auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (1 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

เครือข่ายแห่งปัญญา

chrome_reader_modeคำอธิบาย

หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนกล่าวถึงเครือข่ายแห่งปัญญา โดยมีเนื้อหาดังนี้ 1) การรู้ทำให้อยู่รอด 2) ตัวอย่างของระบบปัญญาที่ดีที่สุด 3) ระบบอำนาจ VS ระบบปัญญา 4) ปรับวัฒนธรรม จากวัฒนธรรมอำนาจสู่วัฒนธรรมความรู้ 5) สังคมเรียนรู้ และการจัดการความรู้ 6) การจัดการความรู้ในฐานะยุทธศาสตร์ชาติ 7) หน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระ 8) ระบบการวิจัย 9) เครือข่ายแห่งปัญญา

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

ยุทธศาสตร์ทางปัญญา ประเทศเราไม่มีทางออก อย่างอื่นเลย นอกจากเคลื่อนไปด้วยเครือข่ายแห่งปัญญา ขอให้เพื่อนคนไทย พยายามทำความเข้าใจ ในเรื่องนี้ และช่วยกัน สร้างเครือข่ายแห่งปัญญา ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปประเทศ อย่างแท้จริง จากประเทศที่มี โครงสร้างแห่งอำนาจ ไปเป็นประเทศที่มีโครงสร้างทางปัญญา ในยุคใหม่ กระแสธารแห่งปัญญา ต้องเข้าแทนที่ หุบเหวแห่งอำนาจ เครือข่ายแห่งปัญญา การเรียนรู้ การประชุม ความมั่นคงของสังคม ศ. นพ.ประเวศ วะสี การประชุมวิชาการ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ประจำปี 2545 25-27 พฤศจิกายน 2545 ณ โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพฯ สร้างบนวิจัย สร้างก้าว สู่สุขภาพสังคม ยุทธศาสตร์ทางปัญญา เครือข่าย แห่งปัญญา ศ. นพ.ประเวศ วะลี หนังสือ เครือข่ายแห่งปัญญา ผู้เขียน ศ. นพ.ประเวศ วะลี จัดพิมพ์ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ๑๑๖๘ ซ.พหลโยธิน ๒๒ ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท์ ๐-๒๙๓๙-๒๒๓๙ โทรสาร ๐-๒๙๓๙-๒๑๒๒ e-mail: thainhf@thainhf.org http://www.thainhf.org © สงวนลิขสิทธิตามพระราชบัญญัติ ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน ๒๕๔๕ 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 ราคา ๕๕ บาท ออกแบบ, พิมพ์ บริษัท ดีไซร์ จำกัด ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ ประเวศ วะลี. เครือข่ายแห่งปัญญา.-- กรุงเทพฯ: มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, ๒๕๔๕. ๔๒ หน้า. ๑. ปัญญา-- แง่สังคม. ๒. ปัญญาชน. I. ชื่อเรื่อง. ๓๐๖.๔๒ ISBN 974-8191-59-1 ๒ # สารบัญ <table><tr><td>๑. การรู้ทำให้อยู่รอด</td><td>๕</td></tr><tr><td>๒. ตัวอย่างของระบบปัญญาที่ดีที่สุด</td><td>๙</td></tr><tr><td>๓. ระบบอำนาจ vs ระบบปัญญา</td><td>๑๒</td></tr><tr><td>๔. ปรับวัฒนธรรม จากวัฒนธรรมอำนาจ สู่วัฒนธรรมความรู้</td><td>๑๖</td></tr><tr><td>๕. สังคมเรียนรู้ และ การจัดการความรู้</td><td>๒๐</td></tr><tr><td>๖. การจัดการความรู้ในฐานะยุทธศาสตร์ชาติ</td><td>๒๙</td></tr><tr><td>๗. หน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระ</td><td>๓๓</td></tr><tr><td>๘. ระบบการวิจัย</td><td>๓๗</td></tr><tr><td>๙. เครือข่ายแห่งปัญญา</td><td>๔๑</td></tr></table> เครือข่ายแห่งปัญญา ๓ --- &amp; เครือข่ายแห่งปัญญา # ๑ การรู้ทำให้อยู่รอด ในสมัยนี้ การอยู่ให้รอดดูจะเป็นเรื่องสำคัญร่วมกันหมดทุกๆ ระดับ ทั้งระดับบุคคล ระดับครอบครัว ระดับชุมชน ระดับประเทศ ไปจนถึงการ อยู่รอดของมนุษยชาติทั้งหมด จึงควรทำความเข้าใจกันถึงธรรมชาติของ การอยู่รอด การอยู่รอด (survival) เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตทุกๆ ระดับ สิ่งมีชีวิตเกิดจากการมีผนังเซลล์แยกเอาสสารจำนวนหนึ่งเป็น รูปที่ ๑ เซลล์เกิดจากมีผนังห่อหุ้ม แยกตัวเป็นเอกเทศแต่ยังสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อม เอกเทศจากสิ่งแวดล้อมอื่นๆ มีลักษณะเฉพาะของตัว แต่ สัมพันธ์อยู่กับสิ่งแวดล้อม รอบๆ ตัว ภยันอันตรายที่จะทำให้ เซลล์ตายมีอยู่โดยรอบ เช่น ความเป็นกรด เป็นด่าง มีสารพิษ การขาดแคลนอาหาร ผนังเซลล์จะต้อง "รู้" จากการสัมผัส ทำให้เซลล์มี ปฏิกิริยาตอบโต้ เช่น การหดตัว พองตัว การเคลื่อนหนี เพื่อความอยู่รอด ๕ เชลล์จะต้อง "รู้" สิ่งที่สัมผัส เพื่อความอยู่รอด ต้นไม้ก็ดี สัตว์ก็ดีต้องอาศัยการ "รู้" ธรรมชาติรอบตัว เพื่อการปรับ ตัว เพื่อการอยู่รอด ในสัตว์ชั้นสูงขึ้นก็มีเครื่องรับรู้ และเครื่องรู้ที่พัฒนาสูงขึ้น เครื่องรับรู้ คืออวัยวะรับสัมผัส ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย เครื่องรู้ ก็คือสมอง ตั้งแต่เป็นตุ่มนิดเดียว ไปจนถึงสมองก้อนใหญ่ ของมนุษย์ การรับรู้ความจริง และการรู้ความจริงทำให้สัตว์รอดชีวิตได้ สัตว์ไม่ได้อยู่ตัวเดียวโดดๆ แต่อยู่เป็นฝูง การอยู่เป็นฝูงทำให้โอกาส รอดชีวิตมีมากกว่าอยู่เดี่ยว เช่น ปลาอยู่เป็นฝูง นกอยู่เป็นฝูง หมาในอยู่เป็น ฝูง เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องมีการสื่อสารระหว่างกัน ให้มีการรู้ร่วมกัน การรู้ ร่วมกันจึงทำให้อยู่รอดได้ดีขึ้น สัตว์อาจจะรู้ภาพเท่าที่ปรากฏ และมีปฏิกิริยาออกไปเท่าที่รู้ แต่มนุษย์ เนื่องจากสมองมีสมรรถนะมากกว่าสัตว์ สามารถเอาสิ่งที่ รับรู้มาวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นความรู้ หรือปัญญาที่สูงขึ้นกว่าเท่าที่ ปรากฏ สิ่งที่ปรากฏกับความจริงอาจไม่ตรงกัน เช่น โลกเท่าที่ปรากฏมี ลักษณะแบน แต่ความจริงคือโลกกลม ถ้าเอาเท่าที่รับรู้ก็จะว่าโลกแบน และมนุษย์ก็เชื่อว่าโลกแบนอยู่ช้านาน แต่ด้วยการวิเคราะห์สังเคราะห์จาก ข้อมูลต่างๆ มนุษย์เกิดความรู้ขึ้นมาว่าโลกกลม ความรู้ว่าโลกกลมเป็นความ รู้ใหม่ เพราะไม่เคยมีความรู้เช่นนี้มาก่อน การวิเคราะห์สังเคราะห์จนเกิด ความรู้ใหม่ เรียกว่า การสร้างความรู้ หรือ การวิจัย สัตว์มีการเรียนรู้ ตั้งแต่ตัวเล็กจนเป็นสัตว์ตัวโต แต่การสร้างความรู้ ใหม่มีน้อย มนุษย์ก็เป็นสัตว์ แต่เป็นสัตว์ที่สร้างความรู้ใหม่ได้ สะสมและ ๖ เครือข่ายแห่งปัญญา ถ่ายทอดความรู้ได้ การสร้างความรู้ใหม่ การสะสมความรู้ และการถ่ายทอด ความรู้ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ไปมากขึ้นเรื่อยๆ การประยุกต์ใช้ความรู้ เรียกว่า **เทคโนโลยี** เทคโนโลยีทำให้ลักษณะ สังคมมนุษย์เปลี่ยน เมื่อใช้เทคโนโลยีคือ หอก แหลน หลาวล่าสัตว์ สังคมมนุษย์ก็เป็นกลุ่มเล็กๆ เคลื่อนย้ายไล่ตามสัตว์ไปไม่ตั้งหลักแหล่งอยู่ กับที่ เมื่อพบเทคโนโลยีการเกษตรมนุษย์ก็ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นหมู่บ้าน เกษตรกรรม เมื่อพบเทคโนโลยีอุตสาหกรรมก็เกิดสังคมเมืองใหญ่ เมื่อพบ เทคโนโลยีการสื่อสารก็เกิดสังคมที่ซับซ้อน และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว เงิน ก็ถือเป็นเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสารอย่างหนึ่ง และ ขณะนี้เงินสามารถเคลื่อนไหวผ่านการสื่อสารด้วยความรวดเร็วของแสง สังคมมนุษย์ก่อนรู้จักเงิน และหลังรู้จักเงินแล้ว ต่างกันลิบลับ ก่อนมีเงินใช้ มนุษย์มีความโลภได้จำกัดมาก เช่น ไม่รู้จะล่าสัตว์ไปมากๆ เกินกินไปทำไม เพราะมันจะเน่าเสีย ไม่สามารถสะสมอะไรได้มาก เพราะมันจะเน่าเสีย มนุษย์จึงไม่แตกต่างกันมาก แต่เมื่อมีการใช้เงิน เงินมีลักษณะแปลกที่เก็บ ไว้ไม่เน่าเปื่อย และสามารถเติมศูนย์ เพิ่มมูลค่าไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด เช่น ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ... เงินจึงมาขยายความโลภของมนุษย์ออกไปไม่มีที่สิ้น สุด ทำให้เราอยู่ในยุค **โลภจริตเสรี** โลภจริตเสรีนี้เปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด และการกระทำของมนุษย์ไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง และสร้างสถาบันทางสังคม หรือโครงสร้างทางสังคมรองรับวิถีคิดหรือทิฐินี้ ในสมัยโบราณ มนุษย์ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ ถือการแข่งขันเสรีเป็นตัวตั้ง เราเห็นความแตกต่างอย่างสุดกู่ เช่น คน อเมริกันที่รวยที่สุด ๓๐๐ คน มีเงินมากกว่าคนในโลก ๒,๐๐๐ ล้านคนรวม ๗ กัน ในยุคเช่นนี้ ช่องว่างระหว่างบุคคล ระหว่างเมืองกับชนบท และ ระหว่างประเทศ ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากซับซ้อนทางสังคมตามมาอย่าง เหลือคณานับ ปัญหาความซับซ้อนเชิงโครงสร้างของสังคม ทำให้ยากต่อความ เข้าใจและการแก้ไข ทำให้ชีวิต สังคม และมนุษยชาติ เข้าไปสู่สภาวะวิกฤต และเป็นวิกฤตการณ์ของความอยู่รอด ขณะนี้มนุษย์ไม่มีปัญญาพอที่จะเข้าใจความซับซ้อนของสังคม ปัจจุบัน ที่จะจัดการกับความซับซ้อนให้ชีวิตดำรงอยู่ในดุลยภาพได้ เป็น วิกฤตการณ์ทางปัญญาโดยแท้ มนุษย์จะอยู่รอดได้จึงต้องจัดการกับระบบปัญญาให้ได้ ในที่นี้จะพูดถึงความรู้และปัญญาอย่างหลวมๆ ปนๆ กันไปก่อน แต่ จะพูดแยกให้ชัดขึ้นต่อภายหลัง และพูดเรื่องการจัดการความรู้ด้วย ๘ เครือข่ายแห่งปัญญา # ๒ ตัวอย่างของระบบปัญญาที่ดีที่สุด สังคมยังไม่มีตัวอย่างของระบบที่ดีที่สุด ระบบที่ดีที่สุดคือร่างกายของท่านเอง เพราะเป็นผลของวิวัฒนาการ ของสิ่งมีชีวิตบนพื้นภิภพในเวลาถึง ๓,๕๐๐ ล้านปี ในร่างกายมีความหลากหลายสุดประมาณ ประกอบด้วยอณูชนิด ต่างๆ เซลล์ชนิดต่างๆ อวัยวะชนิดต่างๆ มี ตับ ปอด หัวใจ ลำไส้ ไต กระดูก สมอง ฯลฯ เซลล์สมองกับเซลล์หัวแม่เท้าแตกต่างกันจนเกือบประมาณมิได้ แต่ความหลากหลายทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นเอกภาพอย่างสัมบูรณ์ เป็น เอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย ถ้าหัวใจไปทาง ปอดไปทาง ตับไปทาง เราไม่สามารถเป็นคนอย่างที่เราเป็น ถ้าถามว่าร่างกายทำอย่างไร จึงมีความหลากหลายและความเป็น เอกภาพขณะเดียวกัน และสามารถเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงได้ จะเห็น ว่าร่างกายใช้ระบบดังต่อไปนี้ ๑. ระบบข้อมูลข่าวสาร ๒. ระบบการสื่อสาร ๙ ๓. ระบบการเรียนรู้ (และการเอาความรู้ไปใช้) ทุกเซลล์จะมี ดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นรหัสมีความยาว ๓ พันล้านตัวอักษร ทุกเซลล์มีรหัสหรือข้อมูลข่าวสาร ถือไว้ตรงกันหมด รหัสนี้กำหนดโครงสร้าง และหน้าที่ของเซลล์ นั่นคือ ข้อมูลข่าวสารกำหนดโครงสร้างและหน้าที่ ร่างกายมีระบบการสื่อสารอย่างวิจิตร มีระบบสมองและระบบประสาทที่โยงใยทุกจุดในร่างกาย ไม่ว่าจะสัมผัสอะไร ที่ไหน สมองจะรู้ ![รูปที่ ๒ ระบบสมองและประสาท](image) นอกจากนั้นสารเคมียังสื่อสารถึงกันได้ เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงไปหรือต่ำไป อวัยวะอื่นๆ จะรู้ เพื่อการปรับตัวให้อยู่ในดุลยภาพมากที่สุด นักวิทยาศาสตร์บางท่านว่าสิ่งมีชีวิตเป็น fluid crystal อันหมายความว่าทุกส่วนมันรู้ถึงกันทันที การรู้ทั่วถึงกันทั้งระบบทำให้รักษาดุลยภาพไว้ได้ มนุษย์ต้องเผชิญสิ่งใหม่ตลอดเวลา เพราะสรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง ถ้ามนุษย์ไม่สามารถเรียนรู้ได้ ก็จะไม่สามารถปรับตัวให้อยู่ในดุลยภาพได้ เมื่อเสียดุลยภาพก็จะเสียความเป็นปรกติ ทำให้เจ็บป่วย วิกฤต และตาย คนปัญญาอ่อนเรียนรู้ได้น้อย จึงอยู่รอดได้ยาก การเรียนรู้จึงเป็นเครื่องทำให้อยู่รอด ๑๐ เครือข่ายแห่งปัญญา จะเห็นได้ว่า ระบบมนุษย์ เป็นอยู่และอยู่รอดได้ด้วยปัญญา เป็นระบบปัญญาอันประกอบด้วย ๑. ระบบข้อมูลข่าวสาร ที่กำหนดโครงสร้าง และหน้าที่ขององค์ ประกอบ ๒. ระบบการสื่อสาร ให้รู้ถึงกัน เพื่อการรักษาดุลยภาพ ๓. ระบบการเรียนรู้ (และการเอาความรู้ไปใช้) เพื่อให้เผชิญกับ ความเปลี่ยนแปลงได้ ความผิดปรกติในระบบใดระบบหนึ่ง จะทำให้เกิดความพิกลพิการ เจ็บ ป่วยและวิกฤต เช่น * ดีเอ็นเอผิดปรกติ ไปเป็นบ่อเกิดของโรคมโหฬาร * การสื่อสารกันไม่ได้ เช่น โรคทางสมอง โรคทางระบบประสาท หรือเป็นมะเร็ง * คนที่เรียนรู้ไม่ได้ หรือเรียนรู้ได้น้อย ย่อมเอาตัวไม่รอด เป็นต้น **ระบบที่จะเป็นไปด้วยดีจึงต้องเป็นระบบปัญญาที่สมบูรณ์** สังคมจะต้องสร้างระบบข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสารที่ทำให้คนรู้ ความจริงโดยทั่วถึง และมีระบบการเรียนรู้ที่ดี ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงระบบ ข้อมูลข่าวสาร และระบบการสื่อสาร ซึ่งเป็นส่วนของระบบปัญญาที่สำคัญ ยิ่ง อันจะต้องสร้างขึ้นให้ได้ จะกล่าวเฉพาะเรื่องการสร้างความรู้ (การวิจัย) และการเรียนรู้ ๑๑ ## ๓ ### ระบบอำนาจ vs ระบบปัญญา ศัตรูของปัญญาคืออำนาจ คนมีอำนาจก็จะใช้อำนาจ ไม่ใช้การเรียนรู้ มนุษย์ควรจะสัมพันธ์กันด้วยการเรียนรู้จากกัน หรือเรียนรู้ร่วมกัน แต่ถ้าความสัมพันธ์ไม่เท่าเทียมกัน เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้มี อำนาจกับผู้ไม่มีอำนาจ ผู้มีอำนาจก็จะไม่เรียนรู้ เริ่มต้นด้วยการไม่ฟังผู้ไม่มี อำนาจ นั่นคือ ไม่เปิดการรับรู้ เช่น * พ่อแม่ไม่ฟังลูก * ครูไม่ฟังนักเรียน * แพทย์ไม่ฟังคนไข้ * เจ้านายไม่ฟังลูกน้อง * คนรวยไม่ฟังคนจน * รัฐบาลไม่ฟังชาวบ้าน เป็นต้น ๑๒ เครือข่ายแห่งปัญญา ในสังคมที่สัมพันธ์กันด้วยอำนาจ การเรียนรู้จะน้อย เพราะผู้มีอำนาจ ก็ไม่เรียนรู้ และไม่อยากให้ผู้ใต้อำนาจเรียนรู้ แต่อยากให้รับคำสั่งมากกว่า เมื่อการเรียนรู้ไม่พอก็ไม่มีกำลังพอที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงได้ และเข้าไปสู่ภาวะวิกฤติ มนุษย์ล้วนคิดเชิงอำนาจ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ และปัญญาไม่พอใช้งาน ในสถาบันต่าง ๆ ทางสังคมล้วนเป็นแท่งอำนาจทั้งสิ้น คือ ๑. สถาบันทางการเมือง ๒. สถาบันทางราชการ ๓. สถาบันทางการศึกษา ๔. สถาบันทางธุรกิจ ๕. สถาบันทางศาสนา ซึ่งอาจเขียนเป็นแท่งดำๆ ๕ แท่ง ในรูป ๓ รูปที่ ๓ แท่งอำนาจในสถาบันทางการเมือง ราชการ การศึกษา ธุรกิจ และศาสนา แท่งอำนาจหมายถึงการที่เน้นกฎหมาย กฎ ระเบียบ การควบคุม และการออกคำสั่งจากบนลงล่าง ไม่ได้เน้นอิสรภาพและการเรียนรู้ร่วมกัน ๑๓ Dee Hock ผู้ก่อตั้งและประธานคนแรกของ Visa International (วีซ่าการ์ดที่ใช้กัน) อันเป็นเครือข่ายธุรกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก เห็นว่า โครงสร้างอำนาจในสถาบันทั้ง ๕ ถึงจุดตีบตัน และวิกฤต ไม่สามารถแก้ ปัญหาต่างๆ ได้ นำความทุกข์ความขัดแย้งมาสู่ผู้คนอย่างแสนสาหัส **ความเป็นระบบราชการ (beaucracy)** เป็นตัวแทนขององค์กรเชิง อำนาจ เพราะเน้นที่กฎหมาย กฎ ระเบียบ การสั่งการ และการควบคุม และเป็นต้นแบบที่เอาไปใช้กับระบบอื่นๆ ด้วย เช่น ระบบการศึกษา ทำให้ ครอบงำวิธีคิดโดยทั่วไปอย่างยากจะรู้ตัว และถอนออกจากความคิดเช่นนี้ ระบบราชการอาจจะเหมาะกับปัญหาเก่าๆ ซึ่งเป็นปัญหาง่าย และ ตรง (simple and linear) แต่ปัจจุบันล้วนซับซ้อนและยาก ไม่สามารถ แก้ไขได้ด้วยอำนาจ แต่ต้องใช้การสร้างความรู้ และร่วมเรียนรู้ แต่ระบบ ราชการเป็นระบบอำนาจจึงทำงานไม่ได้ผล **ระบบการศึกษา** ซึ่งควรจะเป็นระบบเพื่อความงอกงามทางปัญญา แต่ เมื่อเอาระบบราชการซึ่งเป็นระบบควบคุมเข้าไปใช้ มันก็ควบคุมความ งอกงามทางปัญญา ระบบการศึกษาตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัยล้วนเน้น "การถ่ายทอดความรู้เก่า" มีการสร้างความรู้ใหม่น้อย การจัดการความรู้เพื่อ ให้ใช้ได้ในสถานการณ์จริง เรียกว่าไม่มีเลย ระบบการศึกษาอย่างที่เป็นอยู่ เป็นปัจจัยสำคัญของความอ่อนแอทางปัญญา อาจารย์ในมหาวิทยาลัย เพราะความเคยชิน จึงไม่รู้ตัวว่าแท้ที่จริงโครงสร้างในมหาวิทยาลัยเป็น โครงสร้างทางอำนาจ ที่ก่อให้เกิดความบีบคั้นและความขัดแย้ง **การเลี้ยงดูเด็กในครอบครัว** ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ กับเด็ก เป็นไปโดยธรรม ถือเป็นปฏิสัมพันธ์กันด้วยการเรียนรู้ จะเป็นการพัฒนา ทางปัญญาที่ยิ่งใหญ่ ของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ถ้าผู้ใหญ่ใช้อำนาจบอกให้ ๑๔ เครือข่ายแห่งปัญญา เด็กเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นอกจากเด็กจะไม่ได้เรียนรู้ที่จะงอกงามตาม ธรรมชาติแล้ว ผู้ใหญ่ยังไม่ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ฉลาดขึ้น และเป็นคนดีขึ้น จะเห็นได้ว่า อำนาจเป็นศัตรูของการเรียนรู้ การคิดเชิงอำนาจเกิดจากกิเลส การเรียนรู้ที่แท้จริงจะเกิดได้จากการรู้เท่าทัน (สติ) ถอนตัวออกจาก กิเลส ไปสู่การเรียนรู้ การเรียนรู้จึงเป็นธรรมะอย่างยิ่ง วิถีชีวิตตามธรรมะ คือวิถีชีวิตแห่งการเรียนรู้ หรือวิถีแห่งปัญญา ในทางพุทธ วิถีชีวิตที่เจริญหรืออริยมรรค ที่ท่านเรียกว่า มรรค ๘ แต่ เมื่อสรุป ๘ ให้เหลือ ๓ ท่านเรียกว่า ไตรสิกขา สิกขาเป็นภาษาบาลี ตรงกับ ภาษาสันสกฤตว่า ศึกษา เพราะฉะนั้นวิถีชีวิตที่เจริญคือ วิถีแห่งการศึกษาหรือวิถีแห่งการ เรียนรู้ ในวิถีแห่งการเรียนรู้ ต้องถอนตัวออกจากกิเลส อำนาจก็เป็นกิเลส อย่างหนึ่ง ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการเรียนรู้ คือกระบวนการธรรมะ กระบวนการเรียนรู้ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ ๑๕ # ๔ ## ปรับวัฒนธรรม ### จากวัฒนธรรมอำนาจ สู่ วัฒนธรรมความรู้ ในเมื่ออำนาจบเป็นศัตรูกับความรู้ และสังคมไทยเป็นสังคมที่มี วัฒนธรรมอำนาจ พันธกิจใหญ่ของสังคมไทยคือ การปรับวัฒนธรรมจาก วัฒนธรรมอำนาจไปสู่วัฒนธรรมความรู้ ประดากิจกรรมทั้งหลายในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การสื่อสาร การวิจัย ควรจะต้องเข้าใจว่าภารกิจ ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง คือการสร้างวัฒนธรรมความรู้ ใช่จะทำกึกก๊อก นิดๆ หน่อยๆ ตามเรื่องตามราวไปเรื่อยๆ วัฒนธรรมความรู้ น่าจะประกอบด้วยองค์ประกอบ ๕ ประการ ตาม ภาพที่ ๔ องค์ประกอบที่ ๑ การมีฉันทะในความรู้ หมายถึงมีการเปลี่ยนแปลง ในจิตสำนึก จากจิตสำนึกแห่งอำนาจไปสู่จิตสำนึกแห่งความรู้ ฉันทะเกิดจาก มีกลยาณมิตรชักนำ เช่น พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ การได้อ่านหนังสือสนุกๆ ตั้งแต่เด็กๆ การมีหนังสืออย่างแพร่หลาย การมีห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ การ ส่งเสริมการอ่าน และบรรยากาศแห่งความรู้อื่นๆ เป็นเครื่องให้เกิดฉันทะ ในความรู้ ๑๖ เครือข่ายแห่งปัญญา ๑. มีฉันทะในความรู้ ๒. มีความสามารถในการสร้างความรู้ ๓. ใช้ความรู้ในการดำรงชีวิตและการทำงาน ๔. ได้ประโยชน์จากการใช้ความรู้ ๕. มีความสุขจากกระบวนการความรู้ทั้งหมด รูปที่ ๔ วัฒนธรรมความรู้ องค์ประกอบที่ ๒ มีความสามารถในการสร้างความรู้ การเรียนรู้ โดยเน้นการท่องความรู้เก่า ทำให้ขาดความรู้ที่เหมาะสมในการใช้งาน การเรียนรู้ต้องสามารถสร้างความรู้ใหม่ให้เหมาะสมแก่การใช้งาน มหาวิทยาลัยไทยทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้เก่าเป็นส่วนใหญ่ มีการสร้างความรู้ใหม่น้อยมาก การเรียนแบบนี้ทำให้เสียหายเหลือคณานับ การที่แพทย์ไม่สามารถสร้างความรู้ให้เท่าทันเทคโนโลยีที่ใช้น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายไม่น้อยกว่าปีละ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเทศไทยส่งนักเรียนไปเรียนต่อต่างประเทศมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ หมดเงินไปมโหฬาร และเดี๋ยวนี้ก็ยังต้องส่งไปอีกจำนวนมากเสียเงินมหาศาล การต้องใช้ที่ปรึกษาต่างชาติหมดเงินปีละหลายหมื่นล้านบาท และจะเป็นต่อไป ถ้าเราไม่ปรับการเรียนการสอนจากการเน้นการถ่ายทอดความรู้เก่ามาเป็นการสร้างความรู้ได้ ในวัฒนธรรมความรู้จึงมีเรื่องความสามารถในการสร้างความรู้เป็นองค์ ๑๗ ประกอบที่สำคัญ การสร้างความรู้คือการวิจัย การวิจัยจึงควรเป็นวิถีชีวิต องค์ประกอบที่ ๓ การใช้ความรู้ในการดำรงชีวิตและการทำงาน สังคมไทยเป็นสังคมที่ใช้ความเห็นมากกว่าใช้ความรู้ คนร้อยคนก็เห็นร้อย อย่างต่างกัน หาความเห็นพ้องได้ยาก ความรู้ที่เป็นความจริงทำให้เห็นตรง กันได้ง่าย ลักษณะการใช้ความเห็นมากกว่าความรู้จะเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าใน การพูดคุย ในการประชุม ในการโต้เถียง ในสื่อมวลชน ในการโต้เถียง ทางการเมือง เมื่อใช้ความเห็นก็จะขัดแย้งกันสูง และทำงานให้สำเร็จไม่ได้ ปัญหาปัจจุบันล้วนสลับซับซ้อน ใช้แต่ความเห็นหรือใช้อำนาจแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องใช้การสร้างความรู้ การเรียนรู้ และการใช้ความรู้ ความรู้ที่ได้จากการ วิจัยจะต้องนำมาปรับให้เหมาะกับการใช้งาน ไม่สามารถเอาไปใช้เป็นตุ้นๆ แบบสำเร็จรูปตายตัว องค์ประกอบที่ ๔ ได้ประโยชน์จากการใช้ความรู้ การใช้ความรู้ย่อม ยังให้เกิดประโยชน์นานาประการ เช่น ความสำเร็จในสิ่งยาก และการมี ประสิทธิภาพ คือ ใช้ทรัพยากรน้อย แต่ได้ผลมาก งานทางราชการทุกวันนี้ สูญเสียงบประมาณมหาศาล แต่ได้ผลน้อย เพราะขาดการใช้ความรู้ หาก มีการวิจัยสร้างความรู้ และใช้ความรู้ งบประมาณของกระทรวงต่างๆ ใช้ ไม่ถึงครึ่งของที่ใช้ในปัจจุบันก็ยังจะให้เกิดผลสำเร็จมากกว่า ในโครงการขจัดไข้ทรพิษของโลก ใช้เงิน ๑,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ใช้เวลา ๑๐ ปี เมื่อขจัดไข้ทรพิษได้หมดทั้งโลก ก็ยุติการปลูกฝีไต้ภายใน ๓ เดือน สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไปคุ้ม ๑,๐๐๐ ล้านดอลล่าร์ คิดเป็นกำไรถึง ๔๐๐% ไม่มีธุรกิจอะไรที่ทำกำไรได้ ๔๐๐% การขจัดไข้ทรพิษสำเร็จเป็นตัวอย่างของการใช้การวิจัยสร้างความรู้ การเรียนรู้ และการใช้ความรู้ ซึ่งอาจรวมเรียกว่า การวิจัยก็ได้ หรือจะเรียก ว่าการจัดการความรู้ก็ได้ ๑๘ เครือข่ายแห่งปัญญา การวิจัยจึงเป็นการสร้างกำไรที่ใหญ่ที่สุด เหนือธุรกิจทั้งปวง เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีการรายงาน ถึงการทำประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ว่ามีรายได้ประมาณ ๑-๒% ของราคาทรัพย์สิน มีกรรมการท่านหนึ่งกล่าวว่า "อะไรกัน ถ้าคุณไม่ทำอะไร เอาเงินฝากธนาคารคุณก็ได้ประมาณ ๑-๒% นี่คุณทำเหนื่อยแทบตายก็มีรายได้เท่ากับไม่ทำอะไรเลย"! ในการหา ประโยชน์ทางธุรกิจ บางทีก็ยากลำบาก และไม่มีอะไรที่มีกำไรถึง ๔๐๐% การวิจัยสร้างความรู้ อาจคืนกำไรมหาศาลให้สังคม ถ้ามีการนำความ รู้ไปใช้อย่างถูกต้อง องค์ประกอบที่ ๕ มีความสุขจากกระบวนการความรู้ทั้งหมด การ มีฉันทะในความรู้ การสามารถสร้างความรู้ การใช้ความรู้ และการได้ ประโยชน์จากความรู้ ล้วนทำให้เกิดความปิติ ความปราโมทย์ ความอิ่มใจ เป็นความสุขอันประณีต เมื่อมีความสุขก็จะเลี้ยวกลับไปทำให้มีฉันทะใน ความรู้ยิ่งขึ้น ทุกวันนี้ผู้คนแสวงหาความสุข แต่หาไม่พบ หรือไปได้ความทุกข์มา แทน ความสุขจากวัฒนธรรมความรู้ เป็นความสุขราคาถูก (Happiness at low cost) และนำไปสู่ความสร้างสรรค์ ถ้าใครมีความสุขจากความรู้ ความรู้สึกนึกคิด จิตใจจะเปลี่ยน และถ้าสังคมมีวัฒนธรรมความรู้ สังคม ก็จะเปลี่ยน ในเมื่อวัฒนธรรมความรู้มีความสำคัญอย่างนี้ เครือข่ายแห่งปัญญา จะต้องสร้างวัฒนธรรมความรู้ขึ้นมาให้ได้ ๑๙ # สังคมเรียนรู้ และ การจัดการความรู้ การเรียนรู้ที่ดีเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ เพราะคุณสมบัติพิเศษของมนุษย์คือศักยภาพในการเรียนรู้ มนุษย์สามารถเรียนรู้ให้บรรลุปัญญาสูงสุด คือบรรลุความจริง บรรลุความงาม บรรลุความดี บรรลุการมีมิตรภาพอันไพศาล และบรรลุความสุขได้ คนทุกคนควรเป็นบุคคลเรียนรู้ องค์กรทุกองค์กรควรเป็นองค์กรเรียนรู้ สังคมทั้งสังคมควรเป็นสังคมเรียนรู้ และมีกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง นั่นคือสังคมในอุดมคติ เป็นสังคมแห่งปัญญา เป็นเป้าหมายที่เราจะต้องไปให้ถึง และมีเครื่องมืออันทรงพลังที่จะขับเคลื่อนสังคมไปเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ๒๐ เครือข่ายแห่งปัญญา # ความรู้ การเรียนรู้ การวิจัย การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ พระไตรปิฎก หรือตำราต่างๆ คือความรู้ ถ้ามีความรู้อยู่โดยปราศจากการเรียนรู้ ประโยชน์ก็ยังไม่เกิด ประโยชน์เกิดจากการเรียนรู้ การมีความรู้ช่วยให้การเรียนรู้ง่ายขึ้น การวิจัยคือการสร้างความรู้ใหม่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ในการเรียนรู้ควรมีการสร้างความรู้ด้วย นั่นคือ การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เมื่อพูดถึงการเรียนรู้ย่อมรวมถึงการวิจัยด้วย ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมักมีคนที่เกี่ยวข้อง องค์กร หรือสถาบัน มากหลาย ทุกคน ทุกองค์กร และทุกสถาบัน เป็นทั้งปัจจัยและอุปสรรคต่อความสำเร็จ การเรียนรู้ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้เรื่องนั้นประสบความสำเร็จ เพราะคนอื่นๆ องค์กร และสถาบันที่เกี่ยวข้องไม่ได้เรียนรู้ ย่อมเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) เท่านั้นที่จะทำให้สำเร็จ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติจึงมีความสำคัญยิ่ง แต่มักจะทำไม่เป็น จึงต้องการการจัดการให้ทำเป็น การจัดการความรู้ หมายถึงการจัดการให้มีการวิจัยสร้างความรู้อย่างเหมาะสม ให้มีการตั้งโจทย์ร่วมกัน วิจัยร่วมกัน ร่วมเรียนรู้ จัดความรู้ให้อยู่ในรูปที่เกิดการเรียนรู้ร่วมกันได้ จัดการให้การสร้างความรู้และการเรียนรู้ไปสู่การปฏิบัติที่สำเร็จผล จัดการให้ประเมินผลการปฏิบัติ เพื่อการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง และมีการจัดการสร้างนักวิจัย สร้างนักจัดการความรู้ และสร้างหน่วยจัดการความรู้ ๒๑ # การจัดการความรู้ คือกุญแจของยุทธศาสตร์ทางปัญญา แต่มักจะเป็นสิ่งที่ขาดหายไป เป็น missing link ในสังคมไทย และเป็นเหตุให้ประเทศไทยอ่อนแอทางปัญญา มีผู้วิเคราะห์เรื่องการจัดการความรู้ว่า ๑. ภาคธุรกิจมีมากที่สุด เพราะการจัดการความรู้คือกำไร แต่ก็ยังไม่พอ ๒. ภาคชุมชนมีการสร้างความรู้จากการปฏิบัติ แต่ขาดการสังเคราะห์ เป็นทฤษฎีที่จะนำไปใช้ได้ทั่วไป ๓. ภาคองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) มีอุดมการณ์ แต่ขาดการจัดการความรู้ ๔. ภาคราชการ มักจะกักความรู้ไว้เป็นส่วนๆ ไว้ใช้ทำร้ายกันในการแข่งขันเข้าดำรงตำแหน่งระดับสูง ๕. ภาคมหาวิทยาลัย มีการถ่ายทอดความรู้เก่าเป็นส่วนใหญ่ การสร้างความรู้ใหม่มีน้อย การจัดการโยงความรู้ให้เข้ากับสถานการณ์จริงเกือบไม่มีเลย เรียกว่าขาดการจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัย อาจแถมว่า การจัดการสังเคราะห์นโยบายสาธารณะเกือบไม่มีเลย การจัดการสังเคราะห์ความรู้มาเป็นยุทธศาสตร์ และการบริหารยุทธศาสตร์มีน้อยมาก ก็คงพอจะเห็นความสำคัญของการจัดการความรู้ เข้าใจความไม่มีอยู่ และเข้าใจว่าทำไมประเทศไทยจึงอ่อนแอทางปัญญา และเข้าใจว่าการจะสร้างเครือข่ายแห่งปัญญาจะต้องทำอะไร ๒๒ เครือข่ายแห่งปัญญา ตัวอย่างของการจัดการความรู้ ตัวอย่างที่ ๑ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" "ภูเขา" หมายถึงสิ่งยากที่ดูเหมือนเขยื้อนไม่ได้ แต่สามารถจัดการให้เขยื้อนได้โดยโครงสร้างสามเหลี่ยมหรือสามมุมเชื่อมกันดังรูปที่ ๕ โครงสร้างการจัดการความรู้นี้ค้นพบในการเคลื่อนไหวปฏิรูปการเมือง โดยการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตามปรกติทำไม่ได้ด้วยสันติวิธีโดยคนไม่มีอำนาจ สามมุมประกอบด้วย ๑. การสร้างความรู้ ๒. การเคลื่อนไหวทางสังคม ๓. อำนาจทางการเมือง รูปที่ ๕ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" มุมที่ ๑ การสร้างความรู้ (ด้วยการวิจัย) มีนักวิชาการ ๑๕ คนได้รับทุนวิจัยจาก สกว. ทำการวิจัยรัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ ทั่วโลก วิจัยกฎหมายเลือกตั้งทั่วโลก วิจัยเรื่ององค์กรอิสระ วิจัยประวัติศาสตร์การเมืองข้อดีข้อเสียของหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติต่างๆ แล้วนำมาสังเคราะห์เป็นความรู้ในการยกร่างรัฐธรรมนูญให้มีการปฏิรูปการเมือง ถ้าปราศจากการวิจัยสร้างความรู้เช่นนี้ การเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูปการเมืองจะไม่สำเร็จ มุมที่ ๒ การเคลื่อนไหวทางสังคม หมายถึงการที่สังคมเข้ามาร่วมเรียนรู้ ร่วมบอกความต้องการ นี่คือการจัดการการเรียนรู้ ซึ่งต้องแปร ๒๓ ความรู้ที่ได้ในมุมที่ ๑ ให้อยู่ในรูปที่สังคมจะเข้าใจได้ง่าย เข้าร่วมได้ เรียก ว่าความรู้ไปเพิ่มอำนาจให้สาธารณะ (empowerment) ปราศจากความรู้ ที่ถูกต้อง สังคมเคลื่อนได้ไม่มาก ไม่มีพลัง หรือเคลื่อนแล้วเพี้ยนไปทางอื่น มุมที่ ๓ อำนาจรัฐหรืออำนาจทางการเมือง การเมืองเป็นองค์ ประกอบที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ บริหารการใช้ทรัพยากรของ รัฐ และเป็นผู้ออกกฎหมาย การเมืองจะดีหรือเลวตามความเป็นจริงที่ดำรง อยู่ขณะนั้นก็ตาม สามารถทำสิ่งดีๆ ได้ ถ้ามีมุมที่ ๑ และ มุมที่ ๒ ตรงข้าม แม้มีนักการเมืองที่ดี แต่ปราศจากมุมที่ ๑ และมุมที่ ๒ ก็ไม่สามารถแก้ ปัญหายากๆ ได้ เช่น ความยากจน และความอยุติธรรมในสังคม "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ก็คือการจัดการความรู้ เพื่อเคลื่อนสิ่งยาก โดยการจัดการให้มีการสร้างความรู้ และจัดการให้มีการเรียนรู้ร่วมกันใน การปฏิบัติ (ให้มีรัฐธรรมนูญใหม่) ที่เรียกว่า "การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ" ในการนี้ต้องมี "หน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระ" ที่จัดการ กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งได้แก่ คพป. (คณะกรรมการพัฒนา ประชาธิปไตย) และ สร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) ทั้งสองสามารถจัดการความ รู้ได้โดยอิสระ รูปแบบของ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" สามารถนำไปใช้ในเรื่องและ ระดับต่างๆ ได้ ## ตัวอย่างที่ ๒ การจัดการความรู้โดยชุมชน มูลนิธิหมู่บ้านไปส่งเสริมให้ชาวบ้านในตำบลหนึ่งทำการวิจัย ชาว บ้านไปรวบรวมข้อมูลรายจ่ายของตำบล ผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่าชาวบ้านต้องเป็น ผู้รวบรวมข้อมูลนี้เอง ชาวบ้านจึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ได้ พบว่า ๒๔ # เครือข่ายแห่งปัญญา ค่าน้ำปลาปีละ ๗๐๐,๐๐๐ บาท ถามว่าทำเองได้ไหม ได้ ไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าขนมปีละ ๒ ล้านบาท ถามว่าทำเองได้ไหม ได้ เหลือขายอีก ค่าเครื่องดื่มปีละ ๒๕ ล้านบาท ตกใจมาก เพราะไม่คิดว่ามาก ขนาดนั้น ถามว่าจะทำอะไรกินเองได้บ้าง จะประหยัดอะไรได้บ้าง เป็นหนี้เท่าไร เป็นหนี้ใคร เพราะอะไร พบว่าที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น ปลูกยางอย่างเดียว ปลูกปออย่างเดียว ปลูกอ้อยอย่าง เดียว นั้นขาดทุน เพราะต้องซื้อกินทุกอย่าง เกิดการปรับ เปลี่ยนเป็นปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก ปรับ เปลี่ยนการผลิตที่ทำอยู่อย่างเดียว กลายเป็นผลิตตั้ง ๕๐- ๖๐ อย่าง กินเองใช้เอง แลกเปลี่ยนกันระหว่างบ้านและ ระหว่างชุมชน รวมทั้งขายไปในเมือง หรือขายไปต่างประเทศ เกิดเป็น "วิสาหกิจชุมชน" ทำให้หายจน ดร.เสรี พงศ์พิศ เรียกกระบวนการวิจัยของตำบล โดยตำบล เพื่อตำบล นี้ว่า "ประชาพิจัย" หรือการวิจัยโดยประชาชน เมื่อชาวบ้านสามารถจัดการ สร้างความรู้และร่วมเรียนรู้แบบนี้ ทำให้เกิดปัญญา เกิดจิตสำนึกใหม่ และพฤติกรรมใหม่ อันนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนและปัญหาอื่นๆ ได้ ในกรณีนี้ ผู้นำชุมชนเป็นผู้จัดการความรู้ ส่วนมูลนิธิหมู่บ้านเป็นองค์กรที่ "ส่งเสริมการจัดการความรู้" เพื่อชุมชน ถ้ามีการส่งเสริมการจัดการความ รู้และการจัดการความรู้ในทุกชุมชนและท้องถิ่น ทุกชุมชนและท้องถิ่นก็จะ สามารถพัฒนาตัวเองไปสู่ดุลยภาพ อันเป็นความสุขและความยั่งยืนได้ ๒๕ # ตัวอย่างที่ ๓ นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เมื่อนายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข มาเป็นเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ โดยการสนับสนุนจาก สกว. ได้พยายามประสานงานกลุ่มนักวิจัย เช่น กลุ่มวิจัยโรคไข้เลือดออก กลุ่มวิจัยโรคเมลโลียโดสิส กลุ่มวิจัยโรคธาลัสซีเมีย กลุ่มวิจัยชีวจริยธรรม (Bioethics) เป็นต้น เรื่องเหล่านี้มีผู้วิจัยกันมานาน แต่กระจัดกระจายที่โน่นคน ที่นี่คน ไม่มีพลัง แต่ละเรื่องถ้าจะนำผลการวิจัยไปสู่การปฏิบัติได้ต้องการการทำงานร่วมกันหลายสาขาวิชา เช่น ระบาดวิทยา วิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิทยาศาสตร์คลินิก ผู้ปฏิบัติงานในการควบคุมโรค ผู้วิจัยเหล่านี้มักแยกย้ายกันอยู่คนละมหาวิทยาลัยบ้าง คนละคณะบ้าง คนละภาควิชาบ้าง ขาดการจัดการความรู้สหสาขา และข้ามพรมแดนสถาบัน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติเป็นองค์กรอิสระระดับชาติ และเมื่อมีนักจัดการความรู้อย่างนายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เข้ามาประสานงาน "กลุ่มวิจัย" ก็พบว่า ต้องการกลุ่มใหญ่ว่านี้ ทำงานวิจัยเข้มแข็งกว่านี้ ทำงานวิจัยพุ่งเป้ามากกว่านี้ จึงจะควบคุมโรคต่างๆ ได้ จะเห็นได้ว่า แม้มหาวิทยาลัยต่างๆ จะมีนักวิจัยในสาขาต่างๆ แต่ไม่สามารถทำ "ชุดวิชาการ" ที่ไปช่วยควบคุมโรคได้ เพราะขาดการจัดการความรู้สหสาขา และข้ามพรมแดนสถาบัน การที่องค์กรอิสระอย่างมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เข้ามาช่วยจัดการสร้างกลุ่มวิจัยสหสาขา และข้ามพรมแดนสถาบัน เช่นนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้มแข็งทางปัญญา เพื่อสุขภาวะของประชาชน ๒๖ เครือข่ายแห่งปัญญา # ตัวอย่างที่ ๔ อุตสาหกรรมผลิตน้ำยาชัณสูตรโรค- สิ่งที่ควรจะเป็น คุณนิลวรรณ พิชญโยธิน ซึ่งจบเทคนิคการแพทย์และเคยทำงานที่ ศูนย์วิจัยในคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มีความคิดว่า ประเทศไทยควรจะผลิตเข้าของเครื่องใช้เองให้ได้มากที่สุด เพื่อประหยัดการ ต้องสูญเสียเงินตราไปให้ต่างประเทศ ซึ่งเป็นความคิดที่น่าชมเชยที่สุด ต่อ มาได้ไปตั้งบริษัทชื่อ Pacific Biotech อยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อผลิต น้ำยาชันสูตรโรคบางชนิดออกจำหน่าย การทำบริษัทเพื่อผลิตวัสดุภัณฑ์ เช่นนี้ ต้องการการจัดการควบคุมคุณภาพสูงมาก การที่อุตสาหกรรมใน ประเทศจะสามารถแข่งขันกับการนำเข้าจากต่างประเทศต้องการการจัดการ "กลุ่มวิจัย" สนับสนุนสูงมากคือต้องการ ๑. นักวิจัยทางระบาดวิทยา ๒. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค ๓. นักวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐาน ๔. ผู้ผลิต ๕. ผู้รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (ในที่นี้คือ อย.) ทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเรามีมาตรฐานสูง และมีความ จำเพาะกับโรคในประเทศของเรามากกว่าของที่ผลิตจากต่างประเทศ การที่ สวทช. สนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์ทำวิจัยและพัฒนา(Research &amp; De- velopment - R&amp;D) โดยหวังว่าจะได้เอาผลไปใช้ในทางธุรกิจอุตสาหกรรม ยังหาเพียงพอที่จะเกิดผลิตภัณฑ์ในตลาดไม่ แต่ต้องการการจัดการ "กลุ่ม วิจัย" ที่นักวิจัยสหสาขาและข้ามพรมแดนสถาบัน มาทำการวิจัยพุ่งเป้า ให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ ๒๗ การที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมจะแข่งขันได้จึงต้องการการจัดการ ความรู้ "กลุ่มวิจัย" ให้ครบเครื่อง ในขณะที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมยังไม่ สามารถทำการวิจัยให้ครบเครื่องได้ จำเป็นที่องค์กรอิสระอย่าง สวทช. จะ ต้องเข้ามาสนับสนุนการจัดการ "กลุ่มวิจัย" เท่าที่ยกตัวอย่างมา คงจะพอเห็นความสำคัญของเรื่องการสร้าง ความรู้ การเรียนรู้ การจัดการความรู้ ว่ามีความสำคัญเพียงไรในการสร้าง กระแสธารแห่งปัญญาให้เข้าไปในทุกขุมขนของสังคม แทนที่หุบเหวแห่ง อำนาจทั้งหลายทั้งปวง ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า "การปฏิรูปการเรียนรู้" ในความหมายที่แท้จริง ที่จะทำให้เกิดเครือข่ายแห่งปัญญาในทุกองคาพยพของสังคมนั้น เป็นเรื่อง ที่ใหญ่กว่าที่ฝ่ายการศึกษาคิดกันมาก และเป็นเรื่องที่ต้องการการจัดการ ความรู้อันทรงพลังยิ่ง ๒๘ เครือข่ายแห่งปัญญา # ๖ การจัดการความรู้ในฐานะ ยุทธศาสตร์ชาติ ดังได้กล่าวมาเป็นลำดับ อำนาจไม่สามารถแก้ปัญหาที่ยากและสลับซับซ้อนได้ และไม่มีวิธีอื่นใดเลยที่จะแก้ได้ นอกจากการจัดการความรู้ให้มีการสร้างความรู้และการเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่าย ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น (positive change) ประเด็นเรื่อง "การจัดการความรู้ในฐานะยุทธศาสตร์ ไปสู่การเปลี่ยนแปลง" ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันดีนัก เพราะยังคิดเชิงเปลี่ยนแปลง "เชิงอำนาจ" กันอยู่ เช่น ๑. การกระจายอำนาจ ๒. การปฏิรูปกระทรวงทบวงกรม ๓. การที่มหาวิทยาลัยจะ "ออก" หรือ "ไม่ออก" นอกระบบ เรื่องเหล่านี้ไม่ไปถึงไหนเพราะคิดเชิงปรับเปลี่ยน "อำนาจ" อำนาจในลักษณะใหม่ก็ทำงานไม่เป็น เพราะขาดการคิดเรื่อง "การจัดการความรู้" กระจายอำนาจไปสู่อำนาจบก็ยังไม่ได้ผล ต้องคิดเรื่องกระจายอำนาจไปสู่ "การจัดการความรู้" ๒๙ กระบวนการปฏิรูปการศึกษาที่ดำเนินการมาประมาณ ๕ ปี ไม่ได้สร้าง นักจัดการความรู้เลย กระทรวงใหม่ๆ ถ้ายังทำอย่างเก่าๆ ก็จะไม่ได้ผล เหมือนเดิม เรื่องมหาวิทยาลัยออกหรือไม่ออกนอกระบบทำให้มหา- วิทยาลัยเป็นอัมพาตทางปัญญาไปหลายปี และจะไม่มีทางออก ถ้าไม่คิด เรื่องการจัดการความรู้ การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือของการพัฒนาในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร และทุกเรื่อง ดังในตารางที่ ๑ ตารางที่ ๑ ตัวอย่างความต้องการการจัดการความรู้ <table><tr><td>บุคคลและพื้นที่</td><td>องค์กร</td><td>เรื่อง</td></tr><tr><td>บุคคล</td><td>โรงเรียน</td><td>นโยบายสาธารณะ</td></tr><tr><td>ครอบครัว</td><td>สถานที่ทำงาน</td><td>ฐานทรัพยากร</td></tr><tr><td>ชุมชน</td><td>มหาวิทยาลัย</td><td>ความยากจน</td></tr><tr><td>ท้องถิ่น</td><td>หน่วยราชการ</td><td>ความยุติธรรมในสังคม</td></tr><tr><td></td><td>ธุรกิจอุตสาหกรรม</td><td>ยาเสพติด</td></tr><tr><td></td><td>คณะสงฆ์</td><td>โรคเอดส์</td></tr><tr><td></td><td>NGO</td><td>การเกษตร</td></tr><tr><td></td><td>พรรคการเมือง</td><td>การท่องเที่ยว</td></tr><tr><td></td><td>ฯลฯ</td><td>ฯลฯ</td></tr></table> ถ้าต้องการเห็นกระแสธารแห่งปัญญาเกิดขึ้นในทุกองคาพยพของ สังคม ต้องนึกถึงเรื่องการจัดการความรู้เพื่อสังคมตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น ในองค์กรต่างๆ และในทุกเรื่อง ดังสรุปแสดง ให้ดูเป็นตัวอย่างในตารางที่ ๑ ๓๐ เครือข่ายแห่งปัญญา ได้ยกตัวอย่างไปแล้วเป็นบางเรื่อง จะกล่าวถึงเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น **บุคคลเรียนรู้** เป็นเรื่องสำคัญและมีคุณค่ามาก การมีบุคคลผู้ทรง ปัญญาในสังคมก่อให้เกิดประโยชน์เหลือหลาย จึงควรสร้างสิ่งแวดล้อม และความบันดาลใจในการเรียนรู้ให้มากที่สุด เช่น การมีห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ มีหนังสือดีๆ มีโครงการส่งเสริมการอ่าน สร้างระบบข้อมูลข่าวสารและ ระบบการสื่อสารที่ทำให้คนรู้ความจริงอย่างทั่วถึง อันจะเป็นฐานทาง ปัญญาอย่างกว้างขวาง **การปฏิรูปการเรียนรู้ในระบบการศึกษา** ในระบบการศึกษาของเรา ไปแยกการศึกษากับการวิจัยออกจากกัน การศึกษามีการทำมากแต่ทำโดย ถ่ายทอดความรู้เก่า ส่วนการวิจัยเพื่อสร้างความรู้ใหม่มีการทำน้อย จึง อ่อนแอทางปัญญาทั้งชาติ การปฏิรูปการเรียนรู้ที่สำคัญคือให้การวิจัยมา เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ให้ที่ไหนมีการศึกษาที่นั่นมีการวิจัย เมื่อมีการ ศึกษาเต็มแผ่นดินก็มีการวิจัยเต็มแผ่นดิน ให้การศึกษาสร้างความเข้มแข็ง ทางปัญญาทั้งแผ่นดิน **มหาวิทยาลัยวิจัย** เวลานี้มหาวิทยาลัยอ่อนแอทางวิชาการเต็มที และ จัดการความรู้ไม่เป็น แต่ก็มีศักยภาพที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากกว่า กระทรวงทบวงกรมต่างๆ เพราะมีความเป็นอิสระมากกว่า ควรมีหน่วย งานที่ส่งเสริมการจัดการความรู้เข้าไปส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยสามารถ จัดการความรู้ได้ รัฐบาลควรจัดงบประมาณสนับสนุน **สกว.** เพิ่มขึ้นปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อไปสนับสนุนมหาวิทยาลัย สถาบันราชภัฏ สถาบัน ราชมงคล ทำการวิจัยพื้นที่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ การนี้จะพลิกโฉมหน้าการ ศึกษาและการพัฒนา ตอนที่ ๖ นี้เขียนขึ้นเพื่อเตือนความจำว่าต้องใช้การจัดการความรู้ เป็นเครื่องมือเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จในเรื่องทั้งปวง เพราะดูจะยังไม่เป็นที่ ๓๑ เข้าใจกัน โดยเฉพาะในหมู่ผู้มีอำนาจ ว่าอำนาจได้ผลน้อยลงๆ - Power is less and less effective ๓๒ เครือข่ายแห่งปัญญา # ๗ หน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระ การที่จะปรับสังคมจากโครงสร้างแห่งอำนาจ (รูปที่ ๓) ให้เป็น สังคมที่เป็นโครงข่ายแห่งปัญญา ตามรูปที่ ๖ ข้างล่างนี้ รูปที่ ๖ เครือข่ายแห่งปัญญา = หน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระ ๓๓ ซึ่งจะคล้ายโครงสร้างของสมอง ซึ่งประกอบด้วยเซลล์สมอง (neuron) จำนวนมาก และเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเซลล์สมอง (neural networks) อันเป็นโครงสร้างที่วิจิตรที่สุดในจักรวาล ในเครือข่ายแห่งปัญญา ตามรูปที่ ๖ เซลล์แห่งปัญญาคือ "หน่วย จัดการความรู้ที่เป็นอิสระ" มีขนาด ลักษณะ และการเรียกชื่อต่างๆ อาจ จะมีตั้งแต่คนๆ เดียว กลุ่ม คณะทำงาน ไปจนถึงสถาบันใหญ่โต จนถึงกองทุน ข้อสำคัญอยู่ที่หน้าที่ ความสามารถ และความเป็นอิสระ กล่าวคือ ทำ หน้าที่จัดการความรู้ได้อย่างคล่องตัว เป็นกลาง ไม่มีใครมาสั่งซ้ายหันขวา หัน หรือสั่งปลด สั่งย้ายตามอำเภอใจ ฉะนั้น หน่วยงานราชการจึงทำหน้าที่ นี้ไม่ได้ เพราะไม่เป็นอิสระ แต่ข้าราชการบางคนทำหน้าที่จัดการความรู้ได้ ถ้าไปอยู่ในหน่วยที่เป็นอิสระ ตัวอย่างของหน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระ เช่น **สกว.** = สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย **สวทช.** = สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ **สวรส.** = สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข **สสส.** = สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ **สปรส.** = สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ **มสช.** = มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ **สคส.** = สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม **สนส.** = สำนักงานกองทุนนวัตกรรมสังคม เป็นต้น **สกว. สวทช. สวรส. สสส.** เกิดโดยมีพระราชบัญญัติกำหนดให้เป็น องค์กรอิสระ แต่ไม่ใช่องค์กรเอกชน เป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ คือ ไม่ใช้ระเบียบราชการ มีคณะกรรมการเป็นผู้วางระเบียบและควบคุมดูแล ๓๔ เครือข่ายแห่งปัญญา ผู้อำนวยการทำงานมีวาระ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกอธิบดี หรือปลัด หรือรัฐมนตรี สั่งย้ายวันไหนก็ได้ สรปส. เกิดโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี สังกัดอยู่ใน สวรส. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการโดยตำแหน่ง องค์กรอิสระ เช่น สวรส. สามารถออกลูกเป็นองค์กรอิสระในรูปต่างๆ ได้ เช่นออกลูกมาเป็น สสส. สปรส. สนส. และอื่นๆ มสช. เป็นองค์กรเอกชน จึงเป็นอิสระตามธรรมชาติ แต่องค์กร เอกชนไทยส่วนใหญ่ทำหน้าที่สังคมสงเคราะห์หรือพัฒนา ที่ทำหน้าที่ จัดการความรู้มีน้อย สกว. สนับสนุนให้ มสช. ทำหน้าที่จัดการความรู้ กลุ่ม หรือคณะทำงาน หรือคณะทำงานยุทธศาสตร์ สถาบันที่เรียก ชื่อต่างๆ ถ้าทำหน้าที่จัดการความรู้ และเป็นอิสระ ก็ถือว่าเป็นหน่วย จัดการความรู้ที่เป็นอิสระ เช่นกลุ่มที่กำลังทำเรื่องยุทธศาสตร์ครอบครัว ยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่ ยุทธศาสตร์อาหาร เป็นต้น ขอย้ำลักษณะความเป็นอิสระว่าอยู่ที่สำนักงานต้องเป็นอิสระ คณะ กรรมการจะมีนักการเมืองและข้าราชการบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ข้อสำคัญอยู่ ที่สำนักงานต้องเป็นอิสระ มีงบประมาณพอสมควร มีเจ้าหน้าที่ทำงานเต็ม เวลา อาจยืมตัวข้าราชการก็ได้ ถ้าเก่งและมีอิสระ ถึงจำนวนน้อยก็ทำงาน ได้มาก เช่น สปรส. ที่นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะเป็นผู้อำนวยการ เป็น สำนักงานเล็กๆ มีงบประมาณปีละ ๖๐-๗๐ ล้านบาท แต่กำลัง "เขยื้อนภูเขา" ปฏิรูประบบสุขภาพ ด้วยการจัดการสร้างความรู้ จัดการให้สังคมและรัฐ เข้ามาเรียนรู้ร่วมกันอย่างเข้มข้น จำเป็นต้องมีหน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระ เพื่อทำงานในเรื่องต่างๆ (ตารางที่ ๑) เต็มพื้นที่ เต็มองค์กรต่างๆ เต็มเรื่องต่างๆ และเชื่อมโยงเป็น เครือข่ายแห่งปัญญา ตามรูปที่ ๖ ๓๕ หน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระนี้ อาจจะเกิดขึ้นด้วยวิธีต่างๆ กัน เช่น เกิดเอง มีการรวมตัวกันทำหน้าที่หรือก่อตัวขึ้นเอง มีการเป็นมูลนิธิ เป็น โครงการ เป็นสถาบัน กองทุนสนับสนุนให้ตั้ง ทางราชการส่งเสริมให้ตั้ง ตั้งโดยรัฐสภา ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมตั้ง ที่จริงคนมีเงินก็มีอยู่ ถ้าจะทำ ประโยชน์กับประเทศชาติ ควรส่งเสริมสนับสนุนให้ตั้งหน่วยจัดการความรู้ ที่เป็นอิสระในเรื่องต่างๆ ถ้าต้องการเห็นการปรับโครงสร้างของสังคมไปสู่ โครงสร้างแห่งปัญญา การที่จะเกิดหน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระขึ้น จะทำโดยการสั่งการ ให้ตั้งไม่ได้ แต่เกิดขึ้นโดยการก่อตัว หรือมี "กระบวนการ" ที่ได้รับการ สนับสนุนฟูมฟัก ให้มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ และคัดเลือกตัวเองได้คนที่ มีฉันทะและความสามารถในการจัดการความรู้ สกว. สวรส. กำลังฟูมฟัก ให้เกิดหน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระหลายเรื่อง เช่นอาจเกิด สปรย. (สำนักงานปฏิรูประบบความยุติธรรม) ทำงานทำนองเดียวกับ สปรส. เนื่องจากการจัดการความรู้ยังเป็นสิ่งที่ทำกันไม่ค่อยมาก ดังกล่าว ในตอนที่ ๕ จำเป็นต้องมีการส่งเสริมการจัดการความรู้จึงเกิด "สถาบัน ส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม" (สคส.) เป็นสถาบันลูกของ สกว. ที่ ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. และมีศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช เป็นผู้อำนวยการ แต่ก็มีหน่วยงานในชื่ออื่นที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการจัดการ ความรู้ เช่น สกว. สวรส. สสส. สปรส. สนส. มชช. ที่ทำงานทั้งจัดการ ความรู้เองก็มี ทั้งส่งเสริมการจัดการความรู้ก็มี ความที่ความต้องการการจัดการความรู้มีมากและด่วน แต่ผู้ที่ จัดการความรู้เป็นมีน้อยมาก หน่วยงานที่ทำงานส่งเสริมการจัดการความรู้ น่าจะรวมตัวกันจัดตั้ง "วิทยาลัยส่งเสริมการจัดการความรู้" เพื่อสร้างนัก จัดการความรู้ให้เพิ่มมากขึ้น และเก่งขึ้นในเวลาไม่ชักช้านัก ๓๖ เครือข่ายแห่งปัญญา # ๘ ระบบการวิจัย ในเครือข่ายแห่งปัญญาตามที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น หมายถึงทั้งการ สร้างความรู้ การเรียนรู้ การใช้ความรู้ เมื่อพูดถึงการเรียนรู้ ก็จะหมาย รวมทั้งหมด เมื่อพูดถึงการจัดการความรู้ หรือจัดการการวิจัย ก็จะหมาย รวมทั้งหมด ไม่ได้มองแยกส่วนจากกัน เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งสภาวิจัยแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ นั้น ได้ใช้คำว่า "เพื่อให้เป็นสมองของชาติ" ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ที่ดีมาก เพราะชาติต้องมีสมอง แต่สภาวิจัยแห่งชาติไม่สามารถสร้างระบบวิจัยที่เป็น สมองของชาติ เพราะเป็นองค์กรในระบบราชการ การที่จะคิดระบบการ วิจัยให้เป็นสมองของชาติให้ได้ต้องตระหนักถึงความจริงในข้อนี้ ถ้าสภา วิจัยจะทำหน้าที่ทางนโยบายการวิจัยต้องปรับไปเป็นองค์กรอิสระ กองทุนสนับสนุนการวิจัยที่เป็นองค์กรอิสระ เช่น สกว. หรือสถาบัน ที่สนับสนุนการวิจัยที่เป็นอิสระ เช่น สวรส. และ สวทช. ที่มีการจัดการที่ดี และมีความต่อเนื่อง สามารถถักใยโครงข่ายการวิจัยที่เป็นของแท้ให้ขยาย ตัวออกไปได้เรื่อยๆ เป็น "เสรีภาพแห่งการเติบโต" (Freedom to grow) ๓๗ ซึ่งเป็นหลักการตามธรรมชาติ เหมือนความงอกงามของโครงสร้างสมอง ถ้ามีอำนาจอะไรไปกระทำกับสมองที่โครงข่ายกำลังเติบโต สมองมันจะปู้ เด็กๆ หรือต้นกล้า ถ้ามี "เสรีภาพแห่งการเติบโต" ก็จะเติบโตเต็มตาม ธรรมชาติ ## ระบบราชการไม่สามารถสถาปนาระบบการวิจัยของชาติได้ เพราะเป็นระบบอำนาจ ระบบการวิจัย จะต้องถักทอเป็นโครงข่ายขึ้นด้วย freedom to grow คือด้วยการส่งเสริม สนับสนุน และการจัดการที่มีอิสระ กองทุนสนับสนุนการวิจัยที่เป็นอิสระและมีการจัดการที่ดี คือ กุญแจของการสร้างระบบการวิจัยให้เป็นสมองของชาติ กองทุนเช่นนี้ สามารถสร้างขึ้นได้อีกมาก โดยมีวิธีนำเงินจำนวนพอสมควรมาใช้โดยไม่ก่อ ความเดือดร้อนให้รัฐบาลในการเพิ่มเพดานงบประมาณ เช่น โดยการออก กฎหมายนำส่วนแบ่งเปอร์เซนต์ต่ำๆ จากกิจกรรมหรือธุรกรรมบางอย่าง ทำนองเดียวกับที่ สสส. ได้รับเงิน ๒% ของภาษีบุหรี่และสุรา หรืออาจ กำหนดให้นำ ๓% ของงบประมาณในเรื่องต่างๆ มาเข้ากองทุนวิจัย เป็นต้น ### ที่สำคัญที่สุด ต้องมีนักจัดการการวิจัยที่ซื่อสัตย์ และมีความ สามารถสูง ถ้าไม่แน่ใจว่ามีนักจัดการที่มีคุณสมบัติดังกล่าว อย่าเพิ่งตั้งกองทุน วิจัย แต่ให้งอกออกไปจากโครงสร้างเดิมที่พิสูจน์แล้วว่าดีจริง เหมือนลูกที่ งอกออกมาจากแม่ เมื่อครบกำหนดก็คลอด และตัดสายสะดือได้ ขณะนี้เครือข่ายขององค์กรที่ส่งเสริมสนับสนุนและจัดการการวิจัย ที่เป็นอิสระ มีดังนี้ ๓๘ เครือข่ายแห่งปัญญา รูปที่ ๗ เครือข่ายขององค์กรสนับสนุนการจัดการความรู้ที่เป็นอิสระ สกว. = สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สวรส. = สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สวทช. = สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สสส. = สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สปรส. = สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (ซึ่งจะแปรรูป ไปเป็นสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ) มสช. = มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สคส. = สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม สนส. = สำนักงานกองทุนสนับสนุนนวัตกรรมทางสังคม องค์กรอิสระเหล่านี้กำลังทำงานเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย และสามารถ ถักใยโครงข่ายระบบการวิจัยแห่งชาติให้งอกงามขึ้นมาได้ โดยเฉพาะถ้ามี รัฐบาลที่เข้าใจ และมีมาตรการทางการเงินสนับสนุนการทำงานของเครือข่าย องค์กรอิสระนี้ให้ถักทอระบบการวิจัยแห่งชาติขึ้นมา ๓๙ ควรมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ทางปัญญาแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นกลไกการทำงานทางนโยบายและยุทธศาสตร์ โดยเครือข่ายองค์กรอิสระที่สนับสนุนการวิจัยดังกล่าวข้างต้น มีส่วนร่วมในการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ทางปัญญาแห่งชาติ อันเป็นองค์กรอิสระ ประชาคม นักปราชญ์ และปัญญาชนอิสระ ควรช่วยกันส่งเสริม ประคับประคองให้ยุทธศาสตร์ทางปัญญาแห่งชาติดำเนินไปอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างเครือข่ายแห่งปัญญา ๔๐ # เครือข่ายแห่งปัญญา ## ๙ เครือข่ายแห่งปัญญา จากที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปเป็นภาพเครือข่ายแห่งปัญญา ดังรูปที่ ๘ ในหน้าถัดไป ประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ เชื่อมโยงกัน ๗ ชั้น คือ 1. คณะกรรมการยุทธศาสตร์ทางปัญญาแห่งชาติ เป็นองค์กรทางนโยบายและการบริหารยุทธศาสตร์ 2. เครือข่ายองค์กรที่สนับสนุนการสร้างความรู้ คือ สกว. สสส. สวรส. สวทช. สปรส. สคส. สนส. มสช. (ดูความหมายของตัวย่อในตอนที่ ๘) 3. กองทุนวิจัย ที่ควรเกิดอีกหลายกองทุนในเรื่องต่างๆ เช่น กองทุนวิจัยสุขภาพ กองทุนวิจัยการเกษตร ฯลฯ 4. การส่งเสริมการจัดการความรู้ 5. หน่วยจัดความรู้ที่เป็นอิสระจำนวนมากในเรื่องต่างๆ 6. ระบบข้อมูล ระบบการสื่อสาร การเรียนรู้ 7. เชื่อมโยงให้เกิดการเรียนรู้ ทั้งสังคม ตั้งแต่บุคคล ชุมชน ไปจนถึงนโยบาย และยุทธศาสตร์ ๔๑ รูปที่ ๘ เครือข่ายแห่งปัญญา ประเทศเราไม่มีทางออกอย่างอื่นเลย นอกจากเคลื่อนไปด้วยเครือข่ายแห่งปัญญา ขอให้เพื่อนคนไทยพยายามทำความเข้าใจในเรื่องนี้และช่วยกันสร้างเครือข่ายแห่งปัญญา ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง จากประเทศที่มีโครงสร้างแห่งอำนาจไปเป็นประเทศที่มีโครงสร้างทางปัญญา ความรู้หมายถึงรู้อะไรเป็นเรื่องๆ แต่ปัญญาหมายถึง รู้เชื่อมโยงทั้งหมด และถ้าเข้าถึงความจริงของความเป็นหนึ่งเดียวทั้งหมด ก็จะบรรลุอิสรภาพ บรรลุความงาม บรรลุมิตรภาพอันไพศาล และบรรลุบรมสุข ในยุคใหม่ สายธารแห่งปัญญาจะต้องเข้าแทนที่หุบเหวแห่งอำนาจเพื่อศานติสุขของมหาชน ๔๒ เครือข่ายแห่งปัญญา --- เครือข่ายแห่งปัญญา --- เครือข่ายแห่งปัญญา ---

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

การศึกษา

วัฒนธรรม

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2002

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
28% Match
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
26% Match
สำหรับระดมความคิด มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2560
19% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• ปัญญา--แง่สังคม

• ปัญญาชน

• ความรู้

history_eduหมวดหมู่

การศึกษา

วัฒนธรรม

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2002

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้