auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เนื้อหานี้เป็นปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย์ มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษาและไตรยางค์แห่งการศึกษา จัดโดย สมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2550 โดยมีหัวข้อดังนี้ 1) คำคารวะศาสตราจารย์นายแพทย์สวัสดิ์ สกุลไทย์ 2) วิกฤตสังคม เศรษฐกิจ และการศึกษา กับการแสวงหาทางออก 3) ไตรยางค์แห่งการศึกษา 4) จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) 5) ความจริง ความดี ความงาม 6) การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) และ 7) จิตตปัญญาศึกษาในระบบการศึกษา
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย # มหาวิทยาลัย กับ จิตตปัญญาศึกษา และ ไตรยางค์แห่งการศึกษา ประเวศ วะสี จัดโดย สมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๐ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษา และ ไตรยางค์แห่งการศึกษา ประเวศ วะสี จัดโดย สมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๐ ประเวศ วะสี ๑ # มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษาและ ไตรยางค์แห่งการศึกษา ## ประเวศ วะสี พิมพ์ครั้งที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๐ จัดพิมพ์ : ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิสดศรี-สฤษดิวงศ์ ภายใต้แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สำนักงานอำนวยการจัดพิมพ์ ; ๑๑๖๘ ซอยพหลโยธิน ๒๒ ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทร : ๐-๒๕๑๑-๕๘๕๕ ๒ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษาและ ไตรยางค์แห่งการศึกษา สารบาญ คำควรวะศาสตราจารย์นายแพทย์สวัสดิ์ สกุลไทย .. ๔ ๑. วิกฤตสังคม การศึกษา และเศรษฐกิจ กับการแสวงหาทางออก ๖ ๒. ไตรยางค์แห่งการศึกษา ๘ ๓. จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) ๑๓ ๔. ความจริง ความดี ความงาม ๑๖ ๕. การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ๒๗ ๖. จิตตปัญญาศึกษา ๓๔ ประเวศ วะสี ๓ # คำควรระวัง ศาสตราจารย์นายแพทย์ สวัสดิ์ สกุลไทย ศาสตราจารย์นายแพทย์สวัสดิ์ สกุลไทย เป็นปัญญาชนไทยที่มองเห็นการณ์ไกล ท่านได้ริเริ่มความคิดและทำสิ่งดี ๆ หลายอย่างในสังคมไทย ท่านเป็นผู้ก่อตั้งบัณฑิตวิทยาลัยเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ในมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ริเริ่มคิดและดำเนินการขยายมหาวิทยาลัย มหิดลมาที่ศาลายา เมื่อเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ท่านคิดทำวิทยาลัยชุมชนเป็นแห่งแรกที่ภูเก็ต ท่านคิดเรื่องศูนย์วิจัยทางคลินิกของ SEATO ซึ่งเป็นความคิดที่ล้ำสมัยมาก แต่คนอื่นตามไม่ทัน บัดนี้มีความต้องการการวิจัยทางคลินิกอย่างมากไม่เฉพาะในประเทศไทย แม้แต่ ๔ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา สหรัฐอเมริกาก็เช่นเดียวกัน แต่เราก็ขาดสมรรถนะที่จะจัดการให้เกิด ขึ้นได้เร็วทันตามความจำเป็นของประเทศ ท่านเคยบอกว่านโยบายการขนส่งของประเทศไทยที่ใช้รถสิบ ล้อวิ่งกระหึมทั้งประเทศนั้นผิด เพราะต้องใช้น้ำมันจำนวนมากมหาศาล และการสร้างถนนให้รถสิบล้อวิ่งก็แพงสุด ๆ ควรใช้การขนส่งด้วยรถไฟ และเรือกลไฟเป็นหลัก และเราต้องสร้างหัวรถจักรและเครื่องเรือกลไฟ เองให้ได้ และให้ชาวบ้านปลูกไม้โตเร็วมาเป็นเชื้อเพลง ชาวบ้านจะได้ มีรายได้ ถ้าทำตามที่อาจารย์สวัสดิ์ว่า ชาวบ้านจะไม่ยากจนอยู่อย่างนี้ และเมื่อน้ำมันขึ้นราคาเราก็ไม่วิกฤตมากอย่างปัจจุบัน ที่เล่ามาเป็นเพียง ตัวอย่างบางประการของการเป็นผู้มองเห็นการณ์ไกลของท่านอาจารย์ สวัสดิ์ สกุลไทย นอกจากเป็นแพทย์ที่เป็นปัญญาชนมองเห็นการณ์ไกล ซึ่งเป็น บุคคลหาได้ยากแล้ว ท่านอาจารย์สวัสดิ์ สกุลไทยยังเป็นผู้ซื่อสัตย์สุจริตเห็นแก่ ประโยชน์ส่วนรวม เป็นผู้มีความเมตตา มือภัยทาน และยึดมั่นใน อหิงสธรรมอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน ท่านจึงเป็นปูชนียบุคคล ที่ควรแก่การบูชา การที่สมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล จัด ให้มีปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย เป็นการบูชาคนที่ควรบูชา ตามพระพุทธ- วจนะ ที่ว่า ปูชา จ ปูชนียานัง เอตัมมังคลมุตตมัง จึงเป็นมงคล อย่างยิ่ง ผมขอแสดงปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย เรื่อง"มหาวิทยาลัยกับจิตต- ปัญญาศึกษา" เพื่อเป็นการน้อมบูชาคุณของท่านอาจารย์สวัสดิ์สกุลไทย ณ บัดนี้ ประเวศ วะสี ๕ # ๑. วิกฤตสังคม การศึกษา และเศรษฐกิจ กับการแสวงหาทางออก ในสมัยปัจจุบันที่โลกมีความเจริญด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้าต่าง ๆ จนโลกทั้งโลกเชื่อมโยงกันที่เรียกว่า "โลกาภิวัตน์" โดยสามารถติดต่อ สื่อสารและเดินทางติดต่อถึงกันได้โดยรวดเร็วทั่วโลก มีการค้าขายเสรี และมีการเคลื่อนไหวของเงินตราด้วยความเร็วของแสง เกิดเป็นระบบโลก ที่เป็นระบบซับซ้อน (Complex System) ขนาดใหญ่ที่มนุษยชาติไม่ สามารถจัดการให้อยู่ในดุลยภาพได้ ซึ่งมีอาการใหญ่ ๆ ดังนี้ ๑. แก้ไขความยากจนไม่ได้ ๒. ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยและระหว่างประเทศจนกับ ประเทศรวยถ่างกว้างมากขึ้น ๖ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา ๓. มีการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงถึงชั้นบรรยากาศ ๔. เกิดพยาธิสภาพทางสังคม เช่น ความเครียด ยาเสพติด พฤติกรรมเบี่ยงเบน ๕. ความรุนแรงและสงคราม ทั้ง ๕ ประการถักทอกันเป็นโครงสร้างแห่งความรุนแรงที่สลับ ซับซ้อนและยากที่จะหาทางออกได้ ไม่มีทฤษฎีทางการเมืองหรือทาง เศรษฐกิจใด ๆ หรือสถาบันทางศาสนา (เน้นคำว่าสถาบัน ซึ่งแตกต่าง จากศาสนธรรม) ใด ๆ ที่จะทำให้มนุษยชาติออกจากวิกฤตการณ์ใหญ่ใน ครั้งนี้ ก็ต้องย้อนกลับตั้งคำถามเกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์ ว่าทำไม ทั้ง ๆ ที่มนุษย์มีสมองซึ่งเป็นโครงสร้างที่วิจิตรที่สุดในจักรวาล มีศักยภาพ ที่จะเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ และก็รู้ว่าการศึกษามีความสำคัญ ไฉนการ ศึกษาจึงไม่สามารถทำให้มนุษย์มีปัญญาพอที่จะป้องกันวิกฤตและออก จากวิกฤตได้ ถ้ามองการศึกษาให้ดี ๆ จะเห็นว่าการศึกษาในระบบทั้งหมดมุ่ง แต่การสร้างความรู้ ไม่ได้มุ่งสร้างปัญญา จึงไม่สามารถทำให้มนุษย์พ้น วิกฤต หรือมีส่วนทำให้เกิดวิกฤตเสียเอง เพราะความรู้ที่ขาดปัญญา ศาสตร์ก็จะเหมือนศาสตรา หรืออาวุธที่นำไปห้ำหั่นกันในรูปต่าง ๆ การปฏิรูปหรือนวัตกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์จึงมีความจำเป็น ถ้ามนุษยชาติจะออกจากวิกฤตได้ ประเวศ วะสี ๗ # ๒. ไตรยางค์ แห่ง การศึกษา ระบบการเรียนรู้ใหม่เพื่อไปให้พ้นวิกฤตการณ์แห่งยุคสมัยได้ กล่าวไว้ในที่อื่น * ในที่นี้จะกล่าวโดยสรุปว่า ระบบการศึกษาควรประกอบด้วยองค์สามหรือไตรยางค์ (= องค์สาม) แห่งการศึกษา คือ **องค์ที่ ๑ การศึกษาในฐานะวัฒนธรรม** **องค์ที่ ๒ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์** **องค์ที่ ๓ จิตตปัญญาศึกษา** \* ประเวศ วะสี : "ระบบการเรียนรู้ใหม่ : ไปให้พ้นวิกฤตแห่งยุคสมัย, พิมพ์โดย มูลนิธิ สาธารณสุขแห่งชาติ ๘ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา รูปที่ ๑ พระเจดีย์แห่งการศึกษา อันประกอบด้วยองค์สามหรือไตรยางค์แห่งการศึกษา ปัญหาใหญ่ของการศึกษาทุกวันนี้คือการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตและวิถีชีวิตร่วมกันเป็นตัวตั้ง ทำให้แยกส่วนและห่างไกลจากความเป็นจริง ทำให้เกิดปัญหาสารพัดตามมา เช่น ทำงานไม่เป็น ไม่มีงานทำ คิดไม่เป็น จัดการไม่เป็น อยู่ร่วมกันไม่เป็น ไม่มีจิตสำนึกทางสิ่งแวดล้อม จัดการความขัดแย้งไม่เป็น ฯลฯ ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ หัวใจของการปฏิรูปการศึกษา คือการเปลี่ยนตัวตั้งของการเรียนรู้ โดยเอาการอยู่ร่วมกันหรือวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง เอาวิชาเป็นตัวประกอบ องค์ที่ ๑ การศึกษาในฐานะวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนอันสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ ประเวศ วะสี ๙ มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษา มนุษย์มีวิถีชีวิตในวัฒนธรรม ซึ่งทำให้มั่นคงมานับด้วยเวลาเป็น พัน ๆ ปี ในระยะหลังวิถีวัฒนธรรมถูกกระแทกแตกด้วยอำนาจนอก วัฒนธรรม ๓ ประการคือ อำนาจรัฐ อำนาจเงิน และอำนาจการศึกษา นอกวัฒนธรรม ในกรอบวัฒนธรรมมีการเรียนรู้ที่จำเป็นแก่ชีวิตและการอยู่ร่วม กันทุกอย่าง เช่น การทำงาน การทำมาหากิน ขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษาและการสื่อสาร การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การไกล่เกลี่ย ความขัด- แย้ง ความยุติธรรมชุมชน การดูแลรักษาสุขภาพ และศาสนธรรม เป็นต้น การศึกษาควรจะอยู่ในฐานะวัฒนธรรมมากที่สุด ซึ่งจะเรียนรู้ทุก สิ่งทุกอย่างที่จำเป็นแก่ชีวิตและการมีชีวิตอยู่ร่วมกัน ผ่านการปฏิบัติจริง ในฐานะนี้จะไม่มีการว่างงานเพราะการทำงานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การ ว่างงานเกิดจากการศึกษาที่แยกไปจากวิถีชีวิต การศึกษาแบบเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ยังก่อให้เกิดความแปลกแยก จากเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติแวดล้อม การศึกษาในฐานะวัฒนธรรมจะ ดึงมนุษย์เข้ามาอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติแวดล้อม คนไทยขณะนี้ขาดภูมิปัญญาทางการจัดการอย่างรุนแรง เพราะ การศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง การเรียนเป็นวิชา ๆ ทำให้จัดการไม่เป็น เพราะการจัดการคือการเชื่อมต่อองค์ประกอบต่าง ๆ ให้บรรลุผลตามที่ ต้องการ เมื่อเรารู้สึกว่าขาดจริยธรรม เราก็เพิ่ม "วิชา" จริยธรรม จริยธรรมก็ไม่เกิด แต่จริยธรรมอยู่ในวิถีชีวิตร่วมกันหรือวัฒนธรรม การศึกษาของเราจากวัฒนธรรมไปร้อยกว่าปีแล้ว จึงไม่เข้าใจ ว่าวัฒนธรรมคืออะไร ขอให้ช่วยกันทำความเข้าใจเรื่องการศึกษาในฐานะ วัฒนธรรม ๑๐ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา ## องค์ที่ ๒ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ความคิดเชิง "วิชา" ได้ครอบงำเราจนคิดว่าทำอะไร ๆ ก็ต้องเอา "วิชา" เป็นตัวตั้ง เมื่อเรียน "วิชา" วิทยาศาสตร์ ความเป็นวิทยาศาสตร์ ก็ไม่เกิด เพราะความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ที่ "กระบวนการ" ไม่ใช่อยู่ ที่ "ผลสำเร็จรูป" การเรียน "วิชา" วิทยาศาสตร์ที่ไปเรียนผลสำเร็จ รูป เช่นว่า ไม่เคิล ฟาราเดย์พบอะไร ไอน์สไตน์พบอะไร ไม่ทำให้เกิด ความเป็นวิทยาศาสตร์ แท้ที่จริงความเป็นวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการของเหตุผล การวิเคราะห์ สังเคราะห์ให้ได้ความเข้าใจหรือความรู้ที่ลึกขึ้น จริงขึ้น ใช้ ประโยชน์ได้มากขึ้น กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จึงใช้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่จำกัด อยู่ที่ "วิชา" วิทยาศาสตร์เท่านั้น เนื่องจากวิเคราะห์สังเคราะห์ให้ได้ความ รู้ที่ลึกขึ้น หรือที่เรียกว่าให้ได้ความรู้ใหม่ นั้นคือการวิจัย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์กับการวิจัยจึงเป็นกระบวนการ เดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง ชีวิตจึงต้องเผชิญกับสถาน- การณ์ใหม่อยู่ตลอดเวลา การวิเคราะห์สังเคราะห์ให้เข้าใจสถานการณ์ใหม่ จึงจำเป็นแก่ชีวิต เพื่อการปรับตัวให้อยู่ในสมดุลท่ามกลางการเปลี่ยน แปลง กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จึงจำเป็นแก่ชีวิตหรือควรเป็นวิถีชีวิต ฉะนั้น มนุษย์ควรศึกษาในฐานะวัฒนธรรมและใช้กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือให้เข้าใจสถานการณ์ทั้งเก่าและใหม่ เพื่อทำ ให้ปรับตัวอยู่ในสมดุลได้อย่างต่อเนื่อง โดยสรุป การเรียนรู้ควรมีวัฒนธรรมเป็นฐานและมีวิทยา- ศาสตร์เป็นเครื่องมือ ประเวศ วะสี ๑๑ มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษา นี้จะเป็นการวางตำแหน่งแห่งหน (positioning) ของความรู้ และการเรียนรู้ใหม่ แทนที่การเรียนรู้แบบเอา "วิชา" เป็นตัวตั้ง วิชามี ความสำคัญหากไม่ใช่ตัวตั้งของการเรียนรู้ แต่เป็นตัวประกอบการเรียน รู้ การเรียนรู้ต้องเอาชีวิตและวิถีชีวิตร่วมกัน (วัฒนธรรม) เป็นตัวตั้ง เอาวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ วิชาเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ การเรียนรู้ที่มีวัฒนธรรมเป็นฐานและวิทยาศาสตร์เป็นเครื่อง มือนี้ จะก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ให้เข้มแข็ง เพื่อการมี ชีวิตและการอยู่ร่วมกัน ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และมนุษย์กับสิ่ง แวดล้อม แต่ก็ยังไม่พอเพียง ยังไปไม่ถึงการพัฒนาศักยภาพสูงสุดของ ความเป็นมนุษย์โดยจิตตปัญญาศึกษา องค์ที่ ๓ จิตตปัญญาศึกษา มนุษย์ต่างจากสัตว์ ที่ในความเป็นมนุษย์นั้นสามารถเข้าถึงความ จริงสูงสุดได้ แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation)ใน ตัวเอง เกิดอิสรภาพ ความสุข ความรักเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติอันเป็น ไปเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยศานติ ในสภาพที่โลกประสบวิกฤตการณ์แห่งการทำลายตัวเองอย่าง สุด ๆ อยู่ในขณะนี้ มนุษย์ต้องพัฒนาศักยภาพสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ ในการเข้าถึงความจริงสูงสุด จิตตปัญญาศึกษาจึงมีความจำเป็น ซึ่งจะ ยกไปกล่าวในตอนต่อไป ๑๒ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย # ๓. จิตตปัญญา ศึกษา (Contemplative Education) ในความเป็นจริงของโลก มีโลกภายนอกกับโลกภายใน โลกภายในคือจิตหรือใจ ในการเรียนรู้เราจะเรียนรู้แต่เฉพาะโลกภายนอก เกือบทั้งหมดได้แก่วิชาต่าง ๆ ซึ่งถ้าปราศจากการเชื่อมโยงและพัฒนา การกับโลกภายใน ไม่สามารถทำให้มนุษย์ดีขึ้นอย่างแท้จริง หรืออาจทำให้หลงผิดมากขึ้น มีกิเลสมากขึ้น มีความสามารถในการอยู่ร่วมกันน้อยลง มีความขัดแย้งและความรุนแรงมากขึ้น ดังที่เป็นอยู่ จิตตปัญญาศึกษาหมายถึงการรู้จิตของตัวเองแล้วเกิดปัญญา ปัญญาหมายถึงการเข้าถึงความจริงสูงสุด ประเวศ วะสี ๑๓ มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษา # หรือบางทีก็พูดว่า เข้าถึงความจริง ความดี ความงาม จิตตปัญญาศึกษานี้มีการพูดถึงกันในหลายสำนวน ที่ผู้เขียนเกี่ยวข้องด้วยที่ตีพิมพ์ไว้มีอย่างน้อย ๔ สำนวน คือ ๑. ธรรมชาติของสรรพสิ่ง : การเข้าถึงความจริงทั้งหมด, พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน ๒. วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ พิมพ์โดยมูลนิธิสดศรี- สถุษดิ์วงศ์, พิมพ์ซ้ำโดยศูนย์จิตตปัญญาศึกษามหาวิทยาลัย มหิดล ๓. ระบบการเรียนรู้ใหม่ : ไปให้พ้นวิกฤตแห่งยุคสมัย, พิมพ์โดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ๔. ความเป็นมนุษย์กับการเข้าถึงสิ่งสุดสุด : ความจริง ความดี ความงาม, พิมพ์โดยสถาบันพัฒนาและรับรอง คุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล มีรายการวรรณกรรมเกี่ยวกับจิตตปัญญาศึกษาจากทั่วโลก สถาบันขวัญเมือง จังหวัดเชียงราย ได้จัดการฝึกอบรมจิตตปัญญาศึกษามาหลายปีและมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ มหาวิทยาลัยนโรปะในสหรัฐอเมริกาเป็นมหาวิทยาลัยจิตตปัญญาศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย มีคนไทยไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้สองคนคือณัฐรส วังวิญญู แห่งสถาบันขวัญเมืองเชียงราย กับวิจักขณ์ พานิช ศูนย์จิตต-ปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังจัดพิมพ์รวมข้อเขียนของวิจักขณ์ พานิช เกี่ยวกับจิตตปัญญาศึกษาในชื่อ "เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ" ซึ่งเป็นคำบัญญัติเรียก Contemplative Education อีกชื่อหนึ่ง ๑๔ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังมีผู้จบปริญญา เอกทางจิตตปัญญาศึกษาเป็นคนแรก สถาบันอาศรมศิลป์ของมูลนิธิ รุ่งอรุณ กำลังจัดการศึกษาผ่านศิลปะไปสู่จิตตปัญญาศึกษา โรงเรียน สัตยาไสที่ ดร.อาจอง ชุมสาย เป็นผู้อำนวยการ จิตตปัญญาศึกษาเป็น แกนของการศึกษาทั้งโรงเรียน ที่แคลิฟอร์เนียมี IONS หรือ Instituteof Noetic Science ทำ การวิจัยค้นคว้าและฝึกอบรมเกี่ยวกับจิตสำนึกใหม่ (New Conscious- ness) ซึ่งก็คือจิตตปัญญาศึกษา ที่ฝรั่งเศส ท่านดิช นัท ฮันห์ ได้ตั้ง หมู่บ้านพลัม ซึ่งเป็นอาศรมแห่งจิตตปัญญาศึกษาที่คนจากทั่วโลกไป ฝึกอบรมกัน แท้ที่จริงการรู้จิตของตัวเองจนเกิดปัญญาก็คือการเจริญสติ นั่นเอง ในขณะนี้การเจริญสติในรูปแบบต่าง ๆ กำลังได้รับความสนใจ มากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรอนุโมทนาและ ส่งเสริมให้เกิดขึ้นทั่วปฐพี เพราะจะยังให้เกิดศานติสุขบนพื้นพิภพ เหล่านี้เป็นเพียงการฉายหนังตัวอย่างของกระแสจิตตปัญญา ศึกษาที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อประกอบความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้จะขอคัดเรื่อง "ความ จริง ความดี ความงาม" และ "การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transfor- mation)" จากหนังสือ "ความเป็นมนุษย์กับการเข้าถึงสิ่งสูงสุด : ความ จริง ความดี ความงาม" มาลงไว้เป็นตอนที่ ๕ และ ๖ ดังต่อไปนี้ ประเวศ วะสี ๑๕ # ๔. ความจริง ความดี ความงาม ความจริง ความดี ความงาม ถ้ามองแบบแยกส่วนเป็นเรื่อง ๆ ก็อาจจะมีความหมายต่าง ๆ กัน แต่ถ้ามองเป็นองค์รวมว่าความจริงที่มี ความดีและความงามอยู่ในกันและกัน ความจริง-ความดี-ความงาม ก็ มีความหมายจำเพาะว่า หมายถึง * ความจริงที่มีความดี ความงาม * ความดีที่มีความจริง ความงาม * ความงามที่มีความจริง ความดี อย่างที่อยู่ในกันและกัน เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าเราเอาตัวเองเป็นตัวตั้งย่อมสัมผัสความจริงไม่ได้ เพราะ ๑๖ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา รูปที่ ๒ ความจริง-ความดี-ความงามที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ย่อมรับรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยอคติหรือความลำเอียง จะเป็นลำเอียงเพราะรัก (ฉันทาศติ) ก็ดี ลำเอียงเพราะโกรธ (โทสาคติ) ก็ดี ลำเอียงเพราะกลัว (ภยาคติ) ก็ดี หรือลำเอียงเพราะหลง (โมหาคติ) ก็ดี ทำให้เข้าไม่ถึงความจริง ปรกติเราสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ด้วยความคิด คือเรามีความคิดอะไร อยู่ก่อนแล้ว (Preconception) แล้วรับรู้อะไรต่าง ๆ ตามความคิดของเรา ทำให้เข้าไม่ถึงความจริงตามธรรมชาติ ต่อเมื่อจิตสงบจากความคิดจึง จะสัมผัสความจริงตามที่เป็นอยู่จริง ๆ ปราศจากการปรุงแต่ง (ด้วยความ คิดของเรา) การมีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ทำให้จิตสงบจากการคิดปรุงแต่ง โดยไม่รู้ตัว ทำให้สัมผัสความจริงได้ ประเวศ วะสี ๑๗ มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษา # โลกที่เราสัมผัสด้วยตัวตนและความคิด กับโลกที่สัมผัส ด้วยจิตที่สงบ มีสติ ต่างกันโดยสิ้นเชิง เรื่องนี้ทุกคนสามารถทดลองดูได้ด้วยตนเอง ลองทำใจของตัวเองให้ปราศจากความอยากทั้งปวง เช่น อยากได้เงินได้ทอง ได้ยศได้ศักดิ์ อยากให้ใครรัก อยากให้พ้นจากความร้อนความหนาว ความเจ็บ หรือแม้แต่อยากให้ใจสงบ เมื่อไม่อยากอะไร จิตจะสงบ เป็นอิสระ เบาสบาย ไม่มีกาลเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นความงาม มีความเมตตากรุณา ร่มรวยไปด้วยความสุขอย่างแปลกประหลาด และอยากเห็นคนอื่นได้พบกับความงามและความสุขเช่นนี้บ้าง เมื่อจิตสงบจากความคิดปรุงแต่ง ก็สัมผัสกับความจริงตามที่เป็นจริง อันไม่มีตัวตนของเราเข้าไปอยากอย่างนั้นอย่างนี้ จะประสบความงามอย่างล้นเหลือ เพราะในความจริงมีความงาม การมีความรัก ความเมตตากรุณาอันไพศาลเป็นความดีซึ่งเกิดจากเข้าถึงความจริง (ที่ไม่ใช่ตัวเราเป็นศูนย์กลาง) ความเมตตากรุณาอันไพศาลก็ทำให้เข้าถึงความจริงและความงามได้ ในพระสูตรในหลายแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถึงการแผ่เมตตาไปทุกทิศทุกทาง ทั้งบนล่างหน้าหลังและข้างๆ ทำให้จิตหลุดพ้นเป็นอิสระ (จากความยึดมั่นในตัวตน) เกิดความสงบ เมื่อสงบก็สัมผัสความจริงและความงาม ศิลปินที่เข้าถึงความงาม จิตจะสงบมาก หรือสงบอย่างลึก ทำให้สัมผัสความงามอันล้นเหลือที่ปราศจากตัวตน แล้วสามารถสื่อให้ผู้คนรับรู้อย่างลึกเข้าไปถึงหัวใจของผู้คน งานศิลปะที่ดี ๆ จึงเป็นความงามที่พาผู้คนเข้าไปสัมผัสความจริงและความดี นี้คือหน้าที่ของศิลปิน ๑๘ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา และศิลปะที่แท้ คือการพาผู้คนให้เข้าถึงความงาม ความจริง และความดี แน่นอนมีความงามที่ประกอบด้วยราคะจริต ซึ่งมีอยู่ดาษดื่น ในยุคสมัยของอารยธรรม วัตถุนิยม บริโภคนิยม และเงินนิยม ดังเช่นเอา ความงามของเรือนกายสตรีมาประกอบการโฆษณาสินค้าเพื่อยั่วยุให้ อยากบริโภคให้เกินเลยเพื่อ "การเติบโตทางเศรษฐกิจ" การเติบโตทาง เศรษฐกิจที่เกิดจากการกระตุ้นกิเลสตัณหานำไปสู่การเสียดุลยภาพ หรือเสียความเป็นปรกติได้มาก น่าจะต้องคิดถึงการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจที่เกิดจากการเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม ความงามที่รู้จักกันดีคือ หนึ่ง ความงามของธรรมชาติ และสอง ความงามของศิลปะ ซึ่งมนุษย์ได้ใช้เป็นเครื่องหล่อ เลี้ยงทางจิตใจมาชั่วกับปีชั่วกัลป์ แน่นอนว่ามนุษย์ได้ใช้ความงามทั้ง สองอย่างทั้งในทางบวกและทางลบ ในทางบวกคือการใช้ความงามของธรรมชาติและความงามของ ศิลปะเป็นเครื่องเข้าถึงความจริงและความดี ทำให้เกิดความรักอันไพศาล ต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง อันเป็นคุณอย่างยิ่ง ในทางลบคือการใช้ความงามนั้นสนองกิเลสตัณหาของตัวเอง เช่น การครอบครอง การกีดกันผู้อื่น การเปลี่ยนความงามนั้น ๆ ให้เป็น เงินขนาดใหญ่เพื่อสามารถเอาเปรียบผู้อื่นได้มากขึ้น หรือแม้กระทั่ง ทำลายธรรมชาติและศักยภาพของศิลปินโดยทั่วไป ยังมีความงามประเภทที่สาม เป็นความงามทางจิตใจ จิตใจที่ ดีงาม ที่มีความเมตตากรุณา ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ที่รับผิดชอบ ประเวศ วะลี ๑๙ มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษา ต่อหน้าที่ จิตใจที่สงบ มีสติ จิตใจอย่างนี้อยู่ในความงาม เต็มไปด้วยความ งาม และเป็นความงาม คนที่มีจิตใจงามเมื่อทำอะไรสิ่งที่ทำก็เป็นความ งาม ไม่ว่าจะกวาดบ้าน ล้างชาม ล้างส้วม กวาดถนน ก่อสร้าง สอน วิจัย ค้นคว้าหาความรู้ หรือทำหน้าที่อะไรๆ เมื่อทำเพราะความเมตตากรุณา เพื่อหวังเกื้อกูล เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพราะรับผิดชอบ การที่ทำ นั้นๆ กลายเป็นความงามที่ตนเองและผู้อื่นสัมผัสได้ ก่อให้เกิดความชื่น ใจ ความปีติ และความสุขแผ่สร้านทั่วไป ดังที่กล่าวว่าการให้บริการด้วย หัวใจของความเป็นมนุษย์เป็นความงามที่ประดับแผ่นดิน หรือ "งาน คือความดีที่หล่อเลี้ยงชีวิต" (นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์) ในขณะที่ความงามประเภทที่หนึ่งและสอง คือความงามของ ธรรมชาติ และความงามของศิลปะอาจถูกใช้ในทางที่เป็นคุณหรือใน ทางที่เป็นโทษก็ได้ดังกล่าวแล้ว ความงามประเภทที่สามคือความงาม ทางจิตใจนั้นเชื่อมโยงกับความจริงและความดีเสมอ และรวมเอาความงาม ประเภทที่หนึ่งและที่สองในทางที่เป็นคุณเข้ามาไว้ในตัวด้วย จึงกล่าวว่า ความงามทางจิตใจเป็นความงามที่สุด ในความเป็นมนุษย์จึงควรเข้าถึงความงามที่สุด ตามปรกติปุฤชนเห็นโลกด้วยมายาคติ ซึ่งไม่ใช่ความจริง เพราะ คิดแบบตายตัว จึงแยกส่วนและสุดโต่ง แล้วเข้าไปสู่ความบีบคั้นหรือ ทุกขตา เรื่องนี้น้อยคนจะเข้าใจ คนทั้งหลายจึงมีความทุกข์ และก่อทุกข์ ให้กันและกันโดยไม่รู้ตัว หรือเพราะความไม่รู้ตัวนั้นแหละ จึงเข้าไป ติดในมายาคติหรือความไม่จริง แล้วบีบคั้นซึ่งกันและกัน สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นอนิจจัง คือเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่งนั่น คือความจริง แต่เรามักติดอยู่ในความไม่จริง คือคิดว่าสิ่งต่างๆ เป็นนิจจัง ๒๐ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา เปลี่ยนแปลงไปเพราะกระแสของเหตุปัจจัยหรืออิทัปปัจจยตา สิ่งใดมีเพราะมีเหตุปัจจัยให้มี สิ่งใดไม่มีเพราะไม่มีเหตุปัจจัยให้มี ไม่มี อะไรมีหรือไม่มีโดยตัวของมันเอง กระแสของเหตุปัจจัยหรือความเป็นเช่นนั้นเอง (ถถตา = ความ เป็นเช่นนั้นเอง = suchness)คือความจริง การอยากให้มีหรือไม่อยากให้ มี หรืออยากให้ไม่มีตามใจเราไม่ใช่ความจริง ความจริงคือความเป็นเช่นนั้นเอง กับความอยากตามใจของเรา ให้เป็นอย่างอื่นย่อมขัดแย้งกัน ความขัดแย้งคือความบีบคั้นหรือทุกขตา บุคคลเข้าไปสู่ความบีบคั้นเพราะเข้าไม่ถึงความจริงแห่งความเป็นเช่น นั้นเอง เด็กทำตุ๊กตาตกแตกแล้วร้องไห้ ตุ๊กตาตกแตกเพราะมีเหตุ ปัจจัยให้ตกแตก มันเป็นเช่นนั้นเอง เด็กอยากให้เป็นอย่างอื่น ความบีบ คั้นทำให้น้ำตาออก เราเดินชนแง่โต๊ะรู้สึกเจ็บ การที่ชนก็เพราะมีเหตุปัจจัยที่ทำให้ ชน เช่น ขาดสติ แต่นอกเหนือจากความเจ็บ (pain) ซึ่งเป็นเรื่องทางกาย แล้วยังมีเรื่องทางใจเพิ่มเข้ามาด้วย คือใจที่ไม่อยากให้เจ็บ แต่มันเจ็บก็มี ความโกรธบวกเข้าไปด้วย กลายเป็นความทุกข์ (suffering) ถ้าเรารู้เท่าทันความจริงว่า อ้อ มันเป็นเช่นนั้นเอง เพราะขาดสติ เป็นปัจจัยให้ชน เพราะชนเป็นปัจจัยให้เจ็บ เมื่อรู้เท่าทันความจริงหรือ มีปัญญา ก็จะมีแต่ความเจ็บ ซึ่งเป็นเรื่องทางกาย แต่ไม่ทุกข์ซึ่งเป็นเรื่อง ทางใจ การมีปัญญารู้เท่าทันทำให้ไม่ทุกข์ ความเจ็บซึ่งเป็นเรื่องทางกาย ก็ทุเลาไปได้ง่ายขึ้น เพราะมีความเป็นอนิจจังคือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป ปรกติเราก็ชนบ้าง ล้มบ้าง ถูกประตูหนีบบ้าง ประเวศ วะสี ๒๑ มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษา ถ้าเราหัดให้รู้เท่าทันความจริง คือความเป็นกระแสของเหตุ ปัจจัยที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ความทุกข์เราจะน้อยหรือไม่มี และหายง่าย **ความเป็นกระแสของเหตุปัจจัย หรืออิทัปปัจจยตา** **คือความจริงตามธรรมชาติ** ใครเข้าใจอิทัปปัจจยตา ถือว่าเข้าถึงความจริง ความดี ความ งาม เมื่อเข้าถึงความเป็นกระแสแห่งเหตุปัจจัยโลก และวิธีคิดจะ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ตามปรกติเราจะเห็นโลกแยกกันอยู่เป็นส่วน ๆ เป็นก้อน เป็น แท่ง เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นเมฆ เป็นต้นไม้ เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นเขา เป็นเรา ฯลฯ แต่เมื่อเข้าถึงกระแสแห่งความเป็นเหตุปัจจัย จะเห็นโลก เป็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ปรกติเรากินข้าวก็เห็นแต่ข้าวโดด ๆ หรือไม่เห็นอะไรเลยเพราะ ขณะที่กิน ใจคิดถึงเรื่องอื่น แต่ถ้าหัดให้เห็นความเชื่อมโยงเป็นวิสัย ก็ จะเห็นความเชื่อมโยงของข้าวกับสรรพสิ่ง เช่นเมล็ดข้าวที่หว่านสัมพันธ์กับดิน กับน้ำ กับแสงอาทิตย์ กับออกซิเจนในอากาศ กับจุลชีพที่สร้างปุ๋ยอยู่ในดิน กับไส้เดือนที่ซ่อน ไซพรวนดิน ทำให้รากของต้นข้าวสามารถแทรกไปในดินได้สะดวก สัมพันธ์กับชาวนาผู้ไถหว่าน ดำนา เกี่ยวข้าว ผู้สีขาว ผู้บรรจุลงหีบห่อ ผู้ขนส่ง ผู้ขาย ผู้ซื้อ ผู้หุง ผู้ทำภาชนะที่ใช้ในการหุงหา ผู้เกี่ยวข้องกับ การทำให้มีเชื้อเพลิงในการหุง .... ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์เป็น กระแสของเหตุปัจจัยที่ทำให้เรามีข้าวกิน ๒๒ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา การเห็นความเชื่อมโยงจะทำให้ระลึกรู้ความจริงว่าเรามีชีวิตอยู่ ได้เพราะอาศัยสิ่งอื่นและผู้อื่น เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดด ๆ เป็น เอกเทศ การเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งจะทำให้เรามีความกตัญญู ในหัวใจ การมีความกตัญญูต่อสรรพสิ่งจะทำให้มีความนอบน้อมถ่อม ตัว มีความอ่อนตัว ไม่แข็งกระด้าง มีความสัมพันธ์ที่ดีเพื่อการอยู่ร่วม กันอย่างสันติ เราควรฝึกให้เห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง หรือความเป็น กระแสของเหตุปัจจัยหรืออิทัปปัจจยตาเป็นเนื้องนิตย์ เพราะอิทัปปัจ- จยตาคือความเป็นจริงตามธรรมชาติหรือธรรม ใครเข้าถึงอิทัปปัจจยตา คนนั้นเข้าถึงธรรม ชานุสโสณีพราหมณ์ทูลถามพระพุทธองค์ว่า "พระโคดมผู้เจริญ สิ่งทั้งปวงมีอยู่จริงหรือหนอแส" "ดูกรพราหมณ์" พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ "โวหารอย่างนี้เป็น ที่สุดประการหนึ่ง" "พระโคดมผู้เจริญ" ชานุสโสณีถามต่อไป "ก็สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ จริงหรือหนอ" "ดูกรพราหมณ์" ตรัสตอบคำถามที่สอง "โวหารอย่างนี้เป็นที่สุด ประการที่สอง" แล้วทรงมีวจนะต่อไปว่า ตถาคตไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้ง สอง ตถาคตจะสอนทางสายกลาง เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี ... ที่ยกบทสนทนาข้างต้นขึ้นมากล่าว เพื่อแสดงให้เห็นความหมาย ของทางสายกลางในอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งอาจจะเข้าใจได้ยาก แต่ถ้าเข้าใจ จะมีประโยชน์มาก จึงควรตั้งใจให้ดี ประเวศ วะสี ๒๓ มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษา คำว่าที่สุดหรือส่วนสุดในพระวจนะ มาจากภาษาลีว่า อันตะ หรืออันตา เรารู้จักคำว่า อนันต์ ที่แปลว่าไม่มีที่สิ้นสุด ตรงข้ามกันก็คือ อันตะ แปลว่าที่สุดหรือส่วนสุด (extremes) หรือสุดโต่ง ในทางพระพุทธศาสนาจะรังเกียจส่วนสุด ดังพระวจนะที่ว่า "ตถาคตไม่เข้าใกล้ส่วนสุด ทั้งสอง" เพราะส่วนสุดเกิดจากการคิดแบบตายตัวและแยกส่วน การคิดแบบตายตัวแยกส่วนนำไปสู่ความสุดโต่ง ทางพุทธคิดแบบอนิจจัง เชื่อมโยงตามเหตุปัจจัยหรือ อิทัปปัจจยตา ความสุดโต่งทำให้ตีบตันไปต่อไปไม่ได้ แต่การคิดเชิงกระแสของ เหตุปัจจัยจะไปได้เรื่อยๆ ทั้งย้อนกลับและไปข้างหน้าไม่มีที่สิ้นสุด จึง ทรงเรียกความเป็นเหตุปัจจัยหรืออิทัปปัจจยตานี้ว่าทางสายกลาง การคิดแบบทางสายกลางทำให้ทะลุทะลวงไปได้ไม่ติดขัด คนส่วนใหญ่คิดแบบแยกขั้วจึงติดขัด คิดแบบแยกขั้วคือแยก เป็นบวกเป็นลบ โปรตอนเป็นอนุภาคซึ่งมีประจุบวก อิเล็กตรอนเป็น อนุภาคซึ่งมีประจุลบ ทั้งโปรตอนและอิเล็กตรอนไม่สามารถเคลื่อนได้ไกล เพราะจะถูกประจุตรงข้ามจับไว้ แต่นิวตรอนซึ่งเป็นกลางสามารถทะลุ ทะลวงไปได้ไกลแสนไกล ฉันใด วิธีคิดแบบแยกขั้วกับวิธีคิดแบบเป็น กลาง ก็ฉันนั้น วิธีคิดแบบแยกขั้วทำให้เข้าถึงความจริงไม่ได้ แต่วิธีคิดแบบเป็น กลางหรืออิทัปปัจจยตาจะทำให้เห็นความจริงคือความเชื่อมโยงของ สรรพสิ่งระหว่างเรากับผู้อื่น ระหว่างเรากับสิ่งอื่น และทั้งหมดเชื่อมโยง เป็นหนึ่งเดียว (The Same Oneness) ๒๔ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา # ความจริงคือความเป็นหนึ่งเดียวของทั้งหมด เมื่อเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวของทั้งหมด ก็จะประสบอิสรภาพ เพราะหลุดพ้นจากความบีบคั้นของความไม่จริงหรือมายาคติ จะ ประสบความงามอันล้นเหลือ เพราะความงามเกิดจากความเป็น ทั้งหมด เช่น ดอกไม้งามหรือหญิงงามก็เพราะความเป็นทั้งหมด ถ้า สับออกเป็นส่วน ๆ ความงามก็หมดไป การเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้เกิดความรักอันไพศาล ดังที่เกิดกับมนุษย์อวกาศชื่อโรเจอร์ มิทเซลล์ที่ยืนอยู่บนดวงจันทร์มอง มาเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของโลกทั้งหมด แล้วจิตเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเราเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับทั้งหมด จะรู้สึกว่าเรากับ จักรวาลเป็นหนึ่งเดียวกัน เราหายใจเข้าจักรวาลทั้งหมดก็เข้ามาเชื่อม กับตัวเรา เราหายใจออกตัวเราก็ไปเชื่อมกับจักรวาลทั้งหมด จะเกิด ความรู้สึกนึกคิดใหม่อย่างแปลกประหลาด ที่เรียกว่าจิตเปลี่ยนไปโดย สิ้นเชิง บางคนก็เรียกว่ามีความรู้สึกอันเป็นทิพย์ บางคนก็เรียกว่าเกิด จิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) มีความสุขอย่างล้ำลึก มีพลัง ดื่มดำกับความงามในสรรพสิ่ง และมีความรักอันไพศาล ในสภาพที่มีความสมบูรณ์เป็นตัวเองอย่างนี้ วัตถุนิยมบริโภค นิยมก็ยุติลง คนที่พร่องหรือขาดความสมบูรณ์ในตัวเองจะต้องการ อะไรมาเติมอยู่ร่ำไป เช่น ยาเสพติด ความฟุ่มเฟือย ความรุนแรง ซึ่ง ก็เติมไม่เคยเต็มและเต็มไม่ได้ นักปราชญ์บางคนกล่าวว่าวิกฤตการณ์ ของโลกในปัจจุบันซึ่งมาจากอารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยมจะพ้น ประเวศ วะสี ๒๕ มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษา # หายนะไปได้ด้วยประการเดียวเท่านั้น คือการปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution) การเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม เป็นการปฏิวัติจิตสำนึก ได้กล่าวถึงความจริง ความดี ความงามในลักษณะต่าง ๆ และ ระดับต่าง ๆ โดยพิสดารพอสมควร ท่านอาจเลือกศึกษาตามจริตที่แตก ต่างกันตั้งแต่ง่ายไปหายาก ที่ง่ายที่สุดก็คือการนึกถึงคนอื่นหรือสิ่งอื่น หรือการมีความเมตตากรุณา การนึกถึงคนอื่นและสิ่งอื่นก็เป็นการออกไปจากมายาคติแห่ง การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เป็นการเข้าหาความจริงแล้ว เพราะใน ความจริงมีคนอื่นและสิ่งอื่นด้วยไม่ใช่มีแต่ตัวเรา การนึกถึงคนอื่นและสิ่งอื่นก็เป็นความดีและความงาม การมี หัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ เป็นการก้าวเข้าไปสู่ความจริง ความดี ความงาม แล้ว ซึ่งเราสามารถทำได้ด้วยประการต่าง ๆ ตามหน้าที่ของเรา แล้วก็ เดินเข้าหาความจริงมากยิ่งขึ้นจนเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของทั้งหมด ๒๖ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย # ๕. การเปลี่ยนแปลง ขั้นพื้นฐาน (Transformation) การเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม เป็นไปเพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวเอง เปลี่ยนแปลงทำไม เปลี่ยนแปลงเพื่อให้หลุดจากความติดขัดใหญ่ หรือวิกฤตการณ์ของมนุษยชาติในปัจจุบัน โลกในปัจจุบันติดขัดและวิกฤตใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ อันนำไปสู่การทำลายตัวเองอย่างหยุดยั้งไม่ได้ด้วยทฤษฎีทางการเมืองและทฤษฎีทางเศรษฐกิจใด ๆ จะติดโน่นกระทบนิ่นุงนังออกไม่ได้และปะทุเป็นความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทางที่จะหลุดออกจากก้อนวิกฤตมีทางเดียวเท่านั้นคือ มนุษย์พากันเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวเอง (Transformation- ประเวศ วะสี ๒๗ มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษา tion) เปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดใหม่ เปลี่ยนแปลงมุมมองเกี่ยวกับ เพื่อนมนุษย์และธรรมชาติใหม่ และเปลี่ยนแปลงวิธีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตน (Personal Transfor- mation) ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในองค์กร (Organiza- tional Transformation) ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานทาง สังคม (Social Transformation) รวมกันเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้น พื้นฐานไตรภาค หรือ Trilogy of Transformation ท่านั้นที่จะสร้าง ศานติสุขบนพื้นพิภพได้ การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานทางสังคม การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในองค์กร การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตน รูปที่ ๓ จิตสงบ - การเข้าถึงความจริง - การเข้าถึงสิ่งสูงสุด สัมพันธ์ซึ่งกันและกันนำไป สู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ๒๘ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา เรื่องการเข้าถึงสิ่งสูงสุด หรือการเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม จึงเป็นเรื่องใหญ่มากที่มนุษย์ทุกคนควรให้ความสนใจ เพราะจะให้พลังมหาศาลแห่งการสร้างศานติสุข ที่โลกาภิวัตน์ก็ดี การค้าเสรีก็ดี ประชาธิปไตยก็ดี ไปไม่ถึงหรือเป็นตัวสร้างปัญหาเสียเอง การเข้าถึงสิ่งสูงสุด-การเข้าถึงความจริง-จิตสงบ สามองค์ประกอบนี้สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตน ดังในรูปที่ ๓ กล่าวคือ การเข้าถึงสิ่งสูงสุดทำให้จิตสงบ และเข้าถึงความจริง การเข้าถึงความจริงทำให้จิตสงบ และเข้าถึงสิ่งสูงสุด จิตสงบ (จากความคิดปรุงแต่ง) ทำให้เข้าถึงความจริง และเข้าถึงสิ่งสูงสุด อิสรภาพ ความสุข ความรักอันไพศาล (การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตน) ความสัมพันธ์แบบอาริยะในองค์กร (การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในองค์กร) ความสัมพันธ์แบบอาริยะในสังคม (การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในสังคม) ศานติสุข ประเวศ วะลี ๒๙ มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษา จิตสงบในที่นี้หมายถึง การมีสติและจิตสงบจากความคิดปรุงแต่ง จิตสงบทำให้เข้าถึงความจริงได้ ดังกล่าวในตอนที่ ๔ ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ในองค์กรต่าง ๆ และในสังคม เป็นความสัมพันธ์ เชิงอำนาจ ทำให้ขาดความสุข ความสร้างสรรค์ ขาดความยุติธรรม มี การทำร้ายกันสูง เป็นความสัมพันธ์แบบอนาริยะ ความสัมพันธ์แบบอาริยะหมายถึง สัมพันธภาพที่เกิดขึ้นจาก การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนอย่างลึกซึ้ง มีความเท่าเทียม กัน มีความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน มีความเปิดเผยไว้วางใจกัน (Trust) มีความยุติธรรม มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ที่ใดมีความสัมพันธ์แบบอาริยะจะเกิดความสุข ความสร้าง สรรค์สุดประมาณ เป็นศานติสุขอ่างแท้จริง สัมพันธภาพแบบอาริยะเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการกระทำแบบกลไก หรือพิธีการต่าง ๆ แต่จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ในตน ถ้าหวังจะให้เกิดอาริยสัมพันธ์ การศึกษาทุกประเภทและทุก ระดับจะต้องมีการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transforma- tive Learning) เป็นแกนกลาง บางทีก็เรียกการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานนี้ว่า จิตตปัญญาศึกษา (ContemplativeEducation) เนื่องจากเป็นการ ศึกษาที่ดูจิตของตัวเองจนเกิดปัญญา การศึกษาชนิดนี้เน้นที่การ ปฏิบัติ จะเป็นการทำงานก็ดี การออกกำลังก็ดี การทำงานศิลปะก็ดี การสนทนาก็ดี การทำงานชุมชนก็ดี การปลีกวิเวกก็ดี การปฏิบัติ ๓๐ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา กรรมฐานก็ดี แม้กิจใดอื่นก็ดี โยงไปสู่การรู้จิตของตัวเอง และการเข้าถึง ความจริง ความดี ความงามอยู่เสมอ (ศูนย์จิตตปัญญาศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล) จิตตปัญญาศึกษาเน้นความเงียบและลึกแห่งจิตหรือความสงบ ไม่ใช่การพูดเปรี้ยงทำเปรี้ยงอย่างตื้น ๆ ซึ่งตกเป็นเหยื่อของกิเลสได้ง่าย ๆ การสนทนาที่เรียกว่า สุนทรียสนทนา ไม่เน้นที่การโต้เถียงกัน ไปมา แต่เน้นที่การฟังอย่างลึก การฟังอย่างลึกก่อให้เกิดปัญญา หรือ การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานทางจิตใจและการเปลี่ยนพฤติกรรม(สถาบัน ขวัญเมือง จังหวัดเชียงราย) มีผู้นำสุนทรียสนทนาไปใช้ในเรื่องต่าง ๆ แล้วได้ผลดีในการก่อ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน รวมทั้งในเรื่องครอบครัว เช่น ใน โครงการครอบครัวเข้มแข็งของสุภาวดี หาญเมธีและคณะ ที่ปรากฏว่าเมื่อ สามีฟังอย่างลึก ขณะที่ภรรยาพูด ซึ่งตามปรกติก็จะเถียงสวนกันไปมา ไม่รู้เรื่อง ไม่มีใครฟังใคร แก้ปัญหาไม่ได้ หรือปัญหาบานปลายมากขึ้น สามีเกิดน้ำตาไหลพรากเพราะสิ่งที่ภรรยาพูดได้เข้าไปสัมผัสส่วนลึกของ จิตว่าตนได้ก่อกรรมทำเข็ญไว้อย่างไรบ้าง เกิดดวงตาเห็นธรรม เกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ทำให้สัมพันธภาพในครอบครัวเปลี่ยนแปลง จากหน้ามือเป็นหลังมือ ในทำนองเดียวกันเมื่อภรรยาเป็นผู้ฟังอย่างลึก ขณะที่สามีพูด หรือพ่อแม่ฟังอย่างลึกขณะที่ลูกพูด ก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยน ขั้นพื้นฐาน เรื่องการฟังอย่างลึกนี้มีคนชื่อออตโต ฌาเมอร์ เอาไปประดิษฐ์ เป็นทฤษฎีรูปตัวยู (U Theory) โดยสาระแสดงไว้ในรูปที่ ๔ ข้างล่าง นี้ คือ ประเวศ วะสี ๓๑ มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษา รูปที่ ๔ สรุปโดยสาระของ U Theory (๑) เมื่อรับรู้อะไรไม่พูดเปรี้ยงทำเปรี้ยงไปทันที ซึ่งตื้นเขิน และเป็นเหยื่อของกิเลส แขวนไว้ก่อนอย่างเพิ่งตัดสิน (๒) พิจารณาอย่างสงบลึก (๓) เกิดสภาวะที่เขาเรียกว่า Presence หรือการมีสติรู้อยู่กับ ปัจจุบันทำให้เกิดปัญญา (๔) หลังจากนั้นเมื่อพูดหรือทำก็เป็นเรื่องที่ผ่านกระบวนการ ทางปัญญามาแล้ว (ไม่เหมือนกับการตอบโต้อย่างตื้นเขิน ภายใต้อิทธิพลของกิเลส) กระบวนการนี้เมื่อเขียนเป็นภาพจึงเหมือนเป็นรูปตัว U คือ การแขวนและลงลึกก็ลงมาตามขาหน้าของตัว U ที่ก้นตัว U เป็นการ รู้อยู่กับปัจจุบันซึ่งเป็นปัญญา การพูดหรือทำหลังจากนั้นก็ขึ้นไปตามขา หลังของตัว U ๓๒ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา เรื่องนี้ก็ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนไว้นานแล้วว่า เมื่อใครบอกอะไรเธอ (รับรู้) เธออ่านเพิ่งตอบรับหรือตอบปฏิเสธ (แขวนไว้ก่อน) แต่จงพิจารณาดูโดยแบบคาย (พิจารณาอย่างสงบลึก) โดยการมีสติและรู้ว่าอะไรควรมิควร (ปัญญา) แต่ทฤษฎีรูปตัวยูก็เป็นการทำให้เป็นที่น่าสนใจสำหรับคนสมัย ใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เมื่อพิจารณาถึงวิกฤตการณ์ของมนุษย์ในปัจจุบัน และความดีบ ต้นของทางออก มีความจำเป็นเร่งด่วนที่มนุษย์ทั้งหมดจะต้องกลับมา ใช้ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่ธรรมชาติให้ไว้นานแล้ว ไปให้เลย การติดบ่วงทางวัตถุธรรม ถึงการเข้าถึงสิ่งสูงสุด หรือเข้าถึงความจริง ความงาม ความดี เพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตนเอง เพื่อนคนไทยมากที่สุดที่จะมากได้ ควรหันมาทำความเข้าใจ การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน กลุ่ม องค์กร โรงเรียน มหา- วิทยาลัย ควรทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง ควรมีการฝึกอบรมผู้นำ แบบใหม่ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง (Transformative Leader) และสามารถก่อให้เกิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ขยายออกไปให้มากที่สุดและเร็วที่สุด ประเวศ วะลี ๓๓ # ๖. จิตตปัญญา ศึกษา เนื่องจากมนุษย์ควรเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานใน ตัวเอง (Transformation) กันให้มากที่สุด ถ้าศานติสุขจะบังเกิดขึ้น ได้ วงการสื่อสารและวงการศึกษาควรจะสนใจเรื่องจิตตปัญญาศึกษา กันให้มาก จิตตปัญญาศึกษาควรเข้าไปสู่หลักสูตรการศึกษาทุกระดับและ ทุกประเภท เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาทั่วไปที่เน้นการปฏิบัติ ควรมีศูนย์ ส่งเสริมจิตตปัญญาศึกษาในโรงเรียน หากโรงเรียนยังติดภารกิจเดิม ๆ ยุ่งเกิน สมาคมครูและผู้ปกครอง ของแต่ละโรงเรียนควรจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมจิตตปัญญาศึกษาที่มีทั้งครูและ ๓๔ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย และไตรยางค์แห่งการศึกษา ผู้ปกครองจำนวนหนึ่งศึกษาและปฏิบัติจนเชี่ยวชาญ และส่งเสริมให้ จิตต์ปัญญาศึกษาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาทั่วไป ลูกศิษย์และ ลูกหลานของท่านจะเป็นคนดี มีความสุข และมีปัญญา มหาวิทยาลัยทุกแห่งควรมีศูนย์จิตต์ปัญญาศึกษาเพื่อส่งเสริม ให้จิตต์ปัญญาศึกษาเข้าไปอยู่ในการศึกษาทั่วไปของมหาวิทยาลัย ศูนย์จิตต์ปัญญาศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล มีนักวิชาการ พหุสาขาประมาณ ๓๐ คน มารวมตัวกันศึกษาค้นคว้าพัฒนาตัวเอง เพื่อ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และร่วมกันสร้างหลักสูตรมหาบัณฑิต ทั้งนี้โดยเชื่อมโยงกับผู้รู้ ผู้สนใจ ทั้งในและนอกประเทศ เช่นกับสถาบัน ขวัญเมือง จังหวัดเชียงราย กับสถาบันอาศรมศิลป์ มูลนิธิรุ่งอรุณ โรงเรียน สัตยาไส คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น รวมทั้งเชิญ ดร.ปีเตอร์ เฮิร์สท์ อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนโรปะมาอยู่ประจำ เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรและร่วมสอน ถึงแม้จะเรียกว่าศูนย์ แต่เป็นศูนย์ แบบเปิดประตูเพื่อเรียนรู้ร่วมกันเป็นเครือข่าย ศูนย์นี้กำลังพัฒนาห้องสมุดออนไลน์ที่จะทำให้สามารถเข้าถึง ข้อความรู้เกี่ยวกับจิตต์ปัญญาศึกษาทั้งโลก ปีหน้าศูนย์จะเปิดรับนักศึกษา หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาจิตต์ปัญญาศึกษาและการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง อาจรับปีละ ๑๕-๒๐ คน โดยมีทุนการศึกษาสนับสนุนจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อสร้าง คนไปเป็นครูให้สามารถขยายการเรียนการสอนจิตต์ปัญญาศึกษาออกไป เรื่อย ๆ หากในที่สุดทุกมหาวิทยาลัยมีศูนย์จิตต์ปัญญาศึกษา และเชื่อม โยงกันเป็นเครือข่ายจิตต์ปัญญาศึกษาในอุดมศึกษา เครือข่ายจิตต์ปัญญา ประเวศ วะสี ๓๕ มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษา ศึกษามหาวิทยาลัยจะเป็นพลังอันแข็งแกร่งเพื่อจิตตปัญญาของการศึกษาไทยและของโลกด้วย กระทรวงศึกษาธิการควรทำความเข้าใจและพัฒนานโยบายเรื่องจิตตปัญญาศึกษา ยิ่งถ้ากระทรวงศึกษาสามารถปรับระบบการศึกษาให้เป็นระบบการศึกษาที่มีองค์สามหรือไตรยางค์แห่งการศึกษา อันได้แก่ องค์ที่ ๑ การศึกษาในฐานะวัฒนธรรม องค์ที่ ๒ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ องค์ที่ ๓ จิตตปัญญาศึกษา การศึกษาก็จะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ-จิตใจ-ครอบครัว-ชุมชน-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ พร้อมกันไปอย่างบูรณาการเพื่อสร้างศานติสุข ควรมีภาคีส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้ อันเป็นกลไกที่ไม่เป็นทางการ ทำงานสนับสนุนกลไกที่เป็นทางการ เพื่อให้เกิดพลังแห่งการเรียนรู้ทั้งชาติ เพื่อให้การศึกษาเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไปสู่ศานติสุข ๓๖ ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย ระบบการศึกษาที่มีองค์สามแห่งการศึกษา จะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถแก้ปัญหา ทางเศรษฐกิจ - จิตใจ - ครอบครัว - ชุมชน - สังคม - วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพ พร้อมกันไปอย่างบูรณาการเพื่อ สร้างศานติสุข ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย # มหาวิทยาลัย กับ จิตตปัญญาศึกษา และ ไตรยางค์แห่งการศึกษา ประเวศ วะสี จัดโดย สมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๐
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
17 March 2007
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ปาฐกถา
• สวัสดิ์ สกุลไทย์ -- ปาฐกถา
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
17 March 2007
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้