auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (3 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ จุดคานงัดระบบการศึกษาไทย

chrome_reader_modeคำอธิบาย

ศ.นพ. ประเวศ วะสี ได้เขียนบทความเรื่อง การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ จุดคานงัดระบบการศึกษาไทย ตีพิมพ์ใน มติชน วันที่ 14 มิถุนายน 2556 ปีที่ 39 ฉบับที่ 12879 โดยได้อธิบายถึงระบบการศึกษาของประเทศไทย หลากหลายแง่มุมที่น่าสนใจ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ จุดคานงัดระบบการศึกษาไทย ประเวศ วะสี ๑. ความยุ่งเหยิงซับซ้อนและวิกฤตของระบบการศึกษาไทย ระบบการศึกษาปัจจุบันซึ่งเริ่มเมื่อ ๑๐๐ ปีเศษมาแล้ว ใหม่ๆก็ดูดี แต่ค่อยๆเข้าไปสู่ความซับซ้อนยุ่งเหยิง และวิกฤตในตัวเอง อย่างลางไม่ออก ก่อให้เกิดความทุกข์ยากแก่คนทั้งแผ่นดิน ในขณะเดียวกันได้สร้างความอ่อนแอให้ประเทศ เพราะเป็นระบบที่ไม่ได้สร้างบุคลิกภาพคนไทยที่พึงปรารถนาเลย เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความมีจิตสำนึกพลเมือง ความเป็นคนเห็นคุณค่าของการทำงาน และทำงานเป็น ความเป็นคนใฝ่เรียนรู้และเรียนรู้เป็น ภาคธุรกิจเอกชนร้องเรียนว่า คนที่จบการศึกษามีแต่ปริญญา แต่ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเช่นนั้น เพราะเราเน้นการศึกษาโดยการท่องวิชามากกว่าการเรียนรู้จากการลงมือทำการเรียนโดยเอา "วิชา" เป็นตัวตั้ง แทนที่จะเอาความจริงของชีวิตจริงปฏิบัติจริงเป็นตัวตั้ง ทำให้คนไทย ๔-๕ ชั่วคนที่ผ่านมาไม่รู้จักแผ่นดินไทย จบไปก็ทำอะไรไม่ถูก แต่เราก็มีกฎหมายที่ไปไล่ต้อนคนทั้งแผ่นดินให้มาเข้าระบบการศึกษาที่เป็นทางการ และสร้างค่านิยมว่าต้องได้รับการศึกษาแบบนี้จึงจะดี แต่การเข้าโรงเรียนดีๆก็ยาก ทำให้เกิดระบบตั้งขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง เป็นภาระแก่เยาวชนที่จะต้องหน้าดำคร่ำเครียดต่อการท่องจำโดยผิวเผินแต่ไม่มีประโยชน์จริงจังต่อปัญหาและทักษะชีวิต เป็นภาระอย่างหนักทางการเงินของพ่อแม่ จนผู้นำชุมชนเรียกระบบการศึกษาที่ทำให้พ่อแม่ยากจน หมดเนื้อหมดตัวว่าเป็น "โจรเสื้อขาว" ในพื้นที่ห่างไกลระบบตั้งไม่เข้มแข็ง พ่อแม่ต้องส่งลูกไปอยู่ในเมืองเพื่อมีที่ตั้งดีๆ แล้วเกิดปัญหาสังคมตามมาอีก เพราะเด็กอยู่ห่างไกลพ่อแม่ มามั่วสุมกันเอง เกิดการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเข้าไปอีก นี่เพราะเราไปสร้างค่านิยมให้เห็นว่าการศึกษา (ที่ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไร) สำคัญกว่าการที่ครอบครัวพ่อแม่ลูกจะได้อยู่ด้วยกัน เมื่อเราไปมีกฎหมายและค่านิยมที่ต้อนคนทั้งหมดเข้ามาสู่ระบบการศึกษาที่เรียกว่า "สามัญ" (ซึ่งจริงๆ ไม่สามัญ) แบบเส้นตรง คือ ประถม เพื่อไปมัธยม มัธยมเพื่อไปอุดม การจราจรสายนี้จึงเบียดเสียดเยียดยัด ทำให้การศึกษาเป็นการค้าแบบ "จ่ายครบจบแน่" คนอยากได้ปริญญามากกว่าอยากเรียน แม้แต่มหาวิทยาลัยของรัฐ ก็หมดกำลังไปด้วยการสอนคนที่อยากได้ปริญญามากกว่าอยากเรียนรู้ ทำให้งานวิชาการของชาติอ่อนแอ ทั้งหมดนี้จึงยุ่งเหยิงซับซ้อนวิกฤต หมดงบประมาณของชาติเป็นอันมาก แต่ไม่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า และมองไม่เห็นทางออก จึงจะต้องหาอะไรที่เป็นจุดคานงัดออกจากระบบการศึกษาอันวิกฤต และแก้วิกฤตของประเทศไปพร้อมๆกัน ๒. การศึกษาเพื่อสัมมาชีพคือจุดคานงัด การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นปัจจัยชี้ขาดของความร่มเย็นเป็นสุขระบบเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปที่กำลังวิกฤตอยู่ขณะนี้ เพราะเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาคนและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง การไม่มีงานทำ และช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยที่ห่างมากเกิน กำลังเป็นปัญหาทางสังคมและการเมืองของโลกอยู่ในปัจจุบัน และนำไปสู่ความรุนแรง เราต้องไปเลยฝรั่ง สร้างบ้านเมืองของเราให้ร่มเย็นเป็นสุข โดยสร้างสัมมาชีพให้เต็มพื้นที่ ทุกชุมชน ทุกท้องถิ่น ทุกจังหวัด อย่าลืมว่า "สัมมาอาชี+ว" เป็น ๑ ในมรรค ๘ การศึกษาต้องมุ่งสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ สัมมาชีพ หมายถึง อาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมี รายจ่ายน้อยกว่ารายได้ สัมมาชีพจึงเป็นทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และศีลธรรม พร้อมกันอยู่ในตัว ฉะนั้นเมื่อมี สัมมาชีพเต็มพื้นที่จึงเกิดสังคมศานติสุข ซึ่งเป็นสังคมที่มีศีลธรรมอยู่ในตัวบูรณาการอยู่กับเรื่องเศรษฐกิจและ อื่นๆ ไม่ใช่การสอนศีลธรรมแบบแยกส่วนท่ามกลางความยากจน ซึ่งไม่ได้ผล การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ จะปฏิรูปการเรียนรู้ จากการท่องวิชาในห้องเรียน มาเป็นการเรียนรู้จากการ ปฏิบัติจริงให้ได้ผลจริง ซึ่งเป็นการพัฒนาสติปัญญาและทักษะรอบด้าน รวมทั้งการจัดการทำให้เกิดความสนใจ ใฝ่รู้ว่าความรู้หรือทักษะอะไรที่จะทำให้ทำงานได้ผลก็จะไปขวนขวายหาสิ่งนั้นๆมา เป็นการเปิดการมีส่วนร่วมในพื้นที่อย่างกว้างขวาง การเรียนรู้ในห้องเรียนจำกัดอยู่ที่ครู ห้องเรียน ตำรา แต่การเรียนรู้เพื่อสัมมาชีพจะเปิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง กศน เอย วิทยาลัยอาชีวะเอย วิทยาลัย เทคโนโลยีเอย วิทยาลัยสารพัดช่างเอย ผู้ประกอบการเอย ผู้มีอาชีพทั้งหลายล้วนเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น ยัง ศิลปิน พระสงฆ์องค์เจ้า ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้บริหารต่างๆ นายกอบต. นายกเทศมนตรี นายกอบจ. ล้วนอยากให้มี สัมมาชีพเต็มพื้นที่ของตน จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาเพื่อสัมมาชีพ ครูที่เคยเห็นแต่ "สอน" อยู่ที่โรงเรียน และเกิดการพัฒนาคุณภาพครูยาก ก็จะกลายเป็นผู้ "เรียน" โดยเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นมากมาย ในพื้นที่ ถ้าครูปรับจาก "ผู้สอน" เป็น "ผู้เรียน" และผู้ส่งเสริมการเรียนรู้ ก็จะแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพของครูได้ เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผู้เรียนจะมีรายได้ระหว่างเรียนไปด้วย เพราะลงมือทำอาชีพจริงๆ จะไม่มี ปัญหาการไม่มีงานทำเพราะมีงานทำตั้งแต่ขณะที่เรียนแล้ว ลดภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ หรือช่วยให้เศรษฐกิจดี ขึ้นด้วยซ้ำ เพราะครูมีรายได้จากการเรียน ผู้ประกอบการในพื้นที่จะดีขึ้นเพราะมีคนมาฝึกงานและช่วยทำงาน เศรษฐกิจโดยรวมของพื้นที่จะดีขึ้นหรือหลุดพ้นจากความยากจน เพราะการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ การหลุดพ้นจากความยากจนมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพเด็ก และเยาวชน คุณภาพเด็กและ เยาวชนเป็นเรื่องสำคัญยิ่งต่ออนาคตของชาติ แต่คุณภาพเด็กและเยาวชนของเราอยู่ในสถานะย่ำแย่ โดยทาง ทฤษฎีเรารู้ว่าทำอย่างไรเด็กและเยาวชนจะมีคุณภาพ แต่เราติดที่พ่อแม่ยากจนเกิน ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก หรือต้อง ทอดทิ้งลูกไปหากินที่อื่น การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะช่วยเรื่องคุณภาพเด็กและเยาวชน การศึกษาเพื่อสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะไปปรับระบบการศึกษาทั้งหมดให้ดีขึ้น ดังจะกล่าวต่อไปข้างล่างนี้ ๓. ผลต่อระบบการศึกษาทั้งหมด ถ้าเราแบ่งการศึกษาเป็น ๓ ประเภท ใหญ่ๆ คือ (๑) การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ (๒) การศึกษาเพื่อวิชา (๓) การศึกษาเพื่อวิชาชีพ โดยให้ทั้ง ๓ เชื่อมต่อกัน (๑) การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ เป็นสามัญศึกษา เพราะอาชีพเป็นสามัญของชีวิต คนส่วนใหญ่จะศึกษาสายนี้ มี อาชีพ มีฝีมือ มีรายได้ สร้างเศรษฐกิจทั้งส่วนตัว ทั้งของพื้นที่ และของชาติ คนส่วนใหญ่จะพึงพอใจชีวิตของ ตนเอง แต่ถ้าอยากเรียนรู้วิชาอะไรเป็นพิเศษ (๒) หรืออยากไปศึกษาเพื่อวิชาชีพ (๓) ต่อไปก็ทำได้ การศึกษาเพื่อ สัมมาชีพนี้จะใช้งบประมาณไม่มาก ดีไม่ดีอาจทำเงินให้ระบบได้ด้วย รัฐจะประหยัดงบประมาณ และมีเงินไปทุ่มเทกับงานวิชาการมากขึ้น (๒) การศึกษาเพื่อวิชาการ ได้แก่ การศึกษาพิเศษต่างๆตามที่มีผู้อยากเรียน เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษา วรรณคดี ฯลฯ สถาบันการศึกษาทุ่มเทให้มีครูอาจารย์เก่งๆในวิชาเหล่านี้ และสอน "คนที่อยากเรียน" ไม่ใช่เรียกว่า สามัญศึกษาและทุ่มเทไปสอนคนที่ไม่อยากเรียน เมื่อครูที่เก่ง กับนักเรียนที่อยากเรียนในวิชานั้นๆ ได้มาเจอกันก็จะสนุกมาก และวิชาการก็จะเข้มแข็ง (ข้อควรสังเกตเกี่ยวกับคำว่าสามัญศึกษา สามัญศึกษาควรเป็นการศึกษาเพื่อชีวิต แต่การศึกษาเพื่อวิชาการควรถือว่าเป็นการศึกษาพิเศษ) (๓) การศึกษาเพื่อวิชาชีพ เช่น แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ฯลฯ ก็ควรทำด้วยคุณภาพสูง และเปิดช่องทางให้ผู้ที่สนใจและเหมาะสมขึ้นมาได้ทั้งจาก (๑) และ (๒) โดยจัดระบบแบบนี้จะลดความเครียดของระบบการศึกษาลงทั้งระบบ ทำให้คุณภาพสูงขึ้นทั้ง ๓ ประเภท เศรษฐกิจ สังคม และวิชาการของประเทศเข้มแข็งขึ้น ๔. การสร้างค่านิยมใหม่ สังคมไทยมีค่านิยมผิดๆเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งมาจากคนชั้นสูง เช่น "รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา" "ขอให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน" "ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน" ทำให้ขาดการเห็นคุณค่าในงาน (Work Value) ดูถูกการทำงานหนักต่างจากคนญี่ปุ่น คนจีน คนเยอรมัน คนอเมริกัน ทำให้ดูถูกอาชีวศึกษา ทั้งที่อาชีวศึกษาสำคัญมาก ดังที่ประเทศเยอรมนี ให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษามากทำให้เศรษฐกิจแข็งแกร่ง การดูถูกอาชีวศึกษาทำให้ไม่มีคนอยากเรียน แล้วเด็กอาชีวะ จะอยู่ได้อย่างไรถ้าเขาไม่มีเกียรติ ค่านิยมจอมปลอมทำให้คนไทยอยากได้ปริญญาแต่ไม่ได้อยากเรียน ถ้าจะปรับระบบการศึกษาตามแนวที่เสนอข้างต้น รัฐต้องปรับค่านิยมใหม่ โดยการรณรงค์สื่อสารประชาสัมพันธ์ให้คนไทยเห็นคุณค่าของการทำงาน ไม่มีงานต่ำ การทำงานเป็นของดี การไม่ทำงานไม่ดี อาชีวะเป็นของสูง การศึกษาเพื่อสัมมาชีพเป็นความต้องการสูงสุด ลดความสำคัญของปริญญาลง อาจเลิกตีราคาปริญญา ที่ญี่ปุ่นเขาไม่ตีราคาเงินเดือนตามปริญญา คนมีปริญญา หรือไม่มีปริญญาก็รายได้เท่ากัน เขาถือตามความเป็น "คน" เสมอกัน ไม่ใช่มีปริญญากระเพาะใหญ่กว่าคนไม่มีปริญญา ประเทศญี่ปุ่นจึงมีความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุดในโลก ผมมีโอกาสถ่อนประวัติแม่ของประธานหอการค้าคนปัจจุบัน เป็นผู้หญิงจีนที่จนที่สุดไม่รู้หนังสือเลยแต่ขยันสุด อดทนที่สุด ประหยัดที่สุด สอนลูกให้ทำงานหนัก ขยัน อดทน จนครอบครัวนี้สามารถสร้างธุรกิจใหญ่เป็นที่ ๓ ของโลก คนไทยเชื้อสายจีนที่ประสบความสำเร็จ เพราะขยัน อดทน และใฝ่การศึกษา มีไม่ใช่น้อย หากสามารถช่วยรัฐในการสร้างค่านิยมในงานให้เกิดขึ้นในเยาวชนไทย ก็จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล โดยสรุป การเปลี่ยนค่านิยมให้เห็นว่า สัมมาอาชีวะเป็นของสูง เป็นของมีเกียรติ การศึกษาเพื่อสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะเป็นจุดคานงัดการพัฒนาประเทศไทย และการพัฒนาระบบการศึกษาไทย มติชน Matichon Circulation: 950,000 Ad Rate: 1,500 Section: First Section/กระแสรรศน์ วันที่: ศุกร์ 14 มิถุนายน 2556 ปีที่: 36 ฉบับที่: 12879 หน้า: 7 (บน) Col.Inch: 109.98 Ad Value: 164,970 PRValue (x3): 494,910 คลิป: สี่สี หัวข้อข่าว: การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ จุดคานงัดระบบการศึกษาไทย # การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ จุดคานงัดระบบการศึกษาไทย 1. **ความยุ่งเหยิงซับซ้อนและวิกฤตของระบบการศึกษาไทย** ระบบการศึกษาปัจจุบันซึ่งเริ่มเมื่อ 100 ปีเศษมาแล้ว ใหม่ๆ ก็ดูดี แต่ค่อยๆ ก่อตั้งเข้าไปสู่ความซับซ้อนยุ่งเหยิง และวิกฤตในตัวเองอย่างลางไม่ออก ก่อให้เกิดความทุกข์ยากแก่คนทั้งแผ่นดิน ในขณะเดียวกันได้สร้างความอ่อนแอให้ประเทศ เพราะเป็นระบบที่ไม่ได้สร้างบุคลิกภาพคนไทยที่พึงปรารถนาเลย เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความมีจิตสำนึกพลเมือง ความเป็นคนเห็นคุณค่าของการทำงาน และทำงานเป็น ความเป็นคนใฝ่เรียนรู้และเรียนรู้เป็น ภาคธุรกิจเอกชนร้องเรียนว่า คนที่จบการศึกษามีแต่ปริญญา แต่ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเช่นนั้น เพราะเราเน้นการศึกษาโดยการท่องวิชามากกว่าการเรียนรู้จากการลงมือทำ การเรียนโดยเอา "วิชา" เป็นตัวตั้ง แทนที่จะเอากลางของชีวิตจริงปฏิบัติจริงเป็นตัวตั้ง ทำให้คนไทย 4-5 ชั่วคนที่ผ่านมาไม่รู้จักแผ่นดินไทย จบไปก็ทำอะไรไม่ถูก แต่เราก็มีกฎหมายที่ไปไล่ต้อนคนทั้งแผ่นดินให้มาเข้า ระบบการศึกษาที่เป็นทางการ และสร้างค่านิยมว่า ต้องได้รับการศึกษาแบบนี้จึงจะดี แต่การเข้าโรงเรียนดีๆ ก็ยาก ทำให้เกิดระบบติวชั่นเต็มบ้านเต็มเมือง เป็นภาระแก่เยาวชนที่จะต้องหน้าดำครึ่งเครียดต่อการท่องจำโดยผิวเผินแต่ไม่มีประโยชน์จริงจังต่อปัญหาและทักษะชีวิต เป็นภาระอย่างหนักทางการเงินของพ่อแม่ จนผู้นำชุมชนเรียกระบบการศึกษาที่ทำให้พ่อแม่ยากจน หมดเนื้อหมดตัวว่าเป็น "โจรเสื้อขาว" ในพื้นที่ห่างไกลระบบติวไม่เข้มแข็ง พ่อแม่ต้องส่งลูกไปอยู่ในเมืองเพื่อมีที่ติดๆ แล้วเกิดปัญหาสังคมตามมาอีก เพราะเด็กอยู่ห่างไกลพ่อแม่ มามั่วสุมกันเอง เกิดการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเข้าไปอีก นี่เพราะเราไปสร้างค่านิยมให้เห็นว่าการศึกษา (ที่ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไร) สำคัญกว่าการที่ครอบครัวพ่อแม่ลูกจะได้อยู่ด้วยกัน เมื่อเราไปมีกฎหมายและค่านิยมที่ต้อนคนทั้งหมดเข้ามาสู่ระบบการศึกษาที่เรียกว่า "สามัญ" (ซึ่งจริงๆ ไม่สามัญ) แบบเส้นตรง คือ ประถมเพื่อไปมัธยม มัธยม เพื่อไปอุดมศึกษา การจราจรสายนี้จึงเบียดเสียดเบียดยัด รหัสข่าว: C-130614020040 (14 มิ.ย. 56/02:15) บริษัท อินโฟเควสท์ จำกัด 888/178 อาคารมหาพุทธลาซา ชั้น 17 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร 0-2253-5000, 0-2651-4700 แฟกซ์ 0-2253-5001, 0-2651-4701 อีเมล์: help@iqnewsclip.com www.iqnewsclip.com หน้า: 1/3 มติชน Matichon Circulation: 950,000 Ad Rate: 1,500 Section: First Section/กระแสรรศน์ วันที่: ศุกร์ 14 มิถุนายน 2556 ปีที่: 36 ฉบับที่: 12879 หน้า: 7 (บน) PRValue (x3): 494,910 คลิป: สี่สี Col.Inch: 109.98 Ad Value: 164,970 หัวข้อข่าว: การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ จุดคานงัดระบบการศึกษาไทย ทำให้การศึกษาเป็นการค้าแบบ "จ่ายครบจบแน่" คนอยาก ได้ปริญญามากกว่าอยากเรียน แม้แต่มหาวิทยาลัยของรัฐ ก็หมดกำลังไปด้วยการสอนคนที่อยากได้ปริญญามากกว่า อยากเรียนรู้ ทำให้งานวิชาการของชาติอ่อนแอ ทั้งหมดนี้จึงยุ่งเหยิงซับซ้อนวิกฤต หมดงบประมาณ ของชาติเป็นอันมาก แต่ไม่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า และ มองไม่เห็นทางออก จึงจะต้องหาอะไรที่เป็นจุดคานงัด ออกจากระบบการศึกษาอันวิกฤต และแก้วิกฤตของ ประเทศไปพร้อมๆ กัน **2. การศึกษาเพื่อสัมมาชีพคือจุดคานงัด** * การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นปัจจัยชี้ขาดของความ ร่มเย็นเป็นสุข ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐและยโรปที่ กำลังวิกฤตอยู่ขณะนี้ เพราะเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ไม่ ได้เอาคนและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง การไม่มีงานทำ และช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยที่ห่างมากเกิน กำลัง เป็นปัญหาทางสังคมและการเมืองของโลกอยู่ในปัจจุบัน และนำไปสู่ความรุนแรง เราต้องไปเลยฝรั่ง สร้างบ้าน เมืองของเราให้ร่มเย็นเป็นสุข โดยสร้างสัมมาชีพให้ เต็มพื้นที่ ทุกชุมชน ทุกห้องถิ่น ทุกจังหวัด อย่าลืมว่า "สัมมาอาชีพ+ว" เป็น 1 ในมรรค 8 การศึกษาต้องมุ่งสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ **สัมมาชีพ** หมายถึง อาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมี รายจ่ายน้อยกว่ารายได้ สัมมาชีพจึงเป็นทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และศีลธรรม พร้อมกันอยู่ในตัว ฉะนั้นเมื่อมีสัมมาชีพเต็ม พื้นที่จึงเกิดสังคมคานติสุข ซึ่งเป็นสังคมที่มีศีลธรรมอยู่ใน ตัวบูรณาการอยู่กับเรื่องเศรษฐกิจและอื่นๆ ไม่ใช่การสอน ศีลธรรมแบบแยกส่วนท่ามกลางความยากจน ซึ่งไม่ได้ผล **การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ จะปฏิรูปการเรียนรู้** จาก การท่องวิชาในห้องเรียน มาเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ จริงให้ได้ผลจริง ซึ่งเป็นการพัฒนาสติปัญญาและทักษะ โดยรอบด้าน รวมทั้งการจัดการทำให้เกิดความสนใจใฝ่ รู้ว่าความรู้หรือทักษะอะไรที่จะทำให้ทำงานได้ผลก็จะไป ขวนขวายหาสิ่งนั้นๆ มา เป็นการเปิดการมีส่วนร่วมในพื้นที่อย่างกว้างขวาง การเรียนรู้ในห้องเรียนจำกัดอยู่ที่ครู ห้องเรียน ตำรา แต่ การเรียนรู้เพื่อสัมมาชีพจะเปิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้าง ขวาง กต.น.เอย วิทยาลัยอาชีวะเอย วิทยาลัยเทคโนโลยี เอย วิทยาลัยสารพัดช่างเอย ผู้ประกอบการเอย ผู้มีอาชีพ ทั้งหลายล้วนเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น ยังศิลปิน พระสงฆ์ องค์เจ้า ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้บริหารต่างๆ นายก อบต. นายก เทศมนตรี นายก อบจ. ล้วนอยากให้มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ของตน จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมการศึกษา เพื่อสัมมาชีพ ครูที่เคยเห็นแต่ "สอน" อยู่ที่โรงเรียน และ เกิดการพัฒนาคุณภาพครูยาก ก็จะกลายเป็นผู้ "เรียน" โดยเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นมากมายในพื้นที่ ถ้าครูปรับจาก "ผู้สอน" เป็น "ผู้เรียน" และผู้ส่งเสริมการเรียนรู้ ก็จะ แก้ปัญหาเรื่องคุณภาพของครูได้ เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผู้เรียนจะมีรายได้ ระหว่างเรียนไปด้วย เพราะลงมือทำอาชีพจริงๆ จะไม่มี ปัญหาการไม่มีงานทำ เพราะมีงานทำตั้งแต่ขณะที่เรียน แล้ว ลดภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ หรือช่วยให้เศรษฐกิจดี ขึ้นด้วยซ้ำ เพราะครูมีรายได้จากการเรียน ผู้ประกอบการ ในพื้นที่จะดีขึ้นเพราะมีคนมาฝึกงาน และช่วยทำงานเศรษฐกิจโดยรวมของ พื้นที่จะดีขึ้นหรือหลุดพ้นจากความ ยากจน เพราะการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ การหลุดพ้นจากความยากจนมี ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพ เด็ก และเยาวชน คุณภาพเด็กและ เยาวชน เป็นเรื่องสำคัญยิ่งต่ออนาคต ของชาติ แต่คุณภาพเด็กและเยาวชน ของเราอยู่ในสถานะย่ำแย่ โดยทาง ทฤษฎีเรารู้ว่าทำอย่างไรเด็กและ เยาวชนจะมีคุณภาพ แต่เราติดที่ พ่อแม่ยากจนเกิน ไม่มีเวลาเลี้ยง ลูก หรือต้องทอดทิ้งลูกไปหากินที่อื่น การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะช่วยเรื่อง คุณภาพเด็กและเยาวชน **การศึกษาเพื่อสัมมาชีพเต็มพื้นที่ จะไปปรับระบบการศึกษาทั้งหมดให้ ดีขึ้น ดังจะกล่าวต่อไปข้างล่างนี้** **3. ผลต่อระบบการศึกษาทั้งหมด** * ถ้าเราแบ่งการศึกษาเป็น 3 ประเภท ใหญ่ๆ คือ (1) การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ (2) การศึกษาเพื่อวิชาการ (3) การศึกษาเพื่อวิชาชีพ โดยให้ทั้ง 3 เชื่อมต่อกัน (1) การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ เป็นสามัญศึกษา เพราะ อาชีพเป็นสามัญของชีวิต คนส่วนใหญ่จะศึกษาสายนี้ มี อาชีพ มีฝีมือ มีรายได้ สร้างเศรษฐกิจทั้งส่วนตัว ทั้งของ พื้นที่ และของชาติ คนส่วนใหญ่จะพึงพอใจชีวิตของ ตนเอง แต่ถ้าอยากเรียนรู้วิชาอะไรเป็นพิเศษ (2) หรือ อยากไปศึกษาเพื่อวิชาชีพ (3) ต่อไปก็ทำได้ การศึกษา เพื่อสัมมาชีพนี้จะใช้งบประมาณไม่มาก ดีไม่ดีอาจทำเงิน ให้ระบบได้ด้วย รัฐจะประหยัดงบประมาณ และมีเงินไป ทุ่มเทกับงานวิชาการมากขึ้น (2) การศึกษาเพื่อวิชาการ ได้แก่ การศึกษาพิเศษ รหัสข่าว: C-130614020040 (14 มิ.ย. 56/02:15) บริษัท อินโฟเควสท์ จำกัด 888/178 อาคารมหาพุทธลาซา ชั้น 17 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร 0-2253-5000, 0-2651-4700 แฟกซ์ 0-2253-5001, 0-2651-4701 อีเมล์: help@iqnewsclip.com www.iqnewsclip.com หน้า: 2/3 มติชน Matichon Circulation: 950,000 Ad Rate: 1,500 Section: First Section/กระแสรรศน์ วันที่: ศุกร์ 14 มิถุนายน 2556 ปีที่: 36 ฉบับที่: 12879 หน้า: 7 (บน) Col.Inch: 109.98 Ad Value: 164,970 PRValue (x3): 494,910 คลิป: สี่สี หัวข้อข่าว: การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ จุดคานงัดระบบการศึกษาไทย ต่างๆ ตามที่มีผู้อยากเรียน เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิชา วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษา วรรณคดี ฯลฯ สถาบัน การศึกษาทุ่มเทให้มีครูอาจารย์เก่งๆ ในวิชาเหล่านี้ และ สอน "คนที่อยากเรียน" ไม่ใช่เรียกว่า สามัญศึกษาและ ทุ่มเทไปสอนคนที่ไม่อยากเรียน เมื่อครูที่เก่ง กับนักเรียน ที่อยากเรียนในวิชานั้นๆ ได้มาเจอกันก็จะสนุกมาก และ วิชาการก็จะเข้มแข็ง (ข้อควรสังเกตเกี่ยวกับคำว่าสามัญ ศึกษา สามัญศึกษาควรเป็นการศึกษาเพื่อชีวิต แต่การ ศึกษาเพื่อวิชาการควรถือว่าเป็นการศึกษาพิเศษ) (3) การศึกษาเพื่อวิชาชีพ เช่น แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ฯลฯ ก็ควร ทำด้วยคุณภาพสูง และเปิดช่องทางให้ผู้ที่สนใจและ เหมาะสมขึ้นมาได้ทั้งจาก (1) และ (2) โดยจัดระบบแบบนี้จะลดความเครียดของระบบ การศึกษาลงทั้งระบบ ทำให้คุณภาพสูงขึ้นทั้ง 3 ประเภท เศรษฐกิจ สังคม และวิชาการของประเทศ เข้มแข็งขึ้น 4. การสร้างค่านิยมใหม่ * สังคมไทยมีค่านิยมผิดๆ เกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งมาจากคนชั้นสูง เช่น "รักดีหามจั่วรักชั่วหามเสา" "ขอให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน" "ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน" ทำให้ขาดการเห็นคุณค่าในงาน (Work Value) ดูถูก การทำงานหนัก ต่างจากคนญี่ปุ่น คนจีน คนเยอรมัน คนอเมริกัน ทำให้ดูถูกอาชีวศึกษา ทั้งที่อาชีวศึกษาสำคัญ มาก ดังที่ประเทศเยอรมนี ให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษา มากทำให้เศรษฐกิจแข็งแกร่ง การดูถูกอาชีวศึกษาทำให้ ไม่มีคนอยากเรียน แล้วเด็กอาชีวะ จะอยู่ได้อย่างไรถ้า เขาไม่มีเกียรติ ค่านิยมจอมปลอมทำให้คนไทยอยากได้ ปริญญาแต่ไม่ได้อยากเรียน ถ้าจะปรับระบบการศึกษาตามแนวที่เสนอข้าง ต้น รัฐต้องปรับค่านิยมใหม่ โดยการรณรงค์สื่อสาร ประชาสัมพันธ์ให้คนไทยเห็นคุณค่าของการทำงาน ไม่มี งานต่ำ การทำงานเป็นของดี การไม่ทำงานไม่ดี อาชีวะ เป็นของสูง การศึกษาเพื่อสัมมาชีพเป็นความต้องการ สูงสุด ลดความสำคัญของปริญญาลง อาจเลิกตีราคา ปริญญา ที่ญี่ปุ่นเขาไม่ตีราคาเงินเดือนตามปริญญา คน มีปริญญา หรือไม่มีปริญญาก็รายได้เท่ากัน เขาถือตาม ความเป็น "คน" เสมอกัน ไม่ใช่มีปริญญากระเพาะใหญ่ กว่าคนไม่มีปริญญา ประเทศญี่ปุ่นจึงมีความเหลื่อมล้ำ น้อยที่สุดในโลก ผมมีโอกาสอ่านประวัติแม่ของประธานหอการค้าคน ปัจจุบัน เป็นผู้หญิงจีนที่จนที่สุดไม่รู้หนังสือเลย แต่ขยัน สุด อดทนที่สุด ประหยัดที่สุด สอนลูกให้ทำงานหนัก ขยัน อดทน จนครอบครัวนี้สามารถสร้างธุรกิจใหญ่เป็นที่ 3 ของ โลก คนไทยเชื้อสายจีนที่ประสบความสำเร็จ เพราะขยัน อดทน และใฝ่การศึกษา มีไม่ใช่น้อย หากสามารถช่วยรัฐ ในการสร้างค่านิยมในงานให้เกิดขึ้นในเยาวชนไทย ก็จะ เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล โดยสรุป การเปลี่ยนค่านิยมให้เห็นว่า สัมมาอาชีวะ เป็นของสูง เป็นของมีเกียรติ การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ เต็มพื้นที่จะเป็นจุดคานงัดการพัฒนาประเทศไทย และ การพัฒนาระบบการศึกษาไทย ศ.นพ.ประเวศ วะสี รหัสข่าว: C-130614020040 (14 มิ.ย. 56/02:15) www.iqnewsclip.com บริษัท อินโฟเควสท์ จำกัด 888/178 อาคารมหานุพลาซ่า ชั้น 17 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร 0-2253-5000, 0-2651-4700 แฟกซ์ 0-2253-5001, 0-2651-4701 อีเมล์: help@iqnewsclip.com หน้า: 3/3

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

การศึกษา

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
32% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
21% Match
คุยกับผู้อ่าน : นายแพทย์บุตร ประดิษฐวณิช (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 136 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2533)
14% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การศึกษา

history_eduหมวดหมู่

การศึกษา

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้