auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (1 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เนื้อหาในหนังสือเป็นการนำบทความ 2 เรื่องมารวมเล่ม ได้แก่ บทความเรื่อง กรณีพระประจักษ์-การอนุรักษ์ป่า ทางออกที่สร้างสรรค์ ที่ ศ.นพ.ประเวศ ได้เขียนและได้มอบให้ นายกฯ อนันท์ ปันยารชุน และเรื่อง คนรักต้นไม้ ที่เขียน ให้คุณประจิตต์ กำภู ชมรมคนรักต้นไม้
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
กรณีพระประจักษ์ การอนุรักษ์ป่า ทางออกที่สร้างสรรค์ คนรักต้นไม้ โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี กรณีพระประจักษ์-การอนุรักษ์ป่า ทางออกที่สร้างสรรค์ คนรักต้นไม้ ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี หมอแมกไซไซ ๒๕๒๔, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ๒๕๒๖, บุคคลดีเด่นของชาติ ๒๕๒๘, นักวิจัยดีเด่นของชาติ ๒๕๓๐ สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน รายได้จากการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว มอบให้มูลนิธิหมอชาวบ้าน เพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้คนรักต้นไม้ # กรณีพระประจักษ์-การอนุรักษ์ป่า ทางออกที่สร้างสรรค์ ## คนรักต้นไม้ ราคา ๒๕ บาท จัดพิมพ์โดย โครงการเผยแพร่ความรู้เพื่อการพัฒนา สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน ๓๖/๖ ซอยประดิพัทธ์ ๑๐ ถนนประดิพัทธ์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทร ๒๗๘-๐๔๘๑, ๒๗๑-๑๘๐๖ จัดพิมพ์ครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๔ ลิขสิทธิ์จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน ## คำนำ ทางสำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน มีความยินดีที่ได้มีโอกาสเสนอผลงาน การเขียนของศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี อีกครั้งหนึ่ง เรื่อง "กรณีพระประจักษ์-การอนุรักษ์ป่า ทางออกที่สร้างสรรค์" นี้ เป็นบทความ ที่ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้เขียนขึ้นเพื่อเสนอทางออกให้แก่รัฐบาล และได้มอบให้แก่ท่านนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๓๔ ที่ผ่านมา ในสังคมที่สลับซับซ้อนเยี่ยงปัจจุบัน การได้รับข้อมูลข่าวสารเพื่อพิจารณา ประกอบการตัดสินปัญหาใด ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และเราหวังว่าทางออกที่ สร้างสรรค์ ในการแก้ปัญหาคงจะได้รับการดำเนินการจากรัฐบาลเร็วที่สุด สำหรับเรื่อง "คนรักต้นไม้" นั้น เป็นบทความที่ศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเวศ วะสี เขียนให้ คุณประจิตต์ กำภู ชมรมคนรักต้นไม้ สำนักงบประมาณ ในชื่อบทความว่า "ต้นไม้กับธรรม" เมื่อ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ และได้แก้ไขเพิ่ม เติมเมื่อ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๔ ทางสำนักพิมพ์ฯ ได้พิจารณาเห็นว่าหากใช้ชื่อ "คนรักต้นไม้" ซึ่งมีการเอ่ยถึงในบทความของผู้เขียน ดูจะเป็นกันเองกว่า จึงได้ขอ อนุญาตผู้เขียนเปลี่ยนชื่อเป็น "คนรักต้นไม้" หากท่านเป็นคนที่ไม่เคยสนใจต้นไม้ ขอเชิญสัมผัสอรรถรสในเรื่อง "คนรักต้นไม้" แล้วท่านจะพบว่า กันปึ่งของหัวใจท่านนั้น มีต้นไม้เติบโตงอกงาม ขึ้นอยู่มากมายเพียงไร ด้วยความรักและเคารพ สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน พิมพ์ที่ โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์ ๙๔๗ ถนนอรุณอัมรินทร์ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐ # สารบัญ กรณีพระประจักษ์-การอนุรักษ์ป่า ทางออกที่สร้างสรรค์ ๑. คำนำ ๒. เรื่องหลายด้าน ๓. ป่าดงใหญ่ ๔. ปัญหาและข้อพิพาท ๕. สรุปประเด็น ๖. ปัจจัยทางโครงสร้างที่ทำให้เกิดปัญหา ๗. ทางออกที่สร้างสรรค์ ๘. หลักการแก้ปัญหา ๙. ปัจฉิมกถา คนรักต้นไม้ ๓๘ กรณีพระประจักษ์-การอนุรักษ์ป่า ทางออกที่สร้างสรรค์ # ๑ ## คำนำ ขณะนี้ความขัดแย้งกรณีพระประจักษ์กับการอนุรักษ์ป่าดงใหญ่กำลังเป็นเรื่องรุนแรง ทหารได้ไปรื้อกฎิพระประจักษ์ในป่าดงใหญ่และประณามพระประจักษ์ว่าเป็นคนไม่ดี หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ กลุ่มนักศึกษาพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ๑๖ สถาบัน และองค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กรสนับสนุนพระประจักษ์ พระประจักษ์ขอออกโทรทัศน์ชี้แจงความจริงและยอมให้ยิ่งทิ้ง แอ๊ด คาราบาว ซึ่งสนับสนุนพระประจักษ์บอกว่ายอมตายเป็นผีเฝ้าป่าดงใหญ่ มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกองทัพบ้าง ถึงโครงการจัดที่ทำกิน(คจก.)บ้าง ถึงกรมป่าไม้บ้าง ถึงบทบาทที่เหมาะสมของพระบ้าง รวมไปถึงคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับพระธรรมวินัยในเรื่องพระกับการอยู่ป่า ตลอดไปจนว่าทำไมหาเถรสมาคมไม่เข้ามาทำอะไรบ้าง ฯลฯ เรื่องนี้อาจบานปลายเกิดความแทกร้าวของคนในชาติขยายตัวมากขึ้นและกระทบสถาบัน เข้าทำนองน้ำผึ้งหยดเดียว โดยมิได้เกิดการแก้ปัญหาหลักและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เรื่องนี้มีหลายด้าน จะมองเฉพาะด้านใดด้านเดียวคงจะแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะจะเหมือนตาบอดคลำช้างแล้วทะเลาะกัน ต้องมองให้ครบทุกด้านเหมือนเห็นช้างทั้งตัว บทความนี้พยายามมองเรื่องทั้งหมดจากจุดที่เป็นกลาง และเสนอทางออกที่สร้างสรรค์ ทั้งเรื่องเฉพาะหน้า และเรื่องหลักในระยะยาว # ๒ เรื่องหลายด้าน หัวใจของเรื่องนี้หรือเรื่องช้างทั้งตัว คือเรื่องความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ในกรณีนี้มีแง่มุมที่เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างน้อย ๕ มิติด้วยกัน ๑. ความยากจนและการขาดที่ทำกินของราษฎร ๒. การอนุรักษ์ป่าและ พ.ร.บ. ป่าสงวน ๓. นโยบายการปลูกป่าเอกชนหรือป่าเศรษฐกิจ ๔. กองทัพกับการจัดที่ทำกินให้ราษฎร ๕. พระสงฆ์ มิติเหล่านี้มีทั้งที่เป็นปัญหา เป็นวิธีแก้ปัญหา ให้ความชอบธรรมในเฉพาะด้านแต่ขัดแย้งกับเรื่องอื่น แม้หากแต่ละฝ่ายจะมีเจตนาดีและตั้งใจทำหน้าที่ของตน ๆ ก็ต้องเข้าไปสู่ความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะโครงสร้างของมิติต่าง ๆ หรือระบบ มีความขัดแย้ง เมื่อเป็นเรื่องของระบบที่ขัดแย้ง จะพูดเฉพาะเรื่องบุคคลว่าใครดีใครไม่ดี ทะเลาะกันอยู่อย่างนั้นก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมดที่เข้ามาสอดสลักกันอยู่ ๑. ความยากจนและขาดที่ทำกินของราษฎร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และซักนำให้เกิดปัญหาทางสังคมต่าง ๆ รวมทั้งการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย ๗ คนเราเกิดมาทุกคนควรจะมีสิทธิพื้นฐานในการมีที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม ในการทำมาหากิน ซึ่งในครั้งโบราณไม่มีปัญหา เพราะคนน้อยและประชาชนอยู่ กันอย่างธรรมชาติ คือมีที่ดินทำกิน มีป่าไม้ให้พึ่งพาอาศัย เมื่อรัฐฯ มีอำนาจมากขึ้นและถือว่าที่ดินป่าไม้เป็นของรัฐฯ แล้วแต่รัฐฯ จะ จัดให้หรือไม่ให้ใคร ประกอบกับเรื่องการค้าขายเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ราษฎร จำนวนมากจึงไม่มีที่ทำกินและมีความยากจน ประเด็นเรื่องนี้คือ การบริหารจัดการทรัพยากร ที่ถูกต้องเป็นธรรม ให้ ประชาชนมีที่ทำกิน ถ้าเรื่องนี้แก่ไม่ตกเรื่องสิ่งแวดล้อมก็แก้ไม่ได้ ต้องมองควบคู่กันไป ## ๒. การอนุรักษ์ป่าไม้และ พ.ร.บ. ป่าสงวน เมื่อกรมป่าไม้ตระหนักว่าสูญเสียป่าไม้เป็นอันมาก จึงต้องการอนุรักษ์โดย ได้มีการออกแบบพระราชบัญญัติป่าสงวน ภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ทางราชการได้ประกาศเขตป่าสงวน ซึ่งทำด้วยเจตนาดี แต่เกิดความขัดแย้งกับข้อที่ ๑. เพราะในเขตที่เรียกว่าป่าสงวน มีประชาชนอาศัย อยู่ประมาณ ๑๐ ล้านคน ซึ่งกลายเป็นคนผิดกฎหมายไปทันทีที่จะต้องขับไล่ออก เมื่อมีกฎหมายก็เป็นความชอบธรรมทางนิตินัยที่กรมป่าไม้จะขับไล่จับกุมผู้ที่อยู่ใน เขตป่าสงวน แต่กฎหมายฉบับนี้ก็ก่อให้เกิดความขัดแย้งเรื้อรังเรื่อยมา เพราะไม่ได้ให้คำตอบ ว่าจะเอาคน ๑๐ ล้านคนไปไว้ที่ไหน เพราะคนต้องมีที่อยู่และที่ทำกิน และที่ว่ามี พระสงฆ์อยู่ในเขตป่าสงวนนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะชาวบ้านที่อยู่ในเขตป่าสงวนต้อง การพระ นอกจากจะมีชาวบ้านจะอยู่ในพื้นที่ซึ่งไปกำหนดว่าเป็นป่าสงวนแล้วยังมีอื่นๆ อีกเยอะ เช่น วัด ที่ว่าการอำเภอ ตลาด คือเขามีอยู่แล้วแต่ไปขีดวงว่าที่นี่เป็นป่าสงวน ปัญหาอีกประการหนึ่งของการประยุกต์ใช้กฎหมายฉบับนี้ก็คือ การเลือกปฏิบัติ กรมป่าไม้จะไปไล่คน วัด สถานที่ราชการออกทั้งหมดก็ไม่ได้ ก็ไล่บ้างไม่ไล่บ้าง จึงมีประเด็นข้อกล่าวหาว่าทำไมเลือกไล่พระ แต่ไม่ไล่นายทุนและพวกที่บุกรุกทำ ## สนามกอล์ฟ พ.ร.บ. ป่าสงวนออกมาด้วยความคิดว่าคนกับป่าจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ถ้า ต้องการป่าก็ต้องไม่เอาคน ซึ่งก็เป็นความจริง ถ้าทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ คือ ปลูกพืชชนิดเดียว เช่น ปลูกอ้อย ปลูกปอ ปลูกมันสำปะหลัง เพราะทำลายป่าลง เพื่อปลูกพืชพวกนี้ แต่ถ้ามีการทำ วนเกษตร หรือ เกษตรผสมผสาน ก็จะได้ทั้งป่า และได้ทั้งคน คือคนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ การคิดเรื่องป่ากับเรื่องสังคมต้องคิดร่วมกันไป ถ้าคิดเอาแต่ป่าแต่ไม่เอาคน ก็จะเกิดความขัดแย้ง ปัญหาของ พ.ร.บ.ป่าสงวน ขอให้อ่านกระแสพระราชดำรัสของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่อัญเชิญมาตีพิมพ์ไว้ในตอนที่ ๖ ## ๓. นโยบายป่าเศรษฐกิจ เมื่อรัฐบาลต้องการสร้างป่าเพิ่มขึ้น แต่เห็นว่าทางราชการมีกำลังน้อยไม่มี ทางจะสร้างป่าขึ้นมาได้ทัน จึงนึกถึงภาคธุรกิจเอกชน ถ้าให้ภาคธุรกิจเอกชนปลูกต้นไม้ที่จะทำให้เกิดสภาพป่า ประโยชน์ทาง เศรษฐกิจ จากการกระทำนั้นก็จะทำให้มีพลังในการสร้างป่า จึงเกิดนโยบายป่า ธุรกิจหรือป่าเศรษฐกิจขึ้น โดยให้บริษัทเช่าที่ไร่ละ ๑๐ บาทต่อปี บริษัทเหล่านี้ได้เช่าที่ปลูกต้นยูคาลิปตัส เพื่อเอาไม้ขายไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อ ทำเยื่อกระดาษ เรื่องยูคาลิปตัสนี้มีผลประโยชน์เป็นแรงจูงใจสูง จึงมิใช่เฉพาะบริษัทเอกชน เท่านั้นที่ทำ แต่อุตสาหกรรมป่าไม้ของกรมป่าไม้ก็ทำด้วย นโยบายป่าเศรษฐกิจหรือป่ายูคาลิปต์ทำให้เกิดกรณีพิพาทเรื่องยูคาลิปตัส เรื้อรังเรื่อยมา ซึ่งเป็นทั้งเรื่องขัดแย้งในแนวความคิด เรื่องทำผิดกฎหมาย เรื่อง ทำลายป่าธรรมชาติ และเรื่องแย่งชิงทรัพยากร ในเรื่องแนวความคิดนั้นมีว่า ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าป่าต้องประกอบด้วยต้นไม้นานา ๘ ๙ พันธุ์และสัตว์น้อยใหญ่ ที่เรียกว่าความหลากหลายทางชีววิทยา (biodiversity) ไม่ใช่มีต้นไม้ชนิดเดียว และว่าการปลูกยูคาลิปต์จำนวนมากกระทบกระเทือนต่อ สภาพแวดล้อม การปลูกยูคาลิปต์สัยงมีปัญหาต่าง ๆ อีกเช่น บริษัทใช้เนื้อที่เกินเลยจาก ที่เช่าดังที่เกิดกรณีบริษัทสวนกิตติ มีการทำลายป่าธรรมชาติเพื่อเอาไม้ไปขาย และเกิดสภาพป่าเสื่อมโทรมจะได้ปลูกยูคาลิปต์ มีการไล่ราษฎรออกจากพื้นที่ เพื่อปลูกยูคาลิปต์ ราษฎรไม่พอใจที่ปลูกยูคาลิปต์ไปประชิดที่เขา และเขารู้สึก ว่าน้ำในดินเหือดแห้งลง มีกรณีชาวบ้านบุกเข้าทำลายต้นยูคาลิปต์ของบริษัท หลายแห่ง ๔. กองทัพกับการจัดที่ทำกินให้ราษฎร รัฐบาลได้พยายามที่จะจัดที่ทำกินให้ราษฎร แต่กำลังทางราชการปกติมีน้อย ไม่เพียงพอที่จะทำได้ทัน ในที่สุดได้มอบให้กองทัพซึ่งมีกำลังพร้อมสรรพกว่าหน่วยราชการอื่น ๆ เป็น หัวหอกในโครงการจัดที่ทำกิน (คจก.) โดยจัดสรรงบประมาณให้ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้กองทัพมีความชอบธรรมที่จะจัดสรรที่ทำกินเมื่อเกิดความขัดแย้งกันในเรื่อง ที่ดินและป่าไม้ กองทัพจึงเข้าไปมีส่วนในความขัดแย้งนั้นด้วย และมีปัญหาอื่น ๆ อีกโดย เฉพาะเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานของราษฎร ๕. พระสงฆ์ ครั้งพุทธกาลมาไม่มีปัญหาเรื่องพระสงฆ์กับการอยู่ป่า ในพระไตรปิฎกคำที่ พบบ่อยคือ "พระภิกษุอยู่โคนไม้และเรือนร้าง" แต่ขณะนี้มีปัญหาข้อขัดแย้งเรื่อง การใช้และการบริหารจัดการเรื่องที่ดินและป่าไม้ เรื่องพระกับการอยู่ป่าก็เลยกลายเป็นมีปัญหาและมีคำถามต่าง ๆ ติดตาม สามารถาย ตลอดจนถึงว่าคำสั่งของมหาเถรสมาคมที่ห้ามพระเข้าไปอยู่ในป่าถูก ต้องหรือไม่ พระมีหน้าที่อนุรักษ์ป่าหรือไม่ พระเข้าไปอยู่ในเขตป่าสงวนผิด พระธรรมวินัยหรือไม่ อันที่จริงพระที่อยู่ในป่าก็ไม่ได้ทำลายป่า มีพระวินัยห้ามพระทำลายต้นไม้ แต่ในกรณีพระประจักษ์นี้มีเรื่องอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีก ต้องเข้าใจเรื่องทั้งหมด ที่เชื่อมโยงกัน ในการพิจารณาเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นต้องนำมิติต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นเข้า มาประกอบ จึงจะเข้าใจว่าปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร ๑๐ ๑๑ # ๓ ## ป่าดงใหญ่ กรณีนี้เกิดที่ป่าดงใหญ่ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ ### ป่าดงใหญ่ ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ประกาศเป็นป่าสงวนในปี ๒๕๐๒ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๘ มีเนื้อที่มากกว่า ๖๓๑,๒๕๐ ไร่ เป็นพื้นที่รอยต่อระหว่าง ๓ จังหวัด คือ อำเภอปะคำ อำเภอลานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี ตามสถิติของกรมป่าไม้ในปี ๒๕๓๐-๒๕๓๑ เหลือที่เป็นป่าสมบูรณ์ประมาณ ๒๑๒,๕๐๐ ไร่ ป่าดงใหญ่เป็นต้นน้ำ ๖ สาย คือ ห้วยหินเพลิง น้ำผุด ซับใหญ่ ซับน้อย โป่งลิง และซับหวาย สภาพป่าเป็นป่าไม้เบญจพรรณ เช่น ไม้ตะเคียน ไม้มะค่า ไม้ยาง และ ไม้พะยุง กรณีพิพาทเป็นป่าดงใหญ่ส่วนที่อำเภอปะคำมีเนื้อที่ประมาณ ๒๕,๐๐๐ ไร่ เป็นป่าค่อนข้างสมบูรณ์ ### ประวัติชุมชน หมู่บ้านหลักที่อยู่แต่เริ่มแรกได้แก่ บ้านปะคำ บ้านหนองน้ำขุ่น บ้านหิน โคนดง และบ้านกุดโบสถ์ เป็นบ้านป่า ๒-๓ ชั่วอายุคนประมาณ ๑๐๐ กว่าปี ในสมัยที่มีการสู้รบกับคอมมิวนิสต์ ในบริเวณนี้มีปัญหาคอมมิวนิสต์แทรกซึม ปี ๒๕๐๙ กองกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติตามนโยบายความมั่นคง และเปิด พื้นที่บางส่วนให้ราษฎรทำกิน ปี ๒๕๑๐ ครัวเรือนอพยพมาจากหลายจังหวัด เกิดบ้านใหม่ขึ้นหลายแห่ง ปี ๒๕๑๖-๒๐ เป็นช่วงการปราบคอมมิวนิสต์มาก ทหารได้ทำการเปิดป่า ให้ชาวบ้านเป็นกันชน โดย เสธ.จรวย นิ่มดิษฐ์ ออกปากกับชาวบ้านว่า ถ้าต่อสู้ กับคอมมิวนิสต์ชนะเมื่อไร ทุกคนจะอยู่อย่างสงบและทำกินในพื้นที่ได้ การเข้าร่วมต่อสู้คอมมิวนิสต์ของชาวบ้านกับทางราชการเป็นไปด้วยดีโดย ตลอดมา จนกระทั่งคอมมิวนิสต์หมดไปจากพื้นที่ในราวปี ๒๕๒๖ ๑๒ ๑๓ # ปัญหาและข้อพิพาท ข้อความต่อไปนี้ค้นคว้าและสรุปจากเอกสารที่มีผู้รวบรวมไว้ และจากข่าว หนังสือพิมพ์ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ รัฐบาลมีนโยบายจำแนกพื้นที่ป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าใน พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ขณะนั้นพื้นที่ป่าสงวนบางส่วนประมาณ ๔ หมื่นไร่ มีชาวบ้านจาก ๔ ตำบลคือ ตำบลโคกมะม่วง และตำบลหนองบัว ซึ่งมีที่ทำกิน อยู่ในเขตป่าสงวนทั้งหมด ส่วนอีก ๒ ตำบลคือตำบลไทยเจริญ และตำบลหูทำนบ มีที่ทำกินอยู่ในเขตป่าสงวนบางส่วน เข้าไปจับจองทำกิน โครงการพัฒนาป่าดงใหญ่มี ๔ โครงการ ๑,๒,๓ และ ๔ โครงการ ๒ และ ๔ อยู่ในเขตท้องที่อำเภอปะคำ กรมป่าไม้ร่วมกับกองทัพภาคที่ ๒ เป็นผู้ดำเนินการ โครงการดำเนินการโดยปลูกยูคาลิปตัสและจัดที่ทำกินให้ครอบครัว ครอบครัวละ ๑๕ ไร่ การปลูกยูคาลิปต์สนั้นมีทั้งที่กรมป่าไม้ทำเอง และโดยให้ บริษัทเอกชนเช่าไร่ละ ๑๐ บาทต่อปีตามโครงการป่าเอกชนตามที่กล่าวถึงในตอน ที่ ๒ ข้อ ๓ ## ปัญหาและข้อพิพาทโดยสรุปดังนี้ ๑. การจัดสรรที่ทำกินได้ไม่ทั่วถึงและไม่เป็นที่พอใจของราษฎร มีคนบาง ส่วนไม่ยอมย้ายจากที่เดิม และชาวบ้านจำนวนมากไม่มีที่ทำกินจะต้องถูกขับไล่ ออกจากเขตป่าสงวน ๒. มีการปลูกยูคาลิปต์สรุกเข้าไปในที่ที่ชาวบ้านทำกินอยู่ มีกรณีพิพาท เกิดขึ้นเป็นประจำ มีการข่มขู่จับกุมผู้ที่ไม่ยอมอพยพออกจากพื้นที่ที่จะทำการ ปลูกยูคาลิปตัส ในการกระทำดังกล่าวถืออำนาจตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนและตามนโยบาย ปลูกยูคาลิปตัส จึงกระทำค่อนข้างรุนแรง ดังคำสัมภาษณ์ของนายไปล่ จุลกิ่ง ผู้ใหญ่บ้านดอนนางงามดังนี้ "วิธีเข้ามาครั้งแรก เขาไม่ได้เข้ามาสัมผัสประชาชนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมาประชาสัมพันธ์มาขอกินข้าวห่อเดียวกัน ที่นี่ป่าไม้นะ เขาไม่พูดอย่างนั้น เขามาในนามกองทัพ มีปืนมาเกือบ ๔๐ กระบอก ตั้งทัพสั่งประชาชนที่อยู่ตาม เถียงนาให้ออกไป ไล่เลย จะทำอะไรก็ได้เพราะเขตนี้เป็นของเขา ใครไม่ออกจะ ใช้มาตรการเด็ดขาด ถ้าเถียงเขาจะยิง ครั้งแรกมีพวกเราประมาณ ๕๐ คน จะสู้ก็กลัวเขาเพราะเราไม่มีอาวุธ" ชาวบ้านเริ่มมีปฏิกิริยาคัดค้านการปลูกป่าของโครงการ เช่น คัดค้านคนงาน ไม่ให้ปลูกโดยยึดรถไถ แอบเข้าทำลายกล้ายูคาลิปต์สที่ปลูกในพื้นที่ของตน หนี การจับกุมของเจ้าหน้าที่ แอบถอนหลักเขตการปลูกยูคาลิปต์สของโครงการดงใหญ่ ๒ และ ๔ ขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ ในราวปี ๒๕๒๘ ชาวบ้านที่เดือดร้อนพูดคุยกันและรวมตัวกันโดยการนำของ นายคำ บุตรศรี และ นายชาญ โสมบุตร โดยเรียกร้องขอความเป็นธรรมไปตามลำดับ ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ไปจนถึงอำเภอ ไม่ประสบผลสำเร็จจึงมาเสนอต่อสภา ตำบล สภาตำบลโคกมะม่วงลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุติการปลูกยูคาลิปตัส และชาว บ้านเสนอขอเช่าพื้นที่จากทางราชการไร่ละ ๑๐ บาทต่อปี เช่นเดียวกับที่ให้ภาค เอกชนธุรกิจเช่า โดยเสนอที่จะปลูกป่าเป็นผลไม้ และไม้ยืนต้นอื่น ๆ ที่ชาวบ้าน เลือกเอง ที่จะเป็นทั้งป่าและประชาชนสามารถใช้ประโยชน์และมีรายได้พอเลี้ยงชีพ ข้อเสนอนี้ไม่ได้รับการสนองตอบ ความตึงเครียดมีมากขึ้น จากการจับกุม ชาวบ้าน ๓๘ คน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ ชาวบ้านประมาณ ๒,๐๐๐ คน รวมตัวกันที่หน้าสำนักงานโครงการดงใหญ่พัฒนา ๔ เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๓๑ และเกิดเหตุการณ์บุกตัดเผายูคาลิปตัสไปประมาณ ๒๐ ไร่ และเผาเรือนเพาะชำไป ๑๔ ๑๕ ๑ หลัง ลำดับเหตุการณ์โดยย่อ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๒๘ ชาวบ้านรวมตัวกันไปพบนายสุรพันธ์ เงินหมื่น นายอำเภอ ปะคำ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๒๘ ได้รับคำตอบจากนายพรเทพ หิมะเจริญ หัวหน้าโครงการ พัฒนาดงใหญ่ ๔ ว่าไม่สามารถจัดสรรที่ดินทำกินให้ได้ ทั้งหมด ๑๔ มกราคม ๒๕๒๙ ชาวบ้านไปขอพบนายอำเภอปะคำอีก ๑ เมษายน ๒๕๒๙ ได้ส่งคำร้องทุกข์กับพันโทเฉลิมเดช จารุวัฒน์ ๒๒ เมษายน ๒๕๒๙ โครงการป่าดงใหญ่ ๔ ได้มอบหมายให้หัวหน้าคนงาน จำนวนหนึ่งนำรถไถไปทำการไถพืชไร่ของชาวบ้านที่ปลูก ไว้ ชาวบ้านรวมตัวกันขับไล่คนงานและยึดรถไถ ๒๕ เมษายน ๒๕๒๙ ชาวบ้านจำนวนหนึ่งไปรอพบเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานป่าดง ใหญ่ ๔ แต่ไม่ได้พบกันตามนัด ๒๙ เมษายน ๒๕๒๙ ชาวบ้านประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ คน เดินทางไปพบนายพร อุดมพงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์เพื่อยื่นข้อเสนอวิธี แก้ไข ๒ พฤษภาคม ๒๕๒๙ มีการประกาศไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ภายในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ชาวบ้านไม่ยอม มีการจับกุมชาวบ้านไป ประมาณ ๒๐ คน ผู้ใหญ่ชาญ โสมาบุตร และนายคำ บุตรศรี ได้เดินทางไปร้องเรียนผู้ใหญ่ในสำนักงานเลขา ธิการนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งมีการปล่อยตัวชาวบ้าน ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๙ ทางราชการส่งตัวแทนมาพบชาวบ้านที่ชุมนุมกันประมาณ ๓,๐๐๐ คน ที่วัดบ้านเทพพัฒนา ชาวบ้านเสนอติสถา ตำบลไม่ให้ปลูกยูคาลิปตัสโดยชาวบ้านจะขอปลูกป่าทด ๒ มิถุนายน ๒๕๒๙ ชาวบ้านร้องเรียนอีกครั้งที่กองอำนวยการประชาชนพบ พลเรือตรีประกอบ วสินนท์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับปากว่าจะส่งเรื่องให้กรมป่าไม้ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๒๙ มีหมายเรียกชาวบ้านไปจำนวน ๑๐ คน ในข้อหาบุกรุก ป่าสงวน ชาวบ้านไม่มีหลักทรัพย์ประกันจึงรวมตัวกัน ประมาณ ๖๐๐ คน ขอใช้ตัวเองเป็นตัวประกันให้กับผู้ ถูกจับ ๘ กันยายน ๒๕๓๐ สภาตำบลมีมติเป็นเอกฉันท์ ๒๔ เสียง ขอให้ยกเลิกโครง การปลูกยูคาลิปตัส โดยจะขอเช่าที่จากรัฐบาลปลูกป่าเอง ๙-๑๕เมษายน ๒๕๓๑ ทางราชการได้ให้ฝ่ายทหารเข้ามาทำการจัดสรรพื้นที่มี ราษฎรมายื่นเพื่อขอสอบสวนสิทธิ์ถึง ๕,๐๐๐ ครอบครัว ทางกองทัพจัดที่ทำกินให้ครอบครัว ๑๒-๑๕ ไร่ โดยจัด สรรให้ได้ประมาณ ๒,๕๐๐ ครอบครัว มกราคมมีนาคม ทางการไม่สามารถจัดที่ทำกินให้ชาวบ้านทั้งหมด ชาวบ้าน ที่ไม่มีพื้นที่ทำกินเป็นของตนเองบุกรุกเข้าถางป่าเพิ่มเติม อีก นายคำ บุตรศรี กับชาวบ้านประมาณ ๓๐๐คน ออก เดินสำรวจแนวป่า ๓ วัน เพื่อแสวงหาความคิดที่จะ อนุรักษ์ป่าที่ยังสมบูรณ์ไว้ เนื่องจากเป็นป่าต้นน้ำลำธาร ตันเดือนเมษายน ๒๕๓๒ พระประจักษ์ คุตติจิตโต พร้อมพระเถรจำนวนหนึ่ง จากวัดถ้ำเขากระเจียว ลพบุรี เดินธุดงค์มาทะลุป่าดงใหญ่นี้ พบกับนายคำ บุตรศรี ทราบเรื่องราวปัญหาที่เกิดขึ้น และ ชาวบ้านขอให้ช่วย พระประจักษ์รับปากแต่ขอกลับไปทำ ธุระที่วัดถ้ำเขากระเจียวก่อน ๒๕ เมษายน ๒๕๓๒ พระประจักษ์กลับมาที่ป่าเขาหัวน้ำผุดอีกครั้งหนึ่ง พร้อม แทนเอง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ๑๖ ๑๗ กับชาวบ้าน ๓ ตำบลประมาณ ๓๐๐ คน รวมตัวกันตั้งเป็นคณะกรรมการอนุรักษ์ป่า เพื่ออนุรักษ์ป่าที่ยังสมบูรณ์ ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ไร่ โดยมีนายคำ บุตรศรี เป็นประธาน พฤษภาคม ๒๕๓๒ คณะอนุกรรมการอนุรักษ์เริ่มกิจกรรมด้านอนุรักษ์ทาสีตามต้นไม้แนวเขตป่าและขยายความคิดในการรักษาป่า โดยประชุมตามหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่รอบแนวป่า (ขณะนั้นมีการทำลายป่ารุนแรงโดยผู้มีอิทธิพลเข้ามาตัดไม้ โดยได้รับความร่วมมือจากข้าราชการบางส่วน และมีการส่งเสริมให้ชาวบ้านทำลายป่าธรรมชาติเพื่อให้ป่าเสื่อมโทรม จะได้ปลูกยูคาลิปตัสทดแทน) ๔ มิถุนายน ๒๕๓๒ พระประจักษ์ร่วมกับคณะกรรมการอนุรักษ์ป่าได้จัดพิธีบวชต้นไม้ใหญ่โดยเฉพาะผ้าเหลืองไปพัน เพื่อให้คนเกรงใจ พระศาสนาจะได้ไม่ตัดต้นไม้ มีการทำบุญและประกาศเขตป่าที่จะอนุรักษ์เป็นเขตอภัยทาน ห้ามตัดต้นไม้ ห้ามฆ่าสัตว์ และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของธรรมชาติกับมนุษย์ มีชาวบ้านร่วมพิธีประมาณ ๒,๐๐๐ คน พระณร ๓๐ รูป ในเวลา ๕ ทุ่มเศษคืนนั้น มีการยิงปืนขู่เข้ามาบริเวณศาลาที่พระประจักษ์และพระณรอก ๗ รูป อาศัยอยู่ เป็นกระสุนปืน ค. ๓ นัด ปืน ต. ๗๙ ๑๐ กว่านัด ปืนอื้ม ๑๖ มากกว่า ๑๐๐ นัด ๕ มิถุนายน ๒๕๓๒ จากปากคำชาวบ้านเห็นมีคนแต่งชุดทหารพรานเข้ามา มีการยิงปืนขู่ ชาวบ้านไปแจ้งความที่โรงพักไม่มีใครเข้ามาดู มีการขู่ว่าถ้าพระประจักษ์ไม่หนี วันที่ ๑๐ มิถุนายน จะมายิงซ้ำอีก ๙-๑๐-๑๑ มิถุนายน ชาวบ้านจากตำบลโคกมะม่วงและตำบลหนองบัว ประมาณ ๒๕๓๒ ๑,๐๐๐ คน ได้รวมตัวกันประท้วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเข้าทำลายเรือนเพาะชำ ๒ หลัง กล้ายูคาลิปตัส ๒๐๐,๐๐๐ กล้า ทำลายสวนป่าประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่ รวมค่าเสียหายประมาณ ๕,๓๙๐,๐๐๐ บาท และยื่นข้อเสนอ ๔ ข้อ คือ ๑. ให้หยุดปลูกสร้างสวนป่ายูคาลิปตัส ๒. ยกที่ดินเดียนแล้วให้ราษฎร ๓. ปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีบุกรุกป่าสงวน ๗ คน ๔. หาตัวผู้ยิงปืนเข้าไปสำนักสงฆ์น้ำผุด ๕. ให้ย้ายหัวหน้าโครงการคงใหญ่ ๔ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้อีกคนหนึ่งออกจากพื้นที่ มิถุนายน- ได้มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน มีนายยุกติ กรกฎาคม ๒๕๓๒ สาริกภูติ รักษาการอธิบดีกรมป่าไม้ นายทิวา สรรพกิจรองอธิบดี กรมป่าไม้ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ (นายพรอุดมพงษ์) แม่ทัพภาคที่ ๒ (พล.ท.อิสระพงศ์ หนุนภักดี) ร่วมด้วย มีส่วนที่ตกลงกันได้ และไม่ได้ กันยายน ๒๕๓๒ คณะกรรมการอนุรักษ์ป่าออกสำรวจป่าในเขตลำทรายโกง และห้วยซับหวาย ในเขตป่าดงใหญ่ พื้นที่ในเขตอำเภอเสิงสางพบว่ามีการตัดไม้จำนวนมาก และดำเนินการแปรรูปไม้ภายในบ้านนั่งเอง ส่วนใหญ่ เป็นไม้มะค่า ไม้ชิงชัน ไม้พะยูง และไม้ที่มีขนาดใหญ่ ทางกลุ่มอนุรักษ์ได้เก็บภาพและติดตามโดยนำทหารจากหน่วยสันตินิมิตรเข้าไปลาดตระเวนในพื้นที่ดังกล่าว พบคนงานซึ่งได้รับการว่าจ้างมากกว่า ๑๐๐ คน มีกลุ่มคนถืออาวุธสงคราม เช่น ปืนกลอก้า ๖-๑๐ คน ทำหน้าที่ควบคุมคุ้มครอง มีการปะ- ๑๙ - ๑๘ ทะ กันบ้าง แต่จับกุมผู้ทำผิดไม่ได้ มีการขนไม้ออกตาม ๓ เส้นทางคือ ทางบ้านกุดโบสถ์ อำเภอเสิงสาง ทางอำ- เภอปะคำ ทางเส้นทางคลองหนองกก และคลองซับหวาย อีกเส้นทางจะผ่านไปทางอำเภอละหานทราย แต่ละเส้น ทางจะมีด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ น.ป.พ แต่ล่าเลียง ไปได้สะดวก ไม่มีการจับกุม ทางชาวบ้านและคณะกรรมการ กลุ่มอนุรักษ์ป่าได้ก่อเนินดิน และนำขอนไม้มาวาง ขวางทางเพื่อสกัดกั้นการลำเลียงไม้ออก แต่ไม่สามารถ สกัดกั้นได้ มีชาวบ้านพบเห็นรถบรรทุกขนไม้ มีรถเจ้า- หน้าที่ตำรวจจาก สภ.อ.ปะคำ ขับนำว่าจับไม้ที่ยึดมาได้ จากพม่าลักลอบตัดไม้ แต่เมื่อชาวบ้านตามไปดูไม่พบของ กลางและไม่พบผู้กระทำผิด ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๒ นายคำ บุตรศรี ในฐานะประธานชมรมอนุรักษ์ป่าไม้เขา หัวน้ำผุดได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทำหนังสือร้องเรียน นายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.ประทิน สันติประภพ ปปป. และ อธิบดีกรมป่าไม้ (ดูสำเนาหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๒ -หน้า ๒๒) ๑๗ ตุลาคม ๒๕๓๒ พล.ต.ท.ประทิน สันติประภพ เข้าตรวจค้นไม้ที่ถูกลักลอบ ตัดในเขตป่าสงวนดงใหญ่ พร้อมกับชักลากออกมาเป็น หลักฐาน โดยนำมาไว้ที่โครงการปลูกสวนป่าดงใหญ่ ๔ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๓๒ หนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่านายกรัฐมนตรีได้รับเรื่อง ดังกล่าวไว้แล้วและสั่งดำเนินการเด็ดขาด ส.ส.บุรีรัมย์ ผู้หนึ่งกล่าวว่าการตัดไม้ครั้งนี้มีนายทุนจาก โคราชอยู่เบื้องหลัง ฝ่ายปกครองไม่พอใจนายคำ บุตรศรี ที่ไปร้องเรียนถึง กรุงเทพฯ และมีข่าวว่าผู้มีอิทธิพลวางแผนฆ่านายคำ ทำให้นายคำต้องหลบซ่อน ๒๓-๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ นักศึกษาชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์จัดกิจกรรมออกค่ายที่ปะคำ สร้างเรือน เพาะ ชำและแปลงสมุนไพร เพื่อสนับสนุนชาวบ้านในการพึ่ง ตนเองเพื่อรักษาป่า ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ รองแม่ทัพภาค ๒ และเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งได้ เยี่ยมเยียนและมอบเงินช่วยเหลือโครงการนักศึกษา และ ได้ตกลงกับชาวบ้านและพระประจักษ์ว่าจะร่วมมือกันรักษา ป่าโดยปักธงแสดงอาณาเขตอภัยทาน ๖ ธันวาคม ๒๕๓๒ พระประจักษ์ และชาวบ้าน ๓๐๐ คน รวมตัวกันหน้าที่ ว่าการอำเภอปะคำเรียกร้องให้มีการชี้แจงเกี่ยวกับการสั่ง ฆ่านายคำ ๒๕๓๓-๒๕๓๔ ปัญหาความขัดแย้งดำรงอยู่ เมษายน ๒๕๓๔ พระประจักษ์ถูกจับ ต่อมาเมื่อเร็วๆ นี้ มีการปะทะกันที่เสิงสาง พระประจักษ์และชาวบ้านถูก จับและทหารลุยรื้อกฎีพระประจักษ์ที่ในป่าเขาหัวน้ำผุด ดังที่เป็นข่าวเกรียวกราว ทั่วไปอยู่แล้ว จึงไม่ขอกล่าวในที่นี้ ข้างต้นคือเหตุการณ์ทั้งหมดแบบย่อๆ น่าจะมีผู้ไปศึกษาวิจัยให้ทราบราย ละเอียดยิ่งขึ้น ๒๐ ๒๑ ที่ตำบลโคกมะม่วง ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๒ เรื่อง การลักลอบตัดไม้ในป่าสงวนแห่งชาติ เรียน พณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ตามที่ได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช- บัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ถึง พ.ศ. ๒๕๓๒ ดังกล่าวนั้น โดยที่ปัจจุบัน สภาพป่าไม้ของประเทศได้ถูกทำลาย จนทำให้สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติขาด ความสมดุลอย์ อันจะยังผลให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นแก่สาธารณะ ดังเช่นที่เกิดในจังหวัดภาคใต้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๑ ในนามของชาวจังหวัดบุรีรัมภ์ขอกราบเรียนเสนอต่อ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในเขตอำเภอประคำ จังหวัดบุรีรัมภ์ มีการ ลักลอบ ตัดไม้ในเขตป่าสงวนอย่างถาวร ทั้งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ได้ประกาศนโยบายปิดป่าทั่วประเทศ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งยกเลิกสัมปทานป่าไม้ไปแล้วนั้น ทั้งนี้โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ และยังความวิบัติแก่ประเทศชาติกล่าวคือ ในเขตพื้นที่อำเภอประคำ ในส่วนที่เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ได้มีพวกนายทุน กลุ่มหนึ่ง ได้ทำการแปรรูปไม้แบบถาวรโดยเครื่องมืออันทันสมัย ทั้งนี้โดยมีเจ้าหน้าที่ ของทางราชการได้มีส่วนในการกระทำครั้งนี้ด้วย และได้ทำการแปรรูปไม้มาจน ถึงปัจจุบันนี้ เมื่อราษฎรนำไม้ที่ตายแล้วมาทำที่ปลูกสร้างอาศัย ก็ถูกเจ้าหน้าที่ของ หน่วยราชการจับกุม แต่หาได้ทำการจับกุมกลุ่มบุคคลที่ตัดไม้ทำลายป่า และแปรรูปไม้ แต่อย่างใดไม่ ทำให้เกิดความอเนื่องนาจใจแก่ราษฎรที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่เท่าเทียมกันทั้งๆ ที่คนไทยทุกคนก็อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน จากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วน และนายทุน ดังกล่าวข้างต้น ราษฎรและผู้ใหญ่บ้านได้เดินทางไปยังจุดที่ทำการแปรรูปไม้ และได้ทำการถ่ายภาพดังที่ได้เรียนเสนอต่อพณฯท่านนายกรัฐมนตรีมาพร้อมนี้ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๓๒ ได้มีรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปทำการขนไม้ที่ได้แปรรูปไว้แล้วออกมาจำนวนหนึ่งคันรถ ซึ่งเป็นไม้มะค่าทั้งหมด ในวันรุ่งขึ้นของวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๒ รถของเจ้าหน้าที่คันดังกล่าวได้ทำการ ขนไม้ซึ่งชันที่ได้แปรรูปไว้แล้ว ยาวประมาณ ๑ เมตรถึง ๑ เมตร ๒๐ อีกจำนวน หนึ่งคันรถ เมื่อราษฎรได้พบเห็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ก็เกิดความ รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การไม่รับผิดชอบของ เจ้าหน้าที่บางส่วน และกลุ่มผู้หวังผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายใด ๆ อันจะเกิดแก่ชาติ และความเดือดร้อนของราษฎร ที่จะขาดแหล่งต้นน้ำลำธาร นอกจากนี้ ในส่วนป่าสงวนแห่งชาติ เขตติดต่อระหว่าง อำเภอ ปะคำ จังหวัดบุรีรัมภ์ กับอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา และเขตติดต่อ กับอุทยาน ทับลาน ได้มีการตัดเลื่อยไม้โดยเครื่องมืออันทันสมัยของพวกนายทุน เพื่อนำไป ทำเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ โซฟา ทั้งที่มีหน่วย น.ป.พ.เฝ้าดูแลอยู่ แต่หาได้ทำการจับกุมไม่ ด้วยเหตุผลตามที่ได้กราบเรียน ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ราษฎรในเขตอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมภ์ มีความประสงค์ให้ ฯพณฯ ท่านนายก- รัฐมนตรี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ (ที่มีสะอาด) เร่งดำเนินการสอบสวน และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง เพื่อรักษาไว้ซึ่งสมดุลย์ ของธรรมชาติ ประโยชน์ของสาธารณะและประเทศชาติต่อไป กราบเรียนมาด้วยความเคารพยิ่ง นายคำ บุตรศรี ตำแหน่งประธานอนุรักษ์ป่าอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมภ์ ๒๒ ๒๓ Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image’s main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. ๙. ในทรรศนะของทางราชการย่อมเห็นว่า ชาวบ้านพวกนี้และพระประจักษ์ เป็นคนหัวแข็ง ชอบประท้วง ชอบร้องเรียน ไม่ทำตามคำสั่ง ทำลายของทางราชการ ปล่อยไว้ไม่ได้ และมีความชอบธรรมที่จะจัดการตามกฎหมายป่าสงวน ถ้ามีโอกาส ต้องจัดการให้เด็ดขาด และมีความชอบธรรมที่จะจัดการตามกฎหมายป่าสงวน ๑๐. เรื่องพระประจักษ์เป็นส่วนเดียวของปัญหา และมาทีหลัง แต่เนื่องจาก เป็นพระ เมื่อมีกรณีถูกจับ จะจับสึกไม่สึก มีการลุยรื้อกุฏิ จึงเป็นเรื่องบานปลาย ใหญ่ขึ้น ๑๑. เรื่องความขัดแย้งที่ปะคำนี้มีสื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน นักศึกษา เข้าไปสัมผัสปัญหากันมามาก จึงให้ความสนใจต่อความถูกผิดของข่าวที่ทางราชการ แถลงมาก ๑๒. หัวใจของปัญหาเรื่องนี้คือ ความขัดแย้งเรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องที่ดินและป่าไม้ ซึ่งยังไม่มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ถูกต้องและเป็นธรรม และมิได้เป็นปัญหาเฉพาะที่ป่าดงใหญ่เท่านั้น แต่เรียกว่าเป็นปัญหาทั่วประเทศก็ได้ # ปัจจัยทางโครงสร้างที่ทำให้เกิดปัญหา เมื่อพิจารณาเรื่องนี้ทั้งหมดแล้ว ผมเห็นใจและสงสารบุคคลที่เกี่ยวข้องทุก ฝ่าย ที่เข้ามาเป็นส่วนในระบบที่ขัดแย้งกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ทำให้มีความทุกข์ ความกลัว ความเกลียด ความโกรธ เพราะตัวปัจจัยหลักหรือโครงสร้างทางกฎ- หมายและนโยบาย การจะยกเฉพาะด้านมาเถียงหรือกล่าวหากันคงจะไม่นำไปสู่ข้อตกลงหรือ การแก้ปัญหาได้ เพราะมีทั้งผิดและถูกด้วยกันทุกฝ่าย สุดแต่จะเอาด้านใดขึ้นมา พูดหรือไม่พูด หากเห็นเรื่องทั้งหมดและเห็นใจซึ่งกันและกัน จะพบทางออกที่สร้างสรรค์ และมีประโยชน์ยั่งยืน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกเยี่ยมราษฎรอยู่เป็นเนื่องนิตย์ ทรงสัมผัส กับปัญหาต่อเนื่องยาวนานยิ่งกว่านายกรัฐมนตรี หรือข้าราชการทหารพลเรือน คนหนึ่งคนใด ทรงทราบความทุกข์ยากของราษฎรและปัญหาต่าง ๆ จึงมีพระราช- ดำรัสถึงวิธีการแก้ปัญหาในโอกาสต่าง ๆ เรื่องกรมป่าไม้กับการอนุรักษ์ป่า ไม้ก็คือเรื่องการบริหารจัดการป่าไม้ มีปัญหา มาเรื่อย ๆ จนมืดนอ้เสียนชื่อกรมป่าไม้ด้วยประการต่าง ๆ แน่นอนทีเดียวที่ข้าราชการกรมป่าไม้จะต้องมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่กรม ป่าไม้ คงจะไม่มีกำลังไปรักษาป่าทั่วประเทศ เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสในการปิดการสัมมนที่สำนักงานเกษตรภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ ว่า ๒๖ ๒๗ กรมป่าไม้ไม่มีกำลังพอที่จะไปจับคนทำลายป่าได้ทั่วประเทศ ต้องให้ ราษฎร เป็นผู้ปลูกป่า เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากป่า และเป็นผู้รักษาป่า นี้คือแนวความคิดเรื่อง ป่าชุมชน ถ้าติดตามความคิดในระดับสากล เขาจะพูดถึงความสำคัญของการกระจาย อำนาจในการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ ถ้ารวมศูนย์อำนาจการบริหารทรัพยากรธรรมชาติไว้ที่ส่วนกลาง จะทำไม่ ได้มีประสิทธิภาพ เกิดคอร์รัปชั่นได้ง่าย ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย เกิด ความขัดแย้งวุ่นวาย ต้องกระจายอำนาจไปให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เพราะชุมชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และรู้สภาพปัญหาโดยใกล้ชิด ป่าชุมชน คือการกระจายอำนาจให้ชุมชนสร้างป่า ได้รับประโยชน์จากป่า และดูแล รักษาป่า เมื่อชาวบ้านรู้สึกว่าป่าเป็นของเขาเขา ได้รับประโยชน์จากป่า ก็จะยิ่งช่วย กันทนุบำรุงดูแลรักษาป่า เรื่องนี้มีตัวอย่างทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยว่าวิธีการป่าชุมชนให้ ประโยชน์ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจของชาวบ้าน และการอนุรักษ์ระบบนิเวศน์ พร้อมกันไป นายแพทย์ราคา อโรเล่ ชาวอินเดียผู้ได้รับรางวัลแมกไซไซ ได้ส่งเสริมการ สร้างป่าชุมชนที่ใกล้ ๆ เมืองปูเน พบว่าป่าชุมชนเป็นทางรอดของคนจน หมออโรเล่ได้รับเชิญไปสอนที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอพกินส์ เป็นเวลา ๒ ปี พรบ. ป่าสงวน ถึงสร้างขึ้นมาด้วยเจตนาดี แต่มีปัญหาทั้งแนวความคิดและการปฏิบัติ ในด้านแนวความคิดนั้นคือคิดเรื่องป่าโดด ๆ ไม่คิดเรื่องสังคมร่วมไปด้วย เมื่อขีดเส้นป่าสงวนตูมไปในแผนที่ ปรากฏว่าคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกขีดว่าเป็นเขต ป่าสงวนประมาณ ๑๐ ล้านคน กลายเป็นคนผิดกฎหมายทันที ทางราชการจะขับ ไล่เมื่อใดก็ได้ เป็นความเดือดร้อนขัดแย้งเรื้อรังเรื่อยมา ในเรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัสพระ ราชทานแก่คณะกรรมการจัดงานวันรพี ณ พระตำหนักจิตรลดา เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๑๖ ความว่า ในป่าสงวนซึ่งทางราชการได้ขีดเส้นไว้ว่าเป็นป่าสงวน หรือ ป่าจำแนกแต่เมื่อเราขีดเส้นไว้ประชาชนก็อยู่ในนั้นแล้ว เขาจะเอา กฎหมายป่าสงวนไปบังคับคนที่ยังอยู่ในป่าที่พึ่งสงวนทีหลังโดยขีด เส้นบนแผ่นกระดาษก็ดูชอบกลอยู่ แต่ก็มีปัญหาเกิดขึ้น คือ เมื่อขีด เส้นแล้วประชาชนที่อยู่ในนั้นกลายเป็นฝาผืนกฎหมายไป ถ้าดูใน ทางกฎหมายเขาก็ฝ่าฝืน เพราะตราเป็นกฎหมายอันชอบธรรม แต่ ถ้าดูตามธรรมชาติ ใครเป็นผู้ทำผิดกฎหมาย ก็ผู้ขีดเส้นนั้นเอง เพราะว่าบุคคลผู้อยู่ในป่านั้นเขาอยู่ก่อน เขามีสิทธิ์ในความเป็นมนุษย์ หมายความว่าทางราชการบุกรุกบุคคล ไม่ใช่บุคคลบุกรุกบ้านเมือง" ทรงกล่าวไว้ลึกซึ้งและฉกรรจ์เหลือเกิน ลองอ่านพระราชดำรัสดูหลาย ๆ เที่ยว และทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นตามที่เล่ามาข้างต้น ก็จะเข้าใจว่าทำไมฝ่ายต่าง ๆ จึงเข้าไปสู่ความขัดแย้งกันอย่างอีรุงตุงนัง คำถามก็คือว่า ทั้ง ๆ ที่คนไทยและรัฐบาลไทยทุกรัฐบาลก็รักเคารพพระเจ้า- อยู่หัวกันทั้งนั้น และทั้งเรื่องป่าชุมชนและเรื่อง พรบ. ป่าสงวน ก็ทรงรับสั่งมาตั้ง ๑๐ และ ๑๘ ปีแล้ว ทำไมจึงยังแก้ไขไม่ได้ เป็นเพราะแต่ละคนอยู่ในตำแหน่งไม่นาน หรือไม่ เข้าใจ หรือยุ่งมากเกินไม่มีเวลาสนใจจริง ๆ หรือมัวสนใจแต่การพัฒนาเศรษฐกิจ ขาดการสนใจเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องยากเกินสติปัญญา ส่วนในเรื่องป่าภาคเอกชนหรือป่าเศรษฐกิจนั้น แม้จะคิดด้วยเจตนาดี แต่ แรงจูงใจสูงทางเศรษฐกิจก็ทำให้บุคคลทำผิด ดังได้เห็นว่าการบุกรุกปลูกยูคาลิปตัส ๒๘ ๒๙ ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างไร โดยสรุปปัจจัยทางโครงสร้างหรือกรอบที่ถักทอให้เกิดความขัดแย้งคือ ๑. การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่รวมศูนย์อำนาจ ๒. พ.ร.บ. ป่าสงวน ๓. นโยบายป่าภาคเอกชน ## ทางออกที่สร้างสรรค์ แน่นอน กรณีพระประจักษ์เป็นเรื่องที่รุนแรง ทำให้เกิดอารมณ์ได้มากและ ละวางจากอารมณ์ได้ยาก แต่ถ้าเราคิดอยู่ที่อารมณ์และผลของอารมณ์ เราจะไป ไม่ถึงปัญญา และไม่ถึงจุดมุ่งหมายอันสูงส่งของการเดินทางหรือปฏิปทาของเรา จุดมุ่งหมายอันสูงส่งของเราร่วมกันคือ ๑. มีการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกต้องเป็นธรรม ๒. ราษฎรมีที่ทำกินถ้วนหน้า มีสวัสดิภาพในชีวิตและสังคม ๓. มีการฟื้นฟูบูรณะและอนุรักษ์ป่า ๔. มีศานติสุขในสังคมไทย เราควรจะชูจุดมุ่งหมายนี้ให้สูงและพยายามไปให้ถึง ถ้าจะมัวทะเลาะกัน พยายามเอาชนะกัน พยายามถกเถียงกันให้มันแจ่มแจ้งแดงแจ๋ว่าใครผิดใครถูก ก็จะลืมจุดมุ่งหมายอันสูงส่งนี้เสีย หรือไม่ได้ออกเดินทางต่อไปอีกเลย เพราะบอบ ซ้ำจากการตีกันจนหมดกำลัง ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้นไม่ได้มีแต่วิธีถกเถียงตามเหตุผลว่าใครผิด ใครถูกอย่างเดียว หรือบ่อย ๆ ครั้งวิธีนี้ก็แก้ปัญหาไม่ได้ด้วยซ้ำไป เพราะยิ่งเถียง ไปเถียงมายิ่งยึดมั่นในทิฐิฐานะของตน ๆ มากยิ่งขึ้น หรือเกิดพยาบาทอาฆาต กันเพิ่มขึ้น เพราะต่างเป็นปุถชนด้วยกัน วิธีอื่นยังมีอีก นั่นคือ การให้อภัยและการมองตนเอง การให้อภัยก็เพื่อให้เรื่องยุติ จะได้อยู่ด้วยกันและทำงานด้วยกันต่อไปได้ ที่ ๓๐ ๓๑ จะให้อภัยได้ต้องมีความเมตตาสูง การมองตนเองช่วยให้ความขัดแย้งยุติ ใน ความขัดแย้งเราจะมองว่าอีกฝ่ายหนึ่งผิดและค้ำยันกันอยู่อย่างนั้น การมองตน เองนั้นคือมองว่าเราอาจจะมีส่วนผิดก็ได้ นี้คือการลดทิฐิมานะ ทำให้สิ้นกรรม หรือยุติการก่อกรรมก่อเวรต่อไป ผมขอร้อง ดังนี้ ๑. ยุติการประณามกัน ๒. พระประจักษ์แผ่เมตตาแก่ผู้ที่กระทำต่อท่าน ๓. ผู้ที่กระทำต่อพระประจักษ์ขอโทษท่านเสีย กระทำในใจก็ได้ถ้าไม่ต้องการ แสดงออก หรือจะให้ดีก็นิมนต์ท่านดักบาตรทำบุญ สวดมนต์ เรื่องการบวช การสวดมนต์ การดักบาตรทำบุญ เป็นประเพณีที่ดีงามของ สังคมไทย เพราะช่วยชะล้างการติดข้องอยู่ในความรู้สึกเก่า ๆ ไม่ว่าเรื่องนั้น ๆ จะ เกิดจากอะไร ถือเป็น บุญกิริยา ที่สำคัญ จากการใช้ธรรมะดังกล่าวข้างต้น จะทำให้เราอยู่ในฐานะที่จะไปสู่ทางออก ที่สร้างสรรค์เพื่อศานติสุขของสังคมไทย หลักการแก้ปัญหา ควรแก้ไขในเรื่องหลัก ๒ เรื่อง คือ ๑. กระจายอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติไปสู่ชุมชน ๒. ปรับนโยบายการปลูกป่าภาคเอกชน ซึ่งขอขยายความดังนี้ ๑. กระจายอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติไปสู่ชุมชน รัฐบาลทำได้โดยออกกฎหมายองค์กรชุมชน เมื่อชุมชนรวมตัวกันมีกลไก ในการบริหารจัดการให้มาขอจดทะเบียนกับทางราชการ เมื่อองค์กรชุมชนได้ รับการจดทะเบียนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล สามารถทำนิติกรรมได้ และรัฐบาล ดำเนินการดังต่อไปนี้ ๑. จัดสรรที่ส่วนหนึ่งให้องค์กรชุมชนสร้างป่าเป็นป่าชุมชน องค์กรชุม ชนวางกติกาการได้ประโยชน์จากป่าและการอนุรักษ์ป่า รัฐบาลคอยกำกับดูแล ๒. จัดสรรที่ดินอีกส่วนหนึ่งให้ หรือจะให้องค์กรชุมชนเช่าไร่ละ ๑๐ บาทต่อปี เหมือนที่ให้บริษัทเช่าก็ได้ โดยที่ยังเป็นของรัฐฯ องค์กรชุมชนจัดให้มี การทำวนเกษตร หรือเกษตรผสมผสานส่วนหนึ่ง เพื่อประกันว่ามีกินและเป็น การสร้างป่าไปด้วย ส่วนอีกส่วนหนึ่งจะปลูกพืชเศรษฐกิจ ทำหัตถกรรม ทำ อุตสาหกรรมหมู่บ้าน ทำการค้า หรืออะไรอย่างอื่น ก็ควรหาทางส่งเสริมสนับสนุน ถ้าได้ทำดังนี้ จะเป็นทั้งการพัฒนาทางการเมือง เศรษฐกิจของประชาชน และ ระบบนิเวศน์พร้อมกันไป กล่าวคือ ๓๒ ๓๓ - องค์กรชุมชนที่เป็นนิติบุคคล เป็นสถาบันท้องถิ่นที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด เป็นรากฐานของประชาธิปไตย - เศรษฐกิจของคนชนบทที่ยากจนจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว - ป่าไม้จะงอกงามขึ้นมาเต็มประเทศจากป่าชุมชน และวนเกษตรกรรม ## ๒. ปรับนโยบายการปลูกป่าภาคเอกชน เรื่องการปลูกยุคาลิปต์สควรจะปลูกเพื่ออุตสาหกรรมทำเยื่อกระดาษ แต่ควรจะแยกเรื่องกับนโยบายป่าไม้ ไม่เอามาเป็นนโยบายสร้างป่า แต่เป็นนโยบายการผลิตเพื่ออุตสาหกรรม คือให้ปลูกเฉพาะแห่ง ไม่ใช่ไปรุกรานชาวบ้านอย่างที่เกิดเรื่อง โดยที่เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน และมีความพยายามที่จะแก้ไขโดยฝ่ายต่าง ๆ แต่ไม่สำเร็จ สมควรที่นายกรัฐมนตรีจะมาจัดการแก้ปัญหาเองให้สำเร็จ โดยเชิญนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน ผู้นำชาวบ้าน ร่วมกับทางราชการอาจจะพิจารณานิมนต์พระประจักษ์ร่วมในคณะกรรมการด้วยก็ได้ ควรจะพิจารณาจากข้อเสนอแนะของการสัมมนาเรื่องป่าไม้ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๓๒ เพราะครั้งนั้นเป็นการประชุมใหญ่ มีการเตรียมประชุมอย่างดี และมีฝ่ายต่าง ๆ มาร่วมประชุมค่อนข้างครบครัน จะเป็นการดีอย่างยิ่ง ถ้านายกรัฐมนตรีขอพระราชทานนำคณะกรรมการที่จะแก้ไขในเรื่องนี้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอรับพระราชทานกระแสพระราชดำริ ซึ่งจะเป็นทั้งสิริมงคลให้เรื่องร้ายหายสูญ และเป็นทั้งสติปัญญาที่จะแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้อย่างจริงจัง เพื่อศานติสุขในประเทศของเรา ## ปัจฉิมกถา กรณีพระประจักษ์ และชาวบ้านที่ปะคำเป็นตัวอย่างของความขัดแย้งเรื่องการใช้ทรัพยากร ซึ่งยังมีเรื่องอื่น ๆ อีก ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาความขัดแย้งชนิดใหม่ ประเทศยังไม่มีทักษะในการบริหารจัดการแก้ปัญหาความขัดแย้ง (conflict management) เหล่านี้ เมื่อไม่มีทักษะในการแก้ความขัดแย้งก็จะเกิดเรื่องรุนแรงขึ้น เช่น การปะทะม็อบชนมือบ และการทำลายเข้าของ เป็นต้น ยิ่งเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ไม่พัฒนาความสามารถในการบริหารจัดการความขัดแย้ง ความขัดแย้งเรื่องการใช้ทรัพยากรจะรุนแรงยิ่งขึ้น อันที่จริง ถ้ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะทำการศึกษาวิจัยเรื่องทรัพยากรให้สังคมเข้าใจทุกแง่ทุกมุม และพัฒนาทักษะในการบริหารจัดการความขัดแย้ง ความรุนแรงก็จะทุเลาเบาบางลง แต่มหาวิทยาลัยก็ก็เกือบจะไม่ได้ทำเช่นนั้นเลย รัฐบาลควรเร่งให้มหาวิทยาลัยเข้ามาศึกษาวิจัยเกี่ยวกับทรัพยากรในทุกภาคของประเทศ และพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และจัดสรรงบประมาณไปให้มหาวิทยาลัยเพื่อการนี้โดยด่วน ผมเองที่เขียนเรื่องนี้มาทั้งหมด หาได้มีความชำนาญในเรื่องนี้แต่อย่างใด ไม่แต่เห็นใจและสงสารทุกฝ่ายที่เข้าไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง จึงไปค้นคว้ารวบรวมมาเพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทุกด้าน โดยพยายามทำตามหลัก วิภัชวาท ซึ่งเป็นลักษณะของพระพุทธศาสนา ๓๔ ๓๕ การแก้ปัญหาคงจะต้องพยายามมองจากจุดที่เป็นกลางมากที่สุด และมอง จากแง่มุมของทุกฝ่าย ไม่ใช่จากฝ่ายใดฝ่ายเดียว และต้องใช้ธรรมะเป็นชุดที่เดียว คือ สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ และแม้ข้ออื่น ๆ อีก ในปัญหายากๆ ใช้ธรรมะข้อใดข้อเดียวโดดๆ ก็อาจจะไม่เพียงพอที่จะแก้ ปัญหา เมื่อเรายิ่งเร่งพัฒนาทางวัตถุ เรายิ่งมีความขัดแย้งสูงขึ้น จึงควรต้องพัฒนา การแก้ปัญหาไว้ด้วย สำหรับผมเองต้องการจะช่วยเหลือจากจุดที่เป็นกลาง เพราะฉะนั้นขออย่า ได้มาชักชวนผลักดันให้ผมไปเข้าข้างเป็นพรรคเป็นพวกข้างหนึ่งข้างใดเลย ไม่ว่า จะโดยคิดว่าข้างหรือฝ่ายของตน ๆ มีความถูกต้องกว่าฝ่ายหรือข้างอื่นอย่างใดก็ตาม ผมเองไม่เชื่อการแก้ไขโดยการแบ่งกันเป็นขั้วและเผชิญหน้ากัน เพราะ ปุถุชนต่างมีกิเลสด้วยกันทั้งสิ้น คงจะต้องใช้ความรักความเมตตาให้มาก และหา ทางไปสู่ความดีงามร่วมกัน ที่พูดอย่างนี้ก็อาจถูกหาว่าพูดแบบจิตนิยม แต่ก็คิดว่าคงต้องใช้ทั้งจิตและวัตถุ เพราะมนุษย์มีทั้งรูปและนาม ขอท่านทั้งหลายจงมีเมตตาต่อกันและกัน ๓๖
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สิ่งแวดล้อม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1991
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟ คอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การอนุรักษ์ป่าไม้
• ป่าไม้และการป่าไม้ -- แง่สังคม
history_eduหมวดหมู่
สิ่งแวดล้อม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1991
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟ คอมมอนส์ได้