auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

แผนและยุทธศาสตร์สร้างแผ่นดินสุขภาวะใน 800 อำเภอ 8,000 ตำบล ทั่วประเทศ บทบาทของ 100 มหาวิทยาลัย 1 ล้านนิสิต

chrome_reader_modeคำอธิบาย

บทความนี้ว่าด้วยบทบาทของ 1 ร้อยมหาวิทยาลัย 1 ล้านนิสิต โดยมีหัวข้อดังนี้ 1) 1 ร้อยมหาวิทยาลัย 1 ล้านนิสิต คือ พลังอุดมศึกษาทั้งหมดของประเทศ 2) ภูเขา 3 ลูกที่ขวางกั้นพลังสร้างสรรค์ของระบบการศึกษาไทย ก้าวข้ามด้วยยุทธศาสตร์ 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัด 2) แผนและยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย... (ชื่อมหาวิทยาลัย) ... ในการสร้างแผ่นดินสุขภาวะ ในพื้นที่จังหวัด... (ชื่อจังหวัด) ... 4) ผลที่จะเกิดตามมาจากการดำเนินการตามแผนและยุทธศาสตร์สร้างแผ่นดินสุขภาวะใน 800 อำเภอ 8,000 ตำบล

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

แผนและยุทธศาสตร์สร้างแผ่นดินสุขภาวะ ใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล ทั่วประเทศ บทบาทของ ๑๐๐ มหาวิทยาลัย ๑ ล้านนิสิต โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ บัดนี้เรามีความรู้และประสบการณ์พอที่จะทำแผนและยุทธศาสตร์ "สร้างแผ่นดินสุขภาวะใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล ทั่วประเทศ" โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมใน กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning to action) ในสถานการณ์จริง เพื่อ สร้างแผ่นดินสุขภาวะ โดยมีอำเภอทุกอำเภอและตำบลทุกตำบลเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง เป็นการเรียนรู้ที่ทรงพลังที่สุดที่จะฝ่าความ ยากทุกชนิดไปสู่ความสำเร็จ เป็นกระบวนการที่ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ (Makes the impossible possible) เพราะยิ่งทำยิ่งรักกันมากขึ้น ยิ่งมีความสุขมากขึ้น ยิ่งฉลาดมากขึ้น ฉลาด ร่วมกัน (collective wisdom) ทำให้เกิดพลังมหาศาลที่ทำให้เกิดแผ่นดินสุขภาวะ ในทุกตำบลทุก อำเภอทั่วประเทศ ในการนี้จะเป็นการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ของคนไทยจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ อันจะนำไปสู่การเกิดขึ้นของ พลังพลเมืองที่ตื่นรู้และกัมมันตะ เต็มประเทศ เมื่อใดประเทศใดเกิดพลังพลเมืองที่ตื่นรู้เต็มประเทศ เมื่อนั้นประเทศนั้นย่อมเกิดความ เจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริงในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง ทุกภาคส่วนในสังคมไม่ว่าภาครัฐ ทั้งทหาร และพลเรือน ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ องค์กร พัฒนาเอกชน องค์กรการกุศล กลุ่ม ชมรม สมาคม มูลนิธิต่างๆ เยาวชน ล้วนมีบทบาทในแผนและ ยุทธศาสตร์แผ่นดินสุขภาวะนี้ได้ทั้งสิ้น บทความนี้ว่าด้วยบทบาทของ ๑ ร้อยมหาวิทยาลัย ๑ ล้านนิสิต ๒ # ๑. ## ๑ ร้อยมหาวิทยาลัย ๑ ล้านนิสิต ### คือพลังอุดมศึกษาทั้งหมดของประเทศ ประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษาทุกชนิดกว่า ๑๐๐ แห่ง และมีนิสิตนักศึกษารวมทั้งบัณฑิตตกงานด้วยกว่า ๑ ล้านคน เป็นกำลังคนขนาดใหญ่ที่มีจำนวนมากกว่าพระทุกวัดรวมกัน หรือมากกว่าจำนวนทหารทุกกองทัพรวมกัน และเป็นพลังคนที่ใช้ความรู้ ใช้ปัญญา จึงมีศักยภาพเกินพอที่จะสร้างแผ่นดินไทยให้เป็นแผ่นดินสุขภาวะ การที่มหาวิทยาลัยจะเป็นพลังแผ่นดินได้จริง ต้องการพลังปัจจัย ๓ อย่างคือ ๑. ต้องรู้ความจริงของแผ่นดินไทย ๒. รู้ว่าแผ่นดินสุขภาวะคืออย่างไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร ๓. ปรับเปลี่ยนจากการหาความรู้ด้วยการท่องวิชา เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริง หรือเรียนรู้จากการลงมือทำ ๓ ๒. ภูเขา ๓ ลูกที่ขวางกั้นพลังสร้างสรรค์ของระบบการศึกษาไทย ก้าวข้ามด้วยยุทธศาสตร์ ๑ มหาวิทยาลัย ๑ จังหวัด ระบบการศึกษาเป็นระบบที่ใหญ่มาก ควรจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ กลับเป็นตัวถ่วง (load) มากกว่าเป็นตัวสร้างพลัง เพราะอุปสรรคใหญ่ประดุจ ภูเขาใหญ่ ๓ ลูก ที่ขวางกั้น อันได้แก่ (๑) **ระบบการศึกษาไม่ได้มีอยู่บนฐานความจริงของประเทศ** แต่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ถ้าพูดถึง การศึกษาคนทั้งประเทศก็จะนึกถึงการท่องวิชา วิชาเป็นความรู้และเทคนิคในแขนงต่างๆ แต่ ไม่ใช่ความจริงของประเทศไทย อย่างที่พระเจ้าอยู่หัว ร.๙ ทรงเรียกว่า "**ภูมิสังคม**" เมื่อไม่รู้ ความจริงก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้ คนไทยทั้งมวลที่เติบโตมาด้วยการศึกษาแบบนี้จึงไม่รู้ความจริง ประเทศไทย ไม่รู้ว่าฐานของประเทศหรือสังคม ความเป็นจริงข้างล่างเป็นอย่างไร คงลอยตัว อยู่ข้างบนกับความรู้นิดๆ หน่อยๆ แต่มีบทบาทนำก็ทำอะไรไม่ถูก ทำให้ประเทศสะสมปัญหา จนวิกฤติมากขึ้นเรื่อยๆ (๒) **บุคลากรทางการศึกษาขาดการคิดเชิงระบบและการจัดการ** คุ้นเคยอยู่กับการคิดเชิงเทคนิค จึงทำอะไรได้นิดๆ หน่อยๆ ตามเทคนิคที่ตนมี ที่เรียกว่าเป็นแบบ technic- driven แต่ไม่ เข้าใจระบบที่ทำให้เกิดประโยชน์ใหญ่ และวิธีจัดการที่จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เช่น อาจจะมี ความรู้ทางเทคนิคในการพัฒนาการของเด็กปฐมวัย แต่ไม่ตั้งคำถามเชิงระบบว่าทำอย่างไรสิ่งที่ เรารู้ว่าดีจะเกิดขึ้นกับคนทั้งประเทศ เราจึงมีปัญหาเรื่องคุณภาพเด็ก เยาวชน และครอบครัว เรื่อยมา หรือปัญหาใหญ่ๆ ต่างๆ เช่น ความยากจน และความเหลื่อมล้ำ อุบัติเหตุจราจรที่คร่า ชีวิตคนไทยปีละ ๒๐,๐๐๐ คน มากกว่าการตายจากโควิด-19 มากมาย หรือความรุนแรงใน ๔ จังหวัดชายแดนใต้ต่างๆ เหล่านี้ต้องการการคิดเชิงระบบและการจัดการจึงจะแก้ปัญหาได้ แต่ คนในมหาวิทยาลัยก็ได้แต่วิเคราะห์วิจารณ์เป็นอย่างมาก ไปไม่ถึงการสังเคราะห์และการ จัดการ นี้ก็คือภูเขาลูกที่ ๒ ที่ขวางกั้นพลังทางปัญญาของการศึกษาไทย (๓) การศึกษาไทยเน้นการเรียนรู้จากการ “ท่อง” วิชา ไม่ใช่เรียนรู้จากการ “ทำ" ใน สถานการณ์จริง จึงสร้างคนที่ทำไม่เป็น คิดไม่เป็น จัดการไม่เป็น ขึ้นเต็มประเทศ แทนที่จะ สร้างคนเก่ง ที่ทำงานเก่ง คิดเก่ง จัดการเก่ง การเรียนรู้จากการทำงานในสถานการณ์จริงทำให้ ต้องทำเป็น และต้องคิดอย่างมากงานจึงจะสำเร็จ รวมทั้งต้องจัดการเก่งนอกเหนือไปจาก พฤติกรรมทางบวกอื่นๆ เช่น ขยัน อดทน รับผิดชอบ ประหยัด ใฝ่เรียนรู้ นโยบายและยุทธศาสตร์ ๑ มหาวิทยาลัย /๑ จังหวัด ออกแบบมาเพื่อก้าวข้ามภูเขาที่ขวาง กั้นทั้ง ๓ ลูกนี้ กล่าวคือ (๑) เมื่อมหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบพื้นที่ (area - based) ต้องเอาความเป็นจริงที่ฐานของประเทศ เป็นตัวตั้ง แทนที่จะอยู่กับวิชาอย่างเดียว (๒) ความรับผิดชอบในการสร้างแผ่นดินสุขภาวะในพื้นที่จังหวัดที่รับผิดชอบ ทำให้ต้องคิดเชิง ระบบและการจัดการ (๓) การขับเคลื่อนให้เกิดแผ่นดินสุขภาวะทำให้ปรับเปลี่ยนการเรียนรู้จากการ “ท่อง" มาเป็นลง มือทำในสถานการณ์จริง ทั้ง ๓ ประการนี้จะทำให้มหาวิทยาลัยเกิดพลังสร้างสรรค์ สามารถร่วมกับภาคีอื่นๆ สร้าง แผ่นดินสุขภาวะขึ้นมาได้จริงๆ ในจังหวัดที่มหาวิทยาลัยรับผิดชอบ และถ้าทุกมหาวิทยาลัยทำเช่นนี้ใน ทุกจังหวัดก็จะทำให้เกิดแผ่นดินสุขภาวะทั้งประเทศ ๕ ## ๓. แผนและยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ... (ชื่อมหาวิทยาลัย) ... ในการสร้างแผ่นดินสุขภาวะ ในพื้นที่จังหวัด ... (ชื่อจังหวัด) ... (๑) พื้นที่ ๑ จังหวัดโดยเฉลี่ยมี ๑๐ อำเภอ ๑๐๐ ตำบล ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน (๒) สุขภาวะเกิดจากการพัฒนาอย่างบูรณาการที่ ๘ มิติ เชื่อมโยงอยู่ในกันและกัน คือ เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - สิ่งแวดล้อม - วัฒนธรรม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย ไม่ใช่การพัฒนาแบบแยกส่วน (๓) การขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างบูรณาการใน ๓ ระดับ คือ ระดับชุมชนหรือหมู่บ้าน มีสภาผู้นำชุมชนหรือองค์กรชุมชน เป็นองค์กรจัดการร่วมกับ คนทั้งชุมชน ขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผนชุมชนที่ร่วมกันทำ ระดับตำบล มีอบต.หรือเทศบาลตำบล เป็นองค์กรจัดการ ทำเป้าหมายตำบล เช่น เป้าหมายตำบล ๑๖ ประการ (ดูในหนังสือชื่อ "แผนสงครามเบ็ดเสร็จเอาชนะความยากจน และขาดความเป็นธรรม" โดย ประเวศ วะสี) ร่วมกับชุมชนและภาคีต่างๆ ทั้งจากภายในและ ภายนอกตำบล ขับเคลื่อนให้ครบเป้าหมายตำบล ๑๖ ประการ จะเกิดตำบลสุขภาวะอย่าง สมบูรณ์ ระดับอำเภอ นำโดยนายอำเภอขับเคลื่อน "พัฒนาคุณภาพชีวิตรระดับอำเภอ" (พชอ.) ซึ่ง รวมถึงการพัฒนาอย่างบูรณาการใน ๑๐๐ ตำบล ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน ในอำเภอนั้น เป็นการไม่ยาก ที่จะมีนายอำเภอที่ดีๆ และเก่งๆ ๘๐๐ คน ประจำทั้ง ๘๐๐ อำเภอทั่วประเทศ เพราะกรมการ ปกครองมีโรงเรียนนายอำเภอสำหรับพัฒนานายอำเภอยู่แล้ว ยิ่งถ้ากรมการปกครองได้ ร่วมกับภาคีอื่นๆ ที่ส่งเสริมงานในพื้นที่ เช่น พอช. สสส. สปสช. มูลนิธิปิดทองหลังพระ และ ๖ อื่นๆ ยิ่งเป็นไปได้ว่าจะมีนายอำเภอดีๆ ทุกอำเภอ มหาวิทยาลัยอาจตั้งนายอำเภอในพื้นที่ จังหวัดที่มหาวิทยาลัยปฏิบัติการเป็นอาจารย์พิเศษด้วยก็ได้ และโดยจารีตและความคาดหวัง ของสังคมนายอำเภอรับผิดชอบบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนอยู่แล้ว จึงเป็นการยากที่จะ คลาดจากบทบาทนี้ไปได้ นายอำเภอที่มีความเป็นผู้นำสูงจะเป็น นักอำนวยภูมิพลัง (นอภ.) คือกระตุ้นให้เกิด การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำของผู้คนทุกภาคส่วนของอำเภอ เช่น เครือข่ายสุขภาพอำเภอ เครือข่ายครู เครือข่ายพระสงฆ์ เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสุขภาวะอำเภอ เครือข่ายข้าราชการ เกษียณอายุ เครือข่ายเยาวชน ฯลฯ เหล่านี้จะเป็นภูมิพลัง (อ่านว่าพู-มิ-พะ-ลัง) หรือพลัง แผ่นดิน เป็นพลังพลเมืองที่มีกัมมันตะเต็มแผ่นดิน อำเภอทุกอำเภอก็เท่ากับเต็มแผ่นดิน ช่วยกันสร้างแผ่นดินสุขภาวะทั้งอำเภอและทุกอำเภอ (๔) มหาวิทยาลัยร่วมขับเคลื่อนอำเภอสุขภาวะในทุกอำเภอ โดยร่วมเป็นภาคีกับองค์กรต่างๆ ทั้งในพื้นที่และจากนอกพื้นที่ เช่นกับ กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรม พัฒนาชุมชน พอช. สปสช. สช. ธกส. ธนาคารออมสิน สำนักงานสนับสนุนระบบสุขภาพปฐม ภูมิ กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สถาบันชุมชน ท้องถิ่นพัฒนา (LDI) เป็นต้น โดย (๔.๑ มหาวิทยาลัยส่งทีมอาจารย์และนิสิตไปปฏิบัติการในแต่ละอำเภอ ประกอบด้วยคณะ อาจารย์ประจำอำเภอละ ๑๕ คน นิสิต ๑๐๐ คน จากคณะสถาบันต่างๆ ในหลักสูตรฐาน "ชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติ” ชุดละประมาณ ๓ เดือน (๔.๒) ผู้แทนคณะอาจารย์ประจำอำเภอ เป็นกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต อำเภอ (พซอ.) ที่มีนายอำเภอเป็นประธาน (๔.๓) คณาจารย์และนิสิตร่วมกับกลไกระดับชุมชน ตำบล และอำเภอ ในการสำรวจข้อมูลพื้นที่ ทั้ง ๓ ระดับ มหาวิทยาลัยร่วมพัฒนาศูนย์ข้อมูลอำเภอ ๗ (๔).๔ คณาจารย์และนิสิตร่วมกับกลไกระดับชุมชน ตำบล และอำเภอ ในการทำแผนชุมชน แผนตำบล และแผนอำเภอ (๔).๕ คณาจารย์และนิสิตติดตามการปฏิบัติตามแผนทั้ง ๓ ระดับ และสนับสนุนการปฏิบัติ ด้วย * ข้อมูล ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และอื่นๆ * วิจัยเพื่อตอบโจทย์ที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติ * ส่งเสริมสนับสนุนด้วยความเชี่ยวชาญเรื่องที่ต้องการ เช่น เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย เทคนิคการทำสนามเด็กเล่นที่ก่อปัญญา การจัดการท่องเที่ยวชุมชน ฯลฯ * การสื่อสาร ทั้งระหว่างกันเองในพื้นที่และกับข้างนอก * การสนับสนุนอื่นใดที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่ (๔).๖ คณาจารย์และนิสิตประเมินผลการปฏิบัติ เพื่อเป็นข้อมูลป้อนกลับไปปรับปรุง กระบวนการทั้งหมดให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (๔).๗ พัฒนานโยบายเพื่อชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง เมื่อมหาวิทยาลัยได้ผ่านการเรียนรู้จากการ ปฏิบัติในสถานการณ์จริงดังกล่าวข้างต้น จะเกิดสมรรถนะอันไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ **สมรรถนะ ในการพัฒนานโยบายสาธารณะ** นโยบายสาธารณะที่ดีเป็นสุดยอดทางปัญญาของชาติใดชาติ หนึ่ง เพราะกำหนดทิศทางและความเป็นไปของชาติ หากมหาวิทยาลัยต่างๆ มีสมรรถนะในการ พัฒนานโยบายสาธารณะ สิ่งถูกต้องดีงามทั้งหลายจะเกิดขึ้นเต็มประเทศ ๘ ๔. ผลที่จะเกิดตามมาจากการดำเนินการตามแผนและยุทธศาสตร์ สร้างแผ่นดินสุขภาวะใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล (๑) เกิดมหาสันติวรบทขึ้นในประเทศไทย หรือหนทางสันติอันประเสริฐขนาดใหญ่เพราะเป็นการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติของคนไทยทั้งชาติ อันทำด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ เป็นเส้นทางสายปัญญาขนาดใหญ่ แทนที่การต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันด้วยความรุนแรง ซึ่งทำตลอดมาในอดีต และไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความถูกต้องเป็นธรรมที่ลงตัว (๒) กระบวนการมหาสันติบริบทดังกล่าวนี้ ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นทั้งประเทศ ด้วยความรัก และไมตรีจิตที่มีต่อกันในกระบวนการปัญญาที่เกิดขึ้น และความสำเร็จ กระบวนการนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐาน (Transformation) ในทุกมิติ ทั้งทางความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรม สัมพันธภาพ และการจัดองค์กร ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการพัฒนาแบบแยกส่วนดังที่ผ่านมา (๓) เป็นการเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เราพูดกันมานานแล้วว่าในสังคมที่ซับซ้อนการใช้อำนาจไม่ได้ผล อำนาจรัฐที่เป็นทางการนั้นเป็นอำนาจควบคุมและจำกัดการเข้าร่วม ต้องการการเปิดพื้นที่ทางสังคมและทางปัญญาอย่างกว้างขวาง แผนสร้างแผ่นดินสุขภาวะใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล เป็นการเปิดพื้นที่ทางสังคมอย่างกว้างขวางที่สุด ทุกคน ทุกลุ่ม ทุกองค์กร ที่มีความรักชอบ หรือถนัดในสิ่งใด สามารถเข้าร่วมได้หมด ในขอบเขตและขนาดเล็กใหญ่ ได้ตามความพอใจของแต่ละกลุ่ม เช่น ทำในตำบลเดียว หรือทั้งอำเภอ หรือทั้งจังหวัด ทุกคนมีความรู้บางอย่างอยู่ในตัว และอยากมีส่วนร่วมในการทำประโยชน์แก่ส่วนรวม แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะระบบที่เป็นทางการเป็นระบบปิด เช่น ข้าราชการเกษียณอายุจำนวนมหาศาลยัง ส แข็งแรงยังก้มมันตะแต่ถูกปลดระวาง แต่ตามแผนนี้ข้าราชการเกษียณอายุที่ยังก้มมันตะ สามารถ เข้าร่วมงานได้ในพื้นที่ พื้นที่ ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล ใหญ่โตกว้างขวางพอที่คนไทยทุกคนที่ ตื่นรู้และก้มมันตะจะเข้าร่วมในการพัฒนาประเทศ และที่ว่าเป็นการเปิดพื้นที่ทางปัญญาอย่าง กว้างขวาง เพราะกระบวนการนี้ใช้การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง จึงเป็นทั้ง การเรียนรู้ การสร้างความรู้ การใช้ความรู้ การจัดการความรู้ เป็นการเปิดพื้นที่ทางปัญญาอย่าง กว้างขวางที่สุด (๔) เป็นการสร้างสัมพันธภาพใหม่ (New associations) ตามปรกติสัมพันธภาพในสังคมเป็นสันพันธ ภาพเชิงอำนาจ หรือสัมพันธภาพทางดิ่ง หรือที่เรียกว่าจากบนลงล่าง (Top down) สัมพันธภาพ เชิงอำนาจทำให้เกิดการบีบคั้น ทุกขภาวะและความด้อยปัญญา แต่ในปฏิบัติการตามแผนสร้าง แผ่นดินสุขภาวะตามที่นำเสนอ นี้ มีการสร้างสัมพันธภาพใหม่ คือไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร ทุกคน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนเสมอกัน มีความเสมอภาค เข้ามาสัมพันธ์กันด้วยความสมัคร ใจไม่มีใครบังคับ สัมพันธ์ด้วยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ที่ยิ่งทำยิ่งรักกัน มากขึ้น ยิ่งไว้วางใจกันมากขึ้น ยิ่งมีความสุขมากขึ้น ยิ่งฉลาดมากขึ้น ยิ่งมีความสำเร็จมากขึ้น สัมพันธภาพใหม่จึงเป็นการสัมพันธภาพแห่งความสุข ความสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วม เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิด ประชาธิปไตยโดยสาระและสมบูรณ์ ไม่ใช่โดยกลไกและรูปแบบ ที่แม้แต่ ประเทศต้นแบบอย่างสหรัฐอเมริกา ก็ยังมีปัญหามากหรือไม่ได้ผลแล้ว ประชาธิปไตยโดยสาระที่ลึกที่สุดก็คือ การเคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่า เทียมกัน ซึ่งไม่มีในประชาธิปไตยที่เป็นเพียงกลไกและรูปแบบ การที่คนทุกภาคส่วนของสังคมสามารถมีบทบาทในการพัฒนาประเทศได้โดยตรง เป็น ประชาธิปไตยทางตรง เป็นประชาธิปไตยทางสังคม การที่ทุกพื้นที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจอย่างบูรณาการ โดยมีการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ (ดู เป้าหมายตำบล ๑๖ ประการ ที่อ้างถึงแล้ว) คือประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ๑๐ ที่ระบบประชาธิปไตยในโลกกำลังประสบปัญหาอยู่ขณะนี้ เพราะเป็นประชาธิปไตยเชิงเดี่ยว คือ ประชาธิปไตยทางการเมืองเท่านั้น ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ซึ่งยังขาดอีก คือ ประชาธิปไตยทางจิตใจ (Spiritual democracy) ประชาธิปไตยทางสังคม (Social democracy) ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Economic democracy) ลำพัง ประชาธิปไตยทางการเมือง (Political democracy) ถ้าปราศจากประชาธิปไตยอีก ๓ อย่าง จะบิดเบี้ยวได้ง่าย หรือไม่ได้ผล ดังที่กำลังเกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาเวลานี้ (๕) เป็นการก่อตัวขึ้นเอง (Self-organized) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา ตามปรกติกลไกการ ขับเคลื่อนได้มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งมักทำงานไม่ค่อยได้ผลเพราะผิดฝาผิดตัว คนที่อยากได้รับการ แต่งตั้งไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมหรือมีฉันทะที่จะทำ แต่การก่อตัวขึ้นมาเองนั้นมาจากคนที่มีฉันทะ และคุณสมบัติที่จะทำงานนั้นๆ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สร้างแผ่นดินสุขภาวะนี้ แต่ละภาคีก่อ ตัวขึ้นมาเอง และเข้ามาเชื่อมโยงกันด้วยความสมัครใจ เป็นองค์กรแบบใหม่ที่เขาเรียกว่า Chaordic Organization (ดู Dee Hock : Birth of the Chaordic Age) ซึ่งเครือข่ายจะจัดการ ตัวเองไปสู่เป้าหมายเดียวกัน โดยไม่ต้องมีใครมีอำนาจเหนือกัน (๖) เป็นการสร้างสถาบันแบบใหม่เพื่อสร้างกำลังคนที่เก่ง เรามีปัญหาเชิงระบบในการสร้างคนไทย ที่เก่ง ประเทศส่งคนไปศึกษาต่างประเทศจำนวนมาก มาตั้งแต่ครั้ง ร.๕ แต่ไม่สามารถสร้างคนไทย ที่เก่งๆ ขึ้นมาได้เอง เพราะระบบราชการเป็นระบบอำนาจที่เน้นการควบคุมมากกว่าการพัฒนา ในการปฏิบัติตามแผนและยุทธศาสตร์สร้างแผ่นดินสุขภาวะนี้ ที่ว่าเป็นการเปิดพื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวางจะเกิดการสร้างสถาบันแบบใหม่ กลุ่มและเครือข่ายต่างๆ ที่ เกิดขึ้นเต็มพื้นที่จะกลายเป็นสถาบันพัฒนากำลังคนในรูปใหม่ ที่สร้างคนไทยเก่งๆ ด้านต่างๆ ขึ้นมาเต็มประเทศ เช่น เครือข่ายผู้นำชุมชนท้องถิ่นใน ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ๘,๐๐๐ ตำบล และ ประมาณ ๔ - ๕ ล้าน จะเป็นฐานของผู้นำที่มีคุณภาพสูงจำนวนมากอยู่ที่ฐานของประเทศ เครือข่ายนายอำเภอ ๘๐๐ คน ในแต่ละรุ่นที่มีโอกาสเป็นผู้นำร่วมกับภาคีต่างๆ พัฒนาพื้นที่อย่าง ๑๑ บูรณาการ จะกลายเป็นนักอำนวยภูมิพลัง (นอภ.) ที่มีความสามารถสูง พร้อมที่จะทำงานใหญ่ ต่อไป ซึ่งรวมถึงบางคนไปเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่มาจากฐานประสบการณ์การทำงาน จริงในพื้นที่ ไม่ใช่ไม่มีที่มาที่ไป หรือมาด้วยกำลังเงินเช่นปัจจุบัน เครือข่ายครูเพื่อการพัฒนา เครือข่ายพระสงฆ์เพื่อการพัฒนา เครือข่ายศิลปินเพื่อการพัฒนา เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อการพัฒนา เครือข่ายข้าราชการบำนาญเพื่อการพัฒนา เครือข่ายเยาวชน เพื่อการพัฒนา ฯลฯ ต่างๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นเต็มพื้นที่ อย่างนักธุรกิจมีอยู่ในทุกอำเภอ ตามปกตินักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จก็มักจะชอบบริจาคให้ ส่วนรวม แต่บ่อยๆ ครั้งก็มีปัญหาว่าจะบริจาคให้ใครหรือองค์กรอะไรจะมีความหมาย ความจริง นักธุรกิจมีศักยภาพในการพัฒนาประเทศมากกว่านั้น เพราะมีสมรรถนะในการจัดการสูง ซึ่งภาค ส่วนต่างๆ มักขาด ในแต่ละอำเภอนักธุรกิจจึงควรรวมตัวกันเป็น เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตอำเภอ ... (ชื่ออำเภอ) ... แล้วเข้าร่วมกับภาคีต่างๆ สร้างแผ่นดินสุขภาวะในอำเภอ ของตนๆ การพัฒนาไม่ใช่การให้เงินแต่เป็นการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ใน การเรียนรู้ร่วมกันใครมีความรู้ความชำนาญอะไรก็เอาเข้ามาร่วมกัน และทักษะการจัดการเป็นที่ ต้องการมากในการพัฒนา เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อการพัฒนาอำเภอในแต่ละอำเภอก็จะกลายเป็น สถาบันพัฒนากำลังคนที่สำคัญ ๘๐๐ อำเภอ ก็มี ๘๐๐ สถาบัน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยน เรียนรู้กัน กลายเป็นสถาบันนักธุรกิจเพื่อการพัฒนาประเทศที่มีแคมปัส ๘๐๐ แคมปัส คือ ๑ แคมปัส ต่อ ๑ อำเภอ ลองคิดดูว่ายิ่งใหญ่แค่ไหน หรืออย่างเรื่องพระสงฆ์ เรามีวัดประมาณ ๓๐,๐๐๐ วัด พระสงฆ์ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ รูป แต่ ระบบการปกครองคณะสงฆ์เป็นแบบระบบราชการ คือระบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้ กำลังพระสงฆ์ไม่มีศักยภาพเท่าที่ควร แต่เครือข่ายพระสงฆ์เพื่อการพัฒนาระดับอำเภอ ที่ทำงาน ร่วมกับนายอำเภอ และภาคีการพัฒนาทั้งหมดในพื้นที่ จะเกิดสัมพันธภาพใหม่ด้วยการเรียนรู้ ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ไม่ใช่สอนธรรมะแบบลอยตัวนอกบริบทของความเป็นจริง โดยวิธีนี้เครือข่ายพระสงฆ์เพื่อการพัฒนาระดับอำเภอ จะกลายเป็นสถาบันสงฆ์เพื่อการพัฒนาใน รูปใหม่ที่สร้างพระสงฆ์ที่เก่งๆ ในการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งนี้โดยมิได้เป็นปฏิปักษ์ต่อการ ๑๒ ปกครองของคณะสงฆ์แต่อย่างไร เพราะกระบวนการพัฒนาดำเนินไปบนทางสายกลาง คือสาย ปัญญาไม่ใช่การเป็นปฏิปักษ์ ตรงข้ามพระสงฆ์ที่เก่งๆ เหล่านี้จะช่วยวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน ตามอุดมคติในพระพุทธศาสนา เครือข่ายระดับอำเภออื่นๆ ก็เช่นกัน โดยสรุปจะเกิดสถาบันพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพสูง ขึ้นมาจำนวนมากเต็มประเทศ ที่สามารถสร้างคนไทยเก่งๆ ดีๆ จำนวนมาก ที่เป็นคนเห็นแก่ ส่วนรวม สุจริต มีความรู้ และประสบการณ์จากการทำงานจริง คิดเก่ง จัดการเก่ง คนไทยที่ดีๆ และเก่งๆ เหล่านี้ จะทำให้ประเทศไทยมีสมรรถนะสูงในทุกด้าน เพื่อพัฒนาประเทศไทยและช่วย พัฒนาโลก (๗) เป็นการ "สร้างพระเจดีย์จากฐาน" พระเจดีย์สร้างจากยอดไม่ได้ เพราะจะพังลงๆ ในเมื่อไม่มี ฐานรองรับ การพัฒนาประเทศไทยที่ผ่านมา ทำประดุจสร้างพระเจดีย์จากยอด อะไรๆ ก็จะเอาแต่ ข้างบน เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองระดับชาติ เมื่อปราศจากฐานที่แข็งแรง การพัฒนาก็ไม่ สำเร็จ โครงสร้างทุกชนิดถ้าฐานกว้างและแข็งแรงก็จะรองรับโครงสร้างทั้งหมดให้มั่นคง สังคมข้างบนกับข้างล่างไม่เหมือนกัน สังคมข้างล่างเป็นเรื่องของชีวิตจริง ปฏิบัติจริง อยู่ ร่วมกันจริง เป็น real sector และเป็นที่อยู่ของศีลธรรมหรือความถูกต้อง เพราะชุมชนคือระบบ การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติแวดล้อม ในขณะที่สังคมข้างบนเต็มไปด้วยเรื่องของอำนาจ รูปแบบ เงิน และมายาคติต่างๆ รวมทั้งความ ฉ้อฉล อย่างเงินที่ไหลเวียนอยู่ในโลก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีเศรษฐกิจจริงรองรับ จึงวูบไหว พลิกผัน ถูกปั่นให้วิกฤตได้ง่าย ข้างบนจึงไม่มีที่อยู่ของศีลธรรม คนข้างบนไม่เข้าใจความจริงของสังคม ข้างล่าง หรือความเป็นจริงของประเทศไทย เพราะระบบการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งไม่ได้เอา ความจริงของประเทศเป็นตัวตั้ง แต่คนข้างบนมีอำนาจ อำนาจที่ไม่รู้ความจริงทำให้ถูกต้องไม่ได้ เพราะฉะนั้นการพัฒนาแบบสร้างพระเจดีย์จากยอดจึงล้มเหลวเรื่อยมา ไม่ว่าจะเปลี่ยนทีมบริหาร อย่างไรๆ แต่ในแผนและยุทธศาสตร์สร้างแผ่นดินสุขภาวะใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล นี้เป็นการพัฒนา แบบสร้างพระเจดีย์จากฐาน เมื่อฐานของประเทศแข็งแรงก็จะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง ๑๓ การเติบโตขึ้นมาจากข้างล่าง หรือกระชับพื้นที่ขึ้นมาจากข้างล่าง เนื่องจากข้างล่างเป็น real sector และเป็นระบบศีลธรรมหรือการอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้อง จะสามารถทำให้การจัดการเพื่อ ความถูกต้องขยายขึ้นมาครอบคลุมทั้งประเทศ ในขณะที่อำนาจข้างบนไม่สถาปนาความถูกต้องลง ไปข้างล่างได้ เพราะตนเองมีมายาคติอยู่มาก (๘) ถ้าหันไปดูเป้าหมายตำบล ๑๖ ประการที่อ้างถึงอย่างละเอียด จะเห็นว่าเป็นเป้าหมายของสังคม สุขภาวะที่สมบูรณ์ ทั้งเชิงองค์รวม องค์ประกอบ และสัมพันธภาพที่ถูกต้อง และสมรรถนะในการ จัดการ ระบบใดที่จะมีความเป็นปรกตินั้นต้องมี หนึ่ง ความเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน สอง มีองค์ประกอบและสัมพันธภาพที่ถูกต้อง สาม มีการขับเคลื่อนที่ถูกต้อง เหมือนอย่างร่างกายของเราทั้งหมดเป็นองค์รวม เซลล์และอวัยวะทั้งหมดต้องเชื่อมโยงเป็น องค์รวมเดียวกัน ไม่ใช่ หัวใจ ตับ ปอด ไปคนละทาง ๒ ทาง เซลล์ทุกเซลล์อวัยวะทุกวัยจะต้อง มีความถูกต้อง และสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง จึงจะเกิดบูรณภาพและดุลยภาพ ดุลยภาพทำให้เกิด ความเป็นปรกติสุขและอายุยืน หรือระบบนั้นจะเป็นรถยนต์หรือเครื่องบิน องค์รวมทำให้วิ่งไปบนถนนได้ หรือบินไปในอากาศ ได้ องค์ประกอบจะมีกี่พันกี่หมื่นส่วนก็ต้องมีความถูกต้องทั้งหมด และสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง จึง จะมีรถยนต์ที่วิ่งไปได้ หรือเครื่องบินที่บินสู่ฟ้าไกลได้ ทั้งนี้โดยมีการขับเคลื่อนที่ถูกต้อง เป้าหมายตำบล ๑๖ ประการถูกออกแบบมาให้มีความถูกต้อง ทั้งเชิงองค์รวม องค์ประกอบ และสัมพันธภาพ และกลไกการขับเคลื่อน เป็นความถูกต้องเป็นธรรมที่ครบหรือสมบูรณ์ เมื่อความถูกต้องเป็นธรรมครบ การขับเคลื่อนก็ง่าย ประดุจการขับรถยนต์ที่มีองค์ประกอบ ครบ ฉะนั้นยุทธศาสตร์ที่สังคมทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นภาคีสร้างแผ่นดินสุขภาวะใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล ด้วยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง จึงยากที่จะไม่ประสบ ความสำเร็จในการสร้างแผ่นดินสุขภาวะ ๑๔ ในประวัติศาสตร์ มนุษย์ล้วนดิ้นรนที่จะสร้างแผ่นดินสุขภาวะแต่ไม่สำเร็จ ต้องทุกข์ยากลำบาก ล้มตายลงเป็นก่ายกอง เพราะขาดระบบที่มีความถูกต้องเป็นธรรมอันสมบูรณ์ดังกล่าว มีแต่ความ ถูกต้องเป็นธรรมเป็นบางส่วน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะเกิดแผ่นดินสันติสุข แผนและยุทธศาสตร์แผ่นดิน สุขภาวะคราวนี้ออกแบบมาให้คนไทยประสบความสำเร็จ (๙) การที่กล่าวถึงบทบาทของอุดมศึกษาในการมีส่วนร่วมสร้างแผ่นดินสุขภาวะในที่นี้ เพื่อให้เห็นการ เปลี่ยนแปลงขั้นรากฐาน (Transformation) ของการศึกษา ## ระบบการศึกษาเป็นระบบที่ใหญ่มาก แต่ขาดความคิดใหญ่ การศึกษาจึงเล็ก บอนไซ แยกส่วน และไม่มีสมรรถนะในการพัฒนาประเทศ จะเห็นได้จากการอธิบายข้างต้นทั้งหมดว่า กระบวนการสร้างแผ่นดินสุขภาวะใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล เป็นกระบวนการที่ใหญ่มาก ที่คนไทยทุกภาคส่วนจะเข้ามาร่วมสร้างแผ่นดินสุขภาวะ โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นหรือฐานของประเทศเป็นตัวตั้ง ด้วยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติใน สถานการณ์จริงอันเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทรงพลัง ในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐาน (Transformation) ในทุกมิติ ตั้งแต่ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรม สัมพันธภาพ ตลอดไปจนถึงการจัด องค์กร เพื่อความถูกต้องเป็นธรรมอย่างสมบูรณ์ นี้คือกระบวนการเรียนรู้ที่ใหญ่ที่สุด ถ้าระบบการศึกษาแทนที่จะท่องวิชาอยู่ อันเป็นการเรียนรู้ที่เล็กและแคบ เข้าร่วมกับกระบวนการ เรียนรู้ที่ใหญ่ที่สุด การศึกษาก็จะเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่เล็ก บอนไซ และแยกส่วนอีกต่อไป ระบบอื่นๆ ทั้งหมด ก็คิดได้ทำนองเดียวกัน ที่เข้าร่วมขับเคลื่อนการสร้างแผ่นดินสุขภาวะให้ ประเทศไทยเป็นตัวอย่างแก่โลกว่า แผ่นดินสุขภาวะที่มีความถูกต้องสมบูรณ์เกิดขึ้นได้จริง จาก ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ --- ๑๕ PQET แผนและยุทธศาสตร์สร้างแผ่นดิน สุขภาวะใน ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล ทั่วประเทศ บทบาทของ ๑๐๐ มหาวิทยาลัย ๑ ล้านนิสิต ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

การศึกษา

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

3 August 2020

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
48% Match
ปฏิรูปตำรวจ: ประชาชนถนอมรักตำรวจ – ตำรวจถนอมรักประชาชน
23% Match
สำหรับระดมความคิด มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2560
23% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• ยุทธศาสตร์

history_eduหมวดหมู่

การศึกษา

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

3 August 2020

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้