auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เนื้อหาในเอกสารกล่าวถึงแนวทางในการพัฒนามหาวิทยาลัยในประเทศไทยให้ไปสู่การเป็นองค์กรที่มีคุณภาพที่มีบุคลากรเป็นดั่งสมองของประเทศ กล่าวคือ การพัฒนาให้อาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นนักวิชาการที่ใช้หลักวิชาการในการปฏิบัติงานและถ่ายทอดความรู้ให้นิสิตนักศึกษา ผู้เขียนยังกล่าวถึงสาเหตุ 3 ประการที่ส่งผลต่อการพัฒนามหาวิทยาลัย ได้แก่ วัฒนธรรม ความคิดหลักหรือมโนทัศน์ และระบบราชการ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
๒๔ กันยายน ๒๕๓๐ # มหาวิทยาลัยราชภัฏการ: ในวันที่ ๒๔ กันยายน อันเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิต ลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชนก คณะแพทยศาสตร์หลายแห่งจัดงานเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของ สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นที่มีต่อวงการทำแพทย์ไทย ในโอกาสเช่นนี้มักมีการพูดถึงเรื่อง "การเจริญรอยตามพระยุคลบาท" บ้าง และการทำอะไรถวายเป็นราชสักการะบ้าง และในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ นี้อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุหัวภูมิ พลอดุลยเดช จะทรงมีพระชนมายุครบ ๕ รอบนักษัตรนี้ ก็ได้มีบุคคลและหน่วย งานต่าง ๆ กล่าวถึงการทำอะไรถวายเป็นพระราชสักการะ ซึ่งมีมากมายหลาย ประเภท หัวข้อที่อยากนำมากล่าวถึงในวันนี้ก็คือ มหาวิทยาลัยควรทำอะไรถวายเป็นราชสักการะ หรือควรทำอะไรเกี่ยว กับมหาวิทยาลัยถวายเป็นราชสักการะ ๑ ถ้ามหาวิทยาลัยจะทำอะไรเป็นราชสักการะ สิ่งนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่มีความ สำคัญสูงสุด ถ้าจะถามว่าอะไรมีความสำคัญสูงสุดคงจะได้คำตอบที่แตกต่างกันไป แล้วแต่ผู้ตอบ แต่ก่อนที่จะตอบขอให้พิจารณาปัญหาและคำถามต่อไปนี้ (๑) ทำไมประเทศไทยจึงประสบความยากจนขั้นแค้น ทั้ง ๆ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าประเทศญี่ปุ่นมาก (๒) ทำไมทั้ง ๆ ที่เป็นเมืองพุทธ ประเทศไทยมีอาชญากรรมมาก มีการลักขโมย จี้ปล้น ข่มขืน มีการฆ่ากันตายด้วยอัตราสูงเป็นที่สองในโลก มีการฉ้อโกงคอร์รัปชั่นมาก มีโสเภณีมากกว่าพระ มีโสเภณีเด็กอายุ ๑๓-๑๕ ปี จำนวนมาก (๓) เราเข้าใจหรือไม่ว่านโยบายที่เน้นการส่งออกและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีผลต่อความล้มละลายทางเศรษฐกิจของชาวชนบท ต่อการทำลายสภาวะแวดล้อม และวัฒนธรรมของไทย (๔) ปัญหาคนชนบทหลั่งไหลเข้าเมือง ในอนาคต เมืองจะรับปัญหาเหล่านี้ได้ไหม ป่าไม้ถูกทำลายจนเหลือไม่ถึงร้อยละ ๒๐ ของพื้นที่และปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษเป็นภัยอย่างอื่น ๆ เราจะมีทางแก้ปัญหาได้หรือไม่ (๕) จริงหรือไม่ที่แพทย์ใช้และชักนำให้มีการใช้เครื่องมือและยาที่ซื้อมา จากต่างประเทศโดยขาดความสามารถในการตรวจสอบว่าสิ่งเหล่านั้นมีผลดี (effectiveness) จริงหรือไม่ และให้ประโยชน์หรือให้ผลคุ้มค่าหรือไม่ (cost-benefit หรือ cost-effectiveness) ขอยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมดังนี้ ก. ในปีหนึ่ง ๆ คนที่เป็นหวัดเจ็บคอทั้งประเทศมีจำนวนมาก คงจะไม่ถึงครึ่งที่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เรามีความรู้หรือไม่ว่า คนไหนต้องใช้ คนไหนไม่ต้องใช้ ถ้ารู้จะประหยัดเงินของประเทศเป็นจำนวนมาก ข. สำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูงเล็กน้อย แพทย์บางท่านว่าควรให้ยา แพทย์บางท่านว่าไม่ควรให้ยา เรามีความรู้จริงหรือไม่ว่า หลักฐานข้อเท็จจริงว่าให้หรือไม่ให้มีผลอย่างไรหรือเป็นแต่ เพียงคาดคะเนหรือคิดเอาว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นมั่ง อย่างนี้มั่ง ค. ถ้าบริษัทเอาสิ่งตีพิมพ์มาให้เรา ๒ ฉบับ แสดงว่า การใช้ยา ได้ไพริดาโมลร่วมกับแอสไพรินสามารถป้องกันการเกิดโรค สมองหรือโรคหัวใจ เนื่องจากเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดได้ดี กว่าการใช้แอสไพรินอย่างเดียว จะมีผู้ใดทำการและสามารถ ตรวจสอบได้หรือไม่ว่า บทความที่ตีพิมพ์นั้นเชื่อถือได้มากน้อย เพียงใด มีบทความอื่นอีกหรือไม่ที่ยืนยันว่าสิ่งที่บทความ ๒ ฉบับกล่าวเป็นความจริงเป็นไปได้หรือไม่ว่า บริษัทยาเลือกเอา เฉพาะบทความที่จะทำให้เกิดการใช้ยาของตนมาให้แพทย์อ่าน ถ้าบทความทางวิชาการขัดแย้งกัน เรามีความสามารถหรือไม่ที่ จะตัดสินว่าบทความใดมีความถูกต้องมากกว่า ถ้าเรื่องอะไรยังเป็นความคิด เป็นการคาดคะเนหรือเป็นอคติเรามีความ สามารถหรือไม่ที่จะสร้างความรู้จริงขึ้นมา ในปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนในโลกมาก ถ้าเราขาดความสามารถใน การตรวจสอบและสร้างความรู้ ประเทศจะตกเป็นเหยื่อของผู้แสวงประโยชน์ ทำให้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจสังคม บัณฑิตของเราจะตกเป็นเครื่องมือในหนทางที่สร้างความทุกข์ยากให้แก่ ประชาชน และมหาวิทยาลัยของเราไม่ได้ทำหน้าที่กลั่นกรองด้วยปัญญาเพื่อ ช่วยคุ้มกันประเทศชาติและประชาชน ที่กล่าวมาข้างต้น แม้จะยกตัวอย่างทางการแพทย์ แต่ก็คงจะเป็นจริง สำหรับการศึกษาไทยทั้งหมด ตั้งแต่อนุบาลจนกระทั่งมหาวิทยาลัยและการ ศึกษาของพระสงฆ์ อันที่จริงมนุษย์มีศักยภาพทางปัญญาสูงยิ่ง แต่ถ้าการศึกษาไม่พัฒนาหรือ กลับทำลายศักยภาพทางปัญญา ประเทศชาติประชาชนจะลำบาก ทำนองเดียวกับการที่คนจะดำรงชีวิตและพึ่งพาตนเองได้ต้องมีสมอง ประเทศต้องมีสมอง ถ้าถามว่าสมองของประเทศอยู่ที่ไหน อาจหาไม่พบ ถ้าหาสมองของประเทศไม่พบ ประเทศที่สมองหายจะเป็นอย่างไร มหาวิทยาลัยเป็นสมองของประเทศหรือไม่ ถ้าตอบว่า ไม่ ก็ต้องถามต่อไปว่า ทำไม อาจกล่าวถึงสาเหตุได้หลายประการ แต่ขอขมวดเหลือ ๓ ประการ คือ (๑) วัฒนธรรม (๒) ความคิดหลักหรือมโนทัศน์ (concept) (๓) ระบบราชการ (๑) วัฒนธรรม การที่อยู่ในเขตร้อนมีอาหารการกินและการอยู่อาศัยได้ง่ายแต่โบราณ ทำ ให้มีความสบายไม่ต้องคิดมาก ซึ่งเป็นประโยชน์ในสมัยเดิม แต่เมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป วัฒนธรรมเดิมกลับให้โทษ แสดงถึง ความเป็นอนิจจัง และความสัมพันธ์แบบทวิลักษณ์ (หยิน-หยาง) ของสรรพสิ่ง ทั้งหลาย เช่น ในความดีมีความเลว ในความสุขมีความทุกข์ของอย่างเดียวกัน เคยดีกลับไม่ดี คนไทยมีวัฒนธรรมแบบ วัตถุธรรมสูง คือเห็นอะไรเป็นวัตถุตื้น ๆ แยก กันเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ในวัตถุ ระหว่างวัตถุ และลึกไปกว่าวัตถุมีนามธรรม เรื่องของปัญญามีนามธรรมนำหน้า เรื่องของศาสนาซึ่งเป็นเรื่องของปัญญาอันเป็นนามธรรม ก็ตีออกมาเป็นวัตถุเสียมากกว่า เช่น โบสถ์ใหญ่ ๆ พระพุทธรูปองค์ ใหญ่ ๆ มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลก็มองกันที่วัตถุเป็นใหญ่ จะสร้างอนุสรณ์ อะไรก็นึกถึงอนุสรณ์ที่เป็นวัตถุ เมื่อจะบริจาคก็จะออกมาว่าจะบริจาคเพื่อวัตถุ อะไร ที่จะบริจาคเพื่อสร้างปัญญานั้นเกือบไม่มี เงินทางราชการนั้น ถ้าใช้สร้างตึกกับซื้อเครื่องมือจะให้ได้ง่ายกว่าใช้ สร้างคนที่มีปัญญา อันที่จริงเงินของรัฐบาลก็ดี เงินที่มีผู้บริจาคให้วัดก็ดี เงินของเศรษฐีหรือ สาธารณะก็ดี ถ้าจะเอามาสร้างปัญญาแล้วจะสร้างได้มาก และมีผลยั่งยืนกว่า เพราะ ปัญญางอกได้ ส่วนวัตถุนั้นมีแต่จะผุพังไป (๒) ความคิดหลัก หรือ มโนทัศน์ (concept) ความคิดหลักเกิดจากความเข้าใจที่ถูกต้อง (สัมมาทรรศนะ) อาจกล่าวได้ว่าระบบการศึกษาใหม่ของไทยขาดความคิดหลักว่า การศึกษาคืออะไร ต้องทำอย่างไร มหาวิทยาลัยคืออะไร ควรทำอย่างไร หรือจัดตั้งขึ้นเพียงเป็นรูปแบบแต่ จับหลักเรื่องปัญญาไม่ได้ ถ้าจะมีความคิดหลักในการศึกษาไทย ความคิดหลักอันนั้นก็คือ การ ศึกษาคือการถ่ายทอดเนื้อหา โดยไม่ตรวจสอบและสร้างความรู้ที่แท้จริงหรือ กลับมีกระแสที่จะคัดค้านหรือประณามกิจกรรมในการตรวจสอบและสร้าง ความรู้ไปเสียด้วยซ้ำ ความคิดหลักในการศึกษาของไทยเกี่ยวกับครู ก็คือ ครูที่ดีคือ ครูที่ขยัน ในการถ่ายทอดเนื้อหา แต่ถ้าเนื้อหานั้นไม่สัมพันธ์สอดคล้องกับความเป็นจริง ตายตัวและแยกตัวเป็นชิ้นเป็นอัน โดยไม่เชื่อมสัมพันธ์เคลื่อนไหวปรับกับสัจ ธรรมแห่งความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง เข้าลักษณะความรู้ที่ตายแล้วมากกว่า ความรู้ที่มีชีวิต ก็ต้องถามว่าครูที่ขยันถ่ายทอดเนื้อหานั้นถ่ายทอดอะไรวิชชา หรือ อวิชชา การศึกษาที่เน้นการถ่ายทอดเนื้อหาโดยไม่เน้นที่การตรวจสอบและการ สร้างความรู้ที่แท้จริงทำให้เกิดความอ่อนแอทางสติปัญญาไปทั่วประเทศ (๓) ระบบราชการ ประเทศเราใช้ระบบราชการเข้าไปคร่อมการศึกษาทุกระดับ ระบบราชการนั้น เน้นที่การให้ทำตามพิธีกรรมทางราชการมากกว่าสาระ (sense) เน้นที่การทำไปอย่างเดิมเรื่อย ๆ และการควบคุม ยิ่งกว่าการตั้งคำถาม และนวัตกรรม ทำให้การศึกษากลับตัวไม่ได้ การทำอะไรผิดแล้วกลับตัวได้เป็นของ ประเสริฐ แต่การทำอะไรผิดแล้วยังมีอะไรมาบดบังและบีบให้กลับตัวไม่ได้ ย่อมไม่เป็นมงคล มหาวิทยาลัยจึงตกอยู่ในสภาวะดังกล่าวข้างต้น และมีปัญหาดังต่อไปนี้ (๑) อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่ใช่นักวิชาการ ถ้านักวิชาการหมายถึงผู้ตรวจสอบและสร้างความรู้ได้ (๒) มหาวิทยาลัยขาดบรรยากาศทางวิชาการหรือจะว่าขาดวิญญาณก็ ได้ ใครที่พอจะมีแววทำท่าจะทำงานทางวิชาการขึ้นมาจะถูกกดหรือ ถูกทำลาย โดยเพื่อนร่วมงาน ในนามของความชอบธรรมต่าง ๆ ตามที่กล่าวใน ตอน ๒ ตัวอย่างเช่น มีรายงานจากต่างประเทศว่าการขาดวิตามินเอ เป็น สาเหตุให้เด็กเป็นโรคติดเชื้อและตาย ซึ่งเราจำเป็นต้องตรวจสอบและวิจัยว่าเป็น ความจริงหรือไม่ ประเทศไทยมีปัญหานี้มากน้อยเพียงใด ควรแก้ไขด้วยวิธีใด เมื่อเชียร์ให้อาจารย์ท่านหนึ่งทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านตอบว่า "ไม่ได้หรอก เดี๋ยวอาจารย์ในภาควิชาจะเขม่น" ! ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลใช้เงินภาษีอากรของประชาชนตั้งมากมายมาสร้าง มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกลับสร้างวิชาการเพื่อคุ้มครองประชาชนไม่ได้ (๓) มีปัญหาการบริหารจัดการทางวิชาการทุกระดับ ในมหาวิทยาลัยทั้งระดับสาขาวิชา ภาควิชา คณะ มหาวิทยาลัย ทบวงมหาวิทยาลัย เพราะขาดนักวิชาการและขาดความเข้าใจเรื่องวิชาการใน หมู่สมาชิก (๔) มีความขัดแย้งเรื่องตำแหน่งทางวิชาการ ทบวงมหาวิทยาลัย โดยคณะกรรมการมหาวิทยาลัย(ก.ม.)วาง ระเบียบเรื่องการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการไว้ตามหลักของฝรั่ง แต่เนื่องจากอาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่มีพื้นฐานเป็นนักวิชา การดังกล่าวแล้ว จึงทำตามเกณฑ์จริง ๆ ไม่ได้ แต่อาจารย์ก็ต้องเลื่อนตำแหน่ง ทางวิชาการให้ได้ จึงเกิดความขัดแย้งและบีบบังคับไปสู่การประนีประนอม หลักเกณฑ์ในรูปต่าง ๆ (๕) มหาวิทยาลัยเป็นดินแดนที่วุ่นวายไร้ความสุขมากที่สุดแห่งหนึ่งจน ต้องถามว่าการศึกษาเพื่ออะไร ถ้าการศึกษายังมองตื้นเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นชิ้นเป็นอัน ย่อมขัดแย้งวุ่น วาย แต่ถ้าการศึกษาทำให้บรรลุปัญญาหรือบรรลุธรรม (enlightened) ไปตาม ลำดับน่าจะทำให้เกิดความปีติ ความอิ่มเอิบความสงบ (สันติ) หรือ ความสุข สัตว์ย่อมทำอะไร ไปตามหรือเท่าที่เงื่อนไขทางชีววิทยากำหนด แต่มนุษย์มีศักยภาพอันไม่มีที่สิ้นสุดที่จะประกอบความดี ฉะนั้น ถ้าเรามีความรักในมนุษยชาติ เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่อนุชนคน รุ่นหลังซึ่งจะลำบากมากกว่านี้ ถ้าไม่มีการแก้ไข เราก็อยู่ในฐานะที่จะช่วยกันทำ ให้ถูกต้องได้ แม้เราทุกคนจะมีข้อจำกัดตามพื้นภูมิหลังของเรา เราก็ช่วยให้เกิดความ ถูกต้องได้โดยสลัดความเห็นแก่ตัวใด ๆ ออก ไม่เอาข้อจำกัดส่วนตัวไปวางเป็น กฎเกณฑ์ทั่วไปหรือถือเป็นความชอบธรรม ช่วยกันสร้างความถูกต้องสำหรับ อนาคต ซึ่งอาจมีการกระทำได้ดังนี้ (๑) รณรงค์สร้างสัมมาทรรศนะเกี่ยวกับบทบาทที่ถูกต้องของมหาวิทยาลัย การจะทำอะไร ท่านให้เริ่มที่ความเห็นถูกต้อง (สัมมาทิฐิ) เสมอ ทบวงมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยควรจะรณรงค์ให้เกิดสัมมาทรรศนะจน กระทั่งเปลี่ยนกระแสความคิดจากมหาวิทยาลัยที่เน้นการถ่ายทอดเนื้อหา หรือมหาวิทยาลัยที่มิใช่วิชาการ (Non-academic university!) มาเป็น มหาวิทยาลัยวิชาการ (Academic university) หรือมหาวิทยาลัยที่สามารถตรวจสอบและสร้างความรู้ได้ ไม่ควรที่ ทบวงมหาวิทยาลัยที่สามารถตรวจสอบและสร้างความรู้ได้ ไม่ควรที่ทบวง มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยจะบริหารกฎระเบียบและทำอย่างเดิม หรือขยาย งานแต่ทำไมรูปเดิมไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะเป็นบาปกรรมมาก หากเกิดสัมมาทรรศนะในเรื่องมหาวิทยาลัยกันขึ้นแล้วอย่างอื่นย่อม ทำได้ง่ายขึ้น (๒) ในสภาวะปัจจุบันที่อาจารย์ส่วนใหญ่มีข้อจำกัดในทางวิชาการต้องมี วิธีลดความขัดแย้งระหว่างอาจารย์ที่ไม่ใช่นักวิชาการกับอาจารย์นักวิชาการและ ให้สามารถเชื่อมโยงกันสร้างประโยชน์ได้ โดยคณะกรรมการมหาวิทยาลัยควร สร้างหลักเกณฑ์ในการเลื่อนตำแหน่งใหม่ โดยถือหลักให้มีเกียรติเสมอกันโดย งานที่ต่างกัน กล่าวคือ อาจารย์ที่ถนัดในการสอนและบริการโยไม่ถนัดในการ สร้างวิชาการก็ไม่ต้องประเมินโดยงานวิชาการเพราะทำให้เกิดผลเสียมากกว่า (๓) สร้างอาจารย์ที่มีความสามารถในการตรวจสอบและสร้างความรู้ให้ มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในการนี้ต้องการอบรมวิธีการวิจัย ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ ๑ ปี ควร ใช้เงินของมหาวิทยาลัยและของคณะในเรื่องการพัฒนาอาจารย์ในแนวนี้ให้มาก กลวิธีนี้จะช่วยในการปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยไปสู่มหาวิทยาลัยวิชาการ (๔) นักวิชาการไทยที่ไปทำงานต่างประเทศสามารถสร้างผลงานทางวิชา การได้ เพราะสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวย แต่เมื่อทำงานในประเทศไทยทำงานทาง วิชาการไม่ได้เพราะแรงต้านของสิ่งแวดล้อม ถ้านักวิชาการใดสามารถทำงานวิชาการในสิ่งแวดล้อมเดิมได้ก็ควร ทำต่อไป แต่จำเป็นต้องมีหน่วยงานพิเศษในระดับคณะ ระดับมหาวิทยาลัยและ ระดับนอกมหาวิทยาลัยจะเรียกว่าศูนย์วิจัยก็ดี สถาบันวิจัยก็ดี ซึ่งมีบรรยากาศ ทางวิชาการ เปิดโอกาสให้นักวิชาการไทยทำงานวิชาการที่สำคัญๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศให้ได้ (๕) ทุกวันนี้นักวิชาการไทยถูกมรสุมทางเศรษฐกิจพัดกระหน่ำจนตั้งตัวไม่ติด ควรมีวิธีการทั้งทางราชการและทางเอกชนที่จะอุดหนุนทางเศรษฐกิจให้นักวิชาการสามารถทำงานได้ด้วยความสงบพอสมควร ในต่างประเทศ เศรษฐีจะตั้งกองทุนสนับสนุนนักวิชาการและนิยมที่จะตั้งชื่อตำแหน่งศาสตราจารย์ตามชื่อผู้ตั้งกองทุน เช่น Nuffield Professor of... หรือ Howadr Hughg Professor of... เศรษฐีของเราก็ทำบุญเหมือนกัน แต่ไปทำทางอื่นมากกว่าเพื่อสร้างปัญญา แท้ที่จริงถ้าเศรษฐีของเราบริจาคเพื่ออุดหนุนนักวิชาการและได้รับการจารึกชื่อไว้กับตำแหน่ง เช่น ศาสตราจารย์โสภณพานิช... เตชะไพบูลย์...ล่ำซำ...ฯลฯ จะเป็นเกียรติยศที่ยั่งยืนและมีความหมายต่อสังคมในระยะไกลมากกว่าเอาชื่อไปจารึกไว้ตามวัตถุ (๖) หลักสูตรการศึกษาทั้งหมดทุกระดับในอนาคตควรปรับเปลี่ยนให้เป็นการศึกษาที่สร้างสติปัญญาให้คนไทยได้จริงๆ การกระทำดังกล่าวจะสำเร็จได้ต้องมีกลวิธีในการสร้างครูอาจารย์ที่มีความสามารถทางวิชาการการศึกษาระดับบัณฑิตวิทยาลัยควรปรับเปลี่ยนก่อนให้เข้มแข็ง นักศึกษาทุกคนก่อนทำวิทยานิพนธ์ควรจะต้องผ่านการเรียนวิชาการตรวจสอบความคิด และวิธีการสร้างความรู้ อาจเรียกว่าปรัชญาและวิธีการวิจัยก็ได้ (๗) มหาวิทยาลัยสงฆ์และการศึกษาของพระสงฆ์ก็ควรได้รับการปรับเปลี่ยนเช่นเดียวกัน การมีพระสงฆ์ที่มีความเข้มแข็งทางสติปัญญาจะมีความสำคัญต่อประเทศไทยและต่อโลกมาก (๘) มหาวิทยาลัยจะพัฒนาศักยภาพได้ยากถ้ายังถูกระบบราชการคร่อมอยู่ดังปัจจุบัน ควรมีการปฏิรูปการบริหารการอุดมศึกษาเสียใหม่โดยแบ่งหน้าที่และกระจายอำนาจให้เหมาะสมดังนี้ ก. สำนักงบประมาณมีหน้าที่ประเมิณรายรับรายจ่ายทั้งหมดเสนอรัฐบาล (โดยไม่จัดสรรรายการอย่างเดิม) ข. รัฐบาลโดยความเห็นชอบของรัฐสภา จัดสัดส่วนงบประมาณตามนโยบายประเทศว่า ต้องการใช้เพื่อการอุดมศึกษาเท่าใด (โดยไม่จัดสรรรายการ) ค. ทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งทำหน้าที่ในการกำกับนโยบายจัดตั้งคณะกรรมการมหาวิทยาลัย (University Commission) จัดงบประมาณอุดหนุนมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจากยอดที่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา โดยจัดเป็นเงินก้อนโดยไม่ระบุรายการ ง. มหาวิทยาลัยโดยการควบคุมของสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารการเงินเพื่อให้เกิดวิชาการ โดยการจัดสรรและกำหนดหน้าที่ให้ชัดเจนแบบนี้ จะลดการทำอะไรๆ ที่เป็นเพียงพิธีกรรมไปสู่ความมีสาระ มีการใช้เงินงบประมาณที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดภาระกดดันต่อรัฐบาลในทางการเงิน เปลี่ยนรูปสภามหาวิทยาลัยจากสภาตรายาง ให้เป็นสภาที่ทำงานได้จริงจัง และมหาวิทยาลัยจะมีเสรีภาพที่จะทำงานทางวิชาการด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้น (๙) ถึงอย่างไรระบบราชการก็ไม่สามารถส่งเสริมสนับสนุนงานวิชาการให้ทันกับความต้องการของประเทศได้ จำเป็นต้องมีการตั้งมูลนิธิทางวิชาการ และสถาบันทางวิชาการ นอกระบบราชการ เรามีมูลนิธิเพื่อสังคมสงเคราะห์เป็นส่วนใหญ่ แต่มูลนิธิทางวิชาการอย่างจริงจังมีน้อย รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณ และส่งเสริมให้แรงจูงใจกับเอกชน ในการบริจาค ในการจัดตั้งและดำเนินการของมูลนิธิทางวิชาการและสถาบันทาง วิชาการนอกระบบราชการ ที่เสนอมาทั้งหมดเป็นความพยายามที่จะให้มีโครงสร้างและกลไกที่จะ เป็นสมองให้ประเทศ ถ้าประเทศไทยยังไม่มีสมองอีกต่อไป คนไทยจะลำบากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ การที่จะหงกๆ งกเงิ่นหาเงินโดยไม่พัฒนาภูมิปัญญามนุษย์นั้น ไม่มีทางที่ จะสร้างศานติสุขขึ้นได้ ไม่ว่าในประเทศนี้หรือประเทศไหน ควรที่ผู้นำของประเทศและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาทั้งหลายพึง ตระหนักรู้ และหันมาทำอะไรอย่างจริงจังในการพัฒนาศักยภาพของคนไทย มนุษย์มีศักยภาพในการพัฒนามาก ทั้งในด้านความรู้และความดี คนไทยควรจะมีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตนให้มากที่สุดเท่าที่ มนุษย์จะพึงไปถึง เพื่อสรรค์สร้างชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้ถูกต้องดีงาม เป็นคนที่มีศักดิ์ศรีในโลก และทำประโยชน์แก่โลกได้ นี่คือสิ่งอันสูงสุด ที่มหาวิทยาลัยพึงคิดถวายเป็นราชสักการะ เพื่อให้ราช สักการะนั้นสร้างความถูกต้องดีงามขึ้นในประเทศและในโลก จึงจะคู่ควรกับ เกียรติและศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัย. ปาฐกถาในการประชุมสัมมนาเรื่อง "มหาวิทยาลัยราชสักการะ" วันมหิดล ณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๒๔ กันยายน ๒๕๓๐ PQET มหาวิทยาลัยราชภัฏการะ ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1987
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• อาจารย์มหาวิทยาลัย
• สถาบันอุดมศึกษา -- การบริหาร
• ปาฐกถา
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1987
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้