auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เอกสารนี้มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณ ในปัจจุบันเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งอำนาจในทางนิติบัญญัติ ในพรรคการเมือง ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร ในทางการเงิน ในทางการสื่อสารและในความเก่ง และเอาจริงเอาจัง ของนายกรัฐมนตรี เมื่อมีอำนาจมากต้องใช้อำนาจในการแก้ปัญหาพื้นฐาน ซึ่งตามปกติแก้ไม่ได้ ปัญหายากๆ ของสังคมตามปกติไม่มีใครแก้ได้ ในประวัติศาสตร์นานๆ “หน้าต่างแห่งโอกาส” จึงจะเปิดให้แก้ปัญหาพื้นฐานที่หมักหมมได้ หน้าต่างนี้จะเปิดไม่นานแล้วก็จะปิดอีก ขณะนี้ “หน้าต่างแห่งโอกาส” เปิดให้คุณทักษิณแก้ปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# รัฐบาลทักษิณ กับความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ ประเวศ วะสี ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๖ # รัฐบาลทักษิณ ในปัจจุบันเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งอำนาจ ในทางนิติบัญญัติ ในพรรคการเมือง ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร ในทางการเงิน ในทางการสื่อสารและในความเก่ง และเอาจริงเอาจัง ของนายกรัฐมนตรี เมื่อมีอำนาจมากต้องใช้อำนาจในการแก้ปัญหาพื้นฐาน ซึ่งตามปกติแก้ไม่ได้ ปัญหายากๆ ของสังคมตามปกติไม่มีใครแก้ได้ ในประวัติศาสตร์นานๆ "หน้าต่างแห่ง โอกาส" จึงจะเปิดให้แก้ปัญหาพื้นฐานที่หมักหมมได้ หน้าต่างนี้จะเปิดไม่นานแล้วก็จะปิดอีก ขณะนี้ "หน้าต่างแห่งโอกาส" เปิดให้คุณทักษิณแก้ปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย ฉะนั้น คุณทักษิณไม่ควรใจร้อนเร่งเครื่องด่วนจี๋ และทะเลาะกับผู้คนทั่วบ้านทั่วเมือง อย่างขณะนี้ เพราะถ้าเร่งเครื่องเร็วเกินกลไกของรัฐบาลจะเตรียมมากเกิน เครื่องพังและเกิดอุบัติเหตุ ได้ง่าย แต่ควรจะใจเย็นๆ มองให้รอบด้านว่าจะใช้ "หน้าต่างแห่งโอกาส" นี้แก้ปัญหาพื้นฐานของ สังคมไทยได้อย่างไร ถ้าไม่ทำ เอาแต่ตัวเองเข้าทุ่ม ชนทุกเรื่อง ไม่ช้า "หน้าต่างแห่งโอกาส" นี้จะปิด หมดโอกาส ที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย สังคมไทยอาจหลุดเข้าไปสู่วิกฤตการณ์ที่รุนแรง รัฐบาลนี้ จึงอยู่ในฐานะที่จะต้องรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ว่า มีอำนาจแล้วใช้อำนาจไม่ถูกต้อง ทำให้ บ้านเมืองล้มเหลว ต่อไปนี้เป็นเรื่องพื้นฐานยากๆ ๘ ประการ ที่รัฐบาลน่าจะทำ อาจจะเรียกว่า เป็นมรรค ๘ แห่งการพัฒนา ## ๑ ความเป็นธรรมทางสังคม ความเป็นธรรมทางสังคมเป็นเรื่องพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุด เพราะถ้าสังคมมีความเป็นธรรม ผู้คนจะมีความสุขและรักกันมาก คนจะรักชาติ มีความร่วมมือสูง เป็นพลังที่จะแก้ปัญหาอื่นๆ ร่วมกันต่อไป ถ้าขาดความเป็นธรรม คนจะไม่รักชาติ ไม่ต้องการรักษาระบบ จะทำร้ายกัน ไม่ร่วมมือกันในเรื่องของส่วนรวม ประเทศไทยขาดความเป็นธรรมทางสังคมมาช้านาน ทั้งความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ทางการถือครองที่ดิน ทางกฎหมาย ทางสังคม ทางการศึกษา การที่จะสร้างความเป็นธรรม ทางสังคมเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง เพราะขึ้นกับวิถีคิดและโครงสร้างต่างๆ ในสังคม รัฐบาลควรจะ ถือเรื่องความเป็นธรรมทางสังคมเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ รัฐบาลควรสนับสนุนความเคลื่อนไหว ทางวิชาการและกระบวนการทางสังคม เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม การปฏิรูปการใช้ทรัพยากร อย่างเป็นธรรมและยั่งยืนเป็นหัวใจของความเป็นธรรมทางสังคม เรื่องนี้ตามปกติทำไม่ได้ เพราะคนชั้นบนในสังคมที่ถือครองที่ดินมีอำนาจทางการเมืองมากกว่าคนจนที่ปราศจากที่ทำกิน ๒ รัฐบาลต้องใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจัดสรรการใช้ที่ดินให้เป็นธรรม โดยคำนึงถึงสิทธิชุมชนตามที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ## ๒ ทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้อง (สัมมาพัฒนา) ทิศทางเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าทิศทางผิดแล้ววิ่งเร็วและแรงยิ่งหายนะเร็วและแรงมากขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง เพราะกระแสโลกเป็นมิจฉาพัฒนา ประเทศไทยก็เล็กนิดเดียว ย่อมตกอยู่ในกระแสโลก และคนไทยก็เรียนมาและถูกล้างสมองให้เห็นดีเห็นงามไปตาม กระแสการพัฒนาแบบผิดๆ ซึ่งกำลังพาโลกเข้าไปสู่ความขัดแย้งและการทำลายอย่างรุนแรง การพัฒนาทุกวันนี้อาศัยโลภจริตเป็นตัวขับเคลื่อน ถือเงินเป็นใหญ่ ซึ่งเข้าไปทำลายชีวิต ครอบครัว ชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และศาสนธรรม จากโลภะนำไปสู่โทสะ คือ ความรุนแรงต่างๆ ตลอดจนสงครามทั้งโลภะและโทสะเกิดเพราะความหลงหรือโมหะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" ทรงกล่าวว่า คนทั้งหมดล้วน ตกอยู่ในโมหภูมิ ทำให้เกิดสภาพเมืองอวิชชา รัฐบาลและคนไทยควรจะต้องทำความเข้าใจ "ทุนที่ไม่ใช่เงิน" คือ ทุนไม่ได้มีแต่เงินเท่านั้น แต่มีอยู่ในรูปอื่นๆ เช่น ทุนทางสังคม ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางวัฒนธรรม และทุนทาง ศาสนธรรม ซึ่งอาจรวมเรียกว่า "ทุนไทย" ถ้าขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยทุนเงินอย่างเดียวจะนำไปสู่ การพัฒนาอย่างแยกส่วน แตกแยก และทำลาย เพราะในเงินมีโลภจริตอยู่ด้วยอย่างแรง การพัฒนา จะขับเคลื่อนด้วยโลภจริตเข้าไปสู่การเป็นมิจฉาพัฒนา แต่ "ทุนไทย" สามารถเป็นฐานการพัฒนาอย่างได้ดุลยภาพ ดุลยภาพควรเป็นตัวตั้งของการพัฒนา เพราะดุลยภาพคือความเป็นปกติและความยั่งยืน ควรมีดุลยภาพในทุกๆ ระดับ ทั้งในตัวมนุษย์เอง ในครอบครัว ในชุมชน ในสังคม และ ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเทศไทยโชคดีที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระปรีชาสามารถในเรื่องทิศทาง ของการพัฒนา ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง และ ทฤษฎีพระมหาชนก เป็นทฤษฎีใหญ่คับโลก เป็น ทฤษฎีเพื่อทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้องหรือสัมมาพัฒนา อันจะยังให้เกิดการพัฒนาอย่างได้ดุลยภาพ และยั่งยืน ผู้ที่เข้าใจทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีพระมหาชนกดีที่สุดคือ ปราชญ์ชาวบ้าน เพราะตรงกับที่เขาปฏิบัติอยู่แล้ว นายกฯ ทักษิณได้พูดถึง dual tracts หรือเส้นทางคู่ขนาน ๒ เส้น คือเส้นหนึ่งเพื่อ ความเข้มแข็งของฐานล่างของสังคม กับอีกเส้นหนึ่งคือ เศรษฐกิจมหภาค หรือการแข่งขัน ทางเศรษฐกิจแบบวัตถุนิยม บริโภคนิยม วิธีนี้เมื่อทำไป ทำไม เศรษฐกิจมหภาคมันจะไปกินฐานล่าง ๓ เหมือนเดิม เพราะมันมีพลังมากกว่า และเป็นพลังที่ขับเคลื่อนด้วยโลภจริต ท่าทีของรัฐบาลยังเป็น ท่าทีของนักพัฒนาตามกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม จริงอยู่ การที่จะเปลี่ยนไปเป็นเศรษฐกิจพอเพียงทันทีนั้นทำไม่ได้ แต่ควรจะบริหารจัดการ ช่วงเปลี่ยน (transition management) ไม่ควรจะเรียกว่า dual tracts ควรมี tract เดียวคือ การพัฒนา อย่างได้ดุลยภาพ ไม่ได้แปลว่าไม่ทำเศรษฐกิจมหภาค แต่ต้องเชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนกับเศรษฐกิจ มหภาคให้เกื้อกูลกัน ตรงนี้เป็นความยากที่ต้องการปัญญาและจิตสำนึก ประเทศไทยมีจุดแข็งที่ผลิตอาหารได้เหลือกินและมีสันติภาพ คือไม่ฆ่ากันด้วยเรื่องศาสนา ทุน ๒ อย่างนี้จะทำให้เราอยู่ได้สบายไม่ว่าโลกจะปั่นป่วนอย่างไร อย่างไรก็ตาม ขอให้ช่วยกัน ทำความเข้าใจทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีพระมหาชนก และตั้งเข็มมุ่งไปในทิศทาง แห่งสัมมาพัฒนา ## ๓ การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน ### โดยเฉพาะของคนเล็กคนน้อย คนยากคนจน คนเราทุกคนเกิดมามีศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นคน การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่า ความเป็นคนของคนทุกคนโดยเฉพาะของคนเล็กคนน้อยคนยากคนจน คือศีลธรรมพื้นฐาน จากศีลธรรมพื้นฐานนี้จึงเกิดมีหลักการของประชาธิปไตย ความเสมอภาค สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี สิทธิเด็ก การพัฒนาต่างๆ เช่น พัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุข ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานนี้ จึงจะเกิดความถูกต้องเป็นธรรม หากขาดศีลธรรมพื้นฐานนี้จะไม่เกิดความถูกต้องเป็นธรรม และความเจริญอย่างแท้จริง ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ ### สังคมไทยขาดศีลธรรมพื้นฐานนี้ คนเล็กคนน้อยไม่มีความหมายและไม่ได้รับการเคารพ เพราะสังคมไทยมีความสัมพันธ์ ทางดิ่งระหว่างคนข้างบนที่มีอำนาจกับคนข้างล่างที่ไม่มีอำนาจ ดังจะได้กล่าวในตอนต่อไป การที่สังคมไทยจะเป็นสังคมที่เจริญอย่างแท้จริงได้ ต้องมีศีลธรรมพื้นฐานนี้ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงได้บัญญัติเรื่องศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เอาไว้ คำถามก็คือ จะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเป็นเรื่องของจิตสำนึก นี้เป็นเรื่องพื้นฐานอย่างหนึ่งของสังคมไทย ที่แก้ไขไม่ได้ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจแบบลุกลี้ลุกลน แต่ต้องการความละเอียดอ่อนทางจิตใจ ความเข้าใจ และความตั้งใจ การเปลี่ยนฐานแห่งความรู้ แทนที่จะถือว่าความรู้มีฐานอยู่ในตำรา มาเป็นความรู้อยู่ใน ผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคน ทุกคน ดังจะได้กล่าวในตอน ๗ ๔ # ๔ การปรับโครงสร้างสังคมจากความสัมพันธ์ทางดิ่งไปสู่ ความสัมพันธ์ทางราบ ## โครงสร้างกำหนดคุณสมบัติ โครงสร้างสังคมกำหนดคุณสมบัติของสังคม ในสังคมที่มีความสัมพันธ์ทางดิ่ง คือ ระหว่างคนข้างบนที่มีอำนาจกับข้างล่างที่ไม่มีอำนาจ เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมจะไม่ดี สังคมไทยมีความสัมพันธ์ทางดิ่งมาแต่โบราณ คือเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ระหว่าง คนข้างบนที่มีอำนาจ ที่เรียกว่านาย กับคนข้างล่างที่ไม่มีอำนาจ ที่เรียกว่าไพร่ ในสังคมอย่างนี้ การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนจะขาดแคลน ประชาธิปไตย ความเสมอภาค สิทธิมนุษยชน และความเป็นธรรมทางสังคม จึงเกิดได้ยาก ถ้าเข้าใจเรื่องนี้จะเข้าใจได้ว่าทำไมทั้งๆ ที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ และพุทธศาสนาก็เป็น ของดี จึงมีความเสื่อมเสียทางศีลธรรมมาก พุทธศาสนานั้นเน้นที่ความสัมพันธ์ทางราบ แต่เมื่อ เข้ามาสู่ประเทศไทยที่มีโครงสร้างทางดิ่ง ผลของการเป็นทางดิ่งก็ไปบดบังผลดีที่ควรจะเกิดขึ้นจาก พระพุทธศาสนา โครงสร้างทางสังคมเป็นสิ่งที่เหนียวแน่นและเปลี่ยนแปลงได้ยาก แต่ก็จำเป็นต้องเปลี่ยน เศรษฐกิจ การเมือง และศีลธรรมจึงจะดี การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสังคม จึงเป็นเรื่องพื้นฐาน อีกเรื่องหนึ่งของสังคมไทย การส่งเสริมการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยความเสมอภาค คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ทางสังคม จากสังคมเผด็จการไปเป็นประชาสังคม (civil society) ซึ่งกำลังดำเนินไปมากพอสมควร รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมการปรับโครงสร้างทางสังคม เรื่องนี้ต้องการ ความเข้าใจและส่งเสริมจากภาครัฐ พร้อมๆ กันนี้ โครงสร้างขององค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางการเมือง ทางราชการ ทางการศึกษา ทางธุรกิจ และทางศาสนา ล้วนเป็นโครงสร้างทางดิ่ง ซึ่งทำให้พฤติกรรมในองค์กร ขาดความถูกต้องเป็นธรรมและองค์กรไร้ประสิทธิภาพ ก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงไปสู่การมี โครงสร้างทางราบ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องการความเข้าใจในเวลาอันรวดเร็วพอสมควร ## ๕ การปักธงแห่งอหิงสธรรมบนแผ่นดินไทย ### อหิงสา ปรมา ธัมมา อหิงสธรรมเป็นพลังที่จะทำให้ผ่านความติดขัดทางประวัติศาสตร์ ดังที่มหาตมะ คานธี และเนลสัน แมนเดลา ใช้อย่างได้ผลในประเทศอินเดีย และแอฟริกาใต้ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ๕ ที่กล่าวถึงใน ๔ ข้อข้างต้นเป็นปัจจัยให้เกิดความรุนแรงในสังคม ประเทศไทยจะต้องปักธง อหิงสธรรมบนผืนแผ่นดินให้ได้ ผู้ปกครองไม่ควรให้สัญญาณใดๆ ให้รัฐใช้ความรุนแรงกับ ประชาชน เพราะรัฐที่ใดๆ ก็ตามมีความโน้มเอียงจะใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว **การฆ่าเพื่อบรรถวัตถุประสงค์มิใช่ทางจะบรรลุความสำเร็จ** การฆ่าคอมมิวนิสต์ยังต้องปรับเปลี่ยนเป็นใช้สันติวิธี ถ้ารัฐส่งสัญญาณให้ใช้ความรุนแรง ความรุนแรงจะแปรรูป บานปลาย จนเกิดจลาจลในสังคม ถ้าใช้การฆ่าโดยไม่ผ่านระบบ ความยุติธรรม ทำนองถ้าสงสัยก็ฆ่าได้ ต่อไปโดยตรรกะเดียวกัน ถ้าสงสัยว่านักการเมืองคอร์รัปชั่น แล้วไม่มีทางจับได้ไล่ทัน ก็จะใช้การฆ่านอกกระบวนการทางกฎหมาย นี้คือที่ว่ามันจะบานปลาย ทำนองบาปนั้นคืนสนอง จลาจลกันไปทั้งสังคม ในการปรับโครงสร้างทางสังคม แม้จะทำด้วยวิธีสันติวิธี ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงที่ก่อโดยผู้มีอำนาจ ฉะนั้นสังคมไทยจะต้องฝึกอบรมสันติวิธีกันขนาดหนัก สันติวิธีทำได้ยาก ความรุนแรงทำได้ง่าย แต่ถ้าทำได้ สันติวิธีมีพลังมากที่จะพาให้หลุดพ้นการติด ทางประวัติศาสตร์และเอาชนะพลังความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ตามสภาพการณ์เกือบจะไม่มีทางใดเลย ที่จะก้าวล่วงความรุนแรงไปได้ สันติวิธีจึงเป็นระเบียบวาระแห่งชาติในการเคลื่อนไหวหรือ ความเป็นธรรมทางสังคม ## ๖ เปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน **ปัญหาสังคมในปัจจุบันสลับซับซ้อน** เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะ แก้ปัญหายากๆ โดยการนำที่รวมศูนย์ การนำที่รวบรวมศูนย์อันตรายอย่างยิ่ง เพราะความเป็น อนิจจัง เมื่อผู้นำเปลี่ยนแปลงไปหรือหมดสภาพ โครงสร้างทั้งหมดจะล้มครืนลง **อำนาจรวมศูนย์ย่อมนำไปสู่ขันทีซินโดรม** ในประวัติศาสตร์จีนอันยาวนาน จักรพรรดิที่ทรงอำนาจใดๆ ย่อมพินาศเพราะขันที และ บ้านเมืองเกิดจลาจล เพราะเมื่อมีการใช้อำนาจร่วมศูนย์ คนดีๆ ย่อมตีตนออกห่าง พวกประจลสอพลอหรือขันที จะมาห้อมล้อม ห้อมล้อมให้ขาดจากความจริง การไม่ใช้ความจริงทำให้พินาศและเกิดจลาจล ปั่นป่วน การที่จะมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สังคมจะต้องมีพลัง ทั้งพลังทางสังคมและพลังทางปัญญา สังคมของเราเป็นสังคมที่ปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา ทำให้สังคมไม่มีพลังที่จะ ดำรงตนอยู่ในดุลยภาพ เสี่ยงต่อการเกิดความไร้ระเบียบและความรุนแรง ๖ คุณทักษิณจะต้องใคร่ครวญและดูใจตนเองให้ดีว่าจะเลือกปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา หรือจะเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา การตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งจะมีผลกระทบต่ออนาคตของสังคมไทยและอนาคตของ คุณทักษิณอย่างมาก ## ๗ การอภิวัฒน์ทางปัญญา ปัญหาที่กล่าวมาทั้ง ๖ ข้อข้างต้น เป็นเสมือนภูเขาที่ขวางกั้นประเทศไทย การที่จะก้าวข้าม ภูเขาทั้ง ๖ ไปได้ ต้องการพลังทางปัญญาของสังคม ระบบการศึกษาที่ดำรงอยู่ทำให้เกิด ความอ่อนแอทางปัญญา เพราะเป็นระบบการศึกษานอกสังคม กล่าวคือไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสังคม ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ร่วมแก้ปัญหา จึงอ่อนแอทางปัญญา ปัญญาจะเข้มแข็งต่อเมื่อเผชิญปัญหา และพยายามแก้ปัญหา การปฏิรูปการศึกษาที่กำลังทำอยู่ไม่เพียงพอต่อการอภิวัฒน์ทางปัญญา เพราะยังทำอยู่ใน ภพภูมิเดิม ที่ถือว่าความรู้มาจากตำรา เป็นการคิดแยกชีวิตกับการศึกษาออกจากกัน ว่าชีวิตก็อย่างหนึ่ง และการศึกษาก็อีกอย่างหนึ่ง โดยการศึกษาเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง การศึกษาแบบนี้ทำให้อ่อนแอทางปัญญา ขาดความภูมิใจและความมั่นใจแห่งชาติ และเกิด ความทุกข์ระงมไปทั้งชาติ ความภูมิใจและความมั่นใจแห่งชาติ เป็นฐานของความเข้มแข็ง ถ้าถือว่าความรู้อยู่ในตำรา ถามว่าใครเขียนและเอามาจากไหน ในที่สุดก็จะไล่ได้ว่าเอามา จากฝรั่ง ฝรั่งอาจจะดีสำหรับฝรั่ง แต่ไม่ใช่ฐานแห่งความภูมิใจและความมั่นใจของชาติไทย แต่เป็น การตอกย้ำให้ดูถูกตัวเอง ### ถ้าถือว่าความรู้อยู่ที่ผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติ การต่างๆ จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ คนไทยทุกคนจะกลายเป็นคนที่มีเกียรติและมีศักดิ์ศรี เพราะเป็นผู้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ และเป็นผู้สร้างความรู้ในเรื่องนั้นๆ ภูมิปัญญาที่เราสะสมมาในวิถีชีวิตไม่ได้อยู่ในตำราแต่อยู่ในการ ปฏิบัติ อานิสงส์ของการถือว่าฐานของความรู้อยู่ในผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติมีอย่างน้อย ๘ ประการ * ดังที่เขียนไว้เป็นรายละเอียดในนิตยสาร "หมอชาวบ้าน" ฉบับประจำเดือนเมษายน ๒๕๔๖ * เมื่อเปลี่ยนฐานที่มาของความรู้จากตำรามาเป็นผู้ปฏิบัติ จะเกิดอานิสงส์ใหญ่อย่างน้อย ๘ ประการ ๑. คนไทยทุกคน กลายเป็นคนมีเกียรติและศักดิ์ศรี ๒. คนไทยเกิดความภูมิใจและความมั่นใจในตัวเอง ๓. มีการเรียนจากครูที่หลากหลายและรู้จริงจาก การปฏิบัติ ๔. จะเป็นการเรียนในฐานะวัฒนธรรม ๕. เป็นการบูรณาการชีวิต ความเป็นจริงและการเรียนรู้ และเกิดการพัฒนาการทาง จิตวิญญาณ ๖. จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ถูกทิศถูกทางหรือสัมมาพัฒนา ๗. เรียนง่าย สนุก ทำเป็น ไม่ว่างงาน และ ๘. การวิจัย นวัตกรรม ทฤษฎี ๗ การจัดการความรู้ (Knowledge Management) ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากความรู้ที่มีอยู่ในตัวแต่ละคนจะสร้างปัญญาก้อนมหาของสังคมไทย และมีนวัตกรรมทางปัญญาเกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้อันหลากหลายที่มาจากฐานชีวิตจริง และการปฏิบัติจริง อันที่จริงขณะนี้รัฐบาลก็ติดกับการปฏิรูปการศึกษา ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปให้เกิดความเข้มแข็งทางปัญญา จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องการอภิวัฒน์ทางปัญญาอย่างจริงจัง ## ๘ การตัดขาดจากธุรกิจครอบครัว ที่กล่าวมาทั้ง ๗ ข้อข้างต้นเป็นเรื่องยากมาก ถ้าไม่มีพลังของความถูกต้องย่อมทำไม่สำเร็จ ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณเป็นคนเก่งมาก แต่สิ่งที่จะถ่วงพลังคุณทักษิณก็คือ สาธารณะ จะยังไม่ไว้วางใจว่า แท้ๆ แล้วคุณทักษิณเป็นรัฐบุรุษหรือนักธุรกิจการเมือง ถ้าสามารถสลัดตัดขาดให้สะเด็ดน้ำจากธุรกิจของครอบครัว จะเกิดพลังทางจริยธรรมมาก คนอย่างมหาตมะ คานธีและเนสสัน แมนเดลา มีพลังทางจริยธรรมสูงมาก ช่วยให้ประเทศหลุดจากวิกฤตทางประวัติศาสตร์ ผมไม่สามารถเรียกร้องมากเกิน แต่ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสสูงสุดของมนุษย์คนใดคนหนึ่งที่จะทำเพื่อชาติบ้านเมือง จะอาลัยกับอะไรอื่นไปทำไม ที่ผมกล่าวเรื่องนี้ไว้ สำหรับคนอื่นๆ ทุกๆ คนด้วยว่า การดำรงตนอย่างถูกต้องตามฐานะของตนจะช่วยให้บ้านเมืองมีพลัง ในสังคมของเรายังไม่ระมัดระวังกันในเรื่องนี้ เช่นผู้ที่ใกล้ชิดสถาบันต้องดำรงอยู่ในความถูกต้องทั้งทางกาย วาจา ใจ การคลุกคลีใกล้ชิดอยู่กับธนานุภาพย่อมทำให้สังคมเสียสมดุลอย่างแรงได้ เป็นต้น มรรค ๘ แห่งการพัฒนาสังคมนี้เป็นเรื่องพื้นฐานยากที่สุด รัฐบาลทักษิณจะทำได้หรือไม่ได้อย่างไรก็จะต้องรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์เอง ผมนำเสนอไว้เพื่อนคนไทยใช้ประกอบการพิจารณาในการเคลื่อนไหวสังคมด้วยปัญญาและสันติวิธี เพื่อให้สามารถทะลุอุปสรรคขวางกั้นอันยากยิ่ง ไปสู่การเป็นบ้านเมืองที่มีความเป็นธรรมทางสังคมและมีความร่มเย็นเป็นสุข หรือเป็นสังคมสันติประชาธรรมให้ได้ หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ส PQET รัฐบาลทักษิณ กับความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
13 March 2003
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• รัฐบาล
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
13 March 2003
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้