auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เอกสารนี้มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับวิกฤตโควิด 19 ทำให้คนไทยต้องร่วมกันใช้โอกาสนี้ปรับเปลี่ยนประเทศไทยให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ไม่ควรจะทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ จิ๊บๆ จ้อยๆ อันจะเป็นการเสียโอกาสและแก้วิกฤตไม่ได้จริง ต้องมีความฝันใหญ่ประเทศไทย (Big Dream Thailand) จินตนาการใหญ่ คิดใหญ่ และมีมรรควิธีที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
หมอยาวบ้าน ทิศทาง อนาคต ประเทศไทย หลังโควิด มรรควิธี ๑๒ ประการ ประเวศ วะสี # ทิศทางอนาคตประเทศไทย ## หลังโควิด ### มรรควิธี ๑๒ ประการ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ # ทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิด มรรควิธี ๑๒ ประการ โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี พิมพ์ครั้งที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ๑,๐๐๐ เล่ม พิมพ์ครั้งที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ๒,๐๐๐ เล่ม สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ## ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติ National Library of Thailand Cataloging in Publication Data ### ประเวศ วะสี. ทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิด : มรรควิธี 12 ประการ. พิมพ์ครั้งที่ 2.-- กรุงเทพฯ : มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, 2564. 72 หน้า. 1\. การบริหารการพัฒนา. 2. โควิค-19 (โรค) I. ชื่อเรื่อง. 352.37 ISBN 978-616-8178-11-9 ### ประสานงาน/พิสูจน์อักษร แก้ว วิฑูรย์เธียร, นิฤมล ลิมปิโชติพงษ์ ศิลปกรรม อดิศร จินดาอนันต์ยศ, สุธาทิพย์ รักพืช ### จัดพิมพ์โดย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ๑๑๖๘ ซอยพหลโยธิน ๒๒ ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๕๑๑ ๕๘๕๕ โทรสาร ๐ ๒๙๓๙ ๒๑๒๒ www.thainhf.org ### ออกแบบ/ดำเนินงาน บริษัท สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน จำกัด ๓๖/๖ ซอยประดิพัทธ์ ๑๐ ถนนประดิพัทธ์ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๒๗๘ ๕๕๓๓ โทรสาร ๐ ๒๒๗๑ ๑๘๐๖ www.thaihealthbook.com สำนักพิมพ์เป็นสมาชิกสมาคมผู้จัดพิมพ์ และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย แนะนำหรือวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ได้ที่ www.thaibookrecommend.com # ประเทศไทยและโลก วิกฤตอยู่แล้วก่อนโควิดมา แต่ก็ปรับเปลี่ยนไม่ได้ ## วิกฤตคือโอกาส วิกฤตโควิด ส่งผลสะเทือนถ้วนหน้า ทั่วโลกในทุกมิติ รวมทั้งฝ่ายที่ได้เปรียบด้วย เป็นการกระตุกจิตสำนึกมนุษย์ จำนวนมากที่สุด ให้ตื่นรู้ขึ้นมาพร้อมๆ กัน อาจใช้คำว่า "Covid-Co-Awakening" หรือ “โควิด-จิตตื่นรู้ร่วมกัน" ก็ได้ # สาร ## ๖ บุพบท โอกาสดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ## ๙ มรรควิธีที่ ๑ จัดเวทีทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิด กันอย่างหลากหลายมากๆ ## ๑๑ มรรควิธีที่ ๒ การเปลี่ยนใหญ่ที่สุดคือ การเปลี่ยนทิฐิหรือการเห็น ## ๑๕ มรรควิธีที่ ๓ วิถีคิดใหม่ - วิถีคิดทางสายกลาง ## ๑๙ มรรควิธีที่ ๔ พลังพลเมืองที่ตื่นรู้และกัมมันตะ ## ๒๓ มรรควิธีที่ ๕ เปลี่ยนโครงสร้างของประเทศ จากโครงสร้างอำนาจเป็นโครงสร้างทางปัญญา # บัญ * **มรรควิธีที่ ๖** สร้างพระเจดีย์จากฐาน ๓๑ * **มรรควิธีที่ ๗** ระบบเศรษฐกิจใหม่ ๓๙ * **มรรควิธีที่ ๘** ระบบการศึกษาใหม่ ๕๑ * **มรรควิธีที่ ๙** ระบบการเมืองใหม่ ๕๓ * **มรรควิธีที่ ๑๐** พลังทางศาสนา ๕๗ * **มรรควิธีที่ ๑๑** ระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารที่ทำให้รู้ความจริงทั่วถึง ๖๑ * **มรรควิธีที่ ๑๒** สุขภาพคือทั้งหมด ๖๕ * **พจนะท้ายบท** ๖๘ # บุพบท โอกาสดีที่สุดใน เราพูดกันมานานแล้วว่า "วิกฤตคือโอกาส" คราวนี้จะได้เห็นจริง ประเทศไทยและโลกวิกฤตอยู่แล้ว ก่อนโควิดมา แต่ก็ปรับเปลี่ยนไม่ได้ เพราะในวิกฤตนั้นมีฝ่ายที่ ได้เปรียบและเสียเปรียบ แต่ฝ่ายได้เปรียบมีกำลังมากกว่าที่จะ ดำรงความไม่ถูกต้องไปเรื่อยๆ วิกฤตโควิดส่งผลสะเทือนถ้วนหน้าทั่วโลกในทุกมิติ รวม ทั้งฝ่ายที่ได้เปรียบด้วย เป็นการกระตุกจิตสำนึกมนุษย์จำนวน มากที่สุดให้ตื่นรู้ขึ้นมาพร้อมๆ กัน อาจใช้คำว่า "Covid-Co- Awakening" หรือ "โควิด-จิตตื่นรู้ร่วมกัน" ก็ได้ การที่คนจำนวนมากตื่นรู้ขึ้นพร้อมๆ กัน เป็นโอกาสที่ สังคมจะมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ มนุษยชาติ ฉะนั้น คนไทยต้องร่วมกันใช้โอกาสนี้ปรับเปลี่ยน ประเทศไทยให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ไม่ควรจะทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ จิ๊บๆ จ๋อยๆ อันจะเป็นการเสียโอกาสและแก้วิกฤตไม่ ได้จริง ต้องมีความฝันใหญ่ประเทศไทย (Big Dream Thai- ประเวศ วะสี 6 # ประวัติศาสตร์ land) จินตนาการใหญ่ คิดใหญ่ และมีมรรควิธีที่จะนำไปสู่ ความสำเร็จ อย่ารังเกียจจินตนาการ ความฝันยิ่งใหญ่ยิ่งมีพลังมาก อย่าเอาความรู้เป็นตัวตั้ง เพราะมีข้อจำกัดว่าอย่างนั้นก็ทำไม่ ได้อย่างนี้ก็ทำไม่ได้ แต่จินตนาการไม่มีข้อจำกัดสามารถไปได้ สุดๆ เจ้าชายสิทธัตถะมีจินตนาการว่า มนุษย์พ้นทุกข์ได้ อัน เป็นจินตนาการที่ใหญ่มาก แต่ไม่ทรงมีความรู้ ดังที่ไปทรงลอง ผิดลองถูกอยู่ถึง ๖ ปี จินตนาการใหญ่ทำให้เกิดฉันทะและวิริยะอย่างแรง กล้าที่จะหาความรู้มาทำให้สำเร็จ ฉะนั้น คนไทยทั้งหมดควรมีความฝันใหญ่ (Big Dream Thailand) ถึงประเทศไทยที่ดีที่สุด เกิดฉันทะวิริยะอย่างแรง กล้าที่จะแสวงหามรรควิธีให้สำเร็จตามความฝัน ต่อไปนี้ขอเสนอมรรควิธี ๑๒ ประการ บนเส้นทางสู่ ทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิด ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๗ Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image’s main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. # มรรควิธีที่ ๑ ## จัดเวที ### ทิศทางอนาคต #### ประเทศไทย หลังโควิด กันอย่างหลากหลายมากๆ เพื่อสร้างจินตนาการและวิถีทาง วงการต่างๆ ควรจัดเวทีทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิดกัน อย่างหลากหลาย ให้มากๆ เต็มประเทศ เพื่อระดมจินตนาการ วิธีคิด วิธี การ ที่จะทำให้สำเร็จ เมื่อทำให้มากจะเกิดจินตนาการร่วมของประเทศไทยที่ดีที่สุด และ ปัญญาร่วมของวิธีการที่จะทำให้สำเร็จ จินตนาการร่วมและปัญญาร่วมของคนทั้งชาติจะเป็นพลังขับ เคลื่อนประเทศไทยไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด ภาพประเทศไทยที่ดีที่สุดในจินตนาการของแต่ละคนจะไม่ค่อย ต่างกันมาก แต่ภาษาที่ใช้บรรยายอาจมีความหลากหลาย เช่น ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๙ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีความถูกต้องเป็นธรรมและงดงาม หรือเป็นประเทศที่มีการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม หรืออะไรอื่นๆ อีกก็ได้ แต่โดยสาระต้องมีความเป็นธรรม คำว่า เป็นธรรม หมายถึง ถูกต้องหรือตรงต่อความจริงของ ธรรมชาติ ความถูกต้อง หมายถึง ถูกต้องในทุกมิติ ทั้งความเห็นถูก ความคิด ถูก สัมพันธภาพถูก เศรษฐกิจถูก การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมถูก การเมืองการ ปกครองถูก เป็นต้น รวมว่า แผ่นดินต้องมีธรรมหรือความถูกต้อง ดังพระปฐมบรม- ราชโองการของพระเจ้าอยู่หัว ร.๙ ที่ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" แล้วก็ระดมความคิดลงในรายละเอียดต่อไปว่า ความถูกต้องเป็น ธรรมที่สมบูรณ์ประกอบด้วยอะไรบ้าง และวิธีการที่จะเกิด ทำการเผยแพร่ทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิดที่ได้จากการ ระดมความคิดออกไปอย่างกว้างขวาง จนเป็นกระแสของประเทศไทย ประเวศ วะสี ๑๐ # มรรควิธีที่ ๒ ## การเปลี่ยน ใหญ่ที่สุด คือการ เปลี่ยนทิฐิ หรือ การเห็น ทิฐิ แปลว่า เห็น หรือรับรู้ (perception) เพราะเห็นทำให้รู้ การ เห็นว่าอะไรเป็นอะไรทำให้คิดไปตามนั้น และทำไปตามนั้น การเห็นจึง กำหนดการคิดและการทำ ถ้าเห็นถูกตามความเป็นจริง เรียกว่า **สัมมาทิฐิ** ทำให้คิดถูก ทำถูก ถ้าเห็นผิดไปจากความจริง เรียกว่า **มิจฉาทิฐิ** ทำให้คิดผิด ทำผิด ปัญหาของโลกอยู่ที่ตรงนี้ ชาวบุโรปถึงจะค้นพบความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้มีอำนาจอัน มหัศจรรย์ และนำไปสู่ความเจริญต่างๆ อย่างเหลือเชื่อ แต่ก็มีการเห็นผิด หรือมิจฉาทิฐิเป็นเจ้าเรือน อันนำไปสู่โลกที่เสียสมดุลอย่างรุนแรงและวิกฤต ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๑๑ ที่ว่าเห็นผิดนี้คือ เห็นแบบแยกส่วน หรือเห็นแยกเป็นส่วนๆ ในขณะที่ความจริงตามธรรมชาตินั้น สรรพสิ่งเชื่อมโยงไปสู่ความ เป็น องค์รวม (wholeness) เดียวกัน เหมือนร่างกายของเราที่ประกอบด้วยเซลล์และอวัยวะอย่าง มากมายหลากหลาย แต่ทั้งหมดเชื่อมโยงเป็นองค์รวมเดียวกัน คือ ชีวิต ความเป็นองค์รวม คือ ชีวิต เกิดคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์เหนือ วัตถุ คือเซลล์และอวัยวะที่เป็นส่วนย่อย และเมื่อเซลล์ทุกเซลล์มีสำนึก แห่งองค์รวม องค์รวมก็เกิดบูรณภาพและดุลยภาพ มีความเป็นปกติสุข และยั่งยืน เซลล์มะเร็งเป็นตัวอย่างของการสูญสำนึกแห่งองค์รวม มันทำตัว แบบแยกส่วนเป็นเอกเทศ ไม่คำนึงถึงองค์รวม องค์รวมก็เสียสมดุล ไม่ ปกติสุข คือ ป่วยและไม่ยั่งยืน โลกก็เหมือนกัน ทั้งหมดเชื่อมโยงเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน แต่ มนุษย์เพราะการรู้เห็นจำกัดหรือความไม่รู้ เห็นแบบแยกส่วน คิดแบบแยก ส่วน และทำแบบแยกส่วน จึงนำไปสู่การเสียสมดุลของโลกอย่างรุนแรง และสภาวะโลกวิกฤต วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ ไม่ใช่ปัญญาหรือการเห็นถูก โลกจะไม่มีวันหายวิกฤต ไม่ว่าจะพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีเท่าใดๆ ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่มีทิฐิที่ถูกต้องเกี่ยวกับความจริง ตามธรรมชาติ การเข้าถึงธรรม (ชาติ) หรือความจริงตามธรรมชาติอาจเรียกว่า การตื่นรู้ (awakening) ประเวศ วะสี ๑๒ คือตื่นขึ้นมารู้ความจริง หรือการเกิดจิตสำนึกใหม่ (new consciousness) ซึ่งเป็นจิตสำนึกใหญ่หรือจิตใหญ่ เพราะธรรมชาติใหญ่โตไม่มีที่สิ้นสุด หลุดออกจากสภาพจิตเล็กที่ติดอยู่ในความคับแคบของส่วนเสี้ยวต่างๆ จิตที่ติดอยู่ในที่แคบก็เหมือนคนติดคุก ที่ไม่มีอิสรภาพ ไม่มีศักยภาพ และมีทุกขภาวะ แต่เมื่อหลุดไปสู่ความจริงตามธรรมชาติ ซึ่งใหญ่โตไม่มีที่สิ้นสุด จึงเกิดอิสรภาพและความสุขอันลึกล้ำ ประสบความงามอันล้นเหลือทุกแห่งหน และเกิดไมตรีจิตอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง การเห็นที่ถูกต้อง การเข้าถึงองค์รวมของธรรมชาติ หรือการตื่นรู้ หรือการเกิดจิตสำนึก ก่อให้เกิดความสุขในเบื้องต้น และก่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลในที่สุด เพราะฉะนั้น การปรับเปลี่ยนทิฐิ หรือการตื่นรู้ จึงเป็นปัจจัยที่ส่งพลังที่สุดที่จะนำไปสู่ยุคใหม่ของมนุษยชาติ ขอให้ช่วยกันทำความเข้าใจว่า การตื่นรู้เกิดขึ้นด้วยวิธีใดบ้าง และช่วยกันส่งเสริมให้เกิดขึ้นมากๆ ไม่เป็นการยากอะไรถ้ารู้ เพราะมีแรงจูงใจสูงมาก อันได้แก่ ความสุขอันลึกล้ำ ความงาม และไมตรีจิตอันไพศาลที่เกิดขึ้น นึก็ตรงกับที่เรียกว่าเข้าถึงสิ่งสูงสุด คือ ความจริง ความดี ความงาม ทั้ง ๓ อยู่ด้วยกัน ความจริง คือ สิ่งสูงสุด มนุษย์มีศักยภาพในการเข้าถึงสิ่งสูงสุด "ความจริงมีชัยเหนือทุกสิ่ง" **สตฺยเมว ชยเต** (จารึกเสาพระเจ้าอโศกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน)* \* ศรีศากยอโศกะ พระประวัติจอมจักรพรรดิอโศกมหาราช ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๑๓ " โลกจะไม่มีวันหายวิกฤต ไม่ว่าจะพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเท่าใดๆ ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่มีทิฐิที่ถูกต้อง เกี่ยวกับความจริงตามธรรมชาติ " # มรรควิธีที่ ๓ ## วิถีคิดใหม่ ### วิถีคิด ทางสายกลาง วิถีคิดเก่าเกิดจากการเห็นผิด คือเห็นแบบแยกส่วน ไม่เห็นทั้งหมด หรือเห็นองค์รวม เมื่อเห็นแบบแยกส่วนก็นำไปสู่วิถีคิดแบบแยกส่วน คือ คิดแบบ ตายตัว จึงแบ่งเป็นข้างเป็นขั้ว ที่ชัดแย้งหรือเป็นปฏิปักษ์ (antagonistic) ที่จะต้องต่อสู้หรือทำลาย ที่จริงมนุษย์ทั่วไปก็คิดอย่างนี้ แต่ชาวยุโรปดูจะคิดแบบตายตัว แบ่งข้างเป็นขั้วรุนแรงมากกว่า ในประวัติศาสตร์ของยุโรปเต็มไปด้วยสงคราม ความเชื่อที่ต่างกัน ก็นำไปสู่การห้ำหั่น เข่นฆ่า สงคราม ได้ง่ายๆ เช่น สงคราม ๓๐ ปี ระหว่าง คาทอลิกกับโปรเตสแตนต์ ที่ฆ่าคนในบางประเทศตายไปถึง ๑ ใน ๓ ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๑๕ ในขณะที่ในอินเดียครั้งพุทธกาลมีลัทธิความเชื่อใหญ่ๆ อยู่ ๖ - ๗ สำนัก ก็อยู่เคียงข้างหรือปะปนกัน ไม่จับอาวุธเช่นฆ่ากันเหมือนในยุโรป เมื่อเกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ขึ้นมาต่อต้านลัทธิทุนนิยม ก็เกิดการต่อสู้ ห้ำหั่นกันขนานใหญ่ เกิดทั้งสงครามร้อนและสงครามเย็นจนโลกทั้งใบเกือบ ถูกทำลาย สงครามโลก ๒ ครั้ง ก็เกิดขึ้นในยุโรป เนื่องจากยุโรปมีอำนาจมาก ก็ส่งต่อวิธีคิดแบบแบ่งข้างแบ่งขั้วออก ไปทั่วโลก ใช้ในกิจการทั้งหลาย การพัฒนาต่างๆ ในโลกจึงทำแบบแยกส่วน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา อย่างขยะที่เกิดขึ้นจากการอุตสาหกรรม ก็เพราะทำแบบแยกส่วน ในธรรมชาติไม่มีของเสียหรือขยะ เพราะมีการส่งต่อทำประโยชน์ต่อๆ กัน ไป เนื่องจากสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง การเน่าเปื่อยของสัตว์หรือคนก็เป็นปุ๋ย ให้พืชต่อไป เป็นต้น การว่างงานก็เกิดขึ้นเพราะการแยกส่วน ในธรรมชาติไม่มีการว่าง งาน เกษตรกรรมสมัยใหม่ก็ทำแบบแยกส่วน ซึ่งทำลายธรรมชาติและ ทำลายเกษตรกร แต่เกษตรธรรมชาตินั้นทุกอย่างสัมพันธ์กันเกิดความ สมดุล การศึกษาก็ทำแบบแยกส่วน ไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง แยกออกจาก ความจริงของชีวิต ซึ่งสัมพันธ์อยู่กับสิ่งแวดล้อม ชุมชน การทำงาน วัฒนธรรม สุนทรียธรรม การดูแลรักษาสุขภาพ และการพัฒนาจิตใจ การเมืองก็ทำแบบแยกส่วน แบบเป็นข้างเป็นขั้ว ที่บัดนี้มีการแบ่ง ขั้วแบบสุดๆ (political polarization) จนการบริหารบ้านเมืองติดขัด เมื่อคนในประเทศต่างๆ ไปศึกษาในประเทศตะวันตก ซึ่งถือว่า ศิวิไลซ์ ก็ไปรับวิธีคิดแบบแยกส่วนของเขามาโดยอัตโนมัติ แล้วก็เอามาภูมิ ประเวศ วะสี ๑๖ # อกภูมิใจหรือทะนงกันว่า มีความคิดเฉียบแหลม โดยไม่รู้ตัวว่าอยู่บนวิถีคิด แบบแยกส่วน อันนี้มีต้นต่อมาจากการเห็นผิด มีส่วนสำคัญทำให้เกิดการ เสียสมดุลในบ้านเมืองของตน วิถีคิดแบบทางสายกลาง คือวิถีคิดตามความจริงของธรรมชาติ ซึ่ง เป็นกระแสของความเป็นเหตุเป็นผลล้วนๆ ไม่มีอารมณ์หรืออคติเข้าไป เจือปน เป็นกระแสของความเป็นเหตุปัจจัยที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา อิทัปปัจจยตาเป็นทางสายปัญญาที่ไม่แบ่งเป็นข้างเป็นขั้ว เนื่องจากเป็นกระแสของเหตุปัจจัย หรือกระแสของความเป็นเหตุเป็นผล อย่างต่อเนื่อง จึงไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด จึงไม่มีสภาวะสุดโต่ง (ex- temes) ทั้ง ๒ ข้าง อันเป็นที่มาของการเรียกว่า ทางสายกลาง และความที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยต่อเนื่องกันไป จึงไม่มีส่วนใดแยกตัวเป็นเอกเทศโดยไม่สัมพันธ์ กับส่วนอื่น จึงไม่มีการแยกส่วน อะไรที่เป็นขั้ว จะถูกขั้วตรงข้ามจับ ไม่สามารถทะลุทะลวงไปได้ ไกล ในขณะที่อะไรที่เป็นกลางจะทะลุทะลวงไปได้ไกลแสนไกล เพราะ ฉะนั้นเพราะมนุษย์คิดแบบแยกส่วน แบ่งเป็นข้างเป็นขั้ว จึงเข้าปะทะต่อสู้ ทำลายซึ่งกันและกัน ทำให้ไม่สามารถพัฒนาก้าวข้ามไปได้ การต่อสู้ระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ก็เป็นเรื่องน่าสลดสังเวชที่ เกิดจากการเห็นแบบแยกส่วน ถ้าเห็นองค์รวม เช่น คนทั้งคนก็ต้องมีทั้งแขนซ้ายและแขนขวา ถ้า เครื่องบินทั้งลำก็ต้องมีทั้งปีกซ้ายและปีกขวาจึงจะบินได้ เพราะฉะนั้นถ้า เห็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน ก็ไม่มีเรื่องซ้ายขวาจะต้องมาต่อสู้กัน ที่คิดเป็น ปฏิปักษ์ต่อกันเวลานี้ก็เพราะเห็นผิดไม่เห็นองค์รวม คิดแบบแยกส่วน ทำ แบบแยกส่วน ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๑๗ ผู้ที่มีอารมณ์ชอบหรือชัง ก็จะนำไปสู่การคิดแบบแยกส่วน ขาด การเห็นความจริง ถึงฉลาดเก่งกาจเพียงใด ก็จะนำไปสู่ความผิดพลาดเสมอ เพราะมิจฉาทิฐิจะนำไปสู่กุศลนั้นไม่มี วิถีคิดแบบทางสายกลางนั้นถูกนำมาเผยแพร่โดยพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ไม่ได้เป็นผู้สร้าง แต่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในพระสูตร อิทัป- ปัจจยตาสมุปบาท มีพระบาลีอันไพเราะความว่า "พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม หรือจะไม่บังเกิดขึ้น ก็ตาม ธรรมธาตุย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเที่ยว" ธรรมธาตุ คือ ความจริงตามธรรมชาติ อันได้แก่ กระแสของเหตุ ปัจจัย ความเป็นกระแสของเหตุปัจจัย เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ใครๆ ก็ค้นพบความจริงตามธรรมชาตินี้ได้ โดยจะรู้จักหรือไม่รู้จัก พระพุทธเจ้าก็ตาม ทางสายกลางจึงมีความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง แต่เหนือกว่า เพราะต้องปราศจากอคติจริงๆ จึงจะเข้าถึงทางสายปัญญานี้ได้ ในประเทศไทยก็มีปัญญาชนชาวพุทธอยู่มาก ทั้งที่เป็นสงฆ์โดย เฉพาะในมหาวิทยาลัยสงฆ์ หรือเป็นฆราวาสก็มี ควรจะนำวิธีคิดแบบทาง สายกลางมาใช้ในกิจการและการพัฒนาทั้งหลาย รวมทั้งการเมือง วิถีคิดแบบทางสายกลางหรือสายปัญญา จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ ทำให้ประเทศไทยทะลุอุปสรรคติดขัดใหญ่หลวง ไปสร้างสังคมที่มีความ ถูกต้องเป็นธรรมและงดงามได้ ประเวศ วะสี ๑๘ # มรรควิธีที่ ๔ ## พลัง พลเมืองที่ตื่นรู้ และกัมมันตะ โดยทั่วไปราษฎรที่ตกอยู่ใต้การปกครองด้วยอำนาจ ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีศักยภาพ มีฐานะเป็นทาสบ้าง เป็นไพร่บ้าง ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานโดย มูลนายหรือหลวง หรือถูกเกณฑ์ไปทำสงคราม มีมายาคติต่างๆ ในสังคมไทยที่ทำให้คนทั้งหลายเป็นประดุจติดอยู่ ในคุกที่มองไม่เห็น (The invisible prison) ด้อยศักดิ์ศรี ด้อยศักยภาพ ไม่มีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง ในสภาพอย่างนี้ แม้มีประชาธิปไตยที่เป็นเพียงกลไกหรือรูปแบบ ประชาธิปไตยนั้น ก็ไม่อำนวยผลให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ในความเป็นจริง (มายาคติ คือความไม่จริง) คนทุกคนมีคุณค่า ศักดิ์ศรีและศักยภาพของความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๑๙ หากเกิดสำนึกระลึกรู้ในคุณค่าและศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของ ตนเองจะหลุดออกจากคุกแห่งมายาคติที่กักขังเขาไว้ เป็นอิสระ มีความสุข อย่างลึกล้ำ และตระหนักถึงศักยภาพตัวเองที่จะทำอะไรดีๆ เกิดเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ที่สามารถรวมตัว ร่วมคิดร่วมทำ เพื่อกิจ สาธารณะต่างๆ พลังพลเมืองที่ตื่นรู้และรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในกิจ สาธารณะอย่างหลากหลายเต็มประเทศ จะทำให้ . . โครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนจากสังคมทางดิ่ง (VERTICAL society) หรือสังคมที่สัมพันธ์กันด้วยอำนาจ เป็นสังคมทางราบ (Horizontal Society) หรือสังคมที่สัมพันธ์กันด้วยความเสมอภาคและภราดรภาพ เป็นประชาสังคม (Civil society) ในสังคมทางดิ่ง เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรม ไม่ดี แม้มีการเคร่งศาสนาศีลธรรมก็ไม่ดี อย่างเช่นเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ พุทธศาสนาก็เป็นของดี แต่ศีลธรรมไม่ดี เพราะเป็นสังคมทางดิ่ง ในสังคมทางดิ่ง ความถูกต้องเป็นธรรมเกิดขึ้นไม่ได้ ฉะนั้นต้อง ทำความเข้าใจและส่งเสริมทุกวิถีทางให้เกิดพลังพลเมืองที่ตื่นรู้และกัม- มันตะ ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี หรือเกิด สังคมที่มีความถูกต้องเป็นธรรม ควรอ่านการวิจัยของ Robert Putnam จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในหนังสือของเขาชื่อ "Making Democracy Work : Civic Traditions in Modern Italy" ประเวศ วะสี ๒๐ ในประเทศอิตาลีตอนเหนือกับตอนใต้ไม่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่ใช้ รัฐธรรมนูญฉบับเดียว ทางตอนเหนือแถวมิลานและโตรีโนเศรษฐกิจดี การเมืองดี และ ศีลธรรมดี ทางตอนใต้ เช่น ซิซิลีและซาร์ดินีย นั้นตรงข้าม คำว่ามาเฟียก็มา จากภาคใต้ของอิตาลี ที่บางเมืองก็เคร่งศาสนาคาทอลิกแต่ศีลธรรมก็ไม่ดี ฉะนั้น รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยทางการเมืองอย่างเดียวไม่ พอที่จะทำให้เกิดสังคมที่มีความถูกต้องเป็นธรรม แต่ต้องการสังคมทางราบที่มีพลเมืองที่ตื่นรู้และกัมมันตะมาก ๆ บ้านเมืองจึงจะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีความถูกต้องเป็นธรรม ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๒๑ “ หากเกิดสำนึกระลีกรู้ ในคุณค่าและศักดิ์ศรี ในความเป็นมนุษย์ของตนเอง จะหลุดออกจากคุก แห่งมายาคติที่กักขังเขาไว้ ” ” # เปลี่ยน โครงสร้างของประเทศ จากโครงสร้าง อำนาจ เป็นโครงสร้างทางปัญญา อุปสรรคสำคัญที่สุดที่ทำให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง หรือเกิดสังคมที่ถูกต้องเป็นธรรม คือ **โครงสร้างอำนาจ** อย่างน้อยตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา สังคมไทยมีวัฒนธรรมเชิง อำนาจ คือ คิดเชิงอำนาจ มีสัมพันธภาพเชิงอำนาจ และมีระบบการบริหาร บ้านเมืองเป็นโครงสร้างอำนาจ โครงสร้างอำนาจทำให้เกิดความบีบคั้น หรือความขัดแย้ง หรือ ทุกขภาวะ มีการเรียนรู้น้อย และมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางลบนานาประการ ยิ่งสังคมปัจจุบันเป็นสังคมซับซ้อนและมีปัญหายากสุดๆ การใช้ อำนาจยิ่งไม่ได้ผล ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๒๓ ในสภาพเช่นนี้ไม่มีรัฐบาลใดๆ จะแก้ปัญหาได้ บ้านเมืองจึงสะสม ปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ จนวิกฤตก่อนโควิดมาแล้ว การเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศจากโครงสร้างอำนาจ เป็น โครงสร้างทางปัญญา จึงจำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคต ใหม่ที่มีความถูกต้องเป็นธรรม ปัญหาโครงสร้างอำนาจเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดและยากที่สุด เพราะ ระบบอำนาจนั้นเบ็ดเสร็จและมีพลังรอบด้าน เช่น อำนาจบังคับใช้กฎหมาย อำนาจติดอาวุธ อำนาจกำหนดการใช้ทรัพยากร อำนาจทางการสื่อสาร อำนาจในการทำสงคราม อำนาจทางวัฒนธรรม อำนาจที่รุนแรงเบ็ดเสร็จขนาดนี้ ถึงมีความไม่ถูกต้องได้มาก แต่ เป็นอำนาจอันมหึมาในการทำลายการต่อต้าน ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีผู้พยายามต่อต้านและทำลาย อำนาจรัฐเสมอมา ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์บ้าง ชุมนุมประท้วงบ้าง รวมตัว ลุกฮือ (uprising) เป็นกบฏ พยายามลอบฆ่า เปลี่ยนราชวงศ์ เกือบทั้งหมด ไม่ประสบความสำเร็จแต่ถูกปราบปรามลง หรือเพียงเปลี่ยนตัวหรือกลุ่ม ผู้ใช้อำนาจ แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ แม้ปลายราชวงศ์ชิง (ประเทศจีน) ซึ่งเกือบจะเป็นรัฐล้มเหลวแล้ว ประเวศ วะสี ๒๔ ยังสามารถปราบกบฏครั้งใหญ่ที่สุดที่เรียกว่า กบฏไท้ผิง มีคนตายถึง ๒๐ ล้านคน ทั้งนี้เพราะอำนาจรัฐเป็นระบบ ไม่ได้มีแต่ตัวทรราช บนถนนประวัติศาสตร์เรี่ยราดด้วยกระดูกของนักอุดมคติที่ต่อสู้ เพื่อความเป็นธรรม เช่น เข เกวารา ขวัญใจนักปฏิวัติ หรือ จิตร ภูมิศักดิ์ เทียนผู้ส่องธรรมที่ตายในราวป่า นายปรีดี พนมยงค์ ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มี อุดมคติอันแรงกล้า อายุแค่ ๓๐ ปีเศษ เมื่อคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นสามัญชนที่ฉลาดและสามารถที่สุดคนหนึ่ง ที่ขึ้นไปดำรงตำแหน่งผู้ สำเร็จราชการแทนพระองค์และนายกรัฐมนตรี แต่อำนาจของคณะราษฎร อยู่ได้แค่ ๑๕ ปี ก็ถูกโครงสร้างอำนาจเก่าซึ่งมีพลังมากกว่าเอาคืนไป ดังนี้ ฉะนั้น คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง อำนาจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ต้องคิดและศึกษาให้ดีๆ การคิดต่อสู้ หรือทำลายอำนาจรัฐ หรือเพียงเปลี่ยนผู้ถืออำนาจ รัฐ ยากและอันตราย การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ เป็นโครงสร้างทางปัญญา ซึ่งกล่าว ถึงในมรรควิธีนี้ เป็นคนละอย่างกัน ถ้าเข้าใจทำได้ง่ายกว่า สันติ ให้ผลลึก และถาวร การจะสร้างโครงสร้างทางปัญญาต้องทำความเข้าใจโครงสร้าง และการทำหน้าที่ของสมอง สมองมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์สมอง (neuron) ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านตัว แต่ละตัวเชื่อมโยงกับตัวอื่นๆ อีกหลายหมื่นตัว เกิดเป็นเครือข่าย เซลล์สมอง (neuronal networks) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่วิจิตรที่สุดใน จักรวาล สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๒๕ เซลล์สมองทำหน้าที่ต่างจากเซลล์อื่นๆ ของร่างกาย คือ ทำหน้าที่ proceed ข้อมูล เซลล์สมองทำหน้าที่รับรู้ข้อมูล จากทั้งภายในทุกส่วนของร่างกาย และจากภายนอกที่ผ่านเข้ามาทางตาหูจมูกลิ้นกาย ทำให้รู้ความจริงหรือ สถานการณ์ความเป็นจริง จากการรู้ความจริงทำให้สมองประสานงานให้อวัยวะต่างๆ ทำ งานประสานกันได้อย่างถูกต้อง ทั้งเวลาหลับและตื่น เช่น เมื่อใดหัวใจจะ ต้องเต้นเร็วหรือช้าอย่างไร จึงจะสอดคล้องกับสถานการณ์ชั่วขณะนั้นๆ สมองที่มีสมรรถนะทางปัญญาสูงยังสามารถตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล ให้เป็นการรู้ความจริงที่ลึกขึ้นรอบด้านมากขึ้น เพื่อ ประกอบการตัดสินใจ การประเมินความเป็นจริงแล้วทำการตัดสินใจถูกต้องเป็นปัญญา สูงสุด เพราะการตัดสินใจผิดอาจนำไปสู่ผลเสียร้ายแรงหรือถึงสิ้นชีวิต สัตว์หรือคน ถ้าสมองอ่อนแอหรือปัญญาอ่อน ไม่สามารถดำรงชีวิต ได้ดีหรืออยู่รอดได้ องค์กรใดๆ หรือประเทศ ถ้ามีปัญญาอ่อน ก็จะประสบปัญหาต่างๆ จนวิกฤต วิกฤตแล้ววิกฤตอีก ประเทศไทยเต็มไปด้วยโครงสร้างอำนาจ แต่มองแทบไม่เห็น โครงสร้างทางสมองที่ทำหน้าที่ทางปัญญา จึงไม่แปลกที่วิกฤตแล้ววิกฤตอีก และออกจากวิกฤตไม่ได้ โครงสร้างสมองของสังคม ควรประกอบด้วยกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ ประดุจกลุ่มเซลล์สมอง คือ รับรู้ข้อมูล แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล ให้ ประเวศ วะสี ๒๖ เป็นความรู้เพื่อการใช้งาน (working knowledge) จนเป็นการประสานงานของส่วนต่างๆ หรือประกอบการตัดสินใจก็ตาม อาจเรียกว่า “เรียนรู้ สร้างความรู้ ใช้ความรู้ จัดการความรู้" เพื่อความเป็นไปอย่างถูกต้องของระบบ หรือขององค์กร หรือของประเทศ ควรมีกลุ่มเซลล์สมองเพื่อสังคมอย่างหลากหลายจำนวนมาก ทำหน้าที่ทางปัญญาในทุกจุดของการพัฒนา และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย เป็นเครือข่ายกลุ่มเซลล์สมองเพื่อสังคม คล้ายเครือข่ายเซลล์สมอง (neuronal networks) อันเป็นโครงสร้างทางสมองของมนุษย์ เมื่อเป็นอย่างนั้นประเทศก็จะมีโครงสร้างทางสมองเต็มประเทศเข้ามาแทนที่โครงสร้างอำนาจ ลองนึกเปรียบเทียบประเทศที่มีแต่โครงสร้างอำนาจ ที่ไม่มีโครงสร้างสมอง กับประเทศที่มีโครงสร้างสมอง ประเทศที่มีแต่โครงสร้างอำนาจ เน้นการใช้อำนาจสั่งการและควบคุม ใช้กำลังคนจำนวนมากควบคุมการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยไม่ "เรียนรู้ สร้างความรู้ ใช้ความรู้ และจัดการความรู้" ก็เรียกว่าโดยขาดปัญญา แล้วจะเกิดความถูกต้องและงอกงามได้อย่างไร ปัญญาทำให้เกิดความงอกงาม อำนาจลดทอนปัญญาและความงอกงาม คนไทยในทุกภาคส่วน ควรทำความเข้าใจแล้วก่อตัวกันเป็นกลุ่มเซลล์สมอง เพื่อทำหน้าที่ทางปัญญาในทุกจุดของการพัฒนา ตั้งแต่การปฏิบัติขนาดเล็กขึ้นมาถึงระดับนโยบาย ที่เรียกว่า การ ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๒๗ พัฒนานโยบาย คือ บางกลุ่มเซลล์สมองที่มีความสามารถสูงทำหน้าที่เป็น กลุ่มเซลล์สมองพัฒนานโยบายสาธารณะ ประเทศก็จะเต็มไปด้วยปัญญา ในทุกจุดและระดับ การทำหน้าที่ทางปัญญาเป็นเรื่องรื่นรมย์และมีความสุข เพราะ ปัญญาทำให้เกิดความแจ่มแจ้ง ความแจ้งทำให้เกิดความสุข ตรงข้ามกับสัมพันธภาพเชิงอำนาจ ซึ่งก่อให้เกิดความบีบคั้น ทุกขภาวะ ความขัดแย้ง และความรุนแรง ฉะนั้นจึงกล่าวแต่ต้นว่า การสร้างโครงสร้างทางปัญญา ถ้าเข้าใจ เป็นเรื่องไม่ยาก สันติ ให้ผลลึก และถาวร และเนื่องจากไม่ได้ทำผิด กฎหมาย จึงไม่มีใครมาปราบปราม ตรงข้ามคนที่มีอำนาจกลับได้รับ ประโยชน์จากกลุ่มงานทางปัญญา เขาจะชื่นชอบที่ทำให้งานของเขาได้ผล หันมาสนับสนุน และเกิดพฤติกรรมใหม่ในการใช้ความรู้ เห็นได้จากวิกฤตโควิด ฝ่ายมีอำนาจทางการเมืองไม่มีความรู้ ทำ อะไรไม่ถูก ซึ่งอันตรายมาก แต่เมื่อมีกลุ่มเซลล์สมองทางแพทย์ ซึ่งใช้ข้อมูลความรู้เข้ามาช่วย ฝ่ายมีอำนาจก็ได้ประโยชน์และเห็นคุณค่าของกลุ่มเซลล์สมอง ฉะนั้นขอให้ช่วยกันทำความเข้าใจ และปฏิบัติให้มากในการก่อตัว เป็นกลุ่มเซลล์สมองเพื่อสังคม ทำหน้าที่สร้างปัญญาในทุกจุดของการ พัฒนา ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง จากโครงสร้างอำนาจเป็น โครงสร้างทางปัญญา มีสมรรถนะทางปัญญาสูงที่จะพัฒนาบ้านเมืองไปสู่ ความถูกต้องเป็นธรรม โดยสันติ เป็นสันติวรบทโดยแท้ ประเวศ วะลี ๒๘ ควรสังเกตว่า กลุ่มเซลล์สมองที่ทำหน้าที่ "เรียนรู้ สร้างความรู้ ใช้ความรู้ จัดการความรู้ ให้เกิดประโยชน์ตามความมุ่งหมาย" นั้น ทำการจัดการ (management) เนื่องจากการจัดการมีการใช้ความรู้ สร้างความรู้ ณ ทุกองค์ ประกอบของระบบ* จึงมีอำนาจให้เกิดความสำเร็จมาก จนมีคำกล่าวว่า "การจัดการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้" (Management makes the impossible possible) การจัดการจึงเป็นปัญญาอีกชนิดหนึ่งที่อาจเรียกว่า "อิทธิปัญญา" หรือปัญญาที่ทำให้เกิดความสำเร็จ (อิทธิ = สำเร็จ) แต่ภูมิปัญญาในการจัดการเกือบจะขาดไปจากสังคมไทยโดยสิ้น เชิง เพราะระบบการศึกษาที่เน้นการท่องวิชาเป็นวิชาๆ การท่องวิชาไม่ทำให้จัดการประเทศเป็น เมื่อประเทศเต็มไปด้วย คนจัดการไม่เป็น สิ่งที่ควรเป็นไปได้กลับเป็นไปไม่ได้ (makes the pos- sible impossible) ระบบการศึกษาซึ่งควรเป็นสมองของประเทศกลับไม่เป็น เพราะ ไม่เข้าใจโครงสร้างและการทำหน้าที่ของสมอง การท่องวิชาหรือแม้แต่การ วิจัยแบบแยกส่วนจากการปฏิบัติและการตัดสินใจก็ไม่ใช่สมอง ควรทบทวนการทำหน้าที่ของสมองที่กล่าวข้างต้น ซึ่งโดยสรุป * รับรู้ความจริงทั้งภายในและภายนอกตัว * ใช้การรู้ความจริงประสานการปฏิบัติของส่วนต่างๆ ให้สอด- คล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริง \* "การจัดการ คือ การใช้ความรู้สร้างความรู้" Peter Drucker ปรมาจารย์ทางการจัดการ ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๒๙ * วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล เป็นความรู้เพื่อการใช้งาน (working knowledge) หรือความรู้ที่ตรงต่อการใช้งาน ทั้งในการปฏิบัติ และการตัดสินใจ * ประเมินผลการปฏิบัติ เพื่อมาปรับตัวให้ฉลาดขึ้น เรียนรู้ได้ดี ขึ้น สร้างความรู้ได้ดีขึ้น นำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติและการ ตัดสินใจดีขึ้น ทำให้ชีวิต หรือการงาน หรือการพัฒนาประเทศ ดีขึ้นเรื่อยๆ **นี่คือผลของการมีระบบสมอง** การท่องวิชาไม่สามารถเป็นสมองได้ ประเทศจึงเหมือนไม่มีสมอง มีแต่โครงสร้างอำนาจ แล้วก็ดิ้นรน ทุรนทุราย จิกตีกันเหมือนไก่อยู่ในเข่ง ตกอยู่ในทุกขภาวะเพราะอวิชชา อาจารย์มหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดก็ขาดวิธีคิดเชิงระบบและการ จัดการ ทำให้มหาวิทยาลัยไม่สามารถเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออก จากวิกฤตได้ ฉะนั้น เนื่องจากการก่อตัวเป็นกลุ่มเซลล์สมองเพื่อสังคมและ เครือข่ายให้เต็มประเทศ เป็นการสร้างโครงสร้างทางสมองและสมรรถนะ ในการจัดการให้ประเทศ ระบบการศึกษาและทุกภาคส่วนของสังคม ควรร่วมสร้างกลุ่มและ เครือข่ายเซลล์สมองเพื่อประเทศ อนึ่งต้องเข้าใจว่า การบริหารหรือ administration ที่ระบบใช้กับ การจัดการ (management) ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การบริหารนั้นบริหารกฎระเบียบ การจัดการนั้นบริหารความรู้และปัญญาไปสู่ความสำเร็จ ประเวศ วะสี ๓๐ # สร้าง พระเจดีย์ จาก ฐาน เส้นทางวิกฤตของการพัฒนาประเทศไทยที่ผ่านมาอีกอย่างหนึ่ง คือ แนวทางการพัฒนาประดุจพยายาม "สร้างพระเจดีย์จากยอด" คือ ทำอะไรๆ ก็จะเอาแต่ข้างบน เช่น พัฒนาเศรษฐกิจข้างบนให้มันเติบโต มากๆ แล้วมันจะได้ "กระเด็นลงข้างล่าง" (Trickle down) การศึกษาก็จะเอาแต่ข้างบน มุ่งให้คนจบปริญญามากๆ การเมืองก็จะเอาแต่ประชาธิปไตยระดับชาติ โดยทั้งหมดทิ้งฐาน หรือทำลายฐานให้อ่อนแอ เมื่อไม่มีฐานรองรับโครงสร้างข้างบนก็พังลงๆ พระเจดีย์สร้างจากยอดไม่ได้ ต้องสร้างจากฐาน ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๓๑ โครงสร้างทุกชนิด ฐานต้องกว้างและแข็งแรง จึงจะรองรับทั้งหมด ให้มั่นคง ฐานของประเทศ คือ ชุมชนท้องถิ่นอันกว้างใหญ่ไพศาล สังคมข้างบนกับสังคมข้างล่างไม่เหมือนกัน สังคมข้างล่างเป็นภาคที่เป็นจริง (real sector) ในขณะที่สังคม ข้างบนเป็นภาคที่มีมายาคติอยู่มาก สังคมข้างล่าง คือชุมชนท้องถิ่น คือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่ สัมพันธ์อยู่กับธรรมชาติแวดล้อม ที่ต้องพยายามรักษาสมดุล ทั้งระหว่าง คนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ในวิถีชีวิตร่วมกัน ซึ่งเรียกว่าวัฒนธรรมชุมชนนี้ มีองค์ประกอบ ทั้งหมดของการที่ทำให้การอยู่ร่วมกันมีความสมดุล เพราะความสมดุลคือ ปกติสุขและความยั่งยืน องค์ประกอบของสิ่งที่เรียกว่า "วัฒนธรรม" นั้น จึงมีตั้งแต่ความ เชื่อร่วมกัน คุณค่าร่วมกัน การทำมาหากินหรือการผลิต ภาษา ขนบ- ธรรมเนียม จารีตประเพณี การอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเป็นธรรม การดูแลรักษาสุขภาพ การพัฒนาจิตใจ การไกล่เกลี่ยความ ขัดแย้งด้วยสันติวิธี เป็นต้น คำว่า "วัฒนธรรม" ไม่ได้หมายถึง ศิลปวัตถุหรือการร้องรำทำ เพลงเท่านั้น แต่หมายถึงวิถีชีวิตร่วมกันอันสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ ดังกล่าว ชุมชนหรือวัฒนธรรมชุมชนจึงเป็นระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ฉะนั้น จึงเป็นที่อยู่ของศีลธรรมและมีความยั่งยืน ดังที่อยู่มาได้ถึง ๑๐,๐๐๐ ปี นั่นคือภาคที่เป็นจริง (real sector) ประเวศ วะสี ๓๒ # ขณะที่สังคมข้างบนก่อตัวขึ้นจากผู้ปกครองคนข้างล่าง เริ่มต้นผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองก็ยังเหมือนๆ กัน คือยังทำการผลิต เหมือนๆ กัน แต่นานวันเข้าก็ห่างกันออกไป โดยชนชั้นปกครองไม่ได้ทำการผลิต อาศัยผลผลิตจากคนข้างล่าง แต่กลับมีมากกว่า เพราะมีอำนาจเรียกเอา แรงงานและผลผลิตจากคนข้างล่าง ## นี้คือมายาคติอย่างหนึ่ง คือ ผู้ไม่ได้ผลิตกลับมีมากกว่าผู้ผลิต สังคมข้างบนมีวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว ด้วยอำนาจ กฎหมาย รูป แบบ เงิน มายาคติ และความฉ้อฉลต่างๆ การค้าขายที่เชื่อมโยงทั่วโลก เทคโนโลยีระบบการเงิน ที่เงินสามารถ เคลื่อนไหวรอบโลกด้วยความเร็วของแสง ทำให้สังคมข้างบนกลายเป็นระบบ ซับซ้อน (complexity system) ที่มีชีวิตของมันเองและมีคุณสมบัติใหม่ที่ไม่ เคยมีมาก่อน เช่น ความโกลาหลพลิกผันจะเกิดขึ้นได้ง่าย รวดเร็ว และรุนแรง จากเหตุการณ์หรือการกระทำเล็กๆ ในจุดใดจุดหนึ่งในโลก แต่ผล กระทบมันเดินไปบนการต่อเชื่อมและขยายตัวใหญ่โตขึ้น ที่เขาเรียกว่าปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก (Butterfly effect) ทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับผลจากกรรมที่ตนไม่ได้ก่อ และไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้น ได้อย่างไร บริษัทการค้าข้ามชาติขนาดใหญ่ผุดบังเกิดขึ้นเหมือนสัตว์สปีชีส์ (species) ใหม่ ที่โลกไม่เคยมีมาก่อนแต่มีอำนาจมาก อำนาจหลายอย่าง ก็เหนือรัฐ คล้ายกฎแรงดึงดูดแห่งมวลทางฟิสิกส์ อะไรที่มีวลมากย่อมมีแรง โน้มถ่วงดึงวัตถุและพลังงานเข้ามาหาตัวได้มาก ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๓๓ อำนาจรัฐและอำนาจเงินเป็นอำนาจอันมหึมาย่อมดึงดูดทรัพยากร ต่างๆ เข้าหาตัว ทำให้ขาดความเป็นธรรม อำนาจของบริษัทการค้าเป็นที่รู้กันมานาน เช่น บริษัท East Asia- tic ใช้กำลังเข้ายึดอินเดียและอินโดนีเซีย การแย่งชิงทางการค้านำไปสู่ สงคราม เงินที่เคลื่อนไหวในโลกกว่า ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีเศรษฐกิจจริง รองรับ กลไกทางการเงินที่ซับซ้อนดึงให้คนจำนวนมากเข้าไปทำงานเกี่ยว กับกลไกทางการเงินโดยไม่ได้สร้างสรรค์ แต่เป็นการหาช่องทางเอาชนะ หรือเอาเปรียบกัน และโดยที่รายได้จากทุนสูงกว่ารายได้จากการทำงาน เมื่อการพัฒนาที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจดำเนินไปๆ ความ เหลื่อมล้ำระหว่างคนมีมากกับคนไม่มีก็ยิ่งขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกว้าง อย่างสุดๆ ในสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า ปรากฏการณ์ ๙๙ : ๑ (Joseph Stiglitz : The Price of Inequality) ที่ว่าการพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อคน ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คนอีก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้ประโยชน์หรือเสีย ประโยชน์ ความเหลื่อมล้ำหรือการขาดความเป็นธรรมที่มากเกิน ก็เช่นเดียว กับการเสียสมดุลทั้งหลาย ที่นำไปสู่ความไม่ปกติ ความปั่นป่วนวุ่นวาย และรุนแรงในทุกมิติ โดยสรุป เศรษฐกิจข้างบนเป็นเศรษฐกิจมายาคติ ที่มีการเอา เปรียบฉ้อฉลมาก นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและการขาดความเป็นธรรม ความ ขัดแย้ง และความรุนแรง ประเวศ วะสี ๓๔ ในขณะที่เศรษฐกิจข้างล่างเป็นเศรษฐกิจจริง เพื่อการอยู่ร่วมกัน อย่างสมดุล ระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม สังคมข้างล่างจึงเป็น ที่อยู่ของศีลธรรม สังคมข้างบนประสบความล้มเหลวในการพัฒนาศีลธรรม ถึงแม้มี การสอนวิชาศีลธรรม ศีลธรรมก็ไม่เกิด เพราะศีลธรรมไม่ใช่วิชา แต่เป็น ระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ระหว่างคนกับคนและคนกับสิ่งแวดล้อม ดังที่เห็นได้ในระบบชุมชนที่อาจเรียกว่า ศีลธรรมชุมชน ฉะนี้ เมื่อประเทศไทยพัฒนาแบบ "สร้างพระเจดีย์จากยอด" โดย ทอดทิ้งหรือทำลายฐานให้อ่อนแอ จึงเป็นทิศทางที่ผิดพลาด อันนำมาสู่ สถานการณ์ประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งมีผู้กล่าวว่ามีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นที่ ๑ หรือที่ ๓ ในโลก ตาม มาด้วยความไม่ปกติ ปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง นานาประการ อย่างแก้ไขไม่ ได้ ไม่มีรัฐบาลใดจะแก้ได้ นอกจากประเทศไทยจะหันมาสร้างพระเจดีย์ จากฐาน แต่ชนชั้นนำทั้งหมด รวมทั้งคนเก่งคนดีด้วย ไม่เข้าใจสังคมข้าง ล่างหรือความจริงประเทศไทย เพราะระบบการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาความเป็นจริงของประเทศเป็นฐาน เขาจึงรู้จักการพัฒนาเฉพาะระบบข้างบน ซึ่งซับซ้อนเป็นมายาคติ และขาดความเป็นธรรม แก้ปัญหาของประเทศไม่ได้ ถึงบางท่านจะตั้งใจแก้ปัญหาฐานราก ก็ไม่เข้าใจระบบบูรณาการ ของสังคมข้างล่าง ยังเอาวิธีการทางเศรษฐกิจแบบแยกส่วนของข้างบนลง ไปใช้ ซึ่งไม่ได้ผล ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๓๕ ดังจะเห็นได้ว่าถึงรัฐบาลจะอัดฉีดงบประมาณมหาศาลเพื่อ ฐานราก ก็ทำผ่านกลไกที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำซึ่งดูดกลับทรัพยากรที่ ตั้งใจให้คนข้างล่างกลับมาสู่ข้างบน ฉะนั้น ในการสร้างพระเจดีย์จากฐาน จึงต้องมีการสร้าง "ความ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" ตามพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว ร.๙ ซึ่ง ทรงชี้แนะการสร้างพระเจดีย์จากฐานด้วยวิธีนานา แม้แต่ทรงทำนาและเลี้ยงวัวในบริเวณสวนจิตรลดาใกล้ๆ ทำเนียบ รัฐบาลนั้นเอง แต่กระแสสร้างพระเจดีย์จากยอดไหลเชี่ยวกรากจนไม่เข้าใจ พระราชกุศโลบายอันล้ำยุคของพระองค์ หลังวิกฤตโควิด คนไทยควรจะกลับไปสนใจคำสอนของพระภูมิ- พล หรือพระผู้เป็นพลังแผ่นดินให้มาก เพราะทรงมีอัจฉริยภาพเหนือแนว ความคิดการพัฒนาของฝรั่ง ควรมีกระบวนการที่ประชาชนชั้นนำข้างบนไปสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน ขณะนี้มีผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่เก่งๆ และดีๆ หลายแสนคนแล้ว พร้อมที่จะ เป็นไกด์นำชมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นด้วยมิตรไมตรี หลายองค์กรที่ทำงานกับชุมชนท้องถิ่นน่าจะอยู่ในฐานะที่จะจัด "ทัวร์ชุมชน” ที่ให้ทั้งความสนุกและความเข้าใจเข้าถึง สำหรับนิสิตนักศึกษาในทุกมหาวิทยาลัยทุกสาขา ควรมีหลักสูตร "ชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติ” เป็นหลักสูตรแกน ที่ส่งนักศึกษาไปใช้ชีวิตและ ปฏิบัติงานในชุมชนเป็นเวลาอย่างน้อย ๓ เดือน เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่รู้ ความจริงของประเทศไทย ประเวศ วะสี ๓๖ ควรสังเกตว่าในวิกฤตโควิดคราวนี้ การที่ประเทศไทยสามารถหยุด ยั้งการระบาดได้ค่อนข้างดีจนได้รับการสกอร์เป็นที่ ๑ ในโลก นอกเหนือ ไปจากสมรรถนะทางการแพทย์แล้ว การที่ประเทศไม่พังราบลงไปก็เพราะ มีสังคมเข้มแข็งยันไว้ ถ้ามีแต่เศรษฐกิจเข้มแข็ง เวลาเศรษฐกิจล้มจะล้มทั้งหมด ดังที่เกิด กับโลกขณะนี้ แต่สังคมเข้มแข็งจะเป็นภูมิคุ้มกันให้ระดับหนึ่ง ภายใน ๔๐ - ๕๐ ปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนหนึ่งได้ทำงานส่งเสริม สังคมเข้มแข็ง รวมทั้งพระราชวงศ์จักรีด้วย ทำให้บัดนี้เรามีผู้นำชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งมากพอที่จะสร้างพระ- เจดีย์จากฐาน โดยพัฒนาอย่างบูรณาการ ให้ฐานของประเทศทั้ง ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ๘,๐๐๐ ตำบล ๘๐๐ อำเภอ ใน ๗๖ จังหวัด แข็งแรงรองรับ ประเทศทั้งหมดให้มั่นคง หนังสือชื่อ "แผนสงครามเบ็ดเสร็จเพื่อเอาชนะความยากจน และการขาดความเป็นธรรม" โดยผู้เขียน และบทความชื่อ "แผนและ ยุทธศาสตร์สร้างแผ่นดินสุขภาวะ ใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบลทั่ว ประเทศ" โดยผู้เขียนเช่นเดียวกัน ได้ให้รายละเอียดและวิธีการว่าทำ อย่างไร โปรดศึกษาดูได้ เอกสารทั้ง ๒ ได้เสนอ การเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทาง ปัญญาอย่างกว้างขวาง ที่คนไทยทุกคนในทุกภาคส่วนสามารถเข้าไปมี บทบาทในการพัฒนาประเทศ ในเรื่องที่ตนรักและถนัดได้อย่างมีความสุข คนไทยทั้งมวลจะร่วมสร้างพระเจดีย์แห่งการพัฒนาจากฐานขึ้น มาถึงยอด ให้เป็นพระเจดีย์ที่สวย ส่งงาม ส่งประกายสีทอง งามระยับ จับตา พระเจดีย์นั้นคือ ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๓๗ “ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกคน มีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีความถูกต้องเป็นธรรม และงดงาม ” ” # มรรควิธีที่ ๗ ## ระบบ เศรษฐกิจ ใหม่ ระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน แม้จะคิดและพัฒนาโดยนัก เศรษฐศาสตร์ที่เก่งระดับโลก และหลายคนได้รับรางวัลโนเบล อันทำให้ คนเชื่อกันไปทั้งโลก แต่ผลของมันโดยเฉพาะในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นว่ามี ปัญหาที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำสุดๆ แบบที่เรียกกันว่าปรากฏการณ์ ๙๙ : ๑ คือ คน ๑ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ แต่อีก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์ ความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เป็นธรรมขณะนี้มีผลตามมาอย่าง มหาศาล เป็นวิกฤตการณ์ปัจจุบันหรือวิกฤตการณ์โลก ที่ไม่สามารถก้าว ข้ามได้ด้วยระบบเศรษฐกิจแบบเดิม ตามคำพูดที่ว่า "คุณไม่สามารถแก้ ปัญหาได้ด้วยวิธีการที่ก่อให้เกิดปัญหานั้น" ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๓๙ # ๑. ระบบเศรษฐกิจที่ผิด เกิดจากฐานความคิดที่ผิด ฐานการคิดที่ผิด คือ การคิดแบบกลไกและแยกส่วน ไม่ใช่การ คิดแบบองค์รวม องค์รวมคือ โลกทั้งโลกเป็นองค์รวมเดียวกัน เมื่อเป็นองค์รวมเดียวกัน แล้วคิดว่าระบบเศรษฐกิจคือการ แข่งขันเสรีจะได้หรือ เหมือนร่างกายทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกัน จะปล่อยให้ส่วนใด ส่วนหนึ่งขาดเลือดไปเลี้ยงไม่ได้ เพราะจะกระทบองค์รวมทั้งหมด เพราะฉะนั้น ระบบเศรษฐกิจจึงเป็นเสมือนระบบสูบฉีดโลหิต ไปหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างทั่วถึงเป็นธรรม (ถูกต้อง) ไม่ใช่ทุนนิยมเสรีอย่างที่คิดแบบกลไกและแยกส่วน การคิดและทำแบบแยกส่วนจะนำไปสู่สภาวะวิกฤตเสมอ ## ๒. เมื่อมีการเห็นอย่างถูกต้อง ว่าระบบเศรษฐกิจคืออะไร ก็สามารถออกแบบ (design) ได้ ทิฐิ แปลว่า การเห็น การเห็นอย่างถูกต้องเรียกว่า สัมมาทิฐิ ถ้าตรงข้ามก็เป็นมิจฉาทิฐิ สัมมาทิฐิกำหนดสามารถพัฒนา มิจฉาทิฐิกำหนดมิจฉาพัฒนา ประเวศ วะสี ๔๐ เมื่อเราเห็นว่าประเทศทั้งหมดเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน และ ระบบเศรษฐกิจเป็นเสมือนระบบสูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของ ร่างกายอย่างทั่วถึงทันกาล จะให้ส่วนใดส่วนหนึ่งขาดเลือดไม่ได้ เราก็สามารถออกแบบระบบเศรษฐกิจกระบวนทัศน์ใหม่ได้ เป็นระบบเศรษฐกิจสัมมาพัฒนา ที่ก่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ## ๓. การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เป็นวัตถุประสงค์ของระบบเศรษฐกิจใหม่ ### ไม่ใช่จีดีพี จีดีพีเป็นเพียงเครื่องวัดอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ เพราะ จีดีพีสูงไม่ได้หมายถึงความทั่วถึงเป็นธรรม การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ หมายถึงทั่วถึงเป็นธรรม จึงเป็น วัตถุประสงค์ของระบบสัมมนาเศรษฐกิจ **สัมมาชีพ หมายถึง อาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง** ไม่เบียดเบียน ผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ (เบียดเบียนตนเอง หมายถึง เป็นอันตรายต่อสุขภาพของตนเอง และสุขภาวะของครอบครัว) สัมมาชีพ จึงเป็นดัชนีร่วม ที่รวมเรื่องเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และศีลธรรม เข้ามาด้วยกัน จึงเป็นเครื่องชี้วัดที่ดีมาก เมื่อมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ จึงทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขและ ศีลธรรมดี เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นที่ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัด ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๔๑ สมุทรสาคร เมื่อ ๕๐ ปีก่อน และมีการพูดถึงในพระสูตรที่ชื่อว่า กฎ ทันตสูตร ที่บรรยายภาพสังคมที่มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ไว้อย่างวิจิตร ความว่า "โภคทรัพย์จะเกิดขึ้นในท้องพระคลัง = เศรษฐกิจดี ราษฎรจะไม่ต้องปิดประตูเรือนอยู่ = ศีลธรรมดี จะยังบุตรให้ฟ้อนอยู่บนอก" = ครอบครัวอบอุ่น นั่นคือภาพของความร่มเย็นเป็นสุข ที่จะเกิดขึ้นจากการมี สัมมาชีพเต็มพื้นที่ เพราะฉะนั้น การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จึงเป็นวัตถุประสงค์ของ ระบบเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่จีดีพี จะต้องออกแบบระบบเศรษฐกิจที่เกิดผลตามวัตถุประสงค์นี้ ที่ ไม่ใช่การแข่งขันเสรีอย่างระบบเศรษฐกิจเก่า ๔. ระบบเศรษฐกิจหลายเส้นทาง (Multiple pathways) อะไรที่มีเส้นทางเดียว ถ้าเส้นทางนั้นตัน จะลำบาก มากเกิด การจนตรอก เพราะไม่มีทางไป ระบบเศรษฐกิจแบบปัจจุบันเป็นระบบเส้นทางเดียว เวลามัน ตกต่ำแต่ละครั้งมีคนฆ่าตัวตายกันมาก เพราะจนตรอก ประเทศไทย ก็มี ดังที่พ่อแม่ลูกพากันตายทั้งครอบครัว เด็กๆ ไม่มีโอกาสมีชีวิต ต่อไปทั้งๆ ที่ไม่มีความผิดอะไรเลย แต่เป็นความผิดของระบบเศรษฐกิจที่โหดร้ายต่อชีวิต เพราะ ไม่ได้เอาชีวิตของคนทั้งหมดเป็นตัวตั้ง ประเวศ วะสี ๔๒ ระบบร่างกายซึ่งเป็นระบบที่ดีที่สุดในโลก ไม่มีวันใช้เส้นทาง เดียว เพราะถ้าอุดตันมันจะตาย อย่างระบบสูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยง ร่างกายทุกส่วน ทุกส่วนของร่างกายจะต้องมีหลอดโลหิตหลายเส้น ทางมาหล่อเลี้ยง ถ้าเส้นทางหนึ่งตัน เลือดยังมาหล่อเลี้ยงได้โดยเส้นทางอื่น เพราะจะปล่อยให้ส่วนใดส่วนหนึ่งขาดเลือดไม่ได้ เพราะทุกส่วนล้วน เป็นส่วนหนึ่งขององค์รวมเดียวกัน ฉะนั้น ระบบเศรษฐกิจใหม่ซึ่งเป็นเศรษฐกิจองค์รวม จะต้องมี หลายเส้นทาง เพื่อรับประกันว่าทุกส่วนของสังคมมีเลือดไปหล่อเลี้ยง ทั่วถึงทันกาล ๕. ระบบเศรษฐกิจ ๓ เส้นทาง ที่บูรณาการกัน ในที่นี้จะเสนอระบบเศรษฐกิจ ๓ เส้นทางที่บูรณาการกัน บูรณาการกันเพื่อสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล และทุกในเมือง ๑ เศรษฐกิจ ภูมิคุ้มกัน ๒ เศรษฐกิจ สังคมที่ทั่วถึง เป็นธรรม แบบยูนิส ๓ เศรษฐกิจมหภาค แบบบูรณาการ ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๔๓ # ระบบเศรษฐกิจองค์ ๓ ประกอบด้วย (๑) ระบบเศรษฐกิจภูมิคุ้มกัน (บนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของ ร.๙) (๒) ระบบเศรษฐกิจสังคมที่ทั่วถึงเป็นธรรมแบบยูนัส (๓) ระบบเศรษฐกิจมหภาคที่มีจิตสำนึกองค์รวม ทั้ง ๓ เปรียบเสมือนห่วง ๓ ห่วง ที่คล้องกันตามรูป และ ขยายความดังต่อไปนี้ ## (๑) ระบบเศรษฐกิจภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกัน หมายถึง ไม่ว่าจะเกิดเภทภัยใดๆ จาก ภายในหรือภายนอกก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่หรือ ทั้งหมดจะมีภูมิคุ้มกันจากเภทภัยนั้นๆ โดย "มีบ้านอยู่ มีอาหารกินอย่างพอเพียง มีครอบครัว อบอุ่น มีชุมชนเข้มแข็ง" = บอคช. บ้าน อาหาร ครอบครัว ชุมชน บอคช. เป็นความต้องการพื้นฐาน ที่ทำให้เกิดความ มั่นคงในชีวิตและความสุข ระบบเศรษฐกิจพื้นฐานต้องมีภูมิคุ้มกันที่อำนวย บอคช. ให้ประชาชนทั้งประเทศ ไม่ว่าโลกจะวิกฤตหรือ ผกผันอย่างใดๆ ระบบอย่างนี้จัดให้มีขึ้นได้ โดยให้ทุกชุมชนมีที่ดิน อย่างพอเพียงที่สมาชิกทุกครอบครัวจะมีบ้านอยู่ และ ชุมชนสามารถผลิตอาหารได้เหลือกิน โดยผลิตเพื่อทุก ประเวศ วะสี ๔๔ ครอบครัวในชุมชนบริโภคอย่างพอเพียง เหลือขายจะทำ อะไรอื่นๆ เพิ่มเติมก็ได้ แต่ครอบครัวต้องได้อยู่ด้วยกัน อย่างอบอุ่นและชุมชนเข้มแข็ง นี้จะตรงกับเกษตรทฤษฎีใหม่ และปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงของ ร.๙ ซึ่งต้องทำให้เป็นนโยบายที่ทำให้เกิด จริงทั่วประเทศ ระบบเศรษฐกิจนี้อาจเรียกว่า "ระบบเศรษฐกิจ ชุมชนบนฐานการเกษตรพลังบวก Farm-based Community Economy Plus" พลังบวก หมายถึงทำอะไรอื่นๆ เพิ่มเติมได้เต็มที่บน ฐานที่มีภูมิคุ้มกัน ถึงจะสุ่มเสี่ยงไปบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะ มีภูมิคุ้มกันเป็นฐาน ระบบเศรษฐกิจภูมิคุ้มกันจะทำให้ประชาชนทั้ง ประเทศเข้มแข็ง เป็นปัจจัยเอื้อให้เศรษฐกิจมหภาคแข็ง แรง (๒) ระบบเศรษฐกิจสังคมที่ทั่วถึงเป็นธรรม แบบยูนุส โมฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังกลาเทศ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลด้านสันติภาพ ได้บุกเบิกตั้ง Grameen Bank หรือธนาคารเพื่อคนจน เขาค้นพบจากประสบการณ์จากการทำงานกับ คนจนมาหลายสิบปีว่า คนเล็กคนน้อย คนยากคนจน มี ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๔๕ ศักยภาพที่จะสร้างงาน ถ้าได้รับการสนับสนุนด้านทุน เทคโนโลยีและการจัดการ เขาทำงานในหลายประเทศ และมีชาวบ้านที่ได้รับ ประโยชน์หลายร้อยล้านคน จนเขามั่นใจว่า "โลกสาม ศูนย์" เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ คือ * ความยากจนเป็นศูนย์ * การว่างงานเป็นศูนย์ * การปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (ดูหนังสือชื่อ "โลกสามศูนย์" ของเขา แปลและจัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน) การว่างงานเป็นศูนย์ เพราะประชาชนเป็นผู้สร้าง งานเอง โดยเป็นผู้ประกอบการเอง ไม่ใช่รอคอยให้มีใคร มาจ้างงาน เมื่อไม่มีใครจ้างจึง "ว่าง" มันเป็นระบบ เศรษฐกิจที่ผิด ประชาชนทุกคนสามารถเป็นผู้สร้างงาน เองจึงไม่มีการว่าง ระบบนี้จึงเรียกว่า ระบบเศรษฐกิจ สังคมที่มีความทั่วถึงเป็นธรรม เพราะสังคมเป็นผู้สร้าง เศรษฐกิจเสียเองจึงทั่วถึงเป็นธรรม ยูนัสเชื่อว่า โลกสามศูนย์จะเป็นอารยธรรมใหม่ ที่ เข้ามาแทนที่อารยธรรมเก่าอันขาดความเป็นธรรม ขอเรียก ระบบเศรษฐกิจนี้ว่า "ระบบเศรษฐกิจสังคมที่ทั่วถึงเป็น ธรรมแบบยูนัส" ระบบเศรษฐกิจมหภาคแบบบูรณาการยังจำเป็น ต้องมีอยู่ แต่ไม่ใช่เป็นแบบแยกส่วนแบบเก่า แต่เป็นแบบ บูรณาการสู่องค์รวม โดยส่งเสริมสนับสนุนระบบเศรษฐ- กิจแบบ ๑ และแบบ ๒ ประเวศ วะสี ๔๖ ในขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจ ๑ และ ๒ ก็เกื้อกูล ทั้ง ๓ จึงคล้องกันอยู่เพราะอยู่ในองค์รวมเดียวกัน รัฐบาลสามารถทำได้โดยตั้ง "กองทัพเศรษฐกิจ ใหม่" โดยจ้างบัณฑิตตกงานทั้งหมด โดยให้ศึกษาวิธี การของยูนิสอย่างเข้มข้น และกระจายกันออกปฏิบัติการ กับประชาชนคนเล็กคนน้อย คนยากจนจน ช่วยให้เขา รวมตัวร่วมคิดร่วมทำหรือร่วมเรียนรู้ เพื่อเป็นผู้ประกอบ การ โดยดึงแหล่งเงินกู้ เทคโนโลยี และการจัดการ เข้า มาสนับสนุน ระบบเศรษฐกิจสังคมที่ทั่วถึงเป็นธรรมนี้ ถ้าทำอย่าง ได้ผลเต็มประเทศ จะสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ความ ยากจนเป็นศูนย์ การว่างงานเป็นศูนย์ การปล่อยมลภาวะ เป็นศูนย์ อย่างยูนิสว่า และเป็นการสร้างอารยธรรมใหม่ ทีเดียว (๓) ระบบเศรษฐกิจมหภาคที่มีจิตสำนึกองค์รวม ระบบเศรษฐกิจมหภาคมีพลังมหาศาลประกอบด้วย ทุนขนาดใหญ่ ทั้งที่เป็นเงิน เทคโนโลยี นวัตกรรม การ จัดการ และกำลังคนที่มีความสามารถสูง เปรียบเสมือน เครื่องจักรขนาดใหญ่ จำเป็นสำหรับการทำเรื่องใหญ่ๆ ที่ จุลภาคหรือรัฐทำไม่ได้ ในยุคหลังโควิด-๑๙ ต้องเปลี่ยนการคิดเชิงกลไกและ แยกส่วนมาเป็นคิดแบบองค์รวม ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๔๗ # ระบบเศรษฐกิจมหภาค ## เสมือนหลอดเลือดใหญ่ ส่วนระบบเศรษฐกิจภูมิคุ้มกันและระบบเศรษฐกิจ สังคมที่เน้นความทั่วถึงเป็นธรรม เปรียบเสมือนระบบ เส้นเลือดฝอยที่กระจายไปทุกซอกทุกมุมของร่างกาย เมื่อหลอดเลือดใหญ่ไปเชื่อมกับหลอดเลือดฝอย ก็ จะมีทั้งแรงส่งและความทั่วถึงเป็นธรรม ระบบเศรษฐกิจมหภาคที่ไปเชื่อมโยงกับระบบ เศรษฐกิจจุลภาคอีก ๒ ระบบอย่างเกื้อกูล จะช่วยทำให้ ระบบย่อยแข็งแรงและทั่วถึงมากขึ้น และระบบย่อยซึ่ง เป็นเศรษฐกิจรากฐาน เมื่อรากฐานแข็งแรงย่อมรองรับ ให้ระบบเศรษฐกิจมหภาคข้างบนมั่นคง ระบบเศรษฐกิจองค์ ๓ ที่บูรณาการกัน เป็นระบบ เศรษฐกิจกระบวนทัศน์ใหม่ยุคหลังโควิด-๑๙ เป็นระบบ เศรษฐกิจองค์รวม เมื่อมีความเป็นองค์รวมจะมีคุณสมบัติใหม่อัน มหัศจรรย์ต่างๆ เหมือนความเป็นคน ซึ่งเป็นองค์รวมของ เซลล์และอวัยวะต่างๆ ของร่างกายมีคุณสมบัติอัน มหัศจรรย์เหนือส่วนย่อยที่มาประกอบกันเป็นคน ## ๖. ระบบเศรษฐกิจใหม่ จะทำให้บ้านเมืองลงตัว ที่บ้านเมืองไม่ลงตัวเพราะคิดแบบแยกส่วน และทำแบบแยก ส่วน ประเวศ วะลี ๔๘ ระบบเศรษฐกิจกระบวนทัศน์ใหม่ เกิดจากการคิดแบบองค์รวม ว่าประเทศไทยทั้งหมดรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน จิตสำนึกแห่งองค์รวมจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคล องค์กร และสถาบันต่างๆ ให้คิดถึงประเทศไทยในฐานะองค์รวม เดียวกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างบูรณาการ ที่มีการพัฒนาทั้ง ๘ เรื่อง เชื่อมโยงอยู่ในกันและกัน คือ เศรษฐกิจ (๑) - จิตใจ (๒) - สังคม (๓) - สิ่งแวดล้อม (๔) - วัฒนธรรม (๕) - สุขภาพ (๖) - การศึกษา (๗) - ประชาธิปไตย (๘) - ไม่แยกกันเป็นเรื่องโดดๆ ไม่เกี่ยวข้องกัน อย่างเช่น การศึกษา เป็นการท่องวิชาเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับอีก ๗ เรื่อง อันทำให้ ประเทศไทยอ่อนแอ การศึกษาควรจะบูรณาการอยู่ในอีก ๗ เรื่อง ประดุจมรรค ๘ ที่เริ่มด้วยสัมมาทิฐิ และลงท้ายด้วยสัมมาสมาธิ มรรคทั้ง ๘ ไม่ได้แยกกัน แต่อยู่ในกันและกัน ทางพระท่านเรียกว่า มรรคสมังคี การพัฒนาทั้ง ๘ หรือมรรค ๘ แห่งการพัฒนา ก็ต้องเชื่อมโยง อยู่ในกันและกัน หรือเป็นมรรคสมังคีเหมือนกัน การคิดและทำอย่างบูรณาการจะทำให้บ้านเมืองลงตัว เริ่มจาก ระบบเศรษฐกิจกระบวนทัศน์ใหม่ เป็น template (แม่แบบ) ให้การ พัฒนาอื่นๆ เข้ามาเกาะเกี่ยวและเชื่อมโยงกัน ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๔๙ "จิตสำนึกแห่งองค์รวม จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ของบุคคล องค์กร และสถาบันต่างๆ ให้คิดถึงประเทศไทยในฐานะองค์รวมเดียวกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างบูรณาการ" # มรรควิธีที่ ๘ ## ระบบ การศึกษา ใหม่ ระบบการศึกษาเก่าเป็นระบบที่อยู่บนความคิดแบบแยกส่วน คือ แยกจากความจริงของชีวิต ไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง และเน้นการเรียนรู้จาก การ "ท่อง" ไม่ได้เน้นการเรียนรู้จากการ “ทำ" จากการปฏิบัติในสถานการณ์ จริง ทำให้สร้างคนไทยที่ไม่รู้จักความจริงและอ่อนแอขึ้นมาเต็ม ประเทศ ระบบการศึกษาใหม่เปลี่ยนฐานการเรียนรู้จากวิชา ซึ่งยังไม่ใช่ ความจริงของประเทศ ให้อยู่บนฐานความจริงด้วยการปฏิบัติในสถาน- การณ์จริง ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๕๑ ในการสร้างพระเจดีย์จากฐานที่มีการเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง จะมีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interac- tive learning through action) ในสถานการณ์จริง การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด เพราะ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (transformation) ในทุกมิติ ทั้ง ความรู้สึกนึกคิด โลกทัศน์ พฤติกรรม การเรียนรู้ การทำงาน การจัดองค์กร และที่สำคัญทำให้เกิดความสุขประดุจบรรลุนิพพาน (ดูรายละเอียดในบทความ "แผนและยุทธศาสตร์สร้างแผ่นดิน สุขภาวะใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล ทั่วประเทศ โดยผู้เขียน) หากระบบการศึกษาเข้าร่วมในการขับเคลื่อนแผนและยุทธศาสตร์ สร้างแผ่นดินสุขภาวะดังกล่าว ระบบการศึกษาเก่าจะเปลี่ยนเป็นระบบการ ศึกษาใหม่ ประเวศ วะสี ๕๒ # ระบบ การเมือง ใหม่ ระบบการเมืองเก่ามีวิกฤตในตัวเอง และก่อวิกฤตให้บ้านเมืองและโลก แม้ในประเทศต้นแบบเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา เพราะอยู่บนความคิดแบบแยกส่วน ทำให้เกิด polarization (การบังคับให้เป็นทางเดียวกัน) อย่างสุดโต่ง จนรัฐบาล dysfunction (เกิดความผิดปกติ) ประเทศไทยผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมานาน มีปฏิวัติรัฐประหารจำนวนมาก และมีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่กว่า ๒๐ ฉบับ แสดงว่าวิถีเก่าๆ อย่างนี้ไม่ได้ผลแล้ว ควรจะนำวิธีคิดทางสายกลางมาใช้ในการพัฒนาการเมือง ไม่มองการเมืองแบบแยกส่วน แต่เป็นการเมืองที่บูรณาการอยู่ในทั้งหมด ที่กล่าวถึงมรรค ๑๑ ในทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิด ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๕๓ ในบทความนี้ มรรคทั้ง ๑๒ ไม่ได้แยกเป็นส่วนๆ แต่บูรณาการอยู่ ในกันและกัน แบบที่ทางพระใช้คำว่า มรรคสมังคี ถ้าทั้ง ๑๒ มรรคสมังคี การเมืองก็จะดีไปด้วย เพราะเชื่อมโยงอยู่กับ ความถูกต้องเป็นธรรมทั้งหมด ประชาธิปไตยทางตรงกับทางอ้อมสามารถบรรจบหรือบูรณาการ กัน โดยคนทั้งประเทศมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายสาธารณะ นายกรัฐมนตรีควรได้รับการเลือกตั้งโดยมติที่เป็นเอกฉันท์จาก สส. ทั้งสภา เป็นประชาธิปไตยโดยเอกฉันท์ ไม่ใช่โดยเสียงข้างมาก ซึ่งแยกส่วน นายกรัฐมนตรีจะอยู่เหนือการแบ่งข้างแบ่งขั้ว ทำให้มีอิสระใน การเลือกคนดีที่สุดมาร่วมบริหารบ้านเมือง โดยไม่ขึ้นกับโควต้าของพรรค ซึ่งไม่สามารถที่จะรับประกันว่าจะได้คนที่เหมาะสมที่สุด กลุ่มการเมืองไม่ควรมีสิทธิเพราะอำนาจเงิน แต่ควรจะเป็นสิทธิ ของประเทศที่จะได้คนที่ดีที่สุดมาบริหารบ้านเมือง นี้ก็คือการเมืองใหม่ การเมืองใหม่อีกอย่างหนึ่งคือ การเมืองอันเป็นอำนาจการตัดสินใจ สูงสุด ต้องสัมพันธ์อยู่กับกระบวนการทางปัญญาสูงสุด กระบวนการทางปัญญาสูงสุดของชาติใดชาติหนึ่ง คือ กระบวนการ พัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ที่เป็นทั้งกระบวนการประชาธิปไตย และกระบวนการทางปัญญา สามารถออกแบบ "สมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ" ที่กำหนดให้สมาชิกรัฐสภา คณะรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมร่วมกับตัวแทน จากทุกภาคส่วนของสังคม ประเวศ วะลี ๕๔ การตัดสินใจนโยบายสาธารณะที่ดีร่วมกันและนำไปสู่การปฏิบัติ อย่างครบวงจร จะเป็นการเมืองใหม่อย่างแท้จริง พรรคการเมืองจะกลายเป็นสถาบันพัฒนานโยบายสาธารณะ นักการเมืองจำนวนมากจะกลายเป็นนักพัฒนานโยบายสาธารณะ เป็น ผู้ทรงเกียรติอย่างแท้จริง ไม่ใช่กลุ่มก้วนผู้แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ อีกต่อไป การต่อสู้ระหว่างซ้ายและขวาไม่ควรจะมีอีกต่อไป เพราะองค์รวม ต้องมีทั้งแขนซ้ายและแขนขวา เครื่องบินต้องมีทั้งปีกซ้ายและปีกขวาจึง จะบินขึ้น การปฏิวัติรัฐประหารไม่ควรจะมีต่อไป กองทัพนอกจากเป็น สถาบันป้องกันประเทศแล้ว ยังจะมีบทบาทในการพัฒนาอย่างบูรณาการ ในมรรคทั้ง ๑๒ มรรค ที่กล่าวดังนี้เป็นต้น ไม่ได้กล่าวถึงระบบทั้งหมด ยังมีระบบอื่นๆ อีกมาก เช่น ระบบ ความยุติธรรม ซึ่งสามารถคิดได้ในทำนองเดียวกัน ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๕๕ > กระบวนการทางปัญญาสูงสุดของชาติใดชาติหนึ่ง คือ > กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม > ที่เป็นทั้งกระบวนการประชาธิปไตย > และกระบวนการทางปัญญา # มรรควิธีที่ ๑๐ ## พลัง ทาง ศาสนา ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ มีวัดประมาณ ๓๐,๐๐๐ วัด พระสงฆ์ ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ สามเณรประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ที่สำคัญมีพุทธธรรมอันเป็นภูมิปัญญาที่มาจากความจริงตาม ธรรมชาติ จึงเป็นพลังมหาศาลเพื่อการพัฒนา ทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิดที่จะไปให้พ้นวิกฤตจะไม่ เหมือนเดิม ที่เอาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีเป็นตัวตั้ง อัน เป็นการคิดและทำแบบแยกส่วนที่นำไปสู่การเสียสมดุล แต่จะต้องเปลี่ยนเส้นทางมาดำเนินบนทางแห่งทิฐิองค์รวม และ การพัฒนาอย่างบูรณาการไปสู่ความถูกต้องเป็นธรรมของทั้งหมด ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๕๗ มรรควิธี ๑๒ ประการที่นำเสนอในที่นี้ แสดงให้เห็นว่า บนเส้นทาง แห่งทิฐิใหม่นี้ต้องการการปรับทิฐิให้เห็นตามความเป็นจริง วิธีคิดแบบทาง สายกลาง การเรียนรู้ และกระบวนการทางปัญญา สัมพันธภาพที่ถูกต้อง และกระบวนการทางสังคมอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ๆ ทั้งสิ้น ## พุทธธรรมว่าด้วยเรื่องใหญ่ๆ เหล่านั้นทั้งสิ้น ### พุทธศาสนาจึงมีบทบาทใหญ่ในทิศทางใหม่แห่งการพัฒนา ประเทศไทย ที่ผ่านมามีบทบาทของพระพุทธศาสนาถูกทำให้เป็นเรื่องเล็ก โดย เป็นเครื่องมือของอำนาจรัฐ และทำหน้าที่ทางจารีตประเพณี ไม่ใช่หน้าที่ ในการเปิดพื้นที่ทางปัญญาและพื้นที่ทางสังคมอย่างกว้างขวางตาม เจตนารมณ์ของพระศาสดา ทั้งนี้ก็มีที่มา ประเทศไทยอย่างน้อยตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เต็ม ไปด้วยการต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมือง ไว้วางใจกันไม่ได้ แม้แต่พระ สงฆ์ก็เคยสึกออกมายึดอำนาจ ฝ่ายใดมีอำนาจก็ต้องการควบคุมการพระศาสนาให้มาสนับสนุน ตน ไม่ปล่อยให้เป็นอิสระ จึงเกิดระบบการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นระบบ ราชการที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง โครงสร้างอำนาจดังที่กล่าวแต่ต้นว่า มีพลังอำนาจมาก ไม่มีอะไร ต่อต้านได้ แต่มีผลเสียฉกรรจ์ในการปิดพื้นที่ทางปัญญาและพื้นที่ทางสังคม พระพุทธศาสนาในประเทศไทยจึงไม่มีบทบาทใหญ่ คงรับใช้ อำนาจรัฐและทำหน้าที่ทางจารีตประเพณีเป็นหลัก บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ประเทศและโลกวิกฤต จนสุดทางเก่า ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางมาใช้ทิฐิที่ถูกต้อง วิธีคิด ปัญญา และ ประเวศ วะสี ๕๘ สังคม ตามที่กล่าวมาเป็นลำดับในมรรควิธี ๑๑ ประการ ซึ่งพุทธธรรมจะ มีบทบาทสำคัญ และเรารู้วิธีออกจากโครงสร้างอำนาจด้วยสันติวิธี คือ การก่อตัว ของกลุ่มเซลล์สมอง ดังกล่าวในมรรคที่ ๕ ฉะนั้น ปัญญาชนชาวพุทธ ทั้งพระและฆราวาส สามารถก่อตัวขึ้น เป็นกลุ่มเซลล์สมองพุทธธรรมเพื่อสังคม หรือกลุ่มพุทธธรรมเพื่อสังคม อย่างหลากหลาย เพื่อขับเคลื่อนทิฐิที่ถูกต้อง การตื่นรู้ วิธีคิดแบบทางสาย กลาง ชุมชนเข้มแข็ง และอื่นๆ ทั้งนี้ด้วยความเคารพ ความเป็นทางการ ให้ความไม่เป็นทางการ กับความเป็นทางการบรรจบกัน ซึ่งจะได้ทั้งความเป็นอิสระและการ สนับสนุนจากระบบ ทำให้มีพลังที่จะขับเคลื่อนเรื่องใหญ่ไปสู่ความสำเร็จ ในการนี้ต้องการสมรรถนะในการจัดการด้วย อย่าลืมว่า การ จัดการ คือ อิทธิปัญญา ถ้าได้ภาคธุรกิจที่มีศรัทธาเข้าร่วมด้วยก็จะเพิ่มสมรรถนะในการ จัดการ ลองนึกผลที่จะเกิดขึ้นถ้าวัด ๓๐,๐๐๐ วัด มีการจัดการที่ดีพร้อม ทุกด้าน หากวัดทุกวัดในแต่ละอำเภอเข้าร่วมการขับเคลื่อนตาม "แผนและ ยุทธศาสตร์สร้างแผ่นดินสุขภาวะใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล ทั่ว ประเทศ" กับภาคีทั้งหลายที่ใช้การเรียนรู้ร่วมกันในสถานการณ์จริงเป็น เครื่องมือ เรื่องก็จะง่ายขึ้นเป็นอันมาก เพราะการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ทำให้ ทุกฝ่ายฉลาดขึ้น และฉลาดร่วมกัน ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๕๙ " บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ประเทศและโลกวิกฤตจนสุดทางเก่า ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางมาใช้ทิฐิที่ถูกต้อง วิธีคิด ปัญญา และสังคม " # บรรควิธีที่ ๑๑ ## ระบบ ข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสารที่ทำให้รู้ ความจริงทั่วถึง ระบบร่างกายมนุษย์ซึ่งเป็นระบบที่ดีที่สุดในจักรวาล ท่ามกลางความหลากหลายสุดประมาณของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ระบบร่างกายมีบูรณภาพสมบูรณ์ เป็นองค์รวมเดียวกันที่มีดุลยภาพ มีคุณสมบัติอันมหัศจรรย์ต่างๆ เหนือวัตถุที่เป็นองค์ประกอบของร่างกาย ระบบร่างกายใช้หลักการหลายอย่าง ที่เป็นเช่นนั้นได้ อย่างหนึ่งคือ ทั้งร่างกายเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารที่ทำให้ระบบรู้ความจริงถึงกัน ความหลากหลายต้องมีถึงขนาดจึงมีชีวิตเกิดขึ้น ถ้ามีของเหมือนๆ กันเพียงอย่างเดียวก็จะไม่เกิดมีชีวิต ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๖๑ ฉะนั้น ความหลากหลายจึงเป็นกฎธรรมชาติ เป็นความดี และ ความงาม อย่าไปปฏิเสธความหลากหลาย แต่ท่ามกลางความหลากหลาย เราต้องการบูรณภาพเป็นองค์รวม หนึ่งเดียวกัน ซึ่งจะมีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ผุดบังเกิดขึ้นด้วย สังคม เช่นนี้จะต้องมีระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อที่ทำให้รู้ถึงกันหมด แผนดินที่ทุกคนมีศักดิ์ศรี แห่งความเป็นมนุษย์ มีความ ถูกต้อง เป็นธรรมและงดงาม อุดมการณ์สูงสุดประเทศไทย สัมมาทิฐิ วิธีคิดทางสายกลาง พลังทางศาสนา ๑๐ ๑๑ การสื่อสาร ๙ การเมืองใหม่ ๔ พลังพลเมืองที่ตื่นรู้ ๑๒ สุขภาพคือทั้งหมด ๖ สร้างพระเจดีย์จากฐาน ๗ เศรษฐกิจใหม่ ๕ ปรับโครงสร้างอำนาจ ในรูปพระเจดีย์แห่งการพัฒนาด้วยมรรควิธี ๑๒ ประการ จึงเขียน มรรควิธีที่ ๑๑ ที่เรียกสั้นๆ ว่า การสื่อสาร ไว้ตรงกลางพระเจดีย์ ประเวศ วะสี ๖๒ การสื่อสารที่ดีจะเชื่อมโยงให้เกิดและพัฒนาการของมรรคทุก มรรค ประเทศไทยยังขาดการคิดใหญ่และลงทุนในระบบการสื่อสาร อย่างสมบูรณ์ จำเป็นที่จะต้องมีคนไทยจำนวนหนึ่งที่มีจินตนากาการใหญ่ มี ฉันทะและวิริยะอย่างแรงกล้า ก่อตัวกันขึ้น (self-organized) เพื่อขับ เคลื่อนระบบการสื่อสารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในการสร้างสังคมที่ถูกต้องเป็น ธรรม ถ้าการขับเคลื่อนนี้จะใช้งบประมาณสักปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่นับว่ามาก อาจมาจากกองทุนที่สำนักงาน กสทช. ก็ได้ การที่เน้นการเริ่มต้นด้วยการก่อตัวขึ้นมาเองก่อนนั้น เพื่อให้ได้ ของจริงที่มีคุณภาพ ถ้าองค์กรใหม่เริ่มต้นด้วยคำสั่งแต่งตั้ง มักจะผิดฝาผิดตัว คนที่อยากได้รับการแต่งตั้งหรือแสวงหาการแต่งตั้ง มักไม่ได้มี ฉันทะวิริยะและคุณสมบัติเหมาะสมที่จะทำสิ่งนั้น แต่ผู้ที่ก่อตัวกันขึ้นมาเองโดยไม่มีอำนาจและเงิน มักจะเป็นของ จริง คือ เป็นผู้มีความฝันใหญ่ มีฉันทะวิริยะอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งนั้น เมื่อมีกลุ่มอย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว จึงมีระบบเข้ามารองรับ องค์กรนั้น ก็จะมีทั้งปัญญาและพลังงานหนุนหลังให้ขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ ระบบการสื่อสารที่สมบูรณ์ที่กล่าวถึงนี้ รวมการสื่อสารทุกประเภท ทุกช่องทาง ทั้งทางสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ดิจิทัล และสื่อผ่านศิลปะ ทุกประเภท ซึ่งรวมถึงละครและภาพยนตร์ ถ้าเรามีภาพยนตร์ดีๆ ฉายให้ ดูกันทุกตำบลจะเกิดอะไรขึ้น ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๖๓ การสร้างและทะนุบำรุงนักเขียนและผู้สื่อข่าวที่มีคุณภาพ ก็มี ความสำคัญยิ่ง แต่ถูกทอดทิ้งให้คุ้ยเขี่ยหากินเอง ล้มลุกคลุกคลาน ในอดีตที่ผ่านมา เพราะไม่ได้คิดถึงเครื่องมือเชิงสถาบันเพื่อ ทะนุบำรุงนักข่าวและนักเขียน ขอให้คนไทยคิดใหญ่ และเอาจริงในการสร้างระบบข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสารที่สมบูรณ์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยยุคใหม่ไปสู่ศรีอาริยะ ยุค ถ้ามีระบบการสื่อสารที่ดีทุกอย่างจะง่ายขึ้นหลายเท่าตัว ประเวศ วะสี ๖๔ # มรรควิธีที่ ๑๒ ## สุขภาพ คือ ทั้งหมด สุขภาพ คือ สุขภาวะที่สมบูรณ์ ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และ ทางปัญญา จึงมีความหมายที่กว้างและครอบคลุมมาก ไม่ใช่เรื่องของมดหมอ หยูกยาและโรงพยาบาลเท่านั้น แต่บูรณาการอยู่ในการพัฒนาทั้งหมด จึงมีคำกล่าวว่า "สุขภาพ คือ ทั้งหมด" หรือ Health is the whole แต่ความเข้าใจเช่นนี้ยังมีน้อย คงมุ่งไปเฉพาะเรื่องมดหมอหยูกยา และโรงพยาบาลเท่านั้น วิกฤตโควิดคราวนี้แสดงให้ประจักษ์อย่างโจ่งแจ้งว่า "สุขภาพ คือ ทั้งหมด" ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๖๕ เพราะฉะนั้น ถ้ามีการพัฒนาตามมรรควิธีทั้ง ๑๑ ประการที่กล่าว ไปแล้ว ผลคือ สุขภาพหรือสุขภาวะของคนทั้งมวล และในฐานะที่ระบบ สุขภาพแข็งแรงกว่าระบบอื่นๆ ดังที่การเผชิญวิกฤตโควิดของประเทศไทย ได้รับการให้คะแนนจากองค์กรระหว่างประเทศว่าดีเป็นที่ ๑ ในโลก ระบบสาธารณสุขไทยมีโครงสร้างที่ครอบคลุมทั่วถึง มีบุคคลที่มี คุณภาพ มีนักวิชาการ และสถาบันทางวิชาการสนับสนุนจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังมีการสร้างองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระมาสนับสนุน ระบบและนวัตกรรม เช่น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพ แห่งชาติ (สช.) ทำหน้าที่พัฒนานโยบายสาธารณะ ดังที่จัดสมัชชาสุขภาพ แห่งชาติมากว่า ๑๐ ปี ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยกฎหมาย ความเป็นอิสระ และการมีงบ ประมาณที่คล่องตัวขององค์กรเหล่านี้ ทำให้สามารถปรับตัวได้รวดเร็วตาม สถานการณ์ และมีนวัตกรรมสูง ที่ระบบราชการทำได้ยาก โดยรวมทำให้ ระบบสุขภาพไทยมีสมรรถนะสูง (ข้อสังเกต คือ พวกหมอไม่ได้วิเศษเหนือคนอื่น แต่ธรรมชาติของงาน คือต้องดูแลผู้ป่วยเจ็บเฉพาะหน้า ทำให้ต้องเป็นที่เรียกว่า action-oriented และเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงทำให้แข็งแรง ขณะ ที่ระบบการศึกษาทั่วไปเน้นการเรียนจากการ "ท่องวิชา" จึงไม่รู้ความจริงและ ไม่แข็งแรง) การขับเคลื่อนเพื่อสุขภาวะของคนทั้งมวล ได้ดำเนินมานานพอ สมควร จนกลุ่มผู้ขับเคลื่อนมีความมั่นใจที่จะเรียกว่าเป็น "การเดินทัพ ทางไกลเพื่อคนจน" (Long March For The Poor) และเนื่องจากเป็น ประเวศ วะสี ๖๖ การทำอย่างเงียบๆ ไม่ได้โต้เถียงตีรันฟันแทงกับใครๆ ในเรื่องอุดมการณ์ บางทีจึงมีการเรียกว่าเป็น "การปฏิวัติเงียบ" (Silent revolution) อัน เกิดจากความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ดีกว่าจากงานพัฒนา ไม่ใช่ วาทกรรมหรือการโค่นล้มทำลาย ระบบสุขภาพทั้งหมด ควรร่วมเป็นภาคีกับคนและองค์กรทั้งหมด ที่ขับเคลื่อนมรรควิธีที่ ๑ ถึงที่ ๑๑ รวมกันทั้งหมดเป็น ๑๒ มรรค ร่วมสร้าง ประเทศไทยที่มีความถูกต้องเป็นธรรมและงดงาม ประเทศไทยที่ถูกต้องเป็นธรรม ก็คือ ประเทศที่มีสุขภาวะสมบูรณ์ ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๖๗ # พจนะท้ายบท คนทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และ ศักยภาพอยู่ในตัว ควรจะมีชีวิตที่เป็นสุขและสร้างสรรค์ แต่ด้วยระบบและโครงสร้างต่างๆ ในสังคมตลอดจนมายาคติต่างๆ ทำให้คนส่วนใหญ่ด้อยศักดิ์ศรี ด้อยศักยภาพ ด้วยโครงสร้างอำนาจทำให้ ปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา คนทั้งหลายที่มีความรู้และประสบการณ์บางอย่างในตัว และมี หัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ ต้องการทำอะไรดีๆ เพื่อส่วนรวม ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะการปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา ทำให้อึดอัดขัดข้องอยู่ ทั่วไป เกิดสภาพที่ว่า คนไทยเหมือนไก่อยู่ในเข่ง จิกตีกันร่ำไป แต่ถึงจะ จิกตีกันจนเลือดตกยางออกหรือถึงตาย ก็ไม่สามารถออกจากสภาวะที่คุม ขังเขาไว้ นี้คือ**สังคมทุกขภาวะและอวิชชา**ที่ดำรงอยู่ ทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิดที่นำเสนอ**นี้** เป็นเส้นทางใหม่ ที่ประกอบด้วยทิฐิที่สอดคล้องกับความจริงตามธรรมชาติ **วิธีคิดทางสายกลางหรือสายปัญญา คือ สาเหตุแห่งความเป็น** **เหตุเป็นผลโดยไม่แยกข้างแยกขั้ว ร่วมสร้างประเทศไทยที่มีความถูกต้อง** เป็นธรรมอย่างสมบูรณ์ ด้วยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริง ซึ่งก็คือ การเปิดพื้นที่ทาง สังคม และพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวางที่สุด ประเวศ วะลี 68 การเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง จะ ทำให้คนไทยทุกคนมีความสุขอย่างลึกล้ำ ไม่สำคัญว่าท่านจะสวยหรือไม่ ผิวดำหรือผิวขาว รวยหรือจน เยาว์หรือชรา แต่ท่านมีหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ และมีอิสระในการทำเรื่องที่ท่าน รักและถนัดที่จุดใดจุดหนึ่งในสังคม จะมากหรือน้อย จะทำคนเดียว หรือ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำกับคนที่ถูกใจ ย่อมเป็นไปได้ทั้งสิ้น และท่านจะมี ความสุขประดุจบรรลุนิพพาน เส้นทางที่เสนอนี้ ข้าพเจ้ามั่นใจว่าเป็น "มหาสันติวรบท" หรือ ทางใหญ่อันประเสริฐที่สันติ ที่ประเสริฐ เพราะเป็นทางสายปัญญาและสันติ เป็นทางที่จะปลดปล่อยคนทั้งมวลไปสู่อิสรภาพ ความมีศักดิ์ศรี ความมี ศักยภาพ และความสุขประดุจบรรลุนิพพาน เป็นพลังมหาศาลที่จะสร้างประเทศไทยให้เป็นดินแดนแห่งความ ถูกต้อง เป็นธรรม และงดงาม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล และเป็น ตัวอย่างกับโลก ขอความสวัสดีจงมีแก่ประเทศไทย ประเวศ วะสี ทิศทางอนาคตประเทศไทยฯ ๖๙ บัน ทึก “หากท่านได้รับผลดี จากหนังสือเล่มนี้ ขอให้ท่านมีกำลังใจ ที่จะทำความดีเพื่อผู้อื่น ต่อไปมากยิ่งๆ ขึ้น” ” ทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิดที่นำเสนอ นี้ เป็นเส้นทางใหม่ที่ประกอบด้วยทิฐิที่สอดคล้องกับ ความจริงตามธรรมชาติ การเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา อย่างกว้างขวาง จะทำให้คนไทยทุกคนมีความสุขอย่างลึกซึ้ง ไม่สำคัญว่า ท่านจะสวยหรือไม่ ผิวดำหรือผิวขาว รวยหรือจน เยาว์หรือชรา แต่ท่านมีหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ และมีอิสระ ในการทำเรื่องที่ท่านรักและถนัดที่จุดใดจุดหนึ่งในสังคม จะมากหรือน้อย จะทำคนเดียว หรือรวมตัวร่วมคิด ร่วมทำกับคนที่ถูกใจ ย่อมเป็นไปได้ทั้งสิ้น เส้นทางที่เสนอนี้ ข้าพเจ้ามั่นใจว่าเป็นพลังมหาศาล ที่จะสร้างประเทศไทยให้เป็นดินแดนแห่งความถูกต้อง เป็นธรรมและงดงาม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สมดุล และเป็นตัวอย่างกับโลก สำนักพิมพ์ หมอชาวบ้าน ประกันคุณภาพ ISBN 978-616-8178-11-9 9 786168 178119 ราคา 120 บาท # ทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิด มรรควิธี ๑๒ ประการ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ๑ # บุพบท ## โอกาสดีที่สุดในประวัติศาสตร์ เราพูดกันมานานแล้วว่า "วิกฤตคือโอกาส" คราวนี้จะได้เห็นจริง ประเทศไทยและโลกวิกฤติอยู่แล้วก่อนโควิดมา แต่ก็ปรับเปลี่ยนไม่ได้ เพราะในวิกฤตนั้นมีฝ่ายที่ได้เปรียบและเสียเปรียบ แต่ฝ่ายได้เปรียบมีกำลังมากกว่าที่จะดำรงความไม่ถูกต้องไปเรื่อยๆ วิกฤตโควิดส่งผลสะเทือนถ้วนหน้าทั่วโลกในทุกมิติ รวมทั้งฝ่ายที่ได้เปรียบด้วย เป็นการกระตุกจิตสำนึกมนุษย์จำนวนมากที่สุดให้ตื่นรู้ขึ้นมาพร้อมๆ กัน อาจใช้คำว่า "Covid-Co-Awakening" หรือ "โควิด-จิตตื่นรู้ร่วมกัน" ก็ได้ การที่คนจำนวนมากตื่นรู้ขึ้นพร้อมๆ กัน เป็นโอกาสที่สังคมจะมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ฉะนั้น คนไทยต้องร่วมกันใช้โอกาสนี้ปรับเปลี่ยนประเทศไทยให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ไม่ควรจะทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ จิ๊บๆ จ้อยๆ อันจะเป็นการเสียโอกาสและแก้วิกฤตไม่ได้จริง ต้องมีความฝันใหญ่ประเทศไทย (Big Dream Thailand) จินตนาการใหญ่ คิดใหญ่ และมีมรรควิธีที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ อย่ารังเกียจจินตนาการ ความฝันยิ่งใหญ่ยิ่งมีพลังมาก อย่าเอาความรู้เป็นตัวตั้งเพราะมีข้อจำกัด ว่าอย่างนั้นก็ทำไม่ได้อย่างนี้ก็ทำไม่ได้ แต่จินตนาการไม่มีข้อจำกัดสามารถไปได้สุดๆ เจ้าชายสิทธัตถะมีจินตนาการว่ามนุษย์พ้นทุกข์ได้อันเป็นจินตนาการที่ใหญ่มาก แต่ไม่ทรงมีความรู้ดังที่ไปทรงลองผิดลองถูกอยู่ถึง ๖ ปี จินตนาการใหญ่ทำให้เกิดฉันทะและวิริยะอย่างแรงกล้าที่จะหาความรู้มาทำให้สำเร็จ ฉะนั้น คนไทยทั้งหมดควรมีความฝันใหญ่ (Big Dream Thailand) ถึงประเทศไทยที่ดีที่สุด เกิดฉันทะวิริยะอย่างแรงกล้าที่จะแสวงหามรรควิธีให้สำหรับตามความฝัน ต่อไปนี้ขอเสนอมรรควิธี ๑๒ ประการ บนเส้นทางสู่ทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิด ๒ # มรรควิธีที่ ๑ จัดเวทีทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิด กันอย่างหลากหลายมากๆ เพื่อสร้างจินตนาการและวิถีทาง วงการต่างๆ ควรจัด เวทีทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิด กันอย่างหลากหลายให้ มากๆ เต็มประเทศ เพื่อระดมจินตนาการ วิธีคิด วิธีการ ที่จะทำให้สำเร็จ เมื่อทำให้มากจะเกิด จินตนาการร่วมของประเทศไทยที่ดีที่สุด และปัญญาร่วมของวิธีการที่จะทำให้สำเร็จ จินตนาการ ร่วมและปัญญาร่วมของคนทั้งชาติ จะเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด ภาพประเทศไทยที่ดีที่สุดในจินตนาการของแต่ละคนจะไม่ค่อยต่างกันมาก แต่ภาษาที่ใช้ บรรยายอาจมีความหลากหลาย เช่น ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีความถูกต้องเป็นธรรม และงดงาม หรือ เป็นประเทศที่มีการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม หรืออะไรอื่นๆ อีกก็ได้ แต่โดยสาระต้องมีความเป็นธรรม คำว่าเป็นธรรมหมายถึงถูกต้อง หรือตรงต่อความจริงของธรรมชาติ ความถูกต้องหมายถึง ถูกต้องในทุกมิติ ทั้งความเห็นถูก ความคิดถูก สัมพันธภาพถูก เศรษฐกิจถูก การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมถูก การเมืองการปกครองถูก เป็นต้น รวมว่าแผ่นดินต้องมีธรรมหรือความถูกต้องครอง ดังพระปฐมบรมราชโองการของพระ เจ้าอยู่หัว ร.๙ ที่ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" แล้วก็ระดมความคิดลงในรายละเอียดต่อไปว่า ความถูกต้องเป็นธรรมที่สมบูรณ์ ประกอบด้วยอะไรบ้าง และวิธีการที่จะเกิด ทำการเผยแพร่ทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิดที่ ได้จากการระดมความคิดออกไปอย่างกว้างขวาง จนเป็นกระแสของประเทศไทย ๓ # มรรควิธีที่ ๒ ## การเปลี่ยนใหญ่ที่สุดคือการเปลี่ยนทิฐิหรือการเห็น ทิฐิ แปลว่า เห็น หรือรับรู้ (Perception) เพราะเห็นทำให้รู้ การเห็นว่าอะไรเป็นอะไรทำให้คิดไปตามนั้น และทำไปตามนั้น การเห็นจึงกำหนดการคิดและการทำ ถ้าเห็นถูกตามความเป็นจริงเรียกว่า สัมมาทิฐิ ทำให้คิดถูกทำถูก ถ้าเห็นผิดไปจากความจริงเรียกว่า มิจฉาทิฐิ ทำให้คิดผิดทำผิด ปัญหาของโลกอยู่ที่ตรงนี้ ชาวยุโรปถึงจะค้นพบความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้มีอำนาจอันมหัศจรรย์ และนำไปสู่ความเจริญต่างๆ อย่างเหลือเชื่อ แต่ก็มีการเห็นผิดหรือมิจฉาทิฐิเป็นเจ้าเรือน อันนำไปสู่โลกที่เสียสมดุลอย่างรุนแรงและวิกฤต ที่ว่าเห็นผิดนี้คือ เห็นแบบแยกส่วน หรือเห็นแยกเป็นส่วนๆ ในขณะที่ความจริงตามธรรมชาตินั้นสรรพสิ่งเชื่อมโยงไปสู่ความเป็น องค์รวม (Wholeness) เดียวกัน เหมือนร่างกายของเราที่ประกอบด้วยเซลล์และอวัยวะอย่างมากมายหลากหลาย แต่ทั้งหมดเชื่อมโยงเป็นองค์รวมเดียวกันคือ ชีวิต ความเป็นองค์รวมคือชีวิต ตเกิดคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์เหนือวัตถุคือ เซลล์และอวัยวะที่เป็นส่วนย่อย และเมื่อเซลล์ทุกเซลล์มีสำนึกแห่งองค์รวม องค์รวมก็เกิดบูรณภาพและดุลยภาพมีความเป็นปรกติสุขและยั่งยืน เซลล์มะเร็งเป็นตัวอย่างของการสูญสำนึกแห่งองค์รวม มันทำตัวแบบแยกส่วนเป็นเอกเทศ ไม่คำนึงถึงองค์รวม องค์รวมก็เสียสมดุล ไม่ปรกติสุขคือ ป่วยและไม่ยั่งยืน โลกก็เหมือนกัน ทั้งหมดเชื่อมโยงเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน แต่มนุษย์เพราะการรู้เห็นจำกัด หรือความไม่รู้ เห็นแบบแยกส่วน คิดแบบแยกส่วน และทำแบบแยกส่วน จึงนำไปสู่การเสียสมดุลของโลกอย่างรุนแรงและสภาวะโลวิกฤต ๔ วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ ไม่ใช่ปัญญาหรือการเห็นถูก โลกจะไม่มีวันหายวิกฤต ไม่ว่าจะพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่าใดๆ ตราบใดที่ มนุษย์ยังไม่มีทิฐิที่ถูกต้องเกี่ยวกับความจริงตามธรรมชาติ การเข้าถึงธรรม(ชาติ) หรือความจริงตามธรรมชาติอาจเรียกว่า การตื่นรู้ (Awakening) คือตื่นขึ้นมารู้ความจริง หรือการเกิดจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) ซึ่งเป็นจิตสำนึกใหญ่ หรือจิตใหญ่ เพราะธรรมชาติใหญ่โตไม่มีที่สิ้นสุด หลุดออกจากสภาพจิตเล็กที่ติดอยู่ในความคับ แคบของส่วนเสี้ยวต่างๆ จิตที่ติดอยู่ในที่แคบก็เหมือนคนติดคุก ที่ไม่มีอิสรภาพ ไม่มีศักยภาพ และมีทุกขภาวะ แต่เมื่อ หลุดไปสู่ความจริงตามธรรมชาติซึ่งใหญ่โตไม่มีที่สิ้นสุด จึงเกิดอิสรภาพและความสุขอันลึกล้ำ ประสบความงามอันล้นเหลือทุกแห่งหน และเกิดไมตรีจิตอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง การเห็นที่ถูกต้อง การเข้าถึงองค์รวมของธรรมชาติ หรือการตื่นรู้ หรือการเกิดจิตสำนึก ก่อให้เกิดความสุขในเบื้องต้น และก่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลในที่สุด เพราะฉะนั้น การปรับเปลี่ยนทิฐิ หรือการตื่นรู้ จึงเป็นปัจจัยที่ส่งพลังที่สุดที่จะนำไปสู่ยุค ใหม่ของมนุษยชาติ ขอให้ช่วยกันทำความเข้าใจว่า การตื่นรู้เกิดขึ้นด้วยวิธีใดบ้าง และช่วยกัน ส่งเสริมให้เกิดขึ้นมากๆ ไม่เป็นการยากอะไรถ้ารู้ เพราะมีแรงจูงใจสูงมาก อันได้แก่ ความสุขอันลึก ล้ำ ความงาม และไมตรีจิตอันไพศาลที่เกิดขึ้น นี้ก็ตรงกับที่เรียกว่าเข้าถึงสิ่งสูงสุด คือ ความจริง ความดี ความงาม ทั้ง ๓ อยู่ด้วยกัน ความจริงคือสิ่งสูงสุด มนุษย์มีศักยภาพในการเข้าถึงสิ่งสูงสุด "ความจริงมีชัยเหนือทุกสิ่ง" สตฺยเมว ชยเต - จารึกเสาพระเจ้าอโศกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน \* ศรีศากยอโศก : พระราชประวัติจอมจักรพรรดิอโศกมหาราช ๕ # มรรควิธีที่ ๓ ## วิถีคิดใหม่ - วิถีคิดทางสายกลาง วิถีคิดเก่าเกิดจากการเห็นผิด คือเห็นแบบแยกส่วน ไม่เห็นทั้งหมดหรือเห็นองค์รวม เมื่อ เห็นแบบแยกส่วนก็นำไปสู่วิถีคิดแบบแยกส่วนคือ คิดแบบตายตัว จึงแบ่งเป็นข้างเป็นขั้ว ที่ขัดแย้ง หรือเป็นปฏิปักษ์ (antagonistic) ที่จะต้องต่อสู้หรือทำลาย ที่จริงมนุษย์ทั่วไปก็คิดอย่างนี้ แต่ชาว ยุโรปดูจะคิดแบบตายตัว แบ่งข้างเป็นขั้วรุนแรงมากกว่า ในประวัติศาสตร์ของยุโรปเต็มไปด้วย สงครามความเชื่อที่ต่างกันก็นำไปสู่การห้ำหั่น เข่นฆ่า สงคราม ได้ง่ายๆ เช่น สงคราม ๓๐ ปี ระหว่างคาทอลิกกับโปรเตสแตนต์ ที่คนในบางประเทศ ไปถึง ๑ ใน ๓ ในขณะที่ในอินเดียครั้ง พุทธกาลมีลัทธิความเชื่อใหญ่ๆ อยู่ ๖ - ๗ สำนัก ก็อยู่เคียงข้างหรือปะปนกัน ไม่จับอาวุธเข่นฆ่ากัน เหมือนในยุโรป เมื่อเกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ขึ้นมาต่อต้านลัทธิทุนนิยม ก็เกิดการต่อสู้ห้ำหั่นกันขนาน ใหญ่ เกิดทั้งสงครามร้อนและสงครามเย็นจนโลกทั้งใบเกือบถูกทำลาย สงครามโลก ๒ ครั้ง ก็ เกิดขึ้นในยุโรป เนื่องจากยุโรปมีอำนาจมาก ก็ส่งต่อวิธีคิดแบบแบ่งข้างแบ่งขั้วออกไปทั่วโลก ใช้ในกิจการ ทั้งหลาย การพัฒนาต่างๆ ในโลกจึงทำแบบแยกส่วน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา อย่างขยะที่เกิดขึ้นจากการอุตสาหกรรมก็เพราะทำแบบแยกส่วน ในธรรมชาติไม่มีของเสียหรือขยะ เพราะมีการส่งต่อทำประโยชน์ต่อๆ กันไป เนื่องจากสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง การเน่าเปื่อยของสัตว์ หรือคนก็เป็นปุ๋ยให้พืชต่อไป เป็นต้น หรือการว่างงานก็เกิดขึ้นเพราะการแยกส่วน ในธรรมชาติไม่มี การว่างงาน เกษตรกรรมสมัยใหม่ก็ทำแบบแยกส่วน ซึ่งทำลายธรรมชาติ และทำลายเกษตรกร แต่ เกษตรธรรมชาตินั้นทุกอย่างสัมพันธ์กันเกิดความสมดุล การศึกษาก็ทำแบบแยกส่วนไปเอาวิชาเป็น ตัวตั้ง แยกออกจากความจริงของชีวิต ซึ่งสัมพันธ์อยู่กับสิ่งแวดล้อม ชุมชน การทำงาน วัฒนธรรม สุนทรียธรรม การดูแลรักษาสุขภาพ และการพัฒนาจิตใจ การมีองค์ทำแบบแยกส่วน แบบเป็นข้าง เป็นขั้ว ที่บัดนี้มีการแบ่งขั้วแบบสุดๆ (political polarization) จนการบริหารบ้านเมืองติดขัด ๖ เมื่อคนในประเทศต่างๆ ไปศึกษาในประเทศตะวันตก ซึ่งถือว่าศิวิไลซ์ก็ไปรับวิธีคิดแบบ แยกส่วนของเขามาโดยอัตโนมัติ แล้วก็เอามาภูมิอกภูมิใจหรือทระนงกันว่ามีความคิดเฉียบแหลม โดยไม่รู้ตัวว่าอยู่บนวิถีคิดแบบแยกส่วน อันนี้มีต้นตอมาจากการเห็นผิด มีส่วนสำคัญทำให้เกิดการ เสียสมดุลในบ้านเมืองของตน วิถีคิดแบบทางสายกลาง คือวิถีคิดตามความจริงของธรรมชาติ ซึ่งเป็นกระแสของความ เป็นเหตุเป็นผลล้วนๆ ไม่มีอารมณ์หรืออคติเข้าไปเจือปนเป็นกระแสของความเป็นเหตุปัจจัยที่ เรียกว่า อิทัปปัจจยตา เป็นทางสายปัญญาที่ไม่แบ่งเป็นข้างเป็นขั้ว เนื่องจากเป็นกระแสของเหตุ ปัจจัย หรือกระแสของความเป็นเหตุเป็นผลอย่างต่อเนื่อง จึงไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด จึงไม่มี สภาวะสุดโต่ง (Extremes) ทั้ง ๒ ข้าง อันที่มาของการเรียกว่าทางสายกลาง และความที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยต่อเนื่องกันไป จึงไม่มีส่วนใดแยกตัวเป็นเอกเทศโดยไม่สัมพันธ์กับส่วนอื่น จึงไม่มีการ แยกส่วน อะไรที่เป็นขั้วจะถูกขั้วตรงข้ามจับ ไม่สามารถทะลุทะลวงไปได้ไกล ในขณะที่อะไรที่เป็น กลางจะทะลุทะลวงไปได้ไกลแสนไกล เพราะฉะนั้นเพราะมนุษย์คิดแบบแยกส่วนแบ่งเป็นข้างเป็น ขั้ว จึงเข้าปะทะต่อสู้ทำลายซึ่งกันและกัน ทำให้ไม่สามารถพัฒนาก้าวข้ามไปได้ การต่อสู้ระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ก็เป็นเรื่องน่าสลดสังเวชที่เกิดจากการเห็นแบบแยก ส่วน ถ้าเห็นองค์รวม เช่น คนทั้งคนก็ต้องมีทั้งแขนซ้ายและแขนขวา ถ้าเครื่องบินทั้งลำก็ต้องมีทั้ง ปีกซ้ายและปีกขวาจึงจะบินได้ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน ก็ไม่มีเรื่องซ้ายขวาจะต้อง มาต่อสู้กัน ที่คิดเป็นปฏิปักษ์ต่อกันเวลานี้ก็เพราะเห็นผิดไม่เห็นองค์รวม คิดแบบแยกส่วน ทำแบบ แยกส่วน ผู้ที่มีอารมณ์ชอบหรือชัง ก็จะนำไปสู่การคิดแบบแยกส่วน ขาดการเห็นความจริง ถึงฉลาด เก่งกาจอย่างใด ก็จะนำไปสู่ความผิดพลาดเสมอ เพราะมิจฉาทิฐิจะนำไปสู่กุศลนั้นไม่มี วิถีคิดแบบทางสายกลางนั้นถูกนำมาเผยแพร่โดยพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ไม่ได้เป็น ผู้สร้าง แต่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในพระสูติ อิทัปปัจจยตาสมุปบาท มีพระบาลีอันไพเราะความว่า “พระตถาคต จะบังเกิดขึ้นก็ตาม หรือจะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาติย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเที่ยว” ๗ ธรรมธาติ คือ ความจริงตามธรรมชาติ อันได้แก่ กระแสของเหตุปัจจัย ความเป็นกระแส ของเหตุปัจจัย เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ใครๆ ก็ค้นพบความจริงตามธรรมชาตินี้ได้ โดยจะรู้จัก หรือไม่รู้จักพระพุทธเจ้าก็ตาม ทางสายกลางจึงมีความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง แต่เหนือกว่า เพราะต้องปราศจากอคติจริงๆ จึงจะเข้าถึงทางสายปัญญานี้ได้ ในประเทศไทยก็มีปัญญาชนชาวพุทธอยู่มาก ทั้งที่เป็นสงฆ์โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยสงฆ์ หรือเป็นฆราวาสก็มี ควรจะนำวิธีคิดแบบทางสายกลางมาใช้ ในกิจการและการพัฒนาทั้งหลาย รวมทั้งการเมือง วิถีคิดแบบทางสายกลางหรือสายปัญญา จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทย ทะลุอุปสรรคติดขัดใหญ่หลวง ไปสร้างสังคมที่มีความถูกต้องเป็นธรรมและงดงามได้ ๘ # มรรคที่ ๔ พลังพลเมืองที่ตื่นรู้และกัมมันตะ โดยทั่วไปราษฎรที่ตกอยู่ใต้การปกครองด้วยอำนาจ ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีศักยภาพ มีฐานะเป็น ทาสบ้างเป็นไพร่บ้าง ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานโดยมูลนายหรือหลวง หรือถูกเกณฑ์ไปทำสงคราม มี มายาคติต่างๆ ในสังคมไทยที่ทำให้คนทั้งหลายเป็นประดุจติดอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น (The invisible prison) ด้อยศักดิ์ศรี ด้อยศักยภาพ ไม่มีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง ในสภาพ อย่างนี้แม้มีประชาธิปไตยที่เป็นเพียงกลไกหรือรูปแบบ ประชาธิปไตยนั้นก็ไม่อำนวยผลให้ เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ในความเป็นจริง (มายาคติคือความไม่จริง) คนทุกคนมีคุณค่าศักดิ์ศรีและศักยภาพของ ความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว หากเกิดสำนึกระลึกรู้ในคุณค่าและศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของตนเอง จะหลุดออกจากคุกแห่งมายาคติที่กักขังเขาไว้ เป็นอิสระ มีความสุขอย่างลึกล้ำ และตระหนักถึง ศักยภาพตัวเองที่จะทำอะไรดีๆ เกิดเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ที่สามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเพื่อกิจ สาธารณะต่างๆ พลังพลเมืองที่ตื่นรู้และรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในกิจสาธารณะอย่างหลากหลายเต็ม ประเทศจะทำให้โครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนจากสังคมทางดิ่ง (Vertical society) หรือสังคมที่ สัมพันธ์กันด้วยอำนาจเป็นสังคมทางราบ (Horizontal Society) หรือสังคมที่สัมพันธ์กันด้วยความ เสมอภาคและภราดรภาพ เป็นประชาสังคม (Civil society) ในสังคมทางดิ่งเศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมไม่ดี แม้มีการเคร่งศาสนา ศีลธรรมก็ไม่ดี อย่างเช่นเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ พุทธศาสนาก็เป็นของดี แต่ศีลธรรมไม่ดี เพราะ เป็นสังคมทางดิ่ง ในสังคมทางดิ่งความถูกต้องเป็นทางเกิดขึ้นไม่ได้ ฉะนั้นต้องทำความเข้าใจและส่งเสริมทุก วิถีทางให้เกิดพลังพลเมืองที่ตื่นรู้และกัมมันตะ ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และ ศีลธรรมดี หรือเกิดสังคมที่มีความถูกต้องเป็นธรรม ๙ ควรอ่านการวิจัยของ Robert Putnam จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในหนังสือของเขาชื่อ "Making Democracy Work : Civic Traditions in Modern Italy" ในประเทศอิตาลีตอน เหนือกับตอนใต้ไม่เหมือนกันทั้งๆ ที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดียว ทางตอนเหนือแถวมิลานและโตรีโน เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ทางตอนใต้ เช่น ซิชิลีและซาร์ดินีย นั้นตรงข้าม คำว่ามา เฟียก็มาจากภาคใต้ของอิตาลี ที่บางเมืองก็เคร่งศาสนาคาทอลิกแต่ศีลธรรมก็ไม่ดี ฉะนั้น รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยทางการเมืองอย่างเดียวไม่พอ ที่จะทำให้เกิดสังคมที่มี ความถูกต้องเป็นธรรม แต่ต้องการสังคมทางราบที่มีพลเมืองที่ตื่นรู้และกัมมันตะมาก ๆ บ้านเมือง จึงจะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีความถูกต้องเป็นธรรม ๑๐ # มรรควิธีที่ ๕ ## เปลี่ยนโครงสร้างของประเทศจากโครงสร้างอำนาจเป็นโครงสร้างทางปัญญา อุปสรรคสำคัญที่สุดที่ทำให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง หรือเกิดสังคมที่ถูกต้อง เป็นธรรมคือ **โครงสร้างอำนาจ** อย่างน้อยตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา สังคมไทยมีวัฒนธรรมเชิงอำนาจคือ คิดเชิงอำนาจ มีสัมพันธภาพเชิงอำนาจ และมีระบบการบริหารบ้านเมืองเป็นโครงสร้างอำนาจ โครงสร้างอำนาจ ทำให้เกิดความบีบคั้นหรือความขัดแย้ง หรือทุฑภาวะ มีการเรียนรู้น้อย และมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ทางลบนานาประการ ยิ่งสังคมปัจจุบันเป็นสังคมซับซ้อน และมีปัญหายากสุดๆ การใช้อำนาจยิ่งไม่ ได้ผล ในสภาพเช่นนี้ไม่มีรัฐบาลใดๆ จะแก้ปัญหาได้ บ้านเมืองจึงสะสมปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ จน วิกฤตก่อนโควิดมาแล้ว การเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศจากโครงสร้างอำนาจ เป็นโครงสร้างทางปัญญา จึง จำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตใหม่ที่มีความถูกต้องเป็นธรรม ปัญหาโครงสร้างอำนาจเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดและยากที่สุด เพราะระบบอำนาจนั้นเบ็ดเสร็จ และมีพลังรอบด้าน เช่น อำนาจบังคับใช้กฎหมาย อำนาจติดอาวุธ อำนาจกำหนดการใช้ทรัพยากร อำนาจทางการสื่อสาร อำนาจในการทำสงคราม อำนาจทางวัฒนธรรม อำนาจที่รุนแรงเบ็ดเสร็จ ขนาดนี้ ถึงมีความไม่ถูกต้องได้มาก แต่เป็นอำนาจอันมหึมาในการทำลายการต่อต้าน ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีผู้พยายามต่อต้านและทำลายอำนาจรัฐเสมอมา ด้วยการ วิพากษ์วิจารณ์บ้าง ชุมนุมประท้วงบ้าง รวมตัวลุกฮือ (uprising) เป็นกบฏ พยายามลอบฆ่า เปลี่ยนราชวงศ์เกือบทั้งหมด ไม่ประสบความสำเร็จแต่ถูกปราบปรามลง หรือเพียงเปลี่ยนตัว หรือ กลุ่มผู้ใช้อำนาจ แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ แม้ปลายราชวงศ์ซิงซิ่งเกือบจะเป็นรัฐล้มเหลว แล้ว ยังสามารถปราบกบฏครั้งใหญ่ที่สุดที่เรียกว่ากบฏไท้ผิง มีคนตายถึง ๒๐ ล้านคน ทั้งนี้เพราะ อำนาจรัฐเป็นระบบไม่ได้มีแต่ตัวทรราช ๑๑ บนถนนประวัติศาสตร์เรี่ยราดด้วยกระดูกของนักอุดมคติที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เช่น เซ เกวารา ขวัญใจนักปฏิวัติ หรือ จิตร ภูมิศักดิ์ เธียรผู้ส่องธรรมที่ตายในราวป่า นายปรีดี พนม ยงค์ ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีอุดมคติอันแรงกล้า อายุแค่ ๓๐ ปีเศษ เมื่อคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นสามัญชนที่ฉลาดและสามารถที่สุดคนหนึ่ง ที่ขึ้นไปดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และนายกรัฐมนตรี แต่อำนาจของคณะราษฎรอยู่ได้แค่ ๑๕ ปี ก็ถูกโครงสร้างอำนาจเก่าซึ่งมีพลัง มากกว่าเอาคืนไป ดังนี้ ฉะนั้น คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจเพื่อให้เกิดความเป็น ธรรม ต้องคิดและศึกษาให้ดีๆ การคิดต่อสู้ หรือทำลายอำนาจรัฐ หรือเพียงเปลี่ยนผู้ถืออำนาจรัฐ ยากและอันตราย **การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ เป็นโครงสร้างทางปัญญา** ซึ่งกล่าวถึงในมรรควิธีนี้ เป็นคน ละอย่างกัน ถ้าเข้าใจทำได้ง่ายกว่า สันติ ให้ผลลึก และถาวร การจะสร้างโครงสร้างทางปัญญาต้องทำความเข้าใจโครงสร้าง และการทำหน้าที่ของสมอง สมองมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์สมอง (neuron) ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านตัว แต่ละตัวเชื่อมโยง กับตัวอื่นๆ อีกหลายหมื่นตัว เกิดเป็นเครือข่ายเซลล์สมอง (neuronal networks) ซึ่งเป็น โครงสร้างที่วิจิตรที่สุดในจักรวาล สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ เซลล์สมองทำหน้าที่ต่างจาก เซลล์อื่นๆ ของร่างกาย คือ ทำหน้าที่ proceed ข้อมูล เซลล์สมองทำหน้าที่รับรู้ข้อมูลจากทั้งภายในทุกส่วนของร่างกาย และจากภายนอกที่ผ่าน เข้ามาทางตาหูจมูกลิ้นกาย ทำให้รู้ความจริงหรือสถานการณ์ความเป็นจริง จากการรู้ความจริงทำ ให้สมองประสานงานให้อวัยวะต่างๆ ทำงานประสานกันได้อย่างถูกต้อง ทั้งเวลาหลับและตื่น เช่น เมื่อใดหัวใจจะต้องเต้นเร็วหรือช้าอย่างไร จึงจะสอดคล้องกับสถานการณ์ชั่วขณะนั้นๆ สมองที่มีสมรรถนะทางปัญญาสูงยังสามารถตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล ให้เป็น การรู้ความจริงที่ลึกขึ้นรอบด้านมากขึ้น เพื่อประกอบการตัดสินใจ การประเมินความเป็นจริงแล้ว ทำการตัดสินใจถูกต้องเป็นปัญญาสูงสุด เพราะการตัดสินใจผิดอาจนำไปสู่ผลเสียร้ายแรงหรือถึง สิ้ น ซี วิ ต ๑๒ สัตว์หรือคนถ้าสมองอ่อนแอหรือปัญญาอ่อน ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ดี หรืออยู่รอดได้ องค์กรใดๆ หรือประเทศถ้ามีปัญญาอ่อน ก็จะประสบปัญหาต่างๆ จนวิกฤต วิกฤติแล้ว วิกฤตอีก ประเทศไทยเต็มไปด้วยโครงสร้างอำนาจ แต่มองแทบไม่เห็นโครงสร้างทางสมองที่ทำ หน้าที่ทางปัญญา จึงไม่แปลกที่วิกฤตแล้ววิกฤตอีก และออกจากวิกฤตไม่ได้ โครงสร้างสมองของสังคม ควรประกอบด้วยกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ประดุจกลุ่มเซลล์สมอง คือ รับรู้ข้อมูล แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล ให้เป็นความรู้เพื่อการใช้งาน (working knowledge) จนเป็นการประสานงานของส่วนต่างๆ หรือประกอบการตัดสินใจก็ตาม อาจเรียกว่า "เรียนรู้ สร้าง ความรู้ ใช้ความรู้ จัดการความรู้" เพื่อความเป็นไปอย่างถูกต้องของระบบ หรือขององค์กร หรือ ของประเทศ ควรมีกลุ่มเซลล์สมองเพื่อสังคมอย่างหลากหลายจำนวนมาก ทำหน้าที่ทางปัญญาในทุก จุดของการพัฒนา และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย เป็นเครือข่ายกลุ่มเซลล์สมองเพื่อสังคม คล้าย เครือข่ายเซลล์สมอง (neuronal networks) อันเป็นโครงสร้างทางสมองของมนุษย์ เมื่อเป็นอย่างนั้นประเทศก็จะมีโครงสร้างทางสมองเต็มประเทศ เข้ามาแทนที่โครงสร้าง อำนาจ ลองนึกเปรียบเทียบประเทศที่มีแต่โครงสร้างอำนาจที่ไม่มีโครงสร้างสมอง กับประเทศที่มี โครงสร้างสมอง ประเทศที่มีแต่โครงสร้างอำนาจ เน้นการใช้อำนาจสั่งการและควบคุม ใช้กำลังคนจำนวน มากควบคุมการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยไม่ "เรียนรู้ สร้างความรู้ ใช้ความรู้ และจัดการความรู้" ก็เรียกว่าโดยขาดปัญญา แล้วจะเกิดความถูกต้องและงอกงามได้อย่างไร ปัญญาทำให้เกิดความงอกงาม อำนาจลดทอนปัญญา และความงอกงาม คนไทยในทุกภาคส่วนควรทำความเข้าใจแล้วก่อตัวกันเป็นกลุ่มเซลล์สมอง เพื่อทำหน้าที่ ทางปัญญาในทุกจุดของการพัฒนา ตั้งแต่การปฏิบัติขนาดเล็กขึ้นมาถึงระดับนโยบาย ที่เรียกว่า การพัฒนานโยบายคือ บางกลุ่มเซลล์สมองที่มีความสามารถสูงทำหน้าที่เป็นกลุ่มเซลล์สมองพัฒนา นโยบายสาธารณะ ประเทศก็จะเต็มไปด้วยปัญญาในทุกจุดและและระดับ ๑๓ การทำหน้าที่ทางปัญญาเป็นเรื่องรื่นรมย์และมีความสุข เพราะปัญญาทำให้เกิดความแจ่ม แจ้ง ความแจ้งทำให้เกิดความสุข ตรงข้ามกับสัมพันธภาพเชิงอำนาจ ซึ่งก่อให้เกิดความบีบคั้นทุกข ภาวะ ความขัดแย้ง และความรุนแรง ฉะนั้นจึงกล่าวแต่ต้นว่า การสร้างโครงสร้างทางปัญญา ถ้าเข้าใจเป็นเรื่องไม่ยาก สันติ ให้ผลลึก และถาวร และเนื่องจากไม่ได้ทำผิดกฎหมาย จึงไม่มีใครมาปราบปราม ตรงข้ามคนที่มี อำนาจกลับได้รับประโยชน์จากกลุ่มงานทางปัญญา เขาจะชื่นชอบที่ทำให้งานของเขาได้ผล หันมา สนับสนุน และเกิดพฤติกรรมใหม่ในการใช้ความรู้ เห็นได้จากวิกฤตโควิด ฝ่ายมีอำนาจทาง การเมืองไม่มีความรู้ ทำอะไรไม่ถูกซึ่งอันตรายมาก แต่เมื่อมีกลุ่มเซลล์สมองทางแพทย์ซึ่งใช้ข้อมูล ความรู้เข้ามาช่วย ฝ่ายมีอำนาจก็ได้ประโยชน์ และเห็นคุณค่าของกลุ่มเซลล์สมอง ฉะนั้นขอให้ช่วยกันทำความเข้าใจ และปฏิบัติให้มากในการก่อตัวเป็นกลุ่มเซลล์สมองเพื่อ สังคม ทำหน้าที่สร้างปัญญาในทุกจุดของการพัฒนา ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง จาก โครงสร้างอำนาจเป็นโครงสร้างทางปัญญา มีสมรรถนะทางปัญญาสูงที่จะพัฒนาบ้านเมืองไปสู่ ความถูกต้องเป็นธรรม โดยสันติ เป็นสันติวรบทโดยแท้ ควรสังเกตว่ากลุ่มเซลล์สมองที่ทำหน้าที่ “เรียนรู้ สร้างความรู้ ใช้ความรู้ จัดการความรู้ ให้เกิดประโยชน์ตามความมุ่งหมาย” นั้นทำการจัดการ (management) เนื่องจากการจัดการมี การใช้ความรู้ สร้างความรู้ ณ ทุกองค์ประกอบของระบบ* จึงมีอำนาจให้เกิดความสำเร็จมาก จนมี คำกล่าวว่า “การจัดการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้” (Management makes the impossible possible) การจัดการจึงเป็นปัญญาอีกชนิดหนึ่งที่อาจเรียกว่า “อิทธิปัญญา” หรือ ปัญญาที่ทำให้เกิดความสำเร็จ (อิทธิ = สำเร็จ) แต่ภูมิปัญญาในการจัดการเกือบจะขาดไปจาก สังคมไทยโดยสิ้นเชิง เพราะระบบการศึกษาที่เน้นการท่องวิชาเป็นวิชาๆ การท่องวิชาไม่ทำให้ จัดการประเทศเป็น เมื่อประเทศเต็มไปด้วยคนจัดการไม่เป็น สิ่งที่ควรเป็นไปได้ กลับเป็นไปไม่ได้ make the possible impossible * การจัดการคือการใช้ความรู้สร้างความรู้ “Peter Drucker” ปรมาจารย์ทางการจัดการ ๑๔ ระบบการศึกษาซึ่งคนเป็นสมองของประเทศกลับไม่เป็น เพราะไม่เข้าใจโครงสร้างและการทำหน้าที่ของสมอง การท่องวิชา หรือแม้แต่การวิจัยแบบแยกส่วนจากการปฏิบัติ และการตัดสินใจก็ไม่ใช่สมอง ควรทบทวนการทำหน้าที่ของสมองที่กล่าวข้างต้น ซึ่งโดยสรุป * รับรู้ความจริงทั้งภายในและภายนอกตัว * ใช้การรู้ความจริงประสานการปฏิบัติของส่วนต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริง * วิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูล เป็นความรู้เพื่อการใช้งาน (working knowledge) หรือความรู้ที่ตรงต่อการใช้งาน ทั้งในการปฏิบัติและการตัดสินใจ * ประเมินผลการปฏิบัติ เพื่อมาปรับตัวให้ฉลาดขึ้น เรียนรู้ได้ดีขึ้น สร้างความรู้ได้ดีขึ้น นำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติและการตัดสินใจดีขึ้น ทำให้ชีวิตหรือการงานหรือการพัฒนาประเทศดีขึ้นเรื่อยๆ นี้คือผลของการมีระบบสมอง การท่องวิชาไม่สามารถเป็นสมองได้ ประเทศจึงเหมือนไม่มีสมองมีแต่โครงสร้างอำนาจ แล้วก็ดิ้นรนทุรนทุรายจิกตีกันเหมือนไก่อยู่ในเข่ง ตกอยู่ในทุกขภาวะ เพราะอวิชชา อาจารย์มหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดก็ขาดวิธีคิดเชิงระบบและการจัดการ ทำให้มหาวิทยาลัยไม่สามารถเป็นหัวรถจากทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤตได้ ฉะนั้น เนื่องจากการก่อตัวเป็นกลุ่มเซลล์สมองเพื่อสังคมและเครือข่ายให้เต็มประเทศ เป็นการสร้างโครงสร้างทางสมองและสมรรถนะในการจัดการให้ประเทศ ระบบการศึกษาและทุกภาคส่วนของสังคมควรร่วมสร้างกลุ่มและเครือข่ายเซลล์สมองเพื่อประเทศ อนึ่งต้องเข้าใจว่าการบริหารหรือ administration ที่ระบบใช้กับการจัดการ (management) ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การบริหารนั้นบริหารกฎระเบียบ การจัดการนั้นบริหารความรู้และปัญญาไปสู่ความสำเร็จ ๑๕ # มรรควิธีที่ ๖ ## สร้างพระเจดีย์จากฐาน เส้นทางวิกฤตของการพัฒนาประเทศไทยที่ผ่านมาอีกอย่างหนึ่งคือ แนวทางการพัฒนา ประดุจพยายาม "สร้างพระเจดีย์จากยอด" คือทำอะไรๆ ก็จะเอาแต่ข้างบน เช่น พัฒนาเศรษฐกิจ ข้างบนให้มันเติบโตมากๆ แล้วมันจะได้ "กระเด็นลงข้างล่าง" (Trickle down) การศึกษาก็จะเอา แต่ข้างบน มุ่งให้คนจบปริญญามากๆ การเมืองก็จะเอาแต่ประชาธิปไตยระดับชาติ โดยทั้งหมดทิ้ง ฐาน หรือทำลายฐานให้อ่อนแอ เมื่อไม่มีฐานรองรับโครงสร้างข้างบนก็พังลงๆ พระเจดีย์สร้างจากยอดไม่ได้ ต้องสร้างจากฐาน โครงสร้างทุกชนิด ฐานต้องกว้างและ แข็งแรง จึงจะรองรับทั้งหมดให้มั่นคง ฐานของประเทศ คือ ชุมชนท้องถิ่นอันกว้างใหญ่ไพศาล สังคมข้างบนกับสังคมข้างล่างไม่เหมือนกัน สังคมข้างล่างเป็น ภาคที่เป็นจริง (Real sector) ในขณะที่สังคมข้างบน เป็นภาคที่มีมายา คติอยู่มาก สังคมข้างล่าง คือชุมชนท้องถิ่น คือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สัมพันธ์อยู่กับธรรมชาติ แวดล้อม ที่ต้องพยายามรักษาสมดุล ทั้งระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ในวิถี ชีวิตร่วมกันซึ่งเรียกว่าวัฒนธรรมชุมชน นี้มีองค์ประกอบทั้งหมดของการที่ทำให้การอยู่ร่วมกันมี ความสมดุล เพราะความสมดุลคือปรกติสุขและความยั่งยืน องค์ประกอบของสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมนั้นจึงมีตั้งแต่ ความเชื่อร่วมกัน คุณค่าร่วมกัน การทำมาหากินหรือการผลิต ภาษา ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี การอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม การ ดูแลรักษาสุขภาพ การพัฒนาจิตใจ การไกล่เกลี่ยความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เป็นต้น ๑๖ คำว่าวัฒนธรรมไม่ได้หมายถึงศิลปวัตถุ หรือการร้องรำทำเพลงเท่านั้น แต่หมายถึงวิถีชีวิต ร่วมกันอันสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ ดังกล่าว ชุมชนหรือวัฒนธรรมชุมชนจึงเป็นระบบการ อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ฉะนั้นจึงเป็นที่อยู่ของศีลธรรม และมีความยั่งยืน ดังที่อยู่มาได้ถึง ๑๐,๐๐๐ ปี นั่นคือภาคที่เป็นจริง (Real Sector) **ขณะที่สังคมข้างบนก่อตัวขึ้นจากผู้ปกครองคนข้างล่าง** เริ่มต้น ผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง ก็ยังเหมือนๆ กัน คือยังทำการผลิตเหมือนๆ กัน แต่นานวันเข้าก็ห่างกันออกไป โดยชนชั้นปกครอง ไม่ได้ทำการผลิต อาศัยผลผลิตจากคนข้างล่างแต่กลับมีมากกว่า เพราะมีอำนาจเรียกเอาแรงงานและ ผลผลิตจากคนข้างล่าง นี้คือมายาคติอย่างหนึ่งคือ ผู้ไม่ได้ผลิตกลับมีมากกว่าผู้ผลิต สังคมข้างบนมี วิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว ด้วยอำนาจ กฎหมาย รูปแบบ เงิน มายาคติ และความฉ้อฉลต่างๆ การค้าขายที่เชื่อมโยงทั่วโลก เทคโนโลยีระบบการเงินที่เงินสามารถเคลื่อนไหวรอบโลกด้วยความเร็ว ของแสง ทำให้สังคมข้างบนกลายเป็นระบบซับซ้อน (Complexity system) ที่มีชีวิตของมันเองและ มีคุณสมบัติใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น ความโกลาหลพลิกผันจะเกิดขึ้นได้ง่าย รวดเร็ว และรุนแรง จากเหตุการณ์หรือการกระทำเล็กๆ ในจุดใดจุดหนึ่งในโลก แต่ผลกระทบมันเดินไปบนการต่อเชื่อม และขยายตัวใหญ่โตขึ้น ที่เขาเรียกว่าปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก (Butterfly effect) ทำให้คนส่วน ใหญ่ได้รับผลจากกรรมที่ตนไม่ได้ก่อ และไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร บริษัทการค้าข้ามชาติขนาดใหญ่ผุดบังเกิดขึ้นเหมือนสัตว์speciesใหม่ ที่โลกไม่เคยมีมา ก่อนแต่มีอำนาจมาก อำนาจหลายอย่างก็เหนือรัฐ คล้ายกฎแรงดึงดูดแห่งมวลทางฟิสิกส์ อะไรที่มี มวลมากย่อมมีแรงโน้มถ่วงดึงวัตถุและพลังงานเข้ามาหาตัวได้มาก อำนาจรัฐและอำนาจเงินเป็น อำนาจอันมหึมาย่อมดึงดูดทรัพยากรต่างๆ เข้าหาตัวทำให้ขาดความเป็นธรรม อำนาจของบริษัท การค้าเป็นที่รู้กันมานาน เช่น บริษัท East Asiatic ใช้กำลังเข้ายึดอินเดียและอินโดนีเซีย การแย่ง ชิงทางการค้านำไปสู่สงคราม เงินที่เคลื่อนไหวในโลกกว่า ๙๙ เปอร์เซนต์ ไม่มีเศรษฐกิจจริงรองรับ กลไกทางการเงินที่ซับซ้อน ดึงให้คนจำนวนมากเข้าไปทำงานเกี่ยวกับกลไกทางการเงินโดยไม่ได้ สร้างสรรค์ แต่เป็นการหาช่องทางเอาชนะหรือเอาเปรียบกัน และโดยที่รายได้จากทุนสูงกว่ารายได้ จากการทำงาน เมื่อการพัฒนาที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจดำเนินไปๆ **ความเหลื่อมล้ำ** ระหว่าง คนมีมากกับคนไม่มีก็ยิ่งขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกว้างอย่างสุดๆ ในสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า ๑๗ ปรากฏการณ์ 99 : 1 (Joseph Stiglitz : The Price of Inequality) ที่ว่าการพัฒนาเป็น ประโยชน์ต่อคน ๑ เปอร์เซนต์เท่านั้น คนอีก ๙๙ เปอร์เซนต์ก็ไม่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ ความเหลื่อมล้ำหรือการขาดความเป็นธรรมที่มากเกิน ก็เช่นเดียวกับการเสียสมดุลทั้งหลาย ที่ นำไปสู่ความไม่ปรกติ ความปั่นป่วนวุ่นวาย และรุนแรงในทุกมิติ โดยสรุป เศรษฐกิจข้างบนเป็นเศรษฐกิจมายาคติ ที่มีการเอาเปรียบฉ้อฉลมาก นำไปสู่ ความเหลื่อมล้ำและการขาดความเป็นธรรม ความขัดแย้งและความรุนแรง ในขณะที่เศรษฐกิจข้างล่างเป็นเศรษฐกิจจริง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ระหว่างคนกับ คน และคนกับสิ่งแวดล้อม สังคมข้างล่างจึงเป็นที่อยู่ของศีลธรรม สังคมข้างบนประสบความล้มเหลวในการพัฒนาศีลธรรม ถึงแม้มีการสอนวิชาศีลธรรม ศีลธรรมก็ไม่เกิด เพราะศีลธรรมไม่ใช่วิชา แต่เป็นระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับ คน และคนกับสิ่งแวดล้อม ดังที่เห็นได้ในระบบชุมชนที่อาจเรียกว่า ศีลธรรมชุมชน ฉะนี้ เมื่อประเทศไทยพัฒนาแบบ "สร้างพระเจดีย์จากยอด" โดยทอดทิ้งหรือทำลายฐาน ให้อ่อนแอ จึงเป็นทิศทางที่ผิดพลาด อันนำมาสู่สถานการณ์ประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งมีผู้กล่าวว่ามี ความเหลื่อมล้ำสูงเป็นที่ ๑ หรือที่ ๓ ในโลก ตามมาด้วยความไม่ปรกติ ปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง นานาประการ อย่างแก้ไขไม่ได้ ไม่มีรัฐบาลใดจะแก้ได้ นอกจากประเทศไทยจะหันมาสร้างพระ เจดีย์จากฐาน แต่ชนชั้นนำทั้งหมดรวมทั้งคนเก่งคนดีด้วยไม่เข้าใจสังคมข้างล่างหรือความจริง ประเทศไทย เพราะระบบการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาความเป็นจริงของประเทศเป็น ฐาน เขาจึงรู้จักการพัฒนาเฉพาะระบบข้างบน ซึ่งซับซ้อนเป็นมายาคติและขาดความเป็นธรรม แก้ปัญหาของประเทศไม่ได้ ถึงบางท่านจะตั้งใจแก้ปัญหาฐานราก ก็ไม่เข้าใจระบบบูรณาการของ สังคมข้างล่าง ยังเอาวิธีการทางเศรษฐกิจแบบแยกส่วนของข้างบนลงไปใช้ ซึ่งไม่ได้ผล ดังจะเห็นได้ ว่าถึงรัฐบาลจะอัดฉีดงบประมาณมหาศาลเพื่อฐานราก ก็ทำผ่านกลไกที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งดูดกลับทรัพยากรที่ตั้งใจให้คนข้างล่างกลับมาสู่ข้างบน ๑๘ ฉะนั้น ในการสร้างพระเจดีย์จากฐาน จึงต้องมีการสร้าง "ความเข้าใจ เข้าถึง และ พัฒนา" ตามพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว ร.๙ ซึ่งทรงชี้แนะการสร้างพระเจดีย์จากฐานด้วยวิธี นานา แม้แต่ทรงทำนาและเลี้ยงวัวในบริเวณสวนจิตรลดาใกล้ๆ ทำเนียบรัฐบาลนั้นเอง แต่กระแส สร้างพระเจดีย์จากยอดไหล่เชี่ยวกรากจนไม่เข้าใจพระราชกุศโลบาย อันล้ำยุคของพระองค์ หลัง วิกฤตโควิด คนไทยควรจะกลับไปสนใจคำสอนของพระภูมิพล หรือพระผู้เป็นพลังแผ่นดินให้มาก เพราะมีอัจฉริยภาพเหนือแนวความคิดการพัฒนาของฝรั่ง ควรมีกระบวนการที่ประชาชนชั้นนำข้างบนไปสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน ขณะนี้มีผู้นำชุมชน ท้องถิ่นที่เก่งๆ และดีๆ หลายแสนคนแล้ว พร้อมที่จะเป็นไกด์นำชมความเข้มแข็งของชุมชน ท้องถิ่นด้วยมิตรไมตรี หลายองค์กรที่ทำงานกับชุมชนท้องถิ่นน่าจะอยู่ในฐานะที่จะจัด "ทัวร์ ชุมชน" ที่ให้ทั้งความสนุกและความเข้าใจเข้าถึง สำหรับนิสิตนักศึกษาในทุกมหาวิทยาลัยทุกสาขา ควรมีหลักสูตร "ชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติ" เป็นหลักสูตรแกน ที่ส่งนักศึกษาไปใช้ชีวิตและ ปฏิบัติงานในชุมชนเป็นเวลาอย่างน้อย ๓ เดือน เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่รู้ความจริงของประเทศไทย ควรสังเกตว่าในวิกฤตโควิดคราวนี้ การที่ประเทศไทยสามารถหยุดยั้งการระบาดได้ ค่อนข้างดีจนได้รับการสกอร์เป็นที่ ๑ ในโลก นอกเหนือไปจากสมรรถนะทางการแพทย์แล้ว การที่ ประเทศไม่พังราบลงไปก็เพราะมีสังคมเข้มแข็งยันไว้ ถ้ามีแต่เศรษฐกิจเข้มแข็งเวลาเศรษฐกิจล้มจะ ล้มทั้งหมด ดังที่เกิดกับโลกขณะนี้ แต่สังคมเข้มแข็งจะเป็นภูมิคุ้มกันให้ระดับหนึ่ง ภายใน ๔๐ - ๕๐ ปี ที่ผ่านมาคนไทยจำนวนหนึ่งได้ทำงานส่งเสริมสังคมเข้มแข็ง รวมทั้งพระราชวงศ์จักรีด้วย ทำให้บัดนี้เรามีผู้นำชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งมากพอที่จะสร้างพระเจดีย์จากฐาน โดยพัฒนาอย่าง บูรณาการ ให้ฐานของประเทศ ทั้ง ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ๘,๐๐๐ ตำบล ๘๐๐ อำเภอ ใน ๗๖ จังหวัด แข็งแรงรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง หนังสือชื่อ "แผนสงครามเบ็ดเสร็จเพื่อเอาชนะความยากจนและการขาดความเป็น ธรรม" โดยผู้เขียน และบทความชื่อ "แผนและยุทธศาสตร์สร้างแผ่นดินสุขภาวะ ใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบลทั่วประเทศ" โดยผู้เขียนเช่นเดียวกัน ได้ให้รายละเอียดและวิธีการว่าทำ อ ย อ ง ไ ร โ ป ร ด ศ ก ษ า ดู ได้ ๑๙ เอกสารทั้ง ๒ ได้เสนอ การเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ที่คนไทยทุกคนในทุกภาคส่วนสามารถเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาประเทศ ในเรื่องที่ตนรักและถนัดได้อย่างมีความสุข คนไทยทั้งมวลจะร่วมสร้างพระเจดีย์แห่งการพัฒนาจากฐานขึ้นมาถึงยอดให้เป็นพระเจดีย์ที่สวย สง่างาม ส่งประกายสีทอง งามระยับจับตา พระเจดีย์นั้นคือ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ ทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีความถูกต้องเป็นธรรม และงดงาม ๒๐ # มรรควิธีที่ ๗ ## ระบบเศรษฐกิจใหม่ ระบบเศรษฐกิจเก่าตั้งอยู่บนความเห็นผิด จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดวิกฤติโลก ความเห็นผิดที่ว่านั้นคือ เห็นแบบแยกส่วน ไม่เห็นองค์รวม จึงคิดระบบเศรษฐกิจแบบแข่งขันเสรี เพื่อสร้างความมั่งคั่งและเติบโต ผลคือโลกเสียสมดุลขนาดหนัก ถ้าคิดถึงองค์รวมว่า ทั้งหมดเหมือนอยู่ในร่างกายเรา จะคิดแบบนั้นไม่ได้ แต่ต้องคิดว่าระบบเศรษฐกิจเปรียบประดุจระบบสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย อย่างทั่วถึงเป็นธรรม จะปล่อยให้ส่วนใดส่วนหนึ่งขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่ได้ เพราะจะกระทบกระเทือนถึงองค์รวมทั้งหมด ฉะนั้น ระบบเศรษฐกิจใหม่ต้องเป็นระบบที่หล่อเลี้ยงองคาพยพทั้งหมดอย่างทั่วถึงเป็นธรรม จะวัดด้วยจีดีพีไม่ได้ เพราะจีดีพีไม่ได้สะท้อนความทั่วถึงเป็นธรรม ดัชนีใหม่คือการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นปัจจัยของความร่มเย็นเป็นสุขและศีลธรรม ฉะนั้น สัมมาชีพเต็มพื้นที่ต้องเป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้เกิดในทุกหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะทำให้เศรษฐกิจมหภาคเติบโตบนฐานที่แข็งแรงและมั่นคง นี้ก็เป็นการสร้างพระเจดีย์จากฐาน ระบบเศรษฐกิจใหม่ควรประกอบด้วย ๓ องค์ประกอบ ประดุจห่วง ๓ วง ที่คล้องกันอยู่คือ (๑) เศรษฐกิจภูมิคุ้มกัน (๒) เศรษฐกิจสังคมที่ทั่วถึงเป็นธรรมแบบยูนัส (๓) เศรษฐกิจมหภาคบูรณาการ ๒๑ ๑. ระบบเศรษฐกิจภูมิคุ้มกัน หมายถึงมีการจัดสรรที่ดินให้ชุมชนอย่างพอเพียง ให้ทุกครอบครัวมีบ้านอยู่ มีอาหารกิน มีครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง เป็นระบบเศรษฐกิจชุมชนฐานการเกษตร (Farm-Based Community Economy) ทำให้คนส่วนใหญ่มีความมั่นคงทางที่อยู่อาศัย ทางอาหาร และทางสังคม เป็นภูมิคุ้มกันอันวิเศษ ไม่ว่าโลกจะผันผวนอย่างไรๆ คนไทยส่วนใหญ่ก็จะปลอดภัย ๒. ระบบเศรษฐกิจสังคมที่ทั่วถึงเป็นทำแบบยูนุส โมฮัมหมัด ยูนุส เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศ ผู้ได้รับรางวัลสาขาสันติภาพในฐานะที่ตั้งธนาคารเพื่อคนจน จากการทำงานกับคนจนจำนวนมากมาหลายทศวรรษ ยูนุสได้พบว่าคนเล็กคนน้อยคนยากจนจน ถ้าได้รับการสนับสนุนทางการเงินด้วยการให้กู้เงินขนาดเล็ก เทคโนโลยี และการจัดการ สามารถเป็นผู้ประกอบการได้ คือประชาชนเป็นผู้สร้างงานเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาจ้างจึงไม่มีการว่างงาน และความยากจนอีกต่อไป ยูนุสกำลังทำงานเรื่องนี้ร่วมกับภาคีในหลายประเทศร่วมกับประชาชนคนยากจนหลายร้อยล้านคน จนเขามีความมั่นใจว่า "โลกสามศูนย์" เป็นไปได้ คือ * การว่างงานเป็นศูนย์ * ความยากจนเป็นศูนย์ * การปล่อยมลภาวะเป็นศูนย์ (ดูหนังสือชื่อ "โลกสามศูนย์" ซึ่งแปลและพิมพ์จำหน่ายโดยสำนักพิมพ์มติชน) ยูนุสเชื่อว่าโลกสามศูนย์จะเป็นอารยธรรมใหม่ ที่เข้ามาแทนที่อารยธรรมเก่าอันขาดความเป็นธรรม ขอเรียกระบบเศรษฐกิจนี้ว่า "ระบบเศรษฐกิจสังคมที่ทั่วถึงเป็นธรรมแบบยูนุส" ๓. ระบบเศรษฐกิจมหภาคแบบบูรณาการ ระบบเศรษฐกิจมหภาคยังจำเป็นต้องมีอยู่ แต่ไม่ใช่เป็นแบบแยกส่วนแบบเก่า แต่เป็นแบบบูรณาการสู่องค์รวม โดยส่งเสริมสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบ ๑ และแบบ ๒ ในขณะเดียวกันระบบเศรษฐกิจ ๑ และ ๒ ก็เกื้อกูล ๓ ทั้ง ๓ จึงคล้องกันอยู่เพราะอยู่ในองค์รวมเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญ ส่งให้องค์รวมของประเทศไทยมีความถูกต้องเป็น ธ ร ร ม แ ล ะ ง ด ง า ม ๒๒ # มรรควิธีที่ ๘ ## ระบบการศึกษาใหม่ ระบบการศึกษาเก่าเป็นระบบที่อยู่บนความคิดแบบแยกส่วนคือ แยกจากความจริงของชีวิต ไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง และเน้นการเรียนรู้จากการ "ท่อง" ไม่ได้เน้นการเรียนรู้จากการ “ทำ” จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ทำให้สร้างคนไทยที่ไม่รู้จักความจริงและอ่อนแอขึ้นมาเต็มประเทศ ระบบการศึกษาใหม่เปลี่ยนฐานการเรียนรู้จากวิชา ซึ่งยังไม่ใช่ความจริงของประเทศให้อยู่บนฐานความจริงด้วยการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ในการสร้างพระเจดีย์จากฐานที่มีการเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง จะมีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริง การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด เพราะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ในทุกมิติ ทั้งความรู้สึกนึกคิด โลกทัศน์ พฤติกรรม การเรียนรู้ การทำงาน การจัดองค์กร และที่สำคัญทำให้เกิดความสุขประดุจบรรลุนิพพาน (ดูรายละเอียดในบทความ "แผนและยุทธศาสตร์สร้างแผ่นดินสุขภาวะใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล ทั่วประเทศ โดยผู้เขียน) หากระบบการศึกษาเข้าร่วมในการขับเคลื่อนแผนและยุทธศาสตร์สร้างแผ่นดินสุขภาวะ ดังกล่าว ระบบการศึกษาเก่าจะเปลี่ยนเป็นระบบการศึกษาใหม่ ๒๓ # มรรควิธีที่ ๙ ## ระบบการเมืองใหม่ ระบบการเมืองเก่ามีวิกฤตในตัวเอง และก่อวิกฤตให้บ้านเมืองและโลก แม้ในประเทศ ต้นแบบเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา เพราะอยู่บนความคิดแบบแยกส่วน ทำให้เกิด polarization อย่างสุดโต่ง จนรัฐบาล dysfunction ประเทศไทยผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมานาน มีปฏิวัติรัฐประหารจำนวนมาก และมีการ เขียนรัฐธรรมนูญใหม่กว่า ๒๐ ฉบับ แสดงว่าวิถีเก่าๆ อย่างนี้ไม่ได้ผลแล้ว ควรจะนำวิธีคิดทางสายกลางมาใช้ในการพัฒนาการเมือง ไม่มองการเมืองแบบแยกส่วน แต่เป็น การเมืองที่บูรณาการอยู่ในทั้งหมด ที่กล่าวถึงมรรค ๑๑ ในทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิด ใน บทความนี้มรรคทั้ง ๑๒ ไม่ได้แยกเป็นส่วนๆ แต่บูรณาการอยู่ในกันและกัน แบบที่ทางพระใช้คำว่า มรรค สมังคี ถ้าทั้ง ๑๒ มรรคสมังคี การเมืองก็จะดีไปด้วย เพราะเชื่อมโยงอยู่กับความถูกต้องเป็นธรรมทั้งหมด ประชาธิปไตยทางตรงกับทางอ้อมสามารถบรรจบหรือบูรณาการกัน โดยคนทั้งประเทศมี ส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายสาธารณะ นายกรัฐมนตรีควรได้รับการเลือกตั้งโดยมติที่เป็นเอกฉันท์จาก สส. ทั้งสภา เป็น ประชาธิปไตยโดยเอกฉันท์ ไม่ใช่โดยเสียงข้างมากซึ่งแยกส่วน นายกรัฐมนตรีจะอยู่เหนือการแบ่ง ข้างแบ่งขั้ว ทำให้มีอิสระในการเลือกคนดีที่สุดมาร่วมบริหารบ้านเมือง โดยไม่ขึ้นกับโควต้าของ พรรคซึ่งไม่การันตีว่าจะได้คนที่เหมาะสมที่สุด กลุ่มการเมืองไม่ควรมีสิทธิเพราะอำนาจเงิน แต่ควร จะเป็นสิทธิของประเทศที่จะได้คนที่ดีที่สุดมาบริหารบ้านเมือง นี้ก็คือการเมืองใหม่ การเมืองใหม่อีกอย่างหนึ่งคือ การเมืองอันเป็นอำนาจการตัดสินใจสูงสุด ต้องสัมพันธ์อยู่กับ กระบวนการทางปัญญาสูงสุด กระบวนการทางปัญญาสูงสุดของชาติใดชาติหนึ่งคือ กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ที่เป็นทั้งกระบวนการประชาธิปไตย และ ก ร ะ บ ว น ก า ร ท า ง ปัญญา สามารถออกแบบ “สมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ” ที่กำหนดให้สมาชิก รัฐสภา คณะรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมร่วมกับตัวแทนจากทุกภาคส่วนของสังคม การตัดสินใจ นโยบายสาธารณะที่ดีร่วมกันและนำไปสู่การปฏิบัติอย่างครบวงจร จะเป็นการเมืองใหม่อย่าง แท้จริง พรรคการเมืองจะกลายเป็นสถาบันพัฒนานโยบายสาธารณะ นักการเมืองจำนวนมากจะ กลายเป็นนักพัฒนานโยบายสาธารณะ เป็นผู้ทรงเกียรติอย่างแท้จริง ไม่ใช่กลุ่มก้วนผู้แสวงหา อำนาจและผลประโยชน์อีกต่อไป การต่อสู้ระหว่างซ้ายและขวาไม่ควรจะมีอีกต่อไป เพราะองค์รวมต้องมีทั้งแขนซ้ายและ แขนขวา เครื่องบินต้องมีปีกซ้ายและซีกขวาจึงจะบินขึ้น การปฏิวัติรัฐประหารไม่ควรจะมีต่อไป กองทัพนอกจากเป็นสถาบันป้องกันประเทศแล้ว ยังจะมีบทบาทในการพัฒนาอย่างบูรณาการในมรรคทั้ง ๑๒ มรรค ที่กล่าว ดังนี้เป็นต้น ไม่ได้กล่าวถึงระบบทั้งหมดยังมีระบบอื่นๆ อีกมาก เช่น ระบบความยุติธรรม ซึ่งสามารถ คิดได้ในทำนองเดียวกัน ๒๕ # มรรควิธีที่ ๑๐ พลังทางศาสนา ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ มีวัดประมาณ ๓๐,๐๐๐ วัด พระสงฆ์ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ สามเณรประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ที่สำคัญมีพุทธธรรมอันเป็นภูมิปัญญาที่มาจากความจริงตาม ธรรมชาติ จึงเป็นพลังมหาศาลเพื่อการพัฒนา ทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิดที่จะไปให้พ้นวิกฤตจะไม่เหมือนเดิม ที่เอาการ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีเป็นตัวตั้ง อันเป็นการคิดและทำแบบแยกส่วนที่นำไปสู่การเสีย สมดุล แต่จะต้องเปลี่ยนเส้นทางมาดำเนินบนทางแห่งทิฐิองค์รวม และการพัฒนาอย่างบูรณาการ ไปสู่ความถูกต้องเป็นธรรมของทั้งหมด มรรควิธี ๑๒ ประการ ที่นำเสนอในที่นี้แสดงให้เห็นว่า บนเส้นทางแห่งทิฐิใหม่นี้ต้องการ การปรับทิฐิให้เห็นตามความเป็นจริง วิธีคิดแบบทางสายกลาง การเรียนรู้ และกระบวนการทาง ปัญญา สัมพันธภาพที่ถูกต้อง และกระบวนการทางสังคม อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ๆ ทั้งสิ้น ## พุทธธรรมว่าด้วยเรื่องใหญ่ๆ เหล่านั้นทั้งสิ้น ## พุทธศาสนาจึงมีบทบาทใหญ่ในทิศทางใหม่แห่งการพัฒนาประเทศไทย ที่ผ่านมามีบทบาทของพระพุทธศาสนาถูกทำให้เป็นเรื่องเล็ก โดยเป็นเครื่องมือของอำนาจ รัฐ และทำหน้าที่ทางจารีตประเพณี ไม่ใช่หน้าที่ในการเปิดพื้นที่ทางปัญญาและพื้นที่ทางสังคม อย่างกว้างขวางตามเจตนารมณ์ของพระศาสดา ทั้งนี้ก็มีที่ผ่านมา ประเทศไทยอย่างน้อยตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเต็มไปด้วยการต่อสู้แย่งชิง อำนาจทางการเมือง ไว้วางใจกันไม่ได้ แม้แต่พระสงฆ์ก็เคยสึกออกมายึดอำนาจ ฝ่ายใดมีอำนาจก็ ต้องการควบคุมการพระศาสนาให้มาสนับสนุนตน ไม่ปล่อยให้เป็นอิสระ จึงเกิดระบบการปกครอง คณะสงฆ์ ซึ่งเป็นระบบราชการที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ๒๖ โครงสร้างอำนาจ ดังที่กล่าวแต่ต้นว่ามีพลังอำนาจมาก ไม่มีอะไรต่อต้านได้ แต่มีผลเสีย ฉกรรจ์ในการปิดพื้นที่ทางปัญญาและพื้นที่ทางสังคม พระพุทธศาสนาในประเทศไทยจึงไม่มี บทบาทใหญ่ คงรับใช้อำนาจรัฐและทำหน้าที่ทางจารีตประเพณีเป็นหลัก บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ประเทศและโลกวิกฤติจนสุดทางเก่า ต้อง ปรับเปลี่ยนเส้นทางมาใช้ทิฐิที่ถูกต้อง วิธีคิด ปัญญา และสังคม ตามที่กล่าวมาเป็นลำดับในมรรค วิธี ๑๑ ประการ ซึ่งพุทธธรรมจะมีบทบาทสำคัญ และเรารู้วิธีออกจากโครงสร้างอำนาจด้วยสันติวิธีคือ การก่อตัวของกลุ่มเซลล์สมอง ดังกล่าวในมรรคที่ ๕ ฉะนั้น ปัญญาชนชาวพุทธทั้งพระและฆราวาส สามารถก่อตัวขึ้นเป็น กลุ่ม เซลล์สมองพุทธธรรมเพื่อสังคม หรือกลุ่มพุทธธรรมเพื่อสังคมอย่างหลากหลาย เพื่อขับเคลื่อนทิฐิ ที่ถูกต้อง การตื่นรู้ วิธีคิดแบบทางสายกลาง ชุมชนเข้มแข็ง และอื่นๆ ทั้งนี้ด้วยความเคารพ ความ เป็นทางการ ให้ความไม่เป็นทางการกับความเป็นทางการบรรจบกัน ซึ่งจะได้ทั้งความเป็นอิสระ และการสนับสนุนจากระบบ ทำให้มีพลังที่จะขับเคลื่อนเรื่องใหญ่ไปสู่ความสำเร็จ ในการนี้ต้องการ สมรรถนะในการจัดการด้วย อย่าลืมว่าการจัดการคืออิทธิปัญญา ถ้าได้ภาคธุรกิจที่มีศรัทธาเข้าร่วม ด้วยก็จะเพิ่มสมรรถนะในการจัดการ ลองนึกผลที่จะเกิดขึ้นถ้าวัด ๓๐,๐๐๐ วัด มีการจัดการที่ดี พร้อมทุกด้าน หากวัดทุกวัดในแต่ละอำเภอเข้าร่วมการขับเคลื่อนตาม "แผนและยุทธศาสตร์สร้าง แผ่นดินสุขภาวะใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล ทั่วประเทศ" กับภาคีทั้งหลายที่ใช้การเรียนรู้ ร่วมกันในสถานการณ์จริงเป็นเครื่องมือ เรื่องก็จะง่ายขึ้นเป็นอันมาก เพราะการเรียนรู้ร่วมกันใน การปฏิบัติในสถานการณ์จริงทำให้ทุกฝ่ายฉลาดขึ้น และฉลาดร่วมกัน ๒๗ # มรรควิธีที่ ๑๑ ## ระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารที่ทำให้รู้ความจริงทั่วถึง ระบบร่างกายมนุษย์ซึ่งเป็นระบบที่ดีที่สุดในจักรวาล ท่ามกลางความหลากหลายสุด ประมาณของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ระบบร่างกายมีบูรณภาพสมบูรณ์เป็นองค์รวมเดียวกันที่มีดุลย ภาพ มีคุณสมบัติอันมหัศจรรย์ต่างๆ เหนือวัตถุที่เป็นองค์ประกอบของร่างกาย ระบบร่างกายใช้ หลักการหลายอย่างที่เป็นเช่นนั้นได้ อย่างหนึ่งคือ ทั้งร่างกายเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารและการ สื่อสารที่ทำให้ระบบรู้ความจริงถึงกัน ความหลากหลายต้องมีถึงขนาดจึงมีชีวิตเกิดขึ้น ถ้ามีของ เหมือนๆ กัน เพียงอย่างเดียวก็จะไม่เกิดมีชีวิต ฉะนั้น ความหลากหลายจึงเป็นกฎธรรมชาติ เป็นความดี และความงาม อย่าไปปฏิเสธ ความหลากหลาย แต่ท่ามกลางความหลากหลายเราต้องการบูรณภาพเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน ซึ่งจะมีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ผุดบังเกิดขึ้นด้วย สังคมเช่นนี้จะต้องมีระบบข้อมูลข่าวสารและ การสื่อที่ทำให้รู้ถึงกันหมด แผนดินที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีความถูกต้องเป็นธรรมและงดงาม ๑. อุดมการณ์สูงสุดประเทศไทย ๒. สัมมาทิฐิ ๓. วิธีคิดทางสายกลาง ๔. พลังพลเมืองที่ตื่นรู้ ๕. ปรับโครงสร้างอำนาจ ๖. สร้างพระเจดีย์จากฐาน ๗. เศรษฐกิจใหม่ ๘. การศึกษาใหม่ ๙. การเมืองใหม่ ๑๐. พลังทางศาสนา ๑๑. การสื่อสาร ๑๒. สุขภาพคือทั้งหมด ๒๘ ในรูปพระเจดีย์แห่งการพัฒนาด้วยมรรควิธี ๑๒ ประการ จึงเขียนมรรควิธีที่ ๑๑ ที่เรียก สั้นๆ ว่าการสื่อสารไว้ตรงกลางพระเจดีย์ การสื่อสารที่ดีจะเชื่อมโยงให้เกิด และพัฒนาการของ มรรคทุกมรรค ประเทศไทยยังขาดการคิดใหญ่ และลงทุนในระบบการสื่อสารอย่างสมบูรณ์ จำเป็นที่ จะต้องมีคนไทยจำนวนหนึ่งที่มีจินตนาการใหญ่ มีฉันทะและวิริยะอย่างแรงกล้า ก่อตัวกันขึ้น (Self -organized) เพื่อขับเคลื่อนระบบการสื่อสารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในการสร้างสังคมที่ถูกต้องเป็น ธรรม ถ้าการขับเคลื่อนนี้จะใช้งบประมาณสักปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่นับว่ามาก อาจมาจาก กองทุนที่สำนักงานกสทช.ก็ได้ การที่เน้นการเริ่มต้นด้วยการก่อตัวขึ้นมาเองก่อนนั้น เพื่อให้ได้ของจริงที่มีคุณภาพ ถ้า องค์กรใหม่เริ่มต้นด้วยคำสั่งแต่งตั้งมักจะผิดฝาผิดตัว คนที่อยากได้รับการแต่งตั้งหรือแสวงหาการ แต่งตั้ง มักไม่ได้มีฉันทะวิริยะและคุณสมบัติเหมาะสมที่จะทำสิ่งนั้น แต่ผู้ที่ก่อตัวกันขึ้นมาเองโดย ไม่มีอำนาจและเงิน มักจะเป็นของจริงคือ เป็นผู้มีความฝันใหญ่ มีฉันทะวิริยะอย่างแรงกล้าที่จะทำ สิ่งนั้น เมื่อมีกลุ่มอย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว จึงมีระบบเข้ามารองรับ องค์กรนั้นก็จะมีทั้งปัญญาและ พลังงานหนุนหลังให้ขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ ระบบการสื่อสารที่สมบูรณ์ที่กล่าวถึงนี้ รวมการสื่อสารทุกประเภท ทุกช่องทาง ทั้งทางสื่อ สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ดิจิตอล และสื่อผ่านศิลปะทุกประเภท ซึ่งรวมถึงละครและภาพยนตร์ ถ้า เรามีภาพยนตร์ดีๆ ฉายให้ดูกันทุกตำบลจะเกิดอะไรขึ้น การสร้างและทะนุบำรุงนักเขียนและ ผู้สื่อข่าวที่มีคุณภาพก็มีความสำคัญยิ่ง แต่ถูกทอดทิ้งให้คุ้ยเขี่ยหากินเอง ล้มลุกคลุกคลานในอดีตที่ ผ่านมา เพราะไม่ได้คิดถึงเครื่องมือเชิงสถาบันเพื่อทะนุบำรุงนักข่าวและนักเขียน ขอให้คนไทยคิดใหญ่ และเอาจริงในการสร้างระบบข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสารที่ สมบูรณ์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยยุคใหม่ไปสู่ศรีอาริยะยุค ถ้ามีระบบการสื่อสารที่ดีทุกอย่างจะ ง่ายขึ้นหลายเท่าตัว ๒๙ # มรรควิธีที่ ๑๒ สุขภาพคือทั้งหมด สุขภาพคือสุขภาวะที่สมบูรณ์ ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา จึงมีความหมายที่กว้างและครอบคลุมมาก ไม่ใช่เรื่องของมดหมออยู่ยาและโรงพยาบาล เท่านั้น แต่บูรณาการอยู่ในการพัฒนาทั้งหมด จึงมีคำกล่าวว่า "สุขภาพคือทั้งหมด" หรือ Health is the whole แต่ความเข้าใจเช่นนี้ยังมีน้อย คงมุ่งไปเฉพาะเรื่องมดหมอหยูกยาและ โรงพยาบาลเท่านั้น วิกฤตโควิดคราวนี้แสดงให้ประจักษ์อย่างโจ่งแจ้งว่า "สุขภาพ คือ ทั้งหมด" เพราะฉะนั้น ถ้ามีการพัฒนาตามมรรควิธีทั้ง ๑๑ ประการที่กล่าวไปแล้ว ผลคือสุขภาพ หรือสุขภาวะของคนทั้งมวล และในฐานะที่ระบบสุขภาพแข็งแรงกว่าระบบอื่นๆ ดังที่การเผชิญ วิกฤตโควิดของประเทศไทยได้รับการให้คะแนนจากองค์กรระหว่างประเทศว่าดีเป็นที่ ๑ ในโลก ระบบสาธารณสุขไทยมีโครงสร้างที่ครอบคลุมทั่วถึง มีบุคคลที่มีคุณภาพ มีนักวิชาการ และ สถาบันทางวิชาการสนับสนุนจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีการสร้างองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระมา สนับสนุนระบบและนวัตกรรม เช่น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ทำหน้าที่พัฒนานโยบายสาธารณะ ดังที่จัด สมัชชาสุขภาพแห่งชาติมากกว่า ๑๐ ปี ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยกฎหมาย ความเป็นอิสระ และการมีงบประมาณที่คล่องตัวขององค์กร เหล่านี้ ทำให้สามารถปรับตัวได้รวดเร็วตามสถานการณ์ และมีนวัตกรรมสูง ที่ระบบราชการทำได้ ยาก โดยรวมทำให้ระบบสุขภาพไทยมีสมรรถนะสูง ๓๐ (ข้อสังเกตคือ พวกหมอไม่ได้วิเศษเหนือคนอื่น แต่ธรรมชาติของงานคือต้องดูแลผู้ป่วยเจ็บเฉพาะ หน้า ทำให้ต้องเป็นที่เรียกว่า action-oriented และเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การเรียนรู้จากการ ปฏิบัติจริงทำให้แข็งแรง ขณะที่ระบบการศึกษาทั่วไปเน้นการเรียนจากการ "ท่องวิชา" จึงไม่รู้ ความจริงและไม่แข็งแรง การขับเคลื่อนเพื่อสุขภาวะของคนทั้งมวล ได้ดำเนินมานานพอสมควรจนกลุ่มผู้ขับเคลื่อนมี ความมั่นใจที่จะเรียกว่าเป็น "การเดินทัพทางไกลเพื่อคนจน" Long March For The Poor และเนื่องจากเป็นการทำอย่างเงียบๆ ไม่ได้โต้เถียงตีรันฟันแทงกับใครๆ ในเรื่องอุดมการณ์บางทีจึง มีการเรียกว่าเป็น "การปฏิวัติเงียบ" (Silent revolution) อันเกิดจากความเชื่อว่าการ เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ดีกว่าจากงานพัฒนา ไม่ใช่วาทกรรมหรือการโค่นล้มทำลาย ระบบสุขภาพทั้งหมดควรร่วมเป็นภาคีกับคนและองค์กรทั้งหมดที่ขับเคลื่อน มรควิธีที่ ๑ ถึงที่ ๑๑ รวมกันทั้งหมดเป็น ๑๒ มรรค ร่วมสร้างประเทศไทยที่มีความถูกต้องเป็นธรรมและ งดงาม ประเทศไทยที่ถูกต้องเป็นธรรมก็คือประเทศที่มีสุขภาวะสมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทาง สังคม และทางปัญญา ๓๑ # พจนะท้ายบท คนทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และศักยภาพอยู่ในตัว ควรจะมีชีวิตที่เป็นสุขและ สร้างสรรค์ แต่ด้วยระบบและโครงสร้างต่างๆ ในสังคมตลอดจนมายาคติต่างๆ ทำให้คนส่วนใหญ่ ด้อยศักดิ์ศรี ด้อยศักยภาพ ด้วยโครงสร้างอำนาจทำให้ปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา คน ทั้งหลายที่มีความรู้และประสบการณ์บางอย่างในตัว และมีหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ ต้องการทำอะไร ดีๆ เพื่อส่วนรวม ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะการปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา ทำให้อึดอัด ขัดข้องอยู่ทั่วไป เกิดสภาพที่ว่าคนไทยเหมือนไก่อยู่ในเข่งจิกตีกันร่ำไป แต่ถึงจะจิกตีกันจนเลือดตก ยางออกหรือถึงตาย ก็ไม่สามารถออกจากสภาวะที่คุมขังเขาไว้ นี้คือสังคมทุขภาวะและอวิชชาที่ ดำรงอยู่ ทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิดที่นำเสนอ นี้ เป็นเส้นทางใหม่ที่ประกอบด้วยทิฐิที่ สอดคล้องกับความจริงตามธรรมชาติ วิธีคิดทางสายกลางหรือสายปัญญาคือสาเหตุแห่งความเป็น เหตุเป็นผลโดยไม่แยกข้างแยกขั้ว ร่วมสร้างประเทศไทยที่มีความถูกต้องเป็นธรรมอย่างสมบูรณ์ ด้วยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริง ซึ่งก็คือการเปิดพื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวางที่สุด การเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง จะทำให้คนไทยทุกคนมี ความสุขอย่างลึกล้ำ ไม่สำคัญว่าท่านจะสวยหรือไม่ ผิวดำหรือผิวขาว รวยหรือจน เยาว์หรือชรา แต่ท่านมีหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ และมีอิสระในการทำเรื่องที่ท่านรักและถนัดที่จุดใดจุดหนึ่งใน สังคม จะมากหรือน้อย จะทำคนเดียว หรือรวมตัวร่วมคิดร่วมทำกับคนที่ถูกใจ ย่อมเป็นไปได้ ทั้งสิ้นและท่านจะมีความสุขประดุจบรรลุนิพพาน ๓๒ เส้นทางที่เสนอนี้ ข้าพเจ้ามั่นใจว่าเป็น "มหาสันติวรบท" หรือทางใหญ่อันประเสริฐที่สันติ ที่ประเสริฐเพราะเป็นทางสายปัญญาและสันติ เป็นทางที่จะปลดปล่อยคนทั้งมวลไปสู่อิสรภาพ ความมีศักดิ์ศรี ความมีศักยภาพ และความสุขประดุจบรรลุนิพพาน เป็นพลังมหาศาลที่จะสร้าง ประเทศไทยให้เป็นดินแดนแห่งความถูกต้องเป็นธรรมและงดงาม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สมดุล และเป็นตัวอย่างกับโลก ขอความสวัสดีจงมีแก่ประเทศไทย ประเวศ วะลี ๓๓
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2020
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• โควิด 19
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2020
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้