auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

ความสุขของคนทั้งมวล

chrome_reader_modeคำอธิบาย

บทความนี้ผู้เขียนกล่าวถึงมายาคติ 7 ประการ ที่ทำให้ประเทศอ่อนแอและไม่เกิดความสุขสวัสดีเท่าที่ควร ได้แก่ 1) มายาคติในอารยธรรมตะวันตก 2) มายาคติในการสร้างพระเจดีย์จากยอด 3) มายาคติในการเคารพความรู้ในตำรามากกว่าความรู้ในตัวตน 4) มายาคติที่ว่าทำอะไร ๆ ต้องเอาความรู้เป็นตัวตั้ง 5) มายาคติในการเห็นความสำคัญของความเป็นทางการมากกว่าความไม่เป็นทางการ 6) มายาคติในทางการเมือง และ 7) มายาคติในวิธีคิด

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# ความสุขของคนทั้งมวล (Happiness For All) ประเวศ วะสี เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ ๒๕๕๒ ผมขออวยพรให้ผู้อ่าน "มติชน" และคนไทยทุกหมู่ เหล่าประสบความสุขสวัสดี ความสุขสวัสดิ์ไม่มีขายอยากได้ต้องร่วมสร้าง คนไทยสามารถร่วม สร้างความสุขสวัสดิ์ได้โดยไม่ยาก เพราะเรารุ่มรวยด้วยทุนต่างๆ มากมาย ทั้งทุนทางภูมิประเทศ และทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ทุนทางศาสนธรรม เป็นต้น เราควรจะอยู่ในสุขคติ แต่ที่เราหลุดเข้าไปอยู่ในทุกขคติ เพราะเราไปติดในมายาคติ บางอย่างมายาคติคือภาพลวงไม่ใช่ความจริง สังคมไทยต้องแหวกมายาคติออกไปสู่ความจริง แล้ว คนไทยทั้งมวลจะสุขสวัสดี เพื่อนคนไทยควรจะตั้งคำถามว่าสังคมไทยติดอยู่ในมายาคติอะไรบ้าง การรู้ตัวทำให้หลุด ออกจากมายาคตินั้นๆ ได้ ในที่นี้ขอกล่าวถึงมายาคติ ๗ ประการที่ทำให้ประเทศอ่อนแอและไม่เกิด ความสุขสวัสดิ์เท่าที่ควร ๑.มายาคติในอารยธรรมตะวันตก นักปราชญ์ฝรั่งเอง เช่น สาสโล โกรฟ และรัซเซล ก็กล่าวว่า อารยธรรมตะวันตกกำลังพาโลกทั้งโลกเข้าไปสู่วิกฤตการณ์อย่างรุนแรง นักปราชญ์ไทยคือ ท่าน อาจารย์พุทธทาสก็กล่าวอย่างเดียวกันก่อนหน้าฝรั่งเนิ่นนาน เพราะอารยธรรมตะวันตกเป็นวัตถุ นิยม บริโภคนิยมเงินนิยมเป็นการพัฒนาที่เอาเงินเป็นตัวตั้งทำให้ขยายความโลภออกไปอย่างไม่มีที่ สิ้นสุด เพราะเงินเป็นมายาคติที่เพิ่มตัวเลขขึ้นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด (Infinite) ขณะที่ทรัพยากรใน โลกนี้มีที่สิ้นสุด (Finite) เศรษฐกิจในเงินจึงเป็นเศรษฐกิจมายาคติไม่ใช่เศรษฐกิจจริง เมื่อตีตัวเลข ให้มันพองขึ้นๆ วันหนึ่งมันก็จะแตกและทุกคนที่อยู่ในเศรษฐกิจเงินก็ลำบากแทบเลือดตากระเด็น ในขณะที่ชาวนาที่อยู่ในเศรษฐกิจจริงไม่ลำบากเลย เพราะมีข้าวกิน มีปลากิน มีผักกิน มี ผลไม้กิน กินอิ่มจนไม่รู้จะอิ่มอย่างไร เหลือก็แจกบ้าง ขายบ้าง มีความสุขดี ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ตรัสนานมาแล้วว่า "เงินทองเป็นของมายาข้าวปลาเป็นของจริง" ถ้ามองด้วยแว่นตะวันตกประเทศไทยยากจนและต่ำต้อยทุกอย่าง นั่นเป็นมายาคติความจริง ประเทศไทยรุ่มรวย เราผลิตอาหารเหลือกิน และยังเลี้ยงชาวโลกด้วย โลกวิกฤตอย่างไรๆ คนไทยก็ ไม่อดตาย วิกฤตเศรษฐกิจโลกคราวนี้ คนไทยควรจะออกจากมายาคติโลก หันมาหาความจริงของ แผ่นดินไทย แผ่นดินไทยอันรุ่มรวย พอที่จะเลี้ยงทุกคนให้สุขสบายได้ขอให้มาร่วมกันบนฐาน ความจริงของเศรษฐกิจไทยเถิด ๒. มายาคติในการสร้างพระเจดีย์จากยอด ใครๆ ก็รู้ว่าไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างได้จากยอดเพราะ พังลงๆ ต้องสร้างจากฐาน ฐานที่แข็งแรงจะรองรับองค์พระเจดีย์และยอดให้มั่นคง แต่เราพัฒนาทุก อย่างจากยอดทั้งสิ้น เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข การเมือง เศรษฐกิจก็บอกว่าทำข้างบนให้ 1 มันโตแล้ว มันจะกระเด็นลงข้างล่าง (Trickle down) การศึกษาก็จะเห็นได้จากการที่มหาวิทยาลัยไม่สนใจชุมชนท้องถิ่นเลย การเมืองก็จะสนใจเฉพาะประชาธิปไตยระดับชาติ แล้วก็ไม่สำเร็จ เพราะไม่มีประชาธิปไตยระดับชาติที่ไหนทำสำเร็จโดยปราศจากประชาธิปไตยที่ฐานคือชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นคือ ฐานพระเจดีย์ทางสังคม ถ้าชุมชนท้องถิ่นแข็งแรงทุกด้านทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การศึกษา สุขภาพและประชาธิปไตย ก็จะรองรับสังคมทั้งหมดให้มั่นคง งานที่ฐานง่ายกว่าข้างบนเยอะ เพราะเป็นของจริง ในขณะที่กระบวนการข้างบนเป็นมายาคติเสียเป็นส่วนใหญ่ทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ ขณะนี้กำลังเกิดสิ่งดีๆ ขึ้นในชุมชนท้องถิ่นมากขึ้นเป็นลำดับ หลายแห่งดังกับ"สวรรค์บนดิน" ลงไปดูที่ตำบลควนรู ปากพูน ไม้เรียง ท่าข้าม บ้านหนองกลางดง ฯลฯ เคยเห็นไหมที่เด็กเล็กทั้งตำบลได้เข้าเรียนฟรี ไม่มีสอบเอ็นท์ กินนมฟรีทุกวัน หญิงตั้งครรภ์ทุกคนได้กินนมฟรีทุกวัน เพราะในตำบลมีวัวนมตั้ง ๑๐๐ ตัว แต่ละตัวให้นมถึง ๒๐ กิโลต่อวัน ถ้าไม่เคยเห็นก็ไปดูที่ตำบลปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช การศึกษาสมัยใหม่ใน ๑๐๐ ปี เศษที่ผ่านมาทำให้คนไทยหลายชั่วคนไม่เข้าใจฐานของสังคมไทย ถึงอยากแก้ไขปัญหาก็ทำไม่สำเร็จ ถ้านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อยากให้ครม. ของท่านประสบความสำเร็จต้องไปเรียนรู้ให้เข้าใจการพัฒนาจากฐานพระเจดีย์ของสังคมไทย ถ้าเรามีการ"ปฏิวัติ" คือหมุนกลับ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างไปหนุนฐานคือชุมชนท้องถิ่น ภายใน ๕ ปี เราจะเกิดความพอเพียงทั่วประเทศ และภายใน ๑๐ ปี เราสามารถขยาย "สวรรค์บนดิน" ให้เต็มประเทศได้ ๓. มายาคติในการเคารพความรู้ในตำรามากกว่าความรู้ในตัวตน มายาคติตวันนี้ทอนกำลังของคนไทยทั้งชาติ ความรู้มีทั้งความรู้ในตำราและความรู้ในตัวคน ความรู้ ๒ ประเภทนี้มีฐานที่มาและความหมายต่างกัน ความรู้ในตำราเกิดจากการรวบรวมสังเคราะห์ จากการทดลองวิจัย อาจเรียกว่าความรู้ในตำรามีฐานอยู่ในวิทยาศาสตร์ ส่วนความรู้ในตัวคนนั้นเกิดจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน เช่น คนขายก๋วยเตี๋ยวมีความรู้ในการทำก๋วยเตี๋ยว ช่างผสมปูนมีความรู้ในการผสมปูน แม่มีความรู้ที่จะอบรมบ่มเพาะให้ลูกเป็นคนดี เพราะเรียนรู้มาจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายายว่าความดีคืออะไร อาจเรียกว่าความรู้ในตัวคนมีฐานอยู่ในวัฒนธรรม คนส่วนน้อยเท่านั้นที่เชี่ยวชาญความรู้ในตำราแต่คนทุกคนมีความรู้ในตัว ถ้าเราเคารพเฉพาะความรู้ในตำราคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีเกียรติคนส่วนใหญ่ไม่มีเกียรติ ถ้าเราเคารพความรู้ในตัวคน คนไทยทุกคนจะมีเกียรติ การที่เราเคารพเฉพาะความรู้ในตำราทำให้คนทั้งประเทศไม่มีเกียรติและขาดความมั่นใจในตัวเอง และรวมเป็นการขาดความมั่นใจแห่งชาติ และการศึกษาของเราอ่อนแอเพราะมุ่งท่องตำราโดยไม่เห็นคุณค่าของการปฏิบัติและความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติ ที่จริงเรามีความรู้ในตัวผู้ปฏิบัติอย่างมหาศาล เช่น ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ช่าง คนค้าคนขาย ผู้ประกอบการ พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ฯลฯ ความรู้เหล่านี้เป็นของจริง ปฏิบัติได้จริง เกิดประโยชน์จริง เมื่อคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีในปีแรกผมมีโอกาสคุยกับท่านเป็นการส่วนตัว สิ่งหนึ่งที่ผมแนะนำให้ทำคือทำ Human mapping คือ ทำแผนที่คนไทยทุกคนในทุกพื้นที่ว่าใครมีความรู้อะไรใน 2 ตัวบ้างแล้วเอามาทำฐานข้อมูลอีเล็กทรอนิก คนไทยทุกคนจะภูมิใจในตัวเอง และเราจะมีแหล่งเรียนรู้จากความรู้ในตัวคนเต็มประเทศ นี้จะเป็นการปฏิวัติทางศีลธรรมและวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ ศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ศีลธรรมพื้นฐานนี้เป็นรากฐานของสิ่งดีงามทั้งปวง เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม ความเป็นธรรมทางสังคม เราขาดศีลธรรมพื้นฐานนี้ การศึกษาที่เอาตำราเป็นตัวตั้งยิ่งซ้ำเติมการขาดศีลธรรมนี้ ทำให้เราอ่อนแอทั้งชาติ ถ้าเราเคารพความรู้ในตัวคนนอกจากเป็นศีลธรรมพื้นฐานแล้ว ยังทำให้กลับไปหาฐานทางวัฒนธรรม เพราะความรู้ในตัวคนมาจากฐานทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งยาวไกล ไม่ใช่ความรู้เพียงผิดเผินแยกส่วน วัฒนธรรมนั้นเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ภูมิปัญญา หรือปัญญาที่ต้องติดแผ่นดิน ถ้าเราออกจากมายาคติในข้อนี้ได้จะเป็นการปฏิวัติทางศีลธรรมและการปฏิวัติที่กลับไปหาฐานทางวัฒนธรรม จะทำให้เราแข็งแรง และหลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ทางวัฒนธรรมหรือทางอารยธรรม ๔. มายาคติที่ว่าทำอะไร ๆ ต้องเอาความรู้เป็นตัวตั้ง ข้อนี้เข้าใจได้ยากและอาจขัดใจ เพราะเราคุ้นเคยกับความคิดที่ว่าทำอะไรๆ ต้องเอาความรู้เป็นตัวตั้ง อันที่จริงความรู้มีข้อจำกัดมาก เช่น มีการแยกส่วนเป็นเรื่องๆ ทำให้ไม่สามารถรวมพลังได้ ความรู้ไม่มีพลังพอที่จะต้านอำนาจกิเลสได้ ดังที่ชาวยุโรปได้ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปทำอาวุธ และแย่งชิงผู้คนหมดทุกทวีป ความรู้นำไปสู่อหังการ และทิฏฐิราคะ ทิฏฐิเป็นภาษาบาลีตรงกับภาษาสันสฤษต์ว่าทฤษฎี ราคะในทฤษฎีทำให้นักทฤษฎีทะเลาะกันรุนแรงได้มากอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ แล้วทำอะไรควรเอาใจนำความรู้ตาม มนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหัวใจ เมื่อเอาใจนำทุกข์ก็เปลี่ยนเป็นสุข (โปรดอ่านรายละเอียดเรื่องนี้ในมติชนรายวันฉบับวันเสาร์ที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๒ ในคอลัมน์"จิตวิวัฒน์") ถ้าประเทศไทยร้อยดวงใจกันเต็มประเทศ จะเกิดความสมานฉันท์ พลัง และความสุขอันมหาศาล ๕. มายาคติในการเห็นความสำคัญของความเป็นทางการมากกว่าความไม่เป็นทางการ ความไม่เป็นทางการมีมาก่อน ใหญ่ กว่า และเป็นความจริงมากกว่าความเป็นทางการ ความเป็นทางการนั้นคับแคบ ใช้อำนาจมากกว่าปัญญา ติดในรูปแบบมากกว่าสาระ คำว่าทางการนั้นภาษาอังกฤษเรียกว่า Formal เมื่ออฟอร์มัลมันก็ติดฟอร์มหรือรูปแบบมากกว่าสาระ ไปดูว่าข้าราชการต้องเสียเวลาไปรับไปส่งไปเอาใจรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี เสียเท่าไรๆ แทนที่จะทำงาน สังคมปัจจุบันเป็นระบบที่ซับซ้อนไม่สามารถทำอะไรให้สำเร็จด้วยอำนาจ แต่ระบบราชการก็ชำนาญในการใช้อำนาจมากกว่าใช้ปัญญา จึงทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ ระบบการศึกษาที่เป็นทางการล้มเหลว และสร้างความทุกข์ยากให้คนทั้งแผ่นดิน เราไม่มีทางออกจากวิกฤตการศึกษาโดยมายาคติแห่งความเป็นทางการ ถ้าเราออกจากมายาคติแห่งความเป็นทางการที่คับแคบ เปิดสังคมออกไปสู่ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของความไม่เป็นทางการ ที่คนทั้งประเทศมีอิสระที่จะร่วมกันทำอะไรดีๆ ได้เอง ประเทศจะ 3 มีพลังมหาศาล การทำความดีไม่ต้องขออนุมัติ ควรจะทบทวนกันอย่างเป็นระบบว่าความเป็น ทางการอะไรที่มันเล่อล่าล้าสมัยไม่เป็นสาระที่ควรจะยกเลิกไปได้ก็ยกเลิกเสีย ๖. มายาคติในทางการเมือง การเมืองของเราติดขัดมาเนิ่นนานเพราะเราไปติดอยู่ในมายาคติที่สนใจ แต่องค์กรทางการเมือง และคิดว่ารัฐธรรมนูญสร้างประชาธิปไตย เรามีรัฐธรรมนูญมาตั้งเกือบ ๒๐ ฉบับแล้ว ก็ไม่เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงสักที ในขณะที่อังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์เลย และสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ตั้งประเทศมามีรัฐธรรมนูญฉบับเดียว ความจริงประชาธิปไตยใหญ่กว่า รัฐธรรมนูญและใหญ่กว่าองค์กรทางการเมือง ประชาธิปไตยในที่นี้หมายถึงวัฒนธรรม ประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีจิตสำนึกสาธารณะและมีส่วนร่วมในกิจสาธารณะทุกประเภท วัฒนธรรมประชาธิปไตยะจะไปกำกับองค์กรทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย ถ้ากลไกของรัฐและ สังคมทั้งหมดร่วมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย ก็จะเกิดวัฒนธรรมเป็นประชาธิปไตยที่ไปกำกับ องค์กรทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย อังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญแต่มีวัฒนธรรมประชาธิปไตยก็ จะมีระบอบประชาธิปไตยต้นแบบ ๗.มายาคติในวิธีคิด เรื่องนี้อาจจะเข้าใจยากสักนิด แต่ขอฝากไว้ให้คิดกันนานนาน โลกวิกฤตเพราะ วิธีคิดแบบตายตัว แยกส่วนและสุดโต่ง อันนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง ทั้งความรุนแรง อย่างโจ่งแจ้งและความรุนแรงอย่างเงียบ วิธีคิดแบบตะวันตกเป็นวิธีคิดแบบดิจิตัล คือถ้าเป็น o ก็ ไม่ใช่ ๑ ถ้าเป็น ๑ ก็ไม่ใช่ o ซึ่งเป็นการคิดแบบแยกส่วนตายตัว วิธีคิดแบบนี้นำไปสู่อารยธรรมของ โลกในปัจจุบันซึ่งกำลังล่มสลาย วิธีคิดแบบพุทธและแบบวิทยาศาสตร์ใหม่ไม่เป็นเช่นนั้น แต่คิด แบบความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่งอันเชื่อมโยงกันเป็นกระแสของเหตุปัจจัย(อิทัปปัจจยถา) ระยะ หลังเรามีผู้นำที่คิดแบบตายตัวแยกส่วนอย่างรุนแรงสังคมจึงเข้าไปสู่ความแตกแยกรุนแรงอย่างหนัก เราจึงควรทำความเข้าใจวิธีคิดแบบพุทธให้ดีๆ การออกจากมายาคติเป็นเรื่องยาก นอกจากเจริญสติ การมีสติจะทำให้ใจเป็นกลาง หลุดจาก มายาคติ เข้าถึงความจริง และประสบความสุขอย่างไม่เคยพบมาก่อนในที่สุดมนุษย์ทั้งโลกจะเจริญ สติ การเจริญสติกันหมดทั้งโลกจะเป็นปัจจัยลดสภาวะโลกร้อนที่ตรงที่สุดและราคาถูกที่สุด พระ พุทธองค์ทรงเรียกการเจริญสติว่า เป็นทางการอันเอก (เอกะมัคโค) ขอให้ผู้อ่านมติชนได้พบทางอัน เอกอันนำท่านไปสู่ความสุขในโอกาสขึ้นปีใหม่ ๒๕๕๒ และตลอดไปเป็นนิรันดร์ 4 PQET ความสุขของคนทั้งมวล (Happiness For All) ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2008

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
31% Match
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
30% Match
ปฏิรูปตำรวจ: ประชาชนถนอมรักตำรวจ – ตำรวจถนอมรักประชาชน
23% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• ความสุข

• สังคม

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2008

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้