auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (1 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

ความจริงของความจน

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เอกสารนี้เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาที่รวบรวมมาจากเวทีระดมความคิด ชุด แก้โครงสร้างอย่างไร จึงจะหายจน โดยผู้เข้าร่วมได้แก่ ผู้นำชุมชน นักวิชาการ ที่มาร่วมสะท้อนภาพความจริงของความจน เสนอเนื้อเกี่ยวกับความยากจนเชิงโครงสร้าง มีบทวิเคราะห์ สังเคราะห์ เหตุปัจจัยแห่งความยากจนจากข้อมูลและทัศนะของนักวิชาการ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

ผูจดั พิมพ คณะทํางานวาระทางสังคม c/o สถาบันวิจยั สังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ๒๕๔๔ ไดรับอนุญาตใหพิมพเพื่อเผยแพรตอสาธารณชนในรูปสือ่ อิเล็กทรอนิคส ภายใตลขิ สิทธิ์ Creative Commons แบบ (อนุญาตใหทาํ ซ้ําและแจกจายไดโดยเสรี แตเฉพาะในกรณีทใี่ หเครดิต ผูจัดพิมพ ไมนําไปใชในทางการคา และเผยแพรภายใตลิขสิทธิ์เดียวกันนี้เทานัน้ ) พิมพจากตนฉบับ โดย พิณัฐฐา อรุณทัต เรียบเรียงในรูป PDF โดย “คนชายขอบ” http://www.fringer.org/ สารบาญ คํานํา 2 คํานําบรรณาธิการ 3 1. คํานําการเสวนา 4 2. คําใหการของคนจน 8 3. ความจริงของความจน (1) : เขาถูกบังคับใหจน 18 ƒ นโยบายเพื่อคนจน : 18 ลางโครงสราง 10 ประการทีป่ ระหารคนจน ประเวศ วะสี ƒ ยุทธศาสตร – กระบวนการรัฐ : ทางผานของความลําเอียง 25 รังสรรค ธนะพรพันธุ ƒ ความรู วิธีคิด : ตัวผลิตซ้ําความจน 35 อานันท กาญจนพันธ ƒ การเมือง+ราชการ : รวมดวยชวยกันครอบใหจน 47 ไพสิษฐ พานิชกุล ƒ กฎหมาย มายาความยุติธรรม 54 สมชาย ปรีชาศิลปกุล 4. ความจริงของความจน (2) : คนจนอัจฉริยะ 61 ƒ ทุนทางวัฒนธรรม 61 ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน ƒ ทางเลือกจัดการน้ํา มีมากกวาเขื่อน 66 ชยันต วรรธนะภูติ ƒ ทุนบานนอก 70 ฉลาดชาย รมิตานนท โครงการเสวนา “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” 78 แนะนําคณะทํางานวาระทางสังคม 81 1 คํานํา ความยากจนเกิดจากปญหาโครงสรางที่สลับซับซอน เชน โครงสรางทางทัศนคติทมี่ ีตอ คนจน โครงสรางของรัฐ โครงสรางทิศทางการพัฒนา โครงสรางทางเศรษฐกิจการเงิน โครงสรางการจัดการ ทรัพยากร โครงสรางการศึกษา โครงสรางการสื่อสาร โครงสรางทางกฎหมายที่มีอคติกับคนจน โครงสรางทางความสัมพันธทางเศรษฐกิจกับตางประเทศ เปนตน โครงสรางเหลานี้ลึกล้าํ ซับซอน ยากแกการเขาใจ แตทําใหคนจนอับจน และไมหายจน มีความเขาใจผิดมานานวา ความยากจนเกิดจากปญหาของคนจน ความเขาใจผิดหรือมิจฉาทิฐินี้ทาํ ใหแกความยากจนไมได จะแกความยากจนไดตองมีสัมมาทิฐิหรือความเขาใจทีถ่ ูกตอง จําเปนตองทําความเขาใจวา โครงสรางของความยากจนมีอะไรบาง โครงสรางเหลานี้มนั ทํางานอยางไรที่ทาํ ใหคนจนอับจน และจะแกไขโครงสรางนี้อยางไร ในการนี้ควรจะนิยามความจน ความรวยกันเสียใหมดว ย เราไมมองความจนความรวยกันอยางแคบ ๆ วาหมายถึงเงินเทานัน้ ตาม อยางฝรัง่ ไป การมองแคบและแยกสวนนําไปสูหายนะและวิกฤตการณของมนุษยชาติ ถึงเวลาทีจ่ ะตอง ถามวา “ฝรั่ง สรนัง คัจฉามิ ไดจริงหรือ” หนังสือเลมนี้เปนความพยายามของกลุมองคกรพัฒนาเอกชนและองคกรวิชาการ ที่ตงั้ ประเด็นความยากจนเชิงโครงสราง และเชิญฝายตาง ๆ มาพูดคุยกัน ซึง่ มีประโยชนมาก หวังวาหนังสือ ความจริงของความจน นีจ้ ะจุดประกายในสังคมไทย ที่จะตั้งคําถามถกเถียงกัน และเกิดการสังเคราะห ไปสุปญ  ญาทีจ่ ะทําใหสงั คมไทยสามารถแกไขโครงสรางความยากจน ปลดปลอยคนไทยไปสูอสิ รภาพ หลุดพนจากความยากจน ถาแกไขความยากจนไดจะแกปญ  หาอืน่ ๆ พรอมกันไปเกือบทุกอยาง การ เอาชนะความยากจนจึงเปนระเบียบวาระแหงชาติ ที่คนไทยทัง้ ชาติควรจะทํายุทธศาสตรเอาชนะความ ยากจนใหเปนยุทธศาสตรทคี่ นไทยทั้งหมดรวมกันขับเคลื่อนไปสูความสําเร็จ เพื่อการบังเกิดขึ้นแหง สังคมศานติสุข ประเวศ วะสี 2 คํานําบรรณาธิการ เนื้อหาในหนังสือเลมนี้ สวนใหญคัดเลือกและรวบรวมมาจากเวทีระดมความคิด ชุด “แก โครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ซึง่ จัดขึ้นอยางตอเนื่องเปนประจําทุกเดือน รวม ๔ ครั้ง ตัง้ แตเดือน เมษายน-กรกฎาคม ๒๕๔๔ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ผูเขารวมมีทงั้ ชาวบานโดยเฉพาะผูรับ ผลกระทบจากการพัฒนาของรัฐ ผูน ําชุมชน นักวิชาการ ฯลฯ ที่มารวมกันสะทอนภาพความจริงของ ความจน พรอมกับบทวิเคราะหทนี่ าสนใจในแงมุมตาง ๆ เพื่อใหสังคมไทยไดรวมกันรับทราบถึงชะตา กรรมของคนอีกจํานวนมากในแผนดินนี้ ทีต่ องกลายเปน “คนจน” ผูถ กู บังคับใหเสียสละวิถีชีวติ และ ชุมชนของเขาใหกบั การพัฒนาในหลายทศวรรษที่ผานมา นอกจากนี้ เพื่อใหผูอา นไดเห็นแงมมุ และ ความเขาใจเรื่องราวของความจนและคนจนไดมากยิ่งขึน้ ไปอีก จึงไดนําเนื้อหาบางสวนจากบทความ ซึง่ เสนออยูบนเว็บเพจของมหาวิทยาลัยเทีย่ งคืนมาเสนอดวย การคัดเลือกและจัดกลุมเนื้อหา สวนแรก มุงใหผูอานไดเห็นถึงการดิ้นรนตอสูและความทุกข ในใจจากปากคําของคนจนเอง ติดตามดวยสวนทีเ่ ปนบทวิเคราะห-สังเคราะห เหตุปจ จัยแหงความ ยากจนจากขอมูลและทัศนะของนักวิชาการ และสวนสุดทายคือเนื้อหาทีม่ ุงหวังจะชวยขยายทัศนะ และขอมูล ของสังคมทีม่ ตี อศักยภาพและภูมิปญญาของคนจนและชุมชนทีห่ ลายคนอาจนึกไปไมถึง เพราะภาพของคนจนที่ผา นมาไดถูกหุมหออยางมิดชิดดวยขอมูล ทัศนะที่ผดิ พลาดคลาดเคลื่อน มากมาย เนือ้ หาที่เสนอในสวนนี้จะชวยเปดเผยความจริงอันนาชืน่ ชมของคนจนและชุมชนที่ถกู ตราวา “โง จน เจ็บ” ขี้เกียจ ฯลฯ อยางไรก็ตาม หนังสือเลมนี้ คงยังเปนเพียงบทเริ่มตนของความพยายามที่จะนําเสนอความรู เบื้องตนเกี่ยวกับความยากจนเชิงโครงสราง ทีก่ อ เกิดและขยายตัวขึ้นทามกลางความสลับซับซอนของ เหตุปจ จัยและสถานการณตา ง ๆ มากมายในสังคมไทย เปนเพียงการจุดประกายทีห่ วังจะใหเรา ตระหนักรูรวมกันวา สังคมของเรายังมีความรู ความเขาใจนอยอยางยิง่ ในสถานการณของความจน สมัยใหม อันเปนชะตากรรมของคนสวนใหญในประเทศนี้ และหวังวาความรูความเขาใจในเบื้องตนนี้ จะนําเราไปสูค วามใสใจและอาทนในการรวมแกไขปญหาของคนจนมากขึ้น ทัง้ ในฐานะของผูด ดู ซับ ผลประโยชนของการพัฒนามาจากคนจน และในฐานะของผูทกี่ าํ ลังจะหมดทางเลือกในชีวติ จาก ยุทธศาสตรการพัฒนาของรัฐ เชนเดียวกับที่ “คนจน” กําลังเผชิญอยู ณ ขณะนี้ อรศรี งามวิทยาพงศ 3 คํานําการเสวนา เวลาเราพูดถึงความยากจนในสังคมไทย ผมคิดวามันมีความแตกตางระหวางความยากจนใน ปจจุบนั กับความยากจนในอดีตมากทีเดียว เพราะเหตุที่วา ความยากจนในอดีต อาจกลาวไดวา มันเปน ความยากจนของปจเจกบุคคล บุคคลเปนผูกระทําความยากจนใหแกตนเองแทบจะพูดอยางนั้นได แต วาวิธีคดิ ของเราเกี่ยวกับความยากจนในปจจุบนั นี้ คนไทยจํานวนมากทีเดียว ยังมองความยากจนเปน เรื่องของปจเจกบุคคลอยูนนั่ เอง คงจําไดวา เราเคยมีรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่บอกวา “ไมมีความยากจนในหมูคน ขยัน” อันนีก้ ็เปนวิธกี ารมองความยากจนวามันเกิดขึน้ จากการกระทําของตนเอง เปนเรื่องของปจเจก บุคคล เรามักไดยนิ เสมอ ๆ ที่คนพูดวา “คนจนคนมีก็มีในทุกสังคมเหมือน ๆ กันนั่นแหละ” หรือ “จน หรือรวยเปนเรือ่ งของใจ” เหลานี้เปนตน แตจริง ๆ แลวความยากจนที่ปรากฎในสังคมไทยทุกวันนี้ เปนปรากฎการณทางสังคม กลาวคือที่มนั ดํารงอยูได เพราะระบบตาง ๆ ในสังคมเปนผูกระทําใหมนั เกิดขึ้น และ กระทําใหมันดํารงอยู ปจเจกบุคคลเปนเพียงเหยื่อของปรากฎการณทางสังคมนั้น ฉะนัน้ จึงมี จํานวนคนทีถ่ กู จัดวายากจน ไมวา จะจัดดวยเกณฑอะไรก็ตามแตจํานวนมากทีเดียว และทีน่ า ตกใจก็ คือ มีจํานวนคนทีก่ ําลังจนลงไปเรื่อย ๆ ยิง่ มากไปกวานัน้ อีก เพราะฉะนัน้ ปญหาความยากจนจึงไมใชปญ  หาเรื่องมันมีใครบางคนทีต่ กรถไฟ หรือขึ้นรถไฟ ขบวนพัฒนาไมทัน หรือมีขอ บกพรองอยางใดอยางหนึง่ เสียแลว เพราะวาคนจนเหลานี้ หรือคนที่เรา อาจจะเรียกวาเปนคนจนหรือความยากจนเหลานี้ มันเกิดขึน้ จากการเขาไมถงึ ทรัพยากรที่จาํ เปนใน การดํารงชีวิต คําวาทรัพยากรที่จําเปนในการดํารงชีวิต อยากจะเตือนใหระลึกวามันมีทงั้ ความหมายในเชิง รูปธรรมและนามธรรม หมายความวา สวนที่เปนทรัพยากรในการดํารงชีวิต และสวนที่เปนนามธรรม เปนตนวา หลักประกันความมั่นคงดานอาหารซึ่งเคยอยูในวัฒนธรรมอีสาน ทีค่ นสามารถจะเดินทางไป ขอขาวในกรณีทเี่ กิดความแหงแลงหรือนาลมในปใดปหนึง่ หมูบ านหนึง่ ก็อาจจะไปขอขาวจากอีก หมูบา นหนึง่ มากินได วัฒนธรรมตาง ๆ เหลานี้มนั กําลังจะหายไป เพราะฉะนัน้ ความยากจนที่เกิดขึ้น ในโลกปจจุบนั นี้ มันไมมีสงิ่ ที่ธนาคารโลกเรียกวา Safety Net เครือขายความมัน่ คงปลอดภัยในชีวิต ที่ โบราณเคยมีเอาไวชวยพยุงใหชีวติ ของคนยากจนดํารงตอไปไดโดยสะดวกสบายขึ้นนิดหนอยก็หายไป ดวย เพราะฉะนัน้ ความยากจนในสังคมปจจุบนั จึงสิ้นไรไมตอก เพราะวามันไมมีทรัพยากรที่จําเปน ไมวาจะเปนรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตามแต ดังนัน้ ถาคิดถึงสิ่งที่ผมวามาขางตน คนจนและคนที่กาํ ลัง 4 จนลง ๆ จะยิ่งมีจาํ นวนมากทีเดียว เพราะวามีคนอีกจํานวนมากมายทีก่ าํ ลังถูกกันออกไปจาก ทรัพยากรตัวทีใ่ ชอยู ไมวาจะเปนการวางทอกาซที่ภาคใตก็ตาม การสรางโรงไฟฟาที่ประจวบคีรีขนั ธก็ ตาม การสรางเขื่อนซึ่งระบาดไปตามที่ตาง ๆ ก็ตาม ทีนมี้ าถึงคําถามทีว่ า ความยากจนที่ปรากฎในสังคมปจจุบนั มาจากอะไร ผมคิดวามันมีสาเหตุ อยางนอยที่สดุ ๒ ประการดวยกันคือ ๑. มาจากการจัดการทรัพยากรที่รวมศูนยของรัฐ โดยรัฐเปนผูรับเขาไปจัดการทรัพยากร ทั้งหลายดวยตนเองแตเพียงผูเดียว แตวา รัฐมุงไปสูการจัดการทรัพยากร เพื่อจะทํากําไรในตลาดเปน ตัวตั้ง แทนทีจ่ ะมองถึงการดํารงชีวิตของคนเปนตัวตั้ง รัฐจะเอาทรัพยากรเหลานี้ไปทําอะไรก็ตาม แต เพื่อจะทําใหเกิดกําไรในตลาดมากขึน้ เหตุดังนั้นจึงกีดกันคนจํานวนมากไมใหเขาถึงทรัพยากรทีร่ ฐั เอา ไปใชเพื่อทํากําไรในตลาด หรือมิฉะนัน้ ก็ปลอยใหทรัพยากรเหลานั้นตกอยูในมือของคนที่สามารถทํา กําไรในตลาดไดมาก ๆ เปนทีน่ าอัศจรรย ดูเหมือนกับวารัฐยินดีทจี่ ะเห็นการเอาที่ดนิ ไปเก็งกําไร มากกวาการเอาที่ดนิ ไปปลูกมันสําปะหลัง เพราะการปลูกมันสําปะหลังไรหนึ่งกําไรไมถึง 500 บาท ในขณะที่การเก็งกําไรที่ดนิ ไรหนึง่ ทําเงินไดเปนลาน ๆ บาท ถามองโดยอาศัยมาตรฐานตลาดเปนตัวตั้ง แลว จะเห็นวาที่ดนิ ถูกใชทําอะไรก็ได ไมเนนแมแตดานการผลิตดวยซ้ําไป ฉะนัน้ วิธกี ารจัดการ ทรัพยากรที่รวมศูนย แลวก็มีเปาหมายในการจัดการทีบ่ ิดเบี้ยวนี้ จึงมีผลทําใหเกิดความยากจนแผ ระบาดไปในหมูคนจํานวนมากและมากขึน้ ๆ อยูตลอดเวลา ๒. เมื่อคนถูกกีดกันออกไปจากทรัพยากร คนที่ยากจนลงไปจํานวนมากมายเหลานี้ไมมี อํานาจในการตอรอง หรือกลาวโดยสรุปก็คือวา ความดอยอํานาจของคนจนเปนเหตุใหเขายิ่งจน ลงและก็ไมมที างเงยหัวไดเลย ความยากจนในประเทศไทย เขาไมถึงกระบวนการตัดสินใจในทางการเมือง ซึง่ ก็คอื การ ตัดสินใจในการใชทรัพยากรนั่นเอง นอกจากนัน้ ยังเขาไมถงึ ทรัพยากรทางการเมืองสมัยใหมดว ย หมายความวาคนจนเขาไมถึงสื่อทุกชนิดไมวาจะเปนสื่อโทรทัศน สื่อหนังสือพิมพ เขาถึงไดนอ ยมาก หรือเกือบจะเรียกไดวาเขาไมถึงเลย จะเขาถึงสื่อแตละครั้งก็ตองทําอะไรที่หมิน่ เหมกฎหมาย หรือที่มัน ดูทาทางจะสอไปในทางความรุนแรง จึงจะไดรับความสนใจจากสือ่ ทีหนึง่ แตวา ก็ไมไดรับความสนใจ ในแงปญ  หาของเขา ขอเสนอ แนวทางแกปญ  หาของเขา มักไมไดรับความสนใจเทากับวาการที่เขาเผาตัวตาย ผูก คอตาย หรือวาเดินขบวนมามากกวา เพราะฉะนัน้ เขาเขาไมถึงทรัพยากรทางการเมือง เชนการเลือกตั้ง ก็เขาไมถงึ อีก การเลือกตัง้ กลายเปนสิง่ ทีม่ ีคนจํานวนหนึ่งเขาไปกําหนดผลของคะแนนเสียงและอื่น ๆ เปนตน การทําประชาพิจารณก็เปนทรัพยากรทางการเมืองอีกอยางหนึ่ง ซึง่ คนจนก็เขาไมถึงการทํา ประชาพิจารณอกี เหมือนกัน 5 การจัดองคกรทางการเมืองสมัยใหม เชน พรรคการเมือง การรณรงคและอื่นๆ คนจนก็เขาไม ถึงพรรคการเมือง เขาไมถึงการรณรงคที่มผี ลกระทบตอความคิดเห็นของคนในสังคมในวงกวางดวย เปนตน อยางไรก็ตามผมอยากจะพูดวา การจัดองคกรทางการเมืองของประชาชนอาจจะดีขึ้น ดวย การที่เขาเริ่มทีจ่ ะปรับเอาวัฒนธรรมเดิม รูปแบบความสัมพันธเดิม มาใชในการจัดองคกรทางการเมือง สมัยใหมของเขาไดมากขึ้นดวย อันเปนสิ่งที่นา จับตามองเหมือนกัน มองไปในดานกฎหมาย ระบบการปกครอง การศึกษาและอื่น ๆ ก็จะพบวา คนจนก็จะเขาไม ถึงเหมือนกัน ตัวกฎหมายเองกีดกันคนจนใหหลุดออกไปจากการใชทรัพยากรดวยซ้าํ ไป เราจึงอาจจะกลาวไดวาความยากจนในสังคมปจจุบนั นี้ โดยเฉพาะในสังคมไทยมันเกิดขึ้นใน ตัวโครงสรางทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ไมใชเปนปญหาของปจเจกบุคคลอีกตอไปแลว สังคมไทยจะตองทําความเขาใจในเรื่องเกีย่ วกับความยากจนเชิงโครงสรางใหดี ๆ แลวเราจะ พบวาความรูข องสังคมเรามีชอ งวางมากทีเดียวในเรื่องเกี่ยวกับความเขาใจในเรื่องของความยากจน เชิงโครงสราง เพราะฉะนัน้ การผลักดันและปรับเปลี่ยนนโยบายตาง ๆ จึงเปนเรื่องยาก เพราะขาดฐาน ของความรูความเขาใจเกี่ยวกับเรื่องความยากจนเชิงโครงสราง ผมเชื่อวา ความรูจะเปนพลังสําคัญทางการเมืองเพื่อจะแกปญ  หาความยากจน ทําใหเวลาเรา คิดถึงความยากจน เราจะไดหลุดออกไปเสียทีจากการแกปญ  หาในเชิงสังคมสงเคราะห เพราะมันไมใช ปญหาเชิงสังคมสงเคราะหที่จะแกปญ  หาความยากจนไดอีกตอไปแลว แตวาจะมีอยางนัน้ ได ก็ตองมี ความรูความเขาใจในเรื่องเหลานี้ไดดีพอ แมวาเรามีความรูความเขาใจเกี่ยวกับความยากจนเชิงโครงสรางนอยมาก แตเรากลับไป ยอมรับวาความยากจนเปนลักษณะเชิงปจเจก ความยากจนสามารถแกไดโดยวิธกี ารพัฒนาอยางที่ได ผานมาแลว เพียงแตตองอาศัยระยะเวลา ความคิดแบบนี้มีมากเหลือเกิน กลาวในอีกนัยยะหนึ่งก็คือ คนทัว่ ไปไมคอ ยยอมรับวาความยากจนมันเปนลักษณะเชิง โครงสราง ไมใชเรื่องของการที่มีบางคนหรือคนจํานวนหนึง่ ยังไมทันไดรับผลพวงของการพัฒนาอยาง ที่เขาใจผิดกันอยูในปจจุบนั นี้ ทําไมคนไทยสวนใหญถึงยอมรับนโยบายพัฒนาแบบนี้ ยอมรับวิธกี ารจัดการทรัพยากรแบบนี้ เราจะพบไดวา มันผานกระบวนการเรียนรูที่ครอบงําคนไทยคอนขางมาก ไมวา จะอยูใน การศึกษาตาง ๆ ในระบบโรงเรียนก็ตาม ไมวา จะอยูในละครเวทีก็ตาม ไมวา จะอยูในสุนทรพจนของ นักการเมืองก็ตามแต อาจารยเสนห จามริก ทานไดเรียกการเรียนรูท ี่จะยอมรับนโยบายการพัฒนา แบบนี้ การพึง่ ทุนและตลาดตางชาติแบบนี้ และการไมหันมาพยายามทีก่ ระจายทรัพยากรใหถงึ มือคน อยางทั่วถึงเหลานีว้ า เปนวัฒนธรรมการเรียนรูที่มนั ครอบงําเราอยูตลอดเวลา 6 เพราะฉะนัน้ ผมจึงคิดวา การที่จะแกปญ  หาความยากจนโดยการสรางความรูความเขาใจ เกี่ยวกับเรื่องของความยากจนเชิงโครงสราง พูดกันจริง ๆ แลว ก็คอื การเขามาสูกับวัฒนธรรมการ เรียนรูแบบเดิมหรือรางวัฒนธรรมการเรียนรูแบบใหมขนึ้ มาเกี่ยวกับเรื่องของความยากจนนั่นเอง ประเด็นการสัมมนาที่เราจะไดรวมกันฟงและคิดในอีกหลายเดือนขางหนาโดยตอเนือ่ งกันนี้ ลวนเปนการหยิบเอาบางสวนของโครงสรางซึง่ ลวนมีสว นกระทําใหเกิดความแพรหลายของความ ยากจนในสังคมไทยทั้งสิน้ การอภิปรายถึงประเด็นเหลานี้ในการสัมมนาครั้งนี้ยอมไมสามารถทดแทนการศึกษาวิจัย ประเด็นเหลานั้นอยางจริงจังได และดังที่ไดกลาวแลววาความรูของเราเกี่ยวกับความยากจนเชิง โครงสรางยังมีนอย การสัมมนาครั้งนี้จึงมีจดุ หมายทีจ่ ะผลักดันใหมกี ารศึกษาเกีย่ วกับความยากจนเชิง โครงสรางในมิติตาง ๆ ใหทวั่ ถึง ดวยความรูความเขาใจอยางดีเทานั้น ทีเ่ ราจะสามารถรวมกันสรางนโยบายสาธารณะที่ไดผล ในการขจัดความยากจนไปจากสังคมไทยไดจริง ในขณะเดียวกันก็จะเกิดอํานาจของประชาชนในการ ตรวจสอบพรรคการเมืองและนักการเมือง ซึ่งมักจะใชความยากจนเปนนโยบายหาเสียงอยูเสมอดวย ไมเพียงแตตรวจสอบเทานัน้ แตรวมถึงกํากับใหพรรคการเมืองและนักการเมืองบริหารทรัพยากรไปใน ทิศทางที่จะปรับเปลี่ยนในเชิงโครงสรางเพื่อเปดใหคนจนไดเงยหนาอาปากอยางแทจริงอีกดวย นิธิ เอียวศรีวงศ มหาวิทยาลัยเทีย่ งคืน และคณะผูจดั การเสวนา 7 ภาคหนึ่ง คําใหการของคนจน คําใหการของคนจน* “ชาวประมงในลุมน้าํ มูลนั้นไมมีทนี่ า แตหากินในน้าํ หากินกับปลา กับปาชายน้าํ ที่เปนเห็ด เปนหนอไม เมื่อไดปลาก็จะนําไปแลกขาว หรือพีน่ องที่มีขาวก็จะนําขาวมาแลกปลา มีหมอชาวบาน บางคนหาบรากไมทเี่ ปนยาพืน้ บานมาแลกเปลี่ยนกัน” มยุรี ออนกะตา : ตัวแทนชาวบานผูรับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล “ในชวงกอนทีย่ ังไมสรางเขื่อน วิถีชวี ติ ของชุมชนลุมน้าํ มูลนัน้ ไมไดอาศัยเงิน แตเราอาศัย ทรัพยากรธรรมชาติหากินแบบธรรมชาติ สวนมากชาวประมงในลุม น้าํ มูลนัน้ ไมมที นี่ า แตหากินในน้าํ หากินกับปลา กับปาชายน้าํ ที่ เปนเห็ดเปนหนอไม เมื่อไดปลาก็จะนําไปแลกขาว หรือพี่นองที่มีขา วก็จะนําขาวมาแลกปลา มีหมอ ชาวบานบางคนหาบรากไมทเี่ ปนยาพืน้ บานมาแลกเปลีย่ นกัน เปนวิถีชีวิตที่มคี วามอบอุน และอยูเย็นเปนสุขไมมีความขัดแยง อาชีพการทํามาหากินเปนชาวประมงของเรา สามารถที่จะสงลูกเรียนได และสามารถที่จะอยู ในสังคมไดแบบพอมีพอกินไมตองเดือดรอน เมื่อมีการสรางเขื่อนปากมูลแลว ก็ไมมปี ลาขึ้นมาในลําน้าํ มูล สงผลกระทบตอวิถีชีวติ ของ ชุมชนอยางมาก ลูกตองออกจากโรงเรียนกลางคัน ตองแยกยายกันไปทํางานในกรุงเทพฯ บางคนติด หนี้ตดิ สิน สวนพอใหญแมใหญที่บา นก็ไมมีกิน ลําน้าํ มูลเริ่มเนา ไมมีปลา ปาเห็ดปาหนอไมถูกน้ําทวม สุขภาพและจิตใจของชาวบานนั้นแย มากเพราะไมมีกิน มีแตความเครียด ทะเลาะเบาะแวง บางคนเปนโรคประสาท ลูกหลานติดยาเสพติด จริง ๆ แลวเราไมไดยากจนเพราะเราไมทํามาหากิน แตเรายากจนเพราะโครงการของรัฐ ชีวติ ของเราอาศัยพึ่งพาธรรมชาติธรรมชาติใหมนุษยเราอยูกันอยางเสมอภาคในฐานะของ ความเปนคน ธรรมชาติแบงปนใหพวกเราแลว แตคนทีม่ ีอิทธิพลทีม่ ีอํานาจแยงชิงไปโดยไมฟง เสียงคน จน * จากเวทีระดมความคิดเรื่อง “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ชวง เวทีชาวบาน ครั้งที่ ๑-๔ เมษายน-กรกฎาคม ๒๕๔๔ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร รวบรวมโดย สุภาพรรณ พลังศักดิ์ 8 ชาวบานเสนอใหมีการเปดเขื่อนถาวรใหกบั ชุมชนปากมูล แตรัฐบาลบอกวาใหเปดเขือ่ นถาวร เปนเรื่องที่ขอกันมากไป คณะกรรมการกลางจึงเสนอใหเปดเขื่อน ๔ เดือน ซึง่ ชาวบานก็เห็นดวยวา เปดเขื่อนทดลองดูวาเราจะฟนวิถีชวี ติ การทําประมงของเรากลับมาไดอยางไร เราอยากใหฟน ฟูเกาะแกงแหลงธรรมชาติของเรากลับคืนมา เพราะในเกาะแกงแหลงธรรมชาติ จะมีปลา สมุนไพรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ฟนฟูชมุ ชนลุมน้ํามูล การเรียกรองใหเปดเขื่อนถาวรนั้น พวกเราเห็นวาจะเปนประโยชนตอทุกฝายอยางเทาเทียมกัน ความสันติสุขก็จะเกิดขึ้นกับชุมชนเรา ชุมชนจะมีนา้ํ ที่ใสสะอาด ความอุดมสมบูรณกลับคืนมา พวกเราก็ขอฝากใหคนทีม่ ีกนิ ในเมืองทั้งหลายที่ไดมีไฟใช ไดมีหอ งแอรใชกันนัน้ ไดเขาใจพวก เราและนึกถึงความยากลําบากของคนปากมูลที่เสียสละใหคนเมืองไดอยูกันอยางสุขสบายบาง และ หันมาชวยเหลือซึ่งกันและกัน ใหเราไดอยูก ันอยางสุขสงบเชนที่ผานมา” “การทํามาหากินของคนจนในสลัมนัน้ ไมงา ย อาชีพที่จะมาถึงคนจนได คืออาชีพจากรัฐ เชน จาก กทม. การขุดลอกคลอง ปลูกตนไม ซึ่งตองมีการประมูลกันและในที่สดุ ก็ไมมาถึงชาวบาน สวนมากพวก ส.ก. – ส.ข. จะไดไปหมด แลวก็ไปจางแรงงานถูก ๆ จากชุมชน” สังเวียน นุชเทียน : แกนนําเครือขายสลัม ๔ ภาค “เดิมผมเปนคนตางจังหวัด ไมมีทนี่ าทํากิน จึงตองพากันอพยพเขามาขายแรงงานในกรุงเทพฯ ตอนนี้อาศัยอยูใ นชุมชนแออัดที่ชมุ ชนบางนา ซึง่ รัฐบอกวาพวกเราเปนคนบุกรุกเพราะอยูไมถกู ตอง เมื่อตอนอพยพเขากรุงเทพฯ มาใหม ๆ นั้นก็เชาบานอยู ทําอาชีพเปนยาม ตอมาตกงานก็ไป เปนแรงงานในบริษทั รับเหมา ตอมาก็ตกงานอีก ไมมีเงินเชาบาน พอเห็นมีทวี่ า งก็ไมรูวาเปนของใครจึง เขามาอยู ซึ่งวิถีชีวิตชาวสลัมสวนใหญก็เปนเชนนี้ อาศัยอยูตามที่ทวี่ า ง มีทั้งที่ของรัฐ เชน การรถไฟ หรือที่ของเอกชน รัฐบาลบอกวาพวกเราบุกรุก แตพวกเราเห็นวาเราไมไดบกุ รุก เราก็เปนคนไทยคนหนึง่ ทีเ่ สีย ภาษีใหกบั รัฐเหมือนกัน ที่ดนิ ทีว่ า งอยูเราก็คิดวาเรานาจะอยูได ซึง่ ตอนแรก ๆ ก็ไมมีปญหา แตเมื่อเพิ่ม จากหลังเดียวเปนสองหลังมากขึ้น ๆ จนเปนชุมชนก็เริ่มมีปญหา ตัง้ แตเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ หนวยงานของรัฐไมจดั การให โดยอางวาเราเปนผูบกุ รุก มาอยูกนั อยางไมถูกตองตามกฎหมาย เราก็ ตองซื้อใชในราคาแพง ตัวอยางเชน ที่ชมุ ชนกระทุง เดียว ใกล ๆ อารซีเอตองซื้อน้าํ ตอจากเขาหนวยละ ๓๐ บาท ไฟฟาหนวยละ ๑๑ บาท ก็ไปขอเจรจากับการประปา การประปาก็บอกวาตอน้ําใหไมได เพราะเราอยู ในที่บกุ รุก ขณะที่คนในสลัมนั้นอยางดีทสี่ ุดก็เปนแคยามมีเงินเดือนอยางมากก็ ๖,๐๐๐ กวาบาท ทัง้ 9 จะตองซื้อสาธารณูปโภคที่แพงและยังตองมีความกังวลตลอดเวลาวาจะถูกเจาของที่ไล ซึ่งหากใครไม ลุกขึ้นมาสูก ็ตอ งหนีอพยพไปเรื่อย ๆ คนจนในสลัมนั้นมี ๒ ระดับ ระดับแรกคือคนจนอยูในชุมชนและอยูใตสะพาน อีกระดับคือคน จนเรรอนตามทองสนามหลวง คนที่อยูใตสะพานตอนนี้ก็เริม่ ไดที่อยูอาศัยแลว สวนคนจนเรรอนนัน้ เปนกลุมที่ไมมี งบประมาณใด ๆ เขาถึง สวนใหญพวกเขาเขามาขายแรงงาน ไมมีเงิน ไมมีบานอยู ไมไดรับ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ซึง่ พวกเราชาวสลัมก็เคยเขาไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพวกเขาอยูวาจะ ชวยเหลือกันไดอยางไร ชวงนี้พวกเขาตองเผชิญปญหาหนักกับสํานักงานกรุงเทพฯ มีเทศกิจไลจบั แทบทุกวัน คน ไหนมีเสื่อปูนอนก็ไมถกู จับ คนไหนใชกระดาษปูนอนก็จะถูกจับ การทํามาหากินของคนจนในสลัมนัน้ ไมงา ย อาชีพที่จะมาถึงคนจนได คืออาชีพจากรัฐ เชน จาก กทม. การขุดลอกคลอง ปลูกตนไม ซึง่ ตองมีการประมูลกันและในที่สดุ ก็ไมมาถึงชาวบาน สวนมากพวก ส.ก.-ส.ข.จะไดไปหมด แลวก็ไปจางแรงงานถูก ๆ จากชุมชน หรือคนจนจะไปเก็บของ เกาก็ตองแยงกันกับรถของ กทม. หรือเรื่องสวย ตอนนี้แมคาสวนใหญยังตองเสียกันอยู สวนปญหาดานกฎหมายคือ คนจนไมมีกฎหมายใดที่จะมาคุมครองสิทธิให เมื่อป ๒๕๔๐ พวกเราไดรวมกับสมัชชาคนจนเสนอพระราชบัญญัติชมุ ชนแออัด เพือ่ คุมครอง สิทธิในเรื่องทีอ่ ยูอาศัยเปนของตนเอง ซึง่ เปนขอเสนอที่เราพยายามกันมา ๑๓-๑๔ ปแลว แตก็ยงั ไมมี อะไรดีขึ้น ตอนนีพ้ วกเราก็กาํ ลังลารายชื่อเพื่อจะเสนอกฎหมาย พ.ร.บ. ชุมชนแออัด ที่มีหวั ใจหลัก ๆ อยู ประมาณ ๔-๕ ขอเกี่ยวกับเรื่องสิทธิ คือการคุมครองสิทธิในการอยูอาศัย การใหบริการสาธารณูปโภค ขั้นพืน้ ฐาน กลไกคณะกรรมการที่มีตวั แทนชาวบานเขารวม การตั้งกองทุนชวยเหลือคนจนโดยตรง เปนตน” “ปญหาปาชายเลนและทะเลนี้ไมเพียงมีผลตอชาวประมงเทานัน้ หากรัฐบาลไมเรงแกไข อนาคตเราอาจไมมีอาหารกินกัน เพราะปาชายเลนเปนแหลงฟกตัววัยออนของสัตวนา้ํ ที่สาํ คัญมาก” ปะหลน ชางเหล็ก : กรรมการสมาพันธประมงพื้นบานภาคใต ๑๓ จังหวัด 10 “สมาพันธประมงพืน้ บานภาคใต ๑๓ จังหวัด เปนการรวมกลุมของชาวประมงพืน้ บานนับแสน คน ทีไ่ ดรับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาประเทศที่สง เสริมอุตสาหกรรมและการสงออก ทีท่ าํ ใหปา ชายเลนและระบบนิเวศทะเลถูกทําลาย ซึง่ เปนผลทําใหชาวประมงพื้นบานอยูไมได ปญหาปาชายเลนและทะเลนี้ไมเพียงมีผลตอชาวประมงเทานัน้ หากรัฐบาลไมเรงแกไข อนาคตเราอาจไมมีอาหารกินกัน เพราะปาชายเลนเปนแหลงฟกตัววัยออนของสัตวนา้ํ ที่สาํ คัญมาก หญาทะเลก็เชนกันถูกทําลายไปดวยเรืออวนรุน เปนเครื่องมือทําลายลางที่สรางปญหายืดเยื้อมานาน ทั้ง ๆ ทีเ่ ปนเรือ่ งผิดกฎหมาย แตรัฐบาลก็ไมมีมาตรการดูแลจัดการอยางจริงจัง กฎหมายทีม่ ีอยูคือกฎหมายประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึง่ มันลาสมัยมากเมื่อเทียบกับเครื่องมือ ประมงทีพ่ ัฒนามาเรื่อย ๆ ซึ่งพวกเราก็เรียกรองใหมีการแกไขกันมานานกวา ๑๐ ปแลว ก็ไมไดมีผล อะไรที่ชดั เจน เราเรียกรองขอเขาไปมีสวนรวมในคณะกรรมการประมงแหงชาติ เพื่อนําเสนอปญหาและ หนทางแกไข รัฐก็บอกวาเราเปนแคชาวบาน ไมมีสทิ ธิ” “ทัง้ ที่จริง ๆ แลว สาเหตุทปี่ าหายไปนัน้ เนื่องมาจากเมื่อ ๑๐๖ ปที่ผา นมา กรมปาไมเปน ผูขายปาใหเอกชน จนปจจุบันปาไมเหลือแค ๑๘% ของประเทศเทานั้น การอางวาชาวเขาทําลายปา นั้นไมถูกตอง” จอนี โอโดเชา : ปราชญชาวปกาเกอญอจาก อ. แมวาง จ. เชียงใหม “สิ่งที่คนจนบนดอยเรียกรองมาตลอด ๗-๘ ปคือเรื่อง พ.ร.บ. ปาชุมชน เพื่อใหสทิ ธิกับคนจน ในปาใหไดใชประโยชนจากปาดวย ปญหาปาที่ลดนอยลงไปนัน้ รัฐมักจะโทษชาวเขา ชาวบานวา ทําลายปา ทัง้ ที่จริง ๆ แลวสาเหตุที่ปา หายไปนัน้ เนื่องมาจากเมื่อ ๑๐๖ ปที่ผา นมา กรมปาไมเปน ผูขายปาใหเอกชน จนปจจุบันปาไมเหลือแค ๑๘% ของประเทศเทานั้น การอางวาชาวเขาทําลายปา นั้นไมถูกตอง ทีภ่ าคเหนือเขาหาวาชาวเขาทําลายปาจากการทําไรหมุนเวียน ที่บา นผมทําไรหมุนเวียนมา ๓๐๐ กวาป ปาก็ยงั เหลืออยู จริง ๆ แลวไมวาที่กรุงเทพฯ หรือตางจังหวัดมันเปนปาไดทงั้ นั้น ไมเชื่อ ลองปลอยทิง้ ไวซัก ๓ ป ไมตอ งไปปลูก ไปทําอะไร มันจะฟนเอง ปามันอยูไดทกุ ทีท่ กุ แหง พวกเราทีถ่ ูกเรียกวาเปนคนชายขอบสามารถดูแลจัดการได แตกลับถูกปาไมเขาไปจับบอย ๆ เราอยากจะเรียกรองใหมีการแกกฎหมาย ซึง่ เราก็เสนอ พ.ร.บ. ปาชุมชน ซึ่งมีทงั้ นักวิชาการ นักพัฒนา และขาราชการสวนหนึง่ ที่เห็นดวยที่จะใหชาวเขาดูแลปา แตก็มีอีกหลายฝายที่ไมเห็นดวย 11 คนกับปาอยูภเู ขากันมากวา ๔๐๐ ปชวยกันดูแลมา ขณะที่คนในเมืองมีที่ดนิ มากมายคนละ ๒๐-๓๐ ไร หลายคนมีเปนพันไร จะแบงใหคนจนบางไมไดหรือ ? สมัยกอนชวงจอมพล ป. พิบูลสงคราม การปลูกฝนยังถูกกฎหมาย ตอมาชวงหลังทางการก็ บอกวาจะปราบฝนเพื่อรักษาปาและสนับสนุนใหปลูกกะหล่ําแทน ผลก็คือปาหมดเหมือนเดิมเพราะมี การใชเคมีกนั มาก สารเคมีเหลานี้ ถูกผลิตโดยดอกเตอรจากกรุงเทพฯ ทั้งนัน้ และสงไปใหคนบนดอยใช ปญหายาบาก็เชนกัน คนในเมืองเปนคนทําใหชาวเขาติดยาบา สารเคมีนํามาโดยคนที่จบสูง ๆ สงเขา มาในพื้นที่ชาวเขา ความผิดมาตกที่ชาวเขาคนชายขอบหมด จะทํามาหากินอยางถูกตองก็ถกู จับกุม สักพักคงเปนคนตกขอบจํานวนมากขึ้น ๆ” “สหพันธชาวนาชาวไรภาคเหนือที่ทาํ งานกันมาตั้งแต ๒๕-๒๖ ปกอน รวมกันตอสูในปญหาที่ ทํากิน คาเชานา และราคาพืชผลตกต่ํา จนถึงปจจุบนั ก็ยังตอสูในเรื่องเดิม โดยมีปญหาเพิ่มขึ้น คือ ปญหาหนี้สนิ การจัดการทรัพยากรน้าํ และการแยงชิงทรัพยากร” อดุลย ยกคําจู : รองประธานแนวรวมเกษตรกรภาคเหนือ “ผมมาจากกลุม แนวรวมเกษตรกรภาคเหนือ ในอดีตคือสหพันธชาวนาชาวไรภาคเหนือที่ ทํางานกันมาตั้งแต ๒๕-๒๖ ปกอน รวมกันตอสูในปญหาที่ทาํ กิน คาเชานาและราคาพืชผลตกต่ํา จนถึงปจจุบนั ก็ยงั ตอสูในเรื่องเดิม โดยมีปญหาเพิ่มขึ้นคือ ปญหาหนีส้ ิน การจัดทรัพยากรน้าํ และการ แยงชิงทรัพยากร ซึง่ ก็เปนปญหาเดียวกับคนจนกลุมอื่น ไมวาบนดอย สลัม หรือประมงพืน้ บาน เราตางเปนเกษตรกรที่ยากจนเพราะผลจากการพัฒนาประเทศที่ผา นมาตั้งแตตน ป ๒๕๐๔ ที่ ทําใหเกิดสังคมที่พกิ าร คนจนเพิม่ มากขึ้นเรื่อย ๆ กลุมแนวรวมเกษตรกรภาคเหนือเริ่มตนจากคนเฒาคนแกประมาณ ๓๐ คน ตอมาขยาย สมาชิกกวางขึน้ จนถึงปจจุบันมีประมาณ ๔๐๐ กวาหมูบา น เปนการรวมตัวเพื่อเรียกรองใหเกิดการ แกปญ  หาพื้นฐานของเกษตรกรภาคเหนือ ไมวา จะเปนเรื่องราคาพืชผล หนี้สนิ การจัดการทรัพยากรน้ํา ที่ดินทํากินซึง่ เปนปญหาสะสมกันมานาน การรวมกลุม นีไ้ ดทาํ ใหเกิดการแกปญ หาอยางเปนรูปธรรมในหลายพืน้ ที่ เชน ที่อ. ปาซาง จ. ลําพูน และ อ. เวียงบุง ลาง จ. เชียงราย เกษตรกรรวมกันเขายึดที่ดินของนายทุนที่ปลอยใหรกรางวาง เปลามา ๔๐ กวาปทาํ การเพาะปลูกหากิน 12 ตอมาก็มีกลุม นายทุนรวมกับหนวยงานราชการบางสวนนําเอกสารสิทธิ์ นส. ๓ มาอางวาเปน เจาของ เมื่อทางเราดูก็เห็นวาเขานาจะไดมาโดยไมชอบ ขณะนี้เปนปญหาที่กําลังฟองรองกันอยู ซึง่ พี่ นองเกษตรกรคนยากคนจนตองรวมตัวกอนตอสู โดยเฉพาะในเรื่องปญหาที่ดิน แนวรวมฯ ไดรวมกับองคกรตาง ๆ เสนอใหรัฐบาลกําหนดมาตรการเพื่อคุมครองสิทธิเกษตรกร เชน สิทธิในการเขาถึงประโยชนในทีท่ าํ กิน โดยเฉพาะที่ดินที่ปลอยใหรกรางวางเปลาไมทาํ ประโยชน นโยบายกระจายการถือครองที่ดนิ อยางเปนธรรมและยัง่ ยืน การยกเลิกกฎหมายที่เปดโอกาสใหคน ตางชาติเขามาถือครองที่ดนิ หรือเชาที่ดนิ ในระยะยาว การยุติการจับกุมดําเนินคดีกับชาวบานที่มีขอ พิพาทกับสวนราชการหรือเจาของที่ดนิ รวมทัง้ รัฐควรมีทาทีและจุดยืนที่ชดั เจนในการปกครองสิทธิ เกษตรกรไทยและผลประโยชนของไทยในเวทีการคาระดับโลก” “ผมคิดวาเรื่องปาชุมชนนี้ กอนอื่นตองใหความเคารพในองคความรูภ ูมิปญ ญาทองถิน่ ของเราที่ใชดแู ล รักษาปามาชานาน ใหสทิ ธิกับคนที่อยูใกลปา วาเขามีสทิ ธิดูแลรักษา ขณะที่สว นอื่น ๆ ในสังคมซึ่ง ไดรับผลประโยชนทางออมจากปาก็ตองชวยกัน เรียนรูป ญหาและหาทางแกไขรวมกัน” หนูเกณ จันทาสิ : ตัวแทนเครือขายปาไมที่ดนิ จากภาคอีสาน “ชาวบานภาคอีสานก็ไมแตกตางจากภาคเหนือที่ตกเปนจําเลยของสังคม คนมองอีสานวาแหง แลงเนื่องจากวาชาวบานตัดไมทําลายปา วิถีชีวติ ดัง้ เดิมของคนอีสานไมไดทําลายทรัพยากรธรรมชาติ เรามองปาเปนอาหาร ทุกสิง่ ทุก อยางไดมาจากปา ทัง้ เห็ด ผักหวาน ไขมดแดง ซึง่ ชาวบานสามารถหากินไดเปนฤดู เปนองคความรูภูมิ ปญญาของชาวบานในการอยูกับปา แตตอ มาเกิดความเปลีย่ นแปลง หลังจากเริ่มมีกรมปาไมเมื่อ ๑๐๐ กวาปกอน มีการนําหลัก ความรูการจัดการปาเขาไปในปา โดยหลักความรูน ั้นนํามาจากตะวันตกซึ่งมีปา แตกตางจากเรามาก ไมมีความหลากหลายเชนปาเมืองไทย มองปาที่เนื้อไมเพื่อการทําธุรกิจคาขายนําเงินตราเขาประเทศเทานั้น โดยไมไดมองวาปาไม เปนอาหาร เปนที่อยูอาศัย เปนเครื่องนุง หม หรือเปนยารักษาโรค องคความรูในการจัดการปาดวยภูมิปญญาดั้งเดิมถูกทําลาย วิถกี ารผลิตของชาวบานตองเปลี่ยนไปเพื่อที่จะทําใหตนเองอยูรอด วัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณีตา ง ๆ ถูกทําลายไป อีกทัง้ ยังมีกฎหมายที่ออกมาจํากัดการเขาถึงทรัพยากรปาของชาวบาน 13 อีก ชาวบานเขาปาถูกจับ ขณะที่ตา งประเทศสามารถเขาไปปลูกยูคาลิปตัสได ซึง่ ชาวบานรวมกัน เรียกรองเรื่องนี้มาตลอด เพราะยูคาลิปตัสสงผลกระทบตอระบบนิเวศในปาสูงมาก สังคมทุกวันนีม้ ีความหลากหลายซับซอนมาก การแกปญหาในเรื่องใดเรื่องหนึง่ มีหลายสวนที่ เกี่ยวของมาก  ญาทองถิน่ ของเราที่ ผมคิดวาเรื่องปาชุมชนนี้ กอนอื่นตองใหความเคารพในองคความรูภ ูมิปญ ใชดูแลรักษาปามาชานาน ใหสิทธิกับคนทีอ่ ยูใกลปา วาเขามีสิทธิดูแลรักษา ขณะทีส่ ว นอืน่ ๆ ในสังคม ซึ่งไดรบั ผลประโยชนทางออมจากปาก็ตองชวยกัน เรียนรูปญหาและหาทางแกไขรวมกัน” “ปญหาใหญเริ่มเมื่อป ๒๕๓๖ นายจางเริ่มนําเทคโนโลยีเขามา และถายคนงานออกไป ๗๐๐ กวาคน คนงานเหลานี้คือกําลังหลักของโรงงานมาโดยตลอด นายจางปลดคนที่อายุ ๔๐ ขึน้ ไป คน เหลานี้เปนกําลังของครอบครัว ลูกกําลังเรียน บานกําลังผอน ก็เปนปญหา” อุบล รมโพธิท์ อง : ตัวแทนจากสหภาพคนงานไทยเกรียง “บริษทั ไทยเกรียงกอตั้งป ๒๕๒๓ นายจางเปนคนจีนจากแผนดินใหญ ซึง่ ตอนแรกก็ไมมี ปญหาอะไร ไทยเกรียงเริ่มวิกฤตเมื่อกลุมของธนาคารทีป่ จจุบนั ลมไปแลว ไดเขาไปเทคโอเวอรดว ยเงิน ประมาณ ๒-๓ พันลานบาทเมื่อป ๒๕๓๗-๒๕๓๘ ชวงนัน้ เริ่มมีวกิ ฤต พนักงานตองยอมรับเงินเดือนแค ๔๐-๕๐% ของเงินเดือนที่เคยได ปญหาใหญเริ่มเมื่อป ๒๕๓๖ นายจางเริ่มนําเทคโนโลยีเขา และถายคนงานออกไป ๗๐๐ กวา คน คนงานเหลานี้คือกําลังหลักของโรงงานมาโดยตลอด นายจางปลดคนที่อายุ ๔๐ ขึ้นไป คนเหลานี้เปนกําลังของครอบครัว ลูกกําลังเรียน บานกําลัง ผอน ก็เปนปญหา ชวงนั้นคนงานพยายามเจรจามาตลอดแตตกลงกันไมไดจงึ หยุดงาน จนในที่สดุ คนงานกลุม นั้นก็ไดทาํ งานตอ โดยตองยอมรับเงินเดือนแค ๓๐-๔๐% กลุมคนงานก็ชว ยเหลือกันเองดวยการฝก อาชีพเสริมใหคนงานเพื่อหารายไดพิเศษ ตอมาในชวงทีร่ ฐั บาลเขามาเทคโอเวอรตอเมื่อป ๒๕๔๒ คนงานขอสวัสดิการอยางทีเ่ คยไดมา กอนชวงถูกเทคโอเวอร คือ คารักษาพยาบาล โบนัส เงินเดือนขึ้นตามความเหมาะสม แตก็ไมสามารถ ตกลงกันได 14 จนถึงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ซึง่ ตามกฎหมายแรงงาน หากมีความขัดแยงที่ตกลงกันไมได นายจางและลูกจางจะมีสทิ ธิเทาเทียมกัน นายจางมีสทิ ธิปด งาน ลูกจางก็มีสทิ ธิหยุดงาน ขณะนั้น รัฐมนตรีวาการกระทรวงแรงงานฯ และนายกฯ ก็พยายามไกลเกลี่ยแตก็ตกลงกันไมได วันที่ ๒๒ มิถนุ ายน ๒๕๔๓ มีกลุมคนงานถูกทําราย ซึง่ ก็ไมสามารถดําเนินคดีอะไรได เพราะ กลุมที่มาทํารายมีเบื้องหลังเปนผูมีอทิ ธิพลที่มีสี วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๓ รัฐมนตรีชว ยฯ ไดใชมาตรา ๓๕ ซึง่ เปนมาตราทีอ่ ยูในกลุม แรงงาน สัมพันธป ๒๕๑๘ ทีใ่ ชกบั คนงาน ใหนายจางรับคนงานที่เกี่ยวของกับการเรียกรองทุกคนกลับเขา ทํางาน แตนายจางก็เลือกปฏิบตั ิ คือรับแค ๕๓๒ คนอีก ๓๙๐ คนไมรับ ซึง่ ตามกฎหมายถือวา นายจางละเมิด กระทรวงแรงงานฯ ตองฟอง แตก็ไมกลาฟอง เพราะกลัวถูกนายจางฟองกลับแลวแพ เหมือนที่เคยเกิดมาแลว ในกรณีกระทรวงฯ ถูกโรงงานแหงหนึง่ ที่บางนา-ตราดฟอง เราเห็นวา เปนคนละกรณีกนั เพราะคนงานโรงงานดังกลาวหยุดงานแบบผิดกฎหมาย แตไทย เกรียงหยุดงานตามขัน้ ตอนกฎหมายแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธทุกอยาง แตก็ทาํ ใหทาง กระทรวงแรงงาน ทัง้ เจาหนาที่กรมสวัสดิการฯ และรัฐมนตรีชว ยฯ บอกวาเห็นตัวอยางแลวไมกลา ทั้ง ๆ ทีส่ ภาทนายความบอกวาตองฟอง ดังนัน้ สหภาพฯ ก็ตองตอสูเองมาตลอด โดยมีสภาทนายความชวยเหลือ แตก็ประสบปญหา เรื่อยมา ตั้งแตหยุดงานก็มกี ารถูกทําราย มีการฟองรอง ซึง่ อัยการก็บอกวาเปนเรื่องธรรมดา ลูกจางไม มีสทิ ธิฟองรองนายจาง ยิง่ ไปกวานัน้ ในทุกคดีที่ผานมานายจางตองสรางคดีไวใหลกู จางมีความผิด ในการชุมนุมของไทยเกรียง ตามปกติเราตองไดสวัสดิการคือ น้ําไฟในหอพักตองใหใชฟรี ชวง ที่ชมุ นุม นายจางก็ไปฟองศาลวาลูกจางลักน้ําลักไฟ ขอเรียกคาเสียหายจากการใชนา้ํ ไฟ ๔ ลานบาท และคาเสียหายจากการปดกั้นบริเวณเพราะมีการนัง่ ชุมนุมอีก ๘ ลาน รวมเปน ๑๒ ลานบาททีล่ กู จาง ตองชดใชใหนายจาง หากเราแพคดี ขณะนี้ คนงานทัง้ ๓๙๐ คนอาศัยใตถนุ กระทรวงแรงงานฯ อยู มีการฝกอาชีพ โดยสหภาพ แรงงานตองหาทุนกันเอง มีเอ็นจีโอมาชวยฝกอาชีพใหคนงาน ทําน้าํ ยาลางจานขาย รับซักผา เย็บผา ทําขนมตาง ๆ ขายใหเพื่อนคนงานที่ตาง ๆ ซึง่ ก็ชว ยทําใหเรามีรายไดบา ง การตอสูที่ผานมาสงผลใหเราเจอแบล็คลิสต ชือ่ ของคนงานไทยเกรียงจะไมมโี อกาสเขาไป ทํางานที่ใดไดเลย เพราะนายจางจะสงไปตามโรงงานตาง ๆ หากพูดตามขัน้ ตอนของกฎหมาย กฎหมายทีม่ ีอยูน ับวาเปนกฎหมายที่ดี แตคนทีน่ าํ กฎหมาย เหลานั้นมาปฏิบัตเิ ปนคนทีท่ ําใหกฎหมายเปลี่ยนแปลง เกิดชองวางมากมาย 15 กฎหมายแรงงานสัมพันธเขียนไว การชุมนุมเรียกรองสิทธิโดยปราศจากอาวุธนั้นไมผิด เปน สิทธิอนั ชอบธรรมของคนงาน แตเมื่อลูกจางอยูใ นโรงงานแลวเรียกรองสิทธิ ก็ถอื วาเราบุกรุก พอเราออกมาอยูนอกโรงงานก็บอกวาเปนที่สาธารณะ กีดขวางทาง แลวสิทธิคนงานนัน้ อยู ตรงไหน ทัง้ ที่เราตอสูตามกฎหมายแรงงานสัมพันธมาโดยตลอด ตั้งแตเริ่มมาจนถึงวันนี้ เราออกกะ จากงานประมาณ ๔ โมงเย็นแลวจึงมานัง่ ชุมนุมกันตอโดยไมมีอาวุธ การไมมีอาวุธนี่ตอ งขยายความใหเขาใจดวย ปกติแลวคนงานบางแผนก เชน แผนกกรีดดาย จะใชมีดเปนเครื่องมือในการทํางาน แผนกทอใชกรรไกร ฝายปน ใชเลื่อย ใชตะขอ ซึ่งคนงานตองนํา เครื่องมือเหลานี้ติดตัวไวดวย เพราะหากทําหาย นายจางจะเรียกเงินคืน ตัดคาแรง เชน กรรไกรหาย ตัดเงิน ๓๐ บาท ตะขอ ๕๐ บาท ใบเลื่อย ๔๐ บาท เมื่อเรานําติดออกมาก็หาวาเรามีอาวุธ อยางนี้เปนตน ตลอดที่ผานมา ไมวาจะเปนกฎหมาย ฉบับใดที่เกี่ยวของ ไทยเกรียงทําตามกฎหมายมาโดยตลอด และพยายามพูดคุยกับทางฝายรัฐทุกสมัย ดวย กับทุกหนวยงานทีเ่ กีย่ วของ แตดว ยระบบการทํางานของกระทรวงแรงงานฯ ในปจจุบนั กวาง เกินไป เรื่อง ๆ หนึ่งกวาจะจบไดตองผานหลายสวนมาก ตองรออํานาจการเซ็นจากรัฐมนตรีซึ่งนาน มากกวาแตละเรื่องจะผานได มีขั้นตอนเยอะมาก ดิฉนั เปนคนหนึ่งในกลุมที่ถกู เลิกจาง โดยอยูในกลุม ๑๕ คนทีน่ ายจางขออํานาจศาลเลิกจาง ตัง้ แตวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๓ ซึ่งปจจุบันศาลยังไมไดตัดสิน สําหรับกลุม ทีไ่ ดกลับเขาไปทํางานเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๓ ตามมาตรา ๓๕ นัน้ ก็ไดรับ ผลกระทบมาก เมื่อโรงงานไทยเกรียงถูกไฟไหมเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ซึง่ ขณะนัน้ คนงาน กลับเขาไปไมถงึ เดือน ขณะที่เกิดไฟไหม คนงานกลุมนี้ยงั ไมไดเขาไปในกลุมผลิตเลย เพียงแครวมตัว กันอยูในลานเอนกประสงค นายจางมีการสั่งปดงานคนกลุมนี้อกี ครั้ง ตามอํานาจกฎหมายมาตรา ๗๕ ของกฎหมายคุมครองป ๒๕๔๐ โดยอางวาเปนเหตุสุดวิสัย และไมจา ยคาจาง จนถึงวันนี้คนงาน ๕๓๒ คนนัน้ ยังไมไดรับคาจาง ซึง่ สหภาพฯ ก็ชวงเรียกรองสิทธิใหพวกเขา ตามกระบวนการกฎหมายคุมครองรงงานปจจุบนั เรื่องนี้ยงั ตอสูกันอยูที่ศาลแขวงปากน้ํา สวนคนงานกลุม ๓๙๐ คน สวนหนึ่งก็หางานทํา รับจาง ฝกอาชีพตาง ๆทําใหพอมีอาชีพหา รายไดเลี้ยงตัวเองไปได เรามีการจัดสงคนงาน ๗๐ คนไปเรียนนวดแผนไทยที่ กศน. ซึง่ เมื่อหาเงินมาได เงินสวนหนึ่งก็จะกลับมาสูกองกลางไวชว ยเหลือคนที่ยงั ไมมีงานทํา ซึง่ สวนใหญคอื คนมีอายุ ๕๐ กวา ปขึ้นไป จะไปหางานทําที่ไหนก็ลําบาก ซึ่งเราตองชวยกันดูแล หากมองโครงสราง ตองมองวาปจจุบนั มีโรงงานอุตสาหกรรมมาก มีลกู จางมากมายที่ถกู เลิก จางโดยเฉพาะกลุมสิ่งทอ สิ่งที่เราตองการคือ ใหนายจางประกาศประกันการวางงาน ในกฎหมาย ประกันสังคม ซึง่ เราเรียกรองมาตัง้ แตป ๒๕๓๓ หากเรามีตรงนี้ คนอายุ ๕๐-๖๐ ปจะไมตอ งกลับไป เปนภาระของครอบครัว มีคารักษาพยาบาล มีเงินสงเคราะหบตุ รทีท่ ุกวันนี้ไดแค ๑๕๐ บาทตอเดือน 16 ตอบุตร ๑ คนซึ่งไมเพียงพอ อีกทั้งเรายังตองเสียภาษีจากเงิน ๑๕๐ บาทนีอ้ ีก ๒๐ บาทดวย เทากับวาไดรับแค ๑๓๐ บาท คนอายุ ๕๐-๖๐ ป นัน้ หลายคนทํางานมาตั้งแตอายุ ๑๔-๑๕ ป สุขภาพปจจุบนั เขาแยมาก หลายคนไมมญ ี าติพี่นอง สวนหนึง่ ตองเขาไปขออยูในทีข่ องกรมประชาสังเคราะห บางคนอาศัยตามใต สะพาน ซึง่ เราคิดกันวารัฐบาลควรชวยเหลือ เราจึงขอบานพักคนเดินทางของกรมประชาสงเคราะห ที่ดินแดง ๑ ชั้น ซึง่ พักไดประมาณ ๕๐ คนใหคนกลุมนีไ้ ปอยูและอาศัยเงินกองกลางจากเพื่อน ๆ ที่สง เขามาใหใชดแู ล หลายคนประณามวาไทยเกรียงเรียกรองมาก ซึง่ อยากใหมองกันอยางเขาใจวาบานพักคน เดินทางของรัฐบาลนัน้ มีมากมาย สวนหนึง่ ของคากอสรางบานพักเหลานี้กม็ าจากภาษีประชาชน ดังนัน้ เราก็นา จะมีสิทธิอยูไดเชนกัน?” 17 ภาคสอง ความจริงของความจน : เขาถูกบังคับใหจน นโยบายเพื่อคนจน : ลางโครงสราง 10 ประการ ทีป่ ระหารคนจน* ประเวศ วะสี** ความยากจนเปนปญหาพืน้ ฐานของประเทศ ทัง้ ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ประสิทธิภาพ และทิศทางการพัฒนาประเทศ ความยุติธรรม และศีลธรรมพื้นฐานของสังคม ถาแกปญหาความยากจนไมได ประเทศจะจมปลักติดขลุกขลักพัลวัน ไมสามารถหลุดไปสู ความเจริญได ถาคนจนหายจนจะมีกําลังซือ้ มาก ก็จะซือ้ วิทยุ พัดลม ขาวของเครื่องใชที่จาํ เปน ทําให เศรษฐกิจขางบนมัน่ คง เพราะตั้งอยูบนฐานที่แข็งแรง ทีแ่ ลวมาเราพัฒนาทําใหคนขางบนมั่งคัง่ ดวยคิดวาความมัง่ คั่งจากขางบนจะกระเด็นลง ขางลาง (trickle down) ซึง่ พิสูจนกันมาแลววาไมจริง เพราะชองทางระหวางคนจนกับคนรวยถางมาก ขึ้น ๆ ไมมีแคบลงเลย ฉะนัน้ จึงควรเปลี่ยนแปลงแนวทางการพัฒนาเสียใหม จากการมุงสรางความร่ํารวย ไปสูการมุงแกความยากจน “ควรทําความเขาใจวา ยุทธศาสตรการสรางความร่ํารวยกับยุทธศาสตรการแกความยากจน นั้นแตกตางกันมาก ถาแกปญ  หาความยากจนไดก็เทากับแกปญ  หาทั้งหมดของประเทศไดเบ็ดเสร็จ ยุทธศาสตรแกความยากจนจึงควรเปนยุทธศาสตรใหญที่สุดในการพัฒนาประเทศ” * จากเว็บเพจมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : http://www.geocities.com/midnightuniv/newpages65.htm ** ศาสตราจารยเกียรติคุณ มหาวิทยาลัยมหิดล 18 การสรางความร่ํารวยทําใหไปเอาของคนสวนใหญมาใหคนสวนนอย ทําลายสิ่งแวดลอม ทําลายสังคม ทําลายวัฒนธรรม และสรางความอยุติธรรมในสังคม ทําใหสังคมทั้งหมดวิกฤติ การแกความยากจนมุงแกปญ  หาคนสวนใหญ ทําใหเศรษฐกิจของคนสวนนอยมัน่ คง ตอง คํานึงถึงการอนุรักษสงิ่ แวดลอม การสรางความเขมแข็งของสังคม การใชวัฒนธรรมเปนฐานของการ พัฒนา การสรางความยุตธิ รรมในสังคม ทําใหสงั คมทัง้ หมดมั่นคง ความรวยและความจนก็เหมือนกับความสุขและความทุกข ถึงจะเปนสองดานของเหรียญ เดียวกัน คือถาสุขมากก็ทกุ ขนอย ถาทุกขมากก็สุขนอยก็จริง แตยทุ ธศาสตรสรางสุขกับยุทธศาสตรแก ทุกขมีความหมายตางกันเยอะ พระพุทธศาสนาเลือกขางแกทุกข แตฝรัง่ เลือกขางสรางสุข หรือการพัฒนาแบบสรางความ ร่ํารวยซึ่งนําไปสูปญ  หาตาง ๆ มากมาย ยุทธศาสตรแกความยากจนก็เหมือนมรรควิธที างพุทธที่เลือกทางแกทกุ ขนนั้ แล ถาทุกขกห็ มดสุข แตพอสรางสุข มันเกิดการแยงชิงกันขนานใหญ การแกทกุ ขนาํ ไปสูการรวมมือกัน การสรางสุขนําไปสูการแยงชิงกัน ฉะนัน้ ควรทําความเขาใจวา ยุทธศาสตรการสรางความร่ํารวยกับยุทธศาสตรการแกความ ยากจนนั้นแตกตางกันมาก  หาความยากจนไดกเ็ ทากับแกปญ ถาแกปญ  หาทั้งหมดของประเทศได เบ็ดเสร็จ ยุทธศาสตรแกปญ  หาความยากจนจึงควรเปนยุทธศาสตรใหญที่สุดในการพัฒนาประเทศ ปญหาเชิงโครงสราง ๑๐ ประการ ที่ทาํ ใหคนจนจน การจะทําอะไรใหไดผล ตองเริ่มดวยสัมมาทิฐหิ รือความเห็นถูก ถาเริ่มตนดวยสัมมาทิฐิ สิ่งที่ตามมาคือสัมมาปฏิบัติ แตถาเริ่มตนเปนมิจฉาทิฐหิ รือความเห็น ผิด สิ่งทีต่ ามมาก็คอื มิจฉาปฏิบัติ ทําใหแกปญหาไมได ประเทศไทยสัง่ สมความเห็นผิดเกี่ยวกับคนจนมานานวาเกิดมาเปนคนจน เพราะเวรกรรมที่ทาํ ไมไดไวแตชาติปางกอน หรือเปนคนไมดี เปนคนทําบาปกรรมไว เมื่อคิดอยางนัน้ วิธแี กปญ  หาก็คือมุงสัง่ สอนใหคนจนทําตนเปนคนดี โดยไมคดิ แกไขโครงสราง หรือกลไกในสังคมที่เอาเปรียบคนจน หรือทําใหคนจนจน “ลูกคนจนที่เคยชวยพอแมหายกระบุงตะกรา พอเขาโรงเรียนไปสักพักหนึง่ ก็อายทีจ่ ะเดินกับ พอแมซงึ่ ยากจนกะรุง กะริง่ แสดงวาโรงเรียนจะโดยรูตัวหรือไมก็ตาม เปนที่หลอหลอมใหรังเกียจความ ยากจน” 19 ในสังคมไทยมีโครงสรางที่ใหญเบอเรอเบอราที่ทาํ ใหคนสวนใหญยากจน ถาไมเขาใจและ แกไขโครงสรางทีว่ า มานี้ จะแกไขความยากจนหรือแกไขปญหาของคนจนไมได โครงสรางทางสังคมทีท่ ําใหเกิดความยากจนมีอยางนอย ๑๐ ประการดังนี้ ๑. ทรรศนะเกีย่ วกับคนจน ทรรศนะหรือทิฐขิ องสังคมเปนโครงสรางของสังคมที่ลึกที่สุด สังคมไทยถูกหลอหลอมกันมาให เปนสังคมที่เกลียดคนจน ลองดูสํานวนและคําอวยพรตอไปนี้ “รักดีหามจัว่ รักชัว่ หามเสา” “ขอใหไดเปนเจาคนนายคน” “ขอใหไดนงั่ กินนอนกิน” ในความเปนจริง การหามเสาหรือการทํางานหนักไมใชความชัว่ แตเปนความดี การนั่งกินนอน กินไมดี เปนการเอาเปรียบคนอื่น คนเราตองทํางานเพื่อใหพงึ่ ตนเองได และชวยเหลือผูอนื่ จึงจะดี สังคมไทยเปนสังคมที่คนขางบนเอาเปรียบคนขางลาง และพยายามสรางความชอบธรรม ใหแกการกระทํานั้น ซึ่งหลอหลอมมาเปนการดูถูกเหยียดหยามคนจน ลูกคนจนที่เคยชวยพอแมหาบกระบุงตะกรา พอเขาโรงเรียนไปสักพักหนึง่ ก็อายทีจ่ ะเดินกับ พอแมซงึ่ ยากจนกะรุง กะริง่ แสดงวาโรงเรียน จะโดยรูตัวหรือไมกต็ าม เปนทีห่ ลอหลอมใหรงั เกียจ ความยากจน คนจนจะตองทํางานต่ํา มีรายไดนอย เสีย่ งภัยสูง ถาทําผิดจะถูกลงโทษรุนแรงกวาคนรวย ฯลฯ ความเกลียดคนจนในสังคมไทยยังนําไปสูป รากฎการณทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม กฎหมาย และ อื่น ๆ อีกมากมาย ลองจับประเด็นและลองทํา “แผนที่ความคิด” ตอ ๆ ไป จะเห็นอะไรตอมิอะไรตามมามากมาย เรื่องนี้เปนเรื่องศีลธรรมพืน้ ฐาน ศีลธรรมพืน้ ฐานคือการเคารพคุณคา ศักดิ์ศรีความเปนคนของ คนทุกคน โดยเฉพาะของคนเล็กคนนอย คนยากคนจน ถาปราศจากศีลธรรมพื้นฐาน ประเทศเจริญ ไมได สังคมไทยขาดศีลธรรมพื้นฐานนี้ และนี่เปนโครงสรางทางสังคมที่ลกึ ที่สุด ที่ตอ งการการแกไข ถาจะแกปญ  หาคนจนใหได ๒. โครงสรางทางกฎหมาย กฎหมายทําใหคนจนเสียเปรียบ ใหอํานาจตอคนรวยและรัฐที่จะทํากับคนจนมากกวา กฎหมายเปนโครงสรางทีม่ ีอาํ นาจและรุนแรงมาก จําเปนตองมีการปฏิรปู กฎหมายเพือ่ คนจน 20 ๓. โครงสรางการใชทรัพยากร ชาวบานตองมีที่ดินทํามาหากิน มีปาไม มีแหลงน้ํา รัฐไปรวบเอาสิทธิในทรัพยากรของชุมชน ซึง่ มีอยูต ามธรรมชาติในฐานะที่เกิดมาเปนมนุษยมาเปนของรัฐ และจัดสรรการใชทเี่ อื้อประโยชนตอ คนรวยมากกวาคนจน การปฏิรูปการใชทรัพยากรอยางเปนธรรม จึงเปนเรื่องใหญในการแกปญ  หาของคนจน ๔. ระบบการศึกษา ระบบการศึกษาเปนการเอาเงินของคนทัง้ ประเทศ ไปสรางระบบการศึกษาที่ตอ นคนทั้งหมด เขาไปรับใชรัฐ รับใชธรุ กิจ และรับใชตางประเทศที่เอาเปรียบไทย ไมทาํ ใหคนยากจนแข็งแรง พึง่ ตนเอง ได ระบบการศึกษาแบบนีม้ ีสว นซ้ําเติมคนยากจน และแกปญ  หาไมได จําเปนตองมีการปฏิรูป การศึกษาเพื่อแกความทุกขยากของคนทัง้ แผนดินได จําเปนตองมีการปฏิรูปการศึกษาเพื่อแกความ ทุกขยากของคนทัง้ แผนดิน ๕. ระบบการธนาคาร ระบบการธนาคารไปเอาเงินของคนทัว่ ทัง้ ประเทศมาใหคนสวนนอย ซึง่ อาจเปนญาติ เปน พรรคพวก เปนผูมีอทิ ธิพลใชเพื่อทํากิจการแบบที่เอาเปรียบคนสวนใหญ ไมไดสรางเศรษฐกิจจริง ทํา ใหการเงินและเศรษฐกิจพัง แลวก็ตองเอาเงินของประชาชนไปค้ําจุนอีก นีเ้ ปนโครงสรางใหญอีกโครงสรางหนึง่ ทีท่ ําใหคนจนไมหายจน ควรจะมีระบบการเงินที่เอื้อตอ คนจนและชุมชน ๖. ระบบการสื่อสาร การสื่อสารใชเพื่อประโยชนทางธุรกิจ ลางสมองใหคนเกิดวัฒนธรรมบริโภคนิยม มากกวาที่จะ ทําใหเกิดปญญาพึ่งตนเองได โดยมีผูไดกาํ ไรอยางมโหฬารจากระบบสื่อสารแบบนี้ เปนโครงสรางที่เอาเปรียบและทําลายสังคมอยางรุนแรง ควรมีการปฏิรูปสื่อเพื่อสังคม ๗. ระบบราชการ ระบบราชการเปนระบบรวมศูนยอํานาจ มีความตัง้ ใจนอย มีความรูน อ ย มีการใชอาํ นาจมาก มีคอรรัปชั่นมาก แกปญ  หาของคนยากจนไมได แตซ้ําเติมใหคนจนตองย่ําแยลงไปอีก ความจริง ราชการมีกาํ ลังเหลือเฟอ เกินพอที่จะแกปญ  หาคนจนทั้งประเทศ แตตอ งการการ ปฏิรูประบบ โดยเฉพาะระบบการงบประมาณ 21 ๘. การกําหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ นโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ เปนโครงสรางใหญที่กระทบหมดทุกคน ทีแ่ ลวมา นโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ กําหนดโดยคนที่มอี ํานาจ คนมีเงิน และคน ขาดความเขาใจแผนดินไทย ทําใหเกิดทิศทางการพัฒนาประเทศที่ไปเอาของคนสวนใหญ และ ทรัพยากรธรรมชาติมาเปนเงินหรือความร่าํ รวยของคนสวนนอย เปนยุทธศาสตรสรางความร่ํารวย ไมใชยทุ ธศาสตรการแกความยากจน ทําใหชอ งวางระหวางคนจนกับคนรวยหางมากขึ้น จําเปนตองตั้งทิศทางการพัฒนาประเทศ ใหมเพื่อแกความยากจน “ศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพคุณคา ศักดิ์ศรีความเปนคนของคนทุกคน โดยเฉพาะของคน เล็กคนนอย คนยากคนจน ถาปราศจากศีลธรรมพื้นฐาน ประเทศเจริญไมได สังคมไทยขาดศีลธรรม พืน้ ฐานนี้ และนี่เปนโครงสรางทางสังคมที่ลึกที่สุด และตองการการแกไข” ๙. ระบบการเมือง เมื่อโครงสรางของสังคมทัง้ หมดเปนไปตามขอ ๑ ถึง ๘ ขางตน โครงสรางนัน้ ก็คลอดหรือให กําเนิดระบบการเมืองที่เปนตัวแทนของผูเ อาเปรียบสังคม มีการใชเงินซื้ออํานาจ แลวเอาอํานาจนัน้ หา เงินอยางมโหฬาร ระบบการเมืองอยางนี้ แกปญหาความยากจนไมได จึงจําเปนตองปฏิรูปการเมือง แมมี รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ออกมาแลว สังคมก็ตองเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรปู การเมืองตอไป ๑๐. สังคมออนแอ โครงสรางทั้ง ๙ ประการขางตนเปนโครงสรางที่แข็งแกรงสุดประมาณ ทีจ่ ะทําใหคนจนไมหาย จน มีสงิ่ เดียวที่จะปรับโครงสรางนั้นไดคือสังคมเขมแข็ง อันไดแกการรวมตัวรวมคิดรวมทําใหมี พลังเขาใจปญหา สื่อสารปญหา รูว ิธีแกปญ  หาเชิงโครงสราง ทีแ่ ลวมารัฐพยายามทําใหสงั คมออนแอ ไมสงเสริมการรวมกลุม ดูถกู การรวมกลุม มีการ เรียกวาม็อบบาง แกงขางถนนบาง ไมยอมรับรองสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ทํา ใหเกิดความยากลําบากในการสรางองคกรและการเงินชุมชน รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองจึงเปนรัฐธรรมนูญที่สง เสริมสังคมเขมแข็ง อันเปนความ พยายามอยางหนึ่งที่จะแกไขปญหาโครงสราง โครงสรางทั้ง ๑๐ ประการที่กลาวมาแลว เปนโครงสรางอันทะมึนที่กําหนดใหคนจนตองจน และไมหายจน 22 สังคมไทยจําเปนตองทําความเขาใจใหถกู ตองหรือมีสมั มาทิฐิวา ความยากจนนั้น เกิดเพราะ โครงสรางของสังคมกระทํา เปนปญหาเชิงโครงสรางทางสังคม ตองการการแกไขเชิงโครงสรางหรือ ปฏิรูปโครงสรางทางสังคม จึงจะแกปญ  หาของคนจนได “ในเมื่อปญหาความยากจนเปนปญหาเชิงโครงสรางที่ใหญและลึกมาก จึงเปนเรื่องยากสุดใน การแกไข แกไดดวยวาทะและเกมทางการเมือง ทุกฝายควรจะเขามาทําความเขาใจ และหาทาง แกปญ  หาที่ยากนี”้ วิธีทาํ งานเพื่อแกปญหาความยากจน ในเมื่อปญหาความยากจนเปนปญหาเชิงโครงสรางที่ใหญและลึกมาก จึงเปนเรื่องยากสุดใน การแกไข แกไมไดดวยวาทะและเกมทางการเมือง ทุกฝายควรจะเขามาทําความเขาใจ และหาทาง แกปญ หาที่ยากนี้ ขอเสนอทางแกดังตอไปนี้ ๑. รณรงคสรางความเขาใจในสังคมใหมากที่สุดวาความยากจนเปนปญหาเชิงโครงสรางทาง สังคม ๑๐ ประการ ดังกลาวขางตน และจําเปนตองแกปญ  หาเชิงโครงสราง ๒. ประชาชนรวมตัวรวมคิดรวมทําใหมากที่สุดในทุกระดับและทุกเรือ่ ง เพื่อแกปญ  หาความ ยากจนและผลักดันนโยบายเพื่อคนจน การรวมตัวรวมคิดรวมทําในทุกระดับชุมชนสรางเศรษฐกิจชุมชนจะทําใหหายจน คนอีสานทัง้ ประเทศควรรวมตัวกันแกปญ  หาของคนอีสาน ทัง้ เศรษฐกิจ สังคม สิง่ แวดลอม พรอมกัน ถาอีสานหายจน ประเทศจะหายจน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ก็ดี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแผนที่ ๘ และที่ ๙ ก็ดี แนวทาง เศรษฐกิจพอเพียงก็ดี แนวทางคณะกรรมการนโยบายสังคมแหงชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเปนประธานก็ดี ลวนสงเสริมการรวมตัวรวมคิดรวมทําของชุมชนทองถิ่น ประชาชนควรรวมตัวกันมากขึ้น และรัฐควรสงเสริมการรวมตัวของประชาชนใหมากขึ้น การ รวมตัวนี้ควรผลักดันนโยบายเพื่อคนจนดวย ๓. ปรับยุทธศาสตรการพัฒนาจากยุทธศาสตรการสรางความร่ํารวย มาเปนยุทธศาสตรการ แกความยากจน ๔. สงเสริมการวิจยั เรื่องโครงสรางของความยากจน และสรางความรูใ นการแกไขโครงสรางให ชัดเจนโดยรวดเร็ว รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณใหสาํ นักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กอน ใหญ เพื่อเปดแผนงานการวิจัยเรื่องความยากจน 23 ๕. มีองคกรที่จะผลักดันการปฏิรูปโครงสรางแกความยากจนไปสูความสําเร็จ ควรมี กรรมาธิการเรื่องความยากจนทัง้ ของวุฒิสภาและสภาผูแทนราษฎร ภาคเอกชนควรจัดตั้งสภาเพือ่ คน จน แตกไ็ มเพียงพอ เพราะการที่จะแกไขโครงสรางของสังคมเพื่อแกปญ  หาความยากจนนี้ ยาก สุดกําลังเกือบทําไมไดในยามปกติ ฝายการเมืองเองก็ทาํ ไมได ๖. ทําให “นโยบายเพื่อคนจน” เปนประเด็นทางการเมือง ในระหวางการรณรงคหาเสียงใน การเลือกตั้ง สส. ครั้งตอไป ควรมีการถามพรรคการเมืองวา • พรรคของทานมีนโยบายเพื่อคนจนหรือไม • พรรคของทานมีเจตจํานงในการปฏิรูปโครงสรางทางสังคม ๑๐ ประการ ตามที่กลาวใน บทความนีห้ รือไม • พรรคของทานจะผลักดันออกพระราชบัญญัติจดั ตั้ง “สภานโยบายเพื่อแกปญหาความ ยากจน” หรือไม ถามีพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งตอบรับ สือ่ มวลชนควรถามพรรค อื่น ๆ ตอไป จน “นโยบายเพื่อคนจน” กลายเปนประเด็นทางการเมือง เมื่อเปนประเด็น ทางการเมืองแลวก็จะหยุดไมได กระบวนการทางสังคม และการเมืองจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ ใหเดินหนาตอไป ทํานองเดียวกันกับการขับเคลื่อนเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง จนกวาจะบรรลุความสําเร็จในการแกปญ  หาความยากจน เพื่อนคนไทยครับ ปญหาความยากจนเปนปญหาทางศีลธรรมพื้นฐานของประเทศ ที่ถา ไม แกไข ประเทศจะเจริญไมได คนไทยควรจะทําความเขาใจวา ความยากจนไมไดเกิดจากเวรกรรมแตชาติปางกอน แตเกิด จากโครงสรางที่อยุตธิ รรมในสังคม ตองทําความเขาใจโครงสรางและชวยกันปฏิรปู โครงสรางทีท่ าํ ให คนจนจน ถาแกปญหาความยากจนได ก็เทากับแกปญหาไดหมดทุกเรื่อง ประเทศไทยจะไดกาวไปสู ความเจริญอยางแทจริง 24 ยุทธศาสตร-กระบวนการรัฐ : ทางผานของความลําเอียง* รังสรรค ธนะพรพันธุ* * ผมคิดวาในวงการเศรษฐศาสตร มีแนวคิดที่ตางกันอยู ๒ แนวคิด เกี่ยวกับวิธีการแกปญหา ความยากจน ที่ผานมาแนวคิดของการดําเนินนโยบายเศรษฐกิจในระดับจุลภาค มุงที่จะแสวงหาวา ความ ยากจนอยูที่ไหน ใครเปนคนยากจนในสังคม และรัฐบาลก็จะดําเนินการแกไขปญหาของกลุมชนใน สังคมที่ถือวาเปนกลุมคนยากจนนั้น แนวทางในการแกปญหาแบบนี้เรียกวา Poverty Targeting ซึ่ง ไมไดมีเฉพาะแตในการแสวงหาวากลุมคนจนอยูที่ไหน ในบางครั้งก็เปนการระบุวา อาณาบริเวณไหน เปนที่กลุมคนยากจน ทั้ง ๒ แนวทางนี้เปนแนวทางซึ่งรัฐบาลและราชการไทย นํามาใชดําเนินนโยบาย ซึ่งก็มีทั้ง สําเร็จบาง ไมสําเร็จบาง ตัวอยางของการดําเนินนโยบายนี้ เชน โครงการบริการรักษาพยาบาลฟรี โครงการอีสานเขียว เปนตน ในความคิดผม ไมคิดวาแนวทางนี้จะเปนวิธีการที่จะแกปญหาความยากจนในสังคมไทยได มันอาจจะชวยประทังปญหาได แตวาคงจะแกปญ  หาใหหมดสิ้นไปไมได ในกลุมของนโยบายในชุดนี้ก็คงเปนเรื่องของนโยบายราคา ในรูปของการดําเนินนโยบายราคา ยกตัวอยางเชน นโยบายพยุงราคาสินคาเกษตร ซึ่งนโยบายนี้ นักเลือกตั้งก็จะเปนนายหนาขายความ จน เอาความจนของเกษตรกรผูเพาะปลูกขาวมาขาย มากดดันใหรัฐบาลดําเนินนโยบายพยุงราคา สินคาเกษตร แตอยางที่เราทราบ งบประมาณที่ใชไปในการพยุงราคาสินคาเกษตรนั้นมันนอยมาก มันรับซือ้ สินคาเกษตรสวนเกิน ณ ระดับราคาพยุงไดนอยมาก มันไมสามารถที่จะขยับราคาสินคาเกษตรใน ตลาด ใหไปสูระดับราคาที่รัฐบาลกําหนดเปนเปาหมายได เพราะฉะนั้น ในทางปฏิบัติแลว เราจะพบวานักการเมืองก็จะเอางบพยุงราคาสินคาเกษตรนี้ หวานลงไปในฐานที่มั่นดัง ๆ ของตนเอง แลวการเมืองของการยื้อแยงงบพยุงราคาสินคาเกษตร เมื่อไรก็ตามที่พรรคความหวังใหมขึ้นมามีอํานาจรัฐ พรรคความหวังใหมก็คงจะตองพยายาม ผลักดันโครงการหยุงราคามันสําปะหลัง เพราะฐานที่มั่นดัง ๆ ของพรรคอยูที่มนั สําปะหลัง * จากเวทีระดมความคิดเรื่อง “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ครั้งที่ 1 เรื่อง เศรษฐกิจชนบท วันที่ 27 เมษายน 2544 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ** คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร 25 “ปญหาความยากจนสัมบูรณโดยองครวมแลวมันลดนอยถอยลง ตราบใดที่ระบบเศรษฐกิจยัง สามารถเติบโตอยางยั่งยืนตอไปได แตปญหาความยากจนโดยสัมพัทธมันเลวลงตามลําดับ ปญหา ความยากจนสัมพัทธคือปญหาเรื่องการกระจายรายไดของครัวเรือน ซึ่งเลวรายลงตามลําดับในชวง ๔๐ ปเศษที่ผา นมา” เมื่ อ ไรก็ ต ามที่ พ รรคชาติ ไ ทยขึ้ น มามี อํ า นาจรั ฐ พรรคชาติ ไ ทยก็ จ ะต อ งพยายามที่ จ ะดึ ง งบประมาณพยุงราคาขาว เพราะฐานที่มั่นทางการเมืองของพรรคชาติไทยเปนเขตการเพาะปลูกขาว และเมื่อไรก็ตามที่พรรคประชาธิปต ยขึ้นมามีอํานาจ งบพยุงราคาสินคาเกษตรก็จะถูกหวานลง ไปในเขตการเพาะปลูกยางพารา เขตการเพาะปลูกปาลมน้ํามันเปนตน ทําไมผมจึงบอกวาเรื่องนี้จะตองเปนสงครามในการยื้อแยงงบพยุงราคาสินคาเกษตร ก็เพราะ เหตุวาเราไดไปมีพันธะสัญญากับองคการการคาโลก วาเราจะลดวงเงินในการอุดหนุนสินคาเกษตรลง มาตามลําดับ คือปกติการใหเงินอุดหนุนการผลิตสินคาภายในประเทศ มันไมผิดกฎเกณฑขององคการ การคาโลก แตการใหเงินอุดหนุนเพื่อผลิตสินคาเพื่อการสงออกนั้น ถือวาผิดกฎเกณฑ แตการใหเงินอุดหนุนเพื่อการผลิตภายในประเทศ ภาคีสมาชิกขององคการการคาโลกในการ เจรจารอบอุรุกวัย ไดตกลงที่จะลดจํานวนของเงินอุดหนุนลงตามลําดับ ดังนั้นในขณะนี้ เงินอุดหนุนการเพาะปลูกสินคาเกษตรมันขึ้นไปถึงระดับประมาณ ๗๐-๘๐% ของวงเงินที่เราผูกพันกับองคการการคาโลก ที่กูไวกอนหนานี้แลวในการเจรจาที่มีขอยุติในป ๒๕๓๘ ดังนั้นในอนาคตการเมืองวาดวยงบเงินอุดหนุนสินคาเกษตร ก็จะกลายมาเปนประเด็นสําคัญของการ แยงชิงสวนเกินทางเศรษฐกิจ ระหวางพรรคการเมืองพรรคตาง ๆ ทั้งหมดที่ผมกําลังพูดถึงนี้ ผมกําลังพูดถึง วิธีการแกปญหาความยากจนในระดับจุลภาค เชน การระบุวาใครคือคนจนและจะชวยกลุมคนที่เปนคนจนนั้นอยางไร แลวการระบุวาพื้นที่ไหนเปน เขตความยากจนและทุมทรัพยากรของรัฐเขาไปชวยเหลือเขตความยากจนเหลานั้น ทั้งที่ประชาชนใน เขตความยากจนบางสวนอาจไมใชเปนคนจน รวมทั้งการใชนโยบายราคา ซึ่งเปนนโยบายที่ผมไมคิดวา จะมีประสิทธิผลในการแกปญหา ความยากจน ยกตัวอยางเชน นโยบายเก็บคารถเมลต่ําในกรุงเทพ หรือนโยบายเก็บคารถไฟต่ําสําหรับรถไฟ ที่วิ่งไปสูเขตชานเมืองของกรุงเทพ นโยบายเหลานี้มีพื้นฐานมาจากขออางวาเพื่อชวยเหลือคนยากจน แตฝรั่งที่ถนนขาวสารไดประโยชนจากการขึ้นรถเมลราคาถูก ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงและชนที่ไมสูง นักก็ไดรับเงินอุดหนุนจากการขึ้นรถเมล เปนตน 26 ในอีกแนวทางหนึ่งของการแกปญหาความยากจน ก็คือการดําเนินนโยบายเศรษฐกิจใน ระดั บ มหภาค ซึ่ ง เป น เรื่ อ งที่ ผ มมี ค วามเชื่ อ ว า น า จะเป น หนทางในการแก ป ญ หาได ดี ก ว า มี ประสิทธิภาพมากกวา แตวาการผลักดันนโยบายทําไดยากกวา ดวยเหตุนี้ผานมาการผลักดันในเรื่อง เหลานี้จงึ เปนไปดวยความยากลําบาก ผมมี ๓ ประเด็นใหญ ๆ ที่จะนําเสนอเทาเวลาที่จะอํานวย คือ ๑. ยุทธศาสตรของการพัฒนา ๒. ตลาดการเมือง โดยเนนพูดถึงตลาดนโยบายเศรษฐกิจโดยเฉพาะ ๓. กระบวนการนิติบัญญัติ ผมคิดวา ๓ ประเด็นหลัก ๆ นี้เปนประเด็นที่สําคัญในการผลักดันใหสังคมขับเคลื่อนไป แกปญหาความยากจน ถาไมแก ๓ ประเด็นหลักนี้ ซึ่งเปนโครงครอบใหญของสังคมเศรษฐกิจ การ แกปญ หาความยากจนเปนเรื่องยากลําบาก ตลอดระยะเวลา ๔๐ ปที่ผานมา ที่เรามีการพัฒนาโดยยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิจนั้น ความ ยากจนในสังคมมันบรรเทาเบาบางลง จํานวนครัวเรือนที่ยากจน จํานวนคนจนในสังคมเศรษฐกิจไทย มันลดลง แตวาทุกครั้งที่เกิดวิกฤตการณทางเศรษฐกิจ ไมวาจะเปนภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ หรือไม วาจะเปนภาวะตกต่ําทางเศรษฐกิจ จํานวนครัวเรือนที่ยากจนกลับเขยิบเพิ่มขึ้น เชนวิกฤตการณใน คราวนี้ ซึ่งก็แสดงใหเห็นวากลุมครัวเรือนซึ่งมันอยูตรงขอบของเสนความยากจนจะกระจุกตัวกันอยาง คอนขางหนาแนน เมื่อไรที่เศรษฐกิจรุงเรือง ครัวเรือนเหลานี้ก็พนระดับจากความยากจน แตเมื่อไรที่เศรษฐกิจ ถดถอยตกต่ํา ครัวเรือนเหลานี้ก็จะตกมาอยูใตเสนความยากจน กลายเปนครัวเรือนที่ยากจน ปญหาความยากจนสัมบูรณโดยองครวมแลวมันลดนอยถอยลง ตราบใดที่ระบบเศรษฐกิจยัง สามารถเติบโตอยางยั่งยืนตอไปได แตปญหาความยากจนโดยสัมพัทธมันเลวลงตามลําดับ ปญหา ความยากจนสัมพัทธคือปญหาเรื่องการกระจายรายไดของครัวเรือน ซึ่งเลวรายลงตามลําดับในชวง ๔๐ ปเศษที่ผานมา ยุทธศาสตรใจลําเอียง ผมอยากจะเริ่มในประเด็นแรกวา ถาไมเปลี่ยนยุทธศาสตรของการพัฒนา การแกปญหา ความยากจนจะเปนเรื่องซึ่งเปนไปไดยาก ขอพูดสั้น ๆ วา นับตั้งแตชวงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐบาลไทยดําเนินยุทธศาสตรหลักใน การพัฒนาเศรษฐกิจอยู ๒ ยุทธศาสตร คือ ๑. ยุทธศาสตรการพัฒนาที่ไมสมดุล 27 ๒. ยุทธศาสตรการพัฒนาแบบเปด ที่ภาษาเศรษฐศาสตรเรียกวา Outward Orientation ๑. ยุทธศาสตรการพัฒนาที่ไมสมดุล เปนยุทธศาสตรที่ถายโอนสวนเกินทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรม ไปตออายุการเติบโต ของภาคอุตสาหกรรม นีเ่ ปนยุทธศาสตรที่เริ่มตนโดยไมตั้งใจเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติ บรรดากลไกในการถายโอนสวนเกินทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรม เพื่อใหไปใชประโยชน ในภาคอุตสาหกรรมเริม่ ตนโดยที่รัฐบาลไมไดตั้งใจ ยกตัวอยางเชน ระบบอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรา (Multiple Exchange Rate System) เปน กลไกสํ า คัญ ในการดู ดซับ สว นเกิ น ทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรม แลว ก็ ใ ชป ระโยชน ในภาค เศรษฐกิจอื่น หรือวาการที่รัฐบาลผูกขาดการคาขาว ก็เปนเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไมตงั้ ใจ การผูกขาดการคาขาวมันมีผลในการกดราคาขาว แตวาตั้งแตป พ.ศ. ๒๔๙๘ รัฐบาลเริ่มจงใจ ในการใช ยุ ท ธศาสตร ก ารพั ฒ นาที่ ไ ม ส มดุ ล นั้ น ลงโทษภาคเกษตรกรรม แล ว ก็ ใ ห ป ระโยชน กั บ ภาคอุตสาหกรรม อันนี้เปนยุทธศาสตรหลักอันหนึ่ง ๒. ยุทธศาสตรการพัฒนาแบบเปด คื อเรื่ อ งของการเปดเสรี แต วา สังคมเศรษฐกิ จ ไทยก็ แ กวง ไกวระหว างนโยบายเศรษฐกิ จ ชาตินยิ มกับนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม แตผมอยากจะพูดวาตั้งแตประมาณตนทศวรรษ ๒๕๒๐ เปนตนมา เราเดินทางอยูบนเสนทาง เสรีนิยมทางเศรษฐกิจอยางคอนขางมั่นคง และเราเปดเสรีทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตามลําดับ ไมเฉพาะ แตการเปดเสรีการคาสินคา เรายังกาวไปเปดเสรีทางการคาบริการ เราเปดเสรีทางดานการเงิน และถา ไมมีอะไรขัดขวางซึ่งผมก็มองไมเห็นวาจะมีอะไรขัดขวางได เราก็คงจะตองเปดเสรีในเรื่องของการ ลงทุนระหวางประเทศโดยการที่รัฐบาลไทยก็พรอมที่จะลงนามใน Multinational Agreement on Investment ถาหากวาไมไดรับการทัดทานตอตานจากขบวนการประชาชนระหวางประเทศ นีเ่ ปนยุทธศาสตรการพัฒนาที่ดําเนินมาโดยตลอด สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือวา ประชาชนสนองตอบตอ การดําเนินยุทธสาสตรการพัฒนาของรัฐบาลอยางไร ในประการแรก เกษตรกรซึ่งเคยทําการเพาะปลูกขาว แลวอยู ๆ ราคาขาวมันตกต่าํ เนือ่ งจาก รัฐบาลมีมาตรการในการกดราคาขาว เกษตรกรก็เริ่มกระจายการผลิต มีการปรับโครงสรางการผลิต ของครัวเรือน การปรับโครงสรางการผลิตของครัวเรือนในเวลานั้นทําได เพราะเหตุวาที่ดินซึ่งอุดม สมบูรณยงั มีอยูมาก สามารถบุกเบิกปาสําหรับการเพาะปลูกพืชไร การปรับตัวที่สําคัญอันที่สอง ก็คือการปรับใชเวลาในครัวเรือน เวลา ๒๔ ชั่วโมงตอวันทํา อยางไร จึงจะทําใหไดผลตอบแทนสูงที่สุดจากเวลาที่จํากัด ๒๔ ชั่วโมงตอวัน และเมื่อเวลาที่ใชไปใน การเพาะปลู ก ข า วให ผ ลตอบแทนต่ํ า ก็ ต อ งมี ก ารปรั บ เวลาการทํ า งานไปประกอบกิ จ กรรมทาง เศรษฐกิจอื่นที่ใหผลตอบแทนสูงกวา ดวยเหตุอันนั้น เราจึงพบวาเวลาก็เริ่มถูกจัดสรรออกไปจากการ 28 ใชในภาคเศรษฐกิจขาวไปสูภาคเศรษฐกิจอื่น ออกไปทํางานในภาคอุตสาหกรรม ออกไปทํางานใน ภาคบริการ หรือแมกระทั่งหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นที่มิใชขาว การสนองตอบอันที่สาม ก็คือการยายถิ่นภายในประเทศ การยายถิ่นภายในประเทศในชวง ๒๐-๓๐ ปหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เปนการยายถิ่นไปสูเขต การเพาะปลูกพืชไร จากการศึกษาขอมูลจากสํามะโนประชากร ซึง่ จะมีคําถามวา “เมื่อ ๕ ปทแี่ ลวอยูไหน” พบวา จังหวัดที่มีการยายถิ่นออกสุทธิ คือ Net Out Migration ลวนแลวแตเปนจังหวัดในเขต การเพาะปลูกขาว สวนจังหวัดที่มีการยายเขาสุทธิ Net In Migration เปนจังหวัดเพาะปลูกพืชไร ก็แสดงวามีการ ยายถิ่นจากเขตเพาะปลูกขาวไปสูเขตการเพาะปลูกพืชไร ทายที่สุดก็คือการยายถิ่นไปทํางานในตางประเทศ ไปขุดทองในซาอุฯ แตจากงานวิจัยที่มี การศึกษาเรื่องนี้ พบวาเกษตรกรทีจ่ ะไปขุดทองในซาอุฯ ไดก็ตองมีฐานะในระดับหนึ่ง เพราะตนทุนของ การเดินทางไปขุดทองนั้นคอนขางสูง ไมใชเฉพาะคาเดินทางยังมีคานายหนาบริษัทจัดหางาน ผมคิดวาการสนองตอบที่สําคัญในทศวรรษที่ ๒๕๒๐ ก็คือการเติบโตของขบวนการพึ่งตนเอง ในสังคมชนบท เทาที่ผมเขาใจมันเริ่มมีขึ้น เมื่อเกิดวิกฤตการณน้ํามันครั้งแรกในป ๒๕๑๖ แตวาผลของวิกฤตการณน้ํามันครั้งแรก ที่มีตอ ขบวนการพึ่งตนเองของสังคมชนบทไทยมีไมคอยมาก เพราะวิกฤตการณครั้งนั้นมันสั้น ไมรุนแรง ไม ยืดเยื้อ ตางจากวิกฤตการณน้ํามันครั้งที่สองในป ๒๕๒๒ ที่ยืดเยื้อ รุนแรง ยาวนาน “ยุทธศาสตรการพัฒนาแบบเปดซึ่งทําใหระบบเศรษฐกิจไทยสัมพันธและพึ่งพิงทุนนิยมโลก นอกจากจะทําใหผลประโยชนจากกระบวนการพัฒนาไมไดมีการกระจายอยางเสมอภาค มีคนกลุม นอยในสังคมที่ไดประโยชนอยางชนิดเปนกอบเปนกําจากยุทธศาสตรการพัฒนาที่รัฐบาลเลือกใช” ถาอานจากประวัติของผูใหญวิบูลย เข็มเฉลิม ก็อาจจะจับประเด็นไดวา วิกฤติการณน้ํามัน ครั้ง ที่สองนั้น มีผลทําใหเกษตรกรเป นจํานวนมากเริ่มละทิ้งหลักการผลิตตามความไดเปรียบเชิง เปรียบเทียบ อันทําใหเกษตรกรจําเปนตองปลูกพืชเชิงเดี่ยว (Mono-crop) คือปลูกขาวก็ปลูกขาวอยาง เดียว ปลูกมันสําปะหลังก็ปลูกมันสําปะหลังอยางเดียว ไมไดมีการกระจายการผลิต เพราะตามบทวิเคราะหของสํานักเศรษฐศาสตรคลาสสิก ถาหากวาหนวยเศรษฐกิจ ๒ หนวย ใชความชํานาญพิเศษ และความไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิตสิ่งที่ตนเองถนัด แลวก็นําสินคา นั้นไปแลกกับสินคาที่คนอื่นผลิต แตตนเองไมมีความถนัดในการผลิต สังคมจะมีสวัสดิการเพิ่มขึ้น ประเทศคูคา ที่มีการคาเสรีจะมีสวัสดิการเพิ่มขึ้น 29 แตวาประสบการณของเกษตรกรในชนบทไทยพบวา ยุทธศาสตรการพัฒนาแบบเปดซึ่งทําให ระบบเศรษฐกิ จ ไทยสั ม พั น ธ แ ละพึ่ ง พิ ง ทุ น นิ ย มโลก นอกจากจะทํ า ให ผ ลประโยชน จ าก กระบวนการพัฒนาไมไดมีการกระจายอยางเสมอภาค มีคนกลุมนอยในสังคมที่ไดประโยชนอยางชนิด เปนกอบเปนกําจากยุทธศาสตรการพัฒนาที่รัฐบาลเลือกใช โดยที่คนสวนใหญโดยเฉพาะอยางยิ่งใน ภาคเกษตรกรรมไมไดประโยชน มิหนําซ้ํายุทธศาสตรการพัฒนาแบบเปดเดินบนเสนทางของปรัชญาเสรีนิยมทางเศรษฐกิจอัน สรางภาระความเสี่ยง ความไมแนนอนและไมมีใครรับภาระความเสี่ยงและสภาวะความไมแนนอนนั้น นอกจากตัวเกษตรกรเอง เกษตรกรซึ่งถูกบีบดวยโครงสรางสิ่งจูงใจของนโยบายของรัฐใหทําการผลิต โดยยึดความ ไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบก็ตองเผชิญกับภาระความเสี่ยง ที่ขึ้นอยูกับความแปรปรวนของดินฟาอากาศ ความการุณของตลาดโลก และยังมีสภาวะความไมแนนอนจากการเพาะปลูกที่ไมไดผล ราคาใน ตลาดโลกตกต่ํา ฯลฯ สภาวะความไมแนนอนเหลานี้กลายเปนภาระของประชาชนในชนบท และดวยเหตุอันนี้เอง หากวาเกษตรกรตองเผชิญกับสภาวะฝนแลงปเวนปก็ตองลมละลาย ดังนั้นวิกฤตการณน้ํามันครั้งที่สองป ๒๕๒๒ ถูกซ้ําเติมโดยวิกฤตการณราคาสินคาโภคภัณฑ ขั้นปฐมตกต่ําในป ๒๕๒๔ ดังนั้นผมคิดวา ปจจัยตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมเศรษฐกิจโลก มันไดหลอหลอมความคิดของ ผูนําประชาชนในชนบท ใหละทิ้งการผลิตโดยยึดหลักความไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบ และหันไปยึด หลักของการกระจายการผลิตภายในครัวเรือน เนนการผลิตเพื่อกินเพื่อใช ไมใชการผลิตเพื่อขาย ผมคิดวาในสังคมเศรษฐกิจไทยในชวงระยะเวลามากกวา ๒๐ ปที่ผา นมา มันมีสงิ่ ที่ผมเรียกวา ทวิลักษณะของยุทธศาสตรการพัฒนา ในขณะที่ชนชั้นปกครองผลักดันใหรัฐไทยดําเนินยุทธศาสตร โลกานุวัตรพัฒนา ยึดปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยม เดินตามฉันทามติแหงวอชิงตัน ในชนบทไทยขบวนการพึ่งตนเองขยายตัวออกไปในทุกภูมิภาค แลวขบวนการพึ่งตนเอง เหลานี้เดินตามยุทธศาสตร “ชุมชนทองถิ่นพัฒนา” เนนเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักการ อยูพอดีกนิ พอดี เนนเรื่องกระจายการผลิต ไมยึดหลักความไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิต เวลานี้การปะทะกันระหวางยุทธศาสตรการพัฒนา ๒ แนวทางนี้ ปรากฏใหเห็นไมเฉพาะแตใน สังคมเศรษฐกิจไทย แตเห็นไดในสังคมเศรษฐกิจโลกดวย เปนเวลาหลายปแลวที่เมื่อมีการประชุมประจําประหวางกองทุนการเงินระหวางประเทศและ ธนาคารโลก ขบวนการประชาชนและองคกรพัฒนาเอกชนระหวางประเทศ ก็จะตองไปจัดประชุม ประจําปควบคูไปดวย และการตอตานกระแสโลกานุวัตรก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ผมคิดวาทั้ง 2 ฝายจําเปนจะตองปรับความคิด 30 ผมอยากจะยอนประวัติศาสตรนิดหนอยสั้น ๆ วา กระบวนการ Globalization ถามันไม สามารถใหผลประโยชนอยางเสมอภาคกันกับประเทศตาง ๆ ในโลก มันก็จะมีกระบวนการ Anti- Globalization เกิดขึ้น อยางที่มันกําลังเกิดในปจจุบัน ระบบเศรษฐกิจโลกนี่มันผนึกกันเปนอันเดียวตั้งแตปลายศตวรรษที่ 19 กระบวนการ Globalization มันขยายตัวรวดเร็วมาก การคาและการลงทุนระหวางประเทศขยายตัวรวดเร็วมาก แต วาผลประโยชนของกระบวนการโลกานุวัตร มันตกแผกับประเทศตาง ๆ ไมเทาเทียมกัน ดังนั้นเราจะ พบวามันมีความรูสึกเรื่อง Anti-Globalization ระบบทุนนิยมโลกก็แตกออกเปนเสี่ยง ๆ ในสามทศวรรษกอนสงครามโลกครั้งที่ ๒ มันมี Global Economy Disintegration เกิดขึ้น ทุก ประเทศจะตั้งกําแพงภาษีไมตองการนําเขา ตองการแตจะสงออก อันนี้เปนการทําลายกระบวนการ โลกาภิวัฒน โลกในขณะนี้ก็กําลังอยูในจุดนั้น คือประเทศมหาอํานาจไดประโยชนจากกระบวนการ โลกานุวัตรอยางเต็มเม็ดเต็มหนวย แตประเทศอีกเปนจํานวนมากไดประโยชนจากกระบวนการโลกาภิ วัตนไมมาก แลวประเทศซึ่งเสียประโยชนจากกระแสโลกาภิวัตน หรือประเทศที่ไมสามารถเก็บเกี่ยว ประโยชน จ ากกระบวนการโลกาภิ วั ต น ไ ด ประเทศเหล า นี้ ก็ จ ะต อ งออกมาต อ ต า นการดํ า เนิ น ยุทธศาสตรการพัฒนาตามแนวทางฉันทามติแหงกรุงวอชิงตัน ผมคิดวาในเวลานี้ องคกรโลกบาล เชนธนาคารโลกก็เริ่มปรับความเห็น ธนาคารพัฒนาแหง เอเชียก็เริ่มปรับความเห็น กองทุนการเงินระหวางประเทศรูสึกจะปรับตัวชาในเรื่องนี้ ในปจจุบันและในอนาคต เราก็จะเห็นความขัดแยงระหวางยุทธศาสตรการพัฒนาสืบตอไป ความขัดแยงในเรื่องของโครงการทอกาซที่ภาคใต นี่คือตัวอยางชัดเจนวาเปนความขัดแยงระหวาง ยุทธศาสตรการพัฒนา “โลกขณะนี้ก็กําลังอยูในจุดนั้น คือประเทศมหาอํานาจไดประโยชนจากกระบวนการโลกานุวัตรอยาง เต็มเม็ดเต็มหนวย แตประเทศอีกเปนจํานวนมากไดประโยชนจากกระบวนการโลกาภิวัตนไมมาก” ถาหากไมสามารถปรับยุทธศาสตรของการพัฒนาได เราจะไมสามารถแกปญหาความยากจน ได ทําอยางไรเราจึงจะปรับยุทธศาสตรการพัฒนาไดซงึ่ เปนโจทยที่สําคัญ นโยบายเลือกที่รกั มักที่ชัง ประเด็นที่สองในเรื่องของกระบวนการกําหนดนโยบาย กระบวนการกําหนดนโยบาย เศรษฐกิจในเมืองไทย มันมีอคติเกี่ยวกับนโยบาย หรือ Policy Bias อยู ๓ ดาน ดานหนึ่งคือ Urban Bias อคติที่จะใหประโยชนกับคนในเมือง ภาคตัวเมือง ดูตัวอยางได ตั้งแตหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เปนตนมา มีแนวนโยบายเศรษฐกิจเปนจํานวนมากที่ใหประโยชนแก 31 ภาคเมืองมากกวาภาคชนบท บางครั้งถึงกับยื้อแยงประโยชนจากภาคชนบทเพื่อมาประเคนใหกับภาค ตัวเมือง อคติอันที่สองคือ Sectoral Bias อคติเกี่ยวกับเรื่องภาคเศรษฐกิจ ชนชั้นปกครองไทยไมได มีทัศนคติที่เปนกลางเกี่ยวกับการพัฒนาภาคเศรษฐกิจ เวลามีความขัดแยงระหวางผลประโยชนของ ภาคเศรษฐกิจ ชนชั้นปกครองไทยจะเลือกภาคอุตสาหกรรม ตอมาเลือกภาคบริการมากกวาที่จะเลือก ภาคเกษตรกรรม อันนี้เปนอคติเกี่ยวกับเรื่องภาคเศรษฐกิจ ทายที่สุด มันมีอคติเกี่ยวกับเปาหมายของการดําเนินนโยบาย มันมี Target Bias อคติ เกี่ยวกับเปาหมายของการดําเนินนโยบาย ทําไมในสังคมซึ่งมีการปกครองโดยระบบผูแทนที่มาจากการเลือกตั้ง แตเปาหมายความ ยากจนและเปาหมายในการกระจายรายไดจึงยังไมสามารถผลักดันใหเปนเปาหมายหลักในการดําเนิน นโยบายได เราจะพบวาเปาหมายหลักของการดําเนินนโยบายมันมีอยู ๒ เปาหมาย คือเวลาอยูเย็นเปน สุข การเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะเปนเปาหมายหลัก เวลามีวิกฤตการณ การรักษาเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจก็จะกลายมาเปนเปาหมายหลัก ไมวาในยามที่เศรษฐกิจรุงเรืองหรือในยามที่มีวิกฤตการณทางเศรษฐกิจ ความยากจนและ ความไมเปนธรรมในการกระจายรายได ไมเคยเปนเปาหมายหลักในการดําเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ของไทย ทําอยางไรจึงจะขจัดอคติในดานของการดําเนินนโยบายเศรษฐกิจ ๓ ดานที่ผมพูดถึงนี้ได นี่ก็ เปนโจทยใหญวาเราจะแกอยางไร เราจะไมสามารถแกอคติของการดําเนินนโยบายได ถาเราไมไปแก ตลาดการเมือง ถาเราไมไปแกอัปลักษณะของตลาดการเมือง ผมมีความเห็นวา ถาหากวาเราตองการที่จะปฏิรูปการเมือง เปาหมายของการปฏิรูปนาจะอยู ที่การทําใหตลาดการเมืองมีการแขงขันที่สมบูรณ ทําอยางไรจึงจะทําใหตลาดการเมืองมีการแขงขัน สมบูรณ ผมมีความเชื่อวาพลังในการแขงขันจะเปนประโยชนตอสังคมการเมืองไทยในระยะยาว ตราบ ใดที่รัฐธรรมนูญไทยยังมีบทบัญญัติในทิศทางตรงกันขาม ในการขัดขวางไมใหตลาดการเมืองมีการ แขงขันที่สมบูรณ การปฏิรูปการเมืองเปนเรื่องซึ่งยากที่จะเปนไปได ผมเริ่มตนดวยการตั้งคําถามวา เราจะขจัด อคติ ท างนโยบายในกระบวนการกํ า หนดนโยบายเศรษฐกิ จ ได อ ย า งไร คํ า ตอบก็ อ ยู ที่ ก ารปฏิ รู ป การเมือง ทําอยางไรจึงจะทําใหประชาชนในระดับรากหญามีอํานาจ เพราะฉะนั้นเปาหมายในการปฏิรูปทางการเมือง ไมใชอยูที่ความเขมงวดในการกํากับดูแล และตรวจสอบตลาดการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับป ๒๕๔๐ ใหความสําคัญกับการตรวจสอบและกํากับ ตลาดการเมือง จึงมีลักษณะ Interventionist Constitution ซึ่งมันอาจจะขับคนดีออกไปจากตลาด 32 การเมือง เพราะเหตุวารัฐธรรมนูญมีขอสมมติสําคัญวา คนที่กาวสูตลาดการเมืองลวนแลวแตเปนอัป รีย ชน ดั ง นั้ น ต อ งไปกํ า กั บ และเข ม งวดในการตรวจสอบ แต ผ มมี ค วามคิ ดในทางตรงกัน ข า ม ผม อยากจะเห็นตลาดการเมืองมีการแขงขันที่สมบูรณแบบ มีการแขงขันมากกวาที่เปนอยูในปจจุบัน กระบวนการตรากฎหมาย ทําลายความเทาเทียม ประเด็นสุดทายที่ผมอยากจะพูดถึงคือกระบวนการนิติบัญญัติ กระบวนการนิติบัญญัติก็ เหมือนกับกระบวนการทางการเมืองและกระบวนการในการกําหนดนโยบาย เปนกระบวนการซึ่ง ประชาชนไมมีสวนรวม ผมคิดวามีประเด็นหลัก 2 ประเด็น ที่เราจะเปนตองพยายามที่จะแก ประเด็น แรกคือเรื่องของตัวกระบวนการเอง ประเด็นที่สองเปนเรื่องกฎในการลงคะแนนเสียง ในประเด็นแรกในเรื่องของกระบวนการตรากฎหมาย เราจะตองเริ่มผลักดันใหมีการสราง จารีตที่สําคัญหลายเรื่อง จารีตที่สําคัญเรื่องหนึ่งก็คือวา กฎหมายอะไรก็ตามที่มันมีผลกระทบตอประชาชนถึงกับตอง ทําใหมีการยายถิ่นก็ดี กฎหมายซึ่งมีผลในการโยกยายสวนเกินทางเศรษฐกิจระหวางภาคเศรษฐกิจก็ดี กฎหมายที่มีผลในการทําลายสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติก็ดี กฎหมายในลักษณะตาง ๆ เหลานี้ จําเปนตองมีการทําประชาพิจารณ เราจะตองสรางจารีตดังกลาวนี้ขึ้นมาใหได จารีตที่สําคัญอีกอยางหนึ่งก็คือจะตองเปลี่ยนแปลงวิธีการตรากฎหมาย ไมปลอยใหฝาย บริหารสามารถใชดุลพินิจมากจนเกินไป ลักษณะของการตรากฎหมายในเมืองไทยมันเปนมรดกของ ระบบอํามาตยาธิปไตย ซึง่ เปนระบอบการปกครองโดยขาราชการ เพื่อขาราชการ และของขาราชการ ดังนั้นในยุคที่ขุนนางขาราชการเปนใหญในแผนดิน การตรากฎหมายก็เปนไปในทางที่เปดชอง ใหผูมีอํานาจบังคับใชกฎหมายเหลานั้น สามารถใชดุลยพินิจอยางคอนขางกวางขวาง ซึ่งจะตางไป จากจารีตในการตรากฎหมายในสั งคมประชาธิปไตยอื่ น ๆ ที่กฎหมายมีรายละเอี ยด มีเงื่ อนไขที่ เขมงวด ไมปลอยใหฝายบริหารสามารถใชดุลพินิจไดตามใจชอบ ยกตัวอย างเชน กฎหมายปาสงวน ๒๕๐๗ ความสํา คัญไมไดอยูที่กฎหมายปาสงวน ความสําคัญมันอยูทพี่ ระราชกฤษฎีกากับกฎกระทรวงซึ่งเปนกฎหมายของฝายบริหาร กฎหมายอนุบญ ั ญัติเหลานี้ตางหากที่มีความสําคัญในการขีดวาที่ตรงไหนเปนปาสงวนหรือไม และประชาชนจะไดรับผลกระเทือนจากการขีดปาสงวนนั้นอยางไร ถาไมมีการเปลี่ยนแปลงดังกลาวนี้ เปนเรื่องยากที่จะแกไขปญหาอื่น ๆ ในสังคม ประเด็นสุดทายคือเรื่องกฎการลงคะแนนเสียง กฎการลงคะนนเสียงในรัฐธรรมนูญไทย ตั้งแตป ๒๔๗๕ เปนตนมา มีกรณีนอยมากที่จะใช Super Majority Rule มีกรณีนอยมากที่ใชคะแนน เสียง ๒ ใน ๓ หรือ ๓ ใน ๔ เปนเกณฑในการกําหนดมติของสภา กฎสวนใหญจะเปนกฎคะแนนเสียง ขางมากถึงเกณฑ ๕๐% 33 ถาดูเผิน ๆ จะมีความรูสึกวารัฐธรรมนูญยึดกฎ Majority Rule แตถาเราวิเคราะหใหถึงที่สุด แลว เราจะพบวากฎการลงคะแนนเสียงที่ใชในรัฐสภาไทยเปนกฎการลงคะแนนเสียงขางนอยเปน Minority Rule เพราะวาเกณฑในการกําหนดมติของสภาฯ ยึดเกณฑ ๕๐% ของจํานวน ส.ส. ที่มีอยู และรัฐธรรมนูญก็บอกวา การประชุมจะครบองคก็ตอเมื่อมีสมาชิก ส.ส. มากกวา ๕๐% ของจํานวน ส.ส. ที่มอี ยู ดังนั้นกฎหมายที่ผานสภาฯ แมเพียงไดคะแนนเสียง ๒๕%+1 ก็ผานสภาไดแลว ดวยเหตุนี้เราก็จะพบวารัฐธรรมนูญไมไดยึด Simple Majority Rule ในสาระสําคัญ แต รัฐธรรมนูญยึด Minority Rule การใชกฎการลงคะแนนเสียงขางนอยในการผานกฎหมาย ทําให กฎหมายมี ส ภาพล น เกิ น คื อ มี ก ฎหมายเป น จํ า นวนมากที่ ผ า นสภาแล ว ไม มี ค วามสามารถ ไม มี ศักยภาพในการบังคับใช สภาพที่มีการใช Minority Voting Rule มันเกื้อกูลกลุมผลประโยชนที่มีการจัดตั้งที่เขมแข็ง และมีความสัมพันธกับกลุมการเมืองที่มีอํานาจ เพราะวา Minority Vote Rule กอใหเกิดคาโสหุยใน การผลักดันมติหรือในการผลักดันกฎหมายต่ํา จึงเกื้อกูลกลุมผลประโยชนที่มีการจัดตั้งเขมแข็งและมี อํานาจซื้อ กฎหมายจึงเปนสิ่งที่ซอื้ ขายกันในสภา กลุมผลประโยชนทางเศรษฐกิจที่มีอาํ นาจซื้อ มีการ จัดตั้งเขมแข็ง และมีความสัมพันธกับชนชั้นปกครอง จึงสามารถผลักดันกฎหมายที่เกื้อประโยชนกับ ตนเองไดงาย ผมอยากจะเสนอวา จําเปนตองเปลี่ยนแปลงกฎการลงคะแนนเสียง กฎหมายอะไรก็ตาม ที่มี ผลในการโยกยายสวนเกินทางเศรษฐกิจระหวางภาคเศรษฐกิจ หรือมีผลตอการกระจายรายไดของ ประชาชนชาวไทยกระทบตอสิ่งแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติ ทําใหคนไทยตองยายถิ่น และ กฎหมายรายไดของรัฐบาล กฎหมายการเงิน เหลานี้ควรตองยึด Voting Rule มากกวา ๕๐% ของ จํานวน ส.ส. ที่มอี ยู ไมใชยึด ๒๕% + 1 อยางที่มันเปนอยูในปจจุบัน โดยสรุป ผมเสนอความเห็นวาถาเราไมจับประเด็นใหญ ๓ ประเด็นหลัก คือ ยุทธศาสตรการ พัฒนา กระบวนการกําหนดนโยบาย และกระบวนการทางนิติบัญญัติแลว เราจะไมสามารถแกปญหา ความยากจนในเมืองไทยได 34 ความรู วิธีคิด : ตัวผลิตซ้ําความจน* อานันท กาญจนพันธ** ผมคิดวาโครงสรางที่ทําใหเกิดความยากจนอยางแรกสุดเลยเกี่ยวของกับเรื่องของระบบ ความรูความคิดในสังคมไทย อยางที่สองเปนเรื่องปญหาของระบบทุนนิยมเสรี อยางที่สามอยูใน เรืองของกฎหมาย ระบบคิด นําวิกฤตมาให ในประเด็นเรื่องระบบความคิด ในสังคมไทยถูกหลอหลอมดวยความคิดอยางหนึ่ง ซึ่งเราก็เชื่อ กันมาวาเปนสิ่งที่ใชอธิบายสิ่งตาง ๆ ผมคิดวาถาเราตองการหลุดออกไปจากความยากจนเชิงโครงสรางอยางแรกคือ เราจะตองใช วิธกี ารวิพากษระบบความคิด ไมเชนนั้นเราจะหลุดไมออก ความคิดที่ดํารงอยูในขณะนี้ เปนความคิดเชิงเดี่ยวที่เรียกวา Linear Thinking ซึ่งความคิด เชิงเดี่ยว ผมคิดวามีหลายอยาง จะยกตัวอยาง 3 ประการใหเห็นเกี่ยวพันกับเรื่องที่ดิน ปาไม ประการแรกในเรื่องของปาไม โดยเฉพาะกฎหมายปาไม กฎหมายปาสงวนของเรายังคงมี ลักษณะความคิดแบบที่ผมเรียกวาเปน Colonial Mentality คือติดอยูกับความคิดแบบเปนอาณา นิคม ทัง้ ที่เราพยายามบอกคนอื่นวาเราไมเคยเปนอาณานิคม แตในระบบความคิดของเราเปนแบบ อาณานิคม ทําไมผมจึงบอกอยางนั้น ระบบคิดแบบอาณานิคมคือการคิดแตจะใชประโยชนอยางเดียว ซึ่ง สังเกตเห็นไดชัดเจนในกฎหมายปาไมที่ผมวา ในกฎหมายมีขอบัญญัติอันหนึ่งที่ผมคิดวาทีไ่ หน ๆ ก็เลิก ไปหมดแลว แตเมืองไทยซึ่งอางตัวเองวาไมเคยเปนอาณานิคม แตความคิดอาณานิคมยึดอยูอยางมั่นโดย ไมแกเลย ในกฎหมายปาไม ๒๔๘๔ นั่นก็คือเรื่องที่วา ที่ดินใดที่ไมมีการถือครองใหถือเปนที่ดนิ ของรัฐ * จากการอภิปราย “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ครั้งที่ 1 เรื่อง เศรษฐกิจชนบท วันที่ 27 เมษายน 2544 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ** คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม 35 “ตรงจุดนี้เอง ที่เราไมสามารถลอกแบบวิธีคิดกลไกเชิงสถาบันจากตางประเทศได สิ่งเหลานี้ จะตองเกิดจากการศึกษาวิจัยคนควา ถึงออกมาจากสภาพความเปนจริงของสังคมเอง ซึ่งตรงนี้เปน ปญหาจุดบอดของระบบสถาบันทางวิชาการ เพราะวาเราทําวิจัยนอย และการวัยที่มีก็ไมไดลงไป ศึกษาสภาพความเปนจริงทางสังคม” อันนี้ผมบอกใหเลยวาใชครั้งแรกโดยดัชทที่มาปกครอง อินโดนีเซียซึ่งเขามาประกาศใชตั้งแตป ๑๘๗๘ แลวเราก็ไปลอกมาจากพมา ดัชทนํามาใชในอินโดนีเซีย อังกฤษก็ไปลอกมาใชในพมาและ อินเดีย เราก็ไปลอกอันนั้นเขามา แลวก็ใชอยูจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นกฎหมายปาไมในลักษณะที่ยังคงเปน Colonial Mentality ที่ผมเรียกนี่คือ ความคิดที่ถูก ครอบงําโดยความคิดแบบอาณานิคม ที่มงุ แตจะแสวงหาประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติอยางเดียว ประการที่สองที่ผมคิดวาสําคัญ ก็คือวา เราคิดวาระบบความคิดเดียวหรือระบบความรูเดียว เทานั้นในโลกนี้ทใี่ ชได คือความรูนั้นตองวางอยูบ นฐานคิดแบบวิทยาศาสตร วิทยาศาสตรไมเสียหาย แตถาเราคิดวาอันนั้นเปนอันเดียวที่เปนความรูอยางนี้สิเสียหาย เพราะวาความรูมีหลายชนิด แตเมื่อเราผูกขาดความคิดของเราวาเฉพาะวิทยาศาสตรเทานั้น และ นํามาใชในการจัดการปาไมจัดการที่ดิน ซึ่งกอใหเกิดปญหา เพราะทําใหเรามองขามความรูชนิดอื่นซึ่งมีอีกมากมาย แตเราไมไดนํามาสัมพันธเกี่ยวของกับ การจัดการปาไม-ที่ดินก็เลยเปนปญหา ในเวลานี้ความรูมีเยอะแยะแตเราเลือกอันเดียวมาใชในการ จัดการ ประการที่สามที่ผมคิดวามีปญหา ก็คือวาเราก็ใชระบบสิทธิอยางเดียวเทานั้น คือเราใชหลักที่ เรียกวา Exclusion คือ สิทธิแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือ Exclusiveness หมายความวาสิทธิที่ใหอะไรแลวกับใครเปนสิทธิเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเชนวาใหกรมปาไมดูแลปา กรมปาไมก็เลยคิดวาอันนี้เปนอาณาจักรของตนเองเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยูคนเดียว และเราก็จะใหสิทธิ์ กับหนวยงานของรัฐ หรือไมเชนนั้นก็ใหกับปจเจกบุคคล ปจเจกบุคคลก็จะยึดที่ดินนั้นหรืออะไรก็ แลวแตทไี่ ดรับมาเปนสิทธิ์ของตนเองอยางเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สิทธิแบบนี้เปนระบบคิดที่เปนลักษณะของ Linear Thinking ที่ผมพูดถึง ดังนั้น การที่มี ลักษณะวิธีคิดเชิงเดี่ยวตามที่ยกตัวอยางมา ๓ ประการ เปนรากเหงาของปญหาเชิงโครงสรางทั้งมวล ซึง่ ไปปรากฎอยูในสวนตาง ๆ ที่ผมจะพูดตอไป 36 ทุนนิยมครึ่งใบ ในสวนที่เปนปญหาอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของระบบทุนนิยมซึ่งเปนยุทธศาสตรการพัฒนาที่ ผานมา อาจารยรังสรรคบอกวาทุนนิยมที่ใชในเมืองไทยมี ๒ อยางเทานั้นก็คือ แบบเปด และอีกอยาง หนึ่งก็พูดใหนมุ นวลหนอยวาเปนยุทธศาสตรการพัฒนาแบบไมเทาเทียม แตผมคิดวาใชสองอยางก็คือ เปดกับบิดเบือน หมายความวา กลไกที่บิดเบือน ผมคิดวาทุน นิยมที่ใชอยูในเมืองไทยใชครึ่งเดียวเทานั้นเอง ทุนนิยมตองมีอีกหลายอยาง แตเราเอามาใชครึ่งเดียวและเอาครึ่งที่ไมคอยดีก็คือครึ่งที่เปน ปญหา คือการใชเสรีแบบเปดกับบิดเบือน สรางกลไกมาสรางความไมเทาเทียม แตไมใชวาทุนนิยมเปนแคอยางนี้ ถาเราไปดูทุนนิยมที่ใชอยูทั่วโลกยังมีอีก 2 อยางที่เราไมได นํามาใช ดังนั้นการที่เราใชทุนนิยมเพียงครึ่งเดียวของระบบ ก็ทําใหเกิดการบิดเบือนโครงสรางทั้งหมด กอใหเกิดปญหาความยากจน มีอีก ๒ อยางซึ่งจะตองนํามาใชแตเราไมใช เพราะเราไปยึดระบบคิดอยางแรกที่ผมพูดถึง เปน สิ่งที่ผมพยายามศึกษาและเสนอใหมันเขาบรรจุอยูในระบบการพัฒนาเศรษฐกิจของเรา อยางหนึ่งก็คือการสรางกลไกที่กอใหเกิดการปรับความเทาเทียมในรูปแบบตาง ๆ ซึ่ง ผมจะพูดตอไปในเรื่องการนําอัตราภาษีกาวหนามาใช ปรากฎวาเราใชนอยมาก คือไมไดใชกลไกของ ระบบเศรษฐกิจเพื่อกอใหเกิดความเทาเทียม อีกอยางคือทุนนิยมจะไปไมไดถาหากไมมีสถาบันทางสังคมขึ้นมารองรับ เพราะวา ระบบเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู มีสถาบันชุมชน มีสถาบันตาง ๆ คอยหนุนชวย คอยเปนเบาะรองรับ ปรากฎ ว า เมื่ อ เราสร า งระบบเศรษฐกิ จ แบบทุ น นิ ย มขึ้ น มา เราไม มี ก ารจั ด สร า งสิ่ ง ที่ เ รี ย กว า Institution Arrangement ไมมีการจัดสรางสถาบันทางสังคมขึ้นมา เพื่อที่จะรอบรับเมื่อมีจุดความเสี่ยง มีวิกฤติ ตาง ๆ สถาบันทางสังคมในความหมายของผม ไมไดหมายถึงการตั้งองคกรหรือตั้งองคกรอิสระ แต ส ถาบั น ทางสั ง คมหมายถึ ง แนวคดที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ การทํ า ให มั น มี ห น ว ยหรื อ ระบบ ความสัมพันธ ที่จะไปแกไขปญหาที่มันเกิดจากความเสี่ยงที่มาจากระบบทุนนิยมดวย คือเราอยูใน ระบบที่มันมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นจะตองมีการจัดสรางโครงสรางเชิงสถาบันขึ้นมารองรับ ตรงจุดนี้เอง ทีเ่ ราไมสามารถลอกแบบวิธีคดิ กลไกเชิงสถาบันจากตางประเทศได สิ่งเหลานี้จะตองเกิดจากการศึกษาวิจัยคนควา ดึงออกมาจากสภาพความเปนจริงของสังคม เอง ซึง่ ตรงนี้เปนปญหาจุดบอดของระบบสถาบันทางวิชาการ เพราะวาเราทําวิจัยนอย และการวิจยั ทีม่ ี ก็ไมไดลงไปศึกษาสภาพความเปนจริงของสังคม 37 สวนกฎหมายหรือกระบวนการนิติบัญญัติที่อาจารยรังสรรคพูด ทุกครั้งที่ออกพระราชบัญญัติ ใหม เราไปลอกตางประเทศมาทั้งนั้นเลย เราไมเคยสรางกฎหมายที่มาจากพื้นฐานของการวิจัย หรือ องคความรูทเี่ ราศึกษาวิจยั มาจากสังคมของเราเอง ตรงนี้เปนจุดบอดที่สําคัญ ดังนั้นผมจึงคิดวาถาหากวาเราจะแกไขปญหาความยากจนเชิงโครงสรางเหลานี้ เราจะตองมา ดูในสวนที่วา เราจะสามารถพัฒนากลไกที่สรางความเทาเทียมกันไดอยางไร ในการที่จะหาขอเสนอ เพื่อแกไขเหลานี้ก็ไมใชวาอยูดี ๆ แลวเราจะลงไปศึกษาวิจัยได จะตองมีการปรับวิธีคิด ซึ่งในการปรับ วิธีคิดผมคิดวาตองมีการปรับวิธีคิดอยู ๓ เรื่องดวยกัน ปรับ ๓ วิธีคิด พิชิตความจน “ยกตัวอยางที่ชดั เจนในเรื่องการทํานาขาว นาขาวเปนสมบัติสวนตัวของเจาของนา ระหวางที่ เขาปลูกขาวก็ไมมีคนอื่นไปยุงยาม แตไมไดแปลวาคนอื่นใชประโยชนไมได แตไมใชวาจะไปเอาตนขาว เขาได หากหมายความวาสามารถจับปลาในนาได และเมื่อเขาเกี่ยวขาวไปแลว คนอื่นก็เอาวัวเอา ควายไปเลี้ยงในที่ของเขาได” ผมคิดวาตองเอาวิธีคิดชนิดใหม คือทัศนะแบบใหม เอามาชวยเราในการแสวงหาความรู เพราะการแสวงหาความรูไมใชเราจะหลับตาไปแสวงหาความรู จะตองมีการคิดวิพากษวิจารณ ตั้ง คําถามกับสิ่งที่เรามองเห็นเพื่อจะไดสรางเปนองคความรูได ดั ง นั้ น องค ค วามรู ไ ม ไ ด ม าจากการที่ เ ราเห็ น แต จ ะต อ งได ม าจากการตั้ ง คํ า ถาม และใน สังคมไทยมีปญ  หามาก เพราะวาเราไปเห็นแลว เราก็คิดวาเปนความรูแลว ผูวิจัยที่ไปตั้งคําถามกับชาวบาน เอาคําตอบของชาวบานมาเปนคําตอบของการวจัย ก็เปน ปญหามาก เพราะวาเปนคนละเรื่องกัน คําตอบของชาวบานเปนทัศนะชาวบานหลายคน ก็มีทัศนะหลายอยาง แตก็ตองมีการนํามา สังเคราะหเพื่อนํามาสูความเขาใจ การปรับทัศนะเหลานี้มีความสําคัญซึ่งผมคิดวาตองปรับ ๓ เรื่องดวยกัน เรื่องแรกคือการปรับทัศนะที่ใหความสําคัญกับความหลากหลายและความซับซอน ของเรามีแตเนนในเรื่อง Exclusiveness การเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เนนในเรื่องการกีดกัน เพราะฉะนั้นออกกฎหมายอะไรมาก็เปนการกีดกัน ออกกฎหมายปา กฎหมายที่ดิน กําหนดใหคนไหนก็คนนั้นใชไดอยางเดียว สิง่ นี้เปนปญหา อยางกรณีชาวบานที่ลําพูนเขาไปยึดที่ดินของคนที่เปนเจาของที่ดินซึ่ง ๔๐ ปปลอยใหที่ดินรก รางวางเหลา และกีดกันคนอื่นไมใหเขาไปใช 38 เขาเรียกวาหลักสิทธิการใช คือใครมีความสามารถในการใชก็ไปใช เพราะฉะนั้นที่ดินที่มีปญหาในกรณีของลําพูนนั้น เดิมคือที่ดินซึ่งชาวบานอาจไปใชประโยชน แตเขาจะไปใชเมื่อเขาตองการ เชนวา ตองการจะกินพริกก็ไปปลูกพริก ปไหนที่เขาไมตองการเขาไป ทํางานที่อนื่ เขาก็ไมปลูก คนอื่นก็ไปปลูกอยางอื่น เปนการใชประโยชน ยกตัวอยางที่ชัดเจนในเรื่องการทํานาขาว นาขาวเปนสมบัติสวนตัวของเจาของนา ระหวางที่ เขาปลูกขาวก็ไมมีคนอื่นไปยุงยาม แตไมไดแปลวาคนอื่นใชประโยชนไมได แตไมใชวาจะไปเอาตนขาว เขาได หากหมายความวาสามารถไปจับปลาในนาได และเมื่อเขาเกี่ยวขาวไปแลว คนอื่นก็เอาวัวเอา ควายไปเลี้ยงในที่ของเขาได พูดงาย ๆ ก็คือ มีสิทธิ ๒ อยางซอนกันอยู คือเปนทั้งสิทธิของสวนตัว และก็สิทธิของสวนรวม ซอนกันอยูที่เดียวกัน คือ การจัดการและความคิดของชาวบานเขาไมไดจัดการเชิงเดี่ยว เขาจัดการ เชิงซอน คือใชสิทธิหลายชนิดซอนกันอยูในพื้นที่เดียวกัน ทําใหเกิดการมีสวนรวม ผมใชคําวา Inclusion คือการเขามามีสสวนรวมกัน เมื่อที่นาถูกใชทั้งในเรื่องของสวนตัวและ ของสวนรวม ทุกคนก็ตองชวยกันดูและไมไปทําลายของคนอื่น สิ่งเหลานื้มาจากลักษณะของการที่ ชาวบานมีความรูหลาย ๆ อยางซอนกันอยูในนั้น นี่เปนทัศนะที่สําคัญในการใชพิจารณา สิ่งเหลานี้นําไปใชทั้งในการดูแลที่ดิน รวมทั้งดูแลปา เพราะชาวบานดูแลปาในลักษณะที่วา ไมใชเปนของสวนตัวแตเปนของสวนรวมมาโดยตลอด และมี การใชกฎเกณฑบางอยางเปนขอหาม เพื่อจะทําใหผูคนไมสามารถละเมิดได แตของเราเอาปาไปใหหนวยงานหนึ่งดูแลรับผิดชอบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แตเมื่อดูแลรับผิดชอบ แลวมีปญหา แทนที่จะไปหาสาเหตุกลับโยนบาปใหคนอื่น อางวาชาวบานหรือคนยากจนเปนคน ทําลายปา ซึง่ เปนการมองลักษณะที่ปลายเหตุโดยไมพยายามหาตนเหตุ ดังนั้นสิ่งที่ผมพยายามพูดก็คือวา รากเหงาของความยากจนเชิงโครงสรางมันอยูที่ตรงไหน และเราก็พยายามแกใหตรงจุดที่เปนตนเหตุ ไมเชนนั้นจะเปนการโยนบาปใหคนอื่นตลอดเวลา เรื่องที่สองคือ ตองมีวิธีคดิ ที่มองเห็นความเคลื่อนไหว ไมใชมองอะไรแบบตายตัว อยางในเมืองไทยเรามองปาอยางตายตัว เราจะผูกโยงชาวเขากับการทําลายปา อยางเวลาที่ เราพูดถึงแมว จะมีทศั นคติวาเปนพวกทําลายปาหรือไมก็เปนพวกปลูกฝนทําไรเลื่อนลอย เนื่องจากเราซึ่งเปนคนภาคกลาง ทํานาแบบอยูกับที่ ก็คิดวาเกษตรแบบถาวร หรือเกษตรที่อยู กับที่เปนเกษตรที่ดีที่สุดในโลก หารูไมวาเกษตรทั่วโลกมีเปนรอยอยาง แตเรามีความรูอยางเดียววาเกษตรตองอยูกับที่ พอเขาทําเกษตรแบบยายที่ ก็หาวาเขาไม เขาทา ทั้งที่ในโลกนี้มีคนเกือบ ๒,๐๐๐ ลานคน ยังดํารงชีพอยูสวนหนึ่งดวยการทําเกษตรแบบยายที่ ซึ่งผมคดวาทัศนะแบบนี้มันตายตัว 39 ผมมีความเชื่อตลอดเวลาวา การปลูกขาวไรใหผลผลิตดีกวา ได ๖๐ ถังตอไร ขณะที่การปลูก ขาวนาดําที่ภาคอีสานไดผลผลิต ๔๐ ถังตอไร ดังนั้นขาวนาดําก็ไมไดดีกวาขาวไร ซึง่ เปนปญหามากเพราะผมเชื่ออยางนั้นมาโดยตลอด ผมไปถามเขาวาทําไมเขาถึงปลูกขาวไดปริมาณดีนัก เขาบอกวาเขาไมไดปลูกขาวของเขา อยางเดียว เขาเอาขาวมงมาปลูกดวย คือเขาไมไดโงเงาที่ปลูกขาวของตนเองตลอดเวลา เขามีการ แลกเปลี่ยนเรียนรูจากกันตลอด เขาแลกพันธุขาวกัน พันธุอื่น ๆ ผสมสานกันก็เลยไดขาวที่มีผลผลิตสูงขึ้นมา พูดงาย ๆ ก็คือวา ผูคนเขาไมไดตายตัว เขามีการเรียนรูรวมกันแลกเปลี่ยนเครือขายกัน เราเองสิโง เราเชื่อแตการศึกษาในชั้นเรียนที่เราเรียนมา ซึง่ เปนปญหามาก เนื่องจากเราไมวจิ ยั ไมลงไปดู ไมเห็นแลวก็เชื่อ ๆ ตามเขาไป เราตองมีทัศนะแบบพลวัต เรามักจะคิดวาการอนุรักษกับการพัฒนามันตรงกันขามกัน ดังนั้น เมื่อเราจะอนุรักษเราจะพัฒนาไมไดเปนตน การมองอะไรตาง ๆ อยางตายตัว แยกเปนคูตรงขาม แลวก็ มองอยางตามตัววา สองอยางนี้เปนคนละขั้วกัน ก็เราไมเคยศึกษาความเปนจริงแลวเรารูไดอยางไรวา ตรงกันขามกัน ผมศึกษาในที่สูง ศึกษาในปา ก็ไมเห็นวาตรงกันขามกัน เดี๋ยวนี้การอนุรักษกับการพัฒนาไป ดวยกัน ยกตัวอยางเชนเวลานี้ชาวเมี่ยนคือคนเยาที่นาน เขาหมดศรัทธากับการพัฒนาแบบที่เรียกวา ปลูกพืชเมืองหนาว เพราะเขาเจง จึงหยุดปลูกและก็หันมาดูแลปา ซึ่งการหันมาดูแลปากลับทําใหเขามี รายไดมากกวาอีก เพราะเขาพบวาพืชบางชนิดจะดีขนึ้ เมื่อดูแลปาใหดีขึ้น ทางภาคเหนือมีพืชตระกูลปาลมชนิดหนึ่งที่เรียกวาตนตาว เอาลูกมาทําลูกชิดกิน เดี๋ยวนี้ลูก ชิดที่มาจากตนจากไมมีแลว เพราะปาชายเลนเราหมดแลว ตองไปกินลูกชิดจากดอย ชาวเยาเขาเลิกปลูกพืชเมืองหนาว แลวหันมาเก็บลูกตาวซึ่งมีรายไดดีมากกวาการปลูกแครอท ทั้งป จะเห็นวายิ่งอนุรักษยงิ่ มีรายไดดี ไมไดแปลวาอนุรักษแลวขัดกับการพัฒนา นี่เปนความคิดที่ผมบอกวา เราตองมองอะไรแบบใหเห็นถึงการปรับเปลี่ยน คนเรามันเปลี่ยน กันได ไมใชวาจะตองเหมือนเดิม ซึ่งทัศนะอยางนั้นแกปญหาความยากจนไมได ไมเขาใจไมสามารถ ปรับความคิดเห็นนโยบายได เพราะไมไดมาจากขอมูลขอเท็จจริงในการเปลี่ยนแปลง มองไมเห็นคนวา เขาเปลีย่ นอยางไรกันมาบางแลว ทัศนะในเรื่องการทําไรเลื่อนลอยยิ่งแสดงใหเห็นถึงความไมรูของเรา เราไมรูระบบการเกษตร ของเขา เรามีแตทาํ นาเปนอยางเดียว ไมมีความรูเรื่องทําไร คิดแตวาการทําไรเปนการเปดพื้นที่ทําใหที่ นั้นสูญสลายไป 40 แตจากการศึกษาของผมที่ผานมา พบวาความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในไรเลื่อนลอย มีพืชพันธุหลากหลายรอยพันธุ แลวปจจุบันจะเห็นวาเราตองซื้อพืชพันธุจากซีพีตลอด เราไมมีพันธุที่ เหลือ ทัง้ ที่ในระบบแบบไรเลื่อนลอยที่มีพืชพันธุตาง ๆ มากมาย ซึง่ เปนปญหามาก เพราะคนของเราไมมีความรูและไมใฝหาความรู ก็เลยไมคอยรูอะไรวาเขาเปลี่ยนกันไปอยางไร แลว มองอะไรอยางหยุดนิ่ง ไมเคยเห็นภาพขอเท็จจริงแลวก็มาพูดซ้ําเติมวาไรเลื่อนลอยมันแย เรามา ผลิตซ้ําความโงเขลาเดิม ๆ ที่เรียกวา Myth คือภาพลวงตาเดิม และแปลกที่ตรงที่อะไรซึ่งเปนความโง เขลา อะไรที่เปนภาพลวงตา ตอกย้ํากัน คนกลับเชื่อ แตพอผมพูด คนก็มองวาฝอยอะไรใหฟง ทั้ง ๆ ที่ผมใชเวลานานมาก กวาจะเขาใจสิ่งเหลานี้ เพราะผมก็เหมือนคนอื่นที่ติดอยูกับภาพลวงตาเปนเวลานาน ดังนั้นการที่จะคิดนโยบายตาง ๆ ตองมี ความเขาใจกับสิ่งเหลานี้เปนเบื้องตน เรื่องที่สามที่ผมคิดวาจําเปนอยางยิ่ง ที่จะตองประกอบกันกับการปรับเปลี่ยนวิธีคิด ก็คือ การ คิดแบบเชื่อมโยง คิดแบบความสัมพันธเชิงโครงสราง วิธีคิดแบบนี้มีความสําคัญมาก เพราะวา ๑๐ กวาปที่ผาน มา ผมศึกษาและพยายามผลักดันเรื่องกฎหมายปาชุมชน จนกระทั่งเขาเคยตั้งใหเปนที่ปรึกษาของ คณะกรรมาธิการพิจารณาในสภาฯ ผมมีความรูสึกอยางหนึ่งวา เมืองไทยเราเวลานําเสนอสิ่งตาง ๆ มักจะเสนอทีละเรื่องทีละเรื่อง ไมไดมีความคิดเชื่อมโยงกัน ทั้ง ๆ ที่กฎหมายปาชุมชนผมก็เห็นดวย แตผมคิดวาลําพังกฎหมายปา ชุมชนอยางเดียวไมไดชว ยแกปญ  หาที่ดิน ปาไม เพราะวามีความเชื่อมโยงกันหลายอยาง ถามวาหลักการสําคัญของกฎหมายปาชุมชนคืออะไร หลักการสําคัญคือวาเปนการเปลี่ยน วิธกี ารจัดการปาไมใหม เมื่อกอนจัดการโดยวิธีการที่ผมเรียกวาวิธีการเชิงเดี่ยว ใหหนวยงานเดียวรับผิดชอบทั้งหมด แลวปรากฎวาความสูญเสียเกิดขึ้นมากอยางทีเ่ ราก็ทราบกันอยูแลว “จากการศึกษาของผมที่ผานมา พบวาความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในไรเลื่อนลอย มี พืชพันธุหลากหลายรอยพันธุ แลวปจจุบันจะเห็นวาเราตองซื้อพืชพันธุจากซีพีตลอด เราไมมีพันธุที่ เหลือ ทั้งที่ในระบบแบบไรเลื่อนลอยที่มีพืชพันธุตาง ๆมากมาย ซึ่งเปนปญหามากเพราะคนของเราไม มีความรูและไมใฝหาความรู ก็เลยไมคอยรูอะไรวาเขาเปลี่ยนกันไปอยางไรแลว” วิธีการของกฎหมายปาชุมชนก็คือวาใหทุกฝายเขามามีสวนรวม ไมใชแปลวากฎหมายปา ชุมชนยกปาจากกรมปาไมไปโยนใหชาวบานรับผิดชอบ 41 แตกฎหมายปาชุมชนมีหลักการสําคัญ คือหลักของการตรวจสอบถวงดุล และเปลี่ยน อํานาจในการจัดการ สิทธิในการเปนเจาของก็ยังเปนของกรมปาไมอยู แตสิทธิในการจัดการเปนของชุมชน พู ด ง า ย ๆ ก็คื อว า จั ด การในสิท ธิ เชิ ง ซ อ น คื อสิ ท ธิข องรั ฐ ในการเป น เจ า ของ แต สิ ท ธิ ข อง ชาวบานเปนสิทธิในการจัดสรร ขณะเดียวกันก็จะมีสิทธิ์ในเรื่องของการตรวจสอบโดยใหคณะกรรมาธิการปาชุมชนทองถิ่น ซึ่ง อาจจัดตั้งขึ้นมาในระดับจังหวัด ทําหนาที่ในการตรวจสอบ ทั้งตรวจสอบกรมปาไมและตรวจสอบ ชาวบาน ดั ง นั้ น หลั ก การของกฎหมายป า ชุ ม ชน เป น หลั ก การของการตรวจสอบและถ ว งดุ ล โดย ปรับเปลี่ยนวิธกี ารจัดการโดยใชหลักสิทธิเชิงซอน ไมใชสิทธิเชิงเดี่ยว ตรงนี้เองที่เปนการปรับเปลี่ยน แตปญหาสําคัญที่เกิดขึ้นซึ่งผมประสบมา ก็คือวาระหวางที่เราไปเจรจาตอรอง เพื่อที่จะเพิ่ม อํานาจของชาวบาน ฝายรัฐก็จะตองเพิ่มอํานาจของฝายรัฐเขาไปดวย ก็คืออํานาจในการควบคุม กีด กั น ตรวจสอบจั บ กุ ม ซึ่ ง เป น หลั ก ของการออกกฎหมายที่ ผ า นมา ตรงนี้ ก็ พ ยายามจะแย ง ชิ ง อยู ตลอดเวลา ก็เลยทําใหกฎหมายปาชุมชนยังออกมาไมได ในการชวงชิงที่สําคัญเรื่องหนึ่งคือ ในขณะที่เราตองการจะใหชาวบานเขามารวมในการจัดการ ปา แตเรากลับสรางขอกําหนดกฎเกณฑที่เขมงวดเหลือเกิน ป า ไม ลม เหลวอยากให ช าวบา นร ว ม แทนที่จ ะให แรงจูง ใจแกเ ขาว า เขา มาร ว มแลว จะได ประโยชนอยางไร กลับกลายเปนวา คุณเข ามารวมสิ แตรวมภายใตเงื่อนไขที่ฉันกําหนดนะ ซึ่ ง มี เงื่อนไขมากมาย เชน หามตัดไม หาม ฯลฯ ผมอานไปอานมา ไมรูวาวาตางกันอยางไรกับกฎหมายปาสงวน ผมอยูในคณะกรรมการรวม รางตั้งแตฉบับแรก เกิดความรูสึกวา เราจะรางกฎหมายที่ใหประโยชนกับชาวบานหรือวารางกฎหมาย เพื่อไปเขมงวดกับชาวบานอีกตอหนึ่งอีก ตรงนี้ผมก็เลยคิดวา มีปญหาอยางมาก เรากําลังเรียกรองใหชาวบานเขาไปมีสวนรวมในการจัดการ แตกลับสรางขอเงื่อนไขกําหนด กับเขาเหมือนเขาไมมีตัวตน เอ็งมารวม แตเอ็งตองรวมภายใตเงื่อนไขที่ขากําหนด ผมนึกตรงนี้ขึ้นมา เพราะผมคิดในเชิงเชื่อมโยง คือเราไมเคยมองในลักษณะเชื่อมโยงเลย ขณะที่เมื่อกลับมามองชนชั้นกลาง คนในเมือง คนที่มีเงิน เราไมมีขอกําหนดอะไรกับเขาเลย ใหที่ดินเขาไป โดยที่เขาจะใชหรือไมใชก็ได ปลอยแบบเสรี ปลอยใหเก็งกําไรจากที่ดิน คือเมื่อเราถือครองที่ดิน เราจะใชอยางไรก็ไดไมมีขอกําหนดอะไรเลย พูดงาย ๆ คือเมื่อเปน ของคนจนเปนของชาวบาน เราสรางขอผูกมัดกับเขาเต็มไปหมดเลย แตถาเปนของคนในเมือง คนใน สวนอื่น เราจะไมคอยมีขอกําหนด ปลอยเสรีจะทําอยางไรก็ได ทําจนเศรษฐกิจลมก็ได 42 ดังนั้นหากเราจะคิดถึงที่ดิน ปาไม เราจะตองคิดถึงความเชื่อมโยงตรงนี้ ดังนั้นตรงนี้ก็เปน ปญหา เมื่อเราไมทาํ อะไรเลยกับภาคที่ดิน เพราะปาไมที่ชาวบานเขาไป ก็เปนเรื่องที่ดินไมใชปญหาปา เพราะฉะนั้นมันโยงกันเมื่อเราไมไดจัดการกับที่ดินในภาคอื่น ที่ดินมันก็ลดนอยลงมา เพราะวามีการ กระจุกตัว งานวิจยั ของอาจารยวารินทร วงศหาญเชาว นี้มีขอคนพบที่สําคัญคือ จากการที่เราปลอยใหมี การใชที่ดนิ อยางเสรีโดยไมมีขอกําหนดอะไรมาก ทําใหที่ดินถึงรอยละ ๗๐ ของทุกภาคในประเทศไทย มีการใชที่ไมมีประสิทธิภาพ คือไมมีการใช เพราะปลอยไวเก็งกําไร หมายความวาประเทศไทยตองการ ใชทีดินในการสรางพลังทางเศรษฐกิจ แตในขณะเดียวกันกลับปลอยที่ดิน ๗๐% ใหเปลาประโยชน ตรงนี้ตอ งคิดอยางเชื่อมโยงดวย หลักคิดใหมในกฎหมายที่ดิน ถาหากเราตองการใหชาวบานดูแลปาอยางมีประสิทธิภาพ ถาจะทําใหกฎหมายปาชุมชนเกิด ประสิทธิผลในการรักษาปา ขณะเดียวกันก็ใหชาวบานอยูกับปาไดดวย มันจะตองมาแกในภาคที่ เกี่ยวของกับที่ดนิ ดวย ผมถึงตองวิ่งไปวิ่งมาระหวางการศึกษาเรื่องปากับการศึกษาเรื่องที่ดิน เพราะที่ดินถาไมทํา อะไรเลยจะเปนปญหา ดังนั้นผมจึงคิดวา มันมีความสําคัญอยางยิ่งเลย ที่จะตองใชความคิดแบบเชื่อมโยง เพราะจะ นําไปสูหลักสําคัญ ๓ ประการ หลักแรก ตองคิดระบบกฎหมายหลายระบบซอนในที่เดียวกัน Legal Pluralism ผมลองไปศึกษาดูที่หองสมุดคณะนิติศาสตร ไมมีวารสารในเรื่องนี้เลย ทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกในหลาย ประเทศมีวารสารเรื่อง Journal of Legal Pluralism ออกมา เราก็ ยังสอนกฎหมายเชิ ง เดี่ยวตลอด คือ กฎหมายออกจากรัฐ สภาอยางเดี ย ว แล วระบบ กฎหมายอื่นที่มีมาในเมืองไทย เราไมเอาทั้งนั้น ไมวาจะเปนประเพณี จารีตทองถิ่น แมจะรับมาใช ก็ รับมานิดหนอย เชน กฎหมายแพงและพาณิชย รับมาตราเดียวในเรื่องของจารีตทองถิ่น มีมาตราเดียวที่ยอมรับกฎสิทธิเชิงซอน คือถาคุณพบเห็ดตาง ๆ เชน เห็ดโคนในที่ของคนอื่น คุณสามารถไปเก็บได กฎหมายแพงและพาณิชยยอมรับ ซึ่งแปลวายอมรับสิทธิเชิงซอนถึงแมเปนที่ สวนตัว แตเห็ดโคนขึ้นตามธรรมชาติ ดังนั้นคนอื่นสามารถไปเก็บเห็ดในพื้นที่คนอื่นได นี่คอื หลัก Legal Pluralism แตเรามีกฎหมายเชนนี้ไมมากและมีใชอยูในเมืองไทยบางทองที่ เชน เรายอมรับใหมีกฎหมาย อิสลามในพื้นที่จังหวัดภาคใต ที่เปนกฎหมายเฉพาะในเรื่องของครอบครัวหรือศาสนา 43 ดังนั้นในเมืองไทยหากตองการแกปญหาความยากจน จะตองเปดโอกาสใหมีการนําหลัก กฎหมายหลายหลักซอนกัน ใชพรอมกันในประเทศได แตอาจจะไมใชทุกเรื่อง อาจเปนบางเรื่องซึ่งตรง นี้จะตองมีการคิดคน แตเนื่องจากวาในการศึกษาทางดานนิติศาสตรของเรายังไมคอยมีการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ เรา เนนตัวบท Positive Law เปนสวนใหญ ผมคิดวาตรงนี้เปนประเด็นสําคัญที่จะตองนํามาขบคิดในเรื่อง ของการปรับแกกฎหมายปาไม-ที่ดิน เพราะวาในการจัดการปา มีกฎเกณฑทองถิ่นจํานวนมาก ซึ่งการ ออกกฎหมายปาชุมชนกฎหมายเดียวไมเพียงพอในการรองรับ ทีจ่ ริงกฎหมายปาชุมชนเขียนบรรทัดเดียวพอ คือใหรับรองกฎเกณฑที่มีการใชในทองถิ่นนั้น แตนี่มานั่งรางกฎอะไรก็ไมรูมากมายเสียเวลา เพราะวาเราไมนึกถึงหลักอันนี้ จึงเกิดปญหา เราไมสามารถที่จะดึงชาวบานเขามามีสวนรวมในการจัดการปา ขณะที่การจัดการภาครัฐลมเหลวมา โดยตลอด แตเราก็ไมยอมรับความลมเหลวนั้น หรือยอมรับแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไมยอมรับอยางจริงจัง เพราะเราไม มี ท างออก เนื่ อ งจากเราไม มี ร ะบบคิ ด ในเชิ ง เชื่ อ มโยง และขาดการมองเชิ ง Legal Pluralism ซึง่ ผมคิดวามีความสําคัญมาก หลักที่สอง ผมคิดวามีความสําคัญเกี่ยวพันกันคือ การสรางกลไกและสถาบันที่หลากหลาย ในเรื่อง Legal Pluralism หรือ สิทธิเชิงซอน ในเมืองไทยมีความสับสนไมเขาใจในเรื่องการปฏิรูปที่ดินจํานวนมาก เราคิดวาการปฏิรูปที่ดิน ก็คือการนําที่ดินของรัฐมาจัดสรร มากระจายใหกับคนยากคนจนตามหลักการ แตเมื่อมาปฏิบัติมี ปญหา คือไมไดอยูในมือคนจน เรื่องนี้เปนหลักที่เราคิดมาตลอด แตความจริงแลวการปฏิรูปที่ดินทําไดหลายแบบ การเก็บภาษีที่ดินในอัตรากาวหนาซึ่งในงาน ของอาจารยวารินทรก็เสนอวา ที่ดิน ๒๕-๒๐๐ ไรใหเก็บ ๑% ถาเกิน ๒๐๐-๒,๐๐๐ ไรก็เก็บ ๒% ถา เผื่อใครไมใชที่ดินปลอยใหที่ดินวางเปลาก็จะเก็บมากขึ้นอีก เปนตน “ผมพบมาจากการศึกษาเศรษฐกิจชนบทตอนไปศึกษาเมื่อ ๒๐ ปที่แลว ราคาขาวกับคาแรง เทากันเลย ขาวถึงหนึ่ง ๓๐ บาท คาแรงวันหนึ่งก็ ๓๐ บาท ปจจุบันนี้ผมถามใหมขาวก็ยังถังละ ๓๐ บาท แตคา แรง ๑๐๐ กวาบาทแลว แลวถามวาคนจะไมจนไดอยางไร ปลูกไปก็ไมมีทางรวย ดังนัน้ การ เอาที่ดนิ ไปใหกบั ปจเจกบุคคลคือเจงทั้งเจง ไมมีทางรอด” นี่คือขอเสนอที่สําคัญ เพราะวาเมืองไทยเวลานี้ เก็บภาษีที่ดิน ๐.๐๐๙๕% การเก็บในอัตรา แบบนี้ไมคุม เพราะต่ํามาก ซึ่งเปนปญหามาก ในเมืองไทยถาเริ่มตนจาก ๑% มีความสําคัญมาก เพราะในอเมริกา ญี่ปุน ในประเทศที่มีความเจริยกาวหนา ทางเศรษฐกิจเขาจะเก็บอัตรา ๕-๗% ดังนั้น เก็บ ๑% ก็ถอื วาเปนเรื่องเล็กนอยอยูแลว แตถาเริ่มตนจากตรงนั้นก็จะนาสนใจ 44 ฉะนั้นเรื่องที่เกี่ยวของกับการปฏิรูปที่ดิน จะตองเริ่มจากการเก็บภาษีที่ดินดวยอัตรากาวหนา ตองมีการกําหนดอัตราการถือครองที่ดิน เครือขายชาวบานมีขอเสนอในหลายระดับ ตั้งแตการทําโซนนิ่ง (Zoning) การเก็บภาษีอัตรา กาวหนา การจํากัดการถือครอง จนกระทั่งมาถึงเรื่องการสรางสถาบันใหม หมายถึงการใหสิทธิชนิด อื่น ๆ เวลานี้เมื่อพูดถึงการใหสิทธิที่จะใหที่ดิน เราจะนึกถึงสิทธิ ๒ ชนิดเทานั้นเอง คือสิทธิที่ใหกับ หนวยงานของรัฐ กับสิทธิทใี่ หกับปจเจกบุคคล แตที่สําคัญก็คือวา จะตองมีเรื่องการใหสิทธิในลักษณะที่ใหกับกลุม ไมใชใหกับคน ๆ เดียวแต ใหเปนกลุม เชน ในออสเตรเลียเขาใหกับพวกอะบอริจิน และในฟลิปปนสก็มี คือใหกับชุมชนที่เขาถือ วาเปนพื้นที่ของบรรพบุรุษ การใหสิทธิชนิดอื่นนี้ เราเรียกวาเปนลักษณะเชิงสถาบันที่มีความสําคัญ ตองนํามาใชใน อนาคต ซึ่งสิ่งเหลานี้ไมใชเรื่องแปลกใหม เพียงแตวาเราไมเคยนํามาใชเทานั้นเอง ในประเทศอื่นเขามี ใช การปฏิรูปที่ดินก็ตองคิดถึงเรื่องนี้ ดว ย เพราะการใหสิทธิกับปจเจก ขณะที่โครงสร างทาง เศรษฐกิจเราไมเอื้อมีลักษณะบิดเบือนสูง ซึ่งจะทําใหชาวบานจนลง เพราเวลาเราใหสิทธิ สปก. ยังไม ทันออกใบให เขาก็ขายหมดแลว ผมพบมาจากการศึกษาเศรษฐกิจชนบทตอนไปศึกษาเมื่อ ๒๐ ปที่แลว ราคาขาวกับคาแรง เทากันเลย ขาวถึงหนึ่ง ๓๐ บาท คาแรงวันหนึ่งก็ ๓๐ บาท ปจจุบนั นี้ผมไปถามใหม ขาวก็ยังถังละ ๓๐ บาท แตคาแรง ๑๐๐ กวาบาทแลว แลวถามวาคน จะไมจนไดอยางไร ปลูกไปก็ไมมีทางรวย ดังนั้นการเอาที่ดินไปใหกับปจเจกบุคคลคือเจงทั้งเจง ไมมี ทางรอด จึงไมนาแปลกใจวา ทําไมใหไปเทาไร ก็ไปโผลที่คนรวยหมดเลย เพราะวาเปนการใหแบบไม เขาใจกลไกทางเศรษฐกิจ ไมเขาใจโครงสราง ไมเขาใจวามีกลไกที่บดิ เบือนสูงมาก ดังนั้นการจะปรับแกตรงนี้ได จะตองสรางสถาบันในการจัดการที่ดินใหม ในลักษณะที่วาตอง ใหกับกลุมชนที่เพิ่มขึ้นมา และบังคับใชกฎหมายใหจริงจังขึ้น หลักที่สาม สิทธิการใช ที่ดินถึงแมจะใหเปนสมบัติสวนตัวแลวก็จริง แตที่ดินก็ยังคงถือวาเปน ตนทุนของสังคมอยูดี ตรงนี้เปนหลักการที่คนไมเขาใจ เพราะกฎหมายที่ดินบอกวา ถาเปนที่ นส. ๓ ซึ่งไมใช ประโยชน ๕ ป รัฐจะเอาคืน ถาเปนโฉนด ๑๐ ปคุณไมใชอะไรเลยก็จะถูกเอาคืน เปนการแสดงใหเห็นชัดเจนวา ที่ดินที่เขาใหคุณไปแลว ไมไดใหแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แตให บนเงื่อนไขที่วา คุณตองนําไปใชประโยชนแกสังคม เอาไปปลูกเอาไปผลิต อะไรตาง ๆ ใหมันคืนกลับสู สังคม เพราะที่ดินเปนตนทุนของสังคม 45 ปรากฏวาเราไมเขาใจหลักเกณฑนี้ เราเอาที่ดินไปเก็งกําไร ซึ่งการเก็งกอใหเกิดความเสียหาย แกประเทศชาติอยางสูงมาก การศึกษาของอาจารยวารินทรพบวา พอเศรษฐกิจพัง ราคาที่ดินตกไป ๓๐-๔๐% สรางความ เสียหายแกประเทศตั้งเทาไร เพราะฉะนั้นเราตองบังคับใชกฎหมายที่ดินใหชัดเจน มีหลายที่ซึ่งเอาไปปลอยไววางเปลา อยางที่ลําพูน ๔๐ ป ไมมีการใช ซึง่ เปนการผิดหลักการกฎหมายที่ดินที่จะตองยึดคืนมาแลว เมื่อยึดคืนมาแลว แทนที่จะใหปจเจกบุคคล ควรนํามาใหกับชุมชน เชนใหกับสหกรณ กลุมซึ่ง รวมตัวกันเปนสหกรณ แลวรับที่ดินนั้นมา ซึ่งตรงนี้ก็เปนการปฏิรูปที่ดินชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่ดินทําไดหลายรูปแบบ สําคัญ ที่วาเราตองใชหลักคิด ๓ ประการที่ผมไดเสนอมานี้ ประกอบกับวิธกี ารคิดนโยบายหรือกฎหมายในการ ที่จะปรับแกหรือไมเทานั้นเอง โดยสรุปแลว ผมคิดวา ปญหาของเราคือความอับจนปญญา ผมดูแลวมีปญหามากในเรื่อง ระบบความรูในสังคมไทย ถาเผื่อเปนอยางนี้ตอไป เราไมตองมานั่งพูดในวันหนา เพราะสถาบันอยางมหาวิทยาลัยนี้เอง ที่เปนปญหา เพราะเราไมไดสรางอะไรเลยใหกับสังคม ในการที่จะหาทางออก ถาถามวาโครงสรางความยากจนคืออะไร สถาบันการศึกษาตาง ๆ นี่เอง ที่เปนความยากจน เชิงโครงสราง เพราะไมคอยมีปญญาในการแกปญหา 46 การเมือง + ราชการ : รวมดวยชวยกันครอบใหจน* ไพสิษฐ พานิชกุล ** ผมคิดวาการเมืองที่เปนอยูปจจุบัน พยายามที่จะทําใหประเด็นหรือความเปนชุมชนที่อยูใน ทองที่ตาง ๆ กลายเปนประเด็นทางการเมืองทั้งหมด เปนตนวาการที่ชุมชนมีกลุมที่ไมเปนทางการหรือกลุมดั้งเดิมอยู เมื่อการเมืองเขาไปแตะ ก็จะ ทําใหเกิดการแตกแยกภายในกลุม หรือไมก็เลือกเลยวาพื้นที่ตรงนี้จะเอาพรรคไหน ซึง่ สภาพแบบนี้เปน เรื่องของการทําใหกลุมที่มีความเขมแข็งอยูแตกออก อาจแตกเปนปจเจกหรือแตกเปนกลุมเล็กกลุม นอย ผมคิดวาตรงนี้เปนปญหาที่ตั้งใจหรือไมก็ตาม นักการเมืองหรือพรรคการเมืองมีสวนเขาไป กระทํา แตวาในขณะเดียวกันนั้นไมไดหมายความวามันเกิดขึ้นเพราะวาตัวพรรคการเมืองเขาไปในนั้น เทานั้น อาจเปนเพราะชุมชนนั้นเอง พยายามดิ้นรนหาทางออกเพื่อแกปญหา จึงจําเปนตองไปตอกับ สวนตาง ๆ ตอกับสวนราชการก็ดี ตอกับนักวิชาการก็ดี แมกระทั่งตอกับพรรคการเมือง “ยิ่งกวานั้น ถาหากมองการกระจายอํานาจปจจุบันที่เปนภาคกิจที่ราชการทํา ผมคิดวามี ปญหาตามมาอีกสวน คือมีการตั้งกลุมของชาวบานในนามของสวนราชการตาง ๆ เต็มไปหมด เชน กลุ ม แม บ า น กลุ ม เกษตร กลุ ม สหกรณ กลุ ม ออมทรั พ ย ฯลฯ ซึ่ ง เท า กั บ ว า ความเป น ตั ว ตนของ ประชาชนในพื้นที่หายไปหมด ตัวตนของประชาชนถูกกําหนดโดยระบบราชการที่เปนทั้งนักการเมือง และขาราชการประจํา” เมื่อเชื่อมตอไปแลวก็ทําใหเกิดปญหาคาราคาซังอยูในลักษณะที่วา สิ่งที่ผมคิดวานากลัวมากกวานั้น คือ พรรคการเมืองปจจุบันพยายามไปสรางฐานในทาง การเมืองใหกบั ตัวเอง โดยเอาประชาชนในพื้นที่เขามาเปนพวก หรือเปนเครือขายในการที่จะสรางฐาน คะแนนนิยม หรือบางครั้งอาจจะทําใหคนในชุมชนกลายเปนฐานในการอางความชอบธรรมในการที่จะ อยูในตําแหนงตอ ตรงนี้ผมคิดวา จะทําใหผูคนที่อยูในพื้นที่โดยเฉพาะผูที่อยูในภาวะที่ตองดิ้นรนหาทางออก จํา ยอมอยูในภาวะดังกลาว * จากการอภิปราย “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ครั้งที่ ๓ เรื่อง การกระจายอํานาจ...รวยกระจุก จนกระจาย วันที่ ๒๒ มิถนุ ายน ๒๕๔๔ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ** ภาควิชานิติศาสตร คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม 47 เราจะเห็นภาพเวลาที่เกิดการประทวง ก็มักจะมีคําพูดวา “ม็อบรับจาง” ตรงนี้เปนสวนหนึ่งที่มี ภาคเชนนี้ออกมา แลวทําใหภาพที่สื่อเสนอออกมามองคนชนบทหรือคนที่อยูในสภาวะลําบาก วาเปน คนที่เห็นแกเงิน หรือเปนคนที่ไมมีทางเลือกอื่นนอกจากจะขายแมกระทั่งเสียงตัวเอง ซึ่งผมคิดวาตรงนี้ เปนปญหาคอนขางมาก ในสวนตอมาคือสวนที่เกี่ยวของกับเรื่องของการกระจายอํานาจในทางการเมืองปจจุบัน สวนที่เปนปญหาในปจจุบนั คือ นักการเมืองที่อยูในตําแหนงนิติบัญญัติก็ดี ตําแหนงบริหารก็ดี พยายามที่จะกระจายโอกาสหรือกระจายทรัพยากรลงไป โดยมีเบื้องหลังเพื่อจะนําไปสูการเปนฐาน คะแนนของตัวเอง สิ่งที่เขาเรงทําในปจจุบันเปนการทํางานในแงการจัดตั้งกลุม ไมไดเกิดขึ้นในลักษณะที่ใหกลุม ในพื้นที่โตขึ้นมา ความพยายามที่จะทําใหเวทีการเมืองระดับทองถิ่นเปนเวทีการเมืองของประชาชน จริง ๆ จึงไมเกิดขึ้น เพราะเริ่มตนจากการเขาไปจัดตั้ง ยิง่ กวานั้น ถาหากมองการกระจายอํานาจปจจุบนั ที่เปนภาคกิจทีร่ าชการทํา ผมคิดวามีปญ  หา ตามมาอีกสวน คือมีการตั้งกลุมของชาวบานในนามของสวนราชการตาง ๆ เต็มไปหมด เชน กลุม แมบาน กลุมเกษตร กลุมสหกรณ กลุมออมทรัพย ฯลฯ ซึ่งเทากับวาความเปนตัวตนของประชาชนใน พืน้ ที่หายไปหมด ตัวตนของประชาชนถูกกําหนดโดยระบบราชการที่เปนทั้งนักการเมืองและขาราชการประจํา ผมลองถามแมบานคนหนึ่ง วา สั ง กัดกลุม ที่ราชการไปจัดตั้ง กี่กลุ ม ก็ไดรับคําตอบว าโดย ตําแหนงที่ตัวเองรับอยูในปจจุบันมีไมต่ํากวา ๕ ผมคิดวาสภาพอยางนี้เปนปญหาที่เกิดขึ้นในระบบ ราชการ ทํ า ให ภ าคท อ งถิ่ น ที่ เ รากํ า ลั ง พู ด ถึ ง ว า เป น ที่ อ ยู ข องคนด อ ยโอกาสหรื อ คนจนมากที่ สุ ด กลายเปนปญหาที่แกยากขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกัน ถาหากเราเปรียบเทียบกับสิ่งที่การเมืองหรือราชการพยายามทําเรื่องการ กระจายอํานาจนั้น เปนการทําในลักษณะที่สวนทิศทางกับการกระจายอํานาจที่เราพูด ๆ กัน เพราะ เปนลักษณะของการทําที่สั่งมาจากขางบน และมีแบบแผนเดียวมาตลอด ในขณะที่หัวใจของการกระจายอํานาจ ที่เราพูดกันเปนเรื่องของการใหอิสระในการที่ จะทําใหเกิดการตัดสินใจ การแกปญ  หาในทองถิ่นเองโดยอิสระ ตัวอยางนี้ชี้ใหเห็นปญหาคือ การพูดถึงรูปแบบการปกครองทองถิ่นในลักษณะตาง ๆ ที่มีแบบ แผนเดียวกันหมดเลย คือการที่ทุก ๆ จังหวัดตางมีเทศบาล อบต. การกําหนดลักษณะการปกครอง ทองถิ่นเชนนี้ไมสอดคลองกับความเปนจริงของชุมชนที่ชาวบานยอมรับกัน เชน ในภาคเหนือจะมีกลุม ชาวบานที่ใชนา้ํ รวมกัน และมีกระบวนการในการตัดสินใจที่สืบทอดกันมาเปนเวลานาน มีกฎระเบียบมี กระบวนการในการที่จดั สรรทรัพยากรอยูในลุมน้ํา 48 แตปรากฎวาเมื่อการกระจายอํานาจลดลงไป หรือเมื่อมีการจัดตั้งเขตการปกครองในการ ปกครองทองถิ่น ทําใหพื้นที่ที่เปนลุมน้ําเดิมของชาวบาน ซึง่ นับถือผีรวมกัน มีกฎระเบียบรวมกัน มีการ จัดการรวมกัน ถูกแบงเปนเขต ๆ เพื่อใหสอดคลองกับกฎหมายที่กําหนด หรือแบงใหสอดคลองกับเขต การปกครองของจังหวัดหรืออําเภอ แลวหาคนไปนั่งในตําแหนงตาง ๆ เหลานี้ สิ่งที่นาสนใจมากสําหรับประเด็นที่กลาวนี้ ก็คือขบวนการในการหาคนมาดํารงตําแหนง หรือ มาทําหนาที่ในการตัดสินใจเรื่องน้ํา ผมคิดวาเปนตัวอยางที่เปนรูปธรรมชัดเจน ในแงของการพูดถึงคนที่จะเขาไปสูตําแหนงตรงนี้ ในการจัดสรรเรื่องตาง ๆ ใหเปนธรรม ผมไดอานงานที่ศึกษาเรื่องการจัดการระบบเหมืองฝาย ผูที่จะมา จัดการเรื่องน้ําหรือที่เรียกวา “แกเหมือง” หรือ “แกฝาย” ไมใชดูแคคุณสมบัติวาเปนคนที่จะทํางานได หรือไมเทานั้น แตตองดูลึกไปถึงประวัติการทํางาน คุณธรรม สามารถทุมเทกับงานไดมากนอยขนาด ไหน พูดงาย ๆ วา การไดคนมาไมใชเปนเรื่องของการไปหยอนบัตร ในขณะที่เมื่อเทียบกับเขตการ ปกครองทองถิ่น ที่ครอบอยูบ นพื้ น ที่ที่มีการใช ท รั พยากรรวมกัน ก็จะแบ งเปนคนวาหมูบา นนี้ห รือ หมูบานนั้นจะเอาใคร เมื่อนักการเมืองตอเขาไป จะทําใหทุกอยางลมหมดเลย ทําใหเกิดความขัดแยง ระหวางการจัดการดั้งเดิมของชุมชน ที่มกี ฎระเบียบตาง ๆ ที่ใชไดผลอยูกับองคกรใหมที่เขามาครอบงํา เหมืองฝายในปจจุบนั กลายเปนเหมืองคอนกรีตหมด ตรงนี้ผมคิดวาเปนตัวอยางที่ดี ที่ทําใหเห็นถึงโครงสรางลักษณะทางการเมืองที่ครอบอยู โดย รวมมือระหวางราชการกับการเมือง สิ่งหนึ่งที่นาสังเกตคือ งบประมาณที่ลงไปหรือการกระจายโอกาสในพื้นที่ตาง ๆ เหมือนจะมี การกั๊กเอาไวบางสวน คําถามคือทําไมตองกั๊กเอาไว เชน ปนี้ตัดถนนเขาไป ๕ กิโลเมตร ลาดยาง ๓ กิโลเมตร อีก ๒ กิโลเมตรไวคอยทําอีกป คําตอบหนึ่งที่อานไดจากสิ่งที่มีการทําพบวา ขออางที่วาขาดงบประมาณคงไม จริ ง แต เ ป น การทํ า ให ท อ งถิ่ น ผู กติ ด อยู กับ คนที่มี อํ า นาจในการตั ด สิน ใจ ไม ว า จะเป น ส.ส. ส.จ. นักการเมือง หรือแมกระทั่งระบบราชการเองก็ดี วิธีการบริหารแบบที่คอยผอนคอยดึง เปนเรื่องของการดูวา ทองถิ่นไหนยังจงรักภักดีกับตัวเอง หรือไม เชน เห็นไดชัดเวลาที่พื้นที่ไหนตัดสินใจที่จะไมเอาพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง จะมี รูปแบบดังกลาวเกิดขึ้นมากมาย นอกจากนั้นแลว ในแงของการบอกถึงสถานะของพื้นที่ในทองถิ่นที่เราพูดถึง คนตองอยูใน กลุมตาง ๆ ทีร่ าชการเขาไปจัดตั้งมาก ดังนั้นแทนที่คน ๆ นั้นจะหันมาแกหรือมองทองถิ่นที่เปนองครวม กลับตองไปสังกัดกับหนวยราชการตาง ๆ 49 ในขณะเดียวกัน ก็มีกฎหมายหรือมีหนวยงานของรัฐเจาไปกําหนดสถานะของพื้นที่ที่มีผลตอ การตัดสินใจของชาวบานเหมือนกัน ยกตัวอยางเชน ในพื้นที่เดียวกัน อาจมีสถานะในทางกฎหมายเปนเขตปาสงวน เขตตนน้ํา เขต อบต. หรือเขตพื้นที่สีชมพูอยูในพื้นที่เดียวกัน หากมี ส ถานะทางกฎหมายซ อ นกั น อย า งนี้ องค ก รที่ จ ะเข า ไปจั ด การชาวบ า นเพื่ อ ดู แ ล กฎระเบียบตาง ๆ ก็จะทําใหสถานะของชาวบานที่อยูในพื้นที่นี้แตกตางกันดวย เชน ถาหากหมูบา นอยูในพื้นที่ปา สงวน สถานะของชาวบานที่อยูในพื้นที่นี้กจ็ ะเปนผูบกุ รุก ถาอยูในเขตตนน้ําก็จะเปนคนที่ถูกเรียกจากสื่อหรือระบบราชการวา เปนบุคคลที่มีแนวโนมจะ ทําใหเกิดการทําลายตนต้ํา หรือหากอยูในแนวทอกาซแลวคัดคาน ก็จะกลายเปนกลุมที่ขดั ขวางการพัฒนา เพราะฉะนั้นสถานภาพที่กฎหมายไปกําหนดพื้นที่ หรือไปกําหนดใหเกิดสถานภาพในทาง สังคม ก็เปนหัวใจสําคัญอยางหนึ่ง ที่จะทําใหคนลุกขึ้นมาแกปญ  หาดวยตัวเอง “นโยบายทางอาญาในการที่จะเขาไปจัดการกับชาวบาน ที่ลุกขึ้นมาแกปญหาตางๆ เหลานี้ นั้น สมควรหรือไมที่จะเอากฎหมายคือมาตรการในทางอาญาเขาไปจัดการ เชน ไปจับเขาในขอหา เล็กๆ นอยๆ ทําใหเขาไมมีเวลาในการทํากิจกรรมพัฒนาในพื้นที่ของเขา” ตัวอยางเชน ถาเกิดไปรวมกลุมกันหนาศาลากลางเชียงใหม ก็ถูกขอหาไปใชเครื่องขยายเสียง บาง ชุมนุมประทวงตาง ๆ เหลานี้บา ง แกนนํ า ที่ ลุก ขึ้ น เมื่ อ เกิ ด การรวมกลุ ม หรื อตั ดสิ น ใจวา จะลุ กขึ้ น มาทํ าอะไร แกนนํ า ต า ง ๆ เหลานี้ก็จะถูกขอหากระจาย ๆ กันไป เพราะฉะนั้นถาดูจากตรงนี้ ผมเห็นวากระบวนการยุติธรรม ตามกฎหมาย กระบวนการยุตธิ รรมทางอาญา กระบวนการยุตธิ รรมของศาลยุติธรรม ไมไดมี มิติคนจน-ความยากจนอยูในเรื่องนี้เลย ไปเชื่อบนสมมติของกฎหมายที่บอกวาทุกคนเทาเทียมกัน เพราะฉะนั้นเมื่อทุกคนเทาเทียมกัน อยามาอางวาคุณจน ผมวากฎหมายแบบนี้ยิ่งทําใหตกเปนเครื่องมือของราชการ มีตั ว อย า งที่ผ มคิ ด วา เห็ น ได ชัด อั น หนึ่ง ก็คื อป จจุ บั น นโยบายอย า งหนึ่ ง ในการจั ดการกั บ ชาวบานในพื้นที่ปา คือสงใหอัยการฟองตอศาล ผมเคยไปขึ้นศาลในฐานะเปนพยานใหกับพอตีมงคล ผูนําชุมชน สูกันในสิ่งที่ชาวบานจัดการ เปนการจัดการสืบทอดตามวัฒนธรรมประเพณี ไมไดมีเจตนา ในการที่จะไปฝาฝนกฎหมายปาไม และเปนการทําโดยไมมีความทุจริตตามกฎหมายอาญา แตปรากฎวากลไกของนโยบายปาไมปจจุบัน ก็คือแทนที่ตนเองจะไปปะทะกับชาวบาน กลับ แยกจับเปนรายคน จับเสร็จสงใหอัยการสงฟองศาล อัยการเองก็ลําบากใจไมอยากจะดําเนินคดีอันนี้ 50 เพราะรูวามันมีปญ  หาทางกฎหมายทั้งในแงของตัวกฎหมายเอง ที่ไปมองถึงคนที่อยูในพื้นที่ปามากอน ประกาศเขตอนุรักษฯ วาเปนคนบุกรุก ศาลเองก็ตองวาไปตามตัวอักษร แต ว า จะหาทางออกยั ง ไงก็ แ ลว แต ผมคิ ดว า ตั ว ระบบของกฎหมายในปจ จุ บั น ในแง ข อง กระบวนการทางอาญา ไมไดมีลทู างและของทางในการแกปญ  หาตาง ๆ เหลานี้เอาไวเลย ผมคิดวาตรงนี้นา จะเปนขอเสนออยางหนึ่งในเวทีการพูดคุยวา นโยบายทางอาญาในการที่จะ เขาไปจัดการกับชาวบาน ที่ลุกขึ้นมาแกปญหาตาง ๆ เหลานี้นั้น สมควรหรือไมที่จะเอากฎหมายคือ มาตรการในทางอาญาเขาไปจัดการ เชน ไปจับเขาในขอหาเล็ก ๆ นอย ๆ ทําใหเขาไมมีเวลาในการทํา กิจกรรมพัฒนาในพื้นที่ของเขา ธุรกิจรวมดวยชวยกัน “ซ้ํา” นอกจากโครงสรางทางดานการเมืองแลว ยังมีโครงสรางทางดานเศรษฐกิจ ซึ่งบทบาทของ เศรษฐกิจในพื้นที่ที่มคี นดอยโอกาสอยู มี ๒-๓ ประการดวยกัน คือ ประการที่ ๑ คือวาติดตอกับราชการเพื่อลงไปตั้งไซตงานในการผลิตในพื้นที่นั้นเลย เพื่อไป เอาตนทุนทางสังคมที่เขาไมตองจายใหกับทองถิ่น ยกตัวอยางเชนใกลแหลงน้ําก็ไปตั้งโรงงานตรงนั้น เลย หรือวาใกลแหลงวัตถุดิบก็ไปตั้งโรงงานตรงนั้นเลย ในแงของการจัดการก็สามารถลดตนทุนที่เขาจะตองจายใหกับรัฐก็ดี ใหกับสังคมก็ดี ยกตัวอยางเชนตนทุนทางสิ่งแวดลอม ปรากฏวาการลงไปในพื้นที่อยางนี้ ตัวอยางที่เห็นไดชัด คือ กรณีของนิคมหลาย ๆ ที่ ซึ่งรวมมือกับพรรคการเมือง หรือรวมมือกับผูนําทองถิ่น เพื่อจะทําใหคนที่ อยูในพื้นที่ถกู แหวกออกไป และก็มีโรงงานเขาไปครอบหัวอยู ประการที่ ๒ อีกทางที่เขาทํา ก็คือวาแทนที่จะเขาไปตั้งไซตงาน ก็เขาไปดึงคนจากพื้นี่ออก ไปสูโรงงานบาง เขามาสูการประกอบกิจการตาง ๆ ตรงนี้ผมเคยเห็นในระเบียบสํานักนายกฯ ฉบับหนึ่งสมัยคุณชวน คลาย ๆ วา เปนระเบียบใน การที่จะทําใหทองถิ่นดึงคน รวบรวมคนเขาสูภาคการผลิต ในโรงงานแบบนี้ ผมไมไดถายเอกสารนั้น มา แตวาแนวคิดก็คือวาใหผูนําทองถิ่นจัดการประชุมเพื่อเปนการรวบรวมแรงงานในการเตรียมความ พรอม เพื่อปอนใหกับโรงงานที่จะไปตั้งนิคมในเขต ๓ ซึ่งตางนั้นผมคิดวา เปนความพยายามที่ภาค เศรษฐกิจโดยเฉพาะทางดานการผลิตเขาไป แตทีนี้ในขณะเดียวกัน ก็ไมไดทําในลักษณะที่เปนการตั้งโรงงานเพียงอยางเดียว แตวาไดใช สื่อก็ดี ใชความคิดในการครอบงําตาง ๆ ก็ดี ลงไปสูพื้นที่ดวย เชน มีการนําการขายตรง (Directed Sale) เขาไป การขายสินคาบางอยางที่มันไมจําเปน บรรดาครีมเสริมสวยทั้งหลาย สาวชนบทหนาดํา ทั้งหลาย ก็หนีไมพนในการที่จะตองตกมาอยูในอิทธิพลผานทางสื่อตาง ๆ ซึ่งทําใหการตัดสินใจในการ ใชจายนั้น 51 ดึงภาพลักษณตัวเองใหเปนปจเจกมากขึ้น ทําใหตัวเองตองอยูในมาตรฐานที่สื่อหรือที่คนใน เมือง หรือระบบธุรกิจกําหนด เปนสิ่งที่แยบคายมากที่ทําใหคน ๆ หนึ่ง แทนที่จะตัดสินใจอยูบนพื้นฐานของชุมชนที่ตนเอง อยู กลับตัดสินใจจากฐานภายนอก ทําใหเกิดปญหาขึ้นมา หลาย ๆ คนดิ้นรนทํางานหลายกะ ทํางาน ลวงเวลาเพื่อใหไดสิ่งของพวกนี้มา ประการที่ ๓ อีกสวนหนึ่งที่ผมอยากพูดคือในเรื่องของตัวระบบราชการที่เปนอยูในปจจุบัน ตัวราชการตรงนี้อยากจะขอเนนแยกจากภาคการเมือง ก็คือตัวระบบราชการที่เนนพิธีกรรมใน แงของการไปทําอะไรตาง ๆ ในพื้นที่ ผมวาสวนนี้เปนเรื่องที่นาจับตามองเหมือนกัน วาบางครั้งเขาก็ไปเอาพิธีกรรมความเชื่อเดิมที่ มีอยูในทองถิ่นนั้น ใหมาเปนประโยชนกับสิ่งที่ราชการอยากจะทํา เชน ผานทางวัดบาง ผานทาง เครือขายของผูนาํ ระดับทองถิ่นบาง ตัวอยางที่ผมคิดวาเปนเรื่องนาสนใจก็คือกรณีของการมีกฎระเบียบที่ออกใหเจาอาวาสวัดไหน ที่จะไดเลื่อนสมณศักดิ์ จะตองมีการสรางถาวรวัตถุอะไรยังไง ซึ่งตรงนี้ผมคิดวา เปนจุดที่ไปเลนกับ ศรัทธา ไปเลนกับความเชื่อของชาวบาน แลวก็รวมมือกับทางราชการในการที่จะทําใหชุมชน แทนที่จะ ไปทุมอะไรตาง ๆ ในแงของทองถิ่น กลับมาอยูในสถาบันทางศาสนาเพื่อทําในสวนที่คนอื่นตองการ อันนี้เปนตัวอยางภาพที่ผมคิดวาเก็บเล็กผสมนอย เพื่อชี้ใหเห็นวา ตัวโครงสรางที่มันครอบมา เปนชั้น ๆ ในมิติตา ง ๆ นั้น ถึงที่สุดแลว พื้นที่นั้นเปนผูที่ไดรับผลกระทบ และทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลง ตาง ๆ มากมาย ในสวนที่ผมคิดวาเปนขอเสนอเบื้องตนเพื่อการแกไขนั้น ผมคิดวาทั้งแงการเมือง เศรษฐกิจ ตัว ระบบราชการเองที่เขาไปในพื้นที่ขณะนี้นั้น จะมีชองทางอยางไรที่จะทําใหชาวบานมีสวิตซตัวหนึ่งใน การที่จะบอกวา ขณะนี้ขอหยุดไวกอนไดไหม กองทุนหรืออะไรตาง ๆ ที่ลงไป ขอใหชาวบานตั้งหลัก กอนไดไหม พรอม ๆ กันนั้น ผมคิดวาตองมีกลไกสําคัญในแงของการไปเปดพื้นที่ของกระบวนการนิติ บัญญัติระดับหมูบานเอง ที่ตองรองรับจารีตประเพณีตาง ๆ เหลานี้ใหมันมีสถานะทางกฎหมายที่ กฎหมายรัฐรับรอง ผมคิดวาสวนนี้เปนสวนสําคัญที่จะทําใหเกิดอํานาจในการตอรองกับสิ่งตาง ๆ ทีเ่ ขาไปในพื้นที่ ได เปนตนวา การใหอาํ นาจองคกรปกครองทองถิ่น มีอํานาจในการออกกฎที่จะสามารถรองรับกฎของ ชาวบานที่ใชบงั คับในพื้นที่ได ยกตัว อยาง เชน กฎในการใช ทรัพยากรน้ํา กฎในการใชน้ํ า ซึ่งสอดคลองกับชาวบา น ไม จําเปนตองไปพึ่งพาตํารวจจากขางนอกเขามาจับ ไมจําเปนตองไปพึ่งพา อบต. แตมันเกิดขึ้นโดย สอดคลองกับสิ่งที่เปนมาอยูแลวตั้งแตอดีต 52 นอกจากนั้นแลว ในสวนที่เกี่ยวของกับเรื่องของระบบกฎหมายระดับชาติ ผมคิดวาตรงนี้ สําคัญ และจําเปนในการที่ตองไปปรับโครงสรางของกระบวนการทําใหม ควรจะมีนโยบายทางอาญาใหมหรือเปลาในการที่จะจัดการกับกรณีแบบนี้ เชน ในกรณีที่เห็น ไดชดั วาเปนเรื่องของการใชกระบวนการยุติธรรมไปขัดขวางกระบวนการทางประชาธิปไตย โดยการไป ทําลายสิทธิขั้นพื้นฐานตาง ๆ ผมคิดวาสิทธิขั้นพื้นฐานที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ ไมวาจะเปนสิทธิทางดานเศรษฐกิจ สิทธิ ในการรวมตัวเปนชุมชนตาง ๆ เหลานี้ อยางนอย ๆ เริ่มตนสิทธิในเรื่องของเนื้อตัวรางกาย สิทธิในการ เคลื่อนไหวรับรูขอมูลขาวสาร สิทธิที่จะทําอะไรตาง ๆ เหลานี้ การประกันสิทธิขางตนบางอยางที่จะทําใหเขามีโอกาสในการที่จะรวมกลุมขยายตัวนั้น เปน สิ่งสําคัญอันดับแรกที่ตอ งทํา แลวจะทําอยางไรที่จะทําใหกระบวนการยุติธรรมตั้งแตตํารวจ อัยการ ศาล เขามารวมใน กระบวนการตรงนี้ ซึ่งผมคิดวาตรงนี้เปนขั้นแรกที่จะนําไปสูการแกปญ  หาความยากจนในเชิงโครงสราง ได การเขียนกฎหมายผมคิดวาเปนเรื่องรอง เพราะถาความรู ความคิด ทัศนะของผูใชกฎหมายใน ปจจุบันไมปรับเปลี่ยน ไมเห็นใจ ไมมีการรับรูวาคนที่เขาจนเขาเดือดรอนยังไง ผมคิดวาตรงนี้เปน อุปสรรคที่ใหญมาก 53 กฎหมาย : มายาความยุตธิ รรม* สมชาย ปรีชาศิลปกุล** เรื่องที่ผมจะพูดคือ ระบบกฎหมายเขามาทําใหคนตองจนอยางไรบาง โดยมี ๒ ประเด็นหลัก คือ ๑. การจัดการทรัพยากรมีผลตอคนยากจนอยางไร ๒. เราจะจัดการกับโครงสรางหรืออํานาจในการจัดการทรัพยากรนี้อยางไร เพื่อใหเอื้อกับ ความสมดุลหรือความเปนธรรมในสังคมไทย ประเด็นแรกคือ ระบบกฎหมายเขามากระทบคนสวนใหญอยางไร ทรัพยากรที่จะพูดถึง คือทรัพยากรดิน น้ํา ปาไม กฎหมายที่เกี่ยวของลวนตั้งฐานอยูบนความคิดในชวงกอตัวของรัฐชาติใน สมัยรัชกาลที่ ๕ ซึง่ สิ่งที่กฎหมายทํากับคนในสังคมมี ๓ ประเด็นสําคัญ คือ ๑. กีดกันความสามารถของคนกลุมหนึ่งออกจากการเขาถึงทรัพยากร ซึ่งกระทบถึงคนสวนหนึ่งโดยเฉพาะชาวเขา ที่ไมสามารถเขาถึงทรัพยากรได เพราะพวก เขาไมไดรับสัญชาติไทย กฎหมายสัญชาติไทยเกิดขึ้นครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๕๖ ชวง พ.ศ. ๒๔๕๖-๒๕๑๕ กฎหมาย กําหนดไววา ใครเกิดในพื้นที่ประเทศไทย จะไดสัญชาติไทย แตรัฐไทยไมสามารถเขาถึงประชาชนได โดยเฉพาะอยางยิ่งกอน พ.ศ. ๒๕๐๐ รัฐไทยเขาถึงประชาชนไดนอยมาก รัฐไทยเพิ่งจะมีความสามารถ ในการเขาถึงประชาชนทั่วดินแดนได หลังการยุติสงครามระหวางพรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศไทย กับรัฐไทย เมื่อปลายทศวรรษ ๒๕๒๐ การสํารวจชาวเขาเพิ่งจะเริ่มตนอยางจริงจังเมื่อป พ.ศ. ๒๕๓๐ กอนหนานี้มีการสํารวจอยู บาง และมีการแจกเหรียญรูปรัชกาลที่ ๙ เพื่อยืนยันวาเปนชาวเขา แตเหรียญนี้จะยืนยันอะไรไดมาก ใคร ๆ ก็แจกเหรียญนี้ได การเขาไมถึงนี้ทําใหชาวเขา ชนกลุมนอยจํานวนมากที่หางไกลทรัพยากรไมไดรับสิทธิใน การถือสัญชาติไทย และสิ่งที่ตามมาคือคนเหลานี้ไมมีสทิ ธิในประมวลกฎหมายที่ดนิ ไดเลย ประมาณการวามีชาวเขาอยู ๑ ลานคนในประเทศไทย มีคนที่ยังไมไดสัญชาติประมาณ ๓-๕ แสนคน ซึง่ คนเหลานี้ถูกกีดกันออกไป ไมสามารถเขามาใชทรัพยากรไดตามกฎหมาย * จากการอภิปราย “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ครั้งที่ ๔ เรื่อง มาตรการทางกฎหมายที่เปนอุปสรรค วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ** ภาควิชานิติศาสตร คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม 54 ๒. กีดกันสิทธิที่เคยมีมาตามจารีตประเพณี แมวาคนบางสวนจะสามารถเขาถึงความเปนสัญชาติได แตเขาก็ถูกกีดกันสิทธิที่เคยมีมา ตามจารีต หมายความวา ในชวงหนึ่งระบบกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะกฎหมาย ที่ดินมีการปรับระบบคือ กอนสมัยรัชกาลที่ ๕ เราไมเคยมีเอกสารสิทธิ์ การดูวาใครมีสิทธิในที่ดินดูตามความสัมพันธกับการใชประโยชน ตอมาจึงเริ่มมีการออก เอกสารสิทธิ์ ใชระบบเอกสารเขามายืนยันการมีสิทธิ์ ใครมีที่ดินก็เขามาแจงแลวก็รับเอกสารสิทธิ์ไป ขณะที่อาํ นาจรัฐไทยที่จะเขาไปจัดการใหยุติธรรมถูกตองนั้นยังเขาไปไมถึงตัวชาวบานเอง ก็ไมอยากมารับเอกสารสิทธิ์ดวย เพราะเมื่อรับแลวตองเสียภาษี ระบบที่เปลี่ยนแปลงนี้มีความสําคัญมาก เชนในปจจุบันเมื่อเกิดความขัดแยงระหวางคน ๒ กลุม คนกลุมหนึ่งอยูในพื้นที่ซึ่งใชประโยชนมานาน แตตอมาคนอีกกลุมหนึ่งเขามาโดยมีเอกสาร สิทธิ์มายืนยันดวย ถามวาตามระบบกฎหมายในปจจุบันใครมีสิทธิมากกวากัน คนที่ถือเอกสารสิทธิ์ ยอมมีสิทธิมากกวา ตัวอยาง ปญหาที่ลําพูน มีชาวบานกลุมหนึ่งประมาณ ๔๐๐ ครอบครัวเขาไปบุกเบิกที่รกราง วางเปลา ซึ่งที่ตรงนั้น ชาวบานยืนยันวาไมเคยมีใครเขามาใชประโยชน นาจะเปนที่สาธารณะไมใชที่ ของเอกชน แตแลวก็มีเอกชนมายืนยันดวยเอกสารสิทธิ์ที่ถูกตอง จึงเกิดปญหาขึ้น ซึ่งหากมองตาม กฎหมาย คนที่มีเอกสารสิทธิ์ยอมมีสิทธิมากกวา ความขัดแยงเชนนี้เกิดขึ้นมาก ที่ อ. ปาซาง จ. ลําพูน ก็เชนกัน มีการพิสูจนเอกสารสิทธิ์ในที่ ๓๑ แปลง พบวามี ๑๕ แปลง ที่มีเอกสารสิทธิ์มิชอบ ตรงนี้ สะทอนใหเห็นวาระบบเอกสารสิทธิ์ที่ฝากไวกับรัฐนั้น มีคนบางกลุมที่สามารถเขาถึงอํานาจรัฐและ สามารถไดเอกสารสิทธิ์ในที่ดินมาโดยมิชอบ ซึ่งมีมากหลังป พ.ศ. ๒๕๓๐ ชวงเศรษฐกิจฟองสบู ที่มี การซื้อขายที่ดินเพื่อเก็งกําไรมาก ๓. รัฐริบอํานาจพื้นที่สาธารณะของชาวบานไป พื้นที่สาธารณะในที่นี้หมายถึงทั้งทางกายภาพและทางนามธรรม กฎหมายปาไมป พ.ศ. ๒๔๘๔ มีพระราชบัญญัติปาสงวน พระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ ซึ่งสงผลใหรัฐริบเอาพื้นที่ สาธารณะทีไ่ มไดเปนของปจเจกบุคคลไปจัดการเองจนหมด รัฐเปนเพียงผูเดียวที่มีอํานาจตัดสินวาพื้นที่นั้น ๆ ใครใชได ใครใชไมได การกระทําเชนนี้ เกิดขึ้นกับทรัพยากรน้ําดวย เชนระบบการจัดการเหมืองฝายของภาคเหนือ ที่ชุมชนรวมกันคิดรวมกัน ตัดสินใจวาจะจัดการปนน้ํากันอยางไร แตเมื่อเกิดกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการน้ํา รัฐพยายามดึง อํานาจการจัดการน้ําไปไวกับรัฐหมดเชนกัน สวนพื้นที่สาธารณะทางนามธรรม เชนเรื่องเหลา ซึ่งเดิมชาวบานสามารถเขาถึงไดในอดีต แตเมื่อตนสมัยรัตนโกสินทร รัฐเริ่มมองเห็นวาเหลาเปนแหลงรายได จึงริบอํานาจการทําเหลาไป 55 จริง ๆ แลวเหลา ที่วาเถื่อ นนั้น ไมไดมีความแตกตางกับเหลา ที่ไมเถื่อนแตอย างใดใน ลักษณะของเหลา แตสิ่งที่กําหนดวาเถื่อนหรือไมเถื่อนคือกฎหมาย ซึ่งหากใครไดรับอนุญาตจากรัฐ ผลิตเหลา เหลานั้นก็ไมเถื่อน คนผลิตก็ไมผิดตามพระราชบัญญัตสิ ุราทีอ่ อกมาเมื่อป พ.ศ. ๒๔๙๓ โดยรวมแลวสิ่งที่เปนปญหาเกิดจากการที่รัฐเขาไปริบอํานาจตาง ๆ โดยเฉพาะในสิ่งที่เปน ทรัพยากรในพื้นที่สาธารณะ แตทั้งนี้ไมไดหมายความวาชาวบานจะหมดสิทธิในทุกสิ่ง สิทธิที่ชาวบาน ยังเหลือคือสิทธิแบบปจเจกบุคคล โดยเฉพาะในเรื่องที่ดิน แตการไดรับสิทธิเชนนี้ก็ไมไดหมายความวา ชาวบานจะสามารถใชทรัพยากรไดอยาง เต็มที่ หรือมีหลักประกันที่เปนความมั่นคงในชีวิตได เพราะสิทธิแบบปจเจกที่ชาวบานไดรับนั้น มันตก เขาไปอยูภายใตการกดดันของการพัฒนาแบบเนนภาคอุตสาหกรรม ไมใหภาคเกษตรกรรมเติบโต ใช นโยบายทางภาษีมากด ทําใหแรงงานมีราคาถูก สภาพเกษตรกรตกต่ําลง เพราะฉะนัน้ ทีด่ นิ ซึง่ ชาวบาน เปนเจาของใชทาํ กินก็ไมไดชวยทําใหเกษตรกรดํารงอยูไดอยางมั่นคง ยิ่งไปกวานั้น ชวงทศวรรษที่ ๒๕๓๐ ระบบเศรษฐกิจแบบฟองสบู ระบบตลาดเขามา ทํ า ลายความมั่ น คงในการถื อ ครองที่ ดิ น ของชาวบ า น คื อ ขณะที่ ร าคาที่ ดิ น ถู ก เก็ ง กํ า ไรให สู ง ขึ้ น หลายเทาตัว แตราคาผลผลิตของเกษตรกรไมไดสูงขึ้นตาม ในที่สุดที่ดินก็หลุดมือจากเกษตรกรไปสูนัก ลงทุนผูเก็งกําไร เชนทางภาคเหนือ มีคนเปนจํานวนมากซึ่งไมมีที่ดินทํากิน แตกลับมีที่รกรางวางเปลา มากมายติดปายขาย land for sale เปนสภาพปญหาที่สําคัญ ทรั พ ยากรที่ ดิ น ไม ค วรเป น ทรั พ ยากรที่ ค นจะถื อ ครองได อ ย า งเสรี พื้ น ที่ ซึ่ ง เหมาะกั บ การเกษตรถูกแปรเปลี่ยนไปใชประโยชนในทางที่ไมเหมาะสม เชน ที่ดินที่ลําพูนซึ่งเหมาะสมอยางมาก กับการปลูกลําไย กลับกลายเปนที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่เกษตรกรตองไปหาที่ทํากินในพื้นที่ ซึ่งสวยกวา สงผลใหตนทุนการผลิตสูงขึ้น ผลผลิตที่ไดไมมีคุณภาพ นอกจากนี้ ระบบโครงสรางพื้นฐานของรัฐก็เปนปญหา เชนที่หนามหาวิทยาลัยเชียงใหม มีการขุดคูคลองชลประทาน ในอดีต ชวงกอนและถัดจากพื้นที่มหาวิทยาลัยเปนพื้นที่ทาํ เกษตร แตปจจุบันชวงกอนถึงมหาวิทยาลัยเปนหมูบานอิงดอย และถัดจากมหาวิทยาลัยไปเปน หมูบา นจัดสรร คลองชลประทานที่มีอยูถูกนําไปใชประโยชนทางการเกษตร นี่คือปญหาที่เกิดจากการขาดการจัดการทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ และปลอยให ปจเจกบุคคลเขามาจัดการทรัพยากรเองโดยมีกลไกตลาดเปนตัวนํา จะเห็นไดวา ระบบการจัดการทรัพยากรที่ผานมาไดกอปญหาอยางมากมาย อยางไรก็ ตามก็นา ยินดีที่ปจ จุบนั มีการพูดถึงปญหานี้กันมากขึ้น แมจะยังไมมากพอ ผมขอเสนอประเด็นที่เราควรคิดเมื่อจะมีการวิเคราะหเรื่องการปรับโครงสราง การจัดการ ทรัพยากร ๒ ประการ คือ 56 ๑. การปรับใหสังคมเปนแกนกลางในการจัดการทรัพยากรแทนการรวมศูนยโดย รัฐ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม มีการวางรากฐานการจัดการทรัพยากรโดยสังคม เริ่มตั้งแตระดับ ปจเจกบุคคล ชุมชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น แตปญหาคือ รัฐธรรมนูญเคลื่อนแตกฎหมายไม เคลื่อน กฎหมายที่เกี่ยวของกั บการจัดการทรัพยากรไมวาจะเปนพระราชบัญญัติปาไม พ.ศ. ๒๔๘๔ พระราชบัญญัติปาสงวน พ.ศ. ๒๕๒๗ พระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ หรือ กฎหมายประมง กฎหมายที่ดิน ลวนเกิดก อนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดัง นั้น ทางออกตองปรับเปลี่ยน กฎหมาย ที่อาจจะกลาวไดวามีความเปนไปไดมากที่สุดคือ พระราชบัญญัติปาชุมชน ซึ่งปจจุบันอยูที่ กระบวนการฝายนิติบญ ั ญัติ อยางไรก็ตาม แคการเปลี่ยนกฎหมายอยางเดียวยังไมพอ เพราะนโยบายการจัดการที่ ผานมา อยูภายใตการวางแผนที่เรียกวา แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแหงชาติ ซึ่งผมคิดวาแผนพัฒนาฯ เทาที่ผานมาจนถึงปจจุบัน เปนสิ่งหนึ่งที่เปนปญหาอยางมาก เพราะเปนการสั่งการจากขางบนที่ไมมี ฐานขอมูลที่ถกู ตอง เนนการตอบสนองภาคอุตสาหกรรมเปนหลัก ผมขอเสนอใหยกเลิกไปเลย จะไดไมเปนปญหาในทางปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว แลว หากไมมีการเปลี่ยนแปลง ในทางปฏิบัติจะทําอะไรไดยาก เพราะเมื่อกฎหมายยังไมแก และ แผนพัฒนาฯ ที่มีก็ไมสอดคลอง เมื่อเกิดความขัดแยงก็ไมสามารถหาตัวตัดสินได เชน ชาวบานเขาไปตัดไมโดยอางสิทธิ ตามมาตรา ๔๖ ในรัฐธรรมนูญ แตเจาหนาที่รัฐอางกฎหมายพระราชบัญญัติปาไมจับชาวบาน สรุป ชาวบานถูกจับเพราะหลายมาตราในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวของกับการจัดการทรัพยากร ถูกบัญญัติไวโดย ไมมีกรอบเวลาที่จะบีบใหฝายนิติบัญญัติทํางาน ไมเหมือนเรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือการตั้ง องคกรอิสระตามมาตรา ๔๐ ที่มีการกําหนดกรอบเวลาไว เมื่อไมมีกรอบก็ปลอยไปเรื่อย ๆ จนเกิด ปญหาตามมา โดยเฉพาะในหลายมาตราที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรนี้มักลงทายวา “ทั้งนี้ใหเปนไป ตามที่กฎหมายบัญญัต”ิ ซึ่งประโยคนี้เปนปญหาสําคัญที่ยังไมมีนักกฎหมายคนใดอธิบายไดชัดเจนวา หมายความวาอยางไร หากไมมีกฎหมายบัญญัติยอมใชรัฐธรรมนูญไมไดเลยใชหรือไม หากเปนเชนนั้น ก็เปน ปญหาสําหรับนักกฎหมายอยางมาก เพระไมวาจะเรียนกฎหมายจากในหรือตางประเทศ เราถูกสอน ตรงกันวา รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด แตในทางปฏิบัติไมไดเปนเชนนั้น คงถึงเวลาที่นักกฎหมายจะ มาพิจารณาประเด็นนี้กนั อยางจริงจัง 57 ๒. การปรับโครงสรางของระบบการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะการคืนอํานาจพื้นที่สาธารณะกลับไปสูประชาชน และยอมรับสิทธิตามจารีต ของชุมชน ประเด็นนี้มีนักกฎหมายหลายคนบอกวา กฎหมายที่เรามียอมรับสิทธิตามจารีตอยูแลว แตผมคิดวาในการจัดการทรัพยากรกฎหมายเรายังไมยอมรับสิทธิชุมชนในทางจารีต “ที่ผานมาระบบตลาดไดเขามาเปนกลไกทําใหเกิดการผูกขาดในการจัดการทรัพยากรอยาง มาก การเก็งกําไรที่ดินเปนตัวอยางที่ชัดเจนวา ระบบตลาดไดเขามามีสวนสําคัญที่กดดันใหระบบการ จัดการทรัพยากรเปนเชนนั้น เรื่องน้ํากําลังจะเปนเรื่องตอมา ดังนั้นเราตองคิดกันอยางจริงจังวา ทํา อยางไรที่จะไมใหระบบตลาดเขามาเปนกลไกสําคัญในระบบการจัดการทรัพยากรอีกตอไป” กฎหมายการจัดการทรัพยากรที่เรามีครอบคลุมในทุกทองถิ่นโดยไมเปดชองวางใหชุมชน ไดปฏิบัติตามจารีตของชุมชน หากมีการยอมรับสิทธิตามจารีตจริง ก็จะชวยในการสรางระบบการ จัดการทรัพยากรเชิงซอน แทนระบบการจัดการทรัพยากรเชิงเดี่ยว ที่ใหอํานาจกับรัฐฝายเดียวได การคืนอํานาจใหชมชนมีสิทธิในพื้นที่แตละพื้นที่นั้น ไมไดหมายความวา เจาของที่ดินที่ใด ที่หนึ่งจะเปนผูเดียวที่มีสิทธิในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของตน เชนหากคุณเปนเจาของที่นาผืน หนึ่ง คุณยอมมีสิทธิในการทํานาของคุณ แตเวลาหนาฝนมีกบ มีเขียดในที่นา กบเขียดเหลานี้ไมไดเปน ของคุณคนเดียว ใครก็ตามที่ออกไปในที่นาขณะนั้น ยอมมีสิทธิจบั กบเขียดเหลานั้นได นี่คือการจัดการทรัพยากรแบบเชิงซอนที่ปรับไปตามพื้นที่ ซึ่งกฎหมายไทยไมมีความรู ความเขาใจในเรื่องเหลานี้ การเสนอใหมีการเปลี่ยนแกนกลางในการจัดการทรัพยากรนั้น ไมไดเปนการเสนอใหนับ หนึ่งใหมอยางเทาเทียมกัน เพราะวาระบบกฎหมายที่ผานมา ไดทําใหคนบางคนตัวใหญคน และทําให คนบางคนตัวเล็กลง ดังนั้น ถึงแมจะมีการเปลี่ยนแกนในการจัดการทรัพยากร แตทุกคนจะเริ่มนับหนึ่งใหม พรอม ๆ กันไมได เพราะสังคมเรามีโครงสรางเละเทะมานาน เกิดความเหลื่อมล้ํามานาน รัฐตองเขามา แทรกแซง โดยเบื้องตนตองทําใหระบบการจัดการทรัพยากรกระจายโดยเฉพาะเรื่องที่ดิน การถือครอง ตองกระจาย อีกประการหนึ่งคือ ตองทําใหมีการประกันสิทธิคนตัวเล็ก ๆ ในสังคมไทย ที่ผานมาระบบ ตลาดไดเขามาเปนกลไกทําใหเกิดการผูกขาดในการจัดการทรัพยากรอยางมาก การเก็งกําไรที่ดินเปน ตัวอยางที่ชัดเจนวา ระบบตลาดไดเขามามีสวนสําคัญที่กดดันใหระบบการจัดการทรัพยากรเปน เชนนั้น 58 เรื่องน้ํากําลังจะเปนเรื่องตอมา ดังนั้นเราตองคิดกันอยางจริงจังวา ทําอยางไรที่จะไมให ระบบตลาดเขามาเปนกลไกสําคัญในระบบการจัดการทรัพยากรอีกตอไป สรุปก็คือวา ระบบกฎหมายในการจัดการทรัพยากรเปนผลมาจากแนวคิดกระแสการ พัฒนา และอิทธิพลขององคกรโลกบาลตาง ๆ สิ่งที่เราตองหันกลับมาใหความสนใจคือ ทําอยางไรจึงจะปรับระบบ ปรับโครงสราง เพื่อ จะเปดพื้นที่ใหแกคนเล็ก ๆ ไดมีโอกาสและมีสวนรวมในการจัดการทรัพยากรได และทําอยางไร จะทํา ใหชาวบานมีอํานาจในทรัพยากรมากขึ้น ทางเลือกคงไมไดสุดขั้วไปทางเสรีนิยมหรือสังคมนิยมเสีย ทีเดียว คารล มารกซเรียกการปลอยเสรีภาพใหปจเจกชนแบบสุดโตงวา เปนเสรีภาพของหมาปาในเลา ไก ซึง่ หมายความวา ใครแรงมากกวาก็ไดเปรียบมากกวา เชน ถาผมเกิดมีที่ดินอยูครึ่งประเทศ ในประเทศซึ่งถือวาเสรีภาพของบุคคลสูงสุด ผมก็ ปลอยใหเชาแพง ๆ ใครไมมีปญญาเชาก็ไมตองเชา แตถาเกิดมีคนที่เขาจําเปนมากที่จะตองเชาละ จะ ทําอยางไร เมื่อเกิดสภาพเชนนี้ รัฐหลายรัฐจะเขามาแทรกแซง และใชมาตรการภาษีที่ดิน แตในบานเรา เรารับมาดานเดียวคือรับสิทธิแบบปจเจกชนมา แตไมไดรับกฎหมายภาษี ที่ดินมาดวย ระบบการปฏิบัติการถือครองที่ดินก็ไมเอามา ระบบกฎหมายเสรีภาพปจเจกชนของเราจึง เปนแบบกุด ๆ สิ่งที่ผมเห็นวา เราควรทําเพิ่มมากขึ้นคือ สรางความเปนธรรมขึ้นในทุกดาน ซึ่งเปนสิ่งที่ เกิดขึ้นแลวในระดับสากล นอกจากนี้ในระดับสากลยังเกิดการกลับมาของสิทธิแบบจารีตดวย ในออสเตรเลีย เมื่อประมาณ ค.ศ. ๑๙๙๖ มีคดีที่เกิดขึ้นคือคดี Marble Case เปนขอ ถกเถียงระหวางชนพื้นเมืองกับเอกชน เอกชนเขาไปขอเชาที่ดินของรัฐ มีเอกสารรับรองถูกตอง แตที่ดิน นั้นมีชนพื้นเมืองอาศัยอยู ผลปรากฏวาคดีนี้ขึ้นสูศาลออสเตรเลีย ถกเถียงกันวาใครมีสิทธิมากกวากัน ปรากฏวา ศาลรับรองวาชนพื้นเมืองนั้นอยูมากอนที่คนผิวขาวจะมาอยูที่ออสเตรเลียดวยซ้ํา ดังนั้นแมจะไมมี เอกสารสิทธิ์ แตศาลรับรองสิทธินี้ เทากับวาโดยทั่วไป แมรัฐจะมีการรับรองตามระบบเอกสารสิทธิ์ที่ ถูกตองตามกฎหมาย แตใชวาจะทําเชนไรก็ได ภายใตระบบเอกสารสิทธิ์นั้น ตองไดรับการยอมรับจาก ชนพื้นเมืองดวย คําตัดสินของศาลออสเตรเลียนี้สงผลทําใหรัฐสภาตองออกกฎหมาย เรียกวาเปน Native Act เพื่อรับรองสิทธิชนพื้นเมือง นับเปนความเปลี่ยนแปลงที่นาสนใจ กรณีเชนนี้ไมไดมีเฉพาะในออสเตรเลีย ที่ละตินอเมริกาก็มี แมกระทั่งในญี่ปุน ผมเคยคุยกับนักกฎหมายของญี่ปนุ วา เวลาเกิดขอพิพาทในที่ดิน หากมีการเขาไปในพื้นที่ ใดที่ชุมชนนั้นมีกฎเกณฑตามจารีตที่ชุมชนใชอยู ตองปฏิบัติตามจารีตนั้น กฎหมายของรัฐจะไมเขาไป ยุง นี่เปนสิ่งที่ชวยตอบคําถามไดวา ในแงมุมของเรื่องฐานการจัดการทรัพยากร ถามวาทําไมชาวบาน 59 ยากจน ผมเห็นดวยวากฎหมายไมสามารถทําใหชาวบานรวยขึ้นได แตกฎหมายสามารถทําใหขาว บานมีหลักประกันความมั่นคงในการดําเนินชีวิตได ดั ง นั้ น สิ่ ง ที่ สํ า คั ญ คื อ ทํ า อย า งไร ชาวบ า นและชุ ม ชนจะเข า ถึ ง อํ า นาจในการจั ด การ ทรัพยากรได ซึ่งปจจุบนั ก็มีการตื่นตัวในเรื่องนี้มากขึ้นแลว โดยอยูในระหวางการปรับตัว เวลาที่เราตั้งคําถามกลับเขาในระบบกฎหมาย สิ่งที่เปนปญหาคอนขางมากคือ สิทธิซึ่ง ดําเนินมาตามจารีตแบบหนึ่งกับสิทธิที่ถูกกําหนดโดยรัฐ ซึ่งมีรากฐานของสิทธิของปจเจกบุคคลแบบ สุดโตงอยู เปนปญหาวา เราจะทําใหเกิดระบบกฎหมายที่ชาวบานเขาถึงไดอยางไรบาง 60 ภาคสาม ความจริงของความจน : คนจนอัจฉริยะ ทุนทางวัฒนธรรม* ม.ร.ว. อคิน รพีพฒ ั น** เรื่องแรกที่จะพูด คือ สิ่งหนึ่งที่เปนหัวใจของความเปนสมัยใหม คือการทําลายลางของเกา ใหพังแหลกละเอียดไป แลวสรางของขึ้นมาใหม แนวคิดแบบนี้เปนแนวคิดในโครงสรางการพัฒนาที่เราเอามาใชตั้งแตประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๐ มาจนปจจุบัน คือพยายามทําลายลางความคิดความเชื่อเกา ๆ ของคนไทย ของชุมชน ของ หมูบา นใหหมด แลวสรางขึ้นมาใหม โดยอาศัยความคิดแบบฝรั่งแบบทุนนิยม ผลของการที่เราทําเชนนั้นและปฏิบัติตามความคิดสมัยใหมของฝรั่งเชนนั้น ไดนําเรามาสู ความหายนะของวิกฤติเศรษฐกิจของบานเมืองเรา และความหายนะของหมูบา นหลายแหง ที่ ผ มจะพูดวัน นี้ คื อรายละเอี ยดของการนํ าความคิดแบบฝรั่ง เขามาใชใ นการพั ฒ นา ทองถิ่น แลวมันไมไดผลอยางไรบาง แลวก็พูดจากประสบการณของผมซึ่งมี ๓ เรื่องดวยกัน ประสบการณแรกคือการทํางานเกี่ยวกับสหกรณ ซึ่งผมทํามาตั้งนานแลวเปน ๑๐-๒๐ ป ศึกษาเกี่ยวกับสหกรณในประเทศไทย และพบความลมเหลวเยอะแยะไปหมด สหกรณในรูปแบบของ รัฐที่เกิดขึ้นมาเปนสหกรณแบบฝรั่งที่นํามาใชในเมืองไทย เรื่องตอไป ผมจะพูดถึงประสบการณในการทําโครงการพัฒนาชนบทลุมน้ําแมกลองที่ ต. ยกกระบัตร จ. สมุทรสาคร ซึ่งมันเกิดองคกรชาวบานขึ้นมา โดยเขามีวิธีการและความคิดดั้งเดิมที่เขา สืบทอดกันมาอยางนาสนใจมาก และเวลาปฏิบัติเขาก็ทําของเขาไปได ประสบการณเรื่องสุดทายที่จะเลา เปนเรื่องที่พบมาเมื่อวานนี้เอง ความจริงผมไปมา ๒-๓ ครั้งที่แลววัดครูเตาอยูทหี่ าดใหญ จ. สงขลา ซึง่ มีทานพระอธิการทอง ที่นั่นเขาเรียกวาประมุข เปนกลุม ออมทรัพยซึ่งมีวิธกี ารที่นา สนใจมาก ๆ ผมจะเลาประสบการณของผมใน ๒-๓ อยางนี้ใหทา นฟง * จากการอภิปราย “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ครั้งที่ ๒ เรื่อง ทุนทางวัฒนธรรม วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ** ที่ปรึกษามูลนิธิชมุ ชนไท 61 เรื่องแรกเมื่อตอนที่ผมไปทําสหกรณ ผมเปนคนแรกที่พูดวา สหกรณที่เราเอาแบบฝรั่งมา ทํานัน้ มันมีปญ หามาก เราเขาไปทําสหกรณเพื่อที่จะรวมชาวบานใหรวมตัวชวยกัน วาความจริงคนที่เขามาเปน สมาชิก ก็หวังแตเงินผลประโยชนจากสหกรณนั้น แลวสหกรณก็มีตําแหนงตาง ๆ เชน มีประธาน มี กรรมการ ฯลฯ แลวผมพบวาหลายแหงที่ผมไปพบ ประธานและกรรมการ กินกันโกงกันคอรรัปชั่นกัน จนสหกรณพัง และก็ไมรูพังมากี่แหงแลว “เขาบอกวาทางเจาหนาที่เกษตรของราชการ มาบอกใหเขาเปลี่ยนวิธีการปลูกขาวใหม ใหมี ผลผลิตมาก ๆ พอเขาเปลี่ยนพันธุขา ว มาปลูกขาวตามที่เจาหนาที่เกษตรแนะนํา ปรากฎวาเขาตองใช ยาเคมีมากเลย เจาหนาที่บอกใหปลูกเพื่อขาย เขาก็ปลูกแลวขาย เอาเงิรมาซื้อไอโนนซื้อไอนี่ เขาก็ ตองเริ่มตนกู ธกส. เขาบอกยิง่ กูมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกที” ผมเองไปทํางานกับสหกรณที่โครงการไทย-เยอรมันไปทําอยู ชือ่ หมูสี ซึง่ ขึ้นชื่อมาก ร่ํารวย เงิ น เปน ลา น ประธานได รั บ เชิ ญ มาพูดโดยคนเยอรมัน เพื่ อ เล า ให คนอื่ น ฟง ว า สหกรณนี่ เงิ น ดี ไ ด ประโยชนอยางไร ๓-๔ ปตอมาปรากฏวาชาวบานรู ชาวบานไทยก็แปลกเขารูวาประธานกรรมการกับ กรรมการโกง เขาบอกผมว า ดู ซิ อ าจารย เห็ น ไหม ประธานไปซื้ อ รถป ก อั พ ปลู ก บ า นใหม ดู ซิ ดู กรรมการไปซื้อรถปกอัพคนละคันหมดเลย ชาวบานเขารู และเขียนจดหมาย ไปที่อําเภอเปนตั้ง แตทาง อําเภอไมทาํ อะไร ทีแ่ ปลกมากคือกรมสงเสริมสหกรณสงผูตรวจบัญชีไปตรวจ ผมพบกับผูตรวจบัญชีของกรมฯ เขาบอกกับผมวา เขาตรวจพบแลวแตทําอะไรไมได ตอง ปลอยไป เพราะวาประธานกับกรรมการเปนเจาพอในที่นี้ทั้งนั้น แลวในสมัยนั้นมีคอมมิวนิสต เขาบอก วาทําอะไรไมได เพราะเดี๋ยวจะกลายเปนคอมมิวนิสตกันหมด เขาบอกผมอยางนั้น เขาไมวาอะไร สหกรณอันนั้นมันก็เลยพังพินาศไป ทุนเยอรมันมาลง สหกรณละลาน ตอนนั้นทํา ๗ แหง พังหมดเลยทั้ง ๗ แหง โกงกันจนกรรมการร่ํารวย สวนสหกรณพัง มาถึงเรื่องของยกกระบัตร ซึ่งเปนโครงการพัฒนาชนบทของลุมน้ําแมกลองที่ผมทํากับ อาจารยปว ย ที่นี่ใหบทเรียนที่แปลก ๆ กับผม เราเขาไปพยายามชวยชาวบานที่ยากจน คือชาวบานที่ ปลูกขาวแลวดินมันเค็ม ผลผลิตไมพอ หนูนาก็มาก เราไปคุยกับชาวบาน สิ่งหนึ่งที่เราพยายามทําคือ การฟนฟู เพราะชาวบานประสบปญหามาก เราไปไลเรียงถามวา ชาวบานเขาเคยทําอะไรบาง เขาก็ พูดถึงเรื่องเลี้ยงปลา เขาพูดถึงวา เมื่อกอนมันมีปลา แตเดี๋ยวนี้มันจับปลาไมไดแลว 62 ที แ รกเขาบอกว า เขาอยากจะปลู ก มะพร า วจะได ร่ํ า รวยแบบนั้ น แต มั น ทํ า ไม ไ ด จาก การศึกษาประวัติของเขาแลว เรารูวาชาวบานเขาเปนอยางไร อยูอยางไร เคยทําอะไรมาบาง แลวก็ ศึกษาตอไปในบริเวณแถวนั้นวา ที่ไหนเขาทําอะไร และประสบความสําเร็จโดยมีภูมิประเทศคลาย ๆ กัน แลวใหชาวบานเรียนรูจากกันเอง แลวก็เกิดองคกรขึ้นมาเลี้ยงปลา ที่นาสนใจมากคือเวลาที่ชาวบานเขาขุดบอเลี้ยงปลา เขา จะไปชวยกันขุด เอาแรงเหมือนอยางที่สมัยที่เขารวมกันปลูกขาว และเวลาจะจับปลา เขาก็จะชวยกัน จับ เขาจะไมจับพรอมกัน เขาจับแหงละวัน ๆ และก็รวมกันเอาไปขาย นี่เปนประเพณีของเขา เปน ความคิดเกาของการชวยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และก็มาชวยเหลือเอาแรงกัน เขาก็ทาํ อยางนั้น แตทปี่ ระทับใจผมมากที่สุดและผมก็จาํ ไมรูลืม ซึ่งขอฝากไวใหคิดดวยและผมเองพยายาม คิดมาก ๆ อยู คือ ชาวบานที่ยกกระบัติเขารวมตัวกันแลวเปนกลุม แตเขาไมยอมใหใครเปนประธาน กรรมการ คนไหนมีตาํ แหนงตาง ๆ นี่เขาไมยอม ตอนนั้นเขาจะไปกูเงิน ธกส. มาขุดบอ ธกส. ไมยอม บอกตองมีประธาน เขาก็เลยตั้ง ประธานกันขึ้นมาเลน ๆ และคนที่เปนประธานก็ไมมีอํานาจอะไร เพียงแตเปนคนที่ไปติดตอกับรัฐ เพราะรัฐกําหนดมาวาจะตองมีกรรมการ มีตาํ แหนงนั้นตําแหนงนี้ เขาก็ตองทําอยางนั้น นั่นเปนเรื่องหนึ่งที่นาสนใจมาก ๆ เวลาเขารวมกัน เขาก็รวมเงิน เมื่อจับปลามาแลวเขาก็ รวมกันขาย เมื่อเขาไดเงินมาจากการขาย เขาไมมีการตั้งกองทุนขึ้นมา เขาแบงกันทันทีหมดเลย เขา บอกผมวา เงินทองมันเปนของบาดใจ ไมมีใครที่จะกลาเก็บเงินไวถือเงินไว เขาไมยอม เรื่องนี้เปนบทเรียนที่ผมไดเรียนจากเขา และรูสึกประหลาดใจและสนใจมาก ๆ วา ปญหา ที่เกี่ยวของกับเรื่องเงินและเรื่องการสะสมทรัพย ซึง่ เปนพื้นฐานความคิดของทุนนิยมที่เขามา วัฒนธรรมไทยเวลานี้ไมไดยอมรับสิ่งนั้นเทาไร และเราก็ไมไดคิดและมองเงินแบบเดียวกับ ที่ฝรั่งเขามอง เรามองคนละอยางกับเขา และก็ไมไดมุงหวังที่จะสะสมกันแบบนั้น ผมเพิ่งเห็นกลุมตาง ๆ ที่เราตั้งขึ้นมาตั้งหลายกลุม กลุมออมทรัพย กลุมสหกรณที่มัน กลายเปนสหกรณการเงินไป ธนาคารขาวที่กลายเปนธนาคารเงินไป เพราะวาถาเมือ่ ไรทีช่ าวบานแตละ คนเอาไปสะสมเอาไปรวมกัน ดวยจิตมุงหวังที่จะไดผลประโยชนใหตัวเองร่ํารวย ใหตัวเองไดเงิน มากมาย เมื่อนั้นจะตองพังแน มันจะเปลี่ยนกลายเปนของคนร่ํารวย คนจนจะลําบากมาก ประสบการณสุดทายที่ผมพบจริง คือทานพระอธิการทองที่ผมไปมา ๒ ครั้ง เปนสิ่งที่ ประทับใจผมมาก ที่นนั่ มีชมุ ชนอยู ๓ แหงดวยกัน ที่รว มกันทําสิ่งที่เขาเรียกวา ธนาคารชีวิต ความเปนมากอนจะมีธนาคารชีวิต คือ ทานอาจารยเลาวาในสมัยโบราณ ชุมชนเหลานี้ ปลูกขาวเพื่อกินเอง ปลูกขาว ปลูกกลวย ฯลฯ ที่นั่นเปนที่ลุมและมีน้ําทวมอยูเสมอ ทุกบานจึงมียุงขาว 63 ตั้งไวเหนือน้ําเพื่อเก็บขาวไวกอน อยูดวยกันอยางมีความสุขสบายมาตลอด ทีนี้ปญ  หาที่เกิดขึ้นและเขา เลาใหผมฟง ซึ่งนาสนใจมาก เขาบอกวาทางเจาหนาที่เกษตรของราชการ มาบอกใหเขาเปลี่ยนวิธีการปลูกขาวใหม ให มีผลผลิตมาก ๆ พอเขาเปลี่ยนพันธุขาว มาปลูกขาวตามที่เจาหนาที่เกษตรแนะนํา ปรากฎวาเขาตอง ใชยาเคมีมากเลย เจาหนาที่บอกใหปลูกเพื่อขาย เขาก็ปลูกแลวขาย เอาเงินมาซื้อไอโนนซื้อไอนี่ เขาก็ ตองเริ่มตนกู ธกส. เขาบอกยิง่ กูมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกที ตอมาประมาณป ๒๕๒๖ ซึ่งเปนปที่ธนาคารชีวิตเกิดขึ้น มาจากการเกิดกระแสวาลูก ชาวบานตองเรียนหนังสือ ตองไปโรงเรียนที่ตัวอําเภอหาดใหญ แตชาวบานยากจน เขาก็พยายามปลูก ขาวเปลี่ยนพันธุขาว เพื่อจะใหรวยตาง ๆ นานาตามที่เกษตรแนะนํา แตเขาบอกวายิง่ ทํามันก็ยงิ่ จนไมมี เงิน ทีนี้ทา นพระอธิการทอง ทานเปนเจาอาวาสอยูที่วัดอูตะเภาตอนนั้น คนก็รักใครนบั ถือทาน มาก คนก็ไปหาทาน เวลาจะสงลูกไปเรียนหนังสือก็ไปยืมเงินทาน ทานก็ใหยืมมาเรื่อย ๆ คือทานเปน คนใจดี ใหยมื จนตัวทานก็แยเหมือนกัน คนอายุมาก ๆ ที่เขาไปคุยอยูที่วัด เขาก็คุยกันวาจะทํายังไงดี ทานบอกใหทาํ อยางนี้สิ ก็ให เอาเงินมาทุกวัน คนหนึ่งก็ใหเอามาบาทหนึ่ง คนรวยคนจนเอามาเหมือนกันคนละบาท ๆ มารวมกัน เปนธนาคารชีวิตของทาน และก็ใชเงินจํานวนนั้น เวลาจะกูยืมก็ยืมจากเงินนั้น ก็เอาดอกเบี้ยรอยละ หนึ่งซึ่งต่ํามาก แตที่นาสนใจกวานั้นคือ ทุกคนที่มาเขาหุนจายเงินนี้ จะจายเทากันหมดทั้งคนรวยคนจน แลวก็ไมมีการปนผล คนทุกคนเขามาเพื่อชวยเหลือกัน มาเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ชวยเหลือคนที่ ยากจนคที่ลําบาก แลวเวลาที่คุณมากูยืม สมมุติเงินมันมีนอย เงินมันไมพอ มีคนมากูเยอะ จะตองจัด วาคนไหนจะได คนไหนจะไมได ไมมีกรรมการที่จะมานั่งคิดพิจารณา คนที่จะมากูทั้งหมดจะมานั่งคุย กัน ถกกัน จนกวาจะรูวาใครมีความจําเปนมากที่สุด ก็ใหคนนั้นไปกอน ทํามาอยางนี้ตั้งแตป ๒๕๒๗ จนปจจุบันขยายไปรวมชุมชน ๓ แหงที่ขึ้นอยูกับวัด มีวัดอู ตะเภา วัดครูเตา และก็มีวัดดอนอีกวัดหนึ่ง ทั้ง ๓ วัดในทองที่แถวนั้นจะทําอะไรรวม ๆ กันหมด เรื่องนี้ ก็เปนเรื่องสําคัญ ทีนี้เขาเรียกทานพระอธิการวาประมุข ผมก็ถามวา ถาเผื่อไมมีทานชาวบานจะทําไดไหม เขาบอกวาคงจะอยูไดแลว เพราะเดี๋ยวนี้ทานก็พยายามถอย ๆ ออกแลว ไมคอยยุงเกี่ยวกับธนาคาร ชีวติ แลว แตธนาคารชีวิตไดชวยใหชาวบานที่นั่นสามารถอยูดีกินดีขึ้นมาไดตั้งเยอะ และก็สามารถ ที่จะทําอะไรตออะไรได 64 สิ่งที่นา สนใจมาก คือ ทุกคนเอาเงินเขามาวางโดยไมไดคิดวาจะเอาเงินคืน เพือ่ ทีจ่ ะร่าํ รวย หรือกินดอกเบี้ย แตความคิดคือการชวยเหลือเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน จะชวยเหลือคนที่ยากลําบากใน ชุมชนเทานั้น ทําใหนกึ ถึงอาจารญฉัตรทิพย ที่วาดั้งเดิมของสังคมไทย ความเอื้ออาทรเปนบุคลิกดั้งเดิม ของเขา ผมคดวา นี่คือ ทุนทางวัฒนธรรม และก็เอามาทําใหเกิดประโยชนขึ้นมาได ชวยเหลือคนที่ ยากจนจริง ๆ โดยอาศัยทุนทางวัฒนธรรมนี้ได ความจริงแลว ในเมืองของเรายังมีคุณสมบัติซึ่งเปนลักษณะที่สืบตอมาในวัฒนธรรมไทย ของเราอีกหลายอยางที่เปนประโยชน เชน ความยืดหยุน ปรองดอง อยางในชุมชนแออัด การทํา land sharing หรือการแบงที่ดินกัน ที่ไหนเขาก็ทํากันไมได แตมันทําไดในเมืองไทย เพราะเมืองไทยเรายืดหยุนเราประนีประนอมกัน ถาหากเจาของที่ดินประนีประนอมยืดหยุนกันกับผูที่เขาไปอยูในนั้น ที่เราเรียกวาผูบุกรุก หรืออะไรก็ตาม มันจะสามารถตกลงกันได และทําการแบงจัดสรรที่ดินกันได การกูยืมเงินก็เหมือนกัน อยางที่ธนาคารชีวิตก็มีความยืดหยุน ถาเผื่อกูไปไมมีเงินใชก็ ยืดหยุนกันได ในระบบอุปถัมภแบบโบราณของเราก็มีความยืดหยุน ไมมีเงินใชปนี้ ก็ใชปหนาไป ๒ ปก็ ยังยืดหยุนกันได แตพอทุนนิยมเขามามาก ๆ ตางคนตางสะสมจนร่ํารวย ผลประโยชนมันมีความสําคัญ มาก จะตองเอาเงินคืนมาใหได ความยืดหยุนจึงหมดไป ระบบอุปถัมภที่เคยมีมาในชนบทตอนหลังก็ใช วิธกี ารวา ใครไมเอาเงินมาคืน ก็จา งมือปนยิง เปนการเปลี่ยนแปลงซึ่งเปลี่ยนขึ้นมาเรื่อย ๆ แตถาหากวา เรายอนกลับมาในชุมชน ในทองถิ่น ในที่เล็ก ๆ เราอาจจะเห็นไดวา เกิดมี การเอาทุนทางวัฒนธรรม ความคิดทางวัฒนธรรมตาง ๆ ทั้งความยืดหยุน ความเอื้ออาทร คานิยมเกา ๆ ของไทยมาใชประโยชน ถาเผื่อ “ทุนทางวัฒนธรรม” เหลานี้ฟนขึ้นมาได ก็สามารถที่จะทําอะไรไดเยอะมากใหกับ สังคมของเรา 65 ทางเลือกจัดการน้ํา มีมากกวา “เขื่อน”* ชยันต วรรธนะภูต*ิ * ภูมิปญญาในการจัดการทรัพยากรน้ําของชาวบานนั้นเปนความรูในการจัดความสัมพันธ มาจากการปฏิบัติ ทดลองในชีวิตประจําวัน และสืบทอด ความรูเหลานี้มานมนาน แตในขณะเดียวกันก็เห็นไดชัดวาองคความรูที่เปนฐานความคิดในการจัดการทรัพยากร น้ําของประเทศไทยปจจุบัน เปนความรูที่แคบและมีมิติเดียว ไมเพียงพอที่จะอธิบายความสลับซับซอน ของระบบนิเวศนในอีสาน ระบบความสัมพันธทางสังคม และการจัดการที่หลากหลาย จึงไมแปลกใจที่ เราเห็นความลมเหลวในการจัดการน้ํา และความขัดแยงในการจัดการทรัพยากรมาโดยตลอด ผมมีขอสรุป ๔ ประเด็นหลักเกี่ยวกับปญหาการจัดการน้ําในอีสานที่ผา นมา ดังนี้ ๑. มายาคติในการจัดการทรัพยากรน้ําภาคอีสาน และความคิดเชิงเดี่ยว อีสานถูกมองวาเปนพื้นที่แหงแลงที่สุดในประเทศ ถึงแมวาจะเปนบริเวณที่มีฝนตกเฉลี่ย ไมนอ ยกวาภาคอื่น ๆ แตลักษณะของดินก็ไมสามารถเก็บน้ําไวได คนอี ส านจึ ง มี ภ าพลั ก ษณ ข องคนที่ อ ยู ใ นดิ น แดนแห ง แล ง ไม ว า จะเป น การเสนอใน ภาพยนตร นวนิยายหรือรายงานของทางราชการตาง ๆ ซึง่ สอดคลองกับความคิดของการพัฒนาที่ผาน มา ที่บอกวา โง-จน-เจ็บ ชอบเลนการพนัน ชอบไปงานบุญ แตคนภาคอีสานตองบอกวา โง-จน-เจ็บ และแหงแลงดวย ดั ง นั้ น คํ า นิ ย ามเหล า นี้ ใ ช เ ป น ฐานในการหาหลั ก คิ ด การจั ด การที่ เ รี ย กว า “หลั ก การ เชิงเดี่ยว” หลักการดังกลาวคือ การใชเทคโนโลยีกักเก็บน้ําโดยการสรางเขื่อน สรางฝายขนาดใหญ อาง เก็บน้ํา หรือวาใชในการขุดคลอง รวมทั้งวิธีการตาง ๆ ที่ใชเทคโนโลยี ที่ตองการควบคุมและปรับ ธรรมชาติ เปนความอหังการของมนุษยโดยที่ไมรูเทาทันวา ความจริงแลวธรรมชาติมีความสลับซับซอน โดยเฉพาะในอีสานไดมีการสะสมภูมิปญญา มาหลายรอยป จนเปนพันปดวยซ้ําไปในการแกปญ  หาความแลง * จากเวที “ทางเลือกการจัดการน้ําอีสาน” ณ สถาบันราชภัฎ จ. สกลนคร วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๕ โดย มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน <http://www.geocities.com/mmidnightunity/newpage03.html> และประชาคม จ. สกลนคร ** ศูนยการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนแหงภูมิภาค คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม 66 “คําถามจากพอใหญวิรัชวา “แมน้ํามูนเปนของใคร” ผมคิดวาเปนคําถามที่ลึกซึ้งมากและก็ สะทอนปญหาของการจัดการน้ําในปจจุบันที่อยูในมือของรัฐบาล โดยที่ชาวบานขาดการมีสวนรวม ทําใหเราอดฉุกคิดไมไดวา สิทธิในการจัดการน้ําที่เคยมีอยูนั้น ปจจุบันไปอยูที่ไหนและจะมีทางออก ไหนบาง” มายาคติ เ ท า ที่ ผ มฟ ง จากหลาย ๆ ท า นโดยเฉพาะชาวบ า น เป น สิ่ ง ที่ ส ร า งขึ้ น เพื่ อ ให รั ฐ มี ความชอบธรรมในการเขามาจัดการน้ํา มีบทบาทในการชวงชิงกรรมสิทธิ์ หรือการจัดการน้ําไปจาก ประชาชน คําถามจากพอใหญวิรัชวา “แมน้ํามูนเปนของใคร” ผมคิดวาเปนคําถามที่ลึกซึ้งมากและก็ สะทอนปญหาของการจัดการน้ําในปจจุบนั ที่อยูในมือของรัฐบาล โดยที่ชาวบานขาดการมีสว นรวม ทํา ใหเราอดฉุดคิดไมไดวา สิทธิในการจัดการน้ําที่เคยมีอยูนั้น ปจจุบันไปอยูที่ไหน และจะมีทางออกไหน บาง กรรมสิทธิ์หรือสิทธิในการจัดการน้ํานี้ในระดับตาง ๆ ในระดับชุมชนไปจนถึงระดับภูมิภาค เรา ควรตั้งคําถามวา สิทธิเหลานี้จะอยูไดอยางไร หรือจะกลับคืนมาไดอยางไร อีสานถูกมองวาตกอยูใน สภาพของการเผชิญความแหงแลง ภาวะความขาดแคลนน้ํา ดินเค็ม แตสภาพความเปนจริง ลักษณะธรรมชาติของอีสานนั้นมีหลายแบบ มีทั้งน้ํามากและน้ํานอย มีน้ําหลากมีน้ําเค็ม มีอิ่มและอด ชุมชนอีสานเปนชุมชนเฮ็ดอยูเฮ็ดกิน เปนชุมชนที่ตองเผชิญกับความ มี ความไมมีของสิ่งเหลานี้ ดังนั้นประเด็นอยูที่วา ที่ผานมาชาวบานไดมีภูมิปญญาในการจัดการกับความมีและไมมี คือ มีมากและไมมีอยางไร ที่ผานมาชาวบานไดสั่งสมความรูมาโดยตลอด รูจักที่จะหาวิธีที่จะจัดการน้ําตาง ๆ บทเรียน ของการจัดการน้ํานํามาใชประโยชน อาศัยความรูเฉพาะทองที่เพื่อที่เขาใจความหลากหลาย ไมวา พืน้ ที่ชมุ น้ํา พื้นที่ปา บุงปาทามตาง ๆ และความรูที่มีทางเลือกหลากหลาย โดยสังเกตงาย ๆ จากการใช ภาษา ในภาษาไทยมีหวย หนอง คลอง บึง แตถาเปนภาษาอีสานจะมีหวย กุด หนอง คลอง น้ําผุด น้ําซาง น้าํ เที่ยง น้าํ จั่น และอื่น ๆ อีก แหลงน้ําเหลานี้มันมีลักษณะเฉพาะ และมีน้ํามากน้ํานอยไปตามฤดูกาล ไมใชวามีตลอดไป แตสิ่งที่มหัศจรรยนา ชื่นชมคือวา ชาวบานไดเรียนรูที่จะเอาสิ่งเหลานี้มาใชใหเปนประโยชนกับสวนรวม ของชุมชน รูวาพื้นที่แตละประเภทจะใชประโยชนทาํ อะไรไดบา ง เปนตน 67 ๒. หลักการสําคัญของการจัดการทรัพยากรของคนอีสานไมใช “กักเก็บควบคุมน้ํา” แตเปน การ “ปรับตัวเขากับธรรมชาติ” ที่ผ า นมาชาวบ า นเรี ย นรู เ พื่ อ ปรั บ ตั ว เข า กั บ ธรรมชาติ กั บ ระบบนิ เ วศน โ ดยการเฝ า สั ง เกต ธรรมชาติ ทดลอง ปฏิบัติ บางครั้งตองไปเดินสังเกตดูวาที่แหงไหนมีไออุนขึ้นมาตามพื้นดินถึงจะรูวา เปนบอน้ํา มีน้ําหรือไม แตสิ่งเหลานี้กลับไมเปนที่ยอมรับของราชการ ระบบการจัดการของราชการเปนระบบการรวม ศูนยการพัฒนา ทําใหประชาชนขาดการมีสวนรวม ภูมปญญาชาวบานที่ไมไดตั้งบนหลักการควบคุมและบังคับธรรมชาติ เคารพตอธรรมชาติกลับ ไมไดถกู นํามาใช ดังนั้นสิ่งที่เปนปญหาคือแนวคิดแบบชาวบานกับรัฐกําลังเผชิญหนากัน อยางไรก็ตามความรูของชาวบานนั้น ไมใชไมควบคุมธรรมชาติเลย ชาวบานควบคุมธรรมชาติ เหมื อ นกั น แต อ าศั ย ความรู ใ นการควบคุ ม ปรั บ ตั ว หรื อ ปรั บ วิ ธี ก ารผลิ ต เลื อ กพื ช เลื อ กวิ ธี ก ารใช ทรัพยากรโดยที่ไมไปเปลี่ยนแปลง ทําใหเกิดการสูญเสีย นี่เปนหลักการหรือปรัชญา ไมใชเพียงแควาจะทําเหมืองฝายอยางไร จะเอาน้ําผุดมาใชอยางไรเทานั้น แตจะตองรูจักวิธี ควบคุมดวยเชนกัน แตไมใชการควบคุมธรรมชาติเหมือนวิธกี ารของรัฐนั่นเอง ๓. ทรัพยากรน้ําเกี่ยวโยงกับทรัพยากรอื่น ๆ ดวย ชาวบานพูดถึงการใชประโยชนทรัพยากรหลายดานตามความหลากหลายของพื้นที่ ตาม ความผันแปรของธรรมชาติ ในชวงที่มีนา้ํ หลาก จะมีเครื่องมือหลากหลายในการจับปลา มีการขุดบอ สรางแนวผนังกั้นน้ํา และอะไรตาง ๆ นานา หรือวาอาศัยตะกอนจากน้ําทวมทําใหเกิดปุยธรรมชาติ เมื่อน้ําในพื้นที่ริมน้ําที่ เคยเปนพื้นที่น้ําชุมชวงฤดูน้ําหลากแหงลง ก็ใชเปนพื้นที่การเกษตร เลี้ยงวัว แลววัวควายก็นําปุย นํา ความอุดมสมบูรณกลับมาใหพื้นที่อีก และในพื้นที่เหลานี้ ไมวาจะเปนปาบุงปาทาม พื้นที่ริมตลิ่ง ก็จะ ประกอบดวยพืชพันธุตาง ๆ นานาชนิด ที่ใชเปนทั้งพืชสมุนไพร เปนผักที่กินได เปนหนอไม หรือวาไข มดแดง มีทรัพยากรหลากหลายที่เลือกใชไดตลอด ตามฤดูกาล ที่หมุนเวียนเปลี่ยนผาน แตความ เขาใจในความหลากหลายของทรัพยากรที่มีอยู แสดงใหเห็นวาไมใชมีความรูแควาจะใชน้ําอยางไร แต จะรูวาในแตละพื้นที่มีความหลากหลายของดิน ของไม ของปลา และพืชตาง ๆ ที่สามารถนํามาใชได เปนตน 68 ๔. แตละลุมน้ํามีความหลากหลายของแหลงน้ํา แหลงน้ําในอีสานมีความหลากหลาย เรียกวา ลําน้ํา ลําหวย กุด น้ําผุด น้ําซาง ชาวอีสานรูจัก พัฒนารูปแบบของการใชทรัพยากรที่แตกตางกัน มีการจัดองคกรเพื่อใชน้ํา และดูแลรักษาเพื่อใหเกิด ความยุติธรรม และทําใหทรัพยากรมีความยั่งยืน มีกฎเกณฑทไี่ มไดเขียนไว แตเปนที่ยึดถือปฏิบัติเพื่อควบคุม จึงถือเปนกติกาการใชน้ํา ถือเปน จริยธรรมหรือเปนระบบศีลธรรมในการใชทรัพยากรน้ําของชาวอีสาน ซึ่งรวมถึงทรัพยากรดานอื่นดวย ไมวาจะเปนที่ดิน หรือปาไม จะเห็นไดวาหลักการจัดการทรัพยากรที่ตั้งอยูบนองคความรู และความเขาใจลักษณะภูมิ ประเทศที่หลากหลาย การจัดองคกรที่มีฐานจากการเอื้อเฟอ แบงปน อุดหนุนเจือจาน ชวยเหลือซึ่งกัน และกันในยามไมมีกิน เปนระบบศีลธรรมที่เกื้อหนุนใหชมุ ชนชาวอีสานเผชิญ แกปญหาดวยตัวของเขา เองไดโดยที่ไมทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติ ชาวบานหลายคนบอกวา ความคิดแบบพออยูพอกินไมไดหมายความวาไมเขาไปสูสังคม ตลาด แตไมตองการเปนหนี้สินเทานั้นเอง ถือเปนเรื่องที่นาสนใจ ดังนั้นระบบศีลธรรมของชุมชนที่ไมตองการเปนหนี้สิน เฮ็ดอยูพอกินเอื้อเฟอเกื้อกูลกัน แต ไมไดปฏิเสธระบบตลาด เมื่อมีเหลือก็เอาไปขาย เชนพี่นองที่ปากมูล แมน้ําสงคราม ก็ขายปลา แต ไมไดมุงแสวงหากําไรสูงสุด แตตองการเอาทรัพยากรที่หาไดในน้ํามาแบงปนกัน ประเด็นที่ผมคิดวาเปนปญหาเชิงโครงสรางและนํามาสูความขัดแยงที่ผานมา และทําใหเรา ตองมานั่งคุยกัน เปนเพราะภูมิปญญาและหลักการอันเปนระบบศีลธรรมชุมชน ไมไดเปนสวนหนึ่งของ วิธีคิดในการพัฒนาของชาติ ไมวาจะเปนระบบของราชการในระดับปฏิบัติหรือระดับนโยบาย หรือ นักการเมือง ระบบการพัฒนาที่เนนการแกไขปญหาเชิงเดี่ยว เนนการสรางที่อาศัยงบประมาณกอนโต อาจจะทําใหเกิดมายาคติ โดยการมองวาอะไรก็ตามที่มาจากชาวบานในพื้นที่ไมทันสมัย ไมสามารถ แกปญหาได ทุกอยางตองนํามาจากตางประเทส ทุกอยางตองมาจากเทคโนโลยี ตองมาจากราชการ เปนตน 69 ทุนบานนอก* ฉลาดชาย รมิตานนท** ปจจุบันเวลาที่เราพูดถึงคําวาทุน เรามักจะใชนิยามความหมายของนักเศรษฐศาสตรกัน โดยตลอด เมื่อเรามองคําวา ทุน ผานนิยามความหมายของนักเศรษฐศาสตรเชนนี้แลว เวลาที่เรามา วิเคราะหถงึ วิกฤตทางเศรษฐกิจในชวงที่ผานมา จนกระทั่งปจจุบัน เราจึงมองวาเปนวิกฤตของทุน ซึ่งะ ตองหาทุนมาจากตางประเทศเขามา แตผมคิดวา คําวา “ทุน” ในความหมายดั้งเดิมหรือทั่ว ๆ ไป ซึ่งไมเฉพาะสังคมไทย และ รวมทั้งสังคมไทยดวย “ทุน” หมายความถึงสิ่งที่เรามีอยูกอนแลว และไมตองไปกูยืมใครมา บางทีเราจะไดยินคําวา “ตนทุน” หรือเราจะไดยินวา เรามีแรงงานเปนทุนอยูแลว เรามี ที่ดิน ไรนาเปนทุนอยูแลว อันนี้มันมีนัยยะวาเปนสิ่งซึ่งเรามีอยูโดยที่เราไมตองไปกูไปยืมใครเขามา ทุ น พวกนี้ มี อ ยู เ พื่ อ อะไร คํ า ตอบคื อ มี อ ยู เ พื่ อ ใช ใ นการดํ า รงชี วิ ต เพราะฉะนั้ น ทุ น ใน ความหมายที่แทจริง นาจะเปนทุนที่กลาวถึงนี้ ตีความ นิยามกันใหม นักเศรษฐศาสตรหรือนักพัฒนาทําใหคําวา “ทุน” ของเรามีความหมายแคบลง กลายเปน แตเพียง “เงิน” ทั้ง ๆ ทีค่ วามหมายที่กวางของคําวา “ทุน” นาจะรวมเอาเรื่องที่นกั เศรษฐศาสตรแยกเอา วาเปนเรือ่ งที่ดิน แรงงาน เงินทุน และเทคโนโลยีเขาไปดวย ในภาวะที่ เรายัง ต อ งเผชิญ กั บวิกฤตเศรษฐกิจ จะตอ งมาตีค วามคํา ว า “ทุ น ” กัน ใหม เพราะวาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจตอไปนั้นจะตองหลากหลาย เมื่อหลากหลายแลวก็จะตองมาดู วา คําวา “ทุน” ดั้งเดิมแลวมันคืออะไร? “การดํารงชีวิตของเรานั้นไมไดมีเพียงแคมิติเดียว คือมิติทางดานเศรษฐศาสตรเทานั้น การ ดํารงชีวิตของเรามีหลายมิติ เชนการพักผอน การชื่นชมในศิลปะ การชื่นชมในธรรมชาติ หรือการชื่น ชมในเพื่อนมนุษยดวยกันเอง เหลานี้มันมีอยู และเขาอยูในเรื่องของ “ทุน” ในลักษณะที่สอง คือเปน ทุนที่จับตองไมได เปนนามธรรม” * จากเว็บเพจของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน http://www.geocities.com/midnightuniv/newpage2.htm. ** ศูนยสตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม 70 ผมคิดวาในสังคมไทยหรือวัฒนธรรมไทย คําวาทุนมันมีความหมายที่มากกวา “เงิน” ผมคิดวา มีวิธดี ูงาย ๆ ก็คือ ดูที่ทุนซึ่งมันเปนสิ่งของเปนวัตถุจับตองได เปนรูปธรรม ไมวาจะเปนที่นา ที่สวน หรือเปนปา เปนที่ดิน เปนแมน้ําลําหวย หรือไมวามันจะเปนจอบ เปน เสียม เปนมีด เปนขวาน หรือจะเปนสายสรอย เปนกําไล หรือเครื่องประดับตาง ๆ เหลานี้ ผมเห็นวา เปน “ทุน” เพราะเรามีอยู รวมทั้ง ศิลปกรรม สถาปตยกรรม กวีนิพนธ เพลงพื้นบาน การละเลนตาง ๆ สิ่งเหลานี้ลวนเปนทุนทั้งนั้น มันชวยใหเราสามารถดํารงชีวิตอยูได การดํารงชีวิตของเรานั้นไมไดมีเพียงแคมิติเดียว คือมิติทางดานเศรษฐศาสตรเทานั้น การ ดํารงชีวิตของเรามีหลายมิติ เชนการพักผอน การชื่นชมในศิลปะ การชื่นชมในธรรมชาติ หรือการชื่น ชมในเพื่อนมนุษยดวยกันเอง เหลานี้มันมีอยู และเขาอยูในเรื่องของ “ทุน” ในลักษณะที่สอง คือเปนทุนที่จบั ตองไมได เปนนามธรรม ผมคิดวา เรื่องที่ สําคัญที่สุดก็คือเรื่องของ “ความคิด” บางครั้งเราไดยินประโยคว า “เรามี ความคิดเปนทุนเดิมอยูแลว” เพราะฉะนั้น ความคิดและสติปญ  ญาผมก็คิดวาเปนทุน จะมองวาเงินเปนทุนอยางเดียวไมได สติปญญาที่จะคิดแกไขปญหา ในการตัดสินวาเราจะ ดําเนินชีวิตอยางไรถึงจะมีความสุข หรือประสบความสําเร็จ เรื่องของ ศีลธรรมและจริยธรรมก็เปน ทุน เพราะถาเราไมมีสงิ่ เหลานี้สังคมก็อยูไมได ถ า มองในระดั บ ครอบครั ว ครอบครั ว ก็ อ ยู ไ ม ไ ด ระดั บ ประเทศ ถ า คนในประเทศ คนใน สังคมไทยละทิ้งศีลธรรม จริยธรรม ก็อยูดวยกันไมได สังคมก็คงแตก มีทะเลาะเบาะแวงและเกิดปญหา ขึ้นมากมาย เรื่อง “สุนทรียะ” ก็เปนทุน อันนี้ผมไมไดหมายถึงสุนทรียะที่จะไปดูงานศิลปะที่ถูกตีคาเปน เงิน วางานชิ้นนี้ ๓ แสนนะ หรือ ๕ แสนนะ เราถึงจะดูสวย สุนทรียะในที่นหี้ มายถึงมองอะไรทั้งหมดออกไปรอบตัวเรา ไมวาจะเปนธรรมชาติก็ดีหรือสิ่งซึ่ง มนุษยสรางขึ้นมาก็ดี แลวเห็นความสวยความงามของมันและทําใหเกิดความสุขใจ ความพอใจ เกิด ความสบายใจ เกิดความสงบในตัวเอง รวมทั้งเกิดความสงบที่จะอยูรวมกับคนอื่น หรืออยูรวมกับ ธรรมชาติ ผมคิดวา มัน เป น “ทุน” อีกชนิดหนึ่ง ที่สําคั ญมาก และมัน ไมไดถูกนั บรวมเขาไวใ นทาง เศรษฐศาสตร “ภูมิปญญาชาวบาน” อันนี้ก็เปนทุน ถาจะใหความหมายของคําวา “ภูมิปญญาชาวบาน” แลว นาจะหมายถึง ความรูที่จะสามารถแกปญหาที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจําวันได เราทําไดสําเร็จและสืบ ทอดถ า ยทอดกั น มาเรื่ อ ย ๆ อั น นี้ คื อ ภู มิ ป ญ ญาชาวบ า น โดยไม จํ า เป น ต อ งอธิ บ ายว า มั น เป น วิทยาศาสตร ถามันใชไดก็คือวาเปน “ภูมิปญญาชาวบาน” 71 เพราะฉะนั้นผมขอสรุปในตอนนี้วา เรามีคําวา “ทุน” หรือ “ตนทุน” ที่มีความหมายเกินกวาทุน ในทางเศรษฐศาสตร ซึ่งทุนในความหมายทางเศรษฐศาสตรก็คือเงิน เพราะฉะนั้นเวลาที่เราตองไปขอ กูยืมเขามาแลว มันก็เกิดภาวะวิกฤต แต “ทุน” ที่ผมเรียนใหทราบนี่ เราไมตองไปกู เรามีมาแตเดิม เพราะฉะนั้น ความลมเหลวของ เศรษฐกิจไทยที่เราตองเผชิญหนาอยูในเวลานี้คือ การที่เราตองไปพึ่งพาทุนตางประเทศ เพราะเราไปกู เขามา ดังนั้นเราจะเห็นวา คนไทยแตดั้งแตเดิม เราไมนิยมกูหนี้ยืมสิน เราถือวา การไปกูหนี้ยืมสิน เปนการไมประสบความสําเร็จในชีวิต คนที่มีความสุข ในชีวิตคือผูที่ไมตองเปนหนี้เปนสินใคร แตเมื่อมีการพัฒนาประเทศเมื่อ ๓๐-๔๐ ปที่ผานมา เราถูกเปลี่ยนความคิดวา การไปกูยืม โดยเฉพาะการกูยืมจากสถาบันการเงิน หรือจากตางประเทศก็ดี กลายเปนของดี ยิ่งถาหากวามีหนี้ เยอะ บอกวามีเครดิตเยอะ ก็บอกวาเปนคนที่ประสบความสําเร็จ เปนนักลงทุนที่ดี ดังนั้นเราก็เลยพัง พินาศสันตะโรเมื่อทุนไหลออกจากประเทศเรา บานนอกในความหมายใหม อีกอันหนึ่งซึ่งผมขอออกความเห็นดวยก็คือ คําวา “บานนอก” ผมคิดวาเรื่องนี้เปนเรื่องที่สําคัญ เพราะเราเคยมองวา “บานนอก” เปนที่อยูของคนโง เปนที่อยู ของคนจน ของคนซึ่งดอยพัฒนา เปนอะไรที่เชยหรือเรื่องอะไรที่ลาสมัย เพราะฉะนั้น บานนอกจึงมีภาพลบอยูตลอดเวลา ผมคิดวาเมื่อมาถึงชวงนี้แลว เราคงจะตอง มาดูบานนอกกันใหม ในทัศนะที่ถูกตองกับความเปนจริงมากขึ้น การพัฒนาของประเทศไทยในรอบ ๔๐ ป หรือมองเลยยอนไปถึงยุคประวัติศาสตรอะไรก็ แลวแต เราจะพบวา ศูนยกลางของประเทศ ไมวาจะเปนกรุงเทพหรือที่ไหนก็แลวแต มันเติบโต ร่ํารวย และมีอาํ นาจขึ้นมาได ก็เพราะวามันไดดูดเอาทุนในรูปแบบตาง ๆ จากบานนอกเขามา เมื่อเราตองมาเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจแบบปจจุบัน ฟองสบูแตก บานนอกนาจะตองถูกมอง ในฐานะที่เปนผูทจี่ ะมากูวิกฤต บานนอกนาจะเปนตัวแบบ อยางนอยใน ๒-๓ เรื่องตอไปนี้ คือ ในเรื่องของ “การพัฒนาอยางยั่งยืน” แนวความคิดนี้พูดกันมา 10-20 ปแลว แตวามันยังไมเคยถูกนํามาปฏิบัติ หรือถูกนํามาถกกัน ใหมันแตก ผมคิดวาการพัฒนาอยางยั่งยืน มันไดปรากฏในวิธีคิดแบบบานนอกหรือในวัฒนธรรมบาน นอกมานานแลว ยกตัวอยางเชนเรื่องของการพัฒนาอยางยั่งยืน จะตองไปเชื่อมโยงกับการอนุรักษทรัพยากร หรือสิ่งแวดลอม ผมคิดวา คนบานนอกหรือคนในชนบท ไดพยายามที่จะอนุรักษดิน น้ํา ปา มาโดย 72 ตลอด แตวาผูซึ่งมาทําลายกลายเปนวา เปนนโยบายการพัฒนาที่เราใชเศรษฐกิจเปนเครื่องวัดความ ดอยหรือไมดอยของการพัฒนา เพราะฉะนั้นเรานาจะไดขอ สรุปวา วิถีชีวิตแบบบานนอก การใชทรัพยากรแบบบานนอกซึ่งคน ชนบทเขาทํากันอยู แทที่จริงแลวก็คือ การรักษาทรัพยากรดิน น้ํา ปา รักษาความหลากหลายทาง ชีวภาพ และนี่ก็คือการพัฒนาอยางยั่งยืนนั่นเอง เราไมสามารถที่จะไปดูตัวแบบของการพัฒนาอยางยั่งยืนจากในกรุงเทพฯ ไดเด็ดขาด เราไม สามารถที่จะเอาตัวแบบของการพัฒนาอยางยั่งยืนจากนโยบายของรัฐหรือหนวยงานของรัฐไดอยาง เด็ดขาด เพราะเราก็เห็นแลววา กรุงเทพมันพัฒนาอยางไมยั่งยืน “บานนอก” นาจะเปนคําตอบของ “จริยธรรมของการพัฒนา” การพัฒนา เรามักไมคอยพูดถึงสิ่งที่เราเรียกวาอุดมการณหรือจริยธรรมที่อยูเบื้องหลัง เราพูด ถึงแตวาการพัฒนามันจะตองสรางโนนสรางนี่ มันจะตองมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีถนน มีเขื่อน มี สิ่งกอสราง หรืออะไรก็แลวแต ดานนั้นเปนเพียงดานเดียว และเราก็พบวา ถึงแมวาเราจะทําไป มันก็ ไมไดชว ยใหมนุษยมีความสุขขึ้น การพัฒนาอยางยั่งยืนนี่ มันจะตองมีศีลธรรม มีจริยธรรม ซึ่งเราพูดกันตลอดเวลาแตก็ไมเคย ทํา เราบอกวาจะตองมีการพัฒนาทางจิตใจ ซึ่งสําคัญมาก แตเอาเขาจริงก็ไมไดทํา ถาเรามองออกนอกกรุงเทพฯ มา ไปตามบานนอก ไมวาจะเปนภาคเหนือ ภาคใตหรือภาค อีสาน เราจะพบวาวิถีชีวติ ของคนบานนอก มันยังมีอยูพอสมควร ก็คือสิ่งที่เราเรียกวา “ความเจริญทาง จิตใจ” หรืออยางนอยเราก็เรียกวา มันยังไมเสื่อมทรามทางจิตใจมากนัก มันยังคงอยู ในสวนนี้ ผมคิดวาบานนอกนาจะเปนตัวแบบของการพัฒนาอยางยั่งยืนได “ทุน” ใหม มีใหใชหมด ไมจน เคยมีการพูดคุยกันวาเราสามารถแยกทุนบานนอกตาง ๆ ออกเปนประเภท ๆ ไดไหม? ผมคิด วาได อยางเชน ประเภทแรกแบงเปนทุนทางวัฒนธรรม โดยทุนทางวัฒนธรรมนี้มิไดหมายถึงอยางที่ การทองเที่ยวแหงประเทศไทย (ททท.) หมายความ คือเอาศิลปะไปขาย เอาการแสดงไปขาย ผมหมายถึงทุนทางวัฒนธรรมที่มันจะชวยใหเราสามารถที่จะดํารงชีวิตอยูไดในชวงวิกฤต ไม วาจะเปนเรื่องทางเศรษฐกิจก็ดี เรื่องทางการเมืองก็ดี นอกจากจะดํารงชีวิตอยูไดแลว จะตองดํารงชีวิตอยูไดอยางไมทุรนทุรายดวย คืออยูอยางมี ความสุข อยางมีสันติ มีความสงบเย็นในจิตใจของตนพอสมควร โดยไมตองไปทํารายคนอื่นเขา 73 “คนไทยแตดั้งแตเดิม เราไมนิยมกูหนี้ยืมสิน เราถือวาการไปกูหนี้ยืมสิน เปนการไมประสบ ความสําเร็จในชีวิ ต คนที่มีความสุข ในชี วิตคือผูที่ไมตองเปน หนี้เปน สินใคร แตเมื่อมีก ารพั ฒ นา ประเทศเมื่อ 30-40 ปที่ผานมา เราถูกเปลี่ยนความคิดวา การไปกูยืม โดยเฉพาะการกูยืมจากสถาบัน ทางการเงินหรือจากตางประเทศก็ดี” “ทุ น ทางวัฒนธรรม” นี้ ถ า จะแยกออกมาก็ จะไดเป น “ทุน ทางศาสนา” ซึ่ง ความเชื่อ ทาง ศาสนาในที่นี้ เราอาจจะตีความศาสนาวามันเปนพุทธศาสนา แตจริง ๆ แลวสังคมไทยนี่ เราไมไดนับ ถือ “พุทธ” แตเพียงอยางเดียว เรานับถือ “ผี” ดวย คนสวนใหญนับถือผี ดังนั้น ถาเราพูดถึงตนทุนบานนอก เราจะตองพูดถึงความเชื่อในเรื่องผี ซึ่งตองไมใชผีทเี่ ทีย่ วไป หลอกไปหลอนชาวบ า น หรื อ ผี ที่ น า กลั ว ซึ่ ง มาทํ า เป น ภาพยนตร ห รื อ ละครโทรทั ศ น แต เ ป น ผี ใ น ความหมายซึ่งเปนกติการวมกันในสังคม เปนกลไกที่ชมุ ชนไดตกลงกันใชเพื่อสรางความเปนเอกภาพก็ ดี สรางความสามัคคีก็ดี หรือรักษาดุลยภาพของสิ่งแวดลอมก็ดี เหลานี้ก็คือผีนนั่ เอง ฉะนั้นเราจะเห็นวาชาวบานเขามีผีตนน้ํา ผีปา ผีดอยซึ่งคอยดูแลรักษาสิ่งแวดลอมตาง ๆ ผี รักษาแมน้ํา ผีรักษาลําหอย ผีรักษาฝาย รักษานา ซึ่งความเชื่อในเรื่องผีนี้ มันไดมาทําหนาที่ใน “การ อนุรักษ” ใหชาวบานนอกยังคงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมมาไดยาวนานนับเปนรอย ๆ ปแลว มีอีกประเภทหนึ่งซึ่งทางเหนือเราเรียกวา “ผีปูยา” ถาเปนภาษาภาคกลางเราก็เรียกวาเปนผี บรรพบุรุษ หรือถาเปนทางภาคอีสานเขาก็จะเปนผีปูตา หรือพอแกแมแก อะไรตาง ๆ นานาเหลานี้ ผี ประเภทนี้ก็สําคัญอีกเหมือนกันเพราะไดมาชวยสรางสัมพันธภาพที่ดีของคน ทําใหคนซึ่งอยูในสาย สกุลเดียวกัน เปนญาติพี่นองกัน ชวยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งในยามที่ตกทุกขไดยาก ทั้งในยามที่จําเปนซึ่ง ตองมีการระดมแรงงานมาชวยกัน เชนการทําไรทํานาหรือการเกี่ยวขาว ผีจึงมีความสําคัญ ในทุกชนเผาของประเทศไทย มีความเชื่อในเรื่องผีทั้งนั้น ไมวาจะเปนชาว ไทยพื้นราบหรือชาวไทยภูเขา ความเชื่อเรื่องผีบวกกับความเชื่อเรื่องพุทธ มันชวยใหเรารักษาทุน หรือ ทรัพยากรของเราเอาไวได ตัวอยางที่ชัดเจนก็คือเรื่องปาชุมชน เพราะชาวบานมีความเชื่อในเรื่องผี ที่ ชวยดูแลรักษาสิ่งแวดลอม นอกจากความเชื่อเรื่องของสิ่งแวดลอม ผมคิดวาตนทุนทางวัฒนธรรมในเรื่องของความเชื่อ ทางศาสนา มันยังชวยทําใหเรามีความยืดหยุนที่จะรองรับวิกฤตตาง ๆ ได เหมือนกับที่เขาบอกวา สถาบันทางการเงินบางสถาบันนี่มันลมบนฟูก ผมคิดวาบานนอกเรามีฟูกที่ดีกวานั้นอีก ก็คือ “ฟูกทางวัฒนธรรม” เราลมแลวไมเจ็บ ลูกหลาน ที่เขาไปทํางานในเมือง ไปรับจาง อะไรตาง ๆ แลวตกงานกลับมา มันยังมี “ฟูกทางวัฒนธรรม” ที่ รองรับไมตองใหเขาบอบช้ํามากจนเกินไป 74 สายสัมพันธทางเครือญาติในทางเหนือนี่ การนับถือผีปูยา การนับถือบรรพบุรุษ การนับถือ ผูใหญ ถึงปเขาก็จะตองกลับมาในพิธีเลี้ยงผีปูยา ก็เปนการประสานความสัมพันธทางเครือญาติ ที่ จะตองชวยเหลือ เกื้อกูลกัน ถึงปเขาจะตองกลับมาดําหัวพอแม ในตอนปใหมหรือสงกรานต ในทางภาคอีสานก็มีธรรมเนียมในทางเดียวกัน ดังนั้น เราจะเห็น ไดวา พอถึงเทศกาลเหลานี้ คนจะหายไปจากกรุงเทพฯ เยอะมากเลย นั่นก็คือเขาไดไปทําใหฟูกของ เขานั้นมันยังคงอยูตอ ไป ทีนี้เมื่อเจอสภาวะวิกฤตินี้แลว กลับไปเขาก็ยังมี พอแมพี่นอง เครือญาติ ซึ่งยังคอยดูแลเอาใจ ใส คอยถามเรื่องทุกขสุขตาง ๆ มีความเอื้อเฟอเกื้อกูล มีขาวกิน มีบานอยูอะไรตาง ๆ พวกนี้ และที่ สําคัญยิ่งไปกวานี้ก็คือ ความเชื่อทางศาสนานั้นมันทําใหเกิดความเกื้อกูลกัน ไมละทิ้งกัน และยิ่ง ประกอบกันเปนเครือญาติดวยแลว มันก็จะยิ่งมีน้ําหนักมากขึ้น “ทุนทางทรัพยากร” ก็เปนอีกอยางหนึ่งซึ่งเพิ่มขึ้นมาตอจากทุนวัฒนธรรม ทรัพยากรนี้ก็มีทั้ง ดิน มีทงั้ น้ํา มีทั้งปา ซึ่งชาวบานจะมองดินน้ําปาเปนภาพรวม ไมแยกออกจากกัน แตถาเปนทางเศรษฐศาสตรหรือผูวางแผนการพัฒนาก็ดี ก็จะแยกดินก็เปนที่ดินไป น้ําก็เปน น้ํา ดังนั้น ที่ดินก็จัดการโดยกรมที่ดิน ปาก็จัดการโดยกรมปาไม น้ําก็จัดการโดยกรมชลประทาน ชาวบานเขามองภาพรวมทั้งหมด ดินน้ําปาคือที่มาของชีวิต ที่ดินหมายถึงที่สําหรับทําไรทํานา ทําการผลิต และที่อยูอาศัย ปาเปนที่มาของน้ํา ซึง่ นํามาใชในการทําไรทํานา ใชเพื่อการบริโภค ปาเปนที่มาของอาหาร หนาฝนก็ไปเก็บหนอไม ไปเก็บเห็ด ไปเก็บผักตาง ๆ ซึ่งจริง ๆ แลวก็ เก็บกันไดทุก ๆ ฤดูตลอดป สมุนไพรก็หาไดในปา ก็ยงั คงมีอยูมากพอสมควรในบานของเรา วัสดุที่ใชในการกอสราง เชน ทํารั้ว ทําเสา วัสดุมุงหลังคา หญาคาที่เรามองเห็นกันวาเปน วัชพืช ชาวบานนํามาใชประโยชนไดเปนอยางดีในการมุงหลังคา ไมในปาก็สามารถนํามาใชทําเครื่องมือในการผลิตได เชนทําดามจอบ ดามเสียมอะไรตาง ๆ เชื้อเพลิงในการหุงตมก็มาจากปา ที่สําคัญอีกอยางหนึ่งก็คือ ชาวบานเขาใชปาเปนที่เลี้ยงสัตวอยางในภาคเหนือ เนื่องจากที่พื้น ราบถูกเปลี่ยนเปนไรเปนนา และถูกใชตลอดป ที่สําหรับเลี้ยงสัตวมันไมคอยมีแลว ชาวบานเขาก็เลยใช วิธกี ารปลอยเขาปา ปาก็เลยเปนที่เลี้ยงสัตวไป ดังนั้น ดินน้ําปาจึงเปนทรัพยากรที่สําคัญ และในยามที่เศรษฐกิจทรุด ชาวบานก็เซ แตอยางที่ พูดเอาไว เขายังมี “ฟูกทางทรัพยากร” ซึง่ เขาดูแลรักษากันไวรองรับอยู ก็ยงั สามารถทําใหมชี วี ติ อยูร อด ตอไปได ทุนอีกชนิดหนึ่ง อาจจะเรียกวาเปน “ทุนทางสังคม” ก็ได ทุนทางสังคมจะมีทั้งที่เปนนามธรรม และเปนรูปธรรม ดานที่เปนนามธรรมก็คือ สิ่งที่เราเรียกวา “ภูมิปญญาชาวบาน” ภูมิปญญา ชาวบานมิไดหมายถึงภูมิปญญาในการสานแห สานตะของ หรือทํากระบวยเทานั้น 75 แตวาภูมิปญญาชาวบานมันนาจะหมายถึงเรื่องที่กวางกวานั้น รวมทั้งโลกทัศนที่วา โลกนี้คือ อะไร ชีวติ นี้คืออะไร? โลกทัศน ชีวทัศนมันเปนอยางไร ? ผมคิดวาภูมิปญญาชาวบานเหลานี้ ดานหนึ่งเปนผลผลิตของพุทธศาสนา แตอีกดานหนึ่งเปน สิ่งซึ่งเราสืบทอดกันมานานแลว นั่นก็คือ ชาวบานไมตองการสะสมความมั่งคั่งในทางเศรษฐกิจ จะ สังเกตเห็นวา สมัยกอการพัฒนาชาวไทยถูกมองวาเปนชาวนาที่ขี้เกียจ เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็เลย ดอยพัฒนา ชาวนาไทยถูกวิเคราะหโดยนักวิชาการตางประเทศวา เปนพวกที่ไมทาํ การผลิตอยางเต็มที่ เพราะฉะนั้นจึงเปนพวกที่ขี้เกียจสันหลังยาว ใชเวลาวางไมเกิดประโยชน เชนวาไปดักปลา ตีไก เลน การพนัน เพราะฉะนั้น กอนมีการพัฒนาไดมีการประเมินลักษณะประจําชาติของชาวนาไทยหรือคน ไทยวา ไมกระตือรือรนในทางเศรษฐกิจ ปญหาของการพัฒนาในชวงนั้น เมื่อ ๔๐ ปที่แลวก็คือ ทําอยางไรถึงจะเปลี่ยนระบบคิดของ ชาวนาไทยใหได เปลี่ยนระบบคิดของชาวนาไทยใหเปนระบบคิดแบบทุนนิยม คือมองอะไรเปนเงินไป หมด ทําใหเกิดความอยาก เชน อยากไดโนนอยากไดนี่ อยากไดทุกสิ่งทุกอยาง คือพูดงาย ๆ สราง ความโลภ แตในขณะที่ตนทุนทางวัฒนธรรมของเรา ตนทุนทางสังคมของเรา เราบอกวาอยาโลภ อยู พอมีพอกิน อยูอยางชวยเหลือเกื้อกูล อยูอยางเจือจานคนอื่น อยูอยางรูจักใหทาน แตการพัฒนาแบบ ใหมนบี้ อกวา “ตองโลภ” ซึง่ อันนี้มันตรงขามกันเลยทีเดียว ทีนี้มาดูกันที่ ภูมิปญญาชาวบานในทาง “การจัดการ” เรานึกวา “การจัดการ” จะมีก็แต เฉพาะการเรียน การสอนในมหาวิทยาลัย เชน วิชาการบริหารธุรกิจ วิชาการบริหารรัฐกิจ หรือการ บริหารอะไรก็แลวแต คือวิชาการจัดการ “ชาวบานเขามองภาพรวมทั้งหมดดินน้ําปาคือที่มาของชีวิต ที่ดินหมายถึงที่สาํ หรับทําไรทาํ นา ทําการผลิต และที่อยูอาศัย ปาเปนที่มาของน้ํา ซึ่งนํามาใชในการทําไรทํานา ใชเพื่อการบริโภค ปา เปนที่มาของอาหาร หนาฝนก็ไปเก็บหนอไม ไปเก็บเห็ด ไปเก็บผักตาง ๆ ซึง่ จริง ๆ แลวก็เก็บกันได ทุก ๆ ฤดูตลอดป สมุนไพรก็หาไดในปา” ความจริงแลวชาวบานนี่มีการจัดการของเขา การจัดการเรื่องที่ดิน การจัดการเรื่องน้ํา ภาคเหนือมีเรื่องของการจัดการเรื่องน้ําที่เดนมาก เรามีระบบชลประทานที่ชาวบานทําเอง อัน นี้สืบยอนหลังไปได ๓๐๐-๔๐๐ ปเลยทีเดียว เราเรียกวาระบบเหมืองฝาย และอีกอยางหนึ่งซึ่งเรา คนพบเมื่อไมนานมานี้ก็คือ “ปาชุมชน” ซึง่ ชาวบานไดเขามาจัดการปา จัดการดิน จัดการน้ําเองมาโดย ตลอด เพราะฉะนั้นเราจึงมีปา เหลืออยูจาํ นวนหนึ่งซึ่งชาวบานชวยกันดูแล 76 ในภาคอีสานก็มีปาชุมชนเชนเดียวกัน นี่คือ “ภูมิปญญาในดานของการจัดการ” ที่เราเห็นเปน รูปธรรมของการจัดการก็คือ จะมีคณะกรรมการหมูบาน คณะกรรมการดูแลในเรื่องปา คณะกรรมการ ที่จะจัดการเรื่องเหมืองฝาย ซึ่งในทางเหนือนี่ใหญมากเพราะมันกินพื้นที่เปนหมื่น ๆ ไร และก็เกี่ยวของ กับชีวิตผูคนเปนแสน ดังนั้น องคกรของชาวบานจึงใหญมาก และก็มีประสิทธิภาพ คงทน ถาวร ยืน นานมาเปนรอย ๆ ป “วิทยาศาสตรของชาวบาน” ก็มี แตวาวิทยาศาสตรของชาวบานไมจําเปนตองมาเขาหอง แล็บพิสูจนหรือทดลอง แตเกิดจากการใชที่ใชไดผลมาเปนระยะเวลานาน เชน เวลาเขาดูดิน เขาจะรูว า ตรงนี้ปลูกขาวดี ไมตอ งมาแยกออกวามันมี NPK เทาไร แตเขารูจากสีของมัน หรือรูจากตนไมซึ่งขึ้นมา ในบริเวณนั้น แลวก็บอกไดวาดินตรงนั้นดี ในบางทองที่ถึงกับชิมดู และรูวาดินนั้นดี เหมาะที่จะปลูกพืช ชนิดนั้นชนิดนี้ เรื่องของการปลูกตนฝรั่ง ชาวบานก็สังเกตวา ถาปลูกตนฝรั่งตรง ๆ มันก็จะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม คอยแตกกิ่งกานสักเทาไร เมื่อกิ่งกานมีไมมาก ผลฝรั่งที่จะติดก็มีไมมาก ชาวบานก็เลยปลูกตนฝรั่ง เอียงเพื่อใหมันไดกงิ่ มาก จะไดติดผลไดมาก เหลานี้เปนวิทยาศาสตรของชาวบานในการเพิ่มผลผลิต เรื่องของเม็ดพันธุ เชน ขาวหรือผักตาง ๆ ชาวบานก็มีวิธีการคัดพันธุของเขามาโดยตลอด อัน ไหนไมดีเขาก็จะเลิกใช จะใชแตพันธุที่ดี ยกตัวอยางขาว เมื่อเขาเกี่ยวขาวแลว เขาจะเลือกเอาที่รวง ใหญที่สุด หรือเมล็ดดีที่สุดเพื่อเก็บเอาไว ทั้งนี้เพื่อใชในการทําพันธุในปตอไป เปนตน ผมขอสรุปวา ทุนบานนอกนั้น มีอยูหลายชนิดหรือหลายประเภทดวยกัน และเปนสิ่งที่มีอยู และเปนตนทุนของสังคมไทยเรา 77 โครงการเสวนา “แกโครงสรางอยางไรจึงจะหายจน” หลักการและเหตุผล วิธีคิดของทุนนิยมเสรี ทําใหเรามักมองความยากจนจากแงของปจเจกบุคคล คือมีคนจํานวน หนึ่งยากจน นั่นก็คือมีรายไดต่ํากวาเสนความยากจนที่รัฐตาง ๆ กําหนดขึ้นและอาจนําไปสูขอสรุปวา ในสังคมไหน ๆ ก็มีคนรวยคนจนเปนธรรมดา แตความยากจนที่ปรากฎโดยทั่วไปทั้งโลกในเวลานี้ ไม อาจเขาใจไดจากมุมมองของปจเจกบุคคล เพราะความยากจนของโลกปจจุบันเปนผลพวงมาจาก นโยบายพัฒนา ซึง่ มหาอํานาจใชองคกรดานการเงินและการคาระหวางประเทศเปนเครื่องมือผลักดัน ความยากจนในแงนี้ หมายถึงความไรสมรรถภาพของผูคนที่จะเขาถึงทรัพยากรอันจําเปนใน การดํารงชีวิต เพราะตัวนโยบายพัฒนาไดแยงเอาทรัพยากรที่เขาใชอยูไปใหคนอื่นใช เชน เอาแหลงจับ ปลาไปทําเขื่อนไฟฟาหรือทําลายทรัพยากรชายฝง เพื่อสังเวยนายทุนเลี้ยงกุง หรือนายทุนเรือปลา กะตัก เปนตน ในที่สุดคนเหลานี้ก็พึ่งตนเองไมได และไรอํานาจทั้งในตลาดและในการเมือง ทั้งนี้ ปรากฎการณนี้ไมไดเกิดขึ้นเฉพาะกับคนระดับลางเทานั้น คนชั้นกลางอาจเปนกลุมแรก ๆ ที่สะสม ทรัพยากรใหมใหตนเองไดสําเร็จ คือการศึกษา จึงทําใหไดรับผลกําไรจากนโยบายพัฒนาในสัดสวนที่ สูง แตในปจจุบัน ประตูสูการศึกษากําลังมีราคาแพงมากขึ้น และการศึกษาในระดับที่คนชั้นกลาง ทั่วไปสามารถเขาถึงไดก็มีกําลังมีมูลคาเพิ่มนอยลงทุกที ปริญญานอกกลายเปนความจําเปนมากขึ้น แมกระทั่งมหาวิทยาลัยของรัฐบางแหงหันไปรวมมือผลิตปริญญาตรีกับตางประเทศ โดยยอมเปน เหมือน Junior College ในมหาวิทยาลัยอเมริกัน ความสามารถในการพึ่งตนเองไดทางการศึกษาของไทยซึ่งมีนอยอยูแลว ยิ่งลดนอยถอยลง ใน ขณะเดียวกัน การศึกษาในฐานะทรัพยากรของคนชั้นกลางก็กําลังกลายเปนทรัพยากรที่ใชไมไดมาก ขึ้น นั่นก็คือความยากจนตามความหมายดังที่กลาวขางตน กําลังกลายเปนสมบัติของชนชั้นกลาง จํานวนมากขึ้น แมวารายไดที่เปนตัวเงินอาจไมไดลดลงก็ตาม กลาวโดยสรุป ความยากจนที่ปรากฏในสังคมไทยและทั่วโลกเวลานี้เปนปญหาเชิงโครงสราง ไมใชปญหาของปจเจก และเมื่อวิเคราะหความยากจนเชิงโครงสรางแลว ก็พบวามีที่มาจากหลายทาง ดวยกัน นับตั้งแตในทางวัฒนธรรมไทยปจจุบันซึ่งสอนใหรังเกียจคนจน (เพราะเมื่อมองคนจนในเชิง ปจเจก ก็จะเห็นแตความบกพรองของเขา) และดวยเหตุดังนั้น จึงไมพรอมจะใหสิทธิเสมอภาคแกคน จน เชน ไมยอมรับอํานาจที่เทาเทียมกันในทางสติปญญา ในเชิงเทคโนโลยี ในเชิงการตอรองในตลาด และในทางการเมือง 78 นโยบายพั ฒ นาที่ มุงแต จะสรางความมั่น คั่งใหแกคนจํ านวนนอย โดยการที่รัฐแยง ชิงเอา ทรัพยากรจากคนสวนใหญไปบําเรอผลประโยชนของคนสวนนอยตลอดเวลา ก็เปนสาเหตุที่สําคัญของ ความยากจนในเมืองไทย ยิ่งคนจนไรอํานาจก็ยิ่งทําใหไมสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายพัฒนาไดเลย ดังเชนที่มีผูยกตัวอยางจากการศึกษามูลคาน้ําในเขื่อนที่สรางอางเก็บน้ําบางแหงวา น้ําหนึ่งลูกบาศก เมตรจะมีราคาตนทุนตั้งแต ๒๐-๔๐ กวาบาท ซึ่งเปนไปไมไดที่จะเอาไปใชในการผลิตอะไรใหกําไร แต ที่สามารถทําไดกเ็ พราะผลักภาระตนทุนสวนใหญไปใหประชาชนโดยไมยอมจายคาชดเชยตางหาก กระแสบริโภคนิยมที่ครอบงําสังคมอยางกวางขวาง ก็มีสวนทําใหทรัพยากรรอยหรอลงอยาง รวดเร็ว และทรัพยากรของคนออนแอถูกแยงเอาไปอยางชอบธรรม ในขณะเดียวกันก็ทําให “ประชา สังคม” ของคนชั้นกลางซึ่งเปนผูบริโภคที่ฟูมฟายมีสวนทํารายคนจนอยูไมนอย จนไมอาจเปนที่หวังได วาประชาสังคมที่เขมแข็งเพียงอยางเดียวจะแกปญหาความยากจนได ความเฉยเมยของสื่อตอชะตากรรมของคนจนเปนตัวอยางอันดีของ “ประชาสังคมเขมแข็ง” แมวาสื่อจะพัฒนาไปมากไปทุกทาง รวมทั้งการมีหลักประกันของเสรีภาพที่มั่นคงขึ้น แตสื่อก็ยิ่งละเลย ที่จะรายงานความเปนไปในภาคประชาชนมากขึ้น ความยากจนมีมูลเหตุมาจากการตัดสินใจ โดยเฉพาะการตัดสินใจที่กระทบถึงการจัดการ ทรัพยากร ในขณะที่คนจนไรอํานาจที่จะเขาไปรวมในการตัดสินใจ ฉะนั้นจึงปฏิเสธไมไดวา ความ ยากจนเปนผลผลิตของการเมือง ตราบเทาที่คนจนยังไรอํานาจ ก็เปนไปไมไดที่จะขจัดความยากจนไป จากประเทศไทย นโยบายโอนออนตอแรงกดดันของมหาอํานาจโลกาภิวัตนยิ่งทําใหทรัพยากรที่จําเปน ในการดํารงชีวิตถูกดึงเขาไปสูตลาดมากขึ้น เชน เงื่อนไขเงินกู ADB ที่กําหนดใหเก็บคาน้ําแกเกษตรกร ผูใชน้ํา ทําใหน้ําเปนสินคา ซึ่งอาจมีนายทุนมาลงทุน “พัฒนา” ลุมน้ําทั้งลุมน้ํา เพื่อทํากําไรไดใน อนาคต ทั้งนี้ไมตางจากการนําเอาที่ดินเขาสูตลาดเต็มที่ ซึ่งดําเนินมากอนหนานี้แลว และเปนผลให ที่ดินหลุดจากมือเกษตรกรไปเปนอันมาก ทั้งนี้ลวนเปนสัญญาณวา คนจนจะเขาไมถึงแมแตทรัพยากร ระดับพื้นฐานในการดํารงชีวิต ทางออกของสังคมไทยจากความยากจนนั้น มีหลายประเด็นดวยกัน แตประเด็นหนึ่งที่เห็น พองตองกันหลายฝายคือ ความรู ฉะนั้นจึงตองสรางความรูที่ถูกตองและเปนจริงขึ้นถวงดุลกับความรู บิดเบือนเหลานั้น จะตองมีการสรางเครือขายของนักวิชาการและชาวบาน และสื่อ เพื่อสรางและขยาย ความรูที่ถกู ตองเหลานี้แกสังคมในวงกวาง ดวยเหตุผลดังกลาวขางตน คณะผูจัดการเสวนาจึงเห็นวาควรจัดใหมี โครงการเสวนาเรื่อง “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ขึ้น 79 วัตถุประสงค 1. เพื่อเปนเวทีในการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นจากชาวบานและนักวิชาการ เพื่อ ตองการหานโยบายที่เปนรูปธรรมในการที่จะแกโครงสรางความยากจน ใหกับคนจนในประเทศ 2. เพื่อสรางความรู ความเขาใจถึงปญหาความยากจนเชิงโครงสรางใหสื่อมวลชนไดเผยแพร ในวงกวางใหสาธารณะชนรับทราบตอไป 3. เพื่อผลักดันใหรัฐบาลชุดใหม ไดรับฟงนโยบายจากชาวบานและนักวิชาการ เพื่อผลักดัน ใหเปนนโยบายในการแกปญ  หาโครงสรางความยากจน ตามเจตนารมณในการแกปญ  หาความยากจน ของรัฐบาลใหม ประเด็นในการนําเสนอ ครั้งที่ 1 เรื่อง “เศรษฐกิจชนบท” วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๔ ครั้งที่ 2 เรื่อง “ทุนทางวัฒนธรรม” วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ครั้งที่ 3 เรื่อง “การกระจายอํานาจ” วันที่ ๒๒ มิถนุ ายน ๒๕๔๔ ครั้งที่ 4 เรื่อง “มาตรการทางกฎหมายที่เปนอุปสรรค” วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๔ สถานที่ หองประชุมชั้น ๔ อาคารอเนกประสงค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร องคกรรวมจัด มหาวิทยาลัยเที่ยงคื น, สมัชชานักวิชาการเพื่ อคนจน. ศูนย ศึกษาการพั ฒนาสังคม คณะ รัฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, คณะกรรมการเผยแพรและสงเสริมงานพัฒนา โครงการฟนฟู ชีวิตและธรรมชาติ มูลนิธิโกมลคีมทอง, คณะกรรมการรณรงคเพื่อประชาธิปไตย, คณะทํางานวาระ ทางสังคม 80 คณะทํางาน วาระทางสังคม คณะทํางานวาระทางสังคม เกิดขึ้นจากการปรึกษาหารือและการทํางานรวมกันระหวางกลุม นักวิชาการและนักพัฒนาองคกรพัฒนาเอกชน เพื่อสรางความรู ความเขาใจ และแสวงหานโยบาย และมาตรการรูปธรรม ทีแ่ กปญ  หาอันเนื่องจากการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจที่ไมเทาเทียม สถานการณ ใ หม ข องสั ง คมไทยที่ สํ า คั ญ คื อ สถานการณ ภ ายหลั ง รั ฐ ธรรมนู ญ ใหม และ สถานการณภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ความเปลี่ยนแปลงระดับนโยบายเริ่มมีผลเปนรูปธรรม เชน การ เปลี่ยนแปลงกฎหมาย การปฏิรูปองคกรรัฐและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ สําหรับการใชหนี้ การเปลี่ยนแปลงเหลานี้ลวนเปนเรื่องใหญมีผลกระทบกวางขวางรุนแรงและรวดเร็ว สังคมยังปรับตัวกันไมทัน ซึ่งยากที่จะทัน คณะทํางานวาระทางสังคม จึงมีบทบาทในการสรางความรู ความเขาใจตอสาธารณชน และผูปฏิบัติงานทั้งในหนวยงานรัฐและองคกรพัฒนาเอกชนอยางตอเนื่อง เพื่อนําไปสูการเชื่อมโยง และวิเคราะหภาพรวมเกี่ยวกับสถานการณสังคมไทย ที่มีผลกระทบตอประชาชนสวนใหญ ทั้งนี้เพื่อ สนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม สรางความเขมแข็งใหกับภาคประชาสังคม คณะทํางานวาระทางสังคม ประกอบดวย มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก, มูลนิธิผูหญิง, มูลนิธิ อารมณพงศพงัน, คณะกรรมการเผยแพรและสงเสริมงานพัฒนา, เครือขายเสียงคนดอยโอกาส, แนว ร ว มเพื่ อ ความก า วหน า ของผู ห ญิ ง , เครื อ ข า ยแรงงาน, ศู น ย ศึ ก ษาพั ฒ นาสั ง คม จุ ฬ าฯ, ศู น ย เศรษฐศาสตรการเมือง จุฬาฯ, โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส), และ สถาบันวิจัย สังคม จุฬาฯ 81

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

history_eduหมวดหมู่

เศรษฐกิจ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2001

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
5% Match
คุยกับผู้อ่าน : สุขภาวะทางปัญญา (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 467 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2561)
5% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
4% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

history_eduหัวเรื่อง

• ความจน

• คนจนในชนบท

history_eduหมวดหมู่

เศรษฐกิจ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2001

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้