auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
บทความนี้ผู้เขียนกล่าวถึงเรื่องการฟื้นฟูบูรณะประเทศ หลังวิกฤตการณ์รุนแรง ซึ่งมีหัวข้อดังนี้ 1) ชนวนความรุนแรง 2) การป้องกันความรุนแรงเฉพาะหน้า และ 3) การฟื้นฟูบูรณะประเทศภายหลังความรุนแรง
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# การฟื้นฟูบูรณะประเทศ หลังวิกฤตการณ์รุนแรง ประเวศ วะสี (๑๗ เมษายน ๒๕๕๑) ในประเทศใดประเทศหนึ่งเมื่อมีความเครียดในระบบสูงถึงขนาดก็จะระเบิดออกไปเป็นความ รุนแรง เช่น เกิดจลาจล เกิดสงครามกลางเมือง หรือสงครามระหว่างประเทศ หรือเกิดการปฏิวัติ เช่น การปฏิวัติฝรั่งเศส สงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ในสหรัฐอเมริกา หรือสงครามโลก ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมนีและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้สงครามกลับเจริญขึ้นอย่าง รวดเร็ว เพราะการแพ้สงครามเป็นโอกาสที่ชะล้างของเก่าๆ ที่ไม่ถูกต้องซึ่งสะสมอยู่ในระบบจนนำไปสู่ ความเครียดและการแพ้สงคราม ประเทศไทยสะสมความเครียดในระบบไว้สูง อาจจะเปิดไปสู่ความรุนแรงในรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งถ้า ถอดชนวนระเบิดออกได้ทันก็ดี แต่ถ้าไม่ทันก็ต้องคิดว่าจะชะล้างความไม่ถูกต้องอันสะสมอยู่ในระบบและ ฟื้นฟูบูรณะประเทศได้อย่างไร ภายหลังความรุนแรงควรมีกลุ่มและเครือข่ายศึกษาการฟื้นฟูบูรณะประเทศ อย่างจริงจัง ## ๑. ชนวนความรุนแรง ขณะนี้คนไทยแบ่งขั้วอย่างเข้มระหว่างฝ่ายรักทักษิณกับฝ่ายเกลียดทักษิณอย่างรุนแรง ต่างฝ่ายต่าง เห็นและยึดถือในความเห็นข้างของตนๆ ฝ่ายรักทักษิณ เห็นว่าทักษิณเป็นคนเก่ง คนดี มีความสามารถสูง เห็นใจคนจน มีศักยภาพในการ แก้ปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศได้ จะพาบ้านเมืองไปสู่ความเจริญ ฝ่ายเกลียดทักษิณ เห็นว่าทักษิณขาดความสุจริต เชื่อถือไม่ได้ ขาดสัมมาวาจา ชอบพูดให้เกิด ความแตกแยกในบ้านเมือง ถือเงินเป็นใหญ่ จะพาบ้านเมืองไปสู่ความล่มจม นั่นเป็นเคร่าๆ ที่เห็นต่างกันแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ละฝ่ายอาจเพิ่มเติมคุณลักษณะ หรือโทษ ลักษณะ ตามที่ฝ่ายของตนเห็นได้มากกว่าเท่าที่เขียนข้างบน เมื่อมีประเด็นการกระทำผิดกฎหมายของคุณทักษิณและพวก ก็เกิดความแตกแยกในความซับซ้อน ผู้ถือหลักนิติธรรมก็ว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ฝ่ายคุณทักษิณก็ว่ากฎหมายไม่เป็นธรรมต้องแก้ 1 กฎหมาย คือแก้รัฐธรรมนูญ อีกฝ่ายก็ว่าถ้าว่ารัฐธรรมนูญไม่เป็นธรรม รัฐบาลนี้ก็มาจากรัฐธรรมนูญนี้ซึ่ง ย่อมขาดความชอบธรรมไปด้วย ถ้าคนทำผิดทำไมไม่แก้ที่คนมาแก้หลักการทำไม่ ... ฯลฯ รัฐบาลคงใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรแก้รัฐธรรมนูญ หรือเขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับได้สำเร็จ แต่ปัญหามันไม่จบแค่นั้นแต่อาจเป็นการก่อเวรต่อไป เพราะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ ตัวเองและเคลื่อนไหวต่อต้าน จริงๆ แล้วความขัดแย้งมีความซับซ้อนกว่าเท่าที่กล่าว แต่ก็พอจะให้เห็นความซับซ้อนของความ ขัดแย้งที่ยากจะหาทางออกด้วยสันติวิธี ความเครียดในระบบที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงอาจนำไปสู่ความรุนแรง ที่เราไม่สามารถคลายความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพราะเหตุหลายประการ เช่น (๑) สังคมไทยมีวิธีคิดแบบแยกข้างแยกขั้วตายตัว ขาดความคิดเชิงวิจารณญาณด้วยเหตุผล ใน ระยะหลังมีผู้นำที่นำการคิดแบบแยกข้างแยกขั้วให้แรงขึ้นอีก การคิดแบบนี้ทำให้ขาด ปัญญาญาณ ไม่สามารถแก้ความรุนแรงด้วยสันติวิธี (๒) สังคมไทยขาดความสนใจและทักษะในการแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ถึงจะมีความ พยายามกันอยู่บ้างก็ไม่ทันการ (๓) ขาดผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือที่จะช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง ไม่เหมือนอังกฤษซึ่งมีลอร์ดนั่นลอร์ดนี่ที่ผู้คนเชื่อถือ เข้ามาช่วยหาทางออกเมื่อบ้านเมือง ถึงทางตัน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในระบบศักดินาของเราที่ดำรงอยู่เป็นร้อยๆ ปีมีกลไกที่จะ ป้องกันหรือทำลายคนที่จะมีบารมีในสังคม เพราะกลัวจะกระทบพระราชอำนาจ บวกกับ ความคิดแบบแยกข้างแยกขั้วตามที่กล่าวถึงในข้อ (๑) รวมถึงการสื่อสารในลักษณะแยก ข้างตายตัวทำให้ไม่เหลือใครในสังคมที่จะช่วยหาทางออกให้บ้านเมืองเมื่อถึงทางตัน แม้เพราะเหตุดังกล่าวข้างต้น จึงหลีกเหลี่ยงความรุนแรงไปได้ยาก ๒. การป้องกันความรุนแรงเฉพาะหน้า เมื่อก่อนเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ผมคิดว่าเมื่อพรรคพลังประชาชนชนะและจัดตั้งรัฐบาล จะพยายามสร้างความสมานฉันท์ให้บ้านเมือง เพราะธรรมดารัฐบาลใดๆ ย่อมต้องการความสำเร็จ การณ์ กลับตรงข้าม ตามที่สื่อมวลชนกล่าวถึงรัฐบาลนี้ว่ามี "สายล่อฟ้า" อยู่หลายคน ความตึงเครียดจึงก่อตัวขึ้น โดยรวดเร็วผิดธรรมดา สิ่งที่อาจป้องกันความรุนแรงเฉพาะหน้าได้คือ สังคม สื่อมวลชน และวงวิชาการ ต้องเข้ามา เรียกร้องกำกับดูแลให้ความขัดแย้งเป็นไปด้วยสันติวิธีอยู่ภายในกรอบของกฎหมาย ใช้หลักฐานข้อเท็จจริง และเหตุผล ไม่ใช้ความถ่อย ก้าวร้าว และความไม่จริง 2 ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันควรจะเอาชนะใจสาธารณะด้วยการใช้ความจริงใจ ความมีเหตุผล สันติวิธี อยู่ในกรอบของกฎหมาย ประกอบด้วยความสุภาพ และอหิงสธรรม นี้คือวิถีของคนที่เจริญ หรือวิถีอาริยะ ไม่ใช่ใช้ความป่าเถื่อน กักขฬะ อนาริยะ ประชาธิปไตยต้องเป็นวิถีอาริยะ ถ้าสังคมช่วยกันเรียกร้องกำกับดูแลให้ความขัดแย้งดำเนินไปตามวิถีอาริยะ ประชาธิปไตยก็จะก้าวหน้าไปสู่ความลงตัวที่สันติประชาธรรมได้ แม้วิถีอาริยะดังกล่าวอาจป้องกันความรุนแรงได้ แต่ก็อาจจะเกิดไม่ทันและบ้านเมืองหลุดเข้าไปสู่ความรุนแรง จึงต้องคิดกันต่อไปว่าภายหลังความรุนแรงจะฟื้นฟูบูรณะบ้านเมืองกันอย่างไร ## ๓. การฟื้นฟูบูรณะประเทศภายหลังความรุนแรง กลุ่มต่างๆ ควรจะรีบเตรียมตัวกันเสียแต่บัดนี้ว่าภายหลังความรุนแรงจะฟื้นฟูบูรณะประเทศกันอย่างไร เป็นธรรมดาที่ภายหลังความรุนแรงทุกฝ่ายจะเข้ามาตกลงกันง่ายขึ้นว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้อย่างไร จะมีกรอบ กติกา และกลไกใหม่อย่างไร เราไม่สามารถกลับไปสู่สภาวะเดิมได้ เพราะสภาวะเดิมนั่นแหละที่ทำให้เกิดความเครียดในระบบจนระเบิดเป็นความรุนแรง เราต้องไปสู่สภาวะใหม่ที่ลงตัว การจะไปสู่สภาวะใหม่ที่ลงตัวควรพิจารณาประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้ (๑) การรวมศูนย์อำนาจการเมืองการปกครองไว้ที่ส่วนกลางที่ทำมาแต่ ร.๕ เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป การรวมศูนย์อำนาจและวัฒนธรรมมาไว้ที่ราชการส่วนกลางที่ทำมาแต่ ร.๕ ทำให้เกิดความเครียดในระบบมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสังคมเติบโตหลากหลายเชื่อมโยงและซับซ้อนขึ้น ปัญหาความรุนแรงที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างอำนาจรัฐรวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น อำนาจร่วมศูนย์ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอแก้ปัญหาของตัวเองไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันกลไกของรัฐก็ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลย ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ความอยุติธรรมในสังคม การศึกษา สิ่งแวดล้อม ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้ประเทศทั้งประเทศสะสมปัญหาต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ อำนาจรัฐรวมศูนย์ก็คือรัฐเผด็จการ การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมที่จะทำให้ผู้ชนะมาสวมอำนาจรัฐเผด็จการ นักเลือกตั้งจึงยอมลงทุนเต็มที่ที่จะเข้ามาสวมใช้อำนาจรัฐรวมศูนย์แบบผู้ชนะกินรวบ อำนาจร่วมศูนย์เชื้อเชิญให้เกิดทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างรุนแรง เป็นบ่อเกิดของการได้นักการเมืองที่ขาดคุณภาพและคุณธรรม เป็นต้น ตอของวิกฤตการณ์ทางการเมืองซ้ำซาก หลังวิกฤตการณ์รุนแรงคราวนี้ทุกฝ่ายควรร่วมกันเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองแบบกระจุกอำนาจไปสู่การกระจายอำนาจในรูปต่างๆ มากที่สุด ประชาธิปไตยที่แท้ต้องมีการกระจายอำนาจไปทั่ว องคาพยพของสังคม ข้าราชบริพารและสังคมควรต้องตระหนักว่าการรวมศูนย์ทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป และอันตรายต่อสถาบันเองด้วย ควรจะเอื้ออำนวยการกระจายอำนาจและศักดิ์ศรีออกไปให้ทั่วสังคม 3 (๒) กระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างจริงจัง ชุมชนท้องถิ่นควรจะมีอิสระในการคิดเองทำ เองให้มากที่สุด โดยภาคอื่นๆ เช่น ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ส่งเสริมสนับสนุน ถ้าชุมชนท้องถิ่น เข้มแข็งจะแก้ปัญหาต่างๆ ไปได้เกือบหมด เช่น ความยากจน การรักษาสิ่งแวดล้อม การศึกษา สุขภาพ วัฒนธรรม ความยุติธรรมชุมชน และเป็นประชาธิปไตยที่ฐานของสังคมอันจะทำให้ประชาธิปไตย ระดับชาติมีคุณภาพขึ้น เมื่อมีการกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างทั่วถึง การปฏิวัติรัฐประหารก็ทำ ไม่ได้ และการเมืองระดับชาติที่ขาดคุณภาพก็ทำร้ายประเทศไม่ได้มาก อย่างในประเทศอินเดียและมาเลเซีย ซึ่งมีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นแล้ว จะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารเลย (๓) ประชาสังคมและการเมืองภาคพลเมือง สังคมไทยเป็นสังคมแนวดิ่ง คือความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง สังคมแบบนี้เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมจะ ไม่ดี และไม่มีทางดีตราบใดที่ยังเป็นสังคมแนวดิ่ง ต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นสังคมแนวราบ ที่ทุกคนมีศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นคนอย่างเท่าเทียมกัน สามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยภราดรภาพ สังคมที่มีการ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยความเสมอภาคเต็มไปหมดเรียกว่ามีความเป็นประชาสังคม (Civil Society) ต่อเมื่อมีความเป็นประชาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และศีลธรรม จึงจะดี ต้องส่งเสริมความเป็นพลเมืองและการเมืองภาคพลเมือง ประชาชนจะต้องเปลี่ยนสภาพจากไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดินหมอบราบคาบแก้วไปเป็นพลเมือง (Citizen) ที่มีศักดิ์ศรี มีเกียรติ มีอิสระ มีความรู้ มีส่วนร่วม ในกิจการส่วนรวม การเมืองภาคพลเมืองหมายถึงพลเมืองมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ในการวางแผน และขับเคลื่อนการพัฒนา และในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ การเมืองภาคพลเมืองจะเป็น ปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำให้การเมืองมีคุณภาพ ต้องสร้างความเข้าใจว่าการเมืองภาคพลเมืองคือสาระของ ถูกต้องและถูกกฎหมายที่ทุกฝ่ายควรส่งเสริมสนับสนุน ประชาสังคมและการเมืองภาคพลเมืองคือสาระของ ประชาธิปไตย ในขณะที่การเลือกตั้งคือรูปแบบ การเมืองภาคพลเมืองไม่ใช่พรรคการเมือง พรรคการเมือง แสวงอำนาจ แต่การเมืองภาคพลเมืองแสวงความถูกต้อง ระบบการศึกษาทั้งหมดและการสื่อสารควรเข้ามา เสริมสร้างความเป็นพลเมืองและการเมืองภาคพลเมืองให้เกิดเร็วที่สุด ภาคธุรกิจก็เช่นเดียวกัน (๔) ความเข้มแข็งของระบบศาลและเสรีภาพของสื่อมวลชน ความเข้มแข็งของระบบศาล และ เสรีภาพของสื่อมวลชนคือเสาหลักของประชาธิปไตย เผด็จการจะคุกคามขัดขวางอำนาจของตุลาการและ เสรีภาพของสื่อมวลชนเสมอ ความเข้มแข็งของการเมืองภาคพลเมืองจะช่วยปกป้องศาลและสื่อมวลชนจาก การคุกคามของการเมือง (๕) ระบบการสื่อสารที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั้งประเทศ ประชาธิปไตยคือการเปิดพื้นที่ เผด็จการ คือการปิดพื้นที่ ที่แล้วมาการสื่อสารเป็นเครื่องมือของรัฐและธุรกิจ แต่ปิดพื้นที่สำหรับประชาชน ต่อไป ต้องมีระบบการสื่อสารที่ประชาชนทั้งประเทศใช้สื่อสารได้ทั้งโดยวิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เนต วันหนึ่งๆ จะมีประชาชนสื่อสารเป็นแสนๆ ชิ้น อาจเป็นเรื่องร้องทุกข์เจ้าหน้าที่รัฐ เรื่องการทำ มาหากิน เรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน หรือเรื่องข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาบ้านเมือง ควรมีระบบการ สังเคราะห์จัดหมวดหมู่เรื่องที่ประชาชนสื่อสาร และนำไปใช้งานอย่างเหมาะสมต่อไป การที่ประชาชน 4 สามารถสื่อสารกันได้ทั้งประเทศ จะเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตย ความชั่วจะลดลงความดีจะเพิ่มขึ้น บ้านเมืองจะเจริญอย่างรวดเร็ว การเมืองภาคพลเมืองควรจะเข้ามาดูแลผลักดันให้เกิดระบบการสื่อสารที่เปิด พื้นที่ให้ประชาชนทั้งประเทศ (๖) ลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบททำให้เกิดปัญหาทาง การเมืองที่ไม่มีทางออกอย่างที่ผ่านมา กล่าวคือชาวชนบทเลือกผู้แทนราษฎรอย่างหนึ่ง ชาวเมืองเลือกอีก อย่างหนึ่ง เนื่องจากชนบทมีผู้แทนราษฎรมากกว่า ชนบทจึงเป็นผู้ตั้งรัฐบาล แต่ชาวเมืองเป็นผู้ล้มรัฐบาล แบบที่ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เรียกว่า "สองนัดราประชาธิปไตย" ความขัดแย้งทางการเมืองคือความ ขัดแย้งระหว่างเมืองกับชนบท ต้องระวังมิให้การเมืองมาทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างเมืองกับชนบท รุนแรงขึ้น ชาวเมืองจะต้องสนใจในการลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทอย่างจริงจัง ความเข้มแข็งของ ชุมชนท้องถิ่น การเปิดพื้นที่การสื่อสารดังกล่าวข้างบน เป็นการทำให้ชนบทเข้มแข็ง ถ้าระบบเศรษฐกิจมห ภาคไปเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชนอย่างเกื้อกูลกันจะลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทลง ถ้าระบบ การศึกษาทั้งหมดหันมาสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นจะเข้มแข็งโดยรวดเร็ว ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทจะลดลงและหายไป การลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทคือการพัฒนาการเมือง (๗) ปรับระบบการศึกษาให้ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น สร้างความเป็นพลเมือง ส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง ระบบการศึกษามีผลอย่างมากต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ถ้าความเข้มแข็ง ของชุมชนท้องถิ่นก็ดี ความเป็นพลเมืองก็ดี ความเป็นประชาสังคมก็ดี การเมืองภาคพลเมืองก็ดี หรือการ สื่อสารที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนก็ดี เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของประชาธิปไตย ถ้าระบบการศึกษาผละจาก การลอยตัว (Non-engaged) มาเป็นระบบการศึกษาที่ก้มมันตะ ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น เสริมสร้างความเป็นพลเมือง ความเป็นประชาสังคม การเมืองภาคพลเมือง และเป็นปากเป็นเสียงให้กับ การเปิดพื้นที่การสื่อสารให้ประชาชน จะเป็นคุณต่อการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างยิ่ง การเมืองภาคพลเมือง และภาคธุรกิจนำจะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ระบบการศึกษาสามารถปรับตัวดังกล่าวได้ (๘) ลดอำนาจเงินทางการเมืองหรือธนาธิปไตย การที่มีการใช้เงินขนาดใหญ่เข้ามาช่วงชิงอำนาจ ทางการเมือง ทำให้เกิดธนกิจการเมือง (Money Politics) เป็นต้นต่อให้การเมืองด้อยคุณภาพ ด้อยจริยธรรม นำไปสู่ความขัดแย้งและอาจเกิดความรุนแรง หลังจากเกิดเหตุการณ์รุนแรงคราวนี้ต้องร่วมกันหาทางวาง ระบบเพื่อลดอำนาจเงินทางการเมือง เช่น ให้สมัคร สส. ได้โดยไม่สังกัดพรรค เพื่อความเป็นอิสระจากนายทุนเจ้าของพรรค พรรคการเมืองต้องเป็นองค์กรมหาชนไม่ใช่มีเจ้าของพรรค พรรคการเมืองต้องเกิดจากการ รวมตัวของคนที่มีอุดมการณ์ที่จะทำเพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งมีเงินมากแล้วมาเป็นเจ้าของ พรรคควบคุมกินรวบได้เบ็ดเสร็จ นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย พรรคการเมืองต้องมีโครงสร้างที่เป็น ประชาธิปไตย ได้รับเงินอุดหนุนจากสมาชิกไม่ใช่ไปแจกเงินซื้อเสียง ที่แล้วมามีความพยายามที่จะขจัดการ ซื้อเสียงด้วยการมีองค์กรอิสระและการบัญญัติโทษที่แรง แต่ก็ยังไม่ได้ผล การเมืองภาคพลเมืองต้องเข้ามา ช่วยหาทางลดอิทธิพลของเงินในทางการเมือง 5 มาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง นักการเมืองต้องมีจริยธรรมสูงกว่าคนทั่วไป ถ้า นักการเมืองมีจริยธรรมต่ำบ้านเมืองจะวิกฤต ในสหรัฐอเมริกาเอ็ดเวิร์ดเคเนดีไม่มีทางได้เป็นประธานาธิบดี เพราะพาผู้หญิงไปจมน้ำตายแล้วไม่รีบแจ้งความ แกรียาร์ทต้องออกจากการแข่งขันเป็นตัวแทนของพรรค เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเพราะหนังสือพิมพ์ลงรูปเขาเอาผู้หญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยามานั่งตัก บิลล์ คลินตันไม่สามารถตั้งผู้หญิงคนหนึ่งเป็นรัฐมนตรีได้เพราะเธอมีคนใช้ที่บ้านที่เป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ที่อังกฤษจอห์นโปรูฟโมต้องออกจากรัฐมนตรีเพราะไปนอนกับโสเภณี เหล่านี้แสดงถึงมาตรฐานทาง จริยธรรมของนักการเมืองที่ต้องสูงกว่าคนทั่วไป ถ้าเราเอามาตรฐานระดับนี้เข้าจับจะเหลือรัฐมนตรีสักกี่คน ทุกฝ่ายต้องเข้ามาวางมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง และสังคมเข้ามาติดตามตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะนักการเมืองขาดจริยธรรมนำไปสู่วิกฤตการณ์ของบ้านเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า (๙) ภาคธุรกิจกับการส่งเสริมความถูกต้องในบ้านเมือง ภาคธุรกิจเป็นภาคที่มีกำลังมาก ควรจะ รวมตัวกันทำสิ่งดีๆ ในบ้านเมือง ช่วยกันปรับเปลี่ยนการ "โกงแล้วรวย" ไปสู่ "ดีแล้วรวย" ป้องกันธน กิจการเมือง สนับสนุนทิศทางประชาธิปไตยตามที่กล่าวถึงในข้อ ๑-๘ ข้างบน เมื่อประชาธิปไตยลงตัว ธุรกิจก็จะเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงร่วมกับสังคมไทย (๑๐) ปรับวิถีคิด นี่เป็นส่วนที่ลึกที่สุดและสำคัญที่สุด เพราะสังคมย่อมเป็นไปตามวิถีคิด แม้ แต่อัลเบิร์ตไอน์สไตน์ยังกล่าวว่า "เราต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้" ทางพระมีคำเรียกว่า "สีลัพพตปรามาส" ได้แก่การเข้าไปยึดติดกับความเชื่อและการปฏิบัติ ผิดๆหรือไม่ได้ผล อันจะนำไปสู่ความติดขัด ความรุนแรง และการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคน สังคมไทยมีวิถีคิดแบบสำเร็จรูป ตายตัว แยกส่วน ไม่ใช่วิถีคิดแบบพุทธที่เน้นความเป็นเหตุ ปัจจัยที่หนุนเนื่องอย่างเป็นพลวัต วิถีคิดแบบสำเร็จรูป ตายตัว แยกส่วน ทำให้ขาดวิจารณญาณ เข้าไม่ถึง ความจริง ไม่สามารถจัดความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างตนเองกับผู้อื่นและสิ่งอื่น จึงอ่อนแอทางจริยธรรม และศีลธรรม ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อได้ง่าย แบ่งเป็นข้างเป็นขั้วตายตัวไม่สามารถเรียนรู้ให้ เข้าใจความซับซ้อนของความเป็นจริงในปัจจุบัน มีความขัดแย้งสูง และไม่เข้าใจ "กระบวนการ"ออกจาก ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพราะชอบคำตอบสำเร็จรูปมากกว่า "กระบวนการ" การคิดแบบสำเร็จรูป ตายตัว แยกส่วน คือการคิดเชิงอำนาจ การคิดเชิงกระบวนการ คือการคิดเชิงปัญญา การเปลี่ยนแปลงเชิงลึกที่สุดคือการปรับวัฒนธรรมการคิดเชิงอำนาจไปสู่วัฒนธรรมการคิดเชิง ปัญญา ควรจะมีกลุ่มที่สนใจวัฒนธรรมการคิด สนใจศึกษาอย่างจริงจัง และผลักดันการปรับเปลี่ยนวิถีคิด เชิงอำนาจไปสู่วิถีคิดเชิงปัญญา ผ่านระบบการเรียนรู้ทุกประเภท ถ้ากระบวนการฟื้นฟูบูรณะประเทศมีความเข้มแข็ง ก็จะใช้วิกฤตการณ์ความรุนแรงเป็นโอกาสที่จะ ฟื้นฟูบูรณะประเทศให้ไปสู่ความเจริญอย่างแท้จริงได้ หรือแม้ป้องกันมิคสัญญีกลียุคก็ได้ด้วย 6 ที่จริงมหาวิทยาลัยควรจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาที่พาสังคมไทยออกจากวิกฤต ในขณะที่ผู้บริหาร มีภารกิจติดอยู่กับการบริหารกฎระเบียบ คณาจารย์ควรจะมีอิสระที่จะรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในการฟื้นฟู บูรณะประเทศ ทุกภาคส่วนในสังคมควรถือวิกฤตเป็นโอกาสที่จะชะล้างความเชื่อผิดๆ ที่ทำให้บ้านเมืองวิกฤต เปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวางให้ประชาชนปรับเปลี่ยนเป็นพลเมืองที่มีเกียรติมี ศักดิ์ศรีและมีส่วนในกิจการบ้านเมืองให้มากที่สุด ประเทศจึงจะอยู่รอดปลอดภัยและเกิดศานติสุข 7 PQET # การฟื้นฟูบูรณะประเทศ หลังวิกฤตการณ์รุนแรง ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
17 April 2008
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ไทย -- การเมืองและการปกครอง
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
17 April 2008
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้