auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
บทความนี้ผู้เขียนได้อธิบายเกี่ยวกับพุทธทาสธรรมกับประชาธรรม กล่าวคือ การศึกษาพุทธทาสธรรมนั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตนได้ ขณะเดียวกันควรจะเชื่อมโยงไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในองค์กรและในสังคมด้วย คือเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจไปสู่การเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคน ความเสมอภาค ภราดรภาพ และการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ หรือการเรียรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ทั้งหมดเป็นประชาธรรม อันนำไปสู่ความเป็นประชาสังคม ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# พุทธทาสธรรม กับ ประชาธรรม ประเวศ วะสี ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นการครอบ ๗๕ ปี ของการก่อตั้งสวนโมกขพลาราม และ ๗๕ ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินเมื่อ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ภายหลังการก่อตั้งสวนโมกข์เล็กน้อยทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นด้วยปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะก่อให้เกิดสันติสุขของมหาชน สวนโมกขพลารามนั้นต้องการให้เป็นพลังแห่งความหลุดพ้น ท่านอาจารย์พุทธทาสมีความแน่วแน่ว่า มีแต่พลังแห่งความหลุดพ้นเท่านั้นที่จะช่วยแก้วิกฤตโลกได้ หัวใจของพระพุทธศาสนาคือปัญญาแห่งความหลุดพ้น หรือโลกุตตรธรรม เรื่องคุณงามความดีและเรื่องสมาธิก็มีสอนกันอยู่ทั่ว ๆ ไปก่อนมีพระพุทธเจ้าแล้ว แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบด้วยพระองค์เองคือปัญญาวิมุติ คำว่าโลกุตตรธรรมหรือธรรมะเหนือโลกมีคนเอาไปทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าในเมื่อเป็นธรรมะเหนือโลกก็ไม่เกี่ยวกับคนในโลก คนในโลกควรใช้โลกียธรรม และพากันละเลยโลกุตตรธรรม ท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นภิกษุองค์แรกในสมัยรัตนโกสินทร์ที่เรียกร้องให้โลกุตตรธรรมกลับมาสู่โลกย์ ธรรมะเหนือโลกไม่ใช่ธรรมะนอกโลก ควรจะอยู่ในครัวเรือนทุกบ้าน คำว่าเหนือโลกหมายถึงโลกแห่งโลภะ โทสะ โมหะ หรือโลกแห่งความยึดมั่นในตัวตน หรือความเห็นแก่ตัว ท่านพยายามปรุงโลกกุตตรโอสถให้เป็นยาสามัญประจำบ้าน อาจจะเรียกว่าท่านใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อปรุงโลกุตตรโอสถให้เป็นยาสามัญประจำบ้าน โดยสอนเรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่นบ้าง เรื่องการลดละตัวกูของกูบ้าง เรื่องความว่างหรือสุญญตาบ้าง เรื่องนิพพานอยู่ที่ปลายจมูกบ้าง เรื่องอิทัปปัจจัยตาบ้าง เรื่องตกตาบ้าง เรื่องอตัมมย-ตาบ้าง ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ที่เรียกว่าพุทธทาสธรรมนั้นก็อยู่ภายในกรอบพุทธธรรมนั่นเอง แต่มีลักษณะพิเศษตรงที่ท่านพยายามสกัดแก่นของพุทธศาสน์ตรงที่ท่านเชื่อว่ามาจากพระโอษฐ์ มีเหตุผล ตรงเข้าสู่นิพพาน และท่านใจกว้างในการตีความคำสอนลัทธินิกายและคำสอนของศาสนาอื่นในส่วนที่ตรงกับการไม่ยึดมั่นตัวตนเป็นใหญ่ ท่านเชื่อว่าหัวใจของศาสนาต่าง ๆ ก็คือ ส่วนที่เป็นโลกุตตรธรรม ที่เรียกว่า spiritual หรือการไปเหนือวัตถุธรรม ท่านจึงอยากเห็นศาสนิกของศาสนาต่าง ๆ เข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน ๆ ไม่ไปติดอยู่ที่กะพี้แล้วทะเลาะกัน เมื่อเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน ๆ แล้ว ก็สามารถร่วมมือกันระหว่างศาสนิกได้ โดยช่วยให้มนุษย์ถอนตัวออกจากวัตถุนิยม ท่านอาจารย์พุทธทาสเห็นว่าโลกวิกฤตเพราะวัตถุนิยม โลกุตตรธรรมคือธรรมะที่เหนือวัตถุธรรม ท่านเห็นว่าศีลธรรมไม่มีทางเป็นไปได้โดยปราศจากโลกุตตรธรรม นักปราชญ์ฝรั่ง เช่น Larslo, Gof และ Russell มีความเห็นว่าอารยธรรมตะวันตกกำลังพาโลกทั้งโลกไปสู่วิกฤตการณ์อย่างรุนแรง และไม่มีทางที่อารยธรรมบริโภคนิยมดำเนินต่อไปโดยไม่ก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ มีทางเดียวที่จะรอดได้คือการปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution) ในการเคลื่อนไหวใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาการทางจิตวิญญาณ มีศัพท์บางคำที่นำมาใช้กัน เช่น จิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) การปฏิวัติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Revolution) จิตวิวัฒน์ จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) ซึ่งทั้งหมดล้วนมุ่งไปสู่การยกระดับจิตให้สูงกว่าภพภูมิทางวัตถุ ตามสาระก็ตรง กับคำสอนของอาจารย์พุทธทาสเรื่องช่วยให้มนุษย์ถอนตัวจากวัตถุนิยม เป็นแต่ว่าท่านอาจารย์พุทธทาส มองเห็นวิกฤตการณ์แห่งวัตถุนิยมก่อนใคร ๆ มาก และเห็นว่าโรคของโลกนี้รุนแรงยิ่ง ไม่มียาอะไรจะแก้ได้ นอกจากโลกุตรโอสถ มีผู้คนที่ได้รับประโยชน์จากพุทธทาสธรรมเป็นจำนวนมากเท่าใดไม่ทราบแน่ สมมติว่าเป็นหมื่น ๆ คน แต่ถ้าถามว่าศีลธรรมของสังคมโดยรวมขณะนี้ดีขึ้นหรือไม่ คงจะต้องตอบว่าเลวลง อาจจะเป็นเพราะ จำนวนคนที่ศึกษาพุทธทาสธรรมยังไม่มากพอ หรือเป็นเพราะมีเหตุอื่น หันกลับไปมองด้านประชาธิปไตยที่เริ่มต้นในปีเดียวกับการสร้างสวนโมขพลาราม ถ้าถามว่า บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้วหรือยัง คำตอบก็คือว่ายัง การเมืองล้มลุกคลุกคลาน มี รัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังไม่มีเค้าว่าจะเกิดระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เมื่อประชาธิปไตยไม่ลงตัว ทุกฝ่ายลำบากไปหมด พระมหากษัตริษย์ก็ลำบาก รัฐบาลก็ลำบาก ประชาชนก็ลำบาก และบ้านเมือง อาจหลุดเข้าไปสู่ความรุนแรงมิคสัญญีกลียุค ท่านอาจารย์พุทธทาสชอบพูดถึงความถูกต้อง ๆ ระบบอะไรที่ดำเนินไปได้ด้วยดี ทุกองค์ประกอบของระบบนั้นจะต้องมีความถูกต้อง เช่น รถยนต์ จะวิ่งไปได้ดีทุกองค์ประกอบจะต้องถูกต้องหมดและสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง อะไรผิดนิดหนึ่งรถก็อาจจะ วิ่งไม่ได้แล้ว หรือระบบร่างกายของเราจะเป็นปรกติมีสุขภาพดีก็เมื่ออวัยวะทั้งหมด เซลล์ทั้งหมด อนู ของสารต่าง ๆ ในเซลล์ มีความถูกต้อง บางครั้งมีอณูผิดปรกติไปตัวเดียวระบบร่างกายทั้งหมด ระส่ำระสายและชีวิตเป็นไปไม่ได้ องคาพยพของสังคมมีความซับซ้อน ทุกส่วนจะต้องมีความถูกต้องสังคมจึงจะมีความเป็นปรกติ หรือมีสุขภาพดี มิใช่ว่าประชาธิปไตยก็คือมีการเลือกตั้งขึ้นมาเท่านั้นแล้วทุกอย่างจะถูกต้องเป็นธรรม ซึ่ง เป็นไปไม่ได้ ทุกส่วนของสังคมจะต้องมีความถูกต้องประดุจเรื่องของรถยนต์หรือเรื่องของร่างกายดังที่ กล่าวถึง โครงสร้างของสังคมจะต้องมีความถูกต้อง สังคมไทยมีโครงสร้างทางดิ่ง คือความสัมพันธ์ระหว่างคนมีอำนาจที่อยู่ข้างบนกับคนไม่มีอำนาจ ที่อยู่ข้างล่าง ขาดความเท่าเทียมกัน คนข้างบนจะเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ มากกว่าคนข้างล่าง สังคมที่ ขาดความเสมอภาคจะเกิดความอยุติธรรมทางสังคม สังคมที่ขาดความเป็นธรรมจะแก้ความยากจนไม่ได้ เพราะความยากจนเกิดจากการขาดความเป็นธรรม ศีลธรรม และประชาธิปไตยก็เกิดไม่ได้ในสังคมที่มี โครงสร้างทางดิ่ง เพราะประชาธิปไตยเกิดจากพื้นฐานที่มีการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของ คนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ในสังคมที่มีโครงสร้างอำนาจทางดิ่ง ผู้คนจะขาดภราดรภาพ มีการวิ่งเต้นเส้นสาย นินทาว่าร้าย แทงข้างหลัง เอาเปรียบ และคดโกงมาก ในสังคมแบบนี้จะมีการเรียนรู้น้อยเพราะคนมีอำนาจก็จะใช้ อำนาจไม่ต้องการเรียนรู้ และไม่ต้องการให้คนใต้อำนาจเรียนรู้ สังคมจึงมีสมรรถนะต่ำในการเผชิญ ปัญหาที่ซับซ้อน เป็นที่รู้กันในทางสากลว่าสังคมที่มีความสัมพันธ์ทางดิ่ง เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมจะไม่ดี และจะไม่มีทางดีตราบใดที่โครงสร้างสังคมยังเป็นทางดิ่ง แม้จะเคร่งศาสนา ศีลธรรมก็ไม่ดี นี้จะช่วยอธิบายปริศนา (อาจารย์ประเวศใช้คำว่า "ปฏิศนา" - คุณหมอช่วยตรวจด้วยนะคะ) ที่ว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ พุทธศาสนาก็เป็นของดี เหตุไฉนจึงมีความเสื่อมเสียทางศีลธรรมเต็มไปหมด พุทธศาสนานั้นส่งเสริมอิสรภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ หรือความสัมพันธ์ทางราบ แต่เมื่อเข้ามาสู่ประเทศไทยก็ถูกโครงสร้างทางดิ่งเข้าครอบงำ สังคมที่มีความสัมพันธ์ทางราบ หมายถึงคนทุกคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนเหมือนกัน มีความเสมอภาค มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยภราดรภาพ นี้ตรงกับอปริหานิยธรรม หรือธรรมะเพื่อความเจริญ เมื่อมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยความเสมอภาคและภราดรภาพ ทำให้สังคมเข้มแข็ง สังคมที่มีความสัมพันธ์ทางราบนี้เรียกกันว่ามีความเป็นประชาสังคม (Civil Society) สังคมที่มีความเป็นประชาสังคม เศรษฐกิจจะดี การเมืองจะดี และศีลธรรมจะดี โดยที่สังคมของเรามีโครงสร้างทางดิ่งช้านาน จึงกำหนดความรู้สำนึกคิดและโครงสร้างองค์กรต่าง ๆ เช่น องค์กรทางการเมือง องค์กรทางราชการ องค์กรทางการศึกษา องค์กรทางธุรกิจ และองค์กรทางศาสนา ล้วนมีโครงสร้างทางดิ่งทั้งสิ้น ทำให้โครงสร้างทางดิ่งเหนียวแน่นมาก แต่ยิ่งเหนียวแน่นเท่าไรก็ยิ่งวิตูดมากขึ้นเท่านั้น ไม่มีทางก้าวไปสู่การเป็นสังคมที่สันติเป็นธรรมรุ่งเรือง คนไทยล้วนหวังอยากเห็นบ้านเมืองลงตัว มีประชาธิปไตยที่แท้จริง มีศีลธรรม มีสันติภาพ มีความรุ่งเรือง การที่จะเป็นอย่างนั้น เราต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ใน ๓ ระดับคือ ๑. การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตน (Personal Transformation) ๒. การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในองค์กร (Organizational Transformation) ๓. การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในสังคม (Social Transformation) การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานคือการเปลี่ยนจากพื้นฐานอำนาจไปสู่ปัญญา อำนาจเป็นตัวทำลายความถูกต้อง ตามปรกติปุฤชนคิดเชิงอำนาจ ทำเชิงอำนาจ และสัมพันธ์เชิงอำนาจ อำนาจทำให้เกิดความบีบคั่น ความบีบคั่นคือความขัดแย้งคือความทุกข์ และปัญหาตามมาอย่างซับซ้อน ความคิดเชิงอำนาจเกิดจากการยึดมั่นในตัวกูของกู จิตปัญญาศึกษาทั้งหลายล้วนมุ่งลดตัวกูของกู เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตน ซึ่งเมื่อเปลี่ยนไปแล้วจะทำให้บุคคลมีความรู้สึกนึกคิดและความสัมพันธ์ใหม่ คือทำให้มีอิสรภาพ มีความสุข และมีความสัมพันธ์กับคนอื่นและสิ่งอื่นใหม่ การศึกษาพุทธทาสธรรมนั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตนได้ ขณะเดียวกันควรจะเชื่อมโยงไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในองค์กรและในสังคมด้วย คือเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจไปสู่การเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคน ความเสมอภาค ภราดรภาพ และการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ หรือการเรียรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ทั้งหมดเป็นประชาธรรม อันนำไปสู่ความเป็นประชาสังคม ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ลูกศิษย์ลูกหาและผู้ที่สนใจศึกษาพุทธทาสธรรมก็มีเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะเกิด สังคมศีลธรรม ควรที่เครือข่ายผู้สนใจพุทธทาสธรรมจะส่งเสริมให้มีผู้ศึกษาพุทธทาสธรรมจำนวนมากขึ้น อาจจะมีการตั้งเป้าหมาย เช่นว่า ศึกษาพุทธทาสธรรมล้านคนเพื่อพ้นวิกฤต และโดยที่แน่นอนว่า การศึกษาพุทธทาสธรรมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตนจากการลดความยึดมั่นในตัวกูของ กู ควรจะเชื่อมโยงไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในองค์กรและในสังคมด้วย เพื่อการเกิดขึ้นของสังคม ประชาธรรมหรือการเป็นประชาสังคม เพื่อให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี สังคมที่โครงสร้างลงตัวจะเกิดความสงบซึ่งเกื้อกูลต่อการพัฒนาจิต เป็นพลังแห่งความหลุดพ้น สวนโมกขพลารามสร้างมาได้ ๗๕ ปีแล้ว ในขั้นต่อไปควรจะพยายามให้ประเทศทั้งประเทศ คือส่วนที่ เป็นพลังแห่งความหลุดพ้น ท่านอาจารย์พุทธทาสได้สร้างคำสอนไว้ในรูปต่าง ๆ หลายหมื่นชิ้น บัดนี้เป็นที่น่ายินดีว่าได้มี การตั้งมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส เพื่อก่อสร้างและดำเนินการหอจดหมายเหตุพุทธทาสในเขต กรุงเทพมหานคร เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้ากันได้อย่างกว้างขวางสืบไป ขอให้สวนโมกขพลาราม หอจดหมายเหตุพุทธทาส และเครือข่ายผู้ศึกษาพุทธทาสธรรม ได้เป็น พลังแห่งโมกษะและศานติสุข สมดังเจตนารมณ์ของท่านอาจารย์พุทธทาสมหาเถระผู้เป็นครูของเรา ทั้งหลาย PQET พุทธทาธรรม กับ ประชาธรรม ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2007
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ธรรมเทศนา
• ธรรมะ
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2007
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้