auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

โอกาสของพรรคการเมืองในการร่วมทำสิ่งใหม่ที่ดี กรณี พรบ.สื่อมวลชน

chrome_reader_modeคำอธิบาย

บทความนี้ผู้เขียนกล่าวถึงเรื่องโอกาสของพรรคการเมืองในการร่วมทำสิ่งใหม่ที่ดี กรณี พรบ.สื่อมวลชน ประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้ 1) การร่วมทำสิ่งใหม่ที่ดีง่ายกว่าการแก้ปัญหาเก่า 2) ความเข้าใจผิดคิดว่าอุปสรรคอยู่ที่นักการเมือง 3) การสื่อสารให้คนไทยรู้ความจริงอย่างทั่วถึง คือสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง 4) ร่าง พรบ.ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน 5) การสื่อสารที่ดีคืออะไร และยากลำบากอย่างไรในสังคมปัจจุบัน และ 6) ทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง และกระแสสังคม

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# โอกาสของพรรคการเมืองในการร่วมทำสิ่งใหม่ที่ดี ## กรณีพรบ.สื่อมวลชน ประเวศ วะสี (๑๔ มกราคม ๒๕๖๕) ## การร่วมทำสิ่งใหม่ที่ดีง่ายกว่า ### การแก้ปัญหาเก่า การแก้ปัญหาเก่านั้นยากและมักทำให้แตกแยก เพราะปัญหาเก่ามีรากยาวไกล และมีบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก คนและองค์กรที่เกี่ยวข้องก็จะต่อสู้ ป้องกัน ตอบโต้ หรือถึงกับพยายามทำร้ายผู้พยายามแก้ปัญหาเก่า เกิดความบาดหมาง ขัดแย้ง ติดขัด จนประเทศไม่สามารถเคลื่อนสู่อนาคตได้ เพราะติดอยู่ในอดีต แต่สิ่งใหม่ที่ดีไม่มีศัตรู เหมือนปัญหาเก่า จึงสามารถร่วมกันได้และเกิดความยินดีต่อกัน เมื่อร่วมกันทำสิ่งใหม่ที่ดีบ่อยๆ ก็จะทำให้รักกันมากขึ้น เชื่อถือไว้วางใจกันมากขึ้น เกิดความมุ่งมั่นร่วมกันมากขึ้น **คนไทยไม่เคยมีความมุ่งมั่นร่วมกัน** ต่างคนต่างไปคนละทาง เมื่อใดคนไทยมีความมุ่งมั่นร่วมกัน สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็จะเป็นไปได้ การร่วมทำสิ่งใหม่ที่ดีมีอานิสงส์ถึงเพียงนี้ ๑ # ๒ ## ความเข้าใจผิดคิดว่าอุปสรรคอยู่ที่นักการเมือง คนทั่วไปมักคิดว่าอุปสรรคใหญ่ของประเทศอยู่ที่การเมือง ถ้าการเมืองดีทุกอย่างจะดี โดย ตรรกะก็น่าจะคิดดังนั้น แต่ตรรกะยังไม่ใช่ความจริง ความจริงจากประสบการณ์ของเราที่ขับเคลื่อน เรื่องต่างๆ ไม่เป็นเช่นนั้น เราพบว่าถ้าใช้หลักการที่เรียกว่า "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" เรื่องดีๆ ก็ เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไรก็ตาม "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ประกอบด้วยองค์ ๓ เข้ามา บรรจบกัน คือ ๑. การสร้างความรู้ ๒. การเคลื่อนไหวสังคม ๓. การเมือง หรือนโยบาย หรืออำนาจรัฐ ดังในรูป ``` ความรู้ / \ สังคม การเมือง ``` "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ๒ เรื่องที่เขยื้อนได้ยาก ภูเขา ถ้าใช้สามเหลี่ยมดังกล่าวก็เขยื้อนได้ ถ้าเพียง ๑ หรือ ๒ ก็ยังเขยื้อน ไม่ได้ ๓ สิ่งที่ยากที่สุดคือการสร้างความรู้ ความรู้ในที่นี้หมายถึง การสังเคราะห์นโยบาย ซึ่งนักวิชาการ ขาดสมรรถนะ และทำน้อยมาก เพราะนักวิชาการคิดเชิงเทคนิคหรือวิชาการ แต่นโยบายเป็นเรื่องของ ระบบและการจัดการ นักวิชาการเกือบทั้งหมดขาดสมรรถนะในการคิดเชิงระบบและการจัดการ ฉะนั้น อุปสรรคที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ตรงนี้ คือการขาดการสังเคราะห์นโยบายสาธารณะที่ดีๆ ถ้าขาดตรงนี้ ไม่ว่า การเมืองจะดีอย่างไรก็ทำเรื่องดีๆ ไม่สำเร็จ แต่ไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไรๆ ตามเหตุปัจจัยที่มันเป็น ถ้ามีการสร้างความรู้คือ สังเคราะห์นโยบายและการเคลื่อนไหวสังคม เรื่องดีๆ ก็เกิดขึ้นได้ ในการปฏิรูประบบสุขภาพ มีการออกกฎหมายสร้างองค์กรหลายองค์กรขึ้นมาเป็นเครื่องมือ เช่น สวรส. สสส. สปสช. สช. สรพ. เราพบว่าการเจรจาขอความสนับสนุนจากนักการเมืองเป็นเรื่อง ง่ายที่สุด นักการเมือง ไม่ว่าใครจะว่าเขาดีเลวอย่างไรล้วนต้องการมีผลงาน เพราะฉะนั้นเมื่อมีการ สังเคราะห์นโยบายที่ดี น่าเชื่อถือ มาเสนอทำไมเขาจะไม่อยากรับ เมื่อปี ๒๕๓๗ ประธานรัฐสภาตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) คพป. เสนอให้ มีการปฏิรูปการเมือง โดยเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งเป็นเรื่องยากสุดๆ แต่ก็สำเร็จเพราะใช้ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" โดยคพป.ทำหน้าที่สร้างความรู้และเคลื่อนไหวสังคม เมื่อเรื่องนี้เสนอเข้า รัฐสภา ทุกพรรคการเมืองสนับสนุนหมด อันนำไปสู่รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ประชาชน สังคมไทยยังเรียนรู้หลัก "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" น้อยไป จึงเข้าไปสู่ความเข้าใจผิดและความ ยากลำบากในการทำสิ่งดีๆ ๔ # ๓ ## การสื่อสารให้คนไทยรู้ความจริงอย่างทั่วถึง คือสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ระบบที่ดีที่สุดในโลกคือร่างกายมนุษย์ ที่มีความหลากหลายสุดประมาณ แต่บูรณาการกันอย่างสมบูรณ์จึงมีความสมดุล ทำให้เรามีสุขภาพดีและอายุยืน ระบบร่างกายเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารที่รู้ถึงกันโดยทั่วตลอด ทำให้รักษาความสมดุล ถ้าไม่รู้หรือรู้ไม่ตรงกันก็จะปั่นป่วนวุ่นวาย สังคมก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีระบบการสื่อสารให้ผู้คนรู้ความจริงโดยทั่วถึง ก็จะทำให้เกิดบูรณภาพและดุลยภาพ หรือความเป็นปรกติสุขได้ คนไทยทั้งประเทศ จึงควรให้ความสนใจเรื่องระบบการสื่อสารที่จะทำให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง ## ระบบสื่อสารมวลชนที่ดีจึงมีความจำเป็น ๕ ร่างพรบ.ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ขอเรียกสั้นๆ ว่าร่างพรบ.สื่อสารมวลชน ผ่านมติครม. เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๕ กำลังถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ร่างพรบ.ฉบับนี้ ถูกนำเสนอโดย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งเดิมชื่อว่าสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่ผู้นำที่เป็นผู้ใหญ่ในวงการหนังสือพิมพ์ร่วมกันก่อตั้งขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมคุณภาพของการสื่อสารโดยหนังสือพิมพ์ แต่ต่อมาเห็นว่าการสื่อสารมวลชนมีหลายช่องทาง จึงเปลี่ยนชื่อดังกล่าว ความคิดเบื้องต้นคือคุณภาพของนักข่าว ถ้านักข่าวมีคุณภาพสูงก็จะทำให้ข่าวสารที่สื่อสารออกไปมีคุณภาพสูง แต่นักข่าวในประเทศไทยไม่มีระบบสนับสนุน อยู่ในสภาพที่เรียกว่า คุ้ยเขี่ยหากินเอง ตามบุญตามกรรม ไม่มีระบบการฝึกอบรมและมาตรฐานวิชาชีพ ถ้าถูกนายจ้างกดเงินเดือน และไม่มีความมั่นคง อาจถูกไล่ออกโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรเมื่อใดก็ได้ เพราะเหตุนี้ทำให้การข่าวแบบสืบสวนหาความจริง หรือ IJ (Investigative journalism) ทำไม่ได้ เป็นเครื่องมือต่อต้านคอร์รัปชั่นที่สำคัญที่สุด เพราะนักข่าวที่เก่งสามารถสืบสวนหาความจริงและนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ ในประเทศไทยทำไม่ได้ เพราะถ้านักข่าวคนใดทำเช่นนั้น ผู้มีอิทธิพลที่ได้รับผลกระทบก็จะบีบมาทางเจ้าของสิ่งพิมพ์นั้น เป็นผลให้นักข่าวที่ทำ IJ ถูกไล่ออก สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ในหลายสิบปีที่ผ่านมาได้พยายามจัดการฝึกอบรมนักข่าวด้วยความยากลำบาก เพราะไม่มีทุนอะไรอยู่ในมือเลย อันแสดงถึงการขาดนโยบายของประเทศในเรื่องมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เมื่อกว่า ๒๐ ปีมาแล้ว ดร.บุญรักษ์ บุณญะเขตมาลา อดีตคณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เคยบอกผมว่า ถ้ามีงบประมาณสัก ๔๐๐ ล้านบาท ท่านรับจะอบรมนักข่าวให้มีคุณภาพสูง ๑,๐๐๐ คน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยน คำพูดนี้แสดงความสำคัญของมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ๖ นายกสภากาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งพยายามจัดฝึกอบรมนักข่าวให้มีคุณภาพด้วยความ ยากลำบาก เป็นผู้นำเสนอร่างพรบ.ฉบับนี้ ด้วยจุดประสงค์จะให้เป็นเครื่องส่งเสริมจริยธรรมและ มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเป็นระบบ ๗ # ๕ การสื่อสารที่ดีคืออะไร และยากลำบากอย่างไร ในสังคมปัจจุบัน อาจถือว่าการสื่อสารที่ดีตามที่พระพุทธเจ้าสอนคือ "สัมมาวาจา" สัมมาวาจา ประกอบด้วย ๑. จะพูดอะไรต้องเป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง ๒. พูดเป็นปิยววาจา ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดส่อเสียด ยุยง ให้เขาแตกกัน ๓. พูดถูกกาละเทศะ ๔. พูดแล้วเกิดประโยชน์ ถ้าใช้หลัก ๔ ข้อนี้เข้าจับการสื่อสารอย่างที่ทำกันในปัจจุบัน ก็จะเห็นปัญหา ยิ่งสังคมปัจจุบันเป็นระบบซับซ้อน ยิ่งยากที่จะรู้ว่าอะไรคือความจริง อะไรมีประโยชน์ ไม่มี ประโยชน์อย่างไร ยกตัวอย่างวิกฤตโควิดในปัจจุบันซึ่งมีหลายแง่หลายมุมหลายมิติที่เชื่อมโยงกัน ถ้าไม่ เห็นช้างทั้งตัวคือเห็นทั้งหมด แล้วสื่อออกไปแบบตาบอดคลำช้าง คือ รู้เป็นส่วน ๆ โอกาสที่จะมี ผลกระทบทางลบมีมาก เหมือนคนตาบอดที่ทะเลาะกันวุ่นวาย ฉะนั้น สมรรถนะของผู้สื่อ ที่จะเข้าใจระบบที่ซับซ้อนและความจริงที่ซ่อนอยู่ ตลอดจนสามารถ ประเมินได้ว่าถ้าสื่ออะไรอย่างไร เมื่อใด จะเกิดประโยชน์หรือโทษมากน้อยเพียงใด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ปัญหาอยู่ที่เมื่อมีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนตามพรบ.ฉบับนี้แล้ว จะจัดการฝึกอบรมผู้สื่ออย่างไร จึง จะมีสมรรถนะในการสื่อความจริงให้รู้กันอย่างทั่วถึง จะส่งไปเรียนวิชาเป็นวิชาๆ ในมหาวิทยาลัยก็ใช้ ไม่ได้เพราะวิชาก็เป็นวิชาๆ ยังไม่ใช่ความจริง ระบบการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ทำให้คนไทยไม่รู้ ความจริงบนแผ่นดินไทย เมื่อไม่รู้ความจริงก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้ มหาวิทยาลัยก็เป็นกำลังสำคัญ หาก สร้างสมรรถนะใหม่ โดยรู้ความจริงบนแผ่นดินไทย และรู้ความจริงในความซับซ้อน ฉะนั้น ถ้าพรรคการเมืองสนับสนุนร่างพรบ.สื่อสารมวลชนฉบับนี้ กรุณาช่วยพิจารณาประเด็น สำคัญนี้ด้วยว่า จะมีวิธีฝึกอบรมให้มีสมรรถนะสูงในการสื่อสารความจริงที่เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ๘ "ความจริงมีชัยเหนือทุกสิ่ง" และแม้เมื่อพรบ.นี้คลอดออกมาใช้แล้ว พรรคการเมืองกรุณาติดตาม ช่วยเหลือ แก้ไขอุปสรรค ขัดข้อง ให้ปฏิบัติได้ดี ก็จะเป็นประโยชน์กับบ้านเมืองเป็นอย่างสูง และกับพรรคการเมืองเองด้วย ๙ # ๖ ## ทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง และกระแสสังคม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ควรส่งบรรณาธิการไปสัมภาษณ์พรรคการเมือง ทีละพรรคๆ ว่าเห็นด้วยกับร่างพรบ.สื่อสารมวลชนฉบับนี้ไหม จะพบด้วยความชื่นใจว่า พรรคการเมืองล้วนอยากทำเรื่องดีๆ นำคำตอบของพรรคการเมืองขึ้นพาดหัวข่าว ทยอยกันทีละพรรคๆ ก็จะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง ไปกระตุ้นให้เกิดกระแสสังคม การเป็นประเด็นทางการเมืองและเกิดกระแสสังคมเรื่องนี้ก็จะหยุดไม่ได้ ดำเนินไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งเป็นผลงานร่วมกันตามหลักการ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" และทำให้ติดใจ ว่านโยบายดีๆ จะยากเพียงใดก็สามารถทำให้สำเร็จได้ ถ้ามีการทำงานร่วมกัน เรื่องที่ซับซ้อนและยาก ใครคนใดคนเดียวทำให้สำเร็จไม่ได้ ต้องอาศัยพลังร่วม (Collectivity) จะเลยไปทำให้เข้าใจ P4 (Participatory Public Policy Process) หรือ "กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม" หรือการขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจรไปสู่ความสำเร็จ โดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ซึ่งจะทำให้สำเร็จทุกอย่าง เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและการเมืองดีขึ้นด้วย เพราะการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนโยบาย ในยุคสมัยแห่งความซับซ้อนและยาก อำนาจ เงิน การวิพากษ์วิจารณ์ หรือการใช้ความรู้สำเร็จรูป ไม่ได้ผลแล้ว แต่ต้องใช้การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ที่ก่อให้เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) และผลอันมหาศจรรย์ ขอเพื่อนคนไทยช่วยกันทำความเข้าใจและร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายที่ดีต่างๆ ไปสู่ความสำเร็จ เพื่อความถูกต้องดีงามในบ้านเมืองของเรา --- ๑๐ PQET โอกาสของพรรคการเมืองในการร่วมทำสิ่งใหม่ที่ดี กรณี พรบ.สื่อมวลชน ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

14 January 2022

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
25% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
23% Match
ปฏิรูปตำรวจ: ประชาชนถนอมรักตำรวจ – ตำรวจถนอมรักประชาชน
18% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• ไทย -- การเมืองและการปกครอง

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

14 January 2022

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้