auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

ถูกด่าไม่ว่า ขอให้ป๋าเป็นรัฐบุรุษ

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เนื้อหาในเอกสารกล่าวถึงการถวายฎีกาของกลุ่มบุคคลจำนวน 99 คน เรื่องบทบาทในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในปี พ.ศ. 2531 ผู้เขียนแสดงทัศนะถึงบทบาทในการเป็นรัฐบุรุษและปูชนียบุคคลของผู้นำประเทศ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

๕ พฤษภาคม ๒๕๓๑ # ถูกด่าไม่ว่า ขอให้ป้าเป็นรัฐบุรุษ เกี่ยวกับที่ผมถูกหนังสือพิมพ์ด่ากันเกรียวกราวในกรณีเกี่ยวข้องกับเรื่อง "ถวายฎีกา" นั้น อันที่จริงมีคนลงนามกัน ๙๙ คน ผมไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มและไม่ได้เคลื่อน ไหวให้คนอื่นร่วมลงนาม หรือเกี่ยวข้องกับการไปถวายฎีกา แต่เนื่องจากมีคนไปบอกหนังสือพิมพ์ว่ามีชื่อผมอยู่ด้วย เรื่องก็เลยมาลงที่ ผม ด้วยลักษณะพิเศษบางประการของการเป็นข่าว ที่กล่าวมานี้มิได้เพื่อปฏิเสธความผิดชอบ แต่ไม่ชอบเอาเครดิตจากความ ริเริ่มและผลงานของผู้อื่น และถ้าเรื่องนี้จะมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ ก็ อยากให้ประวัติศาสตร์ให้เครดิตแก่บุคคลได้ตรงตามความเป็นจริง เรื่องถูกด่านี้ผมเคยถูกด่ามามาก แต่ในที่สุด เรื่องก็มักจะสงบไปด้วยดี เพราะผมไม่ค่าตอบหนึ่ง และไม่โกรธคนที่ด่าผมด้วยอีกหนึ่ง ยังคงรักใคร่เมตตาและนึกถึงในทางที่ดี เพื่อประสานประโยชน์เพื่อส่วน รวมต่อไป แต่ผมก็จะถือเป็นโอกาสที่จะเล่าว่า เรื่องราWMันเป็นมาอย่างไร ผมมีความคิดตลอดมาว่าโครงสร้างของการเมืองระดับสูง (superstructure) นั้นยังไม่ลงตัว ทำให้ไม่สามารถพัฒนาให้คนไทยมีความอยู่เย็นเป็นสุขได้ ยังมี จุดหนักอยู่ที่การแย่งชิงอำนาจและขัดแย้ง ยิ่งกว่าการที่จะระดมสติปัญญาและ บารมีมาแก้ไขปัญหาที่ยาก ๆ ของประเทศ รัฐบาลก็อยู่ในสภาพที่ยากลำบากหลายประการที่จะทำงานให้ได้ผล นักการเมือง โดยธรรมชาติของนักการเมือง ก็มักจะมองได้เฉพาะเรื่อง สั้น ๆ เพราะต้องการแสดงผลงานเพื่อความอยู่รอดของตน แต่ปัญหาส่วนใหญ่ ต้องการความคิดและแผนการแก้ปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการพัฒนาคนและโครงสร้างของสังคม ธรรมชาติ ของการเมือง กับการพัฒนาคนจึงมีส่วนที่ขัดแย้งกันอยู่เป็นอย่างมากและ ต้องการการคิดที่จะหาระบบอะไรมาเชื่อมเสริมให้การเมืองสนองตอบต่อการ พัฒนาระยะยาวได้ เรื่องโครงสร้างอำนาจระดับบนนี้ คงจะกินเวลาที่จะแก้ไขให้ลงตัว ผมเองปฏิเสธที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะคิดว่าคงจะเป็นประโยชน์ น้อย แม้จะมีพรรคการเมืองมาชวน หรือผู้ที่ผมเคารพนับถืออย่างศาสตรจารย์ นายแพทย์ ม.ล. เกษตร สนิทวงศ์ จะพูดว่า "คุณต้องไปเล่นการเมือง" แต่ผมก็ ไม่คิดจะเข้าไปมีส่วนใด ๆ ที่พูดนี้มิได้ปฏิเสธความสำคัญของการเมือง การเมืองมีความสำคัญมาก แต่สำหรับตัวผมเองน่าจะทำอย่างอื่นมากกว่า สิ่งที่ผมเห็นว่าความสำคัญอย่างมากคือ การแก้ความล้มละลายของชุมชน ชนบท ถ้าชนบทยังล้มละลายอยู่อย่างในปัจจุบันหรือมากยิ่งขึ้น สังคมไทยจะยุ่ง ยากปั่นป่วน แม้รัฐบาลจะมีโครงการพัฒนาชนบท แต่ปัญหาของชนบทนั้น ละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อน มีการสรุปบทเรียนจากทั่วโลกเกี่ยวกับการพัฒนาชนบทที่ล้มเหลวใน ประเทศโลกที่สามทั้งหมดแล้วว่าเป็นเพราะเหตุใด เรื่องนี้ยากแก่การเข้าใจ และถ้าไม่เข้าใจ ถึงปรารถนาดี ก็แก้ปัญหาไม่สำเร็จ หรือทำให้ชนบทล้มละลาย มากขึ้น ตรงนี้เป็นส่วนที่ผมจะช่วยประสานงานได้ ในฐานะเอกชน สิ่งที่ผมทำอยู่คือ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างชุมชน องค์กรเอกชน ครู พระ นักวิชาการเกษตร นักวิชาการสาขาอื่น ๆ และข้าราชการบางส่วน ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเรียนรู้ให้มากและเชื่อมต่อกันให้มาก และปรับระบบ การศึกษาให้เชื่อมต่อกับชุมชนก็มีทางที่ชนบทจะมีความมั่นคง ก้าวหน้าและ เชื่อมต่อกับระบบอุตสาหกรรมได้ สูตรของเราไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างภาคเกษตรกรรมและอุตสาห กรรม แต่หาวิธีผสานปัญญา ทุน และการพัฒนา ที่จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ แบบเกื้อกูล มิใช่การทำลายกัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ได้สมดุล ทั้งสมดุล ระหว่างเมืองกับชนบท ระหว่างเกษตรกับอุตสาหกรรมระหว่างวัตถุธรรมและ นามธรรมคือ จิตใจ เป็นต้น ในการทำงานนี้เราจะเป็นสื่อกลางระหว่างชุมชนกับรัฐบาล วิชาการและ ภาคธุรกิจเอกชน เพื่อให้เกิดนโยบายและแผนงานเพื่อการพัฒนาที่ได้สมดุลดัง กล่าว เรากำลังยื่นจดทะเบียนตั้งมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา โดยผู้ยื่นขอก่อตั้ง ประกอบด้วย อาจารย์ระพี สาคริก อาจารย์เสน่ห์ จามริก นายแพทย์อารี วัลยะเสวี นายแพทย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ ผม และคุณเอนก นาคะบุตร ผมได้กราบทูล สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ถึงโครงการนี้ และท่านทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์มูล นิธินี้ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากช่วยทำก็คือ สร้างความเข้าใจในเรื่องความแตก ต่างระหว่างวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี เพราะการที่สังคมไทยไม่เข้าใจความ แตกต่างระหว่างวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี ทำให้เราขาดดุลการค้ามโหฬาร และแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ ในการทำงานนี้ผมคิดว่า เราต้องไม่แสวงหาอำนาจและไม่เข้าไปสู่อำนาจ เพราะการมีอำนาจจะทำให้งานนี้ไม่ได้ นั่นเป็นความคิดและงานที่ผมทำอยู่ พรรคพวกผมหลายคนไม่เห็นด้วย คิดว่าปัญหาของบ้านเมืองจะต้องแก้ไขด้วยการเมือง และว่าผมควรจะมีส่วน ช่วยผลักดันการเมืองให้มีคุณภาพดีขึ้นด้วย การเมืองไทยได้เข้าไปสู่วัฏจักรของความเลวร้าย กลายเป็นการเมืองเพื่อ เงิน โดยเงิน และของเงิน เสียเป็นอันมาก ซึ่งเป็นการเมืองที่ดูถูกคนไทยทั้งชาติ ทำลายศักดิ์ศรีของประเทศชาติและประชาธิปไตย การเมืองแบบนี้ทำให้แก้ปัญหาที่สำคัญ ๆ ของประเทศไม่ได้ การเมืองไทยหมุนตัวอยู่อย่างนั้นอย่างไม่สามารถคลี่คลายไปสู่การยก ระดับคุณภาพได้ ป๋าเปรมเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างวีรบุรุษขี่ม้าขาว แต่เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในระบบเช่นนั้น ระบบและบริษัทบริวารย่อม ดึงให้ป๋าตกต่ำลง ขณะนี้มีเสียงพูดเกี่ยวกับป๋ากันมาก เช่นว่าป๋าไม่โกง แต่คนที่ สนับสนุนให้ป๋าเป็นนายกฯ น่ะโกง หรือเปล่า เอาเงินที่ไหนมาซื้อเสียงทั้งนอก สภาและในสภา ป๋าสนับสนุนระบบประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า เพราะการที่จะให้สภาพ มันเหมาะที่ป๋าจะเป็นนายกรัฐมนตรีในรูปเดิม พรรคการเมืองจะต้องถูกทำให้ อ่อนแอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เรื่องนี้พรรคการเมืองเขารู้ดี ทหารจะต้องถูกโยก ย้ายปลดถ่ายมิให้มีใครมีบารมียิ้นมาเทียบเคียงได้ ประวัติศาสตร์ได้สอนให้เรารู้ว่า ถ้ามีความพยายามที่จะให้ผู้ใดผู้หนึ่งอยู่ ในอำนาจเกินความสมควรแห่งประวัติศาสตร์ จะต้องมีการทำลายศักยภาพของ บุคคลและระบบ ซึ่งจะทำให้เกิดความอ่อนแอขึ้นในสังคม และมีเรื่องวุ่นวาย และรุนแรงตามมา ดังในกรณีของมาร์คอส ปักจุงฮี และอีกหลายๆ กรณี ใน ประวัติศาสตร์ไทยก็มี ป๋านั้นเป็นรัฐบุรุษ และเป็นปูชนียบุคคลได้ แต่เราไม่ค่อยมีรัฐบุรุษและ ปูชนียบุคคล เพราะระบบของเราทำลายทรัพยากรบุคคล ประเทศจึงลำบาก รัฐบุรุษและปูชนียบุคคลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง ลำพังนายกรัฐมนตรีคนเดียวไม่ว่าคนไทยก็แล้วแต่ คงจะแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องมีรัฐบุรุษและปูชนียบุคคลช่วย จะมีประโยชน์อะไรถ้าป่าจะต้องไปร่วมอยู่ ในสิ่งที่ไม่ดีงามและแก้ไขปัญหาไม่ได้จริงจัง ป้าก็จะโทรมไปท่ามกลางสิ่งเหล่า นั้น แต่ถ้าป่าส่งเสริมความถูกต้อง โดยไม่ต้องคำนึงว่าตนจะต้องเป็นนายกรัฐ มนตรีหรือไม่ เหตุการณ์ก็จะคลี่คลายตัวของมัน และป้าก็จะไม่เหนื่อยยาก ลอย ตัวเป็นรัฐบุรุษ มีบทบาทช่วยรัฐบาลและสังคมได้อีกมาก นี้เป็นความคิดของผม และเคยเขียนเช่นนี้หลายครั้ง แต่เข้าใจว่าป่าคงจะ ไม่เคยอ่าน เพราะบริษัทบริวารรอบ ๆ ป่าคงจะไม่ให้ป้าอ่านของเช่นนี้ ซึ่งผมก็ ไม่ติดอกติดใจอะไร และไม่เคยมีความคิดที่จะถวายฎีกาใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เมื่อผู้ที่คิดจะถวาย.ฎีกาอธิบายให้ฟัง ก็ปรากฏว่าเป็นความคิดที่ตรงกัน ในเรื่องเกรงความปั่นป่วนวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น ถ้าป่าปฏิบัติการ "ปั่นอำนาจ" ให้ ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป จึงร่วมลงนามไป ที่ฎีกาพูดถึงความเป็นกลาง ของรักษาการนายกรัฐมนตรีนั้น เขามิได้หมายความถึง ความเป็นกลางระหว่าง พรรคการเมือง หรือความเป็นกลางของข้าราชการ ดังที่พูด ๆ กัน แต่เขาหมายถึงความเป็นกลางระหว่างป้ากับระบบ หรือก็คือว่าป้าอย่าไป "ปั่นอำนาจ" ให้ตัวเอง นักวิชาการที่ร่วมลงนามเขาเกรงว่าการ "ปั่นอำนาจ" ให้ตัวเองจะทำให้ กระบวนการประชาธิปไตยชะงักงัน และเกิดการแตกความสามัคคีในหมู่ทหาร ทำให้กองทัพต้องอ่อนแอลง และในที่สุดจะนำไปสู่ความวุ่นวายและอันตราย กับสังคมและกับตัวป้าเองด้วย เรื่องที่พูดนี้มิได้คิดฝันขึ้นเอง แต่คนที่รู้เรื่องจึงจะรู้ว่ามันมีความอึดอัดขัด ข้องกันอย่างมาก คน ๙๙ คนเขาจึงเลือกการถวายฎีกาเพื่อเป็นการกระตุกให้ป้ารู้สึกตัว เพราะคิดว่าวิธีอื่นคงไม่ถึงป้า เขาไม่ได้โง่หรือเพี้ยน และไม่คิดจะดึงสถาบัน พระมหากษัตริย์ลงมาเกี่ยวกับการเมือง ดังที่ทำ ๆ กันอยู่ แต่เขาถวายฎีกาอย่าง ราษฎรที่มีความทุกข์ และทุกข์ของเขานั้นอยู่ที่ว่า สังคมไทยมันจะยุ่งยากและ พัฒนาไม่ได้ กลุ่มที่ลงนามนี้ไม่ได้เรียกร้องเรื่องการถวายพระราชอำนาจ และเรื่องการ แก้รัฐธรรมนูญ (โปรดพิจารณาข้อความในฎีกา) แต่โชคไม่ดีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันที่ทำให้หนังสือพิมพ์ จับไปโยงเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่เป็นคนละเรื่อง และทำให้เกิดความเข้าใจผิด ในเจตนารมณ์ของกลุ่มที่ถวายฎีกา เขาถวายแล้วก็แล้วกันไม่พูดไม่เคลื่อนไหว อะไรอีก ถ้าป้าเข้าใจ "ข่าว" ที่กลุ่มส่งให้ และทำตัวเป็นรัฐบุรุษ สังคมไทยจะพบ ทางออกที่ยิ่งใหญ่ และจะเป็นของขวัญอันสำคัญที่สุดในการถวายเนื่องใน โอกาสรัชมังคลาภิเษก การที่ผมอยากให้ป้าเป็นรัฐบุรุษจึงมิใช่เพื่อตัวป้าเองเท่านั้น แต่มันควบคู่ ไปกับโอกาสอันยิ่งใหญ่ของสังคมไทยที่จะปรับไปสู่การพัฒนาที่แท้จริง น่าจะมีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของรัฐ อันประกอบด้วย อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหลายคน เพื่อให้คำแนะนำปรึกษาแก่รัฐบาลตลอดจน ประกอบภารกิจบางอย่างในนามของรัฐบาล ทั้งเรื่องภายในและเรื่องต่าง ประเทศ นี้จึงจะเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลให้เกิดประโยชน์อย่างสมศักดิ์ศรี ระบบอำนาจในปัจจุบันเป็นการโดดเดี่ยว แบ่งแยก และทำลายทำให้เกิด ความอ่อนแอ ควรจะคิดระบบเสริมเพื่อผสานปัญญาบารมีเข้ามาช่วยกันแก้ ปัญหาที่สำคัญ ๆ ของประเทศ อยู่ดี ๆ ผมคงจะไม่ไปให้หนังสือพิมพ์ด่าเล่น ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ผมจึงขอกล่าวว่า "ถูกด่าไม่ว่า ขอให้ป้าเป็นรัฐบุรุษ" เราไม่ได้โง่หรือเพี้ยนหรอกครับ แต่เราต้องการ "ส่งข่าวสำคัญ" เพื่อป้านเมืองของเรา โปรดติดตามความ คลี่คลายของสถานการณ์ต่อไปเถิดครับ. ลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๓๑ PQET ถูกด่าไม่ว่า ขอให้ป๋าเป็นรัฐบุรุษ ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
19% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
19% Match
คุยกับผู้อ่าน : สืบ นาคะเสถียร เขาตายเพื่อปลุกมโนสำนึกของชาติ (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 138 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2533)
13% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• สื่อมวลชนกับการเมือง

• นายกรัฐมนตรี

• การเมือง

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้