auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เอกสารนี้มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับญาณวิทยาใหม่ ที่ปลดปล่อยคนไทยไปสู่อิสรภาพ ศักดิ์ศรี และศักยภาพ ทั้งแผ่นดินอย่างทันทีทันใด

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# ปาฐกถาในวันอนุมานราชธน ครั้งที่ ๑ ## การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรม เป็นตัวตั้ง ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม ญาณวิทยาใหม่ที่ปลดปล่อยคนไทยไปสู่ อิสรภาพ ศักดิ์ศรี และศักยภาพ ทั้งแผ่นดินอย่างทันทีทันใด เอกสารฉบับนี้อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์เผยแพร่ในวงกว้าง โดยการสนับสนุนของราชบัณฑิตยสถาน กระทรวงวัฒนธรรม และมูลนิธิหมอชาวบ้าน (ยังขาดคำนำจาก ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกราชบัณฑิตยสถาน) - ๑ - จากปาฐกถาในวันอนุมานราชธน ครั้งที่ ๑ ในชื่อเรื่อง ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกับการพัฒนา ณ ราชบัณฑิตยสถาน ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ - ๒ - # สารบาญ หน้า คำนำ โดยนายกราชบัณฑิตยสถาน (ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ๔ ๑. อนุโมทนา ๔ ๒. การพัฒนาอย่างแยกส่วนที่เอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ๔ ๓. ญาณวิทยาเก่า : ฐานของความรู้อยู่ในตำรา ๗ ๔. ญาณวิทยาใหม่ : ฐานของความรู้อยู่ในตัวคน ๙ ๕. การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ๑๒ ๖. โครงสร้างของสัมมาพัฒนา ๑๕ ๗. การขับเคลื่อนการพัฒนาที่เอาวัฒนาธรรมเป็นตัวตั้ง ๒๓ ๘. สรุป ๒๔ - ๓ - # ๑. อนุโมทนา ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนเป็นปราชญ์ของกรุงรัตนโกสินทร์ การมีนักปราชญ์ในแผ่นดินทำให้ แผ่นดินมีความงาม มีสาระ และมีพลังทางศิลธรรม ปราชญ์ไปเลยศาสตร์หรือวิชา การรู้ศาสตร์ต่าง ๆ ถือว่า มีความรู้แต่ยังไม่ถือว่ามีปัญญา ความรู้คือรู้เป็นเรื่อง ๆ แต่ปัญญาหมายถึงรู้เชื่อมโยงกันทั้งหมดหรือรู้ ทั้งหมด ทั้งหมดรวมถึงรู้ตัวเองด้วย การศึกษาส่วนใหญ่ในโลกมีแต่รู้เรื่องนอกตัว เกือบไม่มีเลยที่ศึกษาให้รู้ตัวเองด้วย การรู้ตัวเองทำ ให้สามารถวางสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับผู้อื่นและสิ่งอื่นได้ถูกต้อง ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องคือจริยธรรม ฉะนั้นในปัญญาจึงมีจริยธรรมอยู่ด้วยเสมอ ในขณะที่ความรู้อาจไม่มีจริยธรรมอยู่ด้วย ส่วนใหญ่ไม่มี วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ยังไม่ใช่ปัญญา การใช้วิทยาศาสตร์อย่างขาดจริยธรรมนำไปสู่วิกฤตการณ์ ของโลก การศึกษาไม่ควรเป็นแค่ให้มีความรู้เท่านั้น การศึกษาควรไปให้ถึงปัญญา ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนเป็นปราชญ์ เป็นปัญญาชนชั้นนำ จึงเป็นผู้นำทางจริยธรรมไปด้วยในตัว จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ราชบัณฑิตยสถานจัดให้มีวันอนุมานราชธน เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงอดีต รักษาการนายกราชบัณฑิตยสถานผู้นี้ ในการระลึกถึงท่านคงจะไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำความเข้าใจภูมิ ปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งอาจถือเป็นเอกลักษณ์ทางภูมิปัญญาของท่าน และเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ถ้าเข้าใจ ญาณวิทยาทางวัฒนธรรมจะปลดปล่อยคนไทยไปสู่อิสรภาพ ศักดิ์ศรี และศักยภาพ ทั้งแผ่นดินอย่าง ทันทีทันใด ผมขอใช้สติปัญญาเท่าที่มี แสดงปาฐกถาเนื่องในงานวันอนุมานราชธนในหัวข้อ "ภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมกับการพัฒนา" เพื่อเป็นการสนองคุณท่านพระยาอนุมานราชธน ณ บัดนี้ ## ๒. การพัฒนาอย่างแยกส่วน ที่เอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ถ้าเราไปยกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งมาพัฒนาอย่างแยกส่วน ก็จะมี ผลกระทบถึงส่วนอื่น นำไปสู่สภาวะการขาดสมดุลและวิกฤตเสมอ ตัวอย่างเช่นในร่างกายของเรามีเซลล์ และอวัยวะอันหลากหลายสุดประมาณ แต่องค์ประกอบในร่างการของเราเชื่อมโยงกันเป็นบูรณาการ จึงมี ความสมดุล ดุลยภาพคือความเป็นปรกติหรือปรกติสุขและยั่งยืน การเจ็บป่วยทุกชนิดคือการเสียดุลยภาพ ถ้าเสียมากขึ้นก็ต้องเข้าไอซียู และถ้ายังเสียมากขึ้นอีกก็สิ้นสุด ถ้าเซลล์ของอวัยวะใดจะเพิ่มจำนวนขึ้นมา - ๔ - โดยไม่สัมพันธ์สอดคล้องกับองค์ประกอบอื่น ๆ ของร่างกายเราเรียกว่ามะเร็ง มะเร็งคือการเติบโตอย่าง แยกส่วน ทำให้รบกวนดุลยภาพของร่างกายนำไปสู่ความป่วยและความตาย สังคมก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีการพัฒนาอย่างแยกส่วน จะเสียดุลยภาพ เจ็บป่วย และวิกฤต สังคมทุกวันนี้เป็นเช่นนั้น ที่มีการพัฒนาอย่างแยกส่วน โดยเอาเงินเป็นตัวตั้ง จึงนำไปสู่การเสีย ดุลยภาพอย่างแรง เกิดความเจ็บป่วยหรือพยาธิสภาพทางสังคมนานาชนิด และเกิดวิกฤตการณ์ทางสังคม วิกฤตการณ์ทางสังคมมาจากปัญหาใหญ่ ๆ ๕ ประการ คือ ๑. ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย และระหว่างประเทศจนประเทศรวย ห่างมากขึ้น ๒. ความแตกสลายทางสังคม เช่น ของครอบครัว ของชุมชน ของสังคมในประเทศและของ สังคมโลก ๓. วิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อม ๔. วิกฤตการณ์ทางวัฒนธรรม ๕. วิกฤตการณ์ทางจิตวิญญาณ ด้วยการพัฒนาอย่างปัจจุบัน ทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และระหว่างประเทศจน ประเทศรวยถ่างกว้างมากขึ้น คนอเมริกันที่รวยที่สุดเพียง ๒๐๐ กว่าคนมีทรัพย์สินมากกว่าคนในโลกกว่า ๒,๐๐๐ ล้านคนรวมกัน ช่องว่างทางสังคมเพราะอำนาจที่ต่างกันนำไปสู่ปัญหาทางจิตใจ ทางการเมือง และ ทางสังคมเหลือคณานับ และนำไปสู่ความรุนแรง ถ้าเอาเงินเป็นตัวตั้งแล้วย่อมเกิดความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน คนหรือประเทศที่มีเงินน้อยย่อม ไม่มีศักดิ์ศรี ศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ศักดิ์ศรีเป็นความสุขในเนื้อในตัว เป็นสุขภาวะ เป็นความภูมิใจ ความมั่นใจ การขาดศักดิ์ศรีทำให้เกิดความบีบคั้น เป็นทุกขภาวะ ขาดความภูมิใจ และความมั่นใจในตัวเอง ซึ่ง สั่นคลอนสังคมในทุก ๆ ทาง รวมทั้งทำให้เกิดความรุนแรงด้วย กรณีขับเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดที่ เรียกว่า ๙/๑๑ และความยุ่งเหยิงสับสนที่ตามมา เกิดเพราะความที่คนถูกทำให้รู้สึกว่าขาดศักดิ์ศรี ขณะนี้เงินจำนวนมหาศาลที่หมุนรอบโลกด้วยความเร็วของแสง เพียงร้อยละ ๐.๒ เท่านั้นที่ ทำหน้าที่ทางเศรษฐกิจที่เหลือทั้งหมดเพื่อไปดูดเงินทองของคนอื่น อำนาจของเงินอันมหึมาที่ทำเพื่อ ตนเองได้ก่อให้เกิดการทำลายสิ่งที่เคยเชิดชูกันว่ามีคุณค่า เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน คุณค่าความ เป็นคน สิ่งแวดล้อม สันติภาพ นักปราชญ์ฝรั่ง ๓ คน คือ Larslo , Grof และ Russell คุยกันที่ชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย ๒ วัน ๒ คืน ก่อนเกิดเหตุ ๙/๑๑ ประมาณ ๒ ปี มีความเห็นว่าอารยธรรมตะวันตกกำลังจะพาโลกทั้งโลกไปสู่ วิกฤตการณ์อย่างรุนแรง อารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยมไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาต่อไปได้โดยไม่ วิกฤต - ๕ - # เบื้องหลังอารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยม คือ การคิดแบบแยกส่วน การคิดแบบแยกส่วนจะนำไปสู่วิกฤตเสมอ การคิดแบบแยกส่วนจะไม่นำไปสู่ปัญญา อย่างมากก็ไปถึงความรู้ ความรู้คือรู้เป็นเรื่อง ๆ แบบแยกส่วน ปัญญาคือรู้เชื่อมโยงทั้งหมด ทั้งหมดรวมทั้งรู้ตัวเองด้วย การรู้ตัวเองทำให้วางความสัมพันธ์อย่างถูกต้อง ระหว่างตัวเองกับคนอื่นและสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์อันถูกต้องคือจริยธรรม ในปัญญาจึงมีจริยธรรมอยู่ด้วยเสมอ ในขณะที่ในความรู้ไม่แน่ว่ามีจริยธรรม ส่วนใหญ่ไม่มี ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้โรคปั้นพบวิทยาศาสตร์เมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีก่อน วิทยาศาสตร์ทำให้หาความรู้ได้คมชัดลึกมีเสน่ห์มาก แต่วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ไม่ใช่ปัญญา คุณูปการของวิทยาศาสตร์ที่ควรจะยิ่งใหญ่ที่สุดคือนำไปสู่ปัญญา แต่ชาวยุโรปได้เลือกที่จะนำวิทยาศาสตร์ไปทำเทคโนโลยีที่มีอำนาจ เช่น เรือ ปืน ปืนใหญ่ ปืนกล แล้วใช้อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวที่มนุษย์ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไปไล่เข่นฆ่าผู้คน และยึดทรัพยากรของบ้านเล็กเมืองใหญ่ในทุกวิป การขาดจริยธรรมในการใช้ความรู้ในครั้งนี้ได้ทำให้เกิดความยุ่งเหยิงสับสนทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ สงครามตามมา ที่เกิดเป็นสงครามโลกในศตวรรษที่แล้วถึง ๒ ครั้ง ในศตวรรษเดียวที่ผ่านมา คนตายเพราะสงครามถึง ๒๐๐ ล้านคน แต่คนที่ตายเพราะความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมนั้น มากกว่านั้นมาก สงครามเป็นความรุนแรงที่โจ่งแจ้งแต่ความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมก็เป็นความรุนแรง แต่เป็นความรุนแรงแบบเงียบ (silent violence) การคิดแบบแยกส่วน ความรู้แบบแยกส่วน จึงนำไปสู่การเสียสมดุล ความรุนแรง ความโกลาหล และวิกฤตการณ์ และแก้ไม่ได้ด้วยการคิดอยู่ในกรอบเดิม ๆ อัลเบิต ไอนสไตน์ จึงกล่าวว่า “เราต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้” (We shall need a radically new manner of thinking if mankind is to survive) ในทางพุทธมีคำว่า สีลัพพตปรามาส ซึ่งหมายถึง การเข้าไปติดในความเชื่อและการปฏิบัติที่ไม่ได้ผลหรือให้ผลร้าย องค์กรก็ตาม สังคมก็ตาม หรือแม้อารยธรรมในยุคใดยุคหนึ่งก็ตาม อาจติดอยู่ในสีลัพพตปรามาสแล้วเกิดวิกฤตไม่มีทางออก จึงเกิดการปฏิวัติขึ้น เพื่อให้หลุดจากความเชื่อและการปฏิบัติที่ไม่ได้ผล คำว่า ญาณวิทยา หมายถึงวิชาที่ว่าด้วยความรู้ เช่นว่าความรู้คืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ใช้ประโยชน์อย่างไร ที่มาของความรู้กำหนดลักษณะของสังคม เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ดูเหมือนเราจะไม่ให้ความสนใจสักเท่าไร หรือไม่สนใจกันเสียเลย ผมคิดว่าญาณวิทยาเก่าที่เราใช้นำไปสู่ความอ่อนแอของชาติและวิกฤตการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าเราพูดถึงการปฏิรูปการศึกษากันมามาก แต่ก็ยังมองไม่เห็นว่าชาติบ้านเมืองจะมีพลังขึ้นมาได้อย่างไร เพราะยังปฏิรูปกันในญาณวิทยาเก่ากระทรวง ศึกษาธิการก็กินรัฐมนตรีไปหลายคนแล้ว เพราะสภาพที่ขบกัดระหว่างภพภูมิความคิดเก่า ๆ กับความพยายามที่จะดิ้นรนไปสู่ภพภูมิใหม่ของการศึกษาไทยที่ยังไม่ลงตัว ภพภูมิใหม่ในที่นี้หมายถึงวิถีคิดใหม่ ดังที่ไอนสไตน์กล่าวว่า เราต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิงมนุษยชาติจึงจะอยู่รอดได้ รูปธรรมของวิถีคิดใหม่ เกี่ยวกับญาณวิทยาในเรื่องของฐานความรู้ ญาณวิทยา - ๖ - เก่าได้นำเราไปสู่ความติดขัดและวิกฤต เราต้องการญาณวิทยาใหม่ ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับญาณวิทยา เก่า และญาณวิทยาใหม่ ดังจะกล่าวดังต่อไปนี้ ## ญาณวิทยาเก่า ### ฐานของความรู้อยู่ในตำรา ในรอบ ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา เราถือว่าฐานของความรู้อยู่ในตำรา ฟังดูอาจรู้สึกไม่แปลกเพราะเรา คุ้นเคยกันมาอย่างนั้น การศึกษาคือการท่องหนังสือ การเรียนต่าง ๆ ก็คือการเรียนวิชา ซึ่งถือตำราเป็นตัวตั้ง ญาณวิทยานี้ถือว่าฐานความรู้อยู่ในตำรา ถ้าเราวิเคราะห์ให้ละเอียดจะเห็นว่าวิถีคิดอย่างนี้ทำให้เกิดผล ตามมาอย่างร้ายแรงเหลือคณานับ ดังจะวิเคราะห์ให้เห็น ดังต่อไปนี้ ๑. เริ่มต้นถามว่าใครเขียนตำรา ตอบว่าคนกรุงเทพฯ ถามว่าคนกรุงเทพฯเอาความรู้มาจาก ไหน ตอบว่าเอามาจากฝรั่ง เลยกลายเป็นว่าฝรั่งเป็นต้นธารของความรู้ ต้นธารของความรู้ไม่ได้มาจากฐาน ชีวิตของเราเอง ๒. ความรู้มักจะถูกมองว่าเป็นคุณค่าหรือความดี เมื่อฐานของความรู้และความดีมาจากที่ อื่นไม่มีที่ตัวเราเอง คนไทยก็ขาดความมั่นใจทั้งชาติ เป็นการขาดความมั่นใจแห่งชาติ การขาดความมั่นใจ ก่อให้อ่อนแอ ขาดภูมิคุ้มกัน เกิดปัญหาต่าง ๆ ได้ง่าย ขาดศักดิ์ศรีและขาดศักยภาพ ๓. การเรียนโดยท่องหนังสือทั้งประเทศ ทำให้คนไทยไม่รู้จักแผ่นดินไทย เมื่อการศึกษา แบบนี้ออกมาได้ ๘ ปี พระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงวิจารณ์ว่า การศึกษาแบบนี้จะทำ ให้คนไทยขาดจากรากเหง้าของตัวเอง การที่คนไทยไม่รู้จักแผ่นดินไทยทำให้แก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้ ๔. การเรียนโดยท่องหนังสือเป็นใหญ่ เรียนยากไม่สนุก เครียด ทำอะไรไม่เป็น คิดไม่เป็น ขาดหัวใจของการเป็นมนุษย์ ทำให้มีความพิการทางปัญญาและเป็นโรคประสาทกันทั้งชาติ ๕. เมื่อเรียนแต่จากตำราทุกอาชีพจึงขาดมิติแห่งมนุษย์ (Human Dimension) เมื่อไปทำ อะไรก็เอาแต่เทคนิคเป็นตัวตั้ง ไม่เห็นมิติแห่งความเป็นคนที่เกี่ยวข้อง เช่นแพทย์ดูแลคนไข้ก็เห็นแต่ไข้ไม่ เห็นคน คนไข้มีความเป็นคน เช่น มีจิตใจ มีเศรษฐกิจ มีสังคมคือญาติพี่น้อง มีวัฒนธรรมคือสิ่งที่เขาเชื่อ และปฏิบัติ เคยมีเกษตรตำบลที่เอาแต่เทคนิคเรื่องปุ๋ย เรื่องยาฆ่าแมลง แต่ไม่รู้จักชาวบ้านและเกลียด ชาวบ้าน วิศวกรที่สร้างเขื่อนไม่เข้าใจมิติทางสังคมที่เกี่ยวกับเขื่อน ฯลฯ ทุกอาชีพเป็นเช่นนี้ คือเอาเทคนิค เป็นตัวตั้ง แต่ไม่เห็นมิติแห่งมนุษย์ อันทำให้เกิดความขัดแย้งและขัดข้องทั้งในงาน และกับเพื่อนมนุษย์ กลายเป็นคนไม่เข้าใจ และขาดความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง เพราะการเรียนแบบเอาตำราเป็นตัวตั้ง ในตำราเป็นแต่ความรู้หรือเทคนิคที่ไม่มีตัวตนของมนุษย์ การเรียน ควรจะเอาตัวตนของคนจริง ๆ เป็นตัวตั้งจึงจะมีมิติแห่งมนุษย์ในความรู้สึกนึกคิดและการทำงาน - ๗ - ๖. เพราะการศึกษาที่เอาตำราเป็นตัวตั้ง ทำให้ระบบการศึกษาทั้งหมดเป็นระบบที่อยู่นอก สังคม ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสังคม ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ร่วมแก้ปัญหา จึงอ่อนแอทางปัญญาเป็นอย่างยิ่ง ปัญญาจะเกิดต่อเมื่อเผชิญปัญหาหรือความทุกข์ เข้าใจปัญหา และพยายามแก้ปัญหา ๗. ระบบการศึกษาทั้งระบบตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย กลายเป็นตัวที่ทำลาย ศีลธรรมพื้นฐานโดยไม่รู้ตัว ศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่าง เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะของคนเล็กคนน้อย คนยากคนจน ถ้าขาดศีลธรรมพื้นฐานประเทศเจริญไม่ได้ เพราะการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ เป็นรากฐานของสิ่งที่มีคุณค่าและดี งามทั้งหลาย เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ความเป็นธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุข การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่คำนึงถึงความเป็นคนของคนทั้งหมด การพัฒนาต่าง ๆ ต้องหยั่งรากลึกในศีลธรรมพื้นฐาน คือการเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความ เป็นคนของคนทุกคน มิฉะนั้นจะบิดเบี้ยวเฉไฉไปทางอื่น เช่น ประชาธิปไตยไม่ใช่เป็นกลไกเท่านั้น แต่ ต้องอยู่บนรากฐานทางศีลธรรมพื้นฐาน เพราะเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนอย่าง เท่าเทียมกันจึงมีประชาธิปไตย ถ้าประชาธิปไตยเป็นเพียงกลไกก็จะมีเกมและกลไกตามมา การพัฒนาเศรษฐกิจถ้าขาดศีลธรรมพื้นฐานแห่งการเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็น มนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ก็จะนำไปสู่การถ่างช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยให้ห่างมากขึ้น อันจะ นำไปสู่ปัญหานานาประการตามมา เช่น การทำลายสิทธิมนุษยชน ทำลายวัฒนธรรม ทำลายสิ่งแวดล้อม และทำให้ขาดความเป็นธรรมทางสังคมมากขึ้น การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนจึงเป็นรากฐานของการพัฒนาทุก อย่าง ความรู้สึกว่ามีศักดิ์ศรีและมีสิทธิของความเป็นมนุษย์เป็นความรู้สึกที่ลึกล้ำ ก่อให้เกิดความปิติ แผ่ซ่านไปทั้งเนื้อทั้งตัว ศักดิ์ศรีคุณค่าและสิทธิความเป็นมนุษย์เป็นสุขภาวะในเนื้อในตัวของตัวเอง ทำให้เกิด ความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ ฉะนั้น ที่ว่าระบบการศึกษาทั้งระบบเป็นตัวทำลายศีลธรรมพื้นฐาน คือการเคารพศักดิ์ศรี คุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน จึงเป็นประเด็นฉกรรจ์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งต้องการ คำอธิบาย คนที่เข้าศึกษาในระบบทุกระดับ จะมีความรู้สึกว่าสถาบันมีเกียรติ ชาวบ้านไม่มีเกียรติ "สถาบันมีเกียรติชาวบ้านไม่มีเกียรติ" จะถูกตอกย้ำเข้าไปในจิตสำนึกตลอดเวลา สถาบันมีความรู้ในตำรา แต่ชาวบ้านไม่มี คนขายก๋วยเตี๋ยว คนขายของชำ ช่างเสริมสวย ช่างผสมปูน จะมีเกียรติได้อย่างไร คน เหล่านี้ไม่มีศักดิ์ศรีไม่มีคุณค่าสำหรับการศึกษาที่เอาตำราเป็นตัวตั้ง อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย แม้พ่อแม่ปู่ย่าตา ยายก็ไม่มีความสำคัญเพราะไม่ช่วยให้ได้คะแนนจากการท่องตำรา เพราะการศึกษาเอาตำราเป็นตัวตั้ง ทำ ให้มนุษย์ตัดขาดจากกัน เรียกว่าชำแหละทีเดียวแหละ คือชำแหละให้มนุษย์ตัดขาดจากกัน และตัดขาดจาก - ๘ - ธรรมชาติ จึงอยู่ร่วมกันไม่เป็น การอยู่ร่วมกันไม่เป็น ทำงานร่วมกันไม่เป็น ทอนกำลังสร้างสรรค์ของชาติ และเกิดทุกขภาวะทางสังคม นี่ก็เพราะการศึกษาแบบที่ถือว่าฐานความรู้อยู่ในตำรา ๘. การศึกษาแบบเอาตำราเป็นตัวตั้งทำให้การศึกษาเป็นระบบพราหมณ์ไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่ระบบพุทธ พราหมณ์ท่องคัมภีร์สรรเสริญเทพ ชาวบ้านไม่เกี่ยว ชาวบ้านก็เป็นเพศย์ เป็นศูทร เป็นจัณฑาล พราหมณ์เท่านั้นที่เป็นผู้มีเกียรติ แต่พุทธเป็นวิทยาศาสตร์ประชาชน นิยามของวิทยาศาสตร์คือ "เป็นความรู้สาธารณะ" (public knowledge) สาธารณะเข้ามาพิสูจน์ได้ด้วยตนเองว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง ความรู้ที่ไม่เป็นสาธารณะไม่ใช่วิทยาศาสตร์แต่เป็นอาถรรพ์เวท พุทธศาสนานั้นท้าทายตลอดเวลาว่า ให้ทุกคนมาพิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติด้วยตนเองว่าได้ผลจริงหรือไม่ จึงกล่าวว่าพุทธเป็นวิทยาศาสตร์ประชาชน เมื่อการศึกษาตกเข้าไปเป็นระบบพราหมณ์ที่ถือว่าผู้ท่องคัมภีร์ได้เท่านั้นเป็นผู้มีเกียรติ ทำให้ทางแห่งเกียรติยศคับแคบ ก่อให้เกิดความทุกข์แสนสาหัสแก่คนทั้งแผ่นดิน การสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เรียกว่าสอบเอ็นท์เปรียบประดุจประตูที่กั้นระหว่างสวรรค์กับนรก ใครสอบเข้าได้ประดุจขึ้นสวรรค์ คนสอบเข้าไม่ได้ประดุจตกนรก คนส่วนใหญ่เข้าไม่ได้ เด็กนักเรียนและพ่อแม่เด็กนักเรียนตกอยู่ในความกลัวและความเครียดว่าลูกจะสอบเอ็นท์ได้หรือไม่ คนที่สอบเข้าไม่ได้เสียอกเสียใจ บางคนเป็นโรคประสาทบางคนฆ่าตัวตาย ที่ข้างบ้านผู้เขียนมีเด็กคนหนึ่งนิสัยดีมากขยันช่วยพ่อแม่ทำงาน วันหนึ่งแกยิงตัวตายเพราะสอบเอ็นท์ไม่ได้ ที่จริงการที่แกเป็นคนดี ขยัน และช่วยพ่อแม่ทำงานนั้นเป็นความดีและมีคุณค่าที่แท้จริง แต่เราไปให้คุณค่าแก่การศึกษาในตำรามากกว่าคุณค่าของชีวิตที่ดี ระบบการศึกษาแบบนี้จึงก่อความทุกข์ยากให้แก่คนทั้งแผ่นดิน คนที่เข้ามหาวิทยาลัยได้ที่ว่าเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ สวรรค์นั้นก็ไม่จริง คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าความเป็นคน ทุกคนมีความแตกต่างหลากหลายและควรจะมีเกียรติและมีศักดิ์ศรีอย่างที่เขาเป็นอย่างหลากหลายนั้น ไม่สมควรจะต้องมาถูกกระทำโดยระบบแห่งเกียรติยศอันคับแคบและไม่จริง เราไม่สามารถแก้ปัญหาอันร้ายแรงที่กระทำต่อคนไทยได้ด้วยการคิดอยู่ในญาณวิทยาแบบเดิม ๆ จำเป็นต้องมีญาณวิทยาใหม่ที่ปลดปล่อยคนไทยออกไปสู่อิสรภาพ ศักดิ์ศรีและศักยภาพทั้งแผ่นดินอย่างทันทีทันใด ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าความรู้ในตำราไม่สำคัญ ความรู้ในตำราสำคัญแต่ไม่ใช่ฐาน ฐานต้องอยู่ในชีวิตและวิถีชีวิต ความรู้ในตำราเป็นตัวประกอบ ฌ ญาณวิทยาใหม่ ฐานของความรู้อยู่ในตัวคน - ๙ - เมื่อเปลี่ยนวิถีคิดใหม่ว่าฐานความรู้อยู่ในตัวคน ไม่ใช่อยู่ในตำราจะปลดปล่อยคนไทยออกไปสู่ อิสรภาพ ศักดิ์ศรี และศักยภาพทั้งแผ่นดินอย่างทันทีทันใด คนทุกคนมีความรู้อยู่ในตัวที่สะสมมาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน ประสบการณ์ชีวิตคือ การเรียนรู้จากชีวิตและวิถีชีวิตร่วมกัน ร่วมกันทั้งระหว่างคนกับคนและคนกับธรรมชาติ ระหว่างคนกับคน ก็มีความหลากหลายมากตั้งแต่พ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอาปู่ย่าตายาย เพื่อนบ้าน ชุมชน และที่ห่างไกลออกไป การทำงานแต่ละอย่างสร้างความรู้ไว้ในตัว และเป็นความรู้ที่ใช้งานได้จริง ๆ เช่น ทำนาได้ ทำสวนได้ ขาย ก๋วยเตี๋ยวได้ เสริมสวยได้ ทอผ้าได้ ก่อสร้างได้ ฯลฯ การท่องตำรายังไม่แน่ว่าทำได้จริง แต่ความรู้ในการ ปฏิบัตินี้แน่นอนว่าทำได้จริง ในวิถีชีวิตร่วมกันนั้นจะมีจริยธรรมอยู่ด้วยเสมอ เพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นไป ด้วยดีหรืออยู่ร่วมกันเป็น แต่การศึกษาแบบท่องวิชาได้สร้างคนที่อยู่ร่วมกันไม่เป็นขึ้นมาเต็มประเทศ ทำ ให้ขาดความสุขความสร้างสรรค์ จากการอยู่ร่วมกันทำงานร่วมกันไปอย่างน่าเสียดาย การเข้าใจเรื่องความรู้ที่อยู่ในตัวมนุษย์จะทำให้เข้าใจว่าทำไมแม่จึงเป็นครูที่ดีที่สุด โดยไม่คำนึงถึง ระดับการศึกษาของแม่ โยมแม่ของพระธรรมปิฎกก็ดี แม่ของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ก็ดี แม่ของอาจารย์ หมอเสม พริ้งพวงแก้วก็ดี แม่เหล่านี้ไม่เคยเข้าโรงเรียนหรือมีปริญญาบัตรใด ๆทั้งสิ้น แต่สามารถสอนลูก ได้เป็นอย่างดี เพราะท่านสอนจากสิ่งที่ท่านมี คือความรู้ในตัวของท่านที่ได้จากประสบการณ์ชีวิตและการ ทำงาน เมื่อเราเปลี่ยนวิถีคิดใหม่ว่าฐานของความรู้อยู่ในตัวคนทุกคน จะปลดปล่อยผู้คนไปสู่อิสรภาพ ศักดิ์ศรี และศักยภาพในการสร้างสรรค์ทั้งแผ่นดินอย่างทันทีทันใด ดังนี้ ๑. คนทุกคนไม่ว่าเขาทำอะไรเป็นคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีคุณค่าขึ้นมาทั้งหมด เพราะ ทุกคนมีความรู้อยู่ในตัวจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง นี้คือ รูปธรรมของการสร้างศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่า เทียมกัน ๒. ความรู้ในตัวคนเป็นความรู้ที่เขาคุ้นเคยเพราะได้มาจากชีวิตจริงและปฏิบัติจริง เขา มั่นใจว่าเขาทำได้แน่ถ้าเราให้คุณค่ากับสิ่งที่เขามีเขาคุ้นเคยเขามั่นใจ จะสร้างความมั่นใจแห่งชาติขึ้นมา ตรงข้ามกับที่เราไปให้คุณค่ากับสิ่งห่างไกลที่เขาไม่คุ้นเคยเขาไม่มี ซึ่งบั่นทอนและทำลายความมั่นใจของ คนทั้งชาติ ๓. ความรู้ในตัวคนแต่ละคนแตกต่างหลากหลายไม่เหมือนกันเลย ในขณะที่ตำรา (เรื่อง เดียวกัน) เหมือนกันทุกเล่ม เช่นใช้ตำราทำกับข้าวเล่มเดียวกัน แต่แต่ละคนจะทำออกมาอร่อยไม่เหมือนกัน ในตัวคนแต่ละคนมีความรู้พิเศษ หรือเคล็ดลับ หรือน้ำมือ ซึ่งอธิบายเป็นตัวหนังสือไม่ได้ ความแตกต่าง หลากหลายมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้เกิดความมั่นคง ถ้าของที่ต่างกันมาเจอกันจะมีสิ่งใหม่ หรือนวัตกรรมจะผุดบังเกิด (emerge) ขึ้นมาจากความไม่เคยมี เช่นน้ำซึ่งประกอบด้วยไฮโดรเจน ๒ อะตอม ออกซิเจน ๑ อะตอมเขียนเป็นสูตรว่า H₂O ความเป็นน้ำไม่ใช่คุณสมบัติของไฮโดรเจนหรือ ออกซิเจนแต่เป็นของใหม่ที่ผุดบังเกิดขึ้นจากของเก่าที่ไม่เหมือนกันมาเจอกัน ถ้าไฮโดรเจนกับไฮโดรเจน - ๑๐ - เจอกันหรืออีกซิเจนกับอีกซิเจนเจอกันก็จะไม่เกิดน้ำ ต้องของที่ไม่เหมือนกันมาเชื่อมโยงกันจึงเกิด ของใหม่ขึ้น ความรู้ในตัวคุณแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย ถ้าส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ ที่อยู่ในตัวคนจะเกิดนวัตกรรม ขึ้นเต็มแผ่นดิน ทุกองค์กร ทุกประเทศ ทุกอารยธรรม ต้องมีนวัตกรรมจึง จะสามารถเผชิญสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ ถ้ามีนวัตกรรมไม่ได้วิกฤตการณ์ย่อมเกิดขึ้น ๔. ในทุกพื้นที่ควรทำแผนที่มนุษย์ (human mapping) คือค้นคว้าวิจัยทำข้อมูลว่าใครเก่ง ในเรื่องใดบ้าง ทุกคนจะเก่งในเรื่องเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องไม่ว่าจะทำกับข้าวอร่อย ทำขนมอร่อย ทอผ้า จักสาน เพาะปลูก วาดรูป ฯลฯ แล้วนำความรู้ที่ได้มาทำระบบข้อมูล เป็น GIS ทางศักยภาพของมนุษย์ทุก พื้นที่ทั้งประเทศ เมื่อระบบข้อมูลความดีของคนทั้งประเทศ คนทั้งหมดจะมีความรู้สึกที่ดีมาก มีความ ภาคภูมิใจในตนเองที่ความเก่งความถนัดซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบของตนไปปรากฏแก่สาธารณะ จะอยากทำความ ดีเพิ่มขึ้น ระบบข้อมูลความรู้ในตัวมนุษย์จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ทั้งประเทศ ใครอยากทำ อะไรก็คัดคอมพิวเตอร์ดูว่าเรื่องนี้มีใครทำเก่งอยู่ที่ไหน และขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย ปริมาณแห่งการ เรียนรู้จากความรู้ที่ทำได้จริงจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล ระบบข้อมูลความรู้ในตัวคนทั้งประเทศจะเป็นฐาน ของเศรษฐกิจวัฒนธรรมวันมโหฬาร เศรษฐกิจวัฒนธรรมคือเศรษฐกิจในวิถีชีวิตร่วมกัน (ดูเรื่อง ความหมายของวัฒนธรรมในตอน ๕) ๕. ถ้าปฏิรูปการศึกษาจากการศึกษาที่เอาตำราเป็นตัวตั้ง มาเป็นการศึกษาที่เอาความรู้ใน ตัวคนเป็นตัวตั้ง ตำราเป็นตัวประกอบ จะย้ายระบบการศึกษาที่อยู่นอกสังคมมาเป็นระบบการศึกษาที่อยู่ใน สังคม คือรู้ร้อนรู้หนาวกับสังคม ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสังคม ร่วมแก้ปัญหากับสังคม จะทำให้สติปัญญา เข้มแข็งจากการสัมผัสความเป็นจริงของมนุษย์ ความรู้สึกนึกคิดของครูอาจารย์ และของนักเรียนนักศึกษา ก็เปลี่ยนไปจากการเป็นแบบโรบอตที่ไม่มีมิติแห่งมนุษย์ มามึนติแห่งมนุษย์ในความรู้สึกนึกคิด มีความสุข จากการได้สัมผัสความเป็นมนุษย์ การงานจะได้ผล การวิจัยค้นคว้าจะงอกงามขึ้นมาจากฐานความเป็นจริง และเป็นพลังแก้ปัญหาสังคมได้ เช่น การแก้ไขความยากจน การพัฒนาที่ยั่งยืน การศึกษาจะไม่ลอยตัว เหมือนในปัจจุบัน ๖. ขณะนี้มีปัญหาใหญ่ของการศึกษาและของโลกคือ การคิดแบบแยกส่วน ชีวิตกับ การศึกษาแยกจากกัน ชีวิตก็ส่วนหนึ่ง การศึกษาแยกส่วนไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ลอยออกไปจากชีวิต ในทาง พระพุทธศาสนาถือว่าชีวิตกับการศึกษาอยู่ที่เดียวกัน ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต การเปลี่ยนญาณ วิทยาใหม่ว่าฐานของความรู้อยู่ในตัวคน แท้ที่จริงแล้วคือการย้ายการศึกษาให้มาอยู่ที่เดียวกับชีวิต เมื่อชีวิต กับการศึกษาอยู่ที่เดียวกัน การเรียนรู้จะง่ายและสนุก เราอ่านนวนิยายไม่ลำบากเหมือนอ่านตำรา เพราะใน นิยายเต็มไปด้วยชีวิตของผู้คน ตัวละครมีใครบ้างก็จำได้หมด สาระมีอย่างไรงก็ได้ไปโดยอัตโนมัติ ทั้ง แผ่นดินเต็มไปด้วยเรื่องราวชีวิตของผู้คน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ๗. วิถีชีวิตร่วมกันต้องเป็นตัวตั้ง ถ้าเอาอย่างอื่นเป็นตัวตั้งจะผิดพลาดหมด การที่จะมีการ อยู่ร่วมกันด้วยสันติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เรื่องอื่นๆ ทั้งหมดต้องมาสนับสนุนเรื่องนี้ หากเอาอย่างอื่นเป็นตัวตั้ง เช่น เศรษฐกิจ การค้าเสรี วิชาการ ศาสนา ก็จะ - ๑๑ - ทำเพื่อตัวเอง ขาดลอยจากความเข้าใจและสนับสนุนการอยู่ร่วมกันด้วยสติ การย้ายฐานความรู้จากตำรามาอยู่ในตัวคนคือการย้ายจากเอาวิชาการเป็นตัวตั้งมาเอาวิถีชีวิตร่วมกันเป็นตัวตั้ง ๘. เมื่อเอาชีวิตกับการศึกษามาอยู่ที่เดียวกัน เราจะเห็นระบบการศึกษาในรูปใหม่โดยสิ้นเชิง เหมือนเป็นภพภูมิใหม่ของการศึกษา การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (interactive learning through action) จะเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด เรียนรู้เพื่อให้ปฏิบัติได้แก้ปัญหาเป็น ไม่ใช่เรียนรู้แบบท่องวิชาอย่างลอยตัวไปจากการปฏิบัติและปฏิบัติไม่เป็น ทุกพื้นที่จะต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อการพัฒนาอย่างบูรณาการและยั่งยืน จังหวัดทั้งจังหวัดจะเป็นมหาวิทยาลัยในรูปใหม่ คือเป็นมหาวิทยาลัยชีวิตของการเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนหนุ่มสาว คนกลางคน ผู้สูงอายุ คนทำงาน ครู นักบวช เรียนรู้เพื่อให้จังหวัดทั้งจังหวัดมีการพัฒนาอย่างบูรณาการและยั่งยืน นั่นคือมีการอยู่ร่วมกันด้วยสันติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยที่การอยู่ร่วมกันด้วยสันติเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและยากที่สุดที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง แต่ต้องเรียนรู้จากการปฏิบัติร่วมกัน ในการนี้ต้องการใช้ความรู้ทุกประเภทเข้ามาใช้งานไม่ว่าจะเป็นความรู้จากตำรา จากอินเตอร์เนต จากการวิจัย ขณะนี้เรามีความรู้พอใช้ แต่ไม่ใช่เอาความรู้เป็นตัวตั้ง เอาวิถีชีวิตร่วมกันเป็นตัวตั้งเอาความรู้มาสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกัน เมื่อจังหวัดทั้งจังหวัดและทุกจังหวัดเป็นมหาวิทยาลัยในรูปใหม่และเป็นมหาวิทยาลัยจริง ๆ มากกว่ามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ก็ไม่มีปัญหาเรื่องสอบเอ็นท์อีกต่อไป ทุกคนจะมีที่เรียนอย่างเหลือเฟือไม่ต้องทุกข์ยากกันทั้งแผ่นดินเพราะระบบการศึกษาที่คับแคบกันอีกต่อไป ถ้าได้ติดตามมาเป็นลำดับถึงตอนนี้ก็จะเข้าใจเรื่องที่จะกล่าวตอนต่อไปได้ง่ายขึ้น นั่นคือการพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ๕. การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง เรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ผลของการศึกษาแบบปัจจุบัน คนทั้งหมดรวมทั้งมหาวิทยาลัยด้วยเกือบไม่เข้าใจเลยว่าวัฒนธรรมคืออะไร เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมก็มักคิดถึงการร้องรำทำเพลงและศิลปวัตถุ ทำให้คำว่าวัฒนธรรมไม่มีพลังขับเคลื่อนทางปัญญาและการพัฒนา วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ โปรดสังเกตคำว่า ร่วมกัน และ สิ่งแวดล้อม สัตว์อยู่ร่วมกันเป็นฝูง เพราะการอยู่ร่วมกันทำให้อยู่รอดมากกว่าอยู่เดี่ยว ๆ หมาในอยู่เป็นฝูงทำให้ล่าเหยื่อตัวที่ใหญ่กว่ามันได้ คนก็ค้นพบเช่นเดียวกันว่าถ้าอยู่เป็นฝูงหรืออยู่ร่วมกันจะปลอดภัยและมีความสำเร็จมากกว่าเดี่ยว ๆ เพราะฉะนั้นการอยู่ร่วมกันหรือวิถีชีวิต - ๑๒ - ร่วมกันจึงเป็นธรรมชาติของคนมาตั้งแต่เริ่มต้น ทีนี้กลุ่มชนอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น อยู่ใน แอฟริกา อยู่ในขั้วโลก อยู่ในเขตหนาว อยู่ในเขตร้อน อยู่ในทะเลทราย อยู่ในที่ลุ่ม อยู่ในที่ดอน อยู่ริมทะเล ฯลฯ ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร ๆ มนุษย์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ ก็จะต้องเรียนรู้ให้อยู่รอดได้ใน สิ่งแวดล้อมนั้นๆ วิถีชีวิตร่วมกันในสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ จึงไม่เหมือนกัน ฉะนั้นวัฒนธรรมในแต่ละแห่งจึงไม่เหมือนกัน เรียกว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรม คำที่เป็น กุญแจคือความหลากหลาย ความหลากหลายทำให้อยู่รอด เพราะความหลากหลายทำให้เกิดความ สอดคล้อง คนเอสกิโมจะไม่มีวิถีชีวิตแบบคนในทะเลทราย หรือคนในทะเลทรายจะไม่มีวิถีชีวิตแบบคน เอสกิโม ย่อมไม่สอดคล้อง และทำให้อยู่รอดไม่ได้ ความหลากหลายทำให้งามและทำให้อยู่รอด ถ้าทั้งโลกมีต้นไม้หรือดอกไม้ชนิดเดียวคงจะไม่งาม และจะสูญพันธุ์ได้ง่าย ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงเป็นความงาม และช่วยให้อยู่รอด เพราะมีความ สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่าวิถีชีวิตร่วมกันนั้นกินความกว้างขวางครอบคลุมเชื่อมโยงมาก การมีความเชื่อร่วมกัน ความเชื่อร่วมกันก็เป็นวัฒนธรรม ระบบคุณค่าร่วมกัน เช่น คนไทยพุทธมีพุทธศาสนาเป็นความเชื่อร่วมกัน พุทธศาสนานอกจาก เป็นศาสนาแล้วมีสถานะเป็นวัฒนธรรมด้วย อิสลามเป็นวัฒนธรรมของคนมุสลิม การทำมาหากินที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่ทำกันมานานจนชำนาญก็เป็นวัฒนธรรมของกลุ่มชน ในวัฒนธรรมจึงมีเศรษฐกิจ แต่เป็นเศรษฐกิจที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรมอันเชื่อมโยงสัมพันธ์กับเรื่องอื่น ๆ ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องอาหารการกิน การแต่งกาย ที่อยู่อาศัย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สุนทรียกรรม และศิลปะต่าง ๆ ก็เป็นวัฒนธรรมการดูแลรักษาสุขภาพที่สืบต่อกันมา เช่นการแพทย์แผน ไทยก็เป็นวัฒนธรรมไทย ฯลฯ วัฒนธรรมจึงเชื่อมโยงองค์ประกอบของวิถีชีวิตทั้งหมดเข้ามาอย่างบูรณาการ ซึ่งรวมทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ เมื่อเชื่อมโยงเป็นบูรณาการก็เกิดความสมดุล เมื่อสมดุลก็มีความเป็น ปรกติและยั่งยืน ฉะนั้นชุมชนที่อยู่ร่วมกันด้วยวัฒนธรรมจึงมีความยั่งยืนมานับพันปี ต่างจากการพัฒนาที่ เอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ซึ่งภายในเวลาสั้น ๆ นำไปสู่การแตกสลายของสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและ จิตใจ เพราะเศรษฐกิจเป็นการแยกส่วน ถ้าเอาแต่เงินเป็นตัวตั้งก็จะทำลายองค์ประกอบอื่นๆ และเกิด วิกฤตการณ์ดังที่กล่าวมาตอนต้น ## การพัฒนาจึงควรเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เศรษฐกิจ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่พัฒนาเศรษฐกิจ แต่เป็นเศรษฐกิจที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรม ซึ่ง จะได้อธิบายต่อไป ถ้าเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งจะเกิดความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน เช่น ทุกจังหวัดเป็นบริวารของ กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ เป็นบริวารของยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น แต่ถ้าเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งไม่มีใครเหนือ - ๑๓ - ใคร ทุกชุมชนท้องถิ่นและประเทศต่างมีวัฒนธรรมของตน ซึ่งแตกต่างหลากหลายกันไป ทุกแห่งมีอัตลักษณ์และมีศักดิ์ศรีของตนเอง การพัฒนาโดยเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งจึงเป็นการกระจายอำนาจและศักดิ์ศรี เปิดให้มีทางออกของชุมชนท้องถิ่น ถ้าเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งจะเกิดการรวมเป็นศูนย์อำนาจตามความเข้มข้นของเงินและทำให้เกิดความเครียดในระบบ ความรู้ของมนุษย์มาจาก ๒ ทางใหญ่ ๆ คือ ทางวิทยาศาสตร์และทางวัฒนธรรม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างที่เรารู้จักกันเพิ่งมีมาประมาณ ๔๐๐ ปี แต่ความรู้ทางวัฒนธรรมมีมาเนิ่นนานก่อนหน้านั้น คือตั้งแต่มีมนุษย์มา มนุษย์ก็ค่อย ๆ เรียนรู้จากธรรมชาติรอบตัว เช่นว่าอะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้ ประดิษฐ์ถ้อยคำ ข้าวของเครื่องใช้ และวิถีดำรงชีวิตต่าง ๆ ผ่านการกลั่นกรองลองใช้สะสมเพิ่มพูนและถ่ายทอดกันมา ความรู้ทางวัฒนธรรมที่บางครั้งเราเรียกว่า ภูมิปัญญา ภูมิแปลว่าแผ่นดิน ปัญญาที่ติดแผ่นดินมีความหมายความว่า ในแผ่นดินหรือสิ่งแวดล้อมแต่ละแห่งซึ่งไม่เหมือนกัน มนุษย์ต้องสร้างปัญญาที่เหมาะสมที่จะอยู่ได้ในภูมิหรือสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ ซึ่งก็คือความหลากหลายทางวัฒนธรรมนั้นเอง บางครั้งก็พูดถึง ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง วัฒนธรรมราษฎร วัฒนธรรมมีทั้งวัฒนธรรมราษฎร์และวัฒนธรรมหลวง เรามักจะรู้จักแต่วัฒนธรรมหลวง แต่ไม่รู้จักวัฒนธรรมราษฎร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคม จึงทำให้พัฒนาไม่ถูกทาง อีกชื่อหนึ่งของความรู้ทางวัฒนธรรมคือ ความรู้ดั้งเดิม (traditional knowledge) เพราะมีและถ่ายทอดดันมาแต่ดั้งเดิม ธรรมชาติสร้างสรรค์สรรพชีวิตนานาพันธุ์เป็นความหลากหลายทางชีวภาพฉันใด มนุษย์ก็สร้างความรู้ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายขึ้นมาฉันนั้น ความรู้ดั้งเดิมที่เกิดขึ้นมาจึงมีคุณค่าเช่นเดียวกับสรรพชีวิต แต่การเรียนรู้โดยเฉพาะตำราเป็นตัวตั้งจะทำให้ความรู้ดั้งเดิมสูญพันธุ์ใช้อย่างน่าเสียดาย เพราะความรู้ดั้งเดิมไม่ได้อยู่ในตำราหรือเรียนรู้จากตำราไม่ได้ แต่อยู่ในการปฏิบัติ ในวิถีชีวิต ความรู้ดั้งเดิมเมื่อสูญไปก็จะไม่กลับมาอีก เช่นเดียวกับการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ การสูญเสียความรู้ดั้งเดิมจึงเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ การเรียนรู้จึงควรเรียนรู้ในฐานะวัฒนธรรม การเรียนรู้อย่างอื่นก็สามารถเรียนรู้ได้ทุกชนิดจากทั่วโลกตามความชอบและความจำเป็น แต่ต้องมีฐานอยู่ในวัฒนธรรมการเรียนรู้นั้น ๆ จึงเป็นประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกัน ไม่แยกส่วนหลุดลอยหรือทำร้ายการอยู่ร่วมกันหรือวัฒนธรรม ตามที่อธิบายมาจะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมคือรากของสังคม เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ต้องมีรากที่จะยึดต้นให้มั่นคงและดูดซึมปุ๋ยจากดิน สังคมก็ต้องมีรากเพื่อความมั่นคงและเพื่อดูดซึมประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ รากของสังคมคือวัฒนธรรม การตัดรากต้นไม้เกิดผลร้ายฉันใด การพัฒนาโดยตัดรากทางวัฒนธรรมก็เกิดผลร้ายแก่สังคมฉันนั้น ถ้าสังคมมีฐานทางวัฒนธรรมมั่นคงแล้ว จะเรียนรู้เรื่องอื่นวัฒนธรรมอื่นอย่างไรก็ได้ ของใหม่ ๆ ก็เหมือนสายลมแสงแดดที่โชยมา ถ้าต้นไม้มีรากแข็งแรงย่อมได้ประโยชน์จากสายลมแสงแดดและยิ่งทำให้รากแข็งแรงขึ้น - ๑๔ - ถ้าขาดราก มีแต่ของใหม่หรือรับของใหม่เข้ามาโดยตัดรากเก่าทางวัฒนธรรม สังคมย่อมคลอน แคลน หาหลักไม่ได้ จะโค่นล้มหรือวิกฤตได้ง่าย การพัฒนาจึงควรมีวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งหรือเป็นรากฐาน จึงจะมีความมั่นคงและยั่งยืน เดี๋ยวนี้เราพูดกันถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราก็ยังงงๆ กันอยู่ว่าทำอย่างไร หรือบางทีก็คิดถึงการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเดียวแบบแยกส่วน แท้ที่จริง การพัฒนาอย่างยั่งยืนคือการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง เพราะวัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันที่บูรณาการทุกอย่างเข้ามา เพื่อความสมดุล เมื่อสมดุลจึงยั่งยืน ความยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่สิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่หมายถึงวิถีชีวิตร่วมกันที่ยั่งยืน ซึ่งรวมถึงเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการเรียนรู้ ต้องร่วมกันจึงจะยั่งยืน ถ้าตัวใครตัวมัน แย่งชิงกันอย่างเสรีก็จะไม่ยั่งยืน ถ้าเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งจะส่งเสริมความเป็น ตัวใครตัวมันและการแย่งชิงกันอย่างเสรี จึงไม่ยั่งยืน แต่วัฒนธรรมเน้นวิถีชีวิตร่วมกัน และบูรณาการ องค์ประกอบของวิถีชีวิตร่วมกันทั้งหมดรวมทั้งสิ่งแวดล้อมเข้ามาด้วยกัน เพราะฉะนั้น ที่พูดว่าพัฒนา อย่างบูรณาการโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง แท้ที่จริงก็อย่างเดียวกันกับการพัฒนาโดยเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง เพราะชีวิตวัฒนธรรมอยู่ในพื้นที่ ## ๖. โครงสร้างของสัมมาพัฒนา การพัฒนาใช่สักแต่ว่าพัฒนา เพราะถ้าเป็นมิจฉาพัฒนาแล้วย่อมนำไปสู่การอยู่ร้อนนอนทุกข์และ ความสูญเสีย จำเป็นต้องมีการพัฒนาที่ถูกต้องหรือสัมมาพัฒนา จึงจะเกิดความอยู่เย็นเป็นสุข โครงสร้าง กำหนดคุณสมบัติ เช่นให้เป็นม้า เป็นช้าง เป็นสุนัข เป็นลิง เป็นคน เป็นเรือ เป็นเกวียน หรือเป็นรถยนต์ คนไทยควรจะร่วมกันกำหนดโครงสร้างของสัมมาพัฒนา โครงสร้างใด ๆ มักจะประกอบด้วยส่วนใหญ่ ๆ ๓ ส่วน คือ (๑) ฐาน (๒) ยอด (๓) ส่วนกลาง ฐานมีความสำคัญมากเพราะถ้าฐานถูกต้อง แข็งแรง โครงสร้างทั้งหมดจะมั่นคง ขึ้นสูงและเติบใหญ่ได้มาก โดยไม่พังทะลายลงมา ยอดของโครงสร้างเป็นความสง่างาม พระเจดีย์แห่งสัมมาพัฒนาควรจะมีโครงสร้าง ดังต่อไปนี้ ๑. ฐานพระเจดีย์คือฐานวัฒนธรรม หรือเศรษฐกิจพอเพียง ๒. ยอดพระเจดีย์คือ ศาสนธรรม หรือการเป็นสังคมที่เข้าถึงความดี ๓. ส่วนกลางคือมัชฌิมาปฏิบัติ หรือการพัฒนาที่เชื่อมระหว่างฐานกับยอดที่ถูกต้อง การพัฒนาถ้าไม่มีฐานกับยอดที่ถูกต้องย่อมเข้ารกเข้าพงลงเหวได้ สัมมาพัฒนาจึงต้องกำกับด้วย ฐานกับยอดที่ถูกต้อง - ๑๕ - (๑) ฐานของการพัฒนาคือวัฒนธรรมหรือระบบเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนสำคัญที่สุดคือฐานของการพัฒนา ถ้าฐานถูกต้องที่เหลือจะค่อนข้างง่าย แต่ถ้าฐานผิดถึง พยายามพัฒนาเท่าไร ๆ ก็จะสับสนอลหม่านและวิกฤต จึงจำเป็นต้องค่อย ๆ ทำความเข้าใจและตั้งฐานการพัฒนาที่ถูกต้อง <table><tr><td></td><td>๒</td><td>= สังคมที่เข้าถึงความดี</td></tr><tr><td>ยอด = ศาสนธรรม</td><td colspan="2"></td></tr><tr><td>กลาง = มัชฌิมาปฏิปทา</td><td colspan="2">= การพัฒนาที่เชื่อมระหว่าง ฐานกับยอด</td></tr><tr><td>ฐาน = วัฒนธรรม</td><td colspan="2">= ระบบเศรษฐกิจพอเพียง = การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่</td></tr><tr><td>๓</td><td colspan="2"></td></tr><tr><td>๑</td><td colspan="2"></td></tr></table> รูปที่ ๑ พระเจดีย์แห่งสัมมาพัฒนา ฐาน = วัฒนธรรม หมายถึง เศรษฐกิจพอเพียง ยอด = ศาสนธรรม หรือ ความดี กลาง = มัชฌิมาปฏิปทา หรือการพัฒนาที่เชื่อมระหว่างยอดกับฐานที่ถูกต้อง ระบบเศรษฐกิจพอเพียงคือระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง ทุกวันนี้ระบบเศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง หรือเงินเพื่อเงินย่อมกระทบกระเทือนความเป็นมนุษย์ในทุกมิติ ทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และระหว่างประเทศจนกับประเทศรวยห่างมากขึ้น ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน การแย่งชิงทรัพยากรอย่างขาดความเป็นธรรม ความขัดแย้ง ความรุนแรงในรูปต่าง ๆ ตลอดจนสงครามและการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ระบบเศรษฐกิจควรจะเป็นระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง โดยคำนึงถึงทุก ๆ มิติของความเป็นมนุษย์และการอยู่ร่วมกันด้วยสันติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง มีรูปแบบที่ปฏิบัติได้และวัดได้ ไม่เหลือบ่ากว่าแรงแต่อย่างใด รูปธรรมของระบบเศรษฐกิจพอเพียงคือ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ - ๑๖ - สัมมาชีพหมายถึงอาชีพที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายได้สูงกว่า รายจ่าย ถ้าทุกคนหรือทุกครอบครัวมีอาชีพที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายได้สูง กว่ารายจ่าย ก็จะหายจนถ้วนหน้า อยู่ร่วมกันด้วยความเรียบร้อย เป็นฐานของการพัฒนาสิ่งที่ดีงามให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เราสามารถใช้ดรรชนีวัดการมีสัมมาชีพ (ดสช.) เป็นเครื่องวัดความก้าวหน้าในทุกชุมชน ทุก ท้องถิ่น ทุกจังหวัด ต้องดูแลให้ประชาชนมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ฝ่ายนโยบายต้องสนับสนุนให้เป็นไปตามนี้ ไม่ว่าการจัดสรรที่ทำกิน การใช้เทคโนโลยี ทุน การสื่อสาร การศึกษา หรืออื่น ๆ จีดีพีที่เพิ่มไม่บอกการกระจายรายได้ รายได้มหึมาตกอยู่กับคนจำนวนน้อย จีดีพีก็เพิ่มขึ้นได้ใน ขณะที่คนส่วนใหญ่ยากจน จีดีพีเพิ่มจึงไม่ได้แปลว่าคนจนดีขึ้น เพราะจีดีพีไม่ได้เอาคนแต่เอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่การมีสัมมาชีพ(ดสช.) เต็มพื้นที่หมายถึงทุกคนดีขึ้นหมด ระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง คือ ระบบที่คำนึงถึงคนทุกคน นอกจากนั้น จีดีพีขึ้นไม่ได้บอกที่มาของเงิน มิจฉาอาชีวะต่างๆ ก็ทำให้จีดีพีขึ้นได้ การละเมิดสิทธิ สตรี สิทธิเด็ก ทำลายสิ่งแวดล้อม ก็ทำให้จีดีพีเพิ่มได้ จีดีพีเพิ่มจึงไม่เป็นประกันว่าศีลธรรมจะดีขึ้น แต่การ มีสัมมาอาชีวะเต็มพื้นที่นั้นบอกว่าศีลธรรมดีขึ้นด้วย เพราะสัมมาอาชีวะคืออาชีพที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่ เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายได้สูงกว่ารายจ่าย เศรษฐกิจพอเพียง คือ การพออยู่พอกินและมีไมตรีจิตต่อกัน ระบบเศรษฐกิจพอเพียงคือระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เงินและมีรูปธรรมที่ปฏิบัติ ได้และวัดได้ จากการส่งเสริมให้มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ นี้คืออย่างเดียวกับการพัฒนาที่อยู่ในฐานะวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่ม ชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ วิถีชีวิตร่วมกัน ต้องเป็นตัวตั้งของการพัฒนา มิใช่เงิน หรือตัวใคร ตัวมัน หรือการค้าเสรี หรือการเงินเสรี นี้มิใช่การปฏิเสธเงิน หรือปฏิเสธปัจเจกบุคคล หรือปฏิเสธการค้า เสรี หรือปฏิเสธเงินเสรี แต่เอาเป็นตัวตั้งไม่ได้ เพราะถ้าเอาอย่างอื่นที่ไม่ใช่วิถีชีวิตร่วมกันเป็นตัวตั้ง ก็จะ ทำลายวิถีชีวิตร่วมกัน แต่ถ้าเอาวิถีชีวิตร่วมกัน แล้วเอาอย่างอื่นทั้งหมดมาสนับสนุนวิถีชีวิตร่วมกัน (living together) ตามสถานการณ์และความเหมาะสม ก็จะเป็นไปเพื่อมนุษย์ทั้งหมดและธรรมชาติทั้งหมด ฐาน วัฒนธรรมจึงรวมระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้งอยู่ในนั้นด้วย รูปธรรมของการพัฒนาในฐานะวัฒนธรรมหรือระบบเศรษฐกิจพอเพียงคือ การพัฒนาการอย่าง บูรณาการโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง พื้นที่หมายถึงชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ถ้าทุกชุมชน ทุกท้องถิ่น ทุกจังหวัด มีพัฒนาอย่างบูรณาการก็จะมีการพัฒนาอย่างบูรณาการเต็มพื้นที่ อันจะเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน องค์ประกอบของการพัฒนาอย่างบูรณาการในพื้นที่มี ๘ เรื่องด้วยกัน คือ ๑. การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ๒. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ๓. ความปลอดภัย ๕. ศิลปวัฒนธรรม ๖. ศาสนธรรม ๗. สุขภาพ - ๑๗ - ๔. สังคมเข้มแข็ง ๘. กระบวนการเรียนรู้ของชุมชน มีกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน เป็นหัวใจที่เชื่อมโยงไปสู่ทุกเรื่อง ดังในรูปที่ ๒ ๑. การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ทุกพื้นที่ต้องดูแลให้ทุกคนหรือทุกครอบครัวมีสัมมาชีพ นี้จะเกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดินทำกิน เทคโนโลยี และทุน อย่างถูกต้อง เมื่อมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ อย่างอื่นๆ จะง่าย หมด ๒. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ๓. ความปลอดภัย ๔. สังคมเข้มแข็ง ๕. ศิลปวัฒนธรรม ๖. ศาสนธรรม ๗. สุขภาพ ๘. การเรียนรู้ รูปที่ ๒. องค์ประกอบ ๘ ประการในการพัฒนาอย่างบูรณาการที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ๒. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ๓. ความปลอดภัย ทุกพื้นที่ต้องดูแลให้มีความปลอดภัยจากการฆ่า จี้ ปล้น อุบัติเหตุ และยาเสพติด ๔. สังคมเข้มแข็ง หมายถึงมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ มีองค์กรชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งที่สามารถ จัดการการเรียนรู้ และการพัฒนาอย่างบูรณาการ ๕. ศิลปวัฒนธรรม ศิลปะ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ๖. ศาสนธรรม ความเสียสละ การลดความเห็นแก่ตัว การพัฒนาจิตใจ ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และ เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการได้ง่าย ๗. สุขภาพ การพัฒนาอีก ๗ องค์ประกอบล้วนทำให้เกิดสุขภาวะ ทุกชุมชนท้องถิ่นต้องพัฒนา สุขภาพ ให้สมบูรณ์แข็งแรง ปลอดยาเสพย์ติด ปลอดโรคเอดส์ เป็นต้น ๘. กระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ชุมชนต้องรวมตัวกันทำการวิจัยเรื่องของชุมชน เอาผลการวิจัย มาปรับพฤติกรรม และทำแผนแม่บทชุมชนซึ่งเป็นแบบการพัฒนาอย่างบูรณาการ และขับเคลื่อนการ พัฒนาอย่างบูรณาการเป็นการต่อเนื่องให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน - ๑๘ - เมื่อทุกพื้นที่มีการพัฒนาอย่างบูรณาการ ชุมชนท้องถิ่นจะเข้มแข็งทุก ๆ ทาง รองรับการพัฒนาอื่น ๆ ให้มั่นคง (๒) ยอดของการพัฒนาคือศาสนธรรม หรือการเป็นสังคมที่เข้าถึงความดี ยอดของพระเจดีย์ที่เรียวแหลมชี้สู่ฟ้าคือ การเข้าถึงสิ่งสูงสุด การเข้าถึงสิ่งสูงสุดเป็นคุณสมบัติของ มนุษย์ นอกจากเรื่องทางวัตถุแล้ว มนุษย์ต้องเข้าถึงความดีด้วยจึงจะสมบูรณ์ สังคมก็เช่นเดียวกัน ต้องเป็น สังคมที่เข้าถึงความดี ต้องมีดรรชนีวัดการเป็นสังคมที่ดี (Good Society Index =GSI) เราจะวัดแต่จีดีพียัง ไม่ได้บอกว่าเป็นสังคมที่ดี ควรจะมีการวัดจีเอสไอควบคู่ไปด้วย การเป็นสังคมที่ดีร่วมกันคิดสักพักหนึ่งก็คงจะคิดออกและใช้เป็นตัวกำกับการพัฒนา จะได้ไม่บิด เบี้ยวเป๋ไปเป็นมิจฉาพัฒนา สังคมที่ดีน่าจะมีลักษณะอย่างน้อยดังนี้ ๑. เป็นสังคมที่มีศีลธรรมพื้นฐานคือเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน ๒. มีความเป็นธรรมทางสังคม และเศรษฐกิจ ๓. มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ๔. มีความปลอดภัย ๕. มีการพัฒนาจิตใจให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้น ควรทำให้วัดได้ เป็นดรรชนีชี้วัดสังคมดี (ดสด.) หรือ จีเอสไอ เป็นเครื่องกำกับการพัฒนา (๓) ส่วนกลางคือมัชฌิมาปฏิปทา หรือการพัฒนาที่เชื่อมระหว่างฐานกับยอด การพัฒนาต่างๆ ต้องเชื่อมอยู่ในฐานะวัฒนธรรมหรือระบบเศรษฐกิจพอเพียง และเชื่อมกับส่วน ยอดคือการเข้าถึงความดี การพัฒนานั้นจึงจะเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ถ้าการพัฒนาไม่มีฐานไม่ ยอด เพียงแต่เอาเงินเป็นตัวตั้ง จะทำให้เกิดมิจฉาพัฒนา และนำไปสู่การทำลาย ตัวอย่างของการพัฒนา ๘ ประการ ที่เชื่อมโยงอยู่ในฐานะวัฒนธรรม ๑. เศรษฐกิจ ๒. ศาสนาและศิลปะ ๓,๔,๕ การวิจัย-การศึกษา - การสื่อสาร - ๑๙ - # ๖. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ## ๗. สุขภาพ ### ๘. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้ง ๘ เรื่องนี้ถ้าหยั่งรากอยู่ในฐานะวัฒนธรรมย่อมง่ายขึ้น เติบโตบนฐานที่มั่นคง และช่วยให้ฐาน แข็งแรงขึ้น คือทำให้แข็งแรงไปด้วยกันทั้งหมด จะขยายความดังต่อไปนี้ (๑) เศรษฐกิจที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรม การแข่งขันทางเศรษฐกิจควรจะแข็งขันจากจุดแข็งของเรา ไม่ควรจะแข่งจากจุดอ่อน จุดแข็งของเราที่คนอื่นไม่มีก็คือวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมมีความจำเพาะตาม พื้นที่ดังกล่าวแล้ว ถ้าอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมของเราอยู่บนสินค้าวัฒนธรรมก็จะมีฐานกว้างที่คน ไทยทำอยู่แล้ว และเกิดกระจายรายได้เพราะคนจำนวนมากเกี่ยวข้อง อาหารกับการท่องเที่ยวจะเป็นสินค้า วัฒนธรรมหลัก นอกจากนั้นมีสินค้าหัตถกรรม สมุนไพร บริการสุขภาพไทย เช่น การนวดแผนไทย ถ้ามี การทำแผนที่ศักยภาพคนไทยตามที่กล่าวถึงในตอน ๔ ข้อ ๕ ข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นฐานของเศรษฐกิจ วัฒนธรรมที่ใหญ่มาก หากเศรษฐกิจชุมชนกับเศรษฐกิจมหภาคเชื่อมโยงกันจะเกิดเศรษฐกิจสมดุลที่แข็งแรง การเชื่อมโยงผู้ผลิตในชนบทกับผู้บริโภคในเมืองให้เกื้อกูลกันจะเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาที่ ยั่งยืนที่ใหญ่โตมาก (๒) ศาสนาและศิลปะในฐานะวัฒนธรรม ศาสนาถ้ามองตรงส่วนกลางที่ลอยตัวจากฐานทาง วัฒนธรรมเกือบมองไม่ออกเลยว่าจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร แต่ถ้าอยู่ในฐานะวัฒนธรรมในพื้นที่แล้วง่ายมาก เป็นอัตโนมัติ การพัฒนาอย่างบูรณาการนั้นศาสนาจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างขาดไม่ได้ ถ้าเรา พัฒนาจากฐานทางวัฒนธรรมขึ้นมาศาสนาจะถูกต้องและแข็งแรงขึ้น ในชุมชนมีศิลปะและศิลปินเป็นอัน มาก งานศิลปะข้างบนถ้าเชื่อมโยงกับศิลปะในฐานะวัฒนธรรมจะเป็นประโยชน์ต่อกันและกันและเป็น ประโยชน์ต่อสินค้าวัฒนธรรมมาก (๓) (๔) (๕) การวิจัย - การศึกษา -การสื่อสาร ในฐานวัฒนธรรม ขณะนี้การศึกษาลอยตัวจาก ฐานทางวัฒนธรรมจึงไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศได้ การปฏิรูปการศึกษาคือการเปลี่ยนญาณ วิทยาดังกล่าวแล้วข้างต้น การเปลี่ยนแปลงจากญานวิทยาเก่าที่ถือว่าฐานของความรู้ในตำารามาเป็นญาณ วิทยาใหม่ที่ถือว่าฐานของความรู้อยู่ในตัวคน แท้ที่จริงก็คือฐานของความรู้อยู่ในวัฒนธรรม นั่นเอง เพราะ ความรู้ในตัวคนได้มาจากวิถีชีวิตร่วมกัน ควรปฏิรูปการศึกษาจากการเน้นท่องหนังสือไปเรียนรู้จากชีวิต จริง นั่นคือในฐานะวัฒนธรรมการเรียนรู้จะสนุก เรียนได้เร็วเรียนจากการทำจริงและทำได้จริง และกระตุ้น ให้อยากทำวิจัย เพราะในการปฏิบัติจริงให้ได้ผลนั้นต้องการวิจัยเป็นอย่างมาก ฐานทางวัฒนธรรมจะเป็น ฐานของการวิจัยที่เป็นประโยชน์ - ๒๐ - การสื่อสารก็ไม่ควรจะลอยตัว เป็นเครื่องมือที่สื่อแต่วัตถุนิยมบริโภคและเป็นประตูของการนำเข้า วัฒนธรรมอันไม่ดีงามจากต่างประเทศ สื่อมวลชนควรจะมีฐานอยู่ในวัฒนธรรม จะทำให้รู้จักคนไทย รู้จัก แผ่นดินไทย ถนอมรักและส่งเสริมให้เกิดพลังแผ่นดิน และสร้างภูมิคุ้มกันจากเชื้อโรคร้ายที่มาจากต่างถิ่น (๖) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในฐานะวัฒนธรรม พลังของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอยู่ที่ชุมชนท้องถิ่น ต่อเมื่อชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งจึงจะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไว้ได้ ถ้าเชื่อมผู้บิโภคในเมืองกับผู้ผลิตในฐานะ วัฒนธรรมได้ จะเป็นพลังของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่มาก ทุกวันนี้ ประเทศไทยเปรียบประดุจแผ่นดินอาบยาพิษ ไม่ว่าจะเป็นตะกั่ว สารหนู ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี และสารอนินทรีย์เคมีอื่น ๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการได้รับสารเคมีเหล่านี้จะไม่ทำให้คนไทยเป็น มะเร็ง และมีความพิการทางสมองและพิการอื่น ๆ มากขึ้น สารเคมีเหล่านี้เมื่อไปโดนกับดีเอ็นเอ ซึ่งเป็น สารพันธุกรรมก็จะทำให้เกิดการกลายพันธุ์และเซลล์ไม่สามารถเป็นไปตามปรกติได้ ได้มีการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง หรือปุ๋ยอินทรีย์เคมีในการเกษตรเลย ก็สามารถมีผลิตผลทางเกษตรได้เท่ากันหรือมากกว่า เทคนิคเกษตร แบบไม่ใช้สารพิษมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เรียกว่า เกษตรอินทรีย์บ้าง เกษตรผสมผสานบ้าง เกษตรธรรมชาติ บ้าง วนเกษตรบ้าง การเกษตรที่ไม่ใช้สารพิษเหล่านี้ยังทำให้เกิดความเป็นป่ามากขึ้น เพราะไม่เน้นการปลูก พืชเชิงเดี่ยว คือปลูกอย่างใดอย่างหนึ่งสุดลูกหูลูกตา ซึ่งทำลายความเป็นป่า แต่เน้นการปลูกพืชนานาชนิด ร่วมกับความเป็นป่าจึงเพิ่มมากขึ้น พร้อม ๆ กับได้ผลิตผลทางเกษตรที่ปลอดสารพิษ การทำเกษตรแบบนี้ อาจเรียกว่า เกษตรวัฒนธรรม เพราะทำกันมาในวิถีชีวิตดั้งเดิมโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และไม่ทำลาย ธรรมชาติแวดล้อมเหมือนการเกษตรสมัยใหม่ การเกษตรที่ใช้สารพิษ นอกจากจะทำลายความเป็นป่าทำให้การพัฒนาไม่ยั่งยืนแล้ว ยังส่งอาหาร ปนเปื้อนสารพิษมาให้คนในเมืองกิน ซึ่งเป็นโทษต่อสุขภาพอย่างยิ่ง นี่คือตัวอย่างของความสัมพันธ์ที่ไม่ เกื้อกูลกันได้ คือเกษตรกรผลิตอาหารปลอดสารพิษ ผู้บริโภคเมืองได้บริโภคอาหารปลอดสารพิษ ซึ่งเป็น ผลดีต่อสุขภาพ การบริโภคอาหารปลอดสารพิษของชาวเมืองก็จะไปเกื้อกูลต่อเศรษฐกิจของเกษตรกร ที่ ผลิตอาหารปลอดสารพิษ ซึ่งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและเพิ่มความเป็นป่า ฉะนั้นวิถีการบริโภคของคนใน เมืองนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของตนเองแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของเกษตรกรใน ชนบท และช่วยลดสภาพการเป็นแผ่นดินอาบยาพิษ และเพิ่มความเป็นป่า ฉะนั้น การเชื่อมโยงผู้บริโภคในเมืองกับการเกษตรวัฒนธรรมในชนบทจึงเป็นพลังเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืนอันมโหฬาร เพราะผู้บริโภคต้องบริโภคทุกวัน บริโภคคราวใดก็ส่งผลดีต่อชนบทและการรักษา สิ่งแวดล้อมทุกครั้งไป รัฐบาลจึงควรส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคในเมืองกับการเกษตรเชิง วัฒนธรรม ความเชื่อมโยงสัมพันธ์นี้ต้องอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจ (trust) ระหว่างกัน ความเชื่อถือ ไว้วางใจกันได้เป็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ (๗) สุขภาพในฐานะวัฒนธรรม ขณะนี้บริการสุขภาพตามแผนตะวันตก ซึ่งก็มีข้อดีหลายอย่าง แต่มี ข้อเสียคือราคาแพง บริการได้ไม่ทั่วถึง และบางเรื่องก็ไม่ได้ผลดี เพราะขาดมิติทางจิต-สังคม ควรมีการนำ - ๒๑ - แพทย์แผนไทยหรือแผนวัฒนธรรมเข้ามาใช้อย่างเหมาะ สมควรมีการพัฒนาระบบการแพทย์และเภสัชกรรมไทย อย่างครบวงจร อื่น ๆ มีรายละเอียดซึ่งจะไม่กล่าวในที่นี้ จะขอยกตัวอย่างเพียง ๕ เรื่องคือ ก. ส่งเสริมให้มีศูนย์การแพทย์แผนไทยทุกตำบล โดยฝึกให้ชาวบ้านเป็นผู้ทำเอง โดยเริ่มต้นให้บริการ ๓ เรื่อง คือ (๑) นวดแผนไทย (๒) ประคบด้วยสมุนไพร (๓) ขายยาสมุนไพรที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีประมาณ ๒๐ ขนาน แค่นี้จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขของคนทั้งประเทศกับก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมโหฬาร ข. ประกาศยาสมุนไพรที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีเป็นยาสามัญประจำบ้าน ประมาณ ๒๐ ขนาน ยาสมุนไพรบางอย่างมีสรรพคุณดีกว่ายาแผนปัจจุบัน เช่น ขมิ้นชันแก้ปวดท้องและป้องกันมะเร็งได้ เพราะมีสาร curcumin ซึ่งเป็นแอนติออกซิแดนท์อย่างแรง ถ้าทุกบ้านมียาขมิ้นชันไว้ประจำบ้าน ลองนึกภาพว่าจะกระตุ้นการปลูก การผลิตยา และการค้าเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจขนาดไหน ยังไม่นับสมุนไพรตัวอื่น ๆ อีก ถ้าทำกันเต็มที่อาจทำให้ชาวบ้านหายจน การทำอะไรที่อยู่ในฐานะวัฒนธรรมจะกระจายรายได้ ค. ส่งเสริมการนวดแผนไทย การนวดลดความปวดเมื่อย ลดความเครียด และความดันโลหิตได้ ถ้าส่งเสริมให้บริการมีความสะอาด และคุณภาพดี จะลดการนำเข้ายาแก้ปวดและยาลดความเครียด สร้างอาชีพให้คนไทย คนตาบอดก็ยังเป็นหมอนวดได้ เรื่องนี้ถ้าทำให้ดีสามารถส่งออกได้ด้วยเพราะใคร ๆ ก็ชอบ และคนไทยก็ถนัดทางบริการ เรื่องนี้ถ้าส่งเสริมให้ดีจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ง. การส่งออกสมุนไพร ตลาดสมุนไพรไทยในต่างประเทศไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าทำให้ดีจะส่งเสริมอาชีพเกษตร ส่งเสริมความเป็นป่า และสร้างรายได้ให้ประเทศได้มาก จ. มหาวิทยาลัยควรมีการวิจัยการแพทย์และเภสัชกรรมไทยอย่างจริงจัง หากมหาวิทยาลัยทำการวิจัยการแพทย์และเภสัชกรรมไทยอย่างจริงจังจะเป็นพลังให้มีการพัฒนาระบบการแพทย์และเภสัชกรรมไทยครบวงจรได้มาก ที่กล่าวมานี้ยังห่างไกลความสมบูรณ์ในเรื่องสุขภาพในฐานะวัฒนธรรม แต่พอเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญเพียงไรต่อเรื่องสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม อย่างบูรณาการ (๘.) ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ควรจะมีแต่ทางเศรษฐกิจเท่านั้น เพราะเศรษฐกิจนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน ก่อให้เกิดความขัดแย้งและบาดหมางกันได้ กรณีตึกเวิลด์เทรดก็ดี กรณีการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญก็ดี เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน ตรงข้ามกับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งมีความเท่าเทียมกันไม่มีใครอยู่เหนือใคร ประชาชนมีโอกาสชื่นชมยินดีในวัฒนธรรมของเพื่อนมนุษย์ในประเทศอื่น มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกันจะทำให้เกิดนวัตกรรมทางวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างประชาชนจะนำไปสู่มิตรภาพระหว่างคนต่างเผ่าพันธุ์ จะส่งเสริมสันติภาพเพราะประชาชนมีความโน้มเอียงที่จะเป็นมิตรกันอยู่แล้ว ความเป็นศัตรูระหว่างกันมักเกิดขึ้นเพราะอำนาจรัฐ ฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเท่านั้นไม่เพียงพอ ควรส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในเชิงวัฒนธรรม นี้จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจวัฒนธรรมจากการ ท่องเที่ยวด้วย - ๒๒ - ที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างของการพัฒนา ๘ ประการที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรม จะเห็นได้โดยไม่ยาก ว่ามีประโยชน์เพียงใดต่อการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม ศาสนธรรม และสุขภาพอย่าง เชื่อมโยงกัน เมื่อเชื่อมโยงกันก็เกิดความสมดุล เมื่อเกิดความสมดุลก็เกิดความเป็นปรกติและความยั่งยืน จึง กล่าวว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนคือการพัฒนาในฐานะวัฒนธรรม ## ๖. การขับเคลื่อนการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง พลังของการขับเคลื่อนการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งอยู่ที่ สัมมาทิฐิ (ความเห็นชอบ) และ สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) ความเห็นชอบคือความเข้าใจที่ถูกต้องว่าวัฒนธรรมคืออะไร และทำไมการพัฒนาจึงควรเอา วัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ควรจะมีการรณรงค์ทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดสัมมาทิฐิเกี่ยวกับการพัฒนา ภาพเจดีย์แห่ง สัมมาพัฒนาที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรมควรจะเข้าไปอยู่ในมโนสำนึกของคนทั้งชาติ และควรตระหนักรู้ว่า การพัฒนาที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้งนี้ มีรูปธรรมที่ปฏิบัติได้และสามารถวัดได้ไม่ยาก อันได้แก่ ๑. การมีสัมมาอาชีพเต็มพื้นที่ ๒. ดรรชนีวัดการเป็นสังคมที่ดี = จีเอสไอ (Good Society Index) ความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือสัมมาทิฐิของสังคม จะเป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่สัมมาปฏิบัติ สัมมาสังกัปปะหรือความดำริชอบคือ นโยบายที่ถูกต้อง นโยบายที่ถูกต้องคือความดำริชอบของชาติ สังคมควรจะสร้างนโยบายที่ถูกต้องมาให้รัฐบาล ปฏิบัติ การรณรงค์สร้างความเข้าใจด้วยกันทั้งชาติจะทำให้เกิดแนวนโยบายของชาติ การมีนโยบายการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง จะนำไปสู่การปฏิบัติอื่น ๆ ต่อไป ในที่นี้จะ สรุปพลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งไว้ เป็น ๘ ประการ ดังต่อไปนี้ (๑.) ความเข้าใจร่วมกัน (สัมมาทิฏฐิ) การสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าวัฒนธรรมคืออะไร สำคัญอย่างไร ทำไมการพัฒนาจึงควรเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ความเข้าใจที่ถูกต้องหรือสัมมาทิฐิ เป็นพลัง ที่ทำให้อย่างอื่นเกิดตามมา (๒.) นโยบายที่ถูกต้อง (สัมมาสังกัปปะ) นโยบายเป็นเจตนารมณ์ของชาติ หรือความดำริ ชอบ เมื่อเป็นนโยบาย องคาพยพของสังคมทั้งหมดก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น (๓.) ระบบราชการ ทั้งหมดปรับตัวส่งเสริมการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง (๔.) ประสังคม ประสังคมเป็นพลังขับเคลื่อนทางวัฒนธรรม ประชาสังคมที่เข้มแข็งจะ ขับเคลื่อนการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง - ๒๓ - (๕.) กฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ควรทบทวน กฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อวัฒนธรรม (๖.) การงบประมาณ และการคลัง การงบประมาณและการคลังเหมือนพลังงานขับเคลื่อน ถ้าขับเคลื่อนสวนทางก็ทอนกำลัง ถ้าขับเคลื่อนถูกทางก็เพิ่มพลัง จึงควรปรับให้เพิ่มพลังทางวัฒนธรรม (๗.) การวิจัย การวิจัยให้เกิดความรู้ และการเรียนรู้ร่วมกัน จะทำให้ทั้ง ๖ ข้อข้างต้น เป็นไปอย่างถูกต้อง (๘.) กระทรวงวัฒนธรรมต้องเป็นเจ้าภาพ สร้างกลไกขับเคลื่อนองค์ประกอบทั้ง ๗ ประการข้างต้นอย่างต่อเนื่อง และอย่างมีประสิทธิภาพ สรุป การติดอยู่ในสีลัพพตปรมาส คือ การยึดถือผิด ๆ ทำให้ประเทศอ่อนแอและหาทางออกไม่พบ จำเป็นต้องเปลี่ยนวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิงจึงจะอยู่รอดได้ ญาณวิทยาเก่าว่าฐานความรู้อยู่ในตำรา ทำให้มนุษย์ขาดศักดิ์ศรีและขาดศักยภาพแห่งความ สร้างสรรค์ ญาณวิทยาใหม่ว่าฐานความรู้อยู่ในตัวมนุษย์ทุก ๆ คน จะทำให้คนทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มี ศักยภาพ มีความมั่นใจ เกิดความมั่นใจแห่งชาติ ทำให้หันไปสนรากเหง้าหรือวัฒนธรรมของตนเอง วัฒนธรรมหมายถึงวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ ในวิถีชีวิต ร่วมกัน มีบูรณาการองค์ประกอบที่จำเป็นต่อวิถีชีวิตเข้ามาทั้งหมด อันได้แก่ อาชีพหรือเศรษฐกิจ การ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การดูแลความปลอดภัย ความเป็นสังคมหรือความร่วมกัน ศิลปะ ศาสนา สุขภาพ และการเรียนรู้ ในขณะที่เศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นตัวตั้งเป็นการแยกส่วน วัฒนธรรมเป็นการบูรณาการ เมื่อบูรณา- การก็เกิดความสมดุล เมื่อมีความสมดุลก็มีความเป็นปรกติและความยั่งยืน การพัฒนาอย่างยั่งยืนคือการ พัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง เป็นอย่างเดียวกับระบบเศรษฐกิจ พอเพียง และการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง รูปธรรมของการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งคือการพัฒนาอย่างบูรณาการในพื้นที่ พื้นฐาน ของการพัฒนาอย่างบูรณาการในพื้นที่คือการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ สัมมาชีพคืออาชีพที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายได้สูงกว่ารายจ่าย การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จึงเป็นการแก้ปัญหา เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมกันไป ดรรชนีวัดการมีสัมมาชีพจึงดีกว่า จีดีพี เพราะเป็นการวัด ที่คนอย่างเป็นองค์รวมไม่ใช่วัดเฉพาะที่เงิน - ๒๔ - สัมมาพัฒนาควรมีโครงสร้างคล้ายพระเจดีย์ ที่ฐานคือวัฒนธรรม ที่ยอดชี้ขึ้นสูงหมายถึงการเป็น สังคมที่เข้าถึงความดี ซึ่งสามารถสร้างดรรชนีชี้วัดสังคมที่ดี หรือ จีไอเอส (Good Society Index) ส่วนกลางของพระเจดีย์คือมัชฌิมาปฏิปทา หรือการพัฒนาที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรมและมียอดอยู่ในความดี เมื่อถูกกำกับทั้งที่ฐานและที่ยอด การพัฒนาจะได้ไม่หลุดไปเป็นมิจฉาพัฒนา เครื่องวัดสัมมาพัฒนา คือ (๑) วัดการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่และ (๒) วัดการเป็นสังคมที่ดีหรือ จีเอสไอ รูปพระเจดีย์แห่งสัมมาพัฒนานี้ควรจะเข้าไปสู่การรับรู้และความเข้าใจของคนทั้งชาติ เพื่อการ เกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฐิหรือความเห็นชอบ และสัมมาสังกัปปะหรือความดำริชอบอันได้แก่นโยบาย สัมมาทิฐิและสัมมาสังกัปปะ คือ ปัญญา เมื่อประเทศมีปัญญาก็จะหลุดจากโมหภูมิหรืออวิชชา ทำให้เกิดการพัฒนาที่ถูกต้องหรือสัมมา พัฒนา อันจะก่อให้เกิดความสมดุล ความร่มเย็นเป็นสุข และการพัฒนาที่ยั่งยืน ขอให้คนไทยมีความสุขสวัสดิ์ - ๒๕ - # การพัฒนา วัฒนธรรม เป็นตัวตั้ง ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม จัดพิมพ์โดย รางบ้านศิลปะ มูลนิธิเล็ก มูลนิธิสหศรี - สุขด้วงค์ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

15 December 2003

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
26% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
19% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
14% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• วัฒนธรรม

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

15 December 2003

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้