auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
บทความนี้กล้าวถึงการสร้างยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ โดยเสนอมาตรการ 7 ประการ ได้แก่ 1) ใช้คอมมานโดประกบผู้ก่อความรุนแรงให้ได้ 2) รับเด็กหนุ่มในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอยู่ในกองพันสันติเสนาให้หมด 3) ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสันติภาพ 4) ส่งเสริมให้มีสภาผู้นำชุมชน 5) ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ 6) ส่งเสริมความเข้าใจอันดีกับโลกมุสลิมให้หมด และ 7) การเจรจาเรื่องการวางอาวุธและร่วมพัฒนา ซึ่งมาตรการทั้ง 7 ประการจะต้องเชื่อมโยงกันเป็นเอกภาพในยุทธศาสตร์
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
นายกรัฐมนตรีกับการสร้างความเป็นเอกภาพ ในยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ ประเวศ วะสี (๒๔ ก.พ. ๕๐) ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทวีมากขึ้น ซึ่งถ้าแก้ไม่ได้หรือแก้ผิด การนอง เลือดจะมากขึ้น และลามมาถึงในกรุง ที่แก้ไม่ได้เพราะขาดความเป็นเอกภาพในยุทธศาสตร์ แต่ละฝ่ายก็พูดและทำไปตามความรู้สึกนึกคิดของตนซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด จะไปฝากความหวังไว้ กับศอ.บต.ไม่ได้ เพราะปัญหามันใหญ่และซับซ้อนเกินศอ.บต.แล้ว นายกรัฐมนตรีและประธาน คมช.จะต้องเป็นผู้นำในการสร้างความเป็นเอกภาพในยุทธศาสตร์ในทุกภาคส่วน คือคณะ องคมนตรี รัฐบาล สภานิติบัญญัติ กองทัพ ข้าราชการ ผู้นำชุมชนท้องถิ่น นักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้นำทางศาสนา และประชาสังคม มาสร้างยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ร่วมกันอย่างเป็น เอกภาพ ซึ่งขอเสนอมาตรการ ๗ ประการให้พิจารณา ดังต่อไปนี้ ๑. ใช้คอมมานโดประกอบผู้ก่อความรุนแรงให้ได้ การใช้ทหาร ตำรวจตามปรกติไม่ เพียงพอ และตกเป็นเหยื่อผู้ก่อการร้ายอยู่บ่อยๆ ต้องฝึกทหารและตำรวจผู้มีความสามารถ พิเศษอย่างยิ่งยวด ประกบ จับกุม ป้องกัน ผู้ก่อความรุนแรงให้ได้ผลอย่างจริงจัง ถ้ายุติการฆ่า รายวันไม่ได้ทุกอย่างจะเลวร้ายมากขึ้น ๒. รับเด็กหนุ่มในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอยู่ในกองพันสันติเสนาให้หมด ผู้ที่ถูกชักนำให้ก่อความรุนแรงเป็นคนหนุ่มอายุ ๑๘-๒๕ โดยบ่อยๆ ครั้งพ่อแม่ก็ไม่รู้หรือทำอะไร ไม่ได้ แม่บางคนรู้สึกดีใจที่ลูกถูกเกณฑ์เป็นทหารเพราะรู้ว่าลูกจะปลอดภัยและมีเงินเดือนกิน ควรเปิดรับเด็กหนุ่มอายุ ๑๘-๒๕ ทั้งหมดในสามจังหวัดภาคใต้เข้ามาอยู่ในกองพันพิเศษที่จัดตั้ง ขึ้นเป็นการเฉพาะ อาจเรียกว่ากองพันสันติเสนา โดยได้รับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงรับ อนุศาสนาจารย์อิสลามจำนวนมากเข้ามาอยู่ในกองพัน เพื่อสั่งสอนอบรมคนหนุ่มเหล่านี้ เพื่อให้ พ่อแม่พี่น้องและผู้ใหญ่ในชุมชนสบายใจว่าเด็กเหล่านี้จะไม่ถูกล้างสมองให้เลิกมีชีวิตทางศาสนา และควรมีการฝึกอบรมในเรื่องการพัฒนาชุมชนอย่างสอดคล้องตามวัฒนธรรมด้วย มาตรการนี้จะลดพลังก่อความรุนแรงลงเกือบหมด และเพิ่มพลังทางสันติ ๓. ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสันติภาพ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีนักธุรกิจทั้งที่เป็นคน มุสลิมและคนจีน รัฐควรร่วมมือกับภาคธุรกิจทั่วทั้งพื้นที่ให้มีการจ้างงานอย่างทั่วถึง คนในสาม จังหวัดมีความยากจนไม่มีรายได้เป็นจำนวนมาก และมีความบีบคั้นอย่างยิ่ง ถ้าทำให้คนมีงานทำ มีรายได้ให้เต็มพื้นที่จะลดความกดดันในทางที่จะไปก่อความรุนแรงลง และเพิ่มพลังทาง สันติภาพ ๔. ส่งเสริมให้มีสภาผู้นำชุมชน ในชุมชนขนาดหมู่บ้านมีคนประมาณ ๕๐๐-๑,๐๐๐ คน ประชาชนจะมีส่วนร่วมโดยตรง เป็นประชาธิปไตยโดยตรงไม่ต้องใช้ตัวแทน ในชุมชนจะมีผู้นำ ตามธรรมชาติที่เป็นคนฉลาด คนดีที่ผู้คนเคารพนับถือ ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้ โดยทั่วไปมี คุณสมบัติมากกว่าผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง ควรมีสภาผู้นำชุมชนในระดับตำบลซึ่งมา จากการรวมตัวของผู้นำชุมชนจากทุกหมู่บ้าน และมีสภาผู้นำชุมชนระดับจังหวัดซึ่งมีผู้นำชุมชน ที่มาจากทุกตำบล ผู้นำชุมชนเหล่านี้จะรู้เรื่องของชุมชนดีที่สุด รัฐควรส่งเสริมผู้นำชุมชนให้มี บทบาทในการพัฒนาต่างๆ ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชน และภาครัฐควรรับข้อเสนอแนะหรือ -๒- คำแนะนำของสภาผู้นำชุมชนมาปฏิบัติให้มากที่สุด ประชาธิปไตยชุมชนนี้จะเป็นประชาธิปไตยฐานราก และส่งเสริมให้มีสันติภาพมากที่สุด ๕. ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ ขณะนี้มีองค์กรปกครองท้องถิ่นรวมกันประมาณ ๘,๐๐๐ องค์กรในรูปของ อบต. เทศบาล และอบจ. องค์กรเหล่านี้เล็กเกินทำให้พลังสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ สังคมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไม่พอเพียง ควรส่งเสริมให้จังหวัดใกล้เคียงที่มีวัฒนธรรมเดียวกันรวมตัวกันเป็นเขตการปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ (กรุงเทพมหานครเป็นการปกครองท้องถิ่นที่มีประชากรตั้ง ๑๐ ล้านคน) อาจใช้ชื่อโบราณเรียกว่า มณฑล อาจมีทั้งหมด ๑๔-๑๕ มณฑล เช่น มณฑลล้านนา มณฑลอีสานเหนือ อีสานใต้ อีสานกลาง มณฑลทวารวดี มณฑลปัตตานี ... มณฑลเหล่านี้สามารถจัดการเศรษฐกิจ การศึกษา สังคม การสื่อสาร ความปลอดภัยอันสอดคล้องกับวัฒนธรรมของตัวเอง ภายใต้ความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน การมีเขตปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่จะเป็นปัจจัยยุติการนองเลือดอย่างเด็ดขาดและถาวร ไม่มีใครจะอยากแยกดินแดนอีกต่อไป ๖. ส่งเสริมความเข้าใจอันดีกับโลกมุสลิมให้หมด รัฐไทยควรส่งเสริมความเข้าใจอันดีกับโลกมุสลิมทั้งหมด ให้เห็นความตั้งใจอันดี การส่งเสริมความยุติธรรมและสันติภาพ การมีความเข้าใจอันดีกับโลกมุสลิมจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และลดพลังของการก่อความรุนแรง ๗. การเจรจาเรื่องการวางอาวุธและร่วมพัฒนา มาตรการทั้ง ๖ ประการข้างต้นคือ การสร้างเงื่อนไขการวางอาวุธ ที่ทำให้พี่น้องของเราที่จับอาวุธคิดว่าการวางอาวุธ และมีโอกาสร่วมพัฒนานั้นดีกว่าการที่จะฆ่าฟันกันต่อไป เราต้องมาร่วมกันสร้างสันติภาพด้วยการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของกันและกัน หากคนไทยต่างเชื้อชาติและศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้องบนดินแดนแห่งนี้ เราจะเป็นพลังแห่งสันติภาพเพื่อช่วยโลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรงได้ด้วย มาตรการทั้ง ๗ ประการต้องเชื่อมโยงกันเป็นเอกภาพในยุทธศาสตร์ ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งจะนำในการสร้างความเป็นเอกภาพในยุทธศาสตร์นี้ได้ นอกจากนายกรัฐมนตรีในยุทธศาสตร์นี้อะไรที่ต้องทำก็ต้องทำให้ได้โดยรวดเร็ว ไม่ใช่ปล่อยให้ติดนั่นติดนี่ไปตามยถากรรม เช่น ติดกฎหมาย กฎ ระเบียบ ขาดงบประมาณ ฯลฯ การปล่อยให้เรื่องราวเป็นไปตามยถากรรมบ้านเมืองฉิบหายลูกเดียว ถ้านายกรัฐมนตรีไม่แสดงความเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา บ้านเมืองจะนองเลือดมากยิ่งขึ้น ขอให้เพื่อนคนไทยทั้งหลายสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำในการสร้างความเป็นเอกภาพในยุทธศาสตร์ ยุติความรุนแรงนองเลือดในชายแดนใต้ให้ได้อย่างเด็ดขาดและถาวร *********** -๓- PQET นายกรัฐมนตรีกับการสร้างความ เป็นเอกภาพในยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
24 February 2007
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การเมืองและการปกครอง
• ไทย (ภาคใต้) -- ความรุนแรง
• นายกรัฐมนตรี
• ยุทธศาสตร์
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
24 February 2007
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้