auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

เวชปริทัศน์จากห้องตรวจผู้ป่วยนอกอายุรศาสตร์ที่ศิริราช

chrome_reader_modeคำอธิบาย

บทความนี้ผู้เขียนกล่าวถึงการเป็นอาจารย์อายุรศาสตร์ที่ศิริราชอยู่หลายสิบปี และมีประสบการณ์และข้อคิดจากการออกตรวจที่โอพีดีอายุรศาสตร์นานาประการ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

เวชปริทัศน์จากห้องตรวจผู้ป่วยนอกอายุรศาสตร์ที่ศิริราช ประเวศ วะสี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์อายุรศาสตร์ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมีภาระหนักอย่างหนึ่งคือ การออกตรวจผู้ป่วยที่ ห้องผู้ป่วยนอกอายุรศาสตร์ ที่เรียกสั้นๆว่า "โอพีดีเหม็ด" (OPD Med.) ที่ว่าภาระหนักคือต้องออกตรวจบ่อย และผู้ป่วยมีจำนวนมากท่วมท้น ต้องตรวจอาย่างรวดเร็ว ค่อนข้างรวบรวม แม้กระนั้นกว่าคนไข้จะหมดก็เลยเวลา เที่ยงไปจนถึงเที่ยงครึ่งหรือบ่ายโมง แพทย์หลายคนหรือเกือบทั้งหมดจึงเหน็ดเหนื่อยและอารมณ์เสีย ภาระหนัก ในการตรวจผู้ป่วยจำนวนมากที่แออัดยัดเยียด ทำให้อาจารย์และแพทย์ประจำบ้านไม่กล้าลาป่วย เพราะถ้าใคร ขาดไปคนหนึ่งก็จะไปเพิ่มภาระให้แพทย์ผู้อื่นที่ออกตรวจในวันนั้น วันไหนมีอาจารย์หรือแพทย์ประจำบ้านที่มี เวรออกตรวจในวันนั้นขาดไปจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ฟ้องร้องไปถึงหัวหน้าภาควิชา ก็เป็นดังนี้มาเรื่อยๆ เพราะศิริราช มีชื่อเสียงที่ผู้ป่วยหลั่งไหลมาจากที่ต่างๆด้วยศรัทธา ผมเป็นอาจารย์อายุรศาสตร์ที่ศิริราชอยู่หลายสิบปี จึงมี ประสบการณ์และข้อคิดจากการออกตรวจที่โอพีดีอายุรศาสตร์นานาประการ ซึ่งอาจเรียกว่าการมองโดยรอบ หรือ "ปริทัศน์" ก็ได้ ดังต่อไปนี้ ๑. ผู้ป่วยจำนวนมากที่สุดมาด้วยเรื่องเป็นหวัดเจ็บคอ ที่เรียกกันว่า URI (Upper Respiratory-tract Infection) มีข้อสังเกตดังนี้ คือ ผู้ป่วยที่เป็นหวัดเจ็บคอไม่น่าจะต้องลำบากเดินทางไกล รอนาน ได้รับการตรวจอย่างเร่งรีบที่ศิริราช ดูไม่ คุ้มเลย ผู้ป่วยน่าจะรักษาตัวเองได้หรือได้รับการดูแลใกล้บ้านที่สุด ที่เรียกว่าบริการปฐมภูมิ ถ้าบริการปฐมภูมิดี นอกจากผู้ป่วยจะได้รับการดูแลที่ใกล้บ้าน สะดวก คุณภาพดีกว่า และหมดเปลืองน้อยกว่าแล้ว จะทำให้ โรงพยาบาลต่างๆไม่แออัดยัดเยียด แพทย์มีเวลาตรวจรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหายากๆด้วยความประณีตมากขึ้น เคยมีนักหนังสือพิมพ์อังกฤษเดินทางมาศึกษาระบบบริการสุขภาพในประเทศไทยแวะมาคุยกับผม และ ปรารภว่าคนไทยนี่แปลกเป็นหวัดเจ็บคอก็มาหาแพทย์ คนอังกฤษจะไม่มาแต่จะรักษาตัวเอง ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้คือ ถ้าระบบบริการปฐมภูมิของเรามีความทั่วถึงแบบที่เรียกว่า "บริการใกล้บ้าน ใกล้ใจ" และมีคุณภาพดีเป็นที่นิยมเชื่อถือของประชาชน เราจะมีระบบบริการสุขภาพที่ดีกว่านี้ ๒ ๒. ผมค้นพบวิธีแก้เหนื่อยในการออกตรวจผู้ป่วยนอก คือในสภาพที่การตรวจลวกๆรีบๆมีความเหนื่อยทั้งผู้ป่วยและแพทย์ผู้ตรวจ ผู้ป่วยต้องการให้แพทย์ตรวจให้ละเอียด และไม่ได้รับความพอใจในเรื่องนี้ ดังที่คนไข้บางคนขอร้องแพทย์ว่า "คุณหมอช่วยจับชีพจรฉันหน่อยได้ไหม" ในกรณีแพทย์ไม่มีเวลาแม้แต่จะคลำชีพจรผู้ป่วย การมีกายสัมผัสเป็นเอามือแตะศีรษะ คลำชีพจร ทำให้ผู้ป่วยมีความอบอุ่นขึ้น แต่แพทย์ก็ไม่มีเวลาทำผมมีประสบการณ์ที่ว่าเมื่อตรวจคนไข้คนแล้วคนเล่า เมื่อเงยหน้าไปมองเห็นศีรษะดำพรืดไปหมด คือผู้ป่วยที่ยังรอด้วยความกระวนกระวายใจ ผมพบว่ายิ่งรีบตรวจอย่างเร่งรีบและลวกยิ่งเหนื่อย อาจจะเหนื่อยเพราะความไม่สบายใจด้วยที่เราไม่ได้ให้บริการที่ดีพอ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นตั้งใจซักประวัติและตรวจคนไข้แต่ละคนอย่างละเอียดพอสมควร กลับเหนื่อยน้อยลง ผมมีประสบการณ์จากเรื่องอื่นว่าถ้าทำอะไรแล้วเหนื่อย ทำให้ทะลุความเหนื่อยแล้วจะกลับเหนื่อยน้อยลง ๓. ผมพบว่าบ่อยครั้งขาดความรู้ในการให้บริการที่ดี เช่นผู้ป่วยที่เป็นหวัดเจ็บค่อนั้น อาจจะประมาณสักครึ่งหนึ่งไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะเพราะเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งให้ยาปฏิชีวนะไปก็ไม่ได้ผล แต่เราไม่มีวิธีแยกว่าผู้ป่วยเจ็บคือจากเชื้อไวรัสและจากเชื้อแบคทีเรียต่างกันอย่างไร จึงมีความโน้มเอียงที่จะให้ยาปฏิชีวนะมากเกินความจำเป็น ทำให้สิ้นเปลืองและผู้ป่วยอาจได้รับผลข้างเคียงจากยา หรือสมัยนั้นเมื่อพบผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงเล็กน้อย เช่น ๑๔๐/๙๐ มิลลิเมตรปรอท เกิดคำถามว่าควรให้ยาลดความดันโลหิตหรือไม่ การให้หรือไม่ให้มีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วยต่างกันหรือไม่ พยายามถามผู้รู้หลายครั้งก็ไม่ได้คำตอบ หรือเมื่อต้องสั่งยาบางอย่างให้หญิงเลี้ยงลูกอ่อน ก็เกิดคำถามว่ายานั้นจะออกไปในน้ำนมเข้าไปสู่ตัวเด็กหรือไม่ สมัยนั้นข้อมูลอย่างนี้หาไม่ได้ง่ายนักในสภาพห้องตรวจที่เร่งรีบ มีกรณีอื่นๆอีกมากที่ต้องการความรู้ทางวิชาการเพื่อคุณภาพของการตรวจรักษา เพราะฉะนั้นการวิจัยทางคลินิกจึงจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ได้ความรู้มาใช้ในการตรวจรักษาที่มีคุณภาพและประหยัด แต่การวิจัยอย่างนี้ก็ยังทำกันน้อยเกินไป ๔. การรักษาไม่ได้มีแต่ยาเท่านั้น มีตัวอย่างมากมายจะยกมาเพียงบางกรณีเท่านั้น คือ (๑) ผู้ป่วยจำนวนมากที่มาตรวจมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่ทั่วท้องหรือไม่เต็มปอด ที่ผู้ป่วยสงสัยว่าตนจะเป็นโรคหัวใจ บางคนเคยไปตรวจแล้วแพทย์บอกว่าเป็นโรค "หัวใจอ่อน" ยิ่งฝังใจว่าตนเป็นโรคหัวใจ มีความทุกข์มาก เมื่อตรวจอย่างละเอียดแล้วไม่พบโรคอะไร แต่จากประวัติพบว่าผู้ป่วยเหล่านี้ไม่ได้ออกกำลังกาย เป็นผู้ ๓ ทำงานเบา เป็นครูก็มี เป็นพระก็มี รักษาให้หายได้ด้วยการอธิบายให้ความมั่นใจว่าเขาไม่ได้เป็นโรคหัวใจ เมื่อ เขาหลุดจากอุปาทานก็หายทันที ผู้ป่วยที่ป่วยจากโรคอุปาทานมีมาก ใช้ยาอย่างไรก็ไม่หายหรือยิ่งตอกย้ำให้เขาติดในอุปาทานยิ่งขึ้นว่าเขา ป่วย ข้อสำคัญแพทย์ต้องตั้งใจฟังที่เขาเล่าหรือระบายความทุกข์ และตรวจร่างกายให้ละเอียดทำให้เขามีศรัทธา และเชื่อคำอธิบายของแพทย์ ทำให้เขาหลุดจากอุปาทานและหายทันที ผมคิดว่าใครทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้หลุดจาก อุปาทานน่าจะได้บุญมาก เพราะผู้ป่วยหายจากความทุกข์ทรมานทันที (๒)ผู้ป่วยรายหนึ่งมาตรวจด้วยเรื่องปวดท้อง ผมฟังประวัติ ตรวจอย่างละเอียด และบอกเขาว่า "หมอไม่ รู้ว่าคุณปวดท้องเพราะอะไร แต่ที่รู้คือคุณไม่ได้เป็นไส้ติ่งอักเสบ" และพูดต่อไปว่า "ถ้ารู้อย่างนี้ คุณยังต้องการ ยาอย่างไรหรือไม่" ผู้ป่วยลุกขึ้นแต่งตัว พลางพูดว่า "ถ้ารู้ว่าผมไม่ได้เป็นไส้ติ่งอักเสบ ผมไม่ต้องการยาอะไร ผม ไปทำงานดีกว่า" เรื่องนี้ทำให้รู้ว่าคำอธิบายและให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยเป็นหน้าที่ที่สำคัญของแพทย์ แต่แพทย์ อาจจะทำน้อยไป (๓) ผู้ป่วยหญิงรายหนึ่ง นอนบนเปลเข็นผู้ป่วยเข้ามา เพราะเธอเหนื่อยและไม่มีแรง แผ่นบันทึกการตรวจ รักษาผู้ป่วยนอก (OPD card) หนาเป็นปึกใหญ่ แสดงว่ามาตรวจรักษาซ้ำหลายครั้งแล้ว (ก็ยังไม่หาย) ผมตรวจ เธออย่างละเอียดก็ไม่พบโรคอะไร เธอเล่าพร้อมทั้งร้องไห้ด้วยความเสียใจว่าทุกครั้งที่มาตรวจ หมอว่าเธอแกล้ง ทำเพราะตรวจไม่พบอะไร นี้เป็นประเด็นคือตรวจไม่พบโรค แต่ผู้ป่วยไม่สบายหรือป่วย ผมมีหลักอย่างหนึ่ง คือ ในการตรวจรักษาผู้ป่วยสตรีต้องถามถึงสามีเสมอ เพราะสามีเป็นบ่อเกิดความทุกข์ที่สำคัญของภรรยา หรือ กลับกันก็ได้ เมื่อถามถึงสามี เธอบอกว่าสามีเป็นคนเจ้าชู้และทำให้เธอมีความทุกข์ ผมถามเธอว่า คราวหน้าพา สามีมาด้วยได้ไหม เธอยิ้มด้วยความดีใจ ตอบว่า "ได้" ที่ดีใจคงรู้สึกว่า ได้หมอเป็นพวกแล้ว คนไข้หายป่วยโดย ไม่ต้องใช้ยา (๔) ความจนทำให้โรคกำเริบ คนไข้ส่วนใหญ่ที่พบเป็นคนยากจน ถ้าแก่ด้วย จนด้วย ป่วยด้วย จะลำบาก มาก ผมตรวจผู้สูงอายุรายหนึ่งเข้าข่ายนี้ คือ แก่ด้วย จนด้วย ป่วยด้วย ลูกก็จนไม่สามารถดูแลพ่อแม่ได้ ผมส่ง ใบสั่งยาที่เขียนว่าอนาถา (ไม่ต้องจ่ายค่ายา) พร้อมๆกับแนบธนบัตรใบละ ๑๐๐ บาทไปด้วย ดวงตาของชายชรา เป็นประกายขึ้น แต่นั่นก็น้อยนิดไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก ผู้ป่วยอีกรายเป็นเด็กหนุ่ม ป่วยเป็นโรคเลือดออกง่ายแต่กำเนิดเรียกว่า ฮีโมฟิเลีย ยามใดที่ไม่มีงานทำ ไม่ มีเงินในกระเป๋า เลือดจะออกบ่อย แต่ยามใดมีเงินในกระเป๋า มีความอุ่นใจ ว่าถ้าเลือดออกจะมีค่ารถไป โรงพยาบาล แต่ยามที่อุ่นใจเช่นนั้นเลือดไม่ค่อยออก ๔ ผมเคยเป็นอาจารย์แพทย์หัวหน้ากลุ่มที่ดูแลหอผู้ป่วย หรจ.๒ ที่มีคุณดวงจันทร์เป็นหัวหน้าพยาบาล ผู้ป่วยหญิงคนหนึ่ง อาชีพเป็นจับกังรับจ้างแบกของ เป็นนิ่วในถุงน้ำดีและเกิดการอักเสบขึ้นมาทางท่อน้ำดี ได้รับ การรักษาแล้วแต่ก็ยังมีอาการกระสับกระส่ายอยู่ตลอดเวลา ซักใช้ดูได้ความว่าเป็นห่วงลูกที่บ้าน ๓ คนไม่มีอะไร จะกิน เพราะแม่มีรายได้พอเลี้ยงกันวันต่อวัน แต่ตอนนี้มาเจ็บเสียทำงานไม่ได้ คุณดวงจันทร์จึงไปที่บ้านของ ผู้ป่วยรายนี้ เอาเงินไปให้ลูก ๓ คนพอประทังชีวิต อาการของแม่จึงสงบลง คุณดวงจันทร์กับผมหาเงินไว้ประจำ หอผู้ป่วยนี้ก้อนหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากลำบากเพราะความจน ที่คลินิกผู้ป่วยโรคเลือดที่ตึกอานันทรราช เรามีเงินไว้ก้อนหนึ่งสำหรับให้ผู้ป่วยที่ลำบากทางเศรษฐกิจ เช่นไม่มีค่ารถกลับบ้าน หรือแม้แต่ให้เงินไปเป็นทุน ทำมาหาเลี้ยงชีพ จึงเห็นได้ว่าสุขภาพนั้นไม่ใช่เรื่องงดหมอ หยูกยา โรงพยาบาลเท่านั้น แต่ขึ้นกับเศรษฐกิจและ ปัจจัยต่างๆอีกมากหลาย จนมีคำกล่าวว่า "สุขภาพคือทั้งหมด" (Health is the whole.) ผมเป็นลูกศิษย์ ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเสริฐ กังสดาลย์ ปรมาจารย์ทางอายุรศาสตร์ของไทย ผู้มี ศิลปะในการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างสูงยิ่ง ผมคิดว่าการฟังและอธิบายเป็นการรักษาผู้ป่วยที่สำคัญ ที่สุด แต่แพทย์อาจจะใช้น้อยไป ถ้าแพทย์ฟังและอธิบายนมากกว่านี้ผู้ป่วยคงมีความสุขมากขึ้น มีการใช้ยาน้อยลง และการรักษามีประสิทธิผลมากขึ้น ๕. บทบาทของพยาบาลในการรักษาผู้ป่วย พยาบาลเป็นบุคลากรสุขภาพที่มีจำนวนมากที่สุด และเป็น บุคลากรที่มีพหุศักยภาพ คือทำการพยาบาลก็ได้ รักษาโรคก็ได้ เป็นพยาบาลเฉพาะทางก็ได้ ดูแลเด็กก็ได้ ดูแล ผู้สูงอายุก็ได้ ทำหน้าที่ป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพก็ได้ เป็นครูก็ได้ เป็นนักวิจัยก็ได้ ทำหน้าที่จัดการก็ได้ นอกจากนั้นพยาบาลไทยยังเป็นพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก เพราะนอกจากความมารู้ทางวิชาชีพแล้วยังมีความ อ่อนโยนด้วยวัฒนธรรมไทย ไม่ใช่ "ดีดกระโหลก" เช่นพยาบาลฝรั่งบางชาติ ประเทศไทยยังให้บทบาทพยาบาลในการรักษาผู้ป่วยช้าไปมาก ในสหรัฐอเมริกาเขามีพยาบาลเวชปฏิบัติ (Nurse practitioner) ทำการตรวจรักษาผู้ป่วยได้และได้ผลดี เมื่อผมกลับจากต่างประเทศใหม่ๆไปสำรวจความ ชุกของธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปรกติโดยการตรวจเลือดประชาชนที่นครชัยศรี ไปพบผดุงครรภ์คนหนึ่ง เป็นสตรีชื่อ แสวง ใช้บ้านเป็นที่ทำการโดยให้บริการคนในชุมชน โดยการทำคลอด ปลูกฝีผิดยา รักษาโรคที่พบ บ่อย ชาวบ้านรักและนับถือ "หมอแหวง"มาก ถึงไม่มีเงินจ่ายค่าบริการก็ไม่เป็นไร บางคนก็เอาข้าวบ้าง ไก่บ้าง มาให้ "หมอแหวง" "หมอแหวง"มีเกียรติภูมิทางสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจก็พอเป็นไป ชาวบ้านได้รับบริการใน ชุมชนเอง ซึ่งอาจจะเรียกว่า "บริการแบบใกล้บ้านใกล้ใจ" ก็ได้ นับเป็นรูปแบบบริการที่ดี และน่าจะขยายตัวได้ ทั่วประเทศ ๕ ผมจึงสนใจบทบาทของพยาบาลเรื่อยมา เมื่อผมออกตรวจผู้ป่วยที่โอพีดีอายุรศาสตร์ที่ศิริราชจะมี พยาบาล ๓ - ๔ คน มาทำการตรวจรักษาภายใต้ความดูแลของผม พยาบาลสามารถซักประวัติ ตรวจร่างกาย และเขียนใบสั่งยามาให้ผมลงนาม เพราะพยาบาลไม่มีสิทธิเขียนใบสั่งยา พวกเธอทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆเพราะมนุษย์ สามารถเรียนรู้ให้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำได้ให้ทำได้ ไม่ใช่ใครทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องทำไม่ได้ไปตลอดชีวิต ถ้าอย่างนั้น จะค่อนข้างเป็นวรรณะในวิชาชีพ ผมมีความเห็นตรงกับ ดร.ทัศนา บุญทอง นายกสภาพยาบาลปัจจุบัน ซึ่งเป็น ผู้หญิงเก่ง เคยดำรงตำแหน่งรองประธานวุฒิสภา เรามีความเห็นร่วมกันว่า ถ้าจะทำให้ระบบบริการปฐมภูมิมี ความทั่วถึงและมีคุณภาพ ต้องนึกถึงบทบาทของพยาบาล พยาบาลขณะนี้มีประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน จะเพิ่ม เป็น ๓๐๐,๐๐๐ คนในอนาคตเพราะมีสถาบันการผลิต ๘๖ แห่ง และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราคิดถึงระบบบริการ เชิงรุกถึงประตูบ้านประชาชน โดยเรียกว่า "บริการใกล้บ้านใกล้ใจ คนไทยทุกคนมีพยาบาลดูแลใกล้ชิดประดุจ ญาติ" โดยจัดให้มีหน่วยพยาบาลชุมชน ๑ หน่วยต่อประชากรประมาณ ๑,๐๐๐ คน ทั้งในชนบทและในเมือง โดยมีพยาบาล ๑ คนและผู้ช่วยพยาบาล ๒ คน กำลังพยาบาล ๑ ผู้ป่วยพยาบาล ๒ สามารถดูแลคน ๑,๐๐๐ คน ได้หมดทุกคนอย่างใกล้ชิดประดุจญาติ มีข้อมูลของทุกคนอยู่ในคอมพิวเตอร์ รู้หมดว่าในชุมชนใครเป็นโรค อะไรบ้าง เช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง สามารถให้การรักษาควบคุมโรคเหล่านี้ได้หมดทุกคน ถ้ามีหน่วย พยาบาลชุมชนอย่างนี้ครอบคลุมประชากรทั้งหมด ก็เท่ากับว่าเราสามารถควบคุมโรคเบาหวานและความดันสูง ได้หมดทั้งประเทศ ซึ่งจะลดทอนภาระโรคลงได้อย่างมหาศาล อย่างนี้เป็นต้น ขณะนี้เรื่องระบบบริการปฐมภูมิที่ทั่วถึงและคุณภาพดี เป็นประเด็นใหญ่ที่สุดในการพัฒนาระบบบริการ สุขภาพ เพราะจะทำให้ระบบบริการทุกระดับมีคุณภาพขึ้น เพราะโรงพยาบาลต่างๆจะไม่แออัดยัดเยียดอย่างทุก วันนี้ และค่าใช้จ่ายโดยรวมในเรื่องสุขภาพจะลดลง ๖. จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าระบบบริการ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพของบริการ ไม่ได้มีแต่เรื่องทาง เทคโนโลยีและบุคลากรเท่านั้น อย่างสหรัฐอเมริกาใช้งบประมาณด้านสุขภาพสูงที่สุดโลก คือประมาณ ๑๗% ของจีดีพี แต่ได้ผลไม่คุ้มค่า คนอเมริกันประมาณ ๔๐ ล้านคนไม่มีหลักประกันสุขภาพ เวลาเจ็บป่วยลำบาก อย่างยิ่งเพราะค่าบริการแพงมาก จากการเห็นสภาพความยากลำบากของทุกฝ่ายที่โอพีดีอายุรศาสตร์ศิริราช ทำให้ผมคิดฝันถึงระบบบริการที่ดี ซึ่งยากที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ทำให้สนใจไปร่วมงานกับกระทรวงสาธารณสุข ทำให้ได้เรียนรู้จากแพทย์รุ่นพี่และร่วมงานกับแพทย์รุ่นน้อง ช่วยกันพัฒนาและปฏิรูประบบสุขภาพที่เรียกว่า "Health Systems Reform" Commented [A1]: สนธิ Commented [A2]: น Extract all text from this image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image's main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. ๗ ถ้าใช้คำจำกัดความว่า "สุขภาพคือดุลยภาพ" เมื่อแพทย์พบผู้ป่วยจะต้องแสวงหาสาเหตุโดยพิสดาร มากกว่าแสวงหาเหตุจากโรคเพียงอย่างเดียว และไม่ไปโทษว่าผู้ป่วยแกล้งทำในกรณีที่ไม่พบโรค และในการ รักษาผู้ป่วยจะต้องคิดถึงการฟื้นฟูดุลยภาพที่มากกว่าเพียงการรักษาโรค ด้วยความคิดอย่างนี้ นานมาแล้วผมจึง เขียนบทความซึ่งรวบรวมเป็นหนังสือชื่อ "บันทึกเวชกรรมไทย" โดยบทแรกเป็นคำถามชื่อว่า "รักษาโรคหรือ รักษาคน" เพื่อชี้แนะว่าแพทย์ไม่ควรเพียง "รักษาโรค" แต่ควรรักษาคนทั้งคนซึ่งมีมิติอื่นแห่งความเป็นคน มากมายหลายอย่างมากกว่าเพียง "โรค" ในระบบสังคมเศรษฐกิจปัจจุบัน ความเครียดเป็นสภาวะที่พบบ่อยมากและเป็นสาเหตุของความไม่สบาย หรือเจ็บป่วยที่สำคัญ ความเครียดนั้นทำให้เสียดุลยภาพได้ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา อาจ กล่าวได้ว่าความเครียดมีในทุกคน มากหรือน้อย จึงเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยที่สำคัญที่สุดโดยอาจมีผลเป็น โรคต่างๆ ทั้งที่รู้สาเหตุและไม่รู้สาเหตุ หรือไม่รู้ว่าจะเรียกว่าโรคอะไร ถ้าเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายเหมือนรถยนต์ที่ วิ่งเร็วอย่างยิ่ง สมมติว่าด้วยอัตรา ๒๐๐ กม./ชั่วโมง ย่อมมีความเครียดในตัวและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย อุบัติเหตุ ของรถแต่ละคันไม่เหมือนกัน ขึ้นกับเหตุปัจจัยหลายอย่างที่มาประจวบเหมาะในขณะหนึ่งๆ บางคันอาจจะเบรก แตก บางคันชนต้นไม้ บางคันตกคลอง บางคันหงายท้อง ฯลฯ ฉันใดคนทีมีความเครียดแต่ละคนอาจเกิดโรค หรือสภาวะสุขภาพไม่ดีต่างๆกันไป ขณะนี้คนอเมริกัน ๖๐,๐๐๐ - ๗๐,๐๐๐ คนต่อปี เสียชีวิตเพราะใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด คนอเมริกัน หลายสิบล้านคนใช้ยาแก้ปวดเพราะมีความปวดเรื้อรังในตัวที่ใดที่หนึ่งโดยไม่ปรากฏโรคอะไรชัดเจน สันนิษฐาน ว่าเกิดจากการเสียดุลยภาพในตัวเพราะสภาวะเครียด ขณะนี้ทราบว่าความเครียดมีผลกระทบต่อระบบ ภูมิคุ้มกัน และระบบภูมิคุ้มกันเกี่ยวกับการเกิดโรคเกือบทุกโรค หรือสภาวะเจ็บป่วยที่ยังไม่รู้ว่าจะเรียกว่าโรค อะไร การวิจัยใหม่ๆพบความเชื่อมโยงระหว่างจิต - ระบบประสาท - ระบบต่อมไร้ท่อ - ระบบภูมิคุ้มกัน (Psycho - neuro - endocrine - immunology) และยังมีมวลจุลชีพในร่างกาย (Microbiome) เข้ามา เกี่ยวข้องกับการทำงานของเกือบทุกระบบของร่างกาย และการมีสุขภาพดีหรือไม่ดีอย่างสำคัญ ฉะนั้นจะเห็นได้ ว่าคำกล่าวที่ว่า "สุขภาพคือทั้งหมด" (Health is the whole.) นั้น นับวันยิ่งพบรายละเอียดที่สนับสนุนมาก ขึ้นเรื่อยๆ และชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่าการแพทย์ที่เอาโรคเป็นตัวตั้งนั้นคับแคบและจำกัดศักยภาพของแพทย์ ความคิดใหม่ที่ว่าสุขภาพคือดุลยภาพ เปิด"เวชปริทัศน์"อย่างกว้างขวาง ๘ ๘. ที่เล่ามาทั้งหมด แต่ยังไม่หมด แสดงให้เห็นว่าการออกตรวจผู้ป่วยที่โอพีดีอายุรศาสตร์อันแสนแน่น อาจก่อให้เกิดข้อคิดเห็นได้มากหลาย และอาจใกล้เคียงกับคำว่า "เวชปริทัศน์" ตามการตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ ของท่านบรรณาธิการก็ได้ ห้องตรวจโรคนอกของโรงพยาบาลศิริราชล้วนแน่นขนัด และบรรจุสภาวะที่ยากลำบากไว้เต็มๆ ทั้งของ ผู้ป่วยและญาติ รวมทั้งของผู้ให้บริการ เมื่อพูดถึงความเหน็ดเหนื่อยของแพทย์ในการให้บริการ โดยเฉพาะที่ห้องแพทย์เวร ก็อดเล่าถึงเรื่องหนึ่ง ไม่ได้ ครั้งหนึ่งท่านอาจารย์หมออวย เกตุสิงห์ เชิญอาจารย์พร รัตนสุวรรณ ที่เรียกกันว่า พรวิญญาณ โดยที่ท่าน มีชื่อเสียงว่าทำสมาธิและติดต่อกับวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วได้ ให้มาสาธิตให้ประชาชนศิริราชดู อาจารย์พา ลูกศิษย์มาด้วย และให้ลูกศิษย์นั่งสมาธิ แล้วถามว่าเห็นอะไรบ้าง ลูกศิษย์ตอบว่า "เห็นคนไข้ที่ตายไปแล้วยั่วเยี้ย ไปหมด" "แล้วเห็นอะไรอีก" อาจารย์พรถาม "เห็นหมอที่ตายไปแล้วกำลังอยู่เวร" เท่านั้นแหละ หมอหนุ่มสาว ที่ฟังอยู่แตกฮือทันที อุทานว่า "นี่ ตายแล้ว ยังจะต้องไปอยู่เวรอีกหรือ" ความเหนื่อยยากของการเป็นแพทย์เวรอยู่ในความทรงจำของแพทย์ทุกคน ถึงตอนนี้ก็อยากจะอ้างถึงวจนะของปูชนียบุคคล ๒ ท่าน คือ อาจารย์นายแพทย์เสมอ พริ้งพวงแก้ว และ ท่านมหาตมะคานธี "ชีวิตที่ลำบาก เป็นชีวิตที่เจริญ" นายแพทย์เสมอ พริ้งพวงแก้ว "ถ้าคุณเรียนจากตำราคุณได้ความรู้ แต่ถ้าคุณเรียนจากประสบการณ์คุณได้ปัญญา" ท่านมหาตมะคานธี และผมขอแถมท้ายว่า "การเรียนรู้ที่ดีเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะแสวงหาและช่วยให้เพื่อน มนุษย์ได้พบการเร่งรานอนุกรรมการเรียนรู้ที่ดี" PQET เวชปริทัศน์จากห้องตรวจผู้ป่วยนอก อายุรศาสตร์ที่ศิริราช ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สุขภาพ

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

21 December 2020

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
24% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
22% Match
คุยกับผู้อ่าน : นายแพทย์บุตร ประดิษฐวณิช (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 136 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2533)
14% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• แพทย์กับผู้ป่วย

• อายุรศาสตร์

history_eduหมวดหมู่

สุขภาพ

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

21 December 2020

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้