auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
บทความนำเสนอแนวคิกเกี่ยวกับพลังแห่งจิตสำนึก ไม่ว่าจะเป็นจิตสำนึกของบุคคล ของชุมชน ของคนทั้งประเทศ หรือมนุษยชาติ จิตสำนึกใหม่ จิตที่เป็นไทหรือจิตใหญ่มีลักษณะคุณสมบัติและผลอย่างน้อย 8 ประการ คือ 1.มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด 2.เข้าถึงความจริง 3.บรรลุความงาม 4.เกิดมิตรภาพอันไพศาล 5. มีความสุขเหลือหลาย 6.พึ่งตนเองและวิริยะ 7.ความแข็งแรง 8.เอาชนะวิกฤติได้ โดยวิธีสร้างจิตสำนึกใหม่ ได้แก่ 1.ความตระหนักรู้ถึงการขาดความเป็นไท 2.เอาความเป็นมนุษย์เข้ามาสัมผัสกัน 3.ตระหนักรู้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวาล 4.การเข้าถึงความว่างหรือสุญตา 5.การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า 6.การเจริญเมตตาอันไพศาล 7.การเจริญสติ โดยการนำไปสู่วิถีคิดใหม่ ที่ถือว่าเป็นความอยู่รอดของมนุษยชาติ ตามที่ไอสไตน์กล่าว การสร้างจิตสำนึกใหม่ อันจะนำไปสู่วิถีคิดใหม่ คือ 1. คิดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 2.วิถีคิดอันำไปสู่ "วจีสุจริต" 3.คิดเลิกกลัวฝรั่งและเห็นคุณค่าของการเป็นคนไทย 4.คิดแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง 5.คิดปฏิรูปโครงสร้างของสังคม 6.คิดสัมพันธภาพกับประเทศเพื่อนบ้านและโลกอย่างมีวุฒิสภาวะ 7.วิถีคิดทางศาสนาหรือจิตวิญญาณ 8.วิถีคิดใหม่ทางการศึกษา
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# ทางรอดของประเทศไทย ปลดปล่อยวิญญาณ ออกจากหม้อสู่จิตสำนึกใหม่ ## พลังนิวเคลียร์ทางจิตสำนึก ถ้าจะถามว่า ท่ามกลางการติดอยู่ในสภาวะวิกฤติอันสลับซับซ้อนจนมองไม่เห็นทางว่าจะแหวกออกมาได้อย่างไร อะไรจะเป็นพลังที่แรงที่สุดที่จะทำให้เราหลุดออกมาได้ ตอบว่าคือพลังแห่งจิตสำนึก ไม่มีอะไรที่จะให้พลังแรงเท่าพลังแห่งจิตสำนึก จะเป็นจิตสำนึกของบุคคล ของชุมชน ของคนทั้งประเทศ หรือของมนุษยชาติก็ตาม พลังนิวเคลียร์เป็นพลังมหาศาลทางกายภาพเพียงใด พลังจิตสำนึกก็เป็นพลังทางจิตอันมหาศาลของมนุษย์ ยิ่งกว่าพลังนิวเคลียร์ เพราะจิตมีอำนาจเหนือวัตถุ ขณะที่มนุษย์ทั่วโลกมีปัญหาในชีวิตและปัญหาการอยู่ร่วมกันที่เรียกว่าสังคม ที่เรียกว่าวิกฤติการณ์ทางสังคม (social crisis) อันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งซับซ้อนและยังมองไม่เห็นทางออกกันอยู่นั้น เบื้องลึกที่สุดน่าจะต้องเป็นการสร้างจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ "We shall need a radically new manner of thinking if mankind is to survive" "เราต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้" ตามนี้หมายถึงว่า ถ้ามนุษยชาติยังมีวิถีคิดแบบเก่า ๆ ก็คงจะไม่รอดพ้นจากสภาวะวิกฤติ วิถีคิดขึ้นกับวิญญาณ (consciousness) หรือขอบเขตของการรับรู้ หรือสำนึกของการรับรู้ที่ในที่นี้บางครั้งเรียกว่าจิตสำนึกหรือจิต จิตของทุก จิตของตะกวด จิตของแมว จิตของช้าง ก็กำหนดวิถีคิดของทุก ของตะกวด ของแมว และของช้าง จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากอยู่ภายในขอบเขตของจิตนั้น ๆ แต่จิตของมนุษย์แตกต่างไปจากจิตของสัตว์ดังกล่าวข้างต้นที่แตกต่างกันอย่างสุดหล้าฟ้าเขียว ตั้งแต่จิตที่คล้ายสัตว์ไปจนถึงจิตของพระพุทธเจ้า จิตของพระเยซูคริสต์ จิตของพระมะหะหมัด จิตของมหาตมะคานธี จิตของไอน์สไตน์ เป็นต้น จิตสำนึกที่เล็กก็คิดได้เล็ก ๆ จิตสำนึกที่ใหญ่ก็คิดได้ใหญ่ ๆ และจิตที่ใหญ่มีศักยภาพอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์สามารถขยายจิตสำนึกได้ จิตสำนึกใหม่หมายถึงจิตสำนึกใหญ่ การสร้างจิตสำนึกใหม่จึงน่าจะเป็นทางรอดของมนุษย์ เพราะทำให้มีวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิงได้อย่างที่ไอน์สไตน์ว่าไว้ ## ๒ ### วิญญาณไทยถูกสะกดอยู่ในหม้อ ในทางไสยศาสตร์มีความเชื่อและพิธีกรรมที่จับวิญญาณไปขังไว้ในหม้อ ไปผุดไปเกิดไม่ได้ มีความทุกข์ความบีบคั้น ติดอยู่ในที่คับแคบ รับรู้โลกข้างนอกหม้อไม่ได้ คนไทยเหมือนมีวิญญาณที่ถูกขังไว้ในหม้อ วิญญาณในที่นี้หมายถึงจิต หรือการรับรู้และความรู้สึกนึกคิด ๒ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ จิตถูกสะกดอยู่ในที่แคบ ในขณะที่ความเป็นจริงเปลี่ยนแปลงไปมาก สังคมใหม่มีความเชื่อมโยงยาวไกล มีหลายมิติ สลับซับซ้อน และเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรียกว่าเป็นสภาพ "จิตเล็กในสังคมใหญ่" หรือ Micro-mind ใน Macro-world เมื่อจิตเล็กก็รับรู้ได้น้อย คิดได้น้อย ไม่รู้ ความเป็นจริงใหม่ เมื่อไม่รู้ความจริงก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้ เมื่อทำถูกต้องไม่ ได้ก็วิกฤติ อะไรที่จับวิญญาณคนไทยไปขังไว้ในหม้อ หมอไสยศาสตร์ใช้ "อำนาจ" มนต์และพิธีกรรมจับวิญญาณใส่หม้อ ในสังคมก็มี "อำนาจ" ที่อาจ จองจำจิตของผู้คนไว้ในภพภูมิบางอย่าง จิตของคนเติบโตขึ้นมาท่ามกลาง สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือความเชื่อและการปฏิบัติร่วมกัน ของสังคมหนึ่ง ๆ อันหล่อหลอมจิตของคนที่เติบโตมาในวัฒนธรรมนั้น ๆ การ หล่อหลอมจิตของคนในสังคมทำในหลายรูปแบบ เช่น พิธีกรรม ศาสนา การ ศึกษา การเขียนประวัติศาสตร์ วรรณกรรม เพลง กวีนิพนธ์ สุภาษิต และ การลงโทษผู้ที่ทำนอกกรอบที่กำหนดไว้ในรูปต่าง ๆ แม้สังคมไทยจะมีวัฒนธรรมที่ดีหลายอย่าง แต่สิ่งที่เสมือนไวรัสร้าย ที่เกาะอยู่ในวิถีคิดของไทยคือ "วัฒนธรรมอำนาจ" การคิดเชิงอำนาจแฝงอยู่ ทุกแห่งหน เช่น ในตัวเราเอง ในครอบครัว ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย ใน วงการศาสนา ในระบบราชการ ในระบอบการเมือง การคิดเชิงอำนาจแทนที่จะคิดเชิงปัญญาทำให้จิตเล็ก การรับรู้น้อย รู้แคบ เอาตัวเป็นศูนย์กลาง ขาดจิตสำนึกทางความยุติธรรม มีความบีบคั้น ใช้อารมณ์มากกว่าใช้ความจริง กล่าวหากันง่าย ๆ โดยไม่ยึดถือความจริงและ ความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง นินทาว่าร้าย ขัดแย้งกันสูง ขาดความสุขและความ สร้างสรรค์จากการทำงานร่วมกัน การทำงานได้ผลน้อย จึงสะสมปัญหาพา ไปสู่วิกฤติ สิ่งที่หล่อหลอมอันสะกดวิญญาณไว้คือให้ยอมรับ "อำนาจตามแนว ดิ่ง" เกิดวัฒนธรรมอุปถัมภ์หรือพึ่งพิง คนที่มีอำนาจเหนือกว่าเป็นคนมีบุญ คนที่ต่ำกว่ามีบาป คนจนคนเล็กคนน้อยไม่มีศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคน ๓ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ หรืออาจคิดว่าเป็นคนเลวคนทำบาปไว้ จึงจนไม่มีวาสนาบารมี ส่วนคนมี อำนาจนั้นเป็นคนที่สะสมความดีเอาไว้ จึงมีอำนาจวาสนาบารมี การคิดอย่างนี้ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เกลียดคนจน ทำให้ขาด ศีลธรรมพื้นฐานอย่างร้ายแรงคือ การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคน ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อย คนยากจน การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่า เทียมกันเป็นฐานของความเสมอภาค ภราดรภาพ ประชาธิปไตย การคำนึง ถึงสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงกับชาย ความยุติธรรมใน สังคม และสิ่งดีงามอื่น ๆ เมื่อขาดศีลธรรมพื้นฐานนี้เป็นปกติวิสัยอย่างซึมลึก เสียแล้ว การสอนวิชาศีลธรรมจึงไม่ได้ผล เพราะสิ่งที่หล่อหลอมทางจิตใต้ สำนึกมีพลังมากกว่า แม้แต่พระที่วัดก็มองแม่ชีเป็นคนทำครัวหรือคนรับใช้ เท่านั้น การพัฒนาเศรษฐกิจก็ไปเอาของคนจนมาให้คนรวยอย่างไม่ได้คิด ว่าผิดศีลธรรม แถมคนที่รวยแบบนี้ยังมีอำนาจวาสนา ได้รับการยกย่องโดย สังคม กฎหมายที่ตราขึ้นไว้ก็เข้าข้างคนรวยมากกว่าคนจน จะเห็นได้ว่า อำนาจเข้าไปเป็นโครงสร้างทางความคิดและโครงสร้างทางสังคมเลยทีเดียว จึงหนักแน่นรุนแรงคงทนยิ่ง พุทธศาสนาที่เน้นความเสมอภาคและภราดรภาพ เมื่อเข้ามาสู่ ประเทศไทยซึ่งมีโครงสร้างอำนาจ ก็โดนโครงสร้างทางอำนาจเข้าครอบ การ ปกครองคณะสงฆ์ก็ใช้ระบบราชการซึ่งเป็นระบบอำนาจ และมีระบบสมณศักดิ์ ตามระบบอำนาจแนวดิ่ง ทำให้แม้แต่พระสงฆ์ก็คิดเชิงอำนาจ การพระศาสนา จึงอ่อนแอ ที่โรงเรียนครูก็ใช้อำนาจกับนักเรียน และโรงเรียนก็แยกตัวจาก ชาวบ้าน โรงเรียนมีเกียรติ แต่ชาวบ้านไม่มีเกียรติ โรงเรียนก็เลยกลายเป็น ที่หล่อหลอมการเสียศีลธรรมมากขึ้น เป็นการตอกย้ำให้ขาดการเคารพศักดิ์- ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนเล็กคนน้อย คนยากจนจน บนโครงสร้าง ๔ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ของการขาดศีลธรรมเชิงสถาบัน การสอนวิชาจริยธรรมจึงไม่ได้ผล ในมหาวิทยาลัยความคิดเชิงอำนาจก็ดำรงอยู่ทั่วไป ยังขาดวัฒนธรรม ความรู้ จึงไม่เป็นชุมชนวิชาการที่ใฝ่ความรู้ ค้นคว้าวิจัยให้แตกฉาน ฉะนั้น แม้มีโครงสร้างทางการศึกษาใหญ่โต วัฒนธรรมอำนาจก็ไม่ทำให้เกิดความ เข้มแข็งทางปัญญา ปัญหาความยากจนแก้เท่าไร ๆ ก็ไม่สำเร็จ เพราะมีทิฐิที่ผิดเกี่ยวกับคน จน เป็นมิจฉาทิฐิ โดยคิดว่าความจนเกิดจากปัญหาของคนจน เช่น เป็นคน ไม่ดี เป็นคนโง่ เป็นคนที่ทำบาปไว้เมื่อชาติแต่ปางก่อน แท้ที่จริงความยากจน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และโครงสร้างที่ลึกที่สุดคือการเกลียดคนจน เพราะ เมื่อสังคมเกลียดคนจนเสียแล้วจะแก้ปัญหาของคนจนได้อย่างไร เพราะจะ ทำอะไร ๆ ย่อมมีอคติต่อคนจน เช่น กฎหมาย การใช้ทรัพยากร แนวทางการ พัฒนา และนโยบายสาธารณะต่าง ๆ จะเห็นว่าการที่แก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้ ล้วนโยงมาหาการขาดศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความ เป็นคนของทุกคนทั้งสิ้น ข้าราชการและนักการเมืองก็อยู่ในวัฒนธรรมอำนาจ มุ่งใช้อำนาจ มากกว่าเรียนรู้ให้เกิดความรู้ ในสังคมสมัยใหม่ที่ซับซ้อนยากแก่ความเข้า ใจ ถ้าไม่มีวัฒนธรรมความรู้ก็จะยิ่งขาดฐานความรู้จริง (knowledge-based) ในการปฏิบัติงาน การทำงานโดยไม่มีฐานอยู่ในความรู้ก็ไม่ได้ผล ระบบ การเมืองและระบบราชการมีความสูญเปล่ามาก ทำงานไม่ค่อยได้ผล เพราะ ใช้วัฒนธรรมอำนาจแทนที่จะใช้วัฒนธรรมความรู้ บ้านเมืองจึงวิกฤติขึ้น เรื่อย ๆ ในสื่อสารมวลชนก็ปรากฏวัฒนธรรมอำนาจชัดเจน ใช้ความเห็น มากกว่าความรู้ และเป็นความเห็นของผู้มีอำนาจและเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ มากกว่าที่จะสนใจรายงานเรื่องคนเล็กคนน้อย คนยากจนจน นี่ก็มาจาก วัฒนธรรมนิยมผู้มีอำนาจมากกว่านิยมคนเล็กคนน้อย คนยากจน การหล่อหลอมให้ยอมรับนับถือในอำนาจวาสนาบารมีของผู้มีอำนาจ ๕ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ อาจมีประโยชน์ในการปกครองชั่วระยะ แต่ในระยะยาวแล้วจะทำร้ายให้ สังคมไทยอ่อนแอและหมดภูมิคุ้มกันอย่างรุนแรงยิ่ง เมื่อผู้มีอำนาจนำในทาง ที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนิยมความหรูหรา ฟุ่มเฟือย นิยมใช้ของนอก สังคมไทย ทั้งหมดก็ลู่ตาม แทนที่จะคิดได้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร การนิยมของนอกกลายเป็นสิ่งที่แก้ไม่หายสำหรับคนไทย และก่อให้ เกิดความหายนะทางเศรษฐกิจ ในช่วงที่ผ่านมาปรากฏให้เห็นชัดเจนว่าคน มีอำนาจข้างบนโกงกินกันอย่างมโหฬาร เป็นพันเป็นหมื่นล้าน เพราะการ ยอมรับนับถือผู้มีอำนาจว่าเขาเป็นคนดี มีความถูกต้อง ขณะนี้ต่างประเทศมีอำนาจมาก วัฒนธรรมยอมรับผู้มีอำนาจก็ ทำให้คนไทยเห็นดีเห็นงามตามฝรั่งไปหมด ทั้งแนวคิดและค่านิยม แทนที่จะ คิดได้เองอย่างอิสระ และคิดให้ดีกว่าฝรั่ง ก็ได้แต่ตามเขาไปทั้งหมด ฝรั่ง ไม่ได้ดีไปหมดทุกอย่าง หลายอย่างของไทยดีกว่าฝรั่ง แต่เราก็ทิ้งไปเพราะ ไปสยบยอมและคิดพึ่งพิงฝรั่งไปเสียทั้งหมด แม้แต่แค่จะเอาอุจจาระออก จากท้องของคนไทยในกรณีที่ท้องผูก ก็ต้องไปเสียเงินให้ฝรั่งโดยซื้อยาถ่าย มาจากต่างประเทศเป็นต้นๆ ครั้งกรุงสุโขทัยเราไม่เคยต้องเสียเงินให้ต่างชาติ ในเรื่องเช่นนี้ บัดนี้เรามีระบบการศึกษาที่ใหญ่โต แต่ถามว่าศึกษาไปแล้วพึ่งตน เองได้มากขึ้นหรือน้อยลง ถ้าตอบว่าน้อยลง แล้วเราศึกษาไปทำไม หรือ การศึกษาไม่เคยตั้งโจทย์เรื่องการศึกษาเพื่อพึ่งตนเอง ก็เลยโดนวัฒนธรรม พึ่งพิงพาไปเสียจนสุดโต่ง วิถีการพัฒนาเศรษฐกิจของเราจึงเป็นวิถีการพัฒนา แบบพึ่งพิงต่างชาติ แทนที่จะพึ่งตนเองและทำตนเองให้แข็งแรง ฉะนั้น แม้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะทรงรับสั่งเกี่ยวกับเศรษฐกิจพึ่งตนเอง เท่าใด ๆ และแม้จะทรงพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" เพื่อชี้นำการดำเนิน ชีวิตแห่งการพึ่งตนเองและวิริยะ ก็ยังยากที่จะหันเหสังคมไทยไปสู่การพึ่ง ตนเอง เพราะพลังแห่งการหล่อหลอมให้อยู่ในวัฒนธรรมอุปถัมภ์และพึ่งพิง มาเนิ่นนานมีพลังแรงมาก วิญญาณที่ถูกขังไว้ในหม้อย่อมมีข้อจำกัดรอบด้าน ทำให้ประเทศ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ Extract all text from the image. PageNumber: ๖ อ่อนแอและหมดภูมิคุ้มกัน เกิดวิกฤติ และหาทางออกจากวิกฤติไม่พบ จนกว่าจะปลดปล่อยวิญญาณออกจากหม้อไปสู่ความเป็นไทและศักยภาพใหม่ ## จิตสำนึกใหม่ ในเมื่อจิตสำนึกอันถูกจำกัดอยู่ในที่แคบหรือถูกสะกดอยู่ในหม้อด้วย วัฒนธรรมอำนาจ รับรู้และคิดได้จำกัด เป็นจิตเล็กอันทำให้เผชิญการ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และก่อให้เกิดวิกฤติขึ้น จึงควรปลดปล่อยวิญญาณออก จากหม้อไปสู่ภพภูมิใหม่แห่งความเป็นไท หลุดพ้นจากความครอบงำ เป็น อิสระ สามารถรับรู้ได้ตามความเป็นจริง คิดได้โดยอิสระ การรับรู้ได้ตามความเป็นจริงอันเป็นฐานคิดและคิดได้โดยอิสระ ทำให้จิตใหญ่ หรือเกิดจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) จิตที่เป็นไท หรือจิตใหญ่ หรือจิตสำนึกใหม่ มีลักษณะคุณสมบัติและผลอย่างน้อย ๘ ประการ ดังต่อไปนี้ ### ๑. มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด ความสามารถในการเรียนรู้ขึ้นกับอิสรภาพ คนที่ถูกจองจำ บีบบังคับ เป็นทาส อยู่ใต้อุ้งเผด็จการ หรือใต้อำนาจด้วยประการทั้งปวง เรียนรู้ได้ น้อย ความเป็นไทหรืออิสรภาพทำให้เรียนรู้ได้มาก มนุษย์เป็นสัตว์ที่มี ศักยภาพในการเรียนรู้สูงยิ่ง สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ การเรียนรู้จึง เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ ฉะนั้น จิตใจที่เป็นไทหรือเป็นอิสระจึง สำคัญยิ่งในการทำให้มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด ### ๒. เข้าถึงความจริง เมื่อสามารถเรียนรู้ได้ด้วยความเป็นไทก็เข้าถึงความจริงได้ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ตระหนักรู้ธรรมชาติทั้งในตัวและนอกตัวตามความเป็นจริง ธรรมชาติทั้งใน ตัวและนอกตัวเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวและใหญ่โตไม่มีที่สิ้นสุดทั้งสากล จักรวาลและยิ่งกว่านั้น เมื่อมนุษย์เข้าถึงความจริงอันยิ่งใหญ่นี้มากเท่าไร จิตยิ่งออกจาก ความคับแคบในตัวเองไปเชื่อมกับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เป็นไทหรือมีอิสระยิ่ง ขึ้น เกิดความรู้สึกสัมผัสอันประณีต ซึ่งอธิบายไม่ถูก เป็นทิพยสัมผัส เกิด การเรียกขานว่าเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า เพราะพระผู้เป็นเจ้าคือธรรมชาติที่ยิ่ง ใหญ่ที่สุด ทางพุทธเรียกว่าวิมุติ หรือปัญญา หรือการหลุดพ้นจากอวิชชาหรือ ความไม่รู้ คือไม่รู้หรือเข้าไม่ถึงความจริง การเข้าถึงความจริงคือปัญญา ทำให้ จิตมีคุณสมบัติใหม่ดังข้อที่จะกล่าวต่อไป ## ๓. บรรลุความงาม ความงามเกิดจากความเป็นทั้งหมด (Totality) ดอกไม้จะงามหรือ ผู้หญิงจะสวยก็เพราะความเป็นทั้งหมด ไม่ใช่เพราะส่วนแยกย่อย เช่นว่า ประกอบด้วยไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส หรือตับไต่ไส้พุง เมื่อจิตเข้าถึงความจริงแห่งความเป็นทั้งหมดของธรรมชาติในตัวและนอกตัว ดังกล่าวในข้อ (๒) ข้างต้น ก็จะประสบความงามอันลึกล้ำของธรรมชาติทั่วทุก หนทุกแห่ง ยังให้เกิดปิติปราโมทย์เป็นปกติวิสัยของจิต ## ๔. เกิดมิตรภาพอันไพศาล มิตตะหรือเมตตาเป็นสภาพจิตที่เป็นมิตรต่อสรรพสิ่ง เพราะการเข้า ถึงความจริงว่าสรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน เราเมตตาต่อตัวเราเองเท่าใด เราก็เมตตาต่อสรรพสิ่งได้เท่านั้น เพราะสรรพสิ่งกับตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกัน การเข้าถึงความจริงจึงนำไปสู่มิตรภาพอันไพศาลด้วยประการฉะนี้ จิตใจที่มีมิตรภาพอันไพศาลก่อให้เกิดความชุ่มเย็นเป็นสุขทั้ง ภายในและภายนอก สิ่งที่ตามมาคือการเคารพศักดิ์ศรีและความเป็นคน อย่างเสมอภาค ซึ่งเป็นศีลธรรมพื้นฐานอันจักนำไปสู่ความสุจริตยุติธรรม ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ # ๕. มีความสุขเหลือหลาย การเข้าถึงความจริง การบรรลุความงาม และการเกิดมิตรภาพอันไพศาล ทำให้มีความสุขเหลือหลาย เป็นความสุขอันประณีตลึกซึ้ง มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่เป็นโรคพร่องที่ต้องการของภายนอกมาเติม เช่น ยาเสพติด ความฟุ่มเฟือย หรือความรุนแรง จึงสงบและสันติ อิสรภาพ ปัญญาความสุข และสันติ จึงเป็นเรื่องเดียวกันด้วยประการฉะนี้ # ๖. พึ่งตนเองและวิริยะ เมื่อเป็นอิสระและมีความสมบูรณ์ในตัวเอง มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ ก็พึ่งตนเองได้ เมื่อคิดพึ่งตนเองก็มีวิริยะหรือความเพียร ตรงข้ามกับการคิดพึ่งพิง เพราะคอยพึ่งพิงไม่พึ่งตนเองจึงขาดวิริยะ การพึ่งตนเองย่อมทำให้แข็งแรง # ๗. ความแข็งแรง เมื่อพึ่งตนเองและมีความเพียรก็ต้องขวนขวายทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตนเอง ทำให้แข็งแรง คนที่คอยคิดพึ่งพิงผู้อื่นย่อมอ่อนแอ ทำไม่เป็น คิดไม่เป็น # ๘. เอาชนะวิกฤติได้ ธรรมชาติคือการเปลี่ยนแปลง สิ่งมีชีวิตถ้าเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีก็ไม่วิกฤติ แต่ถ้าเผชิญไม่ได้ก็วิกฤติและอาจดับสลาย สังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ถ้ามนุษย์เผชิญไม่ได้ก็จะวิกฤติจิตเล็กที่ไม่เป็นไทรับรู้ได้น้อย คิดได้น้อย จะเอาชนะวิกฤติไม่ได้ ความเป็นอิสระ การสามารถเรียนรู้ได้ตามความเป็นจริง การพึ่งตนเอง วิริยะ และความเข้มแข็งหรือการมีศักยภาพ จะทำให้เอาชนะวิกฤติได้ ฉะนั้น จิตสำนึกใหม่อันเป็นจิตใหญ่จึงมีความจำเป็นต่อการที่จะทำให้มนุษย์เอาชนะวิกฤติได้ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ # วิธีสร้างจิตสำนึกใหม่ การสร้างจิตสำนึกใหม่มิได้ดังนี้ ## ๑. ความตระหนักรู้ถึงการขาดความเป็นไท ตามปกติเมื่อจิตใต้สำนึกถูกหล่อหลอมมาอย่างไร จิตใจของผู้คนจะเป็นอย่างนั้นโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อไม่รู้สึกตัวก็เป็นไปอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้ สภาพจิตเล็กเพราะอำนาจที่ซึมซ่านอยู่ในสังคมและทำให้ทุกคนคิดเชิงอำนาจ จะทำให้ทุกคนติดอยู่ในนั้นถ้าไม่รู้สึกตัวหรือตระหนักรู้ การที่จะหลุดไปสู่ความเป็นไทจึงขึ้นอยู่กับการตระหนักรู้ว่าเราขาดความเป็นไท **ความตระหนักรู้คือปัญญา ปัญญาคือการรู้ความจริง** อาจรู้เองหรือรู้โดยการบอกให้รู้โดยกัลยาณมิตร กัลยาณมิตรคือผู้ตื่นรู้และเป็นไทแก่ตัวแล้ว เรื่องความเป็นไทจึงควรเป็นเรื่องที่นำมาสนทนากันบ่อย ๆ เพื่อก่อให้เกิดความตระหนักรู้ แท้ที่จริงวัตถุประสงค์ของพระพุทธศาสนานั้นก็เพื่อให้มนุษย์ได้บรรลุอิสรภาพหรือความเป็นไท ถ้าเข้าใจว่าหัวใจของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน คือการบรรลุอิสรภาพ เพื่อปลดปล่อยมนุษย์ไปสู่ศักยภาพอันยิ่งใหญ่ เรามีสัญลักษณ์หรือสิ่งเตือนใจทางศาสนาเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร เจดีย์ พระพุทธรูป พระสงฆ์ ควรใช้สัญลักษณ์เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักรู้ว่า อิสรภาพหรือความเป็นไทนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ## ๒. เอาความเป็นมนุษย์เข้ามาสัมผัสกัน หรือที่เรียกว่า human contact แท้ที่จริงมนุษย์มีฐานของความดีหรือความเป็นมนุษย์อยู่ ถ้าความเป็นมนุษย์หรือหัวใจได้มาสัมผัสกันก็จะเกิดความรัก ความเห็นอกเห็นใจกัน ความรัก ความเข้าใจ ความเห็นอก ๑๐ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ เห็นใจกันทำให้ใจกว้าง ไม่คับแคบ เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้จิตสำนึกใหญ่ แต่ สังคมมักสร้างสิ่งขวางกั้นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ สิ่งขวางกั้นก็เช่น ยศศักดิ์ อัครฐาน ขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง วิชา เงิน เทคโนโลยี ความเป็น สถาบัน เป็นต้น สิ่งใดก็ตามที่เข้ามาขวางกั้นธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่พึงมีต่อ กัน สิ่งนั้นคือ "อำนาจ" อำนาจเข้าไปขวางกั้นความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ เจ้าชายสิทธัตถะถูกกีดกันไว้ในวัง ไม่ให้สัมผัสชีวิตของผู้คนจริง ๆ แต่เมื่อทรงหลบหลีก (ออกจากสิ่งขวางกัน) ไปสัมผัสชีวิตของคนจน คนแก่ คนเจ็บ คนตาย เป็นฐานแห่งปัญญา ฐานแห่งปัญญาคือการรับรู้ตามความ เป็นจริง จนในที่สุดนำไปสู่การที่ทรงบรรลุอิสรภาพโดยสิ้นเชิง ควรส่งเสริมให้มีการเอาความเป็นมนุษย์เข้ามาสัมผัสกัน โดย เฉพาะให้มนุษย์ได้รู้จักชาวบ้าน ได้รู้จักคนจน ได้รู้จักคนพิการ คนไข้ คน ติดคุก ฯลฯ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ควรจะเรียนรู้จากชาวบ้านและการไป ใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้าน ควรมีนโยบายส่งเสริมสปิริตแห่งการเป็นอาสาสมัคร เพื่อสังคม ให้ผู้คนพากันเป็นอาสาสมัครเพื่อไปช่วยเหลือกัน ให้เกิดสัมผัส สัมพันธ์แห่งความเป็นมนุษย์ จิตใจของผู้คนจะเปลี่ยนไปและมีความสุข อัน เป็นผลจากจิตแห่งความเป็นมนุษย์ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ## ๓. ตระหนักรู้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวาล จักรวาลกว้างไกลเกินสุดหล้าฟ้าเขียว ใหญ่โตสุดประมาณ ประกอบ ด้วยกลุ่มดาวกลุ่มใหญ่ ๆ ที่เรียกว่ากาแล็กซีถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านกลุ่ม และ แต่ละกลุ่มมีดาวถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านดวง ในคืนมืดสนิทที่เราเห็นดาวระยิบ ระยับประดุจเม็ดทรายนั้น เป็นเพียงดวงดาวในกลุ่มเดียวซึ่งมีประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านดวง ฉะนั้น จักรวาลที่ประกอบด้วยกาแล็กซีประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านกาแล็กซีจึงใหญ่โตสุดประมาณ แต่ทั้งหมดล้วนมาจากความ เป็นหนึ่งเดียวหรือเอกสภาวะ ที่เกิดระเบิดตูมใหญ่ (Big Bang) เมื่อประมาณ ๑๔,๐๐๐ ล้านปีก่อน ออกมาเป็นส่วนประกอบของจักรวาลทั้งหมด ๑๑ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ จักรวาลคือเรา และเราคือจักรวาล เป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าตระหนักรู้ ความเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งจักรวาล เราจะเกิดจิตสำนึกใหม่ซึ่งเป็นจิตสำนึก ใหญ่ เราเห็นท้องฟ้า เห็นดวงอาทิตย์ เห็นดวงดาว สัมผัสกับสายลม แสงแดด ถ้าเรารู้ว่าธรรมชาติเหล่านี้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล ทั้งหมด ก็จะทำให้เราเกิด "จิตจักรวาล" หรือจิตใหญ่ ## ๔. การเข้าถึงความว่างหรือสุญตา ถ้าถามว่ามีอะไรที่ใหญ่กว่าจักรวาลไหม หรือมีอะไรอยู่ก่อนจักรวาล หรือไม่ คำตอบคือมี มีความไม่มีอะไร หรือความว่างคือสุญตา สุญตาเป็น ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด การเข้าถึงความว่างก็คือการเข้าถึงธรรมชาติที่ใหญ่ ที่สุด และเกิดจิตสำนึกใหญ่ ## ๕. การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าคือธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า จะทำให้เป็นอิสระ หลุดพ้นจากความคับแคบและบีบคั้นในตัวเอง การเข้า ถึงพระผู้เป็นเจ้าทำให้เกิดจิตสำนึกใหม่ ## ๖. การเจริญเมตตาอันไพศาล การเจริญเมตตาทุกทิศทุกทางต่อสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั่วสากล โลกอย่างไม่มีขอบเขต จะขยายจิตสำนึกให้ใหญ่และเป็นอิสระ ## ๗. การเจริญสติ มนุษย์มักจะไปติดอยู่ในความคิดหรือบ่วงกรรม ทำให้รับรู้ความ จริงตามที่เป็นจริงไม่ได้ วัฒนธรรมอำนาจก็เป็นบ่วงกรรมอันหนึ่งที่มา กำหนดความคิดของมนุษย์ ถ้าไม่มีสติก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากอำนาจของ บ่วงกรรมนี้ได้ มนุษย์จึงควรฝึกเจริญสติ การเจริญสติจะทำให้จิตเป็นอิสระ ๑๒ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ รับรู้ความจริงได้ การรู้ความจริงเป็นฐานคิดให้เกิดปัญญาต่อไป การเจริญ สติจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้เกิดจิตสำนึกใหม่ นี้ว่าด้วยวิธีสร้างจิตสำนึกใหม่ซึ่งมีหลายวิธี จะใช้ทั้งหมด หรือใช้ เป็นบางวิธี หรือจะใช้ผสมกันอย่างไรก็แล้วแต่ จุดสำคัญอยู่ที่ว่า การขยาย จิตสำนึกให้ใหญ่สามารถรับรู้ธรรมชาติได้ตามความเป็นจริง และคิดได้อย่าง อิสระ เข้าถึงความจริงได้ เกิดคุณลักษณะใหม่ของจิตตามที่กล่าวถึงในตอน ๓ อันจักเป็นไปเพื่อความสุขความเจริญของแต่ละคน และเพื่อการอยู่ร่วม กันอย่างสันติ มีพลังฝ่าวิกฤติไปสู่ความยั่งยืนได้ ## สูวิถีคิดใหม่ วิถีคิดใหม่จำเป็นสำหรับความอยู่รอดของมนุษยชาติ ตามที่อ้างถึงคำ พูดไอน์สไตน์เมื่อเริ่มต้น วิถีคิดใหม่จะเป็นไปได้ต่อเมื่อมีจิตสำนึกใหม่ ข้าง ต้นได้กล่าวถึงความสำคัญของจิตสำนึก ปัญหาของจิตสำนึกอันคับแคบ คุณ- ลักษณะของจิตสำนึกใหม่ และวิธีสร้างจิตสำนึกใหม่ อันจะนำไปสู่วิถีคิดใหม่ ดังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ ### ๑. คิดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มนุษย์ต่างจากสัตว์ที่เป็นผู้มีจิตใจสูงได้ สัตว์มีแต่ธรรมชาติของสัตว์ คุณสมบัติของความเป็นมนุษย์คือการเป็นผู้มีจิตใจสูง ศักดิ์ศรีของความ เป็นมนุษย์อยู่ที่การเป็นผู้มีจิตใจสูง สัตว์มีแต่กิน ขี้ ปื้น นอน ซึ่งถ้าคนมีแค่ นั้นก็เป็นเหมือนสัตว์ ในความเป็นมนุษย์มีมากกว่านั้น มนุษย์ต้องสามารถตั้งคำถามได้ว่า "เราจะทำอะไรให้ผู้อื่นได้บ้าง" ไม่ใช่มีแต่ว่าฉันจะเอาอะไรจากใครได้บ้าง การ สามารถถามคำถามกับตัวเองเป็นปกติวิสัยและจริงใจว่า "เราจะทำอะไรให้ผู้อื่น ๑๓ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ได้บ้าง" คือพื้นฐานแห่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และจะนำไปถึงความ สุจริต ยุติธรรม สังคมต้องมีความสุจริตยุติธรรม จึงจะมีศักดิ์ศรีและเป็นบ่อเกิด ของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทุกวันนี้ล้วนคิดกันแต่ว่าฉันจะไปเอาอะไรจากใครได้บ้าง แม้ในประเทศ ที่เจริญก็ยังคิดกันแบบนั้น และถ้าคิดแบบนั้นก็แปลว่ายังไม่เจริญจริง โลกาภิวัตน์ที่เน้นการไปแย่งชิงกันอย่างเสรีทั่วโลกไม่ใช่โลกาภิวัตน์ ที่เจริญ แต่เป็นโลกาภิวัตน์แบบด้อยพัฒนา หรืออนาริยะ (Uncivilized Glo- balization) ถ้าขยายตัวต่อไปรังแต่จะทำให้โลกวิกฤติในขอบเขตที่กว้างขวาง ขึ้นและเร็วขึ้น นั้นเป็นเพราะวิถีคิดเก่าที่คิดแต่จะเอา วิถีคิดใหม่คือ "เราจะทำ อะไรให้ใครได้บ้าง" จะนำไปสู่โลกาภิวัตน์แบบอาริยะ ๒. วิถีคิดอันนำไปสู่ "วจีสุจริต" วจีสุจริตประกอบด้วย * พูดความจริง มีที่มามีที่อ้างอิง * พูดเป็นปิยวจา * พูดถูกกาลเทศะ * พูดแล้วเกิดประโยชน์ การพูดมีความสำคัญมาก ถ้าเอาความไม่จริงมาพูด พูดโดยไม่คำนึง ถึงความจริง พูดโดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรม พูดโดยไม่คำนึงว่าถูกกาล- เทศะและกอปรด้วยประโยชน์หรือไม่ สังคมย่อมปั่นป่วน โกลาหล เกิดอวิช- ชาและมิจฉาทิฐิ อันนำไปสู่ความอ่อนแอ ความวิกฤติ และความล่มสลาย มนุษย์ไม่สามารถควบคุมตัวเองให้พูดวจีสุจริตได้ จิตสำนึกใหม่ และวิถีคิดใหม่ต้องนำไปสู่วจีหรือการติดต่อสื่อสารกันด้วยวจีสุจริต อันจะ เป็นบ่อเกิดของปัญญาและความเจริญ ๓. คิดเลิกกลัวฝรั่งและเห็นคุณค่าของการเป็นคนไทย คนไทยถูกสะกดหรือวางยาให้กลัวฝรั่ง และไม่เห็นคุณค่าของการ ๑๔ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ เป็นคนไทย นี้คือการจับวิญญาณลงหม้อแบบไม่ให้ผุดให้เกิด ฝรั่งมีข้อดี บางอย่าง แต่ไม่ได้ดีไปทั้งหมด ส่วนที่เลวร้ายและไม่เจริญก็ยังมีอยู่มาก ฝรั่งนั้นมีวัฒนธรรมวัตถุนิยมและบริโภคนิยมสูง มีนิสัยชอบแย่งชิง เมื่อมีอำนาจขึ้นก็ใช้อาวุธเที่ยวไล่ฆ่าฟันผู้คนและแย่งชิงทรัพยากรของคน พื้นเมืองอย่างโหดเหี้ยมทารุณ แม้ในปัจจุบันนี้ก็ยังคิดแย่งชิงในรูปแบบที่ เปลี่ยนไปในรูปของการค้าเสรี การเงินเสรี การค้าเงิน โดยไม่คำนึงว่าประเทศ เล็กประเทศน้อย คนเล็กคนน้อย จะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง การแข่งขัน เสรีระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กจะเป็นการแข่งขันอย่างมีศีลธรรมได้อย่างไร ฝรั่งยังใช้การสื่อสารเป็นอำนาจที่จะล้างสมองคนทั้งโลกให้เห็นดีเห็น งามตามเขา เพื่อเปลี่ยนโลกให้มีอารยธรรมเดียว ซึ่งอันตรายยิ่งนัก ฮอลลีวูด ส่งออกเรื่องเซ็กซ์และความรุนแรง โดยทำเงินทำทองได้มาก สร้างดาราซึ่งมี วิถีชีวิตที่ไม่แน่ว่าควรเป็นแบบอย่างที่ดีหรือไม่ แต่ก็ส่งกระแสชีวิตแบบนั้น ให้เป็นแบบอย่างไปทั่วโลก เป็นต้น ถ้าเรากลัวฝรั่งและเห็นดีเห็นงามตามฝรั่งไปเสียทั้งหมด เราก็จะดู ถูกตัวเอง ไม่เห็นว่าเรามีดีอะไรบ้าง หรือไม่เห็นแม้แต่ส่วนที่สร้างสรรค์ใน สังคมไทยที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้เราตกอยู่ในฐานะพึ่งพิงและอ่อนแอ ใช่ว่าเราควรจะเกลียดฝรั่ง แต่เราควรจะดูโดยจำแนกแยกแยะว่า ฝรั่งมีอะไรดีบ้าง อะไรไม่ดีบ้าง เลือกส่วนที่ดีมาปรับใช้และสร้างความ สัมพันธ์ด้วย ถือส่วนที่เสียเป็นบทเรียน เพื่อจะได้ไม่ตกไปในหลุมพรางแห่ง ความผิดพลาด ส่วนของไทยก็เช่นเดียวกัน ใช่ว่าเราจะดีไปทั้งหมด หรือเลวไป ทั้งหมด ต้องมีสติที่จะจำแนกแยกแยะ แต่เพื่อความเป็นชาติ เราจะต้องเห็น คุณค่าของการเป็นคนไทย ถ้าเราไม่เห็นคุณค่าของการเป็นคนไทย เราจะไม่ สามารถรักษาความเป็นชาติไว้ได้ และไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง จะเป็นไปได้ อย่างไรที่กลุ่มคนที่ดำรงความเป็นชาติมาช้านานจะไม่มีอะไรที่มีคุณค่าใน ชนชาติของตน คนที่ไม่มีอะไรภูมิใจในตัวเองจะมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร และถ้าเราไม่มี ๑๕ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ศักดิ์ศรี เราจะมีความเป็นคนอยู่ได้อย่างไร คนไทยควรจะต้องเห็นคุณค่า ของการเป็นคนไทย นำความดีของคนไทยมาทำความเข้าใจ มีการวิจัยเรื่อง ความดีของคนไทยให้มากขึ้น ขอเป็นที่เข้าใจว่าที่จะพูดถึงความดีของคนไทยต่อไปนี้ไม่ได้แปลว่า เราไม่มีข้อเสีย เรามีข้อเสียอยู่มากที่ต้องการการแก้ไข แต่ความดีที่ชัด ๆ นั้น มีอยู่ และควรจะต้องเอามาพูดกันให้มากขึ้นเพื่อความเป็นชาติดังกล่าวแล้ว # ความดีของคนไทย การจะประเมินเรื่องความดีสุดแต่ว่าใช้อะไรเป็นเกณฑ์ ถ้าใช้เรื่องเงิน หรือเศรษฐกิจ ก็แน่นอนว่าสหรัฐอเมริกาเด่นที่สุด แต่ถ้าใช้ความอบอุ่นใน ครอบครัว ความยิ้มแย้มแจ่มใส หรือความสุขเป็นเกณฑ์ สหรัฐอเมริกา คงจะได้อันดับต่ำ ๆ ลงไป เกณฑ์การประเมินควรจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนจำนวนน้อย ถ้า ใช้เศรษฐกิจเป็นเกณฑ์ ชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ จะเป็นบริวารของกรุงเทพฯ และ กรุงเทพฯ เป็นบริวารของนิวยอร์ก ลอนดอน โตเกียว คนส่วนใหญ่จะไม่มี เกียรติและไม่มีศักดิ์ศรี เป็นการก่อให้เกิดความเครียดในสังคม ผมเสนอให้ใช้วัฒนธรรมเป็นเกณฑ์ เพราะวัฒนธรรมคือวิถีชีวิต ร่วมกันของกลุ่มชนในสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ ในเมื่อสิ่งแวดล้อมแต่ละแห่งแตก ต่างกัน วัฒนธรรมจึงมีความหลากหลาย วัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องของคน ทั้งหมดแต่หลากหลาย แต่ละชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ ล้วนมีประวัติศาสตร์ และมีศักดิ์ศรีทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจเป็นเรื่องแยกส่วนและบีบคั้น แต่ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของทั้งหมดหรือองค์รวม เป็นเรื่องของความหลากหลาย ที่แต่ละกลุ่มชนล้วนมีศักดิ์ศรีของตัวเองได้ จึงเป็นการเปิดโอกาสหรือปลด ปล่อยจากอำนาจบีบคั้นที่รวมศูนย์ วัฒนธรรมจึงควรเป็นเครื่องประเมิน ความดีของสังคม ไม่ใช่เศรษฐกิจ วัฒนธรรมได้รวมเอาเศรษฐกิจเข้าไว้ ด้วยแล้ว ไม่ใช่ในฐานะแยกส่วน แต่รวมอยู่ในวิถีชีวิตร่วมกัน ต่อไปนี้จะพูดถึงความดีของคนไทย โดยอาศัยการมองเชิงวัฒน- ธรรมเป็นเกณฑ์ ๑๖ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ๓.๑ ความใจกว้างในเรื่องศาสนา ความยึดหยุ่นประนีประนอม และ ความสามารถในการเจรจาตกลง เรื่องนี้ยืนยันได้ชัดเจนโดยประวัติศาสตร์ ชาติไทยใจกว้างอย่าง ยิ่งในเรื่องศาสนา ศาสนาใดมาก็ยินดีให้เข้ามาเผยแพร่ และพระเจ้าแผ่นดิน เข้ามาอุปถัมภ์เสียอีก ทำให้มีความสงบและความสุขยิ่งนัก ขณะที่ในยุโรปมี ความรุนแรงในเรื่องศาสนา ถึงกับจองจำ เผาทั้งเป็น เกิดสงครามฆ่ากันตาย เพราะศาสนา ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ในศรีลังกา ความขัดแย้ง รุนแรงระหว่างฮินดูกับมุสลิมก็ยังไม่มีทางจะบรรเทา ทั้ง ๆ ที่ได้กลืนชีวิต มหาบุรุษอย่างท่านมหาตมะคานธีไปนานแล้วก็ตาม เมื่อมหาอำนาจตะวันตกเข้ามายึดประเทศต่าง ๆ เป็นเมืองขึ้นโดย ใช้กำลัง ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่รอดจากการถูกยึดครอง เพราะใช้ ความสามารถในการเจรจายึดหยุ่นประนีประนอม ในความขัดแย้งด้วย อุดมการณ์ทางการเมืองจนถึงคนไทยจับอาวุธเข้าสู้รบกัน ประเทศไทยก็ สามารถยุติความขัดแย้งอย่างสวยงามที่สุด โดยผู้ที่เคยเข้าร่วมกับคอมมิว- นิสต์ในป่าสามารถกลับเข้ามาอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติ เช่น เป็นอาจารย์ บ้าง เป็นนักธุรกิจบ้าง เป็นนักการเมืองบ้าง คงไม่มีที่ไหนที่สามารถสมาน ความแตกแยกรุนแรงกลับเข้ามาหากันได้ถึงขนาดนี้ ในขณะที่ในประเทศอื่นที่มีความขัดแย้งเพราะอุดมการณ์ทาง การเมืองหรือทางศาสนาสามารถฆ่ากันตายได้เป็นแสนเป็นล้านคน คนไทยไม่ สามารถรุนแรงได้ถึงขนาดนั้น จิตใจคนไทยโดยรวมทำไม่ได้ขนาดนั้น ถ้า มีคนตายสัก ๕๐-๖๐ คน คนไทยจะหยุดแล้ว ทำต่อไปไม่ได้ คนไทยมีความเด่นชัดเจนในเรื่องความใจกว้างทางศาสนา ความยึดหยุ่นประนีประนอม และความสามารถในการเจรจาตกลง ซึ่งเป็น ความดีเหนือชาติอื่นเป็นอันมาก รวมถึงชาติฝรั่งด้วย ควรที่คนไทยจะทราบ ถึงความดีของคนไทยในเรื่องนี้ และคิดถึงบทบาทของประเทศไทยในเรื่อง สันติภาพระหว่างประเทศ ๑๗ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ๓.๒ มีความช่วยเหลือเกื้อกูลและความอบอุ่นทางสังคม สังคมไทยมีความช่วยเหลือเกื้อกูลพึ่งพิงกันในวงญาติและเพื่อนฝูง ทำให้มีความอบอุ่นทางสังคม ในสังคมตะวันตกมีความเป็นตัวใครตัวมันสูง แม้แต่พ่อแม่พี่น้องก็มีความเป็นส่วนตัวสูง มีอะไรจะไปอาศัยกินอาศัยอยู่กันไม่ได้ เรื่องของใครเรื่องของมัน พ่อแม่จะไปเยี่ยมลูกก็ต้องขออนุญาตว่าจะไปได้ไหม เพราะเขาก็มีธุระยุ่งในเรื่องของเขาอยู่แล้ว เพราะการถือเสรีภาพส่วนตัวอย่างสุดโต่ง ขณะนี้คู่แต่งงานอเมริกันจะลงท้ายด้วยการหย่าร้างกว่าร้อยละ ๕๐ ลูกที่ไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วยกันนั้นมีจำนวนมาก มีนักทฤษฎีมาร์กซิสต์กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจของไทยซึ่งเริ่มในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่รุนแรงขนาดนี้ ตามทฤษฎีจะต้องเกิดจลาจลแล้ว แต่ไม่เกิด เพราะประเทศไทยมี "ทุนทางสังคม" สูง เครือญาติ เพื่อนฝูง เพื่อนบ้าน ยังช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ ยังดีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในขณะที่ประเทศไทยยังมี "ทุนทางสังคม" อยู่ ถ้าในอนาคตสังคมไทยเดินตามฝรั่งไปเป็นสังคมแบบตัวใครตัวมัน และวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาขนาดนี้ อาจเกิดจลาจลก็ได้ คนไทยถึงจะจน แต่ก็มีความอบอุ่นทางสังคมมากกว่าสังคมอเมริกัน นี้เป็นความดีที่ถ้าทำเรตติ้งกันสังคมอเมริกันจะได้คะแนนต่ำกว่าไทย ความดีอันนี้เป็นความดีของคนไทยที่เราควรระลึกรู้ ๓.๓ ความยิ้มแย้มแจ่มใสเปล่งประกายความสุข ในขณะที่ผู้คนในโลกพากันหน้าหงิกหน้างอ หน้าตาบอกบุญไม่รับ อันบ่งถึงการขาดความสุขเป็นพื้นฐานของจิตใจ คนไทยกลับเป็นคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเปล่งประกายความสุข พลอยทำให้คนที่พบเห็นมีความสุขไปด้วย เคยมีชาวต่างประเทศที่มาเที่ยวประเทศไทยเป็นประจำบ่นว่ารถราติดมาก เลยมีคนถามว่า "แล้วทำไมจึงมา" เขาตอบว่า "เพราะคนไทยเป็นคนมีความสุข" ลองสังเกตดูเถอะ แม้แต่คนที่ประสบเคราะห์กรรม แต่ก็ยังยิ้มและหัวเราะได้แบบ "ยิ้มได้เมื่อภัยมา" ความยิ้มแย้มแจ่มใสเปล่งประกายความสุขเป็นความดีของคน ๑๘ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ไทยที่หาได้ยากในคนชาติอื่น เป็นจุดขายที่ควรรักษาไว้และใช้สอนคนชาติ อื่นให้ยิ้มเป็นเสียบ้าง มีคนเล่าว่า รัฐบาลสิงคโปร์ต้องมีนโยบายส่งเสริมให้ คนสิงคโปร์ยิ้มให้มากขึ้น ๓.๔ อาหารไทยเป็นอาหารสุขภาพ โรคที่ทำให้ฝรั่งตายมากที่สุดคือโรคเลือดแข็งตัวอุดหลอดเลือด เช่น อุดหลอดเลือดหัวใจ อุดหลอดเลือดสมอง อุดหลอดเลือดในปอด เดิม คนไทยเป็นโรคเหล่านี้น้อย แต่ปัจจุบันเป็นมากขึ้นเพราะเอาอย่างฝรั่งใน เรื่องอาหารการกิน อาหารฝรั่งมีไขมันมาก มีเส้นใยน้อย ไม่เป็นไปเพื่อ สุขภาพ นอกจากโรคหัวใจ ความดันเลือดสูงแล้ว ยังส่งเสริมให้เป็นมะเร็ง บางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก อาหารไทยนั้นตรงข้ามกับอาหารฝรั่ง คือมีไขมันต่ำแต่มีเส้นใย สูง เช่น แกงส้ม แกงเลียง ผักน้ำพริก ฯลฯ ส่วนประกอบยังมีสรรพคุณ เป็นยา เช่น หอม กระเทียม ป้องกันการกระจุกตัวของเกล็ดเลือดที่ชักนำให้ เลือดแข็งตัวเป็นลิ่ม พริกเพิ่มการละลายลิ่มเลือด ขิงเป็นยาขับลมใน กระเพาะ ขมิ้นชันแก้ท้องขึ้นและป้องกันมะเร็งเพราะมีสาร curcumin ซึ่ง เป็น antioxidant อย่างแรงไปจับอนุมูลอิสระ กะเพรา กระชาย ตะไคร้ ใบ มะกรูด ล้วนมีสรรพคุณเป็นยา อาหารไทยนอกจากอร่อยแล้วยังเป็นอาหารสุขภาพเหนืออาหาร ฝรั่ง ขณะนี้ในต่างประเทศกำลังนิยมอาหารไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความ อร่อย ถ้าเขาได้รู้ด้วยว่าอาหารไทยมีประโยชน์ต่อสุขภาพ จะยิ่งนิยมมาก ขึ้นด้วย คนไทยควรจะภูมิใจว่าอาหารไทยนั้นมีคุณค่าทางสุขภาพเหนือ อาหารฝรั่ง ๓.๕ ผลไม้ไทย มีผู้กล่าวว่าประเทศไทยเป็นมหาอำนาจทางผลไม้ เพราะดินฟ้า อากาศเอื้ออำนวยและคนไทยมีความสามารถสูงในการคัดพันธุ์ ทำให้ประเทศ ไทยมีผลไม้ดี ๆ มากมาย เช่น มะม่วง มังคุด เงาะ ลางสาด ลำไย ลิ้นจี่ ๑๙ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ สับปะรด ขนุน น้อยหน่า ทุเรียน ฯลฯ เป็นที่เลื่องลือไปนานาประเทศ ฝรั่งคนหนึ่งบอกว่าอยากเป็นพ่อค้ามังคุด ต้องรวยแน่ ๆ เพราะ อร่อยมาก นายแพทย์สกอตต์ ฮอลสเตด บอกว่า แรงจูงใจที่ทำให้อยากมา เมืองไทยคือเพื่อกินข้าวเหนียวมะม่วงและกินทุเรียน ขณะนี้การวิจัยก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า การบริโภคผัก-ผลไม้ มากๆ จะลดการเป็นมะเร็ง การเป็นโรคหัวใจ และโรคอันเนื่องจากชราภาพ คนไทยควรภูมิใจในผลไม้ไทย กินผลไม้และน้ำผลไม้มาก ๆ แทนที่จะเป็น น้ำอัดลมประเภทต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมสุขภาพแล้วยังช่วยเพิ่มรายได้ ให้เกษตรกรและผู้ค้าผลไม้ ประเทศไทยควรทุ่มเทการวิจัยว่าทำอย่างไรจะส่งผลไม้ไทยไป ขายทั่วโลก เพื่อยังประโยชน์ให้ชาวโลกและแก่เศรษฐกิจไทย ๓.๖ การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมกลั่นกรองลองใช้มา จากความรู้และประสบการณ์หลายกระแส มีของดีหลายอย่าง ยาสมุนไพร บางชนิดก็ได้ผลชะงัดกว่ายาฝรั่ง เช่น ขมิ้นชันแก้ปวดท้อง ท้องอืดได้ดีกว่า ยาแผนปัจจุบัน ครีมพญายอใช้สำหรับเริ่มและงูสวัดได้ผลดีกว่ายาแผน ปัจจุบันที่ดีที่สุด เป็นต้น การนวดแผนไทย นอกจากลดความปวดเมื่อย ยังทำให้หย่อน คลาย ความดันเลือดลด หลับง่าย นอกจากนั้น ในการนวดไม่ใช่มีแต่กาย สัมผัสเท่านั้น ยังมีจิตสัมผัสที่เกิดจากการพูดคุยอย่างเป็นกันเองและที่เล่น ไปกับกายสัมผัส ถ้าทำให้ดี การนวดแผนไทยจะเป็นที่นิยมมากทั้งในหมู่ คนไทยและชาวต่างประเทศ นอกจากประโยชน์ทางสุขภาพแล้ว ยังส่งเสริม อาชีพคนไทย ลดการสูญเสียเงินตราไปต่างประเทศ และยังอาจได้เงินเข้า ประเทศอีก การประคบด้วยสมุนไพรก็สามารถบรรเทาการปวดเมื่อย ยอก เคล็ดได้พอสมควร ทำนองคล้ายกันกับการนวด ในการแพทย์แผนไทยยังมีจิตบำบัดอย่างแบบคาย และมักร่วม ไปกับการส่งเสริมทางศีลธรรม ถ้าเรานิยมไทยและเลือกใช้อย่างฉลาด เราจะ ๒๐ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ประหยัดการสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมโหฬาร ที่พูดนี้ไม่ได้แปลว่าการ แพทย์แผนไทยจะใช้ได้ทุกเรื่อง ไม่มีการแพทย์ระบบใดระบบหนึ่งที่ดี สำหรับทุกเรื่อง สำหรับทุกคน สำหรับทุกกาลเทศะ แต่ในการแพทย์แผน ไทยมีของดีอยู่มาก ควรเลือกใช้ให้เหมาะสม และวิจัยพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น ๓.๗ ศิลปะไทย ชนชาติไทยอุดมด้วยศิลปะ ไม่ว่าจะทางดนตรี กวีนิพนธ์ เพลง การฟ้อนรำ เครื่องแต่งกาย การทอผ้า และหัตถกรรมอื่น ๆ จิตรกรรมและ ประติมากรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เช่น พระพุทธรูป และ โบสถ์วิหาร ถ้าใครมีเครื่องรับทางจิตใจ จะเที่ยวดูความงามของพระพุทธ- รูปและภาพเขียนที่ผนังโบสถ์ของวัดต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร ก็ดูไม่หวาดไม่ไหว นอกจากได้เสพสุนทรียะด้วยราคาถูกเพราะบรรพบุรุษได้สร้างไว้ให้ลูกหลาน แล้ว ถ้ามีความเข้าใจก็จะยกระดับจิตวิญญาณยิ่ง ๆ ขึ้นไป ถ้ามีการจัดการที่ดี ศิลปะไทยจะนำมาซึ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ขนาดใหญ่ ๓.๘ พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเป็นภูมิปัญญาอันวิเศษสุด และประเทศไทยมี มรดกล้ำค่านี้อยู่ แม้คนไทยจะเข้าใจและเห็นคุณค่าน้อยลง แต่มรดกนี้ก็ยัง อยู่ ถ้าคนไทยจะทำความเข้าใจและเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา จะได้ ประสบสิ่งที่ประเสริฐสุดยิ่งกว่าสิ่งทั้งปวง เป็นการไม่น่าเชื่อว่าตั้งแต่กว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว มนุษย์สามารถ ค้นพบปัญญาอันยิ่งใหญ่ที่นำไปสู่ความดีสูงสุดที่มนุษย์จะพึงมีได้ อัน ประกอบด้วยการไม่เบียดเบียน ประกอบด้วยการทำเพื่อผู้อื่น และประกอบ ด้วยการพัฒนาจิตจนหลุดพ้นความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง มีอิสรภาพเต็ม เปี่ยม เต็มไปด้วยวิมุติสุขเพราะความดีนั้น ๆ กระไรมนุษย์จะค้นพบปัญญาเพื่อความเจริญในความเป็น มนุษย์ได้ถึงขนาดนี้ ถ้าเทียบกับปัจจุบันที่นิยมความเห็นแก่ตัวและการแย่ง ๒๑ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ชิงอันทำให้โลกลุกเป็นไฟแล้ว เทียบกันไม่ได้เลย คนในโลกได้หันมาค้นพบ ความจริงในคำสอนทางพุทธศาสนา และปฏิบัติเห็นผลจริง เกิดความร่มเย็นใน ชีวิตกันมากขึ้นเรื่อยๆ คนไทยควรรู้คุณค่าสมบัติอันวิเศษสุดที่ตนเองมีอยู่ ศึกษาให้ เข้าใจพร้อมด้วยการปฏิบัติจนได้ลิ้มรส (สันทิฏฐิโก) ธรรมด้วยตนเอง จะ เปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดเหมือนเกิดใหม่ ขจัดอวิชชาออกไป มีปัญญา เข้ามาแทนที่ มีความซุ่มเย็น เมตตากรุณาเป็นวิสัย เป็นชีวิตที่เจริญและมี ความสุขอย่างยิ่ง เมื่อคนไทยมีเครื่องรับรู้ธรรมขึ้นในตัว วัดวาอาราม พระเจดีย์ พระพุทธรูป พระสงฆ์ อันเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาที่มีอยู่เต็มเมือง ไทย จะกลายเป็นทิพยสมบัติ เมื่อได้ประสบพบเห็นหรือเพียงแต่นึกถึง จิตก็จะแล่นขึ้นสู่ความดี อะไรจะมีคุณค่าถึงปานนี้ ถ้าคนไทยรู้คุณค่าของพระพุทธศาสนาที่ตนมี จะประสบความ เจริญอย่างแท้จริงและช่วยให้โลกเจริญ ข้างต้นทั้ง ๘ ข้อนี้เป็นตัวอย่างของความดีของคนไทย ซึ่งก็คง ยังไม่หมด ควรมีการศึกษาวิจัยให้มีความรู้ความเข้าใจให้กว้างขวางออกไป ถ้าคนไทยได้เห็นคุณค่าความดีของคนไทยอย่างน้อยใน ๘ ประการที่กล่าว ข้างต้น จะทราบว่าคนไทยก็มีความดีที่หลายอย่างก็ไม่ได้ด้อยกว่าฝรั่ง หรือ ดีกว่าอย่างมากเสียด้วยซ้ำ การปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญอย่างหนึ่งคือจะต้องทำให้คนไทย หายกลัวฝรั่ง และเห็นคุณค่าของการเป็นคนไทย ถ้าทำได้ในข้อนี้ จะ เป็นการปลดปล่อยวิญญาณไทยออกจากหม้อไปสู่จิตสำนึกใหม่เพื่อความ รอดพ้นจากวิกฤติ ๔. คิดแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง ในเมื่อเราอยู่ในระบบอุปถัมภ์และคิดพึ่งพิง ก็คิดแบบพึ่งพิงภายนอก ไม่คิดพึ่งตนเองด้วยศักยภาพและศักดิ์ศรีของตนเอง ในการปลดปล่อย ๒๒ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ วิญญาณออกจากหม้อไปสู่ความเป็นไท หายกลัวฝรั่งและเห็นคุณค่าของการ เป็นคนไทย ต้องนับถือตัวเองและคิดพึ่งตนเอง เศรษฐกิจพอเพียงนั้นคือ การพึ่งตนเองทั้งแรงกาย แรงความคิด และเงินออมของตัวเอง ให้ทุกคนพอ เพียง และพัฒนาขึ้นไปจากฐานของความพอเพียง ถ้าฐานแข็งแรงจะขึ้นไป สูงเท่าไรก็ได้ แต่การขึ้นสูงต้องรักษาฐานให้เข้มแข็งเสมอ จะได้รองรับการ ขึ้นสูงได้ ควรมีการเคลื่อนไหวนิยมไทยทั้งชาติ โดยกินของไทย ใช้ของไทย และผลิตของไทยขึ้นใช้เอง ให้สามารถประหยัดการต้องเสียเงินตราไปต่าง ประเทศให้ได้ปีละ ๓-๕ แสนล้านบาท เงิน ๓-๕ แสนล้านบาทจะกระตุ้น การผลิต การค้าขาย การบริโภค และการสร้างงานวิชาการ เพื่อการพึ่งตนเอง และทำให้เราหลุดจากวิกฤติเศรษฐกิจ การเคลื่อนไหวนิยมไทยจะทำให้มีการปรับเปลี่ยนค่านิยมซึ่งเป็น ส่วนสำคัญของวัฒนธรรมครั้งใหญ่ อันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทุก ๆ ด้านไปสู่ความเข้มแข็ง การพึ่งตนเอง และความมีศักดิ์ศรีของชาติ ## ๕. คิดปฏิรูปโครงสร้างของสังคม ในวัฒนธรรมอำนาจจะคิดความสัมพันธ์ในสังคมทางแนวดิ่ง สังคม ที่มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองไม่ดี และศีลธรรม ไม่ดี ไม่มีกำลังในการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง และวิกฤติขึ้นเรื่อย ๆ ในวิถีคิดใหม่ที่เคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน อย่างเท่าเทียมกัน จะไม่ใช้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แต่เน้นที่ความเสมอภาค และภราดรภาพ คนทุกคนสามารถมารวมตัวร่วมคิดร่วมทำอย่างเท่าเทียม กัน เกิดโครงสร้างของสังคมในแนวราบที่เรียกว่าเกิดความเป็นประชาสังคม คนสามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำหรือมีความเป็นชุมชนกันในทุกพื้นที่ ใน ทุกองค์กร และในทุกเรื่อง เมื่อเป็นเช่นนี้สังคมจะเข้มแข็ง สามารถฝ่า วิกฤติและเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงได้ ๒๓ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ # ๖. คิดสัมพันธภาพกับประเทศเพื่อนบ้านและโลกอย่างมีวุฒิ สภาวะ ประเทศไทยไม่ได้อยู่โดด ๆ แท้ที่จริงประเทศไทยเล็กนิดเดียวใน กระแสโลกอันเชี่ยวกราก สัมพันธภาพกับต่างประเทศอย่างเหมาะสมจึงเป็น เรื่องสำคัญยิ่ง ขณะนี้มหาอำนาจพยายามให้โลกเชื่อในทฤษฎีการแข่งขัน เสรี ซึ่งก็เหมือนให้ผู้ใหญ่กับเด็กแข่งกันโดยเสรี เด็กก็จะตายหมด หลักที่ น่าจะถูกต้องและยั่งยืนมากกว่าคือ "การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ" ซึ่งต้องการการ เกื้อกูลกันและการแข่งขันอย่างมีศีลธรรม เพื่อความแข็งแรงไปด้วยกัน ไม่ ใช่แข่งขันแบบทำลาย ถ้าเราหลุดพ้นจากความกลัวฝรั่งและสามารถคิดได้อย่างเสรี ย่อม ค้นพบเองว่าหลักการอะไรถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง และสามารถถกเถียงกับ ชาวโลกด้วยปัญญาและวุฒิสภาวะ ไทยต้องสามารถให้อนุสติแก่โลกได้ เราควรจะสร้างความสัมพันธ์ ที่ดีกับเพื่อนบ้าน ใช้วัฒนธรรมและความสามารถของคนไทยไปมีบทบาทต่อ สันติภาพของโลก ประสานให้เกิดการรวมกลุ่มกันเป็น "ขั้วเอเชีย" ระหว่าง อินเดีย จีน ญี่ปุ่น ไทย และประเทศอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความสมดุลในโลก ถ้าเราหายกลัวฝรั่งและนับถือตัวเอง ไทยสามารถประสานให้เกิด "ขั้ว เอเชีย" อันจะทำให้เอเชียเข้มแข็ง และเกิดการถ่วงดุลกันในโลก จะทำให้ ประเทศไทยมีศักดิ์ศรี และคนไทยภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเองได้ ## ๗. วิถีคิดทางศาสนาหรือจิตวิญญาณ วิกฤติการณ์ของมนุษย์ในปัจจุบันเป็นวิกฤติการณ์ทางวิญญาณ เพราะเข้าใจแต่เรื่องวัตถุและพัฒนาแต่เรื่องวัตถุ มิติทางจิตวิญญาณจึงหาย ไป ในการสร้างจิตสำนึกใหม่ จิตสำนึกใหญ่จะรวมมิติทางจิตวิญญาณด้วย มิติทางจิตวิญญาณจะทำให้มนุษย์เกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง จะ เปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดและสัมพันธภาพกับสิ่งรอบตัว อันเป็นไปเพื่อความ สุขความเต็มอิ่มในตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพิงสิ่งภายนอกมากนัก เช่น ยาเสพติด ๒๔ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ และความฟุ่มเฟือยต่าง ๆ และเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติระหว่างมนุษย์กับ มนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะขาดมิติแห่งการพัฒนาทางจิตวิญญาณไม่ได้ ๘. วิถีคิดใหม่ทางการศึกษา การศึกษาที่มีอยู่ทั่วโลกในปัจจุบันมีปัญหามาก เพราะคิดแบบแยก ส่วนว่าชีวิตก็อย่างหนึ่ง การศึกษาก็อย่างหนึ่ง และการศึกษาไปเอาวิชาเป็น ตัวตั้ง ซึ่งเรียนแต่เรื่องนอกตัวไปเสียทั้งสิ้น การปฏิรูปการศึกษาที่พูด ๆ กัน อยู่ก็มักจะเป็นเรื่องรูปแบบกันเสียเป็นส่วนใหญ่ ไปไม่ถึงหัวใจของการปฏิรูป จริง ๆ ถ้าวิกฤติการณ์ของมนุษย์ในปัจจุบันต้องแก้เรื่องการสร้างจิตสำนึก ใหม่ดังที่อธิบายมาทั้งหมดถึงความจำเป็น คุณลักษณะของจิตสำนึกใหม่ วิธี สร้างจิตสำนึกใหม่ และการนำจิตสำนึกใหม่มาสร้างวิถีคิดใหม่ การปฏิรูป การศึกษาจะต้องนำมาซึ่งวิถีคิดใหม่ มนุษยชาติจึงจะอยู่รอดได้ โดยนำคำ ของไอน์สไตน์มาอ้างซ้ำอีกว่า "We shall need a radically new manner of thinking if mankind is to survive" "เราต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้" ปัจฉิมกถา เราทุกคนเกิดมาเป็นมนุษย์ เรามีศักดิ์ศรีและศักยภาพแห่งความ เป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์อยู่ที่การมีปัญญาเข้าถึงความดีสูงสุด ปัญญา อยู่ที่การมีอิสรภาพ สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ตามความเป็นจริง และคิดได้อย่าง อิสระ วัฒนธรรมอำนาจกักขังจิตของเราไว้ เสมือนการสะกดวิญญาณขังไว้ ๒๕ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ในหม้อ ทำให้ขาดอิสรภาพที่จะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงและคิดได้อย่าง อิสระ ทำให้รู้เห็นและรู้สึกนึกคิดได้แคบ หรือมีจิตสำนึกเล็ก บีบคั้นตัวเอง และบีบคั้นกันเอง แก้ปัญหาไม่ได้ ปัญหามักหมมเพิ่มพูนไปสู่วิกฤติ และหลุด ออกจากวิกฤติไม่ได้ตราบใดที่จิตยังถูกกักขังไว้ในหม้อให้เป็นจิตสำนึกเล็ก ควรที่เราทุกคนจักใคร่ครวญและตระหนักรู้ถึงวัฒนธรรมอำนาจ ที่บีบคั้นจิตเราให้เล็ก บ่นทอนศักดิ์ศรีและศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ ของเราลง แล้วปลดปล่อยจิตของเราให้เป็นอิสระจากการยึดมั่นผิด ๆ เพราะ การหล่อหลอมมาในวัฒนธรรมอำนาจ ให้สามารถรับรู้ได้ตามความจริง ความ จริงจะเป็นฐานคิดให้เกิดปัญญา เจ้าชายสิทธัตถะทรงหลุดออกจากการกักขังไปส้มผัสความจริงของ คนจน คนแก่ คนเจ็บ คนตาย แล้วเป็นฐานคิดให้เกิดปัญญา ฉันใด เราทั้ง หลายก็เช่นกัน ถ้าหลุดจากการกักขังจากความเป็นจริงในภพภูมิของเรา ไป ส้มผัสความจริงของคนเล็กคนน้อย คนยากจนจน คนที่เสียเปรียบ คนที่ ลำบาก การส้มผัสความจริงจะเป็นฐานคิดให้เกิดปัญญา ความเป็นอิสระที่สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงและคิดได้ อย่างอิสระ จะทำให้เกิดปัญญา ปัญญาทำให้เข้าถึงความจริงตามธรรมชาติ ธรรมชาตินั้นเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียว และมีความใหญ่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จิต จะเข้าถึงความเป็นจิตใหญ่ หรือจิตสำนึกใหม่ ที่มีขอบเขตการรู้และรู้สึกนึก คิดในปริมณฑลที่ไพศาล และเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของทั้งหมด เกิด ความเป็นอิสระ ความสุข ความเมตตา และปัญญาอันไพศาล หลุดจาก ความบีบคั้น อันเป็นไปเพื่อชีวิตที่เจริญยิ่ง และเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งทั้งปวง อย่างนิรันดร ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกคน ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ๒๖ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ PQET # ทางรอดของประเทศไทย ปลดปล่อยจิตวิญญาณ ออกจากหม้อดินสู่จิตสำนึกใหม่ | ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
จิตใจ
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2001
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• จิตสำนึก
history_eduหมวดหมู่
จิตใจ
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2001
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้