auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เนื้อหาในเอกสารกล่าวถึงบทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะที่ต้องเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความดีและความรู้เพื่อปฏิบัติงานบริหารราชการแผ่นดิน ผู้เขียนนำหลักการของพระพุทธศาสนามาเขียนอธิบายแนวทางในการปฏิบัติเพื่อปกคองประเทศ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# กรกฎาคม ๒๕๒๙ ## ผู้แทนราษฎร - กัลยาณมิตรของแผ่นดิน พระพุทธองค์ตรัสว่า "....เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่น แม้สักอย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไปเหมือนความมีกัลยาณมิตรเลย...." กัลยาณมิตรเป็นบุพภาคหรือเป็นตัวนำให้เกิดความดีและความปลาสไปแห่งความชั่ว หรืออีกนัยหนึ่งการที่จะเกิดความเจริญต้องมีกัลยาณมิตรเป็นตัวนำ ในระบอบประชาธิปไตยถือว่าปวงชนหรือราษฎรเป็นใหญ่ คำว่าเป็นใหญ่ในที่นี้ คงจะมิได้หมายความว่าเป็นนักเลงหัวไม้หรืออะไรทำนองนั้น แต่จะต้องหมายถึงเพื่อความถูกต้อง เพื่อความเจริญ ผู้แทนราษฎรคงจะต้องมีฐานะเป็นกัลยาณมิตรของประชาชน อีกตอนหนึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า "....เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อนเป็นบุพนิมิต ฉันใด ความมีกัลยาณมิตรเป็นตัวนำ เป็นบุพนิมิตแห่งการเกิดขึ้นของอริยอัษฎางคิกมรรค ฉันนั้น...." เราอาจกล่าวว่า ประชาธิปไตยจะอุทัยอยู่ ต้องมีผู้แทนราษฎรที่เป็นกัลยาณมิตรของแผ่นดินเป็นบุพนิมิต ในทางตรงกันข้ามถ้าผู้แทนราษฎรทำตัวเป็นปาปมิตร หรือมิตรผู้นำบาปมาให้ ความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นทั่วไป กัลยาณมิตรมีลักษณะอย่างน้อยสองอย่างคือ เป็นสัตบุรุษ และมีความเป็นพหูสูต สัตบุรุษหมายถึง บุคคลผู้ตั้งอยู่ในความดี เป็นผู้สุจริตยุติธรรม ถือหน้าที่เป็นธรรม เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพนับถือ ไม่ใช่กะหล่อน กลอกกลิ้งไปวันหนึ่ง ๆ ส่วนความเป็นพหูสูต นั้นหมายถึงมีความรอบรู้ มีความรู้ลึกซึ้ง สามารถใช้ความรู้แก้ปัญหาได้ สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ สังคมทุกวันนี้มีความสลับซับซ้อนยากต่อการเข้าใจและการแก้ไข ผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ออกกฎหมายและกำกับการทำงานของรัฐบาล ถ้าผู้แทนราษฎรไม่มีความเป็นพหูสูตก็ยากที่จะทำหน้าที่ทั้งสองให้เกิดความสุขความเจริญแก่ราษฎรได้ ความเป็นสัตบุรุษและพหูสูต ก็คือ ความดีและความรู้นั่นเอง ความดีและความรู้คืออำนาจ และอำนาจชนิดนี้เท่านั้นที่จะสร้างความสุขความเจริญขึ้นในแผ่นดินได้ หาใช้อำนาจอื่นใดไม่ มีข้อความในพระไตรปิฎกตอนหนึ่ง* ว่า "สัตบุรุษไม่มีในชุมนุมใด ชุมนุมนั้นไม่ชื่อว่าสภา ผู้ใดไม่พูดเป็นธรรม ผู้นั้นไม่ใช่สัตบุรุษ" สภาจะต้องเป็นชุมนุมของสัตบุรุษ! สัตบุรุษต้องพูดเป็นธรรม! การประชุมของแก๊งหรือก้วนต่าง ๆ จึงไม่เรียกว่า สภา ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเป็นชุมนุมของสัตบุรุษ ผู้มีความเป็นพหูสูตก็ไม่มี ใครจะมาว่าได้ต่อไปว่า "การเมืองเรื่องสกปรกง" หรือ "การเมืองเรื่องผล ประโยชน์" การเมืองต้องเป็นเรื่องสะอาด การเมืองต้องเป็นเรื่องธรรมะ คุณธรรม และจริยธรรม คืออาภรณ์ของนักการเมือง ถึงเวลาแล้วที่ควรจะลอกตราบภาพพจน์การเมืองเก่า ๆ ออกไป ให้เรามี การเมืองที่มีฐานอยู่ในความดีและความรู้ ประเทศจะพ้นหายนะและวิกฤตการณ์ และเกิดความร่มเย็นเป็นสุขขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทุกสถาบันในสังคมมีมโนสำนึกในเรื่องความดีและความรู้ และช่วยกัน สรรค์สร้างให้ความดีและความรู้เข้ามาแทนที่ การบ้ายศ บ้าอำนาจ บ้าผล ประโยชน์ เล่นพวก ทุจริต ไม่อุทิศตัวให้หน้าที่ เห็นแก่ตัวและอวิชชา ความดีและความรู้ หรือกัลยาณมิตตา จะต้องเป็นฐานรากหรือแกนของ สังคม ความสุขและสันติจึงจะพึงเกิดขึ้นในแผ่นดิน. ** พระไตรปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑๕ ข้อ ๗๒๕ ลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน กรกฎาคม ๒๕๒๙ PQET ผู้แทนราษฎร กัลยาณมิตรของแผ่นดิน ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
วัฒนธรรม
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• พุทธศาสนากับการเมือง
• สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
• นักการเมือง
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
วัฒนธรรม
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้