hotel_class เนื้อหาคัดสรร

ดูเพิ่มเติม

auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

กรณีถวายฎีกา ยุติง่ายนิดเดียว

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เนื้อหาในเอกสารกล่าวถึงการถวายฎีกาของนักวิชาการ 99 คน โดยกล่าวถึงประชาธิปไตยและบทบาทของผู้เขียนที่มีต่อการถวายฎีกาในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังอธิบายถึงประเพณีปฏิบัติที่เกี่ยวกับการถวายและรับฎีกา ทั้งยังกล่าวถึงบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการถวายฎีกา สุดท้ายผู้เขียนกล่าวถึงการร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุข

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

๓ มิถุนายน ๒๕๓๑ # กรณีถวายฎีกา ## ยุติง่ายนิดเดียว ในอเมริกา มีคนว่าประธานาธิบดีเรแกนว่ามี "ความขี้เกียจ ทางสติปัญญา" (mentally lazy) เมื่อมีหนังสือพิมพ์ไปถามประธานาธิบดีเรแกนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านก็หัวเราะและว่า "อ้อ เขาว่ายังงั้นรึ" ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไร ที่อังกฤษ มหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่นางมากาเรต แฮตเชอร์ ศึกษามา มีมติปฏิเสธที่จะให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่นางแฮตเชอร์ เพราะเห็นว่าไม่สนับสนุนวิชาการ ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไร ระหว่างสงครามหมู่เกาะฟลอคแลนด์ โทรทัศน์บีบีซี.วิจารณ์รัฐบาลแฮตเชอร์ และต่อมานางแฮตเชอร์ถูกกล่าวหาว่ากระหายสงคราม นางแฮตเชอร์ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง โดยเชิญลอร์ดแฟรงค์ ซึ่งเป็นที่นับถือกันว่ายุติธรรมยิ่งนัก ให้มาสอบสวนรัฐบาล (ไม่ใช่สอบสวนผู้กล่าวหา!) ว่ารัฐบาลได้พยายามหลีกเลี่ยงสงครามเต็มที่แล้วหรือไม่ เรื่องก็สงบไปด้วยดี นั่นคือประชาธิปไตย สังคมหมู่บ้านกับสังคมใหญ่อย่างปัจจุบันมีความแตกต่างกันมาก สังคมใหญ่มีความหลากหลายและมีปัญหายาก ๆ และมนุษย์ได้เรียนรู้ว่าในสังคมเช่นนี้ ถ้ามีการคัดค้านท้วงติงกันได้จะช่วยให้สังคมดำเนินไปได้ถูกต้องยิ่งขึ้น จึงได้เกิดประชาธิปไตยขึ้น บ้านเรายังไม่มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย จึงรู้สึกว่าวุ่นวายสับสนต่อ "อาการ" ของประชาธิปไตย การมี "อาการ" นำไปสู่สิ่งที่ดีงามก็ได้ เช่น มีอาการเจ็บท้องแล้วได้ลูกออก มา มีอาการแตกของเปลือกไข่แล้วมีลูกไก่ออกมาเจริญเติบโตต่อไปได้ ถ้าไม่เจ็บ ท้องหรือเปลือกไข่ไม่แตก เด็กและลูกไก่ก็ออกมาไม่ได้ ก็ไม่มีพัฒนาการต่อไป เมื่อมี "อาการ" เราอย่าไปมองว่าเป็นเรื่องร้ายไปเสียทั้งหมด จะทำให้ขาด สติปัญญา ควรจะหาทางทำให้ "อาการ" นั้นเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในระดับ ที่สูงขึ้น ความวุ่นวายเรื่องกรณีถวายฎีกานี้ยุติง่ายนิดเดียว ถ้ารัฐบาลต้องการ การ ยุติเรื่องนี้ทำได้โดยอาศัยการมองในแง่ดี มีความเป็นผู้ใหญ่ ใช้ความจริง ซึ่งเป็น หลักธรรมที่สำคัญ จำเป็นต้องขออนุญาติยกตัวอย่างตัวเองก่อน ผมถูกหนังสือพิมพ์ด่ามาก มา ผมไม่ค่าตอบ ผมแสดงความเคารพผู้ท้วงติง ผมรับมาพิจารณาด้วย มนสิการ ทั้งต่อหน้าและลับหลังและด้วยใจ เรื่องนี้ตรวจสอบดูได้จากทุกฝ่าย ทั้งนักข่าวที่ติดต่อกับผมหรือคุณ "เปลว สีเงิน" แห่งไทยรัฐ ผมไม่เห็นเป็นความเสียหายอะไร เมื่อมีผู้มาว่าอะไรเรา แล้วเรารับฟังด้วย ความเคารพ ผมคิดว่าการนอบน้อมถ่อมตน และความจริงเป็นของมีประโยชน์ เมื่อมี อะไรเกิดขึ้น ควรพยายามเอาสิ่งนั้นมาลดอัตตาของเราเองลงไป จะได้ประโยชน์ ทั้งต่อตัวเราเองและส่วนรวม ขอให้ไปอ่านพรหมชาลสูตร กันเถิด เรื่องถวายฎีกานี้ถ้ารัฐบาลจะใช้วิธีมองในแง่ดี และมีความเป็นผู้ใหญ่เรื่อง จะยุติลงเรียบร้อยรวดเร็ว และทุกฝ่ายจะดีขึ้นหมด ประเพณีปฏิบัติเกี่ยวกับการถวายและรับฎีกานั้นคือ ราชเลขาธิการจะส่ง ฎีกานั้นไปให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณา มิใช่เพื่อให้พระเจ้าอยู่หัวมีพระ ราชวินิจฉัย ดังที่กระพือกันให้ประชาชนเข้าใจผิด ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในที่นี้คือรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลอาจเล็กปฏิบัติได้ดังนี้ ๑) ตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางขึ้นสอบสวนรัฐบาลว่า ข้อท้วงติงรัฐบาล นั้นเป็นความจริงหรือไม่หรือ ๒) รัฐบาลทำหนังสือกราบบังคมทูลว่า ข้อท้วงติงในฎีกานั้นไม่เป็นความ จริง รัฐบาลเป็นกลางอยู่แล้ว เมื่อราชเลขาธิการนำคำกราบบังคมทูลของรัฐบาล ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว ก็จะทรงให้ราชเลขาธิการส่งคำตอบของรัฐบาลให้ผู้ถวาย ฎีกาทราบ เป็นอันเสร็จเรื่อง หรือ ๓) รัฐบาลทำหนังสือกราบบังคมทูลว่า "รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวรับทราบข้อท้วงติงแล้วด้วยความขอบคุณต่อความหวังดีสิ่งใดที่รัฐบาลจะ จัดการแก้ไขได้ รัฐบาลก็จะจัดทำให้ดียิ่งขึ้น" แค่นี้ทุกอย่างเรียบร้อยด้วยดีทันที รัฐบาลก็ไม่เสียเกียรติอะไรตรงข้าม เกียรติคุณของรัฐบาลจะสูงเด่นขึ้น ใคร ๆ ก็จะมารุมรักรัฐบาลรวมทั้งไอ้พวก ๙๙ คนด้วย! เห็นไหมครับว่า ผลมันแตกต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะใช้หลัก ธรรม แทนที่รัฐบาลและบริษัทบริวารของรัฐบาลจะกล่าวหาท้าทายว่าไอ้พวกนี้ ไปดึงพระเจ้าอยู่หัว ไอ้พวกนี้ผิดระเบียบ กูจะทำให้มากยิ่งกว่านี้อีก ฯลฯ เมื่อมีความเห็นต่างกันอย่างไปท้าทายกัน จะทำให้เรื่องมันบานปลาย อันที่จริงที่กลุ่ม ๙๙ คนเขาท้วงติงนั้น เขาไม่อยากเห็นภาพพจน์ของ ประเทศไทยตกต่ำ ท่านลองนึกภาพว่าถ้ามีทหารตบเท้ากันเข้าไปพบประธานาธิบดีเรแกน หรือนายกรัฐมนตรีมากาเรต แฮตเช่อร์ กันพิบพับภาพพจน์ของประเทศจะเป็น อย่างไร ขนาดประเทศอินเดียเขาก็ยังไม่ทำไม่ทราบว่าที่ปากีสถานหรือบังคลา เทศจะทำอย่างนี้ไหม เราคงไม่อยากให้ภาพพจน์ของประเทศตกต่ำ เพราะประเทศไทยสามารถ พัฒนาไปสู่เกียรติภูมิอันสูงส่งในโลกได้ พวกนี้เขาถวายฎีกาเป็นการท้วงติงรัฐบาลแล้วก็แล้วกัน เขาไม่ได้มีการจัด ตั้งเคลื่อนไหวเชื่อมโยงต่อไป เพราะเขาไม่ต้องการความวุ่นวายอะไร ผมคิดว่า ถ้าเรามองกันในแง่ดี มีความเป็นผู้ใหญ่ ใช้ความจริง เราจะช่วย กันพัฒนาประเทศได้ ป๋าเปรม กับ ชวลิต นั้นทำบุญคุณกับประเทศไทยมากในการยุติการสู้รบ กับคอมมิวนิสต์โดยใช้นโยบายการเมืองนำหน้าการทหาร เป็นเรื่องที่ประวัติ ศาสตร์จะต้องจารึกไว้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ป๋าและชวลิตจะทำอะไรอีกต่อไปนั้นไม่ผิดพลาด เลย ใครท้วงติงไม่ได้ แต่ในการท้วงติงนั้นก็ไม่ควรลืมความดีงามของบุคคลที่เคย ประกอบไปแล้ว ครูประสงค์ (น.ต. ประสงค์ สุ่นศิริ เคยไปเป็นครูอยู่ที่เมืองกาญจน์และไปแต่ง งานกับญาติผม) เป็นคนซื่อสัตย์ และชอบปราบคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นความดีที่หาได้ ยาก แต่ครูประสงค์ก็ไม่ควรไปอัดเรื่องนี้ให้มันรุนแรงยิ่งขึ้น แล้ว ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ก็ออกมาอัดครูประสงค์อีก อย่างกรณีอาจารย์ติณ ปรัชญพฤกษ์ ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้เซ็นชื่อนั้น ครูประสงค์เป็นคนฉลาด ย่อมรู้ว่ามันเป็นไปได้ที่ฝ่ายรวบรวมรายชื่อจะ ปลอมลายมือคนอื่น เพราะถ้าปลอม เจ้าตัวเขาต้องโวยวายแน่ ควรสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นเรื่องผิดพลาดทางเทคนิค ซึ่งตอนนี้ปรากฏ ออกมาแล้วว่าผู้ที่เซ็นชื่อตรงนั้น คือ อาจารย์เสริน ปุนหิตานนท์ แต่เซ็นหวัดผู้ คัดลอกคิดว่าเป็น ติณ ปรัชญพฤกษ์ มีผู้กล่าวว่าประเทศไทยขาดกลไกทางสังคมที่จะบริหารจัดการแก้ไข ปัญหาวิกฤต (crisis management) ปัญหาคราวนี้เป็นปัญหาเล็ก ไม่ใช่ปัญหาวิกฤต อย่าซักนำต่อไปให้เป็น ปัญหาวิกฤต แต่สังคมใด ๆ จะต้องประสบปัญหาวิกฤตเป็นครั้งคราวและอาจรุน แรง เราจะต้องซักซ้อมและเตรียมบริหารจัดการแก้ปัญหาวิกฤตให้เป็น ทั้งนี้ต้องอาศัยการเข้าใจความจริงและอาศัยหลักธรรม ซึ่งประกอบกันเป็น ปัญญาของสังคม ถ้ารัฐบาลเห็นในสิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้น รัฐบาลสามารถแก้ไขยุติเรื่องนี้ได้ ทันที ทุกฝ่ายจะดีขึ้นหมด การที่จะแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุข ยังเป็นเรื่อง ยาก ต้องหาทางร่วมมือโดยเชื่อมสัมพันธ์แบบคัดค้านแต่ส่งเสริมสร้างสรรค์ โดย อาศัยความจริง ความดี และความนอบน้อมถ่อมตัวเข้าหากัน ลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๑ โดยใช้ชื่อว่า "กรณีถวายฎีกายุติง่าย นิดเดียว ... ถ้าต้องการ" pQET กรณีถวายฎีกา ยุติง่ายนิดเดียว ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
8% Match
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
8% Match
คุยกับผู้อ่าน : สืบ นาคะเสถียร เขาตายเพื่อปลุกมโนสำนึกของชาติ (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 138 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2533)
8% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• ประชาธิปไตย

• การเมือง

• รัฐบาล -- ไทย -- สมัย พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์, 2523-2531

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้