auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
บทความนี้ผู้เขียนกล่าวถึงประเทศไทยกำลังมาถึงทางสองแพร่ง ทางหนึ่งคือหลุดไปสู่มิคสัญญีกลียุค อีกทางหนึ่งคือยกระดับไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี โดยอธิบายเกี่ยวกับมิคสัญญีกลียุค, ที่ชายขอบความโกลาหล สิ่งใหม่ที่ดีผุดบังเกิดขึ้นได้, ความถูกต้องของทุกส่วนและทั้งหมด, โครงสร้างทางดิ่งทำให้ถูกต้องไม่ได้, ต้องเปลี่ยนอำนาจเป็นธรรม, ระบอบประชาธรรม หรือประชาธิปไตยที่แท้, รัฐส่งเสริมเบญจสดมภ์แห่งระบอบประชาธิปไตย, ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการถอดสลักความรุนแรงเฉพาะหน้า
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# อนาคตประเทศไทย มิคสัญญีกลียุค หรือยกระดับไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี ประเวศ วะลี ๒๘ เมษายน ๒๕๕๐ -๑- ขณะนี้ประเทศไทยกำลังมาถึงทางสองแพร่ง ทางหนึ่งคือหลุดไปสู่มิคสัญญีกลียุค อีกทางหนึ่งคือยกระดับไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี -๒- # ๑. มิคสัญญีกลียุค คนไทยจำนวนมากกำลังหวั่นวิตกว่าเมืองไทยกำลังจะหลุดเข้าไปสู่มิคสัญญีกลียุค เพราะความแตกแยกกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน ประเทศดูไม่มีสมรรถนะในการแก้ปัญหาใดๆ ความรุนแรงของเลือดใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูไม่มีความหวังที่จะแก้ไขได้ ประชาชนถูกฆ่าตายไม่เว้นแต่ละวัน ทำรัฐประหารกันมาก็ดูจะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ หลายฝ่ายเคลื่อนไหวจะคว่ำรัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่าง รัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ผ่านก็ยังดูลูกผีลูกคน ถ้าไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น เช่นว่าฝ่ายต่อต้านคมช. และรัฐบาลก็นำไปเป็นข้ออ้างได้ว่า เห็นไหม ประชาชนเขาไม่เอากับคมช.และรัฐบาล หรือว่าถ้าผ่านมีการเลือกตั้งหลายฝ่ายก็เกรงว่าจะเข้าอีหรอบเดิม คือมีการซื้อสิทธิขายเสียงแล้วก็ได้นักการเมืองเข้ามาโกงกินอีก บ้านเมืองก็จะติดขัด กองทัพก็จะทำรัฐประหารอีก แต่รัฐประหารแล้วก็แก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ แล้วจะทำยังไงกัน เมื่อบ้านเมืองแก้ปัญหาไม่ได้เรื้อรังนานเกินไป ผู้คนก็จะขัดแย้งกันมากขึ้น เดี๋ยวนี้ความขัดแย้งก็ยกระดับไปถึงขั้นเรียกร้องให้ปลดประธานองคมนตรี หรือถึงกับมีการเผยแพร่ข่าวสารและภาพที่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หรือปรากฏการณ์พระเดินขบวนขู่จะปิดล้อมสภาและเคลื่อนไหวคว่ำรัฐธรรมนูญก็ช่วยบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสังคมไทย ยังความวิตกกังวลลึก ๆ ของคนไทยเกี่ยวกับการเจริญพระชนมายุของพระเจ้าอยู่หัวและความเป็นอนิจจัง นอกจากนั้นยังมีคนบอกว่าในประเทศมหาอำนาจบางแห่งมีบริษัทรับจ้างโค่นล้มรัฐบาลต่างชาติโดยก่อความปั่นป่วนขึ้นด้วยวิธีการที่แนบเนียนและมีประสิทธิภาพยิ่ง รวมถึงฆาตกรรมผู้นำด้วย ถ้าใครจ้างมันด้วยเงินเยอะ ๆ มันก็ทำ ถ้ามันมาทำกับประเทศของเราก็ยิ่งยุ่งและยากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ เหล่านี้คือสภาพโกลาหล (Chaos) ที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ## ๒. ที่ชายขอบความโกลาหล สิ่งใหม่ที่ดีผุดบังเกิดขึ้นได้ ตามทฤษฎีความซับซ้อน (Complexity Theory) ความโกลาหล (Chaos) เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่ที่ชายขอบความโกลาหล (At the edge of chaos) เกิดสิ่งใหม่ที่ดี (Order) ได้ -๓- จนมีผู้บัญญัติศัพท์ว่า Chaordic (Chaos+order) คือเกิดโกลาหลแล้วเกิดสิ่งใหม่ที่ดีตามมาได้ สิ่งใหม่ที่ดีเป็นอย่างไร และเกิดขึ้นเมื่อใด ไม่สามารถพยากรณ์ได้ เมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อมสิ่งใหม่ที่ ดีก็เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันที คนโบราณเรียกว่าความมหัศจรรย์หรือเทวดาช่วย แต่ในทฤษฎีความซับซ้อน เรียกว่า การผุดบังเกิด (Emergence) อะไรที่แน่นเกินสิ่งใหม่ที่ดีก็เกิดไม่ได้ อะไรที่เหลวเกินสิ่งใหม่ที่ดีก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ที่ชายขอบ ความโกลาหลสิ่งใหม่ที่ดีเกิดขึ้นได้ ขณะนี้สังคมไทยถูกสั่นคลอนจนหลวมไปหมด ถ้าช่วยกันทำสิ่งที่ถูกต้องสิ่งใหม่ที่ดีก็เกิดขึ้นได้ แต่ ถ้าไม่สร้างความถูกต้องก็อาจหลุดเข้าไปสู่มิคสัญญีกลียุคนองเลือด ถ้าเข้าใจทฤษฎีความซับซ้อนดังกล่าวข้างต้น เราก็ไม่ควรหดหู่ท้อแท้สิ้นหวัง เพราะสิ่งใหม่ที่ดีอาจ เกิดขึ้นได้อย่างกระทันหันและมหัศจรรย์ถ้าเรามีการกระทำที่ถูกต้อง คนไทยจึงควรต้องสนใจเรื่องความถูกต้องกันให้มากที่สุด ## ๓. ความถูกต้องของทุกส่วนและทั้งหมด รถยนต์จะวิ่งไปได้เรียบร้อยทุกส่วนประกอบต้องมีความถูกต้องและสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ถ้า ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ถูกต้อง รถก็วิ่งไม่ได้หรือขัดข้อง ร่างกายของเราก็เช่นเดียวกัน ประกอบด้วยอณู เซลล์ และอวัยวะ อันหลากหลาย ทุกส่วนต้อง ถูกต้องและสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ชีวิตร่างกายจึงจะมีความเป็นปรกติ บางครั้งอณูเพียงอณูเดียว ผิดปรกติไป ทำให้ระบบร่างกายรวนไปทั้งระบบ สังคมก็เช่นเดียวกัน ที่ทุกส่วนต้องมีความถูกต้องและสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง สังคมจึงจะมีความ เป็นปรกติ เรื่องนี้เป็นสัจธรรมจะหลอกกันไม่ได้ด้วยประการใด ๆ คนไทยควรทำความเข้าใจและตั้งใจสร้างความถูกต้องอย่างจริงจัง มิฉะนั้นประเทศไทยก็จะสะดุด และอาจหลุดเข้าไปสู่ความรุนแรงล่มสลาย จะทำแบบศรีธนญชัย ไม่ได้ ## ๔. โครงสร้างทางดิ่งทำให้ถูกต้องไม่ได้ โครงสร้างกำหนดคุณสมบัติของสรรพสิ่ง โครงสร้างของสังคมกำหนดคุณสมบัติของสังคม สังคมไทยมีความสัมพันธ์ทางดิ่ง -๔- ความสัมพันธ์ทางดิ่งหมายถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างคนข้างบนกับคนข้างล่าง ไม่มีความ เสมอภาคและภราดรภาพ ความสัมพันธ์ทางราบหมายถึงการมีความเสมอภาคและเข้ามารวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยภราดร ภาพไม่ใช่ด้วยอำนาจ สังคมที่มีโครงสร้างทางดิ่งจะมีการเรียนรู้น้อย เพราะใช้อำนาจไม่ได้ใช้ความรู้ คนข้างบนจะโกง มาก คนข้างล่างจะวิ่งเต้นเส้นสายแสวงหาความอุปถัมภ์ นินทาว่าร้าย อกใบปลิว หวาดระแวง แก่งแย่ง แทงข้างหลัง ไม่ไว้ใจกัน รวมตัวร่วมคิดร่วมทำไม่ได้ สังคมใดเป็นสังคมทางดิ่ง เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมจะไม่ดี และจะไม่มีวันดี ตราบใดที่ยังเป็นสังคมทางดิ่ง ดังจะเห็นได้ว่าเราไม่สามารถแก้ความยากจนได้ เพราะความยากจนเกิดจากความอยุติธรรม โครงสร้างอำนาจทำให้ขาดความเป็นธรรม ทำอย่างไรๆ ประชาธิปไตยก็ไม่เกิด เพราะประชาธิปไตยเกิด จากความเสมอภาค ทำอย่างไรๆ ศีลธรรมก็ไม่เกิด ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสอนศีลธรรมมาตลอดเวลา ๖๐ ปี ทั้งๆ ที่อาจารย์พุทธทาสก่อตั้งสวน โมกข์ เมื่อ ๒๔๗๕ และสอนศีลธรรมตลอดอายุขัยของท่าน ทั้งๆ ที่เรามีวัด ๓๐,๐๐๐ วัด มีพระอีก ๒๕๐,๐๐๐ รูป แต่ศีลธรรมกลับเสื่อมลง เพราะโครงสร้างทางดิ่งหรือโครงสร้างเชิงอำนาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียทาง ศีลธรรม สังคมที่มีโครงสร้างทางดิ่งจะมีสมรรถภาพในการแก้ปัญหาน้อยในสังคมที่ซับซ้อน เพราะมีการ เรียนรู้น้อย จะแก้ปัญหาอะไรไม่ค่อยได้ เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้สังคมก็จะขัดแย้งกันมากขึ้นๆ และนำไปสู่ ความรุนแรงได้ง่าย สังคมที่มีความสัมพันธ์ทางราบ มีความเสมอภาคและมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยประการ ต่างๆ เรียกว่ามีความเป็นประชาสังคม ประเทศที่มีความเป็นประชาสังคมสูง เศรษฐกิจจะดี การเมืองจะดี และศีลธรรมจะดี ประชาธิปไตยที่จะได้ผลต้องมีความเป็นประชาสังคม หรือความเป็นประชาสังคมนั่นแหละคือ ประชาธิปไตย ถ้ามีแต่การเลือกตั้ง แต่โครงสร้างทางสังคมยังเป็นโครงสร้างทางดิ่งที่ขาดความเสมอภาคและ ภราดรภาพ ประชาธิปไตยก็ไม่ได้ผล ## ๕. ต้องเปลี่ยนอำนาจเป็นธรรม โครงสร้างอำนาจหรือโครงสร้างทางดิ่งในสังคมไทย ซึ่งมีระบบราชการเป็นโครงกระดูก เป็น โครงสร้างแห่งความไม่เป็นธรรม ทำให้ทำอะไรๆ ไม่สำเร็จ เช่น แก้ความยากจนไม่ได้ ประชาธิปไตยไม่ เกิด ศีลธรรมเสื่อมโทรมบนโครงสร้างที่ขาดความเป็นธรรม -๕- เมื่อเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเข้ามายิ่งทำให้ความอยุติธรรมถ่างมากขึ้น คนได้เปรียบเอาเปรียบมากขึ้น คนเสียเปรียบเสียเปรียบมากขึ้น ถ้าสังคมมีความเป็นธรรมอยู่ถึงทุนนิยมจะเข้ามา ความเสียหายก็จะอาจจะไม่มากเท่า เรามีรัฐบาลมาหลายชนิดทั้งรัฐบาลพระราชทาน รัฐบาลทหาร รัฐบาลพลเรือน รัฐบาลนายทุน ไม่ปรากฏว่าสามารถแก้ปัญหาของประเทศชาติได้ แม้รัฐบาลในอนาคตก็คงจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ตราบใดที่โครงสร้างอำนาจทางดิ่ง หรือโครงสร้างแห่งความไม่เป็นธรรมยังดำรงอยู่ ในการที่จะก้าวข้ามมิติสัญญีกลียุคไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี จะต้องปรับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมไปสู่โครงสร้างที่เป็นธรรมตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้ หรือระบอบประชาธรรม ต้องปรับอำนาจทั้งปวงไปสู่ธรรม หรือความถูกต้อง อำนาจของพระราชาเปลี่ยนเป็นราชธรรม อำนาจรัฐเปลี่ยนเป็นรัฐธรรม อำนาจเงินเปลี่ยนเป็นธนธรรม การเปลี่ยนอำนาจให้เป็นธรรม คือระเบียบวาระของเราร่วมกัน ถ้าเราต้องการก้าวไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี ทั้งราชธรรม รัฐธรรม และธนธรรม ต้องหนุนให้เกิดประชาธรรม หรือประชาธิปไตยที่แท้บ้านเมืองจึงจะสงบสุข ## ๖. ระบอบประชาธรรม หรือประชาธิปไตยที่แท้ ประชาธิปไตยที่แท้หรือประชาธรรมต้องอยู่บนพื้นฐานทางศีลธรรมที่ลึกซึ้ง มีโครงสร้างทางสังคมที่ส่งเสริมความเสมอภาค ภราดรภาพ และความยุติธรรม มีการกระจายอำนาจ ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจการของประเทศได้โดยตรง มีการพัฒนาจิตและปัญญาให้ยิ่ง เบญจสดมภ์ของระบอบประชาธิปไตยที่แท้หรือประชาธรรม คือ ๑. การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ๒. อธิปไตยโดยตรงของปวงชน ๓. ประชาธิปไตยชุมชน ประชาธิปไตยท้องถิ่น ๔. ประชาสังคม (อิสรภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ) ๕. การพัฒนาจิตและปัญญาให้ยิ่ง ซึ่งขยายความได้ดังนี้ ๑. การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เป็นศีลธรรมพื้นฐานของสังคม และเป็นรากฐานของสิ่งดีงามทั้งปวง เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม -๖- ถ้าประชาชนรู้สึกมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าแห่งความเป็นคน จะเกิดสุขภาวะและปลดปล่อยพลัง สร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ ทุกองคาพยพของประเทศต้องเป็นไปเพื่อส่งเสริมการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคน ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ๒. อธิปไตยโดยตรงของปวงชน ในสมัยที่มีเทคโนโลยีการสื่อสารโดยทั่วถึง ประชาชนสามารถ มีอธิปไตยโดยตรง คือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางนโยบาย มีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐทุกระดับ ควรจัดให้มีวิทยุประชาชน และ อินเตอร์เนตประชาชน ที่ประชาชนทั่วประเทศสามารถสื่อสารได้โดยตรง วันหนึ่งๆ ประชาชนจะมีการสื่อสารเป็นแสน ๆ เรื่อง ควรมีการสังเคราะห์ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง เช่น ร้องเรียนเรื่องการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบราชการ ความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนา ฯลฯ แล้วนำเรื่องที่ร้องเรียนหรือข้อคิดเห็นไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประโยชน์นี้จะมีผลอันยิ่งใหญ่ประดุจ การปฏิวัติประชาธิปไตย ๓. ประชาธิปไตยชุมชน ประชาธิปไตยท้องถิ่น ประชาธิปไตยชุมชนและประชาธิปไตย ท้องถิ่นเป็นฐานของประชาธิปไตย ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ เราสนใจแต่ประชาธิปไตยระดับชาติแล้วล้มลุกคลุกคลานเรื่อยมา เพราะอะไรที่ไม่มีฐานก็จะ พังลง ๆ ไม่มีประชาธิปไตยที่ไหนจะเป็นไปได้โดยปราศจากความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น เพราะฉะนั้น ต้องส่งเสริมอธิปไตยของชุมชนและท้องถิ่นให้สามารถอภิบาลตัวเองให้ได้มากที่สุด รัฐบาลจะได้มีเวลา พัฒนาเรื่องที่สำคัญ ๆ ที่ชุมชนท้องถิ่นทำเองไม่ได้ ไม่ใช่ปัญหาทุกชนิดจากทุกตารางนิ้วของประเทศพุ่ง เข้าใส่นายกรัฐมนตรีเยี่ยงปัจจุบันเพราะการรวมศูนย์อำนาจของรัฐ ๔. ประชาสังคม (อิสรภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ) ในขณะที่ระบบราชการเป็นโครงสร้างอำนาจ ทางดิ่ง ทำให้ทำอะไรๆ ให้สำเร็จได้ยาก ประชาสังคมเป็นรูปธรรมของอิสรภาพ ความเสมอภาค และ ภราดรภาพ คือคนทั้งปวงมีอิสรภาพที่จะเข้ามารวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยความเสมอภาคและภราดรภาพ ควรมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร และในทุกเรื่อง สังคมที่มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเต็มหรือเกือบเต็มพื้นที่ทางสังคม เรียกว่ามีความเป็น ประชาสังคม (Civil Society) เป็นความสัมพันธ์ทางราบ คือมีความเสมอภาคหรือเท่าเทียมกัน เมื่อมีความเท่าเทียมกันก็เกิดภราดรภาพ ทั้งนี้เป็นไปโดยความสมัครใจ ความเป็นประชา สังคมจะทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ๕. การพัฒนาจิตและปัญญาให้ยิ่ง การพัฒนาจะมีแต่ทางกายและทางสังคมเท่านั้นไม่พอ แต่ ต้องมีการพัฒนาจิตและปัญญาด้วย เป็นการพัฒนากาย จิต ปัญญา สังคม ไปพร้อมกัน ระบบและกลไกของประเทศทั้งหมดจะต้องส่งเสริมการพัฒนาจิตและพัฒนาปัญญาของ ประชาชนให้ยิ่ง เพื่อส่งเสริมชีวิตและการอยู่ร่วมกันที่เจริญ เมื่อเบญจสดมภ์ทั้ง ๕ ประสานสอดคล้องกันจะเกิดระบอบประชาธรรม หรือระบอบประชาธิปไตย ที่แท้ ถ้ามีความเห็นพ้องในเบญจสดมภ์ของระบอบประชาธิปไตย ที่เหลือก็จะลงตัวง่ายขึ้น -๗)- # ๗. รัฐส่งเสริมเบญจสดมภ์แห่งระบอบประชาธิปไตย คำว่ารัฐบาลในบริบทของไทยใช้ในความหมายที่แคบกว่าคำว่า government ของฝรั่ง ซึ่งหมายถึง ระบบของรัฐทั้งหมด ถ้าเรามีความเห็นพ้องว่าเราจะมีระบอบประชาธิปไตยที่แท้ และเบญจสดมภ์เป็นเสาหลักแห่ง ระบอบประชาธิปไตย ระบบและกลไกของรัฐทั้งหมดก็ต้องเข้ามาส่งเสริมเบญจสดมภ์แห่งระบอบ ประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นจริง รัฐต้องจัดการให้ระบบทั้งหมดของประเทศ เช่น ระบบราชการ ระบบเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา ระบบการสื่อสาร ระบบความยุติธรรม เป็นต้น เข้ามาเสริมสร้างเบญจสดมภ์แห่งประชาธรรม -๘- ๘. # ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่แล้วมาเมื่อประชาธิปไตยยังไม่ลงตัว ทุกฝ่ายลำบากไปหมด พระมหากษัตริย์ก็ลำบาก รัฐบาลก็ลำบาก ประชาชนก็ลำบาก ถ้าทุกส่วนมีความถูกต้องและสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดความลงตัว สงบ ราบรื่นคล่องแคล่ว ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมืองและธุรกิจ มีสถานะเป็นความดี ความงาม ความถูกต้อง และความต่อเนื่อง ทำหน้าที่สนับสนุนรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตย สถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล ประชาธรรม รูปที่ ๑ สามเหลี่ยมระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถ้าระบอบประชาธิปไตยเป็นไปด้วยดีเกิดสันติประชาธรรม พระมหากษัตริย์ก็ไม่ต้องทรงเหน็ดเหนื่อยและถูกเรียกร้องให้ใช้พระราชอำนาจ ซึ่งทำให้ตกอยู่ในฐานะยากลำบากและอันตราย ถ้าระบอบประชาธิปไตยเป็นไปด้วยดี ไม่จำเป็นต้องคาดหมายหรือเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์ต้องเป็นคนเก่ง การคาดหมายให้พระมหากษัตริย์ต้องเป็นคนเก่งก่อให้เกิดความยากลำบากและวิตกกังวลอย่างมากในการคิดถึงการสืบราชสันตติวงศ์ ลองศึกษาระบบกษัตริย์ของอังกฤษย้อนขึ้นไปก่อนพระนางเจ้าวิคตอเรียเมื่ออังกฤษเป็นประชาธิปไตยแล้วว่า กษัตริย์หลายพระองค์ของเขาก็ไม่ได้เป็นคนเก่งเลย หรือบางองค์ก็ไม่ได้เป็นคนดีเสียด้วยซ้ำ แต่ระบบของเขาก็อยู่ได้ เพราะเป็นประชาธิปไตย มีนายกรัฐมนตรีที่เก่ง ๆ ทำงานและช่วยประคับประคองสถาบัน พระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนอันไม่ปรากฏต่อสาธารณะบางครั้งบางเรื่องพระมหากษัตริย์ก็ทรงแนะนำนายกรัฐมนตรี บางครั้งบางเรื่องนายกรัฐมนตรีก็ถวาย -๙- คำแนะนำแก่พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้โดยไม่ทำในที่สาธารณะ แต่ด้วยความเคารพในความเป็นสถาบันซึ่งกัน และกัน คือสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันนายกรัฐมนตรี ทั้งสองสถาบันส่งเสริมสนับสนุนประชาธรรม บรรจบเป็นสามเหลี่ยมแห่งระบอบประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (รูปที่ ๑) ต่อเมื่อเรามีระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้นที่พระมหากษัตริย์จะไม่ต้องทรงลำบากและเสี่ยง และมีรัฐประหารกันอย่างซ้ำซาก แล้วก็เข้าไปสู่ความยากลำบากและตีบตันอย่างที่เป็น ๙. การถอดสลักความรุนแรงเฉพาะหน้า ก่อนจะกล่าวถึงวิธีถอดสลักความรุนแรง ขอเล่าเรื่องเมื่อครั้งพุทธกาล ๒ เรื่อง คือ หนึ่ง มีพระองค์หนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าว่าชาวบ้านทะเลาะกันเพราะอะไร ตรัสตอบว่า เพราะ **กามราคะ** หรือความกำหนัดอยากได้เป็นของตน พระทูลถามต่อไปว่า แล้วภิกษุล่ะทะเลาะกันเพราะอะไร ตรัสตอบว่าเพราะ**ทิฐิราคะ** หรือความกำหนัดในความคิดของตนๆ เรื่องนี้คงใช้ได้กับนักวิชาการด้วย **สอง** ครั้งหนึ่งในกรุงโกสัมพี พระภิกษุแตกแยกเป็นสองพวกทะเลาะกันอย่างไม่มีวันหยุด พระ พุทธองค์เสด็จไปห้ามก็ไม่หยุด มิหนำซ้ำยังว่าพระพุทธองค์ว่า "ขอพระผู้มีพระภาคจงขวนขวายน้อย" ซึ่ง ก็คือ อย่ายันมาห้ามทำนองนั้น หนักเข้าชาวบ้านเขารำคาญเลยหยุดใส่บาตรทั้งคู่ พระสงฆ์ทั้งสองข้าง หมดแรงหยุดทะเลาะกันไปได้ เรื่องนี้แสดงว่าแม้พระพุทธองค์ซึ่งทรงเป็นพระศาสดายังหยุดยั้งการทะเลาะ กันของพระสงฆ์ไม่ได้ ประชาชนต้องเข้ามามีบทบาท ความขัดแย้งบาดหมางในประเทศไทย มีทั้งกามราคะและทิฐิราคะ สังคมทั้งหมดต้องเข้ามา ช่วยกันดูแลป้องกันความรุนแรง ส่วนว่าจะทำอย่างไรนั้น ขอเสนอให้พิจารณาเป็น ๗ มาตรการ คือ (๑) **การปรับวิธีคิด** ความรุนแรงเกิดจาก**วิธีคิด** วิธีคิดที่นำไปสู่ความรุนแรงคือ**วิธีคิดแบบแยกส่วนตายตัว** วาทะของประธานาธิบดีบุชที่ว่า "ถ้าคุณไม่ใช่พวกเรา คุณก็เป็นศัตรูของเรา" เป็นตัวอย่าง ของ**วิธีคิดแบบแยกส่วนตายตัวอย่างสุดๆ** คนไทยก็คิดแบบแยกส่วนตายตัวอยู่แล้ว แต่นายกรัฐมนตรีคนที่แล้ว นำความคิดแบบนี้ให้ เพิ่มมากขึ้นเต็มสังคม ชาวพุทธไม่สนใจ**วิธีคิดในพระไตรปิฎก** เอาแต่เนื้อหา วิธีคิดในพระพุทธศาสนาเรียกว่าวิธีคิด แบบ**มัชฌิมาปฏิปทา** ซึ่งน้อยคนเข้าใจ รวมทั้งพระสงฆ์จำนวนมากด้วย ถ้าเข้าใจวิธีคิดแบบพุทธจะไม่เกิด ความรุนแรง (๒) **วจีสุจริต** การพูดจาที่สะท้อน**วิธีคิดแบบแยกส่วนตายตัวนำไปสู่ความรุนแรง** ในพระไตรปิฎกสอนเรื่อง วจีสุจริตเป็นอันมากว่าการพูดอะไรต้อง - ๑๐ - (๑) เป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง (๒) เป็นปิยวาจา (๓) พูดถูกกาละเทศะ (๔) พูดแล้วเกิดประโยชน์ การพูดจาสื่อสารกันในสังคมขาดวจีสุจริตเป็นอันมาก เป็นชนวนนำไปสู่ความรุนแรง ต้องปรับไปสู่ การพูดจาสื่อสารกันด้วยวจีสุจริต ซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติก็ต้องใช้วจีสุจริต (๓) การรู้จำแนกระหว่างสิทธิกับหน้าที่ เรื่องนี้ม้วมากในสังคมไทยและเข้าใจยาก ขออธิบายโดยอุปมาอุมัย ๒ เรื่อง คือ หนึ่ง ในสังฆะ ของพระปา พระทุกองค์ตั้งแต่หัวหน้าจนพระอ่อนอาวุโสที่สุดฉันเสมอกัน แต่หัวหน้ามีความรู้ความสามารถ มากกว่าจึงทำงานหนักกว่าในการแนะนำสั่งสอน เรียกว่ามีสิทธิในการบริโภคเสมอกัน แต่มีหน้าที่ต่างกัน สอง ในการตัดสินใจว่าจะผ่าตัดหัวใจหรือไม่ คนไข้ พ่อแม่ พี่น้อง ควรมีสิทธิในการตัดสินใจ อย่างเต็มที่ว่าจะผ่าหรือไม่ผ่า เมื่อตัดสินใจว่าจะผ่าแล้วอย่าไปมีส่วนร่วมในการผ่าด้วย เพราะจะยุ่งมาก และอาจทำให้คนไข้ตาย สิทธิในการตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญๆ ควรเป็นของส่วนรวม แต่เทคนิคในการทำตามการ ตัดสินใจนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ที่มีความเหมาะสม ถ้าเราเข้าใจเรื่องการจำแนกระหว่างสิทธิกับหน้าที่ ความยุ่งเหยิงพลวันอาจลดลงได้บ้าง (๔) เมื่อถึงจุดต้องหยุดการต่อสู้ กลายเป็นความร่วมมือ ความขัดแย้งและต่อสู้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าไปจนสุดๆ ตามความต้องการหรือทิฐิของตน ๆ อย่างไม่มีวันหยุด จะนำไปสู่ความรุนแรง การอยู่ร่วมกันนั้นถึงจุดต้องรู้จักหยุด สามีภรรยาทะเลาะกันต้องรู้จักหยุด มิฉะนั้นครอบครัว แตกหรือถึงฆ่าแกงกัน ในการเมืองที่เจริญเขาอาจแข่งขันต่อสู้กันถึงพริกถึงขิงแต่ถึงจุดเขาจะหยุด เมื่อจอร์จบุช กับอัลกอร์แข่งขันกันเป็นประธานาธิบดีนั้น จริงๆ แล้วอัลกอร์อาจได้คะแนนมากกว่าบุช และควรเป็น ประธานาธิบดี แต่เมื่อศาลสูงสั่งให้ยุติการนับคะแนน อัลกอร์ก็ยอมรับยุติการต่อสู้เพื่อรักษาระบบ ถ้าไม่ยุติ คนอเมริกันฝ่ายละเท่า ๆ กันมิติกันตายหรือ การรู้จักหยุดต้องการการเสียสละ สังคมขัดแย้งกันได้ แต่ถ้ามันถึงขั้นจะนำไปสู่ความรุนแรงต้องรู้จักหยุด การจะอยู่ร่วมกัน ด้วยตีต้องการการเสียสละ หรือจาคะ (๕) การคิดเชิงยุทธศาสตร์ การคิดเชิงยุทธศาสตร์คือการมีปัญญารู้ล่วงหน้าว่าทำอะไร แล้วจะเกิดอะไรตามมา แล้วเลือก ที่จะทำหรือไม่ทำอะไร เพื่อป้องกันผลอันไม่พึงปรารถนา ขอยกตัวอย่าง ๒ ตัวอย่าง คือ หนึ่ง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง มีการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศอังกฤษ คนอังกฤษรัก เชอร์ชิล แต่ไม่เลือกเชอร์ชิล เพราะรู้ว่าถ้าเลือกเชอร์ชิล อังกฤษจะต้องไปทำสงครามกับอินเดียอีก ซึ่งคน อังกฤษไม่ต้องการ สอง จีนคอมมูนิสต์เมื่อเดินทัพทางไกลไปสู่เยนานนั้น ถูกกองทัพเจียงไคเซ็คไล่ฆ่าตายไป ประมาณครึ่งหนึ่งและเกลียดเจียงไคเซ็คเข้ากระดูกดำ ต่อมานายพลจางโซเหลียงพวกคอมมูนิสต์จับเจียงไค -๑๑- เช็คได้ที่เมืองซีอาน แทนที่จะฆ่าเจียงไคเช็ค โจวเอินไหลกลับมาปล่อยเจียงไคเช็กด้วยตนเอง เพราะยุทธศาสตร์ไม่ใช่ม่าเจียงไคเช็ค แต่ให้เจียงไคเช็คไปรวมผู้คนต่อสู้กับญี่ปุ่น การคิดเชิงยุทธศาสตร์ไม่ใช้อารมณ์แต่ใช้สติปัญญา คนไทยต้องหัดคิดเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น รู้ว่าทำอะไรแล้วจะเกิดอะไร รู้ว่าทำอะไรแล้วจะนำไปสู่การนองเลือดหรือไม่นองเลือด เป็นต้น (๖) ยุทธศาสตร์การสื่อสาร เรื่องทั้ง ๕ ที่กล่าวมาข้างต้นดูจะยากเต็มทีที่จะทำได้ แต่ขณะนี้มีเทคโนโลยีการสื่อสารที่เข้าถึงทุกคนพร้อมกันทั้งประเทศ ถ้ามีการสื่อสารดี ๆ สัมมาทิฐิเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะถ้ามีคสัญญีกลียุคมันจ่อคอหอยเราอยู่ (๗) การยกระดับไปสู่เป้าหมายใหญ่ร่วมกัน ถ้าเป้าหมายเล็กหรือต่ำ ผู้คนจะทะเลาะและขัดแย้งกัน แต่ถ้าเป้าหมายใหญ่และสูงผู้คนจะเห็นร่วมกัน เช่น สมัยหนึ่งคนเมืองกาญจน์ทะเลาะกันเรื่องจะสร้างสะพานข้ามมาหน้าเมืองหรือไม่ ประเด็นเรื่องสะพานเป็นเรื่องเฉพาะและเรียวมาถึงว่าสร้างหรือไม่สร้าง แต่เมื่อยกประเด็นให้สูงขึ้นว่าคนเมืองกาญจน์ต้องการให้ลูกหลานของเราอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันใช่ไหม ทุกคนต้องว่าใช่ ต้องเริ่มจากเป้าหมายที่ใหญ่และเห็นร่วม เมื่อมีจิตใจร่วมกันแล้วสามารถหาทางออกให้แก่เรื่องที่เห็นต่างได้โดยไม่ยากนัก เพราะมนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหัวใจ เราต้องไปให้ถึงพลังแห่งความดีในใจของมนุษย์ เราอาจเข้าใจผิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสูงสุดสุด ๆ แล้ว ไม่มีอะไรสูงกว่านี้อีกแล้ว แล้วเลยทะเลาะกันใหญ่ ถ้ายังทะเลาะกันใหญ่แสดงว่ายังไม่ใช่เรื่องสูงสุด หากเป็นเรื่องสูงสุดจริงจิตของผู้คนจะรวมกัน สิ่งที่สูงกว่ารัฐธรรมนูญคือการที่คนไทยปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกันด้วยความสุขบนดินแดนแห่งนี้ อยากให้ลูกหลานมีศานติสุข ฉะนั้นต้องตั้งโจทย์ให้ยาก เช่นว่า ประเทศไทยที่สันติเป็นธรรมรุ่งเรืองเป็นอย่างไร ระบอบประชาธิปไตยที่แท้ที่จะอำนวยประโยชน์สุขควรเป็นอย่างไร เราควรจะร่วมกันทำอะไรบ้างที่จะสำเร็จประโยชน์สุขอันนั้น รัฐธรรมนูญควรบรรจุหลักการที่สำคัญ ๆ อะไรบ้าง รัฐบาลควรจัดสัมมนาให้คนไทยทุกภาคส่วนเข้ามากำหนดเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม ทั้งในส่วนกลางและในต่างจังหวัดทุกจังหวัด ในระดับจังหวัดควรจะมีผู้นำชุมชนท้องถิ่นทั้งหมดเข้าร่วมคือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต. นายกเทศมนตรี นายกอบจ. ทั้งประเทศมีกำนันผู้ใหญ่บ้านรวมกันประมาณ ๘๘,๐๐๐ คน มีผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่นประมาณ ๘,๐๐๐ คน รวมแล้วเกือบแสนคน ถ้าผู้นำชุมชนและองค์กรปกครองท้องถิ่นได้มีส่วนสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมจะเป็นพลังสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ที่ฐานของสังคม -๑๒- ในการประชุมในส่วนกลางนั้นต้องมีผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคร่วมด้วย เพราะนักการเมือง มีสัมพันธภาพกับประชาชนในพื้นที่มากกว่าข้าราชการ การที่คนมีส่วนร่วมสร้างอะไร เขาจะรักและผูกพันในสิ่งนั้น การที่คนไทยมีส่วนสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมอย่างกว้างขวาง เขาจะรักและผูกพันกับสิ่งที่ เขาร่วมสร้าง การมีกระบวนการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของคนไทยจะทำให้เกิดจิตร่วม ซึ่งใหญ่กว่า รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญอาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อมีจิตร่วมแล้วก็ช่วยกันแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นได้เรื่อย ๆ ไป ถ้าคนไทยมีเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมว่า เราจะร่วมกันด้วยความสุขบนดินแดนแห่งนี้ เราจะต้อง ร่วมสร้างประเทศไทยที่สันติเป็นธรรมรุ่งเรืองให้ลูกหลานของเราอยู่ร่วมกันด้วยศานติสุข การทำอะไรๆ ต่อไปก็ไม่สู้ยากนัก เพราะจะมีพลังสร้างสรรค์ทางสังคมสูง ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดก็ไม่แน่ใจว่าจะช่วยให้สังคมไทยหลุดพ้นมิคสัญญีกลียุคได้ เพราะเรามีกรรม ร่วมหนักมาก แต่ถ้าหากวิกฤตไปแล้ว เท่าใด ๆ คนที่เหลือก็ยังต้องฟื้นฟูบูรณะประเทศให้ยกระดับไปสู่สิ่ง ใหม่ที่ดีกว่า เมื่อนั้นก็หวังว่าสิ่งที่คนแก่ผู้มีปัญญาน้อยคนหนึ่งฝากไว้ อาจจะมีประโยชน์กับเพื่อนคนไทย บ้าง ขอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม -๑๓- PQET อนาคตประเทศไทย มิคสัญญีกลียุค หรือยกระดับไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
28 April 2007
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การเมืองและการปกครอง
• ประชาธิปไตย
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
28 April 2007
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้