auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ครั้งที่ 1

chrome_reader_modeคำอธิบาย

บทความชุดนี้จะว่าด้วยวิธีสร้างสุข โดยเน้นการปฏิบัติที่ให้ผลทันที อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสใช้คำว่า “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” ไม่ใช่รอได้ผลเอาชาติหน้า หรืออีกหลายแสนชาติ อย่างที่บางสำนักสอน

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ## ความจริงตามธรรมชาติ สิ่งที่มนุษย์ต้องการมากที่สุดคือความสุข แต่มักได้ทุกข์เพราะไม่ได้เรียนรู้วิธีสร้างสุข เรียนวิชาอื่นๆ สารพัด นอกจากวิชาวิธีสร้างสุข ปาฐกถาชุดนี้จะว่าด้วยวิธีสร้างสุข โดยเน้นการปฏิบัติที่ให้ผล ทันที อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสใช้คำว่า "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" ไม่ใช่รอได้ผลเอาชาติหน้าหรืออีกหลายแสนชาติ อย่างที่บางสำนักสอน การสร้างสุขที่นี่และเดี๋ยวนี้เป็นทางลัดตรง ส่วนความสุขในชาติหน้าหรืออีกหลายแสนชาตินั้น ห่างไกล ไม่แน่นอน ถ้ามีจริงก็ถือเป็นผลพลอยได้ก็แล้วกัน คำสอนทางพุทธศาสนา หรือที่เชื่อว่าเป็นทางพุทธนั้นมีหลายสำนวน บางสำนวนก็เป็นรายละเอียดทางวิชาการที่ยากแก่ความเข้าใจ และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ สำนวนของท่านอาจารย์พุทธทาสนั้น ลัดตรงสู่ความสุขที่นี่และเดี๋ยวนี้ เข้าใจง่าย ไม่เป็นวิชาการที่ละเอียดเกินจำเป็น สิ่งที่ผมจะบรรยายนั้นมาจากประสบการณ์ส่วนตัว และมีฐานอยู่ในคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นส่วนใหญ่ ### เมื่อเข้าใจก็หายทุกข์ เข้าใจหมายถึงปัญญาที่เข้าถึงความจริง พุทธศาสนานั้น ว่าด้วยความจริงตามธรรมชาติ และกฎของธรรมชาติ ๑ ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและจริงที่สุด จริงยิ่งกว่าการคาดเดา ความคิด ทฤษฎี หรือ ตรรกะ ธรรมชาติและกฎของธรรมชาตินี้ ท่านจึงเรียกว่า **ธรรม(ชาติ)** สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า **อนิจจัง** ไม่มีอะไรที่อยู่กับที่โดยไม่เปลี่ยน ทั้งสิ่งมีชีวิตและ ไม่มีชีวิต เปลี่ยนอย่างไร เปลี่ยนตามเหตุปัจจัย หรือความเป็นเหตุเป็นผลที่หนุนเนื่อง ทำนองว่า นี้ทำให้เกิดนี้ นี้ทำให้ เกิดนี้ นี้ทำให้เกิดนี้ ...... หนุนเนื่องกันมาและต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด --- **ธรรมชาติเป็นกระแสของเหตุปัจจัย** ไม่มีอะไรที่ตายตัว แยกส่วน เป็นเอกเทศ ไม่มี**ตัวตน** ของตนเองที่แยกส่วน มีแต่กระแสของเหตุปัจจัย หรือความเป็นเหตุเป็นผลล้วนๆ อะไรจะเกิดก็เพราะมีเหตุปัจจัยให้มันเกิด อะไรไม่เกิดก็เพราะไม่มีเหตุปัจจัยให้มันเกิด ความ จริงมันเป็นเช่นนั้นเอง หรือ **ตถตา** ตถตา คือ ความเป็นเช่นนั้นเอง มนุษย์เพราะมีอัตตา จึงอยากให้มันเป็นอย่างโน้น อยากให้มันเป็นอย่างนี้ แต่ธรรมชาติไม่มี หน้าที่ตามใจมนุษย์ มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยหรือตามเหตุตามผล ความมีตัวตนของมนุษย์ ที่อยากให้เป็นอย่างนั้น ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้ จึง**ขัดแย้ง**กับความเป็น จริงที่ไม่มีตัวตน มีแต่กระแสของเหตุปัจจัย หรือกระแสของความเป็นเหตุเป็นผล **ความขัดแย้ง (conflict)** คือ **ทุกขตา หรือความทุกข์** ความจริงตามธรรมชาติที่เป็นกระแสของเหตุปัจจัยนี้ ภาษาบาลีท่านเรียกว่า **อิทัปปัจจยตา** ๒ (อิทะ = นี้ ปัจจยตา = ความเป็นปัจจัย) ตรงกับความหมายว่า นี้ทำให้เกิดนี้ นี้ทำให้เกิดนี้ นี้ทำให้เกิด นี้ ....... ถ้าเราฝึกให้เข้าถึงความจริงตามธรรมชาติ ที่เป็นกระแสของเหตุปัจจัยไว้เสมอๆ เข้าใจความ เป็นเช่นนั้นเอง หรือตถตา อะไรจะเกิด หรืออะไรไม่เกิด ก็เป็นเช่นนั้นเอง เป็นไปตามความจริงตาม ธรรมชาติ เราก็จะทุกข์น้อยหรือไม่ทุกข์เลย หรือสุขนั้นเอง เช่น เด็กทำตุ๊กตาตกแตกก็ร้องไห้เพราะเสียดายไม่อยากให้มันแตก แต่เมื่อมีเหตุปัจจัยให้มันตก มันก็แตกมันเป็นเช่นนั้นเอง เด็กเพราะไม่รู้ความจริงมันจึงมีความทุกข์ร้องไห้ แต่ผู้ใหญ่ที่รู้เท่าทันว่ามัน เป็นเช่นนั้นเองก็ไม่ทุกข์ หรือถ้าเราเดินไปชนขาเก้าอี้แล้วเจ็บ ความเจ็บนั้นมี ๒ อย่าง ซ้อนกันคือ เจ็บกาย และเจ็บใจ เจ็บกายนั้นเกิดจากการกระทบของเท้ากับของแข็ง แล้วยังมีความโกรธเข้ามาซ้ำเติมเข้าไปด้วย มัน โกรธเพราะไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า เหมือนโดนศร ๒ ดอก ดอกหนึ่งคือเจ็บกาย อีก ดอกหนึ่งคือเจ็บใจ แต่ถ้าเรามีสติรู้เท่าทันว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง มันชนเพราะมีเหตุปัจจัยให้มันชน การ รู้เท่าทันความจริงทำให้บรรเทาความเจ็บไปได้มาก คือเหลือแต่เจ็บกายแต่ไม่เจ็บใจ เจ็บใจนั้นแรงและ อยู่นานกว่าเจ็บกาย ฉะนั้นถ้าเราฝึกให้รู้เท่าทันความจริงตามหลักอิทัปปัจจยตาไว้เสมอๆ ความทุกข์จะ น้อย หรือไม่ทุกข์เลย อยู่เป็นสุขอย่างยิ่ง การรู้เท่าทันความจริงเรียกว่า สติ ถ้ามีสติก็ไม่ทุกข์ สติเป็นเครื่องขจัดทุกข์ ซึ่งจะกล่าวให้ ละเอียดต่อไปภายหลัง การบ้านในขั้นนี้คือ ขอให้ไปอ่านหนังสือชื่อ "อิทัปปัจจยตา" โดยท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ เป็นหนังสือเล่มเบ้อเร่อที่พูดถึงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นกระแสของเหตุปัจจัย ใช้เวลา ๒ สัปดาห์ กว่า จะถึงการบรรยายครั้งต่อไป อ่านเรื่องอิทัปปัจจยตาเสียให้ชุ่ม ให้เข้าไปอยู่ในความรู้สึกนึกคิด หรือให้ไป เป็นโปรแกรมในสมอง ให้เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ว่า มันเป็นความจริงตามธรรมชาติ ตามกระแสของ เหตุปัจจัย ให้จิตมีอิทัปปัจจยตาเป็นอารมณ์ จะทำให้อยู่เป็นสุขมากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ทุกข์เลยก็ได้ ๓ เรียกว่าเป็นอยู่ด้วยปัญญา คือมีปัญญาเข้าถึงความจริงตามธรรมชาติ อันได้แก่ความเป็นเช่นนั้นเอง หรือ ตถตา **ตถาคต** คือ ผู้เข้าถึงตถตา ตามปรกติเราจะมีความหงุดหงิดรำคาญเป็นเจ้าเรือน ทำให้อยู่ไม่สบายและลดทอนสมรรถนะ ของเรา ทำให้จิตขุ่นมัวหรือไม่แจ่มใส ความหงุดหงิดรำคาญคือความโกรธอย่างอ่อนๆ เกิดจากความไม่ ถูกใจในเรื่องต่างๆ เช่น คำพูด เหตุการณ์ ความไม่เป็นไปตามความคาดหวัง แต่ถ้าปัญญาเห็นความ เป็นอิทัปปัจจัยตาอยู่เสมอๆ ความหงุดหงิดรำคาญจะหายไป อยู่สบายยิ่งนัก ลองจินตนาการดูว่าถ้า ท่านไม่มีความหงุดหงิดรำคาญเลย จิตใจจะแจ่มใสและอยู่สบายเพียงใด ท่านสามารถทำให้จินตนาการ เป็นความจริงได้ และบัดนี้จะเข้าใจว่า ที่ว่าปัญญายังให้เกิดสุข และเข้าใจหลักการใหญ่ทาง พระพุทธศาสนาว่า **อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์** วิชชา ช ช้าง ๒ ตัว เป็นศัพท์ทางพุทธ หมายถึง รู้ความจริง หรือปัญญา อวิชชา (ความไม่รู้ หรือ ขาดปัญญา) เป็นเหตุตั้งต้นของความทุกข์ ความไม่รู้ทำให้ยึดมั่นในตัวตน ความมีตัวตนหรือความเห็นแก่ตัว ทำให้ขัดแย้งกับความจริง ตามธรรมชาติที่ไม่มีตัวตน มีแต่ความเป็นกระแสของเหตุปัจจัย ความขัดแย้งทำให้เกิดความบีบคั้น ความบีบคั้นคือความทุกข์ มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวก็จริง แต่ไม่ได้เห็นแก่ตัวตลอดเวลา ขณะเห็นแก่ตัวจะเครียดและทุกข์ หรือทุรนทุราย เพราะมันไม่ได้สมใจอยาก แต่ยามใดที่ไม่เห็นแก่ตัวจะเบาเนื้อเบาตัว ผ่อนคลาย และมี ความสุข สงบเย็น ไม่เร้าร้อน ทุรนทุราย ความสงบเย็นภาษาบาลีเรียกว่า **นิพฺพาน** นิพฺพานเป็นคำธรรมดาๆ ที่แปลว่าสงบเย็น อะไรที่ สงบเย็นก็เรียกว่านิพฺพาน ถ่านที่ติดไฟลุกแดงและร้อน เมื่อดับและสงบเย็นก็เรียกว่ามันนิพฺพาน ๔ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดว่านิพพานเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องสุดเอื้อม เป็นเมืองนิพพานที่อยู่ไกลแสนไกลไปไม่ถึง แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวหรือเรื่องที่อยู่ในตัว ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า นิพพานอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก หรืออยู่ตรงหน้าผาก ## ทุกคนเคยชิมนิพพานซึมลองกันมาแล้ว คือความสงบเย็น หรือความสุขยามไม่เห็นแก่ตัว มนุษย์ในทุกวัฒนธรรมได้ค้นพบด้วยประสบการณ์ตนเองว่า ถ้าเอาจิตใจออกจากความคับแค้นในตนเอง จะเบาเนื้อเบาตัว เป็นอิสระ มีความสุขอันประณีต แต่ก็ไม่รู้จะเรียกสภาวะนี้ว่าอะไร เรียกว่าความเป็นทิพย์บ้าง สวรรค์บ้าง บรมสุขบ้าง ตัวตนหรือความเห็นแก่ตัวนั้นคับแคบ เมื่อคับแคบจึงบีบคั้นบีบคั้น ทำให้ไม่เป็นอิสระและไม่มีความสุข แต่เมื่อจิตออกจากความคับแคบของตัวเอง ไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่ใหญ่กว่าจึงเป็นอิสระและเป็นสุข อิสรภาพและความสุขจึงเป็นสิ่งเดียวกัน นี่อธิบายว่า ทำไมเมื่อมนุษย์เห็นทะเล ภูเขา ท้องฟ้า ป่าไม้ แล้วมีความสุข เพราะจิตออกจากความคับแคบในตัวเอง ไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่ใหญ่กว่าตัว นี่เป็นที่มาของความคิดเรื่องพระเจ้า (God) ว่าพระเจ้าคือธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด หรือความคิดฮินดูที่ว่า มีจิตใหญ่ หรือมหาตมัน จิตในตัวมนุษย์หรืออาตมันเป็นจิตเล็ก ถ้าจิตเล็กเข้าไปรวมกับจิตใหญ่หรือมหาตมัน จะทำให้บุคคลเป็นอิสระ ประสบบรมสุข เมื่อเราเข้าใจเรื่องความสุขจากการลดตัวตนให้เล็กลง โดยเอาจิตไปเชื่อมโยงกับอะไรที่ใหญ่กว่าตัวตนมาก ก็จะเข้าใจวิธีสร้างสุขมากมายหลายวิธี เช่น การแผ่เมตตา การช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่น การเอาจิตเชื่อมกับธรรมชาติ การสวดมนต์ การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า สำหรับทางพุทธศาสนาคือ ความว่างจากตัวตน ทำให้เกิดความสงบเย็น คือสภาวะนิพพาน ถ้าจิตว่างจากตัวตนเมื่อใดก็นิพพานเมื่อนั้น อาจเป็นนิพพานชั่วคราว หรือนิพพานซึมลอง ## ทุกคนเคยสัมผัสนิพพานซึมลองมาแล้ว ๕ นั่นคือในขณะที่เห็นแก่ผู้อื่นหรือสิ่งอื่น ว่างจากความเห็นแก่ตัว ขณะนั้นมีความสุขอย่างยิ่ง ขอให้ทบทวนดูว่าท่านเคยมีประสบการณ์อย่างนี้บ้างไหม คือขณะที่ไม่เห็นแก่ตัวแล้วรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ ปีติ มีความสุขซาบซ่านไปทั้งเนื้อทั้งตัว นั่นแหละรสของนิพพาน นิพพานไม่ได้อยู่ไกลสุดเอื้อม แต่อยู่ในเนื้อในตัวของทุกคน ทุกคนมีนิพพานธาตุในตัว พยายาม ทำให้เกิดบ่อยๆ และอยู่นานขึ้นๆ จนอยู่ถาวร เราก็จะมีความสุขอย่างถาวร การบ้านในวันนี้มีอยู่ ๒ ข้อ คือ ๑. **ทำความเข้าใจอิทัปปัจจยตา** หรือความเป็นกระแสของเหตุปัจจัย หรือความเป็นเหตุเป็นผลของ สรรพสิ่ง จนเข้าไปเป็นโปรแกรมในสมอง โดยอ่านหนังสือชื่อ "อิทัปปัจจยตา" โดย ท่านอาจารย์ พุทธทาสภิกขุ จะอ่านหนังสือเล่มหรือออนไลน์จากหอจดหมายเหตุพุทธทาสก็ได้ อ่านซ้ำๆ จน เข้าใจและขึ้นใจ และคิดถึงความเป็นกระแสของเหตุปัจจัยในสิ่งรอบๆ ตัวไว้เสมอๆ เช่น เรากินข้าว ก็ให้รู้ความเป็นเหตุปัจจัยของการที่เรามีข้าวกิน เช่น ต้องมีเมล็ดข้าวเปลือก มี ชาวนาหว่านข้าว มีที่นา ในนามีปุ๋ย มีน้ำ มีพลังงานจากแสงอาทิตย์ มีออกซิเจนในอากาศ เมล็ด ข้าวงอกเป็นต้นข้าว ต้นข้าวเติบโตออกรวง มีการเก็บเกี่ยว มีการฝัดข้าว สีข้าว บรรจุลงกระสอบ ขนส่งมาขาย มีการซื้อ นำมาหุงจนเป็นข้าวสุก มีกระแสของเหตุปัจจัยหนุนเนื่องจนกว่าจะเป็น ข้าวที่เรากิน เรื่องน้ำก็เช่นเดียวกัน เรื่องเสื้อผ้าก็เช่นเดียวกัน พัดลม ไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน ล้วนเกิดจาก กระแสของเหตุปัจจัยหนุนเนื่องยืดยาว ถ้าเราหัดให้เห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งไว้เสมอๆ เรา จะระลึกรู้ว่าชีวิตของเราเป็นไปได้เพราะคนอื่นและสิ่งอื่น เราจะมีความกตัญญูต่อสรรพสิ่ง มี ความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เย่อหยิ่งยโสโอหัง เอาตนเป็นใหญ่ มีปัญญาเข้าถึงความจริงตาม ธรรมชาติ มีความกลมกล่อม กลมกลืน บรรสานสอดคล้อง (Harmony) กับธรรมชาติ หรือธรรม มีความสุข และเป็นบ่อเกิดความสุขสมดุลของผู้อื่นและสรรพสิ่ง ฝึกให้เห็นอิทัปปัจจยตาเป็นวิสัย นึกถึงอิทัปปัจจยตาเมื่อใด ก็หายทุกข์เมื่อนั้น ๖ ๒. ทำความเข้าใจคำว่านิพพาน ซึ่งแปลว่าสงบเย็น เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวคนทุกคนอยู่แล้ว ไม่ใช่เมืองนิพพานที่อยู่ห่างไกลไปไม่ถึง ต้องใช้เวลาหลายแสนชาติตามสำนวนบางสำนวน ทุกคนเคยมีประสบการณ์นิพพานชิมลองกันมาแล้ว เรามีความเห็นแก่ตัวก็จริงแต่ไม่ได้เห็นแก่ตัวตลอดเวลายามใดที่ไม่เห็นแก่ตัวก็สงบเย็น นั่นคือนิพพานชิมลอง เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวทุกคนแล้ว ความว่างจากตัวตนคือนิพพาน ความว่างเป็นศูนย์ ภาษาบาลีว่า สุญญตา ภาษาสันสกฤตว่า ศูนย์ตา ฝึกให้เข้าถึงความว่างบ่อยๆ อาจบริกรรมว่าสุญญตาๆ หรือศูนย์ตาๆ หรืออนัตตาๆ ก็ได้ นึกถึงความว่างเมื่อใดก็มีความสงบเย็นเมื่อนั้น นี้เป็นการบ้าน ๒ ข้อ ที่ให้ไว้ในการบรรยายครั้งที่ ๑ คือ อิทัปปัจจยตา และศูนย์ตา คิดถึงอิทัปปัจจยตาและศูนย์ตาเมื่อใดก็มีความสุขเมื่อนั้น นี่คือทางลัดตรงสู่การสร้างสุขที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอเนิ่นช้า หรือเสียเวลากับรายละเอียดที่มากเกิน ตรงเข้าสู่หัวใจของธรรม หรือความจริงธรรมชาติเลย ตั้งแต่การบรรยายครั้งแรก ครั้งต่อๆ ไป ก็จะเป็นวิธีต่างๆ ที่เพิ่มพูนความเข้าใจและเคล็ดของการปฏิบัติ ขอให้เวลา ๒ สัปดาห์ต่อจากนี้ เป็นเวลาที่ท่านค้นพบการสร้างสุข ด้วยปฏิปทา ๒ ประการที่ฝากไว้ --- ๗ PASET PRAWASE FOR SOCIAL EMPOWERING TRANSFORMATION พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ๑๒ เรื่อง ๑๒ เดือน ทุกวันศุกร์ สัปดาห์ที่ ๒ ตลอดปี ๖๖ ณ สวนโมกข์ กรุงเทพ ความจริง ตามธรรมชาติ ๑๓ ม.ค. ๖๖ ๑๓.๓๐ - ๑๕.๓๐ โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี ๑๒.๓๐ รับประทานอาหารกลางวัน ๑๓.๓๐ บรรยาย ๑๔.๑๕ อภิปราย ถาม-ตอบ ๑๕.๐๐ สรุป BBA SAKONBIHORNSUP สสส มูลนิธิปัตย์-สากลไทย LIVE f กิจกรรมสวนโมกข์ กรุงเทพ ลงทะเบียนเข้างาน

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

จิตใจ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2022

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
22% Match
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
17% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
14% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

จิตใจ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2022

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้