auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

สร้างสปิริตแห่งการเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมให้เต็มแผ่นดิน

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เอกสารนี้กล่าวถึงการเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมในเรื่องต่าง ๆ เช่น การดูแลคนแก่ คนพิการ คนป่วย เด็กกำพร้า ช่วยคนจนเลี้ยงลูก ช่วยเป็นเพื่อนหญิงและเด็กที่ต้องเดินทางในที่เปลี่ยว ต่าง ๆ เหล่านี้จะข่วยเปิดพื้นที่ทางสังคม ที่ทำให้เกิดพลังแผ่นดินหรือภูมิพละ เป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดีให้งอกงามเต็มแผ่นดิน

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

สร้างสปริตแห่งการเป็น อาสาสมัครเพื่อสังคม ให้เต็มแผ่นดิน ๑. จินตนาการใหม่ "มนุษย์พันทุกข์ร่วมกันได้" ทุกวันนี้มนุษย์ลำบาก เหนื่อย เครียด แปลกแยก เดียวดาย หมดหวัง หรือรุนแรง เพราะการคิดแบบแยกส่วน ลัทธิปัจเจกชนนิยมสุดโต่งเป็น ตัวอย่างของการคิดแบบแยกส่วน การนึกถึงแต่ตัวเอง หรือคิดแบบตัวใคร ตัวมัน ทอดทิ้งกัน ก็เป็นการคิดแบบแยกส่วน ภพภูมิของการคิดแบบนี้ได้นำ มนุษย์เข้าไปสู่ภาวะวิกฤติมากขึ้นเรื่อยๆ จนไปไม่ไหวในภพภูมิเดิม จำเป็น ต้องแหวกออกไปสู่ภพภูมิใหม่ในทางจินตนาการและวิธีคิด จินตนาการใหม่ควรเป็นจินตนาการใหญ่ว่า "มนุษย์พันทุกข์ร่วมกัน ได้" คือเปลี่ยนการคิดแบบตัวใครตัวมันไปเป็นคนทั้งหมด ถ้าไม่คำนึงถึงคน ทั้งหมด ไม่มีทางที่สังคมจะเป็นปกติ เปรียบกับร่างกายของเราซึ่งประกอบ ด้วยเซลล์และอวัยวะอันหลากหลาย ถ้าแต่ละเซลล์แต่ละอวัยวะจะทำแบบ ตัวใครตัวมัน เราย่อมเจ็บป่วยและตาย เพราะเซลล์และอวัยวะทั้งหมดเชื่อม โยงสัมพันธ์สู่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน มนุษย์ก็เช่นกัน ย่อมเกี่ยวข้องสัมพันธ์ กัน ถ้าไม่คิดถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน ย่อมไม่จริง เมื่อใช้ความไม่จริงมา เป็นวิธีคิดและวิธีปฏิบัติ ย่อมเข้าไปสู่ความไม่ถูกต้อง ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ ถ้ามนุษย์มีจินตนาการใหม่ว่า "มนุษย์พันทุกข์ร่วมกันได้" ตั้งแต่ในระดับครอบครัวไปจนถึงระดับโลก ย่อมมีทางที่จะเกิดสุขภาวะทางสังคมหรือสังคมสันติภาพ ## ๒. ธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ ในทางชีววิทยามนุษย์เป็นสัตว์ แต่ต่างจากสัตว์ที่มีจิตใจสูง หรือความดี หรือมิติทางจิตวิญญาณ นักปราชญ์และศาสดาเห็นตรงกันหมดว่า สิ่งที่เรียกว่าความดีนั้นมี ๓ องค์ประกอบ คือ ๑. มีใจเมตตากรุณา มีการให้ที่เรียกว่า ทาน ๒. ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ที่เรียกว่า ศีล ๓. ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ที่เรียกว่า ภาวนา ทาน ศีล ภาวนา เป็นหลักการตรงกันของทุกศาสนา ทานหรือการให้นั้นมีรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่การให้วัตถุสิ่งของ ให้อภัย ไปจนถึงการให้ธรรมที่เรียกว่า **ธรรมทาน** การเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมนั้นเป็นการให้อย่างหนึ่ง แต่เหนือการให้ทางวัตถุ เพราะเป็นการให้ตัวเราเอง คือให้แรงกาย แรงใจ แรงปัญญา ซึ่งมีอานิสงส์เป็นอเนกประการตามที่จะกล่าวต่อไป ## ๓. อาสาสมัครเพื่อสังคมในรูปแบบต่าง ๆ อาสาสมัครเพื่อสังคมอาจมีได้ในหลายรูปแบบ เช่น อาสาสมัครบริบาลคนแก่ คนพิการ คนป่วย เด็กกำพร้า ช่วยคนจนเลี้ยงลูก ช่วยเป็นเพื่อนหญิงและเด็กที่ต้องเดินทางในที่เปลี่ยว ช่วยทำงานในเรื่องต่าง ๆ ตั้งกลุ่มช่วยเหลือคนเป็นมะเร็ง ช่วยสอนหนังสือเด็กในถิ่นทุรกันดาร สร้างบ้านให้คนจนอยู่ ช่วยจัดการจราจร ช่วยดับเพลิง ฯลฯ ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างพอให้เห็นภาพ ในการทำอะไรของเรามักจะเน้นว่าเป็นหน้าที่ของผู้มีตำแหน่งเงินเดือน หรือผู้รับจ้างเท่านั้น ทำให้เกิดสภาวะ "ไม่พอเพียง" ในขณะที่มีคนอีกจำนวนมาก มากกว่าคนในตำแหน่งเสียอีก กลับเป็นผู้ยืนดู ๒ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ ถ้ามีการเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมในเรื่องต่าง ๆ ให้เต็มแผ่นดิน จะมี "พลังแห่งการให้" หรือทานพละเต็มแผ่นดิน ช่วยให้แผ่นดินมีพลัง ทั้งพลัง ทางใจ พลังทางกาย พลังทางปัญญา และพลังทางสังคม ที่จะทำให้มนุษย์ พันทุกข์ร่วมกันได้ ## ๔. สร้างสุขภาวะทางสังคม ท่านมหาตมะคานธี กล่าวว่า "ยามใดที่คุณมีความทุกข์จนรู้สึกว่าทน ไม่ได้ จงนึกถึงใบหน้าของคนที่จนที่สุด ลำบากที่สุด แล้วความทุกข์ของคุณ จะหายไป" การร่วมทุกข์ทำให้ความทุกข์ลดลงหรือหายไป ปัญหายังไม่ทันแก้หรือ ยังแก้ไม่ได้ แต่ถ้ามีการร่วมทุกข์ ความทุกข์จะลดน้อยลงหรือหายไปได้ เรายังใช้แต่ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา ยังไม่ใช้ยุทธศาสตร์การร่วม ทุกข์ ยุทธศาสตร์อาสาสมัครเพื่อสังคมเป็นยุทธศาสตร์การร่วมทุกข์ ถ้ามี อาสาสมัครเพื่อสังคมมาก ๆ ความทุกข์ในสังคมจะลดลง ทั้งของอาสาสมัคร และของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากอาสาสมัครเพื่อสังคม สังคมจะเย็นลง อย่างวัดได้ทีเดียว ## ๕. เป็นการสร้างมวลปัญญา อุปสรรคใหญ่ของการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในบ้านเมืองเกิดจากการไม่รู้ ความเป็นจริงในสังคม เพราะเราเรียนมาจากการเอา "วิชา" เป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอา ความเป็นจริงของสังคมเป็นตัวตั้ง เสร็จแล้วก็มีชีวิตการงานแบบตัดขาดจาก กัน และตัดขาดจากความเป็นจริง การมีอาสาสมัครเพื่อสังคมไปทำงานในรูปแบบต่าง ๆ จะทำให้ไปสัมผัส ความเป็นจริง เรียนรู้จากความเป็นจริง จะเป็นการสร้างมวลปัญญาให้เกิด ขึ้นอย่างก้าวกระโดด มวลทางปัญญาที่รู้ความเป็นจริงของสังคมไทยจะนำ ไปสู่การแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมได้ การเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมจึงเป็นการ อภิวัฒน์ทางปัญญาของประเทศ ๓ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ อีกสถานหนึ่งของการอภิวัฒน์ทางปัญญาคือการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น จนสามารถตั้งคำถามประจำแก่ตัวเองได้ว่า "ฉันจะทำอะไรให้ผู้อื่นได้ บ้าง" คำถามว่า "ฉันจะเอาอะไรจากใครได้บ้าง" ถือเป็นอวิชชา เพราะถือ อัตตาเป็นใหญ่ แต่ถ้าถามได้ว่า "ฉันจะทำอะไรให้ผู้อื่นได้บ้าง" นี่ถือเป็น ปัญญา ปัญญาที่ไปพ้นการคิดถึงแต่ตนเอง การศึกษาในระบบไม่ช่วยให้คนลดความเห็นแก่ตัว อาจจะทำให้ มากขึ้นด้วยซ้ำไป แต่การเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมจะทำให้รักชาวบ้านมาก ขึ้น ลดอัตตาลง มีปัญญามากขึ้น และเป็นปัญญาขั้นสูงที่ไปเลยความเป็น ตัวตน ## ๖. จากเจตนารมณ์สู่นโยบาย รัฐบาลควรจะทำสปิริตแห่งการเป็นอาสาสมัครให้เป็นนโยบาย เช่น มี นโยบายให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็น อาสาสมัครเพื่อสังคม กำหนดแนวทางและสร้างแรงจูงใจให้พนักงานใน ภาคธุรกิจเอกชนเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม ให้หน่วยงานต่าง ๆ สนับสนุนการ เป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม ให้สื่อรณรงค์คุณค่าของการเป็นอาสาสมัครเพื่อ สังคม ขจัดอุปสรรคของการเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม ฯลฯ ความเป็นนโยบายของรัฐบาลจะทำให้เกิดสปิริตของการเป็นอาสา สมัครเพื่อสังคมเกิดขึ้นเต็มแผ่นดินได้ง่ายขึ้น ## ๗. จากเจตนารมณ์สู่การจัดการ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแห่งการเป็นอาสาสมัคร ใครมีเวลาว่างสัก ๒ ชั่วโมง อยากจะอาสาสมัครทำอะไรในทางที่ตนสนใจ โทรศัพท์ไป สอบถามก็รู้ว่าจะไปทำได้ที่ใด คนไทยที่อยากเป็นอาสาสมัครคงจะมีไม่น้อย แต่ไม่รู้ว่าจะไปติดต่อ ที่ไหน ฉะนั้น เจตนารมณ์อย่างเดียวไม่พอ ควรมีการจัดการ ซึ่งรวมถึงมี ระบบข้อมูลข่าวสาร และสถานที่ติดต่อสอบถามให้สาธารณะได้รู้ หน่วย ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ ราชการและองค์กรเอกชนต่าง ๆ ที่ต้องการอาสาสมัครมาช่วยทำงาน ควร ทำเรื่องการจัดการ กรมประชาสงเคราะห์ก็ดี มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมก็ดี โครงการบัณฑิตอาสาก็ดี นอกจากทำเรื่องของตนเองแล้ว ควรจะเข้ามา ทำงานเชิงนโยบายและเชิงการจัดการ เพื่อให้เกิดอาสาสมัครเพื่อสังคมให้ เต็มแผ่นดิน ๘. การสื่อสารเพื่อสร้างสปริตแห่งการเป็นอาสาสมัคร สื่อสารมวลชนควรให้ความสำคัญแก่การเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม นำ เรื่องกิจกรรมของการเป็นอาสาสมัครมารายงานให้สาธารณะทราบอย่างต่อ เนื่อง เพื่อความปีติ เพื่อความชื่นใจ เพื่อเป็นกำลังใจ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ให้ความดึงอกงามขึ้นในบ้านเมืองของเรา การสร้างสปริตแห่งการเป็นอาสาสมัครให้เต็มแผ่นดินจะเป็นการเปิด พื้นที่ทางสังคม ที่ทำให้เกิดพลังแผ่นดินหรือภูมิพละ เป็นการหว่านเมล็ด พันธุ์แห่งความดีให้งอกงามขึ้นเต็มแผ่นดิน เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะ เพาะต้นกล้าแห่งความดีให้เต็มแผ่นดินเกิดของเรา เพื่อความไพบูลย์และ ความร่มเย็นเป็นสุขของคนไทยทั้งมวล ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ ๕ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ PQET สร้างสปิริตแห่งการเป็น อาสาสมัครเพื่อสังคม ให้เต็มแผ่นดิน ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2002

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
15% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
13% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
9% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• อาสาสมัคร

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2002

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้