auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
หนังสือปัญญา เพื่อการพัฒนาประเทศ นำเสนอ เกี่ยวกับ มิติทางการจัดการ ที่รวมตั้งแต่ นโยบาย การออกแบบ (design) สิ่งที่ต้องการบรรลุ การประกอบองค์ประกอบ (วิศกรรม) ตามโครงสร้างที่ออกแบบ ยุทธศาสตร์ การจัดงบประมาณสนับสนุน และนวัตกรรมในการบริหารจัดการที่จะทำให้บรรลุผล ซึ่งการจัดการที่ดี คือ ปัญญาที่ทำให้การพัฒนาสำเร็จ โดยนำเสนอ 11 หัวข้อ คือ 1. คำถาม 2. โจทย์ใหญ่ทางปัญญา 3. ความรู้กับปัญญา 4. ประเทศไทยเป็นประเทศเครื่องหลุด 5. การประกอบเครื่องทางปัญญาและการพัฒนา 6. รากฐานของสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข 7. เศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง 8. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับ 4 เรื่องใหญ่ 9. ระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง 10. ระบบการวิจัย 11. กลไกยุทธศาสตร์ทางปัญญา
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
จัดพิมพ์โดย สถาบันคลังสมองของชาติ KNIT เพื่อการพัฒนาประเทศ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี การแสดงปาลูกถา ในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการนักวิชาการเพื่อการพัฒนาประเทศ ครั้งที่ ๑ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ “ ความรู้อย่างเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องการปัญญาอีกด้วย ประเทศไทยขาดทั้งความรู้และขาดทั้งปัญญา เราขาดความรู้ในการใช้งานเกือบทุกเรื่อง เราเข้าใจผิดระหว่าง “วิชา” กับ “ความรู้” ” ปัญญา เพื่อการพัฒนาประเทศ # ปัญญา เพื่อการพัฒนาประเทศ ## การสัมมนาเชิงปฏิบัติการนักวิชาการเพื่อการพัฒนาประเทศ ครั้งที่ ๑ **จัดโดย** สถาบันคลังสมองของชาติ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักนายกรัฐมนตรี และ กระทรวงกลาโหม **โดยมี** นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ การแพทย์ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และวิทยาการจัดการเทคโนโลยี ประมาณ ๑,๐๐๐ คน เข้าร่วมประชุม เพื่อหาแนวทางแนวสร้างความร่วมมือในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ **โดย** ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี **พิมพ์ครั้งที่ ๑** มีนาคม ๒๕๔๗ **จำนวนพิมพ์** ๒,๐๐๐ เล่ม ราคาเล่มละ ๔๐ บาท **ออกแบบ** อิน-จัน อาร์ตกรุ๊ป โทร. ๐๑ - ๓๔๘ - ๔๔๘๖ **พิมพ์ที่** อุษาการพิมพ์ **ISBN** ๙๗๔-๙๒๐๘๐-๖-๔ **จัดพิมพ์และเผยแพร่โดย** สถาบันคลังสมองของชาติ อาคารมหานครยิบซั่ม ชั้น ๑๕ เลขที่ ๕๓๙/๒ ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวีกรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทร. ๐๒-๖๔๐ - ๐๔๖๑ # คำถาม การสัมมนาที่จัดโดย "สถาบันคลังสมองของชาติ" ครั้งนี้ เชิญผู้ได้รับปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๑,๐๐๐ คน มาระดมกำลังปัญญาและความเชี่ยวชาญในการร่วมมือกันแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ อันเป็นเจตนาดี และควรร่วมมือกันให้สำเร็จ แต่เพื่อเป็นการเตือนให้คิดล่วงหน้าว่า ต้องระวังว่าประชุมกันแล้ว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น สภาพการณ์ก็ยังเป็นไปเหมือนเดิม ที่พูดกันว่า "ก็เชม ๆ" ที่เป็นไปเช่นนั้น เพราะพูดกันแต่ในมิติทางเทคนิค ถ้าขาด มิติทางการจัดการ สถานการณ์จะค่อนข้างคงเดิม หรือไม่สามารถเอาชนะอุปสรรคที่ขวางกันได้ มิติทางการจัดการในที่นี้ หมายรวมถึง (๑) นโยบาย (๒) การออกแบบ (design) สิ่งที่ต้องการบรรลุ (๓) การประกอบองค์ประกอบ (วิศวกรรม) ตามโครงสร้างที่ออกแบบ (๔) ยุทธศาสตร์ (๕) การจัดงบประมาณสนับสนุนให้เป็นไปตาม ๑ - ๔ (๖) นวัตกรรมในการบริหารจัดการที่จะทำให้บรรลุผล โดยสรุป การจัดการคือปัญญาที่ทำให้สำเร็จ (อิทธิปัญญา) ฉะนั้น ในการระดมความคิด ไม่ควรจะพูดถึงเฉพาะทางเทคนิคเท่านั้น แต่ควรพูดถึงการจัดการให้ประสบความสำเร็จด้วย เพื่อให้เห็นความสำคัญของมิติของการจัดการ จะยกตัวอย่างโดยการตั้งคำถาม ๒ คำถาม สถาบันคลังสมองของชาติ ๕ ๑. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ถ้ารู้วัตถุประสงค์ ก็ทำให้บรรลุได้ เช่น ส่งคนไปลงดวงจันทร์ แต่ทำไมจึงสร้างสังคม ที่ร่มเย็นเป็นสุขไม่ได้ ๒. เราส่งคนไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่ ร.๕ ทำไมยังต้องส่งไปเรื่อย ๆ ทำไมเราต้องเสียค่าที่ปรึกษาต่างประเทศปีละเป็นหมื่นล้าน ถ้าเราไม่ตีประเด็นคำถามเช่นนี้ให้แตก เราจะไปเรื่อย ๆ เหมือน ๆ เดิม ถึง ส่งคนไปเรียนต่างประเทศ กลับมาก็ทำอะไรไม่ได้ แล้วก็ส่งไปอีก ๆ จะเอาแต่ ส่งอย่างเดียว โดยไม่ถามว่า ทำไมนักวิทยาศาสตร์ไทยจึงทำอะไรไม่ค่อยได้ใน ประเทศไทย ก็จะไม่ก้าวหน้าและสูญเสียเรื่อยไป ๖ ปัญญาเพื่อการพัฒนาประเทศ # ๒ โจทย์ใหญ่ทางปัญญา โจทย์ใหญ่ที่สุดทางปัญญา แสดงในรูปที่ ๑  **รูปที่ ๑** ประเทศไทยมีปัญหาที่หมักหมมสลับซับซ้อน และต้องเผชิญกับความอยู่รอดในกระแสโลกาภิวัตน์ คือประเทศไทยมีปัญหาที่หมักหมมสลับซับซ้อน และต้องเผชิญกับความอยู่รอดในกระแสโลกาภิวัตน์ **การที่จะรักษาดุลยภาพตัวเอง และดุลยภาพกับภายนอกประเทศ ต้องการปัญญาอย่างยิ่ง** ปัญญาที่ว่านี้คืออะไร และจะเกิดขึ้นได้อย่างไร สถาบันคลังสมองของชาติ ๗ # ๓ ความรู้กับปัญญา ความรู้ = รู้เป็นเรื่อง ๆ ปัญญา = รู้ทั้งหมด ความรู้อย่างเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องการปัญญาอีกด้วย ประเทศไทยขาดทั้งความรู้และขาดทั้งปัญญา ## เราขาดความรู้ในการใช้งานเกือบทุกเรื่อง เราเข้าใจผิดระหว่าง "วิชา" กับ "ความรู้" ระบบการศึกษาของเราตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัย เอาแต่ท่องวิชา แต่ เรียกว่าไม่สร้างความรู้เลย ประเทศไทยจึงเป็นโรคพร่องความรู้อย่างรุนแรง (Severe Knowledge Deficiency Disease) มีความจำเป็นที่จะต้องสังเคราะห์ความรู้เพื่อการเรียนรู้และการใช้งานอย่าง เร่งด่วนทุกด้าน นอกจากความรู้แล้ว ต้องการปัญญาที่เห็นทั้งหมด เหมือนเห็นช้างทั้งตัว ถ้ารู้เป็นส่วน ๆ ก็เหมือนตาบอดคลำช้าง ไม่รู้ว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร กำลังจะเดิน ไปทางไหน การเดินไปทางไหนอาจเรียกว่านโยบาย นโยบายเป็นเรื่องสำคัญเพราะกระทบทุกองคาพยพของสังคม แต่การศึกษา แบบท่องวิชาเป็นส่วน ๆ ไม่รู้สภาพความเป็นจริงทั้งหมด ทำให้มหาวิทยาลัยไทย ขาดปัญญาที่จะช่วยประเทศในเรื่องทิศทางหรือนโยบาย อาจเรียกว่าขาดปัญญา เชิงนโยบาย เราต้องการทั้งการสังเคราะห์ความรู้เพื่อการใช้งาน และปัญญาที่เห็นทั้งหมด ๘ ปัญญาเพื่อการพัฒนาประเทศ # ๔ ประเทศไทย เป็นประเทศเครื่องหลุด ถ้ามีปัญญาเห็นทั้งหมด จะเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศเครื่องหลุด คือ ส่วนต่าง ๆ หลุดแยกจากกันเป็นส่วน ๆ รถยนต์วิ่งได้เพราะเครื่องทั้งหมดประกอบ กันเป็นระบบ ถ้าชิ้นส่วนต่าง ๆ หลุดออกจากกัน (ดูรูปที่ ๒) จึงทำอะไรให้สำเร็จ ได้ยาก เช่น การสื่อสาร วัฒนธรรม มหาวิทยาลัย ศาสนา การศึกษา กรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม ธุรกิจ กระทรวง คน สังคม ชุมชน วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี คน กรม รูปที่ ๒ ประเทศไทยเป็นประเทศที่เครื่องหลุดออกจากกันเป็นส่วน ๆ ไม่ ประสานสัมพันธ์กัน สถาบันคลังสมองของชาติ ๙ (๑) กระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ ก็แยก ๆ กัน ไม่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน และเชื่อมโยงกัน ไม่สามารถทำยุทธศาสตร์ข้ามกระทรวงได้ (๒) เรื่องต่าง ๆ ก็แยก ๆ กัน เช่น เศรษฐกิจ จิตใจ ครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพ ทั้ง ๆ ที่เรื่องเหล่านี้เชื่อมโยงกัน เมื่อแยกจากกันเป็นส่วน ๆ นอกจากไม่ได้ผลแล้ว เมื่อทำเฉพาะ ส่วนที่แยกก็จะกระทบส่วนอื่น เช่น พัฒนาการท่องเที่ยวก็กระทบ วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ถ้าพัฒนาเศรษฐกิจมหภาคก็กระทบ ชุมชน สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม เป็นต้น ถ้าส่วนต่าง ๆ เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกันก็จะพัฒนาไปด้วยกัน เช่นพัฒนาการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมก็ดีขึ้น หรือถ้า เศรษฐกิจฐานรากกับเศรษฐกิจมหภาคเชื่อมโยงกัน ก็จะได้ประโยชน์ ไปด้วยกัน เป็นต้น (๓) งานต่าง ๆ วัตถุประสงค์ก็ไม่เชื่อมกัน เช่น การศึกษาก็เอาแต่ท่อง หนังสือ แต่ไม่เกี่ยวกับที่จะทำให้เศรษฐกิจ จิตใจ ครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และสุขภาพดีขึ้นอย่างพร้อมกัน หรือวิทยา- ศาสตร์และเทคโนโลยีไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจฐานราก หรือศาสนาไม่ เกี่ยวกับสัมมาชีพอันเป็นรากฐานของการพัฒนาจิตใจ เหล่านี้เป็นต้น ## ระเบียบวาระของชาติ คือการประกอบเครื่องประเทศไทย ให้ส่วนต่าง ๆ เข้ามาเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ถ้าประกอบเครื่องได้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจะแล่นไปเป็นประโยชน์ทั้งระบบ ๑๐ ปัญญาเพื่อการพัฒนาประเทศ # ๕ การประกอบเครื่องทางปัญญาและการพัฒนา รูปที่ ๓ เป็นตัวอย่างของการประกอบเครื่องทางปัญญา และการพัฒนา วงในเป็นระบบปัญญา วงนอกเป็นระบบการพัฒนา วงในกับวงนอกต้องสัมพันธ์ ไม่ใช่แยกหรือลอยตัวออกจากกัน <figure> The image displays a circular diagram illustrating the relationship between mind and development. The central circle is labeled "ปัญญา" (Mind). Surrounding this central circle are two concentric rings. The inner ring, labeled "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" (Science and Technology), is positioned above the central "ปัญญา" circle. The outer ring, labeled "เศรษฐกิจฐานราก" (Foundation Economy), is positioned below the central "ปัญญา" circle. Additionally, two dashed arcs are present: one labeled "การวิจัย" (Research) pointing towards the inner ring, and another labeled "สุขภาพ" (Health) pointing towards the outer ring. The diagram visually represents how mind, science/technology, and foundation economy are interconnected. </figure> รูปที่ ๓ การประกอบเครื่องทางปัญญาและการพัฒนา สถาบันคลังสมองของชาติ ๑๑ เช่น การศึกษาแยกตัวจากการวิจัยและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และแยกตัว จากการพัฒนา ในวงการการพัฒนา แต่ละเรื่องก็แยกกัน ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เช่น เรื่องจิตใจก็ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ เรื่องเศรษฐกิจมหภาคก็ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ฐานราก วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาจจะพยายามช่วยเศรษฐกิจมหภาคอยู่บ้าง แต่เกือบไม่มีเลยที่จะสนใจเศรษฐกิจฐานราก นั่นคือการหลุดจากกันเป็นส่วน ๆ จึงอ่อนแอ ต่อไปต้องคิดและมีการจัดการอย่างบูรณาการให้ * องค์ประกอบของระบบปัญญาเชื่อมโยงกัน * องค์ประกอบของการพัฒนาเชื่อมโยงกัน * ระบบปัญญาและระบบการพัฒนาเชื่อมโยงกัน นี่คือการผนึกระบบปัญญาและระบบการพัฒนาเข้ามาด้วยกัน ๑๒ บัญญาเพื่อการพัฒนาประเทศ # ๖ รากฐานของสังคม ที่ร่มเย็นเป็นสุข ถ้าเราตีประเด็นแตก ว่าอะไรคือรากฐานของสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข เราก็สามารถใช้ความรู้ไปสร้างรากฐานนั้นได้ แต่ถ้าเราตีประเด็นไม่แตก สักแต่ว่าทำไปเรื่อย ๆ ก็จะไม่สามารถสร้างสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุขได้ หรือกลับทำให้อยู่ร้อนนอนทุกข์มากขึ้น **รากฐาน** คือสิ่งที่กำหนดลักษณะของสิ่งที่จะเติบโตขึ้นมาจากรากฐานนั้น ๆ เช่น ถ้ารากฐานกำหนดให้เป็นสุข เป็นลิง เป็นช้าง เป็นคน ไม่เป็นอย่างอื่นไปได้ ถึงเราจะไปดัดแปลงอาหารการกิน การเลี้ยงดูอย่างใด ๆ อาจจะมีผลเล็กน้อย แต่ไม่อาจเปลี่ยนความเป็นสุข เป็นลิง เป็นช้าง เป็นคน เพราะรากฐานกำหนดให้เป็นอย่างนั้น ๆ สังคมที่อยู่ร้อนนอนทุกข์ ก็เพราะรากฐานกำหนดให้เป็นอย่างนั้น สังคมที่ร่มเย็นเป็นสุขมีอะไรเป็นรากฐาน **การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่** **คือรากฐานของสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข** "การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่" ได้ดึงองค์ประกอบที่จำเป็นเข้ามาประกอบกันเป็นโครงสร้างแข็งแรงและใหญ่พอที่จะทำให้การเติบโตเป็นไปอย่างถูกต้อง **สัมมาชีพ** หมายถึงอาชีพที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ คำว่าสัมมาชีพจึงรวมเรื่องเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้ามาด้วยกัน ไม่ได้แยกส่วนขาดกันไปเป็นเรื่อง ๆ เช่น เศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง สถาบันคลังสมองของชาติ ๑๓ เต็มพื้นที่ หมายถึงทุกคนหรือทุกครอบครัวทั้งพื้นที่ เช่น ทั้งหมู่บ้าน ทั้งตำบล ทั้งจังหวัด ทั้งประเทศ เต็มพื้นที่จึงหมายถึงทุกคน ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะบางคนหรือบางกลุ่ม การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ จึงหมายถึงเศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม ที่ดีสำหรับคนทั้งมวล การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จึงเป็นดัชนีวัดการพัฒนาที่ดีกว่าจีดีพี เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ อย่างอื่น ๆ ก็ดีตามไปด้วยหมด มีตัวอย่างของจริง ที่ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อ ๔๐ ปีก่อน เต็มไปด้วยความชั่วช้านานาชนิด เช่น การลักขโมย การพนัน ยา-เสพติด มีพระหนุ่มเข้าไปเป็นเจ้าอาวาสวัดยกกระบัตร ท่านจบ ป.๔ แต่มีขั้นตอนวิธีทำงานที่น่าสนใจโดยสรุปดังนี้ (๑) สำรวจปัญหา พบว่ามาจากความยากจน เพราะฉะนั้นเราอย่าไปเรี่ยไรเขาเลย เพราะเขาจนอยู่แล้ว เราควรช่วยให้เขาหายจน (สัมมาทิฐิ-เห็นชอบ และสัมมาสังกัปปะ-ดำริชอบ) (๒) ศึกษาพื้นที่ ว่าภูมิประเทศอย่างนี้เหมาะที่จะทำอะไร โดยเปรียบเทียบกับภูมิประเทศอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน สรุปว่าควรปลูกมะพร้าว เพื่อทำน้ำตาลขาย (๓) ศึกษาวิธีปลูกมะพร้าวจนเชี่ยวชาญ ต้องรู้จริงหรือเชี่ยวชาญจึงจะสอนคนอื่นได้ (๔) สอนหรือปลุกระดมชาวบ้าน ทั้งตำบลให้สนใจและเข้าใจวิธีปลูกมะพร้าว ทั้งโดยการเทศน์ที่วัดและเมื่อไปสวดมนต์ที่บ้าน จนชาวบ้านทั้งตำบลเกิดฉันทะในการปลูกมะพร้าว นี้เรียกว่าสัมมาวาจา หรือการสื่อสารที่ก่อให้เกิดประโยชน์ จะเรียกว่า Education for All ในระดับตำบลก็ได้ บัญญาเพื่อการพัฒนาประเทศ ๑๔ (๕) คัดพันธุ์ที่ดี พันธุกรรมดาให้น้ำตาลกระป๋องนมเดียวต่อทะลายใน หนึ่งวัน แต่พันธุ์ดีให้กว่าลิตร เมื่อรู้จักคัดพันธุ์ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมา ฟรี ๆ โดยลงทุนเท่าเดิม เป็นตัวอย่างของการใช้ความรู้เพิ่มมูลค่า (๖) ทุกคนมีรายได้ ๒๐๐-๔๐๐ บาท/วัน (เมื่อ ๓๕ ปีก่อน) คนทุกคนใน ตำบลยกกระบัตรมีรายได้จากการทำมะพร้าวและน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลมะพร้าวยกกระบัตรมีชื่อว่าหอมอร่อยน่ากิน เรียกว่าเกิด สัมมาชีพเต็มพื้นที่ (๗) ปัญหาความชั่วร้ายต่างๆ หายไปหมด เช่น การลักขโมย การพนัน ยาเสพติด เพราะทุกคนมีความสุขจากการมีรายได้พอเพียงเสมอกัน สังเกตคำว่า พอเพียงและเสมอกัน เป็นเศรษฐกิจของทุกคน ไม่ใช่ เฉพาะของคนบางคน ตัวอย่างของตำบลยกกระบัตรที่แสดงเรื่องสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นรากฐาน ของสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข เป็นเรื่องที่ควรเรียนรู้เพราะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้เอง หลักฐานต่างๆ ก็ยังมี เจ้าอาวาสวัดยกกระบัตรที่กล่าวถึงก็ยังมีชีวิตอยู่ คือ อาจารย์ซุบ กล่อมจิต อดีตพระครูสาครสังวรกิจ เจ้าอาวาสวัดยกกระบัตร ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องสัมมาชีพกับสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข ดังในพระสุต- ตันติปฏิก ซึมนิกาย กูฏทันตสูตร ความตอนหนึ่งว่า "๑. พลเมืองเหล่าใด ในบ้านเมืองของพระองค์ ขะมักเขม้นในกสิกรรมและ โครักขกรรม ขอพระองค์จงเพิ่มข้าวปลูกและข้าวกินให้แก่พลเมือง เหล่านั้น ในโอกาสอันสมควรฯ ๒. พลเมืองเหล่าใดในบ้านเมืองของพระองค์ ขะมักเขม้นในพาณิชยกรรม ขอพระองค์จงเพิ่มทุนให้พลเมืองเหล่านั้น ในโอกาสอันสมควรฯ ๓. ข้าราชการเหล่าใดในบ้านเมืองของพระองค์ ขยัน ขอพระองค์จง พระราชทานเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือนแก่ข้าราชการเหล่านั้น ในโอกาสอัน สมควรฯ สถาบันคลังสมองของชาติ ๑๕ พลเมืองเหล่านั้นแหละ จะเป็นผู้ขวนขวายในงานของตน ๆ จักไม่ เบียดเบียนบ้านเมืองของพระองค์ อนึ่ง กองพระราชทรัพย์มีจำนวนมาก จักเกิด แก่พระองค์ บ้านเมืองก็จะตั้งมั่นอยู่ในความเกษม หาเสี้ยนหนามมิได้ ไม่มีการ เบียดเบียนกัน พลเมืองจักชื่นชมยินดีต่อกัน ยังบุตรให้ฟ้อนอยู่บนอก จักไม่ต้อง ปิดประตูเรือนอยู่ ... " น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งที่แนวคิดเรื่องสัมมาชีพเต็มพื้นที่ นำไปสู่สังคมที่ร่มเย็น เป็นสุขมีมาแต่ครั้งพุทธกาล และท่านบรรยายสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุขได้อย่างแจ่ม แจ้ง "สัมมาอาชีพเต็มพื้นที่" คือระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้งเศรษฐฐ- ศาสตร์ควรจะก้าวหน้าต่อไปจากระบบเศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง ไปสู่ระบบ เศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง ในการนี้มีงานทางวิชาการและทางนโยบายที่จะต้อง ทำอีกมาก ๑๖ ปัญญาเพื่อการพัฒนาประเทศ # ๓ เศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจชุมชน หรือเศรษฐกิจพอเพียง มีเป้าหมายอยู่ที่การส่งเสริมให้มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ รูปที่ ๔ แสดงปัจจัยสนับสนุนสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ๘ ประการ สัมมาชีพเต็มพื้นที่ ๑. กระบวนการชุมชนเข้มแข็ง ๒. ที่ทำกิน ๓. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๔. ทุน ๕. ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร ๖. การศึกษาและวิจัย ๗. การเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจมหภาคอย่างเกื้อกูล ๘. กฎหมาย รูปที่ ๔ ปัจจัย ๘ ประการที่สนับสนุนการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ สถาบันคลังสมองของชาติ ๑๗ กระบวนการชุมชนเข้มแข็ง เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด นอกนั้นเป็นตัวประกอบ ถ้ามีการสอนวิชาช่างทุกชนิดแก่ชุมชนเต็มที่ ชุมชนจะหายจน ขณะที่เรามีคณะวิศว- กรรมศาสตร์และหน่วยวิชาการทางเทคนิคอยู่มาก แต่หน่วยงานเหล่านี้เกือบจะไม่ สนใจชุมชนเลย บ้านเมืองจึงร่มเย็นเป็นสุขไม่ได้ เศรษฐกิจฐานรากต้องการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นอันมาก ถ้าอยากเห็น บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข กระบวนการทางปัญญาจึงต้องเข้าไปสนับสนุนเศรษฐกิจ ฐานรากอย่างจริงจัง ไม่ได้แปลว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ควรไปสนับสนุน เศรษฐกิจมหภาค แต่ถ้าสนับสนุนแต่เศรษฐกิจมหภาคโดยไม่สนับสนุนเศรษฐกิจ ฐานราก บ้านเมืองไม่มีทางอยู่เย็นเป็นสุข แต่ถ้ามีเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง จะพัฒนาเศรษฐกิจมหภาคอีกเท่าไร ๆ ก็ได้ (รูปที่ ๕) ตัวอย่างประเด็นนี้ ทางนโยบายในเรื่องนี้อย่างหนึ่งคือ รัฐบาลให้ มหาวิทยาลัยทุกแห่งทำวิจัยเพื่อแก้ไขความยากจน มหาวิทยาลัยละหนึ่งจังหวัด (บทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๗) ๑๘ ปัญญาเพื่อการพัฒนาประเทศ สัมมาชีพเต็มพื้นที่ (ก) ความเป็นสังคม ที่เข้าถึง ความดี สัมมาชีพเต็มพื้นที่ (ข) ความเป็นสังคม ที่เข้าถึงความดี การพัฒนา เศรษฐกิจมหภาค และการพัฒนาอื่นๆ รูปที่ ๕ (ก) สัมมาชีพเต็มพื้นที่ เป็นรากฐานให้เกิดสังคมที่เข้าถึงความดี (ข) เมื่อมีรากฐานอยู่ที่มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่แล้ว จะพัฒนา เศรษฐกิจมหภาคหรือพัฒนาอื่น ๆ อีก ก็ทำให้ "พระเจดีย์ แห่งการพัฒนา" เติบใหญ่และมั่นคง ที่กล่าวมานี้ คือการออกแบบ (design) การพัฒนา เมื่อมีแบบหรือพระเจดีย์แห่งการพัฒนาที่งดงามแล้ว เครื่องมือ คือวิทยา- ศาสตร์และเทคโนโลยี ระบบการศึกษา ระบบการวิจัย ก็นำมาใช้ในการสร้าง พระเจดีย์แห่งการพัฒนาที่งดงามนี้ได้ อย่างบูรณาการ สถาบันคลังสมองของชาติ ๑๙ # ๘ วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีกับ ๔ เรื่องใหญ่ บทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับการพัฒนาประเทศ อาจสรุป รวมเหลือ ๔ เรื่องใหญ่ ๆ (รูปที่ ๖) คือ (๑) เศรษฐกิจฐานราก (๒) เศรษฐกิจมหภาค (๓) การสร้างผู้เชี่ยวชาญของเราเองทดแทนการนำเข้า (๔) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง ทั้ง ๔ เรื่องต้องทำอย่างเชื่อมโยงกัน เศรษฐกิจฐานราก ถ้าเข้มแข็งจะทำให้สังคมมั่นเย็นเป็นสุขดังกล่าวแล้ว ๓. สร้างผู้เชี่ยวชาญ ทดแทนการนำเข้า ๔. ระบบการศึกษา ที่เข้มแข็ง ๒. เศรษฐกิจมหภาค ๑. เศรษฐกิจฐานราก รูปที่ ๖ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับการพัฒนา ๔ เรื่องใหญ่ ๆ ๒๐ ปัญญาเพื่อการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจฐานรากต้องการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างยิ่ง แต่เป็นส่วนที่วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไม่เหลียวแลในอดีต การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นรากฐานของสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข การจะมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ต้องการความรู้และปัญญาอย่างยิ่ง ควรที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่โดยรวดเร็ว เศรษฐกิจมหภาค ส่วนนี้จะได้รับความสนใจมากที่สุด ควรทำให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานราก การสร้างผู้เชี่ยวชาญของเราเองทดแทนการนำเข้า ควรสำรวจทั้งหมดว่าขณะนี้เราต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศในเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งน่าจะเสียเงินเป็นหมื่นล้านบาทต่อปี เราต้องสร้างผู้เชี่ยวชาญของเราเองให้ได้เร็วที่สุด วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง จะพูดต่างหากในตอนต่อไป ทั้งหมดที่กล่าวนี้ไม่สามารถทำได้สำเร็จโดยทำไม่เรื่อย ๆ แบบเดิม เพราะส่วนใหญ่ของอาจารย์จะติดอยู่ในระบบการสอนที่ล้าสมัยและระบบราชการ ทำให้หมดกำลังและไม่ทันสมัย และต้องส่งคนไปเรียนนอกอยู่เรื่อย ๆ กลับมาก็ทำอะไรไม่ได้ ถูกฝังกลบอยู่ในระบบที่ทำอะไรไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีนวัตกรรมในการจัดการ รูปแบบหนึ่งคือ มี สำนักงานยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีความคล่องตัว มีงบประมาณหรือกองทุนสนับสนุน และเชื่อมต่อโดยใกล้ชิดกับฝ่ายนโยบาย สถาบันคลังสมองของชาติ ๒๑ # ๙ ระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง ระบบการศึกษาของเราเป็นระบบที่อ่อนแอทางปัญญา มีความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องทำความเข้าใจ การปฏิรูประบบการศึกษา และระบบการเรียนรู้ เน้นที่ ระบบ เราไม่ได้ทำความเข้าใจระบบการศึกษาอย่างเพียงพอ การปฏิรูปการศึกษา จึงแทนที่จะปฏิรูประบบการศึกษา กลับกลายเป็นปฏิรูปกระทรวง เรื่องปฏิรูประบบ การศึกษาและระบบการเรียนรู้ เขียนไว้ต่างหากในที่อื่น ในที่นี้แสดงเพียงย่นย่อ เท่านั้น รูปที่ ๗ แสดงระบบการศึกษาที่มีองค์ประกอบครบทั้ง ๔ เรื่อง คือ * หลักการ * องค์ประกอบ * ผลของการศึกษาที่ดี (ปฏิเวธ) * เกี่ยวข้องกับคนทั้งหมด (Education for All และ All for Education) ระบบการศึกษาประกอบด้วย ๓ แกน ## แกนที่ ๑ ผล หรือ ปฏิเวธ * **ทำเป็น** ต้องทำงานเป็น จัดการเป็น มีอาชีพ มีรายได้ * **คิดเป็น** สามารถวิเคราะห์สังเคราะห์สิ่งที่ประสบให้เป็นปัญญา ที่สูงขึ้น และเอาปัญญาไปใช้ นี้เป็นกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์และการวิจัย เป็นการนำการศึกษากับการ วิจัยเข้ามาบูรณาการกัน * **อยู่เป็น** ดำรงชีวิตที่เจริญและอยู่ร่วมกันเป็น ๒๒ ปัญญาเพื่อการพัฒนาประเทศ ๑. ผล อยู่เป็น คิดเป็น ทำเป็น ความรู้ การสื่อสาร การเรียนรู้ ๒. ความรู้และการเรียนรู้ ทุกพื้นที่ ทุกองค์กร ทุกเรื่อง ๓. เกี่ยวข้องกับคนทั้งหมด รูปที่ ๗ ระบบการศึกษา ๓ แกน ที่แสดงผลของการเรียนรู้ ระบบการเรียนรู้ ที่เกี่ยวข้องกับคนทั้งหมด ผลที่คาดหวังจะไปกำกับระบบการเรียนรู้ ซึ่งแน่นอนว่าจะท่องวิชาอยู่แต่ ในห้องเรียนแบบเดิมไม่ได้ แกนที่ ๒ ความรู้และการเรียนรู้ * **ความรู้** ต้องสังเคราะห์ความรู้เพื่อการใช้งานได้ * **การสื่อสาร** ต้องสื่อสารให้คนทั้งประเทศรู้ความจริงถึงกันหมด * **การเรียนรู้** ต้องมีระบบการเรียนรู้ที่ตรงต่อการเกิดผลตามแกน ที่ ๑ ซึ่งต้องการการปฏิรูประบบการเรียนรู้ ซึ่งจะ กล่าวถึงดังข้างล่าง สถาบันคลังสมองของชาติ ๒๓ # แกนที่ ๓ เกี่ยวข้องกับคนทั้งหมด ระบบการศึกษาต้องเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งหมด ฉะนั้นการเรียนรู้ที่ดีจะต้องมีในทุกพื้นที่ (หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด) ทุกองค์กร (เช่น ครอบครัว โรงงาน บริษัท วัด พรรคการเมือง เป็นต้น) ทุกเรื่อง (เช่น การแก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาโรคเอดส์ ฯลฯ) โดยประการฉะนี้ ระบบการศึกษาจะเป็นการศึกษาสำหรับคนทั้งมวล และแก้ปัญหาหมดทุกเรื่อง ## ระบบการศึกษาเช่นนี้ จึงต้องการระบบการเรียนรู้ใหม่ ระบบการเรียนรู้ปัจจุบันนั้น เน้นการเรียนรู้ในห้องเรียนและที่การท่องวิชา ซึ่งเป็นระบบการเรียนรู้แบบปิดและแยกส่วน จำกัดการรับรู้ จำกัดการกระทำ จำกัดการคิด จึงไม่แปลกที่นำไปสู่ความอ่อนแอทางปัญญาอย่างยิ่ง นั่นคือ ทำไม่เป็น คิดไม่เป็น อยู่ร่วมกันไม่เป็น ระบบการเรียนรู้ใหม่เป็นระบบเปิดและเชื่อมโยง เพื่อการทำเป็น คิดเป็นอยู่ร่วมกันเป็น เพื่อการจัดการได้ แบ่งการเรียนรู้เป็น ๔ บล็อก (รูปที่ ๘) กล่าวคือ * การศึกษาในโรงเรียน * การศึกษาทางเลือก * การศึกษาในชีวิตและในการประกอบสัมมาชีพ * การศึกษาจากสื่อ ๒๔ ปัญญาเพื่อการพัฒนาประเทศ รูปที่ ๘ ระบบการเรียนรู้ที่แบ่งการจัดการเป็น ๔ บล็อกในความรับผิดชอบของ ๗ กระทรวง = กลไกการจัดการทางยุทธศาสตร์ ในแต่ละบล็อกมีกระทรวงเจ้าภาพ (ไม่ได้เป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น) รายละเอียดว่าในแต่ละบล็อกต้องทำอะไรบ้างไม่ได้แสดงไว้ แต่การศึกษาในห้องเรียนในบล็อกที่ ๑ ต้องลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เพื่อเอาเวลาไปเรียนในอีก ๓ บล็อก ในบล็อกที่ ๑ จัดการเรียนตามความถนัดพิเศษด้วย เช่น คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ ศิลปะ วิชาช่าง เกษตรกรรม ค้าขาย ฯลฯ ทุกคนจะเป็นคนเก่งหมด แต่ในทางที่ต่างกัน ผิดจากระบบการเรียนในปัจจุบันที่มีคนเก่งอยู่ ๒-๓ คน (ท่องหนังสือเก่ง) นอกนั้นเป็นคนไม่เก่งเลย เป็นการตีตรามนุษย์อย่างผิดธรรมชาติ และผิดศีลธรรม สถาบันคลังสมองของชาติ ๒๕ ต้องเชื่อมโยงการเรียนรู้ระหว่างบล็อกต่าง ๆ กระทรวงต่าง ๆ จะไม่ถนัดใน การทำงานเชิงยุทธศาสตร์ข้ามกระทรวง จึงควรมี **สำนักงานยุทธศาสตร์การศึกษา** เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการศึกษาและการปฏิรูประบบการเรียนรู้ ให้การศึกษาเป็นการศึกษาสำหรับคนทั้งมวล และเป็นการศึกษาที่แก้ปัญหาได้หมด ทุกเรื่อง นั่นคือมีความเข้มแข็งทางปัญญา ๒๖ บัญชาเพื่อการพัฒนาประเทศ # ๑๐ ระบบการวิจัย วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี - ระบบการศึกษา - ระบบการวิจัย ไม่แยกจากกัน เราต้องการระบบการวิจัยที่ส่งเสริมการวิจัยได้ในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร และทุกเรื่อง ทุกวันนี้การวิจัยของเราอ่อนแอมาก เพราะเรามีโนทัศน์การศึกษาที่ผิด ที่ถือว่าการศึกษาคือการท่องวิชาที่แยกตัวจากความจริง ไม่เป็นการศึกษาที่สร้างความรู้ที่ทำให้ * เข้าใจปัญหา (ทุกข์) * เข้าใจเหตุของปัญหา (สมุทัย) * เข้าใจว่าอะไรดีสำหรับอะไร (นิโรธ) * เข้าใจวิธีการที่จะทำให้สำเร็จ (มรรค) การสร้างความรู้คือการวิจัย การวิจัยจะต้องเป็นวิถีชีวิต อยู่ในการศึกษา และอยู่ในการทำงานทุกชนิด ทุกวันนี้เราแยกวิทยาศาสตร์ การศึกษา การวิจัย ออกจากกันเป็นส่วน ๆ ดังที่กล่าวว่าเครื่องหลุดออกจากกันเป็นส่วน ๆ เราต้องการระบบการวิจัยที่เข้มแข็ง และบูรณาการ ประเทศจะเข้มแข็งทางปัญญาไม่ได้ถ้าไม่มีระบบการวิจัยที่ดี เรื่องระบบการวิจัยมีรายละเอียดพิสดารซึ่งจะไม่กล่าวในที่นี้ แต่ต้องการสำนักงานยุทธศาสตร์ การวิจัย สถาบันคลังสมองของชาติ ๒๗ # ๑๑ กลไกยุทธศาสตร์ ทางปัญญา ประเทศจะเข้มแข็งทางปัญญา และเอาปัญญาไปแก้ปัญหาและพัฒนา ประเทศได้ ต้องการกลไกการจัดการยุทธศาสตร์ทางปัญญาอย่างรีบด่วน ถ้าปล่อยให้เป็นเรื่องของแต่ละกระทรวงก็จะติดอยู่ในความหนืดของระบบ และไม่สามารถ ทำยุทธศาสตร์ข้ามกระทรวงได้ ควรมีสำนักงานยุทธศาสตร์ทางปัญญา เป็น องค์กรอิสระ ที่ทำงานใกล้ชิดกับฝ่ายนโยบาย (รัฐบาล) และควรมี "กองทุนทาง ปัญญา" ขนาดใหญ่สนับสนุน รัฐบาลอาจออกกฎหมายเก็บภาษีธุรกรรมบางอย่าง ที่มีผลลบต่อปัญญามาตั้งเป็น "กองทุนทางปัญญา" ก็ได้ สำนักงานยุทธศาสตร์ทางปัญญานี้ เชื่อมโยงกับสำนักงานยุทธศาสตร์เฉพาะ เรื่อง เช่น ๑. สำนักงานยุทธศาสตร์การศึกษา ๒. สำนักงานยุทธศาสตร์การวิจัย ๓. สำนักงานยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๔. สำนักงานยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก ๕. สำนักงานยุทธศาสตร์เศรษฐกิจมหภาค ๖. สำนักงานยุทธศาสตร์สุขภาพ ๗. สำนักงานยุทธศาสตร์พัฒนากำลังคน เป็นต้น นี่คือตัวอย่างของการประกอบเครื่องประเทศไทยให้เข้ามาบูรณาการเป็นระบบ เดียวกัน (รูปที่ ๙) ๒๘ ปัญญาเพื่อการพัฒนาประเทศ <figure> The image displays a diagram illustrating the structure of the Office of the Auditor General of Thailand. At its core, there is a central pink circle labeled "สำนักงาน ยุทธศาสตร์ ทางปัญญา" (Office of the Auditor General). Surrounding this central office are seven distinct entities, each represented by a numbered label (1 through 7) and a name. These labels are connected to the central office by dashed lines, indicating their reporting relationships. The entities are: - สำนักงานยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจมหภาค (Office of the Auditor General, National Economy) - labeled ๕ - สำนักงานยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจฐานราก (Office of the Auditor General, Basic Economy) - labeled ๔ - สำนักงานยุทธศาสตร์ สุขภาพ (Office of the Auditor General, Health) - labeled ๖ - สำนักงานยุทธศาสตร์ พัฒนากำลังคน (Office of the Auditor General, Human Resources Development) - labeled ๗ - สำนักงานยุทธศาสตร์ การศึกษา (Office of the Auditor General, Education) - labeled ๑ - สำนักงานยุทธศาสตร์ การวิจัย (Office of the Auditor General, Research) - labeled ๒ - สำนักงานยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Office of the Auditor General, Science and Technology) - labeled ๓ The diagram visually represents how different departments or functions within the Office of the Auditor General are organized and interconnected. </figure> รูปที่ ๙ สำนักงานยุทธศาสตร์ทางปัญญา ที่เชื่อมโยงกับสำนักงานยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ ประกอบกันเป็นธรรมจักรแห่งปัญญาขับเคลื่อนการรักษาดุลยภาพทั้งภายในและกับภายนอก เพื่อให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข ยุทธศาสตร์ทางปัญญาขนาดใหญ่อย่างนี้ จะเป็นไปได้ต่อเมื่อมีนายกรัฐมนตรีที่เข้าใจความสำคัญของระบบปัญญาและสนับสนุนอย่างเต็มที่ การสนับสนุนของนายกรัฐมนตรีและความประณีตในการวางบุคคลที่เหมาะสมจะทำให้เกิดธรรมจักรทางปัญญาที่ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุข สถาบันคลังสมองของชาติ ๒๙ Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image’s main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. Extract all text from this image. สถาบันคลังสมองของชาติ (Knowledge Network Institute of Thailand) อาคารมหานครยิบซั่ม ชั้น ๑๕ เลขที่ ๕๓๙/๒ ถนนศรีอยุธยา แขวงราชเทวี เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ๑๐๔๐๐ โทร ๐-๒๖๔๐-๐๔๖๑ http://www.knit.or.th
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สุขภาพ
การศึกษา
เศรษฐกิจ
จิตใจ
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การพัฒนาประเทศ
• การพัฒนาสังคม
history_eduหมวดหมู่
สุขภาพ
การศึกษา
เศรษฐกิจ
จิตใจ
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้