auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
ศ. นพ. ประเวศ วะสี ได้เขียนบทความ เรื่อง ศิริราชกับการพัฒนาระบบ Palliative Care (ชีวันตารักษ์) เป็นระบบหนึ่งของศิริราชพยาบาลที่จัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่ควรพัฒนาระบบให้ใช้ได้ทั่วประเทศ และอธิบายหลักการของระบบชีวันตารักษ์
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# ศิริราชกับการพัฒนาระบบ Palliative Care (ชีวันตารักษ์) ประเวศ วะสี ด # ๑. ความสำคัญของศิริราชกับความสำคัญของระบบชีวันตารักษ์ (Palliative Care) ศิริราชมีความเป็นสถาบันที่สำคัญของสังคม การที่ศิริราชจะทำหรือไม่ทำอะไร หรือทำอย่างไร มีผลกระทบต่อสังคม ศิริราชมีความพร้อมทั้งบารมี ปัญญา และทรัพยากร มีครบที่สุดมากกว่าสถาบันใดๆในประเทศไทย จึงอยู่ในฐานะที่จะทำอะไรที่ดีที่สุด คำถามของชาวศิริราชก็คือ "Why not the best?" PalliativeCareหรือที่มีผู้บัญญัติศัพท์เพื่อเลือกใช้ว่า "**ชีวันตารักษ์**" อันเป็นภาษาบาลี ซึ่งถ้าถอดความหมายของคำ (ชีว = ชีวิต ; อันตะ = ที่สุด ; รักษ์ = รักษา) ก็ได้ความหมายใกล้เคียง สุ้มเสียงภาษาบาลีดูนุ่มนวลไม่น่ากลัว เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและสำคัญยิ่ง ชีวิตของทุกคนมีความศักดิ์สิทธิ์และมีค่ายิ่ง แต่ก็หลีกเลี่ยงความตายไปไม่พ้น ในการเจ็บป่วยบั้นปลายชีวิตอันไม่สามารถรักษาให้หายคืนมาได้แล้ว ความตายอาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่การอยู่ช่วงก่อนตายอาจเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ทั้งทางกาย ทางใจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ การแพทย์ที่มุ่งแต่ยึดชีวิตด้วยเทคโนโลยีต่างๆอาจไม่ใช่ prolong life แต่ prolong death ที่ยึดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยและการสูญเสียทรัพยากร แต่ก็เป็นการยากมากที่แพทย์จะทำใจไม่ "ช่วยชีวิต" ผู้ป่วย โดยปล่อยให้ตายไป ทั้งๆที่มีเทคโนโลยีอยู่ในมือ ในบางประเทศค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดใช้ไปในการพยายามยืดอายุใน ๖ เดือนท้ายของชีวิต ซึ่งก็เกิดคำถามว่าคุ้มหรือไม่ที่จะยืดอายุหรือยึดความทรมานต่อไปอีกไม่กี่เดือน ซึ่งในที่สุดก็ต้องตาย สิ่งที่ทำมีความหมายอะไร เอาทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปทุ่มเทกับการอยู่รอดชีวิตของเด็กๆซึ่งจะมีชีวิตต่อไปอีกนานไม่ดีกว่าหรือ นี้เป็นคำถามเชิงนโยบายและจริยธรรมที่ยากที่จะตอบและเจ็บปวดที่จะตอบ ผู้สูงอายุมีมากขึ้นโดยรวดเร็ว (เพราะผลสำเร็จทางการแพทย์) ทำให้งานชีวันตารักษ์จะต้องเพิ่มขึ้น ก็เป็นการชัดเจนว่าเราไม่สามารถและไม่สมควรรักษาผู้เจ็บป่วยระยะสุดท้ายด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อยืดอายุให้นานที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ไม่ทำเสียเลย น่าจะเห็นตรงกันพอสมควรว่าชีวันตารักษ์มีวัตถุประสงค์เพื่อคุณภาพชีวิต ทั้งทางกาย ทางจิตทางสังคม และทางจิตวิญญาณ การดูแลคงไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียว แต่เป็นพหุวิธีตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพความเจ็บป่วย จิตใจ ความเชื่อ ความศรัทธา สังคมคือคนรอบข้างด้วย และไม่ก่อให้เกิดความหมดเปลืองโดยไม่คุ้มค่า ช่วงเวลาแห่งการตายเป็นเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ คนไข้จะเลือกตายที่ไหนและกับ ๑เข้าใจว่าพระเมตตานันโทเป็นผู้คิดคำนี้ ๒ ใคร ที่โรงพยาบาลกับเทคโนโลยี หรือที่บ้านท่ามกลางญาติพี่น้อง ตามธรรมเนียมแต่โบราณมีนิมนต์ พระมาสวดโพชฌงค์หรือมีคนบอกอรหันต์ๆ ให้นึกถึงพระอรหันต์ หรือพระเยซู หรือพระอัลเลาะห์ ถ้า จิตของผู้ที่กำลังจะตายได้อยู่กับสิ่งสูงสุดที่เขาเคารพ คุณภาพชีวิตน่าจะดีกว่าตายคาเครื่องมืออย่างโดด เดี่ยวอ้างว้าง ขณะเดียวกันผู้ป่วยระยะสุดท้ายอาจเจ็บปวดแสนสาหัส ซึ่งการให้มอร์ฟีนเป็นสิ่งจำเป็น และช่วยให้การตายมีคุณภาพขึ้น การสัมผัสการตายเป็นเครื่องพัฒนาจิตใจและจิตวิญญาณของคนที่ยังอยู่เป็นอย่างยิ่ง จึงเป็น การสมควรที่จะทำให้การดูแลผู้ป่วยในขั้นสุดท้าย เป็นเครื่องที่จะพัฒนาความเป็นมนุษย์ของนักศึกษา และบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล ## ๒. วัตถุประสงค์ของการพัฒนา “ระบบ” ชีวันตารักษ์ ศิริราชควรมองเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงทำการดูแลรักษาด้วยตนเองได้เท่านั้นเท่านี้คน แต่ควรพัฒนารูปแบบที่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วประเทศ เป็นการวิจัยและพัฒนาระบบชีวันตารักษ์ ใช้ ระบบนี้เป็นที่ฝึกอบรมคนเพื่อกระจายคนที่มีความรู้ความสามารถไปให้บริการชีวันตารักษ์ที่ดีที่สุดทั่ว ประเทศ การที่จะมีระบบชีวันตารักษ์ที่ดีที่สุด ที่ใช้ได้ทั่วประเทศก็จะต้องรู้ว่าทั่วประเทศมีความต้องการ ชีวันตารักษ์เท่าไหร่ ที่ไหน อย่างไร จึงจะสอดคล้องกับวัฒนธรรมความเชื่อ และมีความเป็นไปได้ทาง เศรษฐกิจ ฉะนั้นคงไม่ใช่ว่าศิริราชให้บริการที่วิเศษที่สุดต่อคนจำนวนน้อยจำนวนหนึ่ง แต่เทคนิค วิธีการที่ใช้ไม่สามารถนำไปใช้ได้ในสภาพความเป็นจริงทั่วประเทศ ฉะนั้นจึงเน้นคำว่าพัฒนา “ระบบ” ที่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วประเทศ ไม่มีใครทราบล่วงหน้าว่า “ระบบ” ที่ดีที่สุดนั้นเป็นอย่างไรอย่างตายตัว ฉะนั้นจึงต้องการการ วิจัยและพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง ๓ ๓.หลักการของระบบชีวันตารักษ์ที่ศิริราชจะพัฒนา ศิริราชควรทดลองทำส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งแต่ครบ ที่ว่าครบคือทั้งระบบปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ และความเชื่อมโยงของทั้ง ๓ ระดับ ตามรูปที่ ๑ <figure> The image displays a diagram illustrating the hierarchical structure of the "Threefold System" (ชีวันตารักษ์) and its components. At the center, a large green circle represents the "Threefold System" itself. From this central system, three distinct layers or components radiate outwards, each labeled with a degree measure: the innermost layer is marked as 3° (blue dashed line), followed by a middle layer at 2° (green dashed line), and the outermost layer at 1° (dark green solid line). This visually represents how the fundamental components of the system are distributed in terms of their respective degrees. </figure> รูปที่ ๑ วงกลมคือปริมาณของชีวันตารักษ์ทั้งประเทศ เสี้ยวที่มีสีเข้มคือส่วนที่ศิริราชควรลอง ทำ ซึ่งประกอบด้วยทั้งระบบปฐมภูมิ ( 1° ) ทุติยภูมิ ( 2° ) และตติยภูมิ ( 3° ) ระบบชีวันตารักษ์ตติยภูมิ อยู่ในโรงพยาบาลศิริราชเอง ได้แก่ผู้ป่วยที่รับเข้ามาตามระบบ เมื่อวินิจฉัยและรักษาไปแล้วปรากฏว่าเป็นผู้ป่วยที่ต้องการ ชีวันตารักษ์ ที่ต้องการการรักษาที่ลดความทุกข์ทรมานด้วยเทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้งการระงับปวด ผู้ป่วยเหล่านี้คงจะอยู่ตามหอผู้ป่วยตามระบบ แต่ต้องการหัตถกรรม เช่น ศัลยกรรมเพื่อลดการอุดกั้น หรือการกดทับอวัยวะ โดยเฉพาะการระงับความปวด ซึ่งต้องการการใช้ยาแก้ปวดในตระกูลมอร์ฟีน อย่างค่อนข้างมาก ศิริราชควรจะมีผู้เชี่ยวชาญการระงับปวด แต่แพทย์ประจำบ้านและแพทย์อื่นๆก็ ควรได้รับการฝึกให้ใส่ใจและมีทักษะในการใช้ยาแก้ปวดเป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าจะอยู่ในแห่งใดจะช่วย ลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจากความเจ็บปวด ซึ่งจะมีมากขึ้นทุกที่ตามอายุขัยของพลเมืองที่ เพิ่มขึ้น ผู้ป่วยชีวันตารักษ์ไม่ควรอยู่โรงพยาบาลนานเรื้อรัง เพราะแพงและต้องการการรักษาโดยรอบ (บริบาล)อย่างอื่นๆอีก ซึ่งจะมีได้มากกว่าในระดับทุติยภูมิและปฐมภูมิ ๔ ระบบชีวันตารักษ์ทุติยภูมิ-ชีวันตารักษ์สถานหรือ Hospice ศิริราชควรมีชีวันตารักษ์สถานหรือ Hospice ในที่ไม่ไกลจากศิริราชนักเพราะจะต้องมีบริการที่เชื่อมโยงกัน และชีวันตารักษ์สถานควรจะเป็นที่เรียนรู้ที่สำคัญของบุคลากรของศิริราช ชีวันตารักษ์สถานควรจะมีบริเวณที่ร่มรื่นเป็นสัปปายะ เหมาะกับกิจกรรมอันหลากหลาย การรักษาพยาบาลที่นี่ควรจะเป็นระบบที่หลากหลาย ทั้งแบบตะวันตก การแพทย์แผนไทย แผนจีน มิตรภาพบำบัด จิตวิญญาณบำบัด ศิลปะบำบัด ฯลฯ ให้เหมาะกับความเชื่อและความต้องการของผู้ป่วยเป็นรายๆไป การเจริญสติเจริญสมาธิถ้าทำได้จะช่วยลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยลงได้มาก ที่นี่จึงควรเป็นที่ที่พระหรือฆราวาสที่เชี่ยวชาญการสอนสมถะวิปัสสนาที่ครอบครัวมีศรัทธาเข้ามาสอนอาสาสมัครเพื่อมิตรภาพบำบัดก็จะช่วยได้มาก แพทย์ พยาบาล และนักศึกษาที่มีความสามารถทางดนตรีอาจมาแสดงดนตรีให้ผู้ป่วยฟัง ปกติคนไข้จะกลัวหมอ แต่ถ้าหมอมาแสดงดนตรีให้ผู้ป่วยฟังซึ่งแสดงถึงความอ่อนโยนและการเป็นผู้ให้ คนไข้จะรู้สึกดีมากทีเดียว หมอก็จะรู้สึกดีขึ้น การได้สัมผัสความตายนั้นกระทบจิตวิญญาณของคนหรือเป็นเครื่องพัฒนาจิตวิญญาณอย่างสำคัญ ชีวันตารักษ์สถานจึงเป็นที่ที่บุคลากรของศิริราชจะได้มาเรียนรู้เพื่อยกระดับมิติทางจิตวิญญาณ ชีวันตารักษ์สถานไม่ควรทำเป็นการค้า แต่เป็นการให้จึงควรเป็นที่ที่มีอาสาสมัครมาทำงานมากๆ รับบริจาคจากสังคม ถ้ามีนักธุรกิจที่ชำนาญการจัดการและมีหัวใจมาช่วยบริหารจัดการจะดีมาก ขณะนี้มีผู้สูงอายุที่ไปรับการรักษาขั้นสุดท้ายเรื้อรังอยู่ในโรงพยาบาลบางแห่งที่ราคาแพงมาก ถึงกับหมดเนื้อหมดตัว ลูกหลานก็หมดเนื้อหมดตัวการแพทย์ไม่ควรเพิ่มทุกข์ให้สังคม เพราะฉะนั้นการที่ศิริราชจะพัฒนารูปแบบชีวันตารักษ์สถานที่คุณภาพดีราคาถูก และสามารถขยายตัวออกไปให้ครอบคลุมทั่วประเทศตามความจำเป็น จึงเป็นบุญยิ่งนัก รูปที่ ๒ ระบบชีวันตารักษ์ ๓ ระดับ ตติยภูมิ = ในโรงพยาบาล ทุติยภูมิ = ชีวันตารักษ์สถาน (Hospice) ปฐมภูมิ = ในชุมชน ๕ # ระบบชีวันตารักษ์ปฐมภูมิ-ในชุมชน ชีวันตารักษ์ในชุมชนเป็นฐานที่กว้างที่สุด (รูปที่ ๒) เป็นธรรมชาติที่สุดอยู่ในวิถีวัฒนธรรมทันต แพทย์หญิงอพภิวันท์ นิตยารัมภ์พงศ์ ได้เขียนเล่าไว้ในหนังสือ "แม่ชีน้อย" ว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุ ประมาณ ๑๑ ปี อยู่ที่จังหวัดสกลนคร ป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อน มีอาการปวดมาก มารักษาที่โรงพยาบาล รามาธิบดีก็ได้รับการรักษาที่ดีที่สุดในวิถีการแพทย์สมัยใหม่ มีการให้เคมีบำบัด เป็นต้น โรคทุเลาบ้าง แต่ก็กลับมีอาการเจ็บปวดกลับมาอีก เมื่อกลับไปอยู่ในหมู่บ้านที่สกลนคร มีเพื่อนบ้านมาเยี่ยม มีหมอ ยาไทยมาช่วยรักษา มีแพทย์แผนจีน แผนอินเดีย มีพระอาจารย์ที่วัดมาสอนเรื่องการทำสมาธิ ประดุจ คนทั้งชุมชนมาช่วยกันเยียวยาด้วยใจ แต่ด้วยวิธีการอันหลากหลาย พระอาจารย์ที่วัดสอนทำสมาธิจน จิตหลุดพ้นจากอำนาจของกาย นี้เป็นตัวอย่างของระบบชีวันตารักษ์ในชุมชน ที่ผู้คนมีส่วนร่วม ราคา ถูก คุณภาพคงจะดีไม่ใช่น้อย ขณะนี้ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศกำลังขับเคลื่อนเรื่องชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง การจัดการตนเองนั้นจัดการการพัฒนาอย่างบูรณาการซึ่งรวมถึงจัดการเรื่อง สุขภาพด้วย บางชุมชนก็จัดการได้ดีมาก เช่นที่ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี อะไรที่ว่าดีเขาก็ทำหมดทุกอย่าง ความดีก็เป็นเครดิตใช้กู้เงินจากสถาบันการเงินของตำบลได้ เขาดูแล ผู้สูงอายุในตำบลนี้หมดทุกคนเขาคงจะดูแลชีวันตารักษ์ในชุมชนได้ด้วย ศิริราชไม่ต้องไปทำเองในระดับนี้ แต่ไปศึกษาวิจัยให้เข้าใจและส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่าง ชุมชนกับสถานบริการ เช่น สถานีอนามัย โรงพยาบาลชุมชน หรือศูนย์บริการสาธารณสุขในกทม. อาจ ต้องช่วยพัฒนาคนในระบบบริการให้สามารถสนับสนุนชุมชนได้ดีขึ้นในเรื่องชีวันตารักษ์ ## ๔. การวิจัยและพัฒนาระบบชีวันตารักษ์อย่างต่อเนื่อง ที่กล่าวถึงระบบชีวันตารักษ์ ๓ ระดับในตอนที่แล้ว เป็นการกล่าวเพียงหลักการ เมื่อปฏิบัติจริง จะมีรายละเอียดอีกมาก จำเป็นที่ศิริราชจะต้องวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ระบบชีวันตารักษ์ทั้ง ๓ ระดับดีขึ้นเรื่อยๆและพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ระบบที่ดีนิยามโดยตัวย่อ EQE อันได้แก่ E = Equity มีความทั่วถึง Q = Quality มีคุณภาพดี E = Efficiency ประสิทธิภาพในที่นี้อาจหมายถึงความเป็นไปได้ทางการเงิน ศิริราชไม่ต้องไปทำทั่วประเทศ ทำเพียงเสี้ยวเดียว (รูปที่ ๑) แต่ให้มีครบทุกระดับ (รูปที่ ๒) เพื่อให้มีตัวแบบที่ดีซึ่งสามารถขยายตัวไปทั่วประเทศ ๖ # ๕. องค์กรจัดการ - ศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบชีวันตารักษ์ ถ้าศิริราชจะพัฒนาระบบชีวันตารักษ์อย่างจริงจัง ต้องมีองค์กรที่จะจัดการ เนื่องจากงานหลัก คือการวิจัยและพัฒนาระบบ องค์กรนี้อาจชื่อว่าศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบชีวันตารักษ์ ในคณะแพทย์ ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมีคนที่เข้าใจเรื่องชีวันตารักษ์โดยรอบและสนใจการพัฒนาระบบจำนวนหนึ่ง ศูนย์นี้ควรสามารถรวบรวมความรู้จากทั่วโลกว่าระบบชีวันตารักษ์ที่เขามีกันนั้นคืออย่างไรบ้าง ดีไม่ดี อย่างไร และถ้าเราจะทำให้ดีที่สุดที่สอดคล้องกับบริบททางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจของเรา ระบบนี้ น่าจะเป็นอย่างไร ศูนย์นี้สามารถทำการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสร้างผู้เชี่ยวชาญที่จะพัฒนา ระบบชีวันตารักษ์ที่ดีให้เต็มประเทศ ## ๖. ศิริราช - "Why not the best ?" ก็กลับมาถึงที่กล่าวตั้งแต่ตอนต้นว่าศิริราชมีทั้งบารมี ปัญญา และทรัพยากร จึงอยู่ในฐานะที่จะ ทำสิ่งที่ดีที่สุดให้บ้านเมือง ระบบชีวันตารักษ์ที่ดีถ้าเกิดขึ้นทั่วประเทศจะสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ ประชาชนจำนวนมหาศาล ลดความทุกข์ทรมานจากความแก่ ความเจ็บและความตาย ประหยัด ทรัพยากรที่ต้องเสียไปอย่างมโหฬารทั้งของปัจเจกบุคคลและของชาติ พัฒนาคุณภาพบุคลากรทาง สุขภาพให้มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ และมีทักษะทั้งทางการแพทย์ ทางสังคม และทางระบบ ซึ่งจะ เป็นประโยชน์ต่อการดูแลผู้ป่วยอื่นๆโดยทั่วไปอีกด้วย เพราะอย่างไรเราก็ต้องช่วยกันพัฒนาระบบ บริการสุขภาพด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ให้เกิดขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้ ชีวันตารักษ์เป็นเครื่องพัฒนา หัวใจความเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ฉะนั้น น่าจะเป็นการสมควรที่ผู้นำของศิริราช ทั้งในคณะ ในศิริราชมูลนิธิ และในสมาคมศิษย์ เก่า ทุ่มเทสร้างศิริราชโมเดลของระบบชีวันตารักษ์ ที่สามารถขยายตัวไปในขอบเขตทั่วประเทศ ให้สม กับบทเพลง "ศิริราชเรืองนาม" ให้สมกับพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนก เพื่อประโยชน์ สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ไม่มีอะไรที่ศิริราชทำไม่ได้ --- <page_number>๗</page_number> PGET # ศิริราชกับการพัฒนาระบบ Palliative Care (ชีวันตารักษ์) ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
history_eduหมวดหมู่
สุขภาพ
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
history_eduหัวเรื่อง
• ผู้สูงอายุ -- การดูแลรักษาในโรงพยาบาล
history_eduหมวดหมู่
สุขภาพ
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้