hotel_class เนื้อหาคัดสรร

ดูเพิ่มเติม

auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

กระบวนทรรศน์ใหม่ในการพัฒนาประเทศไทยท้องถิ่นเข้มแข็ง

chrome_reader_modeคำอธิบาย

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรมากพอที่จะสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขถ้วนหน้าให้คนไทยแต่คนไทยกลับตกอยู่ในความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ทั้งนี้เพราะมิจฉาทิฐิเกี่ยวการพัฒนา

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

กระบวนทรรศน์ใหม่ในการพัฒนาประเทศไทย ท้องถิ่นเข้มแข็ง ประเวศ วะสี ท้องถิ่นคือฐานของสังคม ถ้าท้องถิ่นยั่งยืน สังคมทั้งหมดก็ยั่งยืน ด ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร มากพอที่จะสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขถ้วนหน้าให้คนไทย แต่คนไทยกลับตกอยู่ในความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ทั้งนี้เพราะมิจฉาทิฐิเกี่ยวการพัฒนา ๒ # สารบาญ หน้า ๑. มิจฉาทิฐิเกี่ยวกับการพัฒนา ๔ ๒. นโยบายการพัฒนาที่เอาท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ๖ ๓. วิสัยทัศน์ประเทศไทยน่าอยู่ที่สุด ท้องถิ่นน่าอยู่ที่สุด: คุณลักษณะ ๘ ประการ ๗ ๔. เป้าหมายของท้องถิ่น ๑๐ ประการ ๘ ๕. ระบบการศึกษาของท้องถิ่น โดยท้องถิ่น เพื่อท้องถิ่น ๙ * หลักของระบบการศึกษาของท้องถิ่น ๔ ประการ * องค์ประกอบของระบบการศึกษาท้องถิ่น ๑๐ ประการ ๖. ประชาธิปไตยชุมชนประชาธิปไตยท้องถิ่น: ๒๐ รากฐานของประชาธิปไตย ๗. การประกอบเครื่องประเทศไทย ๒๒ ๘. พลังขับเคลื่อนท้องถิ่นเข้มแข็ง ๒๔ ๓ # ๑. มิจฉาทิฐิเกี่ยวกับการพัฒนา การจะทำอะไรๆ ให้สำเร็จ สัมมาทิฐิหรือความเห็นชอบเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าทำด้วยมิจฉาทิฐิ การนั้นก็จะไม่สำเร็จ ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรต่างๆ มากเกินพอที่จะสร้างความสุขให้คนไทย ถ้วนหน้า แต่ปรากฏว่าเมื่อพัฒนาไปๆ เรากลับเกิดวิกฤตทุกทาง ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤต สังคม วิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตการเมือง บรรจบกันเป็นมหาวิกฤตการณ์สยาม ก่อความทุกข์ เข็ญเดือดร้อนขัดแย้งไปทุกหย่อมหญ้าอย่างไม่มีทางออก ## เพราะมิจฉาทิฐิเกี่ยวกับการพัฒนา มิจฉาทิฐิเกี่ยวกับการพัฒนาคือ การพยายามสร้างพระเจดีย์จากยอด ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างได้สำเร็จจากยอด เพราะจะพังลงๆ (รูปที่ ๑) ![รูปที่ ๑](image_url) (ก) พระเจดีย์แห่งการพัฒนา ต้องสร้างจากฐาน ฐานคือชุมชนท้องถิ่น (ข) การพัฒนาจากยอดโดยไม่มีฐาน จะไม่สำเร็จเพราะจะพังลงๆ การพัฒนาที่ผ่านมา เราพยายามทำจากยอดทั้งสิ้น ไม่ว่าเศรษฐกิจ การศึกษา ประชาธิปไตย ความยุติธรรม จึงไม่สำเร็จ มิจฉาทิฐินำไปสู่มิจฉาพัฒนา การพัฒนาโดยเอา ๔ ข้างบนเป็นตัวตั้ง โดยทอดทิ้งข้างล่างและให้ข้างบนบ่อนทำลายข้างล่างให้อ่อนแอ อะไรที่บ่อน เซาะฐานให้อ่อนแอย่อมพังทลายลง สังคมไทยพังทลายลงเพราะการพัฒนาที่ทำลายฐาน ## ฐานของสังคมคือชุมชนท้องถิ่น ส่วนล่างของสังคมคือ ฐานความเป็นจริงของชีวิต สังคม วัฒนธรรมและฐานทรัพยากร ของประเทศ ในขณะที่ส่วนบนของสังคมเป็นเรื่องของอำนาจ เงิน รูปแบบมากกว่าสาระและความฉ้อ ฉลต่าง ๆ การพัฒนาโดยอำนาจรัฐรวมศูนย์จึงขัดแย้งกับความเป็นจริงของชีวิตข้างล่างเต็มไป หมดทั้งประเทศ ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอาการอย่างหนึ่งของความขัดแย้ง ระหว่างอำนาจรัฐรวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น ปัญหานี้จะแก้ไม่ได้ตราบใดที่ยังพัฒนาด้วย อำนาจรัฐรวมศูนย์จากข้างบน ต้องมีกระบวนทรรศน์ใหม่ของการพัฒนา ซึ่งเป็นการปฏิวัติความคิด ตรงตาม ความหมายของคำ วตะ=หมุน ปฏิ=ทวนกลับ คือเราต้องหมุนกลับไปเอาข้างล่างหรือชุมชน ท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานของความจริงของชีวิต สังคม วัฒนธรรมและทรัพยากร การ พัฒนาโดยเอาความจริงเป็นตัวตั้งง่ายกว่าการพัฒนาจากข้างบน ซึ่งเป็นเรื่องของอำนาจ เงิน และมายาคติ เมื่อชุมชนท้องถิ่นหรือฐานล่างของสังคมมั่นคงแข็งแรงก็จะรองรับให้สังคมทั้งหมดลงตัว และยั่งยืน กระบวนทรรศน์ใหม่ในการพัฒนาประเทศไทยคือการเอาท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ๕ # ๒. นโยบายการพัฒนาที่เอาท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง เพื่อแก้วิกฤตชาติ ทุกฝ่ายต้องทำความเข้าใจและผลักดันให้การพัฒนาโดยเอาท้องถิ่นเป็นตัวตั้งเป็นแนวนโยบายใหญ่แห่งรัฐ โดยต้องให้ท้องถิ่นสามารถพัฒนาความเข้มแข็งทุกด้าน ด้วยตนเองมากที่สุด โดยระบบต่าง ๆ เช่น ระบบเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา ระบบสุขภาพ ระบบความยุติธรรม ระบบการสื่อสาร ระบบการเมือง เข้าไปเชื่อมโยงกับความเข้มแข็งของท้องถิ่นอย่างสนับสนุนเกื้อกูลกัน ไม่ใช่โดยข้างบนมีอำนาจเหนือข้างล่าง เพื่อให้ท้องถิ่นมีอัตโนมัติและอำนาจต่อรองมากที่สุด ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ รวมทั้งวิธีการงบประมาณที่ส่งเสริมให้ท้องถิ่นสามารถต่อรองให้ระบบการศึกษาและระบบอื่นใดสนองตอบความต้องการของท้องถิ่นมากที่สุด รัฐส่วนกลางทำหน้าที่ที่ท้องถิ่นทำไม่ได้เช่น การป้องกันประเทศ การต่างประเทศ และพัฒนาความเข้มแข็งทางวิชาการ ความอ่อนแอของกลไกของรัฐที่ผ่านมาคือ เอาแต่ใช้อำนาจแต่ขาดความรู้ ต่อจากนี้ไปกระทรวงทบวงกรมต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองจากการใช้อำนาจมาเป็นการพัฒนาความรู้ต่าง ๆให้รู้จริง เพื่อทำให้ชุมชนท้องถิ่นและชาติเข้มแข็ง ถ้าไม่ปรับบทบาทของกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ เราจะไม่สามารถธำรงบูรณภาพและดุลยภาพของประเทศได้ และถึงแก่การเสื่อมสลายไป ทุกวงการต้องทำความเข้าใจเรื่องการพัฒนาโดยเอาท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ๖ # ๓. วิสัยทัศน์ประเทศไทยน่าอยู่ที่สุด ท้องถิ่นน่าอยู่ที่สุด อุดมทัศน์ของเราคือ ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก และท้องถิ่นเป็น ท้องถิ่นที่น่าอยู่ที่สุด ควรจะระดมความคิดกันอย่างทั่วถึงและต่อเนื่องว่าการเป็นประเทศที่น่าอยู่ ที่สุดและท้องถิ่นน่าอยู่ที่สุดนั้นเป็นอย่างไร ในที่นี้จะนำเสนอพอเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อนำไปดัดแปลง แก้ไขเพิ่มเติมจนเป็นที่พอใจของคนทั้งหมดในท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่น ท้องถิ่นน่าอยู่ที่สุด น่าจะมีคุณลักษณะ ๘ ประการ ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นท้องถิ่นแห่งความเป็นธรรม ความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการอยู่ ร่วมกัน ถ้าขาดความเป็นธรรมแล้วจะเกิดความขัดแย้งความรุนแรงขาดความสงบสุข ถ้ามีความ เป็นธรรมแล้วผู้คนจะรักกันมากและเห็นแก่ส่วนรวม ทำอะไรก็สำเร็จง่าย ทำให้ท้องถิ่นน่าอยู่ ที่สุด ฉะนั้นทุกท้องถิ่นต้องมีจิตสำนึกแห่งความเป็นธรรมและช่วยกันดูแลให้มีความเป็นธรรมใน ทุกด้าน ความเป็นธรรมเป็นร่มใหญ่ที่ครอบคลุมทุกเรื่อง ข้ออื่น ๆที่ตามมาเป็นส่วนประกอบของ ความเป็นธรรม (๒) เป็นท้องถิ่นแห่งความพอเพียง ความพอเพียงเป็นฐานของความสุข ความสงบ และ ความพอดี ความพอดีคือความงาม ทุกคนในชุมชนท้องถิ่นต้องมีปัจจัยพื้นฐานแห่งการยังชีพ พอเพียง โดยมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่มีการจัดเหตุปัจจัยสนับสนุนให้ทุกครอบครัวมีสัมมาชีพที่ สมาชิกทุกคนสามารถดำรงชีวิตได้ในฐานะพลเมืองที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี (๓) เป็นท้องถิ่นแห่งความมีน้ำใจไม่ทอดทิ้งกัน ทุกชุมชนท้องถิ่นจัดให้มีการสำรวจ ว่า มีใครถูกทอดทิ้งบ้าง เช่น คนแก่ คนจน คนพิการ เด็กกำพร้า และจัดให้มีอาสาสมัครดูแลอย่าง ถ้วนหน้า มีกองทุนสวัสดิการชุมชน (๔) เป็นท้องถิ่นแห่งความปลอดภัยและสันติภาพ ผู้คนมีความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน ปลอดภัยจากภยันตราย ๆ รวมทั้งสารพิษทั้งหลายมีความสามารถแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติ วิธี (๕). เป็นท้องถิ่นที่มีความเป็นประชาสังคม คือ ผู้คนเข้ามารวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วย ความสมัครใจในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กรและในทุกเรื่อง ท้องถิ่นต้องไม่มีแต่ความเป็นทางการ เท่านั้น ซึ่งจะอ่อนแอและผิดพลาดได้ง่าย แต่ต้องมีความเป็นประชาสังคม คือ มีการรวมตัวร่วม ๗ คิดร่วมทำอย่างหลากหลายเต็มพื้นที่ เกิดเป็นสังคมเข้มแข็ง ซึ่งจะทำให้เกิดความสุขและความ สร้างสรรค์มหาศาล (๖). เป็นท้องถิ่นแห่งความงาม มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีความสะอาด มีศิลปะ มี วัฒนธรรมอันดีงาม (๗) เป็นท้องถิ่นแห่งการเรียนรู้ และปัญญา บุคคลเป็นบุคคลเรียนรู้ องค์กรเป็น องค์กรเรียนรู้ สังคมเป็นสังคมเรียนรู้ การเป็นท้องถิ่นแห่งการเรียนรู้ ทำให้มีปัญญา ปัญญาทำ ให้สำเร็จและงาม (๘) เป็นท้องถิ่นแห่งสุขภาวะ เป็นท้องถิ่นที่คนทั้งมวลมีสุขภาวะทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา ท้องถิ่นที่มีคุณลักษณะทั้ง ๘ ประการนี้ จะน่าอยู่สักเพียงใด ประเทศไทยจะน่าอยู่ที่สุดในโลกก็เพราะมีท้องถิ่นที่งดงามด้วยธรรม ๘ ประการ ดังนี้ โดยทั่วตลอดทุกท้องถิ่น ๘ # ๔. เป้าหมายของท้องถิ่น ๑๐ ประการ จากวิสัยทัศน์ท้องถิ่นน่าอยู่ที่สุด นำมาเป็นเป้าหมายของท้องถิ่นได้ดังต่อไปนี้ (๑). สร้างจิตสำนึกใหม่ มีการรณรงค์สร้างจิตสำนึกใหม่อย่างทั่วถึง ให้ตื่นขึ้นจาก จิตสำนึกที่หลับไหล คับแคบ ดูถูกตัวเองว่าเราเป็นคนจนคนต่ำต้อยคนไม่มีน้ำยาว่า แท้ที่จริง แล้วเราทุกคนเป็นคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนเสมอกับคนอื่น ๆ และมีศักยภาพที่จะทำ อะไรดีๆ ความรู้ไม่ได้มีแต่ความรู้ในตำราเท่านั้น แต่คนทุกคนมีความรู้ในตัวที่ได้มาจาก ประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน ความรู้ในตัวคนนี้เอามาทำประโยชน์ได้มาก และควรนำมา แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในการพยายามทำอะไรร่วมกัน จิตสำนึกใหม่จะเป็นพลังสร้างสรรค์อย่าง มหาศาล (๒) สร้างสังคมเข้มแข็ง ความสำเร็จของท้องถิ่นอยู่ที่การมีสังคมเข้มแข็ง นั่นคือมีการ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำเรื่องต่างๆ อย่างหลากหลายเต็มพื้นที่ ท้องถิ่นต้องส่งเสริมการรวมตัวของ ผู้คนในท้องถิ่นทุกเพศทุกวัยให้ทำเรื่องต่างๆ ที่กลุ่มชอบ อาจเป็นกลุ่มเด็ก กลุ่มเยาวชน กลุ่ม หนุ่มสาว กลุ่มสตรี กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มอาชีพ กลุ่มสิ่งแวดล้อม กลุ่มขยะ กลุ่มศิลปะและดนตรี กลุ่มการศึกษา กลุ่มสุขภาพ กลุ่มไกล์เกลี่ยความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ฯลฯ เกิดความเป็นประชา สังคมในท้องถิ่น ความเป็นประชาสังคมจะทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี (๓) สร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ระบบเศรษฐกิจที่นำไปสู่ความ ร่มเย็นเป็นสุขร่วมกันคือระบบเศรษฐกิจที่สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ไม่ใช่เศรษฐกิจจีดีพีระบบ เศรษฐกิจจีดีพีหรือระบบเศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นใหญ่กำลังล่มสลายลงทั่วโลกแล้ว และหนีความ ล่มสลายไม่พ้นเพราะระบบดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของมายาคติ ความโลภ และความฉ้อฉลต่างๆ ไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจศีลธรรม ถ้าระบบเศรษฐกิจไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจศีลธรรมย่อมพาโลกไปสู่ หายนะอย่างรุนแรง ระบบเศรษฐกิจใหม่ของท้องถิ่นต้องเป็นระบบเศรษฐกิจศีลธรรม เรื่องนี้ไม่ ยากเย็นอะไร ถ้าจับหลักการให้ได้ หลักการคือเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีฐานอยู่ที่การสร้าง สัมมาชีพเต็มพื้นที่ สัมมาชีพคือ อาชีพที่ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียน สิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ จากนิยามนี้จะเห็นได้ว่าเรื่องเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และศีลธรรม เข้ามา ผนวกเป็นอันเดียวกัน จึงเรียกว่าระบบเศรษฐกิจศีลธรรม เรื่องมีมาแล้ว ทั้งในพระสูตร (กุฏทันตสูตร) และที่ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครย้อนหลังไป ๔๐ ปี ว่าเมื่อมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่แล้วเกิดความร่มเย็นเป็นสุข ส Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image’s main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. ความชั่วช้าต่างๆ หายไป เช่น การลักขโมย การพนัน ยาเสพติด ปัญหาความไม่ดีต่างๆ เหล่านี้ ยากที่จะหายไปโดยพระสอน เพราะพระก็สอนทุกวัน ความไม่ดีต่างๆ ก็ยังเกิดเต็มประเทศ แต่ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ทำให้ความชั่วต่างๆ หายไปได้ ฉะนั้น ทุกชุมชนท้องถิ่น ต้องดูแลให้ทุกครอบครัวมีสัมมาชีพ พยายามจัดสรรที่ดินที่ให้ ผู้ที่ต้องการทำเกษตรผสมผสาน หรือ เกษตรพอเพียงให้ได้มากที่สุด เพราะความมั่นคงด้าน อาหารสำคัญที่สุดและเป็นจุดแข็งของไทย ต่อให้โลกวิกฤตอย่างไรๆ ไทยก็ไม่เป็นไร เพราะเรา ผลิตอาหารได้เหลือกิน รัฐต้องสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้สามารถจัดสรรที่ทำกินได้มากที่สุดใน รูปต่างๆ อาจเป็นการให้เช่าราคาถูกให้ยืม หรือชุมชนถือกรรมสิทธิ์ ชุมชนควรมีอาชีพอันหลากหลายที่เรียกว่าวิสาหกิจชุมชน ซึ่งรวมธุรกิจชุมชน และการ ท่องเที่ยวชุมชน ต้องจัดให้มีระบบการเงินของชุมชนท้องถิ่นที่เป็นไปเพื่อความเข้มแข็งของ ชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นต้องรวมตัวกันป้องกันและควบคุม การที่ทุนขนาดใหญ่จากใน ประเทศหรือจากต่างประเทศจะเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรจากชุมชนท้องถิ่น อันทำให้ชุมชน ท้องถิ่นล่มสลาย (๔). สร้างระบบสวัสดิการสังคม ทุกชุมชนท้องถิ่นมีการสำรวจผู้ตกทุกข์ได้ยากผู้ถูก ทอดทิ้ง เช่น คนแก่ คนจน คนเจ็บ คนพิการ เด็กกำพร้า มีการจัดหางานให้ทำ มีอาสาสมัคร ช่วยดูแล เชื่อมโยงอาสาสมัครกับแหล่งความรู้ เพื่อการดูแลได้ถูกต้องมีกองทุนสวัสดิการชุมชน เป็นต้น (๕). มีการอนุรักษ์ และพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ทุกชุมชน ท้องถิ่น ต้องมีการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ต้องมีต้นไม้เพิ่มขึ้นให้ มากที่สุด รักษาต้นน้ำลำธาร อนุรักษ์พันธุ์พืช พันธุ์ปลา พันธุ์สัตว์ ไม่ใช้สารพิษ มีระบบรีไซเคิล ขยะ เหล่านี้เป็นต้น (๖). พัฒนาโครงสร้างทางกายภาพและพลังงานชุมชน ทุกครอบครัวมีที่พักอาศัย พยายามจัดระบบการตั้งบ้านเรือนที่น่าอยู่ ปลอดภัย งดงาม มีทางสัญจรไปมาที่เข้ากับชีวิตและ ธรรมชาติ ควรชวนผู้รู้มาทำวิจัยและพัฒนาพลังงานชุมชนโดยสามารถผลิตพลังงานเพื่อใช้ใน ชุมชนเองให้ได้มากที่สุด (๗). ความปลอดภัย ความยุติธรรม และสันติภาพ ทุกชุมชนท้องถิ่นควรตั้งเป้าเรื่อง ความปลอดภัย โดยมีมาตรการป้องกันอาชญากรรม อุบัติเหตุ และภยันตรายต่างๆ มีความ ยุติธรรมชุมชน มีความสามารถไกล่เกลี่ยความขัดแย้งด้วยสันติวิธี (๘) ระบบการสื่อสาร ทุกชุมชนท้องถิ่นต้องมีระบบการสื่อสารที่ดี โดยคำนึงถึงการ สื่อสารทุกประเภททั้งเสียงตามสาย สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เนต คนในชุมชนท้องถิ่น ต้องฝึกเป็นผู้สื่อสารที่ดี (๙) ระบบสุขภาพชุมชน ชุมชนสามารถดูแลรักษาสุขภาพด้วยตนเองมากที่สุด สามารถควบคุมโรค และสร้างเสริมสุขภาพ มีระบบบริการที่สามารถให้บริการที่จำเป็นแก่ ๑๐ ประชากรทั้งมวลในชุมชนท้องถิ่น ท้องถิ่นสามารถต่อรองกับสถาบันการศึกษาให้รับคนของตน เข้าไปเรียน แล้วกลับมาประจำทำงานให้ชุมชนท้องถิ่น เช่นพยาบาลของชุมชนและอื่นๆ (๑๐). ระบบการศึกษาของท้องถิ่น โดยท้องถิ่นและเพื่อท้องถิ่น ระบบการศึกษาที่มี อยู่ไม่สอดคล้องกับชุมชนท้องถิ่น ควรมีระบบการศึกษาของท้องถิ่น โดยท้องถิ่นและเพื่อท้องถิ่น ซึ่งอาจกล่าวเป็นอีกหัวข้อหนึ่งถัดไป เป้าหมายทั้ง ๑๐ ประการ มีบูรณาการซึ่งกันและกัน ถ้าทำได้ทั้งหมดจะเกิดสุขภาวะ ของคนทั้งมวลในท้องถิ่น ทำให้ท้องถิ่นเป็นดุจสวรรค์บนดิน ๑๑ # ๕. ระบบการศึกษาของท้องถิ่น โดยท้องถิ่น และเพื่อท้องถิ่น ระบบการศึกษาของรัฐเข้าไปสู่ความตีบตันและแก้ไขได้ยาก เพราะทิฐิเกี่ยวกับ การศึกษาว่าการศึกษาคืออะไร จินตนาการของการศึกษาไทยคือ การท่องหนังสือหรือท่อง ความรู้ในตำรา ครูคือผู้ถ่ายทอดความรู้ในตำรา ระบบการศึกษาที่อยู่บนฐานความคิดอย่าง นี้ผลิตคนไทยที่ทำไม่เป็น คิดไม่เป็น อยู่ร่วมกันไม่เป็น และจัดการไม่เป็นขึ้นมาเต็มประเทศ ทำ ให้ประเทศอ่อนแอและวิกฤต ถ้าครูเป็นเพียงผู้ถ่ายทอดความรู้ในตำรา แทนที่จะเป็นผู้นำการ เรียนรู้โดยรอบ เพื่อให้ทำเป็น คิดเป็น อยู่ร่วมกันเป็นและจัดการเป็น ครูก็จะเข้าไปอยู่ในที่แคบ และมีความบีบคั้นอย่างน่าสงสาร ## การศึกษาไทยต้องการจิตนาการใหม่ ว่าการศึกษา คือ การเรียนรู้ของคนทุกคนในวิถีชีวิตจริง ให้ทำเป็น คิดเป็น อยู่ร่วมกัน เป็น และจัดการเป็น เพื่อชีวิตและการอยู่ร่วมกันที่ดี การศึกษาไม่ควรเอาวิชาเป็นตัวตั้ง แต่เป็นตัวประกอบอย่างหนึ่ง ตัวตั้งควรจะเป็นชีวิต จริง ปฏิบัติจริง การเอาตำราเป็นตัวตั้งทำให้ไม่เห็นความสำคัญหรือดูถูกความรู้ที่ได้จากการ ปฏิบัติ ในชีวิตจริงมนุษย์เรียนรู้จากการปฏิบัติ เช่นเรียนรู้ที่จะยืน จะเดิน จะทำงาน จะสัมพันธ์ กับคนอื่น จะจัดการเป็น จะพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น แล้วเราก็ต้องรู้จักวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้ที่ ได้มาจากการปฏิบัตินั้นให้เป็นความรู้ที่ลึกขึ้น กว้างขึ้น ชัดเจนขึ้น เพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ แล้ว นำเอาความรู้ใหม่ไปปฏิบัติให้ได้ผลดียิ่งขึ้น การเคารพความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติจะทำให้คนทุกคนมีเกียรติ และกลายเป็นแหล่ง เรียนรู้ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แต่ครูที่โรงเรียนเท่านั้น ทุกคนทุกสิ่งทุกอย่างในชุมชนท้องถิ่นเป็นแหล่ง เรียนรู้ได้หมด (All for education) การเรียนรู้โดยเอาตำราเป็นตัวตั้งทำให้คนไทยรังเกียจงาน และก็ทำงานไม่เป็น งานเป็นส่วนสำคัญของชีวิต การเรียนรู้ที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้งจึงต้องเรียนรู้ให้ รักงาน เห็นการทำงานเป็นของมีคุณค่า (Work value) สังคมอเมริกันมีคุณค่าในงานสูง เขาจึง แข็งแรง สังคมไทยดูถูกการทำงาน อันมาจากวัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนาย แบบที่ว่า "รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา" "ขอให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน" "ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน" วัฒนธรรมรังเกียจงานทำ ให้เห็นไปว่าอาชีวศึกษาไม่มีเกียรติ แต่อันที่จริงสำคัญเหลือเกิน เพราะสัมมาอาชีวเป็นหนึ่งใน มรรค ๘ ทีเดียว ทัศนคติแบบเห็นการหยิบโหย่งเป็นของดีทำให้การศึกษาและสังคมไทยบิด เบี้ยวและอ่อนแอไปหมด เมื่อท้องถิ่นจะเข้ามาจัดระบบการศึกษาของท้องถิ่น โดยท้องถิ่น เพื่อท้องถิ่น จึงควรใช้ เวลาทำความเข้าใจว่าการศึกษาคืออะไร และจะเป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นได้อย่างไร มิฉะนั้น จะ ๑๒ ทำไม่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นจริง ในการ ปรึกษาหารือกันว่าระบบการศึกษาของท้องถิ่นควรเป็นอย่างไร อย่าเอาแต่ "นักการศึกษา" เท่านั้นมาคุย แต่ควรมาจากทุกกลุ่มอาชีพ และควรมีปราชญ์ชาวบ้านร่วมด้วย หลักการของระบบการศึกษาของท้องถิ่น ๔ ประการ ระบบการศึกษาของท้องถิ่นมีหลักการ ๔ ประการดังนี้ (๑) เป็นการศึกษาสำหรับคนทั้งมวลในท้องถิ่น (Education for All) ตั้งแต่ครรภ์ มารดาจนถึงเชิงตะกอน ทุกคนต้องมีการเรียนรู้ที่ดีที่เหมาะสมกับวัย อาชีพ หน้าที่การงาน ควร มีการสำรวจว่าคนในท้องถิ่นทั้งหมดมีกี่กลุ่มกี่ประเภท แต่ละกลุ่มแต่ละประเภทต้องการศึกษา อย่างไร (๒). ทั้งมวลเพื่อการศึกษา (All for Education) ทรัพยากรทั้งหมดในท้องถิ่น รวมทั้ง ที่จะดึงมาได้จากข้างนอก ต้องนำมาใช้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่เพียงแต่โรงเรียนเท่านั้น เช่นคนทุก คนในชุมชนท้องถิ่น โรงเรียนและสถานศึกษาต่างๆ หน่วยราชการต่าง ๆ วัด ภาคธุรกิจ สื่อสารมวลชน ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ศูนย์ศิลปะ ศูนย์กีฬา ฯลฯ ทั้งหมดมีประโยชน์ต่อการ เรียนรู้ทั้งสิ้น ควรสำรวจคนทุกคนในชุมชนว่าใครมีความรู้ความชำนาญเรื่องอะไรบ้าง เช่น ทำไร่ ทำ นา เลี้ยงปลา เป็นช่าง ทำกับข้าว ทำขนม งานศิลปะ เป็นหมอพื้นบ้าน ฯลฯ ถือว่าทุกคนใน ชุมชนมีความรู้ที่เป็นประโยชน์ในทางที่ต่างๆ กัน ทำฐานข้อมูลของคนทุกคนเหล่านี้ คนทุกคน ในชุมชนก็จะเป็นคนมีเกียรติและเป็นแหล่งเรียนรู้ (๓). มีการปฏิรูปการเรียนรู้ที่เอาชีวิตจริงปฏิบัติจริงเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาตำราเป็น ตัวตั้ง ตำราและแหล่งเรียนรู้อื่นๆ เป็นเครื่องประกอบการเรียนรู้ที่เอาชีวิตจริง ปฏิบัติจริงเป็นตัว ตั้ง การพยายามทำอะไรให้สำเร็จ เป็นการเรียนรู้โดยรอบด้าน ไม่ใช่เพียงท่อง ๆ ๆ แต่ทำอะไรไม่ เป็น การเรียนรู้โดยรอบด้านจากการปฏิบัติจะทำให้เกิดความเข้มแข็งทางปัญญา (๔) เกิดผลดีจากการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (ปฏิเวธ) หลักของการศึกษา ๓ อย่าง คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ในระบบการศึกษาปัจจุบันไม่ถึงปฏิบัติและปฏิเวธ อยู่ที่ปริยัติ เท่านั้น ปฏิเวธคือการได้ผลจากการปฏิบัติ การได้ผลจะเป็นตัวบอกว่าทฤษฎีและการปฏิบัติ ถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ได้ผลดีก็แปลว่าไม่ถูกต้อง จะเถียงอย่างไรๆ ก็ไม่ขึ้น การศึกษาไทยที่อยู่ ปริยัติ ขาดปฏิบัติ และปฏิเวธ จึงขาดการป้อนกลับทำให้ไม่รู้ตัวเองว่าที่เรียนๆ สอน ๆ กันนั้น ถูกต้องหรือไม่ ทำให้การศึกษาไทยดีบัตันทางปัญญา ระบบการศึกษาของท้องถิ่นจะต้องเกิดผลดีต่อท้องถิ่น เช่น การหลุดพ้นจากความ ยากจน เศรษฐกิจดี สังคมดี วัฒนธรรมดี สิ่งแวดล้อมดี สุขภาพดี นั่นคือ เป็นท้องถิ่นน่าอยู่ ถ้า การศึกษาไม่ทำให้ท้องถิ่นดีขึ้นจะมีการศึกษาไปทำไม การคำนึงถึงผลของการศึกษาหรือปฏิเวธ จะไปกำกับให้การศึกษาทางทฤษฎีและ ทางการปฏิบัติให้ดีขึ้นๆ ไม่ใช่ท่องหนังสือไปเรื่อยๆ ลอยตัวออกจากชีวิตจริงของชุมชนท้องถิ่น ๑๓ # นี้คือหลัก ๔ ประการของระบบการศึกษาท้องถิ่น และระบบการศึกษาของประเทศ ## องค์ประกอบของระบบการศึกษาท้องถิ่น ๑๐ ประการ จะขอเสนอเค้าโครงของระบบการศึกษาของท้องถิ่นที่เปิดกว้าง ๑๐ ประการ ดังต่อไปนี้ (๑).ชมรมรักการอ่านทุกหมู่บ้าน การสร้างวัฒนธรรมการอ่านเป็นระเบียบวาระ แห่งชาติอย่างหนึ่ง คนไทยอ่านหนังสือน้อย ขณะนี้เรามีเรื่องที่ซับซ้อนมาก ถ้าไม่อ่านจะไม่ เข้าใจ เพียงแต่ฟังวิทยุ หรือดูโทรทัศน์เข้าไม่ถึงความซับซ้อน ถ้าไม่เข้าใจความซับซ้อนก็จะไม่ เข้าใจ และทำไม่ถูก อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกหมู่บ้านจะมีคน บางคนที่รักการอ่านแต่ไม่มีอะไรจะอ่าน ท้องถิ่นควรส่งเสริมให้คนที่รักการอ่านมารวมตัวกันเป็น ชมรมรักการอ่านประจำหมู่บ้าน ชมรมจัดให้มี "ห้องสมุดหมู่บ้าน" มีการจัดหาหนังสือที่น่าอ่าน มาเข้าห้องสมุด ซึ่งอาจจะได้มาจากการบริจาคบ้าง และโดยการซื้อบ้าง อบต. หรือเทศบาล อาจ มีงบประมาณซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดหมู่บ้าน รัฐบาลควรซื้อหนังสือดีๆ เรื่องละประมาณ ๘๐,๐๐๐ เล่ม ส่งไปให้ห้องสมุดหมู่บ้านทั่วประเทศ การที่หนังสือดีๆ ขายได้เพียง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ เล่ม เป็นอันตรายทางปัญญาของประเทศ มาก เพราะจะมีคนเขียนและแปลหนังสือดีๆ น้อย เพราะขายไม่ได้ ถ้าขายได้ ๘๐,๐๐๐ เล่ม จะ เป็นแรงกระตุ้นให้มีการผลิตหนังสือดีๆ ขึ้นมามาก รัฐบาลควรจะมีนโยบายส่งเสริมการอ่าน โดย นอกจากซื้อหนังสือดีๆ ส่งไปให้ห้องสมุดหมู่บ้านทั่งประเทศแล้ว ควรจะมีการประกวดการอ่าน ทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับหมู่บ้าน มีรายการประกวดการอ่านทางวิทยุและ โทรทัศน์ เป็นต้น ที่ห้องสมุดหมู่บ้านควรติดตั้งอินเตอร์เน็ต สำหรับดึงความรู้ข้อมูลข่าวสารที่ ชุมชนต้องการเข้ามาสู่ชุมชน ชมรมรักการอ่านประจำหมู่บ้านจะเป็นกลุ่มคนที่เข้าถึงความรู้เกิดขึ้นในทุกหมู่บ้าน ชมรมรักการอ่านอาจนำความรู้ไปเผยแพร่ในชุมชนได้ในหลายรูปแบบ เช่น เอาไปเล่าสู่กันฟัง เอาไปเล่าออกเสียงตามสาย เอาไปเขียนโปสเตอร์ติดในที่ชุมชน ไปชักชวนเด็กๆ เยาวชนให้มา ใช้ห้องสมุดประจำหมู่บ้าน ชมรมรักการอ่านประจำหมู่บ้านประมาณ ๗๖,๐๐๐ หมู่บ้านทั่ว ประเทศ จะเพิ่มปริมาณการอ่านของประเทศขึ้นมาอย่างมหาศาล ชมรมรักการอ่านควรส่งเสริมให้พ่อแม่อ่านนิทานดี ๆ ให้ลูกฟังทุกวัน พ่อแม่จะได้มีเวลา อยู่กับลูกมากขึ้นทำให้ครอบครัวอบอุ่น เด็กๆ ได้ฟังนิทานดีๆ จะมีความสุข และทำให้เป็นคน ฉลาดต่อไป (๒.) ศูนย์เด็กเล็ก ทุกตำบลควรจะมีศูนย์เด็กเล็กให้พอเพียงกับจำนวนเด็กเล็ก มีครูพี่ เลี้ยงที่ได้รับการอบรมเรื่องการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยมาเป็นอย่างดี ถ้าเด็กในวัย ๐-๖ ขวบได้รับการ เลี้ยงดูอย่างถูกต้องจะโตขึ้นเป็นคนดี เป็นคนฉลาด และเป็นคนมีความสุข ซึ่งมีความหมายมาก ต่อชีวิตและประเทศชาติ ปีหนึ่ง ๆ มีเด็กเกิดใหม่ ๗-๘ แสนคน เด็กปฐมวัยทั้งหมดก็จะมีถึง ๔-๕ ล้านคน ฉะนั้นมีความเร่งรีบที่จะต้องดูแลเด็กปฐมวัยทั้งหมดให้ได้โดยรวดเร็ว ๑๔ # ตลาดชุมชน ในห้องสมุดตำบลควรมีการติดตั้งอินเตอร์เน็ต เพื่อดึงความรู้ข้อมูลข่าวสารเข้ามาใช้ ทุก ตำบลควรมีการวิจัยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมตำบลเอามาแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ตำบล มี ศูนย์ศิลปะที่มีกิจกรรมทางศิลปะต่าง ๆ เช่น ดนตรี การแสดง อาจจัดฉายภาพยนต์ดีๆ มีศูนย์ กีฬาที่สามารถเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ มีศูนย์การเรียนรู้พิเศษเพื่อการเรียนรู้ตามความต้องการ ที่หลากหลายในชุมชน ศูนย์การเรียนรู้เหล่านี้ควรทำด้วยความประหยัด ตามกำลังความสามารถของตำบล อยู่ เป็นกลุ่มที่ไม่ไกลกันนัก ศูนย์การเรียนรู้ตำบลนี้จะเป็นที่คึกคักที่ผู้คนมีกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ รอบ ๆ ศูนย์การเรียนรู้ตำบลมีตลาดชุมชนที่ผู้ผลิตสามารถเอาสินค้ามาขายได้โดยตรง ตลาด ชุมชนนี้ควรมีทุกตำบล เพราะเป็นตลาดที่ทำให้ผู้ขายคือชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นและผู้ซื้อมี รายจ่ายลดลง เพราะตัดคนกลางที่เอากำไรส่วนเกินไปมากเกิน ตลาดชุมชนนี้ไม่ต้องใช้พลังงาน ไฟฟ้าเลย ต่างจากศูนย์การค้า ถ้ามีตลาดชุมชนทั่วประเทศจะลดการใช้พลังงานไฟฟ้าไปได้มาก รูปที่ ๒ ศูนย์การเรียนรู้ตำบลรอบ ๆ มีตลาดชุมชน ๑๕ ใกล้ๆ ศูนย์การเรียนรู้ตำบลควรมีศูนย์การแพทย์แผนไทยประจำตำบลโดยชาวบ้านเป็นเจ้าของ กรมการแพทย์แผนไทยควรจะสนับสนุนให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งในทุกตำบลได้รับการฝึกอบรมให้สามารถให้บริการได้ ๓ อย่าง คือ (๑) การนวดแผนไทย (๒) การประคบด้วยสมุนไพร (๓) การขายยาสมุนไพร ที่พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์จริง การนวดไทยนั้นถ้าทำให้ดีๆ จะได้รับความนิยมมากอาจมีคนนอกตำบลมารับบริการด้วยซ้ำไป นวดแล้วสบายคลายเครียดลดการใช้ยาลง การประคบด้วยสมุนไพรก็เช่นเดียวกัน แก้การปวดเมื่อยขัดยอกปวดข้อ ประคบแล้วได้ผลดีก็จะเป็นการกระจายรายได้มาสู่ชาวบ้านแทนที่จะไปซื้อยาจากต่างประเทศ ศูนย์การแพทย์แผนไทยในทุกตำบลนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการสาธารณสุขมูลฐาน และช่วยบรรเทาความแออัดยัดเยียดที่สถานบริการลง เพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพของประเทศ ควรมีการจัดการท่องเที่ยวชุมชน พิพิธภัณฑ์ตำบล ตลาดชุมชน ศูนย์การแพทย์แผนไทยจะดึงดูดนักท่องเที่ยวมาสู่ชุมชน เป็นผลให้มีการกระจายรายได้ และเป็นโอกาสที่คนข้างบนจะได้มาเรียนรู้และเห็นคุณค่าของชุมชน ถ้าจัดให้มีการพักค้างที่บ้านของชาวบ้าน(โฮมสเตย์)ได้ด้วยก็ยิ่งดี เพราะเป็นโอกาสที่คนไทยต่างวัฒนธรรมจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอุปสรรคความติดขัดของการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่คือระบบการศึกษาในรอบร้อยปีที่ผ่านมาที่ทำให้ผู้ที่ได้รับการศึกษาไม่เข้าใจชีวิตของชาวบ้าน การท่องเที่ยวที่นำเอาคนข้างบนให้ไปเข้าใจชีวิตของชาวบ้านจึงมีความสำคัญยิ่งนักต่อการพัฒนาบ้านเมืองต่อไป (๔.)วัด วัดเคยเป็นศูนย์กลางของชุมชนทั้งทางการศึกษา วัฒนธรรม และสังคม การพัฒนาสมัยใหม่ได้ทอดทิ้งวัดให้หมดบทบาท วัดที่มีประมาณ ๓๐,๐๐๐ วัดทั้งประเทศก็ยังเป็นทรัพยากรมหาศาลของสังคม ลำพังพระสงฆ์จะพัฒนาวัดได้ยาก ชุมชนควรเข้ามีบทบาทร่วมกับพระสงฆ์พัฒนาวัดให้เป็นที่ร่มรื่น มีต้นไม้มาก สะอาดเหมาะแก่การที่ผู้คนจะเข้ามาแสวงหาความสงบ อาจเข้าไปไหว้พระสวดมนต์ในโบสถ์ยิ่งถ้ามีอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐานที่วัดได้ด้วยยิ่งเป็นการดี ในอนาคตผู้คนจะหันมาฝึกเจริญสติกันมากขึ้นๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและทำให้สังคมเจริญไปในทางถูกต้อง พระและชุมชนร่วมกันอาจจัดให้วัดมีกิจกรรมเชื่อมโยงกับสังคมในเรื่องต่างๆ ที่กล่าวถึงในตอนที่ ๓ พระที่เก่ง ๆ และสนใจ อาจจัดการศึกษาแนวพุทธขึ้นมาที่วัดก็ได้ (๕.)โรงเรียน โรงเรียนควรเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนท้องถิ่น ไม่ใช่ลอยตัวออกจากเรื่องของชุมชนท้องถิ่น โดยไปเอาตำราและกระทรวงศึกษาธิการเป็นตัวตั้ง ในเป้าหมายของการพัฒนาท้องถิ่น ๑๐ ประการ ดังที่กล่าวถึงในตอน๔ ระบบการศึกษาของท้องถิ่นต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนา ๙ เรื่อง (รูปที่๓) ๑๖ <figure> The image displays a mind map or diagram outlining the components of a "Pattana Khaki" (พัฒนาโครงสร้างทางกายภาพ) system. The diagram is structured around a central core, labeled "ระบบการศึกษา" (Education System), which is divided into two main branches: "ระบบสุขภาพชุมชน" (Community Health System) and "ระบบการสื่อสาร" (Communication System). These two main branches, along with the central education system, are all linked to a core concept labeled "ความปลอดภัย ความยุติธรรม และสันติภาพ" (Safety, Justice, and Peace). This central concept is then linked to "พัฒนาโครงสร้างทางกายภาพ และพลังงานชุมชน" (Develop Community Physical and Energy Infrastructure). The diagram also shows connections to "ศิลปะ" (Art), "สังคม" (Society), and "ชุมชนท้องถิ่น" (Local Community). Additionally, there are connections to "ศิลปะ" (Art), "สังคม" (Society), and "ชุมชนท้องถิ่น" (Local Community) on the right side, and "ศิลปะ" (Art), "สังคม" (Society), and "ชุมชนท้องถิ่น" (Local Community) on the bottom right. The diagram uses dashed lines to indicate relationships and connections between these elements. </figure> รูปที่ ๓ ระบบการศึกษาของท้องถิ่นต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาท้องถิ่นอีก ๙ เรื่อง ทั้งครูและนักเรียนต้องเรียนรู้จากการร่วมพัฒนาท้องถิ่นอีก ๙ เรื่องโดยเลือกเรื่องที่แต่ละคนชอบ ไม่ว่าจะเป็นงานทางการเกษตรกรรม การช่าง ศิลปะ หรืออะไรอื่น การได้ทำงานที่ตนชอบจะทำให้มีความสุข พยายามทำให้ประณีตและเรียนรู้เรื่องนั้นๆให้ลึกซึ้งและเชื่อมโยงเรื่องอื่นๆ ทั้งครูและนักเรียนควรมีรายได้จากการทำงานไปด้วย การทำงานจะฝึกให้ประณีต อดทน รับผิดชอบและฝึกให้มีการจัดการ ถ้าท่องแต่หนังสือก็จะจัดการไม่เป็น การทำงานทุกชนิดจะมีการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเลี้ยงไก่ ขายก๋วยเตี๋ยว ปลูกบ้าน จัดการท่องเที่ยวหรืออะไรอื่น โรงเรียนควรส่งเสริมให้นักเรียนและครูเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้อื่นๆ เช่น จากศูนย์เรียนรู้ตำบล จากผู้ประกอบการ จากศิลปินในชุมชน จากประชาชนอันเป็นขุ่มความรู้ต่างๆ บางทีนักเรียนไม่รู้ตัวว่ามีศักยภาพอะไรเป็นพิเศษ แต่ครูจะรู้ เมื่อครูรู้ว่านักเรียนคนใดมี แววด้านใด ก็แนะนำให้เด็กได้ทำในเรื่องนั้น ๆ เป็นพิเศษ ทำให้เด็กได้ใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ ทุกคนจะเป็นคนเก่งในทางต่าง ๆ กัน โดยวิธีนี้ทุกคนจะภูมิใจในตัวเองและมีกำลังใจทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น ๑๗ ทั้งครูและนักเรียนควรจะต้องเป็นอาสาสมัครไปช่วยเหลือ คนแก่ คนเจ็บ คนจน คนพิการ เด็กกำพร้า ทำให้มีหัวใจของความเป็นมนุษย์และมีวิริยะอย่างแรงกล้าที่จะทำอะไรดี ๆ เพื่อเพื่อนมนุษย์ ครูควรจะเป็นผู้นำในการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร ทุกวันนี้ประชาชนทั้งประเทศ (รวมทั้งครูและนักเรียน) ถูกล้างสมองด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในรูปต่าง ๆ ให้กลายเป็นผู้บริโภคที่เกินเลยและทิ้งผลเสียไว้นานาประการ ครูควรจะนำนักเรียนและผู้ปกครองในการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารทุกวันให้เกิดวิจารณญาณว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง อะไรมีประโยชน์ อะไรมีโทษอย่างใดบุคคลและสังคมที่ขาดวิจารณญาณย่อมล่มสลาย และระบบการศึกษาจะไม่ช่วยให้สังคมมีวิจารณญาณได้อย่างไร ครูไม่ควรจะเน้นการถ่ายทอดเนื้อหา เพราะนักเรียนมีทางได้ข้อมูลข่าวสารทางอื่น ๆ มากมาย แต่ขาดวิจารณญาณ ครูควรเน้นการเสริมสร้างวิจารณญาณวิจารณญาณคือกระบวนการคิดด้วยเหตุผลหรือความเป็นวิทยาศาสตร์ ความเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่การท่อง "วิชา" วิทยาศาสตร์ แต่อยู่ที่กระบวนการวิเคราะห์สังเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยเหตุผลจนเกิดวิจารณญาณ วิจารณญาณคือ ปัญญา ทั้งครูและนักเรียนควรจะได้ฝึกปฏิบัติในการเจริญสติ เพราะการเจริญสติจะเป็นวิถีชีวิตมนุษย์ต่อไปในอนาคต ถ้าได้ทำดังนี้ ครูจะอยู่ในฐานะผู้รอบรู้เป็นปัญญาชนของชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้นำชุมชน ที่จะช่วยกันพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็งทุกด้าน (๖.) ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ มีเสียงวิจารณ์ชมที่เดียวว่าผู้จบการศึกษาเดี๋ยวนี้ทำงานไม่เป็น ไม่ออดทนไม่รับผิดชอบ ถ้าหันไปดูผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ เขาจะต้องทำงานเป็น เขาจะต้องอดทน เขาจะต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นสถานประกอบการดี ๆ จึงเหมาะที่จะเป็นที่ฝึกอบรมผู้เรียนให้ทำงานเป็น ให้อดทน ให้รับผิดชอบ ทุกท้องถิ่นควรจะทำสำรวจว่ามีผู้ประกอบการดี ๆ ใดบ้าง และหาทางให้เป็นที่ฝึกอบรมคน ซึ่งจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายผู้ประกอบการก็จะได้แรงงานราคาถูกในรูปของผู้ฝึกงาน ผู้ฝึกงานก็ได้รับการฝึกฝนอบรมบ่มเพาะและได้รับเงินค่าฝึกงานบ้างเป็นการมีรายได้ไปในตัว (๗.) คนทั้งหมดในชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ ควรสำรวจและจัดทำข้อมูลของคนทั้งหมดในชุมชนว่าใครถนัดและชำนาญในเรื่องอะไรบ้าง เช่น ทำไร่ ทำนา เลี้ยงปลา ศิลปหัตถกรรม ดนตรี วาดรูป ทำกับข้าว ร้องเพลง ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง รู้ภาษาอื่น ๆ วิปัสสนากรรมฐาน คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ทุกคนเป็นคนเก่งหมดแต่ในทางต่าง ๆ กัน ฐานข้อมูลชุมชนแบบนี้จะทำให้ทุกคนภูมิใจในตนเอง และเป็นแหล่งเรียนรู้อันหลากหลายเต็มไปทั้งชุมชน (๘.) การเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร ในท้องถิ่นควรจะมีผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการสื่อสารแล้วนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาใช้เพื่อการเรียนรู้อย่างเหมาะสมสำหรับคนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน (๙.) อาชีวศึกษาและวิทยาลัยชุมชน ต้องสร้างคุณค่าของอาชีวศึกษาว่า เป็นการศึกษาที่มีคุณค่ามาก ศึกษาแล้วมีอาชีพ มีงานทำช่วยสร้างเศรษฐกิจ ดีกว่าการศึกษาที่ทำให้ ๑๘ หยิบโหย่งทำอะไรไม่เป็น ควรมีวิทยาลัยชุมชน ให้เพียงพอต่อความต้องการ อาจมีถึงหนึ่ง วิทยาลัยต่อหนึ่งอำเภอเสียด้วยซ้ำเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนที่อยากเรียนได้เข้าเรียน เรียนแล้ว ทำงานเป็นโดยทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย และเลือกเรียนวิชาต่าง ๆ ที่สนใจอยากเรียน ท้องถิ่นต้องรวมตัวกันสร้าง เป็นเจ้าของ และดำเนินการวิทยาลัยชุมชนให้ตรงกับความต้องการ ของท้องถิ่นโดยใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถหลากหลายในท้องถิ่นมาเป็นครู ไม่ใช่ "ครู สอนหนังสือ" ที่ทำอะไรไม่เป็น (๑๐.) มหาวิทยาลัยชีวิต ดร.เสรี พงศ์พิศ ได้ทำมหาวิทยาลัยชีวิตโดยร่วมกับ มหาวิทยาลัยหลายแห่ง กศน. และแหล่งเรียนรู้ชุมชนต่างๆ ให้ชาวบ้านที่อยากเรียนอะไรที่เป็น ประโยชน์ต่อชีวิตของเขาให้ได้เรียนโดยไม่คำนึงถึงอายุหรือระดับการศึกษา(ที่เป็นทางการ) คำ ว่าอุดมศึกษาไม่ควรจะมีความหมายแคบว่าคือ การศึกษาที่ต่อยอดจากมัธยมศึกษา ชาวบ้านที่ อาจจบประถมศึกษาแต่มีประสบการณ์ชีวิตและความรู้จากการทำงานมากกว่านักเรียน มัธยมศึกษาเยอะ ชาวบ้านจึงควรมีสิทธิที่จะเรียนอุดมศึกษาเพื่อชีวิตหรือมหาวิทยาลัยชีวิต ควร มีมหาวิทยาชีวิตมากๆ เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนที่อยากเรียนได้เรียน และสามารถเลือก เรียนวิชาที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อชีวิตเขาหรือเขาสนใจเป็นพิเศษที่จะเรียนเอาสนุก ชาวบ้านจะนำเอาความรู้อันหลากหลายในตัวเขาที่ได้จากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน เข้า มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย ที่กล่าวมานี้คือระบบการศึกษาอันเปิดกว้าง สำหรับคนทั้งมวลและคนทั้งมวลเข้ามามี ส่วนร่วมในการศึกษา มีการปฏิรูปการเรียนรู้ให้มีการเรียนรู้จากชีวิตจริงปฏิบัติจริงโดยไม่ใช่เอา ตำราเป็นตัวตั้ง และเป็นการศึกษาที่เกิดผลดีจริงต่อชีวิต เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพพร้อมกันไป การพัฒนาระบบการศึกษาของท้องถิ่นจะเป็นทางเข้าไปปฏิรูป การศึกษาของชาติ ถ้าทุกท้องถิ่นได้ทำและร่วมกันทำดังที่กล่าวมา ต่อไปจังหวัดทั้งจังหวัดจะเป็น มหาวิทยาลัยในรูปใหม่ เป็นมหาวิทยาลัยชีวิตที่คนทั้งหมดมีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) อันเกิดผลดีต่อชีวิตและพัฒนาทุกด้าน จะไม่มีปัญหาการขาดแคลนการศึกษาที่ดี ๆ ที่ระบบการศึกษาที่คับแคบก่อความทุกข์ ยากให้คนทั้งแผ่นดินอีกต่อไป ทุกฝ่ายควรร่วมกันทำความเข้าใจระบบการศึกษาท้องถิ่น แล้วร่วมมือและสนับสนุนให้ เกิดระบบการศึกษาท้องถิ่นที่สมบูรณ์แบบ ขณะเดียวกันท้องถิ่นต้องมีอำนาจต่อรองกับ สถาบันการศึกษาและองค์กรอื่น ๆ ให้สนองตอบความต้องการของท้องถิ่น ๑๙ # ๖. ประชาธิปไตยชุมชนประชาธิปไตยท้องถิ่น รากฐานของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกันกับเรื่องอื่น ๆที่ไม่มีทางทำได้สำเร็จจากยอดโดยไม่มีฐาน เราพยายามพัฒนาประชาธิปไตยระดับชาติมากว่า ๗๐ ปีก็ยังล้มลุกคลุกคลานมาเรื่อยและยัง ขาดคุณภาพ ฐานของประชาธิปไตยคือประชาธิปไตยชุมชนประชาธิปไตยท้องถิ่น ฐานของ ประชาธิปไตยที่แข็งแรงจะช่วยให้ประชาธิปไตยระดับชาติมีคุณภาพ ขณะนี้ผู้นำชุมชนท้องถิ่นทั้งหมดได้มาจากการเลือกตั้งได้แก่ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายก อบต. นายกเทศมนตรี นายกอบจ. ผู้นำเหล่านี้คือผู้นำที่เป็นทางการ ยังมีผู้นำตามธรรมชาติ หรือผู้นำที่ไม่เป็นทางการอีกเป็นจำนวนมากได้แก่ผู้นำกลุ่มอันหลากหลายเช่น กลุ่มอาชีพต่าง ๆ กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน ประธานกองทุน ฯลฯ ควรมีการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นำที่เป็นทางการ กับที่ไม่เป็นทางการ สภาผู้นำชุมชนระดับหมู่บ้านกับสภาชุมชน ในระดับหมู่บ้านสามารถมีประชาธิปไตย โดยตรงอันได้แก่ สภาชุมชนซึ่งประกอบด้วย ประชาชนทั้งหมู่บ้าน สภาผู้นำชุมชนระดับหมู่บ้าน เป็นกลไกของการบริหารจัดการ สภาผู้นำชุมชนประกอบด้วย ผู้นำที่เป็นทางการ ๓ คนได้แก่ ผู้ใหญ่บ้านกับสมาชิกอบต.ที่มาจากหมู่บ้านละ ๒ คน กับผู้นำกลุ่มต่าง ๆในหมู่บ้านนั้นตาม จำนวนกลุ่มที่มีอาจจะมากถึง ๓๐ - ๕๐ กลุ่ม การมีกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำอัน หลากหลายเต็มพื้นที่ทางสังคมคือหัวใจและคุณภาพของประชาธิปไตย สภาผู้นำชุมชนสำรวจ ข้อมูลชุมชนแล้วเอามาทำแผนชุมชน นำแผนให้สภาชุมชนคือ ที่ประชุมของคนทั้งหมู่บ้าน พิจารณาปรับปรุงแก้ไขและกลายเป็นแผนของคนทั้งหมู่บ้าน เมื่อคนทั้งหมู่บ้านสามารถ ขับเคลื่อนแผนที่ตนเองร่วมทำ การพัฒนาทุกอย่างก็ดีขึ้นเรื่อยๆเช่น เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม นี้เป็นรูปแบบประชาธิปไตยที่แท้ที่ทำให้เศรษฐกิจ ชีวิต จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม ใน ระดับหมู่บ้านดีขึ้น ถ้าทุกหมู่บ้านประมาณ ๗๖,๐๐๐ หมู่บ้าน มีประชาธิปไตยแบบนี้ก็จะเป็นฐาน ของประชาธิปไตยและการพัฒนาที่ใหญ่มาก ที่คนเกือบทั้งหมดของประเทศมีส่วนโดยตรง สภาผู้นำชุมชนระดับตำบล เช่นเดียวกับระดับหมู่บ้าน นอกเหนือไปจากกลไกที่เป็น ทางการแล้ว มีผู้นำชุมชนจากหมู่บ้านทุกหมู่บ้านในตำบลนั้นมาร่วมกับนายกอบต.และสมาชิก ๒๐ อบต. เป็นสภาผู้นำชุมชนระดับตำบล ที่จัดทำแผนตำบลและขับเคลื่อนแผนตำบลที่เชื่อมโยงกับ แผนชุมชนระดับหมู่บ้าน ก็จะเกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งตำบล **การร่วมมือกันระหว่างท้องถิ่น** บางเรื่องแต่ละท้องถิ่นสามารถทำเองเป็นเอกเทศ บางเรื่องควรร่วมมือกันระหว่างท้องถิ่น เมื่อผู้นำท้องถิ่นมีความสามารถจัดการเรื่องที่ซับซ้อน มากขึ้น ท้องถิ่นก็สามารถรวมตัวกันทำเรื่องขนาดใหญ่ เช่น ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น ธนาคาร ท้องถิ่น ระบบการศึกษาขนาดใหญ่ ระบบการสื่อสารและคมนาคม เป็นต้น **สภาองค์กรชุมชน - กลไกทางนโยบาย** ขณะนี้มีสภาองค์กรชุมชนเกิดขึ้นตาม พระราชบัญญัติ มีทั้งสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล ระดับจังหวัด และระดับชาติ ถ้าสภาผู้นำ ชุมชนระดับหมู่บ้านและระดับตำบลทำงานเชื่อมโยงกับสภาองค์กรชุมชน ก็จะเป็นการเชื่อมโยง การปฏิบัติกับกลไกทางนโยบาย เหล่านี้เป็นโครงสร้างของประชาธิปไตยระดับชุมชนและท้องถิ่นที่ก่อตัวขึ้นและกำลังดี ขึ้นเรื่อยๆ ถ้าช่วยกันเอาใจใส่และหนุนช่วยประชาธิปไตยฐานล่างให้มีคุณภาพและสมรรถภาพ ฐานของประเทศของเราจะแข็งแรงทำให้ประเทศทั้งหมดแข็งแรงและมั่นคง เราจะได้พ้น วิกฤตการณ์เรื้อรังเสียที ๒๑ # ๗. การประกอบเครื่องประเทศไทย ประเทศไทยเปรียบเสมือนประเทศที่เครื่องหลุดออกจากกันเป็นส่วน ๆ จึงวิ่งไปไม่ได้รถยนต์วิ่งไปได้ก็ต่อเมื่อส่วนต่าง ๆ ประกอบเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ถ้าเครื่องหลุดเป็นส่วน ๆ ก็ไม่มีรถยนต์จะวิ่งไปได้ ทำนองเดียวกันร่างกายของเราถ้าหัวใจ ตับ ปอดและอวัยวะอื่น ๆ แยกจากกันเป็นส่วน ๆ เราก็เป็นคนอยู่ไม่ได้ การที่เราเป็นคนอยู่ได้ก็เพราะอวัยวะต่าง ๆ ประกอบกันเข้าอย่างสมบูรณ์ การต่าง ๆ ในประเทศไทยแยกกันเป็นส่วน ๆ ระบบการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง วิชาการ ล้วนไม่ประกอบกันเป็นระบบและโครงสร้างที่จะธำรงบูรณภาพและดุลยภาพของประเทศได้ จึงวิกฤตมากขึ้น ๆ ทั้งที่มีทรัพยากรมาก ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดพูดถึงการทำให้ฐานของสังคมคือ ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ลงพิจารณาพระเจดีย์แห่งการพัฒนาอีกครั้งหนึ่ง (รูปที่ ๔) --- **รูปที่ ๔ โครงสร้างและระบบที่จะธำรงบูรณภาพและดุลยภาพของประเทศ** ฐานของพระเจดีย์ คือชุมชนท้องถิ่นที่แข็งแรง จึงจะสามารถรองรับองค์และยอดพระเจดีย์ได้ องค์พระเจดีย์ คือระบบต่าง ๆ ซึ่งจะต้องเชื่อมกับฐานพระเจดีย์อย่างเกื้อกูลกันเช่น ระบบเศรษฐกิจแทนที่จะลอยตัวพึ่งพิงนอกประเทศแล้ววิกฤตซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะความผันผวน หากเชื่อมโยงกับฐานล่างซึ่งกว้างใหญ่ไพศาลก็จะมั่นคง ระบบเศรษฐกิจที่จะมั่นคงคือระบบเศรษฐกิจมหภาคกับระบบเศรษฐกิจชุมชนที่เชื่อมโยงอย่างเกื้อกูลกัน ๒๒ มหาวิทยาลัยที่ลอยตัวไม่เกี่ยวข้องกับชุมชนท้องถิ่นเลย หากเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น ฐานของประเทศจะแข็งแรง และมหาวิทยาลัยก็จะมีความถูกต้องทางวิชาการและเป็นพลังทาง ปัญญาของประเทศไม่อับจนอย่างทุกวันนี้ เรามีมหาวิทยาลัยกว่า ๑๐๐ แห่ง พอที่จะคิดถึง ขอบเขตการทำงานว่าประมาณหนึ่งมหาวิทยาลัยต่อหนึ่งจังหวัด ในทำนองเดียวกัน ระบบอื่นใด เช่นระบบสุขภาพ ระบบวัฒนธรรม ระบบความยุติธรรม ระบบการเงิน ฯลฯ ก็ต้องเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น ไม่ใช่ลอยตัวอยู่ข้างบน การที่จะเชื่อมระบบต่าง ๆ ข้างบนเข้ากับชุมชนท้องถิ่นข้างล่างเป็นเรื่องที่ยากเพราะไม่ เคย ต้องมีความพยายามอย่างหนักรวมทั้งการวิจัยและพัฒนา การวิจัยนโยบายสาธารณะถ้าเอา ท้องถิ่นเป็นตัวตั้งแล้วมีเรื่องที่ควรจะวิจัยมากมายมหาศาล **ยอดพระเจดีย์** คือความดีงามได้แก่**ความเป็นธรรม** ความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญ ที่สุดสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคม ถ้าขาดความเป็นธรรมแล้วจะมีความขัดแย้ง และความ รุนแรง หาความสมานฉันท์ไม่ได้และประเทศจะเจริญต่อไปไม่ได้ ประเทศไทยขาดความเป็นธรรมในด้านต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางกฎหมาย การเข้าถึงทรัพยากรอย่างเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในความซับซ้อนยากที่สังคมจะเข้าใจความ เป็นธรรมในมิติต่างๆ มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยควรจะทำการวิจัยเรื่องความเป็นธรรม ประชาคมมหาวิทยาลัยควรจะเป็นพลังขับเคลื่อนความเป็นธรรม พาให้ทุกภาคส่วนของสังคม สนใจ เข้าใจ และถือว่าความเป็นธรรมเป็นอุดมการณ์ร่วมกันที่เราจะต้องสร้างให้ได้ในเวลามิช้า นัก มิฉะนั้นสังคมจะขัดแย้งกันมากขึ้น ๆ และหลุดเข้าไปสู่มิคสัญญีกลียุค ผู้ที่หวังดีต่อบ้านเมือง ไม่ว่าจะถืออุดมการณ์ต่างกันอย่างไร ลึก ๆ แล้วเป็นผู้ต้องการเห็น ความเป็นธรรม ความเป็นธรรมจึงเป็นจุดร่วมที่ทุกฝ่ายจะมีความมุ่งมั่นร่วมกันได้ มากกว่าตัว บุคคล องค์กรหรือสถาบันใด ๆ การขับเคลื่อนเรื่องความเป็นธรรมร่วมกันจะทำให้เกิดความ เชื่อถือไว้วางใจกัน ความเชื่อถือไว้วางใจจะเป็นทุนอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้เรามีพลังฝ่าความยากไปสู่ ความสำเร็จ ความเป็นธรรมหรือส่วนยอดพระเจดีย์จะไปควบคุมให้ระบบต่าง ๆ หรือองค์พระเจดีย์ เชื่อมกับฐานพระเจดีย์หรือชุมชนท้องถิ่น ทำให้เกิดพระเจดีย์ที่สมบูรณ์และงดงาม คือประเทศที่ คนทั้งมวลมีสันติสุข ๒๓ # ๘. พลังขับเคลื่อนท้องถิ่นเข้มแข็ง พลังขับเคลื่อนท้องถิ่นเข้มแข็งอาจมีได้ดังต่อไปนี้ (๑). คณะทำงานยุทธศาสตร์ท้องถิ่นเข้มแข็ง เป็นการก่อตัวโดยอิสระที่เข้าใจและมี ฉันทะอย่างแรงกล้าเรื่องท้องถิ่นเข้มแข็ง อีกทั้งมีทักษะในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ประมาณ ๑๐ คน เป็นแกนนำในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โดย "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" คือ (๑) ส่งเสริม ให้มีการสร้างความรู้ที่จำเป็น (๒) สื่อสารอย่างกว้างขวางให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วม (๓) เชื่อมโยงกับการเมือง (๒). ภาคีเพื่อท้องถิ่นเข้มแข็ง เมื่อคณะทำงานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ไป ไม่นานจะเกิดภาคีเพื่อท้องถิ่นเข้มแข็งที่มาจากภาคส่วนต่าง ๆ เช่นจากผู้นำท้องถิ่น นักวิชาการ องค์กรเอกชน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ สื่อมวลชน (๓). เครือข่ายผู้นำท้องถิ่น มีผู้นำท้องถิ่นที่เก่ง ๆ จำนวนมากที่มีความรู้สารพัดเรื่อง ทั้ง ระดับปฏิบัติและระดับระดับนโยบาย ผู้นำท้องถิ่นเหล่านี้ควรเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเพื่อ เรียนรู้จากกัน ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับชาติ และตามประเด็น โดยที่มีองค์กรท้องถิ่น รูปที่ ๕ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ๒๔ รวมกันถึงประมาณ ๘,๐๐๐ องค์กร สภาผู้นำท้องถิ่น ๘,๐๐๐ คนจะมีอำนาจต่อรองทางนโยบาย อย่างมหาศาล ยิ่งถ้าร่วมกับสภาองค์กรชุมชนได้ด้วย จะเป็นพลังต่อรองทางนโยบายเพื่อชุมชน ท้องถิ่นอย่างไม่มีอะไรจะทานได้ จึงควรมีการสื่อสารให้ผู้นำท้องถิ่นและผู้นำในสภาองค์กรชุมชนรู้ถึงกันและมีความเป็น เอกภาคในทางนโยบาย (๔). โรงเรียนผู้นำชุมชนท้องถิ่น ควรส่งเสริมให้ผู้นำชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้นำที่แท้และ เก่งที่สุด มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถในการโยงวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติ ตรงนี้น่าลงทุนที่สุดและ สำคัญต่อการสร้างสรรค์อนาคตของประเทศ (๕). เชื่อมโยงกับนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีควรพยายาม เชื่อมโยงให้เข้าใจเรื่องการพัฒนาที่เอาท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ถ้าได้นายกรัฐมนตรีที่เข้าใจก็จะช่วย ขับเคลื่อนเชิงนโยบายสนับสนุนเรื่องท้องถิ่นเข้มแข็งได้ดียิ่งขึ้น แต่จะมีนายกรัฐมนตรีที่เข้าใจหรือไม่มี ถ้าทำตาม (๑) - (๔) ข้างต้นก็จะขับเคลื่อนเรื่อง ท้องถิ่นเข้มแข็งไปได้ ถ้ามีนายกรัฐมนตรีที่ต้องการทำ แต่ไม่มีกลไกตาม (๑) - (๔) ก็ทำงาน ไม่ได้ ฉะนั้นจะมีนายกรัฐมนตรีที่เข้าใจหรือไม่มีก็ต้องช่วยกันพัฒนากลไกที่จะขับเคลื่อนท้องถิ่น เข้มแข็งให้ได้ดังที่กล่าวใน (๑) - (๔) ข้างต้น ประเทศใด ๆ ในโลกที่มีความเข้มแข็งล้วนมีท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ท้องถิ่นเป็นฐานของ ประเทศ ถ้าฐานของประเทศเข้มแข็ง ประเทศทั้งหมดจะมั่นคง กระบวนทรรศน์ใหม่ในการ พัฒนาประเทศไทยคือ ท้องถิ่นเข้มแข็ง --- ๒๕ PQET # กระบวนการทรรศน์ใหม่ในการพัฒนา ประเทศไทยท้องถิ่นเข้มแข็ง ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สิ่งแวดล้อม

สุขภาพ

การศึกษา

ประชาธิปไตย

วัฒนธรรม

เศรษฐกิจ

จิตใจ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2009

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
36% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
22% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
15% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การพัฒนาชุมชน

history_eduหมวดหมู่

สิ่งแวดล้อม

สุขภาพ

การศึกษา

ประชาธิปไตย

วัฒนธรรม

เศรษฐกิจ

จิตใจ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2009

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้