหรือ ทางทำลายมีสูงมาก ท่ามกลางกระแสวิกฤติ เราติดอยู่ใน "โครงสร้างทอนกำลัง" อัน เหนียวแน่น ซึ่งประกอบด้วยอย่างน้อยดังต่อไปนี้ ๓.๑ เราขาดวัฒนธรรมการเรียนรู้ คนไทยไม่มีวัฒนธรรมการอ่าน เรื่องยาก ๆ ถ้าไม่อ่านจะไม่เข้าใจ ทำให้สังคมไทยขาดพลังปัญญา ความ บีบคั้นจากความไม่รู้จะแสดงออกมาด้วยความฮืดฮัดขัดข้อง ขวางหูขวางตา เยาะเย้ย ถากถาง บ่อนทำลายกันเอง ๒ # พยากรณ์อนาคตประเทศไทย ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ## ๓.๒ โครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ ซึ่งสืบเนื่องลงมาและยัง แก้ไม่หาย ### ๓.๓ ความมีจิตสำนึกเล็ก สังคมไทยเปลี่ยนแปลงจากสังคมเล็กมา เป็นสังคมใหญ่ในเวลาค่อนข้างสั้น จิตสำนึกของผู้คนยังเป็นจิตสำนึกเล็ก ๆ ที่ เห็นแก่ตัวเอง เห็นแก่พรรคพวกและวงศาคณาญาติ ขาดจิตสาธารณะที่ เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง สังคมใหญ่ต้องการจิตใหญ่ สังคมจึง จะมีพลัง ### ๓.๔ พลังอนุรักษ์ ที่ยังคิดแบบเก่า ๆ ทำแบบเก่า ๆ ในสถานการณ์ ใหม่อันต่างไปจากเดิมมากและวิกฤติยิ่ง ### ๓.๕ อิทธิพลของต่างประเทศ มหาอำนาจนอกจากจะใช้อาวุธและ เงินเพื่อควบคุมชาติต่าง ๆ ให้เป็นไปตามประโยชน์ของตนแล้ว ยังควบคุม การสื่อสารของโลกที่กำหนดการรับรู้ของเราให้เป็นไปตามประโยชน์ของเขา ถ้าเราไม่รู้เท่าทันก็จะถูกสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ไม่เป็นไป เพื่อความเข้มแข็งของเราเอง แต่ทำให้เกิดความแตกแยกและอ่อนแอ ตกในฐานะถูกกระทำตลอดเวลา ที่กล่าวมาพอเป็นตัวอย่างขององค์ประกอบที่เกาะกุมกันเป็น "โครงสร้างทอนกำลัง" สังคมไทยต้องการนวัตกรรมสูงเพื่อจะหลุดออกไป จากโครงสร้างแห่งวิกฤติการณ์ แต่ก็มีนวัตกรรมได้ยากถ้ามีอวิชชาสูง คำถามก็คือ ท่ามกลางพลังทางลบ สังคมไทยจะก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์ เพื่อหลุดออกจากสภาวะวิกฤติได้อย่างไร ## ๔. ข้อเสนอแนะ การที่ประเทศไทยจะมีพลังสร้างสรรค์เผชิญกับสภาพวิกฤติที่เป็น โครงสร้างที่ซับซ้อนและยากสุดประมาณนั้น เกือบเป็นไปไม่ได้เลย รัฐบาล ต่าง ๆ ที่ผ่านมาย่อมทำไม่ได้เพราะไม่มีพลังพอ รัฐบาลนี้ชนะการเลือกตั้งมา ๓ พยากรณ์อนาคตประเทศไทย ๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ ด้วยเสียงข้างมาก อยู่ในฐานะที่จะแก้ไขกฎหมายและสร้างกฎหมายใหม่ได้ง่าย ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีวิสัยทัศน์และมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศให้ได้ คำถามก็คือ จะเข็นครกข้ามภูเขาคือโครงสร้างอันทอนกำลังไปได้อย่างไร ผมขอเสนอแนะบางประการดังต่อไปนี้ ๔.๑ การวางท่าทีของนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีอ่านคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาสมาก และที่อ้างคำสอนของท่านในเรื่อง "สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี" นั้นเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว คือใช้ความบริสุทธิ์ ใช้ปัญญา ใช้ความเมตตา และใช้ความอดทนให้มาก ท่านและคณะไม่พึงตอบโต้การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยท่าทีและโวหารทางการเมืองแบบ "ปากไว" พวกปากไวหรือปากตลาดทางการเมืองซึ่งเคยใช้กันมากในอดีตจะเสื่อมความนิยมลงไปเรื่อย ๆ นักการเมืองผู้ใดทั้งฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ถ้าไม่ปรับตัวในเรื่องนี้จะไม่ได้รับศรัทธาเชื่อถือจากสังคม จึงควรใช้ "วจีสุจริต" ประกอบด้วยความจริง ความเมตตา สาระ และอรรถประโยชน์ "วจีสุจริต" จะช่วยให้สังคมไทยมีวุฒิสภาวะมากขึ้น ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีบ่มเพาะ "สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี" โดยไม่ต้องเป็นห่วงตัวเองด้วยประการใด ๆ จะเกิดศรัทธาบารมีขึ้น ซึ่งหาได้ยากในท่ามกลางโครงสร้างทอนกำลัง ไม่ว่าในฐานะใด ๆ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งมีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ มีความเป็นผู้ใหญ่ที่มีศรัทธาบารมี จะได้เป็นกำลังของคนไทยในการแก้ไขปัญหาอันยากยิ่งของประเทศ ๔.๒ ใช้ยุทธศาสตร์ทางปัญญา เนื่องจากปัญหาทอนกำลังของประเทศเป็นปัญหาของอวิชชา ยุทธศาสตร์ทางปัญญาจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน มีเรื่องต้องทำมากด้วยกัน ขอเสนอเพียงบางประการในที่นี้ ๔ # พยากรณ์อนาคตประเทศไทย ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ (๑) แสวงหาปัญญาชนผู้รู้รอบและรู้ลึกมาสื่อสารกับสังคม แต่โบราณพระเจ้าแผ่นดินต้องมี "ปราชญ์ของแผ่นดิน" เป็นที่ปรึกษา ปราชญ์คือผู้รู้รอบและรู้ลึก ในท่ามกลางโลกสมัยใหม่ที่เชื่อมโยงและซับซ้อน มีแต่ผู้รู้เป็นส่วน ๆ หรือคิด รู้สึก คาดเดา และสื่อการรู้เป็นส่วน ๆ ความเห็นหรือความคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา ทำให้คนทั้งหมดตกอยู่ในความบีบคั้นของความไม่รู้ นายกรัฐมนตรีน่าจะต้องแสวงหาผู้รู้รอบและรู้ลึก ถึงจะหาได้ยาก แต่น่าจะหาได้บ้าง มาเป็นผู้สื่อกับสังคมและตอบโต้กับกระแสข่าวจากต่างชาติที่ไม่ประกอบด้วย "วจีสุจริต" ให้ตีตกไปได้ด้วยปัญญาอันรู้ความจริงทั้งหมดและรู้เท่าทัน (๒) รีบสร้าง "ระบบ" สื่ออย่างครบวงจร การสื่อสารให้รู้ความจริงถึงกันเป็นปัจจัยให้เกิดบูรณาการไปสู่เอกภาพ หรือการมีพลังที่จะรักษาตัวเอง เน้นคำว่า "ระบบ" คือคิดองค์ประกอบของระบบให้ครบเครื่องและสัมพันธ์กัน ประดุจต้องการรถยนต์ที่วิ่งไปได้ต้องประกอบเครื่องให้ครบ บางทีขาดนอตไปตัวหนึ่งรถยนต์ก็วิ่งไม่ได้ ฉะนั้นควรรีบหาคนมาคิดระบบสื่อให้ครบ ถ้ามีระบบสื่อที่ครบบ้านเมืองจะมีพลังขึ้นอย่างรวดเร็ว (๓) ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการอ่าน คนไทยอ่านหนังสือน้อย เรื่องยาก ๆ ถ้าไม่อ่านก็ไม่เข้าใจเรามีเรื่องยาก ๆ เต็มไปหมด เมื่อไม่เข้าใจก็น่าจะวุ่นวายและทอนกำลังมาก ต้องหาคนมาคิดหากลไกที่จะทำให้คนไทยอ่านหนังสือให้มากโดยรวดเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิรูปการเรียนรู้ (๔) แสวงหานวัตกรรมในการจัดการ สังคมไทยหมดพลังเพราะขาดพลังในการจัดการ การจัดการแบบเก่า ๆ และการจัดองค์กรแบบเก่า ๆ ทำให้บ้านเมืองติดขัด ต้องตีประเด็นเรื่องนวัตกรรมการจัดการให้ได้โดยเร็ว ๕ พยากรณ์อนาคตประเทศไทย ๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ ที่จริงเรื่องการจัดเวิร์กช็อปเป็นเรื่องที่ดี แต่ข้าราชการหรือแม้แต่นักการเมืองด้วยจะติดอยู่ที่เครื่องมือเก่า ๆ จึงตีประเด็นไม่แตกว่าแล้วจะทำอย่างไรจึงจะเกิดผลจริง "Management makes the impossible possible" (การจัดการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้) ถ้ามีการจัดการที่ดีก็แก้ไขปัญหาได้ทุกชนิด การจัดการที่ดีทำไม่ได้ในระบบราชการ รัฐบาลจึงควรรีบตีประเด็นเรื่องนวัตกรรมในการจัดการให้แตกโดยเร็ว ๔.๓ ตั้งกองทุนพลังแผ่นดินเป็นเครื่องมือสร้างพลังแผ่นดิน พลังแผ่นดินจะเกิดจากการผนึกกันของพลัง ๕ คือ (๑) พลังสังคม เกิดจากการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำของคนไทยในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร และทุกเรื่อง (๒) พลังทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นรากฐานของสังคมต้องนำมาสร้างพลังแผ่นดิน (๓) พลังทางศีลธรรม สังคมที่ปราศจากศีลธรรมไม่มีพลัง นี้คือพลังของความถูกต้อง (๔) พลังของการจัดองค์กร (organization) ประเทศไทยขาดการจัดองค์กรที่ดีจึงไม่มีพลัง ทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน การศึกษา การศาสนา นี้คือนวัตกรรมในการจัดการที่กล่าวถึงข้างต้น (๕) พลังทางปัญญา สังคมจะใช้แต่ภูมิปัญญาดั้งเดิมอย่างเดียวไม่พอ ต้องสามารถเรียนรู้ของใหม่ได้ด้วย พลังทั้ง ๕ ประการผนึกกันจะเป็นพลังทางแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่สามารถแก้ปัญหาใด ๆ ได้ทั้งสิ้น รัฐบาลควรจัดตั้งกองทุนพลังแผ่นดินเป็นเครื่องมือในการจัดการขับเคลื่อนพลังแผ่นดิน โดยกองทุนนี้มีงบประมาณใช้ปีละ ๒-๓ พันล้านบาท ซึ่งก็ไม่มากมายอะไร อาจออกกฎหมายเก็บภาษีบางอย่าง (ทำนองเดียวกับกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งขึ้นภาษีสุราและบุหรี่ ๒ เปอร์เซ็นต์) ที่ไม่ทำให้รัฐบาลเดือดร้อนและประชาชนก็ไม่ลำบากอะไร ๖ # พยากรณ์อนาคตประเทศไทย ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ แต่มีกลไกที่เป็นเครื่องมือในการจัดการขับเคลื่อนเรื่องที่สำคัญ ๆ ที่ต้องการผลักดันโดยเร่งด่วน รวมทั้งสามารถสนับสนุนการจัดองค์กรในรูปใหม่ ## ๔.๔ ใช้ยุทธการ "บินออกจากเข่ง" ก็หายวิกฤติเศรษฐกิจ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวว่า "คนไทยเหมือนไก่อยู่ในเข่ง รอเวลาถูกนำไปฆ่า แต่ยังจิกตีกันร่ำไป" เพราะไม่มีวัตถุประสงค์ร่วมกันที่จะพร้อมใจกันบินออกจากเข่ง จึงมีแต่จะถูกนำไปฆ่า คนไทยประสบสภาวะวิกฤติ แต่ยังจิกตีกันร่ำไปก็ออกจากวิกฤติไม่ได้ เรื่องนี้ถ้าสามารถรวมตัวกันบินออกจากเข่ง ก็จะหายวิกฤติเศรษฐกิจได้ไม่ยาก กล่าวคือ รัฐบาลควรนำคนไทยทั้งชาติรณรงค์เคลื่อนไหว "กินของไทยใช้ของไทย และสร้างสิ่งที่จำเป็นขึ้นมาใช้เองให้ได้มากที่สุด" โดยมีเป้าหมายลดการนำเข้าให้ได้ปีละ ๓-๕ แสนล้านบาท เงิน ๓-๕ แสนล้านบาทจะมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้มีการผลิต การค้าขาย การบริโภค การสร้างการมีงานทำ การศึกษาวิจัย การเรียนรู้ ทำให้เราพึ่งตนเองได้และหลุดออกจากวิกฤติเศรษฐกิจ เรื่องนี้เป็นรูปธรรมพอและเป้าหมายชัดเจนที่จะขับเคลื่อนได้ง่าย แล้วจะเป็นการปรับวัฒนธรรมและทิศทางการพัฒนาไปในตัว ขอให้รัฐบาลและคนไทยทุกคนร่วมกันใน "ยุทธการบินออกจากเข่ง" จะหายวิกฤติเศรษฐกิจ ## ๔.๕ สัมพันธภาพกับต่างประเทศ ประเทศไทยเล็กนิดเดียวในท่ามกลางกระแสโลกาณเซี่ยวกรากเรื่องการต่างประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ถ้าเราไม่เข้าใจย่อมโดนกระแสโลกซัดกระเซอะกระเชิงหรือจมมิด ข้อสำคัญจะต้องวางท่าทีของเราให้เหมาะสม ไม่หวังพึ่ง สบายยอม ทำตัวเป็นเด็ก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะกลายเป็นลูกฟุตบอลที่ถูกเตะในสนามโลก ประเทศไทยต้องเกี่ยวข้องกับต่างประเทศอย่างมีศักดิ์ศรี มี ๗ # พยากรณ์อนาคตประเทศไทย ๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ ## ปัญญา และมีวุฒิสภาวะหรือมีความเป็นผู้ใหญ่ ถึงเราจน แต่เราก็มีศักดิ์ศรี มีปัญญา และมีความเป็นผู้ใหญ่ ที่จะช่วยคนอื่นได้ ตรงข้ามกับประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ที่ยังทำตัวเป็น เด็ก ที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึงเรื่องประเทศไทยจะเป็นตัวของ ตัวเอง และพูดถึงวิถีแห่งเอเชียนั้น เป็นเรื่องที่ถูกแล้ว การที่สื่อมวลชนต่าง ประเทศโจมตีกันขรมนั้นช่วยยืนยันว่าถูกแล้ว เพราะเขาไม่ชอบใครที่ออก นอกเส้นทางที่เขากำหนดไว้ ขอเสนอแนะเรื่องสัมพันธภาพกับต่างประเทศเฉพาะบางเรื่อง ดังต่อไปนี้ ### (๑) ใช้วิถีทางการทูตอย่างมีปรีชาญาณ คนไทยมีทักษะในทางการทูตมาแต่โบราณ ถ้าบวกด้วย ความรู้จักโลกและรู้จักตัวเราเอง จะทำให้เราวางฐานะไว้ในความเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่ผู้ตาม สามารถมีธุรสวาจาพร้อม ๆ กับปัญญาญาณ เช่น เรื่องโลกา- ภิวัตน์เป็นเรื่องที่เราเห็นด้วย เป็นเรื่องหนีไม่พ้น แต่ควรเป็นโลกาภิวัตน์ แบบอาริยะ (Civilized Globalization) การแข่งขันเป็นของดีถ้าการแข่งขัน เป็นไปเพื่อความแข็งแรงไปด้วยกัน เพราะมนุษย์ต้องอยู่ร่วมโลกเดียวกัน ไม่ใช่แข่งในแบบทำลาย ควรจะปรับปรุงแนวคิดจาก "การแข่งขันเสรี" ไปสู่ “การแข่งขันแบบมีศีลธรรม” เป็นต้น เราจึงควรเร่งการทูตอย่างมีปรีชาญาณ จะเป็นการช่วยโลก ให้มีวุฒิสภาวะทางปัญญามากขึ้น ### (๒) รวมขั้วเอเชีย ขณะนี้โลกมีขั้วดเดียวคือขั้วอเมริกัน ซึ่งเป็นอันตรายอย่าง ยิ่ง เพราะจะเสียสมดุลและทำลายตัวอเมริกันเอง โลกควรจะมีหลายขั้ว เพื่อการแข่งขันให้แข็งแรงไปด้วยกัน มีความหลากหลาย มีดุลยภาพ และมี ๘ # พยากรณ์อนาคตประเทศไทย ๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ ความยั่งยืน ควรมีขั้วเอเซีย ขั้วยุโรป ขั้วแอฟริกา ขั้วอเมริกาใต้ และขั้ว มุสลิม เป็นต้น สำหรับเอเชียนั้น ถ้ามีการรวมตัวกันระหว่างจีน อินเดีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และอื่น ๆ จะเป็นขั้วที่แข็งแรงยิ่ง และมี อำนาจต่อรองสูง ไทยนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และ ประเทศอื่น ๆ ประกอบกับการมีวัฒนธรรมเปิด และมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาได้ จึงอยู่ในจุดแข็งที่จะเล่นบทบาทประสานให้เกิด ขั้วเอเซีย ประเทศไทยจะมีศักดิ์ศรีและศักยภาพอย่างยิ่งในบทบาทนี้ และ จะสะท้อนกลับมามีผลกระทบต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของคนไทยทั้งชาติ เปลี่ยนจากความเป็นเด็กมาเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถให้อะไรคนอื่นได้ ## (๓) บทบาทสันติภาพโลก ถ้าดูตามประวัติศาสตร์คนไทยมีจุดแข็งอย่างหนึ่งที่หา ชาติใดเทียมยาก เราใจกว้างทางศาสนา เปิดรับให้ความอุปถัมภ์ เกิดความ ร่มเย็น ไม่มีสงครามศาสนาเหมือนที่อื่น เราเป็นประเทศเดียวในถิ่นแถบนี้ ที่ไม่ตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกโดยใช้วิถีทางการทูต เรายุติ การสู้รบภายในประเทศเพราะความขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมืองได้อย่าง ดีที่สุด ในขณะที่สหรัฐอเมริกาไม่สามารถยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ ความขัดแย้งระหว่างสิงหลกับทมิฬในศรีลังกายังแก้ไขไม่ได้ ความขัด แย้งระหว่างฮินดูกับมุสลิมได้กลืนกินชีวิตท่านมหาตมะคานธีไปแล้วก็ยังไม่ บรรเทา ฯลฯ สันติภาพเป็นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รัฐบาลควรมีแผนงานที่จะส่งเสริมจุดแข็งของคนไทยให้เป็นประโยชน์ต่อ สันติภาพของโลก เช่น อาจตั้ง "มูลนิธิสันติภาพนานาชาติแห่งประเทศไทย" (Thailand International Peace Foundation) เป็นเครื่องมือเพื่อ เคลื่อนไหวในเรื่องสันติภาพของโลก ๙ พยากรณ์อนาคตประเทศไทย ๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ (๔) เพิ่มสัมพันธภาพกับส่วนที่สร้างสรรค์ในต่างประเทศ การมองต่างประเทศควรมองใน ๒ ภาพ อย่ามองภาพเดียว คือมองภาพที่เป็นทางการหรือภาพรัฐบาล กับภาพของส่วนที่สร้างสรรค์ในสังคม เช่น รัฐบาลอเมริกันจะเห็นภาพความเป็นมหาอำนาจของโลกดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าว กดดันหรือแม้แต่รุกรานประเทศอื่นมากเกิน ดังที่เรียกกันว่า Ugly American ถ้ามองภาพเดียวอาจจะเห็นความน่าเกลียด ความหมดหวัง ความไม่รู้จะทำอย่างไร แต่อีกภาพหนึ่ง ในสังคมอเมริกันมีความหลากหลายที่สร้างสรรค์ มีคนที่มีจิตใจดี มีคนที่เห็นใจคนจน มีคนที่สนใจเรื่องวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย พัฒนาการทางจิตวิญญาณ คนไทยควรจะมองส่วนที่สร้างสรรค์ของสังคมอเมริกันและมีสัมพันธภาพกับส่วนนี้ให้มากขึ้น รัฐบาลควรส่งเสริมในส่วนนี้ เพราะในที่สุดแล้ว ส่วนที่สร้างสรรค์ของสังคมในประเทศต่าง ๆ จะเข้ามาเชื่อมโยงกันเป็นพลังสร้างสรรค์ของโลก ถ้าพิจารณาให้ดี ๆ เรามีทางที่จะมีสัมพันธภาพกับโลกจากจุดแข็งของเราเพื่อไปสู่ความสร้างสรรค์ร่วมกันได้มาก เราควรทำอะไรจากจุดแข็งของเรา ไม่ใช่จากจุดอ่อน ๕. ขอความสวัสดีจงมีแก่ประเทศไทย ผมไม่ได้เป็นพวกคุณทักษิณโดยไม่ใช่พวกคุณชวน หรือเป็นพวกคุณชวนโดยไม่ใช่พวกคุณทักษิณ ผมรักคนไทยทุกคนและถือว่าผมเป็นพวกเดียวกับทุกคน ถ้าคนไทยพร้อมใจกัน "บินออกจากเช่ง" ผมคิดว่าเราแก้วิกฤติชาติได้ แน่นอนเราต้องการความหลากหลาย แต่ขณะเดียวกันเราต้องการเอกภาพด้วย เราต้องเอาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นตัวตั้ง และมีเอก- ๑๐ # พยากรณ์อนาคตประเทศไทย ๑ เมษายน ๒๕๔๔ ภาพร่วมกันที่นั่น ถ้าเราลดละตัณหา ทิฐิ มานะ ได้มากเท่าไร เรายิ่ง สามารถเป็นเอกภาพได้มากขึ้นเท่านั้น และสามารถใช้ความหลากหลาย ของเรามาเชื่อมโยงอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างพลังแผ่นดินให้ประเทศไทย ฝ่าฟันหลุดพ้นจากสภาวะวิกฤติไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุข ความมีเกียรติ และ ความยั่งยืน จนกระทั่งคนไทยรู้สึกภูมิใจในศักดิ์ศรีของการเป็นคนไทย ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ๑๑ PQET สารถึงนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ ๑ ประเวศ วะสี MAIL 168 Zm 168. HONOW NEW NEW MELBOUR... 4007. [Handwritten signature]
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2001
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• นโยบายสังคม
• ประเทศไทย
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2001
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้