auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เนื้อหาในเอกสารเป็นการนำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล ที่ได้มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ โดยมี 18 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ 1. ทิศทางเพื่อใคร : รัฐบาลควรจะมีการทำนโยบายเพื่อคนจน ที่เผยแพร่อย่างทั่วถึงและสามารถตรวจสอบได้ 2. ทิฐิหรือแนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนา ที่เน้นแนวคิดการพัฒนาแบบยั่งยืน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 3. ออกกฎหมายรับรองความเป็นนิติบุคคลขององค์กรชุมชน 4. ปรับนโยบายที่ดินป่าไม้และการอาชีพ 5. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของประชาชน 6. ปรับระบบการศึกษาให้ส่งเสริมศักยภาพของประชาชนทั้งมวล 7. ฟื้นฟูบูรณะบทบาทของสถาบันศาสนา 8. เร่งรัดส่งเสริมการวิจัย 9. เอาใจใส่ต่อคุณภาพชีวิตของคนมากขึ้น 10. ปกป้องรักษาและบำรุงทรัพยากรธรรมชาติ 11. ปรับระบบราชการ 12. สนับสนุนส่งเสริมบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน 13. ส่งเสริมบทบาทของภาคธุรกิจในการพัฒนา 14. ขจัดอาวุธสงครามและมาเฟีย 15. ปรับปรุงกิจการตำรวจ 16. ปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ ที่สำคัญ 17. กำจัดการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างจริงจัง และ 18. สร้างสรรค์ประชาธิปไตยและความบริสูทธิ์ยุติธรรมทางการเมือง
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
๘ มีนาคม ๒๕๓๔ # ความคิดเรื่อง นโยบายของรัฐบาล ที่เขียนนี้ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าการยึดอำนาจเมื่อ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ประกอบด้วยคนที่ซื่อสัตย์สุจริตและมีความ สามารถจำนวนมาก แต่ปัญหาของประเทศชาติก็ยากและสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง สมควรที่จะต้องช่วยกันในฐานะและบทบาทต่างๆ และควรให้กำลังใจและ ความเมตตาแก่ผู้ที่อาสาสมัครเข้ามาเป็นรัฐบาลด้วย ต่อไปนี้เป็นความคิดบางประการเรื่องนโยบายรัฐบาลใหม่ ## ๑. ทิศทางเพื่อใคร ยานพาหนะที่มีกำลังแรง แต่ถ้าหันหัวผิดทิศทางก็แล่นไปทาง อื่น ไม่ถึงจุดที่ควรไป เพราะฉะนั้นจะต้องตั้งคำถามว่ารัฐบาลนี้เพื่อ ใคร รัฐบาลที่แล้วได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลเพื่อคนรวย รัฐบาลนี้จะเหมือนรัฐบาลที่แล้วหรือไม่ การเป็นรัฐบาลเพื่อคนจนไม่ได้แปลว่าต้องทำลายคนรวย แต่ ต้องแก้โครงสร้างและเหตุปัจจัยต่างๆ ที่กำหนดให้คนจนต้องจน รัฐบาลควรจะให้มีการทำนโยบายเพื่อคนจน ออกมาว่า ถ้าจะ ทำเพื่อคนจนแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง และเผยแพร่ออกไปใช้ปฏิบัติ และตรวจสอบการกระทำ # ๒.ทิฐิหรือแนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนา ก่อนจะทำต้องตรวจสอบทิฐิหรือแนวความคิดว่าเป็นสัมมทิฐิ หรือมิจฉาทิฐิ เพราะทิฐิเป็นตัวกำหนดการปฏิบัติว่าเป็นสัมมาปฏิบัติ หรือมิจฉาปฏิบัติ มีคนเกรงกันว่าคณะรัฐมนตรีคณะนี้จะมีแนวทางเศรษฐกิจ เหมือนๆ เดิม คือเน้นเศรษฐกิจมหภาคโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และสังคม ทำให้สิ่งแวดล้อมวิกฤติและสังคมวิกฤติ อันเป็นรูปแบบ การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน (unsustainable development) ควรจะ ใช้แนวคิดการพัฒนาแบบยั่งยืน โดยคำนึงถึงความยั่งยืนของ เศรษฐกิจ ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของสังคม อย่างสอดสานอยู่ในกระบวนการเดียวกัน ถ้าอย่างนี้แนวทางที่จะอุดหนุนคนรวยให้รวยใหญ่โดยหวังว่า จะไหลริน (trickle down) หรือกระเด็นไปให้คนจนเอง ไม่น่าจะ ใช้ได้เพราะคนเป็นคน จะให้รอคอยกินเศษกระดูกที่กระเด็นมาใต้ โต๊ะหาได้ไม่ แต่คนมีความรู้สึก มีความคิด และมีศักยภาพ ต้องมี กระบวนการการพัฒนาศักยภาพของคน และกระบวนการทางสังคม แห่งการมีส่วนร่วมที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ จิตใจ การเมือง สังคม วัฒน ธรรม และสิ่งแวดล้อมพร้อมกันไป การที่จะแยกการประชุม ค.ร.ม. เศรษฐกิจ กับ ค.ร.ม.สังคม ออกจากกันไม่น่าจะถูกต้อง เพราะการตัดสินใจทางเศรษฐกิจที่ไม่ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม ทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่ได้สมดุล เป็นหลักการว่าในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจนั้น จะต้องสอดหรือทัด ทานด้วยวิจารณญาณทางสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วยเสมอ วิจารณญาณทางสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยรัฐมนตรีเจ้า กระทรวงที่เกี่ยวข้องอย่างเดียวก็ไม่พอ เพราะในกระทรวงก็คือข้าราชการ ซึ่งไม่แน่ว่ามีจิตสำนึกและความรู้เพียงพอ ไม่ใช่ระบบราชการ เท่านั้นที่เป็นตัวแทนของความถูกต้อง ควรจะมีตัวแทนขององค์กร พัฒนาเอกชน หรือ NGO (Non Governmental Organization) ที่ทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้าร่วม ประชุมด้วย จะทำให้รัฐบาลได้รับปริทรรศน์ในระดับ "รากหญ้า" เข้าไปทำให้ปัญญาสมบูรณ์ขึ้น องค์กรประสานงานขององค์กรพัฒนา เอกชนเรียกว่า กป/อพช. (คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชน พัฒนาชนบท) ๓. ออกกฎหมายรับรองความเป็นนิติบุคคลขององค์กร ชุมชน ถ้าทหารออกรบแบบตัวใครตัวมันโดยไม่มีการจัดองค์กรจะ แพ้ทุกครั้ง ชาวบ้านต้องต่อสู้กับความยากจนและปัญหาที่ยากแค้นแสน สาหัสอื่น ๆ โดยไม่มีองค์กรหรือสถาบันของตัวเองเลย เป็นที่พิสูจน์ มาแล้วทั้งที่ต่างประเทศและในประเทศว่า การมีองค์กรชุมชนเป็นหัว ใจสำคัญของการพัฒนาและการเผชิญสภาวะวิกฤติ ควรจะมีการออกกฎหมายรับรองความเป็นนิติบุคคลขององค์ กรชุมชน โดยให้มีการรับจดทะเบียนองค์กรชุมชนในทำนองเดียวกับ การจดทะเบียนพรรคการเมือง เมื่อชาวบ้านรวมตัวกันจัดตั้งองค์กรและมีการบริหารจัดการ องค์กรที่เหมาะสม และมาขอจดทะเบียน ให้ทำการจดทะเบียนและ ให้องค์กรชุมชนมีฐานะเป็นนิติบุคคล ให้รัฐบาลให้องค์กรชุมชนเช่าที่ดินในราคาถูกไปสร้างป่าชุมชนและทำเกษตรกรรม และให้ได้รับส่วนแบ่งภาษีอากรที่เป็นธรรมไปใช้ในการดำเนินการชุมชน ถ้าได้ดำเนินการตามนี้จะแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างรวดเร็วและเป็นก้าวกระโดดในการพัฒนาทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม และจะส่งต่อให้การพัฒนาทางการเมืองในระดับอื่น ๆ เป็นไปอย่างถูกต้องง่ายขึ้น ## ๔. ปรับนโยบายที่ดินป่าไม้และการอาชีพ นโยบายป่าสงวนแห่งชาติเป็นตัวอย่างของการคำนึงถึงแต่ป่า แต่ไม่คำนึงถึงสังคม เพราะในเขตที่ขีดเป็นป่าสงวนมีคนยากจนอยู่ถึง ๑๐ ล้านคน ซึ่งกลายเป็นคนผิดกฎหมายและจะต้องโดนขับไล่ ทำให้เกิดความปั่นป่วนขัดแย้งเรื้อรังเรื่อยมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยมีรับสั่งว่า "ไม่ใช่ชาวบ้าน บุกรุกกฎหมาย แต่กฎหมายบุกรุกชาวบ้าน" และเคยมีพระราชกระแสในการปิดสัมมนาที่สำนักงานเกษตรภาคเหนือ เชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ ว่า กรมป่าไม้ไม่มีทางที่จะรักษาป่าไว้ได้ แต่ควรให้ "ราษฎรเป็นผู้ปลูกป่า เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากป่า และเป็นผู้รักษาป่า" อันเป็นแนวความคิดเรื่องป่าชุมชน แต่ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลนำพาปฏิบัติตามพระราชกระแสรับสั่ง กลับใช้นโยบายป่าเศรษฐกิจให้บริษัทเอกชนเช่าที่ไร่ละ ๑๐ บาท เพื่อปลูกยูคาลิปตัสเพื่อการส่งออก อันก่อให้เกิด" กรณีสวนป่ากิตติ" และความขัดแย้งอื่นๆ ตามมาเป็นอันมากจนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลควรเลิกนโยบายให้บริษัทปลูกป่ามาเป็นให้ราษฎรปลูกป่า โดย ๑) ยุติการขับไล่ราษฎรที่ยากจนออกจากเขตป่าสงวน นอกจากบริเวณต้นน้ำลำธาร ๒) จัดที่ให้ราษฎรที่ยากจนทำกินโดยรวดเร็ว และส่งเสริมให้ทำเกษตรผสมผสานหรือวนเกษตร ซึ่งจะได้ทั้งการเกษตรและการสร้างป่าไปด้วยในตัว การจัดสรรที่ดินให้ครอบครัวละ ๑๕ ไร่ ถ้ายังทำเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น ปลูกปอหรือปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียว ไม่พอกินเด็กขาด และไม่เป็นการสร้างป่า การทำวนเกษตรกรรมได้พิสูจน์มาแล้วว่าพอกินและไม่ลดผลผลิต ระบบเกษตรผสมผสานเป็นเศรษฐกิจภูมิคุ้มกันสำหรับชาวบ้าน ควรเชื่อมต่อด้วยอุตสาหกรรมหมู่บ้านและการทำการค้า ๓) ยกเลิกการให้บริษัทเป็นผู้ปลูกป่า แต่ให้บริษัทซื้อที่ดินปลูกยูลิตส์ เพื่อส่งให้อุตสาหกรรมการทำเยื่อกระดาษ ๕. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของประชาชน ได้มีการพิสูจน์มาแล้วว่าเมื่อประชาชนรวมตัวกันมีองค์กรตามที่กล่าวถึงในข้อ ๓ และมีกระบวนการเรียนรู้โดยวิเคราะห์ปัญหา วินิจฉัยปัญหา วิเคราะห์ทางเลือก และตัดสินใจทางเลือกที่ถูกต้อง จะแก้ปัญหาความยากจนได้โดยรวดเร็ว ทั้งในชนบทและในเมือง การพัฒนามิใช่การแจก หรือการสั่งให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่อยู่ที่ประชาชนมีกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรจะ ๑) ส่งเสริมให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องและให้หน่วยราชการปรับทิศทางการพัฒนา จากการออกคำสั่งจากส่วนกลางไปเป็นส่ง เสริมสนับสนุนการรวมตัวและกระบวนการเรียนรู้ของประชา ชน ในการนี้ต้องมีการปรับวิธีการวงงบประมาณใหม่ให้คล่องตัว และยืดหยุ่น ๒) ส่งเสริมบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน และภาคธุรกิจให้เข้า มาส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรชุมชน ๓) ให้ระบบการศึกษาเข้ามาส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน โดยปรับโรงเรียนประถมศึกษาให้เป็นโรงเรียนชุมชน และ สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ขึ้นทั้งประเทศตามที่ขยายความในข้อ ๖ ข้างล่างนี้ ## ๖. ปรับระบบการศึกษาให้ส่งเสริมศักยภาพของประชา ชนทั้งมวล การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจ จิต ใจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม แต่รัฐบาลที่แล้วมา ขาดความเข้าใจและความสนใจอย่างจริงจัง ทำให้ระบบการศึกษา อ่อนแอไม่เป็นพลังของสังคม ทั้งทางปัญญาและจริยธรรม นายกรัฐมนตรีควรจะให้ความสนใจการศึกษาอย่างจริงจังรัฐ บาลควรจะ (๑) สร้างวัฒนธรรมความรู้ ให้ประชาชนนิยมการแสวงหาและใช้ ความรู้อย่างจริงจัง ในปัจจุบันและอนาคตต้องมีความรู้จริง จึง จะแก้ปัญหาต่างๆ ได้ (๒) ให้ระบบการศึกษาศึกษาจากความเป็นจริงของท้องถิ่นและสังคม ไทย ให้โรงเรียนประถมศึกษาปรับตัวเป็นโรงเรียนชุมชน ทำ การศึกษาชุมชน และจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาทั้งปวงของชุม ชน ไม่ใช่สอนแต่เด็กประถมซึ่งเป็นวิธีการที่ช้าและไม่ทันกาล ทั้งนี้โดยดึงทรัพยกรทางการศึกษาทั้งปวงเข้ามาใช้ในเครือข่าย การเรียนรู้ทั่วประเทศ (๓) ปรับกระบวนการเรียนรู้ใหม่ทุกระดับ ให้พ้นการเน้นการท่อง จำเนื้อหาไปสู่การพัฒนามนุษย์ให้ครบทุกมิติ ทั้งทางสติปัญญา จิตสำนึก และคุณธรรมจริยธรรม (๔) กระจายอำนาจการบริหารการศึกษา โดยเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัย ก่อน ให้สำนักงบประมาณจัดสรรยอดเงินอุดหนุนอุดมศึกษา ตามนโยบายของรัฐบาล ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดสรร งบประมาณอุดหนุนอุดมศึกษา (University Grant Commission) วางเกณฑ์การจัดสรร และให้สภา มหาวิทยาลัยเป็นผู้ควบคุมการบริหารงบประมาณที่ได้รับจัด สรร โดยวิธีนี้จะปฏิรูปการอุดมศึกษาให้เข้ารูปเข้ารอยและมี พลังมากขึ้น (๕) ให้ชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันทางศาสนา ธุรกิจ และ องค์กรอื่นทางสังคม มีบทบาทในการศึกษาในรูปแบบที่ต่างกัน (๖) พัฒนาบทบาททางการศึกษาของสื่อมวลชน ๗. ฟื้นฟูระบบทบาทของสถาบันศาสนา ศาสนาเป็นสถาบันหลักของสังคม แต่เสื่อมบทบาทไป และ พระสงฆ์ขาดความสามารถที่จะฟื้นฟูระบบทบาทของสถาบัน ศาสนา หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การศึกษาของพระสงฆ์ซึ่งควรจะเน้นที่ ๓ ประการคือ (๑) ศึกษาให้เข้าใจพุทธธรรมที่ลึกซึ้งทั้งทางปริยัติและปฏิบัติ (๒) ศึกษาให้เข้าใจชีวิตและสังคมของคนปัจจุบัน เพื่อจะได้ติดต่อสื่อสารได้ผล (๓) ฝึกหัดเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร เพื่อกระทำอนุสาสนีปาฏิหาริย์ให้ปรากฏ ๘. เร่งรัดส่งเสริมการวิจัย การวิจัยช่วยให้ชาติมีสติปัญญาสูงขึ้น แต่การวิจัยในประเทศไทยอ่อนแอ รัฐบาลควรเข้ามาทำความเข้าใจอย่างจริงจังและปรับปรุงแก้ไข ๙. รัฐบาลควรเอาใจใส่ต่อคุณภาพชีวิตของคนมากขึ้น รัฐบาลควรคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และสุขภาพ ทั้งทางกาย ทางจิต และทางสังคม โดยให้ความเอาใจใส่เป็นพิเศษต่อการลดอุบัติภัยต่างๆ ต่อพัฒนาการและการปกป้องคุ้มครองเด็ก การแก้ปัญหาโสเภณี การแก้ปัญหาโรคเอดส์ การส่งเสริมสถาบันครอบครัว และการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างจริงจัง ๑๐. ปกป้องรักษาและบำรุงทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติที่ควรปกป้องรักษาและทะนุบำรุง เช่น ที่ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า แหล่งน้ำ และอากาศ ให้มีดุลยภาพและประโยชน์ยั่งยืนต่อประชาชนทั้งหมด และลดการเกิดมลภาวะให้เหลือน้อยที่สุด ๑๑. ปรับระบบราชการ ในช่วงยึดอำนาจเช่นนี้จะเกิดความผิดพลาดที่สำคัญคือ ไป สนับสนุนระบบราชการมากเกินไป ระบบราชการมีปัญหามากจำ เป็นต้องได้รับการแก้ไข หลักการที่สำคัญคือ ให้ระบบราชการมีขนาดเล็กลง ให้ข้า ราชการมีความสามารถและได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น ทั้งนี้โดยการ กระจายการปฏิบัติไปให้ภาคเอกชน องค์กรชุมชน และองค์กร พัฒนาเอกชน ราชการต้องมีความสามารถสูงขึ้น แต่ลดบทบาทปฏิบัติไปสู่ การส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้อื่นทำ และกำกับกติกาให้เกิดความถูก ต้อง ๑๒. สนับสนุนส่งเสริมบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน เช่นเดียวกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยภาคเอกชนการ พัฒนาสังคมก็ต้องอาศัยภาคเอกชน แต่เป็นภาคเอกชนอีกชนิด หนึ่งที่ไม่หวังผลกำไรที่เรียกว่า องค์กรพัฒนาเอกชน รัฐบาลควรส่งเสริมสนับสนุนให้มีองค์กรพัฒนาเอกชนมากๆ และมีศักยภาพเข้ามาทำงานเชื่อมโยงกับภาคราชการ และภาคธุรกิจ เอกชน ทั้งนี้ควรมีการตั้งกองทุนส่งเสริมองค์กรพัฒนาเอกชน ๑๓. ส่งเสริมบทบาทของภาคธุรกิจในการพัฒนา ภาคธุรกิจจะทำการโดยมุ่งหวังกำไรอย่างเดียวไม่ได้ แต่ควรมี บทบาทในการพัฒนาและทะนุบำรุงสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยส่ง เสริมสนับสนุนองค์กรชุมชนที่กล่าวถึงในข้อ ๓ กระบวนการเรียน รู้ของประชาชนที่กล่าวถึงในข้อ ๕ การศึกษาที่กล่าวถึงในข้อ ๖ องค์กรพัฒนาเอกชนที่กล่าวถึงในข้อ ๑๒ หรือจัดตั้งองค์กรพัฒนา เอกชนของตนเอง ในทำนองเดียวกับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ มูล นิธิฟอร์ต และอื่นๆ ๑๔. ขจัดอาวุธสงครามและมาเฟีย ประเทศไทยมีอาชญากรรมและความรุนแรงสูง ไม่สมเป็น เมืองพุทธศาสนา และมีเจ้าพ่อมาเฟียซึ่งมีเส้นสายกับทางราชการ ธุรกิจ และการเมือง สมควรได้รับการขจัดปัดเป่าให้เบาบางหรือหมดไปโดยเร็ว และเพื่อแก้คำครหาว่า บางคนในวงการมีความสนิทสนมอยู่กับมา เฟียอีกด้วย ๑๕. ปรับปรุงกิจการตำรวจ กิจการตำรวจมีผลกระทบต่อการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของ ประชาชนอย่างใกล้ชิด และที่แล้วมามีคำครหาเกี่ยวกับความไม่ถูก ต้องอย่างใหญ่หลวง ควรจะปรับปรุงกิจการตำรวจให้มีขนาดเล็กลง คุณภาพ บุคลากรสูงขึ้น และให้ได้รับเงินเดือนสูงขึ้น ทั้งนี้โดยการกระจาย อำนาจหน้าที่ไปสู่หน่วยงานอื่น แยกอำนาจการจับกุมและสืบสวน สอบสวนออกจากัน และให้ตำรวจขึ้นกับท้องที่ นอกจากงานที่จำ เป็นสำหรับส่วนกลางยังคงอยู่กับกรมตำรวจ ๑๖. ปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ ที่ สำคัญ ปฏิรูปกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ให้สามารถเอื้อ อำนวยและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การ เมือง โดยมุ่งเน้นถึงการส่งเสริมไม่เฉพาะแต่สิทธิส่วนบุคคลเท่านั้น หากมุ่งถึงโครงสร้างที่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม และการ ส่งเสริมและรักษาสิทธิของมนุษยชนด้วย ๑๗. กำจัดการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างจริงจัง กำจัดการฉ้อราษฎร์บังหลวงไม่เฉพาะทางการเมือง แต่ใน ระบบราชการและในภาคธุรกิจด้วย ๑๘. สรรค์สร้างประชาธิปไตยและความบริสุทธิ์ยุติธรรม ทางการเมือง โดยป้องกันและปราบปรามการซื้อและขายเสียงการเลือกตั้ง อย่างจริงจัง ปรับปรุงการเลือกตั้งเพื่อลดอิทธิพลของนายทุน เปิด โอกาสให้คนดีมีความสามารถลงเลือกตั้งโดยอิสระ รีบเร่งส่งเสริม การศึกษาทางการเองและลทบาททางการเมืองของประชาชนใน กลุ่มต่างๆ และปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นระบบ เปิดที่ประชาชนมีสิทธิที่จะตรวจสอบได้ ข้างต้นนี้คือ ความคิดบางประการเรื่องนโยบายของรัฐบาลใหม่ ขอให้ลองเอาไปพิจารณากันดู ถ้าต้องการใช้ข้อใดก็เอาไปจัดทำละเอียด และสร้างมาตรการที่จะทำให้เกิดผลอย่างจริงจังโดยเร็ว นักวิชาการและสาธารณอาจนำมาวิพากษ์วิจารณ์และใช้ในการตรวจสอบ นโยบายของรัฐบาล ทั้งรัฐบาลนี้ และรัฐบาลอื่นที่จะมีมาในอนาคต Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image’s main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. PGET ความคิดเรื่อง นโยบายของรัฐบาล ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1993
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ไทย -- การเมืองและการปกครอง -- 2534
• นโยบายสาธารณะ
• นโยบายเศรษฐกิจ
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1993
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้