hotel_class เนื้อหาคัดสรร

ดูเพิ่มเติม

auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

ยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษา

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เอกสารนี้มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา ถ้าเข้าใจว่าส่วนใดทำหน้าที่อะไร สัมพันธ์กับส่วนอื่นอย่างไร และยังขาดอะไร ก็จะเชื่อมโยงสัมพันธ์กันได้อย่างถูกต้อง และเคลื่อนต่อไปได้ไม่ยาก

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# ยุทธศาสตร์ ปฏิรูปการศึกษา ## เห็นช้างทั้งตัวก็เดินต่อไปได้ ในบ้านเราเวลาทำอะไรมักจะเกิดความงุนงง เหะหะ ขัดแย้ง ยุ่งเหยิง จนเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ได้ เพราะมีคนเข้าใจความเป็นทั้งหมดน้อย มักรู้เฉพาะส่วนเหมือนตาบอดคลำช้าง หรือรู้เฉพาะชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ เมื่อไม่เห็นช้างทั้งตัวก็จะทะเลาะกันสูง และเมื่อรู้เฉพาะส่วนของจิ๊กซอว์ก็ไม่รู้ว่าทั้งหมดเป็นรูปอะไร เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ถ้าเข้าใจว่าส่วนใดทำหน้าที่อะไร สัมพันธ์กับส่วนอื่นอย่างไร และยังขาดอะไร ก็จะเชื่อมโยงสัมพันธ์กันโดยถูกต้องและเคลื่อนต่อไปได้ไม่ยาก ผมจะอธิบายให้ฟังดังต่อไปนี้ ๑. สำนักงานปฏิรูปการศึกษา (สปศ.) สปศ. เกิดขึ้นตามพระราช-บัญญัติการศึกษา ๒๕๔๒ มาตรา ๗๕ ซึ่งกำหนดหน้าที่ให้ "เสนอ" และ "เสนอแนะ" เกี่ยวกับโครงสร้างองค์กร ระบบ และเกี่ยวกับการร่างและปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ๑ ชื่อ สปศ. อาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่า สปศ. จะทำหน้าที่ปฏิรูปการศึกษา และการปฏิรูปการศึกษาอยู่ที่ สปศ. การปฏิรูปการศึกษามีอื่น ๆ อีกมาก นอกจากที่กำหนดว่าเป็นหน้าที่ของ สปศ. ดูให้ดี ๆ สปศ. ทำหน้าที่ "เสนอ" และ "เสนอแนะ" จึงทำหน้าที่สร้างความรู้ แต่ไม่ได้เป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์และบริหารยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษา รัฐบาลเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์และบริหารยุทธศาสตร์ ๒. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) ทำหน้าที่ "เสนอ" และ "เสนอแนะ" นโยบายและแผนให้รัฐบาล เช่นเดียวกัน สกศ. ไม่ใช่ผู้กำหนดยุทธศาสตร์และบริหารยุทธศาสตร์ แต่อาจคิดยุทธศาสตร์เสนอรัฐบาล ๓. สิ่งที่ขาดไปคือการกำหนดยุทธศาสตร์และการบริหารยุทธศาสตร์ นี่เป็นหน้าที่ของแม่ทัพหรือผู้บริหารสูงสุด ซึ่งในที่นี้ก็คือรัฐบาลหรือผู้นำในรัฐบาลที่จะต้องมานำ โดยกำหนดยุทธศาสตร์และการบริหารยุทธศาสตร์ แผนยังไม่ใช่ยุทธศาสตร์ แผนอาจจะพูดอะไรต่ออะไรต่าง ๆ ให้ครบครัน แต่ยุทธศาสตร์ต้องเลือกว่าจะทำอะไรก่อนหลังที่จะนำไปสู่ชัยชนะ หรือความสำเร็จ ที่ผ่านมาการงานต่าง ๆ มักจะขาดความเป็นผู้นำจากฝ่ายการเมือง ข้าราชการที่อยากทำอะไรดี ๆ ให้บ้านเมืองก็มักต้องคุ้ยเขี่ยหากินเอง ลำบาก เจ็บปวด และมักไม่สำเร็จ เพราะไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์และบริหารยุทธศาสตร์ได้ เรื่องนี้มีความเข้าใจผิดกันว่าร่างกฎหมายต่าง ๆ ที่ สปศ. กำลังทำคือยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษา ถ้าใครไม่เห็นด้วยตามนี้ก็เป็นผู้ที่คัดค้านการปฏิรูปการศึกษา ที่จริงสิ่งที่ สปศ. ทำคือความรู้และข้อเสนอแนะ รัฐบาลจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์และบริหารยุทธศาสตร์ ที่จริงผมได้ชี้ให้เห็นตรงนี้ในเอกสาร "ยุทธศาสตร์ทางปัญญาและปฏิรูปการศึกษา" เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ที่ สกศ. พิมพ์และส่งให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกคนแล้ว แต่คงจะไม่มีเวลาอ่านและคิดกัน เพราะทั้งรัฐมนตรีและบุคคลอื่น ๆ ไปยึดข้อเสนอของ สปศ. เป็นยุทธศาสตร์ ในเมื่อความจริงไม่ใช่ จึงติดขัดและขัดแย้ง ๒ # ๒ การดำเนินการต่อไป ๑. สปศ. ทำหน้าที่ต่อไปตามเดิม อาจมีประเด็นอื่น ๆ มาให้คิดเพิ่มเติม การหาความรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ให้เป็นปัญญา เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง แต่ต้องเข้าใจว่างานที่ทำเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาเท่านั้น ควรป้องกันความเข้าใจผิดว่าสิ่งที่ สปศ. ทำนั้นคือทั้งหมดของการปฏิรูปการศึกษา และทำหน้าที่เสนอและเสนอแนะตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ในเมื่อสิ่งที่ สปศ. ทำคือ "ความรู้" ก็ต้องสัมพันธ์กับสังคมเชิงการเรียนรู้ ไม่ใช่เชิงอำนาจ ๒. สกศ. ทำหน้าที่เชิงนโยบายและแผน ใช้หลักการเช่นเดียวกับที่กล่าวข้างต้น อาจทำข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์โดยเฉพาะถ้ารัฐบาลมอบหมาย ๓. รัฐบาลต้องเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ และใช้ความเป็นผู้นำเข้ามาบริหารยุทธศาสตร์ อาจมีคณะทำงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษา คณะทำงานอาจเป็นข้าราชการเก่ง ๆ แต่ต้องไม่ทำภายใต้สังกัดหน่วยราชการสังคมของตน เพราะจะทำให้ติดขัด ต่อไปข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างของเรื่องที่อาจทำในการเดินเรื่องปฏิรูปการศึกษา ## ๓ การเคลื่อนไหวประชาชาติ เพื่อสร้างจินตนาการใหม่เกี่ยวกับการศึกษา หัวใจของการปฏิรูปการศึกษาคือการเคลื่อนไหวประชาชาติเพื่อสร้างจินตนาการใหม่เกี่ยวกับการศึกษา และจินตนาการใหม่จะสร้างพลังแห่งการปฏิรูป ไม่ได้แปลว่ากฎหมายไม่สำคัญ ใช้การจะออกกฎหมาย (แต่ยังไม่ออก) ๓ เป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดจินตนาการใหม่ แต่ถ้าใช้กฎหมายนำ จินตนาการจะหดลงไปสู่ที่แคบและทะเลาะกันเสียก่อน จินตนาการเก่าจะพาสังคมไปได้ชั่วพักหนึ่ง แล้วจะตีบตันติดขัดเพราะสถานการณ์เปลี่ยนไป สังคมต้องมีจินตนาการใหม่ เรื่องนั้น ๆ จึงจะมีพลัง ในสถานการณ์ที่สังคมไทยมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง เผชิญต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงของโลก และมีวิกฤติการณ์ทุก ๆ ด้าน ทั้งวิกฤติ-การณ์ในตัวคน ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางสิ่งแวดล้อม ทางศีลธรรม ทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ คนไทยจะมีจินตนาการเกี่ยวกับการศึกษาใหม่ อย่างไร การศึกษาใหม่คืออะไร ที่จะช่วยให้คนไทยและสังคมไทยหายวิกฤติ "การศึกษาใหม่ที่จะทำให้ไทยหายวิกฤติ" นั้นคืออย่างไร ควรจะมีประชาคมปฏิรูปการศึกษาเกิดขึ้นทั่วประเทศ ประกอบด้วยคนทุกหมู่เหล่าร่วมกันถกปัญหาเช่นว่า "การศึกษาใหม่ที่จะทำให้ไทยหายวิกฤติ" คืออย่างไร หรือการศึกษาที่คนไทยต้องการนั้นคืออะไร รัฐควรจะเข้ามาสนับสนุนการเคลื่อนไหวประชาชาติเพื่อสร้างจินตนาการใหม่เกี่ยวกับการศึกษา สกศ. ควรทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลให้สนับสนุนการขับเคลื่อนนี้ จินตนาการใหม่ของประชาชาติเกี่ยวกับการศึกษาจะเป็นพลังใหญ่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ## ๔ ปฏิรูปให้ระบบการศึกษา เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสังคมไทย ความอ่อนแอของการศึกษาและความอ่อนแอของสังคมไทยเกิดจากการแยกเป็นคนละส่วนกัน ระบบการศึกษาเป็นระบบที่แยกตัวจากสังคมไทยไปลอยตัวอยู่ต่างหาก ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ร่วมแก้ปัญหา ไม่ร่วมสร้างสรรค์ เพียงแต่เป็นระบบท่องหนังสือ ๔ การแยกตัวกันระหว่างการศึกษาและสังคมทำให้ทั้งคู่พากันอ่อนแอ และวิกฤติ ขณะที่ประเทศมีวิกฤติทุก ๆ ทาง ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทาง สิ่งแวดล้อม ทางวัฒนธรรม และทางจิตวิญญาณ การศึกษาไม่ได้ร่วมรับ รู้และร่วมแก้ปัญหา การศึกษาที่ไม่ได้เผชิญกับความเป็นจริงของปัญหา เพียงแต่ท่อง หนังสือกันไปเรื่อย ๆ จะไม่เก่งทั้งครูและนักเรียน เป็นเหตุให้คนไทยอ่อนแอ หมดทั้งชาติ เพราะโรงเรียนได้แยกตัวจากสังคมไปกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว ฉะนั้นเป็น ไปไม่ได้เลยที่จะบอกว่าไปพัฒนาครูในรูปเดิมแบบแยกตัว การบอกว่าปฏิรูป การเรียนรู้โดยเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั้นไม่มีพลังพอ หัวใจของการปฏิรูปการศึกษาคือ การปฏิรูปให้ระบบการศึกษาเป็น อันหนึ่งอันเดียวกับสังคมไทย ระบบการศึกษาต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสังคมไทย ร่วมแก้ไขปัญหา และร่วมสร้างสรรค์ ระบบการศึกษาเป็นระบบใหญ่และมีศักยภาพมาก เมื่อระบบการ ศึกษาไปแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ จะ ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวิกฤติการณ์ และในกระบวนการดังกล่าวจะ สร้างครูที่เก่ง สร้างนักวิจัยที่เก่ง สร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ดี และสร้างคน ไทยที่เก่ง การปฏิรูปการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดคือ การปฏิรูปให้ระบบการศึกษา เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสังคมไทย ไม่ใช่เพียง "เอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง" ข้อ ๓ ข้างต้นและข้ออื่น ๆ ที่จะตามมา ก็คือตัวอย่างของความพยายาม เชื่อมโยงการศึกษากับสังคม ๕ # ๕ สนับสนุนการศึกษาทางเลือก ในขณะที่การศึกษากระแสหลักแยกตัวจากความเป็นจริงของสังคม มี การศึกษาทางเลือกต่าง ๆ นานาที่ริเริ่มโดยครอบครัว ชุมชน องค์กรทางศาสนา องค์กรเอกชน และกลุ่มคนต่าง ๆ ควรมีโครงการศึกษาสำรวจโดยรวดเร็วทั้ง ประเทศว่า การศึกษาทางเลือกที่คนไทยทำอยู่ในเวลานี้มีอะไรบ้าง จะได้พบ นวัตกรรมแปลก ๆ และมีประโยชน์ รัฐควรเข้าไปเรียนรู้ สนับสนุน เชื่อมโยง การเชื่อมโยงการศึกษากระแส หลักกับการศึกษาทางเลือกก็เป็นวิธีหนึ่งที่ปรับระบบการศึกษาเข้ามาหาสังคม ## ๖ ระบบการศึกษาที่เปิดประตูสู่สังคม การศึกษาทุกระดับและทุกประเภทควรลดการเรียนแบบถ่ายทอด เนื้อหาในห้องเรียนลง แล้วเน้นการไปปฏิบัติการจริงร่วมกับชุมชน นักเรียนจะ ได้เรียนจากครูชุมชนจำนวนมากที่หลากหลาย เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน ศิลปิน พระสงฆ์ ผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ จะเบาแรงครูในโรงเรียน และครูในโรงเรียน ก็ได้เรียนจากครูชุมชนด้วย ทุกคนเป็นทั้งครูและนักเรียนที่ "เรียนรู้ร่วมกัน ในการปฏิบัติ" (Interactive learning through action) การเรียนรู้ร่วมกัน ในการปฏิบัติถือเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการเรียนรู้เพื่อการ ดำรงชีวิตและการอยู่ร่วมกัน การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติจะเป็นการเรียนรู้ ที่มีบูรณาการทั้งชีวิต สังคม วัฒนธรรม ศาสนธรรม และวิชาการต่าง ๆ ที่ จำเป็นต้องใช้เข้ามาพร้อมกันไป อุดมศึกษาทุกระดับทุกประเภทที่ทำงานร่วมกับชุมชน เรียนรู้จาก ชุมชน ทำการวิจัยร่วมกับชุมชน ร่วมแก้ปัญหาทุก ๆ เรื่องกับชุมชน จะทำให้ ๖ ชุมชนเข้มแข็งทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทางการจัดองค์กร และทางปัญญา เมื่อฐานล่างของสังคมหายจนสังคมข้างบนก็อยู่บนฐานที่มั่นคงและยั่งยืน การอุดมศึกษาทั้งหมดจะเข้มแข็ง ## ๗ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์บูรณาการ ในการศึกษาทุกประเภทควรใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์บูรณาการ โดยฝึกครูให้เข้าใจกระบวนการนี้ คือจากประสบการณ์ กิจกรรม และการทำงาน ดังในข้อ ๕ และข้อ ๖ แล้วมีกระบวนการ ๑๐ ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ๑. ฝึกสังเกต ๒. ฝึกบันทึก ๓. ฝึกนำเสนอ ๔. ฝึกฟัง ๕. ฝึกปุจฉาวิสัชนา ๖. ฝึกตั้งสมมุติฐานและคำถาม ๗. ฝึกแสวงหาคำตอบ ๘. ฝึกทำการวิจัยเพื่อให้ได้คำตอบ ๙. ฝึกบูรณาการความรู้ที่ได้มาไปสู่ความเป็นองค์รวม เกิดปัญญา ที่เข้าถึงความจริงทั้งหมด ๑๐. ฝึกการเขียนเรื่องราวทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น กระบวนการนี้จะบูรณาการการเรียนและการวิจัยเข้ามาเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่แยกกันเหมือนปัจจุบัน ถ้าผนวกการเรียนกับการวิจัยเข้ามาเป็นเรื่องเดียวกันได้เมื่อใดบ้านเมืองจะเข้มแข็งทางปัญญา โปรดเข้าใจว่าในขั้นตอนที่ ๙ ที่ว่าบูรณาการความรู้ไปสู่ความเป็น ๗ องค์รวม เกิดปัญญาที่เข้าถึงความจริงทั้งหมด ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อ เข้าถึงความจริงทั้งหมดจะลดการยึดมั่นในตัวตนหรือความเห็นแก่ตัว ปัญญาคือการเข้าถึงความจริงและลดความเห็นแก่ตัว ถ้าเห็นแก่ ตัวถือว่าโง่ ถ้าฉลาดต้องลดความเห็นแก่ตัว ทุกวันนี้การศึกษามุ่งแต่ความรู้ที่ไปไม่ถึงปัญญา การศึกษาควรจะมุ่ง ที่ปัญญาก่อนแล้วจึงไปความรู้ ถ้าฝึกครูทั้งหมดและผู้เรียนให้เข้าใจและมีทักษะในกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์บูรณาการ ประเทศไทยจะเข้มแข็งทั้งทางวิทยาศาสตร์และ ศีลธรรม ## ปฏิรูปการผลิตครู เราบ่นกันมานานว่าเราขาดครูเก่ง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ ทางคณิตศาสตร์ ทางภาษาไทย ทาง ฯลฯ ได้แต่บ่นแล้วก็ทำเหมือนเดิม ควรปฏิรูปการผลิต ครู โดยรับคนที่จบปริญญาตรีและเก่งทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือ อื่นใดที่ต้องการ มาเรียนต่อยอดวิชาครู ไม่เลี้ยงต้อยที่อ่อนแอแบบเก่า ๆ แต่ ให้แรงจูงใจไปเอาผลสำเร็จที่พิสูจน์ว่าเก่งแล้ว และรู้อนาคตแล้วว่าอยากเป็น ครู มาต่อยอดวิชาครูและพัฒนากระบวนการฝึกวิทยายุทธการเป็นครูให้ ยอดเยี่ยม ทุ่มกำลังกันทำตรงนี้ เราจะได้ครูเก่ง ๆ ที่เต็มใจเป็นครูในด้าน ต่างๆ ๘ # ปฏิรูปการศึกษาทั้งจังหวัดทุกจังหวัด นี้เป็นยุทธศาสตร์ที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ในแต่ละจังหวัดมีการรวมพลังกันหมดทุกภาคส่วนของสังคม (All For Education) จัดการศึกษาสำหรับคนทุกคนในจังหวัด (Education For All) ให้หลากหลายเหมาะกับแต่ละกลุ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัยไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยกระบวนการเรียนรู้ที่ดีและเหมาะสมกับกลุ่มบุคคลที่แตกต่างกัน อย่างน้อยทุกจังหวัดต้องมีวิทยาลัยชุมชนที่ดำเนินการโดยท้องถิ่น โดยเน้นเรื่องการประกอบอาชีพ แต่ต่อเชื่อมกับอุดมศึกษาที่สูงขึ้นไปได้ ถ้าปฏิรูปการศึกษาทั้งจังหวัดทุกจังหวัด จะเป็นการปฏิรูปการศึกษาอย่างทั่วถึงทั้งประเทศในเวลาอันรวดเร็ว โดยใช้หลัก ๓ ประการ คือ ๑. เป็นการศึกษาสำหรับคนทั้งมวล (Education For All) ๒. เป็นการเคลื่อนทุกภาคส่วนของสังคมเพื่อการศึกษา (All For Education) ๓. ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ให้เข้มแข็งโดยเชื่อมโยงกับสังคม และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์บูรณาการ ## สื่อเพื่อการศึกษา ควรมียุทธศาสตร์สื่อเพื่อการศึกษา โดยพัฒนาสื่อทุกประเภทเพื่อการศึกษาทุกชนิดโดยรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ มัลติมีเดีย อินเตอร์เนต รายการวิทยุ โทรทัศน์ บางเรื่องที่ดี ๆ ควรถ่ายทอดโทรทัศน์ให้ดูพร้อมกันทั้งประเทศ สื่อเพื่อการศึกษาจะปฏิรูปการศึกษาโดยรวดเร็ว ควรมีสถาบันนโยบายสื่อเพื่อการศึกษา เล็ก ๆ แต่ทำงานใหญ่ โดยใช้ทุนสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาดังที่จะกล่าวถึงในข้อ ๑๑ (๔.) ๙ # ๑๑ เครื่องมือในการขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาที่กล่าวถึงทั้ง ๑๐ ข้อข้างต้น ต้องการเครื่องมือในการขับเคลื่อน ซึ่งอาจมีดังนี้ ๑. มาตรการทางการเงิน เช่น จัดคูปองการศึกษาให้ผู้เรียน ให้มีสิทธิเลือกโรงเรียน จะเป็นของรัฐหรือเอกชนก็ได้ โรงเรียนที่ได้รับเลือกจะได้รับเงินอุดหนุน นี้เป็นการ "ปฏิรูป" กลับกันจากเดิมที่โรงเรียนเป็นผู้เลือกผู้เรียน มาเป็นผู้เรียนเป็นผู้เลือกโรงเรียน ซึ่งจะเปลี่ยนพฤติกรรมของโรงเรียน "ชั่วข้ามคืน" โดยต้องปรับท่าทีต่อผู้เรียนและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อจะได้รับเงินอุดหนุนผ่านคูปองการศึกษา ๒. การปรับโครงสร้างองค์กร กฎหมาย กฎ ระเบียบ ถ้าได้ผ่านการร่วมคิดร่วมทำทั้งหมดตั้งแต่ข้อ ๑ ถึง ๑๐ ข้างต้น จะปรากฏขึ้นมาเองว่าต้องปรับโครงสร้างองค์กร กฎหมาย กฎ ระเบียบ อะไรบ้าง อย่างไร ซึ่งจะชัดเจนและทำได้ง่าย เพราะได้ผ่านการทำร่วมกันมา สปศ. จึงควรทำงานร่วมกับกระบวนการ ๑ ถึง ๑๐ และยกร่างและปรับแก้กฎหมาย กฎ ระเบียบตามสิ่งใหม่ที่ผุดบังเกิด (emerge) จากกระบวนการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่โดยกำหนดตายตัวล่วงหน้า (deterministic) ถ้าเป็นเช่นนี้รัฐบาลควรแก้กฎหมายยึดอายุการทำงานของ สปศ. ออกไป เพราะต้องการการทำงานร่วมกันเป็นระยะยาว ๓. ตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ตั้งแต่ข้อ ๑ ถึง ๑๐ และอาจมีประเด็นอื่น ๆ อีก สถาบันนี้ต้องเป็นอิสระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน มีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการ มีผู้อำนวยการที่มีความเป็นผู้นำและเป็นนักจัดการทางวิชาการที่มีความสามารถสูง สถาบันนี้ได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาตามที่จะกล่าวถึงในข้อ ๔. ข้างล่างนี้ ๑๐ ๔. ตั้งกองทุนปฏิรูปการศึกษา เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษาทั้งหมด โดยรัฐบาลออกกฎหมายตั้งสำนักงานกองทุนนี้ทำนอง เดียวกับ สกว. โดยให้ใช้เงินประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณการ ศึกษาทั้งหมด สำนักงานกองทุนปฏิรูปการศึกษา (สกป.) เป็นอิสระ มีผู้อำนวย การที่มีความสามารถสูงขนาดนายแพทย์วิจารณ์ พานิช อดีตผู้อำนวยการ สกว. ใช้กลไกและการจัดการการให้ทุนไปสนับสนุนวัตกรรม การวิจัย การ สร้างเครือข่าย การฝึกอบรม การตั้งองค์กร เช่น สถาบันนโยบายสื่อเพื่อการ ศึกษาที่กล่าวถึงในข้อ ๑๐ สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ที่กล่าวถึงในข้อ ๑๑ (๓.) รวมทั้งองค์กรอื่นใดที่อาจเกิดขึ้นโดยความจำเป็น การตั้ง สกป. โดยนัยนี้ไม่เป็นภาระทางงบประมาณของประเทศ เพิ่มขึ้น เพราะใช้ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ภายในเพดานงบประมาณการศึกษา ทั้งหมด รัฐบาลจะมีเครื่องมือขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาทั้งหมดรวมทั้ง อุดมศึกษาด้วย เพราะฉะนั้น ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลคือการออกกฎหมายตั้งสำนัก งานกองทุนสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษา (ออกกฎหมายเฉพาะดีกว่าไปใช้ พ.ร.บ.องค์กรมหาชนอิสระ) และใช้ สกป. เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษาไปสู่ความสำเร็จ ๑๑ PQET ยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษา ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

การศึกษา

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2003

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
18% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
16% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
12% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การศึกษา

history_eduหมวดหมู่

การศึกษา

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2003

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้