auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
บทความนำเสนอเกี่ยวกับ ความรุนแรงที่ภาคใต้ สาเหตุและวิธีแก้ไข โดยนำเสนอ 5 หัวข้อ 1. ความรุนแรงอันไม่พึงปรารถนา 2. วิธีมองเหตุแบบอิทัปปัจจยตา 3. สาเหตุแห่งความรุนแรงในภาคใต้ 7 ประการ 4. การแก้ปัญหา ซึ่งเขียนโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# ความรุนแรงที่ภาคใต้ สาเหตุและวิธีแก้ไข¹ ## ประเวศ วะสี **ความรุนแรง** คงไม่มีใครปรารถนาจะเห็นความรุนแรง นอกจากคนวางแผนที่จะ ทำให้เกิดขึ้น ความรุนแรงที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ มี "ไอ้โม่ง" วางแผน ให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยส่งคนเข้ามาฆ่าฟันครูบ้าง พระบ้าง ตำรวจบ้าง แล้วก็หลบหนีไป **๑. อันไม่พึง** ปรารถนา เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ มีกลุ่มที่ประกอบด้วยวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ และส่วนใหญ่ใช้มีดเป็น อาวุธ ออกก่อกวนทำร้ายและปะทะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐสังหารไป ๑๐๘ คน รวมทั้ง ๓๒ คนที่ถูกสังหารในมัสยิดกรีอแซะ คนไทยในส่วนกลางส่วนใหญ่คงสนใจที่ผู้ก่อเหตุถูกสังหาร เรื่อง คงจะไม่สั้นๆ ตรง ๆ และจบลงเพียงแค่นั้น ลองดูให้ละเอียดและลึก การก่อกวนเมื่อ ๒๘ เมษายน ต่าง จากครั้งก่อนๆ ที่ (๑) เป็นวัยรุ่นส่วนใหญ่ และกล้าหาญผิดปรกติ ที่กล้าปะทะเจ้าหน้าที่ที่มีปืนโดยตัวเอง มีมีด จะว่าถูกโด้พัดด้วยยาหรืออุดมการณ์ก็ตาม (๒) เลือกเวลาทำการตอนเช้ามืด ครั้งก่อนๆ จะทำการตอนดึกเพื่อแฝงเร้นหนีไปใน ความมืด การทำการในตอนเช้ามืดก็จะต้องต่อเนื่องมาตอนสว่าง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะปราบได้ง่าย เป็น การวางแผนกันมาให้ถูกฆ่า และให้เป็นข่าวหรือไม่ (๓) ผู้ก่อกวนจงใจหนีเข้าไปรวมกันอยู่ในมัสยิดกรีอแซะ เพื่อให้ถูกสังหารในมัสยิด หรือไม่ ไม่ว่าเราจะอธิบายการสังหารในมัสยิดอย่างใดๆ ภาพที่ออกไปทั่วโลก คือเจ้าหน้าที่ไทยที่มี อาวุธเพียบสังหารมุสลิมที่ถือมีดเป็นอาวุธในมัสยิด นี้เป็นพลอตของใครหรือที่ต้องการเห็นไทย เป็นปฏิปักษ์กับโลกอิสลาม ซึ่งจะมีผลใหญ่หลวงตามมาหรือไม่ เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของการมองเรื่องนี้ให้ลึก ๆ ยาว ๆ หลังจากฝุ่นทางอารมณ์สงบลงบ้าง เราจะต้องใช้ปัญญาให้เข้าใจสาเหตุและหาทางป้องกัน **๒. วิธีมองเหตุแบบ** อิทัปปัจจยตา การมองเหตุไม่ควรมองแบบตายตัวแยกส่วน เป็นเหตุใดเหตุ หนึ่งเหตุเดียวเท่านั้น ว่าเป็นเหตุนี้ไม่ใช่เหตุนั้น หรือเป็นเหตุ นั้นไม่ใช่เหตุนี้ นั้นคือการมองแบบตายตัวแยกส่วน การมอง ¹ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เมื่อวันที่ 5 พย. 2547 ด แบบอิทัปปัจจยตาคือมองการเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างพร้อม (co-aritying) คือความ ประจวบเหมาะของเหตุปัจจัยหลายอย่างมาประชุมพร้อมกัน ไม่ใช่เหตุใดเหตุเดียว ในระบบที่ซับซ้อน (Complex System) เหตุแม้น้อยนิดก็ทำให้เกิดเรื่องใหญ่แบบถล่มทลายได้ ที่เรียกว่า "ปรากฏการณ์ ผีเสื้อกระพือปีก" ฉะนั้นในที่นี้จะวิเคราะห์เหตุประกอบกันหลายอย่างไม่ตัดอันใดอันหนึ่งออกไป สาเหตุแห่งความ ต่อไปนี้ คือ สาเหตุ ๗ ประการ ที่อาจมีส่วนนำไปสู่ความรุนแรง ๓ - รุนแรงในภาคใต้ ในภาคใต้ (๑) ความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ ปัตตานีเคยเป็นรัฐ ๗ ประการ อิสระ เคยมีสงครามกับกรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกของ กรุงรัตนโกสินทร์ ปีนใหญ่กระบอกหนึ่งที่ตั้งอยู่หน้ากระทรวงกลาโหมที่ชื่อ "นางพญาตานี" จะช่วย บอกประวัติศาสตร์ได้ดี (๒) ความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับการรวมศูนย์อำนาจของราชการ ส่วนกลาง ความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ระบบราชการไทย เน้นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ไม่เข้าใจและไม่เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น ความขัดแย้งนี้ดำรง อยู่ในท้องถิ่น แต่อาการของความขัดแย้งไม่เหมือนกัน ที่ ๓ จังหวัดภาคใต้วัฒนธรรมท้องถิ่นที่เด่น คือ วัฒนธรรมอิสลาม (๓) สปิริตแห่งการแบ่งแยกดินแดน (เพื่อปกครองตนเอง) นี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าอยู่กับประเทศไหนแล้วไร้ศักดิ์ศรี ก็อยากจะแบ่งแยกไปปกครองตนเอง นี้เป็นอุดมการณ์ที่แรง และนำไปสู่ความรุนแรงมาก เช่น เมื่อปากีสถานแยกจากอินเดีย เมื่อบังคลาเทศแยกจากปากีสถาน เกิดความรุนแรงคนตายไปหลายล้านคน พวกทมิฬบนเกาะศรีลังกาก็ทำสงครามยึดเยื้อกับสิงหลมา หลายสิบปี พวกสิกข์ก็ต้องแยกจากอินเดียไปปกครองตนเอง พวกชนเผ่าต่างๆ ในพม่าก็อยาก ปกครองตนเอง จนเป็นสงครามเรื้อรังมาหลายสิบปี เป็นต้น แม้โอกาสที่ 3 จังหวัดภาคใต้จะแยกเป็นรัฐอิสระจะมีน้อย แต่สปิริตแห่งการแบ่งแยก ดินแดนเพื่อการปกครองตนเองก็ยังมีอยู่ และถูกกระตุ้นให้เป็นอุดมการณ์ได้ง่าย แม้เหตุจะมาจาก เรื่องอื่นใดก็ตาม (๔) การวางตำแหน่งแห่งที่ (positioning) ของประเทศที่ผิดพลาด ท่ามกลางความ ขัดแย้งใหญ่ของโลก ความขัดแย้งใหญ่ของโลกคือความขัดแย้งระหว่างโลกอิสลามกับ สหรัฐอเมริกา มีตะวันออกกลางเป็นหม้อน้ำเดือด ความขัดแย้งคู่นี้จะนำไปสู่ความรุนแรงในเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องตึกเวิลด์เทรด เรื่องอัฟกานิสถาน เรื่องอิรัก เรื่องสงครามผู้ก่อการร้าย ที่ลามเลียไปทั่ว สหรัฐอเมริกาก็กำลังติดกับดักที่ตรงนี้ ผมเคยเตือนว่าเราต้องระมัดระวัง วางตำแหน่งแห่งที่ประเทศ ไทยระหว่างโลกอิสลามและสหรัฐอเมริกาไว้ให้ดี บรรพบุรุษของเราฉลาดมากในเรื่องเหล่านี้ ดังที่จะ เห็นได้ว่าเรามีสันติภาพท่ามกลางศาสนาที่หลากหลาย แต่รัฐบาลได้นำประเทศไทยเอียงข้างเป็น พันธมิตรกับอเมริกาไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสหรัฐอเมริกาก็จงใจที่จะให้เป็นเช่นนั้น เราเป็นพันธมิตร ๒ นอกนาโต้ของอเมริกา เราจับฮัมบาลีได้แล้วส่งให้อเมริกา เราส่งทหารไปอิรัค เหล่านี้ทำให้โลกมุสลิม เรียกเราว่าเป็น American Ally มุสลิมทั่วโลกย่อมไม่รักเรา ถ้าเราถูกตราว่าเป็นพันธมิตรอเมริกัน (๕) การขาดสัมมาวาจาของนายกรัฐมนตรี ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณขาดวาสนาบารมี ในเรื่องวาจา แบบที่กล่าวว่า "พูดแล้วทำให้เกิดเรื่อง" การพูดเป็นเรื่องสำคัญ จึงมีพุทธพจน์เป็นอัน มากเรื่องสัมมาวาจาหรือวจีสุจริต ลองพิจารณาองค์ประกอบของวจีสุจริตตามพุทธพจน์ แล้ว เปรียบเทียบการพูดของนายกรัฐมนตรีดู ดังนี้ วจีสุจริต ประกอบด้วย (๑) จะพูดอะไรต้องเป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง (๒) พูดเป็นปิยววาจา (๓) พูดถูกกาละเทศะ (แม้เป็นความจริงถ้าไม่ถูกกาละเทศะ ก็ไม่พูด) (๔) พูดแล้วเกิดประโยชน์ (พูดแล้วเกิดโทษก็ไม่พูด) ลองสังเกตการพูดของนายกรัฐมนตรีดูแล้วจะเห็นปัญหามากว่า พูดแล้วทำให้เกิดเรื่อง เป็นผู้นำต้องไม่ให้สัญญาณความรุนแรง อำนาจรัฐนั้นนิยมใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว ถ้าผู้นำให้สัญญาณ ความรุนแรงอำนาจรัฐก็จะใช้ความรุนแรงเกินขอบเขต ก่อเวรก่อกรรมต่อไปเป็นอันมาก ถ้าต้องการ สันติภาพต้องใช้สัมมาวาจา (๖) ขาดการฝึกสันติวิธี มนุษย์เมื่อมีปัญหาจะใช้สัญชาตญาณดึกดำบรรพ์ นั่นคือใช้ความ รุนแรง หากไม่ได้รับการฝึกในแนวทางสันติวิธี ประเทศไทยมีความขัดแย้งมากแต่ขาดทักษะในการ แก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ผมเคยเตือนเรื่องนี้มากว่า ๑๐ ปี แต่ก็ไม่มีใครฟัง เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ สถาบันพระปกเกล้าจัดประชุมเรื่องสันติวิธี ได้เชิญคุณทักษิณที่กำลังจะเป็น นายกรัฐมนตรีในอีก ๔ วันข้างหน้ามาฟังด้วย เรารู้ว่าใครมาเป็นรัฐบาลจะต้องเผชิญกับความขัดแย้ง ภายหลังตั้งรัฐบาลแล้ว ผมได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี นายกฯ ก็ตั้ง ประกอบด้วยคนดีๆ เยอะทีเดียว แต่ต้องยอมรับว่ารัฐบาลไม่ได้สนใจคณะกรรมการคณะนี้เท่าใด ยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งที่คณะกรรมการคณะนี้เสนอคือ การฝึกอบรมในวิธีการสันติวิธีให้แก่เจ้าหน้าที่ ของรัฐ ลองนึกดูว่าถ้าทหารตำรวจมีทักษะในสันติวิธี จะมีทางเลือกอื่นหรือไม่ในการจัดการกับวัยรุ่น ที่ถือมีด ถ้าไม่มีทักษะ แน่นอนที่จะใช้ "สัญชาตญาณดึกดำบรรพ์" นั่นคือฆ่าลูกเดียว ประเทศไทยยัง จะต้องเผชิญกับความขัดแย้งต่อไปอีกมาก จึงควรต้องนำสันติวิธีมาเป็นนโยบายอย่างจริงจัง (๗) ผลของการศึกษาที่ไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์ การศึกษาสมัยใหม่ใน ๑๐๐ กว่าปีที่ ผ่านมา ศึกษาโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง หรือศึกษาทางเทคนิค ไม่มีเลยที่จะศึกษาให้เข้าใจตัวเองและ เข้าใจเพื่อนมนุษย์ เช่น แพทย์เมื่อเห็นคนไข้ก็เห็นแต่ไข้โดยไม่เห็นคน วิศวกรก็เข้าใจแต่เครื่องยนต์ กลไกหรือเขื่อนโดยไม่เข้าใจคนและสังคม นักกฎหมายก็เข้าใจแต่เทคนิคทางกฎหมายเพื่อเป็น ทนายความเป็นผู้พิพากษา ฯลฯ การเรียนโดยเอาวิชาหรือ "ศาสตร์" เป็นตัวตั้ง โดยไม่เข้าใจความ เป็นมนุษย์ "ศาสตร์" ก็จะกลายเป็น "ศาตรา" ไว้ทิ่มแทงกัน การเรียนแบบนี้ทำให้คนไทยรุ่นใหม่ไม่ เข้าใจแผ่นดินไทย ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ ไม่เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น ความไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจ เพื่อนมนุษย์ จะทำให้ไม่เข้าใจปัญหาที่ซับซ้อน จะแก้ปัญหาไม่ได้และเข้าไปสู่การทำลายตนเอง ๓ ผมได้พูดถึง "คลื่นวิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" มากกว่า ๑๐ ปี และ ได้กล่าวว่าคลื่นวิกฤตการณ์ลูกนี้ยากที่สุด เพราะเรามองไม่เห็นว่าศัตรูคือใคร เพราะเรามองไม่เห็น ตัวเราเอง ฉะนั้นจึงเป็น "วิกฤตการณ์แห่งการทำลายตัวเอง" คุณทักษิณและพวกเราทุกคนเป็นผลของการศึกษาที่ไม่เข้าใจมนุษย์ เพราะฉะนั้นความ รุนแรงยังจะมีตามมาอีกมาก นอกจากคนไทยจะได้สติและทำความเข้าใจเรื่องนี้กันได้ในเวลามีซักช้านัก ทั้ง ๗ ประการนี้ คือ ปัจจัยที่เข้ามาบรรจบกันทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นในภาคใต้ และยังจะมี ความรุนแรงในรูปอื่นตามมาอีกมาก ถ้ายังไม่ได้แก้ไขสาเหตุเหล่านี้ ขอให้พิจารณาเหตุปัจจัยทั้ง ๗ เรื่องที่มาบรรจบกัน กรุณาอย่าดึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกไปทำให้เป็นเรื่องซู่ซ่าเร้าอารมณ์หรือโจมตีกัน ทางการเมือง จะไม่ทำให้เกิดปัญญา ## ๔. การแก้ ปัญหา นอกเหนือไปจากการจัดการตามกฎหมายสำหรับผู้ที่ทำผิดกฎหมายแล้ว น่าจะพิจารณาถึงการแก้ปัญหาตามสาเหตุ ๗ ประการ ดังกล่าวข้างต้น คือ (๑) ปรับเปลี่ยนโจทย์ในการเรียนประวัติศาสตร์เสียใหม่ วิธีเรียนประวัติศาสตร์ของ เราล้วนซ้ำเติมผู้อื่นว่ามันเลวอย่างไร เราดีอย่างไร เป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชัง เรา ควรตั้งโจทย์เสียใหม่ว่าสงครามไม่ควรเกิด แต่ทำไมจึงเกิด ทำไมจะไม่เกิด ทำอย่างไรจะมีสันติภาพ (๒) รีบทำความเข้าใจความสำคัญของวัฒนธรรมท้องถิ่น แล้วรีบกระจายอำนาจ การพัฒนาไปสู่วัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างอำนาจร่วมศูนย์กับวัฒนธรรม ท้องถิ่น (๓) ถ้าได้ทำตาม ๒ ข้อข้างต้น และข้ออื่น ๆ จะทำให้ความคิดในการแบ่งแยก ดินแดนลดลง เมื่อคนเรามีศักดิ์ศรีเสมอกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสุขได้ ไม่มีใครอยาก แบ่งแยก แต่ถ้าขาดศักดิ์ศรีแล้ว ถึงตายก็ยอม (๔) วางตำแหน่งแห่งที่ (positioning) ของประเทศไทยเสียใหม่โดยเร็ว รีบถอน ทหารไทยออกจากอิรัด ประกาศอย่างหนักแน่นว่าประเทศไทยเป็นมิตรกับมุสลิมและกับอเมริกา จัด ให้มีการประชุมเรื่องสันติภาพอย่างต่อเนื่องโดยเชิญนักวิชาการอเมริกันและนักวิชาการมุสลิมที่ใฝ่ สันติภาพเข้ามาคุยกันในประเทศไทยเนือง ๆ จะได้ผลไม่ได้ผลก็แล้วแต่เหตุปัจจัย แต่เป็นการจัดวาง ตำแหน่งแห่งที่ของประเทศไทยให้ชัดเจน การที่จะไม่ถูกกระทำโดยประเทศมหาอำนาจนั้นยาก นักหนา ต้องมีความพยายามมากเป็นพิเศษที่จะทำให้คนไทยเข้าใจสถานการณ์โลก และมีความเป็น เอกภาพในแนวนโยบายของเรา (๕) นายกรัฐมนตรีจะต้องมีสัมมาวาจา มีความระมัดระวังในการพูด ไม่พูดให้เกิด เรื่อง ไม่ให้สัญญาณความรุนแรง เคร่งครัดในสัมมาวาจาที่กล่าวถึงข้างต้น ทั้ง ๔ ข้อ เรื่องนี้ผมทราบดีว่าทำได้ยาก จะทำได้ต่อเมื่อกำหนดรู้ใจตนเอง การศึกษาของเรา ล้วนศึกษาแต่เรื่องนอกตัว เกือบไม่มีเลยที่ศึกษาเพื่อให้รู้เท่าทันจิตใจของตนเอง ฉะนั้นจึงเป็นไม่ได้ เลยที่เราจะไม่ถลำไปสู่ความไม่ถูกต้อง ๔ วิปัสสนากรรมฐานเป็นการฝึกให้รู้ตนเอง และเกิดสัมมาทิฐิ ถ้ามนุษย์จะพ้นวิกฤตได้ ต้องมีวิปัสสนากรรมฐานเป็นวิถีชีวิต หากท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งหมดไปฝึกวิปัสสนา กรรมฐาน นอกจากจะทำให้เกิดสัมมาทิฐิ สัมมาวาจา อันจะเป็นคุณอย่างยิ่งแล้ว จะได้ส่งกระแส นโยบายให้วิปัสสนากรรมฐานเป็นวิถีชีวิต อันจะช่วยสร้างสันติภาพทั้งในประเทศไทยและในโลก (๖) รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีจะต้องสนใจ แนวทางนโยบายสันติวิธีอย่าง จริงจัง ตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธีนำเสนอ แล้วช่วยกันปักธงแห่งอหิงสธรรมลงใน ประเทศให้ได้ (๗) ปรับการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบให้เข้าใจความเป็นมนุษย์โดย รวดเร็ว ถ้าการศึกษาจะเข้าใจแต่เทคนิคโดยไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์อีกต่อไป จะเร่งให้เกิด มิคสัญญีขึ้น การศึกษาโดยพื้นฐานของทุกคนควรจะ (๑) เข้าใจจิตใจของตนเอง และจิตใจที่ สัมพันธ์กับภายนอก (๒) เข้าใจความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ๆ จะเรียกว่ามานุษยวิทยา หรือสังคม วัฒนธรรมก็ได้ ควรจะหาผู้รู้มาสร้างความเข้าใจต่อมวลชนโดยเร่งด่วน และในอันดับต่อไป ต้องเข้า ไปสู่หลักสูตรการศึกษาทุกระดับ เพื่อพากันออกจาก "วิกฤตการณ์แห่งการทำลายตนเอง" เร็วที่สุด ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ และยากที่จะทำ แต่ถ้าเราไม่ทำสิ่งเหล่านี้ เอาแต่ ทำเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างตื้นเขิน เราคงจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปสู่มิคสัญญีไม่พ้น ความรุนแรงต่าง ๆ ยังจะตามมาอีกมาก ขอให้เพื่อคนไทยมีสติ มีปัญญา และช่วยกันฟันฝ่าออกจากวิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ ๔ แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ หรือ "วิกฤตการณ์แห่งการทำลายตัวเอง" ไปสู่ความสุขสวัสดีให้จงได้ --- ๕ pGET ความรุนแรงที่ภาคใต้ สาเหตุและวิธีการแก้ไข ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
วัฒนธรรม
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การพัฒนาสังคม
• ความขัดแย้งทางสังคม
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
วัฒนธรรม
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้