auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (1 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
หนังสือจัดรูปเล่มนี้กล่าวถึงเมื่อมหาวิทยาลัยเป็นหัวจักรทางปัญญา ก็จะดึงขบวนประเทศไทยทั้งหมดให้ผ่านทุ่งนาป่าเขาแห่งโมหภูมิไปสู่แดนเกษมอันมีความเจริญอย่างแท้จริงได้
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤต ประเวศ วะสี # ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤต ประเวศ วะสี **จัดพิมพ์โดย** สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) **พิมพ์ครั้งที่ ๑** สิงหาคม ๒๕๕๒ จำนวน ๓,๐๐๐ เล่ม **ปก** ศรัณย์ ภิญญรัตน์ **รูปเล่ม** วัฒนสินธุ์ สุวรัตนานนท์ **พิมพ์ที่** บริษัท ที คิว พี จำกัด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ๙๗๙ อาคาร เอส. เอ็ม. ทาวเวอร์ ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทรศัพท์ ๐๒-๒๙๘-๐๕๐๐ โทรสาร ๐๒-๒๙๘-๐๔๐๑ www.thaihealth.or.th > ถ้า หนึ่งมหาวิทยาลัย > ทำงานกับหนึ่งจังหวัด > จะเห็นขอบเขต > และปริมาณงานที่ชัดเจนขึ้น 99 # ๑. สภาวะวิกฤตสุดๆ และการไม่มีทางออก ในเวลา ๑๐๐ กว่าปีนับตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ พยายามพัฒนาหลายด้านด้วยกัน ทั้งความทันสมัย ปฏิรูปการศึกษา (ร.๕) สร้างทุนทางวัฒนธรรม (ร.๖) ปฏิรูปการเมืองการปกครอง (ตั้งแต่สมัยร.๗) พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ (ยุคสฤษดิ์) เวลา ๑๐๐ กว่าปีก็นับว่าไม่มากในการที่ สังคมโบราณสังคมหนึ่ง ต้องโผล่มาเผชิญกับกระแสโลกอันใหญ่โตรุนแรง และรวดเร็ว ที่เราไม่คุ้นเคยไม่มีความชำนาญ ในขณะที่เรายังไม่สามารถจัด ระบบภายในของเราให้สมดุลและมีประสิทธิภาพ กระแสอารยธรรม ทุนนิยมโลกก็โถมถั่งเข้ามาอย่างรุนแรง ชนิดที่ประเทศไทยตั้งตัวไม่ติด ทำให้เกิดวิกฤตการณ์อย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของชนชาตินี้ อาจ เรียกว่าเป็นมหาวิกฤตการณ์สยาม เพราะประกอบด้วยวิกฤติการณ์หลาย กระแสมาบรรจบกันพอดี อย่างน้อยดังต่อไปนี้ คือ (๑) วิกฤตเศรษฐกิจ (๒) วิกฤตสังคม (๓) วิกฤตสิ่งแวดล้อม (๔) วิกฤตการเมือง (๕) วิกฤตกลไกของรัฐล้มเหลว (๖) วิกฤตทางปัญญา ที่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับวิกฤติการณ์ทั้งหมดที่ กล่าวมา เรื่องเศรษฐกิจคงจะแก้ความยากจนไม่ได้ เพราะระบบเศรษฐกิจ แบบปัจจุบันทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างมากขึ้น อันนำไปสู่ ปัญหาทางสังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง อย่างแก้ไขไม่ได้ ความ อยุติธรรมทางสังคมเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่แก้ไขไม่ได้ และเป็นที่มาของปัญหา ทั้งหลายทั้งปวง ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดจากการพัฒนาแบบบริโภคนิยม ทุนนิยม เมื่อแนวทางการพัฒนายังปรับไม่ได้ก็แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ เรื่องทางการเมืองนั้น แม้มีความพยายามที่จะสร้างระบอบประชาธิปไตยมา ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๕ ประชาธิปไตยโดยสาระก็ไม่เกิดมีแต่รูปแบบ และกลาย เป็นการเมืองน้ำเน่าที่คอร์รัป ขาดคุณภาพและประสิทธิภาพ พร้อมทั้งก่อให้ เกิดความแตกแยกอย่างน่ากลัว ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงเรื้อรัง กลไกของรัฐก็ล้มเหลวไม่สามารถแก้ความยากจน ความอยุติธรรมในสังคม การทำลายสิ่งแวดล้อม รวมทั้งไม่สามารถแก้ความรุนแรงที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้และที่อื่นๆ ด้วยระบบการศึกษาอย่างที่เรามี ซึ่งไม่ทำให้เกิดความ เข้มแข็งทางปัญญา เราจึงมีวิกฤตการณ์ทางปัญญา ไม่เข้าใจความซับซ้อน และการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถหาทางออกจาก วิกฤตการณ์ได้ นับว่าเป็นยุคมืดทางปัญญา ในความมืดต้องการแสงสว่าง ที่จะทำให้เราเดินออกจากวังวนของความไม่รู้ ในสภาพอย่างนี้ มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาที่จะพา ชาติออกจากวิกฤตได้อย่างไร ๔ | ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤต ประเวศ วะสี | ๕ # ๒. ถ้ามหาวิทยาลัย จะเป็นปัญญาของแผ่นดิน ต้องสามารถมองภาพใหญ่ ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเอาวิชา (disciplines) เป็นตัวตั้ง วิชามีความจำเป็นและต้องเข้มแข็งกว่าเดิม แต่การเอาวิชาเป็นตัวตั้งอย่างเดียวทำให้เห็นแต่ภาพย่อยเป็นส่วนๆ ตามสาขาวิชา เหมือนเห็นแต่ละชิ้นๆ ของจิ๊กซอว์ โดยไม่เห็นและรู้ความหมายของภาพรวม ไม่รู้ว่าภาพรวมเป็นพระพุทธรูป หรือพระเจดีย์ หรือช้าง หรือหมี หรือสิงห์โต มันกำลังทำอะไร และจะไปทางไหน การรู้ความรู้นั้นหมายถึงรู้เป็นเรื่องๆ แบบรู้ตามสาขาวิชา แต่ปัญญานั้นหมายถึงรู้ทั้งหมด การที่มหาวิทยาลัยจะเป็นปัญญาของแผ่นดินหรือปัญญาของประเทศได้ นอกเหนือไปจากความรู้แล้ว ต้องไปให้ถึงปัญญา นั่นคือมองและเห็นภาพใหญ่ (ก) การเห็นเฉพาะชิ้นของจิ๊กซอว์ ไม่เห็นและรู้ความหมายของภาพรวม (ข) การเห็นภาพรวม ทำให้รู้ความหมาย รูปที่ ๑ การเห็นเฉพาะส่วนกับการเห็นทั้งหมด 6 | ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤติ ประเวศ วะสี | ๗ ## ๓. เรื่องใหญ่ที่สุด ของมนุษยชาติคืออะไร ขณะนี้มนุษย์วิกฤตหมดทั้งโลกอย่างไม่มีทางออก ทั้งทางเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการเมือง ดังที่มีความขัดแย้ง ความรุนแรงและสงคราม สภาวะโลกร้อน โดยสรุปเรื่องใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติคือการขาดการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม เพราะมนุษย์มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรสูงสุดของแต่ละคน แต่ละองค์กร ไม่ใช่มุ่งที่การอยู่ร่วมกัน (Living together) ในอนาคตมนุษย์ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากปรับวัตถุประสงค์จากทำตามความต้องการเฉพาะตัวไปสู่การอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ศานติสุขหมายถึงการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม ทุกๆ ระดับ ทั้งระดับครอบครัว ระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก ## ๔. มหาวิทยาลัย กับ การตั้งโจทย์ใหญ่ นอกเหนือไปจากโจทย์ย่อยๆ ตามสาขาวิชาหรือความถนัดของผู้วิจัย ถ้ามหาวิทยาลัยจะเป็นปัญญาของแผ่นดินได้ จะต้องสามารถมองภาพใหญ่ และตั้งโจทย์ใหญ่ได้ ประเทศใดประเทศหนึ่งย่อมมีทรัพยากรหรือทุนประเภทต่างๆ อยู่จำนวนหนึ่ง มากบ้างน้อยบ้าง และสุดแต่ความสามารถของประเทศจะมองเห็นและนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้มากน้อยเพียงใด ความมุ่งหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศคือการมีศานติสุข คือการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ตามนัยนี้ สำหรับประเทศไทยสมมติฐานและโจทย์ใหญ่น่าจะเป็นดังต่อไปนี้ **สมมติฐาน** ประเทศไทยมีทรัพยากรต่างๆ มหาศาล เกินพอที่จะสร้างศานติสุขได้ ถ้ามีการจัดการใช้ทรัพยากรอย่างถูกต้องเหมาะสม **โจทย์ใหญ่** ประเทศไทยจะใช้ทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ สร้างประเทศไทยที่ศานติสุขได้อย่างไร การจะตอบโจทย์นี้ ต้องเข้าใจโครงสร้างและระบบที่ทำให้ประเทศมีศานติสุข | ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤติ | ประเวศ วะสี | ๙ | | :--- | :--- | :--- | # ๕. โครงสร้าง และ ระบบแห่งศานติสุข ที่ผ่านมา การที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถเป็นพลังทางปัญญาได้จริงๆ เพราะสนใจเฉพาะเรื่องเป็นเรื่องๆ ถ้าไม่เข้าใจโครงสร้างและระบบ ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ได้ ทั้งๆ ที่เป็นชุมความรู้ที่ใหญ่ที่สุด แต่มหาวิทยาลัยมีส่วนในการพัฒนานโยบายสาธารณะน้อยมาก ปล่อยให้การกำหนดนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องของคนที่มีผลประโยชน์แอบแฝง มีความรู้น้อย มีความเห็นแก่ส่วนรวมน้อย ประเทศจึงเสียหายมากจนวิกฤตอยู่เช่นทุกวันนี้ มีการพูดกันอยู่ในหมู่ผู้รู้ว่า ปัญหาต่างๆ ในประเทศของเราเป็น "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ไม่ใช่เรื่องดีชั่วของปัจเจกชนเท่านั้น "ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง" ทำให้เกิดความรุนแรงและแก้ไขได้ยากกว่าความขัดแย้งเชิงบุคคลมาก ถ้ามหาวิทยาลัยไม่สนใจโครงสร้างที่ทำให้ขาดศานติสุข มหาวิทยาลัยก็คงจะไม่สามารถตอบโจทย์ใหญ่ได้ อุปมาที่เข้าใจได้ง่าย คือ พระเจดีย์ (รูปที่ ๒) พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ไม่สามารถสร้างได้จากยอด เพราะจะพังลงๆ ฉันใด สังคมก็เช่นเดียวกัน (ก) การสร้างพระเจดีย์จากยอดมีแต่จะพังลงๆ (ข) ฐานของสังคมคือชุมชนท้องถิ่น รูปที่ ๒ ประเทศไทยพยายามพัฒนาจากยอด โดยทอดทิ้งฐาน หรือทำลายฐาน คือ ชุมชนท้องถิ่น จึงวิกฤต ที่แล้วมาประเทศไทยพยายามสร้างพระเจดีย์จากยอด โดยทอดทิ้งและทำลายฐาน คือชุมชนท้องถิ่น จึงพังลงๆ จนวิกฤตอย่างทุกวันนี้ ถ้าฐานของสังคมแข็งแรงก็จะรองรับสังคมทั้งหมดให้มั่นคงและยั่งยืน ๑๐ | ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤติ ประเวศ วะสี | ๑๐ รูปที่ ๓ สรุปโครงสร้างและระบบ ที่จะนำไปสู่ศานติสุขและความยั่งยืน **ความดีงาม** * จิตใจที่พัฒนา * ความเป็นธรรม **ระบบต่างๆ** * เศรษฐกิจ * การศึกษา * การเมืองการปกครอง * ความยุติธรรม ฯลฯ **ชุมชนท้องถิ่น** * ความขัดแย้ง * การเสียดุล * รุนแรง * กับต่างชาติ **๔. ระบบภูมิคุ้มกัน** ซึ่งประกอบด้วย (๑) ฐานของพระเจดีย์ = ชุมชนท้องถิ่น (๒) องค์พระเจดีย์ = ระบบต่างๆ ซึ่งต้องเชื่อมกับฐานและยอด (๓) ยอดพระเจดีย์ = ความดีงามต่างๆ เช่น จิตใจที่พัฒนา สุนทรียธรรม ความเป็นธรรม (๔) ระบบภูมิคุ้มกัน เช่น จากความขัดแย้งรุนแรง จากการเสียสมดุลกับต่างชาติ **ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง** ชุมชนเข้มแข็งอย่างบูรณาการทั้งทาง เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพ - การ ศึกษา - ประชาธิปไตย จะเป็นฐานให้สังคมทั้งหมดมั่นคงและยั่งยืน **ระบบต่างๆ** เช่น ระบบเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ ความยุติธรรม การเมืองการปกครอง การสื่อสาร ฯลฯ ต้องเชื่อมโยงกับฐานอย่างเกื้อกูลกัน และเชื่อมโยงกับยอดคือความถูกต้องเป็นธรรม ไม่ใช่ต่างคนต่างไป เปะปะ ไม่เชื่อมกับฐาน ไม่เชื่อมกับยอด เช่นทุกวันนี้ **ความถูกต้องเป็นธรรม** เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าขาดความถูก ต้องเป็นธรรมจะเกิดความขัดแย้งและความรุนแรง ประเทศไทยยังขาด ความเป็นธรรมทุกด้าน **ระบบภูมิคุ้มกัน** ระบบใดระบบหนึ่งอาจถูกทำลาย เพราะปัจจัยจาก ภายในและปัจจัยจากภายนอก จึงต้องมีระบบภูมิคุ้มกัน ตัวอย่างจากภายใน ก็เช่น ความล่มสลายของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ภัยพิบัติ ความขัดแย้ง รุนแรงจนเกิดมิคสัญญี ตัวอย่างจากภายนอก เช่น การรุกรานจากต่างชาติ ทั้งแบบโจ่งแจ้งและแบบซ่อนเร้น การเสียดุลทางธุรกิจ การเงิน สงคราม จากโครงสร้างและระบบดังกล่าว จะมีโจทย์ใหญ่ๆ สำหรับ มหาวิทยาลัยจำนวนมาก ๑๒ | ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤติ ประเวศ วะสี | ๑๓ # ๖. โจทย์วิจัยใหญ่ๆ สำหรับมหาวิทยาลัย ตามโครงสร้างและระบบเพื่อศานติสุขและความยั่งยืน ดังกล่าวในข้อ ๕ ข้างต้น มีโจทย์วิจัยใหญ่ๆ ๔ กลุ่ม ตามโครงสร้างนั้น และอีกหนึ่งกลุ่มคือ เรื่องการเรียนรู้ ## (๑) มหาวิทยาลัยกับความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น มีตัวอย่างของชุมชนเข้มแข็งและท้องถิ่นเข้มแข็งที่มีพัฒนาอย่าง บูรณาการ ๘ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย พร้อมกันไป เกิดสังคมศานติสุขทั้งระดับ หมู่บ้านและระดับตำบล อันเกิดจากกระบวนการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำของ คนในพื้นที่ มีความเป็นไปได้สูงที่สังคมศานติสุขทั้งระดับหมู่บ้านและระดับ ตำบลจะขยายไปทั่วประเทศทั้ง ๗๖,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗,๖๐๐ ตำบล โดยประมาณ ซึ่งจะเท่ากับว่าฐานของประเทศเข้มแข็งและมีศานติสุข โจทย์คือมหาวิทยาลัยจะช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งได้อย่างไร มหาวิทยาลัยมีสิ่งที่ชุมชนท้องถิ่นไม่มี เช่น ความรู้ ความสามารถในการทำวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศักยภาพในการสังเคราะห์ประเด็นทางนโยบายที่ เกิดจากการปฏิบัติและโยงไปสู่องค์กรทางนโยบายข้างบน ฉะนั้น หากมหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น นอกจากชุมชน ท้องถิ่นจะเข้มแข็งและเกิดศานติสุขได้ดีขึ้นแล้ว มหาวิทยาลัยก็จะเข้าใจราก เหง้าของสังคมไทย ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถเป็นปัญญาของแผ่นดินได้ดีขึ้น และจะเป็นจุดเปลี่ยนการศึกษาไทย ถ้าหนึ่งมหาวิทยาลัยทำงานกับหนึ่งจังหวัด จะเห็นขอบเขตและ ปริมาณงานที่ชัดเจนขึ้น จังหวัดหนึ่งๆ โดยเฉลี่ยมี ๑๐ อำเภอ ๑๐๐ ตำบล ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน ซึ่งไม่มากเกินกำลังของมหาวิทยาลัยหนึ่งๆ นอกจากนั้นใน จังหวัดมีโครงสร้างและทรัพยากรต่างๆ มากมาย สามารถรวบรวมกันทำงาน พัฒนาจังหวัดอย่างเบ็ดเสร็จ (Total Provincial Development) ทุกด้านและ ทุกพื้นที่ สร้างจังหวัดทั้งจังหวัดให้เป็นจังหวัดศานติสุขหรือจังหวัดน่าอยู่ โดย มิสู้ยากนัก มหาวิทยาลัยควรมีรายได้จากท้องถิ่นและจังหวัดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ๑๔ | ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤติ ประเวศ วะสี | ๑๕ (๒) มหาวิทยาลัยกับการวิจัยระบบและนโยบาย วิธีมองภาพใหญ่อย่างหนึ่งคือการมองระบบ แทนที่จะเห็นเฉพาะส่วน ทำนองเดียวกับว่าถ้าเราเห็นเฉพาะล้อ เฉพาะเพลา ก็ไม่เห็นรถทั้งคัน ถ้าไม่ เข้าใจระบบก็ไม่สามารถเสนอแนะนโยบายได้ บ้านเมืองมีนโยบายผิดๆ ที่ กำหนดโดยคนมีความรู้น้อยแต่ผลประโยชน์มาก ซึ่งก่อความเสียหาย เหลือคณานับ มหาวิทยาลัยจึงควรวิจัยนโยบายสาธารณะ จะเข้าใจประเด็น นโยบายอะไรก็ต้องเข้าใจระบบนั้นๆ มหาวิทยาลัยจึงควรวิจัยระบบต่างๆ เช่น ระบบเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา ระบบสุขภาพ ระบบความยุติธรรม ระบบการ สื่อสาร ระบบการคมนาคม ระบบพลังงาน ระบบทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อม ระบบการเมืองการปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างระบบต่างๆ เหล่านี้ และโดยคำนึงถึงว่าระบบต่างๆ เหล่านี้ ได้เชื่อมโยงกับฐานพระเจดีย์คือ ชุมชนท้องถิ่น กับยอดพระเจดีย์คือความถูกต้องเป็นธรรม เชิงเกื้อกูลกันมาก น้อยเพียงใด นอกจากระบบใหญ่ๆ แล้วยังมีระบบย่อยๆ ลงมาอีกมากมาย ระบบ ต่างๆ โดยมากมีความซับซ้อนเกินกว่าที่สาธารณะจะเข้าใจได้ เมื่อสาธารณะไม่ เข้าใจ ก็ไม่สามารถจับต้องและขับเคลื่อนไปสู่ความถูกต้องได้ ระบบที่ซับซ้อน ที่ซ่อนความไม่ถูกต้องไว้ทำร้ายประชาชน โดยที่สาธารณชนไม่มีทางทำอะไรได้ เลย เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะต้องวิจัยคลี่ความซับซ้อนของระบบออก มาให้เข้าใจได้ง่าย สาธารณะจะได้เข้ามาขับเคลื่อนไปสู่ความถูกต้องตาม ครรลองประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะนำไปสู่ความถูกต้องเป็นธรรมได้ ต้อง อาศัยการวิจัยระบบและนโยบายโดยมหาวิทยาลัย (๓) มหาวิทยาลัยกับการวิจัย เรื่องความถูกต้องดีงามต่างๆ (ยอดพระเจดีย์) บ้านเมืองที่จะมีศานติสุขต้องมีความถูกต้องดีงามต่างๆ เช่น การมี จิตสำนึกสูง มีจิตใจที่พัฒนา มีสุนทรียธรรม มีความเป็นธรรม ตรงนี้เป็นส่วน ยอดของพระเจดีย์ของการพัฒนา ทำให้พระเจดีย์เปล่งปลั่งงดงาม พระเจดีย์ ยอดด้วนไม่งาม ฉันใด สังคมก็เช่นเดียวกัน จะเป็นสังคมยอดด้วนไม่ได้ ที่ จริงไม่ใช่ยอดด้วนเฉยๆ สังคมที่ปราศจากความถูกต้องดีงามจะวิกฤตและ เสื่อมสลาย มหาวิทยาลัยควรจะเข้ามาดูอย่างจริงจังว่าจะทำอย่างไร สังคมจะมี จิตสำนึกใหม่อันเป็นจิตสำนึกใหญ่และดีงาม ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่ช่วย ให้สังคมมีพลังก้าวข้ามวิกฤตการณ์ปัจจุบัน ควรจะศึกษาว่าทำอย่างไร ทรัพยากรทางศาสนาอันมหาศาลจะเป็นพลังของการพัฒนาจิตใจและสังคม ทำ อย่างไรจิตปัญญาศึกษาจะเข้าไปเป็นหัวใจของการศึกษาทุกประเภททุกระดับ ทำอย่างไรสุนทรียธรรมทุกด้านจะซึมซ่านไปในทุกอณูของสังคม เรื่องความเป็นธรรมเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของมนุษย์ ทุกๆ ระดับ ทั้ง ระดับครอบครัว ระดับชุมชน ในองค์กร ระดับประเทศ และระดับโลก ถ้ามี ความเป็นธรรมก็จะมีความสุข ความสงบ ผู้คนจะรักกันมาก และรักส่วนรวม การขาดความเป็นธรรมนำไปสู่ความขัดแย้ง ระส่ำระสาย และความรุนแรง ๑๖ | ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤติ ประเวศ วงศ์ | ๑๗ สังคมไทยขาดความเป็นธรรมทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย สังคม การเมือง ถ้าเอามิติของความเป็นธรรมเข้าไปจับก็จะเห็นการขาดความเป็นธรรมอยู่ทั่วไป เช่น ลูกคนจนก็ยังตายมากกว่าลูกคนรวยตั้ง ๓ เท่า คนจนจะตายจากอุบัติเหตุและอื่นๆ มากกว่า เรียกว่าตายอย่างไม่เป็นธรรมก็ได้ มีผู้เรียกความป่วยและความตายจากความยากจนและความอยุติธรรมว่า "ความรุนแรงอย่างเงียบ" (Silent violence) ซึ่งรุนแรงมากกว่าความรุนแรงอย่างโจ่งแจ้งเสียอีก ลึกๆ แล้วต้นตอของการขาดความเป็นธรรมอยู่ที่การขาดศีลธรรมพื้นฐานทางสังคม ศีลธรรมพื้นฐานทางสังคมคือการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ถ้าขาดศีลธรรมพื้นฐานนี้แล้ว สิ่งดีงามทั้งปวงก็เกิดขึ้นได้ยาก เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม การขาดความเป็นธรรมในสังคมจึงเป็นเรื่องที่ฝังลึกอยู่ในจิตสำนึกวิธีคิด และโครงสร้างของประเทศ เป็นเรื่องที่ก่อผลมหันต์แต่เข้าใจยากและแก้ไขยาก มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยจึงควรวิจัยเรื่องความเป็นธรรมคลี่ความซับซ้อนออกมาให้สาธารณะเข้าใจได้ จะได้สามารถขับเคลื่อนสร้างความเป็นธรรมให้ได้ แม้จะยากเพียงใด เพราะหากขาดความเป็นธรรมบ้านเมืองจะระส่ำระสายเรื่อยไป ไม่มีศานติสุข (๔) มหาวิทยาลัยกับการวิจัยระบบภูมิคุ้มกันของประเทศ (ก) การวิจัยเพื่อสร้างสันติภาพ ระบบร่างกาย อาจมีภยันตรายที่ก่อตัวขึ้นภายในเช่นมะเร็ง หรือที่มาจากภายนอกเช่นเชื้อโรค ร่างกายต้องมีระบบภูมิคุ้มกันจากภยันตรายเหล่านี้ ฉันใด สังคมก็เช่นเดียวกัน ที่ภยันตรายอาจก่อตัวขึ้นจากภายในหรือมาจากภายนอก ความขัดแย้งจนนำไปสู่ความรุนแรง เป็นภยันตรายที่เกิดขึ้นได้ในสังคมไม่ว่าในยุคใดๆ ความขัดแย้งทางการเมืองหรือทางศาสนา สามารถนำไปสู่ความรุนแรงได้มากๆ ประเทศจะต้องมีสมรรถนะในการป้องกันความรุนแรง ในการแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ในการทำความจริงให้ปรากฏเพื่อการคืนดี อย่างความขัดแย้งในปัจจุบันมีการกล่าวหากันด้วยข้อหาฉกรรจ์ๆ มากมาย ตั้งแต่โคตรโกง ร่วมมือกับต่างชาติเพื่อฮุบทรัพยากรของประเทศฆาตกรรม ฯลฯ ถ้าไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร ผู้คนก็จะทะเลาะกันเรื่อยไปหรือถึงฆ่ากันตาย มหาวิทยาลัยจึงน่าจะสามารถวิจัยเพื่อทำความจริงให้ปรากฏและมีสมรรถนะในการคลี่คลายความขัดแย้งด้วยสันติวิธี หากมหาวิทยาลัยวิจัยจนรอบรู้เรื่องสันติภาพก็จะสามารถมีส่วนสร้างสันติภาพทั้งในประเทศและในโลก การขาดสันติภาพเป็นปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติ แล้วมหาวิทยาลัยจะไม่วิจัยเรื่องสันติภาพได้อย่างไร ๑๘ | ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤติ ประเวศ วะสี | ๑๙ (ข) การวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ ประเทศของเราตั้งอยู่ท่ามกลางโลกที่เข้ามาเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด สลับซับซ้อนและเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลกระทบต่อกันทั้งโดยตั้งใจและมิได้ตั้งใจ หรือจงใจรุกรานกันในด้านต่างๆ ทั้งทางการสื่อสาร ทางวัฒนธรรม ทางการเงิน ทางเทคโนโลยี ทางการแย่งชิงทรัพยากรทางกฎหมาย และทางการทหาร เป็นต้น ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งไม่รู้เท่าทันก็อาจเสียดุลยภาพจนล่มสลายได้ ประเทศไทยจึงต้องวิจัยให้รู้เท่าทันสถานการณ์ทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก เพื่อวาง position ของประเทศ และดำเนินยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมให้เราสามารถธำรงดุลยภาพกับโลก เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนของประเทศของเราเอง ที่ผ่านมาอาจเรียกว่า มหาวิทยาลัยเกือบจะไม่ได้วิจัยยุทธศาสตร์ชาติเลย ถ้ายังเป็นอย่างเดิมต่อไป ไม่น่าจะเป็นคุณต่อความมั่นคงและความยั่งยืนของประเทศ การวิจัยระบบภูมิคุ้มกันของประเทศยังมีอื่นๆ อีก ขอยกตัวอย่างเพียง ๒ เรื่องข้างต้น (๕) มหาวิทยาลัยกับการวิจัยและพัฒนาระบบการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนาชีวิตและสังคม ขณะนี้ต้องถือว่าเรายังไม่มีการเรียนรู้ที่ดี ทั้งในสถานศึกษาทุกระดับรวมทั้งในมหาวิทยาลัย และนอกสถานศึกษา มหาวิทยาลัยควรจะพยายามตอบโจทย์ว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของมนุษย์คืออย่างไร โดยศึกษาค้นคว้าจากทั้งโลก จากทั้งอดีต ปัจจุบัน และที่กำลังจะเป็นไปในอนาคต แล้วมาดูว่าระบบการเรียนรู้ของเราทั้งหมดขณะนี้เป็นอย่างไร จะแก้ไขปรับปรุงอย่างไรให้ได้โดยรวดเร็ว ให้พลังของการเรียนรู้ที่ดีของคนไทยทั้งชาติ เป็นพลังที่คนไทยสามารถใช้พัฒนาชีวิตและสังคมไปสู่การเป็นชีวิตที่เจริญและสังคมที่เจริญหรือประเทศไทยที่มีศานติสุข ที่จริงเรื่องของการสร้างปัญญาเพื่อพาชาติออกจากวิกฤตที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องอาศัยการเรียนรู้ที่ดีของคนไทยทั้งชาติเป็นเครื่องมือ มหาวิทยาลัยจึงควรทุ่มเทวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้อย่างจริงจัง ๒๐ | ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤติ ประเวศ วะสี | ๒๑ # ๗. การปรับตัวของมหาวิทยาลัย และการสนับสนุน ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเป็นตัวอย่างของการมองภาพใหญ่และตั้งโจทย์ใหญ่ ซึ่งถ้าทำได้ก็จะทำให้มหาวิทยาลัยเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤตได้ แต่ก็เป็นเรื่องยากและมหาวิทยาลัยไม่คุ้นเคย ซึ่งก็ต้องน่าเห็นใจ เพราะอะไรเป็นอย่างไร ก็เพราะมีเหตุปัจจัยให้เป็นอย่างนั้น แต่ขณะนี้ประเทศก็วิกฤตหนักจนสุดทางไปแบบเดิมแล้ว จำเป็นต้องมีมุมมองใหม่ ที่ไปพ้นมายาคติเก่าๆ ให้ชาติของเรามีพลังสลัดตัวออกจากวิกฤต ใช้ศักยภาพทั้งเก่าและใหม่สร้างประเทศไทยที่คานติสุขให้จงได้ ทุกฝ่ายต้องช่วยและสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยปรับตัว เผชิญกับความท้าทายใหญ่ได้ ซึ่งอาจมีเรื่องต้องทำดังต่อไปนี้ (๑) ปรับการมองและวิธีคิด เดิมมหาวิทยาลัยมีมุมมองภายในโดยเฉพาะสาขาวิชาเป็นตัวตั้งอย่างเดียว ทำให้ไม่เห็นปัญหาและความต้องการทางสังคมที่มหาวิทยาลัยมีศักยภาพที่จะสนองตอบได้มาก ฉะนั้น นอกจากมุมมองทางวิชาการซึ่งก็ยังต้องคงไว้ มหาวิทยาลัยน่าจะต้องปรับการมองจากสังคมเข้ามายังมหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งจะทำให้ปรับวิธีคิด (๒) สนับสนุนกลุ่มทำงานตามประเด็น คณาจารย์และนักวิชาการคือกำลังที่แท้จริงของมหาวิทยาลัย กำลังเหล่านี้สังกัดตามสาขาวิชา ถ้าจะตอบโจทย์ใหญ่ ต้องมีการรวมตัวของนักวิชาการตามประเด็น มหาวิทยาลัยควรสนับสนุนกลุ่มทำงานตามประเด็น โดยข้ามสาขาวิชาและพรมแดนของคณะหรือสถาบัน ไม่เลือกตามสาขาวิชาแต่ตามฉันทะของบุคคล เช่นอาจารย์เคมีอาจจะสนใจเรื่องชุมชนก็ได้ สภาคณาจารย์ นอกเหนือไปจากการทำงานเชิง "สภา" ควรปรับตัวมา "ทำงาน" ส่งเสริมการรวมตัวของคณาจารย์ตามประเด็นโครงสร้างตามสาขาวิชาการก็ยังอยู่ ซึ่งต้องถือว่าเป็นแนวดิ่ง แต่การมีการรวมตัวตามแนวราบเกิดขึ้นมาถักทอกับแนวดิ่งด้วย มหาวิทยาลัยจะมีพลังชีวิตพลังสังคม และพลังปัญญา เพิ่มขึ้นมหาศาล ลองนึกภาพทุกมหาวิทยาลัยมีกลุ่มวิชาการตามประเด็นอันหลากหลายที่เชื่อมโยงกันระหว่างมหาวิทยาลัยและเชื่อมโยงกับองค์กรต่างๆ นอกมหาวิทยาลัย ทัศนียภาพของโครงสร้างพลังทางปัญญาอันมหึมาจะรุ่งอรุณขึ้นที่ขอบฟ้า มหาวิทยาลัยควรปรับวิธีการงบประมาณมาสนับสนุนการรวมกลุ่มวิชาการตามประเด็นเพิ่มขึ้นด้วย (๓) สร้างระบบความก้าวหน้าทางวิชาการที่รองรับงานใหม่ๆ ความก้าวหน้าทางวิชาการในมหาวิทยาลัยขณะนี้อยู่ที่งานตามสาขาวิชา ไม่เกื้อกูลให้มีผู้อยากทำงานนอกเหนือไปจากตามสาขา ควรมีระบบความก้าวหน้าทางวิชาการที่เปิดกว้างเพื่อรองรับการทำงานตามโจทย์ใหม่หรือโจทย์ใหญ่ และอาจตั้งสถาบันชนิดใหม่เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำงาน ๒๒ | ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤต ประเวศ วะสี | ๒๓ (๔) สร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ทำงานวิจัย ขณะนี้แรงจูงใจของอาจารย์ ไปอยู่ที่รับและตระเวนสอนมากๆ ตามความต้องการของตลาด ไม่ยากแต่ราย ได้ดี แต่ไม่ได้เป็นการสร้างความรู้ใหม่ ต้องเพิ่มแรงจูงใจในการวิจัยและมีการ จัดระบบการศึกษาให้สร้างสรรค์มากกว่านี้ (๕) ปรับระบบการศึกษาให้สร้างสรรค์ ระบบการศึกษาขณะนี้เป็นผล ลบต่อเศรษฐกิจ สังคม และปัญญา กล่าวคือเป็นระบบที่ทั้งไม่สร้างคนที่ ทำงานเป็นและไม่สร้างคนที่สร้างความรู้เป็น กำลังของอาจารย์เกือบทั้งหมด ถูกทุ่มไปสอนคนที่ไม่ได้อยากเรียน แต่อยากได้ปริญญา สังคมไทยขาดคุณค่า และนิสัยในการทำงาน หรือดูถูกการทำงาน ระบบการศึกษาจึงสอนคนที่หยิบ โหย่ง ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ เสียหายต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม ขณะเดียวกันบัณฑิตที่หยิบโหย่งเหล่านี้ ก็ไม่มีความสามารถทาง วิชาการ ทำให้ประเทศอ่อนแอทางปัญญา การจะปรับระบบการศึกษาต้องปรับค่านิยมในงาน (work value) ว่าการทำงานเป็นของดี เป็นของเกียรติ การเรียนรู้จากการปฏิบัติสำคัญกว่า การเรียนรู้โดยการท่องจำแต่ทำอะไรไม่เป็น ต้องเลิกวัฒนธรรม "รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา" "ขอให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน" "ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน" การนั่งกินนอนกินนั้นไม่ดีเลย คนเราต้องทำงานแล้วมีกิน (Earning) จึงจะ มีเกียรติ เยอรมัน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เขามีความเข้มแข็งเพราะเขามี work value สูง เราควรเลิกการตีราคาเงินเดือนตามปริญญา แต่ตามความสามารถใน การทำงาน จะได้ลดการคลั่งปริญญาแต่ทำงานไม่เป็น สร้างค่านิยมในการเรียน อาชีวศึกษาและวิทยาลัยชุมชน รวมทั้งสถานประกอบการต่างๆ เข้ามาเป็น แหล่งการศึกษาที่เน้นการทำงานเป็น คิดเป็น อยู่ร่วมกันเป็น และเปิดฝา สำหรับผู้อยากเรียนต่อในเรื่องใดๆ ก็ได้ ตามใจรัก ลดภาระอาจารย์ในการ สอนคนที่ไม่อยากเรียนแต่อยากได้ปริญญาลง หันไปทุ่มเทกับการวิจัยได้มากขึ้น (๖) ตัดวงจรร้ายที่ทอนพลังระบบอุดมศึกษาและการวิจัยไทย การที่ มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤตได้ ต้องมีพลัง มหาศาล แต่ระบบอุดมศึกษาและการวิจัยไทยตกอยู่ในวงจรทอนกำลัง ซึ่ง ต้องการการแก้ไข ประเทศไทยส่งนักเรียนไทยไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่สมัย ร.๕ บัดนี้ เวลาล่วงเลยไปกว่า ๑๐๐ปี ก็ยังส่งต่อไปเรื่อยๆ และส่งมากขึ้น เพราะระบบ อุดมศึกษาของเราไม่แข็งแกร่งทางวิชาการที่จะสร้างนักวิชาการรุ่นใหม่ที่เก่งๆ ขึ้นมาเองได้ เพราะเราเอาแต่ "ส่งไป" แต่ไม่สนใจ "ระบบการทำงาน" แม้ ตอนไปเรียนเก่ง ตอนกลับมาอยู่ในระบบงานที่มีปัญหาไม่ซ้ำปัญญาก็ฝ่อ แล้ว ก็ต้องส่งคนไปเรียนอยู่ร่ำไป ขณะนี้ค่าใช้จ่ายสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกใน สหรัฐอเมริกาก็ว่า ๑ ล้านบาทต่อคนต่อปี ทวิช จิตรสมบูรณ์ ในบทความชื่อ "ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุดมศึกษาไทยแบบพึ่งตนเอง" (ผู้จัดการรายวัน ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ หน้า ๑๓) ได้อ้างตัวเลขว่าในปี พ.ศ.๒๕๔๕ ประเทศไทย เสียเงินส่งนักเรียนไปต่างประเทศทั้งโดยทุนรัฐบาลและทุนส่วนตัวถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ๒๔ | ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤติ ประเวศ วะสี | ๒๕ Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image’s main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๒ เป็นต้นมา มูลนิธิ "อานันทมหิดล" ได้ส่งนักเรียน เก่งๆ ไปเรียนต่างประเทศในหลายสาขา แต่เนื่องจากเราไม่ได้สนใจระบบการ ทำงานวิชาการในประเทศ นักเรียนเก่งๆ เหล่านี้ เมื่อกลับมาก็ถูกระบบที่ไม่เอื้อ อำนวยกลืนกินไปอย่างน่าเสียดาย ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำทางอุดมศึกษาและการวิจัย สังคม และรัฐบาล จะต้อง ร่วมกันสร้างความเป็นเอกภาพในนโยบายอุดมศึกษาและการวิจัย เพื่ออภิวัฒน์ ให้ระบบอุดมศึกษาไทยสามารถเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤตได้ (๗) องค์กรต่างๆ สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเป็นหัวรถจักรทาง ปัญญา การที่มหาวิทยาลัยโดยลำพังจะปรับตัวเองไปเป็นหัวจักรทางปัญญายัง เป็นเรื่องยาก องค์กรต่างๆ ต้องสร้างความเข้าใจและเข้ามาสนับสนุน สื่อมวลชนควรจะเข้ามาสนใจประเด็นที่มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นหัวรถจักรทาง ปัญญา และทำการสื่อสารกับสังคมอย่างต่อเนื่อง องค์กรอิสระต่างๆ ที่ทำ หน้าที่ทางปัญญาก็ดี ภาคธุรกิจก็ดี ท้องถิ่นและจังหวัดก็ดี ต้องทำความเข้าใจ ว่ามหาวิทยาลัยมีชุมทรัพย์ทางปัญญามหาศาล ต้องเข้ามาท้าทายและสนับสนุน ให้มหาวิทยาลัยปรับมุมมองและใช้ศักยภาพของตนเข้ามามองภาพใหญ่และ ตอบโจทย์ใหญ่ของสังคม และกระตุ้นให้ฝ่ายการเมืองเข้าใจความสำคัญของ ระบบอุดมศึกษาและวิจัย เมื่อมหาวิทยาลัยเป็นหัวรถจักรทางปัญญา ก็จะดึงขบวนประเทศไทย ทั้งหมด ให้ผ่านทุ่งนาป่าเขาแห่งโมหภูมิ ไปสู่แดนเกษมอันมีความเจริญอย่าง แท้จริงได้ ขอให้คนไทยมีความสวัสดี ๒๘ | ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤติ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2009
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย -- ไทย
• การศึกษาขั้นอุดมศึกษา -- ไทย
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2009
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้