auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (1 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เอกสารนี้เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาที่รวบรวมมาจากเวทีระดมความคิด ชุด แก้โครงสร้างอย่างไร จึงจะหายจน โดยผู้เข้าร่วมได้แก่ ผู้นำชุมชน นักวิชาการ ที่มาร่วมสะท้อนภาพความจริงของความจน เสนอเนื้อเกี่ยวกับความยากจนเชิงโครงสร้าง มีบทวิเคราะห์ สังเคราะห์ เหตุปัจจัยแห่งความยากจนจากข้อมูลและทัศนะของนักวิชาการ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
ผูจดั พิมพ คณะทํางานวาระทางสังคม c/o สถาบันวิจยั สังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ๒๕๔๔ ไดรับอนุญาตใหพิมพเพื่อเผยแพรตอสาธารณชนในรูปสือ่ อิเล็กทรอนิคส ภายใตลขิ สิทธิ์ Creative Commons แบบ (อนุญาตใหทาํ ซ้ําและแจกจายไดโดยเสรี แตเฉพาะในกรณีทใี่ หเครดิต ผูจัดพิมพ ไมนําไปใชในทางการคา และเผยแพรภายใตลิขสิทธิ์เดียวกันนี้เทานัน้ ) พิมพจากตนฉบับ โดย พิณัฐฐา อรุณทัต เรียบเรียงในรูป PDF โดย “คนชายขอบ” http://www.fringer.org/ สารบาญ คํานํา 2 คํานําบรรณาธิการ 3 1. คํานําการเสวนา 4 2. คําใหการของคนจน 8 3. ความจริงของความจน (1) : เขาถูกบังคับใหจน 18 นโยบายเพื่อคนจน : 18 ลางโครงสราง 10 ประการทีป่ ระหารคนจน ประเวศ วะสี ยุทธศาสตร – กระบวนการรัฐ : ทางผานของความลําเอียง 25 รังสรรค ธนะพรพันธุ ความรู วิธีคิด : ตัวผลิตซ้ําความจน 35 อานันท กาญจนพันธ การเมือง+ราชการ : รวมดวยชวยกันครอบใหจน 47 ไพสิษฐ พานิชกุล กฎหมาย มายาความยุติธรรม 54 สมชาย ปรีชาศิลปกุล 4. ความจริงของความจน (2) : คนจนอัจฉริยะ 61 ทุนทางวัฒนธรรม 61 ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน ทางเลือกจัดการน้ํา มีมากกวาเขื่อน 66 ชยันต วรรธนะภูติ ทุนบานนอก 70 ฉลาดชาย รมิตานนท โครงการเสวนา “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” 78 แนะนําคณะทํางานวาระทางสังคม 81 1 คํานํา ความยากจนเกิดจากปญหาโครงสรางที่สลับซับซอน เชน โครงสรางทางทัศนคติทมี่ ีตอ คนจน โครงสรางของรัฐ โครงสรางทิศทางการพัฒนา โครงสรางทางเศรษฐกิจการเงิน โครงสรางการจัดการ ทรัพยากร โครงสรางการศึกษา โครงสรางการสื่อสาร โครงสรางทางกฎหมายที่มีอคติกับคนจน โครงสรางทางความสัมพันธทางเศรษฐกิจกับตางประเทศ เปนตน โครงสรางเหลานี้ลึกล้าํ ซับซอน ยากแกการเขาใจ แตทําใหคนจนอับจน และไมหายจน มีความเขาใจผิดมานานวา ความยากจนเกิดจากปญหาของคนจน ความเขาใจผิดหรือมิจฉาทิฐินี้ทาํ ใหแกความยากจนไมได จะแกความยากจนไดตองมีสัมมาทิฐิหรือความเขาใจทีถ่ ูกตอง จําเปนตองทําความเขาใจวา โครงสรางของความยากจนมีอะไรบาง โครงสรางเหลานี้มนั ทํางานอยางไรที่ทาํ ใหคนจนอับจน และจะแกไขโครงสรางนี้อยางไร ในการนี้ควรจะนิยามความจน ความรวยกันเสียใหมดว ย เราไมมองความจนความรวยกันอยางแคบ ๆ วาหมายถึงเงินเทานัน้ ตาม อยางฝรัง่ ไป การมองแคบและแยกสวนนําไปสูหายนะและวิกฤตการณของมนุษยชาติ ถึงเวลาทีจ่ ะตอง ถามวา “ฝรั่ง สรนัง คัจฉามิ ไดจริงหรือ” หนังสือเลมนี้เปนความพยายามของกลุมองคกรพัฒนาเอกชนและองคกรวิชาการ ที่ตงั้ ประเด็นความยากจนเชิงโครงสราง และเชิญฝายตาง ๆ มาพูดคุยกัน ซึง่ มีประโยชนมาก หวังวาหนังสือ ความจริงของความจน นีจ้ ะจุดประกายในสังคมไทย ที่จะตั้งคําถามถกเถียงกัน และเกิดการสังเคราะห ไปสุปญ ญาทีจ่ ะทําใหสงั คมไทยสามารถแกไขโครงสรางความยากจน ปลดปลอยคนไทยไปสูอสิ รภาพ หลุดพนจากความยากจน ถาแกไขความยากจนไดจะแกปญ หาอืน่ ๆ พรอมกันไปเกือบทุกอยาง การ เอาชนะความยากจนจึงเปนระเบียบวาระแหงชาติ ที่คนไทยทัง้ ชาติควรจะทํายุทธศาสตรเอาชนะความ ยากจนใหเปนยุทธศาสตรทคี่ นไทยทั้งหมดรวมกันขับเคลื่อนไปสูความสําเร็จ เพื่อการบังเกิดขึ้นแหง สังคมศานติสุข ประเวศ วะสี 2 คํานําบรรณาธิการ เนื้อหาในหนังสือเลมนี้ สวนใหญคัดเลือกและรวบรวมมาจากเวทีระดมความคิด ชุด “แก โครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ซึง่ จัดขึ้นอยางตอเนื่องเปนประจําทุกเดือน รวม ๔ ครั้ง ตัง้ แตเดือน เมษายน-กรกฎาคม ๒๕๔๔ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ผูเขารวมมีทงั้ ชาวบานโดยเฉพาะผูรับ ผลกระทบจากการพัฒนาของรัฐ ผูน ําชุมชน นักวิชาการ ฯลฯ ที่มารวมกันสะทอนภาพความจริงของ ความจน พรอมกับบทวิเคราะหทนี่ าสนใจในแงมุมตาง ๆ เพื่อใหสังคมไทยไดรวมกันรับทราบถึงชะตา กรรมของคนอีกจํานวนมากในแผนดินนี้ ทีต่ องกลายเปน “คนจน” ผูถ กู บังคับใหเสียสละวิถีชีวติ และ ชุมชนของเขาใหกบั การพัฒนาในหลายทศวรรษที่ผานมา นอกจากนี้ เพื่อใหผูอา นไดเห็นแงมมุ และ ความเขาใจเรื่องราวของความจนและคนจนไดมากยิ่งขึน้ ไปอีก จึงไดนําเนื้อหาบางสวนจากบทความ ซึง่ เสนออยูบนเว็บเพจของมหาวิทยาลัยเทีย่ งคืนมาเสนอดวย การคัดเลือกและจัดกลุมเนื้อหา สวนแรก มุงใหผูอานไดเห็นถึงการดิ้นรนตอสูและความทุกข ในใจจากปากคําของคนจนเอง ติดตามดวยสวนทีเ่ ปนบทวิเคราะห-สังเคราะห เหตุปจ จัยแหงความ ยากจนจากขอมูลและทัศนะของนักวิชาการ และสวนสุดทายคือเนื้อหาทีม่ ุงหวังจะชวยขยายทัศนะ และขอมูล ของสังคมทีม่ ตี อศักยภาพและภูมิปญญาของคนจนและชุมชนทีห่ ลายคนอาจนึกไปไมถึง เพราะภาพของคนจนที่ผา นมาไดถูกหุมหออยางมิดชิดดวยขอมูล ทัศนะที่ผดิ พลาดคลาดเคลื่อน มากมาย เนือ้ หาที่เสนอในสวนนี้จะชวยเปดเผยความจริงอันนาชืน่ ชมของคนจนและชุมชนที่ถกู ตราวา “โง จน เจ็บ” ขี้เกียจ ฯลฯ อยางไรก็ตาม หนังสือเลมนี้ คงยังเปนเพียงบทเริ่มตนของความพยายามที่จะนําเสนอความรู เบื้องตนเกี่ยวกับความยากจนเชิงโครงสราง ทีก่ อ เกิดและขยายตัวขึ้นทามกลางความสลับซับซอนของ เหตุปจ จัยและสถานการณตา ง ๆ มากมายในสังคมไทย เปนเพียงการจุดประกายทีห่ วังจะใหเรา ตระหนักรูรวมกันวา สังคมของเรายังมีความรู ความเขาใจนอยอยางยิง่ ในสถานการณของความจน สมัยใหม อันเปนชะตากรรมของคนสวนใหญในประเทศนี้ และหวังวาความรูความเขาใจในเบื้องตนนี้ จะนําเราไปสูค วามใสใจและอาทนในการรวมแกไขปญหาของคนจนมากขึ้น ทัง้ ในฐานะของผูด ดู ซับ ผลประโยชนของการพัฒนามาจากคนจน และในฐานะของผูทกี่ าํ ลังจะหมดทางเลือกในชีวติ จาก ยุทธศาสตรการพัฒนาของรัฐ เชนเดียวกับที่ “คนจน” กําลังเผชิญอยู ณ ขณะนี้ อรศรี งามวิทยาพงศ 3 คํานําการเสวนา เวลาเราพูดถึงความยากจนในสังคมไทย ผมคิดวามันมีความแตกตางระหวางความยากจนใน ปจจุบนั กับความยากจนในอดีตมากทีเดียว เพราะเหตุที่วา ความยากจนในอดีต อาจกลาวไดวา มันเปน ความยากจนของปจเจกบุคคล บุคคลเปนผูกระทําความยากจนใหแกตนเองแทบจะพูดอยางนั้นได แต วาวิธีคดิ ของเราเกี่ยวกับความยากจนในปจจุบนั นี้ คนไทยจํานวนมากทีเดียว ยังมองความยากจนเปน เรื่องของปจเจกบุคคลอยูนนั่ เอง คงจําไดวา เราเคยมีรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่บอกวา “ไมมีความยากจนในหมูคน ขยัน” อันนีก้ ็เปนวิธกี ารมองความยากจนวามันเกิดขึน้ จากการกระทําของตนเอง เปนเรื่องของปจเจก บุคคล เรามักไดยนิ เสมอ ๆ ที่คนพูดวา “คนจนคนมีก็มีในทุกสังคมเหมือน ๆ กันนั่นแหละ” หรือ “จน หรือรวยเปนเรือ่ งของใจ” เหลานี้เปนตน แตจริง ๆ แลวความยากจนที่ปรากฎในสังคมไทยทุกวันนี้ เปนปรากฎการณทางสังคม กลาวคือที่มนั ดํารงอยูได เพราะระบบตาง ๆ ในสังคมเปนผูกระทําใหมนั เกิดขึ้น และ กระทําใหมันดํารงอยู ปจเจกบุคคลเปนเพียงเหยื่อของปรากฎการณทางสังคมนั้น ฉะนัน้ จึงมี จํานวนคนทีถ่ กู จัดวายากจน ไมวา จะจัดดวยเกณฑอะไรก็ตามแตจํานวนมากทีเดียว และทีน่ า ตกใจก็ คือ มีจํานวนคนทีก่ ําลังจนลงไปเรื่อย ๆ ยิง่ มากไปกวานัน้ อีก เพราะฉะนัน้ ปญหาความยากจนจึงไมใชปญ หาเรื่องมันมีใครบางคนทีต่ กรถไฟ หรือขึ้นรถไฟ ขบวนพัฒนาไมทัน หรือมีขอ บกพรองอยางใดอยางหนึง่ เสียแลว เพราะวาคนจนเหลานี้ หรือคนที่เรา อาจจะเรียกวาเปนคนจนหรือความยากจนเหลานี้ มันเกิดขึน้ จากการเขาไมถงึ ทรัพยากรที่จาํ เปนใน การดํารงชีวิต คําวาทรัพยากรที่จําเปนในการดํารงชีวิต อยากจะเตือนใหระลึกวามันมีทงั้ ความหมายในเชิง รูปธรรมและนามธรรม หมายความวา สวนที่เปนทรัพยากรในการดํารงชีวิต และสวนที่เปนนามธรรม เปนตนวา หลักประกันความมั่นคงดานอาหารซึ่งเคยอยูในวัฒนธรรมอีสาน ทีค่ นสามารถจะเดินทางไป ขอขาวในกรณีทเี่ กิดความแหงแลงหรือนาลมในปใดปหนึง่ หมูบ านหนึง่ ก็อาจจะไปขอขาวจากอีก หมูบา นหนึง่ มากินได วัฒนธรรมตาง ๆ เหลานี้มนั กําลังจะหายไป เพราะฉะนัน้ ความยากจนที่เกิดขึ้น ในโลกปจจุบนั นี้ มันไมมีสงิ่ ที่ธนาคารโลกเรียกวา Safety Net เครือขายความมัน่ คงปลอดภัยในชีวิต ที่ โบราณเคยมีเอาไวชวยพยุงใหชีวติ ของคนยากจนดํารงตอไปไดโดยสะดวกสบายขึ้นนิดหนอยก็หายไป ดวย เพราะฉะนัน้ ความยากจนในสังคมปจจุบนั จึงสิ้นไรไมตอก เพราะวามันไมมีทรัพยากรที่จําเปน ไมวาจะเปนรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตามแต ดังนัน้ ถาคิดถึงสิ่งที่ผมวามาขางตน คนจนและคนที่กาํ ลัง 4 จนลง ๆ จะยิ่งมีจาํ นวนมากทีเดียว เพราะวามีคนอีกจํานวนมากมายทีก่ าํ ลังถูกกันออกไปจาก ทรัพยากรตัวทีใ่ ชอยู ไมวาจะเปนการวางทอกาซที่ภาคใตก็ตาม การสรางโรงไฟฟาที่ประจวบคีรีขนั ธก็ ตาม การสรางเขื่อนซึ่งระบาดไปตามที่ตาง ๆ ก็ตาม ทีนมี้ าถึงคําถามทีว่ า ความยากจนที่ปรากฎในสังคมปจจุบนั มาจากอะไร ผมคิดวามันมีสาเหตุ อยางนอยที่สดุ ๒ ประการดวยกันคือ ๑. มาจากการจัดการทรัพยากรที่รวมศูนยของรัฐ โดยรัฐเปนผูรับเขาไปจัดการทรัพยากร ทั้งหลายดวยตนเองแตเพียงผูเดียว แตวา รัฐมุงไปสูการจัดการทรัพยากร เพื่อจะทํากําไรในตลาดเปน ตัวตั้ง แทนทีจ่ ะมองถึงการดํารงชีวิตของคนเปนตัวตั้ง รัฐจะเอาทรัพยากรเหลานี้ไปทําอะไรก็ตาม แต เพื่อจะทําใหเกิดกําไรในตลาดมากขึน้ เหตุดังนั้นจึงกีดกันคนจํานวนมากไมใหเขาถึงทรัพยากรทีร่ ฐั เอา ไปใชเพื่อทํากําไรในตลาด หรือมิฉะนัน้ ก็ปลอยใหทรัพยากรเหลานั้นตกอยูในมือของคนที่สามารถทํา กําไรในตลาดไดมาก ๆ เปนทีน่ าอัศจรรย ดูเหมือนกับวารัฐยินดีทจี่ ะเห็นการเอาที่ดนิ ไปเก็งกําไร มากกวาการเอาที่ดนิ ไปปลูกมันสําปะหลัง เพราะการปลูกมันสําปะหลังไรหนึ่งกําไรไมถึง 500 บาท ในขณะที่การเก็งกําไรที่ดนิ ไรหนึง่ ทําเงินไดเปนลาน ๆ บาท ถามองโดยอาศัยมาตรฐานตลาดเปนตัวตั้ง แลว จะเห็นวาที่ดนิ ถูกใชทําอะไรก็ได ไมเนนแมแตดานการผลิตดวยซ้ําไป ฉะนัน้ วิธกี ารจัดการ ทรัพยากรที่รวมศูนย แลวก็มีเปาหมายในการจัดการทีบ่ ิดเบี้ยวนี้ จึงมีผลทําใหเกิดความยากจนแผ ระบาดไปในหมูคนจํานวนมากและมากขึน้ ๆ อยูตลอดเวลา ๒. เมื่อคนถูกกีดกันออกไปจากทรัพยากร คนที่ยากจนลงไปจํานวนมากมายเหลานี้ไมมี อํานาจในการตอรอง หรือกลาวโดยสรุปก็คือวา ความดอยอํานาจของคนจนเปนเหตุใหเขายิ่งจน ลงและก็ไมมที างเงยหัวไดเลย ความยากจนในประเทศไทย เขาไมถึงกระบวนการตัดสินใจในทางการเมือง ซึง่ ก็คอื การ ตัดสินใจในการใชทรัพยากรนั่นเอง นอกจากนัน้ ยังเขาไมถงึ ทรัพยากรทางการเมืองสมัยใหมดว ย หมายความวาคนจนเขาไมถึงสื่อทุกชนิดไมวาจะเปนสื่อโทรทัศน สื่อหนังสือพิมพ เขาถึงไดนอ ยมาก หรือเกือบจะเรียกไดวาเขาไมถึงเลย จะเขาถึงสื่อแตละครั้งก็ตองทําอะไรที่หมิน่ เหมกฎหมาย หรือที่มัน ดูทาทางจะสอไปในทางความรุนแรง จึงจะไดรับความสนใจจากสือ่ ทีหนึง่ แตวา ก็ไมไดรับความสนใจ ในแงปญ หาของเขา ขอเสนอ แนวทางแกปญ หาของเขา มักไมไดรับความสนใจเทากับวาการที่เขาเผาตัวตาย ผูก คอตาย หรือวาเดินขบวนมามากกวา เพราะฉะนัน้ เขาเขาไมถึงทรัพยากรทางการเมือง เชนการเลือกตั้ง ก็เขาไมถงึ อีก การเลือกตัง้ กลายเปนสิง่ ทีม่ ีคนจํานวนหนึ่งเขาไปกําหนดผลของคะแนนเสียงและอื่น ๆ เปนตน การทําประชาพิจารณก็เปนทรัพยากรทางการเมืองอีกอยางหนึ่ง ซึง่ คนจนก็เขาไมถึงการทํา ประชาพิจารณอกี เหมือนกัน 5 การจัดองคกรทางการเมืองสมัยใหม เชน พรรคการเมือง การรณรงคและอื่นๆ คนจนก็เขาไม ถึงพรรคการเมือง เขาไมถึงการรณรงคที่มผี ลกระทบตอความคิดเห็นของคนในสังคมในวงกวางดวย เปนตน อยางไรก็ตามผมอยากจะพูดวา การจัดองคกรทางการเมืองของประชาชนอาจจะดีขึ้น ดวย การที่เขาเริ่มทีจ่ ะปรับเอาวัฒนธรรมเดิม รูปแบบความสัมพันธเดิม มาใชในการจัดองคกรทางการเมือง สมัยใหมของเขาไดมากขึ้นดวย อันเปนสิ่งที่นา จับตามองเหมือนกัน มองไปในดานกฎหมาย ระบบการปกครอง การศึกษาและอื่น ๆ ก็จะพบวา คนจนก็จะเขาไม ถึงเหมือนกัน ตัวกฎหมายเองกีดกันคนจนใหหลุดออกไปจากการใชทรัพยากรดวยซ้าํ ไป เราจึงอาจจะกลาวไดวาความยากจนในสังคมปจจุบนั นี้ โดยเฉพาะในสังคมไทยมันเกิดขึ้นใน ตัวโครงสรางทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ไมใชเปนปญหาของปจเจกบุคคลอีกตอไปแลว สังคมไทยจะตองทําความเขาใจในเรื่องเกีย่ วกับความยากจนเชิงโครงสรางใหดี ๆ แลวเราจะ พบวาความรูข องสังคมเรามีชอ งวางมากทีเดียวในเรื่องเกี่ยวกับความเขาใจในเรื่องของความยากจน เชิงโครงสราง เพราะฉะนัน้ การผลักดันและปรับเปลี่ยนนโยบายตาง ๆ จึงเปนเรื่องยาก เพราะขาดฐาน ของความรูความเขาใจเกี่ยวกับเรื่องความยากจนเชิงโครงสราง ผมเชื่อวา ความรูจะเปนพลังสําคัญทางการเมืองเพื่อจะแกปญ หาความยากจน ทําใหเวลาเรา คิดถึงความยากจน เราจะไดหลุดออกไปเสียทีจากการแกปญ หาในเชิงสังคมสงเคราะห เพราะมันไมใช ปญหาเชิงสังคมสงเคราะหที่จะแกปญ หาความยากจนไดอีกตอไปแลว แตวาจะมีอยางนัน้ ได ก็ตองมี ความรูความเขาใจในเรื่องเหลานี้ไดดีพอ แมวาเรามีความรูความเขาใจเกี่ยวกับความยากจนเชิงโครงสรางนอยมาก แตเรากลับไป ยอมรับวาความยากจนเปนลักษณะเชิงปจเจก ความยากจนสามารถแกไดโดยวิธกี ารพัฒนาอยางที่ได ผานมาแลว เพียงแตตองอาศัยระยะเวลา ความคิดแบบนี้มีมากเหลือเกิน กลาวในอีกนัยยะหนึ่งก็คือ คนทัว่ ไปไมคอ ยยอมรับวาความยากจนมันเปนลักษณะเชิง โครงสราง ไมใชเรื่องของการที่มีบางคนหรือคนจํานวนหนึง่ ยังไมทันไดรับผลพวงของการพัฒนาอยาง ที่เขาใจผิดกันอยูในปจจุบนั นี้ ทําไมคนไทยสวนใหญถึงยอมรับนโยบายพัฒนาแบบนี้ ยอมรับวิธกี ารจัดการทรัพยากรแบบนี้ เราจะพบไดวา มันผานกระบวนการเรียนรูที่ครอบงําคนไทยคอนขางมาก ไมวา จะอยูใน การศึกษาตาง ๆ ในระบบโรงเรียนก็ตาม ไมวา จะอยูในละครเวทีก็ตาม ไมวา จะอยูในสุนทรพจนของ นักการเมืองก็ตามแต อาจารยเสนห จามริก ทานไดเรียกการเรียนรูท ี่จะยอมรับนโยบายการพัฒนา แบบนี้ การพึง่ ทุนและตลาดตางชาติแบบนี้ และการไมหันมาพยายามทีก่ ระจายทรัพยากรใหถงึ มือคน อยางทั่วถึงเหลานีว้ า เปนวัฒนธรรมการเรียนรูที่มนั ครอบงําเราอยูตลอดเวลา 6 เพราะฉะนัน้ ผมจึงคิดวา การที่จะแกปญ หาความยากจนโดยการสรางความรูความเขาใจ เกี่ยวกับเรื่องของความยากจนเชิงโครงสราง พูดกันจริง ๆ แลว ก็คอื การเขามาสูกับวัฒนธรรมการ เรียนรูแบบเดิมหรือรางวัฒนธรรมการเรียนรูแบบใหมขนึ้ มาเกี่ยวกับเรื่องของความยากจนนั่นเอง ประเด็นการสัมมนาที่เราจะไดรวมกันฟงและคิดในอีกหลายเดือนขางหนาโดยตอเนือ่ งกันนี้ ลวนเปนการหยิบเอาบางสวนของโครงสรางซึง่ ลวนมีสว นกระทําใหเกิดความแพรหลายของความ ยากจนในสังคมไทยทั้งสิน้ การอภิปรายถึงประเด็นเหลานี้ในการสัมมนาครั้งนี้ยอมไมสามารถทดแทนการศึกษาวิจัย ประเด็นเหลานั้นอยางจริงจังได และดังที่ไดกลาวแลววาความรูของเราเกี่ยวกับความยากจนเชิง โครงสรางยังมีนอย การสัมมนาครั้งนี้จึงมีจดุ หมายทีจ่ ะผลักดันใหมกี ารศึกษาเกีย่ วกับความยากจนเชิง โครงสรางในมิติตาง ๆ ใหทวั่ ถึง ดวยความรูความเขาใจอยางดีเทานั้น ทีเ่ ราจะสามารถรวมกันสรางนโยบายสาธารณะที่ไดผล ในการขจัดความยากจนไปจากสังคมไทยไดจริง ในขณะเดียวกันก็จะเกิดอํานาจของประชาชนในการ ตรวจสอบพรรคการเมืองและนักการเมือง ซึ่งมักจะใชความยากจนเปนนโยบายหาเสียงอยูเสมอดวย ไมเพียงแตตรวจสอบเทานัน้ แตรวมถึงกํากับใหพรรคการเมืองและนักการเมืองบริหารทรัพยากรไปใน ทิศทางที่จะปรับเปลี่ยนในเชิงโครงสรางเพื่อเปดใหคนจนไดเงยหนาอาปากอยางแทจริงอีกดวย นิธิ เอียวศรีวงศ มหาวิทยาลัยเทีย่ งคืน และคณะผูจดั การเสวนา 7 ภาคหนึ่ง คําใหการของคนจน คําใหการของคนจน* “ชาวประมงในลุมน้าํ มูลนั้นไมมีทนี่ า แตหากินในน้าํ หากินกับปลา กับปาชายน้าํ ที่เปนเห็ด เปนหนอไม เมื่อไดปลาก็จะนําไปแลกขาว หรือพีน่ องที่มีขาวก็จะนําขาวมาแลกปลา มีหมอชาวบาน บางคนหาบรากไมทเี่ ปนยาพืน้ บานมาแลกเปลี่ยนกัน” มยุรี ออนกะตา : ตัวแทนชาวบานผูรับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล “ในชวงกอนทีย่ ังไมสรางเขื่อน วิถีชวี ติ ของชุมชนลุมน้าํ มูลนัน้ ไมไดอาศัยเงิน แตเราอาศัย ทรัพยากรธรรมชาติหากินแบบธรรมชาติ สวนมากชาวประมงในลุม น้าํ มูลนัน้ ไมมที นี่ า แตหากินในน้าํ หากินกับปลา กับปาชายน้าํ ที่ เปนเห็ดเปนหนอไม เมื่อไดปลาก็จะนําไปแลกขาว หรือพี่นองที่มีขา วก็จะนําขาวมาแลกปลา มีหมอ ชาวบานบางคนหาบรากไมทเี่ ปนยาพืน้ บานมาแลกเปลีย่ นกัน เปนวิถีชีวิตที่มคี วามอบอุน และอยูเย็นเปนสุขไมมีความขัดแยง อาชีพการทํามาหากินเปนชาวประมงของเรา สามารถที่จะสงลูกเรียนได และสามารถที่จะอยู ในสังคมไดแบบพอมีพอกินไมตองเดือดรอน เมื่อมีการสรางเขื่อนปากมูลแลว ก็ไมมปี ลาขึ้นมาในลําน้าํ มูล สงผลกระทบตอวิถีชีวติ ของ ชุมชนอยางมาก ลูกตองออกจากโรงเรียนกลางคัน ตองแยกยายกันไปทํางานในกรุงเทพฯ บางคนติด หนี้ตดิ สิน สวนพอใหญแมใหญที่บา นก็ไมมีกิน ลําน้าํ มูลเริ่มเนา ไมมีปลา ปาเห็ดปาหนอไมถูกน้ําทวม สุขภาพและจิตใจของชาวบานนั้นแย มากเพราะไมมีกิน มีแตความเครียด ทะเลาะเบาะแวง บางคนเปนโรคประสาท ลูกหลานติดยาเสพติด จริง ๆ แลวเราไมไดยากจนเพราะเราไมทํามาหากิน แตเรายากจนเพราะโครงการของรัฐ ชีวติ ของเราอาศัยพึ่งพาธรรมชาติธรรมชาติใหมนุษยเราอยูกันอยางเสมอภาคในฐานะของ ความเปนคน ธรรมชาติแบงปนใหพวกเราแลว แตคนทีม่ ีอิทธิพลทีม่ ีอํานาจแยงชิงไปโดยไมฟง เสียงคน จน * จากเวทีระดมความคิดเรื่อง “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ชวง เวทีชาวบาน ครั้งที่ ๑-๔ เมษายน-กรกฎาคม ๒๕๔๔ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร รวบรวมโดย สุภาพรรณ พลังศักดิ์ 8 ชาวบานเสนอใหมีการเปดเขื่อนถาวรใหกบั ชุมชนปากมูล แตรัฐบาลบอกวาใหเปดเขือ่ นถาวร เปนเรื่องที่ขอกันมากไป คณะกรรมการกลางจึงเสนอใหเปดเขื่อน ๔ เดือน ซึง่ ชาวบานก็เห็นดวยวา เปดเขื่อนทดลองดูวาเราจะฟนวิถีชวี ติ การทําประมงของเรากลับมาไดอยางไร เราอยากใหฟน ฟูเกาะแกงแหลงธรรมชาติของเรากลับคืนมา เพราะในเกาะแกงแหลงธรรมชาติ จะมีปลา สมุนไพรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ฟนฟูชมุ ชนลุมน้ํามูล การเรียกรองใหเปดเขื่อนถาวรนั้น พวกเราเห็นวาจะเปนประโยชนตอทุกฝายอยางเทาเทียมกัน ความสันติสุขก็จะเกิดขึ้นกับชุมชนเรา ชุมชนจะมีนา้ํ ที่ใสสะอาด ความอุดมสมบูรณกลับคืนมา พวกเราก็ขอฝากใหคนทีม่ ีกนิ ในเมืองทั้งหลายที่ไดมีไฟใช ไดมีหอ งแอรใชกันนัน้ ไดเขาใจพวก เราและนึกถึงความยากลําบากของคนปากมูลที่เสียสละใหคนเมืองไดอยูกันอยางสุขสบายบาง และ หันมาชวยเหลือซึ่งกันและกัน ใหเราไดอยูก ันอยางสุขสงบเชนที่ผานมา” “การทํามาหากินของคนจนในสลัมนัน้ ไมงา ย อาชีพที่จะมาถึงคนจนได คืออาชีพจากรัฐ เชน จาก กทม. การขุดลอกคลอง ปลูกตนไม ซึ่งตองมีการประมูลกันและในที่สดุ ก็ไมมาถึงชาวบาน สวนมากพวก ส.ก. – ส.ข. จะไดไปหมด แลวก็ไปจางแรงงานถูก ๆ จากชุมชน” สังเวียน นุชเทียน : แกนนําเครือขายสลัม ๔ ภาค “เดิมผมเปนคนตางจังหวัด ไมมีทนี่ าทํากิน จึงตองพากันอพยพเขามาขายแรงงานในกรุงเทพฯ ตอนนี้อาศัยอยูใ นชุมชนแออัดที่ชมุ ชนบางนา ซึง่ รัฐบอกวาพวกเราเปนคนบุกรุกเพราะอยูไมถกู ตอง เมื่อตอนอพยพเขากรุงเทพฯ มาใหม ๆ นั้นก็เชาบานอยู ทําอาชีพเปนยาม ตอมาตกงานก็ไป เปนแรงงานในบริษทั รับเหมา ตอมาก็ตกงานอีก ไมมีเงินเชาบาน พอเห็นมีทวี่ า งก็ไมรูวาเปนของใครจึง เขามาอยู ซึ่งวิถีชีวิตชาวสลัมสวนใหญก็เปนเชนนี้ อาศัยอยูตามที่ทวี่ า ง มีทั้งที่ของรัฐ เชน การรถไฟ หรือที่ของเอกชน รัฐบาลบอกวาพวกเราบุกรุก แตพวกเราเห็นวาเราไมไดบกุ รุก เราก็เปนคนไทยคนหนึง่ ทีเ่ สีย ภาษีใหกบั รัฐเหมือนกัน ที่ดนิ ทีว่ า งอยูเราก็คิดวาเรานาจะอยูได ซึง่ ตอนแรก ๆ ก็ไมมีปญหา แตเมื่อเพิ่ม จากหลังเดียวเปนสองหลังมากขึ้น ๆ จนเปนชุมชนก็เริ่มมีปญหา ตัง้ แตเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ หนวยงานของรัฐไมจดั การให โดยอางวาเราเปนผูบกุ รุก มาอยูกนั อยางไมถูกตองตามกฎหมาย เราก็ ตองซื้อใชในราคาแพง ตัวอยางเชน ที่ชมุ ชนกระทุง เดียว ใกล ๆ อารซีเอตองซื้อน้าํ ตอจากเขาหนวยละ ๓๐ บาท ไฟฟาหนวยละ ๑๑ บาท ก็ไปขอเจรจากับการประปา การประปาก็บอกวาตอน้ําใหไมได เพราะเราอยู ในที่บกุ รุก ขณะที่คนในสลัมนั้นอยางดีทสี่ ุดก็เปนแคยามมีเงินเดือนอยางมากก็ ๖,๐๐๐ กวาบาท ทัง้ 9 จะตองซื้อสาธารณูปโภคที่แพงและยังตองมีความกังวลตลอดเวลาวาจะถูกเจาของที่ไล ซึ่งหากใครไม ลุกขึ้นมาสูก ็ตอ งหนีอพยพไปเรื่อย ๆ คนจนในสลัมนั้นมี ๒ ระดับ ระดับแรกคือคนจนอยูในชุมชนและอยูใตสะพาน อีกระดับคือคน จนเรรอนตามทองสนามหลวง คนที่อยูใตสะพานตอนนี้ก็เริม่ ไดที่อยูอาศัยแลว สวนคนจนเรรอนนัน้ เปนกลุมที่ไมมี งบประมาณใด ๆ เขาถึง สวนใหญพวกเขาเขามาขายแรงงาน ไมมีเงิน ไมมีบานอยู ไมไดรับ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ซึง่ พวกเราชาวสลัมก็เคยเขาไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพวกเขาอยูวาจะ ชวยเหลือกันไดอยางไร ชวงนี้พวกเขาตองเผชิญปญหาหนักกับสํานักงานกรุงเทพฯ มีเทศกิจไลจบั แทบทุกวัน คน ไหนมีเสื่อปูนอนก็ไมถกู จับ คนไหนใชกระดาษปูนอนก็จะถูกจับ การทํามาหากินของคนจนในสลัมนัน้ ไมงา ย อาชีพที่จะมาถึงคนจนได คืออาชีพจากรัฐ เชน จาก กทม. การขุดลอกคลอง ปลูกตนไม ซึง่ ตองมีการประมูลกันและในที่สดุ ก็ไมมาถึงชาวบาน สวนมากพวก ส.ก.-ส.ข.จะไดไปหมด แลวก็ไปจางแรงงานถูก ๆ จากชุมชน หรือคนจนจะไปเก็บของ เกาก็ตองแยงกันกับรถของ กทม. หรือเรื่องสวย ตอนนี้แมคาสวนใหญยังตองเสียกันอยู สวนปญหาดานกฎหมายคือ คนจนไมมีกฎหมายใดที่จะมาคุมครองสิทธิให เมื่อป ๒๕๔๐ พวกเราไดรวมกับสมัชชาคนจนเสนอพระราชบัญญัติชมุ ชนแออัด เพือ่ คุมครอง สิทธิในเรื่องทีอ่ ยูอาศัยเปนของตนเอง ซึง่ เปนขอเสนอที่เราพยายามกันมา ๑๓-๑๔ ปแลว แตก็ยงั ไมมี อะไรดีขึ้น ตอนนีพ้ วกเราก็กาํ ลังลารายชื่อเพื่อจะเสนอกฎหมาย พ.ร.บ. ชุมชนแออัด ที่มีหวั ใจหลัก ๆ อยู ประมาณ ๔-๕ ขอเกี่ยวกับเรื่องสิทธิ คือการคุมครองสิทธิในการอยูอาศัย การใหบริการสาธารณูปโภค ขั้นพืน้ ฐาน กลไกคณะกรรมการที่มีตวั แทนชาวบานเขารวม การตั้งกองทุนชวยเหลือคนจนโดยตรง เปนตน” “ปญหาปาชายเลนและทะเลนี้ไมเพียงมีผลตอชาวประมงเทานัน้ หากรัฐบาลไมเรงแกไข อนาคตเราอาจไมมีอาหารกินกัน เพราะปาชายเลนเปนแหลงฟกตัววัยออนของสัตวนา้ํ ที่สาํ คัญมาก” ปะหลน ชางเหล็ก : กรรมการสมาพันธประมงพื้นบานภาคใต ๑๓ จังหวัด 10 “สมาพันธประมงพืน้ บานภาคใต ๑๓ จังหวัด เปนการรวมกลุมของชาวประมงพืน้ บานนับแสน คน ทีไ่ ดรับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาประเทศที่สง เสริมอุตสาหกรรมและการสงออก ทีท่ าํ ใหปา ชายเลนและระบบนิเวศทะเลถูกทําลาย ซึง่ เปนผลทําใหชาวประมงพื้นบานอยูไมได ปญหาปาชายเลนและทะเลนี้ไมเพียงมีผลตอชาวประมงเทานัน้ หากรัฐบาลไมเรงแกไข อนาคตเราอาจไมมีอาหารกินกัน เพราะปาชายเลนเปนแหลงฟกตัววัยออนของสัตวนา้ํ ที่สาํ คัญมาก หญาทะเลก็เชนกันถูกทําลายไปดวยเรืออวนรุน เปนเครื่องมือทําลายลางที่สรางปญหายืดเยื้อมานาน ทั้ง ๆ ทีเ่ ปนเรือ่ งผิดกฎหมาย แตรัฐบาลก็ไมมีมาตรการดูแลจัดการอยางจริงจัง กฎหมายทีม่ ีอยูคือกฎหมายประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึง่ มันลาสมัยมากเมื่อเทียบกับเครื่องมือ ประมงทีพ่ ัฒนามาเรื่อย ๆ ซึ่งพวกเราก็เรียกรองใหมีการแกไขกันมานานกวา ๑๐ ปแลว ก็ไมไดมีผล อะไรที่ชดั เจน เราเรียกรองขอเขาไปมีสวนรวมในคณะกรรมการประมงแหงชาติ เพื่อนําเสนอปญหาและ หนทางแกไข รัฐก็บอกวาเราเปนแคชาวบาน ไมมีสทิ ธิ” “ทัง้ ที่จริง ๆ แลว สาเหตุทปี่ าหายไปนัน้ เนื่องมาจากเมื่อ ๑๐๖ ปที่ผา นมา กรมปาไมเปน ผูขายปาใหเอกชน จนปจจุบันปาไมเหลือแค ๑๘% ของประเทศเทานั้น การอางวาชาวเขาทําลายปา นั้นไมถูกตอง” จอนี โอโดเชา : ปราชญชาวปกาเกอญอจาก อ. แมวาง จ. เชียงใหม “สิ่งที่คนจนบนดอยเรียกรองมาตลอด ๗-๘ ปคือเรื่อง พ.ร.บ. ปาชุมชน เพื่อใหสทิ ธิกับคนจน ในปาใหไดใชประโยชนจากปาดวย ปญหาปาที่ลดนอยลงไปนัน้ รัฐมักจะโทษชาวเขา ชาวบานวา ทําลายปา ทัง้ ที่จริง ๆ แลวสาเหตุที่ปา หายไปนัน้ เนื่องมาจากเมื่อ ๑๐๖ ปที่ผา นมา กรมปาไมเปน ผูขายปาใหเอกชน จนปจจุบันปาไมเหลือแค ๑๘% ของประเทศเทานั้น การอางวาชาวเขาทําลายปา นั้นไมถูกตอง ทีภ่ าคเหนือเขาหาวาชาวเขาทําลายปาจากการทําไรหมุนเวียน ที่บา นผมทําไรหมุนเวียนมา ๓๐๐ กวาป ปาก็ยงั เหลืออยู จริง ๆ แลวไมวาที่กรุงเทพฯ หรือตางจังหวัดมันเปนปาไดทงั้ นั้น ไมเชื่อ ลองปลอยทิง้ ไวซัก ๓ ป ไมตอ งไปปลูก ไปทําอะไร มันจะฟนเอง ปามันอยูไดทกุ ทีท่ กุ แหง พวกเราทีถ่ ูกเรียกวาเปนคนชายขอบสามารถดูแลจัดการได แตกลับถูกปาไมเขาไปจับบอย ๆ เราอยากจะเรียกรองใหมีการแกกฎหมาย ซึง่ เราก็เสนอ พ.ร.บ. ปาชุมชน ซึ่งมีทงั้ นักวิชาการ นักพัฒนา และขาราชการสวนหนึง่ ที่เห็นดวยที่จะใหชาวเขาดูแลปา แตก็มีอีกหลายฝายที่ไมเห็นดวย 11 คนกับปาอยูภเู ขากันมากวา ๔๐๐ ปชวยกันดูแลมา ขณะที่คนในเมืองมีที่ดนิ มากมายคนละ ๒๐-๓๐ ไร หลายคนมีเปนพันไร จะแบงใหคนจนบางไมไดหรือ ? สมัยกอนชวงจอมพล ป. พิบูลสงคราม การปลูกฝนยังถูกกฎหมาย ตอมาชวงหลังทางการก็ บอกวาจะปราบฝนเพื่อรักษาปาและสนับสนุนใหปลูกกะหล่ําแทน ผลก็คือปาหมดเหมือนเดิมเพราะมี การใชเคมีกนั มาก สารเคมีเหลานี้ ถูกผลิตโดยดอกเตอรจากกรุงเทพฯ ทั้งนัน้ และสงไปใหคนบนดอยใช ปญหายาบาก็เชนกัน คนในเมืองเปนคนทําใหชาวเขาติดยาบา สารเคมีนํามาโดยคนที่จบสูง ๆ สงเขา มาในพื้นที่ชาวเขา ความผิดมาตกที่ชาวเขาคนชายขอบหมด จะทํามาหากินอยางถูกตองก็ถกู จับกุม สักพักคงเปนคนตกขอบจํานวนมากขึ้น ๆ” “สหพันธชาวนาชาวไรภาคเหนือที่ทาํ งานกันมาตั้งแต ๒๕-๒๖ ปกอน รวมกันตอสูในปญหาที่ ทํากิน คาเชานา และราคาพืชผลตกต่ํา จนถึงปจจุบนั ก็ยังตอสูในเรื่องเดิม โดยมีปญหาเพิ่มขึ้น คือ ปญหาหนี้สนิ การจัดการทรัพยากรน้าํ และการแยงชิงทรัพยากร” อดุลย ยกคําจู : รองประธานแนวรวมเกษตรกรภาคเหนือ “ผมมาจากกลุม แนวรวมเกษตรกรภาคเหนือ ในอดีตคือสหพันธชาวนาชาวไรภาคเหนือที่ ทํางานกันมาตั้งแต ๒๕-๒๖ ปกอน รวมกันตอสูในปญหาที่ทาํ กิน คาเชานาและราคาพืชผลตกต่ํา จนถึงปจจุบนั ก็ยงั ตอสูในเรื่องเดิม โดยมีปญหาเพิ่มขึ้นคือ ปญหาหนีส้ ิน การจัดทรัพยากรน้าํ และการ แยงชิงทรัพยากร ซึง่ ก็เปนปญหาเดียวกับคนจนกลุมอื่น ไมวาบนดอย สลัม หรือประมงพืน้ บาน เราตางเปนเกษตรกรที่ยากจนเพราะผลจากการพัฒนาประเทศที่ผา นมาตั้งแตตน ป ๒๕๐๔ ที่ ทําใหเกิดสังคมที่พกิ าร คนจนเพิม่ มากขึ้นเรื่อย ๆ กลุมแนวรวมเกษตรกรภาคเหนือเริ่มตนจากคนเฒาคนแกประมาณ ๓๐ คน ตอมาขยาย สมาชิกกวางขึน้ จนถึงปจจุบันมีประมาณ ๔๐๐ กวาหมูบา น เปนการรวมตัวเพื่อเรียกรองใหเกิดการ แกปญ หาพื้นฐานของเกษตรกรภาคเหนือ ไมวา จะเปนเรื่องราคาพืชผล หนี้สนิ การจัดการทรัพยากรน้ํา ที่ดินทํากินซึง่ เปนปญหาสะสมกันมานาน การรวมกลุม นีไ้ ดทาํ ใหเกิดการแกปญ หาอยางเปนรูปธรรมในหลายพืน้ ที่ เชน ที่อ. ปาซาง จ. ลําพูน และ อ. เวียงบุง ลาง จ. เชียงราย เกษตรกรรวมกันเขายึดที่ดินของนายทุนที่ปลอยใหรกรางวาง เปลามา ๔๐ กวาปทาํ การเพาะปลูกหากิน 12 ตอมาก็มีกลุม นายทุนรวมกับหนวยงานราชการบางสวนนําเอกสารสิทธิ์ นส. ๓ มาอางวาเปน เจาของ เมื่อทางเราดูก็เห็นวาเขานาจะไดมาโดยไมชอบ ขณะนี้เปนปญหาที่กําลังฟองรองกันอยู ซึง่ พี่ นองเกษตรกรคนยากคนจนตองรวมตัวกอนตอสู โดยเฉพาะในเรื่องปญหาที่ดิน แนวรวมฯ ไดรวมกับองคกรตาง ๆ เสนอใหรัฐบาลกําหนดมาตรการเพื่อคุมครองสิทธิเกษตรกร เชน สิทธิในการเขาถึงประโยชนในทีท่ าํ กิน โดยเฉพาะที่ดินที่ปลอยใหรกรางวางเปลาไมทาํ ประโยชน นโยบายกระจายการถือครองที่ดนิ อยางเปนธรรมและยัง่ ยืน การยกเลิกกฎหมายที่เปดโอกาสใหคน ตางชาติเขามาถือครองที่ดนิ หรือเชาที่ดนิ ในระยะยาว การยุติการจับกุมดําเนินคดีกับชาวบานที่มีขอ พิพาทกับสวนราชการหรือเจาของที่ดนิ รวมทัง้ รัฐควรมีทาทีและจุดยืนที่ชดั เจนในการปกครองสิทธิ เกษตรกรไทยและผลประโยชนของไทยในเวทีการคาระดับโลก” “ผมคิดวาเรื่องปาชุมชนนี้ กอนอื่นตองใหความเคารพในองคความรูภ ูมิปญ ญาทองถิน่ ของเราที่ใชดแู ล รักษาปามาชานาน ใหสทิ ธิกับคนที่อยูใกลปา วาเขามีสทิ ธิดูแลรักษา ขณะที่สว นอื่น ๆ ในสังคมซึ่ง ไดรับผลประโยชนทางออมจากปาก็ตองชวยกัน เรียนรูป ญหาและหาทางแกไขรวมกัน” หนูเกณ จันทาสิ : ตัวแทนเครือขายปาไมที่ดนิ จากภาคอีสาน “ชาวบานภาคอีสานก็ไมแตกตางจากภาคเหนือที่ตกเปนจําเลยของสังคม คนมองอีสานวาแหง แลงเนื่องจากวาชาวบานตัดไมทําลายปา วิถีชีวติ ดัง้ เดิมของคนอีสานไมไดทําลายทรัพยากรธรรมชาติ เรามองปาเปนอาหาร ทุกสิง่ ทุก อยางไดมาจากปา ทัง้ เห็ด ผักหวาน ไขมดแดง ซึง่ ชาวบานสามารถหากินไดเปนฤดู เปนองคความรูภูมิ ปญญาของชาวบานในการอยูกับปา แตตอ มาเกิดความเปลีย่ นแปลง หลังจากเริ่มมีกรมปาไมเมื่อ ๑๐๐ กวาปกอน มีการนําหลัก ความรูการจัดการปาเขาไปในปา โดยหลักความรูน ั้นนํามาจากตะวันตกซึ่งมีปา แตกตางจากเรามาก ไมมีความหลากหลายเชนปาเมืองไทย มองปาที่เนื้อไมเพื่อการทําธุรกิจคาขายนําเงินตราเขาประเทศเทานั้น โดยไมไดมองวาปาไม เปนอาหาร เปนที่อยูอาศัย เปนเครื่องนุง หม หรือเปนยารักษาโรค องคความรูในการจัดการปาดวยภูมิปญญาดั้งเดิมถูกทําลาย วิถกี ารผลิตของชาวบานตองเปลี่ยนไปเพื่อที่จะทําใหตนเองอยูรอด วัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณีตา ง ๆ ถูกทําลายไป อีกทัง้ ยังมีกฎหมายที่ออกมาจํากัดการเขาถึงทรัพยากรปาของชาวบาน 13 อีก ชาวบานเขาปาถูกจับ ขณะที่ตา งประเทศสามารถเขาไปปลูกยูคาลิปตัสได ซึง่ ชาวบานรวมกัน เรียกรองเรื่องนี้มาตลอด เพราะยูคาลิปตัสสงผลกระทบตอระบบนิเวศในปาสูงมาก สังคมทุกวันนีม้ ีความหลากหลายซับซอนมาก การแกปญหาในเรื่องใดเรื่องหนึง่ มีหลายสวนที่ เกี่ยวของมาก ญาทองถิน่ ของเราที่ ผมคิดวาเรื่องปาชุมชนนี้ กอนอื่นตองใหความเคารพในองคความรูภ ูมิปญ ใชดูแลรักษาปามาชานาน ใหสิทธิกับคนทีอ่ ยูใกลปา วาเขามีสิทธิดูแลรักษา ขณะทีส่ ว นอืน่ ๆ ในสังคม ซึ่งไดรบั ผลประโยชนทางออมจากปาก็ตองชวยกัน เรียนรูปญหาและหาทางแกไขรวมกัน” “ปญหาใหญเริ่มเมื่อป ๒๕๓๖ นายจางเริ่มนําเทคโนโลยีเขามา และถายคนงานออกไป ๗๐๐ กวาคน คนงานเหลานี้คือกําลังหลักของโรงงานมาโดยตลอด นายจางปลดคนที่อายุ ๔๐ ขึน้ ไป คน เหลานี้เปนกําลังของครอบครัว ลูกกําลังเรียน บานกําลังผอน ก็เปนปญหา” อุบล รมโพธิท์ อง : ตัวแทนจากสหภาพคนงานไทยเกรียง “บริษทั ไทยเกรียงกอตั้งป ๒๕๒๓ นายจางเปนคนจีนจากแผนดินใหญ ซึง่ ตอนแรกก็ไมมี ปญหาอะไร ไทยเกรียงเริ่มวิกฤตเมื่อกลุมของธนาคารทีป่ จจุบนั ลมไปแลว ไดเขาไปเทคโอเวอรดว ยเงิน ประมาณ ๒-๓ พันลานบาทเมื่อป ๒๕๓๗-๒๕๓๘ ชวงนัน้ เริ่มมีวกิ ฤต พนักงานตองยอมรับเงินเดือนแค ๔๐-๕๐% ของเงินเดือนที่เคยได ปญหาใหญเริ่มเมื่อป ๒๕๓๖ นายจางเริ่มนําเทคโนโลยีเขา และถายคนงานออกไป ๗๐๐ กวา คน คนงานเหลานี้คือกําลังหลักของโรงงานมาโดยตลอด นายจางปลดคนที่อายุ ๔๐ ขึ้นไป คนเหลานี้เปนกําลังของครอบครัว ลูกกําลังเรียน บานกําลัง ผอน ก็เปนปญหา ชวงนั้นคนงานพยายามเจรจามาตลอดแตตกลงกันไมไดจงึ หยุดงาน จนในที่สดุ คนงานกลุม นั้นก็ไดทาํ งานตอ โดยตองยอมรับเงินเดือนแค ๓๐-๔๐% กลุมคนงานก็ชว ยเหลือกันเองดวยการฝก อาชีพเสริมใหคนงานเพื่อหารายไดพิเศษ ตอมาในชวงทีร่ ฐั บาลเขามาเทคโอเวอรตอเมื่อป ๒๕๔๒ คนงานขอสวัสดิการอยางทีเ่ คยไดมา กอนชวงถูกเทคโอเวอร คือ คารักษาพยาบาล โบนัส เงินเดือนขึ้นตามความเหมาะสม แตก็ไมสามารถ ตกลงกันได 14 จนถึงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ซึง่ ตามกฎหมายแรงงาน หากมีความขัดแยงที่ตกลงกันไมได นายจางและลูกจางจะมีสทิ ธิเทาเทียมกัน นายจางมีสทิ ธิปด งาน ลูกจางก็มีสทิ ธิหยุดงาน ขณะนั้น รัฐมนตรีวาการกระทรวงแรงงานฯ และนายกฯ ก็พยายามไกลเกลี่ยแตก็ตกลงกันไมได วันที่ ๒๒ มิถนุ ายน ๒๕๔๓ มีกลุมคนงานถูกทําราย ซึง่ ก็ไมสามารถดําเนินคดีอะไรได เพราะ กลุมที่มาทํารายมีเบื้องหลังเปนผูมีอทิ ธิพลที่มีสี วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๓ รัฐมนตรีชว ยฯ ไดใชมาตรา ๓๕ ซึง่ เปนมาตราทีอ่ ยูในกลุม แรงงาน สัมพันธป ๒๕๑๘ ทีใ่ ชกบั คนงาน ใหนายจางรับคนงานที่เกี่ยวของกับการเรียกรองทุกคนกลับเขา ทํางาน แตนายจางก็เลือกปฏิบตั ิ คือรับแค ๕๓๒ คนอีก ๓๙๐ คนไมรับ ซึง่ ตามกฎหมายถือวา นายจางละเมิด กระทรวงแรงงานฯ ตองฟอง แตก็ไมกลาฟอง เพราะกลัวถูกนายจางฟองกลับแลวแพ เหมือนที่เคยเกิดมาแลว ในกรณีกระทรวงฯ ถูกโรงงานแหงหนึง่ ที่บางนา-ตราดฟอง เราเห็นวา เปนคนละกรณีกนั เพราะคนงานโรงงานดังกลาวหยุดงานแบบผิดกฎหมาย แตไทย เกรียงหยุดงานตามขัน้ ตอนกฎหมายแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธทุกอยาง แตก็ทาํ ใหทาง กระทรวงแรงงาน ทัง้ เจาหนาที่กรมสวัสดิการฯ และรัฐมนตรีชว ยฯ บอกวาเห็นตัวอยางแลวไมกลา ทั้ง ๆ ทีส่ ภาทนายความบอกวาตองฟอง ดังนัน้ สหภาพฯ ก็ตองตอสูเองมาตลอด โดยมีสภาทนายความชวยเหลือ แตก็ประสบปญหา เรื่อยมา ตั้งแตหยุดงานก็มกี ารถูกทําราย มีการฟองรอง ซึง่ อัยการก็บอกวาเปนเรื่องธรรมดา ลูกจางไม มีสทิ ธิฟองรองนายจาง ยิง่ ไปกวานัน้ ในทุกคดีที่ผานมานายจางตองสรางคดีไวใหลกู จางมีความผิด ในการชุมนุมของไทยเกรียง ตามปกติเราตองไดสวัสดิการคือ น้ําไฟในหอพักตองใหใชฟรี ชวง ที่ชมุ นุม นายจางก็ไปฟองศาลวาลูกจางลักน้ําลักไฟ ขอเรียกคาเสียหายจากการใชนา้ํ ไฟ ๔ ลานบาท และคาเสียหายจากการปดกั้นบริเวณเพราะมีการนัง่ ชุมนุมอีก ๘ ลาน รวมเปน ๑๒ ลานบาททีล่ กู จาง ตองชดใชใหนายจาง หากเราแพคดี ขณะนี้ คนงานทัง้ ๓๙๐ คนอาศัยใตถนุ กระทรวงแรงงานฯ อยู มีการฝกอาชีพ โดยสหภาพ แรงงานตองหาทุนกันเอง มีเอ็นจีโอมาชวยฝกอาชีพใหคนงาน ทําน้าํ ยาลางจานขาย รับซักผา เย็บผา ทําขนมตาง ๆ ขายใหเพื่อนคนงานที่ตาง ๆ ซึง่ ก็ชว ยทําใหเรามีรายไดบา ง การตอสูที่ผานมาสงผลใหเราเจอแบล็คลิสต ชือ่ ของคนงานไทยเกรียงจะไมมโี อกาสเขาไป ทํางานที่ใดไดเลย เพราะนายจางจะสงไปตามโรงงานตาง ๆ หากพูดตามขัน้ ตอนของกฎหมาย กฎหมายทีม่ ีอยูน ับวาเปนกฎหมายที่ดี แตคนทีน่ าํ กฎหมาย เหลานั้นมาปฏิบัตเิ ปนคนทีท่ ําใหกฎหมายเปลี่ยนแปลง เกิดชองวางมากมาย 15 กฎหมายแรงงานสัมพันธเขียนไว การชุมนุมเรียกรองสิทธิโดยปราศจากอาวุธนั้นไมผิด เปน สิทธิอนั ชอบธรรมของคนงาน แตเมื่อลูกจางอยูใ นโรงงานแลวเรียกรองสิทธิ ก็ถอื วาเราบุกรุก พอเราออกมาอยูนอกโรงงานก็บอกวาเปนที่สาธารณะ กีดขวางทาง แลวสิทธิคนงานนัน้ อยู ตรงไหน ทัง้ ที่เราตอสูตามกฎหมายแรงงานสัมพันธมาโดยตลอด ตั้งแตเริ่มมาจนถึงวันนี้ เราออกกะ จากงานประมาณ ๔ โมงเย็นแลวจึงมานัง่ ชุมนุมกันตอโดยไมมีอาวุธ การไมมีอาวุธนี่ตอ งขยายความใหเขาใจดวย ปกติแลวคนงานบางแผนก เชน แผนกกรีดดาย จะใชมีดเปนเครื่องมือในการทํางาน แผนกทอใชกรรไกร ฝายปน ใชเลื่อย ใชตะขอ ซึ่งคนงานตองนํา เครื่องมือเหลานี้ติดตัวไวดวย เพราะหากทําหาย นายจางจะเรียกเงินคืน ตัดคาแรง เชน กรรไกรหาย ตัดเงิน ๓๐ บาท ตะขอ ๕๐ บาท ใบเลื่อย ๔๐ บาท เมื่อเรานําติดออกมาก็หาวาเรามีอาวุธ อยางนี้เปนตน ตลอดที่ผานมา ไมวาจะเปนกฎหมาย ฉบับใดที่เกี่ยวของ ไทยเกรียงทําตามกฎหมายมาโดยตลอด และพยายามพูดคุยกับทางฝายรัฐทุกสมัย ดวย กับทุกหนวยงานทีเ่ กีย่ วของ แตดว ยระบบการทํางานของกระทรวงแรงงานฯ ในปจจุบนั กวาง เกินไป เรื่อง ๆ หนึ่งกวาจะจบไดตองผานหลายสวนมาก ตองรออํานาจการเซ็นจากรัฐมนตรีซึ่งนาน มากกวาแตละเรื่องจะผานได มีขั้นตอนเยอะมาก ดิฉนั เปนคนหนึ่งในกลุมที่ถกู เลิกจาง โดยอยูในกลุม ๑๕ คนทีน่ ายจางขออํานาจศาลเลิกจาง ตัง้ แตวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๓ ซึ่งปจจุบันศาลยังไมไดตัดสิน สําหรับกลุม ทีไ่ ดกลับเขาไปทํางานเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๓ ตามมาตรา ๓๕ นัน้ ก็ไดรับ ผลกระทบมาก เมื่อโรงงานไทยเกรียงถูกไฟไหมเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ซึง่ ขณะนัน้ คนงาน กลับเขาไปไมถงึ เดือน ขณะที่เกิดไฟไหม คนงานกลุมนี้ยงั ไมไดเขาไปในกลุมผลิตเลย เพียงแครวมตัว กันอยูในลานเอนกประสงค นายจางมีการสั่งปดงานคนกลุมนี้อกี ครั้ง ตามอํานาจกฎหมายมาตรา ๗๕ ของกฎหมายคุมครองป ๒๕๔๐ โดยอางวาเปนเหตุสุดวิสัย และไมจา ยคาจาง จนถึงวันนี้คนงาน ๕๓๒ คนนัน้ ยังไมไดรับคาจาง ซึง่ สหภาพฯ ก็ชวงเรียกรองสิทธิใหพวกเขา ตามกระบวนการกฎหมายคุมครองรงงานปจจุบนั เรื่องนี้ยงั ตอสูกันอยูที่ศาลแขวงปากน้ํา สวนคนงานกลุม ๓๙๐ คน สวนหนึ่งก็หางานทํา รับจาง ฝกอาชีพตาง ๆทําใหพอมีอาชีพหา รายไดเลี้ยงตัวเองไปได เรามีการจัดสงคนงาน ๗๐ คนไปเรียนนวดแผนไทยที่ กศน. ซึง่ เมื่อหาเงินมาได เงินสวนหนึ่งก็จะกลับมาสูกองกลางไวชว ยเหลือคนที่ยงั ไมมีงานทํา ซึง่ สวนใหญคอื คนมีอายุ ๕๐ กวา ปขึ้นไป จะไปหางานทําที่ไหนก็ลําบาก ซึ่งเราตองชวยกันดูแล หากมองโครงสราง ตองมองวาปจจุบนั มีโรงงานอุตสาหกรรมมาก มีลกู จางมากมายที่ถกู เลิก จางโดยเฉพาะกลุมสิ่งทอ สิ่งที่เราตองการคือ ใหนายจางประกาศประกันการวางงาน ในกฎหมาย ประกันสังคม ซึง่ เราเรียกรองมาตัง้ แตป ๒๕๓๓ หากเรามีตรงนี้ คนอายุ ๕๐-๖๐ ปจะไมตอ งกลับไป เปนภาระของครอบครัว มีคารักษาพยาบาล มีเงินสงเคราะหบตุ รทีท่ ุกวันนี้ไดแค ๑๕๐ บาทตอเดือน 16 ตอบุตร ๑ คนซึ่งไมเพียงพอ อีกทั้งเรายังตองเสียภาษีจากเงิน ๑๕๐ บาทนีอ้ ีก ๒๐ บาทดวย เทากับวาไดรับแค ๑๓๐ บาท คนอายุ ๕๐-๖๐ ป นัน้ หลายคนทํางานมาตั้งแตอายุ ๑๔-๑๕ ป สุขภาพปจจุบนั เขาแยมาก หลายคนไมมญ ี าติพี่นอง สวนหนึง่ ตองเขาไปขออยูในทีข่ องกรมประชาสังเคราะห บางคนอาศัยตามใต สะพาน ซึง่ เราคิดกันวารัฐบาลควรชวยเหลือ เราจึงขอบานพักคนเดินทางของกรมประชาสงเคราะห ที่ดินแดง ๑ ชั้น ซึง่ พักไดประมาณ ๕๐ คนใหคนกลุมนีไ้ ปอยูและอาศัยเงินกองกลางจากเพื่อน ๆ ที่สง เขามาใหใชดแู ล หลายคนประณามวาไทยเกรียงเรียกรองมาก ซึง่ อยากใหมองกันอยางเขาใจวาบานพักคน เดินทางของรัฐบาลนัน้ มีมากมาย สวนหนึง่ ของคากอสรางบานพักเหลานี้กม็ าจากภาษีประชาชน ดังนัน้ เราก็นา จะมีสิทธิอยูไดเชนกัน?” 17 ภาคสอง ความจริงของความจน : เขาถูกบังคับใหจน นโยบายเพื่อคนจน : ลางโครงสราง 10 ประการ ทีป่ ระหารคนจน* ประเวศ วะสี** ความยากจนเปนปญหาพืน้ ฐานของประเทศ ทัง้ ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ประสิทธิภาพ และทิศทางการพัฒนาประเทศ ความยุติธรรม และศีลธรรมพื้นฐานของสังคม ถาแกปญหาความยากจนไมได ประเทศจะจมปลักติดขลุกขลักพัลวัน ไมสามารถหลุดไปสู ความเจริญได ถาคนจนหายจนจะมีกําลังซือ้ มาก ก็จะซือ้ วิทยุ พัดลม ขาวของเครื่องใชที่จาํ เปน ทําให เศรษฐกิจขางบนมัน่ คง เพราะตั้งอยูบนฐานที่แข็งแรง ทีแ่ ลวมาเราพัฒนาทําใหคนขางบนมั่งคัง่ ดวยคิดวาความมัง่ คั่งจากขางบนจะกระเด็นลง ขางลาง (trickle down) ซึง่ พิสูจนกันมาแลววาไมจริง เพราะชองทางระหวางคนจนกับคนรวยถางมาก ขึ้น ๆ ไมมีแคบลงเลย ฉะนัน้ จึงควรเปลี่ยนแปลงแนวทางการพัฒนาเสียใหม จากการมุงสรางความร่ํารวย ไปสูการมุงแกความยากจน “ควรทําความเขาใจวา ยุทธศาสตรการสรางความร่ํารวยกับยุทธศาสตรการแกความยากจน นั้นแตกตางกันมาก ถาแกปญ หาความยากจนไดก็เทากับแกปญ หาทั้งหมดของประเทศไดเบ็ดเสร็จ ยุทธศาสตรแกความยากจนจึงควรเปนยุทธศาสตรใหญที่สุดในการพัฒนาประเทศ” * จากเว็บเพจมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : http://www.geocities.com/midnightuniv/newpages65.htm ** ศาสตราจารยเกียรติคุณ มหาวิทยาลัยมหิดล 18 การสรางความร่ํารวยทําใหไปเอาของคนสวนใหญมาใหคนสวนนอย ทําลายสิ่งแวดลอม ทําลายสังคม ทําลายวัฒนธรรม และสรางความอยุติธรรมในสังคม ทําใหสังคมทั้งหมดวิกฤติ การแกความยากจนมุงแกปญ หาคนสวนใหญ ทําใหเศรษฐกิจของคนสวนนอยมัน่ คง ตอง คํานึงถึงการอนุรักษสงิ่ แวดลอม การสรางความเขมแข็งของสังคม การใชวัฒนธรรมเปนฐานของการ พัฒนา การสรางความยุตธิ รรมในสังคม ทําใหสงั คมทัง้ หมดมั่นคง ความรวยและความจนก็เหมือนกับความสุขและความทุกข ถึงจะเปนสองดานของเหรียญ เดียวกัน คือถาสุขมากก็ทกุ ขนอย ถาทุกขมากก็สุขนอยก็จริง แตยทุ ธศาสตรสรางสุขกับยุทธศาสตรแก ทุกขมีความหมายตางกันเยอะ พระพุทธศาสนาเลือกขางแกทุกข แตฝรัง่ เลือกขางสรางสุข หรือการพัฒนาแบบสรางความ ร่ํารวยซึ่งนําไปสูปญ หาตาง ๆ มากมาย ยุทธศาสตรแกความยากจนก็เหมือนมรรควิธที างพุทธที่เลือกทางแกทกุ ขนนั้ แล ถาทุกขกห็ มดสุข แตพอสรางสุข มันเกิดการแยงชิงกันขนานใหญ การแกทกุ ขนาํ ไปสูการรวมมือกัน การสรางสุขนําไปสูการแยงชิงกัน ฉะนัน้ ควรทําความเขาใจวา ยุทธศาสตรการสรางความร่ํารวยกับยุทธศาสตรการแกความ ยากจนนั้นแตกตางกันมาก หาความยากจนไดกเ็ ทากับแกปญ ถาแกปญ หาทั้งหมดของประเทศได เบ็ดเสร็จ ยุทธศาสตรแกปญ หาความยากจนจึงควรเปนยุทธศาสตรใหญที่สุดในการพัฒนาประเทศ ปญหาเชิงโครงสราง ๑๐ ประการ ที่ทาํ ใหคนจนจน การจะทําอะไรใหไดผล ตองเริ่มดวยสัมมาทิฐหิ รือความเห็นถูก ถาเริ่มตนดวยสัมมาทิฐิ สิ่งที่ตามมาคือสัมมาปฏิบัติ แตถาเริ่มตนเปนมิจฉาทิฐหิ รือความเห็น ผิด สิ่งทีต่ ามมาก็คอื มิจฉาปฏิบัติ ทําใหแกปญหาไมได ประเทศไทยสัง่ สมความเห็นผิดเกี่ยวกับคนจนมานานวาเกิดมาเปนคนจน เพราะเวรกรรมที่ทาํ ไมไดไวแตชาติปางกอน หรือเปนคนไมดี เปนคนทําบาปกรรมไว เมื่อคิดอยางนัน้ วิธแี กปญ หาก็คือมุงสัง่ สอนใหคนจนทําตนเปนคนดี โดยไมคดิ แกไขโครงสราง หรือกลไกในสังคมที่เอาเปรียบคนจน หรือทําใหคนจนจน “ลูกคนจนที่เคยชวยพอแมหายกระบุงตะกรา พอเขาโรงเรียนไปสักพักหนึง่ ก็อายทีจ่ ะเดินกับ พอแมซงึ่ ยากจนกะรุง กะริง่ แสดงวาโรงเรียนจะโดยรูตัวหรือไมก็ตาม เปนที่หลอหลอมใหรังเกียจความ ยากจน” 19 ในสังคมไทยมีโครงสรางที่ใหญเบอเรอเบอราที่ทาํ ใหคนสวนใหญยากจน ถาไมเขาใจและ แกไขโครงสรางทีว่ า มานี้ จะแกไขความยากจนหรือแกไขปญหาของคนจนไมได โครงสรางทางสังคมทีท่ ําใหเกิดความยากจนมีอยางนอย ๑๐ ประการดังนี้ ๑. ทรรศนะเกีย่ วกับคนจน ทรรศนะหรือทิฐขิ องสังคมเปนโครงสรางของสังคมที่ลึกที่สุด สังคมไทยถูกหลอหลอมกันมาให เปนสังคมที่เกลียดคนจน ลองดูสํานวนและคําอวยพรตอไปนี้ “รักดีหามจัว่ รักชัว่ หามเสา” “ขอใหไดเปนเจาคนนายคน” “ขอใหไดนงั่ กินนอนกิน” ในความเปนจริง การหามเสาหรือการทํางานหนักไมใชความชัว่ แตเปนความดี การนั่งกินนอน กินไมดี เปนการเอาเปรียบคนอื่น คนเราตองทํางานเพื่อใหพงึ่ ตนเองได และชวยเหลือผูอนื่ จึงจะดี สังคมไทยเปนสังคมที่คนขางบนเอาเปรียบคนขางลาง และพยายามสรางความชอบธรรม ใหแกการกระทํานั้น ซึ่งหลอหลอมมาเปนการดูถูกเหยียดหยามคนจน ลูกคนจนที่เคยชวยพอแมหาบกระบุงตะกรา พอเขาโรงเรียนไปสักพักหนึง่ ก็อายทีจ่ ะเดินกับ พอแมซงึ่ ยากจนกะรุง กะริง่ แสดงวาโรงเรียน จะโดยรูตัวหรือไมกต็ าม เปนทีห่ ลอหลอมใหรงั เกียจ ความยากจน คนจนจะตองทํางานต่ํา มีรายไดนอย เสีย่ งภัยสูง ถาทําผิดจะถูกลงโทษรุนแรงกวาคนรวย ฯลฯ ความเกลียดคนจนในสังคมไทยยังนําไปสูป รากฎการณทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม กฎหมาย และ อื่น ๆ อีกมากมาย ลองจับประเด็นและลองทํา “แผนที่ความคิด” ตอ ๆ ไป จะเห็นอะไรตอมิอะไรตามมามากมาย เรื่องนี้เปนเรื่องศีลธรรมพืน้ ฐาน ศีลธรรมพืน้ ฐานคือการเคารพคุณคา ศักดิ์ศรีความเปนคนของ คนทุกคน โดยเฉพาะของคนเล็กคนนอย คนยากคนจน ถาปราศจากศีลธรรมพื้นฐาน ประเทศเจริญ ไมได สังคมไทยขาดศีลธรรมพื้นฐานนี้ และนี่เปนโครงสรางทางสังคมที่ลกึ ที่สุด ที่ตอ งการการแกไข ถาจะแกปญ หาคนจนใหได ๒. โครงสรางทางกฎหมาย กฎหมายทําใหคนจนเสียเปรียบ ใหอํานาจตอคนรวยและรัฐที่จะทํากับคนจนมากกวา กฎหมายเปนโครงสรางทีม่ ีอาํ นาจและรุนแรงมาก จําเปนตองมีการปฏิรปู กฎหมายเพือ่ คนจน 20 ๓. โครงสรางการใชทรัพยากร ชาวบานตองมีที่ดินทํามาหากิน มีปาไม มีแหลงน้ํา รัฐไปรวบเอาสิทธิในทรัพยากรของชุมชน ซึง่ มีอยูต ามธรรมชาติในฐานะที่เกิดมาเปนมนุษยมาเปนของรัฐ และจัดสรรการใชทเี่ อื้อประโยชนตอ คนรวยมากกวาคนจน การปฏิรูปการใชทรัพยากรอยางเปนธรรม จึงเปนเรื่องใหญในการแกปญ หาของคนจน ๔. ระบบการศึกษา ระบบการศึกษาเปนการเอาเงินของคนทัง้ ประเทศ ไปสรางระบบการศึกษาที่ตอ นคนทั้งหมด เขาไปรับใชรัฐ รับใชธรุ กิจ และรับใชตางประเทศที่เอาเปรียบไทย ไมทาํ ใหคนยากจนแข็งแรง พึง่ ตนเอง ได ระบบการศึกษาแบบนีม้ ีสว นซ้ําเติมคนยากจน และแกปญ หาไมได จําเปนตองมีการปฏิรูป การศึกษาเพื่อแกความทุกขยากของคนทัง้ แผนดินได จําเปนตองมีการปฏิรูปการศึกษาเพื่อแกความ ทุกขยากของคนทัง้ แผนดิน ๕. ระบบการธนาคาร ระบบการธนาคารไปเอาเงินของคนทัว่ ทัง้ ประเทศมาใหคนสวนนอย ซึง่ อาจเปนญาติ เปน พรรคพวก เปนผูมีอทิ ธิพลใชเพื่อทํากิจการแบบที่เอาเปรียบคนสวนใหญ ไมไดสรางเศรษฐกิจจริง ทํา ใหการเงินและเศรษฐกิจพัง แลวก็ตองเอาเงินของประชาชนไปค้ําจุนอีก นีเ้ ปนโครงสรางใหญอีกโครงสรางหนึง่ ทีท่ ําใหคนจนไมหายจน ควรจะมีระบบการเงินที่เอื้อตอ คนจนและชุมชน ๖. ระบบการสื่อสาร การสื่อสารใชเพื่อประโยชนทางธุรกิจ ลางสมองใหคนเกิดวัฒนธรรมบริโภคนิยม มากกวาที่จะ ทําใหเกิดปญญาพึ่งตนเองได โดยมีผูไดกาํ ไรอยางมโหฬารจากระบบสื่อสารแบบนี้ เปนโครงสรางที่เอาเปรียบและทําลายสังคมอยางรุนแรง ควรมีการปฏิรูปสื่อเพื่อสังคม ๗. ระบบราชการ ระบบราชการเปนระบบรวมศูนยอํานาจ มีความตัง้ ใจนอย มีความรูน อ ย มีการใชอาํ นาจมาก มีคอรรัปชั่นมาก แกปญ หาของคนยากจนไมได แตซ้ําเติมใหคนจนตองย่ําแยลงไปอีก ความจริง ราชการมีกาํ ลังเหลือเฟอ เกินพอที่จะแกปญ หาคนจนทั้งประเทศ แตตอ งการการ ปฏิรูประบบ โดยเฉพาะระบบการงบประมาณ 21 ๘. การกําหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ นโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ เปนโครงสรางใหญที่กระทบหมดทุกคน ทีแ่ ลวมา นโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ กําหนดโดยคนที่มอี ํานาจ คนมีเงิน และคน ขาดความเขาใจแผนดินไทย ทําใหเกิดทิศทางการพัฒนาประเทศที่ไปเอาของคนสวนใหญ และ ทรัพยากรธรรมชาติมาเปนเงินหรือความร่าํ รวยของคนสวนนอย เปนยุทธศาสตรสรางความร่ํารวย ไมใชยทุ ธศาสตรการแกความยากจน ทําใหชอ งวางระหวางคนจนกับคนรวยหางมากขึ้น จําเปนตองตั้งทิศทางการพัฒนาประเทศ ใหมเพื่อแกความยากจน “ศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพคุณคา ศักดิ์ศรีความเปนคนของคนทุกคน โดยเฉพาะของคน เล็กคนนอย คนยากคนจน ถาปราศจากศีลธรรมพื้นฐาน ประเทศเจริญไมได สังคมไทยขาดศีลธรรม พืน้ ฐานนี้ และนี่เปนโครงสรางทางสังคมที่ลึกที่สุด และตองการการแกไข” ๙. ระบบการเมือง เมื่อโครงสรางของสังคมทัง้ หมดเปนไปตามขอ ๑ ถึง ๘ ขางตน โครงสรางนัน้ ก็คลอดหรือให กําเนิดระบบการเมืองที่เปนตัวแทนของผูเ อาเปรียบสังคม มีการใชเงินซื้ออํานาจ แลวเอาอํานาจนัน้ หา เงินอยางมโหฬาร ระบบการเมืองอยางนี้ แกปญหาความยากจนไมได จึงจําเปนตองปฏิรูปการเมือง แมมี รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ออกมาแลว สังคมก็ตองเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรปู การเมืองตอไป ๑๐. สังคมออนแอ โครงสรางทั้ง ๙ ประการขางตนเปนโครงสรางที่แข็งแกรงสุดประมาณ ทีจ่ ะทําใหคนจนไมหาย จน มีสงิ่ เดียวที่จะปรับโครงสรางนั้นไดคือสังคมเขมแข็ง อันไดแกการรวมตัวรวมคิดรวมทําใหมี พลังเขาใจปญหา สื่อสารปญหา รูว ิธีแกปญ หาเชิงโครงสราง ทีแ่ ลวมารัฐพยายามทําใหสงั คมออนแอ ไมสงเสริมการรวมกลุม ดูถกู การรวมกลุม มีการ เรียกวาม็อบบาง แกงขางถนนบาง ไมยอมรับรองสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ทํา ใหเกิดความยากลําบากในการสรางองคกรและการเงินชุมชน รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองจึงเปนรัฐธรรมนูญที่สง เสริมสังคมเขมแข็ง อันเปนความ พยายามอยางหนึ่งที่จะแกไขปญหาโครงสราง โครงสรางทั้ง ๑๐ ประการที่กลาวมาแลว เปนโครงสรางอันทะมึนที่กําหนดใหคนจนตองจน และไมหายจน 22 สังคมไทยจําเปนตองทําความเขาใจใหถกู ตองหรือมีสมั มาทิฐิวา ความยากจนนั้น เกิดเพราะ โครงสรางของสังคมกระทํา เปนปญหาเชิงโครงสรางทางสังคม ตองการการแกไขเชิงโครงสรางหรือ ปฏิรูปโครงสรางทางสังคม จึงจะแกปญ หาของคนจนได “ในเมื่อปญหาความยากจนเปนปญหาเชิงโครงสรางที่ใหญและลึกมาก จึงเปนเรื่องยากสุดใน การแกไข แกไดดวยวาทะและเกมทางการเมือง ทุกฝายควรจะเขามาทําความเขาใจ และหาทาง แกปญ หาที่ยากนี”้ วิธีทาํ งานเพื่อแกปญหาความยากจน ในเมื่อปญหาความยากจนเปนปญหาเชิงโครงสรางที่ใหญและลึกมาก จึงเปนเรื่องยากสุดใน การแกไข แกไมไดดวยวาทะและเกมทางการเมือง ทุกฝายควรจะเขามาทําความเขาใจ และหาทาง แกปญ หาที่ยากนี้ ขอเสนอทางแกดังตอไปนี้ ๑. รณรงคสรางความเขาใจในสังคมใหมากที่สุดวาความยากจนเปนปญหาเชิงโครงสรางทาง สังคม ๑๐ ประการ ดังกลาวขางตน และจําเปนตองแกปญ หาเชิงโครงสราง ๒. ประชาชนรวมตัวรวมคิดรวมทําใหมากที่สุดในทุกระดับและทุกเรือ่ ง เพื่อแกปญ หาความ ยากจนและผลักดันนโยบายเพื่อคนจน การรวมตัวรวมคิดรวมทําในทุกระดับชุมชนสรางเศรษฐกิจชุมชนจะทําใหหายจน คนอีสานทัง้ ประเทศควรรวมตัวกันแกปญ หาของคนอีสาน ทัง้ เศรษฐกิจ สังคม สิง่ แวดลอม พรอมกัน ถาอีสานหายจน ประเทศจะหายจน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ก็ดี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแผนที่ ๘ และที่ ๙ ก็ดี แนวทาง เศรษฐกิจพอเพียงก็ดี แนวทางคณะกรรมการนโยบายสังคมแหงชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเปนประธานก็ดี ลวนสงเสริมการรวมตัวรวมคิดรวมทําของชุมชนทองถิ่น ประชาชนควรรวมตัวกันมากขึ้น และรัฐควรสงเสริมการรวมตัวของประชาชนใหมากขึ้น การ รวมตัวนี้ควรผลักดันนโยบายเพื่อคนจนดวย ๓. ปรับยุทธศาสตรการพัฒนาจากยุทธศาสตรการสรางความร่ํารวย มาเปนยุทธศาสตรการ แกความยากจน ๔. สงเสริมการวิจยั เรื่องโครงสรางของความยากจน และสรางความรูใ นการแกไขโครงสรางให ชัดเจนโดยรวดเร็ว รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณใหสาํ นักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กอน ใหญ เพื่อเปดแผนงานการวิจัยเรื่องความยากจน 23 ๕. มีองคกรที่จะผลักดันการปฏิรูปโครงสรางแกความยากจนไปสูความสําเร็จ ควรมี กรรมาธิการเรื่องความยากจนทัง้ ของวุฒิสภาและสภาผูแทนราษฎร ภาคเอกชนควรจัดตั้งสภาเพือ่ คน จน แตกไ็ มเพียงพอ เพราะการที่จะแกไขโครงสรางของสังคมเพื่อแกปญ หาความยากจนนี้ ยาก สุดกําลังเกือบทําไมไดในยามปกติ ฝายการเมืองเองก็ทาํ ไมได ๖. ทําให “นโยบายเพื่อคนจน” เปนประเด็นทางการเมือง ในระหวางการรณรงคหาเสียงใน การเลือกตั้ง สส. ครั้งตอไป ควรมีการถามพรรคการเมืองวา • พรรคของทานมีนโยบายเพื่อคนจนหรือไม • พรรคของทานมีเจตจํานงในการปฏิรูปโครงสรางทางสังคม ๑๐ ประการ ตามที่กลาวใน บทความนีห้ รือไม • พรรคของทานจะผลักดันออกพระราชบัญญัติจดั ตั้ง “สภานโยบายเพื่อแกปญหาความ ยากจน” หรือไม ถามีพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งตอบรับ สือ่ มวลชนควรถามพรรค อื่น ๆ ตอไป จน “นโยบายเพื่อคนจน” กลายเปนประเด็นทางการเมือง เมื่อเปนประเด็น ทางการเมืองแลวก็จะหยุดไมได กระบวนการทางสังคม และการเมืองจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ ใหเดินหนาตอไป ทํานองเดียวกันกับการขับเคลื่อนเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง จนกวาจะบรรลุความสําเร็จในการแกปญ หาความยากจน เพื่อนคนไทยครับ ปญหาความยากจนเปนปญหาทางศีลธรรมพื้นฐานของประเทศ ที่ถา ไม แกไข ประเทศจะเจริญไมได คนไทยควรจะทําความเขาใจวา ความยากจนไมไดเกิดจากเวรกรรมแตชาติปางกอน แตเกิด จากโครงสรางที่อยุตธิ รรมในสังคม ตองทําความเขาใจโครงสรางและชวยกันปฏิรปู โครงสรางทีท่ าํ ให คนจนจน ถาแกปญหาความยากจนได ก็เทากับแกปญหาไดหมดทุกเรื่อง ประเทศไทยจะไดกาวไปสู ความเจริญอยางแทจริง 24 ยุทธศาสตร-กระบวนการรัฐ : ทางผานของความลําเอียง* รังสรรค ธนะพรพันธุ* * ผมคิดวาในวงการเศรษฐศาสตร มีแนวคิดที่ตางกันอยู ๒ แนวคิด เกี่ยวกับวิธีการแกปญหา ความยากจน ที่ผานมาแนวคิดของการดําเนินนโยบายเศรษฐกิจในระดับจุลภาค มุงที่จะแสวงหาวา ความ ยากจนอยูที่ไหน ใครเปนคนยากจนในสังคม และรัฐบาลก็จะดําเนินการแกไขปญหาของกลุมชนใน สังคมที่ถือวาเปนกลุมคนยากจนนั้น แนวทางในการแกปญหาแบบนี้เรียกวา Poverty Targeting ซึ่ง ไมไดมีเฉพาะแตในการแสวงหาวากลุมคนจนอยูที่ไหน ในบางครั้งก็เปนการระบุวา อาณาบริเวณไหน เปนที่กลุมคนยากจน ทั้ง ๒ แนวทางนี้เปนแนวทางซึ่งรัฐบาลและราชการไทย นํามาใชดําเนินนโยบาย ซึ่งก็มีทั้ง สําเร็จบาง ไมสําเร็จบาง ตัวอยางของการดําเนินนโยบายนี้ เชน โครงการบริการรักษาพยาบาลฟรี โครงการอีสานเขียว เปนตน ในความคิดผม ไมคิดวาแนวทางนี้จะเปนวิธีการที่จะแกปญหาความยากจนในสังคมไทยได มันอาจจะชวยประทังปญหาได แตวาคงจะแกปญ หาใหหมดสิ้นไปไมได ในกลุมของนโยบายในชุดนี้ก็คงเปนเรื่องของนโยบายราคา ในรูปของการดําเนินนโยบายราคา ยกตัวอยางเชน นโยบายพยุงราคาสินคาเกษตร ซึ่งนโยบายนี้ นักเลือกตั้งก็จะเปนนายหนาขายความ จน เอาความจนของเกษตรกรผูเพาะปลูกขาวมาขาย มากดดันใหรัฐบาลดําเนินนโยบายพยุงราคา สินคาเกษตร แตอยางที่เราทราบ งบประมาณที่ใชไปในการพยุงราคาสินคาเกษตรนั้นมันนอยมาก มันรับซือ้ สินคาเกษตรสวนเกิน ณ ระดับราคาพยุงไดนอยมาก มันไมสามารถที่จะขยับราคาสินคาเกษตรใน ตลาด ใหไปสูระดับราคาที่รัฐบาลกําหนดเปนเปาหมายได เพราะฉะนั้น ในทางปฏิบัติแลว เราจะพบวานักการเมืองก็จะเอางบพยุงราคาสินคาเกษตรนี้ หวานลงไปในฐานที่มั่นดัง ๆ ของตนเอง แลวการเมืองของการยื้อแยงงบพยุงราคาสินคาเกษตร เมื่อไรก็ตามที่พรรคความหวังใหมขึ้นมามีอํานาจรัฐ พรรคความหวังใหมก็คงจะตองพยายาม ผลักดันโครงการหยุงราคามันสําปะหลัง เพราะฐานที่มั่นดัง ๆ ของพรรคอยูที่มนั สําปะหลัง * จากเวทีระดมความคิดเรื่อง “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ครั้งที่ 1 เรื่อง เศรษฐกิจชนบท วันที่ 27 เมษายน 2544 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ** คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร 25 “ปญหาความยากจนสัมบูรณโดยองครวมแลวมันลดนอยถอยลง ตราบใดที่ระบบเศรษฐกิจยัง สามารถเติบโตอยางยั่งยืนตอไปได แตปญหาความยากจนโดยสัมพัทธมันเลวลงตามลําดับ ปญหา ความยากจนสัมพัทธคือปญหาเรื่องการกระจายรายไดของครัวเรือน ซึ่งเลวรายลงตามลําดับในชวง ๔๐ ปเศษที่ผา นมา” เมื่ อ ไรก็ ต ามที่ พ รรคชาติ ไ ทยขึ้ น มามี อํ า นาจรั ฐ พรรคชาติ ไ ทยก็ จ ะต อ งพยายามที่ จ ะดึ ง งบประมาณพยุงราคาขาว เพราะฐานที่มั่นทางการเมืองของพรรคชาติไทยเปนเขตการเพาะปลูกขาว และเมื่อไรก็ตามที่พรรคประชาธิปต ยขึ้นมามีอํานาจ งบพยุงราคาสินคาเกษตรก็จะถูกหวานลง ไปในเขตการเพาะปลูกยางพารา เขตการเพาะปลูกปาลมน้ํามันเปนตน ทําไมผมจึงบอกวาเรื่องนี้จะตองเปนสงครามในการยื้อแยงงบพยุงราคาสินคาเกษตร ก็เพราะ เหตุวาเราไดไปมีพันธะสัญญากับองคการการคาโลก วาเราจะลดวงเงินในการอุดหนุนสินคาเกษตรลง มาตามลําดับ คือปกติการใหเงินอุดหนุนการผลิตสินคาภายในประเทศ มันไมผิดกฎเกณฑขององคการ การคาโลก แตการใหเงินอุดหนุนเพื่อผลิตสินคาเพื่อการสงออกนั้น ถือวาผิดกฎเกณฑ แตการใหเงินอุดหนุนเพื่อการผลิตภายในประเทศ ภาคีสมาชิกขององคการการคาโลกในการ เจรจารอบอุรุกวัย ไดตกลงที่จะลดจํานวนของเงินอุดหนุนลงตามลําดับ ดังนั้นในขณะนี้ เงินอุดหนุนการเพาะปลูกสินคาเกษตรมันขึ้นไปถึงระดับประมาณ ๗๐-๘๐% ของวงเงินที่เราผูกพันกับองคการการคาโลก ที่กูไวกอนหนานี้แลวในการเจรจาที่มีขอยุติในป ๒๕๓๘ ดังนั้นในอนาคตการเมืองวาดวยงบเงินอุดหนุนสินคาเกษตร ก็จะกลายมาเปนประเด็นสําคัญของการ แยงชิงสวนเกินทางเศรษฐกิจ ระหวางพรรคการเมืองพรรคตาง ๆ ทั้งหมดที่ผมกําลังพูดถึงนี้ ผมกําลังพูดถึง วิธีการแกปญหาความยากจนในระดับจุลภาค เชน การระบุวาใครคือคนจนและจะชวยกลุมคนที่เปนคนจนนั้นอยางไร แลวการระบุวาพื้นที่ไหนเปน เขตความยากจนและทุมทรัพยากรของรัฐเขาไปชวยเหลือเขตความยากจนเหลานั้น ทั้งที่ประชาชนใน เขตความยากจนบางสวนอาจไมใชเปนคนจน รวมทั้งการใชนโยบายราคา ซึ่งเปนนโยบายที่ผมไมคิดวา จะมีประสิทธิผลในการแกปญหา ความยากจน ยกตัวอยางเชน นโยบายเก็บคารถเมลต่ําในกรุงเทพ หรือนโยบายเก็บคารถไฟต่ําสําหรับรถไฟ ที่วิ่งไปสูเขตชานเมืองของกรุงเทพ นโยบายเหลานี้มีพื้นฐานมาจากขออางวาเพื่อชวยเหลือคนยากจน แตฝรั่งที่ถนนขาวสารไดประโยชนจากการขึ้นรถเมลราคาถูก ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงและชนที่ไมสูง นักก็ไดรับเงินอุดหนุนจากการขึ้นรถเมล เปนตน 26 ในอีกแนวทางหนึ่งของการแกปญหาความยากจน ก็คือการดําเนินนโยบายเศรษฐกิจใน ระดั บ มหภาค ซึ่ ง เป น เรื่ อ งที่ ผ มมี ค วามเชื่ อ ว า น า จะเป น หนทางในการแก ป ญ หาได ดี ก ว า มี ประสิทธิภาพมากกวา แตวาการผลักดันนโยบายทําไดยากกวา ดวยเหตุนี้ผานมาการผลักดันในเรื่อง เหลานี้จงึ เปนไปดวยความยากลําบาก ผมมี ๓ ประเด็นใหญ ๆ ที่จะนําเสนอเทาเวลาที่จะอํานวย คือ ๑. ยุทธศาสตรของการพัฒนา ๒. ตลาดการเมือง โดยเนนพูดถึงตลาดนโยบายเศรษฐกิจโดยเฉพาะ ๓. กระบวนการนิติบัญญัติ ผมคิดวา ๓ ประเด็นหลัก ๆ นี้เปนประเด็นที่สําคัญในการผลักดันใหสังคมขับเคลื่อนไป แกปญหาความยากจน ถาไมแก ๓ ประเด็นหลักนี้ ซึ่งเปนโครงครอบใหญของสังคมเศรษฐกิจ การ แกปญ หาความยากจนเปนเรื่องยากลําบาก ตลอดระยะเวลา ๔๐ ปที่ผานมา ที่เรามีการพัฒนาโดยยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิจนั้น ความ ยากจนในสังคมมันบรรเทาเบาบางลง จํานวนครัวเรือนที่ยากจน จํานวนคนจนในสังคมเศรษฐกิจไทย มันลดลง แตวาทุกครั้งที่เกิดวิกฤตการณทางเศรษฐกิจ ไมวาจะเปนภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ หรือไม วาจะเปนภาวะตกต่ําทางเศรษฐกิจ จํานวนครัวเรือนที่ยากจนกลับเขยิบเพิ่มขึ้น เชนวิกฤตการณใน คราวนี้ ซึ่งก็แสดงใหเห็นวากลุมครัวเรือนซึ่งมันอยูตรงขอบของเสนความยากจนจะกระจุกตัวกันอยาง คอนขางหนาแนน เมื่อไรที่เศรษฐกิจรุงเรือง ครัวเรือนเหลานี้ก็พนระดับจากความยากจน แตเมื่อไรที่เศรษฐกิจ ถดถอยตกต่ํา ครัวเรือนเหลานี้ก็จะตกมาอยูใตเสนความยากจน กลายเปนครัวเรือนที่ยากจน ปญหาความยากจนสัมบูรณโดยองครวมแลวมันลดนอยถอยลง ตราบใดที่ระบบเศรษฐกิจยัง สามารถเติบโตอยางยั่งยืนตอไปได แตปญหาความยากจนโดยสัมพัทธมันเลวลงตามลําดับ ปญหา ความยากจนสัมพัทธคือปญหาเรื่องการกระจายรายไดของครัวเรือน ซึ่งเลวรายลงตามลําดับในชวง ๔๐ ปเศษที่ผานมา ยุทธศาสตรใจลําเอียง ผมอยากจะเริ่มในประเด็นแรกวา ถาไมเปลี่ยนยุทธศาสตรของการพัฒนา การแกปญหา ความยากจนจะเปนเรื่องซึ่งเปนไปไดยาก ขอพูดสั้น ๆ วา นับตั้งแตชวงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐบาลไทยดําเนินยุทธศาสตรหลักใน การพัฒนาเศรษฐกิจอยู ๒ ยุทธศาสตร คือ ๑. ยุทธศาสตรการพัฒนาที่ไมสมดุล 27 ๒. ยุทธศาสตรการพัฒนาแบบเปด ที่ภาษาเศรษฐศาสตรเรียกวา Outward Orientation ๑. ยุทธศาสตรการพัฒนาที่ไมสมดุล เปนยุทธศาสตรที่ถายโอนสวนเกินทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรม ไปตออายุการเติบโต ของภาคอุตสาหกรรม นีเ่ ปนยุทธศาสตรที่เริ่มตนโดยไมตั้งใจเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติ บรรดากลไกในการถายโอนสวนเกินทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรม เพื่อใหไปใชประโยชน ในภาคอุตสาหกรรมเริม่ ตนโดยที่รัฐบาลไมไดตั้งใจ ยกตัวอยางเชน ระบบอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรา (Multiple Exchange Rate System) เปน กลไกสํ า คัญ ในการดู ดซับ สว นเกิ น ทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรม แลว ก็ ใ ชป ระโยชน ในภาค เศรษฐกิจอื่น หรือวาการที่รัฐบาลผูกขาดการคาขาว ก็เปนเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไมตงั้ ใจ การผูกขาดการคาขาวมันมีผลในการกดราคาขาว แตวาตั้งแตป พ.ศ. ๒๔๙๘ รัฐบาลเริ่มจงใจ ในการใช ยุ ท ธศาสตร ก ารพั ฒ นาที่ ไ ม ส มดุ ล นั้ น ลงโทษภาคเกษตรกรรม แล ว ก็ ใ ห ป ระโยชน กั บ ภาคอุตสาหกรรม อันนี้เปนยุทธศาสตรหลักอันหนึ่ง ๒. ยุทธศาสตรการพัฒนาแบบเปด คื อเรื่ อ งของการเปดเสรี แต วา สังคมเศรษฐกิ จ ไทยก็ แ กวง ไกวระหว างนโยบายเศรษฐกิ จ ชาตินยิ มกับนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม แตผมอยากจะพูดวาตั้งแตประมาณตนทศวรรษ ๒๕๒๐ เปนตนมา เราเดินทางอยูบนเสนทาง เสรีนิยมทางเศรษฐกิจอยางคอนขางมั่นคง และเราเปดเสรีทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตามลําดับ ไมเฉพาะ แตการเปดเสรีการคาสินคา เรายังกาวไปเปดเสรีทางการคาบริการ เราเปดเสรีทางดานการเงิน และถา ไมมีอะไรขัดขวางซึ่งผมก็มองไมเห็นวาจะมีอะไรขัดขวางได เราก็คงจะตองเปดเสรีในเรื่องของการ ลงทุนระหวางประเทศโดยการที่รัฐบาลไทยก็พรอมที่จะลงนามใน Multinational Agreement on Investment ถาหากวาไมไดรับการทัดทานตอตานจากขบวนการประชาชนระหวางประเทศ นีเ่ ปนยุทธศาสตรการพัฒนาที่ดําเนินมาโดยตลอด สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือวา ประชาชนสนองตอบตอ การดําเนินยุทธสาสตรการพัฒนาของรัฐบาลอยางไร ในประการแรก เกษตรกรซึ่งเคยทําการเพาะปลูกขาว แลวอยู ๆ ราคาขาวมันตกต่าํ เนือ่ งจาก รัฐบาลมีมาตรการในการกดราคาขาว เกษตรกรก็เริ่มกระจายการผลิต มีการปรับโครงสรางการผลิต ของครัวเรือน การปรับโครงสรางการผลิตของครัวเรือนในเวลานั้นทําได เพราะเหตุวาที่ดินซึ่งอุดม สมบูรณยงั มีอยูมาก สามารถบุกเบิกปาสําหรับการเพาะปลูกพืชไร การปรับตัวที่สําคัญอันที่สอง ก็คือการปรับใชเวลาในครัวเรือน เวลา ๒๔ ชั่วโมงตอวันทํา อยางไร จึงจะทําใหไดผลตอบแทนสูงที่สุดจากเวลาที่จํากัด ๒๔ ชั่วโมงตอวัน และเมื่อเวลาที่ใชไปใน การเพาะปลู ก ข า วให ผ ลตอบแทนต่ํ า ก็ ต อ งมี ก ารปรั บ เวลาการทํ า งานไปประกอบกิ จ กรรมทาง เศรษฐกิจอื่นที่ใหผลตอบแทนสูงกวา ดวยเหตุอันนั้น เราจึงพบวาเวลาก็เริ่มถูกจัดสรรออกไปจากการ 28 ใชในภาคเศรษฐกิจขาวไปสูภาคเศรษฐกิจอื่น ออกไปทํางานในภาคอุตสาหกรรม ออกไปทํางานใน ภาคบริการ หรือแมกระทั่งหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นที่มิใชขาว การสนองตอบอันที่สาม ก็คือการยายถิ่นภายในประเทศ การยายถิ่นภายในประเทศในชวง ๒๐-๓๐ ปหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เปนการยายถิ่นไปสูเขต การเพาะปลูกพืชไร จากการศึกษาขอมูลจากสํามะโนประชากร ซึง่ จะมีคําถามวา “เมื่อ ๕ ปทแี่ ลวอยูไหน” พบวา จังหวัดที่มีการยายถิ่นออกสุทธิ คือ Net Out Migration ลวนแลวแตเปนจังหวัดในเขต การเพาะปลูกขาว สวนจังหวัดที่มีการยายเขาสุทธิ Net In Migration เปนจังหวัดเพาะปลูกพืชไร ก็แสดงวามีการ ยายถิ่นจากเขตเพาะปลูกขาวไปสูเขตการเพาะปลูกพืชไร ทายที่สุดก็คือการยายถิ่นไปทํางานในตางประเทศ ไปขุดทองในซาอุฯ แตจากงานวิจัยที่มี การศึกษาเรื่องนี้ พบวาเกษตรกรทีจ่ ะไปขุดทองในซาอุฯ ไดก็ตองมีฐานะในระดับหนึ่ง เพราะตนทุนของ การเดินทางไปขุดทองนั้นคอนขางสูง ไมใชเฉพาะคาเดินทางยังมีคานายหนาบริษัทจัดหางาน ผมคิดวาการสนองตอบที่สําคัญในทศวรรษที่ ๒๕๒๐ ก็คือการเติบโตของขบวนการพึ่งตนเอง ในสังคมชนบท เทาที่ผมเขาใจมันเริ่มมีขึ้น เมื่อเกิดวิกฤตการณน้ํามันครั้งแรกในป ๒๕๑๖ แตวาผลของวิกฤตการณน้ํามันครั้งแรก ที่มีตอ ขบวนการพึ่งตนเองของสังคมชนบทไทยมีไมคอยมาก เพราะวิกฤตการณครั้งนั้นมันสั้น ไมรุนแรง ไม ยืดเยื้อ ตางจากวิกฤตการณน้ํามันครั้งที่สองในป ๒๕๒๒ ที่ยืดเยื้อ รุนแรง ยาวนาน “ยุทธศาสตรการพัฒนาแบบเปดซึ่งทําใหระบบเศรษฐกิจไทยสัมพันธและพึ่งพิงทุนนิยมโลก นอกจากจะทําใหผลประโยชนจากกระบวนการพัฒนาไมไดมีการกระจายอยางเสมอภาค มีคนกลุม นอยในสังคมที่ไดประโยชนอยางชนิดเปนกอบเปนกําจากยุทธศาสตรการพัฒนาที่รัฐบาลเลือกใช” ถาอานจากประวัติของผูใหญวิบูลย เข็มเฉลิม ก็อาจจะจับประเด็นไดวา วิกฤติการณน้ํามัน ครั้ง ที่สองนั้น มีผลทําใหเกษตรกรเป นจํานวนมากเริ่มละทิ้งหลักการผลิตตามความไดเปรียบเชิง เปรียบเทียบ อันทําใหเกษตรกรจําเปนตองปลูกพืชเชิงเดี่ยว (Mono-crop) คือปลูกขาวก็ปลูกขาวอยาง เดียว ปลูกมันสําปะหลังก็ปลูกมันสําปะหลังอยางเดียว ไมไดมีการกระจายการผลิต เพราะตามบทวิเคราะหของสํานักเศรษฐศาสตรคลาสสิก ถาหากวาหนวยเศรษฐกิจ ๒ หนวย ใชความชํานาญพิเศษ และความไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิตสิ่งที่ตนเองถนัด แลวก็นําสินคา นั้นไปแลกกับสินคาที่คนอื่นผลิต แตตนเองไมมีความถนัดในการผลิต สังคมจะมีสวัสดิการเพิ่มขึ้น ประเทศคูคา ที่มีการคาเสรีจะมีสวัสดิการเพิ่มขึ้น 29 แตวาประสบการณของเกษตรกรในชนบทไทยพบวา ยุทธศาสตรการพัฒนาแบบเปดซึ่งทําให ระบบเศรษฐกิ จ ไทยสั ม พั น ธ แ ละพึ่ ง พิ ง ทุ น นิ ย มโลก นอกจากจะทํ า ให ผ ลประโยชน จ าก กระบวนการพัฒนาไมไดมีการกระจายอยางเสมอภาค มีคนกลุมนอยในสังคมที่ไดประโยชนอยางชนิด เปนกอบเปนกําจากยุทธศาสตรการพัฒนาที่รัฐบาลเลือกใช โดยที่คนสวนใหญโดยเฉพาะอยางยิ่งใน ภาคเกษตรกรรมไมไดประโยชน มิหนําซ้ํายุทธศาสตรการพัฒนาแบบเปดเดินบนเสนทางของปรัชญาเสรีนิยมทางเศรษฐกิจอัน สรางภาระความเสี่ยง ความไมแนนอนและไมมีใครรับภาระความเสี่ยงและสภาวะความไมแนนอนนั้น นอกจากตัวเกษตรกรเอง เกษตรกรซึ่งถูกบีบดวยโครงสรางสิ่งจูงใจของนโยบายของรัฐใหทําการผลิต โดยยึดความ ไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบก็ตองเผชิญกับภาระความเสี่ยง ที่ขึ้นอยูกับความแปรปรวนของดินฟาอากาศ ความการุณของตลาดโลก และยังมีสภาวะความไมแนนอนจากการเพาะปลูกที่ไมไดผล ราคาใน ตลาดโลกตกต่ํา ฯลฯ สภาวะความไมแนนอนเหลานี้กลายเปนภาระของประชาชนในชนบท และดวยเหตุอันนี้เอง หากวาเกษตรกรตองเผชิญกับสภาวะฝนแลงปเวนปก็ตองลมละลาย ดังนั้นวิกฤตการณน้ํามันครั้งที่สองป ๒๕๒๒ ถูกซ้ําเติมโดยวิกฤตการณราคาสินคาโภคภัณฑ ขั้นปฐมตกต่ําในป ๒๕๒๔ ดังนั้นผมคิดวา ปจจัยตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมเศรษฐกิจโลก มันไดหลอหลอมความคิดของ ผูนําประชาชนในชนบท ใหละทิ้งการผลิตโดยยึดหลักความไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบ และหันไปยึด หลักของการกระจายการผลิตภายในครัวเรือน เนนการผลิตเพื่อกินเพื่อใช ไมใชการผลิตเพื่อขาย ผมคิดวาในสังคมเศรษฐกิจไทยในชวงระยะเวลามากกวา ๒๐ ปที่ผา นมา มันมีสงิ่ ที่ผมเรียกวา ทวิลักษณะของยุทธศาสตรการพัฒนา ในขณะที่ชนชั้นปกครองผลักดันใหรัฐไทยดําเนินยุทธศาสตร โลกานุวัตรพัฒนา ยึดปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยม เดินตามฉันทามติแหงวอชิงตัน ในชนบทไทยขบวนการพึ่งตนเองขยายตัวออกไปในทุกภูมิภาค แลวขบวนการพึ่งตนเอง เหลานี้เดินตามยุทธศาสตร “ชุมชนทองถิ่นพัฒนา” เนนเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักการ อยูพอดีกนิ พอดี เนนเรื่องกระจายการผลิต ไมยึดหลักความไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิต เวลานี้การปะทะกันระหวางยุทธศาสตรการพัฒนา ๒ แนวทางนี้ ปรากฏใหเห็นไมเฉพาะแตใน สังคมเศรษฐกิจไทย แตเห็นไดในสังคมเศรษฐกิจโลกดวย เปนเวลาหลายปแลวที่เมื่อมีการประชุมประจําประหวางกองทุนการเงินระหวางประเทศและ ธนาคารโลก ขบวนการประชาชนและองคกรพัฒนาเอกชนระหวางประเทศ ก็จะตองไปจัดประชุม ประจําปควบคูไปดวย และการตอตานกระแสโลกานุวัตรก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ผมคิดวาทั้ง 2 ฝายจําเปนจะตองปรับความคิด 30 ผมอยากจะยอนประวัติศาสตรนิดหนอยสั้น ๆ วา กระบวนการ Globalization ถามันไม สามารถใหผลประโยชนอยางเสมอภาคกันกับประเทศตาง ๆ ในโลก มันก็จะมีกระบวนการ Anti- Globalization เกิดขึ้น อยางที่มันกําลังเกิดในปจจุบัน ระบบเศรษฐกิจโลกนี่มันผนึกกันเปนอันเดียวตั้งแตปลายศตวรรษที่ 19 กระบวนการ Globalization มันขยายตัวรวดเร็วมาก การคาและการลงทุนระหวางประเทศขยายตัวรวดเร็วมาก แต วาผลประโยชนของกระบวนการโลกานุวัตร มันตกแผกับประเทศตาง ๆ ไมเทาเทียมกัน ดังนั้นเราจะ พบวามันมีความรูสึกเรื่อง Anti-Globalization ระบบทุนนิยมโลกก็แตกออกเปนเสี่ยง ๆ ในสามทศวรรษกอนสงครามโลกครั้งที่ ๒ มันมี Global Economy Disintegration เกิดขึ้น ทุก ประเทศจะตั้งกําแพงภาษีไมตองการนําเขา ตองการแตจะสงออก อันนี้เปนการทําลายกระบวนการ โลกาภิวัฒน โลกในขณะนี้ก็กําลังอยูในจุดนั้น คือประเทศมหาอํานาจไดประโยชนจากกระบวนการ โลกานุวัตรอยางเต็มเม็ดเต็มหนวย แตประเทศอีกเปนจํานวนมากไดประโยชนจากกระบวนการโลกาภิ วัตนไมมาก แลวประเทศซึ่งเสียประโยชนจากกระแสโลกาภิวัตน หรือประเทศที่ไมสามารถเก็บเกี่ยว ประโยชน จ ากกระบวนการโลกาภิ วั ต น ไ ด ประเทศเหล า นี้ ก็ จ ะต อ งออกมาต อ ต า นการดํ า เนิ น ยุทธศาสตรการพัฒนาตามแนวทางฉันทามติแหงกรุงวอชิงตัน ผมคิดวาในเวลานี้ องคกรโลกบาล เชนธนาคารโลกก็เริ่มปรับความเห็น ธนาคารพัฒนาแหง เอเชียก็เริ่มปรับความเห็น กองทุนการเงินระหวางประเทศรูสึกจะปรับตัวชาในเรื่องนี้ ในปจจุบันและในอนาคต เราก็จะเห็นความขัดแยงระหวางยุทธศาสตรการพัฒนาสืบตอไป ความขัดแยงในเรื่องของโครงการทอกาซที่ภาคใต นี่คือตัวอยางชัดเจนวาเปนความขัดแยงระหวาง ยุทธศาสตรการพัฒนา “โลกขณะนี้ก็กําลังอยูในจุดนั้น คือประเทศมหาอํานาจไดประโยชนจากกระบวนการโลกานุวัตรอยาง เต็มเม็ดเต็มหนวย แตประเทศอีกเปนจํานวนมากไดประโยชนจากกระบวนการโลกาภิวัตนไมมาก” ถาหากไมสามารถปรับยุทธศาสตรของการพัฒนาได เราจะไมสามารถแกปญหาความยากจน ได ทําอยางไรเราจึงจะปรับยุทธศาสตรการพัฒนาไดซงึ่ เปนโจทยที่สําคัญ นโยบายเลือกที่รกั มักที่ชัง ประเด็นที่สองในเรื่องของกระบวนการกําหนดนโยบาย กระบวนการกําหนดนโยบาย เศรษฐกิจในเมืองไทย มันมีอคติเกี่ยวกับนโยบาย หรือ Policy Bias อยู ๓ ดาน ดานหนึ่งคือ Urban Bias อคติที่จะใหประโยชนกับคนในเมือง ภาคตัวเมือง ดูตัวอยางได ตั้งแตหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เปนตนมา มีแนวนโยบายเศรษฐกิจเปนจํานวนมากที่ใหประโยชนแก 31 ภาคเมืองมากกวาภาคชนบท บางครั้งถึงกับยื้อแยงประโยชนจากภาคชนบทเพื่อมาประเคนใหกับภาค ตัวเมือง อคติอันที่สองคือ Sectoral Bias อคติเกี่ยวกับเรื่องภาคเศรษฐกิจ ชนชั้นปกครองไทยไมได มีทัศนคติที่เปนกลางเกี่ยวกับการพัฒนาภาคเศรษฐกิจ เวลามีความขัดแยงระหวางผลประโยชนของ ภาคเศรษฐกิจ ชนชั้นปกครองไทยจะเลือกภาคอุตสาหกรรม ตอมาเลือกภาคบริการมากกวาที่จะเลือก ภาคเกษตรกรรม อันนี้เปนอคติเกี่ยวกับเรื่องภาคเศรษฐกิจ ทายที่สุด มันมีอคติเกี่ยวกับเปาหมายของการดําเนินนโยบาย มันมี Target Bias อคติ เกี่ยวกับเปาหมายของการดําเนินนโยบาย ทําไมในสังคมซึ่งมีการปกครองโดยระบบผูแทนที่มาจากการเลือกตั้ง แตเปาหมายความ ยากจนและเปาหมายในการกระจายรายไดจึงยังไมสามารถผลักดันใหเปนเปาหมายหลักในการดําเนิน นโยบายได เราจะพบวาเปาหมายหลักของการดําเนินนโยบายมันมีอยู ๒ เปาหมาย คือเวลาอยูเย็นเปน สุข การเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะเปนเปาหมายหลัก เวลามีวิกฤตการณ การรักษาเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจก็จะกลายมาเปนเปาหมายหลัก ไมวาในยามที่เศรษฐกิจรุงเรืองหรือในยามที่มีวิกฤตการณทางเศรษฐกิจ ความยากจนและ ความไมเปนธรรมในการกระจายรายได ไมเคยเปนเปาหมายหลักในการดําเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ของไทย ทําอยางไรจึงจะขจัดอคติในดานของการดําเนินนโยบายเศรษฐกิจ ๓ ดานที่ผมพูดถึงนี้ได นี่ก็ เปนโจทยใหญวาเราจะแกอยางไร เราจะไมสามารถแกอคติของการดําเนินนโยบายได ถาเราไมไปแก ตลาดการเมือง ถาเราไมไปแกอัปลักษณะของตลาดการเมือง ผมมีความเห็นวา ถาหากวาเราตองการที่จะปฏิรูปการเมือง เปาหมายของการปฏิรูปนาจะอยู ที่การทําใหตลาดการเมืองมีการแขงขันที่สมบูรณ ทําอยางไรจึงจะทําใหตลาดการเมืองมีการแขงขัน สมบูรณ ผมมีความเชื่อวาพลังในการแขงขันจะเปนประโยชนตอสังคมการเมืองไทยในระยะยาว ตราบ ใดที่รัฐธรรมนูญไทยยังมีบทบัญญัติในทิศทางตรงกันขาม ในการขัดขวางไมใหตลาดการเมืองมีการ แขงขันที่สมบูรณ การปฏิรูปการเมืองเปนเรื่องซึ่งยากที่จะเปนไปได ผมเริ่มตนดวยการตั้งคําถามวา เราจะขจัด อคติ ท างนโยบายในกระบวนการกํ า หนดนโยบายเศรษฐกิ จ ได อ ย า งไร คํ า ตอบก็ อ ยู ที่ ก ารปฏิ รู ป การเมือง ทําอยางไรจึงจะทําใหประชาชนในระดับรากหญามีอํานาจ เพราะฉะนั้นเปาหมายในการปฏิรูปทางการเมือง ไมใชอยูที่ความเขมงวดในการกํากับดูแล และตรวจสอบตลาดการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับป ๒๕๔๐ ใหความสําคัญกับการตรวจสอบและกํากับ ตลาดการเมือง จึงมีลักษณะ Interventionist Constitution ซึ่งมันอาจจะขับคนดีออกไปจากตลาด 32 การเมือง เพราะเหตุวารัฐธรรมนูญมีขอสมมติสําคัญวา คนที่กาวสูตลาดการเมืองลวนแลวแตเปนอัป รีย ชน ดั ง นั้ น ต อ งไปกํ า กั บ และเข ม งวดในการตรวจสอบ แต ผ มมี ค วามคิ ดในทางตรงกัน ข า ม ผม อยากจะเห็นตลาดการเมืองมีการแขงขันที่สมบูรณแบบ มีการแขงขันมากกวาที่เปนอยูในปจจุบัน กระบวนการตรากฎหมาย ทําลายความเทาเทียม ประเด็นสุดทายที่ผมอยากจะพูดถึงคือกระบวนการนิติบัญญัติ กระบวนการนิติบัญญัติก็ เหมือนกับกระบวนการทางการเมืองและกระบวนการในการกําหนดนโยบาย เปนกระบวนการซึ่ง ประชาชนไมมีสวนรวม ผมคิดวามีประเด็นหลัก 2 ประเด็น ที่เราจะเปนตองพยายามที่จะแก ประเด็น แรกคือเรื่องของตัวกระบวนการเอง ประเด็นที่สองเปนเรื่องกฎในการลงคะแนนเสียง ในประเด็นแรกในเรื่องของกระบวนการตรากฎหมาย เราจะตองเริ่มผลักดันใหมีการสราง จารีตที่สําคัญหลายเรื่อง จารีตที่สําคัญเรื่องหนึ่งก็คือวา กฎหมายอะไรก็ตามที่มันมีผลกระทบตอประชาชนถึงกับตอง ทําใหมีการยายถิ่นก็ดี กฎหมายซึ่งมีผลในการโยกยายสวนเกินทางเศรษฐกิจระหวางภาคเศรษฐกิจก็ดี กฎหมายที่มีผลในการทําลายสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติก็ดี กฎหมายในลักษณะตาง ๆ เหลานี้ จําเปนตองมีการทําประชาพิจารณ เราจะตองสรางจารีตดังกลาวนี้ขึ้นมาใหได จารีตที่สําคัญอีกอยางหนึ่งก็คือจะตองเปลี่ยนแปลงวิธีการตรากฎหมาย ไมปลอยใหฝาย บริหารสามารถใชดุลพินิจมากจนเกินไป ลักษณะของการตรากฎหมายในเมืองไทยมันเปนมรดกของ ระบบอํามาตยาธิปไตย ซึง่ เปนระบอบการปกครองโดยขาราชการ เพื่อขาราชการ และของขาราชการ ดังนั้นในยุคที่ขุนนางขาราชการเปนใหญในแผนดิน การตรากฎหมายก็เปนไปในทางที่เปดชอง ใหผูมีอํานาจบังคับใชกฎหมายเหลานั้น สามารถใชดุลยพินิจอยางคอนขางกวางขวาง ซึ่งจะตางไป จากจารีตในการตรากฎหมายในสั งคมประชาธิปไตยอื่ น ๆ ที่กฎหมายมีรายละเอี ยด มีเงื่ อนไขที่ เขมงวด ไมปลอยใหฝายบริหารสามารถใชดุลพินิจไดตามใจชอบ ยกตัวอย างเชน กฎหมายปาสงวน ๒๕๐๗ ความสํา คัญไมไดอยูที่กฎหมายปาสงวน ความสําคัญมันอยูทพี่ ระราชกฤษฎีกากับกฎกระทรวงซึ่งเปนกฎหมายของฝายบริหาร กฎหมายอนุบญ ั ญัติเหลานี้ตางหากที่มีความสําคัญในการขีดวาที่ตรงไหนเปนปาสงวนหรือไม และประชาชนจะไดรับผลกระเทือนจากการขีดปาสงวนนั้นอยางไร ถาไมมีการเปลี่ยนแปลงดังกลาวนี้ เปนเรื่องยากที่จะแกไขปญหาอื่น ๆ ในสังคม ประเด็นสุดทายคือเรื่องกฎการลงคะแนนเสียง กฎการลงคะนนเสียงในรัฐธรรมนูญไทย ตั้งแตป ๒๔๗๕ เปนตนมา มีกรณีนอยมากที่จะใช Super Majority Rule มีกรณีนอยมากที่ใชคะแนน เสียง ๒ ใน ๓ หรือ ๓ ใน ๔ เปนเกณฑในการกําหนดมติของสภา กฎสวนใหญจะเปนกฎคะแนนเสียง ขางมากถึงเกณฑ ๕๐% 33 ถาดูเผิน ๆ จะมีความรูสึกวารัฐธรรมนูญยึดกฎ Majority Rule แตถาเราวิเคราะหใหถึงที่สุด แลว เราจะพบวากฎการลงคะแนนเสียงที่ใชในรัฐสภาไทยเปนกฎการลงคะแนนเสียงขางนอยเปน Minority Rule เพราะวาเกณฑในการกําหนดมติของสภาฯ ยึดเกณฑ ๕๐% ของจํานวน ส.ส. ที่มีอยู และรัฐธรรมนูญก็บอกวา การประชุมจะครบองคก็ตอเมื่อมีสมาชิก ส.ส. มากกวา ๕๐% ของจํานวน ส.ส. ที่มอี ยู ดังนั้นกฎหมายที่ผานสภาฯ แมเพียงไดคะแนนเสียง ๒๕%+1 ก็ผานสภาไดแลว ดวยเหตุนี้เราก็จะพบวารัฐธรรมนูญไมไดยึด Simple Majority Rule ในสาระสําคัญ แต รัฐธรรมนูญยึด Minority Rule การใชกฎการลงคะแนนเสียงขางนอยในการผานกฎหมาย ทําให กฎหมายมี ส ภาพล น เกิ น คื อ มี ก ฎหมายเป น จํ า นวนมากที่ ผ า นสภาแล ว ไม มี ค วามสามารถ ไม มี ศักยภาพในการบังคับใช สภาพที่มีการใช Minority Voting Rule มันเกื้อกูลกลุมผลประโยชนที่มีการจัดตั้งที่เขมแข็ง และมีความสัมพันธกับกลุมการเมืองที่มีอํานาจ เพราะวา Minority Vote Rule กอใหเกิดคาโสหุยใน การผลักดันมติหรือในการผลักดันกฎหมายต่ํา จึงเกื้อกูลกลุมผลประโยชนที่มีการจัดตั้งเขมแข็งและมี อํานาจซื้อ กฎหมายจึงเปนสิ่งที่ซอื้ ขายกันในสภา กลุมผลประโยชนทางเศรษฐกิจที่มีอาํ นาจซื้อ มีการ จัดตั้งเขมแข็ง และมีความสัมพันธกับชนชั้นปกครอง จึงสามารถผลักดันกฎหมายที่เกื้อประโยชนกับ ตนเองไดงาย ผมอยากจะเสนอวา จําเปนตองเปลี่ยนแปลงกฎการลงคะแนนเสียง กฎหมายอะไรก็ตาม ที่มี ผลในการโยกยายสวนเกินทางเศรษฐกิจระหวางภาคเศรษฐกิจ หรือมีผลตอการกระจายรายไดของ ประชาชนชาวไทยกระทบตอสิ่งแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติ ทําใหคนไทยตองยายถิ่น และ กฎหมายรายไดของรัฐบาล กฎหมายการเงิน เหลานี้ควรตองยึด Voting Rule มากกวา ๕๐% ของ จํานวน ส.ส. ที่มอี ยู ไมใชยึด ๒๕% + 1 อยางที่มันเปนอยูในปจจุบัน โดยสรุป ผมเสนอความเห็นวาถาเราไมจับประเด็นใหญ ๓ ประเด็นหลัก คือ ยุทธศาสตรการ พัฒนา กระบวนการกําหนดนโยบาย และกระบวนการทางนิติบัญญัติแลว เราจะไมสามารถแกปญหา ความยากจนในเมืองไทยได 34 ความรู วิธีคิด : ตัวผลิตซ้ําความจน* อานันท กาญจนพันธ** ผมคิดวาโครงสรางที่ทําใหเกิดความยากจนอยางแรกสุดเลยเกี่ยวของกับเรื่องของระบบ ความรูความคิดในสังคมไทย อยางที่สองเปนเรื่องปญหาของระบบทุนนิยมเสรี อยางที่สามอยูใน เรืองของกฎหมาย ระบบคิด นําวิกฤตมาให ในประเด็นเรื่องระบบความคิด ในสังคมไทยถูกหลอหลอมดวยความคิดอยางหนึ่ง ซึ่งเราก็เชื่อ กันมาวาเปนสิ่งที่ใชอธิบายสิ่งตาง ๆ ผมคิดวาถาเราตองการหลุดออกไปจากความยากจนเชิงโครงสรางอยางแรกคือ เราจะตองใช วิธกี ารวิพากษระบบความคิด ไมเชนนั้นเราจะหลุดไมออก ความคิดที่ดํารงอยูในขณะนี้ เปนความคิดเชิงเดี่ยวที่เรียกวา Linear Thinking ซึ่งความคิด เชิงเดี่ยว ผมคิดวามีหลายอยาง จะยกตัวอยาง 3 ประการใหเห็นเกี่ยวพันกับเรื่องที่ดิน ปาไม ประการแรกในเรื่องของปาไม โดยเฉพาะกฎหมายปาไม กฎหมายปาสงวนของเรายังคงมี ลักษณะความคิดแบบที่ผมเรียกวาเปน Colonial Mentality คือติดอยูกับความคิดแบบเปนอาณา นิคม ทัง้ ที่เราพยายามบอกคนอื่นวาเราไมเคยเปนอาณานิคม แตในระบบความคิดของเราเปนแบบ อาณานิคม ทําไมผมจึงบอกอยางนั้น ระบบคิดแบบอาณานิคมคือการคิดแตจะใชประโยชนอยางเดียว ซึ่ง สังเกตเห็นไดชัดเจนในกฎหมายปาไมที่ผมวา ในกฎหมายมีขอบัญญัติอันหนึ่งที่ผมคิดวาทีไ่ หน ๆ ก็เลิก ไปหมดแลว แตเมืองไทยซึ่งอางตัวเองวาไมเคยเปนอาณานิคม แตความคิดอาณานิคมยึดอยูอยางมั่นโดย ไมแกเลย ในกฎหมายปาไม ๒๔๘๔ นั่นก็คือเรื่องที่วา ที่ดินใดที่ไมมีการถือครองใหถือเปนที่ดนิ ของรัฐ * จากการอภิปราย “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ครั้งที่ 1 เรื่อง เศรษฐกิจชนบท วันที่ 27 เมษายน 2544 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ** คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม 35 “ตรงจุดนี้เอง ที่เราไมสามารถลอกแบบวิธีคิดกลไกเชิงสถาบันจากตางประเทศได สิ่งเหลานี้ จะตองเกิดจากการศึกษาวิจัยคนควา ถึงออกมาจากสภาพความเปนจริงของสังคมเอง ซึ่งตรงนี้เปน ปญหาจุดบอดของระบบสถาบันทางวิชาการ เพราะวาเราทําวิจัยนอย และการวัยที่มีก็ไมไดลงไป ศึกษาสภาพความเปนจริงทางสังคม” อันนี้ผมบอกใหเลยวาใชครั้งแรกโดยดัชทที่มาปกครอง อินโดนีเซียซึ่งเขามาประกาศใชตั้งแตป ๑๘๗๘ แลวเราก็ไปลอกมาจากพมา ดัชทนํามาใชในอินโดนีเซีย อังกฤษก็ไปลอกมาใชในพมาและ อินเดีย เราก็ไปลอกอันนั้นเขามา แลวก็ใชอยูจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นกฎหมายปาไมในลักษณะที่ยังคงเปน Colonial Mentality ที่ผมเรียกนี่คือ ความคิดที่ถูก ครอบงําโดยความคิดแบบอาณานิคม ที่มงุ แตจะแสวงหาประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติอยางเดียว ประการที่สองที่ผมคิดวาสําคัญ ก็คือวา เราคิดวาระบบความคิดเดียวหรือระบบความรูเดียว เทานั้นในโลกนี้ทใี่ ชได คือความรูนั้นตองวางอยูบ นฐานคิดแบบวิทยาศาสตร วิทยาศาสตรไมเสียหาย แตถาเราคิดวาอันนั้นเปนอันเดียวที่เปนความรูอยางนี้สิเสียหาย เพราะวาความรูมีหลายชนิด แตเมื่อเราผูกขาดความคิดของเราวาเฉพาะวิทยาศาสตรเทานั้น และ นํามาใชในการจัดการปาไมจัดการที่ดิน ซึ่งกอใหเกิดปญหา เพราะทําใหเรามองขามความรูชนิดอื่นซึ่งมีอีกมากมาย แตเราไมไดนํามาสัมพันธเกี่ยวของกับ การจัดการปาไม-ที่ดินก็เลยเปนปญหา ในเวลานี้ความรูมีเยอะแยะแตเราเลือกอันเดียวมาใชในการ จัดการ ประการที่สามที่ผมคิดวามีปญหา ก็คือวาเราก็ใชระบบสิทธิอยางเดียวเทานั้น คือเราใชหลักที่ เรียกวา Exclusion คือ สิทธิแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือ Exclusiveness หมายความวาสิทธิที่ใหอะไรแลวกับใครเปนสิทธิเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเชนวาใหกรมปาไมดูแลปา กรมปาไมก็เลยคิดวาอันนี้เปนอาณาจักรของตนเองเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยูคนเดียว และเราก็จะใหสิทธิ์ กับหนวยงานของรัฐ หรือไมเชนนั้นก็ใหกับปจเจกบุคคล ปจเจกบุคคลก็จะยึดที่ดินนั้นหรืออะไรก็ แลวแตทไี่ ดรับมาเปนสิทธิ์ของตนเองอยางเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สิทธิแบบนี้เปนระบบคิดที่เปนลักษณะของ Linear Thinking ที่ผมพูดถึง ดังนั้น การที่มี ลักษณะวิธีคิดเชิงเดี่ยวตามที่ยกตัวอยางมา ๓ ประการ เปนรากเหงาของปญหาเชิงโครงสรางทั้งมวล ซึง่ ไปปรากฎอยูในสวนตาง ๆ ที่ผมจะพูดตอไป 36 ทุนนิยมครึ่งใบ ในสวนที่เปนปญหาอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของระบบทุนนิยมซึ่งเปนยุทธศาสตรการพัฒนาที่ ผานมา อาจารยรังสรรคบอกวาทุนนิยมที่ใชในเมืองไทยมี ๒ อยางเทานั้นก็คือ แบบเปด และอีกอยาง หนึ่งก็พูดใหนมุ นวลหนอยวาเปนยุทธศาสตรการพัฒนาแบบไมเทาเทียม แตผมคิดวาใชสองอยางก็คือ เปดกับบิดเบือน หมายความวา กลไกที่บิดเบือน ผมคิดวาทุน นิยมที่ใชอยูในเมืองไทยใชครึ่งเดียวเทานั้นเอง ทุนนิยมตองมีอีกหลายอยาง แตเราเอามาใชครึ่งเดียวและเอาครึ่งที่ไมคอยดีก็คือครึ่งที่เปน ปญหา คือการใชเสรีแบบเปดกับบิดเบือน สรางกลไกมาสรางความไมเทาเทียม แตไมใชวาทุนนิยมเปนแคอยางนี้ ถาเราไปดูทุนนิยมที่ใชอยูทั่วโลกยังมีอีก 2 อยางที่เราไมได นํามาใช ดังนั้นการที่เราใชทุนนิยมเพียงครึ่งเดียวของระบบ ก็ทําใหเกิดการบิดเบือนโครงสรางทั้งหมด กอใหเกิดปญหาความยากจน มีอีก ๒ อยางซึ่งจะตองนํามาใชแตเราไมใช เพราะเราไปยึดระบบคิดอยางแรกที่ผมพูดถึง เปน สิ่งที่ผมพยายามศึกษาและเสนอใหมันเขาบรรจุอยูในระบบการพัฒนาเศรษฐกิจของเรา อยางหนึ่งก็คือการสรางกลไกที่กอใหเกิดการปรับความเทาเทียมในรูปแบบตาง ๆ ซึ่ง ผมจะพูดตอไปในเรื่องการนําอัตราภาษีกาวหนามาใช ปรากฎวาเราใชนอยมาก คือไมไดใชกลไกของ ระบบเศรษฐกิจเพื่อกอใหเกิดความเทาเทียม อีกอยางคือทุนนิยมจะไปไมไดถาหากไมมีสถาบันทางสังคมขึ้นมารองรับ เพราะวา ระบบเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู มีสถาบันชุมชน มีสถาบันตาง ๆ คอยหนุนชวย คอยเปนเบาะรองรับ ปรากฎ ว า เมื่ อ เราสร า งระบบเศรษฐกิ จ แบบทุ น นิ ย มขึ้ น มา เราไม มี ก ารจั ด สร า งสิ่ ง ที่ เ รี ย กว า Institution Arrangement ไมมีการจัดสรางสถาบันทางสังคมขึ้นมา เพื่อที่จะรอบรับเมื่อมีจุดความเสี่ยง มีวิกฤติ ตาง ๆ สถาบันทางสังคมในความหมายของผม ไมไดหมายถึงการตั้งองคกรหรือตั้งองคกรอิสระ แต ส ถาบั น ทางสั ง คมหมายถึ ง แนวคดที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ การทํ า ให มั น มี ห น ว ยหรื อ ระบบ ความสัมพันธ ที่จะไปแกไขปญหาที่มันเกิดจากความเสี่ยงที่มาจากระบบทุนนิยมดวย คือเราอยูใน ระบบที่มันมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นจะตองมีการจัดสรางโครงสรางเชิงสถาบันขึ้นมารองรับ ตรงจุดนี้เอง ทีเ่ ราไมสามารถลอกแบบวิธีคดิ กลไกเชิงสถาบันจากตางประเทศได สิ่งเหลานี้จะตองเกิดจากการศึกษาวิจัยคนควา ดึงออกมาจากสภาพความเปนจริงของสังคม เอง ซึง่ ตรงนี้เปนปญหาจุดบอดของระบบสถาบันทางวิชาการ เพราะวาเราทําวิจัยนอย และการวิจยั ทีม่ ี ก็ไมไดลงไปศึกษาสภาพความเปนจริงของสังคม 37 สวนกฎหมายหรือกระบวนการนิติบัญญัติที่อาจารยรังสรรคพูด ทุกครั้งที่ออกพระราชบัญญัติ ใหม เราไปลอกตางประเทศมาทั้งนั้นเลย เราไมเคยสรางกฎหมายที่มาจากพื้นฐานของการวิจัย หรือ องคความรูทเี่ ราศึกษาวิจยั มาจากสังคมของเราเอง ตรงนี้เปนจุดบอดที่สําคัญ ดังนั้นผมจึงคิดวาถาหากวาเราจะแกไขปญหาความยากจนเชิงโครงสรางเหลานี้ เราจะตองมา ดูในสวนที่วา เราจะสามารถพัฒนากลไกที่สรางความเทาเทียมกันไดอยางไร ในการที่จะหาขอเสนอ เพื่อแกไขเหลานี้ก็ไมใชวาอยูดี ๆ แลวเราจะลงไปศึกษาวิจัยได จะตองมีการปรับวิธีคิด ซึ่งในการปรับ วิธีคิดผมคิดวาตองมีการปรับวิธีคิดอยู ๓ เรื่องดวยกัน ปรับ ๓ วิธีคิด พิชิตความจน “ยกตัวอยางที่ชดั เจนในเรื่องการทํานาขาว นาขาวเปนสมบัติสวนตัวของเจาของนา ระหวางที่ เขาปลูกขาวก็ไมมีคนอื่นไปยุงยาม แตไมไดแปลวาคนอื่นใชประโยชนไมได แตไมใชวาจะไปเอาตนขาว เขาได หากหมายความวาสามารถจับปลาในนาได และเมื่อเขาเกี่ยวขาวไปแลว คนอื่นก็เอาวัวเอา ควายไปเลี้ยงในที่ของเขาได” ผมคิดวาตองเอาวิธีคิดชนิดใหม คือทัศนะแบบใหม เอามาชวยเราในการแสวงหาความรู เพราะการแสวงหาความรูไมใชเราจะหลับตาไปแสวงหาความรู จะตองมีการคิดวิพากษวิจารณ ตั้ง คําถามกับสิ่งที่เรามองเห็นเพื่อจะไดสรางเปนองคความรูได ดั ง นั้ น องค ค วามรู ไ ม ไ ด ม าจากการที่ เ ราเห็ น แต จ ะต อ งได ม าจากการตั้ ง คํ า ถาม และใน สังคมไทยมีปญ หามาก เพราะวาเราไปเห็นแลว เราก็คิดวาเปนความรูแลว ผูวิจัยที่ไปตั้งคําถามกับชาวบาน เอาคําตอบของชาวบานมาเปนคําตอบของการวจัย ก็เปน ปญหามาก เพราะวาเปนคนละเรื่องกัน คําตอบของชาวบานเปนทัศนะชาวบานหลายคน ก็มีทัศนะหลายอยาง แตก็ตองมีการนํามา สังเคราะหเพื่อนํามาสูความเขาใจ การปรับทัศนะเหลานี้มีความสําคัญซึ่งผมคิดวาตองปรับ ๓ เรื่องดวยกัน เรื่องแรกคือการปรับทัศนะที่ใหความสําคัญกับความหลากหลายและความซับซอน ของเรามีแตเนนในเรื่อง Exclusiveness การเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เนนในเรื่องการกีดกัน เพราะฉะนั้นออกกฎหมายอะไรมาก็เปนการกีดกัน ออกกฎหมายปา กฎหมายที่ดิน กําหนดใหคนไหนก็คนนั้นใชไดอยางเดียว สิง่ นี้เปนปญหา อยางกรณีชาวบานที่ลําพูนเขาไปยึดที่ดินของคนที่เปนเจาของที่ดินซึ่ง ๔๐ ปปลอยใหที่ดินรก รางวางเหลา และกีดกันคนอื่นไมใหเขาไปใช 38 เขาเรียกวาหลักสิทธิการใช คือใครมีความสามารถในการใชก็ไปใช เพราะฉะนั้นที่ดินที่มีปญหาในกรณีของลําพูนนั้น เดิมคือที่ดินซึ่งชาวบานอาจไปใชประโยชน แตเขาจะไปใชเมื่อเขาตองการ เชนวา ตองการจะกินพริกก็ไปปลูกพริก ปไหนที่เขาไมตองการเขาไป ทํางานที่อนื่ เขาก็ไมปลูก คนอื่นก็ไปปลูกอยางอื่น เปนการใชประโยชน ยกตัวอยางที่ชัดเจนในเรื่องการทํานาขาว นาขาวเปนสมบัติสวนตัวของเจาของนา ระหวางที่ เขาปลูกขาวก็ไมมีคนอื่นไปยุงยาม แตไมไดแปลวาคนอื่นใชประโยชนไมได แตไมใชวาจะไปเอาตนขาว เขาได หากหมายความวาสามารถไปจับปลาในนาได และเมื่อเขาเกี่ยวขาวไปแลว คนอื่นก็เอาวัวเอา ควายไปเลี้ยงในที่ของเขาได พูดงาย ๆ ก็คือ มีสิทธิ ๒ อยางซอนกันอยู คือเปนทั้งสิทธิของสวนตัว และก็สิทธิของสวนรวม ซอนกันอยูที่เดียวกัน คือ การจัดการและความคิดของชาวบานเขาไมไดจัดการเชิงเดี่ยว เขาจัดการ เชิงซอน คือใชสิทธิหลายชนิดซอนกันอยูในพื้นที่เดียวกัน ทําใหเกิดการมีสวนรวม ผมใชคําวา Inclusion คือการเขามามีสสวนรวมกัน เมื่อที่นาถูกใชทั้งในเรื่องของสวนตัวและ ของสวนรวม ทุกคนก็ตองชวยกันดูและไมไปทําลายของคนอื่น สิ่งเหลานื้มาจากลักษณะของการที่ ชาวบานมีความรูหลาย ๆ อยางซอนกันอยูในนั้น นี่เปนทัศนะที่สําคัญในการใชพิจารณา สิ่งเหลานี้นําไปใชทั้งในการดูแลที่ดิน รวมทั้งดูแลปา เพราะชาวบานดูแลปาในลักษณะที่วา ไมใชเปนของสวนตัวแตเปนของสวนรวมมาโดยตลอด และมี การใชกฎเกณฑบางอยางเปนขอหาม เพื่อจะทําใหผูคนไมสามารถละเมิดได แตของเราเอาปาไปใหหนวยงานหนึ่งดูแลรับผิดชอบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แตเมื่อดูแลรับผิดชอบ แลวมีปญหา แทนที่จะไปหาสาเหตุกลับโยนบาปใหคนอื่น อางวาชาวบานหรือคนยากจนเปนคน ทําลายปา ซึง่ เปนการมองลักษณะที่ปลายเหตุโดยไมพยายามหาตนเหตุ ดังนั้นสิ่งที่ผมพยายามพูดก็คือวา รากเหงาของความยากจนเชิงโครงสรางมันอยูที่ตรงไหน และเราก็พยายามแกใหตรงจุดที่เปนตนเหตุ ไมเชนนั้นจะเปนการโยนบาปใหคนอื่นตลอดเวลา เรื่องที่สองคือ ตองมีวิธีคดิ ที่มองเห็นความเคลื่อนไหว ไมใชมองอะไรแบบตายตัว อยางในเมืองไทยเรามองปาอยางตายตัว เราจะผูกโยงชาวเขากับการทําลายปา อยางเวลาที่ เราพูดถึงแมว จะมีทศั นคติวาเปนพวกทําลายปาหรือไมก็เปนพวกปลูกฝนทําไรเลื่อนลอย เนื่องจากเราซึ่งเปนคนภาคกลาง ทํานาแบบอยูกับที่ ก็คิดวาเกษตรแบบถาวร หรือเกษตรที่อยู กับที่เปนเกษตรที่ดีที่สุดในโลก หารูไมวาเกษตรทั่วโลกมีเปนรอยอยาง แตเรามีความรูอยางเดียววาเกษตรตองอยูกับที่ พอเขาทําเกษตรแบบยายที่ ก็หาวาเขาไม เขาทา ทั้งที่ในโลกนี้มีคนเกือบ ๒,๐๐๐ ลานคน ยังดํารงชีพอยูสวนหนึ่งดวยการทําเกษตรแบบยายที่ ซึ่งผมคดวาทัศนะแบบนี้มันตายตัว 39 ผมมีความเชื่อตลอดเวลาวา การปลูกขาวไรใหผลผลิตดีกวา ได ๖๐ ถังตอไร ขณะที่การปลูก ขาวนาดําที่ภาคอีสานไดผลผลิต ๔๐ ถังตอไร ดังนั้นขาวนาดําก็ไมไดดีกวาขาวไร ซึง่ เปนปญหามากเพราะผมเชื่ออยางนั้นมาโดยตลอด ผมไปถามเขาวาทําไมเขาถึงปลูกขาวไดปริมาณดีนัก เขาบอกวาเขาไมไดปลูกขาวของเขา อยางเดียว เขาเอาขาวมงมาปลูกดวย คือเขาไมไดโงเงาที่ปลูกขาวของตนเองตลอดเวลา เขามีการ แลกเปลี่ยนเรียนรูจากกันตลอด เขาแลกพันธุขาวกัน พันธุอื่น ๆ ผสมสานกันก็เลยไดขาวที่มีผลผลิตสูงขึ้นมา พูดงาย ๆ ก็คือวา ผูคนเขาไมไดตายตัว เขามีการเรียนรูรวมกันแลกเปลี่ยนเครือขายกัน เราเองสิโง เราเชื่อแตการศึกษาในชั้นเรียนที่เราเรียนมา ซึง่ เปนปญหามาก เนื่องจากเราไมวจิ ยั ไมลงไปดู ไมเห็นแลวก็เชื่อ ๆ ตามเขาไป เราตองมีทัศนะแบบพลวัต เรามักจะคิดวาการอนุรักษกับการพัฒนามันตรงกันขามกัน ดังนั้น เมื่อเราจะอนุรักษเราจะพัฒนาไมไดเปนตน การมองอะไรตาง ๆ อยางตายตัว แยกเปนคูตรงขาม แลวก็ มองอยางตามตัววา สองอยางนี้เปนคนละขั้วกัน ก็เราไมเคยศึกษาความเปนจริงแลวเรารูไดอยางไรวา ตรงกันขามกัน ผมศึกษาในที่สูง ศึกษาในปา ก็ไมเห็นวาตรงกันขามกัน เดี๋ยวนี้การอนุรักษกับการพัฒนาไป ดวยกัน ยกตัวอยางเชนเวลานี้ชาวเมี่ยนคือคนเยาที่นาน เขาหมดศรัทธากับการพัฒนาแบบที่เรียกวา ปลูกพืชเมืองหนาว เพราะเขาเจง จึงหยุดปลูกและก็หันมาดูแลปา ซึ่งการหันมาดูแลปากลับทําใหเขามี รายไดมากกวาอีก เพราะเขาพบวาพืชบางชนิดจะดีขนึ้ เมื่อดูแลปาใหดีขึ้น ทางภาคเหนือมีพืชตระกูลปาลมชนิดหนึ่งที่เรียกวาตนตาว เอาลูกมาทําลูกชิดกิน เดี๋ยวนี้ลูก ชิดที่มาจากตนจากไมมีแลว เพราะปาชายเลนเราหมดแลว ตองไปกินลูกชิดจากดอย ชาวเยาเขาเลิกปลูกพืชเมืองหนาว แลวหันมาเก็บลูกตาวซึ่งมีรายไดดีมากกวาการปลูกแครอท ทั้งป จะเห็นวายิ่งอนุรักษยงิ่ มีรายไดดี ไมไดแปลวาอนุรักษแลวขัดกับการพัฒนา นี่เปนความคิดที่ผมบอกวา เราตองมองอะไรแบบใหเห็นถึงการปรับเปลี่ยน คนเรามันเปลี่ยน กันได ไมใชวาจะตองเหมือนเดิม ซึ่งทัศนะอยางนั้นแกปญหาความยากจนไมได ไมเขาใจไมสามารถ ปรับความคิดเห็นนโยบายได เพราะไมไดมาจากขอมูลขอเท็จจริงในการเปลี่ยนแปลง มองไมเห็นคนวา เขาเปลีย่ นอยางไรกันมาบางแลว ทัศนะในเรื่องการทําไรเลื่อนลอยยิ่งแสดงใหเห็นถึงความไมรูของเรา เราไมรูระบบการเกษตร ของเขา เรามีแตทาํ นาเปนอยางเดียว ไมมีความรูเรื่องทําไร คิดแตวาการทําไรเปนการเปดพื้นที่ทําใหที่ นั้นสูญสลายไป 40 แตจากการศึกษาของผมที่ผานมา พบวาความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในไรเลื่อนลอย มีพืชพันธุหลากหลายรอยพันธุ แลวปจจุบันจะเห็นวาเราตองซื้อพืชพันธุจากซีพีตลอด เราไมมีพันธุที่ เหลือ ทัง้ ที่ในระบบแบบไรเลื่อนลอยที่มีพืชพันธุตาง ๆ มากมาย ซึง่ เปนปญหามาก เพราะคนของเราไมมีความรูและไมใฝหาความรู ก็เลยไมคอยรูอะไรวาเขาเปลี่ยนกันไปอยางไร แลว มองอะไรอยางหยุดนิ่ง ไมเคยเห็นภาพขอเท็จจริงแลวก็มาพูดซ้ําเติมวาไรเลื่อนลอยมันแย เรามา ผลิตซ้ําความโงเขลาเดิม ๆ ที่เรียกวา Myth คือภาพลวงตาเดิม และแปลกที่ตรงที่อะไรซึ่งเปนความโง เขลา อะไรที่เปนภาพลวงตา ตอกย้ํากัน คนกลับเชื่อ แตพอผมพูด คนก็มองวาฝอยอะไรใหฟง ทั้ง ๆ ที่ผมใชเวลานานมาก กวาจะเขาใจสิ่งเหลานี้ เพราะผมก็เหมือนคนอื่นที่ติดอยูกับภาพลวงตาเปนเวลานาน ดังนั้นการที่จะคิดนโยบายตาง ๆ ตองมี ความเขาใจกับสิ่งเหลานี้เปนเบื้องตน เรื่องที่สามที่ผมคิดวาจําเปนอยางยิ่ง ที่จะตองประกอบกันกับการปรับเปลี่ยนวิธีคิด ก็คือ การ คิดแบบเชื่อมโยง คิดแบบความสัมพันธเชิงโครงสราง วิธีคิดแบบนี้มีความสําคัญมาก เพราะวา ๑๐ กวาปที่ผาน มา ผมศึกษาและพยายามผลักดันเรื่องกฎหมายปาชุมชน จนกระทั่งเขาเคยตั้งใหเปนที่ปรึกษาของ คณะกรรมาธิการพิจารณาในสภาฯ ผมมีความรูสึกอยางหนึ่งวา เมืองไทยเราเวลานําเสนอสิ่งตาง ๆ มักจะเสนอทีละเรื่องทีละเรื่อง ไมไดมีความคิดเชื่อมโยงกัน ทั้ง ๆ ที่กฎหมายปาชุมชนผมก็เห็นดวย แตผมคิดวาลําพังกฎหมายปา ชุมชนอยางเดียวไมไดชว ยแกปญ หาที่ดิน ปาไม เพราะวามีความเชื่อมโยงกันหลายอยาง ถามวาหลักการสําคัญของกฎหมายปาชุมชนคืออะไร หลักการสําคัญคือวาเปนการเปลี่ยน วิธกี ารจัดการปาไมใหม เมื่อกอนจัดการโดยวิธีการที่ผมเรียกวาวิธีการเชิงเดี่ยว ใหหนวยงานเดียวรับผิดชอบทั้งหมด แลวปรากฎวาความสูญเสียเกิดขึ้นมากอยางทีเ่ ราก็ทราบกันอยูแลว “จากการศึกษาของผมที่ผานมา พบวาความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในไรเลื่อนลอย มี พืชพันธุหลากหลายรอยพันธุ แลวปจจุบันจะเห็นวาเราตองซื้อพืชพันธุจากซีพีตลอด เราไมมีพันธุที่ เหลือ ทั้งที่ในระบบแบบไรเลื่อนลอยที่มีพืชพันธุตาง ๆมากมาย ซึ่งเปนปญหามากเพราะคนของเราไม มีความรูและไมใฝหาความรู ก็เลยไมคอยรูอะไรวาเขาเปลี่ยนกันไปอยางไรแลว” วิธีการของกฎหมายปาชุมชนก็คือวาใหทุกฝายเขามามีสวนรวม ไมใชแปลวากฎหมายปา ชุมชนยกปาจากกรมปาไมไปโยนใหชาวบานรับผิดชอบ 41 แตกฎหมายปาชุมชนมีหลักการสําคัญ คือหลักของการตรวจสอบถวงดุล และเปลี่ยน อํานาจในการจัดการ สิทธิในการเปนเจาของก็ยังเปนของกรมปาไมอยู แตสิทธิในการจัดการเปนของชุมชน พู ด ง า ย ๆ ก็คื อว า จั ด การในสิท ธิ เชิ ง ซ อ น คื อสิ ท ธิข องรั ฐ ในการเป น เจ า ของ แต สิ ท ธิ ข อง ชาวบานเปนสิทธิในการจัดสรร ขณะเดียวกันก็จะมีสิทธิ์ในเรื่องของการตรวจสอบโดยใหคณะกรรมาธิการปาชุมชนทองถิ่น ซึ่ง อาจจัดตั้งขึ้นมาในระดับจังหวัด ทําหนาที่ในการตรวจสอบ ทั้งตรวจสอบกรมปาไมและตรวจสอบ ชาวบาน ดั ง นั้ น หลั ก การของกฎหมายป า ชุ ม ชน เป น หลั ก การของการตรวจสอบและถ ว งดุ ล โดย ปรับเปลี่ยนวิธกี ารจัดการโดยใชหลักสิทธิเชิงซอน ไมใชสิทธิเชิงเดี่ยว ตรงนี้เองที่เปนการปรับเปลี่ยน แตปญหาสําคัญที่เกิดขึ้นซึ่งผมประสบมา ก็คือวาระหวางที่เราไปเจรจาตอรอง เพื่อที่จะเพิ่ม อํานาจของชาวบาน ฝายรัฐก็จะตองเพิ่มอํานาจของฝายรัฐเขาไปดวย ก็คืออํานาจในการควบคุม กีด กั น ตรวจสอบจั บ กุ ม ซึ่ ง เป น หลั ก ของการออกกฎหมายที่ ผ า นมา ตรงนี้ ก็ พ ยายามจะแย ง ชิ ง อยู ตลอดเวลา ก็เลยทําใหกฎหมายปาชุมชนยังออกมาไมได ในการชวงชิงที่สําคัญเรื่องหนึ่งคือ ในขณะที่เราตองการจะใหชาวบานเขามารวมในการจัดการ ปา แตเรากลับสรางขอกําหนดกฎเกณฑที่เขมงวดเหลือเกิน ป า ไม ลม เหลวอยากให ช าวบา นร ว ม แทนที่จ ะให แรงจูง ใจแกเ ขาว า เขา มาร ว มแลว จะได ประโยชนอยางไร กลับกลายเปนวา คุณเข ามารวมสิ แตรวมภายใตเงื่อนไขที่ฉันกําหนดนะ ซึ่ ง มี เงื่อนไขมากมาย เชน หามตัดไม หาม ฯลฯ ผมอานไปอานมา ไมรูวาวาตางกันอยางไรกับกฎหมายปาสงวน ผมอยูในคณะกรรมการรวม รางตั้งแตฉบับแรก เกิดความรูสึกวา เราจะรางกฎหมายที่ใหประโยชนกับชาวบานหรือวารางกฎหมาย เพื่อไปเขมงวดกับชาวบานอีกตอหนึ่งอีก ตรงนี้ผมก็เลยคิดวา มีปญหาอยางมาก เรากําลังเรียกรองใหชาวบานเขาไปมีสวนรวมในการจัดการ แตกลับสรางขอเงื่อนไขกําหนด กับเขาเหมือนเขาไมมีตัวตน เอ็งมารวม แตเอ็งตองรวมภายใตเงื่อนไขที่ขากําหนด ผมนึกตรงนี้ขึ้นมา เพราะผมคิดในเชิงเชื่อมโยง คือเราไมเคยมองในลักษณะเชื่อมโยงเลย ขณะที่เมื่อกลับมามองชนชั้นกลาง คนในเมือง คนที่มีเงิน เราไมมีขอกําหนดอะไรกับเขาเลย ใหที่ดินเขาไป โดยที่เขาจะใชหรือไมใชก็ได ปลอยแบบเสรี ปลอยใหเก็งกําไรจากที่ดิน คือเมื่อเราถือครองที่ดิน เราจะใชอยางไรก็ไดไมมีขอกําหนดอะไรเลย พูดงาย ๆ คือเมื่อเปน ของคนจนเปนของชาวบาน เราสรางขอผูกมัดกับเขาเต็มไปหมดเลย แตถาเปนของคนในเมือง คนใน สวนอื่น เราจะไมคอยมีขอกําหนด ปลอยเสรีจะทําอยางไรก็ได ทําจนเศรษฐกิจลมก็ได 42 ดังนั้นหากเราจะคิดถึงที่ดิน ปาไม เราจะตองคิดถึงความเชื่อมโยงตรงนี้ ดังนั้นตรงนี้ก็เปน ปญหา เมื่อเราไมทาํ อะไรเลยกับภาคที่ดิน เพราะปาไมที่ชาวบานเขาไป ก็เปนเรื่องที่ดินไมใชปญหาปา เพราะฉะนั้นมันโยงกันเมื่อเราไมไดจัดการกับที่ดินในภาคอื่น ที่ดินมันก็ลดนอยลงมา เพราะวามีการ กระจุกตัว งานวิจยั ของอาจารยวารินทร วงศหาญเชาว นี้มีขอคนพบที่สําคัญคือ จากการที่เราปลอยใหมี การใชที่ดนิ อยางเสรีโดยไมมีขอกําหนดอะไรมาก ทําใหที่ดินถึงรอยละ ๗๐ ของทุกภาคในประเทศไทย มีการใชที่ไมมีประสิทธิภาพ คือไมมีการใช เพราะปลอยไวเก็งกําไร หมายความวาประเทศไทยตองการ ใชทีดินในการสรางพลังทางเศรษฐกิจ แตในขณะเดียวกันกลับปลอยที่ดิน ๗๐% ใหเปลาประโยชน ตรงนี้ตอ งคิดอยางเชื่อมโยงดวย หลักคิดใหมในกฎหมายที่ดิน ถาหากเราตองการใหชาวบานดูแลปาอยางมีประสิทธิภาพ ถาจะทําใหกฎหมายปาชุมชนเกิด ประสิทธิผลในการรักษาปา ขณะเดียวกันก็ใหชาวบานอยูกับปาไดดวย มันจะตองมาแกในภาคที่ เกี่ยวของกับที่ดนิ ดวย ผมถึงตองวิ่งไปวิ่งมาระหวางการศึกษาเรื่องปากับการศึกษาเรื่องที่ดิน เพราะที่ดินถาไมทํา อะไรเลยจะเปนปญหา ดังนั้นผมจึงคิดวา มันมีความสําคัญอยางยิ่งเลย ที่จะตองใชความคิดแบบเชื่อมโยง เพราะจะ นําไปสูหลักสําคัญ ๓ ประการ หลักแรก ตองคิดระบบกฎหมายหลายระบบซอนในที่เดียวกัน Legal Pluralism ผมลองไปศึกษาดูที่หองสมุดคณะนิติศาสตร ไมมีวารสารในเรื่องนี้เลย ทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกในหลาย ประเทศมีวารสารเรื่อง Journal of Legal Pluralism ออกมา เราก็ ยังสอนกฎหมายเชิ ง เดี่ยวตลอด คือ กฎหมายออกจากรัฐ สภาอยางเดี ย ว แล วระบบ กฎหมายอื่นที่มีมาในเมืองไทย เราไมเอาทั้งนั้น ไมวาจะเปนประเพณี จารีตทองถิ่น แมจะรับมาใช ก็ รับมานิดหนอย เชน กฎหมายแพงและพาณิชย รับมาตราเดียวในเรื่องของจารีตทองถิ่น มีมาตราเดียวที่ยอมรับกฎสิทธิเชิงซอน คือถาคุณพบเห็ดตาง ๆ เชน เห็ดโคนในที่ของคนอื่น คุณสามารถไปเก็บได กฎหมายแพงและพาณิชยยอมรับ ซึ่งแปลวายอมรับสิทธิเชิงซอนถึงแมเปนที่ สวนตัว แตเห็ดโคนขึ้นตามธรรมชาติ ดังนั้นคนอื่นสามารถไปเก็บเห็ดในพื้นที่คนอื่นได นี่คอื หลัก Legal Pluralism แตเรามีกฎหมายเชนนี้ไมมากและมีใชอยูในเมืองไทยบางทองที่ เชน เรายอมรับใหมีกฎหมาย อิสลามในพื้นที่จังหวัดภาคใต ที่เปนกฎหมายเฉพาะในเรื่องของครอบครัวหรือศาสนา 43 ดังนั้นในเมืองไทยหากตองการแกปญหาความยากจน จะตองเปดโอกาสใหมีการนําหลัก กฎหมายหลายหลักซอนกัน ใชพรอมกันในประเทศได แตอาจจะไมใชทุกเรื่อง อาจเปนบางเรื่องซึ่งตรง นี้จะตองมีการคิดคน แตเนื่องจากวาในการศึกษาทางดานนิติศาสตรของเรายังไมคอยมีการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ เรา เนนตัวบท Positive Law เปนสวนใหญ ผมคิดวาตรงนี้เปนประเด็นสําคัญที่จะตองนํามาขบคิดในเรื่อง ของการปรับแกกฎหมายปาไม-ที่ดิน เพราะวาในการจัดการปา มีกฎเกณฑทองถิ่นจํานวนมาก ซึ่งการ ออกกฎหมายปาชุมชนกฎหมายเดียวไมเพียงพอในการรองรับ ทีจ่ ริงกฎหมายปาชุมชนเขียนบรรทัดเดียวพอ คือใหรับรองกฎเกณฑที่มีการใชในทองถิ่นนั้น แตนี่มานั่งรางกฎอะไรก็ไมรูมากมายเสียเวลา เพราะวาเราไมนึกถึงหลักอันนี้ จึงเกิดปญหา เราไมสามารถที่จะดึงชาวบานเขามามีสวนรวมในการจัดการปา ขณะที่การจัดการภาครัฐลมเหลวมา โดยตลอด แตเราก็ไมยอมรับความลมเหลวนั้น หรือยอมรับแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไมยอมรับอยางจริงจัง เพราะเราไม มี ท างออก เนื่ อ งจากเราไม มี ร ะบบคิ ด ในเชิ ง เชื่ อ มโยง และขาดการมองเชิ ง Legal Pluralism ซึง่ ผมคิดวามีความสําคัญมาก หลักที่สอง ผมคิดวามีความสําคัญเกี่ยวพันกันคือ การสรางกลไกและสถาบันที่หลากหลาย ในเรื่อง Legal Pluralism หรือ สิทธิเชิงซอน ในเมืองไทยมีความสับสนไมเขาใจในเรื่องการปฏิรูปที่ดินจํานวนมาก เราคิดวาการปฏิรูปที่ดิน ก็คือการนําที่ดินของรัฐมาจัดสรร มากระจายใหกับคนยากคนจนตามหลักการ แตเมื่อมาปฏิบัติมี ปญหา คือไมไดอยูในมือคนจน เรื่องนี้เปนหลักที่เราคิดมาตลอด แตความจริงแลวการปฏิรูปที่ดินทําไดหลายแบบ การเก็บภาษีที่ดินในอัตรากาวหนาซึ่งในงาน ของอาจารยวารินทรก็เสนอวา ที่ดิน ๒๕-๒๐๐ ไรใหเก็บ ๑% ถาเกิน ๒๐๐-๒,๐๐๐ ไรก็เก็บ ๒% ถา เผื่อใครไมใชที่ดินปลอยใหที่ดินวางเปลาก็จะเก็บมากขึ้นอีก เปนตน “ผมพบมาจากการศึกษาเศรษฐกิจชนบทตอนไปศึกษาเมื่อ ๒๐ ปที่แลว ราคาขาวกับคาแรง เทากันเลย ขาวถึงหนึ่ง ๓๐ บาท คาแรงวันหนึ่งก็ ๓๐ บาท ปจจุบันนี้ผมถามใหมขาวก็ยังถังละ ๓๐ บาท แตคา แรง ๑๐๐ กวาบาทแลว แลวถามวาคนจะไมจนไดอยางไร ปลูกไปก็ไมมีทางรวย ดังนัน้ การ เอาที่ดนิ ไปใหกบั ปจเจกบุคคลคือเจงทั้งเจง ไมมีทางรอด” นี่คือขอเสนอที่สําคัญ เพราะวาเมืองไทยเวลานี้ เก็บภาษีที่ดิน ๐.๐๐๙๕% การเก็บในอัตรา แบบนี้ไมคุม เพราะต่ํามาก ซึ่งเปนปญหามาก ในเมืองไทยถาเริ่มตนจาก ๑% มีความสําคัญมาก เพราะในอเมริกา ญี่ปุน ในประเทศที่มีความเจริยกาวหนา ทางเศรษฐกิจเขาจะเก็บอัตรา ๕-๗% ดังนั้น เก็บ ๑% ก็ถอื วาเปนเรื่องเล็กนอยอยูแลว แตถาเริ่มตนจากตรงนั้นก็จะนาสนใจ 44 ฉะนั้นเรื่องที่เกี่ยวของกับการปฏิรูปที่ดิน จะตองเริ่มจากการเก็บภาษีที่ดินดวยอัตรากาวหนา ตองมีการกําหนดอัตราการถือครองที่ดิน เครือขายชาวบานมีขอเสนอในหลายระดับ ตั้งแตการทําโซนนิ่ง (Zoning) การเก็บภาษีอัตรา กาวหนา การจํากัดการถือครอง จนกระทั่งมาถึงเรื่องการสรางสถาบันใหม หมายถึงการใหสิทธิชนิด อื่น ๆ เวลานี้เมื่อพูดถึงการใหสิทธิที่จะใหที่ดิน เราจะนึกถึงสิทธิ ๒ ชนิดเทานั้นเอง คือสิทธิที่ใหกับ หนวยงานของรัฐ กับสิทธิทใี่ หกับปจเจกบุคคล แตที่สําคัญก็คือวา จะตองมีเรื่องการใหสิทธิในลักษณะที่ใหกับกลุม ไมใชใหกับคน ๆ เดียวแต ใหเปนกลุม เชน ในออสเตรเลียเขาใหกับพวกอะบอริจิน และในฟลิปปนสก็มี คือใหกับชุมชนที่เขาถือ วาเปนพื้นที่ของบรรพบุรุษ การใหสิทธิชนิดอื่นนี้ เราเรียกวาเปนลักษณะเชิงสถาบันที่มีความสําคัญ ตองนํามาใชใน อนาคต ซึ่งสิ่งเหลานี้ไมใชเรื่องแปลกใหม เพียงแตวาเราไมเคยนํามาใชเทานั้นเอง ในประเทศอื่นเขามี ใช การปฏิรูปที่ดินก็ตองคิดถึงเรื่องนี้ ดว ย เพราะการใหสิทธิกับปจเจก ขณะที่โครงสร างทาง เศรษฐกิจเราไมเอื้อมีลักษณะบิดเบือนสูง ซึ่งจะทําใหชาวบานจนลง เพราเวลาเราใหสิทธิ สปก. ยังไม ทันออกใบให เขาก็ขายหมดแลว ผมพบมาจากการศึกษาเศรษฐกิจชนบทตอนไปศึกษาเมื่อ ๒๐ ปที่แลว ราคาขาวกับคาแรง เทากันเลย ขาวถึงหนึ่ง ๓๐ บาท คาแรงวันหนึ่งก็ ๓๐ บาท ปจจุบนั นี้ผมไปถามใหม ขาวก็ยังถังละ ๓๐ บาท แตคาแรง ๑๐๐ กวาบาทแลว แลวถามวาคน จะไมจนไดอยางไร ปลูกไปก็ไมมีทางรวย ดังนั้นการเอาที่ดินไปใหกับปจเจกบุคคลคือเจงทั้งเจง ไมมี ทางรอด จึงไมนาแปลกใจวา ทําไมใหไปเทาไร ก็ไปโผลที่คนรวยหมดเลย เพราะวาเปนการใหแบบไม เขาใจกลไกทางเศรษฐกิจ ไมเขาใจโครงสราง ไมเขาใจวามีกลไกที่บดิ เบือนสูงมาก ดังนั้นการจะปรับแกตรงนี้ได จะตองสรางสถาบันในการจัดการที่ดินใหม ในลักษณะที่วาตอง ใหกับกลุมชนที่เพิ่มขึ้นมา และบังคับใชกฎหมายใหจริงจังขึ้น หลักที่สาม สิทธิการใช ที่ดินถึงแมจะใหเปนสมบัติสวนตัวแลวก็จริง แตที่ดินก็ยังคงถือวาเปน ตนทุนของสังคมอยูดี ตรงนี้เปนหลักการที่คนไมเขาใจ เพราะกฎหมายที่ดินบอกวา ถาเปนที่ นส. ๓ ซึ่งไมใช ประโยชน ๕ ป รัฐจะเอาคืน ถาเปนโฉนด ๑๐ ปคุณไมใชอะไรเลยก็จะถูกเอาคืน เปนการแสดงใหเห็นชัดเจนวา ที่ดินที่เขาใหคุณไปแลว ไมไดใหแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แตให บนเงื่อนไขที่วา คุณตองนําไปใชประโยชนแกสังคม เอาไปปลูกเอาไปผลิต อะไรตาง ๆ ใหมันคืนกลับสู สังคม เพราะที่ดินเปนตนทุนของสังคม 45 ปรากฏวาเราไมเขาใจหลักเกณฑนี้ เราเอาที่ดินไปเก็งกําไร ซึ่งการเก็งกอใหเกิดความเสียหาย แกประเทศชาติอยางสูงมาก การศึกษาของอาจารยวารินทรพบวา พอเศรษฐกิจพัง ราคาที่ดินตกไป ๓๐-๔๐% สรางความ เสียหายแกประเทศตั้งเทาไร เพราะฉะนั้นเราตองบังคับใชกฎหมายที่ดินใหชัดเจน มีหลายที่ซึ่งเอาไปปลอยไววางเปลา อยางที่ลําพูน ๔๐ ป ไมมีการใช ซึง่ เปนการผิดหลักการกฎหมายที่ดินที่จะตองยึดคืนมาแลว เมื่อยึดคืนมาแลว แทนที่จะใหปจเจกบุคคล ควรนํามาใหกับชุมชน เชนใหกับสหกรณ กลุมซึ่ง รวมตัวกันเปนสหกรณ แลวรับที่ดินนั้นมา ซึ่งตรงนี้ก็เปนการปฏิรูปที่ดินชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่ดินทําไดหลายรูปแบบ สําคัญ ที่วาเราตองใชหลักคิด ๓ ประการที่ผมไดเสนอมานี้ ประกอบกับวิธกี ารคิดนโยบายหรือกฎหมายในการ ที่จะปรับแกหรือไมเทานั้นเอง โดยสรุปแลว ผมคิดวา ปญหาของเราคือความอับจนปญญา ผมดูแลวมีปญหามากในเรื่อง ระบบความรูในสังคมไทย ถาเผื่อเปนอยางนี้ตอไป เราไมตองมานั่งพูดในวันหนา เพราะสถาบันอยางมหาวิทยาลัยนี้เอง ที่เปนปญหา เพราะเราไมไดสรางอะไรเลยใหกับสังคม ในการที่จะหาทางออก ถาถามวาโครงสรางความยากจนคืออะไร สถาบันการศึกษาตาง ๆ นี่เอง ที่เปนความยากจน เชิงโครงสราง เพราะไมคอยมีปญญาในการแกปญหา 46 การเมือง + ราชการ : รวมดวยชวยกันครอบใหจน* ไพสิษฐ พานิชกุล ** ผมคิดวาการเมืองที่เปนอยูปจจุบัน พยายามที่จะทําใหประเด็นหรือความเปนชุมชนที่อยูใน ทองที่ตาง ๆ กลายเปนประเด็นทางการเมืองทั้งหมด เปนตนวาการที่ชุมชนมีกลุมที่ไมเปนทางการหรือกลุมดั้งเดิมอยู เมื่อการเมืองเขาไปแตะ ก็จะ ทําใหเกิดการแตกแยกภายในกลุม หรือไมก็เลือกเลยวาพื้นที่ตรงนี้จะเอาพรรคไหน ซึง่ สภาพแบบนี้เปน เรื่องของการทําใหกลุมที่มีความเขมแข็งอยูแตกออก อาจแตกเปนปจเจกหรือแตกเปนกลุมเล็กกลุม นอย ผมคิดวาตรงนี้เปนปญหาที่ตั้งใจหรือไมก็ตาม นักการเมืองหรือพรรคการเมืองมีสวนเขาไป กระทํา แตวาในขณะเดียวกันนั้นไมไดหมายความวามันเกิดขึ้นเพราะวาตัวพรรคการเมืองเขาไปในนั้น เทานั้น อาจเปนเพราะชุมชนนั้นเอง พยายามดิ้นรนหาทางออกเพื่อแกปญหา จึงจําเปนตองไปตอกับ สวนตาง ๆ ตอกับสวนราชการก็ดี ตอกับนักวิชาการก็ดี แมกระทั่งตอกับพรรคการเมือง “ยิ่งกวานั้น ถาหากมองการกระจายอํานาจปจจุบันที่เปนภาคกิจที่ราชการทํา ผมคิดวามี ปญหาตามมาอีกสวน คือมีการตั้งกลุมของชาวบานในนามของสวนราชการตาง ๆ เต็มไปหมด เชน กลุ ม แม บ า น กลุ ม เกษตร กลุ ม สหกรณ กลุ ม ออมทรั พ ย ฯลฯ ซึ่ ง เท า กั บ ว า ความเป น ตั ว ตนของ ประชาชนในพื้นที่หายไปหมด ตัวตนของประชาชนถูกกําหนดโดยระบบราชการที่เปนทั้งนักการเมือง และขาราชการประจํา” เมื่อเชื่อมตอไปแลวก็ทําใหเกิดปญหาคาราคาซังอยูในลักษณะที่วา สิ่งที่ผมคิดวานากลัวมากกวานั้น คือ พรรคการเมืองปจจุบันพยายามไปสรางฐานในทาง การเมืองใหกบั ตัวเอง โดยเอาประชาชนในพื้นที่เขามาเปนพวก หรือเปนเครือขายในการที่จะสรางฐาน คะแนนนิยม หรือบางครั้งอาจจะทําใหคนในชุมชนกลายเปนฐานในการอางความชอบธรรมในการที่จะ อยูในตําแหนงตอ ตรงนี้ผมคิดวา จะทําใหผูคนที่อยูในพื้นที่โดยเฉพาะผูที่อยูในภาวะที่ตองดิ้นรนหาทางออก จํา ยอมอยูในภาวะดังกลาว * จากการอภิปราย “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ครั้งที่ ๓ เรื่อง การกระจายอํานาจ...รวยกระจุก จนกระจาย วันที่ ๒๒ มิถนุ ายน ๒๕๔๔ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ** ภาควิชานิติศาสตร คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม 47 เราจะเห็นภาพเวลาที่เกิดการประทวง ก็มักจะมีคําพูดวา “ม็อบรับจาง” ตรงนี้เปนสวนหนึ่งที่มี ภาคเชนนี้ออกมา แลวทําใหภาพที่สื่อเสนอออกมามองคนชนบทหรือคนที่อยูในสภาวะลําบาก วาเปน คนที่เห็นแกเงิน หรือเปนคนที่ไมมีทางเลือกอื่นนอกจากจะขายแมกระทั่งเสียงตัวเอง ซึ่งผมคิดวาตรงนี้ เปนปญหาคอนขางมาก ในสวนตอมาคือสวนที่เกี่ยวของกับเรื่องของการกระจายอํานาจในทางการเมืองปจจุบัน สวนที่เปนปญหาในปจจุบนั คือ นักการเมืองที่อยูในตําแหนงนิติบัญญัติก็ดี ตําแหนงบริหารก็ดี พยายามที่จะกระจายโอกาสหรือกระจายทรัพยากรลงไป โดยมีเบื้องหลังเพื่อจะนําไปสูการเปนฐาน คะแนนของตัวเอง สิ่งที่เขาเรงทําในปจจุบันเปนการทํางานในแงการจัดตั้งกลุม ไมไดเกิดขึ้นในลักษณะที่ใหกลุม ในพื้นที่โตขึ้นมา ความพยายามที่จะทําใหเวทีการเมืองระดับทองถิ่นเปนเวทีการเมืองของประชาชน จริง ๆ จึงไมเกิดขึ้น เพราะเริ่มตนจากการเขาไปจัดตั้ง ยิง่ กวานั้น ถาหากมองการกระจายอํานาจปจจุบนั ที่เปนภาคกิจทีร่ าชการทํา ผมคิดวามีปญ หา ตามมาอีกสวน คือมีการตั้งกลุมของชาวบานในนามของสวนราชการตาง ๆ เต็มไปหมด เชน กลุม แมบาน กลุมเกษตร กลุมสหกรณ กลุมออมทรัพย ฯลฯ ซึ่งเทากับวาความเปนตัวตนของประชาชนใน พืน้ ที่หายไปหมด ตัวตนของประชาชนถูกกําหนดโดยระบบราชการที่เปนทั้งนักการเมืองและขาราชการประจํา ผมลองถามแมบานคนหนึ่ง วา สั ง กัดกลุม ที่ราชการไปจัดตั้ง กี่กลุ ม ก็ไดรับคําตอบว าโดย ตําแหนงที่ตัวเองรับอยูในปจจุบันมีไมต่ํากวา ๕ ผมคิดวาสภาพอยางนี้เปนปญหาที่เกิดขึ้นในระบบ ราชการ ทํ า ให ภ าคท อ งถิ่ น ที่ เ รากํ า ลั ง พู ด ถึ ง ว า เป น ที่ อ ยู ข องคนด อ ยโอกาสหรื อ คนจนมากที่ สุ ด กลายเปนปญหาที่แกยากขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกัน ถาหากเราเปรียบเทียบกับสิ่งที่การเมืองหรือราชการพยายามทําเรื่องการ กระจายอํานาจนั้น เปนการทําในลักษณะที่สวนทิศทางกับการกระจายอํานาจที่เราพูด ๆ กัน เพราะ เปนลักษณะของการทําที่สั่งมาจากขางบน และมีแบบแผนเดียวมาตลอด ในขณะที่หัวใจของการกระจายอํานาจ ที่เราพูดกันเปนเรื่องของการใหอิสระในการที่ จะทําใหเกิดการตัดสินใจ การแกปญ หาในทองถิ่นเองโดยอิสระ ตัวอยางนี้ชี้ใหเห็นปญหาคือ การพูดถึงรูปแบบการปกครองทองถิ่นในลักษณะตาง ๆ ที่มีแบบ แผนเดียวกันหมดเลย คือการที่ทุก ๆ จังหวัดตางมีเทศบาล อบต. การกําหนดลักษณะการปกครอง ทองถิ่นเชนนี้ไมสอดคลองกับความเปนจริงของชุมชนที่ชาวบานยอมรับกัน เชน ในภาคเหนือจะมีกลุม ชาวบานที่ใชนา้ํ รวมกัน และมีกระบวนการในการตัดสินใจที่สืบทอดกันมาเปนเวลานาน มีกฎระเบียบมี กระบวนการในการที่จดั สรรทรัพยากรอยูในลุมน้ํา 48 แตปรากฎวาเมื่อการกระจายอํานาจลดลงไป หรือเมื่อมีการจัดตั้งเขตการปกครองในการ ปกครองทองถิ่น ทําใหพื้นที่ที่เปนลุมน้ําเดิมของชาวบาน ซึง่ นับถือผีรวมกัน มีกฎระเบียบรวมกัน มีการ จัดการรวมกัน ถูกแบงเปนเขต ๆ เพื่อใหสอดคลองกับกฎหมายที่กําหนด หรือแบงใหสอดคลองกับเขต การปกครองของจังหวัดหรืออําเภอ แลวหาคนไปนั่งในตําแหนงตาง ๆ เหลานี้ สิ่งที่นาสนใจมากสําหรับประเด็นที่กลาวนี้ ก็คือขบวนการในการหาคนมาดํารงตําแหนง หรือ มาทําหนาที่ในการตัดสินใจเรื่องน้ํา ผมคิดวาเปนตัวอยางที่เปนรูปธรรมชัดเจน ในแงของการพูดถึงคนที่จะเขาไปสูตําแหนงตรงนี้ ในการจัดสรรเรื่องตาง ๆ ใหเปนธรรม ผมไดอานงานที่ศึกษาเรื่องการจัดการระบบเหมืองฝาย ผูที่จะมา จัดการเรื่องน้ําหรือที่เรียกวา “แกเหมือง” หรือ “แกฝาย” ไมใชดูแคคุณสมบัติวาเปนคนที่จะทํางานได หรือไมเทานั้น แตตองดูลึกไปถึงประวัติการทํางาน คุณธรรม สามารถทุมเทกับงานไดมากนอยขนาด ไหน พูดงาย ๆ วา การไดคนมาไมใชเปนเรื่องของการไปหยอนบัตร ในขณะที่เมื่อเทียบกับเขตการ ปกครองทองถิ่น ที่ครอบอยูบ นพื้ น ที่ที่มีการใช ท รั พยากรรวมกัน ก็จะแบ งเปนคนวาหมูบา นนี้ห รือ หมูบานนั้นจะเอาใคร เมื่อนักการเมืองตอเขาไป จะทําใหทุกอยางลมหมดเลย ทําใหเกิดความขัดแยง ระหวางการจัดการดั้งเดิมของชุมชน ที่มกี ฎระเบียบตาง ๆ ที่ใชไดผลอยูกับองคกรใหมที่เขามาครอบงํา เหมืองฝายในปจจุบนั กลายเปนเหมืองคอนกรีตหมด ตรงนี้ผมคิดวาเปนตัวอยางที่ดี ที่ทําใหเห็นถึงโครงสรางลักษณะทางการเมืองที่ครอบอยู โดย รวมมือระหวางราชการกับการเมือง สิ่งหนึ่งที่นาสังเกตคือ งบประมาณที่ลงไปหรือการกระจายโอกาสในพื้นที่ตาง ๆ เหมือนจะมี การกั๊กเอาไวบางสวน คําถามคือทําไมตองกั๊กเอาไว เชน ปนี้ตัดถนนเขาไป ๕ กิโลเมตร ลาดยาง ๓ กิโลเมตร อีก ๒ กิโลเมตรไวคอยทําอีกป คําตอบหนึ่งที่อานไดจากสิ่งที่มีการทําพบวา ขออางที่วาขาดงบประมาณคงไม จริ ง แต เ ป น การทํ า ให ท อ งถิ่ น ผู กติ ด อยู กับ คนที่มี อํ า นาจในการตั ด สิน ใจ ไม ว า จะเป น ส.ส. ส.จ. นักการเมือง หรือแมกระทั่งระบบราชการเองก็ดี วิธีการบริหารแบบที่คอยผอนคอยดึง เปนเรื่องของการดูวา ทองถิ่นไหนยังจงรักภักดีกับตัวเอง หรือไม เชน เห็นไดชัดเวลาที่พื้นที่ไหนตัดสินใจที่จะไมเอาพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง จะมี รูปแบบดังกลาวเกิดขึ้นมากมาย นอกจากนั้นแลว ในแงของการบอกถึงสถานะของพื้นที่ในทองถิ่นที่เราพูดถึง คนตองอยูใน กลุมตาง ๆ ทีร่ าชการเขาไปจัดตั้งมาก ดังนั้นแทนที่คน ๆ นั้นจะหันมาแกหรือมองทองถิ่นที่เปนองครวม กลับตองไปสังกัดกับหนวยราชการตาง ๆ 49 ในขณะเดียวกัน ก็มีกฎหมายหรือมีหนวยงานของรัฐเจาไปกําหนดสถานะของพื้นที่ที่มีผลตอ การตัดสินใจของชาวบานเหมือนกัน ยกตัวอยางเชน ในพื้นที่เดียวกัน อาจมีสถานะในทางกฎหมายเปนเขตปาสงวน เขตตนน้ํา เขต อบต. หรือเขตพื้นที่สีชมพูอยูในพื้นที่เดียวกัน หากมี ส ถานะทางกฎหมายซ อ นกั น อย า งนี้ องค ก รที่ จ ะเข า ไปจั ด การชาวบ า นเพื่ อ ดู แ ล กฎระเบียบตาง ๆ ก็จะทําใหสถานะของชาวบานที่อยูในพื้นที่นี้แตกตางกันดวย เชน ถาหากหมูบา นอยูในพื้นที่ปา สงวน สถานะของชาวบานที่อยูในพื้นที่นี้กจ็ ะเปนผูบกุ รุก ถาอยูในเขตตนน้ําก็จะเปนคนที่ถูกเรียกจากสื่อหรือระบบราชการวา เปนบุคคลที่มีแนวโนมจะ ทําใหเกิดการทําลายตนต้ํา หรือหากอยูในแนวทอกาซแลวคัดคาน ก็จะกลายเปนกลุมที่ขดั ขวางการพัฒนา เพราะฉะนั้นสถานภาพที่กฎหมายไปกําหนดพื้นที่ หรือไปกําหนดใหเกิดสถานภาพในทาง สังคม ก็เปนหัวใจสําคัญอยางหนึ่ง ที่จะทําใหคนลุกขึ้นมาแกปญ หาดวยตัวเอง “นโยบายทางอาญาในการที่จะเขาไปจัดการกับชาวบาน ที่ลุกขึ้นมาแกปญหาตางๆ เหลานี้ นั้น สมควรหรือไมที่จะเอากฎหมายคือมาตรการในทางอาญาเขาไปจัดการ เชน ไปจับเขาในขอหา เล็กๆ นอยๆ ทําใหเขาไมมีเวลาในการทํากิจกรรมพัฒนาในพื้นที่ของเขา” ตัวอยางเชน ถาเกิดไปรวมกลุมกันหนาศาลากลางเชียงใหม ก็ถูกขอหาไปใชเครื่องขยายเสียง บาง ชุมนุมประทวงตาง ๆ เหลานี้บา ง แกนนํ า ที่ ลุก ขึ้ น เมื่ อ เกิ ด การรวมกลุ ม หรื อตั ดสิ น ใจวา จะลุ กขึ้ น มาทํ าอะไร แกนนํ า ต า ง ๆ เหลานี้ก็จะถูกขอหากระจาย ๆ กันไป เพราะฉะนั้นถาดูจากตรงนี้ ผมเห็นวากระบวนการยุติธรรม ตามกฎหมาย กระบวนการยุตธิ รรมทางอาญา กระบวนการยุตธิ รรมของศาลยุติธรรม ไมไดมี มิติคนจน-ความยากจนอยูในเรื่องนี้เลย ไปเชื่อบนสมมติของกฎหมายที่บอกวาทุกคนเทาเทียมกัน เพราะฉะนั้นเมื่อทุกคนเทาเทียมกัน อยามาอางวาคุณจน ผมวากฎหมายแบบนี้ยิ่งทําใหตกเปนเครื่องมือของราชการ มีตั ว อย า งที่ผ มคิ ด วา เห็ น ได ชัด อั น หนึ่ง ก็คื อป จจุ บั น นโยบายอย า งหนึ่ ง ในการจั ดการกั บ ชาวบานในพื้นที่ปา คือสงใหอัยการฟองตอศาล ผมเคยไปขึ้นศาลในฐานะเปนพยานใหกับพอตีมงคล ผูนําชุมชน สูกันในสิ่งที่ชาวบานจัดการ เปนการจัดการสืบทอดตามวัฒนธรรมประเพณี ไมไดมีเจตนา ในการที่จะไปฝาฝนกฎหมายปาไม และเปนการทําโดยไมมีความทุจริตตามกฎหมายอาญา แตปรากฎวากลไกของนโยบายปาไมปจจุบัน ก็คือแทนที่ตนเองจะไปปะทะกับชาวบาน กลับ แยกจับเปนรายคน จับเสร็จสงใหอัยการสงฟองศาล อัยการเองก็ลําบากใจไมอยากจะดําเนินคดีอันนี้ 50 เพราะรูวามันมีปญ หาทางกฎหมายทั้งในแงของตัวกฎหมายเอง ที่ไปมองถึงคนที่อยูในพื้นที่ปามากอน ประกาศเขตอนุรักษฯ วาเปนคนบุกรุก ศาลเองก็ตองวาไปตามตัวอักษร แต ว า จะหาทางออกยั ง ไงก็ แ ลว แต ผมคิ ดว า ตั ว ระบบของกฎหมายในปจ จุ บั น ในแง ข อง กระบวนการทางอาญา ไมไดมีลทู างและของทางในการแกปญ หาตาง ๆ เหลานี้เอาไวเลย ผมคิดวาตรงนี้นา จะเปนขอเสนออยางหนึ่งในเวทีการพูดคุยวา นโยบายทางอาญาในการที่จะ เขาไปจัดการกับชาวบาน ที่ลุกขึ้นมาแกปญหาตาง ๆ เหลานี้นั้น สมควรหรือไมที่จะเอากฎหมายคือ มาตรการในทางอาญาเขาไปจัดการ เชน ไปจับเขาในขอหาเล็ก ๆ นอย ๆ ทําใหเขาไมมีเวลาในการทํา กิจกรรมพัฒนาในพื้นที่ของเขา ธุรกิจรวมดวยชวยกัน “ซ้ํา” นอกจากโครงสรางทางดานการเมืองแลว ยังมีโครงสรางทางดานเศรษฐกิจ ซึ่งบทบาทของ เศรษฐกิจในพื้นที่ที่มคี นดอยโอกาสอยู มี ๒-๓ ประการดวยกัน คือ ประการที่ ๑ คือวาติดตอกับราชการเพื่อลงไปตั้งไซตงานในการผลิตในพื้นที่นั้นเลย เพื่อไป เอาตนทุนทางสังคมที่เขาไมตองจายใหกับทองถิ่น ยกตัวอยางเชนใกลแหลงน้ําก็ไปตั้งโรงงานตรงนั้น เลย หรือวาใกลแหลงวัตถุดิบก็ไปตั้งโรงงานตรงนั้นเลย ในแงของการจัดการก็สามารถลดตนทุนที่เขาจะตองจายใหกับรัฐก็ดี ใหกับสังคมก็ดี ยกตัวอยางเชนตนทุนทางสิ่งแวดลอม ปรากฏวาการลงไปในพื้นที่อยางนี้ ตัวอยางที่เห็นไดชัด คือ กรณีของนิคมหลาย ๆ ที่ ซึ่งรวมมือกับพรรคการเมือง หรือรวมมือกับผูนําทองถิ่น เพื่อจะทําใหคนที่ อยูในพื้นที่ถกู แหวกออกไป และก็มีโรงงานเขาไปครอบหัวอยู ประการที่ ๒ อีกทางที่เขาทํา ก็คือวาแทนที่จะเขาไปตั้งไซตงาน ก็เขาไปดึงคนจากพื้นี่ออก ไปสูโรงงานบาง เขามาสูการประกอบกิจการตาง ๆ ตรงนี้ผมเคยเห็นในระเบียบสํานักนายกฯ ฉบับหนึ่งสมัยคุณชวน คลาย ๆ วา เปนระเบียบใน การที่จะทําใหทองถิ่นดึงคน รวบรวมคนเขาสูภาคการผลิต ในโรงงานแบบนี้ ผมไมไดถายเอกสารนั้น มา แตวาแนวคิดก็คือวาใหผูนําทองถิ่นจัดการประชุมเพื่อเปนการรวบรวมแรงงานในการเตรียมความ พรอม เพื่อปอนใหกับโรงงานที่จะไปตั้งนิคมในเขต ๓ ซึ่งตางนั้นผมคิดวา เปนความพยายามที่ภาค เศรษฐกิจโดยเฉพาะทางดานการผลิตเขาไป แตทีนี้ในขณะเดียวกัน ก็ไมไดทําในลักษณะที่เปนการตั้งโรงงานเพียงอยางเดียว แตวาไดใช สื่อก็ดี ใชความคิดในการครอบงําตาง ๆ ก็ดี ลงไปสูพื้นที่ดวย เชน มีการนําการขายตรง (Directed Sale) เขาไป การขายสินคาบางอยางที่มันไมจําเปน บรรดาครีมเสริมสวยทั้งหลาย สาวชนบทหนาดํา ทั้งหลาย ก็หนีไมพนในการที่จะตองตกมาอยูในอิทธิพลผานทางสื่อตาง ๆ ซึ่งทําใหการตัดสินใจในการ ใชจายนั้น 51 ดึงภาพลักษณตัวเองใหเปนปจเจกมากขึ้น ทําใหตัวเองตองอยูในมาตรฐานที่สื่อหรือที่คนใน เมือง หรือระบบธุรกิจกําหนด เปนสิ่งที่แยบคายมากที่ทําใหคน ๆ หนึ่ง แทนที่จะตัดสินใจอยูบนพื้นฐานของชุมชนที่ตนเอง อยู กลับตัดสินใจจากฐานภายนอก ทําใหเกิดปญหาขึ้นมา หลาย ๆ คนดิ้นรนทํางานหลายกะ ทํางาน ลวงเวลาเพื่อใหไดสิ่งของพวกนี้มา ประการที่ ๓ อีกสวนหนึ่งที่ผมอยากพูดคือในเรื่องของตัวระบบราชการที่เปนอยูในปจจุบัน ตัวราชการตรงนี้อยากจะขอเนนแยกจากภาคการเมือง ก็คือตัวระบบราชการที่เนนพิธีกรรมใน แงของการไปทําอะไรตาง ๆ ในพื้นที่ ผมวาสวนนี้เปนเรื่องที่นาจับตามองเหมือนกัน วาบางครั้งเขาก็ไปเอาพิธีกรรมความเชื่อเดิมที่ มีอยูในทองถิ่นนั้น ใหมาเปนประโยชนกับสิ่งที่ราชการอยากจะทํา เชน ผานทางวัดบาง ผานทาง เครือขายของผูนาํ ระดับทองถิ่นบาง ตัวอยางที่ผมคิดวาเปนเรื่องนาสนใจก็คือกรณีของการมีกฎระเบียบที่ออกใหเจาอาวาสวัดไหน ที่จะไดเลื่อนสมณศักดิ์ จะตองมีการสรางถาวรวัตถุอะไรยังไง ซึ่งตรงนี้ผมคิดวา เปนจุดที่ไปเลนกับ ศรัทธา ไปเลนกับความเชื่อของชาวบาน แลวก็รวมมือกับทางราชการในการที่จะทําใหชุมชน แทนที่จะ ไปทุมอะไรตาง ๆ ในแงของทองถิ่น กลับมาอยูในสถาบันทางศาสนาเพื่อทําในสวนที่คนอื่นตองการ อันนี้เปนตัวอยางภาพที่ผมคิดวาเก็บเล็กผสมนอย เพื่อชี้ใหเห็นวา ตัวโครงสรางที่มันครอบมา เปนชั้น ๆ ในมิติตา ง ๆ นั้น ถึงที่สุดแลว พื้นที่นั้นเปนผูที่ไดรับผลกระทบ และทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลง ตาง ๆ มากมาย ในสวนที่ผมคิดวาเปนขอเสนอเบื้องตนเพื่อการแกไขนั้น ผมคิดวาทั้งแงการเมือง เศรษฐกิจ ตัว ระบบราชการเองที่เขาไปในพื้นที่ขณะนี้นั้น จะมีชองทางอยางไรที่จะทําใหชาวบานมีสวิตซตัวหนึ่งใน การที่จะบอกวา ขณะนี้ขอหยุดไวกอนไดไหม กองทุนหรืออะไรตาง ๆ ที่ลงไป ขอใหชาวบานตั้งหลัก กอนไดไหม พรอม ๆ กันนั้น ผมคิดวาตองมีกลไกสําคัญในแงของการไปเปดพื้นที่ของกระบวนการนิติ บัญญัติระดับหมูบานเอง ที่ตองรองรับจารีตประเพณีตาง ๆ เหลานี้ใหมันมีสถานะทางกฎหมายที่ กฎหมายรัฐรับรอง ผมคิดวาสวนนี้เปนสวนสําคัญที่จะทําใหเกิดอํานาจในการตอรองกับสิ่งตาง ๆ ทีเ่ ขาไปในพื้นที่ ได เปนตนวา การใหอาํ นาจองคกรปกครองทองถิ่น มีอํานาจในการออกกฎที่จะสามารถรองรับกฎของ ชาวบานที่ใชบงั คับในพื้นที่ได ยกตัว อยาง เชน กฎในการใช ทรัพยากรน้ํา กฎในการใชน้ํ า ซึ่งสอดคลองกับชาวบา น ไม จําเปนตองไปพึ่งพาตํารวจจากขางนอกเขามาจับ ไมจําเปนตองไปพึ่งพา อบต. แตมันเกิดขึ้นโดย สอดคลองกับสิ่งที่เปนมาอยูแลวตั้งแตอดีต 52 นอกจากนั้นแลว ในสวนที่เกี่ยวของกับเรื่องของระบบกฎหมายระดับชาติ ผมคิดวาตรงนี้ สําคัญ และจําเปนในการที่ตองไปปรับโครงสรางของกระบวนการทําใหม ควรจะมีนโยบายทางอาญาใหมหรือเปลาในการที่จะจัดการกับกรณีแบบนี้ เชน ในกรณีที่เห็น ไดชดั วาเปนเรื่องของการใชกระบวนการยุติธรรมไปขัดขวางกระบวนการทางประชาธิปไตย โดยการไป ทําลายสิทธิขั้นพื้นฐานตาง ๆ ผมคิดวาสิทธิขั้นพื้นฐานที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ ไมวาจะเปนสิทธิทางดานเศรษฐกิจ สิทธิ ในการรวมตัวเปนชุมชนตาง ๆ เหลานี้ อยางนอย ๆ เริ่มตนสิทธิในเรื่องของเนื้อตัวรางกาย สิทธิในการ เคลื่อนไหวรับรูขอมูลขาวสาร สิทธิที่จะทําอะไรตาง ๆ เหลานี้ การประกันสิทธิขางตนบางอยางที่จะทําใหเขามีโอกาสในการที่จะรวมกลุมขยายตัวนั้น เปน สิ่งสําคัญอันดับแรกที่ตอ งทํา แลวจะทําอยางไรที่จะทําใหกระบวนการยุติธรรมตั้งแตตํารวจ อัยการ ศาล เขามารวมใน กระบวนการตรงนี้ ซึ่งผมคิดวาตรงนี้เปนขั้นแรกที่จะนําไปสูการแกปญ หาความยากจนในเชิงโครงสราง ได การเขียนกฎหมายผมคิดวาเปนเรื่องรอง เพราะถาความรู ความคิด ทัศนะของผูใชกฎหมายใน ปจจุบันไมปรับเปลี่ยน ไมเห็นใจ ไมมีการรับรูวาคนที่เขาจนเขาเดือดรอนยังไง ผมคิดวาตรงนี้เปน อุปสรรคที่ใหญมาก 53 กฎหมาย : มายาความยุตธิ รรม* สมชาย ปรีชาศิลปกุล** เรื่องที่ผมจะพูดคือ ระบบกฎหมายเขามาทําใหคนตองจนอยางไรบาง โดยมี ๒ ประเด็นหลัก คือ ๑. การจัดการทรัพยากรมีผลตอคนยากจนอยางไร ๒. เราจะจัดการกับโครงสรางหรืออํานาจในการจัดการทรัพยากรนี้อยางไร เพื่อใหเอื้อกับ ความสมดุลหรือความเปนธรรมในสังคมไทย ประเด็นแรกคือ ระบบกฎหมายเขามากระทบคนสวนใหญอยางไร ทรัพยากรที่จะพูดถึง คือทรัพยากรดิน น้ํา ปาไม กฎหมายที่เกี่ยวของลวนตั้งฐานอยูบนความคิดในชวงกอตัวของรัฐชาติใน สมัยรัชกาลที่ ๕ ซึง่ สิ่งที่กฎหมายทํากับคนในสังคมมี ๓ ประเด็นสําคัญ คือ ๑. กีดกันความสามารถของคนกลุมหนึ่งออกจากการเขาถึงทรัพยากร ซึ่งกระทบถึงคนสวนหนึ่งโดยเฉพาะชาวเขา ที่ไมสามารถเขาถึงทรัพยากรได เพราะพวก เขาไมไดรับสัญชาติไทย กฎหมายสัญชาติไทยเกิดขึ้นครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๕๖ ชวง พ.ศ. ๒๔๕๖-๒๕๑๕ กฎหมาย กําหนดไววา ใครเกิดในพื้นที่ประเทศไทย จะไดสัญชาติไทย แตรัฐไทยไมสามารถเขาถึงประชาชนได โดยเฉพาะอยางยิ่งกอน พ.ศ. ๒๕๐๐ รัฐไทยเขาถึงประชาชนไดนอยมาก รัฐไทยเพิ่งจะมีความสามารถ ในการเขาถึงประชาชนทั่วดินแดนได หลังการยุติสงครามระหวางพรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศไทย กับรัฐไทย เมื่อปลายทศวรรษ ๒๕๒๐ การสํารวจชาวเขาเพิ่งจะเริ่มตนอยางจริงจังเมื่อป พ.ศ. ๒๕๓๐ กอนหนานี้มีการสํารวจอยู บาง และมีการแจกเหรียญรูปรัชกาลที่ ๙ เพื่อยืนยันวาเปนชาวเขา แตเหรียญนี้จะยืนยันอะไรไดมาก ใคร ๆ ก็แจกเหรียญนี้ได การเขาไมถึงนี้ทําใหชาวเขา ชนกลุมนอยจํานวนมากที่หางไกลทรัพยากรไมไดรับสิทธิใน การถือสัญชาติไทย และสิ่งที่ตามมาคือคนเหลานี้ไมมีสทิ ธิในประมวลกฎหมายที่ดนิ ไดเลย ประมาณการวามีชาวเขาอยู ๑ ลานคนในประเทศไทย มีคนที่ยังไมไดสัญชาติประมาณ ๓-๕ แสนคน ซึง่ คนเหลานี้ถูกกีดกันออกไป ไมสามารถเขามาใชทรัพยากรไดตามกฎหมาย * จากการอภิปราย “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ครั้งที่ ๔ เรื่อง มาตรการทางกฎหมายที่เปนอุปสรรค วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ** ภาควิชานิติศาสตร คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม 54 ๒. กีดกันสิทธิที่เคยมีมาตามจารีตประเพณี แมวาคนบางสวนจะสามารถเขาถึงความเปนสัญชาติได แตเขาก็ถูกกีดกันสิทธิที่เคยมีมา ตามจารีต หมายความวา ในชวงหนึ่งระบบกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะกฎหมาย ที่ดินมีการปรับระบบคือ กอนสมัยรัชกาลที่ ๕ เราไมเคยมีเอกสารสิทธิ์ การดูวาใครมีสิทธิในที่ดินดูตามความสัมพันธกับการใชประโยชน ตอมาจึงเริ่มมีการออก เอกสารสิทธิ์ ใชระบบเอกสารเขามายืนยันการมีสิทธิ์ ใครมีที่ดินก็เขามาแจงแลวก็รับเอกสารสิทธิ์ไป ขณะที่อาํ นาจรัฐไทยที่จะเขาไปจัดการใหยุติธรรมถูกตองนั้นยังเขาไปไมถึงตัวชาวบานเอง ก็ไมอยากมารับเอกสารสิทธิ์ดวย เพราะเมื่อรับแลวตองเสียภาษี ระบบที่เปลี่ยนแปลงนี้มีความสําคัญมาก เชนในปจจุบันเมื่อเกิดความขัดแยงระหวางคน ๒ กลุม คนกลุมหนึ่งอยูในพื้นที่ซึ่งใชประโยชนมานาน แตตอมาคนอีกกลุมหนึ่งเขามาโดยมีเอกสาร สิทธิ์มายืนยันดวย ถามวาตามระบบกฎหมายในปจจุบันใครมีสิทธิมากกวากัน คนที่ถือเอกสารสิทธิ์ ยอมมีสิทธิมากกวา ตัวอยาง ปญหาที่ลําพูน มีชาวบานกลุมหนึ่งประมาณ ๔๐๐ ครอบครัวเขาไปบุกเบิกที่รกราง วางเปลา ซึ่งที่ตรงนั้น ชาวบานยืนยันวาไมเคยมีใครเขามาใชประโยชน นาจะเปนที่สาธารณะไมใชที่ ของเอกชน แตแลวก็มีเอกชนมายืนยันดวยเอกสารสิทธิ์ที่ถูกตอง จึงเกิดปญหาขึ้น ซึ่งหากมองตาม กฎหมาย คนที่มีเอกสารสิทธิ์ยอมมีสิทธิมากกวา ความขัดแยงเชนนี้เกิดขึ้นมาก ที่ อ. ปาซาง จ. ลําพูน ก็เชนกัน มีการพิสูจนเอกสารสิทธิ์ในที่ ๓๑ แปลง พบวามี ๑๕ แปลง ที่มีเอกสารสิทธิ์มิชอบ ตรงนี้ สะทอนใหเห็นวาระบบเอกสารสิทธิ์ที่ฝากไวกับรัฐนั้น มีคนบางกลุมที่สามารถเขาถึงอํานาจรัฐและ สามารถไดเอกสารสิทธิ์ในที่ดินมาโดยมิชอบ ซึ่งมีมากหลังป พ.ศ. ๒๕๓๐ ชวงเศรษฐกิจฟองสบู ที่มี การซื้อขายที่ดินเพื่อเก็งกําไรมาก ๓. รัฐริบอํานาจพื้นที่สาธารณะของชาวบานไป พื้นที่สาธารณะในที่นี้หมายถึงทั้งทางกายภาพและทางนามธรรม กฎหมายปาไมป พ.ศ. ๒๔๘๔ มีพระราชบัญญัติปาสงวน พระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ ซึ่งสงผลใหรัฐริบเอาพื้นที่ สาธารณะทีไ่ มไดเปนของปจเจกบุคคลไปจัดการเองจนหมด รัฐเปนเพียงผูเดียวที่มีอํานาจตัดสินวาพื้นที่นั้น ๆ ใครใชได ใครใชไมได การกระทําเชนนี้ เกิดขึ้นกับทรัพยากรน้ําดวย เชนระบบการจัดการเหมืองฝายของภาคเหนือ ที่ชุมชนรวมกันคิดรวมกัน ตัดสินใจวาจะจัดการปนน้ํากันอยางไร แตเมื่อเกิดกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการน้ํา รัฐพยายามดึง อํานาจการจัดการน้ําไปไวกับรัฐหมดเชนกัน สวนพื้นที่สาธารณะทางนามธรรม เชนเรื่องเหลา ซึ่งเดิมชาวบานสามารถเขาถึงไดในอดีต แตเมื่อตนสมัยรัตนโกสินทร รัฐเริ่มมองเห็นวาเหลาเปนแหลงรายได จึงริบอํานาจการทําเหลาไป 55 จริง ๆ แลวเหลา ที่วาเถื่อ นนั้น ไมไดมีความแตกตางกับเหลา ที่ไมเถื่อนแตอย างใดใน ลักษณะของเหลา แตสิ่งที่กําหนดวาเถื่อนหรือไมเถื่อนคือกฎหมาย ซึ่งหากใครไดรับอนุญาตจากรัฐ ผลิตเหลา เหลานั้นก็ไมเถื่อน คนผลิตก็ไมผิดตามพระราชบัญญัตสิ ุราทีอ่ อกมาเมื่อป พ.ศ. ๒๔๙๓ โดยรวมแลวสิ่งที่เปนปญหาเกิดจากการที่รัฐเขาไปริบอํานาจตาง ๆ โดยเฉพาะในสิ่งที่เปน ทรัพยากรในพื้นที่สาธารณะ แตทั้งนี้ไมไดหมายความวาชาวบานจะหมดสิทธิในทุกสิ่ง สิทธิที่ชาวบาน ยังเหลือคือสิทธิแบบปจเจกบุคคล โดยเฉพาะในเรื่องที่ดิน แตการไดรับสิทธิเชนนี้ก็ไมไดหมายความวา ชาวบานจะสามารถใชทรัพยากรไดอยาง เต็มที่ หรือมีหลักประกันที่เปนความมั่นคงในชีวิตได เพราะสิทธิแบบปจเจกที่ชาวบานไดรับนั้น มันตก เขาไปอยูภายใตการกดดันของการพัฒนาแบบเนนภาคอุตสาหกรรม ไมใหภาคเกษตรกรรมเติบโต ใช นโยบายทางภาษีมากด ทําใหแรงงานมีราคาถูก สภาพเกษตรกรตกต่ําลง เพราะฉะนัน้ ทีด่ นิ ซึง่ ชาวบาน เปนเจาของใชทาํ กินก็ไมไดชวยทําใหเกษตรกรดํารงอยูไดอยางมั่นคง ยิ่งไปกวานั้น ชวงทศวรรษที่ ๒๕๓๐ ระบบเศรษฐกิจแบบฟองสบู ระบบตลาดเขามา ทํ า ลายความมั่ น คงในการถื อ ครองที่ ดิ น ของชาวบ า น คื อ ขณะที่ ร าคาที่ ดิ น ถู ก เก็ ง กํ า ไรให สู ง ขึ้ น หลายเทาตัว แตราคาผลผลิตของเกษตรกรไมไดสูงขึ้นตาม ในที่สุดที่ดินก็หลุดมือจากเกษตรกรไปสูนัก ลงทุนผูเก็งกําไร เชนทางภาคเหนือ มีคนเปนจํานวนมากซึ่งไมมีที่ดินทํากิน แตกลับมีที่รกรางวางเปลา มากมายติดปายขาย land for sale เปนสภาพปญหาที่สําคัญ ทรั พ ยากรที่ ดิ น ไม ค วรเป น ทรั พ ยากรที่ ค นจะถื อ ครองได อ ย า งเสรี พื้ น ที่ ซึ่ ง เหมาะกั บ การเกษตรถูกแปรเปลี่ยนไปใชประโยชนในทางที่ไมเหมาะสม เชน ที่ดินที่ลําพูนซึ่งเหมาะสมอยางมาก กับการปลูกลําไย กลับกลายเปนที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่เกษตรกรตองไปหาที่ทํากินในพื้นที่ ซึ่งสวยกวา สงผลใหตนทุนการผลิตสูงขึ้น ผลผลิตที่ไดไมมีคุณภาพ นอกจากนี้ ระบบโครงสรางพื้นฐานของรัฐก็เปนปญหา เชนที่หนามหาวิทยาลัยเชียงใหม มีการขุดคูคลองชลประทาน ในอดีต ชวงกอนและถัดจากพื้นที่มหาวิทยาลัยเปนพื้นที่ทาํ เกษตร แตปจจุบันชวงกอนถึงมหาวิทยาลัยเปนหมูบานอิงดอย และถัดจากมหาวิทยาลัยไปเปน หมูบา นจัดสรร คลองชลประทานที่มีอยูถูกนําไปใชประโยชนทางการเกษตร นี่คือปญหาที่เกิดจากการขาดการจัดการทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ และปลอยให ปจเจกบุคคลเขามาจัดการทรัพยากรเองโดยมีกลไกตลาดเปนตัวนํา จะเห็นไดวา ระบบการจัดการทรัพยากรที่ผานมาไดกอปญหาอยางมากมาย อยางไรก็ ตามก็นา ยินดีที่ปจ จุบนั มีการพูดถึงปญหานี้กันมากขึ้น แมจะยังไมมากพอ ผมขอเสนอประเด็นที่เราควรคิดเมื่อจะมีการวิเคราะหเรื่องการปรับโครงสราง การจัดการ ทรัพยากร ๒ ประการ คือ 56 ๑. การปรับใหสังคมเปนแกนกลางในการจัดการทรัพยากรแทนการรวมศูนยโดย รัฐ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม มีการวางรากฐานการจัดการทรัพยากรโดยสังคม เริ่มตั้งแตระดับ ปจเจกบุคคล ชุมชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น แตปญหาคือ รัฐธรรมนูญเคลื่อนแตกฎหมายไม เคลื่อน กฎหมายที่เกี่ยวของกั บการจัดการทรัพยากรไมวาจะเปนพระราชบัญญัติปาไม พ.ศ. ๒๔๘๔ พระราชบัญญัติปาสงวน พ.ศ. ๒๕๒๗ พระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ หรือ กฎหมายประมง กฎหมายที่ดิน ลวนเกิดก อนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดัง นั้น ทางออกตองปรับเปลี่ยน กฎหมาย ที่อาจจะกลาวไดวามีความเปนไปไดมากที่สุดคือ พระราชบัญญัติปาชุมชน ซึ่งปจจุบันอยูที่ กระบวนการฝายนิติบญ ั ญัติ อยางไรก็ตาม แคการเปลี่ยนกฎหมายอยางเดียวยังไมพอ เพราะนโยบายการจัดการที่ ผานมา อยูภายใตการวางแผนที่เรียกวา แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแหงชาติ ซึ่งผมคิดวาแผนพัฒนาฯ เทาที่ผานมาจนถึงปจจุบัน เปนสิ่งหนึ่งที่เปนปญหาอยางมาก เพราะเปนการสั่งการจากขางบนที่ไมมี ฐานขอมูลที่ถกู ตอง เนนการตอบสนองภาคอุตสาหกรรมเปนหลัก ผมขอเสนอใหยกเลิกไปเลย จะไดไมเปนปญหาในทางปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว แลว หากไมมีการเปลี่ยนแปลง ในทางปฏิบัติจะทําอะไรไดยาก เพราะเมื่อกฎหมายยังไมแก และ แผนพัฒนาฯ ที่มีก็ไมสอดคลอง เมื่อเกิดความขัดแยงก็ไมสามารถหาตัวตัดสินได เชน ชาวบานเขาไปตัดไมโดยอางสิทธิ ตามมาตรา ๔๖ ในรัฐธรรมนูญ แตเจาหนาที่รัฐอางกฎหมายพระราชบัญญัติปาไมจับชาวบาน สรุป ชาวบานถูกจับเพราะหลายมาตราในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวของกับการจัดการทรัพยากร ถูกบัญญัติไวโดย ไมมีกรอบเวลาที่จะบีบใหฝายนิติบัญญัติทํางาน ไมเหมือนเรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือการตั้ง องคกรอิสระตามมาตรา ๔๐ ที่มีการกําหนดกรอบเวลาไว เมื่อไมมีกรอบก็ปลอยไปเรื่อย ๆ จนเกิด ปญหาตามมา โดยเฉพาะในหลายมาตราที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรนี้มักลงทายวา “ทั้งนี้ใหเปนไป ตามที่กฎหมายบัญญัต”ิ ซึ่งประโยคนี้เปนปญหาสําคัญที่ยังไมมีนักกฎหมายคนใดอธิบายไดชัดเจนวา หมายความวาอยางไร หากไมมีกฎหมายบัญญัติยอมใชรัฐธรรมนูญไมไดเลยใชหรือไม หากเปนเชนนั้น ก็เปน ปญหาสําหรับนักกฎหมายอยางมาก เพระไมวาจะเรียนกฎหมายจากในหรือตางประเทศ เราถูกสอน ตรงกันวา รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด แตในทางปฏิบัติไมไดเปนเชนนั้น คงถึงเวลาที่นักกฎหมายจะ มาพิจารณาประเด็นนี้กนั อยางจริงจัง 57 ๒. การปรับโครงสรางของระบบการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะการคืนอํานาจพื้นที่สาธารณะกลับไปสูประชาชน และยอมรับสิทธิตามจารีต ของชุมชน ประเด็นนี้มีนักกฎหมายหลายคนบอกวา กฎหมายที่เรามียอมรับสิทธิตามจารีตอยูแลว แตผมคิดวาในการจัดการทรัพยากรกฎหมายเรายังไมยอมรับสิทธิชุมชนในทางจารีต “ที่ผานมาระบบตลาดไดเขามาเปนกลไกทําใหเกิดการผูกขาดในการจัดการทรัพยากรอยาง มาก การเก็งกําไรที่ดินเปนตัวอยางที่ชัดเจนวา ระบบตลาดไดเขามามีสวนสําคัญที่กดดันใหระบบการ จัดการทรัพยากรเปนเชนนั้น เรื่องน้ํากําลังจะเปนเรื่องตอมา ดังนั้นเราตองคิดกันอยางจริงจังวา ทํา อยางไรที่จะไมใหระบบตลาดเขามาเปนกลไกสําคัญในระบบการจัดการทรัพยากรอีกตอไป” กฎหมายการจัดการทรัพยากรที่เรามีครอบคลุมในทุกทองถิ่นโดยไมเปดชองวางใหชุมชน ไดปฏิบัติตามจารีตของชุมชน หากมีการยอมรับสิทธิตามจารีตจริง ก็จะชวยในการสรางระบบการ จัดการทรัพยากรเชิงซอน แทนระบบการจัดการทรัพยากรเชิงเดี่ยว ที่ใหอํานาจกับรัฐฝายเดียวได การคืนอํานาจใหชมชนมีสิทธิในพื้นที่แตละพื้นที่นั้น ไมไดหมายความวา เจาของที่ดินที่ใด ที่หนึ่งจะเปนผูเดียวที่มีสิทธิในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของตน เชนหากคุณเปนเจาของที่นาผืน หนึ่ง คุณยอมมีสิทธิในการทํานาของคุณ แตเวลาหนาฝนมีกบ มีเขียดในที่นา กบเขียดเหลานี้ไมไดเปน ของคุณคนเดียว ใครก็ตามที่ออกไปในที่นาขณะนั้น ยอมมีสิทธิจบั กบเขียดเหลานั้นได นี่คือการจัดการทรัพยากรแบบเชิงซอนที่ปรับไปตามพื้นที่ ซึ่งกฎหมายไทยไมมีความรู ความเขาใจในเรื่องเหลานี้ การเสนอใหมีการเปลี่ยนแกนกลางในการจัดการทรัพยากรนั้น ไมไดเปนการเสนอใหนับ หนึ่งใหมอยางเทาเทียมกัน เพราะวาระบบกฎหมายที่ผานมา ไดทําใหคนบางคนตัวใหญคน และทําให คนบางคนตัวเล็กลง ดังนั้น ถึงแมจะมีการเปลี่ยนแกนในการจัดการทรัพยากร แตทุกคนจะเริ่มนับหนึ่งใหม พรอม ๆ กันไมได เพราะสังคมเรามีโครงสรางเละเทะมานาน เกิดความเหลื่อมล้ํามานาน รัฐตองเขามา แทรกแซง โดยเบื้องตนตองทําใหระบบการจัดการทรัพยากรกระจายโดยเฉพาะเรื่องที่ดิน การถือครอง ตองกระจาย อีกประการหนึ่งคือ ตองทําใหมีการประกันสิทธิคนตัวเล็ก ๆ ในสังคมไทย ที่ผานมาระบบ ตลาดไดเขามาเปนกลไกทําใหเกิดการผูกขาดในการจัดการทรัพยากรอยางมาก การเก็งกําไรที่ดินเปน ตัวอยางที่ชัดเจนวา ระบบตลาดไดเขามามีสวนสําคัญที่กดดันใหระบบการจัดการทรัพยากรเปน เชนนั้น 58 เรื่องน้ํากําลังจะเปนเรื่องตอมา ดังนั้นเราตองคิดกันอยางจริงจังวา ทําอยางไรที่จะไมให ระบบตลาดเขามาเปนกลไกสําคัญในระบบการจัดการทรัพยากรอีกตอไป สรุปก็คือวา ระบบกฎหมายในการจัดการทรัพยากรเปนผลมาจากแนวคิดกระแสการ พัฒนา และอิทธิพลขององคกรโลกบาลตาง ๆ สิ่งที่เราตองหันกลับมาใหความสนใจคือ ทําอยางไรจึงจะปรับระบบ ปรับโครงสราง เพื่อ จะเปดพื้นที่ใหแกคนเล็ก ๆ ไดมีโอกาสและมีสวนรวมในการจัดการทรัพยากรได และทําอยางไร จะทํา ใหชาวบานมีอํานาจในทรัพยากรมากขึ้น ทางเลือกคงไมไดสุดขั้วไปทางเสรีนิยมหรือสังคมนิยมเสีย ทีเดียว คารล มารกซเรียกการปลอยเสรีภาพใหปจเจกชนแบบสุดโตงวา เปนเสรีภาพของหมาปาในเลา ไก ซึง่ หมายความวา ใครแรงมากกวาก็ไดเปรียบมากกวา เชน ถาผมเกิดมีที่ดินอยูครึ่งประเทศ ในประเทศซึ่งถือวาเสรีภาพของบุคคลสูงสุด ผมก็ ปลอยใหเชาแพง ๆ ใครไมมีปญญาเชาก็ไมตองเชา แตถาเกิดมีคนที่เขาจําเปนมากที่จะตองเชาละ จะ ทําอยางไร เมื่อเกิดสภาพเชนนี้ รัฐหลายรัฐจะเขามาแทรกแซง และใชมาตรการภาษีที่ดิน แตในบานเรา เรารับมาดานเดียวคือรับสิทธิแบบปจเจกชนมา แตไมไดรับกฎหมายภาษี ที่ดินมาดวย ระบบการปฏิบัติการถือครองที่ดินก็ไมเอามา ระบบกฎหมายเสรีภาพปจเจกชนของเราจึง เปนแบบกุด ๆ สิ่งที่ผมเห็นวา เราควรทําเพิ่มมากขึ้นคือ สรางความเปนธรรมขึ้นในทุกดาน ซึ่งเปนสิ่งที่ เกิดขึ้นแลวในระดับสากล นอกจากนี้ในระดับสากลยังเกิดการกลับมาของสิทธิแบบจารีตดวย ในออสเตรเลีย เมื่อประมาณ ค.ศ. ๑๙๙๖ มีคดีที่เกิดขึ้นคือคดี Marble Case เปนขอ ถกเถียงระหวางชนพื้นเมืองกับเอกชน เอกชนเขาไปขอเชาที่ดินของรัฐ มีเอกสารรับรองถูกตอง แตที่ดิน นั้นมีชนพื้นเมืองอาศัยอยู ผลปรากฏวาคดีนี้ขึ้นสูศาลออสเตรเลีย ถกเถียงกันวาใครมีสิทธิมากกวากัน ปรากฏวา ศาลรับรองวาชนพื้นเมืองนั้นอยูมากอนที่คนผิวขาวจะมาอยูที่ออสเตรเลียดวยซ้ํา ดังนั้นแมจะไมมี เอกสารสิทธิ์ แตศาลรับรองสิทธินี้ เทากับวาโดยทั่วไป แมรัฐจะมีการรับรองตามระบบเอกสารสิทธิ์ที่ ถูกตองตามกฎหมาย แตใชวาจะทําเชนไรก็ได ภายใตระบบเอกสารสิทธิ์นั้น ตองไดรับการยอมรับจาก ชนพื้นเมืองดวย คําตัดสินของศาลออสเตรเลียนี้สงผลทําใหรัฐสภาตองออกกฎหมาย เรียกวาเปน Native Act เพื่อรับรองสิทธิชนพื้นเมือง นับเปนความเปลี่ยนแปลงที่นาสนใจ กรณีเชนนี้ไมไดมีเฉพาะในออสเตรเลีย ที่ละตินอเมริกาก็มี แมกระทั่งในญี่ปุน ผมเคยคุยกับนักกฎหมายของญี่ปนุ วา เวลาเกิดขอพิพาทในที่ดิน หากมีการเขาไปในพื้นที่ ใดที่ชุมชนนั้นมีกฎเกณฑตามจารีตที่ชุมชนใชอยู ตองปฏิบัติตามจารีตนั้น กฎหมายของรัฐจะไมเขาไป ยุง นี่เปนสิ่งที่ชวยตอบคําถามไดวา ในแงมุมของเรื่องฐานการจัดการทรัพยากร ถามวาทําไมชาวบาน 59 ยากจน ผมเห็นดวยวากฎหมายไมสามารถทําใหชาวบานรวยขึ้นได แตกฎหมายสามารถทําใหขาว บานมีหลักประกันความมั่นคงในการดําเนินชีวิตได ดั ง นั้ น สิ่ ง ที่ สํ า คั ญ คื อ ทํ า อย า งไร ชาวบ า นและชุ ม ชนจะเข า ถึ ง อํ า นาจในการจั ด การ ทรัพยากรได ซึ่งปจจุบนั ก็มีการตื่นตัวในเรื่องนี้มากขึ้นแลว โดยอยูในระหวางการปรับตัว เวลาที่เราตั้งคําถามกลับเขาในระบบกฎหมาย สิ่งที่เปนปญหาคอนขางมากคือ สิทธิซึ่ง ดําเนินมาตามจารีตแบบหนึ่งกับสิทธิที่ถูกกําหนดโดยรัฐ ซึ่งมีรากฐานของสิทธิของปจเจกบุคคลแบบ สุดโตงอยู เปนปญหาวา เราจะทําใหเกิดระบบกฎหมายที่ชาวบานเขาถึงไดอยางไรบาง 60 ภาคสาม ความจริงของความจน : คนจนอัจฉริยะ ทุนทางวัฒนธรรม* ม.ร.ว. อคิน รพีพฒ ั น** เรื่องแรกที่จะพูด คือ สิ่งหนึ่งที่เปนหัวใจของความเปนสมัยใหม คือการทําลายลางของเกา ใหพังแหลกละเอียดไป แลวสรางของขึ้นมาใหม แนวคิดแบบนี้เปนแนวคิดในโครงสรางการพัฒนาที่เราเอามาใชตั้งแตประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๐ มาจนปจจุบัน คือพยายามทําลายลางความคิดความเชื่อเกา ๆ ของคนไทย ของชุมชน ของ หมูบา นใหหมด แลวสรางขึ้นมาใหม โดยอาศัยความคิดแบบฝรั่งแบบทุนนิยม ผลของการที่เราทําเชนนั้นและปฏิบัติตามความคิดสมัยใหมของฝรั่งเชนนั้น ไดนําเรามาสู ความหายนะของวิกฤติเศรษฐกิจของบานเมืองเรา และความหายนะของหมูบา นหลายแหง ที่ ผ มจะพูดวัน นี้ คื อรายละเอี ยดของการนํ าความคิดแบบฝรั่ง เขามาใชใ นการพั ฒ นา ทองถิ่น แลวมันไมไดผลอยางไรบาง แลวก็พูดจากประสบการณของผมซึ่งมี ๓ เรื่องดวยกัน ประสบการณแรกคือการทํางานเกี่ยวกับสหกรณ ซึ่งผมทํามาตั้งนานแลวเปน ๑๐-๒๐ ป ศึกษาเกี่ยวกับสหกรณในประเทศไทย และพบความลมเหลวเยอะแยะไปหมด สหกรณในรูปแบบของ รัฐที่เกิดขึ้นมาเปนสหกรณแบบฝรั่งที่นํามาใชในเมืองไทย เรื่องตอไป ผมจะพูดถึงประสบการณในการทําโครงการพัฒนาชนบทลุมน้ําแมกลองที่ ต. ยกกระบัตร จ. สมุทรสาคร ซึ่งมันเกิดองคกรชาวบานขึ้นมา โดยเขามีวิธีการและความคิดดั้งเดิมที่เขา สืบทอดกันมาอยางนาสนใจมาก และเวลาปฏิบัติเขาก็ทําของเขาไปได ประสบการณเรื่องสุดทายที่จะเลา เปนเรื่องที่พบมาเมื่อวานนี้เอง ความจริงผมไปมา ๒-๓ ครั้งที่แลววัดครูเตาอยูทหี่ าดใหญ จ. สงขลา ซึง่ มีทานพระอธิการทอง ที่นั่นเขาเรียกวาประมุข เปนกลุม ออมทรัพยซึ่งมีวิธกี ารที่นา สนใจมาก ๆ ผมจะเลาประสบการณของผมใน ๒-๓ อยางนี้ใหทา นฟง * จากการอภิปราย “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ครั้งที่ ๒ เรื่อง ทุนทางวัฒนธรรม วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ** ที่ปรึกษามูลนิธิชมุ ชนไท 61 เรื่องแรกเมื่อตอนที่ผมไปทําสหกรณ ผมเปนคนแรกที่พูดวา สหกรณที่เราเอาแบบฝรั่งมา ทํานัน้ มันมีปญ หามาก เราเขาไปทําสหกรณเพื่อที่จะรวมชาวบานใหรวมตัวชวยกัน วาความจริงคนที่เขามาเปน สมาชิก ก็หวังแตเงินผลประโยชนจากสหกรณนั้น แลวสหกรณก็มีตําแหนงตาง ๆ เชน มีประธาน มี กรรมการ ฯลฯ แลวผมพบวาหลายแหงที่ผมไปพบ ประธานและกรรมการ กินกันโกงกันคอรรัปชั่นกัน จนสหกรณพัง และก็ไมรูพังมากี่แหงแลว “เขาบอกวาทางเจาหนาที่เกษตรของราชการ มาบอกใหเขาเปลี่ยนวิธีการปลูกขาวใหม ใหมี ผลผลิตมาก ๆ พอเขาเปลี่ยนพันธุขา ว มาปลูกขาวตามที่เจาหนาที่เกษตรแนะนํา ปรากฎวาเขาตองใช ยาเคมีมากเลย เจาหนาที่บอกใหปลูกเพื่อขาย เขาก็ปลูกแลวขาย เอาเงิรมาซื้อไอโนนซื้อไอนี่ เขาก็ ตองเริ่มตนกู ธกส. เขาบอกยิง่ กูมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกที” ผมเองไปทํางานกับสหกรณที่โครงการไทย-เยอรมันไปทําอยู ชือ่ หมูสี ซึง่ ขึ้นชื่อมาก ร่ํารวย เงิ น เปน ลา น ประธานได รั บ เชิ ญ มาพูดโดยคนเยอรมัน เพื่ อ เล า ให คนอื่ น ฟง ว า สหกรณนี่ เงิ น ดี ไ ด ประโยชนอยางไร ๓-๔ ปตอมาปรากฏวาชาวบานรู ชาวบานไทยก็แปลกเขารูวาประธานกรรมการกับ กรรมการโกง เขาบอกผมว า ดู ซิ อ าจารย เห็ น ไหม ประธานไปซื้ อ รถป ก อั พ ปลู ก บ า นใหม ดู ซิ ดู กรรมการไปซื้อรถปกอัพคนละคันหมดเลย ชาวบานเขารู และเขียนจดหมาย ไปที่อําเภอเปนตั้ง แตทาง อําเภอไมทาํ อะไร ทีแ่ ปลกมากคือกรมสงเสริมสหกรณสงผูตรวจบัญชีไปตรวจ ผมพบกับผูตรวจบัญชีของกรมฯ เขาบอกกับผมวา เขาตรวจพบแลวแตทําอะไรไมได ตอง ปลอยไป เพราะวาประธานกับกรรมการเปนเจาพอในที่นี้ทั้งนั้น แลวในสมัยนั้นมีคอมมิวนิสต เขาบอก วาทําอะไรไมได เพราะเดี๋ยวจะกลายเปนคอมมิวนิสตกันหมด เขาบอกผมอยางนั้น เขาไมวาอะไร สหกรณอันนั้นมันก็เลยพังพินาศไป ทุนเยอรมันมาลง สหกรณละลาน ตอนนั้นทํา ๗ แหง พังหมดเลยทั้ง ๗ แหง โกงกันจนกรรมการร่ํารวย สวนสหกรณพัง มาถึงเรื่องของยกกระบัตร ซึ่งเปนโครงการพัฒนาชนบทของลุมน้ําแมกลองที่ผมทํากับ อาจารยปว ย ที่นี่ใหบทเรียนที่แปลก ๆ กับผม เราเขาไปพยายามชวยชาวบานที่ยากจน คือชาวบานที่ ปลูกขาวแลวดินมันเค็ม ผลผลิตไมพอ หนูนาก็มาก เราไปคุยกับชาวบาน สิ่งหนึ่งที่เราพยายามทําคือ การฟนฟู เพราะชาวบานประสบปญหามาก เราไปไลเรียงถามวา ชาวบานเขาเคยทําอะไรบาง เขาก็ พูดถึงเรื่องเลี้ยงปลา เขาพูดถึงวา เมื่อกอนมันมีปลา แตเดี๋ยวนี้มันจับปลาไมไดแลว 62 ที แ รกเขาบอกว า เขาอยากจะปลู ก มะพร า วจะได ร่ํ า รวยแบบนั้ น แต มั น ทํ า ไม ไ ด จาก การศึกษาประวัติของเขาแลว เรารูวาชาวบานเขาเปนอยางไร อยูอยางไร เคยทําอะไรมาบาง แลวก็ ศึกษาตอไปในบริเวณแถวนั้นวา ที่ไหนเขาทําอะไร และประสบความสําเร็จโดยมีภูมิประเทศคลาย ๆ กัน แลวใหชาวบานเรียนรูจากกันเอง แลวก็เกิดองคกรขึ้นมาเลี้ยงปลา ที่นาสนใจมากคือเวลาที่ชาวบานเขาขุดบอเลี้ยงปลา เขา จะไปชวยกันขุด เอาแรงเหมือนอยางที่สมัยที่เขารวมกันปลูกขาว และเวลาจะจับปลา เขาก็จะชวยกัน จับ เขาจะไมจับพรอมกัน เขาจับแหงละวัน ๆ และก็รวมกันเอาไปขาย นี่เปนประเพณีของเขา เปน ความคิดเกาของการชวยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และก็มาชวยเหลือเอาแรงกัน เขาก็ทาํ อยางนั้น แตทปี่ ระทับใจผมมากที่สุดและผมก็จาํ ไมรูลืม ซึ่งขอฝากไวใหคิดดวยและผมเองพยายาม คิดมาก ๆ อยู คือ ชาวบานที่ยกกระบัติเขารวมตัวกันแลวเปนกลุม แตเขาไมยอมใหใครเปนประธาน กรรมการ คนไหนมีตาํ แหนงตาง ๆ นี่เขาไมยอม ตอนนั้นเขาจะไปกูเงิน ธกส. มาขุดบอ ธกส. ไมยอม บอกตองมีประธาน เขาก็เลยตั้ง ประธานกันขึ้นมาเลน ๆ และคนที่เปนประธานก็ไมมีอํานาจอะไร เพียงแตเปนคนที่ไปติดตอกับรัฐ เพราะรัฐกําหนดมาวาจะตองมีกรรมการ มีตาํ แหนงนั้นตําแหนงนี้ เขาก็ตองทําอยางนั้น นั่นเปนเรื่องหนึ่งที่นาสนใจมาก ๆ เวลาเขารวมกัน เขาก็รวมเงิน เมื่อจับปลามาแลวเขาก็ รวมกันขาย เมื่อเขาไดเงินมาจากการขาย เขาไมมีการตั้งกองทุนขึ้นมา เขาแบงกันทันทีหมดเลย เขา บอกผมวา เงินทองมันเปนของบาดใจ ไมมีใครที่จะกลาเก็บเงินไวถือเงินไว เขาไมยอม เรื่องนี้เปนบทเรียนที่ผมไดเรียนจากเขา และรูสึกประหลาดใจและสนใจมาก ๆ วา ปญหา ที่เกี่ยวของกับเรื่องเงินและเรื่องการสะสมทรัพย ซึง่ เปนพื้นฐานความคิดของทุนนิยมที่เขามา วัฒนธรรมไทยเวลานี้ไมไดยอมรับสิ่งนั้นเทาไร และเราก็ไมไดคิดและมองเงินแบบเดียวกับ ที่ฝรั่งเขามอง เรามองคนละอยางกับเขา และก็ไมไดมุงหวังที่จะสะสมกันแบบนั้น ผมเพิ่งเห็นกลุมตาง ๆ ที่เราตั้งขึ้นมาตั้งหลายกลุม กลุมออมทรัพย กลุมสหกรณที่มัน กลายเปนสหกรณการเงินไป ธนาคารขาวที่กลายเปนธนาคารเงินไป เพราะวาถาเมือ่ ไรทีช่ าวบานแตละ คนเอาไปสะสมเอาไปรวมกัน ดวยจิตมุงหวังที่จะไดผลประโยชนใหตัวเองร่ํารวย ใหตัวเองไดเงิน มากมาย เมื่อนั้นจะตองพังแน มันจะเปลี่ยนกลายเปนของคนร่ํารวย คนจนจะลําบากมาก ประสบการณสุดทายที่ผมพบจริง คือทานพระอธิการทองที่ผมไปมา ๒ ครั้ง เปนสิ่งที่ ประทับใจผมมาก ที่นนั่ มีชมุ ชนอยู ๓ แหงดวยกัน ที่รว มกันทําสิ่งที่เขาเรียกวา ธนาคารชีวิต ความเปนมากอนจะมีธนาคารชีวิต คือ ทานอาจารยเลาวาในสมัยโบราณ ชุมชนเหลานี้ ปลูกขาวเพื่อกินเอง ปลูกขาว ปลูกกลวย ฯลฯ ที่นั่นเปนที่ลุมและมีน้ําทวมอยูเสมอ ทุกบานจึงมียุงขาว 63 ตั้งไวเหนือน้ําเพื่อเก็บขาวไวกอน อยูดวยกันอยางมีความสุขสบายมาตลอด ทีนี้ปญ หาที่เกิดขึ้นและเขา เลาใหผมฟง ซึ่งนาสนใจมาก เขาบอกวาทางเจาหนาที่เกษตรของราชการ มาบอกใหเขาเปลี่ยนวิธีการปลูกขาวใหม ให มีผลผลิตมาก ๆ พอเขาเปลี่ยนพันธุขาว มาปลูกขาวตามที่เจาหนาที่เกษตรแนะนํา ปรากฎวาเขาตอง ใชยาเคมีมากเลย เจาหนาที่บอกใหปลูกเพื่อขาย เขาก็ปลูกแลวขาย เอาเงินมาซื้อไอโนนซื้อไอนี่ เขาก็ ตองเริ่มตนกู ธกส. เขาบอกยิง่ กูมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกที ตอมาประมาณป ๒๕๒๖ ซึ่งเปนปที่ธนาคารชีวิตเกิดขึ้น มาจากการเกิดกระแสวาลูก ชาวบานตองเรียนหนังสือ ตองไปโรงเรียนที่ตัวอําเภอหาดใหญ แตชาวบานยากจน เขาก็พยายามปลูก ขาวเปลี่ยนพันธุขาว เพื่อจะใหรวยตาง ๆ นานาตามที่เกษตรแนะนํา แตเขาบอกวายิง่ ทํามันก็ยงิ่ จนไมมี เงิน ทีนี้ทา นพระอธิการทอง ทานเปนเจาอาวาสอยูที่วัดอูตะเภาตอนนั้น คนก็รักใครนบั ถือทาน มาก คนก็ไปหาทาน เวลาจะสงลูกไปเรียนหนังสือก็ไปยืมเงินทาน ทานก็ใหยืมมาเรื่อย ๆ คือทานเปน คนใจดี ใหยมื จนตัวทานก็แยเหมือนกัน คนอายุมาก ๆ ที่เขาไปคุยอยูที่วัด เขาก็คุยกันวาจะทํายังไงดี ทานบอกใหทาํ อยางนี้สิ ก็ให เอาเงินมาทุกวัน คนหนึ่งก็ใหเอามาบาทหนึ่ง คนรวยคนจนเอามาเหมือนกันคนละบาท ๆ มารวมกัน เปนธนาคารชีวิตของทาน และก็ใชเงินจํานวนนั้น เวลาจะกูยืมก็ยืมจากเงินนั้น ก็เอาดอกเบี้ยรอยละ หนึ่งซึ่งต่ํามาก แตที่นาสนใจกวานั้นคือ ทุกคนที่มาเขาหุนจายเงินนี้ จะจายเทากันหมดทั้งคนรวยคนจน แลวก็ไมมีการปนผล คนทุกคนเขามาเพื่อชวยเหลือกัน มาเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ชวยเหลือคนที่ ยากจนคที่ลําบาก แลวเวลาที่คุณมากูยืม สมมุติเงินมันมีนอย เงินมันไมพอ มีคนมากูเยอะ จะตองจัด วาคนไหนจะได คนไหนจะไมได ไมมีกรรมการที่จะมานั่งคิดพิจารณา คนที่จะมากูทั้งหมดจะมานั่งคุย กัน ถกกัน จนกวาจะรูวาใครมีความจําเปนมากที่สุด ก็ใหคนนั้นไปกอน ทํามาอยางนี้ตั้งแตป ๒๕๒๗ จนปจจุบันขยายไปรวมชุมชน ๓ แหงที่ขึ้นอยูกับวัด มีวัดอู ตะเภา วัดครูเตา และก็มีวัดดอนอีกวัดหนึ่ง ทั้ง ๓ วัดในทองที่แถวนั้นจะทําอะไรรวม ๆ กันหมด เรื่องนี้ ก็เปนเรื่องสําคัญ ทีนี้เขาเรียกทานพระอธิการวาประมุข ผมก็ถามวา ถาเผื่อไมมีทานชาวบานจะทําไดไหม เขาบอกวาคงจะอยูไดแลว เพราะเดี๋ยวนี้ทานก็พยายามถอย ๆ ออกแลว ไมคอยยุงเกี่ยวกับธนาคาร ชีวติ แลว แตธนาคารชีวิตไดชวยใหชาวบานที่นั่นสามารถอยูดีกินดีขึ้นมาไดตั้งเยอะ และก็สามารถ ที่จะทําอะไรตออะไรได 64 สิ่งที่นา สนใจมาก คือ ทุกคนเอาเงินเขามาวางโดยไมไดคิดวาจะเอาเงินคืน เพือ่ ทีจ่ ะร่าํ รวย หรือกินดอกเบี้ย แตความคิดคือการชวยเหลือเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน จะชวยเหลือคนที่ยากลําบากใน ชุมชนเทานั้น ทําใหนกึ ถึงอาจารญฉัตรทิพย ที่วาดั้งเดิมของสังคมไทย ความเอื้ออาทรเปนบุคลิกดั้งเดิม ของเขา ผมคดวา นี่คือ ทุนทางวัฒนธรรม และก็เอามาทําใหเกิดประโยชนขึ้นมาได ชวยเหลือคนที่ ยากจนจริง ๆ โดยอาศัยทุนทางวัฒนธรรมนี้ได ความจริงแลว ในเมืองของเรายังมีคุณสมบัติซึ่งเปนลักษณะที่สืบตอมาในวัฒนธรรมไทย ของเราอีกหลายอยางที่เปนประโยชน เชน ความยืดหยุน ปรองดอง อยางในชุมชนแออัด การทํา land sharing หรือการแบงที่ดินกัน ที่ไหนเขาก็ทํากันไมได แตมันทําไดในเมืองไทย เพราะเมืองไทยเรายืดหยุนเราประนีประนอมกัน ถาหากเจาของที่ดินประนีประนอมยืดหยุนกันกับผูที่เขาไปอยูในนั้น ที่เราเรียกวาผูบุกรุก หรืออะไรก็ตาม มันจะสามารถตกลงกันได และทําการแบงจัดสรรที่ดินกันได การกูยืมเงินก็เหมือนกัน อยางที่ธนาคารชีวิตก็มีความยืดหยุน ถาเผื่อกูไปไมมีเงินใชก็ ยืดหยุนกันได ในระบบอุปถัมภแบบโบราณของเราก็มีความยืดหยุน ไมมีเงินใชปนี้ ก็ใชปหนาไป ๒ ปก็ ยังยืดหยุนกันได แตพอทุนนิยมเขามามาก ๆ ตางคนตางสะสมจนร่ํารวย ผลประโยชนมันมีความสําคัญ มาก จะตองเอาเงินคืนมาใหได ความยืดหยุนจึงหมดไป ระบบอุปถัมภที่เคยมีมาในชนบทตอนหลังก็ใช วิธกี ารวา ใครไมเอาเงินมาคืน ก็จา งมือปนยิง เปนการเปลี่ยนแปลงซึ่งเปลี่ยนขึ้นมาเรื่อย ๆ แตถาหากวา เรายอนกลับมาในชุมชน ในทองถิ่น ในที่เล็ก ๆ เราอาจจะเห็นไดวา เกิดมี การเอาทุนทางวัฒนธรรม ความคิดทางวัฒนธรรมตาง ๆ ทั้งความยืดหยุน ความเอื้ออาทร คานิยมเกา ๆ ของไทยมาใชประโยชน ถาเผื่อ “ทุนทางวัฒนธรรม” เหลานี้ฟนขึ้นมาได ก็สามารถที่จะทําอะไรไดเยอะมากใหกับ สังคมของเรา 65 ทางเลือกจัดการน้ํา มีมากกวา “เขื่อน”* ชยันต วรรธนะภูต*ิ * ภูมิปญญาในการจัดการทรัพยากรน้ําของชาวบานนั้นเปนความรูในการจัดความสัมพันธ มาจากการปฏิบัติ ทดลองในชีวิตประจําวัน และสืบทอด ความรูเหลานี้มานมนาน แตในขณะเดียวกันก็เห็นไดชัดวาองคความรูที่เปนฐานความคิดในการจัดการทรัพยากร น้ําของประเทศไทยปจจุบัน เปนความรูที่แคบและมีมิติเดียว ไมเพียงพอที่จะอธิบายความสลับซับซอน ของระบบนิเวศนในอีสาน ระบบความสัมพันธทางสังคม และการจัดการที่หลากหลาย จึงไมแปลกใจที่ เราเห็นความลมเหลวในการจัดการน้ํา และความขัดแยงในการจัดการทรัพยากรมาโดยตลอด ผมมีขอสรุป ๔ ประเด็นหลักเกี่ยวกับปญหาการจัดการน้ําในอีสานที่ผา นมา ดังนี้ ๑. มายาคติในการจัดการทรัพยากรน้ําภาคอีสาน และความคิดเชิงเดี่ยว อีสานถูกมองวาเปนพื้นที่แหงแลงที่สุดในประเทศ ถึงแมวาจะเปนบริเวณที่มีฝนตกเฉลี่ย ไมนอ ยกวาภาคอื่น ๆ แตลักษณะของดินก็ไมสามารถเก็บน้ําไวได คนอี ส านจึ ง มี ภ าพลั ก ษณ ข องคนที่ อ ยู ใ นดิ น แดนแห ง แล ง ไม ว า จะเป น การเสนอใน ภาพยนตร นวนิยายหรือรายงานของทางราชการตาง ๆ ซึง่ สอดคลองกับความคิดของการพัฒนาที่ผาน มา ที่บอกวา โง-จน-เจ็บ ชอบเลนการพนัน ชอบไปงานบุญ แตคนภาคอีสานตองบอกวา โง-จน-เจ็บ และแหงแลงดวย ดั ง นั้ น คํ า นิ ย ามเหล า นี้ ใ ช เ ป น ฐานในการหาหลั ก คิ ด การจั ด การที่ เ รี ย กว า “หลั ก การ เชิงเดี่ยว” หลักการดังกลาวคือ การใชเทคโนโลยีกักเก็บน้ําโดยการสรางเขื่อน สรางฝายขนาดใหญ อาง เก็บน้ํา หรือวาใชในการขุดคลอง รวมทั้งวิธีการตาง ๆ ที่ใชเทคโนโลยี ที่ตองการควบคุมและปรับ ธรรมชาติ เปนความอหังการของมนุษยโดยที่ไมรูเทาทันวา ความจริงแลวธรรมชาติมีความสลับซับซอน โดยเฉพาะในอีสานไดมีการสะสมภูมิปญญา มาหลายรอยป จนเปนพันปดวยซ้ําไปในการแกปญ หาความแลง * จากเวที “ทางเลือกการจัดการน้ําอีสาน” ณ สถาบันราชภัฎ จ. สกลนคร วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๕ โดย มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน <http://www.geocities.com/mmidnightunity/newpage03.html> และประชาคม จ. สกลนคร ** ศูนยการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนแหงภูมิภาค คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม 66 “คําถามจากพอใหญวิรัชวา “แมน้ํามูนเปนของใคร” ผมคิดวาเปนคําถามที่ลึกซึ้งมากและก็ สะทอนปญหาของการจัดการน้ําในปจจุบันที่อยูในมือของรัฐบาล โดยที่ชาวบานขาดการมีสวนรวม ทําใหเราอดฉุกคิดไมไดวา สิทธิในการจัดการน้ําที่เคยมีอยูนั้น ปจจุบันไปอยูที่ไหนและจะมีทางออก ไหนบาง” มายาคติ เ ท า ที่ ผ มฟ ง จากหลาย ๆ ท า นโดยเฉพาะชาวบ า น เป น สิ่ ง ที่ ส ร า งขึ้ น เพื่ อ ให รั ฐ มี ความชอบธรรมในการเขามาจัดการน้ํา มีบทบาทในการชวงชิงกรรมสิทธิ์ หรือการจัดการน้ําไปจาก ประชาชน คําถามจากพอใหญวิรัชวา “แมน้ํามูนเปนของใคร” ผมคิดวาเปนคําถามที่ลึกซึ้งมากและก็ สะทอนปญหาของการจัดการน้ําในปจจุบนั ที่อยูในมือของรัฐบาล โดยที่ชาวบานขาดการมีสว นรวม ทํา ใหเราอดฉุดคิดไมไดวา สิทธิในการจัดการน้ําที่เคยมีอยูนั้น ปจจุบันไปอยูที่ไหน และจะมีทางออกไหน บาง กรรมสิทธิ์หรือสิทธิในการจัดการน้ํานี้ในระดับตาง ๆ ในระดับชุมชนไปจนถึงระดับภูมิภาค เรา ควรตั้งคําถามวา สิทธิเหลานี้จะอยูไดอยางไร หรือจะกลับคืนมาไดอยางไร อีสานถูกมองวาตกอยูใน สภาพของการเผชิญความแหงแลง ภาวะความขาดแคลนน้ํา ดินเค็ม แตสภาพความเปนจริง ลักษณะธรรมชาติของอีสานนั้นมีหลายแบบ มีทั้งน้ํามากและน้ํานอย มีน้ําหลากมีน้ําเค็ม มีอิ่มและอด ชุมชนอีสานเปนชุมชนเฮ็ดอยูเฮ็ดกิน เปนชุมชนที่ตองเผชิญกับความ มี ความไมมีของสิ่งเหลานี้ ดังนั้นประเด็นอยูที่วา ที่ผานมาชาวบานไดมีภูมิปญญาในการจัดการกับความมีและไมมี คือ มีมากและไมมีอยางไร ที่ผานมาชาวบานไดสั่งสมความรูมาโดยตลอด รูจักที่จะหาวิธีที่จะจัดการน้ําตาง ๆ บทเรียน ของการจัดการน้ํานํามาใชประโยชน อาศัยความรูเฉพาะทองที่เพื่อที่เขาใจความหลากหลาย ไมวา พืน้ ที่ชมุ น้ํา พื้นที่ปา บุงปาทามตาง ๆ และความรูที่มีทางเลือกหลากหลาย โดยสังเกตงาย ๆ จากการใช ภาษา ในภาษาไทยมีหวย หนอง คลอง บึง แตถาเปนภาษาอีสานจะมีหวย กุด หนอง คลอง น้ําผุด น้ําซาง น้าํ เที่ยง น้าํ จั่น และอื่น ๆ อีก แหลงน้ําเหลานี้มันมีลักษณะเฉพาะ และมีน้ํามากน้ํานอยไปตามฤดูกาล ไมใชวามีตลอดไป แตสิ่งที่มหัศจรรยนา ชื่นชมคือวา ชาวบานไดเรียนรูที่จะเอาสิ่งเหลานี้มาใชใหเปนประโยชนกับสวนรวม ของชุมชน รูวาพื้นที่แตละประเภทจะใชประโยชนทาํ อะไรไดบา ง เปนตน 67 ๒. หลักการสําคัญของการจัดการทรัพยากรของคนอีสานไมใช “กักเก็บควบคุมน้ํา” แตเปน การ “ปรับตัวเขากับธรรมชาติ” ที่ผ า นมาชาวบ า นเรี ย นรู เ พื่ อ ปรั บ ตั ว เข า กั บ ธรรมชาติ กั บ ระบบนิ เ วศน โ ดยการเฝ า สั ง เกต ธรรมชาติ ทดลอง ปฏิบัติ บางครั้งตองไปเดินสังเกตดูวาที่แหงไหนมีไออุนขึ้นมาตามพื้นดินถึงจะรูวา เปนบอน้ํา มีน้ําหรือไม แตสิ่งเหลานี้กลับไมเปนที่ยอมรับของราชการ ระบบการจัดการของราชการเปนระบบการรวม ศูนยการพัฒนา ทําใหประชาชนขาดการมีสวนรวม ภูมปญญาชาวบานที่ไมไดตั้งบนหลักการควบคุมและบังคับธรรมชาติ เคารพตอธรรมชาติกลับ ไมไดถกู นํามาใช ดังนั้นสิ่งที่เปนปญหาคือแนวคิดแบบชาวบานกับรัฐกําลังเผชิญหนากัน อยางไรก็ตามความรูของชาวบานนั้น ไมใชไมควบคุมธรรมชาติเลย ชาวบานควบคุมธรรมชาติ เหมื อ นกั น แต อ าศั ย ความรู ใ นการควบคุ ม ปรั บ ตั ว หรื อ ปรั บ วิ ธี ก ารผลิ ต เลื อ กพื ช เลื อ กวิ ธี ก ารใช ทรัพยากรโดยที่ไมไปเปลี่ยนแปลง ทําใหเกิดการสูญเสีย นี่เปนหลักการหรือปรัชญา ไมใชเพียงแควาจะทําเหมืองฝายอยางไร จะเอาน้ําผุดมาใชอยางไรเทานั้น แตจะตองรูจักวิธี ควบคุมดวยเชนกัน แตไมใชการควบคุมธรรมชาติเหมือนวิธกี ารของรัฐนั่นเอง ๓. ทรัพยากรน้ําเกี่ยวโยงกับทรัพยากรอื่น ๆ ดวย ชาวบานพูดถึงการใชประโยชนทรัพยากรหลายดานตามความหลากหลายของพื้นที่ ตาม ความผันแปรของธรรมชาติ ในชวงที่มีนา้ํ หลาก จะมีเครื่องมือหลากหลายในการจับปลา มีการขุดบอ สรางแนวผนังกั้นน้ํา และอะไรตาง ๆ นานา หรือวาอาศัยตะกอนจากน้ําทวมทําใหเกิดปุยธรรมชาติ เมื่อน้ําในพื้นที่ริมน้ําที่ เคยเปนพื้นที่น้ําชุมชวงฤดูน้ําหลากแหงลง ก็ใชเปนพื้นที่การเกษตร เลี้ยงวัว แลววัวควายก็นําปุย นํา ความอุดมสมบูรณกลับมาใหพื้นที่อีก และในพื้นที่เหลานี้ ไมวาจะเปนปาบุงปาทาม พื้นที่ริมตลิ่ง ก็จะ ประกอบดวยพืชพันธุตาง ๆ นานาชนิด ที่ใชเปนทั้งพืชสมุนไพร เปนผักที่กินได เปนหนอไม หรือวาไข มดแดง มีทรัพยากรหลากหลายที่เลือกใชไดตลอด ตามฤดูกาล ที่หมุนเวียนเปลี่ยนผาน แตความ เขาใจในความหลากหลายของทรัพยากรที่มีอยู แสดงใหเห็นวาไมใชมีความรูแควาจะใชน้ําอยางไร แต จะรูวาในแตละพื้นที่มีความหลากหลายของดิน ของไม ของปลา และพืชตาง ๆ ที่สามารถนํามาใชได เปนตน 68 ๔. แตละลุมน้ํามีความหลากหลายของแหลงน้ํา แหลงน้ําในอีสานมีความหลากหลาย เรียกวา ลําน้ํา ลําหวย กุด น้ําผุด น้ําซาง ชาวอีสานรูจัก พัฒนารูปแบบของการใชทรัพยากรที่แตกตางกัน มีการจัดองคกรเพื่อใชน้ํา และดูแลรักษาเพื่อใหเกิด ความยุติธรรม และทําใหทรัพยากรมีความยั่งยืน มีกฎเกณฑทไี่ มไดเขียนไว แตเปนที่ยึดถือปฏิบัติเพื่อควบคุม จึงถือเปนกติกาการใชน้ํา ถือเปน จริยธรรมหรือเปนระบบศีลธรรมในการใชทรัพยากรน้ําของชาวอีสาน ซึ่งรวมถึงทรัพยากรดานอื่นดวย ไมวาจะเปนที่ดิน หรือปาไม จะเห็นไดวาหลักการจัดการทรัพยากรที่ตั้งอยูบนองคความรู และความเขาใจลักษณะภูมิ ประเทศที่หลากหลาย การจัดองคกรที่มีฐานจากการเอื้อเฟอ แบงปน อุดหนุนเจือจาน ชวยเหลือซึ่งกัน และกันในยามไมมีกิน เปนระบบศีลธรรมที่เกื้อหนุนใหชมุ ชนชาวอีสานเผชิญ แกปญหาดวยตัวของเขา เองไดโดยที่ไมทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติ ชาวบานหลายคนบอกวา ความคิดแบบพออยูพอกินไมไดหมายความวาไมเขาไปสูสังคม ตลาด แตไมตองการเปนหนี้สินเทานั้นเอง ถือเปนเรื่องที่นาสนใจ ดังนั้นระบบศีลธรรมของชุมชนที่ไมตองการเปนหนี้สิน เฮ็ดอยูพอกินเอื้อเฟอเกื้อกูลกัน แต ไมไดปฏิเสธระบบตลาด เมื่อมีเหลือก็เอาไปขาย เชนพี่นองที่ปากมูล แมน้ําสงคราม ก็ขายปลา แต ไมไดมุงแสวงหากําไรสูงสุด แตตองการเอาทรัพยากรที่หาไดในน้ํามาแบงปนกัน ประเด็นที่ผมคิดวาเปนปญหาเชิงโครงสรางและนํามาสูความขัดแยงที่ผานมา และทําใหเรา ตองมานั่งคุยกัน เปนเพราะภูมิปญญาและหลักการอันเปนระบบศีลธรรมชุมชน ไมไดเปนสวนหนึ่งของ วิธีคิดในการพัฒนาของชาติ ไมวาจะเปนระบบของราชการในระดับปฏิบัติหรือระดับนโยบาย หรือ นักการเมือง ระบบการพัฒนาที่เนนการแกไขปญหาเชิงเดี่ยว เนนการสรางที่อาศัยงบประมาณกอนโต อาจจะทําใหเกิดมายาคติ โดยการมองวาอะไรก็ตามที่มาจากชาวบานในพื้นที่ไมทันสมัย ไมสามารถ แกปญหาได ทุกอยางตองนํามาจากตางประเทส ทุกอยางตองมาจากเทคโนโลยี ตองมาจากราชการ เปนตน 69 ทุนบานนอก* ฉลาดชาย รมิตานนท** ปจจุบันเวลาที่เราพูดถึงคําวาทุน เรามักจะใชนิยามความหมายของนักเศรษฐศาสตรกัน โดยตลอด เมื่อเรามองคําวา ทุน ผานนิยามความหมายของนักเศรษฐศาสตรเชนนี้แลว เวลาที่เรามา วิเคราะหถงึ วิกฤตทางเศรษฐกิจในชวงที่ผานมา จนกระทั่งปจจุบัน เราจึงมองวาเปนวิกฤตของทุน ซึ่งะ ตองหาทุนมาจากตางประเทศเขามา แตผมคิดวา คําวา “ทุน” ในความหมายดั้งเดิมหรือทั่ว ๆ ไป ซึ่งไมเฉพาะสังคมไทย และ รวมทั้งสังคมไทยดวย “ทุน” หมายความถึงสิ่งที่เรามีอยูกอนแลว และไมตองไปกูยืมใครมา บางทีเราจะไดยินคําวา “ตนทุน” หรือเราจะไดยินวา เรามีแรงงานเปนทุนอยูแลว เรามี ที่ดิน ไรนาเปนทุนอยูแลว อันนี้มันมีนัยยะวาเปนสิ่งซึ่งเรามีอยูโดยที่เราไมตองไปกูไปยืมใครเขามา ทุ น พวกนี้ มี อ ยู เ พื่ อ อะไร คํ า ตอบคื อ มี อ ยู เ พื่ อ ใช ใ นการดํ า รงชี วิ ต เพราะฉะนั้ น ทุ น ใน ความหมายที่แทจริง นาจะเปนทุนที่กลาวถึงนี้ ตีความ นิยามกันใหม นักเศรษฐศาสตรหรือนักพัฒนาทําใหคําวา “ทุน” ของเรามีความหมายแคบลง กลายเปน แตเพียง “เงิน” ทั้ง ๆ ทีค่ วามหมายที่กวางของคําวา “ทุน” นาจะรวมเอาเรื่องที่นกั เศรษฐศาสตรแยกเอา วาเปนเรือ่ งที่ดิน แรงงาน เงินทุน และเทคโนโลยีเขาไปดวย ในภาวะที่ เรายัง ต อ งเผชิญ กั บวิกฤตเศรษฐกิจ จะตอ งมาตีค วามคํา ว า “ทุ น ” กัน ใหม เพราะวาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจตอไปนั้นจะตองหลากหลาย เมื่อหลากหลายแลวก็จะตองมาดู วา คําวา “ทุน” ดั้งเดิมแลวมันคืออะไร? “การดํารงชีวิตของเรานั้นไมไดมีเพียงแคมิติเดียว คือมิติทางดานเศรษฐศาสตรเทานั้น การ ดํารงชีวิตของเรามีหลายมิติ เชนการพักผอน การชื่นชมในศิลปะ การชื่นชมในธรรมชาติ หรือการชื่น ชมในเพื่อนมนุษยดวยกันเอง เหลานี้มันมีอยู และเขาอยูในเรื่องของ “ทุน” ในลักษณะที่สอง คือเปน ทุนที่จับตองไมได เปนนามธรรม” * จากเว็บเพจของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน http://www.geocities.com/midnightuniv/newpage2.htm. ** ศูนยสตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม 70 ผมคิดวาในสังคมไทยหรือวัฒนธรรมไทย คําวาทุนมันมีความหมายที่มากกวา “เงิน” ผมคิดวา มีวิธดี ูงาย ๆ ก็คือ ดูที่ทุนซึ่งมันเปนสิ่งของเปนวัตถุจับตองได เปนรูปธรรม ไมวาจะเปนที่นา ที่สวน หรือเปนปา เปนที่ดิน เปนแมน้ําลําหวย หรือไมวามันจะเปนจอบ เปน เสียม เปนมีด เปนขวาน หรือจะเปนสายสรอย เปนกําไล หรือเครื่องประดับตาง ๆ เหลานี้ ผมเห็นวา เปน “ทุน” เพราะเรามีอยู รวมทั้ง ศิลปกรรม สถาปตยกรรม กวีนิพนธ เพลงพื้นบาน การละเลนตาง ๆ สิ่งเหลานี้ลวนเปนทุนทั้งนั้น มันชวยใหเราสามารถดํารงชีวิตอยูได การดํารงชีวิตของเรานั้นไมไดมีเพียงแคมิติเดียว คือมิติทางดานเศรษฐศาสตรเทานั้น การ ดํารงชีวิตของเรามีหลายมิติ เชนการพักผอน การชื่นชมในศิลปะ การชื่นชมในธรรมชาติ หรือการชื่น ชมในเพื่อนมนุษยดวยกันเอง เหลานี้มันมีอยู และเขาอยูในเรื่องของ “ทุน” ในลักษณะที่สอง คือเปนทุนที่จบั ตองไมได เปนนามธรรม ผมคิดวา เรื่องที่ สําคัญที่สุดก็คือเรื่องของ “ความคิด” บางครั้งเราไดยินประโยคว า “เรามี ความคิดเปนทุนเดิมอยูแลว” เพราะฉะนั้น ความคิดและสติปญ ญาผมก็คิดวาเปนทุน จะมองวาเงินเปนทุนอยางเดียวไมได สติปญญาที่จะคิดแกไขปญหา ในการตัดสินวาเราจะ ดําเนินชีวิตอยางไรถึงจะมีความสุข หรือประสบความสําเร็จ เรื่องของ ศีลธรรมและจริยธรรมก็เปน ทุน เพราะถาเราไมมีสงิ่ เหลานี้สังคมก็อยูไมได ถ า มองในระดั บ ครอบครั ว ครอบครั ว ก็ อ ยู ไ ม ไ ด ระดั บ ประเทศ ถ า คนในประเทศ คนใน สังคมไทยละทิ้งศีลธรรม จริยธรรม ก็อยูดวยกันไมได สังคมก็คงแตก มีทะเลาะเบาะแวงและเกิดปญหา ขึ้นมากมาย เรื่อง “สุนทรียะ” ก็เปนทุน อันนี้ผมไมไดหมายถึงสุนทรียะที่จะไปดูงานศิลปะที่ถูกตีคาเปน เงิน วางานชิ้นนี้ ๓ แสนนะ หรือ ๕ แสนนะ เราถึงจะดูสวย สุนทรียะในที่นหี้ มายถึงมองอะไรทั้งหมดออกไปรอบตัวเรา ไมวาจะเปนธรรมชาติก็ดีหรือสิ่งซึ่ง มนุษยสรางขึ้นมาก็ดี แลวเห็นความสวยความงามของมันและทําใหเกิดความสุขใจ ความพอใจ เกิด ความสบายใจ เกิดความสงบในตัวเอง รวมทั้งเกิดความสงบที่จะอยูรวมกับคนอื่น หรืออยูรวมกับ ธรรมชาติ ผมคิดวา มัน เป น “ทุน” อีกชนิดหนึ่ง ที่สําคั ญมาก และมัน ไมไดถูกนั บรวมเขาไวใ นทาง เศรษฐศาสตร “ภูมิปญญาชาวบาน” อันนี้ก็เปนทุน ถาจะใหความหมายของคําวา “ภูมิปญญาชาวบาน” แลว นาจะหมายถึง ความรูที่จะสามารถแกปญหาที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจําวันได เราทําไดสําเร็จและสืบ ทอดถ า ยทอดกั น มาเรื่ อ ย ๆ อั น นี้ คื อ ภู มิ ป ญ ญาชาวบ า น โดยไม จํ า เป น ต อ งอธิ บ ายว า มั น เป น วิทยาศาสตร ถามันใชไดก็คือวาเปน “ภูมิปญญาชาวบาน” 71 เพราะฉะนั้นผมขอสรุปในตอนนี้วา เรามีคําวา “ทุน” หรือ “ตนทุน” ที่มีความหมายเกินกวาทุน ในทางเศรษฐศาสตร ซึ่งทุนในความหมายทางเศรษฐศาสตรก็คือเงิน เพราะฉะนั้นเวลาที่เราตองไปขอ กูยืมเขามาแลว มันก็เกิดภาวะวิกฤต แต “ทุน” ที่ผมเรียนใหทราบนี่ เราไมตองไปกู เรามีมาแตเดิม เพราะฉะนั้น ความลมเหลวของ เศรษฐกิจไทยที่เราตองเผชิญหนาอยูในเวลานี้คือ การที่เราตองไปพึ่งพาทุนตางประเทศ เพราะเราไปกู เขามา ดังนั้นเราจะเห็นวา คนไทยแตดั้งแตเดิม เราไมนิยมกูหนี้ยืมสิน เราถือวา การไปกูหนี้ยืมสิน เปนการไมประสบความสําเร็จในชีวิต คนที่มีความสุข ในชีวิตคือผูที่ไมตองเปนหนี้เปนสินใคร แตเมื่อมีการพัฒนาประเทศเมื่อ ๓๐-๔๐ ปที่ผานมา เราถูกเปลี่ยนความคิดวา การไปกูยืม โดยเฉพาะการกูยืมจากสถาบันการเงิน หรือจากตางประเทศก็ดี กลายเปนของดี ยิ่งถาหากวามีหนี้ เยอะ บอกวามีเครดิตเยอะ ก็บอกวาเปนคนที่ประสบความสําเร็จ เปนนักลงทุนที่ดี ดังนั้นเราก็เลยพัง พินาศสันตะโรเมื่อทุนไหลออกจากประเทศเรา บานนอกในความหมายใหม อีกอันหนึ่งซึ่งผมขอออกความเห็นดวยก็คือ คําวา “บานนอก” ผมคิดวาเรื่องนี้เปนเรื่องที่สําคัญ เพราะเราเคยมองวา “บานนอก” เปนที่อยูของคนโง เปนที่อยู ของคนจน ของคนซึ่งดอยพัฒนา เปนอะไรที่เชยหรือเรื่องอะไรที่ลาสมัย เพราะฉะนั้น บานนอกจึงมีภาพลบอยูตลอดเวลา ผมคิดวาเมื่อมาถึงชวงนี้แลว เราคงจะตอง มาดูบานนอกกันใหม ในทัศนะที่ถูกตองกับความเปนจริงมากขึ้น การพัฒนาของประเทศไทยในรอบ ๔๐ ป หรือมองเลยยอนไปถึงยุคประวัติศาสตรอะไรก็ แลวแต เราจะพบวา ศูนยกลางของประเทศ ไมวาจะเปนกรุงเทพหรือที่ไหนก็แลวแต มันเติบโต ร่ํารวย และมีอาํ นาจขึ้นมาได ก็เพราะวามันไดดูดเอาทุนในรูปแบบตาง ๆ จากบานนอกเขามา เมื่อเราตองมาเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจแบบปจจุบัน ฟองสบูแตก บานนอกนาจะตองถูกมอง ในฐานะที่เปนผูทจี่ ะมากูวิกฤต บานนอกนาจะเปนตัวแบบ อยางนอยใน ๒-๓ เรื่องตอไปนี้ คือ ในเรื่องของ “การพัฒนาอยางยั่งยืน” แนวความคิดนี้พูดกันมา 10-20 ปแลว แตวามันยังไมเคยถูกนํามาปฏิบัติ หรือถูกนํามาถกกัน ใหมันแตก ผมคิดวาการพัฒนาอยางยั่งยืน มันไดปรากฏในวิธีคิดแบบบานนอกหรือในวัฒนธรรมบาน นอกมานานแลว ยกตัวอยางเชนเรื่องของการพัฒนาอยางยั่งยืน จะตองไปเชื่อมโยงกับการอนุรักษทรัพยากร หรือสิ่งแวดลอม ผมคิดวา คนบานนอกหรือคนในชนบท ไดพยายามที่จะอนุรักษดิน น้ํา ปา มาโดย 72 ตลอด แตวาผูซึ่งมาทําลายกลายเปนวา เปนนโยบายการพัฒนาที่เราใชเศรษฐกิจเปนเครื่องวัดความ ดอยหรือไมดอยของการพัฒนา เพราะฉะนั้นเรานาจะไดขอ สรุปวา วิถีชีวิตแบบบานนอก การใชทรัพยากรแบบบานนอกซึ่งคน ชนบทเขาทํากันอยู แทที่จริงแลวก็คือ การรักษาทรัพยากรดิน น้ํา ปา รักษาความหลากหลายทาง ชีวภาพ และนี่ก็คือการพัฒนาอยางยั่งยืนนั่นเอง เราไมสามารถที่จะไปดูตัวแบบของการพัฒนาอยางยั่งยืนจากในกรุงเทพฯ ไดเด็ดขาด เราไม สามารถที่จะเอาตัวแบบของการพัฒนาอยางยั่งยืนจากนโยบายของรัฐหรือหนวยงานของรัฐไดอยาง เด็ดขาด เพราะเราก็เห็นแลววา กรุงเทพมันพัฒนาอยางไมยั่งยืน “บานนอก” นาจะเปนคําตอบของ “จริยธรรมของการพัฒนา” การพัฒนา เรามักไมคอยพูดถึงสิ่งที่เราเรียกวาอุดมการณหรือจริยธรรมที่อยูเบื้องหลัง เราพูด ถึงแตวาการพัฒนามันจะตองสรางโนนสรางนี่ มันจะตองมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีถนน มีเขื่อน มี สิ่งกอสราง หรืออะไรก็แลวแต ดานนั้นเปนเพียงดานเดียว และเราก็พบวา ถึงแมวาเราจะทําไป มันก็ ไมไดชว ยใหมนุษยมีความสุขขึ้น การพัฒนาอยางยั่งยืนนี่ มันจะตองมีศีลธรรม มีจริยธรรม ซึ่งเราพูดกันตลอดเวลาแตก็ไมเคย ทํา เราบอกวาจะตองมีการพัฒนาทางจิตใจ ซึ่งสําคัญมาก แตเอาเขาจริงก็ไมไดทํา ถาเรามองออกนอกกรุงเทพฯ มา ไปตามบานนอก ไมวาจะเปนภาคเหนือ ภาคใตหรือภาค อีสาน เราจะพบวาวิถีชีวติ ของคนบานนอก มันยังมีอยูพอสมควร ก็คือสิ่งที่เราเรียกวา “ความเจริญทาง จิตใจ” หรืออยางนอยเราก็เรียกวา มันยังไมเสื่อมทรามทางจิตใจมากนัก มันยังคงอยู ในสวนนี้ ผมคิดวาบานนอกนาจะเปนตัวแบบของการพัฒนาอยางยั่งยืนได “ทุน” ใหม มีใหใชหมด ไมจน เคยมีการพูดคุยกันวาเราสามารถแยกทุนบานนอกตาง ๆ ออกเปนประเภท ๆ ไดไหม? ผมคิด วาได อยางเชน ประเภทแรกแบงเปนทุนทางวัฒนธรรม โดยทุนทางวัฒนธรรมนี้มิไดหมายถึงอยางที่ การทองเที่ยวแหงประเทศไทย (ททท.) หมายความ คือเอาศิลปะไปขาย เอาการแสดงไปขาย ผมหมายถึงทุนทางวัฒนธรรมที่มันจะชวยใหเราสามารถที่จะดํารงชีวิตอยูไดในชวงวิกฤต ไม วาจะเปนเรื่องทางเศรษฐกิจก็ดี เรื่องทางการเมืองก็ดี นอกจากจะดํารงชีวิตอยูไดแลว จะตองดํารงชีวิตอยูไดอยางไมทุรนทุรายดวย คืออยูอยางมี ความสุข อยางมีสันติ มีความสงบเย็นในจิตใจของตนพอสมควร โดยไมตองไปทํารายคนอื่นเขา 73 “คนไทยแตดั้งแตเดิม เราไมนิยมกูหนี้ยืมสิน เราถือวาการไปกูหนี้ยืมสิน เปนการไมประสบ ความสําเร็จในชีวิ ต คนที่มีความสุข ในชี วิตคือผูที่ไมตองเปน หนี้เปน สินใคร แตเมื่อมีก ารพั ฒ นา ประเทศเมื่อ 30-40 ปที่ผานมา เราถูกเปลี่ยนความคิดวา การไปกูยืม โดยเฉพาะการกูยืมจากสถาบัน ทางการเงินหรือจากตางประเทศก็ดี” “ทุ น ทางวัฒนธรรม” นี้ ถ า จะแยกออกมาก็ จะไดเป น “ทุน ทางศาสนา” ซึ่ง ความเชื่อ ทาง ศาสนาในที่นี้ เราอาจจะตีความศาสนาวามันเปนพุทธศาสนา แตจริง ๆ แลวสังคมไทยนี่ เราไมไดนับ ถือ “พุทธ” แตเพียงอยางเดียว เรานับถือ “ผี” ดวย คนสวนใหญนับถือผี ดังนั้น ถาเราพูดถึงตนทุนบานนอก เราจะตองพูดถึงความเชื่อในเรื่องผี ซึ่งตองไมใชผีทเี่ ทีย่ วไป หลอกไปหลอนชาวบ า น หรื อ ผี ที่ น า กลั ว ซึ่ ง มาทํ า เป น ภาพยนตร ห รื อ ละครโทรทั ศ น แต เ ป น ผี ใ น ความหมายซึ่งเปนกติการวมกันในสังคม เปนกลไกที่ชมุ ชนไดตกลงกันใชเพื่อสรางความเปนเอกภาพก็ ดี สรางความสามัคคีก็ดี หรือรักษาดุลยภาพของสิ่งแวดลอมก็ดี เหลานี้ก็คือผีนนั่ เอง ฉะนั้นเราจะเห็นวาชาวบานเขามีผีตนน้ํา ผีปา ผีดอยซึ่งคอยดูแลรักษาสิ่งแวดลอมตาง ๆ ผี รักษาแมน้ํา ผีรักษาลําหอย ผีรักษาฝาย รักษานา ซึ่งความเชื่อในเรื่องผีนี้ มันไดมาทําหนาที่ใน “การ อนุรักษ” ใหชาวบานนอกยังคงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมมาไดยาวนานนับเปนรอย ๆ ปแลว มีอีกประเภทหนึ่งซึ่งทางเหนือเราเรียกวา “ผีปูยา” ถาเปนภาษาภาคกลางเราก็เรียกวาเปนผี บรรพบุรุษ หรือถาเปนทางภาคอีสานเขาก็จะเปนผีปูตา หรือพอแกแมแก อะไรตาง ๆ นานาเหลานี้ ผี ประเภทนี้ก็สําคัญอีกเหมือนกันเพราะไดมาชวยสรางสัมพันธภาพที่ดีของคน ทําใหคนซึ่งอยูในสาย สกุลเดียวกัน เปนญาติพี่นองกัน ชวยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งในยามที่ตกทุกขไดยาก ทั้งในยามที่จําเปนซึ่ง ตองมีการระดมแรงงานมาชวยกัน เชนการทําไรทํานาหรือการเกี่ยวขาว ผีจึงมีความสําคัญ ในทุกชนเผาของประเทศไทย มีความเชื่อในเรื่องผีทั้งนั้น ไมวาจะเปนชาว ไทยพื้นราบหรือชาวไทยภูเขา ความเชื่อเรื่องผีบวกกับความเชื่อเรื่องพุทธ มันชวยใหเรารักษาทุน หรือ ทรัพยากรของเราเอาไวได ตัวอยางที่ชัดเจนก็คือเรื่องปาชุมชน เพราะชาวบานมีความเชื่อในเรื่องผี ที่ ชวยดูแลรักษาสิ่งแวดลอม นอกจากความเชื่อเรื่องของสิ่งแวดลอม ผมคิดวาตนทุนทางวัฒนธรรมในเรื่องของความเชื่อ ทางศาสนา มันยังชวยทําใหเรามีความยืดหยุนที่จะรองรับวิกฤตตาง ๆ ได เหมือนกับที่เขาบอกวา สถาบันทางการเงินบางสถาบันนี่มันลมบนฟูก ผมคิดวาบานนอกเรามีฟูกที่ดีกวานั้นอีก ก็คือ “ฟูกทางวัฒนธรรม” เราลมแลวไมเจ็บ ลูกหลาน ที่เขาไปทํางานในเมือง ไปรับจาง อะไรตาง ๆ แลวตกงานกลับมา มันยังมี “ฟูกทางวัฒนธรรม” ที่ รองรับไมตองใหเขาบอบช้ํามากจนเกินไป 74 สายสัมพันธทางเครือญาติในทางเหนือนี่ การนับถือผีปูยา การนับถือบรรพบุรุษ การนับถือ ผูใหญ ถึงปเขาก็จะตองกลับมาในพิธีเลี้ยงผีปูยา ก็เปนการประสานความสัมพันธทางเครือญาติ ที่ จะตองชวยเหลือ เกื้อกูลกัน ถึงปเขาจะตองกลับมาดําหัวพอแม ในตอนปใหมหรือสงกรานต ในทางภาคอีสานก็มีธรรมเนียมในทางเดียวกัน ดังนั้น เราจะเห็น ไดวา พอถึงเทศกาลเหลานี้ คนจะหายไปจากกรุงเทพฯ เยอะมากเลย นั่นก็คือเขาไดไปทําใหฟูกของ เขานั้นมันยังคงอยูตอ ไป ทีนี้เมื่อเจอสภาวะวิกฤตินี้แลว กลับไปเขาก็ยังมี พอแมพี่นอง เครือญาติ ซึ่งยังคอยดูแลเอาใจ ใส คอยถามเรื่องทุกขสุขตาง ๆ มีความเอื้อเฟอเกื้อกูล มีขาวกิน มีบานอยูอะไรตาง ๆ พวกนี้ และที่ สําคัญยิ่งไปกวานี้ก็คือ ความเชื่อทางศาสนานั้นมันทําใหเกิดความเกื้อกูลกัน ไมละทิ้งกัน และยิ่ง ประกอบกันเปนเครือญาติดวยแลว มันก็จะยิ่งมีน้ําหนักมากขึ้น “ทุนทางทรัพยากร” ก็เปนอีกอยางหนึ่งซึ่งเพิ่มขึ้นมาตอจากทุนวัฒนธรรม ทรัพยากรนี้ก็มีทั้ง ดิน มีทงั้ น้ํา มีทั้งปา ซึ่งชาวบานจะมองดินน้ําปาเปนภาพรวม ไมแยกออกจากกัน แตถาเปนทางเศรษฐศาสตรหรือผูวางแผนการพัฒนาก็ดี ก็จะแยกดินก็เปนที่ดินไป น้ําก็เปน น้ํา ดังนั้น ที่ดินก็จัดการโดยกรมที่ดิน ปาก็จัดการโดยกรมปาไม น้ําก็จัดการโดยกรมชลประทาน ชาวบานเขามองภาพรวมทั้งหมด ดินน้ําปาคือที่มาของชีวิต ที่ดินหมายถึงที่สําหรับทําไรทํานา ทําการผลิต และที่อยูอาศัย ปาเปนที่มาของน้ํา ซึง่ นํามาใชในการทําไรทํานา ใชเพื่อการบริโภค ปาเปนที่มาของอาหาร หนาฝนก็ไปเก็บหนอไม ไปเก็บเห็ด ไปเก็บผักตาง ๆ ซึ่งจริง ๆ แลวก็ เก็บกันไดทุก ๆ ฤดูตลอดป สมุนไพรก็หาไดในปา ก็ยงั คงมีอยูมากพอสมควรในบานของเรา วัสดุที่ใชในการกอสราง เชน ทํารั้ว ทําเสา วัสดุมุงหลังคา หญาคาที่เรามองเห็นกันวาเปน วัชพืช ชาวบานนํามาใชประโยชนไดเปนอยางดีในการมุงหลังคา ไมในปาก็สามารถนํามาใชทําเครื่องมือในการผลิตได เชนทําดามจอบ ดามเสียมอะไรตาง ๆ เชื้อเพลิงในการหุงตมก็มาจากปา ที่สําคัญอีกอยางหนึ่งก็คือ ชาวบานเขาใชปาเปนที่เลี้ยงสัตวอยางในภาคเหนือ เนื่องจากที่พื้น ราบถูกเปลี่ยนเปนไรเปนนา และถูกใชตลอดป ที่สําหรับเลี้ยงสัตวมันไมคอยมีแลว ชาวบานเขาก็เลยใช วิธกี ารปลอยเขาปา ปาก็เลยเปนที่เลี้ยงสัตวไป ดังนั้น ดินน้ําปาจึงเปนทรัพยากรที่สําคัญ และในยามที่เศรษฐกิจทรุด ชาวบานก็เซ แตอยางที่ พูดเอาไว เขายังมี “ฟูกทางทรัพยากร” ซึง่ เขาดูแลรักษากันไวรองรับอยู ก็ยงั สามารถทําใหมชี วี ติ อยูร อด ตอไปได ทุนอีกชนิดหนึ่ง อาจจะเรียกวาเปน “ทุนทางสังคม” ก็ได ทุนทางสังคมจะมีทั้งที่เปนนามธรรม และเปนรูปธรรม ดานที่เปนนามธรรมก็คือ สิ่งที่เราเรียกวา “ภูมิปญญาชาวบาน” ภูมิปญญา ชาวบานมิไดหมายถึงภูมิปญญาในการสานแห สานตะของ หรือทํากระบวยเทานั้น 75 แตวาภูมิปญญาชาวบานมันนาจะหมายถึงเรื่องที่กวางกวานั้น รวมทั้งโลกทัศนที่วา โลกนี้คือ อะไร ชีวติ นี้คืออะไร? โลกทัศน ชีวทัศนมันเปนอยางไร ? ผมคิดวาภูมิปญญาชาวบานเหลานี้ ดานหนึ่งเปนผลผลิตของพุทธศาสนา แตอีกดานหนึ่งเปน สิ่งซึ่งเราสืบทอดกันมานานแลว นั่นก็คือ ชาวบานไมตองการสะสมความมั่งคั่งในทางเศรษฐกิจ จะ สังเกตเห็นวา สมัยกอการพัฒนาชาวไทยถูกมองวาเปนชาวนาที่ขี้เกียจ เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็เลย ดอยพัฒนา ชาวนาไทยถูกวิเคราะหโดยนักวิชาการตางประเทศวา เปนพวกที่ไมทาํ การผลิตอยางเต็มที่ เพราะฉะนั้นจึงเปนพวกที่ขี้เกียจสันหลังยาว ใชเวลาวางไมเกิดประโยชน เชนวาไปดักปลา ตีไก เลน การพนัน เพราะฉะนั้น กอนมีการพัฒนาไดมีการประเมินลักษณะประจําชาติของชาวนาไทยหรือคน ไทยวา ไมกระตือรือรนในทางเศรษฐกิจ ปญหาของการพัฒนาในชวงนั้น เมื่อ ๔๐ ปที่แลวก็คือ ทําอยางไรถึงจะเปลี่ยนระบบคิดของ ชาวนาไทยใหได เปลี่ยนระบบคิดของชาวนาไทยใหเปนระบบคิดแบบทุนนิยม คือมองอะไรเปนเงินไป หมด ทําใหเกิดความอยาก เชน อยากไดโนนอยากไดนี่ อยากไดทุกสิ่งทุกอยาง คือพูดงาย ๆ สราง ความโลภ แตในขณะที่ตนทุนทางวัฒนธรรมของเรา ตนทุนทางสังคมของเรา เราบอกวาอยาโลภ อยู พอมีพอกิน อยูอยางชวยเหลือเกื้อกูล อยูอยางเจือจานคนอื่น อยูอยางรูจักใหทาน แตการพัฒนาแบบ ใหมนบี้ อกวา “ตองโลภ” ซึง่ อันนี้มันตรงขามกันเลยทีเดียว ทีนี้มาดูกันที่ ภูมิปญญาชาวบานในทาง “การจัดการ” เรานึกวา “การจัดการ” จะมีก็แต เฉพาะการเรียน การสอนในมหาวิทยาลัย เชน วิชาการบริหารธุรกิจ วิชาการบริหารรัฐกิจ หรือการ บริหารอะไรก็แลวแต คือวิชาการจัดการ “ชาวบานเขามองภาพรวมทั้งหมดดินน้ําปาคือที่มาของชีวิต ที่ดินหมายถึงที่สาํ หรับทําไรทาํ นา ทําการผลิต และที่อยูอาศัย ปาเปนที่มาของน้ํา ซึ่งนํามาใชในการทําไรทํานา ใชเพื่อการบริโภค ปา เปนที่มาของอาหาร หนาฝนก็ไปเก็บหนอไม ไปเก็บเห็ด ไปเก็บผักตาง ๆ ซึง่ จริง ๆ แลวก็เก็บกันได ทุก ๆ ฤดูตลอดป สมุนไพรก็หาไดในปา” ความจริงแลวชาวบานนี่มีการจัดการของเขา การจัดการเรื่องที่ดิน การจัดการเรื่องน้ํา ภาคเหนือมีเรื่องของการจัดการเรื่องน้ําที่เดนมาก เรามีระบบชลประทานที่ชาวบานทําเอง อัน นี้สืบยอนหลังไปได ๓๐๐-๔๐๐ ปเลยทีเดียว เราเรียกวาระบบเหมืองฝาย และอีกอยางหนึ่งซึ่งเรา คนพบเมื่อไมนานมานี้ก็คือ “ปาชุมชน” ซึง่ ชาวบานไดเขามาจัดการปา จัดการดิน จัดการน้ําเองมาโดย ตลอด เพราะฉะนั้นเราจึงมีปา เหลืออยูจาํ นวนหนึ่งซึ่งชาวบานชวยกันดูแล 76 ในภาคอีสานก็มีปาชุมชนเชนเดียวกัน นี่คือ “ภูมิปญญาในดานของการจัดการ” ที่เราเห็นเปน รูปธรรมของการจัดการก็คือ จะมีคณะกรรมการหมูบาน คณะกรรมการดูแลในเรื่องปา คณะกรรมการ ที่จะจัดการเรื่องเหมืองฝาย ซึ่งในทางเหนือนี่ใหญมากเพราะมันกินพื้นที่เปนหมื่น ๆ ไร และก็เกี่ยวของ กับชีวิตผูคนเปนแสน ดังนั้น องคกรของชาวบานจึงใหญมาก และก็มีประสิทธิภาพ คงทน ถาวร ยืน นานมาเปนรอย ๆ ป “วิทยาศาสตรของชาวบาน” ก็มี แตวาวิทยาศาสตรของชาวบานไมจําเปนตองมาเขาหอง แล็บพิสูจนหรือทดลอง แตเกิดจากการใชที่ใชไดผลมาเปนระยะเวลานาน เชน เวลาเขาดูดิน เขาจะรูว า ตรงนี้ปลูกขาวดี ไมตอ งมาแยกออกวามันมี NPK เทาไร แตเขารูจากสีของมัน หรือรูจากตนไมซึ่งขึ้นมา ในบริเวณนั้น แลวก็บอกไดวาดินตรงนั้นดี ในบางทองที่ถึงกับชิมดู และรูวาดินนั้นดี เหมาะที่จะปลูกพืช ชนิดนั้นชนิดนี้ เรื่องของการปลูกตนฝรั่ง ชาวบานก็สังเกตวา ถาปลูกตนฝรั่งตรง ๆ มันก็จะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม คอยแตกกิ่งกานสักเทาไร เมื่อกิ่งกานมีไมมาก ผลฝรั่งที่จะติดก็มีไมมาก ชาวบานก็เลยปลูกตนฝรั่ง เอียงเพื่อใหมันไดกงิ่ มาก จะไดติดผลไดมาก เหลานี้เปนวิทยาศาสตรของชาวบานในการเพิ่มผลผลิต เรื่องของเม็ดพันธุ เชน ขาวหรือผักตาง ๆ ชาวบานก็มีวิธีการคัดพันธุของเขามาโดยตลอด อัน ไหนไมดีเขาก็จะเลิกใช จะใชแตพันธุที่ดี ยกตัวอยางขาว เมื่อเขาเกี่ยวขาวแลว เขาจะเลือกเอาที่รวง ใหญที่สุด หรือเมล็ดดีที่สุดเพื่อเก็บเอาไว ทั้งนี้เพื่อใชในการทําพันธุในปตอไป เปนตน ผมขอสรุปวา ทุนบานนอกนั้น มีอยูหลายชนิดหรือหลายประเภทดวยกัน และเปนสิ่งที่มีอยู และเปนตนทุนของสังคมไทยเรา 77 โครงการเสวนา “แกโครงสรางอยางไรจึงจะหายจน” หลักการและเหตุผล วิธีคิดของทุนนิยมเสรี ทําใหเรามักมองความยากจนจากแงของปจเจกบุคคล คือมีคนจํานวน หนึ่งยากจน นั่นก็คือมีรายไดต่ํากวาเสนความยากจนที่รัฐตาง ๆ กําหนดขึ้นและอาจนําไปสูขอสรุปวา ในสังคมไหน ๆ ก็มีคนรวยคนจนเปนธรรมดา แตความยากจนที่ปรากฎโดยทั่วไปทั้งโลกในเวลานี้ ไม อาจเขาใจไดจากมุมมองของปจเจกบุคคล เพราะความยากจนของโลกปจจุบันเปนผลพวงมาจาก นโยบายพัฒนา ซึง่ มหาอํานาจใชองคกรดานการเงินและการคาระหวางประเทศเปนเครื่องมือผลักดัน ความยากจนในแงนี้ หมายถึงความไรสมรรถภาพของผูคนที่จะเขาถึงทรัพยากรอันจําเปนใน การดํารงชีวิต เพราะตัวนโยบายพัฒนาไดแยงเอาทรัพยากรที่เขาใชอยูไปใหคนอื่นใช เชน เอาแหลงจับ ปลาไปทําเขื่อนไฟฟาหรือทําลายทรัพยากรชายฝง เพื่อสังเวยนายทุนเลี้ยงกุง หรือนายทุนเรือปลา กะตัก เปนตน ในที่สุดคนเหลานี้ก็พึ่งตนเองไมได และไรอํานาจทั้งในตลาดและในการเมือง ทั้งนี้ ปรากฎการณนี้ไมไดเกิดขึ้นเฉพาะกับคนระดับลางเทานั้น คนชั้นกลางอาจเปนกลุมแรก ๆ ที่สะสม ทรัพยากรใหมใหตนเองไดสําเร็จ คือการศึกษา จึงทําใหไดรับผลกําไรจากนโยบายพัฒนาในสัดสวนที่ สูง แตในปจจุบัน ประตูสูการศึกษากําลังมีราคาแพงมากขึ้น และการศึกษาในระดับที่คนชั้นกลาง ทั่วไปสามารถเขาถึงไดก็มีกําลังมีมูลคาเพิ่มนอยลงทุกที ปริญญานอกกลายเปนความจําเปนมากขึ้น แมกระทั่งมหาวิทยาลัยของรัฐบางแหงหันไปรวมมือผลิตปริญญาตรีกับตางประเทศ โดยยอมเปน เหมือน Junior College ในมหาวิทยาลัยอเมริกัน ความสามารถในการพึ่งตนเองไดทางการศึกษาของไทยซึ่งมีนอยอยูแลว ยิ่งลดนอยถอยลง ใน ขณะเดียวกัน การศึกษาในฐานะทรัพยากรของคนชั้นกลางก็กําลังกลายเปนทรัพยากรที่ใชไมไดมาก ขึ้น นั่นก็คือความยากจนตามความหมายดังที่กลาวขางตน กําลังกลายเปนสมบัติของชนชั้นกลาง จํานวนมากขึ้น แมวารายไดที่เปนตัวเงินอาจไมไดลดลงก็ตาม กลาวโดยสรุป ความยากจนที่ปรากฏในสังคมไทยและทั่วโลกเวลานี้เปนปญหาเชิงโครงสราง ไมใชปญหาของปจเจก และเมื่อวิเคราะหความยากจนเชิงโครงสรางแลว ก็พบวามีที่มาจากหลายทาง ดวยกัน นับตั้งแตในทางวัฒนธรรมไทยปจจุบันซึ่งสอนใหรังเกียจคนจน (เพราะเมื่อมองคนจนในเชิง ปจเจก ก็จะเห็นแตความบกพรองของเขา) และดวยเหตุดังนั้น จึงไมพรอมจะใหสิทธิเสมอภาคแกคน จน เชน ไมยอมรับอํานาจที่เทาเทียมกันในทางสติปญญา ในเชิงเทคโนโลยี ในเชิงการตอรองในตลาด และในทางการเมือง 78 นโยบายพั ฒ นาที่ มุงแต จะสรางความมั่น คั่งใหแกคนจํ านวนนอย โดยการที่รัฐแยง ชิงเอา ทรัพยากรจากคนสวนใหญไปบําเรอผลประโยชนของคนสวนนอยตลอดเวลา ก็เปนสาเหตุที่สําคัญของ ความยากจนในเมืองไทย ยิ่งคนจนไรอํานาจก็ยิ่งทําใหไมสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายพัฒนาไดเลย ดังเชนที่มีผูยกตัวอยางจากการศึกษามูลคาน้ําในเขื่อนที่สรางอางเก็บน้ําบางแหงวา น้ําหนึ่งลูกบาศก เมตรจะมีราคาตนทุนตั้งแต ๒๐-๔๐ กวาบาท ซึ่งเปนไปไมไดที่จะเอาไปใชในการผลิตอะไรใหกําไร แต ที่สามารถทําไดกเ็ พราะผลักภาระตนทุนสวนใหญไปใหประชาชนโดยไมยอมจายคาชดเชยตางหาก กระแสบริโภคนิยมที่ครอบงําสังคมอยางกวางขวาง ก็มีสวนทําใหทรัพยากรรอยหรอลงอยาง รวดเร็ว และทรัพยากรของคนออนแอถูกแยงเอาไปอยางชอบธรรม ในขณะเดียวกันก็ทําให “ประชา สังคม” ของคนชั้นกลางซึ่งเปนผูบริโภคที่ฟูมฟายมีสวนทํารายคนจนอยูไมนอย จนไมอาจเปนที่หวังได วาประชาสังคมที่เขมแข็งเพียงอยางเดียวจะแกปญหาความยากจนได ความเฉยเมยของสื่อตอชะตากรรมของคนจนเปนตัวอยางอันดีของ “ประชาสังคมเขมแข็ง” แมวาสื่อจะพัฒนาไปมากไปทุกทาง รวมทั้งการมีหลักประกันของเสรีภาพที่มั่นคงขึ้น แตสื่อก็ยิ่งละเลย ที่จะรายงานความเปนไปในภาคประชาชนมากขึ้น ความยากจนมีมูลเหตุมาจากการตัดสินใจ โดยเฉพาะการตัดสินใจที่กระทบถึงการจัดการ ทรัพยากร ในขณะที่คนจนไรอํานาจที่จะเขาไปรวมในการตัดสินใจ ฉะนั้นจึงปฏิเสธไมไดวา ความ ยากจนเปนผลผลิตของการเมือง ตราบเทาที่คนจนยังไรอํานาจ ก็เปนไปไมไดที่จะขจัดความยากจนไป จากประเทศไทย นโยบายโอนออนตอแรงกดดันของมหาอํานาจโลกาภิวัตนยิ่งทําใหทรัพยากรที่จําเปน ในการดํารงชีวิตถูกดึงเขาไปสูตลาดมากขึ้น เชน เงื่อนไขเงินกู ADB ที่กําหนดใหเก็บคาน้ําแกเกษตรกร ผูใชน้ํา ทําใหน้ําเปนสินคา ซึ่งอาจมีนายทุนมาลงทุน “พัฒนา” ลุมน้ําทั้งลุมน้ํา เพื่อทํากําไรไดใน อนาคต ทั้งนี้ไมตางจากการนําเอาที่ดินเขาสูตลาดเต็มที่ ซึ่งดําเนินมากอนหนานี้แลว และเปนผลให ที่ดินหลุดจากมือเกษตรกรไปเปนอันมาก ทั้งนี้ลวนเปนสัญญาณวา คนจนจะเขาไมถึงแมแตทรัพยากร ระดับพื้นฐานในการดํารงชีวิต ทางออกของสังคมไทยจากความยากจนนั้น มีหลายประเด็นดวยกัน แตประเด็นหนึ่งที่เห็น พองตองกันหลายฝายคือ ความรู ฉะนั้นจึงตองสรางความรูที่ถูกตองและเปนจริงขึ้นถวงดุลกับความรู บิดเบือนเหลานั้น จะตองมีการสรางเครือขายของนักวิชาการและชาวบาน และสื่อ เพื่อสรางและขยาย ความรูที่ถกู ตองเหลานี้แกสังคมในวงกวาง ดวยเหตุผลดังกลาวขางตน คณะผูจัดการเสวนาจึงเห็นวาควรจัดใหมี โครงการเสวนาเรื่อง “แกโครงสรางอยางไร จึงจะหายจน” ขึ้น 79 วัตถุประสงค 1. เพื่อเปนเวทีในการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นจากชาวบานและนักวิชาการ เพื่อ ตองการหานโยบายที่เปนรูปธรรมในการที่จะแกโครงสรางความยากจน ใหกับคนจนในประเทศ 2. เพื่อสรางความรู ความเขาใจถึงปญหาความยากจนเชิงโครงสรางใหสื่อมวลชนไดเผยแพร ในวงกวางใหสาธารณะชนรับทราบตอไป 3. เพื่อผลักดันใหรัฐบาลชุดใหม ไดรับฟงนโยบายจากชาวบานและนักวิชาการ เพื่อผลักดัน ใหเปนนโยบายในการแกปญ หาโครงสรางความยากจน ตามเจตนารมณในการแกปญ หาความยากจน ของรัฐบาลใหม ประเด็นในการนําเสนอ ครั้งที่ 1 เรื่อง “เศรษฐกิจชนบท” วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๔ ครั้งที่ 2 เรื่อง “ทุนทางวัฒนธรรม” วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ครั้งที่ 3 เรื่อง “การกระจายอํานาจ” วันที่ ๒๒ มิถนุ ายน ๒๕๔๔ ครั้งที่ 4 เรื่อง “มาตรการทางกฎหมายที่เปนอุปสรรค” วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๔ สถานที่ หองประชุมชั้น ๔ อาคารอเนกประสงค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร องคกรรวมจัด มหาวิทยาลัยเที่ยงคื น, สมัชชานักวิชาการเพื่ อคนจน. ศูนย ศึกษาการพั ฒนาสังคม คณะ รัฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, คณะกรรมการเผยแพรและสงเสริมงานพัฒนา โครงการฟนฟู ชีวิตและธรรมชาติ มูลนิธิโกมลคีมทอง, คณะกรรมการรณรงคเพื่อประชาธิปไตย, คณะทํางานวาระ ทางสังคม 80 คณะทํางาน วาระทางสังคม คณะทํางานวาระทางสังคม เกิดขึ้นจากการปรึกษาหารือและการทํางานรวมกันระหวางกลุม นักวิชาการและนักพัฒนาองคกรพัฒนาเอกชน เพื่อสรางความรู ความเขาใจ และแสวงหานโยบาย และมาตรการรูปธรรม ทีแ่ กปญ หาอันเนื่องจากการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจที่ไมเทาเทียม สถานการณ ใ หม ข องสั ง คมไทยที่ สํ า คั ญ คื อ สถานการณ ภ ายหลั ง รั ฐ ธรรมนู ญ ใหม และ สถานการณภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ความเปลี่ยนแปลงระดับนโยบายเริ่มมีผลเปนรูปธรรม เชน การ เปลี่ยนแปลงกฎหมาย การปฏิรูปองคกรรัฐและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ สําหรับการใชหนี้ การเปลี่ยนแปลงเหลานี้ลวนเปนเรื่องใหญมีผลกระทบกวางขวางรุนแรงและรวดเร็ว สังคมยังปรับตัวกันไมทัน ซึ่งยากที่จะทัน คณะทํางานวาระทางสังคม จึงมีบทบาทในการสรางความรู ความเขาใจตอสาธารณชน และผูปฏิบัติงานทั้งในหนวยงานรัฐและองคกรพัฒนาเอกชนอยางตอเนื่อง เพื่อนําไปสูการเชื่อมโยง และวิเคราะหภาพรวมเกี่ยวกับสถานการณสังคมไทย ที่มีผลกระทบตอประชาชนสวนใหญ ทั้งนี้เพื่อ สนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม สรางความเขมแข็งใหกับภาคประชาสังคม คณะทํางานวาระทางสังคม ประกอบดวย มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก, มูลนิธิผูหญิง, มูลนิธิ อารมณพงศพงัน, คณะกรรมการเผยแพรและสงเสริมงานพัฒนา, เครือขายเสียงคนดอยโอกาส, แนว ร ว มเพื่ อ ความก า วหน า ของผู ห ญิ ง , เครื อ ข า ยแรงงาน, ศู น ย ศึ ก ษาพั ฒ นาสั ง คม จุ ฬ าฯ, ศู น ย เศรษฐศาสตรการเมือง จุฬาฯ, โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส), และ สถาบันวิจัย สังคม จุฬาฯ 81
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
history_eduหมวดหมู่
เศรษฐกิจ
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2001
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
history_eduหัวเรื่อง
• ความจน
• คนจนในชนบท
history_eduหมวดหมู่
เศรษฐกิจ
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2001
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้