auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

กระบวนการนโยบายสาธารณะ (Public Policy Process)

chrome_reader_modeคำอธิบาย

บทความนำเสนอเกี่ยวกับกระบวนการนโยบายสาธารณะซึ่งควรประกอบด้วยกุศล 3 ประการ คือ 1. กระบวนการทางปัญญา 2. กระบวนการทางสังคม และ3. กระบวนการทางศีลธรรม ซึ่งเขียนโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม" พระปฐมบรมราชโองการ # กระบวนการนโยบายสาธารณะ ( Public Policy Process ) ## ประเวศ วะสี ๑ นโยบายสาธารณะ มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ต่อทุกองคาพยพของสังคม ทั้งทางบวกและทางลบ ประเทศไทยเป็น “โรคพร่องนโยบายอย่างรุนแรง” (Severe Policy Deficiency Disease) “โรค” นี้ทำให้ประเทศไทยป่วย การเยียวยาความเจ็บป่วยของประเทศไทยอย่างหนึ่งคือ “กระบวนการ นโยบายสาธารณะ” ๒ # ๑ บุพพบท (๑) ในอุดมคติ กระบวนการนโยบายสาธารณะ ควรประกอบด้วยกุศล ๓ ประการ คือ ๑. เป็นกระบวนการทางปัญญา ใช้หลักฐานข้อเท็จจริงที่ผ่านการวิเคราะห์สังเคราะห์มา อย่างดีจนเป็น "ความรู้" ที่เรียกว่าเป็นการสร้างนโยบายที่อยู่บนฐานของความรู้ ( Knowledge - based policy formulation ) ๒. เป็นกระบวนการทางสังคม นโยบายกระทบสังคมทั้งหมดอย่างรุนแรง ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียคือสังคมควรเข้ามามีบทบาทร่วมเรียนรู้ ร่วมกำหนดนโยบาย เป็นกระบวนการเปิดเผย โปร่งใส และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๗๖ กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ กำหนดนโยบาย ๓. กระบวนการทางศีลธรรม กระบวนการนโยบายสาธารณะควรมีอุดมคติเพื่อความ ถูกต้องดีงามและประโยชน์สุขของคนทั้งหมด ไม่แฝงเร้นเพื่อประโยชน์เฉพาะตนเอง (๒) ในความเป็นจริง นโยบายสาธารณะ มักประกอบด้วยกุศล ๓ ประการ คือ ๑. ขาดฐานความรู้ เกิดจากการคิดเอาเอง การมีผลประโยชน์แฝงเร้น จากความคิดชั่วแล่น ที่ขาดข้อมูลหลักฐานและผ่านวิจารณญาณมาอย่างดี ๒. ขาดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง บางทีคนไม่กี่คน หรือคนคนเดียวกัน นโยบาย โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างกว้างขวาง แต่คนทั้งประเทศได้รับ ผลเสีย ๓. ขาดศีลธรรม คือขาดอุดมคติ เพื่อความถูกต้องดีงามและประโยชน์ของคนทั้งหมด แต่เพื่อประโยชน์แฝงเร้นของคนบางคนหรือบางกลุ่ม นโยบายอันประกอบด้วยกุศล ๓ ประการนี้ บางทีเรียกกันว่า "คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย" คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายมีผลเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติ ๓ (๓) ตัวอย่างความเสียหายจากนโยบายที่เป็นอุกศล ๑. ในประวัติศาสตร์ มีเป็นอันมากที่ผู้นำคนเดียวตัดสินใจนำประเทศเข้าสู่สงคราม เพื่อสนองกิเลสตน แต่นำไปสู่ความพินาศย่อยยับของชีวิตของผู้คนเป็นแสนๆ หรือเป็นล้านคน ๒. ในสงครามเวียตนาม ที่ทหารอเมริกันตายไปประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน คนเวียตนามตายไปกว่า ๒ ล้านคน และความพินาศอื่น ๆ มีคนเพียงไม่กี่คนที่ตัดสินใจนำสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงคราม คือประธานาธิบดีเคเนดี รัฐมนตรีกลาโหมแมคนามารา นายแมคจแวร์บันดี และผู้ช่วยอีกไม่กี่คน คนเหล่านี้ก็ดูเป็นคนดีๆ ทั้งสิ้น คนดีแต่ถ้านโยบายไม่ดีเกิดความพินาศสุดคณานับ ๓. ในประเทศไทย การวิจัยนโยบายน่าจะเปิดเผยให้ทราบว่า มีนโยบายที่เป็นอุกศลอะไรบ้างที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ในที่นี้จะขอยกนโยบายขนส่งมาให้ดูอย่างเดียว ประเทศไทยเลือกนโยบายขนส่งสินค้าโดยรถ ๑๐ ล้อ เป็นหลัก แทนที่จะขนส่งโดยทางรถไฟและเรือกลไฟ นโยบายอย่างนี้นำไปสู่สิ่งตามมาเป็นลำดับ คือต้องสร้างทางหลวงเต็มประเทศซึ่งราคาแพงมาก ต้องซื้อรถ ๑๐ ล้อจำนวนมากวิ่งกระหึมทั้งประเทศ หมดค่าน้ำมันมหาศาล การขนส่งแบบนี้แพงกว่าขนส่งโดยรถไฟและเรือกลไฟมาก ชาวนาแทนที่จะได้รับส่วนแบ่งมากกว่านี้ประชาชนควรจะได้รับบริโภคสินค้าราคาถูกกว่านี้ ผลประโยชน์มหาศาลกลับไปตกอยู่กับต่างชาติที่ขายรถยนต์และขายน้ำมัน กับคนไทยจำนวนน้อยที่ได้ประโยชน์จากนโยบายเช่นนี้ และการใช้เชื้อเพลิงมหาศาลสำหรับรถสิบล้อที่วิ่งกระหึมทั้งประเทศ เมื่อน้ำมันขึ้นราคาก่อให้เกิดวิกฤตพลังงาน และวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไม่มีทางออก ยกตัวอย่างเพียงเล็กน้อย เพื่อแสดงให้เห็นความเสียหายใหญ่หลวงจากนโยบายที่ผิด การวิจัยประวัติศาสตร์นโยบาย ว่านโยบายอะไร เกิดขึ้นอย่างไร โดยใคร และผลกระทบของนโยบาย แล้วนำมาสู่การเรียนรู้ร่วมกัน น่าจะเป็นบทเรียนที่สำคัญของมนุษยชาติ ## ประเทศไทยเป็นโรคพร่องนโยบายอย่างรุนแรง ประเทศไทยขาดความถูกต้องเรื่องนโยบายอย่างรุนแรง ซึ่งมีผลทางลบอย่างมหาศาล จะกล่าวถึงสาเหตุของโรคพร่องนโยบาย ๕ ประการ ดังต่อไปนี้ (๑) ขาดการคิดเชิงนโยบายของฝ่ายวิชาการ ฝ่ายวิชาการคุ้นเคยแต่การคิดเชิงเทคนิค แต่ขาดการตั้งคำถามเชิงนโยบาย เช่นว่าทำอย่างไรเรื่องที่เรารู้ว่าดีจะเกิดขึ้นเต็มประเทศ การวิจัยนโยบายหรือการสังเคราะห์นโยบายมีน้อยมากในมหาวิทยาลัย อาจเป็นเพราะสาเหตุใหญ่ ๆ ๒ ประการ คือ (๑) ๔ มหาวิทยาลัยแบ่งเป็นสาขาแยกย่อย นักวิชาการรู้เฉพาะสาขาแยกย่อย การจะทำนโยบายได้ต้อง "เห็น ช้างทั้งตัว" (๒) มหาวิทยาลัยเน้นการสอนมากกว่าการวิจัย การที่มหาวิทยาลัยไม่ทำงานวิชาการเชิงนโยบาย ทำให้ประเทศเป็นโรคพร่องนโยบาย อย่างรุนแรง การส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยทั้งหมดเข้ามาทำงานวิชาการเชิงนโยบาย มีความสำคัญยิ่งนัก ต่อความเข้มแข็งของประเทศ (๒) องค์กรนโยบายทำนโยบายไม่เป็น องค์กรนโยบายต่าง ๆ มักจะทำงานนโยบายไม่เป็น แต่ชอบไป "ล้วงลูก" ในการปฏิบัติ ทำให้สับสน ขัดแย้ง ไม่ได้งานใหญ่ ๆ ที่ควรได้ องค์กรนโยบายมีต่าง ๆ กัน เช่น คณะกรรมการนโยบาย คณะกรรมการอำนวยการ สภามหาวิทยาลัย กรม กระทรวง นโยบายเป็นเรื่องข้ามกระทรวง แต่กระทรวงมักทำนโยบายข้ามกระทรวงไม่เป็น มัก เน้นทำงานด้วยตนเองเป็นกรม ๆ ภาพที่เห็นบ่อย ๆ คือ รัฐมนตรีไปแบ่งกันคุมกรม ที่จริงกรมควรเป็น องค์กรนโยบายแห่งชาติในเรื่องนั้น ๆ แต่กรมก็มักอยู่กับตัวเองและทำงานได้น้อย การที่ทำนโยบายไม่เป็นก็เพราะนโยบายเป็นเรื่องที่ต้องใช้ปัญญา แต่หน่วยงานของเรา คุ้นเคยกับการใช้อำนาจมากกว่าใช้ปัญญา เรียกว่าขาดทั้งวัฒนธรรมนโยบายและความสามารถเชิง นโยบาย การทำให้องค์กรนโยบายทำนโยบายเป็น เป็นระเบียบวาระของชาติที่สำคัญยิ่ง (๓) นโยบายที่เป็นอุกศล ๓ ประการ ดังกล่าวในตอน ๑ (๒) กล่าวคือนโยบายที่คิดขึ้นโดย คนส่วนน้อย ไม่ได้ใช้ฐานความรู้ และมีผลประโยชน์แฝงเร้นเฉพาะตนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งบางทีเรียกกันว่า "คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย" เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อสาธารณะ (๔) ระบบการศึกษาที่อยู่นอกสังคม ระบบการศึกษาของเราทั้งระบบเป็นระบบที่อยู่นอก สังคม คือไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสังคม ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสังคม ไม่ร่วมแก้ปัญหาสังคม เพราะเป็น การศึกษาที่เอา "วิชา" ในตำราเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาความเป็นจริงของสังคมเป็นตัวตั้ง จึงอ่อนแอทาง ปัญญา เพราะเท่ากับสังคมขาดระบบประสาท-สมอง ร่างกายของเรามีระบบประสาทที่รับรู้ความเป็น จริงทั้งจากภายในร่างกายและภายนอกร่างกาย แล้วส่งไปวิเคราะห์สังเคราะห์ที่สมองให้เข้าใจ สถานการณ์ลึกขึ้น เพื่อนำไปสู่การ "ตัดสินใจเชิงนโยบาย" ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร สังคมไทยซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เราไม่มีระบบประสาทและสมองที่รับรู้ความจริง แล้วนำมาวิเคราะห์สังเคราะห์สู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย ระบบการศึกษาของเราไม่เป็นระบบประสาท และสมองให้สังคม เราจึงอ่อนแอทางปัญญาเชิงนโยบายยิ่งนัก (๕) เป็นประดุจประเทศเครื่องหลุดออกจากกันเป็นส่วน ๆ ประเทศไทยเหมือนประเทศที่ เครื่องหลุดออกจากกันเป็นส่วน ๆ จึงทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ การจะทำอะไรให้สำเร็จต้องมีความเป็น เอกภาพระหว่าง * ปรัชญา (หรือปัญญา) ๕ * นโยบาย * แผน * ยุทธศาสตร์ * การปฏิบัติ * การสนับสนุนการปฏิบัติ องค์ประกอบเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่คนละทางสองทาง ไม่เข้ามาเชื่อมโยงกันเป็นเอกภาพ นี้ก็ถือเป็นโรคด้วยอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเข้าใจสาเหตุทั้ง ๕ ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่าประเทศไทยเป็นโรคพร่องนโยบายอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลเสียเหลือคณานับ และเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤตการณ์ต่าง ๆ สังคมซับซ้อนแต่สมองเรียบ คู่ที่ไม่ลงตัวใหญ่ที่สุดในสังคมไทย คือสังคมปัจจุบันนั้นสลับซับซ้อน (complex) อย่างยิ่ง แต่สมองคนไทยนั้น simple หรือเรียบ เพราะเราไม่ชอบอ่านไม่ชอบคิด จึงไม่เข้าใจอะไรที่ซับซ้อน ที่เป็นอย่างนั้นเพราะเราอยู่ในดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และมีภัยธรรมชาติน้อย จึงไม่ต้องตื่นตัวคิดมาก และเราอยู่ในเขตร้อนทำให้ต้องใช้ชีวิตนอกบ้าน ทำให้เรามีวัฒนธรรมพูดมากกว่าวัฒนธรรมเขียนและอ่านในครั้งโบราณที่มีคนน้อยแต่ทรัพยากรมาก การไม่ต้องขวนขวายมาก ไม่อ่าน ไม่คิด ก็อาจจะไม่เป็นไร แต่สมัยนี้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไป ผู้คนมากขึ้น ทรัพยากรร่อยหรอลง มีการแย่งชิงในรูปต่าง ๆ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ผ่านกลไกต่าง ๆ ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนยากต่อการเข้าใจ เราจะยังคงมีสมองเรียบ ๆ ต่อไปโดยไม่เข้าใจความซับซ้อนของสังคมปัจจุบัน ชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมก็จะวิกฤตมากขึ้น เรื่องที่ซับซ้อนและยากถ้าไม่อ่านจะไม่เข้าใจ การฟังอย่างเดียวหรือดูข่าวโทรทัศน์อย่างเดียวไม่สามารถทำให้เข้าใจเรื่องที่ซับซ้อนได้ ต้องอาศัยการอ่านไปอ่านมาบททวนและคิด แต่เราก็ไม่มีวัฒนธรรมในการอ่าน ต่อประชากร ๖๓ ล้านคน หนังสือดี ๆ จะขายได้ประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ เล่มเท่านั้น ! ตัวเลขนี้จะบอกสถานการณ์การอ่านที่น่าตกใจ การจะทำให้เกิดวัฒนธรรมการอ่านเป็นเรื่องยากอย่างหนึ่ง แต่ก็ต้องทำให้ได้ การรับรู้ความจริงจากประสบการณ์หรือเท่าที่สัมผัสอาจหลอกเราได้ เช่นเราเห็นแผ่นดิน เราต้องสรุปว่าโลกแบน แต่จากข้อมูลอื่น ๆ ที่ผ่านการวิเคราะห์สังเคราะห์ทำให้เกิด "ความรู้" ว่า จริง ๆ ๖ แล้วโลกกลม การรับรู้ความจริงมีความจำเป็นแต่ไม่พอ ต้องมีการหาข้อมูลอื่น ๆ การวิเคราะห์และ สังเคราะห์ให้รู้ความจริงที่ลึกขึ้น การรับรู้ความจริง การหาข้อมูลอื่น ๆ การวิเคราะห์และสังเคราะห์ให้รู้หรือเป็นความรู้ ให้รู้ ความจริงที่ลึกขึ้น นี้เรียกว่าการวิจัยสร้างความรู้ใหม่ ความรู้ใหม่คือรู้ลึกและรู้จริงกว่าเท่าที่รับรู้ การศึกษาของเราเกือบทั้งหมดเน้นที่การท่องความรู้เก่า เกือบไม่มีการวิจัยเพื่อสร้างความรู้ใหม่ เลย เราจึงรู้อะไรเพียงผิวเผิน คาดเดาว่าเป็นอย่างนั้นมั่งอย่างนี้มั้ง (มีคนเรียกว่าเป็น "วัฒนธรรมมั่ง ศาสตร์นิยม") ไม่รู้อะไรจริง ไม่รู้อะไรลึก การมีสมองเรียบ ไม่รู้อะไรจริง ไม่รู้อะไรลึก เป็นอันตรายยิ่งนัก เพราะจะถูกหลอกได้ง่าย ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยการสร้างภาพ ให้ตกเข้าไปอยู่ในโมหภูมิ เกิดความยากจน การหมด ศักดิ์ศรี เข้าใจผิด เกิดความขัดแย้ง และเกิดความรุนแรงได้ง่าย ในสภาพอย่างนี้ความรุนแรงเป็นเรื่อง หนีไม่พ้น นี้เป็นกรรมร่วมของสังคม การที่สังคมไทยจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นสังคมที่รู้จริงและรู้ลึกเป็นภาระที่ยากลำบากแต่ก็ต้องทำ กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมควรจะเป็นเครื่องมือหรือวิธีการ "เปิดพื้นที่ทางสังคม เปิดพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง" โดยส่งเสริมให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในตั้งโจทย์ ในการทำการ วิจัย ในการนำผลการวิจัยมาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การสร้างและการใช้นโยบายสาธารณะที่ดี เพื่อ ประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม" \- พระปฐมบรมราชโองการ นโยบายสาธารณะที่ดี (Healthy Public Policies) นโยบายสาธารณะที่ดี คือนโยบายสาธารณะที่นำไปสู่ความถูกต้อง เป็นธรรม และประโยชน์ สุขของมหาชน ในพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดย ธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม" อาจเรียกว่าเป็นทิศทางของประเทศที่ใหญ่ที่สุด ที่ควร จะถอดมาเป็นนโยบายสาธารณะที่ดี และมีกระบวนการที่จะทำให้เกิดขึ้น ๗ โดยที่พระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ของชาติ คนในชาติทั้งหมดควรจะต้องถือเป็นหน้าที่ที่จะ ให้แผ่นดินนี้มีธรรมหรือความถูกต้องครอง เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนทั้งหมด เราไม่สามารถเบี่ยงเบนไปจากนี้ได้เลย เช่นว่า แผ่นดินจะครองด้วยธรรมเพื่อประโยชน์สุข เฉพาะตัวหรือเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่ประโยชน์สุขของมหาชนทั้งหมด เพื่อเป็นไปตามพระบรมราชโองการ คนไทยทั้งชาติจะต้องช่วยกันดูแลไม่ให้แผ่นดินถูกครองด้วยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของคนบางกลุ่ม บางเหล่า แต่ในสังคมปัจจุบันที่ซับซ้อน "ความถูกต้องเป็นธรรม" และ "ประโยชน์สุข" ก็ซับซ้อนและ ตีความต่าง ๆ กัน ไม่ตรงไปตรงมาเหมือนเมื่อครั้งพระนเรศวรหรือพระเจ้าตากสิน การใช้ "ความเห็น" เถียงกัน หรือ การลงมติด้วยเสียงข้างมากไม่ได้เป็นประกันว่าจะมี "ความถูกต้องเป็นธรรม" หรือ "เป็นประโยชน์สุขของมหาชน" จำเป็นต้องมีการวิจัยสร้างความรู้ ว่ามี "ความถูกต้องเป็นธรรม" และเป็น "ประโยชน์สุขของ มหาชน" หรือไม่ มากน้อยเพียงใด ความรู้ที่ได้จากการวิจัยอันประกอบด้วยข้อมูลหลักฐาน และวิธีการ วิเคราะห์สังเคราะห์ที่เชื่อถือได้ โปร่งใส เป็นสาธารณะที่ให้ใคร ๆ เข้ามาดูและพิสูจน์ได้ สามารถนำมาสู่ การเรียนรู้ร่วมกัน และเกิดความเห็นพ้องได้ "การวิจัยนโยบาย" หรือ "การสังเคราะห์นโยบาย" อย่างมีคุณภาพ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำ กันให้มาก เพื่อเป็นเครื่องมือเคลื่อนสังคมไปให้ "แผ่นดินมีธรรมครอง" และเป็นไป "เพื่อประโยชน์สุข ของมหาชนชาวสยาม" เนื่องจากนักวิจัยเก่ง ๆ มีน้อย และนักวิจัยนโยบายยิ่งมีน้อย จึงจำเป็นต้องส่งเสริม การสร้างนักวิจัยนโยบายให้มากโดยเร่งด่วน กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ( Participatory Public Policy Process = PPPP = P4 ) นี้ ถ้าทำให้ดีและกว้างขวาง จะเป็นกระบวนการทางปัญญา กระบวนการทางสังคม และ กระบวนการทางศีลธรรม เพื่อตอบสนองพระปฐมบรมราชโองการ ให้แผ่นดินนี้มีธรรมครอง และ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม & การเคลื่อนกระบวนการสาธารณะ อย่างกว้างขวางและเป็นกลาง กระบวนการนโยบายสาธารณะไม่ควรจะรวบรัดให้ได้ข้อเสนอเพื่อเสนอต่อผู้มีอำนาจ แต่ควร จะเน้นที่การมีส่วนร่วมเรียนรู้ของทุกฝ่ายอย่างกว้างขวาง จนเกิดเป็นความเข้าใจของสังคม (social ) ๘ understanding) เป็นคุณค่าของสังคม (social value) เป็นการปฏิบัติโดยสังคม (social practice) ส่วน ข้อเสนอเป็นผลพลอยได้อย่างหนึ่ง "ความเข้าใจ - คุณค่า - การปฏิบัติ" โดยสังคมจนเป็นปรกติวิสัย คือการปรับเปลี่ยนตัวเองทาง สังคม (social transformation) ซึ่งเท่ากับการได้ผลของนโยบายสาธารณะไปแล้ว การรวบรวมรัดทำ ข้อเสนอเสนอกับฝ่ายการเมืองก็ไม่แน่ว่าฝ่ายการเมืองจะเข้าใจ เห็นคุณค่า และปฏิบัติ แต่ฝ่ายการเมืองก็ เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นภาคีแห่งการเรียนรู้ร่วมกันด้วย และเมื่อสังคม "เข้าใจ-เห็นคุณค่า-ปฏิบัติ" นั่นก็หมายถึงฝ่ายการเมืองก็ "เข้าใจ - เห็นคุณค่า - ปฏิบัติ" ด้วย เมื่อทุกฝ่ายปฏิบัติจนเป็นปรกติวิสัยก็ กลายเป็นวัฒนธรรม กระบวนการนโยบายสาธารณะเน้นที่การเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นกลาง โดยไม่การเข้าไปสู่การ เป็นปฏิปักษ์ การจ้องทำลาย หรือการเอาชนะคะคานกันด้วยทิฐิมานะ เพราะจะทำให้มีการเรียนรู้น้อย **การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action)** คือหัวใจของความสำเร็จ ในเรื่องต่าง ๆ แต่เรามักเรียนรู้ร่วมกันไม่เป็น เพราะติดอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกและทิฐิมานะต่าง ๆ จึง ขาดความสุขและความสร้างสรรค์ไปอย่างน่าเสียดาย จึงควรถือเป็นโอกาสที่จะทำความเข้าใจและ พัฒนาทักษะในการเรียนรู้ร่วมกัน ในต่างประเทศได้มีการวิจัยและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน จนเกิดวิธีการต่าง ๆ ซึ่งได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ เช่น **AIC, Dialogue, การจัดการความรู้ (Knowledge Management)** สำหรับ AIC ได้มีการใช้กันในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ยังขาดความเป็น สถาบันที่ทำงานอย่างเป็นระบบ **Dialogue** ที่มีผู้ให้ชื่อว่า **สุนทรียสนทนา** นั้น เป็นเทคนิคที่ทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์อย่าง มหาศาล และเกิดปัญญาร่วม (**Collective wisdom**) **การจัดการความรู้** หมายถึงการเคารพและเห็นคุณค่าของความรู้ที่มีอยู่ในตัวคนแต่ละคน แล้ว จัดการให้มีการนำเอาความรู้ในตัวคนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ความรู้ในตัวคนแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน เมื่อสิ่งที่ไม่เหมือนกันมาเจอกันจะเกิดนวัตกรรมทางปัญญาขึ้น โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นวัตกรรม ทางปัญญาจึงเป็นความจำเป็น เรื่องการจัดการส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันคงจะมีวิธีอื่น ๆ อีกมาก สิ่งที่มีร่วมกันในทุกวิธีคือ การลดอัตตา (ego) ในตัวตนของตนเอง เปิดให้มีการรับรู้ใหม่เรียนรู้ใหม่ร่วมกันได้ กระบวนการนี้ ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนตัวเอง (**Personal transformation**) อันทำให้เกิดความสุขและความสร้างสรรค์ อย่างยิ่งใหญ่ ควรจะมีการส่งเสริมการสร้างสถาบันผู้เชี่ยวชาญการส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันอย่างจริงจัง และ ในกระบวนการนโยบายสาธารณะนี้ ต้องการผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวเข้ามาส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ๙ ร่วมกันอย่างมาก เพื่อให้กระบวนการนโยบายสาธารณะเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมทางสาธารณะอย่าง กว้างขวาง ## ๖ การมีส่วนร่วมเสนอประเด็นนโยบายสาธารณะ อย่างกว้างขวาง ไม่ควรรวบรวมรัดกำหนดประเด็นนโยบายสาธารณะโดย "ผู้รู้" ไม่กี่คนเท่านั้น แต่ควรให้เกิดการ มีส่วนร่วมเสนอประเด็นนโยบายจากฝ่ายต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง เพื่อให้เป็นกระบวนการสาธารณะ เพราะเมื่อเป็นกระบวนการสาธารณะแล้ว จะเกิดความกระตือรือล้นจากฝ่ายต่าง ๆ และกระบวนการ สาธารณะจะทำให้งานวิชาการลงตัว และถูกนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น ฝ่ายต่าง ๆ ควรจะมีอย่างน้อย ๘ ฝ่าย คือ ๑. ประชาชน / องค์กรพัฒนาเอกชน ๒. สื่อมวลชน ๓. นักวิชาการ / มหาวิทยาลัย ๔. องค์กรสนับสนุนการวิจัยนโยบาย เช่น สภาวิจัย สกว. สวรส. สสส. สปสช. มสช. ๕. ภาคธุรกิจเอกชน ๖. องค์กรทำงานนโยบาย เช่นกระทรวงต่าง ๆ ๗. ฝ่ายการเมือง เช่น รัฐบาล รัฐสภา ๘. ผู้แทนองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อาจจะมีฝ่าย อื่น ๆ อีก ประชาชน เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายสาธารณะมากที่สุด จึงเปรียบประดุจ ระบบประสาทของสังคมที่รับความรู้สึกเจ็บปวด เย็นร้อนอ่อนแข็ง จึงควรเป็นผู้บอกปัญหาและความ ต้องการได้ดีที่สุด ประชาชนอาจจะใช้ภาษานโยบายหรือภาษาวิชาการไม่เป็น เป็นหน้าที่ของ นักวิชาการที่จะต้องนำประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะของประชาชนมาเป็นประเด็นทางนโยบาย ประชาชนอาจเป็นประชาชนในพื้นที่หรือกลุ่มเฉพาะ เช่น คนพิการ คนในสลัม ฯลฯ ขณะนี้มีเครือข่ายและเวทีภาคประชาชนมากพอสมควรที่จะประสานงานให้มีการทำข้อเสนอ สมัชชา ๑๐ สุขภาพจังหวัดในทุกจังหวัดที่เคยประชุมกัน และมีตัวแทนเข้าไปประชุมสมัชชาแห่งชาติ เป็นตัวอย่าง ของการมีส่วนร่วมในเวทีนโยบายสาธารณะของประชาชน **สื่อมวลชน** สื่อมวลชนเป็นสถานีกลางที่เชื่อมความรู้สึกนึกคิดของสังคม เป็นเสมือน ระบบประสาทรับรู้ทางสังคม สื่อมวลชนจึงต้องเป็นภาคีที่สำคัญของกระบวนการนโยบายสาธารณะ สื่อมวลชนอาจมีข้อเสนอประเด็นนโยบายสาธารณะของตัวเอง และรวบรวมข้อคิดเห็นจากประชาชน เช่น หนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ อาจเปิดรับข้อเสนอจากประชาชน โดยองค์กรควรถือสภากา หนังสือพิมพ์แห่งชาติและสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นภาคีที่สำคัญ **องค์กรสนับสนุนการวิจัยนโยบาย** อาจมีโครงการวิจัยนโยบายที่ทำเสร็จแล้ว หรือ กำลังทำ หรือมีผลการวิจัยที่สามารถเอามาสังเคราะห์เป็นนโยบายสาธารณะได้ หรือมีประเด็นทาง นโยบายที่อยากให้วิจัย **การวิจัยและการวิจัยนโยบายที่มีอยู่แล้ว** ควรสำรวจว่ามีการวิจัยอะไรที่มีอยู่แล้ว ซึ่งอาจ นำมาสังเคราะห์เป็นนโยบาย หรือมีการวิจัยนโยบายอะไรที่มีผู้ทำไว้แล้วบ้าง นี้จะทำให้ลดการต้อง ทำงานซ้ำซ้อนและย่นระยะเวลาการวิจัยนโยบายสาธารณะ **ประเด็นนโยบายจากรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มี** เรื่องเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการพัฒนาประเทศอยู่มาก ควรจะศึกษาและกลั่นเอาประเด็นนโยบายที่ จะต้องเอามาวิจัยเพิ่มเติม **พระบรมราโชวาท และพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสของ** พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ มีเรื่องดี ๆ ที่เป็นทิศทางนโยบายเพื่อ ประโยชน์สุขของประชาชน ควรศึกษาและนำมาเข้าสู่กระบวนการนโยบายสาธารณะ ถ้าขอความ สนับสนุนจากราชเลขาธิการได้ก็จะเป็นคุณอย่างยิ่ง ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างของทางที่จะได้มาซึ่งประเด็นทางนโยบายสาธารณะ คงจะมีทาง อื่น ๆ อีก การเสนอประเด็นอาจทำผ่านสื่อหรือโดยการจัดประชุม จากประเด็นทางนโยบายที่มีการเสนอและรวบรวม ควรมีผู้ชำนาญเชิงนโยบายมาสังเคราะห์ ให้ได้เป็นประเด็นเชิงนโยบายที่คม ชัด มีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจ แล้วตีพิมพ์ **รายการประเด็นนโยบาย** **สาธารณะ** เผยแพร่อย่างกว้างขวาง รายการประเด็นนโยบายสาธารณะจะไปกระตุ้นความสนใจให้มีการ พูดคุยขบคิดกันอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดการวิจัยโดยอิสระ การสนับสนุนการวิจัยนโยบาย และสู่เวที นโยบายสาธารณะ การวิจัยนโยบายสาธารณะ ๗ ๑๑ มหาวิทยาลัยมีการวิจัยนโยบายสาธารณะน้อยมาก จำเป็นต้องมีการส่งเสริมให้เข้มแข็งอย่าง ค่อนข้างเร่งด่วน สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ควรต้องถือเป็นนโยบายที่จะให้ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ พัฒนาสมรรถนะในการวิจัยนโยบาย โครงการนโยบายสาธารณะควรจะร่วมกับ องค์กรอื่นที่สนับสนุนการวิจัยนโยบายสาธารณะ เช่น สภาวิจัย สกว. สวรส. สสส. สปสช. มูลนิธิ สาธารณสุขแห่งชาติ(มสช.) ร่วมกับ สกอ. สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการตั้งโจทย์ ไปจนถึงทำการวิจัยนโยบาย และมีส่วนร่วมในเวทีนโยบายสาธารณะ ซึ่งจะได้กล่าวในข้อถัดไป มหาวิทยาลัยต้องรีบสร้างนักวิจัยนโยบายโดยรวดเร็ว และวิจัยประเด็นนโยบายตามที่รวบรวม มาดังกล่าวข้อ ๖ ทั้งนี้ต้องผ่านกระบวนการจัดอันดับความสำคัญ การวิจัยนโยบายไม่ควรเป็นเรื่องของ นักวิจัย ๒-๓ คนในมหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยควรเข้าไปทำงานวิจัยนโยบายเชิงสถาบัน แต่ละ มหาวิทยาลัยควรมีโครงการวิจัยนโยบายขนาดใหญ่ ซึ่งทำอย่างต่อเนื่อง และในโครงการเช่นนี้ สามารถผลิตมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตได้จำนวนมาก นักศึกษาปริญญาโทปริญญาเอกใน มหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีไม่ใช่น้อย แต่ถ้าวิจัยสะเปะสะปะโดยไม่มี theme ใหญ่ที่ทำอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่ เป็นพลังให้ประเทศเท่าที่ควร แต่ถ้ามหาวิทยาลัยมี theme การวิจัยใหญ่ที่ทำอย่างต่อเนื่อง และ เชื่อมโยงกับบัณฑิตศึกษา นักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกรุ่นแล้วรุ่นเล่าจะได้ทำการวิจัยที่มี ความหมาย ผลการวิจัยถูกนำไปใช้เพราะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนโยบายสาธารณะ และ มหาวิทยาลัยจะผลิตนักวิจัยนโยบายที่เก่ง ๆ ขึ้นมาได้จำนวนมาก มหาวิทยาลัยใดที่พร้อมอาจตั้ง "สถาบันวิจัยนโยบายและยุทธศาสตร์" เพื่อให้สามารถทำงาน วิจัยเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นเพราะเป็นที่ต้องการมาก หากมหาวิทยาลัยทำการวิจัย นโยบายอย่างเป็นเอกเทศอาจทำได้ยากและไม่นำไปสู่ผลสำเร็จ แต่ถ้ามหาวิทยาลัยทำงานเชื่อมโยงกับ กระบวนการนโยบายสาธารณะ ตามที่กล่าวในข้อต่าง ๆ ข้างต้นและข้อถัดไป ก็จะทำได้ง่ายขึ้น เพราะ มีการเชื่อมโยงกันเป็นระบบ จนถึงส่งผลไปประยุกต์ใช้นโยบาย ควรย้ำว่าการวิจัยเป็นเครื่องมือเคลื่อนการเรียนรู้ร่วมกัน คือมีการร่วมกันตั้งโจทย์ ร่วมกันวิจัย นำผลการวิจัยมาสู่กระบวนการเรียนรู้ เช่นนั้น ตลอดทาง ไม่ใช่วิจัยเพื่อ "ขึ้นหิ้ง" โครงการส่งเสริมกระบวนการนโยบายสาธารณะที่ดีควรทำงานร่วมกับ สกอ. และองค์กร สนับสนุนการวิจัยต่าง ๆ กระตุ้นให้มหาวิทยาลัยเข้ามาทำงานวิจัยนโยบายเชิงสถาบัน มิใช่เป็นความ สนใจเฉพาะตัวของนักวิจัย ๒-๓ คน เท่านั้น เวทีนโยบายสาธารณะ ๑๒ เวทีนโยบายสาธารณะ ถ้าจัดให้ดีจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมทุก ๆ จุดของ กระบวนการนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่การตั้งประเด็น การวิจัยนโยบาย การนำผลการวิจัยมาสู่การ เรียนรู้ร่วมกันเพื่อการปฏิบัติ ลักษณะของเวทีนโยบายสาธารณะที่ดีอาจมีดังนี้ (๑) เป็นเวทีที่ใช้ความรู้ มากกว่าการใช้ความเห็น หรือใช้วาทะโจมตีกัน เวทีใช้ความเห็นมี มากอยู่แล้วในรูปต่าง ๆ เวทีนี้ควรใช้ความรู้ที่ประมวลมาอย่างดี นำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันโดย ฝ่ายต่างๆ (๒) มีองค์ประกอบของผู้ร่วมประชุมที่ดี ประกอบด้วยฝ่ายต่าง ๆ อย่างน้อย ๘ ฝ่าย ดังกล่าว ในข้อ ๖ มีบุคคลสาธารณะซึ่งคนอื่นอยากประชุมด้วย มีความพิถีพิถันในการเชิญเข้าร่วมประชุมเป็น พิเศษ ให้มีสีสันและสาระ (๓) ควรให้ความสนใจแก่สื่อมวลชนเป็นพิเศษ ให้มีสื่อมวลชนที่เหมาะสมจำนวนมาก พอสมควรได้มีโอกาสร่วมประชุม โอกาสที่จะเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมในเรื่องนโยบายสาธารณะมีไม่มาก เวทีนโยบายสาธารณะเป็นโอกาสอันดีของสื่อมวลชนที่จะได้เรียนรู้จากเรื่องนโยบายจากความเป็นจริง ดีกว่าการไปเข้าเรียนวิชาต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมักได้เรียนแต่ "วิชา" แต่ไม่ได้เรียนจากความเป็น จริง ถ้าสื่อมวลชนเข้าใจประเด็นนโยบายก็สามารถไปขยายประโยชน์ได้มาก จากการสัมภาษณ์ฝ่ายต่าง ๆ และจากการเขียนรายงาน (๔) ถ้าจัดให้มีการกระจายเสียงสดทางวิทยุด้วยจะดีมาก ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายไป อย่างกว้างขวาง ควรเปิดโอกาสให้ผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาแสดงความคิดเห็นได้ด้วย เรื่องนี้ควรมีเครือข่าย วิทยุบางเครือข่ายเป็นภาคี จะลดภาระของผู้จัดเวทีลงได้มาก ควรอัดวีดีโอการประชุมเก็บไว้ใช้งาน ต่อไป (๕) มีการจัดเตรียมเอกสารประกอบการประชุมอย่างดี จะทำให้คุณภาพของการมีส่วนร่วมดี ขึ้น การเผยแพร่ง่ายขึ้น โดยเฉพาะถ้าทำประเด็นให้คมและมีเสน่ห์ มีการทำเอกสารสรุปผลการประชุม เผยแพร่แจกจ่ายทั่วไป ทำให้กระบวนการเป็นสาธารณะยิ่งขึ้น ส่งเรื่องที่ชัดเจนพร้อมปฏิบัติได้ให้ ผู้เกี่ยวข้องเพื่อนำไปปฏิบัติ และให้สาธารณะรับรู้ถึงการส่งมอบนโยบายนั้นๆ (๖) มีผู้จัดประชุมที่มีความสามารถในการจัดประชุมสูง พิถีพิถัน ลงรายละเอียด มีศิลปะ สามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนอยากมีส่วนร่วม สื่อสารเก่ง ดังนี้ เป็นต้น ควรมีองค์กรภาคีเป็นเจ้าภาพร่วมกันในการจัดประชุมเวทีนโยบายสาธารณะ ๑๓ # ๙ การเริ่มต้น ภาคี จุดประกายความคิด (๑) ควรพิมพ์หนังสือกรอบความคิด เรื่องกระบวนนโยบายสาธารณะเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจ และความสนใจ (๒) พูดคุยกับองค์กรภาคีในขั้นต้น (ดูฝ่ายต่าง ๆ ในข้อ ๖) ให้มีความเข้าใจ และมีฉันทะในการเป็นเจ้าภาพร่วมกัน (๓) จัดพิมพ์ประเด็นนโยบายสาธารณะในเบื้องต้นจำนวนหนึ่ง เป็นตัวอย่าง เลือกเรื่องที่จับอารมณ์ของสังคมได้ง่าย เพื่อดึงดูดความสนใจ (๔) จัดประชุมจุดประกายความคิด ให้เป็นกระแสใหญ่ มีบุคคลที่มีชื่อเสียง มีคอลัมนิสต์ ผู้ใหญ่ บรรณาธิการข่าว เข้าร่วมในฐานะผู้ให้ข้อคิดเห็น อาจต้องทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง เช่น เชิญหัวหน้าพรรคการเมืองอภิปราย การจุดประกายความคิดให้มีรายงานทางสาธารณะอย่างกว้างขวาง จะทำให้เรื่องที่จะทำต่อไปได้รับความสนใจและร่วมมือมากขึ้น ต้องมีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าก่อนวันประชุมจุดประกายความคิด เพื่อให้เกิดความตื่นตัวในการร่วมประชุม ## ๑๐ ปัจฉิมพากย์ ความถูกต้องในบ้านเมืองเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด พระปฐมบรมราชโองการที่ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม" คือทิศทางนโยบายของประเทศที่ใหญ่ที่สุด "โดยธรรม" หมายถึงความถูกต้อง นโยบายสาธารณะที่ถูกต้องเป็นปัญญาที่ใหญ่ที่สุดที่จะพาบ้านเมืองพ้นความอยู่ร้อนนอนทุกข์ไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุข ในสังคมที่เชื่อมโยงและสลับซับซ้อน "ความถูกต้อง" เป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ จะทำโดยใช้โวหารเท่านั้น ใช้ความเห็นเท่านั้น หรือซ้ำร้ายใช้กิเลสตัณหาผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง จะไม่เกิดความถูกต้อง นำไปสู่ความเสียหายร้ายแรงในทุกองคาพยพของสังคม จำเป็นต้องมีการวิจัยสร้างความรู้ ที่เรียกว่าวิจัยนโยบาย ใช้การวิจัยไปสู่การเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ) ความดำริที่ถูกต้องหรือนโยบาย (สัมมาสังกัปปะ) และสัมมาปฏิบัติ อันนำไปสู่การได้รับผลที่ถูกต้อง (สัมมาปฏิเวธ) ๑๔ กระบวนการนโยบายสาธารณะ จึงเป็นกระบวนการทางปัญญา กระบวนการทางสังคม และ กระบวนการทางศีลธรรม เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขในบ้านเมือง ขอให้เพื่อนคนไทยในทุกวงการทำความเข้าใจกระบวนการนโยบายสาธารณะ แล้วเข้ามามีส่วน ขับเคลื่อนใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือ เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันทั้งสังคม เมื่อสังคมเข้ามาเชื่อมกัน (Social fusion) ด้วยใจและความรู้ จะเกิดพลังมหาศาลประดุจพลังนิวเคลียร์ที่เกิดจาก nuclear fusion อันนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยาก และการสร้างสรรค์ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข อำนาจอธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดของปวงชน คืออธิปไตยในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของ ประเทศ หรือนโยบาย ประชาชนทุกหมู่เหล่าต้องสามารถร่วมกันกำหนดนโยบาย ตามความในมาตรา ๗๖ ของรัฐธรรมนูญ บ้านเมืองจึงจะมีความถูกต้อง หรือมีธรรมครอง เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน ชาวสยาม ขอให้เพื่อนคนไทยมีความสุขสวัสดิ์ ๑๕ PQET กระบวนการนโยบายสาธารณะ (Public Policy Process) ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
27% Match
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
23% Match
สำหรับระดมความคิด มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2560
23% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การพัฒนาประเทศ

• การพัฒนาสังคม

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้