auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

คำถามที่สื่อมวลชนและประชาชนควรถามพรรคการเมือง

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เนื้อหาในเอกสารกล่าวถึงคำถามที่สื่อมวลและประชาชนควรตั้งคำถามแก่พรรคการเมืองใน 5 เรื่องใหญ่ๆ ดังนี้ 1. การปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูประบบราชการ 2. การปฏิรูปการศึกษา 3. การแก้ไขความยากจน การกระจายอำนาจ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 4. การป้องกันความรุนแรง 5. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับบน

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

๒ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ # คำถามที่สื่อมวลชน และประชาชน ## ควรถามพรรคการเมือง แม้นักการเมืองจะยังคล้าย ๆ เดิม แต่สังคมไทยได้ก้าวหน้าไประดับ หนึ่งแล้ว ดังจะเห็นได้ว่านักการเมืองที่สาธารณะเชื่อว่ามีประวัติไม่ดี ถูกรังเกียจ และถูกกีดกันจากบทบาทในรัฐบาล การที่กระบวนการปฏิรูปการเมืองเคลื่อน ไปได้ทั้ง ๆ ที่นักการเมืองหลายคนหลายพรรคไม่ต้องการทำ ก็เพราะกระแส ที่ต้องการปฏิรูปการเมืองมีสูงมาก กระแสความต้องการของสาธารณะจึงเป็น เครื่องกำกับพฤติกรรมของนักการเมือง กระบวนการทางสาธารณะจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนาและ ปฏิรูปการเมืองกระแสสาธารณะในการเข้ามามีส่วนทางการเมืองนับวันจะสูงขึ้น นักการเมืองควรจะตระหนักรู้ในข้อนี้และปรับพฤติกรรม ตลอดจนการตัดสิน ใจที่จะนำใครเข้าร่วมไม่ร่วม นักการเมืองหลุดยุคมีแต่จะหลุดออกจากเวที การเมืองสมัยใหม่ที่สาธารณะมีบทบาทสูง ๑ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง กระบวนการทางสาธารณะต้องผนวกด้วยการมีความรู้จริงในประเด็นทางการเมือง การเคลื่อนไหวสาธารณะโดยขาดความรู้จะไม่มีพลัง และนำไปสู่ความรุนแรงได้ ความรู้จริงจะช่วยป้องกันความรุนแรงและช่วยให้สำเร็จประโยชน์ เรื่องการเคลื่อนไหวทางสาธารณะนั้นง่ายกว่าการมีความรู้ เพราะถูกกระตุ้นด้วยปัญหา ตัวอย่างความรู้สาธารณะที่ผนวกกับการเมืองคือ กรณีการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศอังกฤษ เมื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ ๒ ใหม่ ๆ ขณะนั้นทหารอังกฤษยังถอนกลับเกาะอังกฤษไม่หมดนายกรัฐมนตรีวินสตันเชอร์ชิลเป็นวีรบุรุษที่ช่วยให้อังกฤษชนะสงคราม แต่คนอังกฤษไม่เลือกเชอร์ชิลกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีทั้ง ๆ ที่รักเชอร์ชิล เพราะรู้ว่าถ้าเลือกเชอร์ชิลกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะไม่ปล่อยอินเดียเป็นอิสระ อังกฤษจะต้องเข้าไปสู้รบกับอินเดียซึ่งจะเสียหายบอบช้ำต่อไปอีก คนอังกฤษเลือกแอตลีมาเป็นนายกรัฐมนตรีท่านผู้นี้ได้จัดการปล่อยอินเดียเป็นอิสระทันที เขาสามารถแยกความรักกับประโยชน์ของประเทศชาติได้ด้วยความรู้ ของเราถ้าสาธารณะรู้ว่าเลือกพรรคใดแล้วจะเกิดอะไรกับประเทศชาติได้ ก็คงจะเป็นการดี โดยไม่เอาอารมณ์หรือภาพพจน์ของพรรคเป็นใหญ่ นี่ก็ดูเหมือนจะยังเป็นไปไม่ได้ในสังคมไทย แต่ก็อยากจะกล่าวถึงไว้และเสนอประเด็นบางประเด็นที่สื่อมวลชนและประชาชนน่าจะตั้งคำถามกับพรรคการเมือง ## คำถามที่ควรถามพรรคการเมือง สื่อมวลชนและประชาชนควรตั้งคำถามพรรคการเมืองในเรื่องใหญ่ ๆ ๕ เรื่องดังต่อไปนี้ ๑. การปฏิรูปการเมือง และปฏิรูประบบราชการ ๒. การปฏิรูปการศึกษา ๓. การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ๔. การปฏิรูปเศรษฐกิจ ๕. การปฏิรูปสังคม ๒ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ๓. การแก้ไขความยากจน การกระจายอำนาจ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ๔. การป้องกันความรุนแรง ๕. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับบน ขณะนี้สิ่งที่พูดกันมาก คือปัญหาทางเศรษฐกิจอันตกต่ำลงในช่วงรัฐบาลบรรหาร เพราะนักลงทุนไม่มั่นใจในรัฐบาล เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจกันมาก ดังจะเห็นความพยายามที่จะสร้าง "ดรีมทีม" ทางเศรษฐกิจ เรื่องนี้มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของรัฐบาล จึงไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเพราะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเศรษฐกิจส่วนนี้เป็นผู้มีอำนาจที่จะกดดันพรรคการเมือง จึงพูดไว้เป็นข้อที่ ๕ และจะไม่พูดถึงต่อไป สิ่งที่ต้องเป็นห่วงก็คือถ้าสนใจกันเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจระดับบนโดยเฉพาะ ถ้ารัฐบาลใหม่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ จะเกิดความผยอง และละเลยปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาของคนข้างล่าง (ข้อ ๓) อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง นองเลือด (ข้อ ๔) และละเลยการปฏิรูปการเมืองและปฏิรูประบบราชการ (ข้อ ๑) และปฏิรูปการศึกษา (ข้อ ๒) ฉะนั้นสื่อมวลชนและประชาชน นอกเหนือไปจากข้อ ๕ แล้ว จะต้องให้ความสำคัญตั้งคำถามกับพรรคการเมืองในเรื่องที่สำคัญอีก ๔ เรื่องคือ ๑. พรรคการเมืองมีนโยบายที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปการเมืองและปฏิรูประบบราชการหรือไม่อย่างไร สิ่งที่ด้อยพัฒนาที่เป็นตัวถ่วงประเทศไทยคือระบบการเมืองและระบบราชการ ซึ่งต้องการการปฏิรูปเป็นการด่วน พรรคการเมืองมีนโยบายและมาตรการอย่างไรในเรื่องนี้ที่จะทำให้มีการปฏิรูปการเมืองและปฏิรูประบบราชการในการถามไม่ควรถามว่ามีนโยบายหรือไม่มีเท่านั้น ควรถามต่อว่ามีมาตรการอย่างไรที่จะทำให้สำเร็จในเร็ววัน ๓ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ## ๒. พรรคการเมืองมีนโยบายปฏิรูปการศึกษาหรือไม่ อย่างไร การศึกษาของเราถ้ายังเหมือนเดิมประเทศฉิบหายลูกเดียว สิ่งที่ผู้ปกครองมีความทุกข์ความกังวลใจที่สุดคือลูกของเขาจะได้เข้าโรงเรียนที่ดีๆ ได้อย่างไร เพราะโรงเรียนที่ดีมีน้อยเกิน พ่อแม่และเด็กต้องลำบากมากเกิน ต้องกระเสือกกระสนวิ่งเต้นเสียค่าแปะเจี๊ยะ นานาสารพัน ลำบากแทบเลือดตากระเด็น ทั้งๆ ที่การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญแต่ทำไมจึงทำกับประชาชนถึงเพียงนี้ ### ประชาชนจะต้องรุกพรรคการเมืองให้มีนโยบายปฏิรูปการศึกษา ประเทศจะต้องมีโรงเรียนที่ดีอย่างเพียงพอโดยทั่วถึงให้นักเรียนสามารถเรียนได้สะดวก ครูจะต้องได้รับการตอบแทนมากกว่าเดิม และมีคุณภาพสูงขึ้น การจัดการโรงเรียนจะต้องเปลี่ยนแปลงให้โรงเรียนไปสัมพันธ์กับชุมชน กรมจะต้องปรับตัวเป็นทำงานสร้างความรู้ไปสนับสนุนโรงเรียนและชุมชนไม่ใช่โดยการไปควบคุมเขาแต่ปราศจากความรู้จริง กระบวนการเรียนรู้จะต้องปฏิรูปใหม่ให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก สร้างให้เกิดการทำเป็น คิดเป็น สร้างความรู้เป็น และมีความเข้มแข็งทางจริยธรรมที่จะขาดเสียมิได้คือระบบการเงินเพื่อการศึกษา ต้องมีการศึกษาวิจัยให้รู้ว่าประเทศไทยมีรายได้ทั้งหมดปีละเท่าไหร่ (ทั้งในระบบและนอกระบบ) และตกลงกันให้ได้ว่าสังคมไทยจะใช้เงินปีละกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้เพื่อการศึกษา และกำหนดวิธีใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดที่จะเกิดการปฏิรูปการศึกษา ภายใน ๑๒ ปี ประเทศไทยควรจะออกกฎหมายปฏิรูปการศึกษาที่ดีๆ สักหนึ่งฉบับเพื่อผนวกมาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็นไว้เป็นเครื่องมือปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จโดยเร็ววัน สื่อมวลชนและประชาชนควรถามพรรคการเมืองว่ามีนโยบายที่จะออกกฎหมายปฏิรูปการศึกษาหรือไม่ ถ้ามีใจความสำคัญในกฎหมายนี้มีอะไรบ้าง ๔ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ๓. พรรคการเมืองมีนโยบายที่จะแก้ปัญหาความยากจน-กระจาย อำนาจ และการจัดการทรัพยากรหรือไม่ อย่างไร ความยากจนและช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยเป็นปัญหาใหญ่ที่ ไม่เคยแก้ตก และจะเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต จะต้อง แก้ไขให้ได้ ถ้าถามพรรคการเมืองว่ามีนโยบายแก้ปัญหาความยากจนหรือไม่ ทุกพรรคจะตอบว่ามี อย่าพอใจเพียงเท่านั้น และอย่าพอใจคำตอบแต่เพียงว่า จะพยุงราคายาง ราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง เพราะสิ่งเหล่านี้พูดกันมาตลอด แต่แก้ปัญหาไม่ได้จริง ปัญหาความยากจนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องกระจายอำนาจไปให้ ประชาชนมีอำนาจการตัดสินใจในเรื่องทรัพยากร ต้องหนุนให้ชุมชนรวมตัว กันและสามารถจัดการเรื่องของเขาเองให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษา สาธารณสุข และทรัพยากรธรรมชาติ จะต้องมีการออกกฎหมาย รับรองสิทธิของชุมชนในการจัดการที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ โดยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ยังเป็นของรัฐ แต่ชุมชนเป็นผู้จัดการให้เกิดประโยชน์ทั้งในแง่อนุรักษ์เพิ่มพูน สิ่งแวดล้อม และการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อย่ากลับไปทะเลาะกันเรื่อง ส.ป.ก. ๔-๐๑ (สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน เพื่อการเกษตรกรรม) แบบเก่า ๆ อีกเลย ขณะนี้เรามีความรู้ที่จะทำได้ดีกว่า นั้นโดยไม่ต้องมานั่งทะเลาะกันอีกแล้ว ๔. พรรคการเมืองมีนโยบายในการป้องกันความรุนแรงอย่างไร ความขัดแย้งรุนแรงของเลือดจะเกิดใน ๒ เรื่องใหญ่ ๆ คือ (๑) เรื่องคนจนและการแย่งชิงทรัพยากรในชนบท เรื่องคนจนและ การแย่งชิงทรัพยากรชนบทเป็นไปอย่างรุนแรงขณะที่แก้ปัญหายังไม่ได้ คนจน จะชุมนุมและเดินขบวนซ้ำแล้วซ้ำอีก ควรศึกษาวิธีแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ถ้า บอกว่าจะแก้โดยถือหลักกฎหมายเป็นใหญ่แล้ว รับรองนองเลือดแน่ เพราะมี กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมอยู่ถ้าตอกย้ำการใช้กฎหมายเช่นนั้นราษฎรตายลูกเดียว ๕ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ควรจะต้องใช้หลักการหลายหลัก ทั้งนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และการจัดการ ที่สำคัญต้องมีความเมตตาและมีปัญญาจึงจะแก้ปัญหาได้ (๒) ความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งใหญ่คือความขัดแย้งระหว่างเมืองกับชนบท ชนบทจนและอยู่ในระบบอุปถัมภ์ก็จะเลือกผู้แทนอย่างที่เขาเลือก นักการเมืองที่ชาวชนบทเลือกก็จะไม่เป็นที่ถูกใจสื่อมวลชนและคนชั้นกลางในเมือง นักการเมืองก็จะอ้างว่ามาโดยถูกต้องตามกฎหมายเคยมีนักการเมืองชวนราษฎรว่า "พวกเราสักแสนคนยกไปซัดกับพวกในกรุงเทพฯ"การยุยงให้ราษฎรเกลียดชังกันเป็นพวก ๆ ภาค ๆ จะนำไปสู่ความรุนแรงได้ควรงดเว้นเสีย ท่ามกลางความขัดแย้งต่าง ๆ ประเทศต้องการทักษะในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยบางแห่งและสภาความมั่นคงแห่งชาติพยายามส่งเสริมการศึกษาด้านสันติวิธี แต่ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลยังไม่เคยมีนโยบายเรื่องนี้ ควรถามพรรคการเมืองว่ามีนโยบายด้านสันติวิธีอย่างไร ข้างบนเป็นเพียงตัวอย่างบางข้อที่สื่อมวลชนและประชาชนควรถามพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องทำการบ้านให้ดีภายในปีครึ่ง หลังเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๙ ถ้าการเมืองยังล้มเหลวอีก น่ากลัวจะเกิดเรื่องใหญ่ ฉะนั้นนักการเมืองและพรรคการเมืองจะต้องทำให้ดี ที่สำคัญจะต้องเปลี่ยนโจทย์เสียใหม่จากสิทธิของพรรคใดกลุ่มใดจะได้เป็นรัฐมนตรี มาเป็นว่าเป็นสิทธิของบ้านเมืองที่จะได้คนดีที่สุดมาบริหารบ้านเมืองควรมีรัฐมนตรีประจำกระทรวงแต่น้อยเพราะการแก้ปัญหาเป็นกระทรวง ๆ เป็นกรม ๆ นั้นล้มเหลวแล้วต้องคิดวิธีการใหม่ ๆ เช่น รัฐมนตรีที่จะแก้ปัญหาของภาครัฐมนตรีที่จะแก้ปัญหาเรื่องที่สำคัญ ๆ เช่น การจราจรในกรุงเทพฯ เรื่องสตรีและเด็ก ฯลฯ โดยพยายามหาแง่มุมทางกฎหมายออกกฤษฎีกาโอนหน่วยงานต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหามาขึ้นกับรัฐมนตรีนั้น ๆ เป็นการชั่วคราวเพื่อรวมพลังแก้ปัญหาให้ได้ เป็นต้น ไม่ใช่ทำอย่างเดิมไปเรื่อย ๆ ๖ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องยาก ๆ ทั้งสิ้น จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาของบ้านเมืองให้ได้ ถ้ายังเอาแต่ขัดแข้งขัดขา แย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์รับรองเจ็งลูกเดียว ดังที่กล่าวข้างต้นเรื่องบ้านเมืองอย่าปล่อยให้เป็นเรื่องของนักการเมืองเท่านั้นไม่ได้ นักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรเอกชน ผู้นำชุมชน ภาคธุรกิจ และข้าราชการจะต้องแสวงหาความรู้ตีประเด็นให้แตกว่าเรื่องอะไรจะต้องแก้ไขอย่างไรถ้ามีความรู้ที่ชัดเจนแล้วการเคลื่อนไหวทางสาธารณะเพื่อตรวจสอบกำกับ และสนับสนุนการเมืองเป็นเรื่องไม่ยาก การเคลื่อนไหวโดยปราศจากความรู้เป็นความว่างเปล่า เคลื่อนไม่ขึ้น หรือเคลื่อนขึ้นในยามวิกฤตก็นำไปสู่ความรุนแรง ที่ร้ายคือรุนแรงแล้วยังแก้ปัญหาไม่ได้อีก เช่น ในกรณีพฤษภาคม ๒๕๓๕ ฉะนั้นการสร้างความรู้ ตีประเด็นให้แตกจึงสำคัญยิ่งนัก ในยามที่มหาวิทยาลัยมีความอ่อนแอทางวิชาการ ไม่สามารถสร้างความรู้ได้เพียงพอและทันต่อการใช้งานเพราะระบบราชการองค์กรที่เป็นอิสระในการสนับสนุนการสร้างความรู้ได้รวดเร็ว เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงมีความจำเป็นยิ่งนักความเป็นอิสระสำคัญสำหรับการสร้างความรู้ การเมือง และสาธารณะต้องช่วยกันดูแลอย่าให้สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นระบบราชการใช้ความเคยชินในระบบราชการไปใช้อำนาจทำให้ สกว. ไม่เป็นอิสระอันจะทำให้ประเทศฉิบหายเพราะขาดความรู้เข้าไปอีก และเป็นการผิดกฎหมาย สกว. ก็ยังไม่เพียงพอภาคธุรกิจควรให้ความสนใจในการตั้งองค์กรเพื่อการสร้างความรู้ให้มาก ในสหรัฐอเมริกามีองค์กรอย่างนี้มากมาย มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์, ฟอร์ด, คาร์เนกี้ ฯลฯ ประมาณ ๘๐,๐๐๐ องค์กรทำการสร้างความรู้ที่มีความสำคัญยิ่ง ช่วยให้เกิดความเจริญ รัฐบาลหลังเลือกตั้งควรจะออกกฎหมายตั้งกองทุนที่เป็นอิสระในการสร้างความรู้เพิ่มขึ้นอีก เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรถามนักการเมืองอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่มีอยู่ในหัวผู้ถามและผู้ตอบ เพราะเราไม่เห็นความสำคัญของความรู้ ๗ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง แท้ที่จริงความรู้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่เราทะเลาะกันมากเพราะขาดความรู้ ถ้ามีความรู้จะไม่ทะเลาะกันมาก เพราะความรู้ช่วยให้เห็นตรงกันได้ง่าย สาธารณะที่ถูกติดอาวุธด้วยความรู้คือกุญแจทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย และจะช่วยให้เราแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้โดยรวดเร็ว ด้วยสันติวิธี ๔ PQET # คำถามที่สื่อมวลชนและประชาชน ควรถามพรรคการเมือง ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 1996

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
29% Match
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
28% Match
ปฏิรูปตำรวจ: ประชาชนถนอมรักตำรวจ – ตำรวจถนอมรักประชาชน
21% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• รัฐบาล -- ไทย

• พรรคการเมือง -- ไทย

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 1996

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้