auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
หนังสือยุทธศาสตร์พระพุทธศาสนากับการพัฒนาประเทศไทย นำเสนอแนวคิดการยึดหลักธรรมะทางพุทธศาสนามาใช้ในการพัฒนาประเทศ โดยมองว่า พุทธศาสนาเป็นภูมิปัญญาสูงสุดของมนุษย์ และพุทธศาสนาเป็นทรัพยากรของชาติ ซึ่งคนไทยควรเข้าใจและเห็นคุณค่า และนำมาใช้ให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุข และสร้างบ้านเมืองที่ร่มเย็นเป็นสุข เป็นสังคมที่เข้มแข็ง เอื้ออาทร และมีปัญญา
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
1 ยุทธศาสตร์พระพุทธศาสนากับการพัฒนาประเทศไทย ศ.นพ.ประเวศ วะลี 2 ## ๑. ประเทศไทยที่ร่มเย็นเป็นสุข พุทธศาสนาเป็นภูมิปัญญาสูงสุดของมนุษย์ ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นสมบัติของชาติ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่ายิ่ง โจทย์ก็คือคนไทยจะสามารถใช้พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยังให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขได้อย่างไร ในสังคมสมัยใหม่ เราคงไม่สามารถดึงสังคมไปเป็นสังคมสมัยเก่าได้ เราอยู่ท่ามกลางกระแสโลกที่หมุนแรงและเร็ว สลับซับซ้อนและโกลาหล (chaos) ความผันแปร การเสียสมดุล และสภาวะวิกฤต ย่อมเกิดได้อย่างง่ายดาย ถ้าประเทศไทยโดยรวมขาดปัญญาที่จะบูรณาการตัวเองและที่จะเผชิญกับแรงกระแทกที่มาจากภายนอก ในการนี้ การคิดและทำแบบแยกส่วนจะทำให้เสียสมดุล และวิกฤตได้ง่าย ในการพัฒนาแม้เราจะต้องใช้เส้นทางหลายเส้นเป็นพหุมรรคา เพื่อป้องกันการสะดุดหรือติดต้นอยู่ในเส้นใดเส้นหนึ่งก็จริง แต่พหุมรรคานั้นควรรวมลงในมัชฌิมาปฏิปทาและการพัฒนาอย่างบูรณาการ พุทธศาสนามีความเป็นเอกในมัชฌิมาปฏิปทาและบูรณาการ พระพุทธศาสนาก็เป็นสมบัติของประเทศไทยอยู่แล้ว แม้จะพร่องไปแต่ก็ยังฝังตัวอยู่ ง่ายที่จะนึกถึงและสื่อสารให้นึกถึง น่าจะถึงคราวที่สังคมไทยจะต้องเจียระไนรัตนะอันฝังอยู่ในโคลนตมแห่งวัตถุนิยมวิสัย ขึ้นมาใช้เพื่อสร้างความเจริญอย่างแท้จริงให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข สมกับที่พุทธศาสนาเป็นภูมิปัญญาสูงสุดของมนุษย์ และประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นสมบัติของชาติ ## ๒. มิจฉาพัฒนากับสัมมาพัฒนา การจะบรรลุความอยู่เย็นเป็นสุขได้ จะต้องมีความถูกต้องทุกๆ ประการ ถ้าการพัฒนาไม่ถูกต้องหรือเป็นมิจฉาพัฒนาก็จะนำไปสู่การอยู่ร้อนนอนทุกข์ เรื่องการพัฒนานี้จึงต้องช่วยกันดูให้ดี ๆ สักแต่พูดว่า พัฒนา ๆ เฉย ๆ ไม่ได้ เพราะจะหลุดเข้าไปสู่มิจฉาพัฒนาได้ง่าย ๆ เพราะทั้งโลกเต็มไปด้วยอวิชชาทำให้พลัดเข้าไปในโมหภูมิได้ง่าย ๆ ลองกลับไปอ่านพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" หลาย ๆ เที่ยวแล้วก็จะเข้าใจ ในพระมหาชนกจะเห็นได้ว่า มิจฉาพัฒนากับสัมมาพัฒนาเป็นอย่างไร ซึ่งจะสรุปได้ย่นย่อพอเข้าใจ ดังนี้ ๑. เรือลำที่พระมหาชนกกับพ่อค้า ๗๐๐ คน นั่งไปนั้นมุ่งจะไปสุวรรณภูมิเพื่อแสวงหาความร่ำรวยเรียกว่า ขับเคลื่อนด้วยความโลภ เมื่อออกสู่ทะเลใหญ่คลื่นลมแรง เรือจึงอับปางลง ๒. พ่อค้า ๗๐๐ คน อ้อนวอนให้เทวดาช่วย (ไม่คิดพึ่งตนเอง) แล้วตายหมด พระมหาชนกไม่อ้อนวอนเทวดา ทาน้ำมันตัวเองจะได้ลอยตัวได้ทน เตรียมกระโดดให้ไกล จะได้ไม่ถูกเรือที่กำลังจมดูดให้จมไปด้วย ตรงนี้คือ การพึ่งตนเอง ๓. พระมหาชนกมองไม่เห็นฝั่ง ก็ยังว่ายอยู่ไม่ยอมหยุด ตรงนี้คือ ความเพียรอันบริสุทธิ์ คนส่วนใหญ่เมื่อมองไม่เห็นความหวังก็หยุดเสียไม่ยอมทำอะไร เมื่อหยุดเสียแล้วก็มีแต่ตาย เสร็จแล้ว มีเทวดามาช่วย เทวดามาช่วยหมายถึงความมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้โดยไม่คาดหมาย ภาษา 3 สมัยใหม่จากทฤษฎีความซับซ้อน เขาเรียกว่า "การผุดบังเกิด" (Emergence) ซึ่งหมายถึงว่า ถ้าทำเหตุปัจจัยให้ถึงพร้อม สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นได้เหนือความคาดหมายและเกิดขึ้นทันทีทันใด อย่างประเทศไทยไม่มีใครคาดหมายว่าจะเกิดความร่วมเย็นเป็นสุขได้ แต่ถ้าช่วยกันทำ สิ่งที่ถูกต้อง ความมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้อย่างทันทีทันใด ๔. ที่เมืองมิถิลา คนทั้งหลายตั้งแต่มหาอุปราชจนถึงคนเลี้ยงม้า โดยเฉพาะพวกอำมาตย์ล้วนตก อยู่ในโมหภูมิ โมหภูมิ คือ ภูมิที่โง่เขลาไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี ทำให้เกิดการพัฒนาผิด ๆ เกิด สภาพเมืองอวิชชา มีความชั่วช้าต่าง ๆ เต็มไปหมด ๕. มีเรื่องอวิชชาอย่างหนึ่ง คือ คนอยากกินมะม่วง แล้วเลยโค่นต้นมะม่วงมากินกัน ได้แก่ การ ทำลายทรัพยากรเอามากินมาใช้กันเสียหมด อีกหน่อยก็ไม่มีอะไรจะกิน แทนที่ จะอนุรักษ์และ เพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติ จะได้มีกินมีใช้อย่างยั่งยืน ๖. มีการกล่าวถึงมหาวิชชาลัย วิชชาเป็นคำทางพุทธศาสนา หมายถึงปัญญา ต่างจากวิชาและวิทยา ซึ่งหมายถึงความรู้ ความรู้หมายถึงรู้เป็นเรื่อง ๆ แต่ปัญญา หมายถึงรู้ทั้งหมดรวมทั้งรู้ตัวเองด้วย เมื่อรู้ทั้งหมดและรู้ตัวเองด้วยก็สามารถจัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับ ผู้อื่นและสิ่งอื่น ด้วย ตรงนี้คือศีลธรรมจริยธรรม ในปัญญาจึงมีศีลธรรมอยู่ด้วยเสมอ แต่ความรู้ไม่แน่ว่ามี ส่วนใหญ่ไม่มี มหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถป้องกันไม่ให้คนทั้งหมดตกเข้าไปอยู่ในโมหภูมิได้ แต่มหาวิชชาลัย คือ การศึกษาที่ทำให้เกิดปัญญาเพื่อไปพ้นโมหภูมิ จากพระราชนิพนธ์พระมหาชนกจะเห็นได้ชัดเจนว่า มิจฉาพัฒนาคืออะไร สัมมาพัฒนา คืออะไร โลกขณะนี้ขับเคลื่อนด้วยโลภจริตที่เอาเงินเป็นใหญ่ จึงนำไปสู่วิกฤตการณ์ทั่วโลก นักปราชญ์ฝรั่งก็พูดกันว่าอารยธรรมตะวันตก ซึ่งเป็นอารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยมจะนำโลกทั้ง โลกเข้าไปสู่สภาวะวิกฤต ประเทศไทยจะเกิดความร่วมเย็นเป็นสุขได้ต้องเข้าใจโมหภูมิและมิจฉา พัฒนา แล้วหันกลับไปหาวิชชาหรือปัญญาและสัมมาพัฒนา ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีพระมหาชนกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น ปรัชญาการพัฒนาที่ลึกซึ้ง เป็นสัมมาทิฏฐิและสัมมาพัฒนา อาจกล่าวว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระ ราชนิพนธ์โดยอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา การพัฒนาไปสู่ความร่วมเย็นเป็นสุขจึงต้องอาศัยการมีสัมมาทิฏฐิและสัมมาพัฒนา ๓. สังคมสมัยใหม่ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ศาสนาใหญ่ ๆ เกิดขึ้นประมาณ ๒-๓ พันปีก่อน เราไม่อาจและไม่ควรดึงสังคมไปเป็น สังคมสมัยเก่า แต่ความเป็นสมัยใหม่ควรจะเป็นสมัยใหม่อย่างมีปัญญา ไม่ควรจะเป็นสมัยใหม่ อย่างโง่เขลาและเข้าไปสู่การทำลาย ศาสนาเป็นภูมิปัญญาใหญ่ของมนุษย์ในการเข้าถึงความดี สูงสุด 4 มนุษย์เป็นสัตว์ สัตว์ย่อมมีความเห็นแก่ตัวและมีการแย่งชิงกัน ทำร้ายกัน ฆ่ากัน เป็น ธรรมดาอย่างสัตว์ แต่ศาสนาสอนให้ทำดีและมีวิธีการเข้าถึงความดีสูงสุดซึ่งเข้าถึงได้จริง ศาสนา สอนว่า ความดี คือ * การไม่ทำบาปทั้งปวง * การทำดีให้ถึงพร้อม * การทำจิตให้บริสุทธิ์ ไม่มีศาสนาไหนเลยที่สอนว่าจงไปแย่งชิงผู้อื่นหรือจงทำกำไรสูงสุด มีแต่สอนตรงข้ามว่า จงรักผู้อื่น จงมีการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน จงอย่าเบียดเบียนผู้อื่น จงลดกิเลสตัณหา ศาสนามีวิธีการ ปฏิบัติที่สามารถลดความเห็นแก่ตัวจนหมดกิเลสตัณหาโดยสิ้นเชิงก็ได้ มนุษย์สามารถมีความดีได้ ถึงขนาดนั้น คือ * แบ่งปันผู้อื่น = ทาน * ไม่เบียดเบียนกัน = ศีล * ลดความเห็นแก่ตัว = ภาวนา แก่นของทุกศาสนาคือ ทาน ศีล ภาวนา ศาสนาต่างจากศีลธรรมธรรมดา คือมีโลกุตรธรรม หรือธรรมที่ไปพ้นมิติทางวัตถุ หรือที่ เรียกว่ามิติทางจิตวิญญาณ (spiritual) คือการที่จิตหลุดจากความคับแคบในตัวเอง ไปสู่ความจริง ตามธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ หรือบรรลุถึงความมีจิตใหญ่ ทำให้มีอิสรภาพ ประสบความงาม เกิด มิตรภาพอันไพศาล และมีความสุขอย่างยิ่งยวด **ความสุขจากการที่จิตเข้าถึงความดีเป็นสุขสูงสุด** ที่เรียกกันว่า **ความสุขทางจิต** **วิญญาณ (spiritual happiness)** ซึ่งจะรู้ได้จากการเคยมีประสบการณ์ด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่อาจ อธิบายให้เข้าใจได้ด้วยภาษาใด ๆ วัตถุให้ความสุขได้ในช่วงที่ทำให้พ้นจากความบีบคั้นจาก ความ ขาดแคลนเท่านั้น การมีมากขึ้น ๆ ไม่สามารถเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้ มักเกิดตรงข้าม คือ ความ โลภนำทุกข์มาให้ **มนุษย์ขาดความดีไม่ได้** ความดีทำให้เกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง เมื่อมนุษย์มีแต่มิติทาง วัตถุ แต่ขาดมิติทางเบื้องสูงของจิตใจก็ทำให้ขาดความสมบูรณ์ รู้สึกว่าชีวิตไม่เต็ม ต้องไปหาอะไร มาเติม เช่น ยาเสพติด ความฟุ่มเฟือย ความรุนแรง อันเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนที่สัมพันธ์กับอารย ธรรมวัตถุนิยม ในประเทศตะวันตกขณะนี้ จากความอิ่มตัวของวัตถุนิยมและการพบด้วยตัวเองว่าวัตถุไม่ สามารถให้ความหมายที่ลึกซึ้งแก่ชีวิตและให้ความสุขที่แท้จริง จึงกำลังเกิดคลื่นความสนใจในเรื่อง จิตใจในระดับสูงมากขึ้น จะเรียกว่าศาสนาหรือไม่ก็ตาม Extract all text from this image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image's main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. 6 โดยมากจะนำเอาเฉพาะเนื้อหาในพระไตรปิฎกมาพูดมาสอนกัน แต่ถ้าสังเกตดูให้ดีวิธีคิด หรือวิถีคิดในพุทธธรรมไม่เหมือนกับวิธีคิดที่มีกันอยู่ทั่วไปในโลก วิธีคิดที่มีอยู่ทั่วไปเป็น การ คิดแบบตายตัว แยกส่วน และสุดโต่ง หรือคิดแบบดิจิตัล คือ ถ้าไม่ 0 ก็เป็น 1 ถ้าเป็น 1 ก็ ไม่ใช่ 0 การที่ประธานาธิบดีบุช พูดว่า "ถ้าคุณไม่ใช่พวกเรา คุณก็เป็นพวกผู้ก่อการร้าย" เป็น ตัวอย่างที่ดีของการคิดแบบนี้ คือไม่เหลือที่ไว้สำหรับความเป็นกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อผมเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยมีนักข่าวถามผมว่า "อาจารย์ท้อใจ ไหม" ผมตอบว่า "ไม่" เขาก็ถามซ้ำว่า "งั้นอาจารย์ก็เต็มไปด้วยความหวังสิ" ผมตอบว่า "เปล่า" เขาก็งง เพราะเขาคุ้นเคยอยู่กับว่าถ้าไม่ใช่อย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างโน้น ถ้าเป็นอย่างโน้นก็ต้อง ไม่ใช่อย่างนี้ ส่วนผมนั้นคิดว่ามันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย ตรงนี้เรียกว่าคิดแบบมัชฌิมาปฏิปทา การคิดแบบแยกส่วนเป็นปัญหาที่ร้ายแรงของมนุษย์ * เพราะไม่ตรงต่อธรรมชาติความจริง ซึ่งเชื่อมโยงและเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย * เพราะจะเกิดการ "เสี้ยมปลาย" ของบริบททั้งหมดซึ่งใหญ่โตและหลากหลายให้เรียว เป็น "ส่วนสุด" ที่ไม่มีทางไป คือตีบตัน นอกจากปะทะกันหรือแตกหักไปสู่ความ ขัดแย้งและความรุนแรง * เพราะฉะนั้นจึงนำไปสู่การแยกขั้ว แยกข้าง เป็นของเขาของเรา แล้วเข้าไปสู่ความ ขัดแย้งและความรุนแรง * เพราะคิดแบบแยกส่วน จึงคิดแยกตัวเราจากคนอื่น และจากธรรมชาติแวดล้อม ยึด มั่นในตัวตน เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือเห็นแก่ตัว ก่อความเดือดร้อนให้ตัวเองและ ผู้อื่น * เพราะการคิดที่ไม่ตรงต่อธรรมชาติความจริง จึงเข้าไปติดอยู่ในความคับแคบใน ตัวเอง ถูกบีบคั้น หรือ เกิดความทุกข์ เป็นวิถีคิดที่นำไปสู่ความทุกข์ * เพราะการคิดแบบนี้ทำให้ติดขัดทางปัญญา การคิดแยกขั้วเป็นบวกเป็นลบก็เปรียบ ประดุจอนุภาคโปรตอนที่มีประจุเป็นบวก และอิเล็กตรอนซึ่งมีประจุเป็นลบ ซึ่งไม่ สามารถเคลื่อนไปได้ไกล จะถูกประจุตรงข้ามจับไว้ ส่วนนิวตรอนซึ่งเป็นกลาง สามารถทะลุทะลวงไปได้โดยไม่ติดขัด การคิดแบบเป็นกลางจะสามารถทะลุทะลวง ทางปัญญาไปสู่ความจริงทั้งหมดได้ เป็นต้น การคิดและทำอะไรแบบแยกส่วนจะนำไปสู่การเสียสภาวะสมดุลและเกิดสภาวะวิกฤต เสมอ เช่น การพัฒนาเฉพาะเศรษฐกิจก็จะกระทบจิตใจ ครอบครัว ชุมชน สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม จนเสียสมดุลและวิกฤต 7 การคิดแบบเป็นกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทานั้นไม่ใช่อยู่ตรงกลางระหว่างดีกับชั่ว หรือ มากกับน้อย หรือ ดำกับขาว อะไรแบบนั้น เพราะนั่นก็เป็นการตายตัว การคิดแบบเป็นกลางเกิด จากการสังเกตธรรมชาติ และพบอย่างนี้ * สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นอนิจจัง คือล้วนเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรอยู่ในภาวะสถิตเป็น นิจ (นิจจัง) ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา * การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องไม่ขาดตอน * ทุกอย่างเป็นกระแสของเหตุปัจจัย เรียกว่าอิทัปปัจจยตา ไม่มีอะไรมีหรือไม่มี ตายตัว เป็นเอกเทศ * เมื่อทุกอย่างเป็นกระแสของเหตุปัจจัยจึงไม่มีตัวตน (อนัตตา) เป็นเอกเทศ * การยึดมั่นว่ามีความตายตัว (นิจจัง) มีตัวตน (อัตตา) จึงนำไปสู่ความขัดแย้งกับความ เป็นจริง ความขัดแย้งทำให้เกิดความบีบคั้น หรือทุกขตา * ที่ทางพุทธพูดถึงลักษณะ ๓ อย่าง หรือไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะ อาศัยการคิดแบบอิทัปปัจจยตา หรือความเป็นกระแสของเหตุปัจจัย ดังที่กล่าวมา ฉะนี้ * การคิดแบบอิทัปปัจจยตานี้คือ การคิดแบบเป็นกลางตามธรรมชาติหรือมัชฌิมาปฏิปทา การคิดแบบนี้ทำให้เกิดอิสรภาพ หรือการเคลื่อนไหวไหลเลื่อนอย่างอิสระ (free flow) ไม่ถูกบีบคั้นจากความขัดแย้งระหว่างตัวเรากับความเป็นจริง เมื่อไม่ถูกบีบคั้นก็ มีความสุข * การคิดแบบเป็นกลางจึงทำให้เกิดอิสรภาพและความสุข เพราะสอดคล้องกับ ธรรมชาติและกฎของธรรมชาติ คนโดยทั่วไปจะคิดแบบตายตัว แยกส่วน และสุดโต่ง จึงเข้าไปสู่ความขัดแย้ง ความบีบ คั้น ความทุกข์ และความรุนแรง ไม่สามารถบรรลุความจริงตามธรรมชาติ วิธีคิดแบบพุทธจึงเป็นวิถีแห่งปัญญา อิสรภาพ และความสุข ชาวพุทธ หรือผู้ที่สนใจพุทธศาสนาควรพยายามทำความเข้าใจวิถีคิดแบบพุทธ จะทำให้ บรรลุความจริงตามธรรมชาติ ความงาม มิตรภาพอันไพศาล อิสรภาพ และความสุขอันยิ่ง โดยที่เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปที่คิดแบบตายตัว แยกส่วน และสุดโต่ง เสียจนเคยชิน ควรมีกลุ่มผู้สนใจวิถีคิดแบบพุทธพยายามทำความเข้าใจและอธิบายให้ผู้อื่น เข้าใจวิถีคิดแบบพุทธให้แพร่หลายขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อสันติภาพและสุขสวัสดิ์ ๓. ศาสนากับการพัฒนาอย่างบูรณาการ ปัจจุบันมีความตระหนักมากขึ้นว่าการพัฒนาไม่ควรแยกเป็นส่วน ๆ เช่น พัฒนา เศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ควรพัฒนาอย่างเชื่อมโยงทุกส่วนเข้ามาหากัน เช่น เศรษฐกิจ-จิตใจ- 8 สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ เป็นบูรณาการ เมื่อมีการเชื่อมโยงบูรณาการกันอย่าง ถูกต้องก็จะเกิดความสมดุลและความยั่งยืน ในความเป็นบูรณาการจิตใจจะขึ้นสูงมาก จะมี ความเอื้ออาทรต่อกันมีการลดละความเห็นแก่ตัวและเกิดความสุขประดุจบรรลุนิพพาน เป็น สังคมนิพพาน ศาสนาจึงเป็นแกนกลางของบูรณาการ ขาดศาสนธรรมก็บูรณาการไม่ได้ ฉะนั้น ศาสนาจึงควรบูรณาการกับการพัฒนาทุกเรื่อง เช่น ศาสนากับการเมือง ศาสนา กับการศึกษา ศาสนากับการสื่อสาร ศาสนากับธุรกิจ เป็นต้น ที่เป็นรูปธรรมและเห็นได้ชัด คือ ศาสนากับการพัฒนาอย่างบูรณาการโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง พื้นที่หมายถึงชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ซึ่งขณะนี้กำลังมีการพัฒนาอย่างบูรณาการเกิด มากขึ้นเรื่อย ๆ พระสงฆ์ร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรวมตัวช่วยเหลือกัน การตั้ง กองทุนสัจจะออมทรัพย์ การป้องกันลดละยาเสพติด การช่วยเหลือคนติดเชื้อเอชไอวีและ ผู้ป่วยโรคเอดส์ การใช้วัดเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือของสถานีวิทยุชุมชน เป็นต้น การที่พระสงฆ์เข้าไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริม การพัฒนาอย่างบูรณาการในชุมชนท้องถิ่นมี ความสำคัญยิ่งนัก ทำให้ได้สัมผัสทุกข์จริง ๆ ของคนปัจจุบัน และการปฏิบัติที่จะออกจากทุกข์ เป็นการประยุกต์พุทธศาสนาในสังคมปัจจุบัน และเมื่อชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ยิ่งเพิ่มศรัทธาใน พระพุทธศาสนามากขึ้น ทั้งพระและฆราวาสต่างพัฒนาไปด้วยกันตามแนวแห่งศิล สมาธิ ปัญญา ภาคปฏิบัติ ในพื้นที่จะเห็นบทบาทของศาสนากับการพัฒนาง่ายกว่าในส่วนกลางข้างบน ควรจะมี การวิจัยว่ากำลังมีเรื่องอะไรที่ดี ๆ เกิดขึ้นข้างล่างบ้าง ทั้งโดยมหาวิทยาลัยสงฆ์และมหาวิทยาลัย ฆราวาส แล้วนำข้อค้นพบมาสื่อสารเผยแพร่ เป็นการสนับสนุนกระบวนการศาสนากับการ พัฒนาอย่างบูรณาการให้ขยายตัวมากขึ้นสืบไป 4. ส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐาน ขณะนี้มีแนวโน้มที่มีความสนใจปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกันมากขึ้นทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะในโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยความเครียด พฤติกรรม เบี่ยงเบน ความรุนแรง และโรคภัยไข้เจ็บที่มาจากความเครียด การเรียนวิชาอย่างเดียวโดยไม่ ไปฝึกจิตไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นในคนสมัยใหม่ได้หรือกลับทำให้เลวร้ายยิ่งขึ้น วิปัสสนา กรรมฐานช่วยให้บรรลุอิสรภาพ ความสุข การมีสุขภาพดี มีการเรียนรู้ที่ดีและส่งเสริมการอยู่ ร่วมกันด้วยสันติ วิปัสสนากรรมฐานจึงขาดไม่ได้สำหรับคนสมัยใหม่ ต่อไปคนไม่ปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานจะกลายเป็นคนเชย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกรมการศาสนา ควรจะทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ให้วิปัสสนากรรมฐานอยู่ในวิถีชีวิต ของคนทั้งหมด ๕. ส่งเสริมการฝึกอบรมเพื่อลดความเห็นแก่ตัวแบบต่าง ๆ Extract all text from this image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image's main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. 10 เพราะขาดพลังพระอรหันต์ ทั้งฝ่ายการปกครองบ้านเมืองและคณะสงฆ์ไม่ให้ความสำคัญหรือ เมินต่อโลกุตรธรรมในพระพุทธศาสนา นิพฺพานํ ปรมํ ธมฺมํ นิพพานเป็นบรมธรรม ถ้าไม่มีนิพพานก็ไม่จำเป็นต้องมีพุทธศาสนา โลกุตรธรรมเปรียบประดุจหัวรถจักรที่ดึง รถทั้งขบวนให้แล่นไป เมื่อตัวโลกุตรธรรมออกแล้วขบวนการทั้งหมดก็อ่อนกำลัง ท่านอาจารย์ พุทธทาสพยายามนำโลกุตรธรรมกลับมาพูดจากันในชีวิตปัจจุบัน เช่นว่า "นิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้" "นิพพานซิมลอง" "นิพพานอยู่แค่ปลายจมูก" จิตว่างหรือสุญญตา ฯลฯ เป็นความพยายามที่จะ ให้ขบวนการทางพุทธศาสนามีหัวรถจักรที่จะดึงให้เคลื่อนไปอย่างมีพลัง ถ้าเปรียบเทียบกัน พระธิเบตมีการฝึกอบรมเพื่อการบรรลุธรรมอย่างเข้มและขณะนี้โลก ได้ประโยชน์จากพระธิเบตเป็นอันมาก เพราะ"เสน่ห์แห่งวิมุตติธรรม" ในขณะที่การศึกษาของ สงฆ์ไทยเน้นที่ "วิชา" เป็นตัวตั้ง จริงอยู่อาจเป็นประโยชน์ต่อการขยับฐานะของคนจน แต่การ ขาดพลังแห่งการบรรลุธรรมทำให้พุทธศาสนาไทยขาดเสน่ห์ และขาดพลังที่จะรักษาตัวเองและ รักษาโลก ฉะนั้น ยุทธศาสตร์พระพุทธศาสนาในประเทศไทยที่จำเป็นและสำคัญมากคือ ยุทธศาสตร์พลังพระอรหันต์ หรือส่งเสริมให้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นมาก ๆ ในประเทศไทย การศึกษาของสงฆ์ควรมุ่งสู่การบรรลุธรรม ในช่วงที่ยังขาดความชัดเจน ควรมีการตั้งวิทยาลัย ทางพุทธศาสนาเพื่อการบรรลุธรรมโดยเรียนทฤษฎีที่นำไปสู่การบรรลุธรรม และฝึกฝนปฏิบัติ เพื่อการบรรลุธรรมคัดเลือกคนมาเรียนเฉพาะที่แน่วแน่ในการจะบรรลุธรรม เช่น อาจตั้ง "วิทยาลัยพุทธศาสนาภูริทัตโต" ในภาคอีสานอีกแห่งหนึ่ง และ "พุทธทาสวิทยาลัย" ที่สวน โมกข์อีกแห่งหนึ่ง นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรม อำนาจสร้างพระอรหันต์ไม่ได้ ไม่ควรใช้การปกครองคณะสงฆ์เข้าไปสั่งให้เกิดหรือบริหารจัดการ แต่ควรเป็นการก่อ ตัวขึ้นโดยอิสระโดยพระและมราวาสที่สนใจเส้นทางพระนิพพาน และมีผู้ที่เข้าใจเรื่องการจัด การศึกษาพอประมาณร่วมด้วย คณะสงฆ์ก็ตาม ฝ่ายบ้านเมืองก็ตาม สังคมก็ตาม เป็นฝ่าย สนับสนุนการเกิดขึ้นของวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาเพื่อการบรรลุธรรม โดยจะเรียกชื่อว่า อะไรก็ตาม ชาวพุทธไทยควรจะให้ความสนใจยุทธศาสตร์พลังพระอรหันต์ให้มาก เพราะนี่จะเป็น การให้แรงแก่การพระพุทธศาสนาในประเทศไทยมากที่สุด ๗. การวิจัยและพัฒนาระบบพระพุทธศาสนา 11 สิ่งต่าง ๆ ดำรงอยู่เป็น "ระบบ" ในระบบมีองค์ประกอบต่าง ๆ ถ้าองค์ประกอบครบ และสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ระบบก็สามารถดำเนินไปได้ดีตามวัตถุประสงค์ เช่น ระบบ รถยนต์ ถ้าองค์ประกอบไม่ครบ เช่น แม้ขาดน็อตไปตัว ขาดฟิวส์ไปเส้นหนึ่ง รถอาจวิ่งไม่ได้ หรือวิ่งไปเกิดเรื่องเกิดราว การทำอะไร ๆ เรามักไม่ค่อยคิดถึงระบบ จับได้อะไรอย่าง ๒ อย่างก็ทำไป แต่ความไม่ ครบองค์ประกอบของระบบหรือความพิการเชิงระบบ ทำให้เรื่องดี ๆ ที่หวังจะให้เกิดไม่เกิดขึ้น เรามักมีความรู้เชิงเทคนิคเป็นเรื่อง ๆ แต่ความรู้เชิงระบบมักไม่มี ทำให้พัฒนาหรือปฏิรูประบบ ไม่ได้ การจะทำให้การพระศาสนามีพลังควรจะมีความเข้าใจและพัฒนาเชิงระบบ ระบบพระพุทธศาสนาในประเทศไทย น่าจะมีองค์ประกอบอย่างน้อย ๘ ประการ ดังนี้ ๑. ความเข้าใจหลักธรรม ๒. การรับคนเข้าบวช ๓. การรักษาพระวินัย ๔. การศึกษาของสงฆ์ ๕. การปกครองคณะสงฆ์ ๖. การเงินและทรัพย์สมบัติ ๗. ความสัมพันธ์กับสังคมและรัฐ ๘. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ องค์ประกอบทั้ง ๘ ประการนี้ สัมพันธ์และส่งผลถึงกันและกัน กล่าวคือ ความเข้าใจหลักธรรม เป็นประธาน ความเข้าใจหลักธรรมที่ถูกต้องจะเป็นหลักยึดให้ องค์ประกอบอื่น ๆ เข้ารูปเข้ารอยไม่ผิดเพี้ยนไป ถ้าเข้าใจไม่ถูกต้องการพระพุทธศาสนาก็จะผัน แปรผิดเพี้ยนจนในที่สุดอันตรธาน เหลือแต่มิจฉาทิฏฐิที่เป็นอันตราย ขณะนี้ความเข้าใจ หลักธรรมมีน้อยหรือเลอะเลือน สมควรที่จะมีการสังคายนา การรับคนเข้าบวช เป็นประตูเข้ามาสู่ความเป็นพระสงฆ์ศากยบุตรผู้จรรโลง พระ ศาสนารับคนเข้ามาผิดย่อมเป็นการบ่อนทำลายสถาบันพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง ขณะนี้การรับคนเข้าบวชขาดความละเอียดพิถีพิถันโดยสิ้นเชิง สมควรได้รับการปฏิรูป การรักษาพระวินัย พระวินัยเป็นพลังของหมู่คณะและก่อให้เกิดคุณค่าต่อสังคม การไม่ ปฏิบัติตามพระวินัยจึงเป็นการทำลายพลังและลดคุณค่าของพระสงฆ์ต่อสังคม การลงโทษ พระสงฆ์ที่ทำผิดวินัยก็ขาดประสิทธิภาพไม่เป็นไปเพื่อสร้างความเลื่อมใสศรัทธาในหมู่ ประชาชน การปฏิรูปการรักษาพระวินัยเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งในการพัฒนาระบบ พระพุทธศาสนาในประเทศไทย 12 **การศึกษาของสงฆ์** การเรียนรู้เป็นหัวใจของพุทธศาสนา การมาบวชก็เพื่อมาเรียน ดังที่พูดว่ามาบวชเรียน แต่การเรียนรู้ของพระสงฆ์ไทยโดยทั่วไปก็ถือว่าอ่อนแอที่สุด ถ้าเทียบ กับพระธิเบตที่ศึกษามาอย่างเข้มข้นและมีประสบการณ์ทางธรรมที่ทำให้ผู้คนทั่วไปในโลก ได้รับประโยชน์ เรื่องนี้ควรได้รับการทบทวนอย่างจริงจัง เพราะถ้าเรื่องนี้อ่อนแอ องค์ประกอบ อีก ๗ ประการก็พลอยอ่อนแอไปทั้งหมดและจับสาระสำคัญไม่ได้ **การปกครองคณะสงฆ์** เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังเรื่อยมา เพราะระบบการปกครองคณะ สงฆ์จัดขึ้นตามการปกครองทางบ้านเมืองซึ่งเป็นระบบอำนาจ การพระศาสนาเป็นระบบธรรม การปกครองทางบ้านเมืองเป็นระบบอำนาจ ระบบอำนาจเป็นธรรมย่อมไม่เข้ากัน ระบบการ ปกครองบ้านเมืองด้วยอำนาจก็ล้าสมัยแล้ว ฉะนั้นจึงไม่มีปัญหาเลยว่าระบบการ ปกครองคณะ สงฆ์ควรได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยและเพื่อเอื้อเฟื้อต่อการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย แต่เรื่องนี้ เป็นเรื่องยากที่ยังหาความเห็นพ้องลงตัวไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงด้วยอำนาจคงจะทำไม่ได้และทำ ให้เปลี่ยนแล้วสามารถทำงานให้เกื้อหนุนพระธรรมวินัยได้เป็นเรื่องยากยิ่ง คงจะต้องใช้การวิจัย และพัฒนาเข้ามาเป็นเครื่องมือดังจะได้กล่าวต่อไป **การเงินและทรัพย์สมบัติ** การเงินและทรัพย์สมบัติของพระและของวัดเป็นเรื่องใหญ่ เป็นของมีคมที่บาดใจ และบาดพระธรรมวินัยได้ง่าย ในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์และ พระสงฆ์สาวกไม่ได้บริหารวัด ฆราวาสเป็นผู้บริหารวัด พระพุทธองค์และพระสงฆ์สาวก บริหารธรรม ดังที่พระเจ้าพิมพิสารทรงดูแลวัดเวฬุวันที่กรุงราชคฤห์ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็น ผู้ดูแลวัดเชตวัน และนางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นผู้ดูแลวัดบุพพารามที่กรุงสาวัตถี เป็นต้น เมื่อ ครั้งท่านปัญญานันทะไปครองวัดอุโมงค์ที่เชียงใหม่ ท่านเล่าว่าท่านไม่ต้องบริหารวัดเลย เจ้าชื่น สิโรรสทำให้หมด ท่านแสดงธรรมอย่างเดียว ในสมัยพุทธกาลที่เรียกว่าวัดก็ไม่ได้มีทรัพย์สมบัติอะไรมากมาย สมัยนี้วัดมีทรัพย์ สมบัติที่มีราคาค่างวดมหาศาล สมภารต้องเป็นผู้บริหารทรัพย์สมบัติอันมโหฬารเหล่านี้ หมด เวลาไปกับการบริหารทรัพย์มากกว่าบริหารธรรมนี้จะเป็นไปตามหลักธรรมละหรือ แล้วก็ไป เกิดเรื่องเกิดราวกันบ่อย ๆ เช่นว่า สมภารร่ำรวยมีเงินทองมากมาย แล้วพาลเชื่อมต่อไปเป็นเรื่อง สีกา หรือหาไม่ก็เป็นช่องโหว่ที่ฆราวาสบางคนมากินกับวัด หรือดังที่พูดกันติดปากว่า แบ่ง กันคนละครึ่ง การวิจัยให้รู้สถานภาพทางการเงินและทรัพย์สมบัติของพระและของวัด และ พัฒนาให้มีความถูกต้อง จะเป็นคุณต่อการพระศาสนา ทำให้ระบบพุทธศาสนามีพลังของความ ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมยิ่ง ๆ ขึ้นเป็นเอนกประการ **ความสัมพันธ์กับสังคมและรัฐ** พุทธบริษัทประกอบด้วยทั้งพระและฆราวาส ประสานกัน สมัยนี้ในทางธรรมเสื่อมด้วยกันทั้งคู่ และพระกับฆราวาสแยกกันแบบ "ชั่วช่างซีดี ช่างสงฆ์" ในด้านหนึ่ง และ "เรื่องของชาวบ้านพระไม่เกี่ยว" อีกด้านหนึ่ง เป็นส่วนสุดทั้ง ๒ ไม่ใช่ทางสายกลางแห่งสัมพันธภาพอันควร ในสมัยปัจจุบันสังคมมีความเชื่อมโยง 13 สลับซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต่างจากสังคมในสมัยพุทธกาลสุดประมาณสมควร จะมีการ ทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับสังคมในเชิงเกื้อกูลต่อกัน อันยังให้เกิดทั้ง ความ ตั้งมั่นแห่งพระธรรมวินัย และทั้งสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ แท้ที่จริงศีลคือ การที่มีการอยู่ร่วมกันด้วยสันติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ไม่ว่า สังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างใด ๆ มนุษย์ก็ต้องสามารถเรียนรู้ที่จะมีการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ หรือศีลได้ ศีลจึงกลายเป็นกระบวนการทางปัญญาอย่างยิ่ง ไม่ใช่เป็นการให้และรับศีลอยู่ เท่านั้น อันเป็นสภาวะสถิต ไม่เกิดปัญญาแห่งการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ในครั้งพุทธกาล พระพุทธองค์และพระสงฆ์สาวกไม่ได้ขึ้นกับรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่มีอิสระ (เหมือนนกที่บินไป) ประกอบด้วยปัญญาและเมตตาอันไพศาล สั่งสอนตั้งแต่กระยาจก จนถึง เศรษฐี จนถึงพระราชา พระพุทธศาสนาในประเทศไทยอยู่ในความอุปถัมภ์ของรัฐมาโดย ประวัติศาสตร์ จึงมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับรัฐกันมาจนเป็นปรกติธรรมดา ในขณะที่รัฐก็ เปลี่ยนแปลงไปมาก สังคมก็เปลี่ยนแปลงไปมาก น่าจะมีการทบทวนว่าพระสงฆ์กับรัฐควรจะมี ความสัมพันธ์กันเช่นใดจึงจะงาม ถูกต้องตามพระธรรมวินัยและมีประโยชน์เกื้อกูลกัน **พระราชบัญญัติคณะสงฆ์** เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันมากว่าที่ถูกที่ควรควรเป็นอย่างไร และหาความลงตัวมิได้ และคงจะไม่ได้ถ้าองค์ประกอบทั้งหมดตั้งแต่ข้อ ๑-๗ ดังกล่าวข้างต้นยัง ไม่ลงตัว เพราะลักษณะของระบบพระพุทธศาสนาที่พึงประสงค์จะมากำหนดว่าพระราชบัญญัติ ควรเป็นอย่างไร และพระราชบัญญัติจะเอื้อเฟื้อต่อระบบพระพุทธศาสนาที่พึงประสงค์อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก มิใช่สักแต่จะทำด้วยอำนาจ แล้วก็ไม่สามารถแก้ปัญหาของระบบการ พระพุทธศาสนาได้จริง เรื่องของพระพุทธศาสนานั้นเกี่ยวข้องกับสถาบันทางสังคมหลายสถาบัน เช่น สถาบัน พระมหากษัตริย์ รัฐบาล ระบบราชการ คณะสงฆ์ พระสงฆ์ และประชาชนโดยทั่วไป ความ เข้าใจและความต้องการของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน ไม่มีสถาบันหนึ่งใดมีความพร้อมในตัวเอง และมีพลังพอที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบพระพุทธศาสนาได้ เพราะองค์ประกอบ ต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องยาก ๆ ทั้งสิ้น และยังไม่มีความรู้พอเพียงในเรื่องนั้น ๆ ใน สภาพอย่างนี้วิธีการที่นำไปสู่การพัฒนาระบบพระพุทธศาสนาได้ คือ **การวิจัยระบบพระพุทธศาสนา** ควรจะมีทั้งพระและฆราวาสที่เข้าใจพระพุทธศาสนาร่วมกันวิจัยระบบพระพุทธศาสนา โดย เชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมกันตั้งโจทย์วิจัย หรือร่วมวิจัย เมื่อวิจัยได้ความรู้มาก็นำมาสู่การ เรียนรู้ร่วมกันของผู้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยความรู้ที่ชัดเจนในเรื่องหนึ่ง ๆ และ โดยการเรียนรู้ร่วมกันในความรู้นั้น ๆ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง ความรู้และการ เรียนรู้ร่วมในการปฏิบัติ จนมีปริมาณมากพอที่จะถึงจุดเปลี่ยน ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น นี่ คือที่เรียกว่า **การวิจัยและพัฒนา (Research and Development = R&D)** อันหมายถึง การวิจัย 14 เพื่อพัฒนาหรือการวิจัยในการพัฒนา อันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใน สิ่งที่ยาก โดยที่การพัฒนาระบบพระพุทธศาสนาามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนของ พระพุทธศาสนา และต่อบทบาทของพระพุทธศาสนาในการสร้างความร่มเย็นเป็นสุขใน ประเทศไทย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการศาสนา สกว. สภาวิจัย ควรร่วมกัน ส่งเสริมให้มีกลุ่มผู้วิจัยที่เหมาะสม ทำการวิจัยระบบพระพุทธศาสนาในประเทศไทยโดยนัย ดังกล่าวข้างต้น ต้องมีความพิถีพิถันและความประณีตในการจัดการ ต้องมีกลุ่มที่เหมาะสมก่อ ตัวขึ้นเอง จะไปใช้คำสั่งให้เกิดคงจะไม่ได้ ทางที่ดีบุคคลที่เหมาะสมควรจะก่อตัวขึ้นเอง และ องค์กรต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นเข้าสนับสนุน อาจมีสถาบันวิจัยระบบพระพุทธศาสนาเป็น สถาบันของรัฐที่เป็นอิสระ โดยไม่ใช่ระบบราชการ ทำนองเดียวกัน สถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ก็ได้ ขอย้ำว่า งาน ยาก ๆ ที่ต้องการกระบวนการทางปัญญาต่อเนื่องเช่นนี้ ถ้าตั้งเป็นหน่วยงานในระบบ ราชการ จะทำงานไม่สำเร็จ ควรศึกษาองค์กรใหม่ ๆ ที่เป็นองค์กรของรัฐที่ไม่ใช่หน่วยราชการ อันมีมาก ขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทย ปัจฉิมกถา สังคมสมัยใหม่เชื่อมโยงอย่างสลับซับซ้อนและเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เร็ว เกินกว่าที่มนุษย์จะสามารถเผชิญกับสภาวะใหม่ ๆ จึงเกิดความเครียดและพฤติกรรมเบี่ยงเบนใน หลายรูปแบบ ได้มีความพยายามนานาประการที่จะแก้ไขปัญหา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เท่าไร ในโลกยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความรุนแรง ความอยุติธรรมทางสังคม การขาดศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นมนุษย์ มีความท้อแท้สิ้นหวังกันมาก เพราะความใหญ่โตของปัญหาและ โครงสร้างที่กดทับมนุษย์ทำให้แต่ละคนรู้สึกไร้ศักยภาพที่จะเข้าแก้ไข แน่นอนในสภาพเช่นนี้ มนุษย์ย่อมต้องแสวงหาปัญญาหลาย ๆ ทางเพื่อจะหาทางแก้วิกฤต สำหรับประเทศไทย นอกจากเหนือจากภูมิปัญญาสากลซึ่งจะต้องใช้แล้ว เรามีภูมิปัญญาดั้งเดิมเป็น พื้นฐานอยู่คือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเป็นภูมิปัญญาสูงสุดของมนุษย์อย่างหนึ่ง ซึ่งแม้จะ ถูกฝังกลบด้วยวัฒนธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยมที่มากับสังคมสมัยใหม่ก็ยังมีร่องรอยเหลืออยู่ลึก ๆ สมควรได้รับความสนใจหยิบยกขึ้นมาเจียระไน และทำเป็นยุทธศาสตร์พระพุทธศาสนากับการ พัฒนาประเทศไทย พระพุทธศาสนาให้โลกทรรศน์และวิธีคิดที่สามารถปลดปล่อยปัจเจกบุคคลไปสู่อิสรภาพ ความสุข และความสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ และมีเป้าหมายคือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่าง มนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หัวใจของพระพุทธศาสนา คือกรุณาและปัญญา เมื่อเจริญให้มากซึ่งกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง จะเกิดความสงบ ความสดชื่น และพลัง 15 ปัญญา ต้องแทงทะลุถึงสังคมปัจจุบัน ระบบพุทธศาสนา และการบริหารจัดการ ถ้าเพียงแต่ สรรเสริญธรรมะไปเรื่อย ๆ โดยไม่เข้าใจความเป็นจริงและสนใจเรื่องการจัดการ แม้มีความ ปรารถนาดี การพระศาสนาก็จะเข้าไปสู่สภาวะวิกฤตยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ การจัดการคือ การจัดการการ วิจัยให้รู้ความเป็นจริงขององค์ประกอบต่าง ๆ และเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ อย่างเหมาะสมจน เกิดผลตามวัตถุประสงค์การจัดการเป็นปัญญาอีกประเภทหนึ่ง เป็นอิทธิปัญญาหรือปัญญาที่จะทำ ให้สำเร็จ ชาวพุทธจึงควรสนใจปัญญาเชิงการจัดการด้วย ที่ใช้หัวข้อว่ายุทธศาสตร์พระพุทธศาสนากับการพัฒนาประเทศไทย แทนที่จะใช้คำว่า พระพุทธศาสนากับการพัฒนาประเทศไทย เพราะประการหลังมักพูดกันลอย ๆ โดยปราศจากการ คิดเชิงการจัดการให้บรรลุผล เป็นเพียงแนวคิด แต่ยุทธศาสตร์คือการจัดการขนาดใหญ่ที่จะบรรลุ ผลสัมฤทธิ์ให้ได้ โดยผนวกการวิจัย - การเรียนรู้โดยสังคม - การเชื่อมโยงกับอำนาจรัฐ ที่เรียกว่า "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" เข้ามาเขยื้อนสิ่งที่ยาก การทำเรื่องที่ยากต้องมีผู้ที่มีฉันทะแรงกล้าที่จะทำ ให้สำเร็จ และใช้ปัญญาโดยรอบด้านที่จะขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ พุทธศาสนาเป็นภูมิปัญญาสูงสุดของมนุษย์ และพุทธศาสนาก็เป็นทรัพยากรของชาติ ควร ที่คนไทยจะเข้าใจและเห็นคุณค่าแห่งดวงประทีปนี้ และนำมาใช้ให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขและ สร้างบ้านเมืองที่ร่มเย็นเป็นสุข ไปพ้นจากโมหภูมิ สู่การเป็นสังคมที่เข้มแข็ง เอื้ออาทร และมี ปัญญา PQET ยุทธศาสตร์พระพุทธศาสนา กับการพัฒนาประเทศไทย ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
วัฒนธรรม
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การพัฒนาประเทศ
• การพัฒนาสังคม
history_eduหมวดหมู่
วัฒนธรรม
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้