auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (3 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เอกสารนี้มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด สร้างสัมพันธภาพใหม่บนแผ่นดินไทย การถักทอทางสังคมทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
บนเส้นทางแห่ง การจัดการตนเอง ของแผ่นดินไทย ประเวศ วะสี # สารบัญ หน้า ๑. เมื่อใดคนไทยทั้งชาติมีเป้าหมายร่วมกัน ๕ จะเกิดพลังมหาศาลที่จะเคลื่อนไปข้างหน้า ๒. เป้าหมายร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ ๗ ๓. การรวมศูนย์อำนาจการปกครอง ๑๓ ต้นเหตุปัญหาของประเทศ ๔. หัวใจของการแก้ปัญหาของประเทศ คือ ๑๙ การกระจายอำนาจให้ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ๕. ความถูกต้องต้องก่อตัวขึ้นมาจากหน่วยย่อยข้างล่าง ๒๕ ๖. กระบวนการชุมชน ชุมชนจัดการตนเอง ประชาธิปไตยชุมชน ๓๑ ๗. ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ๓๙ ๘. การถักทอกันทำงานในพื้นที่ - โอกาสของประเทศไทย ๔๓ ๙. ๑ มหาวิทยาลัย ต่อ ๑ จังหวัด - ๑ บริษัท ต่อ ๑ ตำบล ๕๓ ๑๐. สัมพันธภาพใหม่บนแผ่นดินไทย ๕๗ ๑๑. ประชาธิปไตยควอนตัม (Quantum Democracy) ๖๓ ๑๒. การส่งเสริมการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย ๖๙ สรุป ๗๓ การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด สร้างสัมพันธภาพใหม่บนแผ่นดินไทย การถักทอทางสังคมทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ Social weaving makes the impossible possible จัดพิมพ์โดย... เมื่อใดคนไทยทั้งชาติมีเป้าหมายร่วมกัน จะเกิดพลังมหาศาลที่จะเคลื่อนไปข้างหน้า ที่ผ่านมา คนไทยแต่ละกลุ่ม องค์กร สถาบัน ฝ่าย ต่างมีเป้าหมาย แยกย่อยเฉพาะของตน ๆ เป้าหมายแยกย่อยเฉพาะของตน ๆ ทำให้ ทอนกำลังกันเอง ขัดแย้ง รุนแรง ทำลายกันและกัน ทำให้ชาติหมดพลัง ที่จะเคลื่อนไปข้างหน้า หรือยิ่งกว่านั้น การกระพือความเกลียดชัง ระหว่างกันอาจพาสังคมไทยไปสู่จุดพลิกผันที่เกิดฆ่ากันตายเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นมิคสัญญีกลียุค อันที่จริงประเทศไทยมีทุนทางต่าง ๆ มากมาย ทั้งทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ทุนทางความรู้ ทุนทางศาสนธรรม ทุนภาครัฐ ทุนภาคธุรกิจเอกชน ทุน เหล่านี้มากพอหรือเกินพอที่จะสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างศานติสุข ถ้าคนไทยทั้งชาติมีเป้าหมายร่วมกัน และมีวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น จึงเป็นการสมควรที่คนไทยทุกภาคส่วนน่าจะรณรงค์สร้างเป้าหมาย ร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ ทำความเข้าใจหลักการ และร่วมกันปฏิบัติ ตามหลักการเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น ๔ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๕ ๒. เป้าหมายร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ ตัวอย่างของเป้าหมาย ๖ ประการของคนไทยทั้งชาติร่วมกัน แสดงไว้ในล้อมกรอบซึ่งอธิบายความหมายและที่มา ดังต่อไปนี้ (๑) ถ้าเป้าหมายต่ำ คนจะเห็นต่างกัน เช่น จะสร้างสะพานหรือไม่สร้าง แม้เรื่องรัฐธรรมนูญก็นำไปสู่ความแตกแยกได้ เป้าหมายต้องสูงพอ คนทั้งหมดจึงจะร่วมกันได้ เป้าหมายที่ ๑ ที่นำเสนอคือ "ประเทศเป็นดินแดนที่ลูกหลานของเราจะอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข" จะหายากที่มีคนไม่ต้องการเป้าหมายนี้ ๖ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๗ # ตัวอย่างเป้าหมาย ๖ ประการของคนไทยร่วมกัน ๑. ประเทศไทยเป็นแผ่นดินที่ลูกหลานของเราจะอยู่ร่วมกันด้วย ความสงบสุข ๒. สังคมไทยมีความเป็นธรรม ไม่มีความเหลื่อมล้ำมากเกิน ๓. มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ปฏิเสธระบอบเผด็จการ ทุกรูปแบบ ๔. กลไกของรัฐมีสมรรถนะสูง มีคอร์รัปชั่นต่ำ ๕. มีการกระจายอำนาจการปกครองให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ให้ได้มากที่สุด ๖. คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เสมอกัน มีความ เป็นพลเมืองสูง เป็นสังคมทางราบที่มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำโดย ทั่วถึง เป็นสังคมเข้มแข็ง อันเป็นเหตุให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และ ศีลธรรมดี (๒) การที่สังคมจะอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ต้องมีความเป็น ธรรม ไม่มีความเหลื่อมล้ำมากเกิน ความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้ามีความเป็นธรรมแล้วผู้คนจะมีความสุข มีความรักกันและรักส่วนรวม ถ้าขาดความเป็นธรรมจะนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งความขัดแย้ง ความแตกแยก และปัญหาทางการเมือง นักระบาดวิทยาชาวอังกฤษ สองคนคือ Wilkinson และ Pickett ได้รวบรวมข้อมูลจากประเทศที่ พัฒนาแล้วทั่วโลก แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำ เรื่องรายได้กับปัญหาสุขภาพและปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ พบความ สัมพันธ์เกือบเป็นเส้นตรง (รูปที่ ๑) Health and social problems are closely related to inequality among rich countries Index of health and social problems Worse Better Income inequality Low High USA Portugal UK New Zealand Australia Canada Italy Spain Switzerland Netherlands Sweden Norway Denmark Germany Finland Belgium Austria France Greece Iceland รูปที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้กับปัญหาสุขภาพ และปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ (จาก Wilkinson และ Pickett) สหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีความ เหลื่อมล้ำเรื่องรายได้สูงมาก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสุด ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวียอยู่ในกลุ่มที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำ ปัญหาสังคม สุขภาพ ซึ่งรวมถึงการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ปัญหาสุขภาพจิต อาชญากรรม ความรุนแรง การเกิดจลาจล เป็นเงาตามตัวของความเหลื่อมล้ำ เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่ได้รับรางวัลโนเบลได้ เขียนหนังสือเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในอเมริกา ชื่อว่า "The Price of Inequality : How Today's Divided Society Endangers Our * Wilkinson, R. and Pickett, K. : The Spirit Level : Why Greater Equality Makes Societies Stronger. Bloomsbury Press, New York, 2010. ๔ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๙ Future" โดยชี้ให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำเป็นอันตรายต่ออนาคตของ อเมริกาอย่างไร ประเทศไทยมีความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำสูง จึงควร เป็นเป้าหมายของคนไทยร่วมกันที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรม ลดความ เหลื่อมล้ำ (๓) มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ปฏิเสธระบอบเผด็จการ ทุกรูปแบบ ระบอบประชาธิปไตยเป็นธรรมชาติและเป็นกระแสใหญ่ ของโลก ไม่มีประเทศใดฝืนได้ ประเทศไทยได้มีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กันมาเกือบหนึ่งศตวรรษแล้ว ควรจะเป็นเป้าหมายร่วมกันได้แล้วว่าต้อง มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย และปฏิเสธระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ (๔) กลไกของรัฐมีสมรรถนะสูง มีคอร์รัปชั่นต่ำ ขณะนี้กลไกของ รัฐมีสมรรถนะต่ำ มีคอร์รัปชั่นสูง ทำให้แก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้ เกิดความ ขัดแย้งและวิกฤต ต้องตั้งเป้าหมายว่าเราจะต้องมีกลไกของรัฐที่มี สมรรถนะสูง มีคอร์รัปชั่นต่ำ (๕) มีการกระจายอำนาจการปกครองให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการ ตนเองให้ได้มากที่สุด ประเทศไทยรวมศูนย์อำนาจการปกครอง ทำให้ กลไกของรัฐมีสมรรถนะต่ำและมีคอร์รัปชั่นสูง และเป็นต้นตอของ ปัญหาอื่น ๆ เกือบทุกชนิด ดังจะได้กล่าวให้ละเอียดต่อไป จำเป็นต้องมี การกระจายอำนาจการปกครองไปให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองให้ได้ มากที่สุด (๖) คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เสมอกัน มี ความเป็นพลเมืองสูง เป็นสังคมทางราบที่มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ โดยทั่วถึง เป็นสังคมเข้มแข็ง อันเป็นเหตุให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ข้อนี้มีความสำคัญยิ่ง เป็นจุดชี้ขาดว่าประชาธิปไตยจะได้ผลหรือ ไม่ ที่เราพัฒนาประชาธิปไตยมาเกือบร้อยปีแล้วยังไม่ได้ผลเพราะขาด ข้อนี้ กล่าวคือ สังคมไทยเป็น "สังคมทางดิ่ง" ที่เป็นความสัมพันธ์ที่ ไม่เสมอภาค คนข้างบนมีอำนาจ คนข้างล่างไม่มีศักดิ์ศรีของความ เป็นมนุษย์ ไม่มีอำนาจ ตราบใดที่สังคมยังเป็นสังคมทางดิ่ง ถึงจะมีการ เลือกตั้ง ถึงจะมีการสั่งสอนทางศาสนธรรม เศรษฐกิจก็ไม่ดี การเมือง ก็ไม่ดี ศีลธรรมก็ไม่ดี ประเทศอิตาลี ประเทศเดียวกัน ใช้รัฐธรรมนูญเดียวกัน ใช้ กฎหมายเดียวกัน แต่ดูเหมือนเป็น ๒ ประเทศในประเทศเดียวกัน คือ อิตาลีตอนเหนือเศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี อิตาลีตอนใต้ตรง ข้าม คำว่า "มาเฟีย" ก็มาจากอิตาลีตอนใต้ Robert Putnam จาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไปวิจัยพบว่า อิตาลีตอนเหนือกับอิตาลีตอนใต้ โครงสร้างสังคมไม่เหมือนกัน ตอนเหนือเป็นสังคมแนวราบ ผู้คนมี ความเสมอภาค มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ที่เรียกว่ามีความเป็น ประชาสังคม หรือ Civil Society ส่วนอิตาลีตอนใต้เป็นสังคมแนวดิ่ง บางเมืองก็เคร่งศาสนามาก แต่ศีลธรรมก็ไม่ดี Putnam ให้ชื่อหนังสือ ของเขาว่า "Making Democracy Work : Civic Traditions in Modern Italy" ซึ่งหมายถึงว่า การที่ประชาธิปไตยจะได้ผลไม่ใช่อยู่ที่มี ๑๐ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๑๐ การเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องมีโครงสร้างทางสังคมที่เป็นทางราบ ผู้คนมี ศักดิ์ศรี มีความเสมอภาค มีความเป็นพลเมืองสูง จะต้องตราข้อนี้ไว้ให้ดี ๆ ประชาธิปไตยของเราไม่ได้ผลมานาน มากแล้ว เพราะเราสนใจประชาธิปไตยแค่การเลือกตั้ง แต่ไม่สนใจเลือก สังคมเข้มแข็ง ในมาตรการที่จะบรรลุเป้าหมายจะมีเรื่อง "การเปิดพื้นที่ ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง" ด้วย ๓. การรวมศูนย์อำนาจการปกครอง ต้นเหตุปัญหาของประเทศ เรามักแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จึงแก้ไม่ได้ ต้นเหตุปัญหาของประเทศอยู่ที่การรวมศูนย์อำนาจการปกครอง เราต้องพยายามทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดี ๆ คณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่ง รวบรวมนักคิด นักวิชาการ นักปราชญ์ มาทำงานกันอย่างเข้มข้น ได้จัด ทำรายงานชื่อ "ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ" ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักงาน ปฏิรูป ได้กล่าวถึงปัญหาโครงสร้างอำนาจไว้อย่างลึกซึ้ง ควรที่คนไทยจะ ได้อ่านกันอย่างแพร่หลาย แม้เรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ และผ่าน การต่อสู้ทางการเมืองกันมาจนไม่มีใครปฏิเสธระบอบการเลือกตั้งผู้แทน ราษฎรได้ แต่สิ่งหนึ่งที่คงทนเกือบไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยคือการ ปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจ ประเทศไทยปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจ ไว้ที่ส่วนกลางอย่างเบ็ดเสร็จมาตั้งแต่สมัย ร.๕ เป็นเวลากว่า ๑๐๐ ปี การเปลี่ยนแปลงและการต่อสู้ที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นแต่เพียง ๑๒ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๑๓ เปลี่ยนแปลงผู้ถืออำนาจสูงสุดที่ส่วนบนเท่านั้น ส่วนการปกครองโดย รวมศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จไว้ที่ส่วนกลางยังเหมือนเดิม (รูปที่ ๒) อำนาจการเมือง → พระมหากษัตริย์ → คณะราษฎร → กองทัพ → นักการเมือง = อำนาจรัฐรวมศูนย์คงเดิม รูปที่ ๒ เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงผู้ถืออำนาจทางการเมืองสูงสุด แต่อำนาจรัฐรวมศูนย์ยังคงเดิมในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา โครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์นี้แท้ที่จริงเป็นโครงสร้างอำนาจ เผด็จการ โครงสร้างอำนาจการปกครองที่แผ่ซ่านปกคลุมไปทั้งแผ่นดิน เป็นโครงสร้างที่ใหญ่โตแน่นหนาแข็งแกร่งมาก เรามักมองกันแต่ว่า การเมืองที่คุณภาพไม่ดีทำให้ระบบข้าราชการประจำไม่ดี แต่แท้ที่จริง แล้วระบบอำนาจรัฐรวมศูนย์มีผลต่อคุณภาพทางการเมืองอย่างมาก ดัง จะกล่าวต่อไป โครงสร้างอำนาจรัฐเป็นต้นเหตุของปัญหา ซึ่งถ้าไม่แก้ไข เราจะแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ไม่ได้ การปกครองรวมศูนย์อำนาจเป็นต้นเหตุของปัญหาใหญ่ ๆ อย่าง น้อย ๖ ประการด้วยกัน คือ ๑. ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ ไม่ว่ากล้ามเนื้อหรือสมอง ถ้าเรา ไม่ได้ทำเองคิดเองก็จะอ่อนแอ การรวมศูนย์อำนาจการปกครองไว้ที่ ส่วนกลางทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ ถ้าชุมชนท้องถิ่นสามารถคิดเอง ทำเองได้ก็จะเข้มแข็ง ชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งจะจัดการปัญหาต่าง ๆ ไป ได้ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่ออำนาจร่วมศูนย์ ปัญหาจากทุกทิศทุกทางก็ รุมเข้ามาที่ส่วนกลางซึ่งไม่สามารถรับมือได้ เรามีหมู่บ้านทั้งหมด ประมาณ ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ตำบลประมาณ ๘,๐๐๐ ตำบล ชุมชน ท้องถิ่นเหล่านี้ครอบคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศ เป็นฐานของ ประเทศ เมื่อฐานของประเทศไม่แข็งแรง ประเทศก็ไม่มั่นคง โครงสร้าง ใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระเจดีย์หรือพีรามิด มั่นคง ประเทศไทยชวนเซเพราะฐา การปกครองที่รวมศูนย์อำนาจ ๒. ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง ท้องถิ่น วัฒนธรรมย่อมแตกต่างหลาก แต่อำนาจที่รวมศูนย์ต้องการให้เหมือน กำหนด จึงขัดแย้งกัน วัฒนธรรมไม่ได้ ศิลปวัตถุเท่านั้น แต่มีความหมายกว่า ร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ อนุรวมถึงคุณค่า ร่วมกัน ความเชื่อร่วมกัน การทำมาหากิน ขนบธรรมเนียมประเพณี สุนทรียธรรม การดูแลรักษาสุขภาพ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ฯลฯ สั่งสมกันมาเป็นภูมิปัญญาอันเป็น อัตลักษณ์ เป็นศักดิ์ศรี เป็นความภาคภูมิใจ เป็นความสุขของผู้คนที่ได้ อยู่ในวัฒนธรรมของเขา การรวมศูนย์อำนาจคือการทำลายวัฒนธรรม ท้องถิ่น ความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับอำนาจที่รวมศูนย์มี อาการต่าง ๆ อาการอย่างหนึ่งคือความรุนแรงที่จังหวัดชายแดนใต้ เป็น ธรรมชาติที่ถ้ารัฐใดใจกว้าง ยอมให้ท้องถิ่นมีความหลากหลายทาง ที่รวมศูนย์กับวัฒนธรรม ตามท้องถิ่นที่แตกต่างกัน อนุบัติที่ส่วนกลาง ๑๔ : ประเวศ วะลี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๑๕ วัฒนธรรม ท้องถิ่นต้องการอยู่ร่วมกับรัฐนั้น ถ้ารัฐใดที่ส่วนกลาง พยายามกลืนกินวัฒนธรรมท้องถิ่น ท้องถิ่นต้องการแยกตัว เพราะความ รู้สึกศักดิ์ศรีเชิงอัตลักษณ์นั้นแรง ทำนองท้องถิ่นใครใครก็รัก ๓. ทำให้ระบบรัฐอ่อนแอ ระบบรัฐที่เอาแต่ใช้อำนาจสั่งการจะ อ่อนแอ เพราะไม่เรียนรู้ เมื่อไม่เรียนรู้ก็จะมีสมรรถนะต่ำ เมื่อมี สมรรถนะต่ำก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ปัญหาก็สะสมทำให้บ้านเมืองวิกฤต มากขึ้น ๆ และเป็นต้นเหตุของความรุนแรง ๔. ทำให้มีคอร์รัปชั่นสูง ถ้าอำนาจบเข้มข้นที่ไหน คอร์รัปชั่นก็จะ มากเป็นเงาตามตัว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ย้อนหลังไปร้อยกว่าปีเต็ม ไปด้วยคอร์รัปชั่น ต่อมากระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึง ประเทศ เขาเล็กกว่าเรามาก มีประชากรเพียง ๖-๗ ล้านคน เขากระจายอำนาจ ไปสู่ท้องถิ่นที่เรียกว่า Canton ถึง ๒๓ + อีก ๓ กิ่งอัตโนมัติ ประชาชน เข้ามามีส่วนโดยตรงและควบคุมโดยใกล้ชิด คอร์รัปชั่นก็หมดไป กลาย เป็นประเทศน่าอยู่อย่างที่เรารู้จักกัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มี คอร์รัปชั่นสูงอันดับต้น ๆ การรวมศูนย์อำนาจเป็นต้นเหตุ การแก้ที่ ปลายเหตุไม่ได้ผล ๕. ทำให้การต่อสู้ชิงอำนาจทางการเมืองรุนแรง ทำให้เกิดระบอบ ธนาธิปไตย และการเมืองด้อยคุณภาพ เพราะอำนาจรัฐรวมศูนย์ ใคร ได้อำนาจทางการเมืองสูงสุดก็กินรวบอำนาจหมดทั้งประเทศ นี้เป็น แรงจูงใจให้มีการต่อสู้ชิงอำนาจทางการเมืองอย่างรุนแรง เดิมก็ใช้ พละกำลังเข้าแย่งชิงอำนาจนี้ ต่อมาก็แปรรูปมาเป็นการลงทุนด้วยเงิน จำนวนมหาศาลเพื่อจะให้ได้อำนาจทางการเมือง กลายเป็นระบอบเงิน เป็นใหญ่หรือธนาธิปไตย เมื่อลงทุนก็ต้องถอนทุนและแสวงกำไร คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายก็ติดตามมา ทำให้การเมืองด้อยคุณภาพ ถ้ามีการ กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึงก็ไม่มีใครอยากจะมาลงทุนขนาด หนักให้ได้อำนาจทางการเมืองที่ส่วนกลาง เพราะมันไม่คุ้ม ประเทศที่ กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึง เราไม่ได้ยินเรื่องทำนองนี้ ๖. ทำให้ทำรัฐประหารได้ง่าย อำนาจที่รวมศูนย์ยึดอำนาจได้ง่าย ใช้ทหารไม่กี่ร้อยคนก็ยึดได้แล้ว การยึดได้ง่ายเป็นแรงจูงใจให้เกิด รัฐประหาร ถ้าอำนาจกระจายไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึง รัฐประหารก็ทำไม่ ได้ เพราะไม่รู้จะยึดตรงไหน ประเทศที่กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เช่น อินเดีย จึงไม่มีรัฐประหาร เพราะทำไม่ได้ การปกครองที่รวมศูนย์อำนาจจึงเป็นต้นเหตุของปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศอย่างน้อย ๖ ประการ ตามที่กล่าวข้างต้นนี้ คือ * ชุมชนท้องถิ่นหรือฐานของประเทศอ่อนแอ * ความขัดแย้งระหว่างอำนาจส่วนกลางกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ความรุนแรงในชายแดนใต้ * ระบบรัฐที่มีสมรรถนะต่ำ * คอร์รัปชั่นสูง * การต่อสู้ชิงอำนาจทางการเมืองรุนแรง ใช้เงินมาก การเมือง คุณภาพต่ำ * ทำรัฐประหารได้ง่าย ๑๖ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๑๗ ปัญหาเหล่านี้เป็นอุปสรรคไม่ให้บ้านเมืองก้าวไปข้างหน้าได้ ประเทศ มีสมรรถนะต่ำ ไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดความเป็นธรรมและการ มีความเหลื่อมล้ำมากเกินไปได้ ถ้ายังอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปจะเกิด จลาจล ควรที่คนไทยจะร่วมกันแก้ไข อันที่จริงประเทศไทยมีทรัพยากร ต่าง ๆ มาก ทั้งทรัพยากรทางธรรมชาติ ทรัพยากรทางสังคม ทรัพยากร ทางวัฒนธรรม ทรัพยากรทางศาสนธรรม ทรัพยากรภาครัฐ และ ทรัพยากรภาคธุรกิจเอกชน ที่สามารถนำมาจัดระบบการอยู่ร่วมกัน ด้วยความสุขความเจริญ หัวใจของการแก้ปัญหาของประเทศ คือ การกระจายอำนาจให้ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง แนวคิดการจัดการตนเองไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่มาจากประชาชน ระดับล่างที่เขาพยายามทำงานกันมานานและตกผลึกความคิด แนวคิด การจัดการตนเองเลยเรื่องการปฏิวัติประชาชนไปอีก กล่าวคือ ถ้า ผู้ปกครองขาดความเป็นธรรม ประชาชนจะรวมตัวกันลุกฮือขึ้นต่อต้าน ล้มอำนาจการปกครองนั้น ปรากฏการณ์นี้มีมากในประวัติศาสตร์จีน แต่ความจริงอย่างหนึ่งคือ ประชาชนที่ลุกฮืออาจขับไล่รัฐบาลได้ แต่ประชาชนจัดการปกครองไม่ได้ ในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม นักศึกษา รวมตัวกันล้มรัฐบาลทหารได้ แต่จัดการปกครองไม่ได้ อีก ๓ ปีต่อมา เกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ที่มีการเช่นฆ่านักศึกษา หรือเมื่อเร็ว ๆ นี้ ประชาชนอียิปต์ล้มประธานาธิบดีมูบารัค แต่จัดการปกครองไม่ได้ กองทัพมายึดอำนาจไป หรือพวกเขมรแดงยึดอำนาจรัฐได้ แต่ไม่ สามารถจัดการประเทศ ต้องฆ่าคนเขมรไปกว่า ๒ ล้านคน แล้วก็ไปไม่ รอด จนเป็นระบบฮุนเซนอยู่ทุกวันนี้ หรือแม้ประเทศที่มีการเลือกตั้ง แล้วอย่างประเทศไทย หรือฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่อังกฤษและ สหรัฐอเมริกาเอง ก็ยังไม่สามารถจัดการให้มีการอยู่ร่วมกันอย่างเป็น ธรรมได้ ๑๘ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๑๙ แนวคิดเรื่องการจัดการตนเองจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก แนวคิดเรื่องการจัดการตนเองไปเลยเรื่องอำนาจ ไปถึงสมรรถนะของประชาชน เพียงแต่มีอำนาจ ไม่ว่าระดับไหน ถ้าขาดสมรรถนะที่จะทำให้สำเร็จก็กลับมีโทษ เพราะมีอำนาจแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่มีอำนาจมากก็คอร์รัปชั่นมาก ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่การจัดการหมายถึงสมรรถนะหรืออิทธิปัญญา (อิทธิ = ความสำเร็จ) หรือปัญญาที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ การจัดการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ (Management makes the impossible possible) เราทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จเพราะขาดความสามารถในการจัดการ อันเป็นผลจากการศึกษาที่เน้นการท่องวิชา แต่ทำอะไรไม่เป็น การจัดการตนเอง หมายถึงการจัดการ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ คือ หนึ่งจัดการพัฒนาอย่างบูรณาการ สอง จัดการพัฒนานโยบาย การที่พื้นที่ไม่ว่าระดับชุมชน หรือระดับท้องถิ่น หรือระดับจังหวัด จะมีความร่มเย็นเป็นสุข ต่อเมื่อมีการพัฒนาอย่างบูรณาการและมีการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล โดยพัฒนา ๘ เรื่องอย่างเชื่อมโยงอยู่ในกันและกัน คือ "เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย" เมื่อเกิดการพัฒนาทั้ง ๘ เรื่องอย่างบูรณาการ จะเกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล เกิดความเป็นปรกติสุข และความยั่งยืน การที่ชุมชนก็ตาม ท้องถิ่นก็ตาม จังหวัดก็ตาม สามารถจัดการตนเองให้เกิดการพัฒนาการอย่างบูรณาการ จึงเป็นสมรรถนะอย่างยิ่ง เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะทำให้เกิดความเป็นปรกติสุขและความยั่งยืน และถ้าหากทุกชุมชนจัดการตนเองได้ ทุกท้องถิ่นจัดการตนเองได้ ทุกจังหวัดจัดการตนเองได้ ประเทศไทยทั้งประเทศจะเกิดความเป็นปรกติสุขและความยั่งยืน ส่วนการจัดการพัฒนานโยบายนั้นจะเกิดตามมา เพราะในความพยายามพัฒนาอย่างบูรณาการนั้นจะพบว่าอะไรเป็นอุปสรรคบ้าง ซึ่งถ้าแก้ไขอุปสรรคนั้น ๆ จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นดีขึ้น หรืออาจจะพบว่าอะไรที่ขาดไปบ้าง ซึ่งถ้าเติมสิ่งขาดจะทำให้การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นทำได้ดีขึ้น การขจัดอุปสรรคกับการเติมสิ่งขาดเหล่านี้แหละเป็นเรื่องของนโยบายที่จะต้องมีการจัดการพัฒนา โดยที่เรื่องนโยบายเป็นเรื่องยากและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย จำเป็นต้องมีการร่วมคิดร่วมทำกระบวนการสมัชชา เช่น สมัชชาระดับตำบล สมัชชาระดับจังหวัด สมัชชาเฉพาะประเด็น สมัชชาระดับชาติ เป็นกลไกของการพัฒนานโยบาย หากชุมชนก็ตาม ท้องถิ่นก็ตาม จังหวัดก็ตาม มีความสามารถในการจัดการพัฒนานโยบาย ก็เรียกว่าชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด มีสมรรถนะสูงมากในการจัดการ อันจักเป็นไปเพื่อเพิ่มความเป็นปรกติสุขและความมั่นคงของชุมชนท้องถิ่น ๒๐ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๒๐ แนวคิดเรื่องชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองนั้นมีความสำคัญยิ่ง เพราะไปเลยแนวคิดเรื่องการแย่งชิงอำนาจ ไปสู่การสร้างสมรรถนะ การจัดการของสังคมระดับย่อยขึ้นมา ที่สมานพลัง ๕ ประการ หรือ เบญจพละเข้ามาด้วยกัน คือ (๑) พลังทางสังคม หรือพลังความสามัคคี คือ การรวมตัวร่วมคิด ร่วมทำ (๒) พลังทางปัญญา คือ การต้องอาศัยข้อมูล ความรู้ เหตุผล (๓) พลังทางการจัดการ คือ การเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ไป สู่ความสำเร็จ (๔) พลังความถูกต้อง คือ การพัฒนาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่าง สมดุลและยั่งยืน (๕) พลังแห่งสันติวิธี วิธีการที่ใช้เป็นสันติวิธี อาศัยการเรียนรู้ ร่วมกันในการปฏิบัติ เกิดความเคารพและความเชื่อถือไว้วางใจกัน สันติ วิธีเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ให้เอาชนะสิ่งยาก แนวทางการพัฒนานี้เป็นแนวทางกระชับพื้นที่ขึ้นมาจากข้างล่าง คือ ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ซึ่งทำได้ง่ายกว่าและได้ผลดีกว่าการพัฒนา ลงไปจากข้างบน เราพัฒนาลงไปจากข้างบนมานานแล้ว แล้วก็ไม่ได้ผล บ้านเมืองแตกแยกและวิกฤตมากขึ้น เหมือนพยายามสร้างพระเจดีย์ จากยอด ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างสำเร็จจากยอด เพราะจะพังลง ๆ พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน เมื่อฐานแข็งแรงก็จะรองรับทั้งหมดให้ มั่นคง แนวทางชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการ ตนเอง หรือที่เรียกว่าพัฒนาโดยกระชับพื้นที่ขึ้นมาจากข้างล่างนี้ เป็น ยุทธศาสตร์สร้างฐานพระเจดีย์ของประเทศไทย ซึ่งเมื่อฐานของประเทศ แข็งแรงก็จะรองรับประเทศให้มั่นคง แนวคิดนี้ยังอาศัยหลักการว่า ความถูกต้องต้องก่อตัวขึ้นมาจาก หน่วยย่อยข้างล่าง ซึ่งจะป้องกันไม่ให้เราล้มเหลวแบบประเทศตะวันตก ด้วย ดังจะอธิบายในตอนต่อไป ๒๒ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๒๓ # ๕. ## ความถูกต้องต้องก่อตัวขึ้นมา จากหน่วยย่อยข้างล่าง ระบบร่างกายของเราทุกคนเป็นระบบที่ซับซ้อนสุดประมาณ แต่เราทุกคนเติบโตขึ้นมาจากเซลล์เซลล์เดียว ซึ่งเกิดจากไข่ของแม่ผสมกับสเปิร์มของพ่อ เซลล์เซลล์เดียวนี้ต้องมีความถูกต้องทุกอย่างจึงจะให้กำเนิดแก่คนที่มีความสมบูรณ์ ถ้ามีอะไรผิดปรกติไปแม้นิดเดียวอาจทำให้ชีวิตใหม่นี้ตายหรือมีความพิการ เช่น ในเซลล์เซลล์เดียวที่ว่านี้มีดีเอ็นเอซึ่งเป็นรหัสชีวิตที่มีความยาวถึงสามพันล้านตัวอักษร บางครั้งมีความผิดปรกติไปที่อักษรตัวเดียว ระบบทั้งหมดก็รวมไปได้ เซลล์เซลล์เดียวที่มีความถูกต้องทุกอย่างจะแบ่งตัวเป็น ๒ เป็น ๔ เป็น ๘ เป็น ๑๖ .... เรื่อย ๆ ไป และเจริญแตกตัวไปเป็นสมอง เป็นหัวใจ ตับ ปอด ไต ลำไส้ .... แต่ละอวัยวะมีความซับซ้อนสุดประมาณ แต่ทั้งหมดต้องมีความถูกต้อง เราจึงมีสุขภาพดีและอายุยืน ความถูกต้องของระบบร่างกายทั้งหมดมาจากความถูกต้องของหน่วยย่อย คือเซลล์ เซลล์เป็นหน่วยย่อยพื้นฐานของทุกอวัยวะ เซลล์มี ๒๔ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๒๕ ความถูกต้องทำให้อวัยวะมีความถูกต้อง อวัยวะมีความถูกต้องทำให้ ชีวิตมีความถูกต้อง รูปที่ ๓ ชีวิตเริ่มมาจากเซลล์เชลล์เดียว เชลล์หรือหน่วยย่อยพื้นฐาน ต้องมีความถูกต้อง จึงให้กำเนิดแก่ชีวิตที่มีความเป็นปรกติ หน่วยย่อยพื้นฐานของสังคมคือชุมชน สรรพชีวิตเกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ และเป็นไปตามธรรมชาติหรือ ตามหลักของธรรมชาติ สัตว์ก็จะเรียนรู้โดยธรรมชาติว่า ถ้าอยู่กันเป็นฝูง จะช่วยให้รอดชีวิตมากกว่าอยู่เดี่ยว ๆ ฝูงสัตว์ก็คือชุมชน มนุษย์ตั้งแต่ ดึกดำบรรพ์ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และเก็บของป่ากิน ก็อยู่กันเป็น กลุ่ม ๆ หรือชุมชน เพราะพบว่าอยู่เป็นกลุ่มดีกว่าอยู่เดี่ยว ๆ เช่น ปลอดภัยกว่า ช่วยกันจับสัตว์ได้ดีกว่า ครั้นเมื่อประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปีที่ แล้ว เมื่อค้นพบเทคโนโลยีการเกษตรก็ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นชุมชน เกษตรกรรม ชุมชนเกษตรกรรมมีความยั่งยืนมาประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปี เพราะเป็นระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคน และ ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ตรงนี้เป็นเรื่องที่จะต้องตราไว้ให้ดีว่า เมื่อมนุษย์คิดตามธรรมชาติ เช่น ในครอบครัวและในชุมชนถือ การอยู่ร่วมกัน (Living together) เป็นสำคัญ ไม่ได้คิดเชิงกฎหมายสูงสุด เสรีภาพสูงสุด หรือกำไรสูงสุด เป็นสำคัญ การอยู่ร่วมกันในชุมชนทำให้ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประนี- ประนอมจัดระบบการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน เคารพและ อนุรักษ์ธรรมชาติ ดังที่เรียกแผ่นดินว่าพระแม่ธรณี แม่น้ำว่าพระแม่ คงคา และมีรุกขเทวดาสิงสถิตอยู่ในต้นไม้ เหล่านี้เป็นคติเชิงคุณค่า เมื่อ เห็นคุณค่าก็ไม่ทำลาย เมื่อไม่ทำลายก็สมดุลและยั่งยืน ลองคิดดูให้ดี ๆ ระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับ สิ่งแวดล้อมคือศีลธรรม จึงกล่าวว่า ชุมชนคือที่อยู่ของศีลธรรม ใน ขณะที่สังคมข้างบนเกือบจะไม่มีที่อยู่ของศีลธรรมเลย แม้มีการสอน วิชาศีลธรรมก็ไม่มีศีลธรรม เพราะศีลธรรมไม่ใช่วิชา แต่คือระบบการอยู่ ร่วมกัน เมื่อชุมชนคือศีลธรรม หรือความถูกต้อง หรือการอยู่ร่วมกันอย่าง สมดุล จึงยั่งยืนมาช้านานประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปี สังคมเมืองซึ่งเป็นสังคมขนาดใหญ่เพิ่งเป็นเรื่องไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง เกิดจากการค้าและอุตสาหกรรมที่เติบโตขึ้น สังคมใหญ่ข้างบนเป็น สังคมแบบตัวใครตัวมัน ขาดความเป็นชุมชน ไม่ได้คิดเชิงการอยู่ร่วมกัน อีกต่อไป แต่คิดเชิงแสวงหากำไรสูงสุด คิดเชิงอำนาจ คิดเชิงการค้าเสรี กลายเป็นระบบทุนนิยมขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงและซับซ้อน เต็มไปด้วย มายาคติต่าง ๆ ๒๖ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๒๗ ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจชุมชนเป็นเศรษฐกิจจริง และบูรณาการ กับการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับ สิ่งแวดล้อม ระบบเศรษฐกิจมหภาค ทุนขนาดใหญ่มีอำนาจมาก ทุนใหญ่กินทุน เล็ก มีความซับซ้อน เกิดวิกฤตในระบบได้ง่าย ไม่มั่นคง นำไปสู่ความ เหลื่อมล้ำทางรายได้และการทำลายสิ่งแวดล้อมสูง ดังที่ทำให้เกิด สภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติต่าง ๆ แม้ประเทศต้นแบบเสรีภาพและ ประชาธิปไตยอย่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกาก็ไม่สามารถต้านพลังของ ทุนขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจขนาดหนัก และ เกิดวิกฤตการณ์อื่น ๆ ต่อไปอย่างไม่มีทางแก้ไข และคงแก้ไม่ได้ในระบบ เศรษฐกิจมายาคติแบบเดิม เพราะระบบเศรษฐกิจข้างบนซับซ้อนและมี มายาคติมากเกินกว่าที่จะทำให้ถูกต้องได้ **ความถูกต้องต้องก่อตัว (self-organized) ขึ้นมาจาก หน่วยย่อยข้างล่าง** ประดุจร่างกายของเราที่ซับซ้อน เกิดมาจากความถูกต้องของเซลล์ เซลล์เดียว เซลล์ของสังคมคือชุมชน ชุมชนมีขนาดเล็ก และผู้คนอยู่ใกล้ชิดกัน คำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน ชุมชนจึงรวมตัวกันจัดการตนเองให้มีความถูก ต้องได้ง่าย ชุมชนที่มีความถูกต้องหลาย ๆ ชุมชน รวมกันเป็นท้องถิ่นจัดการ ตนเองให้มีความถูกต้อง ท้องถิ่นหลาย ๆ ท้องถิ่น รวมกันเป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ เช่น จังหวัด และกลุ่มจังหวัด ตามรูปที่ ๔ หรือพระเจดีย์แห่งการพัฒนา  ชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็ง จัดการตนเองได้ มีความถูกต้อง จะเป็น ฐานที่มีความถูกต้องของประเทศ องค์พระเจดีย์คือระบบต่างๆ เช่น ระบบเศรษฐกิจ ระบบการ ศึกษา ระบบสุขภาพ ระบบการเมืองการปกครอง ระบบความยุติธรรม ไม่ใช่เป็นไปแบบแยกส่วน แต่เชื่อมโยงประสานระหว่างฐานกับยอดของ พระเจดีย์ ต้องเกื้อกูลให้ฐานแข็งแรง ไม่ใช่ทิ้งฐานหรือทุบฐาน ฐานที่ แข็งแรงก็จะเกื้อกูลให้ระบบนั้น ๆ มีความถูกต้องและมั่นคง ทั้งหมด ๒๘ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๒๙ ต้องมุ่งสู่ความเป็นธรรม คือยอดพระเจดีย์ที่เปล่งรัศมีของความถูกต้อง ระบบที่ไม่เชื่อมโยงกับฐานจะสร้างความเป็นธรรมไม่ได้ ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างสำเร็จจากยอด พระเจดีย์ต้องสร้างจาก ฐาน ระบบเศรษฐกิจมหภาคที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจชุมชนอย่าง เกื้อกูลกันจะมีความมั่นคง ไม่วูบวาบวิกฤตบ่อย ๆ แบบปัจจุบันทั้งโลก เพราะไม่เชื่อมกับฐาน ถ้าเราเข้าใจเรื่องความถูกต้องต้องก่อตัวขึ้นมาจากหน่วยย่อยข้าง ล่าง คือชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง และรูปพระเจดีย์ แห่งการพัฒนา บ้านเมืองของเรา ก็ไม่ยากเลยที่จะมีการพัฒนาอย่าง สมดุลและยั่งยืน ภายใน ๕-๑๐ ปี ก็เห็นหน้าเห็นหลัง ดังจะมีรายละเอียด ในบทต่อๆ ไป ## กระบวนการชุมชน ชุมชนจัดการตนเอง ประชาธิปไตยชุมชน กระบวนการชุมชน หรือชุมชนจัดการตนเอง หรือกระบวนการ ประชาธิปไตยชุมชน มีความสำคัญยิ่ง ถ้าเข้าใจ ปฏิบัติ และสนับสนุน การปฏิบัติ ฐานของประเทศจะเข้มแข็งทุกด้าน กระบวนการนี้ประกอบ ด้วย (๑) สร้างผู้นำชุมชน สภาผู้นำชุมชนเป็นการก่อตัวขึ้นมาเอง (self-organized) ของผู้นำในชุมชน โดยไม่มีใครแต่งตั้ง ผู้นำชุมชนใน ระดับหมู่บ้านมีทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ผู้นำที่เป็นทางการมี ๓ คนเท่านั้น คือ ผู้ใหญ่บ้าน ๑ กับสมาชิกสภาบริหารส่วนตำบล ๒ คน ส่วนผู้นำไม่เป็นทางการมีจำนวนมาก เช่น ผู้นำกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ผู้นำกลุ่มสตรี ผู้นำกลุ่มเยาวชน ผู้นำกลุ่มผู้สูงอายุ ครู ศิลปิน พระ ปราชญ์ชาวบ้าน อาจมีรวมกัน ๔๐-๕๐ คน ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้โผล่ปรากฏขึ้นมาเองจากการทำงานร่วม กัน โดยจะมีคุณสมบัติ ๕ ประการ ดังนี้ ๓๐ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๓๐ ๑. เป็นคนเห็นแก่ส่วนรวม ถ้าเป็นคนเห็นแก่ตัว ชาวบ้านก็ไม่ยอมรับ ๒. เป็นคนสุจริต ๓. เป็นคนฉลาด ๔. เป็นคนติดต่อสื่อสารเก่ง ทำให้เกิดความร่วมมือ ๕. เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้โดยรวมจะมีคุณสมบัติสูงกว่าผู้นำโดยการแต่งตั้งหรือเลือกตั้ง ซึ่งไม่แน่เลยว่าจะมีคุณสมบัติครบทั้ง ๕ ข้อดังกล่าว ฉะนั้น ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้ต้องถือว่าเป็นคนดี คนเก่ง และมีจำนวนมาก ในโครงสร้างอำนาจที่เป็นทางการ ผู้นำตามธรรมชาติที่เป็นคนดี คนเก่ง และมีจำนวนมากเหล่านี้จะไม่สามารถเข้าไปมีบทบาท เพราะโครงสร้างอำนาจเป็นโครงสร้างที่ปิดและแคบ แต่สภาผู้นำชุมชนซึ่งประกอบด้วยผู้นำที่เป็นทางการ ๓ คน กับผู้นำที่ไม่เป็นทางการหรือผู้นำตามธรรมชาติประมาณ ๔๐-๕๐ คน เป็นโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ที่ทำให้คนเก่งคนดีจำนวนมากเข้ามามีบทบาทในการพัฒนา เรามีหมู่บ้านทั้งหมดประมาณ ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ถ้าแต่ละหมู่บ้านมีผู้นำตามธรรมชาติเข้ามาก่อตัวเป็นสภาผู้นำชุมชนก็เท่ากับเรามีผู้นำชุมชนอันหลากหลายประมาณ ๘๐,๐๐๐ x ๕๐ = ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ สภาผู้นำชุมชน คือ องค์กรการจัดการของชุมชน ชุมชนต้องมีเครื่องมือในการจัดการ ชื่อกลางๆ คือ องค์กรชุมชน ส่วนจะเรียกชื่ออะไรอื่นก็สุดแล้วแต่ละชุมชน สภาผู้นำชุมชนเป็นชื่อหนึ่งขององค์กรชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการส่งเสริมให้เกิดองค์กรชุมชน (๒) สำรวจข้อมูลชุมชน สภาผู้นำชุมชนจัดให้มีการสำรวจข้อมูลชุมชนทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ ข้อมูลทางเศรษฐกิจสังคม รวมทั้งประวัติศาสตร์ชุมชน การสำรวจข้อมูลชุมชนจะขาดเสียมิได้ เพราะทำให้เข้าใจตนเองและเป็นฐานให้คิดให้พัฒนาต่อไป หลายชุมชนสำรวจที่ดินและการใช้ที่ดินของตนเอง มีการใช้เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น จีไอเอสในการสำรวจด้วย ทำให้จัดการการใช้ที่ดินได้ดีขึ้น ซึ่งเขาเรียกว่าการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน (๓) ทำแผนชุมชน นำข้อมูลชุมชนมาทำแผนชุมชน แผนชุมชนนี้จะเป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการทุกด้านพร้อมกันไป ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยอาจเน้นบางเรื่องที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าก็ได้ เช่น การแก้ปัญหาอุทกภัย แก้ปัญหายาเสพติด ฯลฯ เป้าหมายทางเศรษฐกิจนั้น ทุกชุมชนควรตั้งเป้าหมายสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เพราะการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นปัจจัยของความร่มเย็นเป็นสุขที่สำคัญที่สุด เป้าหมายทางสังคม ทุกชุมชนควรตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน โดยสำรวจคนที่อาจถูกทอดทิ้ง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กกำพร้า คนพิการ และจัดให้มีอาสาสมัครดูแลหมดทุกคน เป้าหมายทางสิ่งแวดล้อมก็ควรตั้งเป้าที่จะจัดการขยะได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ฟื้นฟูป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร เป็นต้น ๓๒ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๓๓ (๔) เสนอแผนชุมชนต่อสภาประชาชน สภาประชาชนหรือสภา ชุมชนคือที่ประชุมของคนทั้งชุมชน เนื่องจากชุมชนหมู่บ้านมีประชากร ไม่มาก ประมาณ ๕๐๐-๑,๐๐๐ คน ประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) ที่ทุกคนมีส่วนร่วมโดยตรงจึงเป็นไปได้ ต่างจากประชาธิปไตย ระดับท้องถิ่นและประชาธิปไตยระดับชาติที่ต้องอาศัยการเลือกตั้ง เป็น ประชาธิปไตยทางอ้อม (indirect democracy) หรือประชาธิปไตย ตัวแทน (represented democracy) ถึงขณะนี้เราควรจะเข้าใจว่ามี ประชาธิปไตย ๓ ระดับ คือ - ประชาธิปไตยชุมชน อาศัยการมีส่วนร่วมโดยตรง - ประชาธิปไตยท้องถิ่น อาศัยการเลือกตั้ง - ประชาธิปไตยระดับชาติ อาศัยการเลือกตั้ง สภาผู้นำชุมชนเสนอแผนชุมชนให้สภาประชาชนพิจารณา ที่ประชุม จะเพิ่มเติม ตัดออก ดัดแปลง หรืออย่างไรก็สุดแต่จะพิจารณา ในที่สุด สภาประชาชนรับรองแผนชุมชน แผนชุมชนก็กลายเป็นแผนที่คนทั้ง ชุมชนร่วมกันทำมา (๕) คนทั้งชุมชนร่วมขับเคลื่อนแผนชุมชน เมื่อคนทั้งชุมชนร่วม ทำแผนชุมชนจึงเข้าใจและร่วมขับเคลื่อนได้ ต่างจากแผนที่ทางราชการ ทำลงไป แต่ชาวบ้านไม่เข้าใจ แบบ "ทางการเขาสั่งมาว่าให้ชาวนา......" ไม่สามารถคิดอ่านด้วยตนเอง จึงไม่เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง เมื่อคน ทั้งชุมชนช่วยกันขับเคลื่อนแผนชุมชน การพัฒนาอย่างบูรณาการก็เกิด ขึ้นเป็นลำดับ ๆ (๖) เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ โดยที่แผนชุมชนเป็นแผน พัฒนาอย่างบูรณาการ เมื่อขับเคลื่อนตามแผนก็จะเกิดการพัฒนาอย่าง บูรณาการ ๘ เรื่อง อย่างเชื่อมโยงกัน คือ "เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ- การศึกษา-ประชาธิปไตย" ควรพยายามทำความเข้าใจความสำคัญของ "การพัฒนาอย่าง บูรณาการ" ตรงนี้ให้ดี องค์ประกอบทั้ง ๘ เชื่อมโยงอยู่ในกันและกัน ไม่ได้แยกเป็นส่วน ๆ แบบการพัฒนาที่เอาหน่วยงานเป็นตัวตั้ง กระบวนการทั้งหมดเป็น ประชาธิปไตยอยู่ในตัว แต่เป็นประชาธิปไตยที่กินได้ คือที่ทำให้ เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม.....ทั้งหมดดีขึ้นด้วย ไม่เหมือนประชาธิปไตย ระดับบนที่มีแต่การเลือกตั้ง หลังจากนั้นไม่แน่นอน หรือหวังไม่ได้ว่า อะไร ๆ จะดีขึ้น เรื่องคุณภาพเด็กและเยาวชนจะดีขึ้นได้อย่างไร ถ้าพัฒนาเฉพาะ เรื่องเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่พ่อแม่ยากจนเกิน ต้องออกจากบ้านไป ทำมาหากินที่อื่น ยังไม่พอกิน แต่ต้องบูรณาการกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งมีเป้าหมายสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เช่นเดียวกัน ปัญหาสังคมและ สิ่งแวดล้อมก็จะแก้ไขไม่ได้ ถ้าประชาชนยากจนเกิน การสร้างสัมมาชีพ เต็มพื้นที่จึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาคน สังคม และสิ่งแวดล้อม การพัฒนาอย่างบูรณาการทำให้เกิดความสมดุล ความสมดุลทำให้ เกิดความเป็นปรกติสุขและความยั่งยืน ๓๔ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๓๕ การพัฒนาโดยเอากรมหรือส่วนราชการเป็นตัวตั้งเป็นการพัฒนาแบบแยกส่วน เพราะกรมตั้งขึ้นแยกเป็นเรื่อง ๆ เช่น กรมดิน กรมน้ำ กรมต้นไม้ กรมข้าว .... กรมจึงพัฒนาอย่างบูรณาการไม่ได้ จึงไม่สามารถสร้างความเป็นปรกติสุขและความยั่งยืนได้ ความล้มเหลวของการพัฒนาเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ การพัฒนาต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง พื้นที่คือชุมชนท้องถิ่น กรมเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ได้มาก ถ้าทำงานโดยสนับสนุนเชิงวิชาการและนโยบาย ประชาธิปไตยชุมชน เนื่องจากบูรณาการอยู่กับการพัฒนาอย่างบูรณาการ จึงเป็นประชาธิปไตยคุณภาพ คือทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข และเพราะเป็นประชาธิปไตยทางตรง ไม่อาศัยการเลือกตั้ง จึงไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ไม่เป็นธนาธิปไตยหรือ money politics ซึ่งก่อความเสียหาย การทะเลาะเบาะแว้ง และความรุนแรง ประชาธิปไตยชุมชนจึงเป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์ คนในชุมชนเขาเป็นญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน เป็นพวกเดียวกัน การเมืองระดับชาติซึ่งแบ่งเป็นพรรคการเมืองที่ต่อสู้กัน หากนำการต่อสู้ลงไปสู่ชุมชนก็จะทำให้ชุมชนแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย เสียความสามัคคี ขาดความสงบสุข แต่ถ้าชุมชนรวมตัวกันจัดการตนเองได้อย่างเข้มแข็ง ประชาธิปไตยชุมชนซึ่งเป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์ก็จะเป็นปราการป้องกันความแตกแยกที่จะมาจากข้างบนได้ และถ้าชุมชนเข้มแข็งโดย ทั่วตลอด ฐานของความสมานฉันท์ก็จะแข็งแรงและส่งผลลดความแตกแยกข้างบนลงได้ ชุมชนจัดการตนเองจึงมีความสำคัญยิ่งแม้เพราะเหตุนี้ ชุมชนที่เข้มแข็งสามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เรื่องการท่องเที่ยวชุมชน พลังงานชุมชน สถาบันการเงินชุมชน เป็นต้น ถ้าฝ่ายต่าง ๆ เข้าใจความสำคัญของชุมชน ว่าชุมชนเปรียบประดุจเซลล์ของสังคม ถ้าเซลล์มีความถูกต้องก็จะทำให้อวัยวะต่าง ๆ ของสังคมและสังคมทั้งหมดมีความถูกต้อง ก็อยู่ในฐานะที่จะสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนได้ทั้งสิ้น เช่น กรมกองต่าง ๆ คณะวิชาในมหาวิทยาลัยบริษัทธุรกิจเอกชน ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป ๓๖ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๓๗ # ๗. ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ท้องถิ่นเป็นองค์กรของรัฐที่ใกล้ชิดชุมชนมากที่สุด องค์กรปกครอง ท้องถิ่น (อปท.) มี ๓ ประเภท คือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อปท. ทั้ง ๓ ประเภท มีรวมกันประมาณ ๗,๐๐๐ องค์กร แต่ละตำบลโดยเฉลี่ยมีประมาณ ๑๐ หมู่บ้าน แต่ละจังหวัดโดยเฉลี่ยมีประมาณ ๑๐๐ ตำบล ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน การจัดการตนเองของท้องถิ่นและของจังหวัดประกอบด้วย หลักการ ๘ ประการ ดังต่อไปนี้ (๑) จัดทำข้อมูลตำบล หรือข้อมูลจังหวัด (๒) จัดประชุมผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมาย ร่วม (๓) ทำแผนพัฒนาอย่างบูรณาการโดยเอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง (๔) ประสานและติดตามการพัฒนาตามแผน (๕) แสวงหาความสนับสนุนทั้งจากภายในและภายนอก (๖) ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (๗) ทำการสื่อสารอย่างทั่วถึงทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ ๓๘ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๓๙ (๘) ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อชุมชนท้องถิ่น เช่น การประชุมสมัชชา ระดับตำบล สมัชชาระดับจังหวัด สมัชชาเฉพาะประเด็น สมัชชา ระดับชาติ ทั้ง ๘ เรื่องมีผู้คนและองค์กรเกี่ยวข้องอย่างหลากหลาย จึง ต้องการการจัดการการประสานงานอย่างมาก ความสำเร็จอยู่ที่การ จัดการประสานงานที่ดี จึงควรมีกลุ่มคนที่มีจริตและทักษะในการจัดการ ประสานงานทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง อาจมีศูนย์ประสานงานจังหวัด จัดการตนเอง เครื่องมือที่จะดำเนินไป คือ การเรียนรู้ร่วมกันในการ ปฏิบัติ (Interactive learning through action) ไม่ควรคิดว่าใคร มีอำนาจเหนือใครและจะไปสั่งการใคร นั้นเป็นการบริหารแบบโบราณ ในแนวดิ่ง เป็นการใช้อำนาจ ซึ่งใช้ไม่ได้ผลในการพัฒนาที่ซับซ้อน การเอาความรู้เก่า ๆ ที่มีอยู่มาใช้โดยไม่เรียนรู้ก็ไม่ได้ผล เพราะบริบท ของงานมีความซับซ้อนและจำเพาะ จึงต้องเรียนรู้ในการปฏิบัตินั้นเอง จะเรียนรู้เดี่ยว ๆ ก็ไม่ได้ เพราะมีหลายคนและหลายองค์กรเกี่ยวข้อง ทุกคนทุกองค์กรมีความสำคัญต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของงาน ฉะนั้นจึงต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ในการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติต้องการคุณค่าชุดหนึ่ง คือ (๑) การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของทุกคน (๒) มีความ เอื้ออาทรต่อกัน (๓) มีความเปิดเผยและจริงใจ (๔) ใช้สัมมาวาจา เมื่อ การเรียนรู้ร่วมกันดำเนินไปจะเกิดทุนที่มีค่าอย่างยิ่ง นั่นคือเกิดความ เชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) อันทำให้เกิดความปิติ ปราโมทย์ ความอิ่มใจ ที่ได้ทำงานด้วยกัน และการงานเป็นผลสำเร็จโดยง่าย ความเชื่อถือไว้ วางใจกันนี้ เงินกี่ร้อยกี่พันล้านก็ซื้อไม่ได้ แต่เกิดจากการเรียนรู้ร่วมกัน ในการปฏิบัติ ถ้าดูให้ดี ๆ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัตินี้คือการเปลี่ยนแปลง ขั้นพื้นฐาน (Transformation) ที่ทำให้ทุกคนมาเสมอภาค มีภราดรภาพ เป็นประชาธิปไตยทางตรง เป็นการรวมพลังทางสังคม หรือพลังของ ความสามัคคีคือการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ พลังทางปัญญาคือการเรียนรู้ พลังของการจัดการ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนหรือคนทั้งหมด ไม่ใช่ ของคนใดคนหนึ่ง ฉะนั้น กระบวนการชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง จึงเป็นการเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทาง ปัญญาอย่างกว้างขวาง เปลี่ยนจากระบบปิดที่คนไม่กี่คนทำหน้าที่ บริหารประเทศ ซึ่งทำไม่ไหวแล้ว ไม่ได้ผลแล้ว มาเป็นระบบเปิดที่คน ไทยทั่วประเทศเข้ามามีส่วนในการจัดการตนเอง เพื่อทำให้เรื่องที่เป็น ไปไม่ได้เป็นไปได้ นั่นคือสร้างสังคมที่ถูกต้องเป็นธรรม ประเทศไทยมีทุนประเภทต่าง ๆ มากมาย ทั้งทุนทางทรัพยากร ธรรมชาติ ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางศาสนธรรม ทุนภาค รัฐ ทุนภาคธุรกิจ เป็นต้น หากเข้าใจเรื่องการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น และเข้าใจว่าเครื่องมือของการพัฒนาคือการเรียนรู้ร่วมกันใน การปฏิบัติ ทุนประเภทต่าง ๆ ก็สามารถทำงานร่วมกันในพื้นที่ ประเทศ ไทยจะเข้มแข็งและกลายเป็นประเทศน่าอยู่ภายในเวลาไม่นานเลย ๔๐ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๔๑ # ๘. การถักทอกันทำงานในพื้นที่ โอกาสของประเทศไทย ถ้ามองการบริหารประเทศในระดับบน ทุกอย่างจะดูยากลำบาก และติดขัดไปหมด จนเกิดความท้อถอยหรือสลดหดหู่ แต่ถ้ามองลงไปข้างล่าง การทำงานโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งสามารถถักทอกันทำงาน ระหว่างบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ซึ่งเมื่อถักทอกันแล้วทำให้สิ่งที่เป็นไป ไม่ได้เป็นไปได้ การถักทอกันมีทั้งทางแนวตั้งและแนวดิ่ง (รูปที่ ๕) ทางแนวดิ่งมี โครงสร้างของกระทรวงต่าง ๆ ทางแนวราบมีองค์กรต่าง ๆ เช่น กระทรวง มหาดไทย ศึกษา สาธารณสุข เกษตร พัฒนาสังคม <table><tr><td>สสค.</td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>ธกส.</td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>สช.</td><td>ชุมชน-ท้องถิ่น-จังหวัด</td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>สปชช.</td><td>จัดการตนเอง</td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>สสส.</td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>พอช.</td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr></table> รูปที่ ๕ การถักทอกันทำงานในพื้นที่ที่เอาชุมชนท้อง ทั้งทางแนวดิ่งและแนวราบ <figure> A yellow speech bubble icon with a question mark inside, partially obscuring the text "ถึง ?" (meaning "to what?"). This icon is associated with the text "การถักทอกันทำงานในพื้นที่ที่เอาชุมชนท้อง ทั้งทางแนวดิ่งและแนวราบ" (Collaborative work in areas where communities are at the bottom, both vertically and horizontally). </figure> ๔๒ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๔๓ **พอช.** = สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ส่งเสริมความเข้มแข็งของ ชุมชน **สสส.** = สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ส่งเสริม ความเข้มแข็งของท้องถิ่น **สปสช.** = สำนักงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่งเสริม ระบบสุขภาพ และกองทุนสุขภาพตำบล **สช.** = สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ส่งเสริมจังหวัด จัดการตนเอง **ธกส.** = ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ส่งเสริม สถาบันการเงินของชุมชน **สสค.** = สถาบันส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ส่งเสริมการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ในการจัดการตนเองสามารถดึงองค์กร ต่าง ๆ ทั้งทางแนวติ่งและแนวตั้ง เข้ามาถักทอกันทำให้เกิดการพัฒนา อย่างบูรณาการ **สัมมาชีพเต็มพื้นที่** * ประชาธิปไตยชุมชน * เศรษฐกิจ * ประชาธิปไตย * เด็กเล็ก * การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ * การเรียนรู้ชุมชน * การเรียนรู้พิเศษ * จิตใจ * ความเกื้อกูลกัน จริยธรรมชุมชน * สังคมไม่ทอดทิ้งกัน ความยุติธรรมชุมชน * ตำบลปลอดภัย * การศึกษา * สุขภาพ * วัฒนธรรม * ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ตำบล * ศูนย์ศิลปะ การท่องเที่ยว * ระบบสุขภาพชุมชน คนไทยทุกคนมีหมอประจำครอบครัว * สิ่งแวดล้อม * จัดการขยะ พลังงานชุมชน เพิ่มพูนทรัพยากร รูปที่ ๖ การถักทอกันทำงานในพื้นที่สู่การพัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ เรื่อง รูปที่ ๖ แสดงการพัฒนา ๘ ด้าน เข้ามาเชื่อมโยงอย่างบูรณาการ กัน ทั้ง ๘ เรื่อง เป็นปัจจัยแก่กันและกัน จะพัฒนาแต่ละเรื่องแบบแยก ส่วนนั้นยากลำบากหรือเป็นไปไม่ได้ เช่น **การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่** เป็นปัจจัยของความสำเร็จของทุกเรื่อง เช่น ถ้าพ่อแม่ยากจนเกินย่อมมีผลกระทบต่อการพัฒนาเด็กและ เยาวชน การพัฒนาสังคมสุขภาพและสิ่งแวดล้อมก็เป็นไปไม่ได้ เพราะ ฉะนั้น การสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ควรจะเป็นเป้าหมายของทุกชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด เพราะเป็นปัจจัยของความร่มเย็นเป็นสุขที่สำคัญ ที่สุด ๔๔ : ประเวศ วะลี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๔๕ การเป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน ทุกตำบลควรสำรวจว่าใคร อยู่ในข่ายถูกทอดทิ้งบ้าง เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กกำพร้า เด็กด้อย โอกาส แล้วจัดให้มีอาสาสมัครดูแล ในการนี้ต้องการการเงินสนับสนุน และการสนับสนุนทางวิชาการ การเงินชุมชน-กองทุนสุขภาพชุมชน-สถาบันการเงินของชุมชน ระบบการเงินของชุมชนมีความสำคัญ สปสช. สนับสนุนงบประมาณ ๔๐ บาทต่อคน ของประชากร เพื่อตั้งเป็นกองทุนสุขภาพตำบล ถ้าตำบลใดมีประชากร ๑๐,๐๐๐ คน งบประมาณจาก สปสช. ก็จะตก ๔๐๐,๐๐๐ บาท อบต. อาจสมทบอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท พัฒนาการ จัดการให้ดี ในอนาคต สสส. อาจพิจารณาเพิ่มเติมอีกก็ได้เพื่อให้มี พลังในการทำการเพิ่มขึ้น ธกส. กำลังส่งเสริมให้เกิดสถาบันการเงินของ ชุมชนระดับตำบล ซึ่งเป็นเสมือนธนาคารของประชาชนที่ประชาชน บริหารจัดการเองเพื่อการออมและการกู้ยืมไปทำกิจกรรมต่าง ๆ มี ตัวอย่างของสถาบันการเงินของชุมชนระดับตำบลที่ประสบความสำเร็จ มีเงินถึงกว่า ๑๐๐ ล้านบาท สถาบันการเงินของชุมชนกลายเป็น เครื่องมือการจัดการเพื่อการออม เพื่อสวัสดิการ เพื่อการเรียนรู้ เพื่อ การสร้างอาชีพ เป็นเครื่องมือเชิงสถาบันของประชาชน เราอยากเห็น ทุกตำบลมีสถาบันการเงินของชุมชนที่ในอนาคตอาจเชื่อมโยงกันเป็น เครือข่ายทั้งประเทศ เป็นประดุจธนาคารของประชาชนที่ใหญ่ที่สุด ระบบสุขภาพชุมชน ด้วยการถักทอกันทำงานในพื้นที่ เราสามารถ มีระบบสุขภาพชุมชนที่ดีที่สุด ทั้งทั่วถึงคุณภาพและประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการมีสุขภาพดี ป้องกันโรค ดูแลรักษา ตั้งแต่ครรภ์มารดา จนถึงเชิงตะกอน คนไทยทุกคนสามารถมีหมอประจำครอบครัว รพ.สต. และโรงพยาบาลชุมชน สามารถสนับสนุนทางวิชาการแก่ชุมชนให้ทำ เรื่องการเป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกันดังกล่าวข้างต้น สิ่งแวดล้อม ทุกพื้นที่สามารถอนุรักษ์และเพิ่มพูนทรัพยากร ธรรมชาติ และจัดการใช้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน สามารถจัดการขยะ และสร้างพลังงานชุมชน ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของชุมชนด้วย ขณะนี้หลายร้อยตำบลกำลังสำรวจสภาพและการใช้ที่ดิน และนำไปสู่ การปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ให้ความร่วมมือด้วย การ ปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนนี้ไม่ได้ปฏิรูปแต่ที่ดินแบบแยกส่วน แต่เชื่อมโยง หรือบูรณาการกับการทำมาหากินและการพัฒนาสังคมของชุมชน ด้วย เป็นการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งถึงความสำคัญของการพัฒนาอย่าง บูรณาการ ซึ่งต้องทำโดยพื้นที่ หน่วยงานของรัฐทำไม่ได้เพราะแยกส่วน ตามกรม แต่หน่วยงานของรัฐสนับสนุนพื้นที่ได้ นั่นคือถักทอกัน วัฒนธรรม เป็นรากเหง้าของชุมชนท้องถิ่น เป็นพลังให้เกิดการ รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ทุกตำบลควรมีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำพิพิธภัณฑ์ตำบล ทำศูนย์ศิลปะตำบล การท่องเที่ยวชุมชน ทำให้คน มาเรียนรู้ความหลากหลายของวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น ทำให้ชุมชน ท้องถิ่นภูมิใจในตัวเอง และเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน จิตใจ ในวัฒนธรรมชุมชนคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันจึงมีความ เกื้อกูลกัน ในขณะที่สังคมข้างบนขาดการอยู่ร่วมกัน มีแต่เรื่องอำนาจ กฎหมาย เงิน และมายาคติต่าง ๆ จริยธรรมคือการอยู่ร่วมกันอย่าง สมดุลหรือสันติระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ๔๖ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๔๗ ชุมชนจึงเป็นที่อยู่ของจริยธรรม ในขณะที่สังคมข้างบนเกือบไม่มีที่อยู่ ของจริยธรรมเลย ถึงแม้มีการสอนวิชาจริยธรรม เพราะจริยธรรมไม่ใช่ วิชา แต่จริยธรรมคือระบบการอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้องระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม ถ้าอยากให้นักเรียนนิสิตนักศึกษาเรียนรู้ จริยธรรมจึงไม่ใช่เรียน "วิชา" แต่ต้องไปเรียนรู้ในชุมชน ชุมชนจึงเป็นที่ เรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ **การศึกษาของชุมชน** ชุมชนเป็นทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ เราจะต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ได้ เพราะการศึกษาของเราที่ทำมา ๑๐๐ กว่าปี ไม่เข้าใจที่ตรงนี้ จัดการศึกษาที่ทำให้คนไทยไม่รู้จักแผ่นดิน ไทยกันไปเสียทั้งหมด ทำให้อ่อนแอ **คุณภาพเด็กและเยาวชน** ซึ่งสำคัญยิ่ง ทำไม่ได้เลยโดยการศึกษา แบบแยกส่วนเฉพาะในโรงเรียน แต่ต้องการการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งหมดในชุมชนดังกล่าวมา **การศึกษาควรจะสัมพันธ์กับ การสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่** เพราะ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของความร่มเย็นเป็นสุข **การเรียนรู้ในชุมชน** ชุมชนเป็นชีวิตจริง ปฏิบัติจริง และที่อยู่ของ จริยธรรม นักเรียนนิสิตนักศึกษาทั้งหมดควรจะได้เรียนรู้ในชุมชน ซึ่งจะ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด จิตสำนึก และเชื่อมโยงระบบการ ศึกษาเข้ามากับความเป็นจริงของแผ่นดินไทย **การเรียนรู้พิเศษ** ใครที่สนใจการเรียนรู้อะไรเป็นพิเศษก็ควรจัดให้ ได้เรียนรู้กับผู้รู้ในเรื่องนั้น ๆ การเรียนรู้ประชาธิปไตยชุมชน เนื่องจากกระบวนการชุมชนเป็น ประชาธิปไตยชุมชน ซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรง เป็นประชาธิปไตย ที่มีผลต่อการพัฒนาอย่างบูรณาการในชุมชน จึงเป็นประชาธิปไตย อัตถประโยชน์และประชาธิปไตยสมานฉันท์ ระบบการศึกษาที่นำ ผู้เรียนมาเรียนรู้ในชุมชนจึงเป็นการสร้างฐานประชาธิปไตยให้กว้างใหญ่ ไพศาล **วิชาช่างและการรับเหมาก่อสร้างโดยชุมชน** ชุมชนควรจะมีฝีมือ ช่างทุกชนิด ทั้งช่างไม้ ช่างปลูกบ้าน ช่างเฟอร์นิเจอร์ ช่างมอเตอร์ไซค์ ช่างรถยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างโทรศัพท์ ช่างคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ถ้าชุมชนมีฝีมือช่างทุกชนิดจะหายจน เรามีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยี สถาบันวิชาช่าง ต่าง ๆ มากมาย ลองตั้งเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้ทุกชุมชนมีฝีมือช่าง ดูบ้าง ถ้าชุมชนหายจน ฐานทางเศรษฐกิจจะเข้มแข็ง รองรับเศรษฐกิจ ข้างบนให้มั่นคง ต่อไปชุมชนควรจะรับเหมาสร้างถนน สร้างสะพาน และดูแล ซ่อมแซมถนน สะพานที่ผ่านตำบลของตน รายได้ก็จะกระจายไปสู่พื้นที่ ทั่วประเทศ นี่ก็คือการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ **ความยุติธรรมชุมชน** เดิมในระบบชุมชนมีระบบความยุติธรรม อยู่ในตัว ทั้งการดูแลป้องกันไม่ให้เกิดการทำผิด มีการไกล่เกลี่ยความ ขัดแย้ง มีผู้เฒ่าผู้แก่ ปราชญ์ชาวบ้าน หลวงพ่อที่วัด เข้ามาช่วยกันดูแล มีการจัดการแบ่งปันการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การใช้ทรัพยากร ๔๘ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๔๙ อย่างไม่เป็นธรรมเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งที่สำคัญที่สุด ดังตัวอย่าง ในครั้งพุทธกาลที่พระญาติของพระพุทธองค์จะทำสงครามเพราะแย่งน้ำ ในแม่น้ำโรหิณีเพื่อการทำนา เมื่อรัฐมาริบเอากิจกรรมทั้งหลายไปทำแทนชุมชน รวมทั้งเรื่อง ความยุติธรรม ความลำบากก็เกิดขึ้น ความยุติธรรมที่เป็นทางการหรือ โดยภาครัฐไม่สามารถอำนวยความสะดวกยุติธรรมได้ทั่วถึงและถูกต้อง ระบบ ความยุติธรรมทางดิ่งคือ ตำรวจจับ-อัยการส่งฟ้อง-ศาลตัดสิน ไม่ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคนจนไม่มีทางเข้าถึงความ ยุติธรรม ทั้งจนเงิน จนเวลา จนโอกาส จะไปสู้คดีได้อย่างไร มีแต่สะสม ความแค้นให้เพิ่มพูนขึ้นเพราะไม่ได้รับความยุติธรรม ความยุติธรรมชุมชนนั้น นอกเหนือไปจากชุมชนจะช่วยกันดูแล กันเองในแบบเดิมแล้ว ยังนำระบบความยุติธรรมแนวดิ่งมาทำให้เป็น ระบบความยุติธรรมแนวราบ คือ แทนที่จะมีแต่ตำรวจจับ-อัยการ ส่งฟ้อง-ศาลตัดสิน ตำรวจ อัยการ ตุลาการ ผู้นำชุมชน ครู พระ เป็นต้น มาร่วมพูดคุยหาทางออกร่วมกัน การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยความ เสมอภาคจึงเรียกว่า ความยุติธรรมทางราบหรือความยุติธรรมชุมชน ปรากฏว่า ตำรวจในโครงสร้างทางดิ่งเป็นคนน่าเกลียด แต่ตำรวจคน เดียวกันเมื่ออยู่ในโครงสร้างทางราบเป็นคนน่ารัก ทั้งนี้เพราะโครงสร้าง ทางดิ่งเป็นโครงสร้างอำนาจ แต่โครงสร้างทางราบเป็นโครงสร้างของ ภราดรภาพและการอยู่ร่วมกัน ความเป็นชุมชนจึงมีความสำคัญยิ่งนัก กระทรวงยุติธรรมได้ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมชุมชนเป็นอันมาก และต้องการสนับสนุนให้ทุกตำบลมีศูนย์ยุติธรรมชุมชน ตำบลปลอดภัย เมื่อตำบลมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เป็นสังคมที่มีการ พัฒนาอย่างบูรณาการดังกล่าวข้างต้น จะภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเอง กล้าที่จะประกาศว่าตำบลของตนเป็นตำบลปลอดภัย คือใครสัญจรผ่าน ไปมา หรือมาท่องเที่ยว หรือมารถเสียในตำบลของฉัน จะไม่ถูกจี้ ไม่ถูก ปล้น ไม่ถูกฆ่า ไม่ถูกข่มขืน มีช่างซ่อมรถให้ด้วย ไม่คิดราคาขูดรีด เพราะตำบลของฉันมีเกียรติเชื่อถือได้ การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างบูรณาการจะสร้างตำบลปลอดภัย ขึ้นเต็มประเทศ คนไทยสามารถมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความภูมิใจใน ตัวเอง และมีความภูมิใจในประเทศของเราได้ ถ้าเราถักทอกันทำงานใน พื้นที่ ๕๐ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๕๑ ๙. # ๑ มหาวิทยาลัย ต่อ ๑ จังหวัด ## ๑ บริษัท ต่อ ๑ ตำบล ถ้าเราเข้าใจว่าอนาคตของประเทศไทยอยู่ที่การกระจายอำนาจ ไปให้ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง โดยสามารถจัดการพัฒนาอย่างบูรณาการและจัดการพัฒนานโยบาย และในการนี้ องค์กรต่าง ๆ ทั้งที่ทำงานในแนวดิ่งและที่ทำงานใน แนวราบสามารถเข้ามาถักทอกันสนับสนุนการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด เครื่องมือที่ใช้คือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ อย่างนี้ เราจะทำอะไรได้มาก เพราะเรามีองค์กรทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน มากมาย องค์กรเหล่านี้ล้วนไปสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ ได้ทั้งสิ้น โดยเน้นที่การไปเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ในที่นี้เน้นเรื่อง ๑ มหาวิทยาลัย ต่อ ๑ จังหวัด ๑ บริษัท ต่อ ๑ ตำบล มหาวิทยาลัยมีจุดแข็งเรื่องวิชาการ บริษัทธุรกิจมีจุดแข็งเรื่อง การจัดการ ซึ่งเป็นที่ต้องการในพื้นที่ทั้ง ๒ อย่าง เรามีมหาวิทยาลัยกว่า ๑๐๐ แห่ง แต่มีจังหวัด ๗๗ แห่งเอง เรามีตำบลทั้งหมดประมาณ ๕๒ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๕๓ ๘,๐๐๐ ตำบล แต่มีบริษัทธุรกิจเป็นหมื่นแห่ง ถ้ามหาวิทยาลัยและ บริษัทสนับสนุนความเข้มแข็งของพื้นที่จึงสามารถทำได้เต็มประเทศ ประเทศไทยจะแข็งแรงขึ้นมาจากฐานรากประดุจตอกเสาเข็มประเทศ ไทย ประเทศที่มีฐานรากแข็งแรงก็จะไม่โคลงเคลงโค่นล้มได้ง่าย มหาวิทยาลัยอาจมีวิธีทำงานดังนี้ (๑) ผู้บริหารมหาวิทยาลัยพากันไปสัมผัสชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดศรัทธาในศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น (๒) จัดให้มีหลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติให้นักศึกษาได้ไป เรียนรู้และร่วมทำแผนชุมชน นักศึกษาจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างชุมชนกับ วิชาการในมหาวิทยาลัย (๓) สนับสนุนให้อาจารย์ไปทำวิจัยส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ท้องถิ่น (๔) สนับสนุนตำบลในการสำรวจข้อมูลตำบล และจังหวัดในการ สำรวจข้อมูลจังหวัด อาจเป็นศูนย์ข้อมูลให้จังหวัด (๕) เข้าร่วมในการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของจังหวัด (๖) สนับสนุนเชิงวิชาการและการพัฒนากำลังคนของจังหวัด (๗) ช่วยสังเคราะห์ประเด็นนโยบายที่เกิดขึ้นในการจัดการตนเอง ของจังหวัด และขับเคลื่อนในการพัฒนานโยบาย (๘) ช่วยในการสื่อสารทั้งภายในจังหวัดและกับภายนอก เป็นต้น แต่เมื่อไปเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติแล้วจะปรากฏขึ้นชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยควรทำอะไรบ้าง สำหรับเรื่อง ๑ บริษัท ต่อ ๑ ตำบลนั้น ควรเน้นเรื่องการมีสัมมาชีพ เต็มพื้นที่เป็นหลัก แต่ละตำบลก็มีเพียง ๑๐ หมู่บ้านเท่านั้นเอง น่าจะไม่ เป็นการเหลือบ่ากว่าแรงบริษัท ๑ บริษัทที่จัดการเก่ง ๆ สัมมาชีพ คืออาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียน สิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ การมีสัมมาชีพจึงเป็นทั้ง เศรษฐกิจ จิตใจ ศีลธรรม สิ่งแวดล้อม พร้อมกันไป และเป็นบ่อเกิดของ ความร่มเย็นเป็นสุข โลกไม่ได้ถือเอาการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นตัวตั้ง จึงไม่ร่มเย็นเป็นสุข หาก ๑ บริษัท ต่อ ๑ ตำบลสามารถสร้างสัมมาชีพ เต็มพื้นที่ขึ้นมาได้ทั้ง ๘,๐๐๐ ตำบล ประเทศไทยจะสร้างความร่มเย็น เป็นสุขขึ้นมาชนิดที่โลกทำไม่ได้ และการที่ภาคธุรกิจเข้าไปทำงานกับ ชุมชนจะซักนำต่อไปให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจชุมชนกับ เศรษฐกิจมหาภาคอย่างเกื้อกูลกัน ในขณะที่เศรษฐกิจชุมชนเป็น เศรษฐกิจที่บูรณาการอยู่กับชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม แต่เศรษฐกิจ มหภาคเป็นเศรษฐกิจพลัง เมื่อใดที่เศรษฐกิจชุมชนกับเศรษฐกิจมหาภาค เข้ามาเชื่อมโยงกัน เราจะมีทั้งบูรณาการและพลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความ สำคัญยิ่ง แม้เพราะเหตุนี้ เรื่อง ๑ มหาวิทยาลัย ต่อ ๑ จังหวัด ๑ บริษัท ต่อ ๑ ตำบล จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ๕๔ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๕๕ ๑๐. สัมพันธภาพใหม่บนแผ่นดินไทย การขาดความเป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำที่มีมากเกินไปดำรงอยู่ช้านานในสังคมไทย ความเหลื่อมล้ำมีหลายมิติ ตั้งแต่ชาติกำเนิด เศรษฐฐานะ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ โอกาส อำนาจ ตลอดไปจนถึงความเป็นหญิงชาย โดยรวมอาจสรุปลงเป็นความเหลื่อมล้ำเรื่องอำนาจ เกิดความสัมพันธ์ทางดิ่งระหว่างผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจ ข้างล่าง ความสัมพันธ์ชนิดนี้ทำให้มีปัญหานานาชนิดทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่สลับซับซ้อนและยากต่อการแก้ไข ไม่ว่าการเมือง จะเปลี่ยนไปอย่างไร ๆ ก็แก้ไขปัญหาที่ยากและสลับซับซ้อนนี้ไม่ได้ เพราะปัญหาที่ยากและซับซ้อนแก้ไม่ได้ด้วยอำนาจ ดังที่ฝรั่งเองก็พูดว่า "อำนาจได้ผลน้อยลง ๆ" (Power is less and less effective) แต่คนไทยก็ยังเคยชินกับการใช้อำนาจในการแก้ปัญหา ซึ่งนอกจากแก้ไม่ได้แล้ว ความรุนแรงยังตามมา เรื่อง "บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย" ที่นำเสนอในที่นี้เป็นการสร้างสัมพันธภาพใหม่บนแผ่นดินไทย เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ทำไม่ยาก และทำแล้วมีความสุข เพราะ สอดคล้องกับธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์นั้น ๕๖ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๕๗ รักอิสรภาพและความเสมอภาค ไม่ต้องการตกอยู่ใต้การบีบบังคับของ อำนาจใด ๆ ถ้ามีโอกาสได้คิดเองทำเองจะมีความสุขและไปกระตุ้น สมองส่วนหน้าให้เจริญ สมองส่วนหน้าเกี่ยวกับสติปัญญา วิจารณญาณ และศีลธรรม เมื่อมีความเสมอภาคจะมีภราดรภาพและเกิดความสามัคคี ถ้าถูกอำนาจกระทำมาจากข้างบนจะขาดความเสมอภาค ขาด ภราดรภาพ และขาดความสามัคคี นั่นคือสภาพของสังคมไทย เพราะ ปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจ การจัดการตนเองโดยชุมชน โดยท้องถิ่น โดยจังหวัด คือการเคารพ ศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นของคนทุกคนในพื้นที่ เปิดพื้นที่ทางสังคมขึ้น อย่างกว้างขวาง ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของเขา ท้องถิ่น ของเขา จังหวัดของเขา เรื่องชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ที่กำลังขยายตัวอยู่ในขณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีเสน่ห์ โดนใจผู้คนในพื้นที่ โดยกล่าวว่า "ใช่แล้ว" บ้าง "ใช่เลย" บ้าง เพราะ ทำให้เขามีความสุขและสำนึกในศักยภาพของตัวเขาเอง ตลอดจน ภราดรภาพและสามัคคีธรรมที่เกิดขึ้น ตามปรกติองค์กรของรัฐซึ่งเป็น องค์กรใช้อำนาจรวมศูนย์ตามแนวดิ่งยากที่จะเข้าใจและสามารถทำงาน ตามแนวราบกับพื้นที่ โชคดีที่ประเทศไทยมีการจัดตั้งองค์กรของรัฐที่ เป็นอิสระที่สามารถสนับสนุนการทำงานของพื้นที่ในแนวราบได้ เช่น พอช. สสส. สปสช. สช. สภาพัฒนาการเมืององค์กรเหล่านี้จะช่วย ถักทอองค์กรของรัฐเข้ามาทำงานกับพื้นที่ (ตามรูปที่ ๕) ในอนาคต องค์กรของรัฐจะปรับตัวไปทำงานสนับสนุนพื้นที่เชิง นโยบายและเชิงวิชาการ ซึ่งจะทำให้ทั้งพื้นที่และองค์กรมีความเข้มแข็ง การถักทอกันทางสังคมทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ (Social weaving makes the impossible possible) เรื่องยาก ๆ เช่น การแก้ไขความยากจนและความอยุติธรรมใน สังคม ไม่มีอำนาจใดทำให้เป็นไปได้ แต่การถักทอกันทางสังคมทำให้ เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ ในสภาวะที่ซับซ้อนและยาก เรื่องจึงดูเหมือนกลับตาลปัตร คือ อำนาจกลับไม่มีอำนาจ (ที่จะทำให้สำเร็จ) การไม่มีอำนาจกลับเป็นอำนาจ (ที่จะทำให้สำเร็จ) หรือเป็นอำนาจ แห่งการไม่มีอำนาจ การถักทอทางสังคมมีพลังอำนาจในตัวเองชนิดที่ อำนาจรัฐและอำนาจเงินไม่มี การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด เมื่อขยายไปเต็มที่ และเกิดการถักทอกันทางสังคมจะสร้างสัมพันธภาพใหม่บนพื้นแผ่นดิน ไทย ที่คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์เสมอกัน มีศักยภาพในตัวเอง สามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยภราดรภาพ ในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร และในทุกเรื่อง ดังในรูปที่ ๗ ความสุข ความ สร้างสรรค์ และความสงบเย็นก็จะบังเกิดขึ้น ๕๘ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๕๙ ในสังคมต่าง ๆ เมื่อมีความเหลื่อมล้ำเรื่องอำนาจมากเกิน ประชาชนก็จะรวมตัวกันก่อการกบฏ หรือปฏิวัติประชาชน แต่บ่อยๆ ครั้ง แม้ประชาชนรวมตัวกันโค่นล้มรัฐบาลได้สำเร็จ แต่จัดการปกครองไม่ได้ยิ่งสังคมปัจจุบันที่สลับซับซ้อนและยาก การจัดการให้สำเร็จยิ่งยาก การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด ข้ามเลยการโค่นล้มกันด้วยความรุนแรง แต่อาจจัดการไม่ได้ ไปสู่การจัดการตนเอง ดังที่กล่าวไว้แล้วในตอนที่ ๔ (ก) การปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจ (ข) การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด และการถักทอกันทางสังคม รูปที่ ๗ จากการรวมศูนย์อำนาจ (ก) สู่สัมพันธภาพใหม่แห่งการถักทอกันทั้งแผ่นดิน (ข) ในระบบที่อำนาจร่วมศูนย์ (รูปที่ ๗ ก) จะเกิดความเครียดในระบบ มีความขัดแย้งและรุนแรงสูง แต่ถ้าอำนาจกระจายไปอย่างทั่วถึง (รูปที่ ๗ ข) ก็เกิดความสงบเย็น ตามปรกติในธรรมชาติ ถ้ามีความเหลื่อมล้ำในศักย์หรืออำนาจมากเช่น ความแตกต่างของประจุไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆหรือระหว่างก้อนเมฆกับแผ่นดิน ก็เกิดความรุนแรงขึ้น คือฟ้าแลบหรือฟ้าผ่า ความเหลื่อมล้ำระหว่างความดันในแผ่นดิน ในภูเขา ก็ทำให้แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น ๖๐ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๖๐ # ประชาธิปไตยควอนตัม (Quantum Democracy) สัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินไทยที่มากับการจัดการตนเองของ ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นประชาธิปไตยที่มีเนื้อหา ที่ประชาชนเข้าไปจัดการตนเอง ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องหนึ่งคนหนึ่งเสียง (One man one vote) เช่น ประชาธิปไตยตะวันตก เท่านั้น สหรัฐอเมริกาและยุโรปซึ่งก็เป็นประชาธิปไตย แต่กำลังวิกฤต ขนาดหนักเพราะอำนาจทางการเมืองต้านอำนาจเงินขนาดใหญ่ไม่ได้ หรือที่แท้กลับร่วมมือหรือตกอยู่ในอำนาจเงิน อำนาจเงินและอำนาจรัฐ ได้นำไปสู่สงครามโลก ๒ ครั้ง และสงครามอื่น ๆ อีก ทำให้สูญเสีย ชีวิตของเพื่อนมนุษย์ไปหลายร้อยล้านคน ยังก่อให้เกิดการทำลาย สิ่งแวดล้อมจนเกิดสภาวะโลกร้อนและก่อให้เกิดหายนภัยต่าง ๆ ขณะนี้ ระบบทุนนิยมก็กำลังกินตัวเอง ดังที่กำลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจใน สหรัฐอเมริกาและยุโรป และกำลังลามไปทั่วโลก ความหวังที่จะแก้ไข มีน้อย เพราะเป็นวิกฤตเชิงระบบ ทั้งหมดแสดงว่า ประชาธิปไตยตะวันตกแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงไม่มี พลังเพียงพอที่จะต้านพลังมหาศาลของอำนาจเงิน เพราะเมื่อเลือกได้ ๖๒ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๖๓ ผู้แทนไปแล้ว ผู้แทนจำนวนน้อย ๕-๖ ร้อยคนเหล่านี้ก็ตกอยู่ใต้อำนาจ เงินได้ง่ายจำนวนลอบยิบยีสต์มีมากกว่านักการเมืองหลายเท่า ระบบ ทั้งหมดจึงดำเนินไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ กล่าวคือ เงินขนาดใหญ่เป็น ตัวแทนของโลภะ อำนาจรัฐที่ใช้ความรุนแรงคือตัวแทนของโทสะ และที่ ทำลงไปนั้นเพราะความหลงไปหรือโมหะ ไม่รู้ว่าอะไรคืออะไรชั่ว โลกที่ขับเคลื่อนด้วยอกุศลมูลย่อมต้องวิกฤตเป็นธรรมดา จะพ้น วิกฤตไปไม่ได้ สัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินไทยที่มากับการจัดการตนเองของ ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด เป็นประชาธิปไตยทางตรงที่คนในพื้นที่เข้ามา จัดการในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมของเขาเอง เพื่อการอยู่ร่วม กันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงกับ ประชาธิปไตยแห่งการจัดการตนเองของพื้นที่ก็คือ ประชาธิปไตยแบบ หนึ่งคนหนึ่งเสียงทำงานอยู่บนส่วนบนของสังคม หรือลอยตัวอยู่ข้างบน ถูกอำนาจเงินจับกินได้ง่าย จึงเสียศูนย์ เหมือนการพยายามสร้าง พระเจดีย์จากยอดซึ่งมีแต่จะพังลง ส่วนประชาธิปไตยแห่งการจัดการ ตนเองของพื้นที่นั้นเอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ชุมชนท้องถิ่นนั้น คำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน มีความเป็นกลุ่มก้อนทางสังคมที่มีรากเหง้า ทางวัฒนธรรม ต่างจากสังคมข้างบนซึ่งลอยตัวแบบไร้ราก การจัดการ ตนเองของชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด เป็นการจัดการรวมหมู่ ไม่เป็นปุ๋ย ให้ความเห็นแก่ตัววงอกงามเหมือนสังคมข้างบน จึงทำให้การอยู่ร่วมกัน อย่างสมดุลระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม เป็นไปได้ ซึ่งเป็นไม่ได้เลยในประเทศส่วนใหญ่ในขณะนี้ ต่อไปโลกจะค้นพบว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นล้าสมัย เสียแล้ว ดังที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกาไม่สามารถสร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำลงได้ เพราะเป็นประชาธิปไตยแบบก้อนอำนาจ ส่วนประชาธิปไตยของพื้นที่จัดการตนเองนั้นเป็นประชาธิปไตยแบบ ควอนตัม (Quantum Democracy) ซึ่งจะอธิบายต่อไปดังนี้ ในวิทยาศาสตร์แบบเก่านั้นมองอะไรแบบตายตัว เช่น อะไรที่เป็น วัตถุก็ต้องเป็นก้อนมีน้ำหนัก จับต้องได้ อะไรที่เป็นแสงก็เป็นคลื่น พลังงานไม่มีน้ำหนัก ไม่มีขนาด จับต้องไม่ได้ แต่วิทยาศาสตร์ใหม่พบว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทฤษฎี ควอนตัมพบว่าแสงอาจเป็นอนุภาคคือวัตถุหรือคลื่นก็ได้ในขณะเดียวกัน รูปที่ ๘ แสงอาจเป็นก้อนหรือคลื่นก็ได้ในขณะเดียวกัน ตามทฤษฎีควอนตัม ๖๔ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๖๕ ประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงนั้นมองอำนาจเหมือนเป็นก้อน ที่ประชาชนยกให้นักการเมืองไป แล้วนักการเมืองก็ไปตกอยู่ในโลภะ โทสะ โมหะ ของตัวเอง ภายใต้อิทธิพลของเงินขนาดใหญ่ อำนาจ ทางการเมืองแบบเป็นก้อนจึงล้าสมัยเป็นวิทยาศาสตร์เก่า ส่วนประชาธิปไตยแบบพื้นที่จัดการตนเองนั้นมองอำนาจแบบทั้ง เป็นก้อนและเป็นคลื่น เป็นก้อนก็คือยังมีส่วนของการเลือกตั้งแบบหนึ่ง คนหนึ่งเสียงในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ แต่ขณะเดียวกัน อำนาจ เป็นคลื่นที่อยู่ในตัวประชาชนทุกคนที่เข้ามาจัดการตนเอง จึงเรียกว่าเป็น ประชาธิปไตยแบบควอนตัม (Quantum Democracy) ประชาธิปไตย แบบควอนตัมที่ประชาชนจำนวนมากที่สุดเข้ามามีส่วนในการจัดการ ตนเองในระดับต่าง ๆ จะต้องมีคุณภาพดีกว่าประชาธิปไตยแบบเก่า ๆ ที่เพียงแต่ยกก้อนอำนาจไปให้นักการเมืองเท่านั้น หวังว่าการจัดการตนเองของแผ่นดินไทยจะช่วยให้ประเทศไทยพ้น วิกฤต ทั้งวิกฤตในตัวเองและวิกฤตโลก วิกฤตโลกเป็นวิกฤตใหญ่ที่ ประเทศหนึ่งประเทศใดจะรอดได้ยาก สัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดิน ไทยจะทำให้เกิดพลังบูรณาการมหาศาลที่ทำให้ประเทศไทยรอดจาก วิกฤตโลกได้ และเมื่อประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงล้มเหลวลงใน ประเทศส่วนใหญ่ โลกอาจจะได้เรียนรู้ประชาธิปไตยแบบพื้นที่จัดการ ตนเอง ที่ผมเขียนขึ้นมาทั้งหมดนี้ไม่ได้คิดขึ้นเองลอย ๆ แต่เอามาจาก ประสบการณ์ของชาวบ้านที่เขาลงมือปฏิบัติจริง ๆ และได้ผลจริง ๆ การคิดขึ้นลอย ๆ มีความเสี่ยงต่อความไม่สมจริง ในครั้งพุทธกาลมี เจ้าลัทธิความคิดใหญ่ ๆ อยู่ประมาณ ๖ สำนัก ของพระพุทธองค์จีรัง ยั่งยืนคงทนต่อการพิสูจน์ พระพุทธองค์บรรลุธรรมจากการปฏิบัติแล้ว อธิบายจากผลที่เกิดจริงจึงไม่ผิดพลาด และเป็นความรู้ที่อัศจรรย์อย่าง ไม่น่าเชื่อ ท่านมหาตมะคานธีกล่าวว่า "ถ้าคุณเรียนจากตำรา คุณได้ ความรู้ ถ้าคุณเรียนจากประสบการณ์ คุณได้ปัญญา" โลกเอียงมาให้ ความสำคัญกับความรู้จากการคิดมากเกิน การคิดโดยไม่ผ่านการปฏิบัติ อาจไม่สมจริง อาจแยกส่วน อาจสุดโต่ง หรือแม้อาจหยาบคาย แต่การ พยายามทำงานให้ได้ผลจะต้องคิดถึงคนอื่นและสิ่งอื่นเสมอ ต้องปรับ ตัวอย่างต่อเนื่องจากการลองผิดลองถูก เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในการ ปฏิบัติซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญยิ่ง ในที่สุดเมื่อได้ผลดี (ปฏิเวธ) ก็รู้ว่า ทฤษฎี (ปริยัติ) และการปฏิบัติ (ปฏิบัติ) นั้นถูกแล้ว ถ้ายังไม่ได้พิสูจน์ ด้วยการได้ผลดี ทฤษฎีและการปฏิบัติใด ๆ ก็ยังเชื่อไม่ได้ว่าดีจริง หวังว่าจะให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ของชาว บ้านกันมากขึ้น เรื่องชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการ ตนเอง มาจากประสบการณ์ของชาวบ้านว่าเป็นเรื่องที่ดีและโดนใจเขา เขาจึงพากันทำมากขึ้น ๆ ๖๖ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๖๗ # ๑๒. ## การส่งเสริมการจัดการตนเอง ของแผ่นดินไทย ถ้าเข้าใจและเห็นคุณค่าของการจัดการตนเองของพื้นที่ว่าเป็น ทางรอดของประเทศก็สามารถช่วยกันส่งเสริมการจัดการตนเองของ แผ่นดินไทยด้วยประการต่าง ๆ เช่น (๑) ส่งเสริมด้วยการสื่อสาร การสื่อสารทุกประเภทโดยเฉพาะ วิทยุและโทรทัศน์ควรไปนำตัวอย่างของการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด มาสู่การรับรู้กันอย่างกว้างขวาง (๒) หนึ่งหน่วยงานต่อหนึ่งตำบล เรามีหน่วยงานต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรมกองในกระทรวงต่าง ๆ คณะวิชาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ บริษัทธุรกิจ มูลนิธิ องค์กรพัฒนาเอกชน เรามีตำบลทั้งหมดประมาณ ๘,๐๐๐ ตำบลแค่นั้นเอง เรามีหน่วยงานต่าง ๆ มากเกินพอที่หนึ่งหน่วย งานจะทำงานกับหนึ่งตำบลได้ครบทุกตำบลทั่วประเทศ ตำบลเป็นจุด ยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วยทั้งท้องถิ่น คือ **อบต.** ที่มีสถานภาพทาง กฎหมาย กับหมู่บ้านหรือชุมชนอีกประมาณตำบลละ ๑๐ หมู่บ้าน ชุมชนเป็นภาคประชาชน หน่วยงานที่เข้าไปส่งเสริม ๑ ตำบล ก็เท่ากับ ส่งเสริม ๑๐ ชุมชนไปด้วย ถ้าทำได้ทั่วประเทศก็คือ ๘,๐๐๐ ตำบล ๖๘ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๖๙ ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน การส่งเสริมไม่ใช่การเข้าไปสั่งสอนหรือการเอาเงิน ไปให้ แต่เป็นการไปเป็นภาคีของการพัฒนาโดยการเรียนรู้ร่วมกันใน การปฏิบัติ (๓) ชุมพลังในจังหวัด ในแต่ละจังหวัดมีชุมพลังเพื่อการพัฒนา อันมหาศาล ทั้งชุมกำลังภาคราชการ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ ขบวนการจังหวัดจัดการตนเองควรรวมชุมพลังเหล่านี้เข้ามาให้มากที่สุด (๔) การพระศาสนากับการจัดการตนเองของพื้นที่ ประเทศไทย เป็นเมืองพุทธ และพุทธศาสนาก็เป็นของดี แต่มีความเสื่อมเสียทาง ศีลธรรมเต็มไปหมด ไม่ว่าพระจะสอนอย่างไร ๆ ก็ไม่ได้ผล พุทธศาสนา นั้นนิยมความเสมอภาคและประชาธิปไตย ดูได้จากวินัยสงฆ์ แต่สังคม ไทยมีโครงสร้างแนวดิ่ง โครงสร้างแนวดิ่งทำให้ศีลธรรมไม่ดี ยิ่งโดน กระหน่ำด้วยอำนาจทุนนิยมซ้ำเติม ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมก็ยิ่งมี มากขึ้น ทำให้พุทธศาสนาไม่สามารถเปล่งประกายเท่าที่ควร ถ้าพระคุณ เจ้าได้ศึกษาเรื่องราวการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ที่ กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ จะเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ ในสังคม จากความสัมพันธ์เชิงอำนาจไปเป็นความสัมพันธ์เชิงมิตรภาพ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทางพระพุทธศาสนามากกว่า ถ้าชุมชนท้องถิ่น เข้มแข็ง ศีลธรรมจักบังเกิดทั่วแผ่นดิน พระสงฆ์ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ชิด ประชาชนจะเห็นความจริงในข้อนี้มากกว่าพระผู้ใหญ่ทรงสมณศักดิ์สูง ๆ ถ้าพระสงฆ์ในพื้นที่จะร่วมกับประชาชนในกระบวนการจัดการตนเอง โดยคงความเคารพพระผู้ใหญ่ไว้ ท่านก็คงจะไม่ว่าอะไร แต่จะเพิ่มพลังที่ เป็นคุณอย่างมหาศาล ทั้งนี้เป็นไปตามหลักอปริหานิยธรรมนั่นเอง (๕) ธุรกิจเพื่อสังคมกับการส่งเสริมการจัดการตนเองของพื้นที่ งานเพื่อสังคมมีมาก แต่เงินมีน้อย มีการค้นพบว่า ถ้าทำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) คือทำธุรกิจที่มีผลกำไรด้วย ทำประโยชน์ต่อสังคม ด้วย เป็นวิธีการที่ทำให้ทำประโยชน์ได้มากและยั่งยืน ในอนาคตคงจะมี คนรุ่นใหม่ไทยทำธุรกิจเพื่อสังคมกันมากขึ้น การทำเพื่อสังคมที่สำคัญ อย่างหนึ่งคือ ไปส่งเสริมการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด (๖) กลไกประสานงาน (ก) ในระดับจังหวัด ในระดับจังหวัด ทุกจังหวัดควรจะมี กลไกประสานงานที่ถักทอทุกฝ่ายเข้ามาทำงานร่วมกัน ดังที่จังหวัด อำนาจเจริญสามารถระดมคนประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน ซึ่งมีตัวแทนจาก ทุกตำบลในจังหวัดและภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมทำธรรมนูญของคน อำนาจเจริญในการจัดการตนเอง หรือจังหวัดเชียงใหม่ในการดึงภาค ส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมขับเคลื่อน เรื่องเชียงใหม่จัดการตนเอง กลไก ประสานงานในจังหวัดไม่ควรจะเริ่มต้นด้วยมีการแต่งตั้งอย่างเป็น ทางการ เพราะถ้าแต่งตั้งคนที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการ ขับเคลื่อนต่อไป แต่ภาคีต่าง ๆ ควรมาร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการ แล้ว จะปรากฏขึ้นเองว่าใครที่มีฉันทะและบุคลิกเหมาะสมที่จะเป็น ผู้ประสานงานซึ่งได้รับการยอมรับจากภาคีต่าง ๆ กลไกประสานงาน ในระดับจังหวัดต้องมีงบประมาณค่าใช้จ่าย ถ้าภาคีต่าง ๆ ในจังหวัด ช่วยกันออกได้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ายังไม่ได้ องค์กรในส่วนกลางตามที่ กล่าวในข้อ (ข) ข้างล่างนี้ควรสนับสนุนไปก่อน ๗๐ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๗๐ (ข) ในส่วนกลาง มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระหลายองค์กรที่กำลังสนับสนุนการจัดการตนเองของพื้นที่ อันได้แก่ พอช. สสส. สปสช. สช. สภาพัฒนาการเมือง องค์กรเหล่านี้มีงบประมาณมากน้อยต่างกัน แต่มีใจเดียวกัน คือสนับสนุนการจัดการตนเองของแผ่นดินไทยทั้ง ๕ องค์กรนี้กำลังร่วมมือกันอยู่แล้ว ถ้ากระซับให้แน่นแฟ้นขึ้นจะเป็นพลังมหาศาลในการสร้างสัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินไทย ควรร่วมกันลงขันสร้างองค์กรกลางเพื่อการประสานงานการส่งเสริมการจัดการตนเองของพื้นที่เพื่อทำงานต่อเนื่องในระยะยาว จะเป็นในรูปของมูลนิธิหรือสถาบันก็ตาม และต้องคิดถึงการที่จะต้องช่วยประเทศอื่น ๆ ด้วย เพราะประเทศส่วนใหญ่จะวิกฤต (๗) การปฏิรูปการงบประมาณที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ประเทศไทย พัฒนาโดยเฉพาะกรมเป็นตัวตั้ง จึงรวมศูนย์และแยกส่วนดังกล่าวแล้ว ในการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนที่ ๘ มีการคำนึงถึงการเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งที่เรียกว่า AFP (Area Function Participation) แต่ไม่ได้มีเวลาคิดถึงระบบและกลไกที่จะทำให้เป็นจริง ควรมีการปฏิรูปการงบประมาณที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ไปส่งเสริมการจัดการตนเองของพื้นที่อย่างแรง # สรุป ## บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย ประเทศไทยเปรียบประดุจติดอยู่ในหลุมดำแห่งสภาวะวิกฤต และไม่สามารถหลุดออกไปได้ ทั้งนี้เพราะโครงสร้างอำนาจ ไม่ว่าจะต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองกันที่ส่วนบนอย่างไร ๆ ก็ออกจากหลุมดำแห่งสภาวะวิกฤตไม่ได้ เพราะโครงสร้างการรวมศูนย์อำนาจ การปกครองยังเหมือนเดิม การรวมศูนย์อำนาจการปกครองเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศอย่างน้อย ๖ ประการ คือ (๑) ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ แทนที่จะแก้ปัญหาได้เอง ต้องให้ส่วนกลางเป็นผู้แก้ซึ่งแก้ไม่ได้และหมดเปลืองมาก (๒) เกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจที่รวมศูนย์กับความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่น มีปัญหาความรุนแรงชายแดนใต้เป็นตัวอย่าง (๓) ระบบรัฐอ่อนแอเพราะใช้อำนาจมากกว่าปัญญา (๔) คอร์รัปชั่นสูงมากและแก้ไม่ตก อำนาจเข้มข้นที่ไหน คอร์รัปชั่นตกดื่นที่นั่น (๕) ทำให้การต่อสู้ชิงอำนาจทางการเมืองระดับบนรุนแรง เพราะใครชนะกินรวบหมดทั้งประเทศ (๖) ทำรัฐประหารได้ง่าย ประเทศไทยที่รวมศูนย์อำนาจจึงมีความเครียดในตัว ขัดแย้ง และรุนแรงได้ง่าย จึงควรกระจายอำนาจไปให้ประชาชนโดยทั่วถึง การ ๗๒ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๗๓ จัดการตนเองของชุมชน ของท้องถิ่น และของจังหวัด เป็นการเปิดพื้นที่ ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เป็นประชาธิปไตยที่มี คุณภาพมากกว่าเพียงแต่ว่าหนึ่งคนหนึ่งเสียง อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นต้นแบบเสรีภาพและประชาธิปไตย ขณะนี้ก็กำลังขาดความเป็น ธรรมและเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างใหญ่หลวง เพราะประชาธิปไตยแบบ หนึ่งคนหนึ่งเสียงไม่มีพลังเพียงพอที่จะยับยั้งความไม่ถูกต้องที่มาจาก อำนาจเงินขนาดใหญ่ได้ ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง เป็นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของการพัฒนาที่เอาอย่างอื่นเป็นตัวตั้งมา เป็นการเอาการอยู่ร่วมกัน (Living together) ทั้งระหว่างมนุษย์กับ มนุษย์และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เป็นตัวตั้ง นี้เป็นประเด็นที่สำคัญยิ่ง เพราะโลกไม่ได้เอาการอยู่ร่วมกันเป็น ตัวตั้ง ถึงจะพัฒนาความรู้และวิทยาการอย่างมหัศจรรย์เท่าใด ๆ โลกก็ ไม่สมดุลและเกิดวิกฤตใหญ่ วิกฤตใหญ่ของโลกโดยสรุปคือวิกฤตแห่ง การอยู่ร่วมกัน เพราะไม่ได้เอาการอยู่ร่วมกันเป็นเป้าหมาย ชุมชนท้องถิ่นมีสัญชาตญาณแห่งการอยู่ร่วมกัน การพัฒนาที่เอา ชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง โดยเฉพาะเมื่อคนในพื้นที่เข้ามาจัดการตนเอง ก็ย่อมต้องทำไปตามสัญชาตญาณแห่งการอยู่ร่วมกัน การจัดการความรู้ และวิทยาการใด ๆ ที่เกิดขึ้นก็ย่อมเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล เป็นโชคดีของประเทศไทยที่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านไป ท่ามกลางกระแสโลกอันเชี่ยวกราก ชาวบ้านไทยได้ค้นคว้าวิจัยว่า วิถี ชีวิตอย่างไรจึงจะสมดุล ด้วยการปฏิบัติจริง บัดนี้เขาค้นพบแล้ว และนำ มาสู่เส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย ประกอบกับเกิดมี องค์กรของรัฐที่เป็นอิสระหลายองค์กรที่สามารถทำงานในแนวราบได้ เข้าไปสนับสนุนพื้นที่ในการจัดการตนเอง กระบวนการจัดการตนเองบน ผืนแผ่นดินไทยกำลังดึงองค์กรต่าง ๆ ทั้งทางแนวตั้งและแนวราบ เข้ามา ถักทอกันเพื่อสร้างสัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินนี้ สัมพันธภาพที่อยู่ บนพื้นฐานของความเสมอภาค ภราดรภาพ สามัคคีธรรม สันติธรรม และการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเพื่อยังให้เกิดความสำเร็จและ ความสุข การถักทอกันทางสังคมเช่นนี้มีพลังมหาศาล ทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ ได้เป็นไปได้ เรื่องนั้นก็คือการสร้างความเป็นธรรมแห่งการอยู่ร่วมกัน เส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทยเป็นสันติวรบท อย่างแท้จริง ทางนี้เปิดกว้างสำหรับคนไทยทุกคน เพื่อเดินไปสู่ความ สวัสดีร่วมกัน ๗๔ : ประเวศ วะสี บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย : ๗๕ Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image’s main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. # บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเอง ของแผ่นดินไทย ประเวศ วะสี จัดพิมพ์โดย......................... การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัดสร้างสัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินไทย การถักทอทางสังคมทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้ Social weaving makes the impossible possible # สารบาญ หน้า ๑. เมื่อใดคนไทยทั้งชาติมีเป้าหมายร่วมกัน ๔ จะเกิดพลังมหาศาลที่จะเคลื่อนไปข้างหน้า ๒. เป้าหมายร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ ๔ ๓. การรวมศูนย์อำนาจการปกครองต้นเหตุปัญหา ๑๐ ของประเทศ ๔. หัวใจของการแก้ปัญหาของประเทศคือการกระจาย ๑๕ อำนาจให้ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ๕. ความถูกต้องต้องก่อตัวขึ้นมาจากหน่วยย่อยข้างล่าง ๑๘ ๖. กระบวนการชุมชน ชุมชนจัดการตนเอง ประชาธิปไตยชุมชน ๒๓ ๗. ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ๒๘ ๘. การถักทอกันทำงานในพื้นที่ - โอกาสของประเทศไทย ๓๑ ๙. ๑ มหาวิทยาลัย ต่อ ๑ จังหวัด - ๑ บริษัทต่อ ๑ ตำบล ๓๘ ๑๐. สัมพันธภาพใหม่บนแผ่นดินไทย ๔๐ ๑๑. ประชาธิปไตยควอนตัม (Quantum Democracy) ๔๔ ๑๒. การส่งเสริมการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย ๔๘ สรุป ๕ ๒ ๑. เมื่อใดคนไทยทั้งชาติมีเป้าหมายร่วมกัน จะเกิดพลังมหาศาลที่จะเคลื่อนไปข้างหน้า ที่ผ่านมาคนไทย แต่ละกลุ่ม องค์กร สถาบัน ฝ่าย ต่างมีเป้าหมายแยกย่อยเฉพาะของตนๆ เป้าหมายแยกย่อยเฉพาะของตนๆ ทำให้ทอนกำลังกันเอง ขัดแย้ง รุนแรง ทำลายกันและกัน ทำให้ชาติ หมดพลังที่จะเคลื่อนไปข้างหน้า หรือยิ่งกว่านั้น การกระพือความเกลียดชังระหว่างกันอาจพาสังคมไทย ไปสู่จุดพลิกผันที่เกิดฆ่ากันตายเป็นหมื่นเป็นแสน เป็นมิคสัญญีถึงกลียุค อันที่จริงประเทศไทยมีทุนทาง ต่างๆ มากมาย ทั้งทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ทุนทางความรู้ ทุนทางศา สนธรรม ทุนภาครัฐ ทุนภาคธุรกิจเอกชน ทุนเหล่านี้มากพอหรือเกินพอที่จะสร้างการอยู่ร่วมกันอย่าง ศานติสุขถ้าคนไทยทั้งชาติมีเป้าหมายร่วมกัน และมีวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น จึงเป็นการสมควรที่คนไทยทุกภาคส่วน น่าจะรณรงค์สร้างเป้าหมายร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ ทำ ความเข้าใจหลักการ และร่วมกันปฏิบัติตามหลักการ เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น ๒. เป้าหมายร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ ตัวอย่างของเป้าหมาย ๖ ประการของคนไทยทั้งชาติร่วมกัน แสดงไว้ในล้อมกรอบ ซึ่งอธิบายความหมาย และที่มา ดังต่อไปนี้ (๑) ถ้าเป้าหมายต่ำ คนจะเห็นต่างกัน เช่น จะสร้างสะพานหรือไม่สร้าง แม้เรื่องรัฐธรรมนูญก็นำไปสู่ ความแตกแยกได้ เป้าหมายต้องสูงพอ คนทั้งหมดจึงจะร่วมกันได้ เป้าหมายที่๑ ที่นำเสนอคือ "ประเทศ เป็นดินแดนที่ลูกหลานของเราจะอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข" จะหายากที่มีคนไม่ต้องการเป้าหมายนี้ # ตัวอย่างเป้าหมาย ๖ ประการของคนไทยร่วมกัน ๑. ประเทศไทยเป็นแผ่นดินที่ลูกหลานของเราจะอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ๒. สังคมไทยมีความเป็นธรรม ไม่มีความเหลื่อมล้ำมากเกิน ๓. มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ปฏิเสธระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ ๔. กลไกของรัฐมีสมรรถนะสูง มีคอร์รัปชั่นต่ำ ๕. มีการกระจายอำนาจการปกครอง ให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองให้ได้มากที่สุด ๖. คนไทยทุกคนศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมุษย์เสมอกัน มีความเป็นพลเมืองสูง เป็นสังคมทางราบที่มี การรวมตัว ร่วมคิดร่วมทำโดยทั่วถึง เป็นสังคมเข้มแข็ง อันเป็นเหตุให้เศรษฐกิจดี การเมืองดีและ ศีลธรรมดี (๒) การที่สังคมจะอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ต้องมีความเป็นธรรม ไม่มีความเหลื่อมล้ำมากเกิน ความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้ามีความเป็นธรรมแล้วผู้คนจะมีความสุข มีความรักกันและรักส่วนรวม ถ้าขาดความเป็นธรรมจะนำไปสู่ปัญหาต่างๆ รวมทั้งความขัดแย้ง ความแตกแยก และปัญหาทางการเมือง นักระบาดวิทยาชาวอังกฤษสองคนคือ Wilkinson และ Pickett ได้รวบรวมข้อมูลจากประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้กับปัญหาสุขภาพและปัญหาสังคมด้านต่างๆ พบความสัมพันธ์เกือบเป็นเส้นตรง (รูปที่ ๑) รูปกราฟ รูปที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้กับปัญหาสุขภาพและปัญหาสังคมด้านต่างๆ (จาก Wilkinson และ Pickett^) สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เป็นตัวอย่างของประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้สูงมาก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสุด ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวียอยู่ในกลุ่มที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำ ปัญหาสังคมสุขภาพซึ่งรวมถึงการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ปัญหาสุขภาพจิต อาชญากรรม ความรุนแรง การเกิดจลาจล เป็นเงาตามตัวของความเหลื่อมล้ำ ^ Wilkinson, R. and Pickett : The Spirit Level : Why Greater Equality Makes Societies Stronger. Blooms_bury Press, New York, 2010. # Health and social problems are closely related to Inequality among rich countries รูป เมื่อเร็วๆ นี้ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่ได้รับรางวัลโนเบลได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในอเมริกา ชื่อว่า "The Price of Inequality : How Today's Divided Society Endangers Our Society" โดยชี้ให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำเป็นอันตรายต่ออนาคตของอเมริกา อย่างไร ประเทศไทยมีความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำสูง จึงควรเป็นเป้าหมายของคนไทยร่วมกันที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ (๓) มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ปฏิเสธระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ ระบอบประชาธิปไตยเป็นธรรมชาติและเป็นกระแสใหญ่ของโลก ไม่มีประเทศใดฝืนได้ ประเทศไทยได้มีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกันมาเกือบหนึ่งศตวรรษแล้ว ควรจะเป็นเป้าหมายร่วมกันได้แล้วว่าต้องมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย และปฏิเสธระบบเผด็จการทุกรูปแบบ (๔) กลไกของรัฐมีสมรรถนะสูง มีคอร์รัปชั่นต่ำ ขณะนี้กลไกของรัฐมีสมรรถนะต่ำ มีคอร์รัปชั่นสูง ทำให้แก้ปัญหาต่างๆ ไม่ได้ เกิดความขัดแย้ง และวิกฤตต้องตั้งเป้าหมายว่าเราจะต้องมีกลไกของรัฐที่มีสมรรถนะสูง มีคอร์รัปชั่นต่ำ (๕) มีการกระจายอำนาจการปกครองให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองให้ได้มากที่สุด ประเทศไทยรวมศูนย์อำนาจการปกครอง ทำให้กลไกของรัฐมีสมรรถนะต่ำ และมีคอร์รัปชั่นสูง และเป็นต้นตอของปัญหาอื่นๆ เกือบทุกชนิด ดังจะได้กล่าวให้ละเอียดต่อไป จำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองให้ได้มากที่สุด (๖) คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เสมอกัน มีความเป็นพลเมืองสูง เป็นสังคมทางราบที่มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำโดยทั่วถึงเป็นสังคมเข้มแข็ง อันเป็นเหตุให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ข้อนี้มีความสำคัญยิ่ง เป็นจุดชี้ขาดว่าประชาธิปไตยจะได้ผลหรือไม่ ที่เราพัฒนาประชาธิปไตยมาเกือบร้อยปีแล้วยังไม่ได้ผล เพราะขาดข้อนี้ กล่าวคือ สังคมไทยเป็น "สังคมทางดิ่ง" ที่เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เสมอภาค คนข้างบนมีอำนาจ คนข้างล่างไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไม่มีอำนาจ ตราบใดที่สังคมยังเป็นสังคมทางดิ่งถึงจะมีการเลือกตั้ง ถึงจะมีการสั่งสอนทางศาสนธรรม เศรษฐกิจก็ไม่ดี การเมืองก็ไม่ดี ศีลธรรมก็ไม่ดี ประเทศอิตาลี ประเทศเดียวกัน ใช้รัฐธรรมนูญเดียวกันใช้กฎหมายเดียวกัน แต่ดูเหมือนเป็น ๒ ประเทศในประเทศเดียวกัน คือ อิตาลีตอนเหนือ เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี อิตาลีตอนใต้ตรงข้าม คำว่ามาเฟียก็มาจากอิตาลีตอนใต้ Robert Putnam จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไปวิจัยพบว่าอิตาลีตอน เหนือกับอิตาลีตอนใต้ โครงสร้างสังคมไม่เหมือนกัน ตอนเหนือเป็นสังคมแนวราบ ผู้คนมีความเสมอภาค มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ที่เรียกว่ามีความเป็นประชาสังคม หรือ Civil Society ส่วนอิตาลีตอนใต้เป็น สังคมแนวดิ่ง บางเมืองก็เคร่งศาสนามากแต่ศีลธรรมก็ไม่ดี พุทธนามให้ชื่อหนังสือของเขาว่า "Making Democracy Work : Civic Tradition in Modern Italy" ซึ่งหมายถึงว่าการที่ประชาธิปไตยจะได้ผล ไม่ใช่ อยู่ที่มีการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องมีโครงสร้างทางสังคมที่เป็นทางราบ ผู้คนมีศักดิ์ศรี มีความเสมอภาค มี ความเป็นพลเมืองสูง จะต้องตราข้อนี้ไว้ให้ดีๆ ประชาธิปไตยของเราไม่ได้ผลมานานมากแล้ว เพราะเราสนใจ ประชาธิปไตยแค่การเลือกตั้ง แต่ไม่สนใจเลือกสังคมเข้มแข็ง ในมาตรการที่จะบรรลุเป้าหมายจะมีเรื่อง "การเปิดพื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง" ด้วย ## ๓. การรวมศูนย์อำนาจการปกครอง ต้นเหตุปัญหาของประเทศ เรามักแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จึงแก้ไม่ได้ ต้นเหตุปัญหาของประเทศอยู่ที่การรวมศูนย์อำนาจการปกครอง เราต้องพยายามทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดีๆ คณะกรรมการปฏิรูปซึ่งมีนายอานันท์ ปัณยารชุน อดีต นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งรวบรวมนักคิดนักวิชาการนักปราชญ์มาทำงานกันอย่างเข้มข้นได้จัดทำ รายงานชื่อ "ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ" ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักงานปฏิรูป ได้กล่าวถึงปัญหาโครงสร้างอำนาจ ไว้อย่างลึกซึ้ง ควรที่คนไทยจะได้อ่านกันอย่างแพร่หลาย แม้เรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ และผ่านการต่อสู้ทางการเมืองกันมาจน ไม่มีใครปฏิเสธระบบการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรได้ แต่สิ่งหนึ่งที่คงทนเกือบไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยคือการ ปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจ ประเทศไทยปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางอย่างเบ็ดเสร็จมา ตั้งแต่สมัย ร.๕ เป็นเวลากว่า ๑๐๐ ปี การเปลี่ยนแปลง และการต่อสู้ถ้ามีมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นแต่ เพียงเปลี่ยนแปลงผู้ถืออำนาจสูงสุดที่ส่วนบนเท่านั้น ส่วนการปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จไว้ที่ ส่วนกลางยังเหมือนเดิม (รูปที่ ๒) อำนาจการเมือง พระมหากษัตริย์ -> คณะราษฎร -> กองทัพ -> นักการเมือง = อำนาจรัฐรวมศูนย์คงเดิม รูปที่ ๒ เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงผู้ถืออำนาจทางการเมืองสูงสุด แต่อำนาจรัฐรวมศูนย์ยังคงเดิมในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา โครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์นี้แท้ที่จริงเป็นโครงสร้างอำนาจเผด็จการ โครงสร้างอำนาจการปกครองที่แผ่สร้านปกคลุมไปทั้งแผ่นดินเป็นโครงสร้างที่ใหญ่โตแน่นหนาแข็งแกร่งมาก เรามักมองกันแต่ว่าการเมืองที่คุณภาพไม่ดีทำให้ระบบข้าราชการประจำไม่ดี แต่แท้ที่จริงแล้วระบบอำนาจรัฐรวมศูนย์มีผลต่อคุณภาพทางการเมืองอย่างมาก ดังจะกล่าวต่อไป โครงสร้างอำนาจรัฐเป็นต้นเหตุของปัญหา ซึ่งถ้าไม่แก้ไขเราจะแก้ไขปัญหาอื่นๆ ไม่ได้ การปกครองรวมศูนย์อำนาจเป็นต้นเหตุของปัญหาใหญ่ๆอย่างน้อย ๖ ประการด้วยกันคือ ๑.ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ ไม่ว่ากล้ามเนื้อหรือสมอง ถ้าเราไม่ได้ทำเองคิดเองก็จะอ่อนแอ การรวมศูนย์อำนาจการปกครองไว้ที่ส่วนกลางทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ ถ้าชุมชนท้องถิ่นสามารถคิดเองทำเองได้ก็จะเข้มแข็ง ชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งจะจัดการปัญหาต่างๆ ไปได้ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่ออำนาจร่วมศูนย์ปัญหาจากทุกทิศทุกทางก็รุมเข้ามาที่ส่วนกลาง ซึ่งไม่สามารถรับมือได้ เรามีหมู่บ้านทั้งหมดประมาณ ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ตำบลประมาณ ๘,๐๐๐ ตำบล ชุมชนท้องถิ่นเหล่านี้ครอบคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศ เป็นฐานของประเทศ เมื่อฐานของประเทศไม่แข็งแรงประเทศก็ไม่มั่นคง โครงสร้างใดๆ ไม่ว่าจะเป็นพระเจดีย์หรือปิรามิดฐานต้องกว้างและแข็งแรงจึงจะมั่นคง ประเทศไทยชวนเซเพราะฐานของประเทศอ่อนแอ เนื่องจากการปกครองที่รวมศูนย์อำนาจ ๒.ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจที่รวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมย่อมแตกต่างหลากหลายไปตามท้องถิ่นที่แตกต่างกัน แต่อำนาจที่รวมศูนย์ต้องการให้เหมือนกัน คือเหมือนกับที่ส่วนกลางกำหนด จึงขัดแย้งกัน วัฒนธรรมไม่ได้หมายถึงการร้องรำทำเพลง หรือศิลปวัฒตุเท่านั้น แต่มีความหมายกว้างและลึกมาก หมายถึงวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ อันรวมถึงคุณค่าร่วมกัน ความเชื่อร่วมกัน การทำมาหากิน ขนบธรรมเนียมประเพณี สุนทรียธรรม การดูแลรักษาสุขภาพ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ฯลฯ สั่งสมกันมาเป็นภูมิปัญญาอันเป็นอัตลักษณ์ เป็นศักดิ์ศรี เป็นความภาคภูมิใจ เป็นความสุขของผู้คนที่ได้อยู่ในวัฒนธรรมของเขา การรวมศูนย์อำนาจคือการทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น ความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับอำนาจที่รวมศูนย์มีอาการต่างๆ อาการอย่างหนึ่ง คือ ความรุนแรงที่จังหวัดชายแดนใต้ เป็นธรรมชาติที่ถ้ารัฐใดใจกว้างยอมให้ท้องถิ่นมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมท้องถิ่นต้องการอยู่ร่วมกับรัฐนั้น ถ้ารัฐใดที่ส่วนกลางพยายามกลืนกินวัฒนธรรมท้องถิ่น ท้องถิ่นต้องกาแยกตัวเพราะความรู้สึกศักดิ์ศรีเชิงอัตลักษณ์นั้นแรง ทำนองท้องถิ่นใคร่ใครก็รัก ๓. ทำให้ระบบบรัฐอ่อนแอ ระบบรัฐที่เอาแต่ใช้อำนาจสั่งการจะอ่อนแอเพราะไม่เรียนรู้ เมื่อไม่เรียนรู้ก็จะมีสมรรถนะต่ำ เมื่อมีสมรรถนะต่ำก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ปัญหาก็สะสมทำให้บ้านเมืองวิกฤตมากขึ้นๆ และเป็นต้นเหตุของความรุนแรง ๔. ทำให้มีคอร์รัปชั่นสูง ถ้าอำนาจเข้มข้นที่ไหน คอร์รัปชั่นก็จะมากเป็นเงาตามตัว ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ย้อนหลังไปร้อยกว่าปีเต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น ต่อมากระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึง ประเทศเขาเล็กกว่าเรามาก มีประชากรเพียง ๖-๗ ล้านคน เขากระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นที่เรียกว่า Canton ถึง ๒๓+อีก ๓ กิ่งอัตโนมัติ ประชาชนถ้ามามีส่วนโดยตรง และควบคุมโดยใกล้ชิด คอร์รัปชั่นก็หมดไป กลายเป็นประเทศน่าอยู่อย่างที่เรารู้จักกัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีคอร์รัปชั่นสูงอันดับต้นๆ การรวม ศูนย์อำนาจเป็นต้นเหตุ การแก้ที่ปลายเหตุไม่ได้ผล ๕. ทำให้การต่อสู้ชิงอำนาจทางการเมืองรุนแรง ทำให้เกิดระบอบธนาธิปไตยและการเมืองด้อย คุณภาพ เพราะอำนาจรัฐรวมศูนย์ ใครได้อำนาจทางการเมืองสูงสุด ก็คืนรวบอำนาจหมดทั้งประเทศ นี้เป็น แรงจูงใจให้มีการต่อสู้ชิงอำนาจทางการเมืองอย่างรุนแรง เดิมก็ใช้พละกำลังเข้าแย่งชิงอำนาจนี้ ต่อมาก็แปร รูปมาเป็นการลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาลเพื่อจะให้ได้อำนาจทางการเมือง กลายเป็นระบอบเงินเป็นใหญ่ หรือธนาธิปไตย เมื่อลงทุนก็ต้องถอนทุนและแสวงกำไร คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายก็ติดตามมา ทำให้การเมือง ด้อยคุณภาพ ถ้ามีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึง ก็ไม่มีใครอยากจะมาลงทุนขนาดหนักให้ได้ อำนาจทางการเมืองที่ส่วนกลาง เพราะมันไม่คุ้ม ประเทศที่กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึง เราไม่ได้ ยินเรื่องทำนองนี้ ๖. ทำให้ทำรัฐประหารได้ง่าย อำนาจที่รวมศูนย์ยึดอำนาจได้ง่าย ใช้ทหารไม่กี่ร้อยคนก็ยึดได้แล้ว การยึดได้ง่ายเป็นแรงจูงใจให้เกิดรัฐประหาร ถ้าอำนาฯกระจายไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึง รัฐประหารก็ทำไม่ได้ เพราะไม่รู้จะยึดตรงไหน ประเทศที่กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เช่น อินเดีย จึงไม่มีรัฐประหารเพราะทำ ไม่ได้ การปกครองที่รวมศูนย์อำนาจ จึงเป็นต้นเหตุของปัญหาใหญ่ๆของประเทศอย่างน้อย ๖ ประการ ตามที่กล่าวข้างต้น คือ * ชุมชนท้องถิ่นหรือฐานของประเทศอ่อนแอ * ความขัดแย้งระหว่างอำนาจส่วนกลางกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ความรุนแรงในชายแดนใต้ * ระบบรัฐที่มีสมรรถนะต่ำ * คอร์รัปชั่นสูง * การต่อสู้ชิงอำนาจทางการเมืองรุนแรง ใช้เงินมาก การเมืองคุณภาพต่ำ * ทำรัฐประหารได้ง่าย ปัญหาเหล่านี้เป็นอุปสรรคไม่ให้บ้านเมืองก้าวไปข้างหน้าได้ ประเทศมีสมรรถนะต่ำ ไม่สามารถ แก้ปัญหาการขาดความเป็นธรรมและการมีความเหลื่อมล้ำมากเกินไปได้ ถ้ายังอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปจะเกิด จลาจล ควรที่คนไทยจะร่วมกันแก้ไข อันที่จริงประเทศไทยมีทรัพยากรต่างๆมากทั้งทรัพยากรทางธรรมชาติ ทรัพยากรทางสังคม ทรัพยากรทางวัฒนธรรม ทรัพยากรทางศาสนธรรม ทรัพยากรภาครัฐ และทรัพยากร ภาคธุรกิจเอกชนที่สามารถนำมาจัดระบบการอยู่ร่วมกันด้วยความสุขความเจริญ ๔. หัวใจของการแก้ปัญหาของประเทศ คือ การกระจายอำนาจ ให้ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง แนวคิดการจัดการตนเองไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่มาจากประชาชนระดับล่างที่เขาพยายามทำงานกันมา นานและตกผลึกความคิด แนวคิดการจัดการตนเองเลยเรื่องการปฏิวัติประชาชนไปอีก กล่าวคือ ถ้า ผู้ปกครองขาดความเป็นธรรม ประชาชนจะรวมตัวกันลุกฮือขึ้นต่อต้านล้มอำนาจการปกครองนั้น ปรากฏการณ์นี้มีมากในประวัติศาสตร์จีน แต่ความจริงอย่างหนึ่ง คือ ประชาชนที่ลุกฮืออาจขับไล่รัฐบาลได้ แต่ประชาชนจัดการปกครองไม่ได้ ในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม นักศึกษารวมตัวกันล้มรัฐบาลทหารได้ แต่ จัดการปกครองไม่ได้อีก ๓ ปีต่อมาเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคมที่มีการเข่นฆ่านักศึกษาหรือเมื่อเร็วๆนี้ ประชาชนอียิปต์ล้มประธานาธิปดีมุบารัก แต่จัดการปกครองไม่ได้ กองทัพมายึดอำนาจไป หรือพวกเขมร แดงยึดอำนาจรัฐได้แต่ไม่สามารถจัดการประเทศ ต้องฆ่าคนเขมรไปกว่า ๒ ล้านคน แล้วก็ไปไม่รอดจนเป็น ระบบฮุนเซ็นอย่างทุกวันนี้ หรือแม้ประเทศที่มากรเลือกตั้งแล้วอย่างประเทศไทย หรือฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาเอง ก็ยังไม่สามารถจัดการให้มีการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมได้ แนวคิดเรื่องการจัดการตนเองจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก แนวคิดเรื่องการจัดการตนเองไปเลยเรื่องอำนาจ ไปถึงสมรรถนะของประชาชน เพียงแต่มีอำนาจ ไม่ว่าระดับไหน ถ้าขาดสมรรถนะที่จะทำให้สำเร็จ ก็กลับมีโทษ เพราะมีอำนาจ แล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่มีอำนาจมากก็คอร์รัปชั่นมาก ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่การจัดการหมายถึงสมรรถนะหรืออิทธิปัญญา (อิทธิ= ความสำเร็จ) หรือปัญญาที่จะทำให้เกิด ความสำเร็จ การจัดการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ (Management make the impossible possible) เรา ทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ เพราะขาดความสามารถในการจัดการ อันเป็นผลจากการศึกษาที่เน้นการท่องวิชาแต่ ทำอะไรไม่เป็น การจัดการตนเอง หมายถึงการจัดการ ๒ เรื่องใหญ่ๆ คือ หนึ่ง จัดการพัฒนาอย่างบูรณาการ สอง จัดการพัฒนานโยบาย การที่พื้นที่ ไม่ว่าระดับชุมชน หรือระดับท้องถิ่น หรือระดับจังหวัด จะมีความร่มเย็นเป็นสุข ต่อเมื่อ มีการพัฒนาอย่างบูรณาการ และมีการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล โดยพัฒนา ๘ เรื่องอย่างเชื่อมโยงอยู่ในกันและ กัน คือ "เศรษฐกิจ - จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย" เมื่อเกิดการ พัฒนาทั้ง ๘ เรื่องอย่างบูรณาการจะเกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล เกิดความเป็นปรกติสุข และความยั่งยืน การที่ชุมชนก็ตาม ท้องถิ่นก็ตาม จังหวัดก็ตาม สามารถจัดการตนเองให้เกิดการพัฒนาการอย่าง บูรณาการ จึงเป็นสมรรถนะอย่างยิ่ง เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะทำให้เกิดความเป็นปรกติสุขและความ ยั่งยืน และถ้าหากทุกชุมชนจัดการตนเองได้ ทุกท้องถิ่นจัดการตนเองได้ ทุกจังหวัดจัดการตนเองได้ ประเทศ ไทยทั้งประเทศจะเกิดความเป็นปรกติสุข และความยั่งยืน ส่วนการจัดการพัฒนานโยบายนั้น จะเกิดตามมา เพราะในความพยายามพัฒนาอย่างบูรณาการนั้น จะพบว่าอะไรเป็นอุปสรรคบ้าง ซึ่งถ้าแก้ไขอุปสรรคนั้นๆ จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นดีขึ้น หรืออาจจะพบว่า อะไรที่ขาดไปบ้าง ซึ่งถ้าเติมสิ่งขาดจะทำให้การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นทำได้ดีขึ้น การขจัดอุปสรรค กับการ เติมสิ่งขาด เหล่านี้แหละเป็นเรื่องของนโยบายที่จะต้องมีการจัดการพัฒนา โดยที่เรื่องนโยบายเป็นเรื่องยาก และเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย จำเป็นต้องมีการร่วมคิดร่วมทำ กระบวนการสมัชชา เช่น สมัชชาระดับตำบล สมัชชาระดับจังหวัด สมัชชาเฉพาะประเด็น สมัชชาระดับชาติ เป็นกลไกของการพัฒนานโยบาย หาก ชุมชนก็ตาม ท้องถิ่นก็ตาม จังหวัดก็ตาม มีความสามารถในการจัดการพัฒนานโยบาย ก็เรียกว่าชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด มีสมรรถนะสูงมากในการจัดการ อันจักเป็นไปเพื่อเพิ่มความเป็นปรกติสุข และความมั่นคง ของชุมชนท้องถิ่น แนวคิดเรื่องชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง นั้นมีความสำคัญยิ่ง เพราะไปเลยแนวคิดเรื่องการแย่งชิง อำนาจ ไปสู่การสร้างสมรรถนะการจัดการของสังคมระดับย่อยขึ้นมา ที่สมานพลัง ๕ ประการ หรือเบญพลัง เข้ามาด้วยกัน คือ (๑) พลังทางสังคม หรือพลังความสามัคคี คือการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ (๒) พลังทางปัญญา คือ การต้องอาศัยข้อมูล ความรู้ เหตุผล (๓) พลังทางการจัดการ คือ การเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ ไปสู่ความสำเร็จ (๔) พลังความถูกต้อง คือ การพัฒนาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน (๕) พลังแห่งสันติวิธี วิธีการที่ใช้เป็นสันติวิธี อาศัยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เกิดความเคารพ และความเชื่อถือไว้วางใจกัน สันติวิธีเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ให้เอาชนะสิ่งยาก แนวทางการพัฒนานี้เป็นแนวทางกระชับพื้นที่ขึ้นมาจากข้างล่าง คือ ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ซึ่งทำ ได้ง่ายกว่า และได้ผลดีกว่า การพัฒนาลงไปจากข้างบน เราพัฒนาลงไปจากข้างบนมานานแล้ว แล้วก็ไม่ ได้ผลบ้างเมืองแตกแยกและวิกฤตมากขึ้น เหมือนพยายามสร้างพระเจดีย์จากยอด ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้าง สำเร็จจากยอด เพราะจะพังลงๆ พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน เมื่อฐานแข็งแรงก็จะรองรับทั้งหมดให้มั่นคง แนวทางชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเองหรือที่เรียกว่าพัฒนาโดย กระชับพื้นที่ขึ้นมาจากข้างล่างนี้ เป็นยุทธสร้างฐานพระเจดีย์ของประเทศไทย ซึ่งเมื่อฐานของประเทศ แข็งแรงก็จะรองรับประเทศให้มั่นคง แนวคิดนี้ยังอาศัยหลักการว่าความถูกต้อง ต้องก่อตัวขึ้นมาจากหน่วยย่อยข้างล่าง ซึ่งจะป้องกัน ไม่ให้เราล้มเหลวแบบประเทศตะวันตกด้วย ดังจะอธิบายในตอนต่อไป ๕. ความถูกต้องต้องก่อตัวขึ้นมาจากหน่วยย่อยข้างล่าง ระบบร่างกายของเราทุกคนเป็นระบบที่ซับซ้อนสุดประมาณ แต่เราทุกคนเติบโตขึ้นมาจากเซลล์ เซลล์เดียว ซึ่งเกิดจากไข่ของแม่ผสมกับสะเปิมของพ่อ เซลล์เซลล์เดียวนี้ต้องมีความถูกต้องทุกอย่าง จึงจะให้ กำเนิดแก่คนที่มีความสมบูรณ์ ถ้ามีอะไรผิดปรกติไปแม้นิดเดียวอาจทำให้ชีวิตใหม่นี้ตายหรือมีความพิการ เช่น ในเซลล์เดียวที่ว่านี้มีดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นรหัสชีวิตที่มีความยาวถึงสามพันล้านตัวอักษร บางครั้งมี ความผิดปรกติไปที่อักษรตัวเดียว ระบบทั้งหมดก็รวมไปได้ เซลล์เซลล์เดียวที่มีความถูกต้องทุกอย่างจะแบ่งตัวเป็น ๒ เป็น ๔ เป็น ๘ เป็น ๑๖ .... เรื่อยๆ ไปและ เจริญแตกตัวไปเป็นสมอง เป็นหัวใจ ตับ ปอด ไต ลำไส้ .... แต่ละอวัยวะมีความซับซ้อนสุดประมาณ แต่ ทั้งหมดต้องมีความถูกต้อง เราจึงมีสุขภาพดี และอายุยืน ความถูกต้องของระบบร่างกายทั้งหมดมาจากความถูกต้องของหน่วยย่อย คือเซลล์ เซลล์เป็นหน่วย ย่อยพื้นฐานของทุกอวัยวะ เซลล์มีความถูกต้องทำให้อวัยวะมีความถูกต้อง อวัยวะมีความถูกต้องทำให้ชีวิต มีความถูกต้อง (รูปภาพ) รูปที่ ๓ ชีวิตเริ่มมาจากเซลล์เซลล์เดียว เซลล์หรือหน่วยย่อยพื้นฐานต้องมีความถูกต้อง จึงให้กำเนิด ชีวิตที่มีความเป็นปกติ หน่วยย่อยพื้นฐานของสังคมคือชุมชน สรรพชีวิตเกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ และเป็นไปตามธรรมชาติหรือตามหลักของธรรมชาติ สัตว์ก็ เรียนรู้โดยธรรมชาติว่าถ้าอยู่กันเป็นฝูง จะช่วยให้รอดชีวิตมากกว่าอยู่เดี่ยวๆ ฝูงสัตว์ก็คือชุมชน มนุษย์ตั้งแต่ ดึกดำบรรพ์ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และเก็บของป่ากิน ก็อยู่กันเป็นกลุ่มๆหรือชุมชน เพราะพบว่าอยู่เป็น กลุ่มดีกว่าอยู่เดียวๆ เช่น ปลอดภัยกว่า ช่วยกันจับสัตว์ได้ดีกว่า ครั้นเมื่อประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปีที่แล้วเมื่อค้นพบ เทคโนโลยีการเกษตรก็ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นชุมชนเกษตรกรรม ชุมชนเกษตรกรรมมีความยั่งยืนประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปี เพราะเป็นระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ตรงนี้เป็นเรื่องที่จะต้องตราไว้ให้ดีว่าเมื่อมนุษย์คิดตามธรรมชาติ เช่น ในครอบครัวและในชุมชน คือ การอยู่ร่วมกัน (Living together) เป็นสำคัญ ไม่ได้คิดเชิงกฎหมายสูงสุด เสรีภาพสูงสุด หรือกำไรสูงสุด เป็นสำคัญ การอยู่ร่วมกันในชุมชนทำให้ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประนีประนอมจัดระบบการใช้ทรัพยากร อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน เคารพและอนุรักษ์ธรรมชาติ ดังที่เรียกแผ่นดินว่าพระแม่ธรณี แม่น้ำว่าพระแม่คง คา และมีรุกขเทวดาสิงสถิตย์ อยู่ในต้นไม้ เหล่านี้เป็นคติเชิงคุณค่า เมื่อเห็นคุณค่าก็ไม่ทำลาย เมื่อไม่ทำลายก็ สมดุลและยั่งยืน ลองคิดดูให้ดีๆ ระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับ สิ่งแวดล้อม คือ ศีลธรรม จึงกล่าวว่าชุมชน คือ ที่อยู่ของศีลธรรม ในขณะที่สังคมข้างบนเกือบจะไม่มีที่อยู่ ของศีลธรรมเลย แม้มีการสอนวิชาศีลธรรมก็ไม่มีศีลธรรม เพราะศีลธรรมไม่ใช่วิชา แต่ คือ ระบบการอยู่ ร่วมกัน เมื่อชุมชน คือ ศีลธรรม หรือความถูกต้อง หรือการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล จึงยั่งยืนมาช้านาน ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปี สังคมเมืองซึ่งเป็นสังคมขนาดใหญ่ เพิ่งเป็นเรื่องไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง เกิดจากการค้า และอุตสาหกรรมที่เติบโตขึ้น สังคมใหญ่ข้างบนเป็นสังคมแบบตัวใครตัวมัน ขาดความเป็นชุมชน ไม่ได้คิดเชิงการอยู่ร่วมกันอีกต่อไป แต่คิดเชิงแสวงหากำไรสูงสุด คิดเชิงอำนาจ คิดเชิงการค้าเสรี กลายเป็นระบบทุนนิยมขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงและซับซ้อน เต็มไปด้วยมายาคติต่างๆ ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจชุมชน เป็นเศรษฐกิจจริง และบูรณาการกับการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ระบบเศรษฐกิจมหภาค ทุนขนาดใหญ่มีอำนาจมาก ทุนใหญ่กินทุนเล็ก มีความซับซ้อน เกิดวิกฤต ในระบบได้ง่าย ไม่มั่นคง นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการทำลายสิ่งแวดล้อมสูง ดังที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติต่างๆ แม้ประเทศต้นแบบเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่างอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาไม่สามารถต้านพลังกองทุนขนาดใหญ่ ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจขนาดหนัก และเกิดวิกฤตอื่นๆ ต่อไป อย่างไม่มีทางแก้ไข และคงแก้ไขไม่ได้ในระบบเศรษฐกิจมายคติแบบเดิมเพราะระบบเศรษฐกิจข้างบนซับซ้อน และมีมายาคติมากเกินกว่าที่จะทำให้ถูกต้องได้ **ความถูกต้องต้องก่อตัว (self-organized) ขึ้นมาจากหน่วยย่อยข้างล่าง** ประดุจร่างกายของเราที่ซับซ้อนเกิดมาจากความถูกต้องของเซลล์เซลล์เดียว เซลล์ของสังคมคือชุมชน ชุมชนมีขนาดเล็ก และผู้คนอยู่ใกล้ชิดกันคำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน ชุมชนจึงรวมตัวกันจัดการตนเองให้มีความถูกต้องได้ง่าย ชุมชนที่มีความถูกต้องหลายๆ ชุมชนรวมกันเป็นท้องถิ่นจัดการตนเองให้มีความถูกต้อง ท้องถิ่นหลายๆ ท้องถิ่นรวมกันเป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ เช่น จังหวัด และกลุ่มจังหวัด ตามรูปที่ ๔ หรือพระเจดีย์แห่งการพัฒนา **รูปภาพ** รูปที่ ๔ พระเจดีย์แห่งการพัฒนา ชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งจัดการตนเองได้เป็นฐานของพระเจดีย์ องค์พระเจดีย์คือระบบต่างๆ ที่ต้องเชื่อมระหว่างฐานกับยอด ระบบและฐานต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ยอดคือความเป็นธรรม ชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งจัดการตนเองได้ มีความถูกต้องจะเป็นฐานที่มีความถูกต้องของประเทศ องค์พระเจดีย์คือระบบต่างๆ เช่น ระบบเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา ระบบสุขภาพ ระบบการเมือง การปกครอง ระบบความยุติธรรม ไม่ใช่เป็นไปแบบแยกส่วน แต่เชื่อมโยงประสานระหว่างฐานกับยอดของพระเจดีย์ ต้องเกื้อกูลให้ฐานแข็งแรง ไม่ใช่ทิ้งฐานหรือทุบฐาน ฐานที่แข็งแรงก็จะเกื้อกูลให้ระบบนั้นๆ มีความถูกต้องและมั่นคง ทั้งหมดต้องมุ่งสู่ความเป็นธรรม คือยอดพระเจดีย์ที่เปล่งรัศมีของความถูกต้อง ระบบที่ไม่เชื่อมโยงกับฐานจะสร้างความเป็นธรรมไม่ได้ ไม่มีพระเจดีย์องค์ใด สร้างสำเร็จจากยอด พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ระบบเศรษฐกิจมหภาคที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจชุมชนอย่างเกื้อกูลกัน จะมีความมั่นคง ไม่วูบ วาบวิกฤตบ่อยๆ แบบปัจจุบันทั้งโลก เพราะไม่เชื่อมกับฐาน ถ้าเราเข้าใจเรื่องความถูกต้องต้องก่อตัวขึ้นมาจากหน่วยย่อยข้างล่าง คือชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่น จัดการตนเอง และรูปพระเจดีย์แห่งการพัฒนา บ้านเมืองของเราไม่ยากเลยที่จะมีการพัฒนาอย่างสมดุลและ ยั่งยืน ภายใน ๕-๑๐ ปี ก็เห็นหน้าเห็นหลัง ดังจะมีรายละเอียดในบทต่อๆ ไป ## ๖. กระบวนการชุมชน ### ชุมชนจัดการตนเอง #### ประชาธิปไตยชุมชน กระบวนการชุมชน หรือชุมชนจัดการตนเอง หรือกระบวนการประชาธิปไตยชุมชนมีความสำคัญ ยิ่ง ถ้าเข้าใจ ปฏิบัติ และสนับสนุนการปฏิบัติ ฐานของประเทศจะเข้มแข็งทุกด้าน กระบวนการนี้ ประกอบด้วย (๑) **สร้างผู้นำชุมชน** สภาผู้นำชุมชนเป็นการก่อตัวขึ้นมาเอง (self-organized) ของผู้นำในชุมชน โดยไม่ มีใครแต่งตั้ง ผู้นำชุมชนในระดับหมู่บ้านมีทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ผู้นำที่เป็นทางการมี ๓ คน เท่านั้น คือผู้ใหญ่บ้าน ๑ กับ สมาชิกสภาบริหารส่วนตำบล ๒ คน ส่วนผู้นำไม่เป็นทางการมีจำนวนมาก เช่น ผู้นำกลุ่มอาชีพต่างๆ ผู้นำกลุ่มสตรี ผู้นำกลุ่มเยาวชน ผู้นำกลุ่มผู้สูงอายุ ครู ศิลปิน พระ ปราชญ์ ชาวบ้าน อาจมีรวมกัน ๔๐-๕๐ คน ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้โผล่ปรากฏขึ้นมาเองจากการทำงานร่วมกัน โดยจะมีคุณสมบัติ ๕ ประการ ดังนี้ (๑) เป็นคนเห็นแก่ส่วนรวม ถ้าเป็นคนเห็นแก่ตัวชาวบ้านก็ไม่ยอมรับ (๒) เป็นคนสุจริต (๓) เป็นคนฉลาด (๔) เป็นคนติดต่อสื่อสารเก่ง ทำให้เกิดความร่วมมือ (๕) เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้ โดยรวมจะมีคุณสมบัติสูงกว่าผู้นำโดยการแต่งตั้ง หรือเลือกตั้ง ซึ่งไม่แน่ เลยว่าจะมีคุณสมบัติครบทั้ง ๕ ข้อ ดังกล่าว ฉะนั้น ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้ ต้องถือว่าเป็นคนดี คนเก่ง และ มีจำนวนมาก ในโครงสร้างอำนาจที่เป็นทางการผู้นำตามธรรมชาติที่เป็นคนดี คนเก่ง และมีจำนวนมาก เหล่านี้จะไม่สามารถเข้าไปมีบทบาท เพราะโครงสร้างอำนาจเป็นโครงสร้างที่ปิดและแคบ แต่สภาผู้นำ ชุมชนซึ่งประกอบด้วยผู้นำที่เป็นทางการ ๓ คน กับผู้นำที่ไม่เป็นทางการ หรือผู้นำตามธรรมชาติ ประมาณ ๔๐-๕๐ คน เป็นโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ที่ทำให้คนเก่งคนดี จำนวนมากเข้ามามีบทบาทในการพัฒนา เรามีหมู่บ้านทั้งหมดประมาณ ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ถ้าแต่ละหมู่บ้านมีผู้นำตามธรรมชาติเข้ามาก่อตัว เป็นสภาผู้นำชุมชนก็เท่ากับเรามีผู้นำชุมชนอันหลายหลายประมาณ ๘๐,๐๐๐x๕๐=๔,๐๐๐,๐๐๐ คน เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ สภาผู้นำชุมชน คือ องค์กรการจัดการของชุมชน ชุมชนต้องมีเครื่องมือในการจัดการ ซี่อกลางๆ คือ องค์กรชุมชน ส่วนจะเรียกชื่ออะไรอื่นก็สุดแล้วแต่แต่ละชุมชน สภาผู้นำชุมชนเป็นชื่อหนึ่งขององค์กร ชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการส่งเสริมให้เกิดองค์กรชุมชน (๒) สำรวจข้อมูลชุมชน สภาผู้นำชุมชนจัดให้มีการสำรวจข้อมูลชุมชนทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ ข้อมูลทางเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งประวัติศาสตร์ชุมชน การสำรวจข้อมูลชุมชนจะขาดเสียมิได้ เพราะทำให้เข้าใจตนเอง และเป็นฐานให้คิดให้พัฒนาต่อไป หลายชุมชนสำรวจที่ดิน และการใช้ที่ดินของตนเอง มีการใช้เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น จีไอเอสในการสำรวจด้วย ทำให้จัดการการใช้ที่ดินได้ดีขึ้น ซึ่งเขารียกกว่าการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน (๓) ทำแผนชุมชน นำข้อมูลชุมชนมาทำแผนชุมชน แผนชุมชนนี้จะเป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการทุกด้านพร้อมกันไปทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยอาจเน้นบางเรื่องที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าก็ได้ เช่น การแก้ปัญหาอุทกภัย แก้ปัญหายาเสพติด ฯลฯ เป้าหมายทางเศรษฐกิจนั้นทุกชนครบวารตั้งเป้าหมายสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เพราะการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นปัจจัยของความร่มเย็นเป็นสุขที่สำคัญที่สุด เป้าหมายทางสังคมทุกชุมชนควรตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน โดยสำรวจคนที่อาจถูกทอดทิ้งเช่น ผู้สูงอายุ เด็กกำพร้า คนพิการ และจัดให้มีอาสาสมัครดูแลหมดทุกคน เป้าหมายทางสิ่งแวดล้อมก็ควรตั้งเป้าที่จะจัดการขยะได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ พื้นฟูป่าไม้ต้นน้ำลำธาร เป็นต้น (๔) เสนอแผนชุมชนต่อสภาประชาชน สภาประชาชนหรือสภาชุมชน คือที่ประชุมของคนทั้งชุมชน เนื่องจากชุมชนหมู่บ้านมีประชากรไม่มาก ประมาณ ๕๐๐-๑,๐๐๐ คน ประชาธิปไตยทางตรง (Direct democracy) ที่ทุกคนมีส่วนร่วมโดยตรงจึงเป็นไปได้ ต่างจากประชาธิปไตยระดับท้องถิ่น และประชาธิปไตยระดับชาติ ที่ต้องอาศัยการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตยทางอ้อม (indirect democracy) หรือประชาธิปไตยตัวแทน (represented democracy) ถึงขณะนี้เราควรจะเข้าใจว่าประชาธิปไตย ๓ ระดับ คือ - ประชาธิปไตยชุมชน อาศัยการมีส่วนร่วมโดยตรง - ประชาธิปไตยท้องถิ่น อาศัยการเลือกตั้ง - ประชาธิปไตยระดับชาติ อาศัยการเลือกตั้ง สภาผู้นำชุมชนเสนอแผนชุมชนให้สภาประชาชนพิจารณา ที่ประชุมจะเพิ่มเติม ตัดออก ดัดแปลง หรืออย่างไรก็สุดแต่จะพิจารณา ในที่สุดสภาประชาชนรับรองแผนชุมชน แผนชุมชนก็กลายเป็นแผนที่คนทั้งชุมชนร่วมกันทำมา (๕) คนทั้งชุมชนร่วมขับเคลื่อนแผนชุมชน เมื่อคนทั้งชุมชนร่วมทำแผนชุมชนจึงเข้าใจและร่วมขับเคลื่อนได้ ต่างจากแผนที่ทางราชการทำลงไปแต่ชาวบ้านไม่เข้าใจ แบบ "ทางการเขาสั่งมาว่าให้ชาวนา "... " ไม่สามารถคิดอ่านด้วยตนเอง จึงไม่เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง เมื่อคนทั้งชุมชนช่วยกันขับเคลื่อนแผน ชุมชน การพัฒนาอย่างบูรณาการก็เกิดขึ้นเป็นลำดับๆ (๖) เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ โดยที่แผนชุมชนเป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการ เมื่อขับเคลื่อนตาม แผนก็จะเกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ เรื่อง อย่างเชื่องโยงกัน คือ "เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย" ควรพยายามทำความเข้าใจความสำคัญของ "การพัฒนาอย่างบูรณาการ" ตรงนี้ให้ดี องค์ประกอบทั้ง ๘ เชื่อมโยงอยู่ในกันและกัน ไม่ได้แยกเป็นส่วนๆ แบบการพัฒนาที่เอาหน่วยงาน เป็นตัวตั้ง กระบวนการทั้งหมดเป็นประชาธิปไตยอยู่ในตัว แต่เป็นประชาธิปไตยที่กินได้ คือที่ทำให้ เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม----- ทั้งหมดดีขึ้นด้วย ไม่เหมือนประชาธิปไตยระดับบนที่มีแต่การเลือกตั้ง หลัก จากนั้นไม่แน่นอน หรือหวังไม่ได้ว่าอะไรๆ จะดีขึ้น เรื่องคุณภาพเด็กและเยาวชนจะดีขึ้นได้อย่างไร ถ้าพัฒนาเฉพาะเรื่องเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่พ่อ แม่ยากจนเกิน ต้องออกจากบ้านไปทำมาหากินที่อื่นยังไม่พอกิน แต่ต้องบูรณาการกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งมีเป้าหมายสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เช่นเดียวกันปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมก็จะแก้ไขไม่ได้ ถ้า ประชาชนยากจนเกิน การสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่จึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาคน สังคม และสิ่งแวดล้อม การพัฒนาอย่างบูรณาการทำให้เกิดความสมดุล ความสมดุลทำให้เกิดความเป็นปรกติสุขและยั่งยืน การพัฒนาโดยเอากรมหรือส่วนราชการเป็นตัวตั้ง เป็นการพัฒนาแบบแยกส่วน เพราะกรมตั้งขึ้น แยกเป็นเรื่องๆ เช่น กรมดิน กรมน้ำ กรมต้นไม้ กรมข้าว .... กรมจึงพัฒนาอย่างบูรณาการไม่ได้ จึงไม่ สามารถสร้างความเป็นปรกติสุขและความยั่งยืนได้ ความล้มเหลวของการพัฒนาเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ การพัฒนาต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง พื้นที่คือชุมชนท้องถิ่น กรมเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ได้มากถ้าทำงานโดยสนับสนุนเชิงวิชาการและนโยบาย ประชาธิปไตยชุมชน เนื่องจากบูรณาการอยู่กับการพัฒนาอย่างบูรณาการ จึงเป็นประชาธิปไตย คุณภาพ คือทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข และเพราะเป็นประชาธิปไตยทางตรง ไม่อาศัยการเลือกตั้ง จึงไม่ มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ไม่เป็นธนาธิปไตยหรือ money politics ซึ่งก่อความเสียหาย การทะเลาะเบาะแว้งและ ความรุนแรง ประชาธิปไตยชุมชนจึงเป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์ คนในชุมชนเขาเป็นญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน เป็นพวกเดียวกัน การเมืองระดับชาติซึ่งแบ่งเป็น พรรคการเมืองที่ต่อสู้กัน หากนำการต่อสู้ลงไปสู่ชุมชนก็จะทำให้ชุมชนแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายเสียความ สามัคคี ขาดความสงบสุข แต่ถ้าชุมชนรวมตัวกันจัดการตนเองได้อย่างเข้มแข็ง ประชาธิปไตยชุมชนซึ่งเป็น ประชาธิปไตยสมานฉันท์ก็จะเป็นปราการป้องกันความแตกแยกที่จะมาจากข้างบนได้ และถ้าชุมชนเข้มแข็ง โดยทั่วตลอด ฐานของความสมานฉันท์ก็จะแข็งแรงและส่งผลลดความแตกแยกข้างบนลงได้ ชุมชนจัดการตนเองจึงมีความสำคัญยิ่งแม้เพราะเหตุนี้ ชุมชนที่เข้มแข็งสามารถจัดการเรื่องต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น เรื่องการท่องเที่ยวชุมชน พลังงาน ชุมชน สถาบันการเงินชุมชน เป็นต้น ถ้าฝ่ายต่างๆ เข้าใจความสำคัญของชุมชน ว่าชุมชนเปรียบประดุจเซลล์ของสังคม ถ้าเซลล์มีความ ถูกต้องก็จะทำให้อวัยวะต่างๆ ของสังคมและสังคมทั้งหมดมีความถูกต้อง ก็อยู่ในฐานะที่จะสนับสนุนความ เข้มแข็งของชุมชนได้ทั้งสิ้น เช่น กรมกองต่างๆ คณะวิชาในมหาวิทยาลัย บริษัทธุรกิจเอกชนซึ่งจะกล่าวถึง ต่อไป ## ๗. ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ท้องถิ่นเป็นองค์กรของรัฐที่ใกล้ชิดชุมชนมากที่สุด องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) มี ๓ ประเภท คือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อปท. ทั้ง ๓ ประเภทมีรวมกันประมาณ ๗,๐๐๐ องค์กร แต่ละตำบลโดยเฉลี่ยมีประมาณ ๑๐ หมู่บ้าน แต่ละจังหวัดโดยเฉลี่ยมีประมาณ ๑๐๐ ตำบล ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน การจัดการตนเองของท้องถิ่น และของจังหวัดประกอบด้วยหลักการ ๘ ประการดังต่อไปนี้ (๑) จัดทำข้อมูลตำบล หรือข้อมูลจังหวัด (๒) จัดประชุมผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อสร้างวิสัยทัศน์ และเป้าหมายร่วม (๓) ทำแผนพัฒนาอย่างบูรณาการโดยเอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง (๔) ประสานและติดตามการพัฒนาตามแผน (๕) แสวงหาความสนับสนุนทั้งจากภายในและภายนอก (๖) ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (๗) ทำการสื่อสารอย่างทั่วถึงทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ (๘) ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อชุมชนท้องถิ่น เช่น การประชุมสมัชชาระดับตำบล สมัชชาระดับจังหวัด สมัชชาเฉพาะประเด็น สมัชชาระดับชาติ ทั้ง ๘ เรื่องมีผู้คนและองค์กรเกี่ยวข้องอย่างหลายหลาย จึงต้องการการจัดการการประสานงานอย่าง มาก ความสำเร็จอยู่ที่การจัดการประสานงานที่ดี จึงควรมีกลุ่มคนที่มีจริตและทักษะในการจัดการ ประสานงานทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง อาจมีศูนย์ประสานงานจังหวัดจัดการตนเอง เครื่องมือที่จะดำเนินไป คือ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive Learning through action) ไม่ควรคิดว่าใครมีอำนาจเหนือ ใครและจะไปสั่งการใคร นั่นเป็นการบริหารแบบโบราณในแนวดิ่ง เป็นการใช้อำนาจ ซึ่งใช้ไม่ได้ผลในการ พัฒนาที่ซับซ้อน การเอาความรู้เก่าๆ ที่มีอยู่มาใช้โดยไม่เรียนรู้ก็ไม่ได้ผล เพราะบริบทของงานมีความ ซับซ้อนและจำเพาะ จึงต้องเรียนรู้ในการปฏิบัตินั้นเอง จะเรียนรู้เดี๋ยวๆ ก็ไม่ได้ เพราะมีหลายคนและหลาย องค์กรเกี่ยวข้อง ทุกคนทุกองค์กรมีความสำคัญต่อความสำเร็จ และความล้มเหลวของงาน ฉะนั้นจึงต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ในการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติต้องการคุณค่าชุดหนึ่ง คือ (๑) การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของทุกคน (๒) มีความเอื้ออาทรต่อกัน (๓) มีความเปิดเผยและจริงใจ (๔) ใช้สัมมาวาจาเมื่อการเรียนรู้ร่วมกันดำเนินไปจะเกิดทุนที่มีค่าอย่างยิ่ง นั่นคือเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) อันทำให้เกิดความปิติ ปราโมทย์ ความอิ่มใจ ที่ได้ทำงานด้วยกัน และการงานเป็นผลสำเร็จโดยง่าย ความเชื่อถือไว้วางใจกันนี้เงินกี่ร้อยกี่พันล้านก็ซื้อไม่ได้ แต่เกิดจากการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ถ้าดูให้ดีๆ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัตินี้ คือ การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ที่ทำให้ทุกคนมาเสมอภาค มีภราดรภาพ เป็นประชาธิปไตยทางตรง เป็นการรวมพลังทางสังคม หรือพลังของความสามัคคีคือการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ พลังทางปัญญาคือการเรียนรู้ พลังของการจัดการ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนหรือคนทั้งหมด ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ฉะนั้นกระบวนการชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง จึงเป็นการเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เปลี่ยนจากระบบปิดที่คนไม่กี่คนทำหน้าที่บริหารประเทศซึ่งทำไม่ไหวแล้วไม่ได้ผลแล้ว มาเป็นระบบเปิดที่คนไทยทั่วประเทศเข้ามามีส่วนในการจัดการตนเอง เพื่อทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ นั่นคือสร้างสังคมที่ถูกต้องเป็นธรรม ประเทศไทยมีทุนประเภทต่างๆ มากมาย ทั้งทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางศาสนธรรม ทุนภาครัฐ ทุนภาคธุรกิจ เป็นต้น หากเข้าใจเรื่องการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น และเข้าใจว่าเครื่องมือของการพัฒนาคือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ทุนประเภทต่างๆ ก็สามารถทำงานร่วมกันในพื้นที่ ประเทศไทยจะเข้มแข็งและกลายเป็นประเทศน่าอยู่ภายในเวลาไม่นานเลย ๘. การถักทอกันทำงานในพื้นที่ โอกาสของประเทศไทย ถ้ามองการบริหารประเทศในระดับบนทุกอย่างจะดูยากลำบากและติดขัดไปหมด จนเกิดความท้อถอยหรือสลดหดหู่ แต่ถ้ามองลงไปข้างล่าง การทำงานโดยเฉพาะพื้นที่เป็นตัวตั้งสามารถถักทอกันทำงานระหว่างบุคคลและองค์กรต่างๆ ซึ่งเมื่อถักทอกันแล้วทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ การถักทอกันมีทั้งทางแนวตั้งและแนวดิ่ง (รูปที่ ๕) ทางแนวดิ่งมีโครงสร้างของกระทรวงต่างๆ ทางแนวราบมีองค์กรต่างๆ เช่น รูป รูปที่ ๕ การถักทอกันทำงานในพื้นที่ที่เอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้งทั้งทางแนวดิ่ง และแนวราบ พช. = สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน สสส. = สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ส่งเสริมความเข้มแข็งของท้องถิ่น สปสช. = สำนักงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่งเสริมระบบสุขภาพ และกองทุนสุขภาพตำบล สช. = สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ส่งเสริมจังหวัดจัดการตนเอง ธกส. = ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ส่งเสริมสถาบันการเงินของชุมชน สสค. = สถาบันส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ส่งเสริมการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ในการจัดการตนเอง สามารถดึงองค์กรต่างๆทั้งทางแนวดิ่งและแนวตั้งเข้ามาถักทอกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างบูรณาการ รูปที่ ๖ แสดงการพัฒนา ๘ ด้านเข้ามาเชื่อมโยงอย่างบูรณาการกัน ทั้ง ๘ เรื่อง รูป-------------------- รูปที่ ๖ การถักทอกันทำงานในพื้นที่สู่การพัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ เรื่อง เป็นปัจจัยแก่กันและกัน จะพัฒนาแต่ละเรื่องแบบแยกส่วนนั้นยากลำบากหรือเป็นไปไม่ได้ เช่น การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เป็นปัจจัยของความสำเร็จของทุกเรื่อง เช่น ถ้าพ่อแม่ยากจนเกินย่อมมีผลกระทบต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน การพัฒนาสังคมสุขภาพและสิ่งแวดล้อมก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ควรจะเป็นเป้าหมายของทุกชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด เพราะเป็นปัจจัยของความร่มเย็นเป็นสุขที่สำคัญที่สุด การเป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน ทุกตำบลควรสำรวจว่าใครอยู่ในข่ายถูกทอดทิ้งบ้าง เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กกำพร้า เด็กด้อยโอกาส แล้วจัดให้มีอาสาสมัครดูแล ในการนี้ต้องการการเงินสนับสนุน และการสนับสนุนทางวิชาการ การเงินชุมชน - กองทุนสุขภาพชุมชน - สถาบันการเงินของชุมชน ระบบการเงินของชุมชนมีความสำคัญ สปสช. สนับสนุนงบประมาณ ๔๐ บาท ๓๖ คนของประชากรเพื่อตั้งเป็นกองทุนสุขภาพตำบล ถ้าตำบลใดมีประชากร ๑๐,๐๐๐ คน งบประมาณจาก สปสช. ก็จะตก ๔๐๐,๐๐๐ บาท อบต. อาจสมทบอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท พัฒนาการจัดการให้ดี ในอนาคต สสส. อาจพิจารณาเพิ่มเติมอีกก็ได้เพื่อให้มีพลังในการทำการเพิ่มขึ้น ธกส. กำลังส่งเสริมให้เกิดสถาบันการเงินของชุมชนระดับตำบล ซึ่งเป็นเสมือนธนาคารของการเงินของชุมชนระดับตำบลที่ประสบความสำเร็จมีเงินถึงกว่า ๑๐๐ ล้านบาท สถาบันการเงินของชุมชนกลายเป็นเครื่องมือการจัดการเพื่อการออม เพื่อสวัสดิการ เพื่อการเรียนรู้ เพื่อการสร้างอาชีพ เป็นเครื่องมือเชิงสถาบันของประชาชน เราอยากเห็นทุกตำบลมีสถาบันการเงินของชุมชน ที่ในอนาคตอาจเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั้งประเทศ เป็นประดุจ ธนาคารของประชาชนที่ใหญ่ที่สุด ระบบสุขภาพชุมชน ด้วยการถักทอกันทำงานในพื้นที่เราสามารถมีระบบสุขภาพชุมชนที่ดีที่สุด ทั้งทั่วถึงคุณภาพ และประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการมีสุขภาพดี ป้องกันโรค ดูแลรักษา ตั้งแต่ครรภ์มรรดาจนถึง เชิงตะกอน คนไทยทุกคนสามารถมีหมอประจำครอบครัว รพสต. และโรงพยาบาลชุมชนสามารถสนับสนุน ทางวิชาการแก่ชุมชนให้ทำเรื่องการเป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกันดังกล่าวข้างต้น สิ่งแวดล้อม ทุกพื้นที่สามารถอนุรักษ์และเพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติและจัดการใช้อย่างเป็นธรรม และยั่งยืน สามารถจัดการขยะ และสร้างพลังงานชุมชน ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของชุมชนด้วย ขณะนี้หลายร้อยตำบลกำลังสำรวจสภาพและการใช้ที่ดินและนำไปสู่การปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนที่เจ้าหน้าที่ ของรัฐก็ให้ความร่วมมือด้วย การปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนนี้ไม่ได้ปฏิรูปแต่ที่ดินแบบแยกส่วน แต่เชื่อมโยง หรือบูรณาการกับการทำมาหากินและการพัฒนาสังคมของชุมชนด้วย เป็นการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งถึง ความสำคัญของการพัฒนาอย่างบูรณาการซึ่งต้องทำโดยพื้นที่ หน่วยงานของรัฐทำไม่ได้เพราะแยกส่วนตาม กรม แต่หน่วยงานของรัฐสนับสนุนพื้นที่ได้ นั่นคือถักทอกัน วัฒนธรรม เป็นรากเหง้าของชุมชนท้องถิ่น เป็นพลังให้เกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ทุกตำบลควรมีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำพิพิธภัณฑ์ ตำบล ทำศูนย์ศิลปะตำบล การท่องเที่ยวชุมชน ทำให้คนมาเรียนรู้ความหลากหลายของวัฒนธรรมชุมชน ท้องถิ่น ทำให้ชุมชนท้องถิ่นภูมิใจในตัวเอง และเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน จิตใจ ในวัฒนธรรมชุมชนคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันจึงมีความเกื้อกูลกัน ในขณะที่สังคมข้างบนขาด การอยู่ร่วมกัน มีแต่เรื่องอำนาจ กฎหมาย เงิน และมายาคติต่างๆ จริยธรรมคือการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล หรือ สันติระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ชุมชนจึงเป็นที่อยู่ของจริยธรรม ในขณะที่สังคม ข้างบนเกือบไม่มีที่อยู่ของจริยธรรมเลย ถึงแม้มีการสอนวิชาจริยธรรม เพราะจริยธรรมไม่ใช่วิชา แต่ จริยธรรมคือระบบการอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้องระหว่างคนกับคนและคนกับสิ่งแวดล้อม ถ้าอยากให้นักเรียน นิสิตนักศึกษาเรียนรู้จริยธรรมจึงไม่ใช่เรียน "วิชา" แต่ต้องไปเรียนรู้ในชุมชน ชุมชนจึงเป็นที่เรียนรู้ที่ ยิ่งใหญ่ การศึกษาของชุมชน ชุมชนเป็นทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ เราจะต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ ได้ เพราะการศึกษาของเราที่ทำมา ๑๐๐ กว่าปีไม่เข้าใจที่ตรงจัดการศึกษาที่ทำให้คนไทยไม่รู้จักแผ่นดินไทย กันไปเสียทั้งหมด ทำให้อ่อนแอ คุณภาพเด็กและเยาวชน ซึ่งสำคัญยิ่งทำไม่ได้เลยโดยการศึกษาแบบแยกส่วนเฉพาะในโรงเรียน แต่ ต้องการการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งหมดในชุมชนดังกล่าวมา การศึกษาควรจะสัมพันธ์กับการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของความ ร่มเย็นเป็นสุข การเรียนรู้ในชุมชน ชุมชนเป็นชีวิตจริง ปฏิบัติจริง และที่อยู่ของจริยธรรม นักเรียน นิสิตนักศึกษา ทั้งหมดควรจะได้เรียนรู้ในชุมชนซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด จิตสำนึก และเชื่อมโยงระบบ การศึกษาเข้ามากับความเป็นจริงของแผ่นดินไทย การเรียนรู้พิเศษ ใครที่สนใจการเรียนรู้อะไรเป็นพิเศษก็ควรจัดให้ได้เรียนรู้กับผู้รู้ในเรื่องนั้นๆ การเรียนรู้ประชาธิปไตยชุมชน เนื่องจากกระบวนการชุมชนเป็นประชาธิปไตยชุมชน ซึ่งเป็น ประชาธิปไตยทางตรง เป็นประชาธิปไตยที่มีผลต่อการพัฒนาอย่างบูรณาการในชุมชน จึงเป็นประชาธิปไตย อัตถประโยชน์และประชาธิปไตยสมานฉันท์ ระบบการศึกษาที่นำผู้เรียนมาเรียนรู้ในชุมชน จึงเป็นการสร้าง ฐานประชาธิปไตยให้กว้างใหญ่ไพศาล วิชาช่างและการรับเหมาก่อสร้างโดยชุมชน ชุมชนควรจะมีฝีมือช่างทุกชนิด ทั้งช่างไม้ ช่างปลูก บ้าน ช่างเฟอร์นิเจอร์ ช่างมอเตอร์ไซด์ ช่างรถยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างโทรศัพท์ ช่างคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ถ้าชุมชนมีฝีมือช่างทุกชนิดจะหายจน เรามีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยี สถาบันวิชาช่างต่างๆมากมาย ลองตั้งเป้าหมายที่จะ ส่งเสริมให้ทุกชุมชนมีฝีมือช่างดูบ้าง ถ้าชุมชนหายจน ฐานทางเศรษฐกิจจะเข้มแข็ง รองรับเศรษฐกิจข้างบน ให้มั่นคง ต่อไปชุมชนควรจะรับเหมาสร้างถนน สร้างสะพาน และดูแลซ่อมแซมถนน สะพานที่ผ่านตำบล ของตน รายได้ก็จะกระจายไปสู่พื้นที่ทั่วประเทศ นี่ก็คือการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ ความยุติธรรมชุมชน เดิมในระบบชุมชนมีระบบความยุติธรรมอยู่ในตัว ทั้งการดูแลป้องกันไม่ให้ เกิดการทำผิด มีการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง มีผู้เฒ่า ผู้แก่ ปราชญ์ชาวบ้าน หลวงพ่อที่วัด เข้ามาช่วยกันดูแล มี การจัดการแบ่งปันการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การใช้ทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรมเป็นต้นเหตุของความ ขัดแย้งที่สำคัญที่สุด ดังตัวอย่างในพุทธกาลที่พระญาติของพระพุทธองค์จะทำสงครามเพราะแย่งน้ำในแม่น้ำ โรหิณีเพื่อการทำนา เมื่อรัฐมาริบเอากิจกรรมทั้งหลายไปทำแทนชุมชน รวมทั้งเรื่องความยุติธรรมความลำบากก็เกิดขึ้น ความยุติธรรมที่เป็นทางการหรือโดยภาครัฐไม่สามารถอำนวยความสะดวกได้ทั่วถึงและถูกต้อง ระบบ ความยุติธรรมทางดิ่งคือ ตำรวจจับ-อัยการสั่งฟ้อง-ศาลตัดสิน ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและ คนจนไม่มีทางเข้าถึงความยุติธรรม ทั้งจนเงิน จนเวลา จนโอกาส จะไปสู้คดีได้อย่างไร มีแต่จะสะสม ความแค้นให้เพิ่มพูนขึ้นเพราะไม่ได้รับความยุติธรรม ความยุติธรรมชุมชนนั้นนอกเหนือไปจากชุมชนจะช่วยกันดูแลกันเองในแบบเดิมแล้ว ยังนำระบบ ความยุติธรรมแนวดิ่งมาทำให้เป็นระบบความยุติธรรมแนวราบ คือ แทนที่จะมีแต่ตำรวจจับ - อัยการส่ง ฟ้อง-ศาลตัดสิน ตำรวจ อัยการ ตุลาการ ผู้นำชุมชน ครู พระ เป็นต้น มาร่วมพูดคุยหาทางออกร่วมกัน การ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยความเสมอภาคจึงเรียกว่าความยุติธรรมทางราบหรือความยุติธรรมชุมชนปรากฏว่า ตำรวจในโครงสร้างทางดิ่งเป็นคนน่าเกลียด แต่ตำรวจคนเดียวกันเมื่ออยู่ในโครงสร้างทางราบเป็นคนน่ารัก ทั้งนี้เพราะโครงสร้างทางดิ่งเป็นโครงสร้างอำนาจ แต่โครงสร้างทางราบเป็นโครงสร้างของภราดรภาพและ การอยู่ร่วมกัน ความเป็นชุมชนจึงมีความสำคัญยิ่งนัก กระทรวงยุติธรรมได้ให้ความสำคัญกับความยุติธรรม ชุมชนเป็นอันมาก และต้องการสนับสนุนให้ทุกตำบลมีศูนย์ยุติธรรมชุมชน ตำบลปลอดภัย เมื่อตำบลมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นสังคมที่มีการพัฒนาอย่างบูรณาการดังกล่าว ข้างต้นจะภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเองกล้าที่จะประกาศว่าตำบลของตนเป็นตำบลปลอดภัย คือใครสัญจรผ่าน ไปมาหรือมาท่องเที่ยวหรือมารถเสียในตำบลของฉันจะไม่ถูกจี้ ไม่ถูกปล้น ไม่ถูกฆ่า ไม่ถูกข่มขืน มีช่างซ่อม รถให้ด้วยไม่คิดราคาขูดรีดเพราะตำบลของฉันมีเกียรติเชื่อถือได้ การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างบูรณาการจะสร้างตำบลปลอดภัยขึ้นเต็มประเทศ คนไทยสามารถมี เกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความภูมิใจในตัวเอง และมีความภูมิใจในประเทศของเราได้ ถ้าเราถักทอกันทำงานใน พื้นที่ ๙ ๑ มหาวิทยาลัยต่อ ๑ จังหวัด ๑ บริษัทต่อ ๑ ตำบล ถ้าเราเข้าใจว่าอนาคตของประเทศไทยอยู่ที่การกระจายอำนาจไปให้ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่น จัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง โดยสามารถจัดการพัฒนาอย่างบูรณาการและจัดการพัฒนานโยบาย และ ในการนี้องค์กรต่างๆทั้งที่ทำงานในแนวดิ่งและที่ทำงานในแนวราบสามารถเข้ามาถักทอกันสนับสนุนการ จัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด เครื่องมือที่ใช้คือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติอย่างนี้ เราจะทำอะไรได้มาก เพราะเรามีองค์กรทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน มากมาย องค์กรเหล่านี้ ล้วนไปสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ได้ทั้งสิ้น โดยเน้นที่การไปเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ในที่นี้เน้นเรื่อง ๑ มหาวิทยาลัยต่อ ๑ จังหวัด ๑ บริษัทต่อ ๑ ตำบล มหาวิทยาลัยมีจุดแข็งเรื่องวิชาการ บริษัทธุรกิจมีจุดแข็งเรื่องการจัดการ ซึ่งเป็นที่ต้องการในพื้นที่ ทั้ง ๒ อย่าง เรามีมหาวิทยาลัยกว่า ๑๐๐ แห่ง แต่มีจังหวัด ๗๓ แห่งเอง เรามีตำบลทั้งหมดประมาณ ๘,๐๐๐ ตำบล แต่มีบริษัทธุรกิจเป็นหมื่นแห่ง ถ้ามหาวิทยาลัยและบริษัทสนับสนุนความเข้มแข็งของพื้นที่จึงสามารถ ทำได้เต็มประเทศ ประเทศไทยจะแข็งแรงขึ้นมาจากฐานรากประดุจตอกเสาเข็มประเทศไทย ประเทศที่มี ฐานรากแข็งแรงก็จะไม่โคลงเคลงโค่นล้มได้ง่าย มหาวิทยาลัยอาจมีวิธีทำงานดังนี้ (๑) ผู้บริหารมหาวิทยาลัยพากันไปสัมผัสชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งเพื่อให้เกิดศรัทธาในศักยภาพของ ชุมชนท้องถิ่น (๒) จัดให้มีหลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติให้นักศึกษาได้ไปเรียนรู้และร่วมทำแผนชุมชน นักศึกษาจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างชุมชนกับวิชาการในมหาวิทยาลัย (๓) สนับสนุนให้อาจารย์ไปทำวิจัยส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น (๔) สนับสนุนตำบลในการสำรวจข้อมูลตำบล และจังหวัดในการสำรวจข้อมูลจังหวัด อาจเป็นศูนย์ ข้อมูลให้จังหวัด (๕) เข้าร่วมในการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของจังหวัด (๖) สนับสนุนเชิงวิชาการและการพัฒนากำลังคนของจังหวัด (๗) ช่วยสังเคราะห์ประเด็นนโยบายที่เกิดขึ้นในการจัดการตนเองของจังหวัด และขับเคลื่อนในการ พัฒนานโยบาย (๘) ช่วยในการสื่อสารทั้งภายในจังหวัดและกับภายนอก เป็นต้น แต่เมื่อไปเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติแล้วจะปรากฏขึ้นชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยควรทำอะไรบ้าง สำหรับเรื่อง ๑ บริษัทต่อ ๑ ตำบลนั้นควรเน้นเรื่องการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นหลัก แต่ละตำบลก็มีเพียง ๑๐ หมู่บ้านเท่านั้นเองน่าจะไม่เป็นการเหลือบากว่าแรงบริษัท ๑ บริษัทที่จัดการเก่งๆ สัมมาชีพคืออาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่นไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ การมีสัมมาชีพ จึงเป็นทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ ศีลธรรม สิ่งแวดล้อม พร้อมกันไป และเป็นบ่อเกิดของความร่มเย็นเป็นสุข โลก ไม่ได้ถือเอาการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นตัวตั้งจึงไม่ร่มเย็นเป็นสุข หาก ๑ บริษัทต่อ ๑ ตำบลสามารถสร้าง สัมมาชีพเต็มพื้นที่ขึ้นมาได้ทั้ง ๘,๐๐๐ ตำบล ประเทศไทยจะสร้างความร่มเย็นเป็นสุขขึ้นมาชนิดที่โลกทำ ไม่ได้ และการที่ภาคธุรกิจเข้าไปทำงานกับชุมชนจะชักนำต่อไปให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ ชุมชนกับเศรษฐกิจมหภาคอย่างเกื้อกูลกัน ในขณะที่เศรษฐกิจชุมชนเป็นเศรษฐกิจที่บูรณาการอยู่กับชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม แต่เศรษฐกิจมหภาคเป็นเศรษฐกิจพลัง เมื่อใดที่เศรษฐกิจชุมชนกับเศรษฐกิจมหภาค เข้ามาเชื่อมโยงกันเราจะมีทั้งบูรณาการและพลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง แม้เพราะเหตุนี้เรื่อง ๑ มหาวิทยาลัยต่อ ๑ จังหวัด ๑ บริษัทต่อ ๑ ตำบล จึงเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญ ๑๐ สัมพันธภาพใหม่บนแผ่นดินไทย การขาดความเป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำที่มีมากเกินไปดำรงอยู่ช้านานในสังคมไทยความเหลื่อม ล้ำมีหลายมิติ ตั้งแต่ชาติกำเนิด เศรษฐฐานะ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ โอกาส อำนาจ ตลอดไปจนถึงความ เป็นหญิงชาย โดยรวมอาจสรุปลงเป็นความเหลื่อมล้ำเรื่องอำนาจ เกิดความสัมพันธ์ทางดิ่งระหว่างผู้มีอำนาจ ข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง ความสัมพันธ์ชนิดนี้ทำให้มีปัญหานานาชนิดทางเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง ที่สลับซับซ้อนและยากต่อการแก้ไข ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไรๆก็แก้ไขปัญหาที่ยากและ สลับซับซ้อนนี้ไม่ได้ เพราะปัญหาที่ยากและซับซ้อนแก้ไม่ได้ด้วยอำนาจจัดที่ฝรั่งเองก็พูดว่า "อำนาจได้ผล น้อยลงๆ" (Power is less and less effective )" แต่คนไทยก็ยังเคยชินกับการใช้อำนาจในการแก้ไขปัญหา ซึ่ง นอกจากแก้ไม่ได้แล้ว ความรุนแรงยังตามมา เรื่อง "บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย" ที่นำเสนอในที่นี้ เป็นการสร้าง สัมพันธภาพใหม่บนแผ่นดินไทย เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ทำไม่ยาก และทำแล้วมีความสุข เพราะสอดคล้องกับธรรมชาติของความเป็น มนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์นั้นรักอิสรภาพ และความเสมอภาค ไม่ต้องการตกอยู่ใต้การบีบบังคับของอำนาจ ใดๆ ถ้ามีโอกาสได้คิดเองทำองจะมีความสุขและไปกระตุ้นสมองส่วนหน้าให้เจริญสมองส่วนหน้าเกี่ยวกับ สติปัญญา วิจารณญาณ และศีลธรรม เมื่อมีความเสมอภาคจะมีภราดรภาพและเกิดความสามัคคี ถ้าถูกอำนาจกระทำมาจากข้างบน จะขาดความเสมอภาค ขาดภราดรภาพ และขาดความสามัคคี นั้น คือสภาพของสังคมไทย เพราะปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจ การจัดการตนเองโดยชุมชน โดยท้องถิ่น โดยท้องถิ่น โดยจังหวัด คือการเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความ เป็นของคนทุกคนในพื้นที่ เปิดพื้นที่ทางสังคมขึ้นอย่างกว้างขวาง ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน ของเขา ท้องถิ่นของเขา จังหวัดของเขา เรื่องชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการ ตนเอง ที่กำลังขยายตัวอยู่ในขณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีเสน่ห์โดนใจผู้คนในพื้นที่ โดยกล่าวว่า "ใช่แล้ว" บ้าง "ใช่เลย" บ้าง เพราะทำให้เขามีความสุข และสำนึกในศักยภาพของตัวเขาเอง ตลอดจนภราดรภาพ และ สามัคคีธรรมที่เกิดขึ้น ตามปรกติองค์กรของรัฐซึ่งเป็นองค์กรใช้อำนาจรวมศูนย์ตามแนวดิ่งยากที่จะเข้าใจ และสามารถทำงานตามแนวราบกับพื้นที่ โชคดีที่ประเทศไทยมีการจัดตั้งองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระที่ สามารถสนับสนุนการทำงานของพื้นที่ในแนบราบได้เช่น พอช. สสส. สปสช. สช. สภาพัฒนาการเมือง องค์กรเหล่านี้จะช่วยถักทอองค์กรของรัฐ เข้ามาทำงานกับพื้นที่ (ตามรูปที่ ๕) ในอนาคตองค์กรของรัฐจะปรับตัวไปทำงานสนับสนุนพื้นที่เชิงนโยบายและเชิงวิชาการ ซึ่งจะทำ ให้ทั้งพื้นที่และองค์กรมีความเข้มแข็ง **การถักทอกันทางกันสังคม ทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ (Social weaving makes the impossible possible)** เรื่องยากๆ เช่นการแก้ไขความยากจน และความอยุติธรรมในสังคมไม่มีอำนาจใดทำให้เป็นไปได้ แต่ การถักทอกันทางสังคมทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ ในสภาวะที่ซับซ้อนและยาก เรื่องจึงดูเหมือนกลับตาละปัตร คือ อำนาจกลับไม่มีอำนาจ (ที่จะทำให้สำเร็จ) การไม่มีอำนาจกลับเป็นอำนาจ (ที่จะทำให้สำเร็จ) หรือเป็นอำนาจแห่งการไม่มีอำนาจ การถักทอ ทางสังคมมีพลังอำนาจในตัวเองชนิดที่อำนาจรัฐ และอำนาจเงินไม่มี การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด เมื่อขยายไปเต็มที่และเกิดการถักทอกันทางสังคม จะ สร้างสัมพันธภาพใหม่บนพื้นแผ่นดินไทย ที่คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์เสมอกัน มีศักยภาพในตัวเอง สามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยภราดรภาพ ในทุกพื้นที่ในทุกองค์กร และในทุกเรื่อง ดังในรูปที่ ๗ ความสุข ความสร้างสรรค์ และความสงบเย็นก็จะบังเกิดขึ้น **รูปแผนที่ประเทศไทย 2 รูป** (ก) การปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจ (ข) การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด และการถักทอกันทางสังคม รูปที่ ๗ จากการรวมศูนย์อำนาจ (ก) สู่สัมพันธภาพใหม่แห่งการถักทอกันทั้งแผ่นดิน (ข) ในระบบที่อำนาจร่วมศูนย์ (รูปที่ ๗ ก) จะเกิดความเครียดในระบบ มีความขัดแย้งและรุนแรงสูง แต่ ถ้าอำนาจกระจายไปอย่างทั่วถึง (รูปที่ ๗ ข) ก็เกิดความสงบเย็น ตามปรกติในธรรมชาติถ้ามีความเหลื่อมล้ำในศักย์หรืออำนาจมาก เช่น ความแตกต่างของประจุ ไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆหรือระหว่างก้อนเมฆกับแผ่นดินก็เกิดความรุนแรงขึ้น คือฟ้าแลบหรือฟ้าฝา ความ เหลื่อมล้ำระหว่างความดันในแผ่นดินในภูเขาก็ทำให้แผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิดเป็นต้น ในสังคมต่างๆ เมื่อมีความเหลื่อมล้ำเรื่องอำนาจมากเกิน ประชาชนก็จะรวมตัวกันก่อการกบฏ หรือ ปฏิวัติประชาชน แต่บ่อยๆ ครั้งแม้ประชาชนรวมตัวกันโค่นล้มรัฐบาลได้สำเร็จ แต่จัดการปกครองไม่ได้ยิ่ง สังคมปัจจุบันที่สนับซับซ้อนและยาก การจัดการให้สำเร็จยิ่งยาก การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น และ จังหวัด ข้ามเลยการโค่นล้มกันด้วยความรุนแรง แต่อาจจัดการไม่ได้ ไปสู่การจัดการตนเอง ดังที่กล่าวไว้แล้ว ในตอนที่ ๔ ๑๑. ประชาธิปไตยควอนตัม (Quantum Democracy) สัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินไทยที่มากับการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัดเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นประชาธิปไตยที่มีเนื้อหา ที่ประชาชนเข้าไปจัดการตนเอง ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องหนึ่งคนหนึ่งเสียง (One man one vote) เช่น ประชาธิปไตยตะวันตก เท่านั้น สหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่งก็เป็นประชาธิปไตย แต่กำลังวิกฤตขนาดหนักเพราะอำนาจทางการ เมืองต้านอำนาจเงินขนาดใหญ่ไม่ได้ หรือที่แท้กลับร่วมมือหรือตกอยู่ในอำนาจเงิน อำนาจเงินและอำนาจรัฐ ได้นำไปสู่สงครามโลก ๒ ครั้งและสงครามอื่นๆ อีก ทำให้สูญเสียชีวิตของเพื่อนมนุษย์ไปหลายร้อยล้านคน ยงก่อให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมจนเกิดสภาวะโลกร้อนและก่อให้เกิดหายนภัยต่างๆ ขณะนี้ระบบทุนนิยม ก็กำลังกินตัวเอง ดังที่กำลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา และยุโรปและกำลังลามไปทั่วโลกความหวัง ที่จะแก้ไขมีน้อย เพราะเป็นวิกฤตเชิงระบบ ทั้งหมดแสดงว่าประชาธิปไตยตะวันออกแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงไม่มีพลังเพียงพอที่จะต้านพลัง มหาศาลของอำนาจเงิน เพราะเมื่อเลือกได้ผู้แทนไปแล้วผู้แทนจำนวนน้อย ๕-๖ ร้อยคนเหล่านี้ก็ตกอยู่ใต้ อำนาจเงินได้ง่ายจำนวนลอบมียิสต์มีมากกว่านักการเมืองหลายเท่า ระบบทั้งหมดจึงดำเนินไปด้วย โลภะ โทสะ โมหะ กล่าวคือเงินขนาดใหญ่เป็นตัวแทนของโลภะ อำนาจรัฐที่ใช้ความรุนแรงคือตัวแทนของโทสะ และที่ทำลงไปนั้นเพราะความหลงไปหรือโมหะ มีรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว โลกที่ขับเคลื่อนด้วยอกุศลมูลย่อมต้องวิกฤตเป็นธรรมดา จะพ้นวิกฤตไปไม่ได้ สัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินไทยที่มากับการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด เป็นประชาธิปไตยทางตรง ที่คนในพื้นที่เข้ามาจัดการในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ของเขาเอง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงกับประชาธิปไตยแห่งการจัดการตนเองของพื้นที่ก็คือ ประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงทำงานอยู่บนส่วนบนของสังคม หรือลอยตัวอยู่ข้างบนถูกอำนาจเงินจับกินได้ง่าย จึงเสียศูนย์ เหมือนการพยายามสร้างพระเจดีย์จากยอดซึ่งมีแต่จะพังลง ส่วนประชาธิปไตยแห่งการจัดการตนเองของพื้นที่นั้น เอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ชุมชนท้องถิ่นนั้น คำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน มีความเป็นกลุ่มก้อนทางสังคมที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมต่างจากสังคมข้างบน ซึ่งลอยตัวแบบไร้ราก การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น ท้องถิ่น และจังหวัด เป็นการจัดการรวมหมู่ ไม่เป็นปุ๋ยให้ความเห็นแก่ตัวงอกงามเหมือนสังคมข้างบน จึงทำให้การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม เป็นไปได้ ซึ่งเป็นไม่ได้เลยในประเทศส่วนใหญ่ในขณะนี้ ต่อไปโลกจะค้นพบว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นล้าสมัยเสียแล้ว ดังที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกาไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำลงได้เพราะเป็นประชาธิปไตยแบบก้อนอำนาจ ส่วนประชาธิปไตยของพื้นที่จัดการตนเองนั้นเป็นประชาธิปไตยแบบควอนตัม (Quantum Democracy) ซึ่งจะอธิบายต่อไปดังนี้ ในวิทยาศาสตร์แบเก่านั้นมองอะไรแบบตายตัว เช่นอะไรที่เป็นวัตถุก็ต้องเป็นก้อนมีน้ำหนักจับต้องได้ อะไรที่เป็นแสงก็เป็นคลื่นพลังงานไม่มีน้ำหนัก ไม่มีขนาดจับต้องไม่ได้ แต่วิทยาศาสตร์ใหม่ พบว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทฤษฎีควอนตัมพบว่าแสงอาจเป็นอนุภาคคือวัตถุหรือคลื่นก็ได้ในขณะเดียวกัน รูป........................................................ รูปที่ ๘ แสงอาจเป็นก้อนหรือคลื่นก็ได้ในขณะเดียวกัน ตามทฤษฎีควอนตัม ประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงนั้นมองอำนาจเหมือนเป็นก้อน ที่ประชาชนยกให้นักการเมืองไป แล้วนักการเมืองก็ไปตกลงอยู่ในโลภะ โทสะ โมหะ ของตัวเอง ภายใต้อิทธิพลขนาดของเงินขนาดใหญ่ อำนาจทางการเมืองแบบเป็นก้อนจึงล้าสมัยเป็นวิทยาศาสตร์เก่า ส่วนประชาธิปไตยแบบพื้นที่จัดการตนเองนั้นมองอำนาจแบบทั้งเป็นก้อนและเป็นคลื่น เป็นก้อนก็คือยังมีส่วนของการเลือกตั้งแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ แต่ขณะเดียวกันอำนาจเป็นคลื่นที่อยู่ในตัวประชาชนทุกคนที่เข้ามาจัดการตนเอง จึงเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยแบบควอนตัม (Quantum Democracy) ประชาธิปไตยแบบควอนตัมที่ประชาชนจำนวนมากที่สุดเข้ามามีส่วนในการจัดการ ตนเองในระดับต่างๆ จะต้องมีคุณภาพดีกว่าประชาธิปไตยแบบเก่าๆ ที่เพียงแต่ยกก้อนอำนาจไปให้ นักการเมืองเท่านั้น หวังว่าการจัดการตนเองของแผ่นดินไทยจะช่วยให้ประเทศไทยพ้นวิกฤต ทั้งวิกฤตในตัวเอง และ วิกฤตโลก วิกฤตโลกเป็นวิกฤตใหญ่ที่ประเทศหนึ่งประเทศใดจะรอดได้ยาก สัมพันธภาพใหม่บนผืน แผ่นดินไทยจะทำให้เกิดพลังบูรณาการมหาศาลที่ทำให้ประเทศไทยรอดจากวิกฤตโลกได้ และเมื่อ ประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงล้มเหลวลงในประเทศส่วนใหญ่ โลกอาจจะได้เรียนรู้ประชาธิปไตย แบบพื้นที่จัดการตนเอง ที่ผมเขียนขึ้นมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้คิดขึ้นเองลอยๆ แต่เอามาจากประสบการณ์ของชาวบ้านที่เขาลงมือ ปฏิบัติจริงๆ และได้ผลจริงๆ การคิดขึ้นลอยๆ มีความเสี่ยงต่อความไม่สมจริง ในครั้งพุทธกาลมีเจ้าลัทธิ ความคิดใหญ่ๆ อยู่ประมาณ ๖ สำนัก ของพระพุทธองค์จีรังยั่งยืนคงทนต่อการพิสูจน์ พระพุทธองค์บรรลุ ธรรมจากการปฏิบัติแล้วอธิบายผลที่เกิดจริงจึงไม่ผิดพลาด และเป็นความรู้ที่อัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อ ท่าน มหาตมะคานธีกล่าวว่า "ถ้าคุณเรียนจากตำรา คุณได้ความรู้ ถ้าคุณเรียนจากประสบการณ์คุณได้ปัญญา" โลก เอียงมาให้ความสำคัญกับความรู้จากการคิดมากเกิน การคิดโดยไม่ผ่านการปฏิบัติอาจไม่สมจริง อาจแยก ส่วน อาจสุดโต่ง หรือแม้อาจหยาบคาย แต่การพยายามทำงานให้ได้ผลจะต้องคิดถึงคนอื่นและสิ่งอื่นเสมอ ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องจากการลองผิดลองถูก เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ สำคัญยิ่ง ในที่สุดเมื่อได้ผลดี (ปฏิเวธ) ก็รู้ว่าทฤษฎี (ปริยัติ) และการปฏิบัติ (ปฏิบัติ) นั้นถูกแล้ว ถ้ายังไม่ได้ พิสูจน์ด้วยการได้ผลดี ทฤษฎีและการปฏิบัติใดๆ ก็ยังเชื่อไม่ได้ว่าดีจริง หวังว่าจะให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ของชาวบ้านกันมากขึ้น เรื่องชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง มาจากประสบการณ์ของ ชาวบ้านว่าเป็นเรื่องที่ดีและโดนใจเขา เขาจึงพากันทำมากขึ้นๆ ๑๒. การส่งเสริมการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย ถ้าเข้าใจและเห็นคุณค่าของการจัดการตนเองของพื้นที่ว่าเป็นทางรอดของประเทศ ก็สามารถ ช่วยกันส่งเสริมการจัดการตนเองของแผ่นดินไทยด้วยประการต่างๆ เช่น (๑) ส่งเสริมด้วยการสื่อสาร การสื่อสารทุกประเภทโดยเฉพาะวิทยุและโทรทัศน์ควรไปนำตัวอย่าง ของการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด มาสู่การรับรู้กันอย่างกว้างขวาง (๒) หนึ่งหน่วยงานต่อหนึ่งตำบล เรามีหน่วยงานต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นกรมกองในกระทรวง ต่างๆ คณะวิชาในมหาวิทยาลัยต่างๆ บริษัทธุรกิจ มูลนิธิ องค์กรพัฒนาเอกชน เรามีตำบล ทั้งหมดประมาณ ๘๐,๐๐๐ ตำบลแค่นั้นเอง เรามีหน่วยงานต่างๆ มากเกินพอที่หนึ่งหน่วยงาน จะทำงานกับหนึ่งตำบลได้ครบทุกตำบลทั่วประเทศ ตำบลเป็นจุดยุทธ ศาสตร์ที่ประกอบด้วยทั้งท้องถิ่น คือ อบต. ที่มีสถานภาพทางกฎหมายกับหมู่บ้าน หรือชุมชนอีกประมาณ ตำบลละ ๑๐ หมู่บ้าน ชุมชนเป็นภาคประชาชน หน่วยงานที่เข้าไปส่งเสริม ๑ ตำบลก็เท่ากับส่งเสริม ๑๐ ชุมชนไปด้วย ถ้าทำได้ทั่วประเทศก็ คือ ๘,๐๐๐ ตำบล ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน การส่งเสริมไม่ใช่การเข้าไปสั่งสอน หรือการเอาเงินไปให้ แต่เป็นการไปเป็นภาคีของการพัฒนาโดยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (๓) ขุมพลังในจังหวัด ในแต่ละจังหวัดมีขุมพลังเพื่อการพัฒนาอันมหาศาล ทั้งขุมกำลังภาคราชการ ภาค ธุรกิจ และภาควิชาการ ขบวนการจังหวัดจัดการตนเองควรรวมขุมพลังเหล่านี้เข้ามาให้มากที่สุด (๔) การพระศาสนากับการจัดการตนเองของพื้นที่ ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ และพุทธศาสนาก็เป็นของดี แต่มีความเสื่อมเสียทางศีลธรรมเต็มไปหมดไม่ว่าพระจะสอนอย่างไรๆ ก็ไม่ได้ผล พุทธศาสนานั้นนิยม ความเสมอภาคและประชาธิปไตย ดูได้จากวินัยสงฆ์ แต่สังคมไทยมีโครงสร้างแนวดิ่ง โครงสร้างแนวดิ่งทำ ให้ศีลธรรมไม่ดียิ่งโดนกระหน่ำด้วยอำนาจทุนนิยมซ้ำเติม ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมก็ยิ่งมาขึ้น ทำให้พุทธ ศาสนาไม่สามารถเปล่งประกายเท่าที่ควร ถ้าพระคุณเจ้าได้ศึกษาเรื่องราวการจัดการตนเองชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ จะเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในสังคม จากความสัมพันธ์ เชิงอำนาจ ซึ่งไม่เป็นความสัมพันธ์เชิงมิตรภาพ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทางพระพุทธศาสนามากกว่า ถ้า ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งศีลธรรมจักบังเกิดทั่วแผ่นดิน พระสงฆ์ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดประชาชนจะเห็นความจริง ในข้อนี้มากกว่าพระผู้ใหญ่ทรงสมณศักดิ์สูงๆ ถ้าพระสงฆ์ในพื้นที่จะร่วมกับประชาชนในกระบวนการ จัดการตนเอง โดยคงความเคารพพระผู้ใหญ่ไว้ท่านก็คงจะไม่ว่าอะไร แต่จะเพิ่มพลังที่เป็นคุณอย่างมหาศาล ทั้งนี้เป็นไปตามหลักอปริหานัยธรรมนั่นเอง (๕) ธุรกิจเพื่อสังคมกับการส่งเสริมการจัดการตนเองของพื้นที่ งานเพื่อสังคมมีมาก แต่เงินมีน้อย มีการ ค้นพบว่าถ้าทำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) คือทำธุรกิจที่มีผลกำไรด้วยทำประโยชน์ต่อสังคมด้วย เป็นวิธีการที่ทำให้ทำประโยชน์ได้มากและยั่งยืน ในอนาคตกคงจะมีคนรุ่นใหม่ไทยทำธุรกิจเพื่อสังคมกันมาก ขึ้น การทำเพื่อสังคมที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ไปส่งเสริมการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด (๖) กลไกประสานงาน (ก) ในระดับจังหวัด ในระดับจังหวัดทุกจังหวัดควรจะมีกลไกประสานงานที่ถักทอทุกฝ่ายเข้ามาทำงาน ร่วมกัน ดังที่จังหวัดอำนาจเจริญ สามารถระดมคนประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน ซึ่งมีตัวแทนจากทุกตำบลใน จังหวัด และภาคส่วนต่างๆ มาร่วมทำธรรมนูญของคนอำนาจเจริญในการจัดการตนเอง หรือจังหวัด เชียงใหม่ในการดึงภาคส่วนต่างๆเข้ามาร่วมขับเคลื่อน เรื่องเชียงใหม่จัดการตนเอง กลไกประสานงานใน จังหวัดไม่ควรจะเริ่มต้นด้วยมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพราะถ้าแต่งตั้งคนที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เป็น อุปสรรคต่อการขับเคลื่อนต่อไป แต่ภาคีต่างๆควรมาร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการแล้วจะปรากฏขึ้นเองว่าใคร ที่มีฉันทะ และบุคลิกเหมาะสมที่จะเป็นผู้ประสานงานซึ่งได้รับการยอมรับจำภาคีต่างๆ กลไกประสานงาน ในระดับจังหวัดต้องมีงบประมาณค่าใช้จ่าย ถ้าภาคีต่างๆในจังหวัดช่วยกันออกได้จะเป็นเรื่องที่ดีแต่ถ้ายังไม่ได้ องค์กรในส่วนกลางตามที่กล่าวในข้อ (ข) ข้างล่างนี้ควรสนับสนุนไปก่อน (ข) ในส่วนกลาง มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระหลายองค์กรที่กำลังสนับสนุนการจัดการตนเองของพื้นที่ อันได้แก่ พอช. สสส. สปสช. สช. สภาพัฒนาการเมือง องค์กรเหล่านี้มีงบประมาณมากน้อยต่างกัน แต่มีใจเดียวกัน คือ สนับสนุนการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย ทั้ง ๕องค์กรนี้กำลังร่วมมือกันอยู่แล้ว ถ้ากระชับให้แน่นแฟ้นขึ้นจะเป็นพลังมหาศาลในการสร้างสัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินไทย ควรร่วมมือกันลงขันสร้างองค์กรกลางเพื่อประสานงานการส่งเสริมการจัดการตนเองของพื้นที่ เพื่อทำงานต่อเนื่องในระยะยาวจะเป็นในรูปของมูลนิธิหรือสถาบันก็ตาม และต้องคิดถึงการที่จะต้องช่วยประเทศอื่นๆด้วย เพราะประเทศส่วนใหญ่จะวิกฤต (๓) การปฏิรูปการงบประมาณที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ประเทศไทยพัฒนาโดยเอากรมเป็นตัวตั้ง จึงรวมศูนย์และแยกส่วนดังกล่าวแล้ว ในการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนที่ ๘ มีการคำนึงถึงการเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งที่เรียกว่า AFP (Area Function Participation) แต่ไม่ได้มีเวลาคิดถึงระบบและกลไกที่จะทำให้เป็นจริง ควรมีการปฏิรูปการงบประมาณที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ไปส่งเสริมการจัดการตนเองของพื้นที่อย่างแรง สรุป บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย ประเทศไทยเปรียบประดุจติดอยู่ในหลุมดำแห่งสภาวะวิกฤต และไม่สามารถหลุดออกไปได้ ทั้งนี้ เพราะโครงสร้างอำนาจ ไม่ว่าจะต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองกันที่ส่วนบนอย่างไรๆ ก็ออกจากหลุมดำแห่งสภาวะวิกฤตไม่ได้ เพราะโครงสร้างการรวมศูนย์อำนาจการปกครองยังเหมือนเดิม การรวมศูนย์อำนาจการปกครองเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาใหม่ๆของประเทศอย่างน้อย ๖ ประการ คือ (๑) ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอแทนที่จะแก้ปัญหาได้เอง ต้องให้ส่วนกลางเป็นผู้แก้ ซึ่งแก้ไม่ได้และหมดเปลืองมาก (๒) เกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจที่รวมศูนย์กับความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่นมีปัญหาความรุนแรงชายแดนใต้เป็นตัวอย่าง (๓) ระบบรัฐอ่อนแอเพราะใช้อำนาจมากกว่าปัญญา (๔) คอร์รัปชั่นสูงมากและแก้ไม่ตก อำนาจเข้มข้นที่ไหนคอร์รัปชั่นดกดื่นที่นั่น (๕) ทำให้การต่อสู้ชิงอำนาจทางการเมืองระดับบนรุนแรง เพราะใครชนะกินรวบหมดทั้งประเทศ (๖) ทำให้รัฐประหารได้ง่าย ประเทศที่รวมศูนย์อำนาจจึงมีความเครียดในตัว ขัดแย้ง และรุนแรงได้ง่าย จึงควรกระจายอำนาจไปให้ประชาชนโดยทั่วถึง การจัดการตนเองของชุมชน ของท้องถิ่น และของจังหวัด เป็นการเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพมากกว่าเพียงแต่ว่าหนึ่งคนหนึ่งเสียง อังกฤษและสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นต้นแบบเสรีภาพและประชาธิปไตย ขณะนี้ก็กำลังขาดความเป็นธรรมและเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างใหญ่หลวง เพราะประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงไม่มีพลังเพียงพอที่จะยับยั้งความไม่ถูกต้องที่มาจากอำนาจเงินขนาดใหญ่ได้ ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง เป็นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของการพัฒนาที่เอาอย่างอื่นเป็นตัวตั้งมาเป็นการเอาการอยู่ร่วมกัน (Living together) ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เป็นตัวตั้ง นี้เป็นประเด็นที่สำคัญยิ่ง เพราะโลกไม่ได้เอาการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้งถึงจะพัฒนาความรู้และวิทยาการอย่างมหัศจรรย์เท่าใดๆ โลกก็ไม่สมดุล และเกิดวิกฤตใหญ่ วิกฤตใหญ่ของโลกโดยสรุปคือ วิกฤตแห่งการอยู่ร่วมกัน เพราะไม่ได้เอาการอยู่ร่วมกันเป็นเป้าหมาย ชุมชนท้องถิ่นมีสัญชาตญาณแห่งการอยู่ร่วมกัน การพัฒนาที่เอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง โดยเฉพาะเมื่อคนในพื้นที่เข้าจัดการตนเอง ก็ย่อมต้องทำไปตามสัญชาตญาณแห่งการอยู่ร่วมกัน การจัดการความรู้และวิทยาการใดๆที่เกิดขึ้นก็ย่อมเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล เป็นโชคดีของประเทศไทย ที่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านไป ท่ามกลางกระแสโลกอันเชี่ยวกรากชาวบ้านไทยได้ค้นคว้าวิจัยว่าวิถีชีวิตอย่างไรจึงสมดุล ด้วยการปฏิบัติจริง บัดนี้เขาค้นพบแล้ว และนำมาสู่เส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย ประกอบกับเกิดมีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระหลายองค์กร ที่สมารถทำงานในแนวราบได้ เข้าไปสนับสนุนพื้นที่ในการจัดการตนเอง กระบวนการจัดการตนเองบนผืนแผ่นดินไทยกำลังดึงองค์กรต่างๆ ทั้งทางแนวตั้งและแนวราบ เข้ามาถักทอกัน เพื่อสร้างสัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินนี้ สัมพันธภาพที่อยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค ภราดรภาพ สามัคคีธรรม สันติธรรม และการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเพื่อยังให้เกิดความสำเร็จและความสุข การถักทอกันทางสังคมเช่นนี้มีพลังมหาศาล ทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ เรื่องนั้นก็คือการสร้างความเป็นธรรมแห่งการอยู่ร่วมกัน เส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทยเป็นสันติวรบทอย่างแท้จริง ทางนี้เปิดกว้างสำหรับคนไทยทุกคน เพื่อเดินไปสู่ความสวัสดีร่วมกัน บนเส้นทางแห่ง การจัดการตนเอง ของแผ่นดินไทย ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2012
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ประเทศไทย
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2012
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้