auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เนื้อหาในเอกสารเป็นปาฐกถา เพื่อฉลองอายุครบ 80 ปี ศาสตราจารย์เกียรติคุณอารี วัลยะเสวี ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 20 ตุลาคม 2548 โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้กล่าวถึงเรื่อง โรงเรียนแพทย์ – ช้างที่บินได้ ประกอบด้วย 1) โรงเรียนแพทย์ : สถาบันที่มีเกียรติ ศักดิ์ศรี และศักยภาพ 2) ความเป็นองค์กรพหุวัตถุประสงค์และภาระหนักเกินตัวของโรงเรียนแพทย์ 3) พลังมหาวิทยาลัยหมดไปด้วยการบริหารกฎระเบียบ 4) วิกฤตระบบบริการสุขภาพ – ความท้าทายต่อโรงเรียนแพทย์ 5) โรงเรียนแพทย์กับทฤษฎีสุขภาพ 6) โรงเรียนแพทย์กับระบบสุขภาพ 7) นวัตกรรม 8 ประการที่โรงเรียนแพทย์อาจทำ 8) วิธีทำงาน
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
โรงเรียนแพทย์ – ช้างที่บินได้ โดย ประเวศ วะสี ปาฐกถา ฉลองอายุครบ ๘๐ ปี ศาสตราจารย์เกียรติคุณอารี วัลยะเสวี ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๘ ๑ สารบาญ ปูชนี ยกถา หน้า ๑. โรงเรียนแพทย์ : สถาบันที่มีเกียรติ ศักดิ์ ศรี และศักยภาพ ๒ ๒. ความเป็ นองค์กรพหุวตั ถุประสงค์ ๔ และภาระหนักเกิ นตัวของโรงเรียนแพทย์ ๓. พลังมหาวิ ทยาลัยหมดไปด้วยการบริ หารกฎระเบียบ ๕ ๔. วิ กฤตระบบบริ การสุขภาพ – ความท้าทายต่อโรงเรียนแพทย์ ๖ ๕. โรงเรียนแพทย์กบั ทฤษฎีสขุ ภาพ ๘ ๖. โรงเรียนแพทย์กบั ระบบสุขภาพ ๑๑ ๗. นวัตกรรม ๘ ประการที่โรงเรียนแพทย์อาจทา ๑๓ ๘. วิ ธีทางาน ๑๖ หน้าสุดท้าย ๑๗ ๒ ปูชนี ยกถา ในการทีบ่ รรดาลูกศิษย์จดั งานเฉลิมอายุครบ ๘๐ ปี ของศาสตาจารย์นายแพทย์อารี วัลยะเสวี ในวันนี้ นับเป็ นการบูชาคนที่ควรบูชา ดังกถาที่ว่า ปูชาจปูชนี ยานัง เอตัมมังคลมุตมัง – การบูชา คนทีค่ วรบูชาเป็ นมงคลอันสูงสุด ผมเป็ นคนโชคดีท่ใี นชีวติ ได้พบและทางานร่วมกับ คนดีๆ จานวนมาก ผมรูจ้ กั ท่านอาจารย์ อารี มากกว่า ๔๐ ปี และมีโอกาสทางานใกล้ชดิ กับท่านในหลายเรื่อง ผมสังเกตว่าท่านมีใจอยู่ กบั ๓ เรือ่ งใหญ่ๆ คือ ๑. แพทยศาสตร์ศึกษา ๒. การวิ จยั ๓. ประโยชน์สขุ ของมหาชน ท่านจึงแบกรับภาระในการเป็ นคณบดีผู้ก่อตัง้ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดย ตัง้ ความหวังไว้ว่าจะเป็ นสถาบันที่ผลิตแพทย์ท่ที งั ้ มีความสามารถและมีหวั ใจที่จะทาประโยชน์ เพื่อ เพื่อนมนุษย์ ท่ าน สน ใจก ารวิ จ ั ย เกี่ ย วกั บ โภ ช น ศ าสต ร์ แ ล ะได้ ก่ อ ตั ้ง ส ถ าบั น วิ จ ั ย โภ ชน าก าร มหาวิทยาลัยมหิดล โดยตัง้ ความหวังจะวิจยั เพื่อสร้างความรูไ้ ปทาให้เพื่อนมนุษย์มสี ุขภาพดี ท่ านอาจารย์อ ารีม ีค วามอารีต่ อ ลูก ศิษ ย์ลู ก หาและคนโดยทัว่ ไป ท่ า นเป็ น คณบดีใ นช่ ว ง เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และนักศึกษารามาธิบดีกไ็ ด้ช่อื ว่าหัวก้ าวหน้า มากที่สุด ท่านอาจารย์อารีไม่ได้มหี วั เอียงซ้ายแต่อย่างใด ถ้าจะต้องพูดว่าเป็ นอะไรก็อาจกล่ าวได้ว่า เป็ น Compassionate liberal ท่านได้ช่วยประคับประคองนักศึกษาไม่ให้บอบช้าทางจิตใจมากเกินใน สถานการณ์การเมืองในช่วงนัน้ ท่านอาจารย์อารีเป็ นครูแพทย์ท่สี นใจงานสาธารณสุขมาก ซึ่งนับว่าหาได้ยาก ในช่วงที่ท่าน เป็ น คณบดี ห้อ งประชุ ม ที่ส านั ก งานคณบดีเป็ น ที่ป ระชุ ม ผู้ ท่ีส นใจระบบสาธารณสุ ข ทัง้ ที่ม าจาก กระทรวงสาธารณสุขและจากมหาวิทยาลัย เป็ นกลุ่มที่อยากเห็นประชาชนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้ า หรือ Health For All คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ช่อื ว่าได้รเิ ริม่ เวชศาสตร์ชุมชนอย่างเอาจริงเอาจัง ขณะที่เป็ นสถาบันที่ให้บริการทางการแพทย์ขนั ้ ตติยภูม ิ ลูกศิษย์ของรามาธิบดีหลายคนได้ออกไป ทางานในชนบท และเป็ นผูท้ ม่ี บี ทบาทสาคัญในการปฏิรปู ระบบสุขภาพไทยในระยะต่อมา อาจารย์อารีดารงตาแหน่ งประธานมูลนิธสิ ดศรี – สฤษดิ ์วงศ์ มูลนิธนิ ้ีสนใจส่งเสริมนวัตกรรม ทางการศึกษา ได้เป็ นองค์กรทีจ่ ดุ ประกายเรือ่ งการปฏิรปู การศึกษา ซึง่ ต่อมาสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติได้รบั ลูกไปผลักดันต่อไป มูลนิธฯิ ยังมีโครงการที่ทาสื่อในรูปต่างๆ เพื่อสนับสนุ น การปฏิรูปการศึก ษา ถ้าท่านผู้ใดอ่านมติชนรายวันฉบับวันเสาร์จะเห็นว่ามีคอลัมน์ “จิตวิวฒ ั น์ ” ซึ่ง ๓ ประทับ ตราว่ามาจากแผนงานพัฒ นาจิต ภายใต้มูล นิ ธ ิส ดศรี – สฤษดิว์ งศ์ ซึ่ง สนใจที่จะส่ ง เสริม กระบวนการพัฒ นาจิต ส านึ ก ใหม่ (New Consciousness) เพื่อ ท าให้ ม นุ ษ ย์ ก้ าวข้ามวิก ฤตการณ์ ปั จจุบนั ได้ ท่านอาจารย์อารีอาจจะได้รบั รางวัลมากหลายเกี่ยวกับการวิจยั แต่ด้วยหัวใจของความเป็ น มนุษย์ทอ่ี ุทศิ ตัวเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน ท่านได้รบั รางวัลรามอนแมกไซไซอันทรงเกียรติ เพื่อเป็ นอาจาริยบูชา ผมขอนาสถาบันที่ท่านมีความรักและผูกพัน คื อโรงเรียนแพทย์ขน้ึ มา วิสชั นาถึงสถานภาพและศักยภาพ เพื่อเป็ นช่องทางทีจ่ ะช่วยกันส่งเสริมให้มคี วามบริบูรณ์ยงิ่ ๆ ขึน้ ไป และสามารถเป็ นทีพ่ ง่ึ ของสังคมในยามทีป่ ระสบปั ญหาซับซ้อนและยากจนวิกฤตด้วยประการทัง้ ปวง โรงเรียนแพทย์ สถาบันที่มีเกียรติ ศักด์ ิ ศรี และศักยภาพ ในประเทศไทยจะหาสถาบันทางสังคมใดที่มเี กียรติ มีศกั ดิ ์ศรี และมีศกั ยภาพเท่าโรงเรียน แพทย์ได้ยาก ความเป็ นสถาบันเกิดจากการมีความรู้ มีความดี ให้บริการ และให้การศึกษาแก่สงั คม ได้ กว่าที่สงั คมจะให้เกียรติยอมรับนับถืออาชีพหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งจนมีความเป็ นสถาบันได้ จะต้องมีประวัตกิ ารทาความดีมายาวนาน ความดีทาให้เกิดทุนทางสังคม ทัง้ นี้ขน้ึ กับค่านิยมของสังคม ในแต่ละสังคมด้วย สังคมไทยให้คุณค่ากับอาชีพแพทย์สงู มาก ใครมาเป็ นแพทย์กเ็ รียกว่าได้รบั คุณค่า ที่สงั คมมอบให้ไปโดยอัตโนมัติ ทาให้อยู่ในฐานะที่ดี หรือมีทุนของสังคมที่จะเป็ นฐานให้ทาอะไรดีๆ ต่อไปได้ง่าย พูดในมุมมองอื่นอาจเรียกว่าสังคมมีอคติท่ใี ห้คุณ ค่าแก่อาชีพต่างๆ ไม่เท่ากัน คนใน อาชีพอื่นบางคนเขาอาจจะมีคุณค่ าไม่ด้อยหรือเหนือกว่าแพทย์ แต่เขาไม่ได้มที ุนทางสังคมมากเท่า แพทย์ เนื่องจากอคติทางสังคมดังกล่า ว แพทย์จะต้อ งตระหนัก ในฐานะพิเ ศษที่ส งั คมมอบให้ ถ้า เราเข้า ใจความเชื่อ มโยงของสิง่ ต่างๆ จะมีความกตัญญูต่อสรรพสิง่ คือเราไม่ได้ดารงอยู่ได้ด้วยตัว ของเราเองโดยแยกส่วนจากสิง่ ทัง้ หลาย แต่เพราะความเชื่อมโยงของสรรพสิง่ ทัง้ ทีม่ องเห็นและมอง ไม่เห็น เราจึงอุบตั ขิ น้ึ และดารงอยู่ได้ จึงกล่าวว่าถ้ าเราตระหนักรูค้ วามเชื่อมโยงของเหตุปัจจัยต่างๆ ทาให้เรามีเราเป็ นอย่างที่เรามีเราเป็ น เราจะมีความกตัญญูต่อสรรพสิง่ เป็ นพื้ นฐานอยู่ในหัวใจ การมี ความกตัญญูอยูใ่ นหัวใจเป็ นนิจศีล จะทาให้เรามีความเมตตา กรุณา ปั ญญา และความสุข โรงเรียนแพทย์มบี ารมีเพราะความดีแต่ปางบรรพ์ ลองดูสถานภาพของโรงเรียนแพทย์ดว้ ยตาเปล่าจะเห็นคุณลักษณะเด่นๆ ดังต่อไปนี้ (๑) เป็ นที่ ให้ บริ การทางการแพทย์ในปัญหาที่ ยาก ทีเ่ รียกว่าบริการการแพทย์ระดับตติยภูม ิ ไม่ได้ หมายความว่าบริการทางการแพทย์ระดับตติยภูมสิ าคัญกว่าบริการระดับปฐมภูมแิ ละทุตยิ ภูม ิ แต่การ ๔ ทีส่ ามารถทาเรือ่ งยากๆ ได้ เช่น ต่อหลอดเลือดหัวใจ ผ่าตัดสมอง เปลีย่ นอวัยวะ รักษามะเร็ง เสมือน เป็ นสิง่ มหัศจรรย์ทช่ี ่วยชีวติ คนได้ ทาให้เกิดความเคารพนับถือและต้องการพึง่ พา (๒) เป็ นสถาบันผลิ ตแพทย์ ความเป็ นครูกเ็ ป็ นทีเ่ คารพอยู่แล้ว ความเป็ นครูแพทย์ก็ยงิ่ ได้รบั ความ เคารพนับถือ ทัง้ จากลูกศิษย์ ครอบครัว ญาติมติ รเพื่อ นฝูงของเขา ประชาชนทีน่ ิยมอยากให้ลูกหลาน ไปเรียนแพทย์กย็ อ่ มให้ความเคารพยกย่องโรงเรียนแพทย์เป็ นธรรมดา (๓) เป็ นที่ รวบรวมของคนเก่ ง ๆ จ านวนมาก เนื่ อ งจากอาชีพ แพทย์ได้รบั ความนิ ยมสูงสุ ด ใน ประเทศไทย จึงดึงดูดคนเก่งๆ เข้ามาเรียนแพทย์เป็ นจานวนมาก โรงเรียนแพทย์จงึ เป็ นที่กระจุกตัว ของคนมีไอคิวสูงอย่างค่อนข้างหนาแน่ น สามารถศึกษาหาความรู้ ทาการวิจยั สร้างความรูโ้ ดยมิยาก เกินไปนัก (๔) เป็ นสถาบันที่ มีอิทธิ พลทางการเมืองสูง คาว่าอิทธิพลทางการเมืองในทีน่ ้ีไม่ได้หมายถึงไปเล่น การเมือง แต่หมายถึงเป็ นทีเ่ กรงอกเกรงใจ และได้รบั ความสนับสนุ นจากทุกภาคส่วนของสังคมได้งา่ ย รวมทัง้ จากผู้มอี านาจในบ้านเมือง โรงเรียนแพทย์ให้บริการแก่คนทุกชัน้ ตัง้ แต่ คนยากคนจนไปจนถึง พระบรมวงศานุ วงศ์ พระสงฆ์องคเจ้า ไปจนถึงนักการเมือง ในขณะทีม่ หาวิทยาลัยที่ยากจนบางแห่ง ต้องกระเบียดกระเสียนใช้เงินออมไปซื้อที่ดนิ ผืนเล็กๆ ด้วยราคาแพง แต่โรงเรียนแพทย์บางแห่งมี นักการเมืองมาบอกให้ทด่ี นิ ผืนใหญ่พร้อมทัง้ เงินอีกเป็ นพันล้าน ในสหรัฐอเมริกา เมือ่ แพทย์ถูกตารวจจับเพราะขับรถเร็ว เมื่อรูว้ ่าเป็ นแพทย์กม็ กั จะปล่อยโดย ไม่ถูกใบสัง่ เพราะคิดว่าเขาคงจะรีบไปช่วยคนไข้ เพราะการมีผเู้ กรงอกเกรงใจสูง ถ้าแพทย์มคี วามรู้ และดารงอยู่ในความถูกต้อง จึงอยู่ในฐานะที่จะเป็ นกัลยาณมิตร หรือผูช้ กั นาสังคมไปสู่ความดีได้ง่าย ในขณะทีค่ นอื่นทาได้ยากกว่า แพทย์จงึ ไม่ควรเป็ นนักเทคนิคอย่างเดียว แต่ควรเป็ นกัลยาณมิตรของ สังคมด้วยพร้อมกันไป การเป็ นกัลยาณมิตรของสังคมไม่ได้แปลว่าทิ้งอาชีพแพทย์ เพราะความเป็ น แพทย์นนต่ ั ่ างหากจึงมีบารมีทางสังคม (๕) มี ค วามคล่ อ งตัว ในเรื่ อ งงบประมาณสู ง ในขณะที่ส ถาบัน การศึก ษาโดยทัว่ ไปไม่ ม ีค วาม คล่องตัวในเรือ่ งงบประมาณเลย มีน้อยและมีชา้ เสียจนหมดพลังสร้างสรรค์ แต่โรงเรียนแพทย์ดว้ ยการ ให้บริการ ด้วยการมีผู้ศรัทธาบริจาค และด้วยอิทธิพลทางการเมือง จึงอยู่ในฐานะที่ดกี ว่า คณะวิชา อื่นๆ เป็ นอันมาก ทาให้มคี วามคล่องตัวทีจ่ ะพัฒนาบุคลากรทีจ่ ะทาวิจยั หรือลงทุนการพัฒนาอื่นๆ โดยรวมโรงเรียนแพทย์เป็ นสถาบันที่มบี ารมีและมีศกั ยภาพสูงมากทีจ่ ะทาเรื่องดี ๆ ในขณะนี้ สังคมมีความซับซ้อนและปั ญ หายากๆ มากมาย แต่ส ถาบันทางสังคมต่ างๆ อ่อนกาลังลง ทัง้ ทาง ปั ญ ญาและทางศีล ธรรม ท าให้ แ ก้ ปั ญ หาหลัก ๆ ไม่ ไ ด้ ปั ญหาต่ า งๆ จะสะสมมากขึ้น และเกิ ด วิกฤตการณ์ทางสังคม คาถามก็คอื โรงเรียนแพทย์ในฐานะทีเ่ ป็ นสถาบันทีม่ บี ารมีและมีศกั ยภาพสูง จะ ใช้ความเป็ นกัลยาณมิตรของสังคมช่วยเหลืออะไรได้บา้ ง เรื่องนี้อาจจะมองได้หลายแง่ หลายมุม ด้าน หนึ่งโรงเรียนแพทย์มภี าระหนักเกินตัวอยู่แล้ว จะให้ไปรับภาระอะไรเพิม่ ขึ้นอีกทาไม่ได้ ในอีกด้านหนึ่ง โรงเรีย นแพทย์ม ศี ัก ยภาพที่ซ่อ นเร้น ประเด็นไม่ได้อ ยู่ท่โี รงเรียนแพทย์จะต้ อ งแบกรับภาระเก่ า ๕ แล้ว ไปรับทาอะไรเพิม่ ขึน้ อีก แต่อยู่ทก่ี ารค้นหาศักยภาพทีซ่ ่อนเร้น ลดภาระหนักลงและค้นพบวิธกี าร ทีโ่ รงเรียนแพทย์จะทางานวิชาการ และทาประโยชน์สุขต่อมหาชนได้มากขึน้ ความเป็ นองค์กรพหุวตั ถุประสงค์ (Multi-proposed) และภาระหนักเกินตัวของโรงเรียนแพทย์ ผมเคยเป็ นหัว หน้ าภาควิช าอายุร ศาสตร์ใ นโรงเรีย นแพทย์ท่ีใ หญ่ ท่ีสุ ด มีอ าจารย์ท่ีเป็ น ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ประมาณ ๗๐ คน ซึ่งบัดนี้เพิม่ เป็ นถึง ๙๙ คนแล้ว แม้เวลาผ่านไปเนิ่นนาน พอสมควร แต่ปัญหายังเหมือนเดิม คือ งานหนักเกิน ทัง้ เรื่องห้องฉุ กเฉิน ห้องพักค้า ง ห้องตรวจโรค นอกทัวไป ่ คลินิกเฉพาะโรค การดูคนไข้ในการสอนนักศึกษาแพทย์ การสอนแพทย์ประจาบ้าน งานที่ หนักเกินก่อความเครียดในระบบและลดพลังสร้างสรรค์ ถ้าถามว่าธรรมชาติขององค์กรในโรงเรียนแพทย์คอื อะไร ตอบว่าเป็ น องค์ก รพหุ ว ตั ถุ ป ระสงค์ (Multi-proposed) เรื่อ งบริการมีต งั ้ แต่ บ ริการปฐมภู ม ิ ทุต ิย ภูม ิ ตติย ภู ม ิ บริก ารฉุ ก เฉิน และบริก ารพิเ ศษอื่น ๆ ผู้ป่ วยมีท ัง้ ผู้ป่ วยสามัญ ผู้ป่ วยพิเ ศษ ผู้ป่วยวีไอพี เรือ่ งการศึกษามีทงั ้ ก่อนปริญญาและหลังปริญญา ยังมีเรือ่ งการวิจยั อีก องค์กรธุรกิจหรือ การเงิน เช่น ธนาคาร เป็ นองค์กรทีม่ วี ตั ถุประสงค์เดีย่ ว (Single - proposed) องค์กรทีม่ วี ตั ถุประสงค์ หลายอย่างบริหารยากกว่าองค์กรวัตถุประสงค์เดีย่ วมาก ปัญหาภาระหนักเกิ นตัวของโรงเรียนแพทย์เป็ นปัญหาของการขาดการจัดองค์กรที่ดี ในการสงครามเป็ นที่ทราบกันดีว่า กองทัพที่มกี าลังพลมากกว่า ถ้าจัดองค์กรไม่ดจี ะรบแพ้ เพราะฉะนัน้ กองทัพจาเป็ นต้องสนใจการจัดองค์กรเป็ นพิเศษ การจัดองค์กรของกองทัพจึงก้าวหน้า และมีประสิทธิภาพมากกว่าองค์กรทางพลเรือนมาก แม่ทพั ทีเ่ ก่งๆ มีช่อื เสียง เมือ่ ไปเป็ นรัฐมนตรีแล้ว เจ๊งทุกราย เพราะการจัดองค์กรทางการเมืองและทางราชการของกระทรวง เทียบไม่ได้เ ลยกับการจัด องค์กรของกองทัพ อาจารย์โรงเรียนแพทย์ทงั ้ หมดเชี่ยวชาญทางเทคนิค แต่ไม่ชานาญเรื่องการจัดองค์กร จึง แก้ปัญหาทางเทคนิค แต่ไม่ได้แก้ด้วยการจัดองค์กรให้เหมาะสมกับภารกิจและมีประสิทธิภาพ ภาระ หนักเกินตัวจึงแก้ไขไม่ได้และบันทอนศั ่ กยภาพของอาจารย์โรงเรียนแพทย์ (และอาจารย์อ่นื ๆด้วย เช่นกัน) รุน่ แล้วรุน่ เล่าอย่างน่าเสียดาย คณะผู้นาในโรงเรียนแพทย์ควรจะตีประเด็น เรื่องการจัดองค์กรให้ตก ควรมีผเู้ ชี่ยวชาญเรื่อง การจัดองค์กรทีเ่ ก่งมากจานวนหนึ่งในโรงเรียนแพทย์ ส่วนจะมีโครงสร้างอย่างใดที่ผเู้ ชีย่ วชาญชนิดนี้ จะอยู่ได้ในโรงเรียนแพทย์เป็ นเรื่องที่ต้องการนวัตกรรม เพราะโครงสร้างทางวิชาการที่เป็ นภาควิชา ๖ และสาขาวิช า ทัง้ หมดเป็ น โครงสร้างวิช าการทางเทคนิ ค แต่ ต รงนี้ เราต้ อ งการวิช าการเชิงระบบ โครงสร้างของมหาวิทยาลัยอย่างที่คุ้นเคยกันมีขอ้ กาจัด ที่ทาให้มหาวิทยาลัยปรับตัวและพัฒนาได้ ยาก พลังมหาวิทยาลัยหมดไปด้วยการบริหารกฎระเบียบ มหาวิทยาลัยหมดกาลังไปด้วยการบริหารกฎระเบียบมากกว่าการบริหารวิชาการ มีองค์กรภายนอกที่มอี านาจใส่กฎระเบียบและการปฏิบตั เิ ข้ามาให้มหาวิทยาลัยจานวนมาก เช่นระเบียบข้าราชการพลเรือน ระเบียบสานักงบประมาณ ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ระเบียบ ทบวงมหาวิทยาลัยหรือสานักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา สมศ. (สานักงานรับรองมาตรฐานและ ประเมินคุณภาพการศึกษา) ระบบรับรองคุณภาพต่างๆ กฎระเบีย บเหล่ านี้ บ างเรื่อ งมีป ระโยชน์ บางเรื่อ งไม่ แ น่ บางเรื่อ งมีโทษ แต่ รวมกัน แล้ว มากมายและสลับซับซ้อน อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ได้มคี วามเข้าใจกฎระเบียบที่ซบั ซ้อนเหล่านี้ เมื่อ ไปดารงตาแหน่งผูบ้ ริหารต่างๆ ก็ตอ้ งหมดเวลาไปกับการบริหารกฎระเบียบเหล่านี้ มหาวิทยาลัยจึงมี การบริหารวิชาการน้อย การที่ จะทาให้ มหาวิ ท ยาลัย มี ศ ักยภาพจะต้ อ งปรับการบริ ห ารจากการบริ ห าร กฎระเบียบไปเป็ นการบริ หารวิ ชาการ ความพยายามที่จะให้มหาวิทยาลัยเป็ นอิสระ วัตถุประสงค์ท่แี ท้จริง เพื่อลดการถูกครอบงา จากกฎระเบียบที่ไม่เป็ นประโยชน์ อนั มากมาย สามารถจะวางระบบการบริหารจัดการของตัวเองให้ คล่องตัวและสร้างสรรค์ ในสภาพปั จจุบนั ที่ยงั แก้ไขอะไรไม่ ได้ ควรมีการตัง้ กลุ่มหรือหน่ วยที่เชี่ยวชาญกฎระเบียบ มาช่วยจัดการลดภาระจากอาจารย์ท่เี ป็ นผู้บริหาร นอกจากช่วยจัดการให้ถูกระเบียบแล้ว ควรจะมี ปฏิส มั พันธ์ก ลับไปยังองค์ก รที่รกั ษากฎระเบียบภายนอกมหาวิทยาลัยให้เ รียนรู้ แก้ไข ปรับ ปรุง เพิกถอน การครอบงาหน่วยวิชาการ ด้วยกฎระเบียบอันไม่มปี ระโยชน์ต่องานวิชาการ ผมมองดูอาจารย์โรงเรียนแพทย์ดว้ ยความสงสารว่า ทัง้ ๆ ทีส่ ามารถจะมีอทิ ธิพลทางการเมือง ต่อสู้กบั กฎระเบียบที่เข้ามาครอบงาทาให้ทางานลาบาก แต่กลับยอมให้ก ฎระเบียบเหล่านัน้ มามัด เหมือนถูกมัดตราสัง โดยไม่รวมตัวกันต่อสู้ เพราะขาดความเข้าใจเรือ่ งระบบและองค์กร โรงเรียนแพทย์เปรียบเสมือ นช้าง ช้างมีพ ลังมากและเป็ น สัญ ลักษณ์ แห่ งคุ ณ ค่ า เช่ นพระ พิฆเนศร์ท่มี หี วั เป็ นช้างเป็ นเทพแห่งปั ญญา เคยถือกันว่าช้างเผือกเป็ นมงคลของพระเจ้าจักรพรรดิ และธงชาติไทยแต่เบื้องต้นก็เป็ นธงช้าง แต่ช้ างนัน้ บินไม่ได้เพราะน้ าหนักมาก ก็เป็ นธรรมชาติเช่น นัน้ เอง แต่โรงเรียนแพทย์ก็กาลังเผชิญกับความท้าทายที่หลีกเลีย่ งไม่ได้ นัน่ คือระบบบริการสุ ขภาพ ๗ ก าลังประสบสภาวะวิก ฤตทัวโลก ่ ซึ่งกระทบประชาชน กระทบระบบบริก ารสุ ขภาพทัง้ หมด และ กระทบโรงเรียนแพทย์ด้ว ย โรงเรีย นแพทย์ใ นฐานะสถาบัน อัน ทรงเกียรติแ ละสถาบัน อัน มีศ ักยภาพ ไม่ สามารถหลบ เลีย่ งจากการเป็ นผูน้ าในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์และพัฒนาระบบบริการสุขภาพได้ การแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ระบบบริการสุขภาพ และพัฒนาหรือปฏิรปู ระบบสุขภาพ เป็ นเรือ่ ง ที่ซบั ซ้อนและยากมาก ต้องการ ช้ างที่ บินได้ ช้างที่เดินดินธรรมดาแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว โจทย์ก็คอื ทาอย่างไรช้างจะบินได้ จะติดปี กช้างได้อย่างไร โดยใส่ชพิ หรือผสมพันธุห์ รือทาเจเนติคเอ็นจิเนียริง่ จริงๆ ก็คอื ทาอย่างไรจะปลดเปลื้องภาระทีห่ นักโดยไม่จาเป็ นและพัฒนาศักยภาพทีซ่ ้อนเร้น ของโรงเรียนแพทย์ออกมาใช้ วิกฤตระบบบริการสุขภาพ - ความท้าทายต่อโรงรียนแพทย์ ระบบบริการสุขภาพในประเทศต่างๆ ทัวโลกวิ ่ ง่ เข้าไปสู่สภาวะวิกฤต เพราะบริการสุขภาพ แพงขึน้ เรื่อยๆ ตามความเจริญทางเทคโนโลยี ทาให้ระบบบริการสุขภาพไม่ cost-effective คือลงทุน ไปมากแต่ไม่ได้ผลตอบแทนทางสุขภาพ (health return) ทีค่ ุม้ ค่า ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาซึง่ ใช้จ่าย ในเรื่อ งสุข ภาพเป็ น สัด ส่ว นถึง ๑๒-๑๔ เปอร์เ ซ็น ต์ข องจีด ีพ ี ซึ่ง สูง สุด ในโลก แต่ ค นอเมริก ัน หลายสิบ ล้านคนไม่มหี ลักประกันสุขภาพด้วยประการใดๆ ทัง้ สิ้น เมื่อเจ็บป่ วยก็ไม่กล้าไปหาแพทย์ เพราะค่าบริการแพงมาก ประเทศต่างๆ รวมทัง้ ประเทศไทยก็ประสบปั ญหาทานองเดียวกันทีร่ ายจ่า ยเรื่องสุขภาพของ ประชาชาติสู ง ขึ้น ทุ ก ที มีอ ัต ราเพิ่ม ขึ้น ของค่ า ใช้ จ่ า ยสู ง กว่ า การเพิ่ ม ขึ้น ของรายได้ ซึ่ง บ่ ง ชี้ว่ า วิกฤตการณ์รออยูข่ า้ งหน้าคือเงินหมด แต่ทง้ิ ปั ญหาไว้ทงั ้ ความเจ็บไข้ได้ป่วยและล้มตายโดยไม่จาเป็ น แพทย์พยาบาลก็ให้บริการไม่ไหว ความขัดแย้งระหว่างผูร้ บั บริการกับผูใ้ ห้บริการจะเพิม่ ขึน้ ความไม่ พึงพอใจและการฟ้ องร้องจะเพิม่ ขึน้ เพิม่ ความทุกข์และความกังวลให้กบั ผูใ้ ห้บริการ ซึง่ ก็เหนื่อยสุดๆ อยูแ่ ล้ว โดยสรุปจะเกิดความโกลาหล (chaos) ทีก่ ระทบทุกคนทุกฝ่ าย ฉะนัน้ การปฏิ รปู ระบบบริ การสุขภาพ (Health Care Reform) จึงเป็ นระเบียบวาระสุขภาพ ทัวโลก ่ บางประเทศก็ไปไกลกว่านัน้ ไปถึง การปฏิ รูป ระบบสุข ภาพ (Health Systems Reform) เลย โปรดสังเกตว่าค าว่า “ระบบบริ การสุ ขภาพ” กับ “ระบบสุข ภาพ” มีค วามกว้างแคบต่ างกัน ระบบบริ ก ารสุข ภาพก็อ ย่า งที่เ รารู้จ กั กัน แต่ คาว่า ระบบสุข ภาพนั น้ รวมระบบบริก ารสุข ภาพ ทัง้ หมดที่เ รารูจ้ กั แต่เลยออกไปนอกบริบททีเ่ รียกว่าสาธารณสุข อะไรทีเ่ กี่ยวข้องกับสุขภาพก็รวมอยู่ ๘ ในระบบสุขภาพหมด เพราะนิยามของคาว่าสุขภาพกว้างขวางมาก เพราะหมายถึง “สุขภาวะทัง้ ทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปั ญญาหรือทางจิตวิญญาณ” ผูท้ เ่ี ห็นว่าต้องเลยไปถึงการปฏิรปู ระบบสุขภาพ เชื่อว่าการปฏิรปู ระบบบริการสุขภาพเท่านัน้ ไม่เพียงพอ เพราะปั จจัยที่กาหนดการมีสุขภาพดีหรือไม่ดี กว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์อยู่นอกแวดวงระบบ สาธารณสุข ถ้าปั จจัยทีก่ าหนดสุขภาพเหล่านี้ไม่ได้รบั การแก้ไข ก็จะส่งประชาชนทีส่ ุขภาพเสียจานวน มหึมาเข้ามาสู่ระบบบริการ ทาให้ระบบบริการตัง้ รับไม่ไหว ประเทศไทยได้มกี ารเคลื่อนเรื่องการปฏิรูประบบบริการสุ ขภาพและปฏิรูประบบสุขภาพไป พร้อมๆ กัน ดังที่มโี ครงการปฏิรปู ระบบบริการสุขภาพ (Health Care Reform Project) ในกระทรวง สาธารณสุ ข ซึ่งได้ผ ลัก ดัน ไปสู่ก ารมีพ ระราชบัญ ญัติ และสานัก งานหลักประกัน สุ ขภาพแห่ งชาติ (สปสช.) ซึ่งใช้กลไกทางการเงินไปปฏิรปู ระบบบริการ แต่การที่จะมีระบบบริการทีด่ นี นั ้ ต้องการการ พัฒนาคนและการวิจยั อีกมาก ซึง่ จะขาดบทบาทโรงเรียนแพทย์มไิ ด้เลย ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้มกี ารออกกฎหมายตัง้ สถาบันวิ จยั ระบบสาธารณสุข (สวรส.) เพื่อ สร้างความรู้เชิงระบบและน าความรู้เชิงระบบไปปฏิรูป ระบบ การปฏิรูป ระบบจะท าไม่ได้เลยถ้ า ปราศจากความรู้เชิงระบบ ความรู้ท่มี กี นั ในวงการแพทย์ และสาธารณสุขส่ว นใหญ่ เป็ นความรู้เชิง เทคนิค ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ไม่สามารถปฏิรปู ระบบได้ถ้าขาดความรูเ้ ชิงระบบ จาก สวรส. มีการแตกตัว หรือไปให้ก าเนิดกับองค์ก รและกลไกเพื่อ พัฒ นาระบบสุ ขภาพอีก หลายอย่าง เช่น สถาบันพัฒ นา คุ ณ ภาพโรงพยาบาล หรือ HA ส านั ก งานกองทุ น สนั บ สนุ น การสร้า งเสริม สุ ข ภาพ หรือ สสส. สานักงานปฏิรปู ระบบสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปรส. ซึ่งใช้เวลา ๖ ปี ทีผ่ ่านมาทางาน “เขยือ้ นภูเขา” คือ เชื่อมโยงความรู้ - การเคลื่อนไหวสังคม - เชื่อมโยงทางการเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจว่าระบบ สุขภาพที่ดนี ัน้ คืออย่างไร และจะมีกลไกอะไรที่ช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสุข ภาพอย่างต่อเนื่อง ซึง่ ได้ยกร่าง พรบ.สุขภาพแห่งชาติ ขึน้ เพื่อเป็ นเครือ่ งมือดังกล่าว นอกจากองค์กรดังกล่าวก็ยงั มีมลู นิธสิ าธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ซึง่ ทางานประสานงานทาง วิชาการเพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะทีด่ ี (Healthy Public Policies) และอื่นๆ มีการทางานเป็ น เครือข่ายระหว่าง ส. ต่างๆ คือ สปสช. สวรส. สสส. สปรส. มสช. สกว. สคส. สทพ. เพื่อส่งเสริม ให้คนไทยมีสุขภาพดีและมีระบบบริการทีด่ ี ซึง่ เป็ นความพยายามทีย่ งิ่ ใหญ่มาก ในความพยายามที่จะปฏิรูประบบบริก ารสุขภาพและปฏิรูประบบสุขภาพเราเกือ บไม่เห็ น บทบาทของโรงเรียนแพทย์เลย ซึง่ ก็น่าเห็นใจ เพราะรับภาระหนักเกินตัวดังกล่าวในตอน ๒ ข้างต้น แต่ ในการปฏิ รปู ระบบสุขภาพ ถ้าขาดบทบาทของโรงเรียนแพทย์ไป จะเกิ ด missing link หรือช่องโหว่อนั ใหญ่ ซึง่ จะให้เป็ นไปมิได้ นี้จงึ เป็ นทีม่ าของ “ช้างที่บินได้” โรงเรียนแพทย์คงต้องใช้วชิ าตัวเบาและติดปี ก เพื่อจะได้เป็ นผู้นาในภารกิจอันยิง่ ใหญ่ เพื่อ เพื่อนมนุษย์หรือ “ประโยชน์สขุ ของมหาชาวสยาม” ตามพระปฐมบรมราชโองการ ๙ โรงเรียนแพทย์กบั ทฤษฎีสขุ ภาพ ทฤษฎีหรือทิฏฐิเป็ นตัวให้พลัง เพื่อทาให้เสียพลังถ้าทฤษฎีบกพร่องหรือขาดความสมบูรณ์ โรงเรียนแพทย์จะมีพลังมากถ้าพัฒนาทฤษฎีสุขภาพได้ดี ทฤษฎีทางการแพทย์ทใ่ี ช้มาแต่โบราณเรียกว่า “ทฤษฎีโรค” โดยถือว่า การมีโรค = สุขภาพไม่ดี การไม่มีโรค = สุขภาพดี ก็ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะเราคุน้ เคยกับการคิดแบบนี้มาช้านาน แต่ถ้าพิจารณาให้ลกึ ลงไป จะเห็นว่าการคิดอย่างนี้ก่อให้เกิดข้อขัดข้องและอุปสรรคต่างๆ ทาให้พ้ืนที่สุขภาพที่การแพทย์เข้า ไปไม่เกีย่ วข้องแคบมาก ดังในรูปที่ ๑ รูปที่ ๑ พืน้ ทีส่ ุขภาพ ๑+๒ = สุขภาพเสีย; ๓ = สุขภาพดี การแพทย์เกีย่ วกับ ๑ คือ โรคทีน่ ิยามได้ชดั เจน ถ้าแบ่งพื้นที่สุขภาพเป็ น “สุขภาพเสีย” กับ “สุขภาพดี ” เรื่องสุขภาพดีเป็ นพื้นที่ท่ใี หญ่กว่า สุขภาพเสียมาก เพราะเกี่ยวข้องกับเหตุปัจจัยมากมาย ส่วนสุขภาพเสีย แบ่งออกเป็ นโรคที่นิยามได้ ชัดเจน (Well-defined disease) ตามมโนทัศน์การแพทย์แผนปั จจุบนั แต่ส่วนใหญ่ของความไม่สบาย นิยามโรคไม่ได้ชดั เจน หรือไม่ทราบสาเหตุ โรคทีน่ ิยามได้ชดั เจนคือ สามารถเห็นจับต้องได้ ถ่ายภาพได้ ปรากฏด้วยการตรวจทางชีวเคมี หรือทางอิมมูโนวิทยา แพทย์ถูกฝึกมาให้คุน้ เคยในส่วนนี้ แต่เมือ่ แพทย์พบปั ญหาที่นิยามไม่ได้ชดั เจน หรือไม่รสู้ าเหตุมกั จะไม่รวู้ ่าจะทาอะไรถูกหรือหงุดหงิด เรียกว่าเป็ น functional บ้าง neurosis บ้าง ไป ดุคนไข้ว่าแกล้งทาบ้าง หรือไปวินิจฉัยทีท่ าให้คนไข้ตดิ ในอุปทาน และไม่สามารถหลุดออกมาสู่ความมี สุขภาพดีได้ เช่น ไปบอกเขาว่าเป็ น “โรคหัวใจอ่อน” ๑๐ ส่วนเรื่องสุขภาพดี ซึ่งขึน้ กับปั จจัยอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ “โรค” แพทย์ก็เลยไม่สนใจ ทาให้การแพทย์ อยู่ในพื้นที่สุขภาพที่เล็ก คือ หมายเลข ๑ ในรูปที่ ๑ และทาให้ระบบบริการสุข ภาพเป็ นระบบตัง้ รับ คือรอให้เป็ นโรคแล้วค่อยมารัก ษา ทาให้ค นไข้ท่วมท้นรัก ษาไม่ไหวและเสียค่าใช้จ่ายมาก จนเกิด วิกฤตการณ์ระบบบริการสุขภาพดังกล่าวแล้ว คาถามก็คอื แล้วจะใช้ทฤษฎีอะไรทีจ่ ะทาให้การแพทย์ การสาธารณสุข และระบบสุขภาพ บูรณาการเข้ามาเป็ นเรื่องที่เชื่อมโยงกันหมด และเกิดพลังทีจ่ ะทาทัง้ หมดดีขน้ึ ทฤษฏีนนั ้ เรียกว่า “ทฤษฎีดลุ ยภาพ” กล่าวคือ สุขภาพคือดุลยภาพ ความเจ็บป่ วยทุกชนิ ดคือการเสียดุลยภาพ ลองพิจารณาให้ดๆี ว่าเมือ่ ทุกอย่างได้ดุล เราก็มสี ุขภาพดี แม้มโี รคก็สุ ขภาพดีได้ เช่น ถ้าเป็ น โรคเบาหวานหรือโรคความดันโลหิตสูง ถ้าเราควบคุมทุกอย่างให้อยู่ ในดุลยภาพ เราก็มสี ุขภาพดี ทัง้ ๆ ทีเ่ ป็ นโรค ในทางตรงข้าม ความเจ็บ ป่ วยทุ ก ชนิ ด จะปรากฏสาเหตุ ห รือ ไม่ป รากฏก็ต ามจะนิ ยามได้ ชัดเจนหรือไม่ชดั เจนก็ตาม เกิดจาการเสียดุลยภาพ ถ้าเสียเล็กน้อยก็ไม่สบายเล็กน้อย ถ้าเสียมากก็ ไม่สบายมาก ถ้ายังมากขึน้ ไปอีกก็เข้าไอซียู หรือยังมากขึน้ ไปอีกก็ไปวัด โดยทฤษฎีน้ี จะไปเปลี่ยนความเชื่อแต่เดิมที่ว่า การมีโรค = สุ ขภาพไม่ดี; การไม่มโี รค = สุขภาพดี ไปเป็ น ถึงมีโรคก็สขุ ภาพดีได้ ถึงไม่มีโรคก็สขุ ภาพไม่ดีได้ โดยวิธนี ้ี การรักษาสุขภาพจึงไม่ได้มแี ต่การให้ ยาและผ่าตัดเท่านัน้ แต่ เครื่องมือสุขภาพที่ สาคัญคือการรักษาดุลยภาพ ซึ่งใช้ได้ทุกพื้นที่สุขภาพตามรูปที่ ๑ การรักษาดุลยภาพจะช่วยให้แม้เป็ นโรคก็สุขภาพดีได้ (ในหมายเลข ๑) แม้นิยามปั ญหาไม่ได้ชดั หรือไม่รสู้ าเหตุ (ในหมายเลข ๒) แต่ถ้ารักษาดุลยภาพได้ก็ ทาให้สุขภาพดีได้ และการส่งเสริมรักษาดุลยภาพคือการสร้างเสริมสุขภาพดี (ในหมายเลข ๓) ถ้าเราถามต่อไปว่า แล้วที่เรียกว่ารักษาดุลยภาพนัน้ คือ ดุลยภาพระหว่างอะไรกับอะไร ก็จะ เห็นว่า คือดุลยภาพระหว่าง กาย - จิ ต - สังคม - สิ่ งแวดล้อม ซึง่ เชื่อมโยงกันและขยายดูให้ละเอียด ขึน้ อีก ตามรูปที่ ๒ ๑๑ รูปที่ ๒ ดุลยภาพ/ การเสียดุล/ ระหว่าง กาย - จิ ต - สังคม - สิ่ งแวดล้อม การเสีย ดุ ล อาจจะมาจากทาง กาย เช่ น โรคทางกรรมพัน ธุ์ เชื้อ โรค ความเสื่อ ม เช่ น เบาหวาน ความดันสูง มะเร็ง ในทางตรงข้าม การออกกาลังกายมีบทบาทสาคัญในการรักษาดุลยภาพ ไม่ว่าจะเป็ นกายบริหาร การวิง่ การเต้ นรา โยคะ ไทเก๊ ก ดังที่เราเห็นมีผนู้ ิยมออกกาลังกายในสไตล์ ต่างๆ จิ ต ที่โลภ โกรธ เกลียด จะทาให้เสียดุลอย่างยิง่ ในทางตรงข้ามการชื่นชมศิลปะ การมีความ เมตตา กรุณา การเจริญสติ สมาธิ ส่ง เสริมดุลยภาพอย่างสาคัญ การมีปัญ ญาเข้าถึงความจริงทาให้ หลุดพ้นจากความบีบคัน้ อะไรทีบ่ บี คัน้ ก็ทาให้เสียดุล การหลุดพ้ นจากความบีบคัน้ จึงเป็ นสุขอย่างยิง่ ในทางสังคม การอยู่ร่วมกันด้วยดีทาให้มดี ุลยภาพ ทัง้ ในระดับครอบครัว ชุมชน สังคม รวมถึงทัง้ ระหว่างประเทศ ความสมานฉันท์และสันติภาพทาให้มดี ุลยภาพ ถ้าขาดไปจะเสียดุลอย่างยิง่ ดังใน กรณีความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้ สิ่ งแวดล้อม มีทงั ้ ในทางทาให้มดี ุลยภาพและ เสียดุลยภาพ สิง่ แวดล้อมทีส่ วย สะอาด สงบ ช่วยดุลยภาพ ในขณะทีเ่ ชือ้ โรค มลภาวะ ภัยพิบตั ิ เช่น สึนามิ เฮอริเคน ทาให้เสียดุลยภาพอย่างยิง่ นี้พอเป็ นตัวอย่างคร่าวๆ แต่ทาให้เห็น ว่าที่ว่าสุขภาพคือ สุขภาวะทัง้ ทางกาย ทางจิต ทาง สังคม และทางปั ญญา หรือทางจิตวิญญาณนัน้ เชื่อมโยงไปหมดทุกเรือ่ งอย่างทัวถึ ่ ง ทฤษฎีดุลยภาพคือสุขภาพทาให้มองระบบสุขภาพทัง้ ระบบ เปิ ดโอกาสให้คนทัง้ หมดมีส่วน ร่ว ม การใช้เทคโนโลยีไม่จากัดเฉพาะเทคโนโลยีทางชีวการแพทย์เท่านัน้ แต่รวมเทคโนโลยีทางจิต และทางสังคมอีกด้วย ทีเ่ รียกว่า “ทัง้ หมดเพื่อสุขภาพ” (All For Health) โดยทฤษฎีน้ีทาให้เห็นว่า แม้โรงเรียนแพทย์จะให้บริการทางการแพทย์ระดับตติยภูมกิ ็สร้าง เสริม สุ ข ภาพได้ เพราะแม้เป็ น โรคก็ สุ ข ภาพดีได้ ถ้าสามารถท าให้เกิด ดุ ล ยภาพได้ กระบวนการ ส่งเสริมดุลยภาพต่างๆ ก็สามารถนามาใช้ในโรงเรียนแพทย์ได้ เช่น โยคะ รามวยจีน ศิลปบาบัด เช่น วาดรูป ดนตรี หัตถศิลป์ การฝึกการเจริญสติ ก็มคี วามสาคัญอย่างยิง่ ในการรักษาดุลยภาพ ๑๒ โรงเรียนแพทย์กบั ระบบสุขภาพ ระบบสุขภาพคืออะไร สานักงานปฏิรปู ระบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ได้สะสมความรูเ้ กี่ยวกับระบบสุขภาพไว้มาก สมควรนามาศึกษา เพราะโรงเรียนแพทย์ในสถานะสถาบันนาในทางสุขภาพคงไม่สามารถปฏิเสธว่า ไม่เข้าใจระบบสุขภาพได้ รูปที่ ๓ สรุประบบสุขภาพอย่างย่อและง่ายทีส่ ุด คือประกอบด้วย ๑. ระบบสร้างเสริ มสุขภาพ เป็ นฐานใหญ่ท่สี ุด เพื่อทาให้ประชากรทัง้ หมดมีสุขภาพดีให้ มากทีส่ ุด ๒. ระบบคุ้มครองผูบ้ ริ โภค ในสมัยธุรกิจการค้าเสรี โฆษณาเสรีเช่นนี้ ประชาชนถูกละเมิด สิทธิได้งา่ ย ต้องมีระบบคุม้ ครองอย่างดี ๓. ระบบควบคุมโรค นอกเหนือ ไปจากควบคุ มโรค เช่น มาลาเรีย วัณ โรค ความดันสูง เบาหวาน โรคหัวใจ มะเร็ง โรคเอดส์แล้ว โรคติดเชือ้ อุบตั ใิ หม่ เช่น ซาร์ส ไข้หวัดนก อาจ ระบาดเมื่อใดก็ได้ ก่อความเสียหายแก่ชวี ติ และเศรษฐกิจ อย่างมหาศาลได้ ประเทศจึง ต้องมีระบบควบคุมโรคทีด่ ที ส่ี ุด . 3 2 . 1 . . . รูปที่ ๓ ระบบสุขภาพ ๕ ประการ ๑๓ ๔. ระบบบริ การทางการแพทย์ ๓ ระดับ คือ ปฐมภูม ิ ทุตยิ ภูม ิ และตติยภูม ิ ที่มคี ุณภาพ และประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็ นธรรม ๕. ระบบบริ การการแพทย์ฉุกเฉิ น ปั ญหาทางการแพทย์ฉุกเฉินต่างจากปั ญหาไม่ฉุกเฉิน เพราะรอไม่ได้ ไม่มที างเลือกและมีวธิ กี ารดูแลโดยเฉพาะ ส่วนปั ญหาไม่ฉุกเฉินสามารถ ใช้บริการทางเลือกได้ และปั ญหาฉุ กเฉินทาให้มคี วามตระหนกกลัวและเดือดเนื้อร้อนใจ มากทีส่ ุด เพราะฉะนัน้ ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินจึงต้องพัฒนาขึน้ เป็ นพิเศษ มีความ ทัวถึ ่ ง ฉับไว เตรียมพร้อมหรือมีระบบรุก จัดระบบการเงินเป็ นพิเศษออกไปจากธรรมดา ที่ก ล่ า วนี้ เ ป็ น เพียงหัว ข้อ เท่า นัน้ แต่ ล ะเรื่อ งมีอ งค์ป ระกอบและรายละเอียดอีกมาก และ มีอนุ ระบบที่สาคัญ ๆ อีกมากหลาย เช่น ระบบกาลังคน ระบบเทคโนโลยี ระบบยา ระบบข้อมูล ข่าวสารและสื่อสาร ระบบการเงิ น เป็ นต้น ขอยา้ เรือ่ ง “การขาดความรูเ้ ชิงระบบ” แต่ละวิชาชีพจะมีความรูท้ างเทคนิค แต่ขาดความรูเ้ ชิง ระบบ เช่น เรามีนักเภสัชศาสตร์ปริญญาเอกจานวนมาก แต่เป็ นศาสตร์ทางเทคนิค ซึ่งก็ต้องการมาก แต่ถ้าเข้าใจ ระบบยา อันซับซ้อนทัง้ ระบบก็จะมีทางทางานเชิงนโยบาย คือนโยบายยา ให้เรื่องของ ยาเป็ นคุณต่อคนไทยและประเทศไทยเป็ นอันมาก เรื่องนโยบายเป็ นเรื่องสาคัญ เพราะมีผลกระทบมากทัง้ ทางบวกและทางลบ แต่มหาวิทยาลัย เกือบไม่สามารถพัฒนานโยบายอะไรได้เลย เพราะมหาวิทยาลัยมีความรูท้ างเทคนิคเป็ นเรื่องๆ อย่าง แยกส่วน หาผูท้ เ่ี ข้าใจ “ความเป็ นทัง้ หมด” ของเรือ่ งนัน้ ๆ หรือความรูเ้ ชิงระบบได้ยาก ระบบสุขภาพเป็ นระบบที่ซบั ซ้อน (complex system) แต่มผี เู้ ข้าใจความซับซ้อนน้อย โดยไม่ ต้อ งกล่า วถึง ทางฝ่ ายการเมือ ง เมื่ อ ไม่เ ข้า ใจความซับ ซ้อ น องค์ป ระกอบต่า งๆ ก็ต่อ กัน ไม่ต ิด เคว้งคว้า งไปตามยถากรรม คนที่ ต ัง้ ใจดีก็ต้อ งคุ้ย เขี่ย หากิน เองโดยขาดนโยบายและระบบที่จ ะ สนับสนุ น การแก้ปัญหาต่างๆ จึงกินเวลามากแต่ได้ผลน้อย หลายอย่างที่ทางฝ่ ายการเมืองก็นาผล ทางลบมาสู่ระบบสุขภาพ ซึง่ กระทบถึงประโยชน์สุขของประชาชน ต่อผูป้ ฏิบตั งิ านและการปฏิบตั ิงาน โดยมหาวิทยาลัยก็ไม่สามารถชีน้ าทางนโยบายได้เลย มีความจาเป็ นทีม่ หาวิทยาลัยและโรงเรียนแพทย์จะต้องมีความเป็ นผู้นาทางนโยบาย การทีจ่ ะ นาทางนโยบายได้ก็ต้องมีความรูเ้ ชิงระบบ ควรจะมี โครงสร้างการวิ จยั และพัฒ นาระบบสุขภาพ เกิดขึน้ ในมหาวิทยาลัยและในโรงเรียนแพทย์ เป็ นโครงสร้างพิเศษทีไ่ ม่ใช่ภาควิชา ตัวเบาแต่เก่ง สร้าง การมีส่วนร่วมจากทัง้ ภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย วิธเี ริม่ ต้นจะกล่าวถึงในตอนสุดท้าย ๑๔ นวัตกรรม ๘ ประการที่โรงเรียนแพทย์อาจทา คนไทยควรได้รบั ประโยชน์จากระบบสุขภาพทีด่ ที ส่ี ุด ถ้าถามว่าระบบสุขภาพทีด่ ที ส่ี ุดคืออย่างไร แล้วดูว่าความเป็ นจริงขณะนี้เป็ นอย่างไร ซึง่ อาจ เขียนเป็ นสมการง่ายๆ ได้ดงั นี้ ระบบสุขภาพในอุดมคติ – ความเป็ นจริง = missing link หรือช่องโหว่ แล้วถามว่าตรง missing link จะต้องทาอะไรบ้าง จะตีเป็ นงานได้มโหฬารมาก และตรงงาน อันมโหฬารจะขาดเสียซึง่ โรงเรียนแพทย์ไม่ได้ ต่อไปนี้เป็ นตัวอย่างงาน ๘ ประการทีโ่ รงเรียนแพทย์อาจทา อันจะทาให้ระบบสุขภาพของ ไทยดีขน้ึ (๑). สร้างอุดมการณ์ทางการแพทย์ สิง่ ทีต่ อ้ งการมากทีส่ ุดในระบบบริการสุขภาพ คือ “ระบบบริ การสุขภาพที่มีหวั ใจของความ เป็ นมนุ ษ ย์ ” อุ ด มการณ์ ท างการแพทย์จ ะก่ อ ให้เกิด ความดี ความงาม และพลัง สร้างสรรค์ ถ้ า การแพทย์ขาดอุดมการณ์แล้ว จะไม่ส ามารถรักษาความเป็ นปกติของตัวเองได้ ระบบจะสั ่นคลอน วิง่ ไปสู่ความเสื่อม ประชาชนจะฟ้ องแพทย์และโรงพยาบาลมากขึ้น ในทางตรงข้ามอุดมการณ์ทาง การแพทย์จะนาไปสู่การเยียวยาโลกทีก่ าลังเจ็บป่ วย ค าว่ า เยีย วยาโลก (Heal the World) เอามาจากหมอคนหนึ่ ง ชื่ อ Paul Farmer พอล ฟาร์ เ มอร์ เป็ นลูกคนจนไม่มที างเข้าเรียนแพทย์ แต่เป็ นคนเรียนเก่งจึงได้ทุนไปเรียนแพทย์ท่ี มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อจบแล้วก็เป็ นอาจารย์แพทย์อยู่ท่นี ัน่ แต่เนื่องจากสนใจที่จะช่วยเหลือคน จน แต่ละปี จงึ ไปใช้เวลาอยู่ในประเทศไฮเอติ ประมาณ ๗-๘ เดือน ที่นัน่ คนจนและคนเจ็บ แยะ เป็ น โรคเอดส์และวัณโรคกันยัว้ เยีย้ เครือ่ งไม้เครือ่ งมือหยูกยาอะไรก็ไม่ค่อยมี พอล ฟาร์เมอร์ ไปให้บริการ คนยากคนจนเหล่านี้ด้วยน้ าใจ ขอยืมเวชภัณฑ์ทโ่ี รงพยาบาลในบอสตันไปใช้จนติดหนี้เขาเป็ นมูลค่า หลายแสนดอลลาร์โดยไม่มที างใช้ ที่บอสตันมีเศรษฐีรบั เหมาก่อสร้างคนหนึ่ง ชื่อ Tom White ทอม ไวท์ตามพอล ฟาร์เมอร์ไปที่ไฮเอติ ไปดูว่าเขาทาอะไร ดูแล้วก็ประทับใจในน้ าใจของพอล ฟาร์เมอร์ มาก จึงทุ่มเททรัพยากรทีต่ นมีให้พอล ฟาร์เมอร์ ไปใช้บริการคนจน เมื่อหมอฟาร์เมอร์ เลคเชอร์ทม่ี หาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทีไร จะมีนักเรียนแพทย์และแพทย์มาฟั ง จานวนมาก เพราะเขามีประสบการณ์และความเชีย่ วชาญจากการให้บริการทีป่ ระเทศไฮเอติทห่ี าไม่ได้ ในอเมริกา ขณะนี้พอล ฟาร์เมอร์ มีช่อื ระบือไกล มีผู้แต่งหนังสือประวัตแิ ละการทางานของเขาออก เผยแพร่ทวโลก ั่ ในหนังสือเล่มนี้แหละที่เขาใช้คาว่า Heal the World คือเขาเชื่อว่าการให้บริการคน ยากคนจนด้วยน้าใจ จะดึงสังคมเข้ามา “ร่วมด้วยช่วยกัน” จนสามารถเยียวยาโลกทีเ่ จ็บป่ วยได้ ๑๕ ในประเทศไทยมีพอล ฟาร์เมอร์ ไม่ตา่ กว่า ๑๐๐ คน ! แต่ไม่มใี ครทราบ ไม่มใี ครมาแต่งหนังสือ พอล ฟาร์เมอร์ไทย โรงเรียนแพทย์มกี าลังมาก สามารถทาเรื่องนี้ ได้โดยไม่ยาก โรงเรียนแพทย์ควรมีโครงการ วิจยั ค้นหาแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ทีม่ หี วั ใจของความเป็ นมนุษย์แล้วนามาเผยแพร่ ควรให้นักศึกษาแพทย์ทุกคนไปวิจยั และทาบันทึกเกี่ยวกับแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขอื่น ที่ทาความดี เมื่อนักศึกษาแพทย์ไปวิจยั เรื่องความดี ความดีก็จะเข้าตัว และเมื่อโรงเรียนแพทย์วจิ ยั เรือ่ งความดี ความดีกจ็ ะมีพลัง (๒). ปฏิ รปู การจัดองค์กรการผลิ ตแพทย์ โรงเรียนแพทย์รู้มานานแล้วว่าแพทย์ในอุดมคติเป็ นอย่างไร แต่การจัดองค์ กรในการผลิต แพทย์นัน้ ไม่เข้ากัน ควรจัดให้มโี ครงสร้างของเวชศาสตร์ทวไปที ั่ ่เป็ นวิชาการ (Academic General Medicine) ทีเ่ ข้มแข็งเชื่อมโยงกับเวชศาสตร์ครอบครัว และเชื่อมโยงกับเวชศาสตร์ชุมชน ถ้าโรงเรียน แพทย์ช่ ว ยพัฒ นาโรงพยาบาลชุ ม ชนจานวนหนึ่ งให้เก่ งทัง้ การให้บ ริก าร การสอน และการวิจ ยั โรงพยาบาลชุมชนจะเป็ นฐานของแพทยศาสตร์ศกึ ษาทีด่ ตี ่อไปในอนาคต เป็ นต้น (๓). พัฒนาเวชปฏิ บตั ิ ในโรงเรียนแพทย์ให้ cost-effective เวชปฏิบตั ทิ วประเทศที ั่ ่ขาดหลักฐานว่าได้ผลดีจริง (evidence-based) ทาให้คุณภาพบริการ ไม่ดแี ละต้นทุนสูงโดยไม่คุ้มค่า แพทย์อ าจสังการตรวจ่ หรือสังการรั ่ กษา โดยขาดการวิเคราะห์ว่า ให้ผ ลคุ้มค่าหรือไม่ถ้าสามารถปรับปรุงเวชปฏิบตั ิให้อ ยู่บ นหลักฐานข้อมูล และความรู้ (Evidence- based clinical practice) นอกจากผู้ป่วยจะได้บริการที่มคี ุณภาพดีขน้ึ แล้ว อาจประหยัดรายจ่ายเรื่อง สุขภาพของประเทศถึงปี ละ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนัน้ นี้เป็ นเรื่องหนึ่งที่ถ้าทาแล้วระบบบริการสุขภาพจะดีขน้ึ มาก และหนีไม่พ้นที่จะ เป็ น หน้ าที่ของโรงเรีย นแพทย์ โรงเรีย นแพทย์ทุ ก แห่ งควรจะมีโครงการพัฒ นา Evidence-based clinical practice หรือ อาจเรีย กว่ า clinical decision analysis และโรงเรีย นแพทย์ ท ั ้ง หมดควร เชื่อมโยงกันเป็ นเครือข่ายทาโครงการนี้ ทีจ่ ริงทุกโรงเรียนแพทย์ได้สร้างนักระบาดวิทยาคลินิกไว้แล้ว ทีจ่ ะทาเรือ่ งนี้ได้ แต่ขาดนโยบายและการบริหารจัดการ (๔) สังเคราะห์ความรู้ข้ามสาขาเพื่อให้ประชาชนได้รบั บริ การที่ดีกว่านี้ เป็ นที่รู้กนั ว่าถ้าความรู้ ๓ แขนง คือ ความรูท้ างคลินิก ความรูท้ างวิทยาศาสตร์การแพทย์ พื้นฐาน และความรูท้ างระบาดวิทยา เชื่อมโยงกันจะทรงพลังยิง่ นักในการวินิจฉัย ป้ องกัน และรักษาโรค ประชาชนควรจะได้รบั บริการทีด่ กี ว่านี้ในการตรวจพบมะเร็งเริ่มแรกและรักษาให้หายขาด เช่น มะเร็ง ปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ และอื่นๆ มหาวิทยาลัยมีความรูใ้ นทัง้ ๓ เรื่องดังกล่าว แต่ความ รูอ้ ยู่ในคนละคณะหรือคนละภาควิชา แต่ข าดการจัดการที่จะเชื่อมโยงความรูเ้ หล่านี้มาเพิม่ ประโยชน์ ให้ ป ระชาชนอย่ า งน่ า เสีย ดาย การขาดการจัด การทางวิ ช าการ ดู จ ะเป็ นปั ญหาใหญ่ ข อง มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยก็ดี โรงเรียนแพทย์ก็ดี ควรจะถือ เรื่องการจัดการทางวิชาการเพื่อเพิ่ม ประโยชน์สุขของมหาชนเป็ นเรือ่ งใหญ่ ๑๖ (๕) ลงทุนสร้างสมรรถนะทางวิ ชาการควบคุมโรคติ ดเชื้ออุบตั ิ ใหม่ โรคติดเชือ้ อุบตั ใิ หม่ (Newly emerging infectious diseases) เช่น ซาร์ส และไข้หวัดนก จะมี มาเรื่อยๆ ถ้าเกิดระบาด ผู้คนจะล้มตายจานวนมาก อาจเป็ นล้านๆ คน เศรษฐกิจเสียหายยับเยินถึง เป็ น เมือ งร้างได้ สมรรถนะทางวิ ช าการในการควบคุ ม โรคเหล่ า นี้ ไม่ เพีย งพอ มหาวิท ยาลัย และ โรงเรียนแพทย์ควรลงทุนสร้างสมรรถนะทางวิชาการเพื่อการนี้ให้แข็งแกร่งโดยเร่งด่วน (๖) พยาบาลของชุมชน - จุดคานงัดของการปฏิ รปู ระบบบริ การสุขภาพ ทุกวันนี้โรงพยาบาลต่างๆ แน่ น แพทย์และพยาบาลทางานเหนื่อยเกิน ประชาชนไม่พอใจใน บริการ เป็ นภาระหนักทางการเงินแก่รฐั บาล ทานองถมเท่าไรก็ไม่รจู้ กั พอ เราจะหาทางออกตรงนี้ อย่างไร ทีจ่ ะทาให้โรงพยาบาลไม่แน่ น บุคลากรมีเวลาทางานทีม่ คี ุณภาพ และใช้เงินของรัฐน้อยลง ค าตอบคื อ การมี พ ยาบาลของชุ ม ชนให้ ค รบทุ ก ชุ ม ชนโดยกิ น เงิ น เดื อ นจากชุ ม ชน ประมาณ ๗๐,๐๐๐ คน ขณะนี้ อบต. น้ าพอง จังหวัดขอนแก่นได้ตกลงกับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอให้รบั นักศึกษาจากชุมชนมาเรียนพยาบาลโดย อบต. เป็ นผูอ้ อกค่าเล่าเรียน เมื่อจบแล้วไปทางาน เป็ นพยาบาลชุ ม ชนโดย อบต. จะเป็ น ผู้จ่ า ยเงิน เดือ นเอง ทัง้ นี้ โ ดยมีโรงพยาบาลน้ า พอง และ โรงพยาบาลอุ บลรัต น์ ร่ว มมือทัง้ กับคณะพยาบาลศาสตร์และกับชุมชน เกิดเป็ น “สามเหลี่ยมผลิต พยาบาลชุมชน” ดังในรูปที่ ๔ รูปที่ ๔ “สามเหลีย่ มผลิตพยาบาลชุมชน” การที่ม โี รงพยาบาลชุม ชนร่ว มมือ ด้ว ยให้ค วามมั ่นใจและเพิ ่ม สมรรถนะให้ก ับ คณะ พยาบาลศาสตร์ พยาบาลชุมชนของชุมชนจะดูแลรักษาปั ญหาทัวไปเกื ่ อบหมด รวมทัง้ ทางานป้ องกันโรคและ สร้างเสริมสุขภาพ เขาเป็ นคนมาจากชุมชนนัน้ เอง จึงคุน้ เคยกับญาติพน่ี ้องเพื่อนบ้าน และชุมชนเป็ น ผูจ้ ่ายเงินเดือนให้เขา ไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุข ความภักดีต่อชุมชนจึงมีสูงมาก ถ้ามีพยาบาลของ ชุมชนเต็มพืน้ ทีท่ งั ้ ประเทศ ความจาเป็ นทีค่ นไข้จะต้องไปโรงพยาบาลจะน้อยลง เปิ ดโอกาสให้ทางาน เชิงคุ ณ ภาพได้ ภาระทางงบประมาณของรัฐบาลส่ วนกลางจะลดลง เพราะไปใช้งบประมาณของ ท้องถิน่ ทัง้ ในการผลิตและการจ้างพยาบาลของชุมชน ๑๗ ทัง้ อบต. และคณะพยาบาลศาสตร์ วิท ยาลัย พยาบาล เป็ น โครงการสร้า งที่ม อี ยู่แ ล้ว ทัง้ ประเทศ เมื่อมีความเป็ นไปได้ทางการเงินและทางเทคโนโลยี บวกการจัดการก็จะสามารถผลิต พยาบาลของชุมชนได้ทงั ้ ประเทศ ถ้า โรงเรีย นแพทย์เข้าใจโครงสร้างนี้ แ ละเข้า มาสนั บ สนุ น ทางนโยบาย เพราะบารมีข อง โรงเรีย นแพทย์จ ะท าให้ ท าได้ ง่ า ยขึ้ น และถ้ า โรงเรีย นแพทย์แ ต่ ล ะโรงส่ ง เสริม สมรรถนะของ โรงพยาบาลชุมชนจานวนหนึ่งดังกล่าวในข้อ ๒ ข้างต้น จะได้ประโยชน์ไปพร้อมกันทัง้ การผลิตแพทย์ และผลิตพยาบาลของชุมชน ส่งผลเป็ นการปฏิรปู ระบบบริการสุขภาพอย่างแรง (๗) ส่งเสริ มการสร้างเสริ มสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพให้ค นไทยทัง้ มวลมีสุ ขภาพดี ควรเป็ นอุดมการณ์ ของชาติ ขณะนี้ม ี สสส. ส่งเสริมอยู่ โรงเรียนแพทย์มบี ารมีและอิทธิพลทางการเมืองมากกว่า สสส. ควรเข้ามาสร้าง ความเข้าใจระบบสร้างเสริมสุขภาพและส่งเสริมอย่างจริงจัง (๘) โรงเรียนแพทย์เป็ นผู้นาทางนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ถ้าโรงเรียนแพทย์ไม่เป็ นผู้นาทางนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ระบบสุขภาพจะไม่มที างลงตัว แต่การที่โรงเรียนแพทย์จะเป็ นผู้นาทางนโยบายได้จะต้องมีความรูเ้ ชิงระบบและเข้าใจกระบวนการ ทางนโยบาย จึง จ าเป็ น ที่โรงเรีย นแพทย์จ าเป็ น ต้ อ งมีโครงสร้า งที่จ ะท างานเชิง ระบบ อาจเป็ น สถาบันวิจยั และพัฒนาระบบสุขภาพ ซึง่ อาจร่วมกับเครือข่ายองค์กรที่ทางานพัฒนาระบบสุขภาพอยู่ ในขณะนี้ คนทีท่ างานก็ลว้ นเป็ นศิษย์เก่าของโรงเรียนแพทย์ทงั ้ สิน้ ถ้าโรงเรียนแพทย์ทงั ้ หมดร่วมกันทางานทางนโยบายสุขภาพได้ ระบบสุขภาพไทยจะก้าวไกล ทัง้ ๗ ประการทีโ่ รงเรียนอาจทาทีน่ าเสนอมาข้างต้น เป็ นเพียงตัวอย่าง แต่กเ็ พียงพอทีจ่ ะเห็น ว่าถ้าโรงเรียนแพทย์สามารถทาได้จะเกิดประโยชน์มหาศาลเพียงใด วิธีทางาน เรื่องที่นาเสนอมาอาจทาได้ยาก เพราะโรงเรียนแพทย์ไม่คุน้ เคย อีกทัง้ มีภาระหนักเกินตัวอยู่แล้ว แต่ภาระหนักเกินตัวจะยิง่ พันตัวมากขึน้ ถ้าเราไม่สามารถปฏิรปู ระบบสุขภาพ การทางานเชิงระบบนี้ไม่สามารถใช้ โครงสร้างประจาที่มอี ยู่คอื ภาควิชา และที่ประชุมคณะ โครงสร้างดังกล่าวทางานบริหารกฎระเบียบ ดังกล่าวมาแต่ต้น ต้องใช้โครงสร้างอื่น ควรเริม่ จากการมี ที่ประชุมการพัฒนาระบบสุขภาพ โดยมีการองค์ประกอบทีเ่ หมาะสมอันได้แก่ ๑๘ (๑) นักวิชาการทีเ่ ข้าใจระบบสุขภาพ (ซึง่ อาจมาจากข้างนอกได้ดว้ ย) (๒) ผูน้ าของคณะ (๓) ผูม้ บี ารมี องค์ประกอบ ๓ ประการนี้จาลองมาจาก “สามเหลีย่ มเขยือ้ นภูเขา” เพื่อเขยือ้ นสิง่ ยากนันเอง ่ หากที่ป ระชุมการพัฒ นาระบบสุ ขภาพประชุมกัน ได้บ่อ ย และมีการเอาข้อ มูล สถานการณ์ ระบบสุ ขภาพในปั จจุบนั เข้ามาสู่ก ารพิจารณาของที่ประชุม กิจกรรมและโครงสร้างที่จาเป็ นจะผุ ด บังเกิดขึน้ มาจากที่ประชุมการพัฒนาระบบสุขภาพ สถาบันวิ จยั และพัฒนาระบบสุขภาพ จะเกิด ขึน้ มาเพื่อเป็ นเครื่องมือขับเคลื่อน “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพให้ดยี งิ่ ๆ ขึ้น ทัง้ ภายในโรงเรียนแพทย์เองและภายนอก เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม เมือ่ มาถึงขัน้ นี้ ช้างก็จะบินได้ ช้างมีพลังมาก เป็ นสัญลักษณ์แห่งคุณค่า อีกทัง้ มีฤทธิ ์เหาะได้ เพื่อเยียวยาโลกทีเ่ จ็บป่ วยให้เกิดความสุขสวัสดี หน้ าสุดท้าย แพทย์คอื บุคคลที่ทาให้คนอื่นเจ็บได้ โดยเขาขอบคุณ เพราะเขาซาบซึ้งในเจตนาที่จะช่วยเพื่อนมนุ ษย์ของแพทย์ แพทย์และโรงเรียนแพทย์จงึ มีสถานะพิเศษในสังคม เราควรนาเอาสถานะพิเศษทีส่ งั คมมอบให้มาตอบแทนแก่สงั คม แพทย์และโรงเรียนแพทย์สามารถเยียวยาโลกทีเ่ จ็บป่ วยได้ ๑๙ ประเวศ วะสี ปาฐกถาพิเศษในงานมุทิตาจิต ๘๐ ปี ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์อารี วัลยะเสวี โรงเรียนแพทย์ ชัย บินได้ ที่
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
20 October 2005
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ปาฐกถา
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
20 October 2005
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้