auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
PCET การแพทย์และการ สาธารณสุขในรอบ 25 ปี ประเวศ วะสี 50 เมืองไทย กำลัง เสื่อม ? # สังคมศาสตร์ปริทัศน์ รายเดือน ฉบับที่ ๖ ปีที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๑๔ ๔ ในเล่ม ๖ จดหมายถึงบรรณาธิการ ๑๐ บทนำ ## บทความจากปก กมล สมวิเชียร ๑๒ ทหารไทยในรอบ ๒๕ ปี พระมหาเสฐียรพงษ์ ปุณณวุฒิโต ๒๐ พระสงฆ์ไทยในรอบ ๒๔ ปี อภิชัย พันธเสน ๓๐ เศรษฐกิจไทยในรอบ ๒๕ ปี พิพัฒน์ ไชยอารี ๔๐ แรงงานไทยในรอบ ๒๕ ปี ประเวศ วะลี ๔๘ การแพทย์และการสาธารณสุขในรอบ ๒๕ ปี ชลูค นิ่มเสมอ/ยศ วัชระเสถียร/ ๖๐ สัมภาษณ์ : แต่ก่อนกับปัจจุบัน วิจิตรา ศรีสะอ้าน/ฝน แสงสิงแก้ว ศิลป, วรรณกรรม, มหาวิทยาลัย, โรคจิต พลกุล ผังกินันทน์ ๖๘ โลกที่สาม/เผชิญหน้าผู้ก่อการ ( เก็กเหม็ง ) ร.ศ. ๑๓๐ ชัยอนันต์ สมุทวนิช/วารินทร์ วงศ์พายุเชาว์ ๗๕ บันทึกทูตไทย พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ๘๔ สปายในเมืองไทยมีบ้างไหมครับ ? ศิริพร หนูแก้วขวัญ ๘๓ ร้อยกรอง/ลาก่อนอุดมการณ์ พาโบล นารูต้า ๑๐๔ กวีต่างแดน/บางตอนจาก "จดหมายถึง มิเกวล โอเทโร ซิลวา คำสิงห์ ศรีนอก ๙๖ กำแพงลม/กังวานไพร นิคม ราชสวา ๘๘ เรื่องสั้น/คนดำน้ำ ธงยุทธ สุทธวงศ์ ๑๐๐ คนกับสิ่งแวดล้อม/การศึกษาประชากรที่บ้านไผ่ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ๑๐๔ รัฐบาลเจาของอเมริกาคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน ๑๑๐ วิจารณ์หนังสือ ๑๑๔ ข่าวในวงการหนังสือ ๑๑๙ บรรณาธิการ ผู้วิจารณ์หนังสือ นิวัติ กองเพียร สมพร แสงชัย ข้อคิดเห็นใด ๆ ในหนังสือนี้ ย่อมเป็นของผู้เขียน มิใช่เป็นทัศนะของสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ส่วนลิขสิทธิ์ของทุกบทความ เป็นของ "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" การดีพิมพ์ซ้ำ ต้องแจ้งให้บรรณาธิการทราบก่อน "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" ออกปีละ ๑๒ ฉบับ จำหน่ายปลีกตามร้านทั่วไป เล่มละ ๘ บาท ( กระดาษปอนด์ ) ๕ บาท ( กระดาษปรูฟ) สมาชิก ค่าบำรุงปีละ ๘๐ บาท โดย ส่งธนาณัติได้ในนาม นายชวลิต ปัญญาลักษณ์ ผู้จัดการ ( สั่งจ่ายไปรษณีย์รองเมือง ) สำนักพิมพ์ สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย จุฬาซอย ๒ ถนนพญาไท กรุงเทพฯ ๕ โทร ๕๗๖๒ ขอเสนอหนังสือที่มีคุณค่าอย่างเอกอุ ของ พระยาอนุมานราชธน ชุดประเพณีไทย ๔ เล่ม ( "เกิด - ตาย" "ปลูกเรือน - แต่งงาน" "ตรุษ - สารท" และ "ประเพณีเป็ดเตล็ด") สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับพิเศษ พระยาอนุมานราชธนในทัศนะของคนรู้จัก ( ข้อเขียนของบุคคลสำคัญ ๆ ที่กล่าวถึง) Essay on Thai Folklore (ข้อเขียนภาษาอังกฤษทางวัฒนธรรม ประเพณีไทย และภาษาศาสตร์) เกิด-ตาย ปัจจุบัน ๑๐,๐๐๐ ประเพณีไทย และภาษาศาสตร์ # สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ## รายเดือน **เจ้าของ :** นายป่วย อึ๊งภาภรณ์ แทนสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ประธานคณะบรรณาธิการ : นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ คณะบรรณาธิการ : นายฉัตรทิพย์ นาถสุภา นาย นรนิติ เศรษฐบุตร นายวารินทร์ วงศ์หาญเชาว์ นายวิรุทธ วิเชียรโชติ นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี **สำนักงาน :** สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย สมาคม สังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ถนนพญาไท จุฬาฯ ซอย ๒ พระนคร โทร. ๕๗๖๒๒ **คณะผู้จัดทำ** "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" รายเดือน นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการและเลขา นุการคณะบรรณาธิการ นายชวลิต ปัญญาลักษณ์ ผู้จัดการ นายวีรประวัติ วงศ์พัวพันธุ์ ผู้ช่วยฝ่ายบรรณาธิการ นายสันติ เล็กสุขุม ผู้ช่วยฝ่ายศิลป นายพิภพ ธงไชย ผู้ช่วยฝ่ายเลขานุการ ## สังคมศาสตร์ปริทัศน์ รายเดือน ยังไม่ตาย มกราคม ศกหน้า อ่าน สัมภาษณ์ พลโท สายหยุด เกิดผล "ผู้ก่อการร้ายในเมืองไทย" ## สำนักพิมพ์ สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย จุฬาฯ ซอย ๒ ถนนพญาไท กรุงเทพฯ ๔ โทร. ๕๗๖๒๒ เริ่มเปิดบริการท่านผู้อ่านอีกครั้งหนึ่งแล้ว วันเสาร์ ๘.๓๐ น. ถึง ๑๗.๐๐ น. วันอาทิตย์ ๘.๓๐ น. ถึง ๑๒.๐๐ น. วันอาทิตย์ และ วันหยุดราชการปิด ขณะนี้กำลังเตรียมจัดพิมพ์หนังสือใหม่ และหนังสือเก่าที่ขาดตลาดไปแล้ว ขอเชิญท่านติดต่อขอรายการหนังสือ หรือแวะชมได้ทุกเวลาที่เปิดทำการ ธนาณัติ เช็กไปรษณีย์ ที่ส่งซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์และสมัครเป็นสมาชิก สังคมศาสตร์ปริทัศน์ โปรดสั่งจ่าย ในนาม ผู้จัดการสำนักพิมพ์สังคมศาสตร์ ณ. ป.ท. รองเมือง ในเล่ม เมืองไทยในรอบ ๒๕ ปีนี้ ศาลท้าวมหาพรหม ช่างมีคนไปกราบไหว้ ขอความช่วยเหลือกันมากมายเสียจริง ราวกับเป็นหน่วยรับคำร้องทุกข์ และ บรรเทาทุกข์เบ็ดเสร็จไปในตัว คนในยุคนี้มีความทุกข์กันมากมายถึงเพียงนั้น เชียวหรือ นั่นเป็นคำถามที่เราถามตัวเอง สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนี้ คงมิได้ช่วยให้ใครคลายทุกข์ลงได้เช่นกัน หากแต่จะนำปัญหาและความโน้มเอียงต่าง ๆ มาวิเคราะห์ในทางวิชาการจาก หลายแง่หลายมุม เพื่อมองดูว่าเมืองไทยเราได้เป็นมาอย่างไร นับแต่เรื่อง "ทหารไทยในรอบ ๒๕ ปี" โดย กมล สมวิเชียร "พระสงฆ์ไทยในรอบ ๒๕ ปี" โดย พระมหาเสฐียรพงษ์ ปุณณวณโณ "เศรษฐกิจไทยในรอบ ๒๕ ปี" โดย อภิชัย พันธเสน "แรงงานไทยในรอบ ๒๕ ปี" โดย พิพัฒน์ ไทยอารี "การแพทย์และการสาธารณสุขของไทยในรอบ ๒๕ ปี" โดย ประเวศ วะสี นอกจากนั้นเรายังได้สัมภาษณ์ความเห็นบุคคลจากสาขาอาชีพต่าง ๆ ตั้งแต่ศิลปิน นักเขียน จิตแพทย์ และ อาจารย์มหาวิทยาลัย มารวมไว้ด้วย เราเคยดำริที่จะทำ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับ "เมืองไทยในรอบ ๒๕ ปี ของรัชกาลปัจจุบัน" มา ตั้งแต่ตอนต้นปี หากแต่ทิศที่หาบทความมารวมออกอยู่ในเล่มเดียวกัน ไม่ทันวันที่ ๕ มิถุนายน ซึ่งเป็นวัน รัชดาภิเษก บทความต่าง ๆ จึงต้องเก็บไว้เพื่อรอโอกาสให้ถึงเดือนธันวาคม อันเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง พระชนมพรรษา ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้น สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนี้จึงถือโอกาสนำ เอาความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของสาขาต่าง ๆ อันคิดว่าจะเป็นปัญหาสำคัญ มาวิเคราะห์สภาพการณ์ ของเมืองไทยตลอดระยะเวลา ๒๕ ปีที่ผ่านมา โดยหวังว่า การทำเช่นนั้น จะเสนอ 'ข้อเท็จจริง' และความ เห็นอันเป็นความบริสุทธิ์ใจออกมา เพื่อเป็นประโยชน์ทั้งแก่ผู้อ่านของเรา และเพื่ออุทิศถวายเนื่องในโอกาส รัชดาภิเษก และเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะมีมาถึงในวันที่ ๕ ธันวาคม ศกนี้ด้วย @ "ถ้าท่านผู้ใดที่เป็นราษฎรได้อ่านแล้ว ขอจงอย่าลืมถ้อยคำของเราเสียว่า เราได้พิพากษาไว้ว่า ไม้ ๓ อันขัดไขว่กัน ( ประเทศชาติ ) จึงจะดำรงอยู่ได้ คืออธิบายว่าพระมหากษัตริย์ทรงดำรงตั้งอยู่ในทศพิธ ราชธรรมและทรงพระปรีชาสามารถ เสนาบดี เจ้านายข้าราชการ มีความสุจริตซื่อตรงกตัญญูเมตตาแก่ ราษฎร" ราษฎรมีความฉลาดรอบรู้กตัญญูต่อชาติรักประเทศที่เกิดแก่ตน รู้จักคุณแห่งพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้ง ๓ ประการนี้บ้านเมืองจึงจะเจริญอยู่สืบกาลนาน ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ในสมัยนี้เป็นอัน จะรักษาตัวอยู่ไม่ได้ โดยเหตุว่าไม่เหมือนในสมัยบูรณาการที่ถือบุญญาอภินิหารและบารมี - - " เทียนวรรณ ( ก.ส.ร. ภุหลาบ ) - นักคิดคนสำคัญในสมัยรัชกาลที่ ๔ ( จากหนังสือ เทียนวรรณ ของ สงบ สุริพินทร์ ๒๔๙๔ ) * เป็นครั้งแรกที่มีการพูดว่า "รัฐบาลคือผู้รับใช้ประชาชน" ๔ รัชดาภิเษก-เฉลิมพระชนมพรรษา • รัชดาภิเษกเบื้อง ยี่สิบห้าขวบปี เมืองไทยเปลี่ยนแปลงทวี ฝันฝ่าอุปสรรคซ้อง บารมี พระเอ๋ย ปกป้อง ถวัลย์ยศ ยิ่งฤๅ สฤษฎ์ล้ำสราญรมย์ ฯ • ชื่นชมกรณียกิจเกื้อ เฉกร่มแก้วมาดุลย์ จุดรวมแน่นแห่งชาติชุมห์ ราษฎร์ทุกข์พระเยือนย้อน การุณ ราษฎร์ฤๅ ดับร้อน ช่วงชัชวาลเชย ทุกข์เพียงพลันหาย ๆ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ฯ ( ข้าพระพุทธเจ้า นายอิสระ ปั้นชุด ประพันธ์ในนาม คณะผู้จัดทำและคณะบรรณาธิการ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ) # จดหมายถึงบรรณาธิการ ## ความเป็นกลาง อันเนื่องจากบทความของผมเรื่อง "นโยบาย การต่างประเทศของไทยะเหนือเมฆหรือใต้ดิน" ใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๔ ได้มีจดหมาย จากผู้อ่านชื่อ ชวน พึะมาน เขียนมาประท้วงใน ความห่าม ความเขลา และโดยทั่วไป ความไร้ประ โยชน์ของบทความดังกล่าว นายชวนจะเห็นผมเป็นอย่างไร ผมไม่เดือดร้อน เลย ผมเป็นห่วงแต่เพียงว่า ข้อเขียนและความคิด ของผมมันมีหลายประเด็นด้วยกัน ถ้าผู้อ่านอ่านโดย ละเอียดก็ย่อมเข้าใจว่ามันมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน แต่ถ้าทำแบบนายชวน คือยกข้อใดข้อหนึ่งโดย เฉพาะออกมาวิจารณ์โดยไม่คำนึงถึงข้ออื่น ๆ ผู้นั้น ย่อมไม่เข้าใจในสาระสำคัญของเรื่อง เพื่อให้เป็นที่ชัดแจ้งแก่นายชวน ผมขอกล่าวถึง ข้อคิดที่ผมเสนอให้มีการชักชวนญี่ปุ่นและอินเดียเข้า มามีส่วน ในการประกันความเป็นกลางของอาเซีย ตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกับอเมริกา โซเวียต และจีน คอมมิวนิสต์ ซึ่งนายชวนว่าผมเขาเพราะไม่คำนึง ว่า อินเดียไม่อาจประกันความเป็นกลางของตัวเองได้ ส่วนญี่ปุ่นก็มีรัฐธรรมนูญห้ามมีกำลังทหาร ทั้งหมดนี้ ผมมีความเศร้าใจมากที่นักวิชาการ "แบบนายชวน ซึ่งมีอยู่มาก" ไม่อาจดึงตัวเข้ามาสู่ยุคปัจจุบัน ยัง มองปัญหาการประกันความปลอดภัย ๆ ล ๆ เฉพาะ ในด้านการทหารในปัจจุบัน และตามความหมายของ " การประกันความเป็นกลาง" ที่ปรากฏในบทความ ของผมนั้นกินความไปถึงการนำกำลังอำนาจทางทหาร ทางเศรษฐกิจและทางสังคมของโลกมาประกอบกัน เข้าเป็นอันเดียวกัน เพื่อวัตถุประสงค์ อันเดียวกัน สหรัฐฯ โซเวียต และจีนคอมมิวนิสต์ เป็นมหาอำนาจ โดยแท้ในทั้งสามลักษณะ ญี่ปุ่นถึงจะมีรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามมีกำลังทหาร แต่ถ้านายชวนจะใช้เวลาเพียง เล็กน้อยศึกษาความคลี่คลายของเหตุการณ์แวดล้อม ก็จะรู้ว่าขณะนี้ญี่ปุ่น เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ใน อาเซียและเป็นรองเพียงไม่กี่ประเทศในโลกนี้ ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีกำลังทหารเรียกว่า Self-Defence Force ซึ่งถ้า นายชวนติดตามข่าว ก็ควรจะรู้ว่ากำลังดังกล่าวเป็น กองทัพที่มีกำลังทหารเกือบจะสมบูรณ์ เพียงแต่ชื่อ เท่านั้นที่ยังทำให้คิดไปว่าเป็นกำนองหน่วยอาสารักษา ดินแดน ในไม่ช้านัก เราคงจะได้เห็นการแปรสภาพ ของกองกำลังป้องกันตัวเองของญี่ปุ่นมาเป็น National Armed Forces โดยแท้ ที่อ้างกันว่ารัฐธรรมนูญ ญี่ปุ่นห้าม เป็นข้ออ้างที่ขาดความสำนึกสำคัญคือ รัฐธรรมนูญนั้นก็ถือกฎหมาย และกฎหมายย่อม เปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัยและความคลี่คลายทาง การเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ ยิ่งรัฐธรรม นูญดังกล่าว อันเป็นผลจากการบังคับของอเมริกาผู้ ชนะสงคราม ก็ยิ่งน่าจะเข้าใจได้ง่ายว่าไม่ช้าญี่ปุ่นจะ ปรากฏตัวเป็นมหาอำนาจโดยสมบูรณ์ ไม่แต่เฉพาะ ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอยู่แล้ว แต่รวมทั้งในทาง ทหารและทางการเมืองด้วย เพราะขณะนี้อเมริกา กำลังพยายามถอนตัวออกจากอาเซียและต้องการให้ ญี่ปุ่นรับภาระหน้าที่แทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ เผชิญหน้ากับจีนคอมมิวนิสต์ ในเมื่อญี่ปุ่นมีอิทธิพล เหนืออาเซีย ( และจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ) ไม่ควรหรือ ที่จะพยายามดึงเข้ามาร่วมในการมหาประเทศที่ อาจจะประกันความเป็นกลางของอาเซีย ตะวันออก เฉียงใต้ สำหรับอินเดียนั้น อาจจะเข้าใจยากกว่ากรณี ญี่ปุ่น แต่ขออธิบายโดยสรุปว่า โดยที่อินเดียเป็น ประเทศที่ใหญ่ที่สุดในหมู่ประเทศด้อยพัฒนาด้วย กันในอาเซีย ใหญ่ทั้งอาณาบริเวณ ทั้งในด้านจำนวน ประชากร และใหญ่ในความที่มีปัญหาของความด้อย พัฒนามากที่สุดประเทศหนึ่งด้วย และด้วยเหตุที่ อินเดียมีสรรพคุณดังกล่าวมี ประกอบกับชอบที่จะทำ ตัวเป็นประเทศพี่เปิ้มแห่ง "โลกที่สาม" จนเป็นที่ ยอมรับโดยทั่วไป ( เราจะชอบหรือไม่ นั่นอีกเรื่อง หนึ่ง ) ว่าเป็นกำลังสำคัญทั้งในทางการเมืองและ สังคมระหว่างประเทศ ที่สนับสนุนให้ขักนำอินเดีย เข้ามาสู่วงการของมหาประเทศที่อาจประกันความ เป็นกลางของอาเซียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ด้วยหวังจะ ใช้ฐานะอันเป็นที่เชื่อถือของอินเดีย กับความรู้ (จาก ประสบการณ์ของอินเดียเอง ) ในปัญหาต่าง ๆ ของ ประเทศด้อยพัฒนาในอาเซียตะวันออกเฉียงใต้ เป็น 6 สื่อเป็นปากเสียงที่จะชี้แจงให้มหาประเทศฝ่ายอื่น ๆ เข้าใจในความต้องการและปัญหาของเรา ทั้งนี้ควรจะเป็นที่เข้าใจว่า ความสงบความราบรื่นของอาเซียตะวันออกเฉียงใต้มิได้ขึ้นอยู่แต่กับการประกันความปลอดภัยจากการรุกรานแทรกแซงเท่านั้น หากแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะผ่อนคลายแก้ไขปัญหาความยากลำบากและยุ่งยากที่ประเทศแห่งอาเซียตะวันออกเฉียงใต้ประสบอยู่ทุกวันนี้ด้วย โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่ผมได้เขียนบทความเรื่อง "นโยบายการต่างประเทศของไทย ๆ" ก็ดี การเขียนตอบนายของนายชวน พีระมาน ก็ดี ก็เพื่อที่จะนำเรื่องที่ค่อนข้างจะซับซ้อนมาขยายความให้แก่ผู้สนใจโดยทั่วไปได้มีส่วนรู้เห็นด้วย ไม่ใช่เป็นเรื่องผูกขาดแต่เฉพาะในกระทรวงการต่างประเทศ หากข้อเขียนของผมดูก้าวร้าวผิดวิสัย "นักวิชาการ" ผมยอมรับด้วยตีว่าผมไม่ได้เป็นนักวิชาการและก็ไม่เคยอุปโหลกดัวเองเป็นนักวิชาการ ถ้าหากความก้าวร้าวของผมจะช่วยทำลายความโกหกหมดเท็จ ความหลอกลวง ความอยุติธรรม และอุปสรรคต่างๆ ของความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง ผมขอยืนยันว่าจะถ้าวร้าวด้วยกว่าที่แล้วมา ปรีชา อารยะ พระโขนง กรุงเทพฯ นิมิตดีที่รัฐบาลใจกว้าง ขอขอบคุณบรรณาธิการในผลงาน สังคมศาสตร์ ปริทัศน์ ฉบับแนะนำ "สาธารณรัฐประชาชนจีน" ไว้ ณ โอกาสนี้ เนื่องจากทัศนะ หรือข้อเขียนต่าง ๆ เป็นดุจหนึ่งประทีป ฉายแสงให้ปวงชนได้ทราบ (มากกว่านิตยสารอื่น ๆ ) ว่า ประเทศที่มีพลเมือง ๘๐๐ ล้านคน หาใช่เป็นตัวยักษ์ตัวมารไม่ อย่างน้อยเขาก็มีความเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกัน และมีหลาย ๆ สิ่ง ซึ่งอาจจะดีกว่าเราด้วยซ้ำไป หากข้อเขียนดังกล่าวมีมูลแห่งความเป็นจริง การเมืองระหว่างประเทศที่กำลังเบนเข็ม ( การเมือง ) ไปสู่ฝันแผ่นดินใหญ่นี้ นับเป็นการตัดสินใจหรือวางนโยบายที่น่าสรรเสริญ เพราะเป็นการแสดงถึงความมีน้ำใจเยี่ยงมนุษย์ ที่ยอมรับว่า ประชากร ๘๐๐ ล้านคน บนฝันแผ่นดินนั้น ก็มีความเป็นมนุษย์เช่นกัน ฉะนั้นจึงสมควรที่จะสมานฉันท์ หรืออยู่ร่วมกัน เพื่อสันติภาพแห่งโลก มิใช่คอยแต่จะกีดกัน สร้างทัศนคติที่ผิด ๆ หวาดกลัว และหลอกให้คนอื่นกลัวแบบไร้เหตุผล หากใครอาจหาญ เสาะหาซึ่งความจริงแล้วถูกผู้ใช้อำนาจตราหน้าและกลั่นแกล้งนานัปการ พฤติกรรมก็ย่อมถือว่าคือจุดเสื่อมแห่งประชาธิปไตยและสันติภาพ ความผันแปรของโลกนั้นขึ้นอยู่กับเวลา ขณะนี้การเมือง (ประเทศ ) ของเรา ได้เปลี่ยนโฉมหน้าที่แจ่มใสขึ้น นับเป็นนิมิตอันดีที่รัฐบาลใจกว้างยอมให้ท่านแสวงหาความจริงและทัศนะต่าง ๆ ( ซึ่งชนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสจะรับรู้ ) มาบริการปวงชนต่อไป ขณะเดียวกัน สาธารณรัฐประชาชนจีนก็เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติแล้ว โลกจะร้อนขึ้น ( ไม่มีสันติภาพ ) ตามที่หวาดกลัว หรือโลกจะเย็นลง ( มีสันติภาพ ) ตามที่คาดหมาย ขอให้คอยเบิกดูดู เวลาเท่านั้นเป็นเครื่องตัดสิน ความจริงนั้นมันขึ้นอยู่กับทุกคน ทุกประเทศ ที่จะหันหน้าเข้าหากันช่วยแก้ปัญหาร่วมกัน ทัศนรัตน์ ด่วนขุนทด นครราชสีมา ผู้แทนจีนแดง สังคมศาสตร์ปริทัศน์ เล่มจีนแดงนั้น เป็นฉบับที่ให้ข้อมูลเป็นกลางดีพอควร เรื่องของเขียนธีระวิทย์ นั้นดีจริง ตอนนี้หนังสือพิมพ์อเมริกันกำลังออกข่าวคราวถึงตอนที่เมาและพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีสัมพันธไมตรีอันดียิ่ง ตอนปี ค.ศ. ๑๙๔๕ ตุแคงจำได้ตอน OSS กับเมาช่วยกันดีญี่ปุ่น โทรทัศน์ที่นำกำลังออกข่าวเกี่ยวกับคณะผู้แทนจีนมานิวยอร์ค เขาอยู่โรงแรมชื่อโรสเวลต์ กินข้าวเช้าจ่ายด้วยธนบัตรใบละ ๑๐๐ ดอลล่าร์ ให้ทิปเอยะ เมื่อวานรองรัฐมนตรีต่างประเทศจีนมากับคณะ ตนอเมริกันที่นิดตื่น ๆ พิลึก คุณลองคิดดูซีว่า ๑๐-๑๕ ปี่ก่อน จะเป็นไปได้หรือที่ในกรุงนิวยอร์ค โรงแรมโรสเวลต์จะลดธงอเมริกันลง แล้วปักธงจีนแผ่นดินใหญ่ขึ้นแทน พวกนักหนังสือพิมพ์ที่นี้ชมเปาะว่าพวกนี้บรรยากาศดีกว่ารัสเซีย เมื่อครั้งมาอเมริกาครั้งแรกเสียอีก หน้าซ้ำภาษาอังกฤษยังดีด้วย ผมเอง Incline Village, U.S.A. ๗ Extract all text from this image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image's main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image's main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. บันทึก จดหมายเปิดผนึก ถึง หัวหน้าคณะปฏิวัติ เรียน ฯ พณ ฯ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง สังคมศาสตร์ปริกัณฐ์ ทหารไทยในรอบ ๒๕ ปีที่ผ่านมา มีความโน้มเอียงที่จะเป็น "การเมือง" มากกว่าวิชาชีพ การเมืองของไทยได้สดุดหยุดชะงักและ "ถอยหลังเข้าคลอง" เสียส่วนมาก อาจกล่าวได้ว่า ยกเว้นความเจริญของสื่อมวลชนและความเติบโตของชนชั้นกลางแล้ว ระบบการเมืองของไทยในปัจจุบัน ยังอยู่ในระดับเดียว กับ พ.ศ. ๒๔๗๕ ทหารไทย ในรอบ ๒๕ ปี กมล สมวิเชียร กมล สมวิเชียร สำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์จากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มีชื่อทั้งในด้านนักเขียน นักพูด ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ผู้ที่อ่านสังคมศาสตร์ปรีหัศน์ตลอดมาคงจะคุ้นเคยกับงานวิจารณ์ของเขาในนิตยสารของเราเสมอ เมื่อเกือบ ๒๕ ปีมาแล้ว ในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ คณะบุคคลกลุ่มหนึ่งโดยการนำของนายทหารนอกราชการกลุ่มน้อย (๑) ด้วยความร่วมมือของทหารบกประจำการและนักเรียนนายร้อย จปร. ได้เช้ายึดอำนาจการปกครองประเทศไทยจากรัฐบาลของ นาย ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ซึ่งมี พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายก (๒) เช่นเหตุการณ์อย่างเดียวกับก่อนหน้านั้น ๒ ครั้ง (ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ และ ๒๔๗๖) แทบจะทุกกระเบียดนิ้ว (๓) ผลจากการ "ปฏิวัติ" ครั้งนี้ มีที่น่าสนใจ ๒ ประการ ประการแรก คือ ประเทศไทยได้ศัพท์ทางรัฐศาสตร์ใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคำ คือ "รัฐประหาร" ผลประการที่สองคือ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ได้รับเชื้อเชิญอุปโหลกขึ้นเป็นหัวหน้าคณะบุคคลผู้ยึดอำนาจ บุคคลผู้ที่มีชื่อคุ้นหูต่อมาในกลุ่มนี้ได้แก่ พันเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พันโท ถนอม กิตติขจร พันโท ประภาส จารุเสถียร พันโท กฤช ปุณณกันต์ พันโท ประเสริฐ รุจิรวงศ์ และ พันตรี พงษ์ ปุณณกันต์ เป็นต้น ส่วนหนึ่งของท่านเหล่านี้ ต่อมาคือคณะบุคคลผู้กระทำชีวิตของประเทศไทยมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ เป็นคณะบุคคลซึ่งอยู่ในอำนาจติดต่อกันมาโดยไม่มีการขัดจังหวะโดยกลุ่มอื่นเลย นับเวลาได้นานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยยุครัฐธรรมนูญ คือ ๒๔ ปี กว่า (๔) และคาดว่าจะคงอยู่ในอำนาจไปอีกในอนาคตอันยาวนานข้างหน้า (๕) ตรงข้ามกับการคาดคะเนและจ้องสงสัยของคนส่วนมาก ว่า จอมพล แปลก พิบูลสงครามอัจฉริยชน ของการเมืองระบบทหารจะเป็นตัวตั้งตัวดีและมันสมองอันสำคัญของการรัฐประหารครั้งนี้ ความจริงปรากฏว่าจอมพล แปลก หาได้มีส่วนในการกระทำครั้งนี้แต่อย่างใดไม่ แต่จอมพลแปลกได้รับเลือกจากผู้ก่อการเหล่านั้น ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้า เพราะเห็นว่าท่าน "เปรียบเหมือนสัญญลักษณ์ของอำนาจในหมู่ทหาร เนื่อง (๑) บุคคลเหล่านี้ประกอบด้วย พลโทผิน ชูณหะวัน นาวาอากาศเอก กาจ กาจสงคราม (เทียน เก่งระดมยิง) พันโท ก้าน จำนงภูมิเวท (จำนง ศิวะแพทย์) และ พันเอก สวัสดิ์ สวัสดิเกียรติ เป็นหัวหน้าพันเอก สวัสดิ์ เป็นหัวหน้าสายคนเดียวที่เป็นนายทหารประจำการ ; (๒) โปรดดูรายละเอียด จากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรีเรื่อง รัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐ โดย สุชิน ตันติกุล แผนกรัฐศาสตร์ศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๓ (๓) รวมไปถึงการให้หมอดูเลือกฤกษ์ยามซึ่งถือว่า เป็นกาลกิณีกับฝ่ายตรงข้าม เป็นการบำรุงขวัญฝ่ายตนตลอดจนถึงการสาบานตัวกันต่อหน้าพระตามธรรมเนียมด้วย ; (๔) ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เปลี่ยนประธานาธิบดีไปแล้ว ๔ คน คนปัจจุบันเป็นคนที่ ๕ (๕) นอกจากแต่ว่าจะมีแรงบีบคั้นอย่างผิดปกติภายนอก จากประเทศมหาอำนาจใกล้เคียง หรือมีวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศ ๑๓ จากเป็นผู้นำในวงการทหารมาเป็นเวลานาน" (๖) เมื่อการรัฐประหารสำเร็จแล้ว จอมพล แปลก ทน การรบเร้าของเพื่อนร่วมอาชีพไม่ได้ จึงได้ยอม รับตำแหน่งดังกล่าว การตัดสินใจครั้งสำคัญ เพราะทนการอ้อนวอนของทหารซึ่งเคยอยู่ใต้บัง คับบัญชามาก่อนมิได้ครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจซึ่ง มีผลอย่างใหญ่หลวงต่อประวัติศาสตร์และความ เป็นอยู่ของชาติไทยปัจจุบัน ต่อวิถีชีวิตของจอมพล แปลกเอง ซึ่งในที่สุดต้องลี้ภัยไปถึงแก่อสัญญกรรม ในต่างแดน และมีความสำคัญต่อวิวัฒนาการของ บทบาททหารในชีวิตการเมืองของประเทศไทยมา จนตราบเท่าทุกวันนี้ หากจอมพล แปลก พิบูล สงคราม ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะ "ล้างมือ" จาก การเมืองจริงตามที่เคยปรารภอยู่เสมอเมื่อเลิกสงครามใหม่ ๆ หันไปใช้ชีวิตอันสงบอยู่ลำลูกกา หรือซอยชิดลมแล้วไซร้ ใครจะรู้ได้ว่า พันเอก สฤษดิ์ จะกลายมาเป็น จอมพล สฤษดิ์ พันโท ถนอม จะกลายมาเป็นจอมพลถนอม และใครต่อ ใครซึ่งเป็นที่รู้จักอยู่ในปัจจุบันนี้ จะกลายมาเป็น ใครต่อใคร ในสภาพและฐานะอย่างที่เป็นอยู่ เดี๋ยวนี้ คงจะไม่ต้องกล่าวก็ได้ว่า เหตุการณ์ทางการ เมืองและบทบาทของทหาร (บก) หลัง ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ส่วนใหญ่มีส่วนผูกพันอย่างใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของท่าน จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ซึ่งได้เปลี่ยนฐานะตามลำดับจากหัวหน้า "คณะรัฐประหาร" มาเป็นผู้บัญชาการทหาร แห่งประเทศไทย แล้วมาเป็นนายกรัฐมนตรีภาย หลังการขับไล่รัฐบาลของนาย ดวง อภัยวงศ์ ใน ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ มาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง "เสรีมนังคศิลา" ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ มาเป็น บุคคลผู้พยายามชี้เสือสองตัว คือ กองทัพบกและ ตำรวจ เพื่อเสถียรภาพของตนและประเทศ และ ในที่สุดมาเป็นผู้ปราชัยและยอมเปิดทางให้แก่คน หนุ่มกว่าโดยดุษฎีภาพในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ แต่ การผันเปลี่ยนหมุนเวียนของวิถีการเมืองดังกล่าว นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคลเท่านั้น สถาบัน อันได้แก่กองทัพบก หาได้เปลี่ยนแปลงไปแต่ อย่างใดไม่ ทหารบกของไทยยังคงเป็นสถาบัน ในการปกครองประเทศ ยังคงเป็นตัวการในการ เปลี่ยนแปลงที่สำคัญของประเทศไทย ยังคง เป็นผู้ผูกขาดทางการเป็นผู้นำระดับสูง ยังคง เป็นปราการของระบอบอนุรักษ์นิยม และยังคง เป็นทั้งตัวบวกและลบ ในการอยู่รอดปลอดภัย ของประเทศสยาม แต่หากจะกล่าวว่าบทบาทของทหารบกใน ทางการเมือง ในรอบเกือบ ๒๕ ปีที่ผ่านมานี้มิ ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดเสียทีเดียว ก็หาได้ (๖) สุชิน ตันติกุล รัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐ หน้า ๕๔-๕๕ ๑๔ ไม่ บทบาทของทหารในทางการเมืองในด้านต่าง ๆ ได้เปลี่ยนรูปไปไม่น้อย ดังจะเห็นได้ว่า ๑. ในด้านองค์ประกอบของผู้ปกครองหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ มาจนถึงก่อนรัฐประหารปี ๒๔๙๐ กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศเป็นกลุ่ม ๆ เดียวกัน อันได้แก่ "คณะราษฎร" มาตลอด คณะราษฎรนี้ประกอบด้วยบุคคลทั้งทหารบก ทหารเรือ และปัญญาชนข้าราชการพลเรือน เป็นจำนวนก้ากึ่งกัน โดยที่แม้ฝ่ายทหารอันได้แก่พระยาพหลและจอมพลแปลก จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลานาน แต่พลเรือนก็มีบทบาทที่สำคัญเป็นศูนย์ฝ่ายทหารอยู่ ความสามัคคีและร่วมมือกันของทหาร-พลเรือนในคณะราษฎรนี้ ได้ก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ สังคมและการบริหารประเทศ อย่างน่าระทึกใจ จนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็น "ยุคทอง" ของระบบรัฐธรรมนูญ(๗) แต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้เปลี่ยนสภาพ "การอยู่ร่วมกันโดยสันติ" ระหว่างผู้นำข้าราชการทหาร-พลเรือนนี้โดยสิ้นเชิง ฝ่ายทหารคณะราษฎรต้องเข้าไปผูกพันกับญี่ปุ่นผู้แพ้สงคราม และต้องมีบาปได้รับการประณามจากสัมพันธมิตรว่าเป็น "อาชญากรสงคราม" ส่วนฝ่ายพลเรือนภายใต้การนำของหลวงประดิษฐมนูธรรมนั้น ตัดสินใจถูกโดยนำขบวนการเสรีไทยเข้าข้างฝ่ายผู้ชนะ จึงอยู่ในฐานะ "ผู้กู้ชาติ" การแตกแยกกันทางนโยบายต่างประเทศดังกล่าว นำไปสู่ความขัดแย้งอื่น ๆ อีกมากมาย จนไม่อาจประสานรอยร้าวได้ และที่สุดคณะราษฎรในฐานะที่เป็นกลุ่มการเมืองอันสำคัญ ก็ต้องถึงแก่กาลอวสาน รัฐประหาร ๒๔๙๐ ได้เกิดขึ้นพร้อมกับคณะบุคคลซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นบุคคล "หน้าใหม่" ในวงการเมืองระบบทหาร บุคคลเหล่านี้ได้ค่อย ๆ เข้าแทรกซึมและเข้ายึดครองบทบาทของการเป็นผู้นำของฝ่าย "หน้าเก่า" จนหมดสิ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการกบฏแมนฮัตตัน ของฝ่ายทหารเรือนาวิกโยธิน นายทหารหน้าใหม่ เช่น พันเอกสฤษดิ์ พันโทถนอม พันโทประภาส ฯลฯ พร้อมด้วยผู้ใต้บังคับบัญชาใกล้ชิดบุคคลเหล่านี้แหละที่ได้เข้ามามีอำนาจและกีดกันหรือขับไล่นายทหารและพลเรือนคณะราษฎรที่ยังเหลืออยู่ ให้หลุดจากอำนาจทางการเมืองได้ในที่สุด ๒. ในด้าน "อุดมการ" ของฝ่ายทหารแม้ทหารไทยจะไม่เคยแสดงให้เห็นถึงอุดมการทางการเมืองให้เป็นที่ประจักษ์เลยก็ตาม แต่ทหารไทยก็มีแนวความคิดทางการเมืองซึ่งเป็นที่ (๗) รอยต่างของยุคนี้ก็คือการตั้ง "ศาลพิเศษ" พิจารณาโทษผู้ลูกกล่าวหาว่ากบฏ และมีการจับกุมคุมขัง รวมทั้งประหารชีวิตบุคคลผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก หัวหน้าศาลพิเศษในสมัยนี้ คือ พลเอก มังกร พรหมโยธี ๑๕ สังเกตได้บ้าง ความแตกต่างระหว่างนายทหาร สำคัญของคณะราษฎรกับคณะรัฐประหาร ( ซึ่ง ต่อมาเรียกตนเองว่า "คณะทหาร" และ "คณะ ปฏิวัติ") ที่สำคัญอยู่ที่ว่า นายทหารของคณะ ราษฎร์ส่วนมาก (โดยเฉพาะ จอมพล ป. พิบูล สงคราม พลเอก พระยาพหลพยุหเสนา พันเอก พระยาทรงสุรเดช พันเอก พระประศาสน์พิทยา ยุทธ ฯลฯ) ได้รับการศึกษาระดับสูงจากยุโรป อันได้แก่ฝรั่งเศสและเยอรมันนี บุคคลเหล่านี้มี แนวความคิดหนักไปในทางเสรีนิยมและประชา ธิปไตย เนื่องจากได้เคยเรียนเคยเห็นระบบการ ปกครองของฝรั่ง ว่าประชาธิปไตยเป็นระบบซึ่ง ปฏิบัติได้ และซึ่งทหารจะต้องอยู่ภายใต้การบัง คับบัญชาของรัฐบาลพลเรือน บุคคลเหล่านี้เมื่อ ปฏิวัติได้สำเร็จและเรืองอำนาจ ก็ยังมีความรู้สึก ผูกพัน (Commitment) ต่อระบบประชาธิปไตย (อย่างน้อยการมีรัฐสภา) ไม่น้อยก็มาก ความรู้ สึกดังกล่าวนี้มิได้เลื่อนหายไป แม้ว่าบุคคลสำคัญ บางคน เช่น พันเอก พระยาทรงสุรเดช พันเอก พระประศาสน์พิทยายุทธ และพันเอก พระฤทธิ อาคเนย์ จะสูญอำนาจไปตั้งแต่ตอนต้นก็ตาม คน อย่างจอมพลแปลก ร้อยเอกทัศนัย นิยมศึก ฯลฯ ก็ยังแสดงให้เห็นว่า มีความตั้งใจที่จะธำรงระบบ รัฐสภาไว้ การสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยใน สมัยจอมพลแปลก มิใช่เป็นการใช้เงินสูญเปล่า แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงข้อผูกพันที่มีต่อรัฐสภา ดังกล่าวแล้ว ผู้นำทหารฝ่ายคณะรัฐประหาร ซึ่งส่วนใหญ่ ธำรงอำนาจอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันนี้ มีภูมิ หลังทางการศึกษาผิดกับทหารฝ่ายคณะราษฎร์ โดยเฉพาะตรงที่มิได้เป็น "นักเรียนนอก" ประการหนึ่ง และ ไม่ได้เป็น "ปัญญาชน" ของฝ่ายทหาร บุคคลเหล่านี้มีลักษณะเป็นทหาร พื้นเมือง มีระบบความคิดแบบพื้นเมืองมากกว่า ฝ่ายคณะราษฎร์ เพราะไม่เคยประสบปัญหาและ ต้องต่อสู้กับระบบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นนัก อนุรักษ์นิยมมากกว่าพวกคณะราษฎร์ และไม่ จำเป็นต้องมี Commitment กับระบบรัฐสภา เพราะไม่เคยซาบซึ้งมาในสมัยเป็นนักเรียน และ ที่สำคัญก็คือไม่เคยประกาศตัวว่าจะอุทิศชีวิตเพื่อ ประชาธิปไตยเหมือนผู้ก่อการ ๒๔๗๕ ฉะนั้นจึง ไม่แปลกใจที่ทหารพื้นเมืองอย่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะเลือกประโยชน์ของการพัฒนาเศรษฐ กิจก่อนการพัฒนาประชาธิปไตย และทันไปใช้ ระบบเผด็จการ(๔) ส่วนเพื่อนร่วมงานของจอม พลสฤษดินั้นเล่า ก็ปรากฏว่ามีความไม่เชื่อมั่นใน ระบบประชาธิปไตยเท่าใดนัก ข้อเขียนนี้ยังเร็ว เกินไปที่จะกล่าวได้ว่า รัฐบาลของจอมพลถนอม (๔) เผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ กับ ระบบ "เชื่อผู้นำ" ของจอมพลแปลกผิดกันมาก เพราะจอมพลแปลกอยู่ ในภาวะสงครามประการหนึ่ง และรัฐสภาก็ยังปฏิบัติหน้าที่ไม่น้อย ในระบบ "เชื่อผู้นำ" อีกประการหนึ่ง ๑๖ จะมี Commitment ต่อระบบรัฐสภา แน่นอน เพียงใด หรือไม่ และรัฐบาลชุดนี้จะพยายามหาทางพัฒนาการเมืองให้เป็นระบบแข่งขันแทน ระบบผูกขาด อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือไม่\* ๓. ในด้านการทหาร ในชั่วระยะเกือบ ๒๔ ปีที่ผ่านมานี้ กองทัพไทย (ยกเว้นทัพเรือ) ได้รับการพัฒนาให้มีลักษณะทันสมัย ตามแบบอย่าง (Model) ของสหรัฐอเมริกา อาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ก้าวหน้าและระบบการศึกษาที่เป็นแบบเป็นแผนเป็นจุดเด่นของการพัฒนากองทัพ แต่ถึงกระนั้นหากจะเปรียบกับแสนยานุภาพ และความเจริงเจาะจังของทหารไทยสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง จะปรากฏว่า โดยส่วนสัดแล้ว ทหารไทยก่อนสงครามโลกน่าจะได้เปรียบกว่า ทหารสมัยดังกล่าวมีเรือดำน้ำ เรือพิฆาตทันสมัยเหมือนกับที่ใช้อยู่ในประเทศมหาอำนาจ กองทัพอากาศสามารถต่อเครื่องบินได้เอง (โดยซื้อเครื่องมาจากต่างประเทศ) และกองทัพบกมีแสนยานุภาพเป็นที่หวาดกลัวของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอังกฤษในมลายูและพม่า ความเป็นวิชาชีพของทหารสมัยก่อนสงคราม (อย่างน้อยในการแสดงออก) มีมาก ส่วนทหารไทยในรอบ ๒๕ ปีที่ผ่านมา ได้มีลักษณะผิดแปลกไปไม่น้อย กล่าวคือมีความโน้มเอียงที่จะเป็น "การเมือง" มากกว่าเป็นวิชาชีพ ทหารในยุคใหม่ได้เข้าไปมีบทบาทในรัฐวิสาหกิจ การค้า การท่องเที่ยว การอุตสาหกรรม รวมทั้งการตำรวจ การปกครองส่วนภูมิภาค และการเมืองแทบทุกระดับ หากแนวโน้มในอนาคตยังเป็นไปอย่างนี้ ทหารไทยจะมีลักษณะเป็นพลเรือนใส่เครื่องแบบไปโดยปริยาย ส่วนการทหารนั้นคงจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายรักษาดินแดน หรือตำรวจชายแดน ทหารที่มีผีมือและสติปัญญาจะไปนั่งในกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และรัฐสภา สรุป กล่าวโดยย่อ ทหารไทยในรอบ ๒๕ ปีที่ผ่านมานี้ ได้วิวัฒนาการไปไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาทางการเมืองของประเทศไทย อาจจะกล่าวได้ว่า ในรอบกึ่งศตวรรษนี้ การเมืองของไทยได้สะดุดหยุดชะงัก และ "ถอยหลังเข้าคลอง" ไปเสียเป็นส่วนมาก เริ่มจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ ในสมัยรัฐบาลจอมพลแปลก หลัง "รัฐประหารเงียบ" ในปี ๒๔๙๔ และการปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ในปี ๒๕๐๐ การใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้รับความนิยมมากขึ้นและมีความตุ๊ดตอ มากขึ้น ตัวอย่างที่สำคัญก็คือ "รัฐประหาร" ๒๔๙๐ "กบฏทหารเรือ" ปี ๒๔๙๑ "กบฏวังหลวง" ปี ๒๔๙๒ "กบฏแมนฮัตตัน" ปี ๒๔๙๔ "รัฐประหารเงียบ" ปี ๒๔๙๔ "ปฏิวัติจอมพลสฤษดิ์ ปี ๒๕๐๐" เป็นต้น อาจกล่าว \* บทความนี้เขียนขึ้นก่อนการรัฐประหาร เมื่อคืนวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ โดยมีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าคณะ - น.ท. ๑๗ ได้ว่า ยกเว้นความเจริญทางสื่อมวลชน และ ความเติบโตของชนชั้นกลาง ระบบการเมืองของ ไทยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับเดียวกัน พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่ทหารไทยก็ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ชาติ ไว้ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนา เศรษฐกิจอย่างเป็นแบบเป็นแผน ซึ่งริเริ่มโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ การพัฒนาเศรษฐกิจ และความเจริญในด้านวัตถุที่ติดตามมา ได้เปลี่ยน แปรสภาพและโครงร่างของประเทศไทยไปอย่าง ผิดหูผิดตา "ทหารรุ่นใหม่" ซึ่งได้รับการ ศึกษาที่เป็นแบบเป็นแผนอย่างแท้จริง เริ่ม ปรากฏให้เห็นเป็นจำนวนไม่น้อย และ "ปัญญา ชน" ของฝ่ายพลเรือนที่สลัดโซ่ตรวนของระบบ ที่ราชการทั้ง ก็ได้แสดงให้เห็นอยู่บ้าง การรวม ตัวของทหารรุ่นใหม่ กับปัญญาชนที่ไม่ติดแบบ ข้าราชการ อาจจะเป็นการประสมกลมกลืนที่ สำคัญนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของบทบาททหาร ไทยในด้านต่าง ๆ อาจจะช่วยก่อให้เกิดการปฏิรูป อย่างแท้จริงในสังคมไทยอนาคต ซึ่งหัวใจของ การปฏิรูปนี้อยู่ที่การพัฒนาประชาธิปไตย การ แจกจ่ายรายได้ให้ทั่วถึงประชาชนทุกระดับ และ การปฏิวัติทางจิตใจและศีลธรรม ซึ่งขณะนี้ กำลังเป็นจุดมืดของอารยธรรมไทย อย่างมีพึงต้อง สงสัย รัฐประหารครั้งสุดท้าย เมื่อคืนวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ โดยจอมพลถนอม กิตติขจร ส่งสัย ๑ รัฐประหารครั้งสุดท้าย เมื่อคืนวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ โดยจอมพลถนอม กิตติขจร ฝากโฉนด อัญมณีและของมีค่า 200 บาท ปลอดภัยตลอดปี ที่ตู้ นิรภัย "ธนาคารแห่งความนิยม ของปวงชน" ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด เพลินจิต พระนคร โทร 58011 "คนสมัยก่อนกลุ่มนี้นมา ไปวัด หาย กลุ่ม แต่สมัยนี้ไม่แน่นักว่าจะหายกลุ่ม บางทีอาจพกเอาความไม่สบายกลับมาก็ ได้ บางวัดสกปรกรุงรังยิ่งกว่าแหล่งเสื่อม โทรม บางวัดมองไม่รู้ว่ากฎิพระอยู่ไหน บ้านโขมอยู่ไหน กฎิกับบ้านอยู่ติดกัน จนอาจยื่นมือเชคแฮนด์กันทางหน้าต่าง ได้สบาย ๆ ... " ดร. สุกุมาร ดัทท์ เขียนไว้ในหนังสือ พระและวัดในประเทศอินเดีย ( Buddhist Monks and Monasteries of India ) ตอนหนึ่ง ว่า เดิมที พระพุทธเจ้ามิได้มีพระพุทธประสงค์ จะตั้งคณะสงฆ์ขึ้น แต่ที่เกิดขึ้นและวิวัฒน์มาจน ถึงปัจจุบันนี้ก็ด้วยอำนาจกฏอนิจจัง การเปลี่ยน แปลงของกาลเวลา และอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม เป็นแรงผลักดัน พระศาสดาและพระสาวกที่ถือ บวชตามพระองค์สมัยนั้น เป็นเพียงกลุ่มชนย่อย กลุ่มหนึ่ง ถือระบบ "เร่ร่อน" แบบปริพาชก ไม่มีที่อยู่แน่นอน เลี้ยงชีพด้วยภิกขาจาร กลุ่มชนกลุ่มนี้ รู้กันในสายตาของลัทธิภายนอก ว่า "ศากยบุตร" เรียกตัวเองว่า "สงฆ์จาก สีทิศ" ถืออุดมคติว่า ต้องจารึกไปองค์เดียว "เสมือนนอแรด" ต่อมาเมื่อจำนวนผู้ถือบวช ตามมีมากขึ้น วัตถุประสงค์เดิมของกลุ่มก็เปลี่ยน ไป ชาวบ้านทีเห็นดีเห็นชอบด้วยกับระบบชีวิต พระสงฆ์ไทย ในรอบ ๒๕ ปี พระมหาเสฐียรพงษ์ ปุณฺณวณฺโณ แบบนี้ ก็เสนอตัวเข้ามาให้ความอุปถัมภ์ทางอา มิส สร้างที่อยู่อาศัยให้ แรกเริ่มเดิมทีก็เพียง มอบถวายป่า หรือสวน ( อาราม ) ให้พักอาศัยต่อ มาก็สร้างกระท่อมเล็ก ๆ สำหรับอยู่ ( อาวาส ) ในอารามนั้น เมื่อกระท่อมมีมากขึ้น ก็กลาย เป็นกลุ่มชนที่ตั้งหลักฐานคล้ายกับหมู่บ้านย่อย ๆ (วิหาร)สวนหรืออารามจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่าบริ เวณ เพราะมิใช่สวนดอกไม้ธรรมดา หากแปร สภาพมาเป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยอาวาสและวิหาร เมื่อเป็นเช่นนี้คำว่า " สงฆ์" ในระยะต่อมา จึงมีความหมายแคบเข้า ใช้เรียกกลุ่มชนที่อยู่ประ จำบริเวณที่แต่ละบริเวณ เช่นสงฆ์เมืองสาวัตถี สงฆ์พระเชตวัน คำว่า " สงฆ์จากสีทิศ" จึง กลายเป็นนามธรรม ( Abstract ) ไปโดยอัต โนมิติ สงฆ์ ( Abstract ) นี้แลคือสังฆรัตนะ พระมหาเสฐียรพงษ์ ปุณฺณวณฺโณ สำเร็จเปรียญ 6 ประโยคแต่ยังเป็นสามเณร และ บัณฑิต ( เกียรตินิยม ) สาขาวิชาบุรพคดี จากวิทยา ลัยตรีนิติ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เคยเขียนบทความ และวิจารณ์หนังสือให้สังคมศาสตร์ ปรีทัศน์อยู่เสมอ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ร่วมเขียนบทความทางวิชาการ สาขา ภาษาศาสตร์ให้โครงการตำราสมาคมสังคมศาสตร์ ๆ ผลงานชิ้นล่าสุดกำลังแปล กวีนิพนธ์บรรยายธรรม ซึ่ง สำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์ ๆจะพิมพ์ออกจำหน่าย ในเร็ววันนี้ ปัจจุบันประจำอยู่ที่วัดทองนพคุณ ธนบุรี ๒๐ ย่องอุปถัมภ์แต่งตั้งสมณศักดิ์แบ่งเป็นสองสาย คือ ทั้งสายพระบ้านและพระป่า นามสมณศักดิ์ ที่บ่ง ว่าทรงตั้งเฉพาะพระป่าล้วนๆ ตกมาถึงปัจจุบันนี้ ก็มีตำแหน่ง วรรัต (แปลว่าผู้ยินดีในป่า) ซึ่ง แปลมาจาก วรรัตน เติม (แปลว่า ป่าแก้ว) ตกมาถึงยุครัตนโกสินทร์ ได้จัดระบบการปกครอง คณะสงฆ์เป็นหนเหนือ หนใต้ หนกลาง หนตะ วันออก การแบ่งคณะหนต่าง ๆ ก็จัดตามวิธีแบ่ง มณฑลของทางอาณาจักร โดยได้ตราพระราช บัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) ขึ้น เพื่อจัดรูปการปกครองให้ เป็นระเบียบเรียบร้อยอีกต่างหากนอกจากหลัก พระวินัยซึ่งมีอยู่แล้ว คือแบ่งเป็น มณฑล จัง หวัด แขวง หมวด อาวาส กับมีมหาเถรสมาคม ประกอบด้วย (สมเด็จพระสังฆราช) ๑ พระราช คณะเจ้าคณะรองทั้งสี่ เป็นที่ปรึกษาในการพระ ศาสนาและการปกครอง หนึ่งในรัตนตรัย เพราะสังฆ์รัตนะมิได้หมายถึง กลุ่มชนหรือที่เรียกกันว่าสมมุติสงฆ์แต่อย่างใดไม่ วัตถุประสงค์เดิมของกลุ่มที่ว่า สมาชิกแต่ละท่าน ต้องอยู่ป่าสงัดเงียบ เที่ยวไปองค์เดียว ค่อย ๆ กลายมาเป็นอยู่รวมกันประจำที่ไปตามกาลสมัย แต่ก็แบ่งเป็นสองสาย คือพวกอยู่ประจำในป่า หรือวนวาสีพวกหนึ่ง พวกอยู่ประจำในบ้าน หรือคามวาสีพวกหนึ่ง กล่าวเฉพาะในเมืองไทย คณะสงฆ์ในประ เทศไทยสืบสายมาจากนิกายเถรวาท ที่พระโสณ เถระ กับพระอุตรเถระนำมาเผยแพร่ (เชื่อ กันอย่างนี้) ส่วนใหญ่ได้เจริญแพร่หลายมาใน รูปองค์การ (Organized Sangha) หรือระบบ ความวาสี แต่ก็มีเค้าว่าระบบเดิมคือวนวาสียังคงมี อยู่ ดังปรากฏหลักฐานที่พระเจ้าแผ่นดินทรงยก ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้ประกาศใช้พระ ราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่ พรบ. ฉบับใหม่นี้ จัดรูปการปกครองเลียนแบบทางบ้านเมืองสมัยมี รัฐธรรมนูญ คือมีสังฆ์สภาทำหน้าที่ออกสังฆณัติ เทียบได้กับรัฐสภามีหน้าที่ออกกฎหมาย มีคณะ สังฆมนตรีทำหน้าที่บริหาร เช่นเดียวกับคณะรัฐ มนตรี มีคณะวินัยธรทำหน้าที่วินิจฉัยอธิกรณ์ เทียบได้กับศาลมีหน้าที่วินิจฉัยคดี สมเด็จพระ ๑. ในระยะที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ๒๑ สังฆราชทรงเป็นประมุขสงฆ์ เทียบกับพระมหา กษัตริย์ในระบบรัฐธรรมนูญ นี้เป็นส่วนกลาง ในส่วนภูมิภาค ก็คงมีเจ้าคณะตามลำดับชั้น เช่น เดียวกับ พรบ. ฉบับ ร.ศ. ๑๒๑ แต่เปลี่ยนเรียก เจ้าคณะตรวจการภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะ อำเภอ เจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาส แบ่งงานการ ปกครองออกไปเป็นองค์การ รวม ๔ องค์การคือ องค์การปกครอง องค์การศึกษา องค์การเผยแผ่ องค์การสาธารณูปการ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ยกเลิก เมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้ จะ ว่าไป แล้วก็หันกลับมาใช้ระบบมหาเถรสมาคม ตามฉบับ ร.ศ. ๑๒๑ นั้นเอง ทั้งหมดนี้กล่าวเฉพาะระบบจัดรูปการปก ครองของคณะสงฆ์ไทย ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน ส่วนในด้านการศึกษา ก็มีควบคู่กันและได้รับการ คัดแปลงแก้ไขให้เหมาะสมมาตามยุคสมัยเช่น เดียวกัน สมัยโบราณพระภิกษุสามเณรต้องเรียน หนังสือขอมให้อ่านออกเขียนได้ก่อน เพราะตำรา พระพุทธศาสนาจารไว้ด้วยอักษรขอมทั้งนั้น เมื่อ อ่านอักษรขอมคล่องแล้ว จึงเรียนตำราไวยากรณ์ มูลกัจจายน์ และตำราอื่นอันจัดเป็นหลักสูตร ต่อไป นัยว่าก่อนแต่รัชกาลที่สองแห่งจักรีวงศ์ขึ้น ไป ใช้หนังสือ พระไตรปิฎก เป็นหลักสูตร ถึงเวลาสอบ นักเรียนแปลปากเปล่าถวายคณะ กรรมการพึ่ง แปลพระสูตรตามที่กำหนดให้ได้ ได้เป็นเปรียญตรี แปลได้ทั้งพระสูตรและพระว นัย เป็นเปรียญโท แปลได้ทั้งพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม เป็นเปรียญเอก การแบ่งเกรด เปรียญ ( เรียกอย่างเก่าว่าบาเรียน ) เป็นชั้นตรี โท เอก มีมาแต่สมัยอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโก สินทร์รัชกาลที่ ๒ ตกมาถึงรัชกาลที่ ๓ สมเด็จ พระสังฆราช ( มี ) ได้ถวายพระพรให้ทรงแก้ไข หลักสูตรและวิธีสอบบาลีใหม่ โดยแบ่งให้มีถึง ๙ ประโยค ตำราเรียนส่วนมากเปลี่ยนมาใช้ อรรถกถา ฎีกา และปกรณ์วิเสส แทนพระไตร ปิฎก มาสมัยรัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระมหาสมณ เจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงปรับปรุง หลักสูตรการเรียนการสอนใหม่ กับทั้งทรงตั้ง " องค์แห่งสามเณรผู้รู้ธรรม " หรือหลักสูตรนัก ธรรมขึ้น แบ่งเป็นชั้นตรี ชั้นโท และชั้นเอก (แต่ชั้นเอกทราบว่าได้มาตั้งเมื่อสิ้น พระชนม์แล้ว) ทรงรจนาตำราขึ้นใช้เป็นหลักสูตรเอง ทรงรจนา ตำราบาลีไวยากรณ์ ขึ้นใช้แทน มูลกัจจายน์ หลักสูตรพระปริยัติธรรมที่วางใหม่นี้ นัยว่าทรง ทดลองใช้เฉพาะทีมหามกุฎราชวิทยาลัยที่เพิ่งตั้ง ขึ้นใหม่ เป็นอันว่าในสมัยนั้นการเรียนและการ สอบมีอยู่สองแบบ คือแบบใหม่ของมหามกุฎราช วิทยาลัยอย่างหนึ่ง แบบเก่าอย่างหนึ่ง และสนาม สอบก็มีสองแห่งเช่นกันคือสนามมหามกุฎราชวิทยา ลัยแห่งหนึ่ง สนามหลวง ( สนามเก่า ) อย่าง หนึ่ง สนามมหามกุฎฯ เริ่มเปิดสอบตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๖ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๓ รวม ๘ คราวก็งด ๒๒ ไปด้วยกิเลสนั้น ย่อมเต็มไปด้วยการยื้อแย่งแข่ง ตีกัน เพราะความกระหายในยศศักดิ์ ตำแหน่ง และความร่ำรวยกันไม่รู้จักพอ บางคราวบางท่าน เมื่อแสวงหาโดยทางสุจริตชอบธรรมไม่ได้ หรือ ได้ช้า ก็แสวงหาโดยทางลัด คดโกง ฉ้อราษฎร์ บังหลวงบ้าง วิ่งเต้นประจบประแจง ติดสินบาท คาดสินบนบ้าง เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งฐานะ และความร่ำรวยที่ปรารถนา มีเสียงบ่นพร้อมกับ เสียงถอนหายใจด้วยความวิตกกันนักว่า สังคม ไทยสมัยนี้อยู่ในยุคตัวใครตัวมัน มือใครยาวสาว ได้สาวเอา และแม้ผู้ที่บ่นว่าคนอื่นโกงกินนั้น เมื่อถูกย้อนถามว่าถ้ามีโอกาสอย่างเขาจะเอาไหม ก็มักจะตอบว่า ไม่แน่เหมือนกัน ทัศนคติอย่างนี้ กำลังแทรกซึมไปในจิตใจของประชากรของชาติ แม้แต่เด็กรุ่นหลังนี้ จนเห็นเป็นของธรรมดาเป็น ที่ยอมรับ และสนับสนุนกันโดยอ้อม สภาพของ พระสงฆ์สมัยองค์การ หรือ Organized Sangha นั้นเลียนแบบชาวบ้านทั้งตุ้น มีตำแหน่งการปก ครองไปตามลำดับ มีเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค มี ยศศักดิ์ (สมณศักดิ์) มีพระครู เจ้าคุณ จากต่ำไป หาสูงตามลำดับ สมัยราชาธิปไตยนั้น การแต่ง ตั้งสมณศักดิ์เป็นภาระขององค์พระมหากษัตริย์ ที่จะพิจารณาแต่งตั้งตามวัยวุฒิและคุณวุฒิ พระ สงฆ์ที่ทรงยกย่องอุปถัมภ์ในฐานะนัดรนั้น ๆ มักจะ เหมาะสมและทรงคุณธรรมจริง ๆ เพราะพระ มหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรมปราศจากความลำ เอียง มาสมัยหลังการแต่งตั้ง และเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ผู้ใหญ่พิจารณาตามลำดับ ชั้น พระมหากษัตริย์เพียงแต่ทรงลงพระปรมาภิ ไธยเท่านั้น ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม มักปรากฏ ความไม่เรียบร้อยไม่บริสุทธิ์ วิ่งนอกวิ่งในกันอยู่ เสมอ กิเลสชนิดใดที่ชาวบ้านมีและนำออกอวด กันโดยไม่ประหยัด กิเลสชนิดนั้นพระสงฆ์ก็มีไม่ แพ้ชาวบ้านหรือมากกว่าด้วยซ้ำ การกราบการ ไหว้กันและกัน ก็ใช่ว่าจะออกจากความเคารพ นับถือโดยบริสุทธิ์ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยมิได้หวัง อะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง ผู้เชียนเคยได้ยินคำ พูดของพระบางรูปที่งดไปทำวัตร ( ไปไหว้ ) พระผู้ใหญ่บางรูป ที่ตกจากอำนาจ ไม่อยู่ในวิสัย จะบันดาลตำแหน่งอะไรให้อีกแล้ว "ไปทำไม ไหว้พระ ( ระบุชื่อ ) ก็เหมือนตักน้ำรดตอ " ใน ด้านการพิจารณาความดีความชอบของผู้สมควร แต่งตั้งเลื่อนสมณศักดิ์เล่า นอกจากพระ "อภิสิทธิ์" หรือ " พระของฉันขอเป็นกรณีพิเศษ" แล้วดู เหมือนท่านจะเพ่งเฉพาะจุดที่ว่า รูปไหนก่อ สร้างอะไรได้มากน้อยเพียงไร จนมีคำพูดว่า โบสถ์หลังหนึ่งแลกตำแหน่งอุปัชฌาย์หนึ่ง ศาลา หนึ่งหลังแลกตำแหน่งพระครูตำแหน่งหนึ่ง ส่วน ความดีความชอบในด้านอื่นๆ เช่นการศึกษาด้าน และการปฏิบัติซึ่งสำคัญกว่า มักจะไม่พิจารณาถึง หรือถึงจะพิจารณาก็ดูเหมือนอยู่อันดับรองลงมา เป็นเหตุให้พระสงฆ์ทั้งหลายหันมาวุ่นวายอยู่แต่ กับการก่อร้าง องค์นั้นก็สร้างโบสถ์ องค์นี้ก็สร้าง ๒๔ รวมนักเรียนมาสอบในสนามหลวงแบบเติมอย่างเดียวต่อมา แต่ก่อนสนามหลวงกำหนดสอบ ๓ ปีต่อครั้ง ต่อมาเปลี่ยนสอบปีละครั้ง และได้ประกาศยกเลิกวิธีแปลปากเปล่า ใช้สอบโดยวิธีเขียนแทนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ ในรัชกาลที่ ๖ ถ้ามองย้อนหลังไป ๒๕ ปี ในด้านการปกครอง คณะสงฆ์ก็อยู่ในระหว่างนำเอาพระบัญญัติการปกครองสงฆ์ฉบับ พ.ศ. ๒๔๘๙ มาใช้ใหม่ และในด้านการเรียนพระปริยัติธรรม ก็เพิ่งจะประกาศยกเลิกวิธีแปลปากเปล่าหันมาใช้วิธีเขียนแทน ทั้งการปกครองและการศึกษา กำลังอยู่ในระยะเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยก็เปลี่ยนจากระบบเก่ามาเป็นระบบใหม่ ผู้เขียนบวชเรียนมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๔ ขณะนั้นยังอายุน้อยเต็มที ไม่รู้และไม่สนใจถึงความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของคณะสงฆ์เลยก็ว่าได้ จะว่าไปแล้วตนเองบวชทำไมก็ไม่รู้เสียด้วยซ้ำ บัดนี้กลิ่งวงมาได้ ๒๑ ปีเข้าแล้ว ช่วงระยะเวลาเพียงสองทศวรรษนี้ วงการคณะสงฆ์ได้เปลี่ยนแปลงไปในแนวใหม่มากพอสมควรที่เห็นได้ชัดก็คือความเปลี่ยนแปลงในด้านบทบาทและทัศนคติ ด้านความเป็นอยู่ และด้านการศึกษาปฏิบัติ ( ประการหลังนี้ใครเขียน ไว้อีกต่างหากคราวต่อไปว่าด้วยความล้มเหลวแห่งการศึกษาของพระสงฆ์ไทย ) ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะสองข้อข้างต้น ๑) แต่ไหนแต่ไรมาวัดอยู่ในฐานะเป็นสถานการศึกษาอบรมสำหรับชาวบ้าน ในสาขาวิชาการทุกแขนง ที่พระจะสามารถสอนได้ และเป็นที่สำหรับฝึกฝนอบรมทางด้านศีลธรรม เป็นสถานสงเคราะห์ที่บุตรหลานชาวบ้านยากจนได้มาอาศัยเลี้ยงชีวิตและอยู่ศึกษาเล่าเรียน ตลอดถึงผู้ใหญ่ที่ยากจนมาอาศัยเลี้ยงชีพ เป็นสถานพยาบาล ที่รักษาคนคนเจ็บป่วยตามภูมิรู้ของคนสมัยนั้นเป็นสถานที่ชาวบ้านมาพักผ่อนหย่อนใจหรือแม้แต่สถานที่บันเทิงจัดงานมหรสพต่าง ๆ เป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรม ที่รวบรวมศิลปกรรมอันล้ำค่าของชาติตลอดจนเป็นพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ รวมความว่าจัดเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของสังคม เป็นศูนย์กลางที่รวมจิตใจของประชาชนและพระสงฆ์ซึ่งเป็นตัวแทนของวัด จึงมีบทบาทเป็นผู้นำชาวบ้าน ทั้งในด้านวิชาความรู้และศีลธรรม แต่มาในระยะหลังนี้ ดูเหมือนว่าพระสงฆ์ได้ละทิ้งบทบาทอันสำคัญนี้เสีย กลายเป็นผู้ตามชาวบ้านไปเสียแล้วอันโลกที่หนาแน่น ๒. ผู้สำเร็จการศึกษาเป็นเปรียญ ๕ ประโยคตั้งแต่ยังเป็นสามเณร ตั้งแต่มีการเรียนการสอบบาลีมาจนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด ๖ รูป คือสมัยสอบแปลปากเปล่า ๒ รูป คือสามเณรสา วัดราชประดิษฐ์ (สมเด็จพระสังฆราชสา รูปนี้ลาสิกขาภายหลังกลับมาบวชอีก เข้าสอบอีกครั้งได้ ๕ ประโยค จึงมีผู้เรียกท่านว่าพระมหาสา ๑๘ ประโยค) สามเณรปลด วัดเบญจมบพิตร (สมเด็จพระสังฆราชปลด) สมัยสอบแปลเขียนมี ๔ รูป ได้ในรัชกาลที่ ๕ รูปทั้งหมด คือ สามเณรสฐีรณพงษ์ วัดทองนพคุณ สามเณรประยุทธ วัดพระพิเรนทร์ (พระศรีวิสุทธิโมลี) สามเณรอุทัย วัดทองนพคุณ สามเณรสำราญ วัดสุทัศน์ ๓. ดูรายละเอียดใน "บทบาทพระสงฆ์กับสังคมไทย" โดยพระศรีวิสุทธิโมลี ๒๓ ศาลา แข่งกันให้วุ่น กำลังทรัพย์และบารมีไม่ พอก็เที่ยว เรียไพรศรัทธาชาวบ้าน ( นิดีหน่อยที่ ประกาศมิให้พระสงฆ์ออกเรียไร แต่เห็นทำกัน อยู่ เพียงแต่เลี่ยงเอาชื่อมราวาสออกหน้าเท่านั้น) ความจริงการสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ในวัดควรเป็น หน้าที่ของชาวบ้านสร้างให้ตามศรัทธาและกำลัง ทรัพย์ ไม่ควรที่พระสงฆ์จะมาเป็นผู้นำหรือจัด การเอง สมัยพุทธกาลนั้นเวลาพระสองรูปพบกัน ท่านมักกล่าวปฏิสันถารกันว่า " เป็นอย่างไรคุณ พรรษาที่แล้วได้ปฏิบัติพระธรรมเต็มที่หรือ มี อุปสรรคขัดข้องประการใดบ้าง " มาสมัยนี้มักจะ ได้ยินอย่างนี้ " เป็นอย่างไรท่านพระครู ( เจ้า คุณ ) โบสถ์ ( ศาลา ) สร้างเสร็จหรือยัง " " ยัง เลยหมดไปสามล้านยังขาดอยู่ประมาณห้าแสน ก็ คงเสร็จ " " เสร็จคราวนี้คงได้เลื่อนอีกนะ ขอ แสดงความยินดีล่วงหน้า " ๆ ลฯ จะเห็นได้ว่า สมัยนี้ทัศนคติอย่างนี้กำลังแพร่หลาย ในหมู่พระ สงฆ์ที่ถือตำแหน่งยศศักดิ์มากกว่าธรรมวินัยความ จริงแล้วถ้าจะถือว่าสมณศักดิ์ เป็นเครื่องปูนบำ เหน็จความดีความชอบของพระสงฆ์ ก็ควรจะ เน้นคุณค่าแห่งความดีไปในด้าน ความเป็นผู้มี ศีลาจารวัตร ความมักน้อยสันโดษ การศึกษาและ ปฏิบัติ อันเป็นคุณสมบัติของความเป็นพระที่ดี สิ่งสำคัญในพระศาสนามากกว่าอย่างอื่น หรือถ้า จะให้ดีแล้ว ถ้าเลิกระบบสมณศักดิ์เสียได้ ผู้เขียน จะอนุโมทนาสาธุด้วยความดีใจ นอกจากเป็น การประหยัดงบประมาณ ของชาติลงในบางส่วน แล้ว ( ผู้อ่านทราบไหมว่าพัดยศของราชาคณะแต่ ละด้ามนั้นราคาเท่าไร และนิตยภัตสำหรับตำ แหน่งนั้นๆตำแหน่งละเท่าไรถึงจะไม่มากมายนัก แต่พระครู เจ้าคุณที่แต่งตั้งปีละเท่าไร มิจำต้อง กล่าวถึงผู้ที่เกี่ยวข้องที่อาศัยกินเล็กกินน้อยใน เรื่องเหล่านี้ด้วย ) ยังป้องกันทุจริตธรรมอันอาจ เกิดขึ้นเพราะบาปภิกษุที่วิ่งเต้นเพื่อหวังยศหวังตำ แหน่งอีกด้วย ซ้ำยังสนับสนุนพระพุทธประสงค์ที่ ให้ภิกษุสงฆ์กราบไหว้กันตามอายุพรรษา ( พูด ตามตรงผู้เขียนเห็นพระอายุคราวพ่อต้องกราบไหว้ พระคราวลูกคราวหลาน ที่มีสมณศักดิ์สูงกว่าแล้ว ไม่สบายใจเลย ) ๒. ในด้านความเป็นอยู่ของพระนั้น พระ เทพเมธี อาจารย์ผู้เขียนเคยพูดอยู่เสมอว่า พระ สมัยนี้เอาเปรียบพระพุทธเจ้า และพุทธสาวกใน กาลก่อน พระสมัยก่อนนั้น ท่านมีเพียงบริชาร แปด ( จีวรสามผืน บาทร ประคตเถว มีดโกน กล่องเข็ม ผ้ากรองน้ำดื่ม ) เลี้ยงชีพด้วยภิกษาจาร อยู่ตามถ้ำ โคนต้นไม้ อย่างมากก็กระท่อมมุงจาก แม้พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า ที่พระอรรถถา จารย์พรรณาว่าดีนักหนานั้น โรงรถพระเจ้าคุณ สมัยนี้ยังจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำ ท่านมีคุณธรรมคือ ความสันโดษมักน้อย ไม่สั่งสม อยู่ง่าย กินง่าย เลี้ยงง่าย ไปไหนก็ถือเอาแค่บริขารแปดเท่านั้นไป ไม่ติดที่อยู่ ไม่ห่วงหน้าห่วงหลัง " เสมือนนกบิน ๒๓๕ จากคอน" ความเป็นอยู่ของพระสมัยนี้ เมื่อเทียบกับชาวบ้านส่วนใหญ่แล้ว นับว่าสะดวกสบายกว่ามาก ข้อความนี้อาจไม่จริงทีเดียว สำหรับพระณรดต่างจังหวัด แต่กระนั้นคิดถัวเฉลี่ยแล้ว ยังอยู่ในระดับดี ในส่วนกลางนั้นพูดได้ว่ามีบริบูรณ์เกินจำเป็นเสียอีก รถยนต์ประจำตำแหน่งก็มีกันมากขึ้นแล้ว มิจำต้องพูดถึงเครื่องอำนวยความสะดวกอย่างอื่นเช่น วิทยุ โทรทัศน์ฯลฯ กุฏิพระผู้ใหญ่บางรูป เต็มไปด้วยเครื่องลายครามเครื่องแก้วเขียรไน วัสดุอันล้ำค่ายิ่งกว่าบ้านเศรษฐีคุณดีด้วยซ้ำ ที่กล่าวมานี้บางท่านอาจหาว่าพูดเกินเลยไป แต่ขอยืนยันว่าเป็นความจริงที่น่าแปลกก็คือว่า พระสงฆ์สมัยที่มีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ น่าจะทำประโยชน์แก่พระศาสนาได้มากกว่า เพราะไม่มีกังวลในเรื่องปากเรื่องท้องแต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อเทียบกับสมัยก่อน ๆ แล้วท่านทำได้มากกว่า ไม่ว่าในด้านการเผยแผ่หรือในด้านการศึกษา รจนาดำรับตำรา หรือในด้านการปฏิบัติ ในสมัยที่เงินเป็นพระเจ้านี้แม้ผู้คิดจะไปสวรรค์นิพพาน ก็ต้องซื้อด้วยราคาแพง ๆ เป็นการแลกเปลี่ยนไปเสียหมด กระทั่งการสวดฉันเทศนาสั่งสอน ถึงไม่เป็นการจ้างหรือรับจ้าง ก็เป็นไปแล้วโดยพฤตินัย พระสงฆ์สมัยนี้ดูเหมือนจะมีแนวโน้มอย่างเดียวกับชาวบ้าน คือติดในวัตถุ คิดร่ำคิดรวย ลืมหน้าที่ที่แท้จริงของพระยุคนี้เป็นยุคปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังต่าง ๆ พระอาจารย์วิเศษวิโสภาออกขึ้นเหมือนดอกเห็ด คิดเอาเองเถิดว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ถ้ามิใช่เพราะ "การวิ่งไล่ตามวัตถุ" มามีอิทธิพลเหนือจิตใจของพระสงฆ์สมัยนี้ พระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระสารีบุตรว่า "เมื่อใดพระสงฆ์มีลาภมาก มีการกินอยู่สบาย เมื่อนั้นคอร์รัปชันหรือความเสื่อมทรามอย่างอื่นย่อมตามมา" นั้นยังคงเป็นจริงทุกยุคทุกสมัย วันหนึ่ง ๆ พระพวกนี้ พูดคุยแต่ติรัจฉานกถา มุสาวาทสูตร จะหาความเจริญมาแต่ที่ไหน ขอให้สังเกตคำสนทนาดังต่อไปนี้ "งวดหน้าเลขอะไร ท่านอาจารย์" "สองกับห้า เมื่อคืนนี้นั่งทางในดู มีความรู้สึกว่าจะมา ลองตามดูซิ" "ล่าง หรือ บน ท่านอาจารย์" "ก็อุดมันทั้งสองทางเลย รวยคราวนี้ช่วยกฐินกันให้เต็มที่หน่อยนะ เสีย" "ขอให้จริงเถอะน่า ถวายเต็มที่เลย อ้อ ท่านอาจารย์ผมมีเรื่องปรึกษา มีคุณนายคนหนึ่งรวยมาก มีที่หางเยอะ เพื่อนผมพาไปรู้จัก แกไม่ค่อยสบาย อยากพบพระสักองค์ผมเลยบอกว่า ผมได้ยินกิตติศัพท์ว่าพระ (ระบุชื่ออาจารย์) เป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์มากเพียงแต่ตั้งใจอธิษฐานขอพบท่านเท่านั้นท่านจะมาให้พบเองภายใน ๗ วัน ดูแกศรัทธามาก บอกว่าจะทำดู ถ้าเป็นจริงแกจะทำบุญใหญ่เลย แกชื่อ ........ อยู่บ้านเลขที่ .......... ยังไง ๆ ท่านอาจารย์ลองไป ๒๖ พบรแกดู ปะเหมาะแกอจถวายที่ทางทำบุญก็ ได้นะ ท่านอาจารย์" "เฮ้ย เอายังงั้นเขียวรี" "น่า ท่านอาจารย์ อย่าทำให้ผมเสียหน้า เลย ไหน ๆ ก็ไปโฆษณาไว้แล้ว" (กระซิบ) "หมู่นี้ผมกำลังยอบแยบเผื่อยังไง ๆ โชคดี ผม ขอแบ่งบ้าง ท่านอาจารย์" สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) เคย พูดไว้ว่า ภาคอีสาน "ถิ่นไทยดี" โยมเสีย พระ ดี ภาคเหนือ "ถิ่นไทยงาม" โยมดี พระเสีย ภาคกลาง "ถิ่นจอมไทย" พระกับโยมพอ ๆ กัน ท่านอธิบายว่า ภาคอีสานนั้นเวลาพระแสดง ธรรม ญาติโยมที่คงแก่เรียนมักจะคอยจับผิดอยู่ เสมอ พอท่านเทศน์จบก็มาทักว่า โยมว่าตรงนั้น ท่านเทศน์ผิด ตำราไม่ได้ว่าอย่างนั้น ทำให้พระ มีมานะจะเอาชนะโยมให้ได้ จึงมุศึกษาเล่าเรียน พระพุทธพจน์กันอย่างจริงจัง สอบได้เป็นเปรียญ สูง ๆ มีเป็นจำนวนมาก ในภาคเหนือนั้น พวก ศรัทธาต่างเอาใจใส่บำรุงอุปถัมภ์พระเป็นอย่างดี คู่เจ้าอยู่ดีสบาย อยากฉันเย็นก็ได้ฉัน (ความข้อ นี้ เป็นจริงในสมัยก่อน ๆ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว) เลยทำให้คู่เจ้าไม่ค่อยเอาใจใส่ในการศึกษาเล่า เรียนและปฏิบัติ ตั้งแต่ตั้งเมืองมา ไม่เคยมีพระ เมืองเหนือที่สอบได้เปรียญ ๙ เลย ส่วนในภาค กลางนั้น โยมก็ดีตัวเสมอพระ พระเองก็ทอดตัว ลงมาเสมอกับชาวบ้าน เพราะความคลุกคลีกัน จนสนิทคุ้นเคยกันเกินพอดี บ่อยครั้ง เราจะเห็น โยมนั่งขัดสมาธิชดน้ำชาคุยกันกับท่านพระครู ท่านเจ้าคุณต่าง ๆ อยู่เสมอ ผู้เขียนเห็นว่าวาทะ ของเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ รูปนี้ มีคติและความ เป็นจริงที่น่าคิดทีเดียว สังคมพระโดยเฉพาะใน ส่วนกลางในปัจจุบันนี้ตกอยู่ในสภาพดังกล่าวนี้ มากขึ้นทุกที มีผู้บ่นว่าพระสมัยนี้คลุกคลีกับชาว บ้านจนรู้เรื่องของโลกมากกว่าชาวบ้านเองเสียอีก ไม่เชื่อลองถามดูเถิด นักมวยคนไหน นักฟุต- บอลคนไหน กำลังขึ้นอยู่อันดับไหน นักร้อง ลูกทุ่งคนไหนกำลังดัง เพลงไหนกำลังฮิต ดารา หนังคนไหน มีแฟนใหม่ชื่อไร ท่านจะสาธยาย ให้ฟังหมดสิ้น สมัยก่อน ๆ ฆราวาสที่มีเรื่องกลุ้ม อกกลุ้มใจ ประสบปัญหาทางครอบครัว หันหน้า เข้าหาวัด ได้รับกลิ่นไอแห่งบรรยากาศอันสงบ สงัดแห่งวัด ได้สนทนากับท่านผู้ทรงศีลผู้สงบ เสงี่ยมก็บรรเทาความกลุ้ม และดื่มด่ำในพระ- ธรรมคำสอนที่ท่านเมตตาแนะนำ คนสมัยก่อน กลุ้มขึ้นมา ไปวัด หายกลุ้ม แต่สมัยนี้ไม่แน่นัก ว่าจะหายกลุ้ม บางทีอาจพกเอาความไม่สบายใจ กลับมาก็ได้ บางวัดสกปรกรุงรังยิ่งกว่าแหล่ง เสื่อมโทรม บางวัดมองไม่รู้ว่ากุฏิพระอยู่ไหน บ้านโยมอยู่ไหน กุฎิกับบ้านอยู่ติดกัน จนอาจ ยื่นมือเชคแฮนด์กันทางหน้าต่างได้สบาย ๆ บาง วัดท่านมหา กับท่านพระครู ต่างก็เปิดเพลงลูก ทุ่งแข่งกันให้ลั่น แล้วอย่างนี้จะหาบรรยากาศอัน สงบได้แต่ที่ไหน อย่าได้โทษชาวบ้านเลยว่า คนสมัยนี้ห่างวัดไม่เข้าวัดฟังธรรมกัน เพราะ ๒๗ สภาพของวัดไม่อยู่ในภาวะที่จะสนองความต้องการเขาได้ พระเองก็ละทิ้งบทบาทความเป็นผู้นำทางวิญญาณของชาวบ้าน หันมาวิ่งตามชาวบ้านดังที่เห็นอยู่ส่วนมาก อนาคตของพระสงฆ์อีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า อาจเป็นเพียงเอียกงเผ่าวัด รับจ้างทำพิธีกรรมให้ชาวบ้านเท่านั้นดอกกระมัง การเปลี่ยนแปลงในแนวนี้ มิใช่สิ่งที่น่าปลื้มใจเลย ๑ บริษัทศึกษิตสยาม จำกัด ขอแจ้งให้ท่านทราบว่า หนังสือ Design from Scandinavia No. 4 ประจำปี ๑๙๗๑-๓๒ ได้ตีพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ บริษัทได้สั่งเข้ามาจำหน่ายแล้วคาดว่าจะได้รับ หนังสือประมาณเดือนมกราคมศกหน้า เช่นเดียวกับปีก่อน ๆ บริษัทเปิดโอกาสให้ท่านจองหนังสือ Design from Scandinavia No. 4 ในราคาพิเศษ คือ เล่มละ ๘๐ บาท ( แปดสิบบาทถ้วน ) โดยขอให้ท่านส่งเงินล่วงหน้าให้กับบริษัทได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปหรืออย่างช้าก่อนวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๔ หากพ้นกำหนดนี้แล้ว บริษัทจะคิดราคาขายเล่มละ ๑๐๐ บาท ( หนึ่งร้อยบาทถ้วน ) ทุกท่านที่สั่งจองจะได้รับหนังสือก่อนออกวางขายในตลาด หนังสือ Design from Scandinavia No. 4 นี้ เป็นหนังสือออกแบบและตกแต่งภายในที่ดีที่สุดในจำนวนไม่กี่เล่มที่มีจำหน่าย ภายในเล่มมีแบบเครื่องประดับบ้านและวัสดุศิลปตกแต่งที่ทันสมัยที่สุด พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ค ภาพประกอบภายในเล่มเป็นภาพสีที่ดีพิมพ์ด้วยความประณีตและงดงามกว่า ๒๐๐ ภาพ เหมาะสำหรับเป็นคู่มือของท่านในการออกแบบภายในสำนักงานและอาคารบ้านเรือนทั่วไป ท่านที่เคยมีเล่มก่อน ๆ แล้ว จึงไม่ควรพลาดเล่มใหม่น หากท่านสนใจที่จะดูตัวอย่างหนังสือ ขอท่านได้โปรดมาแวะชมได้ที่บริษัท ๑๗๕ พระราม ๔ สามย่าน ตรงบ้านประตูวัดหัวลำโพง ก.ท. ๕ โทร. ๕๑๖๓๐ นิตยสารทางการศึกษา รายสามเดือน ปัจจุรยสาร เสนอแนวคิดใหม่ทาง การศึกษา เพื่อปฏิรูป การศึกษาสำหรับชาว บ้าน นิสิตนักศึกษา วิทยาลัยวิชาการศึกษา ร่วมกันจัดทำขึ้นด้วย ความประณีต ๒๘ หนังสือทางสังคมศาสตร์เกือบทุกแขนง สั่งซื้อ หรือติดต่อขอรายชื่อหนังสือโดยละเอียด ได้ที่ สำนักพิมพ์ สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย จุฬาฯ ซอย ๒ ถนนพญาไท กรุงเทพ ๕ โทร. ๕๗๖๒๒ ๒๐ <figure> The image is a two-panel comic strip. The left panel shows three characters: a man in a suit, a woman in a dress, and another man in a striped suit with a tall hat. The right panel depicts the same three characters, but the man in the striped suit is now waving a suitcase and pointing towards an airplane. A speech bubble above him says "ลาก่อน!" (Lakon!), which means "Quick!" or "Come on!". An airplane with the text "AIR AMERICA" is shown flying in the background. The comic illustrates a humorous take on the excitement of travel and the anticipation of new adventures. </figure> เศรษฐกิจไทยในรอบ ๒๕ ปี ประสบการณ์อันแสนเศร้า ของ น.ส.สยาม อภิชัย พันธเสน แต่ก่อน น.ส. สยาม ยังเป็นเพียงสาวที่สวยเรียบ ๆ แบบสาวชนบททั่วไป หน้าตาก็เพียงแค่ไปวัดไปวาได้ ความน่ารักของเธอสืบเนื่องมาจาก เธอใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ด้วยคติพจน์ประจำใจสั่น ๆ ว่า "ไม่เป็นไร" แต่หลังจากเธออยู่กินกับหนุ่มมะริกัน เธอก็สวยขึ้นมาอย่างฉูดฉาด ..... ๓๐ ในระยะนี้ได้มีเรื่องพูดกันถึง น.ส. สยาม ประเทศอันเป็นที่รักและหวงแหนยิ่งของพวกเราทุกคนอยู่บ่อย ๆ ก่อนหน้านั้นมีผู้วิจารณ์กันว่าเธอทำไมเป็นคนหัวสูง ไม่ยอมมองหน้าหนุ่มลูกจีนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียง ซ้ำยังกลับไปนิยมชมชอบเศรษฐีหนุ่มมะริกัน และทำท่าว่าจะมีสัมพันธภาพอันลึกซึ้ง ถึงกับตัดสัมพันธ์อย่างไม่มีเยื่อใยกับหนุ่มจีน โดยกล่าวหาว่าเขาเป็นอันธพาลชอบเผยแพร่ความคิดอันไม่พึงปรารถนา ไปยังสาว ลาว เกาหลี และญวน นอกจากนั้นยังมีแผนการวางตัวเป็นนักเลงโตในย่านอาเซียอาคเนย์แห่งนี้ ความนิยมในหนุ่มมะริกันของ น.ส. สยาม ถึงขนาดหลวมตัวหลวมใจเข้าไปยุ่งในกรณีสองสาวพี่น้องญวนเหนือญวนใต้ทะเลาะกัน โดยฝ่ายสาวญวนเหนือมีความหวังดีไม่อยากเห็นน้องสาวใจแตกญวนใต้ไปลอบรักกับเศรษฐีหนุ่มมะริกัน แทนที่ น.ส. สยาม จะแสดงความหึงหวงเมื่อหนุ่มมะริกันทำเช่นนั้น เธอกับสนับสนุนโดยไม่ทราบว่าเป็นเพราะความรักที่เธอมีต่อเขาหรือเป็นเพราะอำนาจเงินของเขา หลังจากที่แฟนหนุ่มมะริกันเกิดเป็นปากเป็นเสียงอย่างรุน อภิชัย พันธเสน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมอยู่ในคณะบรรณาธิการ นิตยสาร เศรษฐศาสตร์สาร ฉบับชาวบ้านของสมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งจะดำเนินการออกเร็วๆนี้ ปัจจุบันกำลังเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยแวนเดอบิลท์ สหรัฐอเมริกา แรงกับสาวใหญ่ญวนเหนือ จนระอาในความมีใจเข้มแข็งของเธอ ก็เกิดความเบื่อหน่ายที่จะวิวาทกับเธออีกต่อไป จึงหันหน้าไปปรึกษาหนุ่มจีน ซึ่งดูที่ท่าจะกลายเป็นนักเลงหนุ่มชื่อดังในอาเซีย และกำลังสนใจสาวเวียดนามเหนืออย่างเงียบ ๆ อย่างน้อยก็เป็นที่แน่ใจได้ว่าหนุ่มจีนมีความสนใจสาวญวนเหนือเป็นพิเศษ เพราะอย่างน้อยก็มีทัศนะตรงกัน ถึงตอนนี้เองที่หนุ่มมะริกันได้แสดงความเบื่อหน่าย น.ส. สยามออกมานอกหน้า หนุ่มมะริกันเริ่มรู้สึกสำนึกผิดว่าการทำตัวเป็นหนุ่มเจ้าสำราญเที่ยวจีบสาวที่นั่นที่นี่ มีเรื่องทะเลาะวิวาตตีรันพ้นแทงที่โน่นที่นี่ ถึงแม้จะมีคุณเพื่ออาเซีย คุณอาฟอร์ด และคุณลุงรอดก็เฟลเลอร์ ช่วยอยู่ก็ไปไม่รอด สมควรจะต้องยุติการใช้เงินและการเที่ยวเตร่เอาไว้บ้าง ถ้าอยากจะปลอดภัยก็พยามคบนักเลงเป็นมิตรดีกว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าหลังจากหนุ่มมะริกันเริ่มคิดได้ ก็เริ่มตัดสัมพันธ์กับบรรดาสาว ๆ ทั้งหลาย รวมทั้ง น.ส. สยามด้วย เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ น.ส. สยามก็เริ่มมีอาการล้มหมอนนอนเสื่อ แสดงว่าอาการร่วงโรยออกมาเห็นได้ชัด ความสาวความสวยที่เคยชนะใจคนทั่วโลกจนถึงกับได้ตำแหน่งนางสาวจักรวาลแต่ก่อนก็กำลังจะลบเลือนไปสิ้น และเริ่มตัดพ้อกับตัวเองว่ารู้อย่างนี้หันไปคบหนุ่มจีน ๓๑ เสียแต่ยังสาวก็คงดีแล้ว บางครั้งเธอยังมีมานะ ว่าถึงจะโหมลงไปมากอย่างนี้ ก็น่าจะลองทิ้ง ผ้าเช็ดหน้าสบตากับหนุ่มจีนดูบ้าง เผื่อว่าฟลุก เขาหันมาสนใจเธอบ้าง ก็อาจใส่ตะกร้าล้างน้ำได้ กระมัง แต่ญาติพี่น้องและมิตรสหายหลายคน ที่มีความหวังดีต่อเธอ ได้ให้คำแนะนำว่า จงคิด ให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไป เพราะ การที่เธอตัดสินทำอะไรลงไปในขณะที่ยังเสียใจ อยู่อาจจะขาดสติ ไม่ได้รับผลดีเท่าที่ควร เธอก็ ได้แต่พยักหน้ารับฟัง และแสดงอาการขัดขืน บ้างเมื่อมีความกลุ้มใจมาก ๆ แต่อาการของเธอ ก็ยังไม่ดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุด ในขณะที่เธอผ่ายผอมตรอมใจลงไปทุกวันนี้ บรรดาญาติและเพื่อนสนิทของหนุ่มมะริกันก็ยัง อุตส่าห์พูดจาเย้ยหยันถากถางให้เธอน้อยเนื้อต่ำ ใจมากขึ้นไปอีก โดยได้อธิบายว่า แต่ก่อนที่ เพื่อนของเขาจะมารู้จักเธอนั้น เธอยังเป็นเพียง สาวที่สวยเรียบ ๆ แบบสาวชนบททั่วไป หน้า ตาก็เพียงแค่ไปวัดไปวาได้บ้างเท่านั้น ความ น่ารักของเธอเมื่อครั้งนั้น สืบเนื่องมาจากเธอใช้ ชีวิตความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ด้วยคติพจน์ประจำ ใจสั่น ๆ ของเธอกว่า "ไม่เป็นไร" แต่หลังจาก เธออยู่กินกับหนุ่มมะริกัน เธอก็สวยขึ้นมาอย่าง ฉูดฉาด เพราะได้รับการปรนเปรอทำนุบำรุง จากเศรษฐีหนุ่มของเธอ ยิ่งเมื่อแฟนหนุ่มของ เธอไปวิวาทกับสาวญวนเหนือนั้น เขายิ่งเอาใจ เธอเป็นพิเศษ เพราะก่อนจะออกไปทะเลาะ นั้น เขาจะต้องมานอนพักค้างคืนที่บ้านของเธอ เหนื่อยอ่อนกลับมา ก็ได้เธอนี้แหละนอนด้วย บ้านของเขาอยู่ไกลไปมาไม่สะดวก ด้วยเหตุ นี้แฟนหนุ่มของเธอจึงเอาใจให้เงินเธอใช้ไม่อั้น แต่เพราะความเป็นสาวใจแตก แทนที่เธอจะ เก็บหอมรอมรินเอาไว้ เธอกลับใช้จ่ายฟุ้งเฟื่อ วันหนึ่ง ๆ เธอหมดเวลาไปกับการแต่งตัวเขียนคิ้ว ทาปาก แต่คติพจน์ที่ว่า "ไม่เป็นไร" ก็ยังฝั่งอยู่ ในหัวของเธอ ทำให้เธอปล่อยเนื้อปล่อยตัว สนุกสนานเต็มที่ ครั้นเมื่อแฟนหนุ่มดีจากเธอ ไป "สวรรค์ของเธอจึงหาย" อย่างช่วยไม่ได้ มิหนำซ้ำ เพื่อนเศรษฐีหนุ่มของเธอยังแดกดัน เอาอีกตัวว่า "สมน้ำหน้าแล้ว ที่ใจอยากแตก" ในยามทุกข์ใจเช่นนี้ เธอไม่อาจหันหน้าไป ปรึกษาผู้ใดได้ นอกจากญาติมิตรของเธอที่หวังดี และเป็นคนไทยด้วยกัน เพื่อนที่หวังดีและคอยติด ตามดูแลเธอมาตลอด เป็นหมอมรักษาโรคเศรษฐ กิจคนหนึ่ง คุณหมอมักตรวจดูอาการไข้ วัดปรอท จับชีพจร ตรวจเลือด ตลอดจนศึกษาจากภาพ เอกซเรย์ รวมทั้งตรวจคลื่นสมองของเธออย่าง ละเอียด แล้ววินิจฉัยว่าเธอเป็น โรคล้มพาดใน สมอง ซึ่งวิธีรักษาอย่างหนึ่งคือต้องผ่าตัดสมอง* * Chinnawoot Soonthornsima, "Economic Paralysis; Current Economic Problems and Policy Issues" Presented to the Seminar at the Faculty of Economics, Thammasat Univ. August 25, 1971 ๓๒๓ คุณหมอได้ให้คำอธิบายว่า ความจริง เธอนำจะล้มหมอนนอนเสื่อมมาก่อนนี้นานแล้ว เพราะโรคอัมพาตในสมองของเธอเป็นมาแต่กำเนิด เมื่อเธอโตเป็นสาว เธอจึงยังเป็นสาว ปัญญาอ่อน ดูตามสายตาคนข้างนอกที่ไม่เข้าใจ สาเหตุของโรค ก็มักเห็นเธอเป็นสาวชนบทที่ แสนซื่อและสวยบริสุทธิ์ จริงอยู่ ที่เธอต้องล้มหมอนนอนเสื่อลงคราวนี้ ก็เพราะเธอมีความ เสียใจอยู่มากที่แฟนหนุ่มทิ้งเธอไป เงินทองที่เคยได้รับจ่ายใช้สอยซื้อยาบำรุงกำลังจึงไม่มี ทำให้เรือนร่างของเธออ่อนเพลียยิ่งขึ้น อีกประการหนึ่ง โรคพยาธิคอมมิวนิสต์ที่มีอยู่ในตัวเธอก็ เล่นงานเธอรุนแรงยิ่งขึ้น ความจริงเธอมีเชื้อ พยาธินี้อยู่ในตัวเธอมานานแล้ว ต่อเมื่อเธอได้ มาสัมผัสรสจูบจากแฟนหนุ่มมะริกัน ซึ่งเติบโต มาจากสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป เธอจึงได้รับ เชื้อนายทุน อันทำให้โรคพยาธิคอมมิวนิสต์ใน ตัวเธอเจริญเติบโตเร็วมากยิ่งขึ้นไปอีก การเจริญเติบโตของโรคพยาธิคอมมูนิสต์นั้น ถึงแม้จะไม่ ทำให้เธอต้องล้มหมอนนอนเสื่อ แต่ก็ช่วยซ้ำเติม โรคภัยของเธอให้มีอาการรุนแรงยิ่งขึ้น ประกอบ กับข้าวที่เธอเคยปลูกไปขายเพื่อนบ้านใกล้เคียง ก็กลับขายไม่ได้ เพราะเขาปลูกของเขาเองได้ มากขึ้น รวมทั้งเพื่อนชายของเธอก็ยังมาเที่ยว แจกจ่ายบังคับขาย ทำให้ภาวะการเงินของเธอ อยู่ในขั้นเดือดร้อน เงินที่เธอเคยเก็บออมถนอม ไว้บ้างเมื่อครั้งก่อนจึงเริ่มนำออกมาใช้ และเป็น ที่คาดกันว่า หากเธอจะต้องนอนแช่วเอาแต่ใช้ เงินอยู่อย่างนี้ อีก ๓-๔ ปี เงินที่เก็บออมเอา ไว้ ก็คงจะหมดไปไม่มีเหลือ เมื่อทุกอย่างเป็นเช่นนี้ เรือนร่างของเธอ จึงทรงกับทรุด ถ้าหากไม่มีการแก้ไข คุณหมอ ของเธอได้ช่วยให้ใจชื้นที่บอกเราว่า สาเหตุใหญ่ ของการฝ่ายผอมตรอมใจของเธอนั้น สืบเนื่อง มาจากโรคอัมพาตในสมอง ซึ่งเป็นโรคประจำตัว เธอมาแต่กำเนิด เรื่องอกหักหรือเรื่องอื่น ๆ นั้น เป็นเพียงโรคแทรกซ้อนเข้ามาในขณะที่เธอมีร่าง กายอ่อนเพลียเท่านั้น ถ้าหากสามารถรักษาโรค อัมพาตในสมองได้ อาการของเธอดงดีขึ้น และ โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ก็คงพอทุเลาเบาบางลง คุณหมอของเธอเห็นว่าวิธีการที่ได้ผลเด็ดขาด ก็คือต้องมีการผ่าตัดสมอง แต่การผ่าตัดสมอง นั้นเสี่ยงอันตรายต่อการที่เธอจะต้องตายอยู่มาก เพราะถึงแม้ว่าวิชาศัลยกรรมสมอง ( เศรษฐกิจ ) จะเจริญก้าวหน้าไปมาก แต่โอกาสที่คนไข้จะ <figure> A black and white line drawing depicts a medical procedure. A patient is lying on a bed, covered by a blanket. An endotracheal tube is placed into the patient's mouth or nose, extending to a drip bottle connected to a stand. A doctor wearing a mask stands beside the bed, gesturing with his hand as if explaining something to the patient. The scene suggests a medical intervention or treatment. </figure> ๓๓ อยู่รอดยังมีอยู่เพียงครึ่งต่อครึ่ง และแพทย์ชำนาญโรคนี้จริง ๆ และตั้งใจจริงยังไม่มี อีกทั้งเจ้าของไข้คงไม่ยอม เพราะกลัว น.ส. สยาม จะทนความเจ็บปวดไม่ไหว ในที่สุดคุณหมอจึงได้เสนอว่าวิธีรักษาโรคของ น.ส. สยามที่ควรจะกระทำก็คือให้แพทย์เศรษฐกิจร่วมอาชีพของท่านทั้งหลาย พยายามชี้ให้ น.ส. สยามเห็นสมุฏฐานของโรคและพยายามชักจูงให้เจ้าของไข้ของ น.ส. สยามยอมให้มีการผ่าตัด ในระหว่างที่รอคอยอยู่นี้อาจจะเริ่มทำการรักษาบางส่วนโดยการฉายแสง และเริ่มออกกำลังบริหารมือเท้าและร่างกายของ น.ส. สยามไปพลาง ๆ ก่อน นอกจากนั้น การหายาบำรุงติดสลากคำขวัญให้กินอยู่เสมอ ๆ ก็อาจช่วยได้บ้างกระมัง ผมเองก็ร่วมอาชีพเศรษฐศาสตร์เช่นเดียวกับคุณหมอและมีฐานะเป็นเพียงนักศึกษา ผมเองพยายามติดตามศึกษาชีวประวัติของ น.ส. สยามมาโดยตลอดเพราะผมเองก็แอบรักเธอเงียบ ๆ มานานแล้วเหมือนกัน แต่ไม่ได้เปิดเผยเพราะเป็นความรักของคนจน ๆ และคิดว่าคงจะรักเธอต่อไปอีกนาน เพราะความเป็นสาวซื่อๆ และไร้เดียงสา น่ารักของเธอนี่แหละ การที่ผมบอกว่าเธอเป็นสาวซื่อ ๆ นั้น เธอก็เป็นเช่นนั้นจริง และนี่เองที่ทำให้เธอมีเสน่ห์ หรือมิได้เชื่อหรือปัญญาอ่อนอย่างที่ใคร ๆ คิด เหตุนี้ผมถึงได้ปักใจเชื่อว่าเธอมิใช่เป็นคนปัญญาอ่อน หรือเป็นอัมพาตในสมองอย่างที่กล่าว ผมยอมรับว่าเธออาจจะไม่ค่อยฉลาดในระยะหลัง ๆ นี้ เพราะเธอมีความแปรปรวนในทางประสาท แต่สิ่งนี้มิใช่เป็นสาเหตุของโรค แต่เป็นเพียงอาการอย่างหนึ่งของโรคนั้นถ้าหากเราพยายามรักษาโรค โดยเพียงแต่แก้อาการ แต่ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง ก็อาจทำให้เราวางยาผิด และแก้โรคไม่หายได้เด็ดขาด เพียงแต่ช่วยกระตุ้นให้ดีขึ้นนิดหน่อย หรือช่วยมิให้อาการทรุดลงไปเท่านั้น ผมเห็นด้วยกับคุณหมอทางเศรษฐศาสตร์อื่น ๆ ในเมืองไทยทุกคนว่า การที่เธอลิ้มหมอนนอนเสื่อลงครั้งนี้ เพราะแฟนหนุ่มต้องจากไป เพราะโรคพยาธิคอมมูนิสต์ หรือเพราะเธอไม่มีรายได้จากการขายข้าวมาซื้อยาบำรุง เธอเป็นสาวที่มีโรคประจำตัวมาก่อนแล้ว และอาการของโรคเริ่มมาสำแดงออกฤทธิ์เมื่อมีอาการแทรกของโรคอื่น จากที่ผมใช้เวลาเฝ้าสังเกตอาการของเธอนั้น เธอมีโครงสร้างบางอย่างในตัวเธอที่มีความขัดแย้งกัน กล่าวคือถ้าเธอรักที่จะเป็นสาวชนบท ก็ไม่จำเป็นที่เธอจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก แต่ถ้าเธอยังรักสวยรักงามอยากจะ "พัฒนา" ตัวเองให้เป็นสาวสมัยใหม่ เธอก็จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบางอย่างในตัวเสียใหม่ มิฉะนั้นไม่วันใดก็วันหนึ่งเธอจะมีอาการล้มหมอนนอนเสื่อ เมื่อร่างกายอ่อนเพลีย ๓๔ โครงสร้างที่ว่านี้คือโครงสร้างของระบบการผลิตเม็ดเลือดแดงในร่างกายของเธอ หรือที่รู้ ๆ กันในหมู่ของบรรดาหมอเศรษฐศาสตร์ ว่าโครงสร้างภาษี ( Tax Structure ) ตราบใดที่เธอยังเป็นสาวชนบทอยู่ โครงสร้างแบบใดก็ไม่มีความสำคัญมากนัก เพราะทุก ๆ ส่วนในร่างกายของเธอมีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด เธอไม่มีปัญหาที่จะต้องฉีดพาราฟินที่หน้าอก ไม่ต้องกินยาบำรุงสมอง บำรุงประสาท รวมทั้งไม่ต้องเสริมกัน เสริมสะโพก หรือลดความอ้วน แต่เมื่อเธอมีปัญหาดังกล่าว จึงมีปัญหาว่าเธอควรผลิตเม็ดโลหิตแดงอย่างไร และจะต้องส่งไปหล่อเลี้ยงส่วนไหนของร่างกาย ดังนั้น เมื่อเธอต้องการ "พัฒนา" เธอจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการผลิตเม็ดเลือดแดงในตัวของเธอ การที่เธอจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการฉีดพาราฟิน กินยาบำรุงสมอง หรือผ่าตัดเสริมกัน เสริมจมูก เสริมสะโพก อะไร ทำนองนั้น จะไม่ช่วยให้เธอกามผุดผาดตามธรรมชาติได้ และในที่สุดก็จะต้องมีอาการล้มหมอนนอนเสื่อลงเมื่อร่างกายอ่อนเพลีย ผมขอสัดนิ้วจากเรื่องสาวบ้านนา หน้าชื่อที่ต้องการพัฒนาตัวเองเป็นสาวสมัยใหม่ จากน.ส. สยาม มาเป็นเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย กันสักทีจะดีกว่า ปัญหาที่น่าจะได้รับความสนใจอย่างจริงจังและได้รับการแก้ไขตั้งแต่เริ่มขบวนการพัฒนานั้น ควรจะเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้างของภาษีโครงสร้างของภาษีประเทศไทยในปัจจุบันมีลักษณะไม่แตกต่างอะไรไปจากกฎหมายชราภาพของเราในปัจจุบัน เพราะถ่วงความเจริญและทำให้ประเทศประสบปัญหาในที่สุด ปัญหาโครงสร้างของภาษีไทยนั้น เป็นภาษีที่ขาดลักษณะก้าวหน้า ( Progressive ) เท่าที่ควรดังจะเห็นได้จากตัวเลขข้างล่างนี้ อัตราส่วนของภาษีอากรชนิดต่าง ๆ ที่เก็บได้ <table><tr><td></td><td>๒๕๐๔</td><td>๒๕๐๕</td><td>๒๕๐๖</td><td>๒๕๐๗</td><td>๒๕๐๘</td><td>๒๕๐๙</td><td>๒๕๑๐</td><td>๒๕๑๑</td><td>๒๕๑๒</td><td>๒๕๑๓</td></tr><tr><td>ภาษีทั้งสิ้น</td><td>๑๐๐</td><td>๑๐๐</td><td>๑๐๐</td><td>๑๐๐</td><td>๑๐๐</td><td>๑๐๐</td><td>๑๐๐</td><td>๑๐๐</td><td>๑๐๐</td><td>๑๐๐</td></tr><tr><td>ภาษีรายได้</td><td>๑๐.๓</td><td>๕.๕</td><td>๕.๘</td><td>๕.๖</td><td>๑๐.๙</td><td>๑๐.๕</td><td>๑๐.๙</td><td>๑๑.๒</td><td>๑๑.๕</td><td>๑๑.๘</td></tr><tr><td>ภาษีรายได้บุคคลธรรมดา</td><td>๖.๘</td><td>๖.๑</td><td>๕.๙</td><td>๕.๗</td><td>๖.๒</td><td>๕.๙</td><td>๖.๒</td><td>๖.๕</td><td>๖.๙</td><td>๗.๑</td></tr><tr><td>ภาษีรายได้นิติบุคคล</td><td>๓.๕</td><td>๓.๘</td><td>๓.๙</td><td>๓.๙</td><td>๔.๗</td><td>๔.๖</td><td>๔.๗</td><td>๔.๗</td><td>๔.๖</td><td>๔.๗</td></tr><tr><td>ภาษีการขายทั่วไป</td><td>๑๑.๙</td><td>๑๙.๘</td><td>๑๙.๕</td><td>๒๐.๒</td><td>๑๙.๗</td><td>๒๑.๒</td><td>๒๒.๔</td><td>๒๑.๙</td><td>๒๒.๕</td><td>๒๒.๓</td></tr><tr><td>ภาษีการขายเฉพาะอย่าง</td><td>๑๐.๘</td><td>๗.๖</td><td>๗.๒</td><td>๗.๗</td><td>๑๒.๖</td><td>๒๑.๑</td><td>๑๙.๔</td><td>๒๐.๕</td><td>๒๐.๒</td><td>๒๐.๘</td></tr><tr><td>ภาษีศุลกากร</td><td>๕๓.๓</td><td>๔๙.๗</td><td>๔๘.๗</td><td>๔๙.๗</td><td>๔๓.๒</td><td>๒๘.๖</td><td>๓๑.๗</td><td>๓๐.๘</td><td>๓๑.๔</td><td>๓๑.๔</td></tr><tr><td>ค่าธรรมเนียมและค่าปรับ</td><td>๓.๗</td><td>๓.๒</td><td>๓.๒</td><td>๒.๙</td><td>๒.๘</td><td>๒.๗</td><td>๒.๕</td><td>๒.๙</td><td>๒.๓</td><td>๒.๒</td></tr><tr><td>ภาษีลักษณะอื่น ๆ</td><td>๑๐.๐</td><td>๕.๘</td><td>๑๑.๖</td><td>๑๐.๙</td><td>๑๐.๘</td><td>๑๕.๙</td><td>๑๓.๓</td><td>๑๓.๖</td><td>๑๓.๑</td><td>๑๑.๕</td></tr></table> ที่มา : สถิติจากรายงานประจำปีของสำนักงบประมาณ ๓๕ จากตัวเลขนี้จะเห็นได้ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแต่อย่างใด ภาษีที่มีลักษณะก้าวหน้ายังคงอยู่ในอัตราเดิม มิได้เพิ่มขึ้นแต่ประการใด แสดงว่าภาษีลักษณะก้าวหน้าไม่มีลักษณะก้าวหน้าที่แท้จริง จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างบ้างก็เพียงเล็กน้อย และในทางที่ไม่พึงปรารถนาแต่อย่างใด คือ ในปี ๒๕๐๕ ภาษีการขายได้เพิ่มขึ้นจาก ๑๑.๙ % ในปี ๒๕๐๔ เป็น ๑๙.๘ % ในปี ๒๕๐๕ การเพิ่มครั้งนี้เกิดจากการลดลงของภาษีอื่น ๆ โดยทั่วไป ในปี ๒๕๐๙ ภาษีการขายเฉพาะอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ภาษีสรรพสามิตได้เพิ่มขึ้นจาก ๑๒.๖ % ในปี ๒๕๐๘ มาเป็น ๒๑.๑ % ในปี ๒๕๐๙ ทั้งนี้ เนื่องจากการลดลงในความสำคัญของภาษีศุลกากร ภาษีรายได้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ส่วนภาษีลักษณะอื่น ๆ ซึ่งมีภาษีทรัพย์สินรวมอยู่ในหมวดนี้ก็มิได้มีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใดเลย โครงสร้างชนิดที่ว่านี้ จึงเป็นโครงสร้างที่ล้าหลังมาก ที่ว่าล้าหลังนั้นเพราะปกติเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ถ้าหากโครงสร้างมีลักษณะก้าวหน้าแล้ว รายได้จากภาษีอากรก็จะต้องเพิ่มเร็วกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีตมิได้เป็นเช่นนั้น อัตราระหว่างภาษีที่เก็บได้ กับรายได้ประชาชาติมีลักษณะค่อนข้างคงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ดังเลขที่แสดงไว้ในที่นี้ อัตราส่วนระหว่างรายได้จากภาษีและรายได้ประชาชาติ <table><tr><td>พ.ศ.</td><th colspan="2">๒๕๐๔<th colspan="2">๒๕๐๕<th colspan="2">๒๕๐๖<th colspan="2">๒๕๐๗<th colspan="2">๒๕๐๘<th colspan="2">๒๕๐๙<th colspan="2">๒๕๑๐<th colspan="2">๒๕๑๑<th colspan="2">๒๕๑๒</th></th></th></th></th></th></th></th></th></tr><tr><td></td><td>๘๐.๔</td><td>๗๓.๖</td><td>๑๑.๖</td><td>๑๑.๘</td><td>๑๒.๑</td><td>๑๑.๔</td><td>๑๒.๓</td><td>๑๒.๗</td><td>๑๒.๒</td><td></td><td></td><td>๘๐.๔</td><td>๗๓.๖</td><td>๑๑.๖</td><td>๑๑.๘</td><td>๑๒.๑</td><td>๑๑.๔</td><td>๑๒.๓</td><td>๑๒.๗</td><td>๑๒.๒</td></tr></table> มีการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพียงครั้งเดียวคือในปี ๒๕๐๕ เมื่อมีการปรับปรุงอัตราภาษีการขายทั่วไป และเนื่องจากภาษีจากการขายนี้ ก็มีลักษณะก้าวหน้า พอสมควร จึงทำให้อัตราส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรายได้ประชาชาติสูงขึ้นแต่อัตราการก้าวหน้ายังไม่เป็นที่พอใจมากนัก จะเห็นได้จากอัตรารายได้จากภาษี เทียบกับอัตราการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาลลดน้อยลงตามลำดับ อัตรารายได้จากภาษีเทียบกับการใช้เงินงบประมาณของรัฐบาล <table><tr><td>พ.ศ.</td><th colspan="2">๒๕๐๕<th colspan="2">๒๕๐๖<th colspan="2">๒๕๐๗<th colspan="2">๒๕๐๘<th colspan="2">๒๕๐๙<th colspan="2">๒๕๑๐<th colspan="2">๒๕๑๑<th colspan="2">๒๕๑๒</th></th></th></th></th></th></th></th></tr><tr><td></td><td>๘๐.๔</td><td>๗๓.๖</td><td>๑๑.๖</td><td>๑๑.๘</td><td>๑๒.๑</td><td>๑๑.๔</td><td>๑๒.๓</td><td>๑๒.๗</td><td>๑๒.๒</td><td></td><td></td><td>๘๐.๔</td><td>๗๓.๖</td><td>๑๑.๖</td><td>๑๑.๘</td><td>๑๒.๑</td><td>๑๑.๔</td><td>๑๒.๓</td><td>๑๒.๗</td><td>๑๒.๒</td></tr></table> ๓๖ เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะ ต้องหารายได้จากทางอื่นมากขึ้นทุกที่ เป็นต้น ว่ารายได้จากเงินกู้ ทั้งจากภายในประเทศและ ต่างประเทศ การที่รัฐบาลมีภาระหนี้สินมากเช่น นี้ ก็เป็นการบังคับให้รัฐบาลต้องลดการใช้จ่าย เงินลงในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินจากภายใน ประเทศหรือหนี้สินต่างประเทศ หนี้สินจาก ต่างประเทศนั้นไม่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ แต่ รัฐบาลไทยไม่สามารถก่อหนี้ได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด หนี้สินภายในประเทศจะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ หากรัฐบาลไม่ลดการใช้จ่ายลง และเมื่อรัฐบาล เกิดมีความจำเป็นจะต้องลดการใช้จ่ายลงในภาวะ ที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลงนั้น ยิ่งก่อให้เกิดผล เสียหนักขึ้น เพราะเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐ กิจให้ทวีความเลวร้ายมากขึ้น จึงจะเห็นได้ว่าสาเหตุพื้นฐาน (Symptom) ของโรคเศรษฐกิจของไทยนั้นอยู่ที่โครงสร้างของ ภาษีนั่นเอง โครงสร้างของภาษีที่ไม่ดีนั้น เป็น สาเหตุ ให้เกิด อาการ ของโรคสองชนิด เมื่อ รัฐบาลกำลังทุ่มเงินพัฒนาเศรษฐกิจในทางด้าน วัตถุเพื่อหวังผลในความเจริญในระยะสั้น โรค อย่างที่หนึ่งนั้นเกิดจากการใช้จ่ายในภาครัฐบาล ทำไม่ได้เต็มกำลัง เพราะรายได้ไม่เพิ่มเท่า อัตราการใช้จ่าย ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากในระยะ ที่ประเทศกำลังพัฒนานั้น จริงอยู่ รายได้ประ ชาชาติได้เพิ่มขึ้น แต่การกระจายรายได้ที่ขาด ความยุติธรรม อันเป็นปรากฏการทั่วไปของ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ได้ทำให้รายได้ ส่วนใหญ่ตกไปยังส่วนน้อย ซึ่งไม่ต้องรับภาระ ภาษีจากโครงสร้างของภาษีปัจจุบัน เนื่องจาก อาจจะมีการรั่วไหลอยู่บ้างในการเก็บภาษีจาก รายได้ และอัตราที่ไม่ก้าวหน้าพอควร แต่สาเหตุ ที่สำคัญที่สุดก็คือลักษณะโครงสร้างของภาษี ทรัพย์สินอยู่ในลักษณะที่เลวมาก ถ้ามีการปรับ ปรุงโครงสร้างการเก็บภาษีจากทรัพย์สิน ถึงแม้ ว่ารัฐบาลจะมีประสิทธิภาพในการเก็บภาษีเท่าที่ เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นที่เชื่อได้ว่ารายได้ของรัฐบาล จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อรัฐบาลไม่ สามารถดึงเงินจากประชาชนกลุ่มที่มีความโน้ม เอียงในการออม (Propensity to Save) สูง เอามาใช้ได้ ก็ทำให้กระแสการหมุนเวียนใน ๓๗ ระบบเศรษฐกิจไม่รวดเร็วเท่าที่ควร จึงนับได้ว่าประเทศได้เริ่มเกิดเป็นโรคหลอดโลหิตฝอยอุดตันขึ้นมาแล้ว โรคอย่างที่สองนั้นเกิดจากรัฐบาลหันไปลงทุนทางด้านวัตถุมากเกินไปจนลืมนึกถึงการพัฒนาคน และที่ใกล้ตัวมากที่สุดก็คือการพัฒนาตัวข้าราชการของรัฐบาล ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถจัดสรรเงินมาใช้จ่ายเป็นเงินเดือนของข้าราชการได้มากเพียงพอ เพราะต้องหันไปทุ่มพัฒนาทางด้านวัตถุก่อน ในระยะก่อนสงคราม อัตราเงินเดือนที่ราชการตั้งเอาไว้มีความเหมาะสมพอสมควร ในระยะสงครามมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นข้อที่พอแก้ตัวได้ แต่นับตั้งแต่การเมืองสงบเรียบร้อยหมดภาวะสงครามทางฝ่ายเอกชนได้รุดหน้าไปมาก ในขณะเดียวกันมิได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบเงินเดือนของข้าราชการเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคคอรัปชั่น และความหย่อนสมรรถภาพของรัฐบาลตามมา ทำให้กลไกของรัฐบาลไร้ผล รัฐบาลจะมีนโยบายตีอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะกลไกต่าง ๆ ในตัวของรัฐบาลไม่ทำงาน โรคนี้เปรียบได้กับโรคเส้นโลหิตในสมองตีบตัน ทำให้สมองสั่งงานไม่สะดวก มือเท้าต่าง ๆ ที่เป็นกลไกของรัฐบาลจึงไม่ทำงาน โรคนี้จึงเป็นโรคที่คุณหมอของเรามองเห็นและคิดว่าเป็นสาเหตุของโรคเศรษฐกิจ ซึ่งความจริงแล้วเป็นแต่เพียงอาการของโรค ซึ่งเกิดจากโครงสร้างในการผลิตเม็ดเลือดแดงไม่ดีพอ ทำให้เส้นโลหิตฝอยตีบตัน เกิดความแปรปรวนในร่างกาย และทำให้เส้นโลหิตในสมองตีบ สมองสั่งการไม่ได้ มือไม้ทำงานไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ไม่ว่าจะมีความคิดดีอะไรก็ไม่สามารถปฏิบัติการได้ เนื่องจากมือเท้าไม่ทำงาน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีอันล้มหมอนนอนเสื่อ ยากแก่การรักษา สำหรับอาการของโรคมือเท้าไม่ทำงานและสมองไม่สั่งการนั้น ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองและส่วนอื่น ๆ ของร่างกายแต่เพียงอย่างเดียว การแก้ไขต้องแก้ไขเกี่ยวกับการจัดการระบบราชการทั้งระบบ ซึ่งผมได้เคยเสนอวิธีการไว้แล้วในบทความอื่น ๆ เพราะเหตุใดรัฐบาลจึงไม่ยอมแก้ไขโครงสร้างทั้ง ๆ ที่มองปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น เหตุที่รัฐบาลไม่สนใจแก้ปัญหานี้ เพราะรัฐบาลที่แล้วมาในอดีต ในยุคพัฒนาจนถึงยุคปัจจุบัน มิได้เป็นรัฐบาลของประชาชน แต่เป็นรัฐบาลของกลุ่มผู้มีอำนาจในทางเศรษฐกิจ ตลอดจนผู้บริหารบางคนในรัฐบาลก็เป็นผู้ควบคุมอำนาจในทางเศรษฐกิจเสียเอง การที่จะเสนอปรับปรุงโครงสร้างของภาษีทรัพย์สินก็เท่ากับเป็นการออก * วิทยาสารปรทัศน์ "ปัญหาของไก่ (ข้าราชการ)" โดยผู้เขียน ๓๘ กฎหมายบังคับตนเองและพวกพ้อง นอกจากนั้น การพูดถึงภาษีกับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีความรู้และ ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอควรแล้ว ย่อม เป็นอันตรายแก่เสถียรภาพของรัฐบาล โดย เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลเป็นรัฐบาลที่มีจุดด่าง พร้อยอยู่ด้วยแล้ว การเอ่ยปากพูดเรื่องโครง สร้างของภาษีทรัพย์สิน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อ กลุ่มที่มีอำนาจด้วยกัน จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลที่ฉลาด พึงจะหลีกเลี่ยงมากที่สุด ปัญหาก็คือเมื่อรัฐบาล หรือผู้ทรงอำนาจในปัจจุบันไม่ยอมยื่นมือเข้าแตะ ต้องในเรื่องเหล่านี้ ผู้แทนของประชาชนก็ควร จะทำหน้าที่เหล่านี้ในรัฐสภาแต่เนื่องจากระบบ รัฐสภาในปัจจุบัน ผู้แทนส่วนใหญ่ก็เป็นผู้แทน ของรัฐบาล และผู้แทนฝ่ายค้านก็เป็นแต่เพียง ผู้แทนของกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจตรง ข้ามกับฝ่ายรัฐบาล ทำการเพื่อป้องกันรักษา สิทธิและผลประโยชน์ของกลุ่มตน จึงเป็นการ ยากที่จะพึ่งพาอาศัยท่านผู้แทนอันทรงเกียรติ เหล่านี้ได้ ทางออกของประชาชนก็คือ เมื่อมอง เห็นว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่สำคัญและจำเป็น ที่จะต้องรีบแก้ไข ก็ควรรวบรวมกำลังกันทีบัดนี้ รัฐบาลให้พิจารณาเรื่องเหล่านี้ให้ได้ ไม่ว่าจะ เป็นโดยทางหน้าหนังสือพิมพ์ หรือการอภิปราย ในที่สาธารณะทั่วไป\* ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้น มิใช่จะเหมาเอา ว่าประเทศไทยเป็นโรคที่มีโครงสร้างไม่ดีแต่เพียง โรคเดียว ยังมีโรคอื่น ๆ อีกหลายโรค เช่นโรค สินค้าออกขายไม่ค่อยได้ โรคซื้อสินค้าพุ่มเพื่อย เข้ามาใช้มากเกินไป รวมทั้งโรคแทรกของต่าง ด้าวอีกมาก แต่โรคโครงสร้างของระบบภาษีนี้ เป็นโรคประจำตัวของ น.ส. สยาม ทุกครั้งที่ร่าง กายของเธอเกิดมีอาการอ่อนเพลีย จะโดนโรคนี้ เล่นงานซ้ำเติมให้เธอต้องย้ำแย่ไป และเพียงแต่ โรคนี้ โรคเดียวก็อาจจะทำให้เธอมีอาการย่ำแย่ ถึงปางตายได้ ถ้าหากอาการของโรคเข้าขั้นโค ม่า และเนื่องจากโรคนี้ยังพอมีหนทางที่รักษา ให้หายได้ ถ้าหากพวกเราทุกคนรักเธอ หวง แหนเธอ และพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อที่จะทำ ให้เธอหายขาดได้จากโรคนี้ ทำไมพวกเราจึง นั่งอมิองอเท้าปล่อยให้เธอต้องนอนชมเพราะพิษ ของโรคนี้อยู่อีกเล่า (๑) \* บทความนี้เขียนขึ้นก่อนการรัฐประหาร ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๐๙ ม.ค. ๓๔ # แรงงานของไทย ในรอบ ๒๕ ปี พิพัฒน์ ไทยอารี ใน พ.ศ. ๒๕๐๑ รัฐบาลคณะปฏิวัติ ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีประ กาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ มีใจความ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติแรงงาน พ.ศ. ๒๔๙๔ เนื่องจาก.....  40 เดิมแรงงานในประเทศไทยอาจแบ่งออกเพื่อให้ง่ายแก่การศึกษาได้ ๒ ประเภท คือ แรงงานในเมือง กับแรงงานในชนบท แรงงานในเมือง คงจะเป็นแรงงานในเขตที่มีคนหนาแน่น อาทิเช่นในเขตกำแพงเมือง คูเมืองประการหนึ่ง หรือแรงงานในรั้วในวังประการหนึ่ง การใช้แรงงานจึงเป็นรูปแบบของข้าทาสบริวารรับใช้บรรดาเจ้าขุนมูลนาย เพื่อประกอบภาระกิจต่าง ๆ เช่นการศิลปะ การช่างฝีมือ การเสมียนตรา และการทำหาร เป็นต้น ส่วนอีกพวกเป็นการใช้แรงงานด้านเกษตรกรรม เพื่อนำผลผลิตใช้บริโภคในชุมชนของคน แรงงานในเขตชนบท คืออาณาบริเวณนอกเขตกำแพงเมือง มักใช้แรงงานกันตามฤดูกาลในทางเกษตรกรรมเป็นหลัก ส่วนระยะเวลาที่เหลือก็มิได้ทำประโยชน์อะไรมากนัก เช่นอาจมีการทำเครื่องจักรสานเล็ก ๆ น้อย ๆ ปัญหาแรงงานหรือผู้ที่จะทำงานนั้นมีนักการเมืองในสมัยปฏิวัติการปกครองกล่าวว่า ลักษณะแรงงานและปัญหาแรงงานต่างกับปัญหาของชาวตะวันตก ด้วยเหตุว่า คนชั้นกลางเท่านั้นจะทำงานประกอบอาชีพ ส่วนคนธรรมดาสามัญชาวบ้านทั่วไป มักจะใช้เวลาและทรัพย์สินไปในการเที่ยวดื่มสุรา และเล่นการพนันเป็นส่วนใหญ่ พิพัฒน์ ไทยอารี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ร่วมอยู่ในคณะบรรณาธิการวารสาร การบริหาร สนใจเป็นพิเศษในเรื่องแรงงานและการบริหารทั่วไป การแรงงานแต่เดิมมิได้มีลักษณะของการจ้างงาน แต่เป็นลักษณะของการเกณฑ์แรงงาน เพื่อเข้าปฏิบัติงานต่าง ๆ เช่น เป็นทหารมหาดเล็ก หรือฝากเนื้อฝากตัวกับเจ้านายที่มีฐานะยศศักดิ์สูง การเปลี่ยนแปลง ปัญหาแรงงานในระยะก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ การใช้แรงงานโดยทั่วไปเป็นการว่าจ้างชาวจีนประกอบการงานในด้านต่าง ๆ เช่นการทำเรือ ช่างไม้ ช่างต่อเรือ แม้แต่การทำผักสวนครัวก็ยังใช้คนจีนเป็นส่วนใหญ่ แรงงานชาติอื่น ๆ ก็มีบ้าง เช่นแขกอินเดียทำการค้าขาย ตั้งห้างร้าน ดัดเย็บเสื้อผ้าและเลี้ยงวัว แต่ก็มีจำนวนไม่มากเท่าชาวจีน สภาพเหตุการณ์ที่มีส่วนเกื้อหนุน การว่าจ้างชาวจีนนั้นอาจแบ่งได้ ๒ ประการ คือ เหตุการณ์ภายในประเทศ นายจ้างประสงค์จะว่าจ้างชาวจีนมากกว่าชาวไทย เพราะเหตุว่าชาวจีนมีความอดทน ขยัน และมีการรวมกลุ่มกันดี แรงงานคนไทยกระจัดกระจายอยู่ตามภาคต่าง ๆ การอพยพแรงงานกระทำไปตามฤดูกาลและอพยพไปยังท้องถิ่นใกล้เคียงกับถิ่นฐานเดิมของตน ความรู้ความชำนาญงานของคนไทย ยังมีไม่เพียงพอ ผู้มีความรู้ความสามารถจะเข้ารับราชการถวายตัวอยู่ในราชสำนัก เพื่อหวังเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือไม่ก็ประกอบอาชีพอิสระจะได้ไม่ต้องมีเจ้านายคอยบังคับบัญชาแต่อย่างใด ๔๑ เหตุที่คนไทยไม่จำเป็นต้องรวมตัวกันเพราะ เจ้านายชุบเลี้ยง จึงไม่มีการเจรจาต่อรองกับเจ้า นายของตนเท่าใด เพราะอิทธิพลของวัฒนธรรม ในด้านการเกษตรอาจมีการรวมตัวกันบ้าง แต่ก็ เป็นการรวมตัวแบบไม่มีโครงสร้างที่แน่นอนมัก เป็นไปชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็จะสลายตัวไปเอง ปัจจัยจากภายนอกประเทศ ด้วยเหตุว่า มี องค์การอพยพชาวจีนจากฝืนแผ่นดินใหญ่ เพื่อ ช่วยเหลือให้รอดพ้นจากความอดอยาก และการ ขัดแย้งทางการเมืองในประเทศของตน รวมทั้ง รัฐบาลจีนเองก็พยายามบีบคั้นให้รัฐบาลไทยยอม ให้ชาวจีนอพยพเข้าประเทศทุกปี ตั้งแต่ภายหลัง สงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อพิจารณาปัญหาแรงงานแล้ว ปัญหาแรง งานที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับคนไทยโดยตรงมักจะ เกี่ยวกับราชการและการทหาร ส่วนการแรงงาน เศรษฐกิจอื่นๆ รัฐบาลมิได้ให้ความสนใจเท่าใด เพราะคนต่างชาติเป็นผู้จัดดำเนินการและรับจ้าง แรงงานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งประมาณ ๗๐ % เป็น คนจีน หากจะพิจารณาปัญหาแรงงานทางด้านกฎ หมาย อาจกล่าวได้ว่า กฎหมายในด้านแรงงาน สัมพันธ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาคมลูกจ้างนั้นมี ที่ห่าจะเริ่ม หรืออาจถือว่าเป็นต้นกำเนิดของกฎ หมายแรงงานสัมพันธ์ได้ เมื่อมีพระราชบัญญัติ กำหนดให้สมาคมทุกสมาคมต้องจดทะเบียนเมื่อบี ๒๔๔๐ ทั้งนี้ ด้วยเหตุว่า มีการนัดหยุดงานของ กรรมกรชาวจีน ซึ่งมีสมาคมลับจีนสนับสนุนอยู่ แต่กฎหมายฉบับนี้ ก็มิได้รับการสนับสนุนเท่าที่ ควร ในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ มีการบังคับนายจ้าง ชาวต่างชาติในเขตกรุงเทพฯ ให้นำลูกจ้างของ คนไปพิมพ์ลายมือและจดทะเบียนไว้ที่กรมตำรวจ ด้วยเหตุว่า มีการร้องเรียนว่า มีการขโมยและไม่มี มาตรการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง กรมตำ รวจจึงรับหน้าที่ด้านเกี่ยวกับการจ้างงานนี้ โดย ถือว่า เมื่อจะเข้าทำงานก็จะต้องนำมำลงทะเบียน พิมพ์ลายมือ เมื่อจะให้ออกก็จะต้องแจ้งทางตำ รวจด้วย แต่ด้วยเหตุว่าวิธีการดังกล่าวไม่สะดวก แก่นายจ้าง นายจ้างจึงหาวิธีการของตนเอง และ เป็นการตัดปัญหามิให้ทางราชการเข้ามาเกี่ยว ข้องในเรื่องการจ้างงาน ในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ รัฐบาลถูกอิทธิพลจาก ปัญหาอื่นจึงได้ออกข้อบังคับ ในทำนองเกี่ยวกับ การคุ้มครองแรงงาน และสัญญาการจ้างแรงงาน โดยกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ที่จะประกอบอาชีพ ลาภรณไว้ว่า จะต้องเป็นผู้มีอายุ ๑๘ ปี - ๔๐ ปี ร่างกายจะต้องสมบูรณ์ สามารถพูดภาษาไทยได้ และบุคคลผู้จะประกอบอาชีพเหล่านี้จะต้องจดทะ เบียนโดยเสียค่าจดทะเบียนสามสตางค์ เหตุผล ที่มีกฎหมายดังกล่าวก็เนื่องจากมักมีอุบัติเหตุเกี่ยว กับการเจรจาเสมอ และการปรับกรรมกร ๔๒ ลาภรถก็มีให้เป็นกิจลักษณะ เพียงแต่คิดปรับ ค่าจ้างที่จะได้รับในหนึ่งวันเท่านั้น กฎหมาย ฉบับนี้ อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในการสงวน อาชีพในอีกลักษณะหนึ่งด้วย การแรงงานเริ่มเป็นที่สนใจของรัฐบาล เมื่อ เกิดมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ โดย คณะราษฎร์ซึ่งทำการปฏิวัติ ทั้งนี้ก็มีมูลเหตุของ การแรงงานประกอบด้วย คือ ขณะนั้นเศรษฐกิจ ตกต่ำ มีการตุลข้าราชการซึ่งถือกันว่าเป็นตลาด แรงงานที่ใหญ่ที่สุดของชาติออก แต่ข้าราชการที่ ถูกตุลส่วนมากเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ประกอบ กับอาชีพอื่น ๆ ตกอยู่ในมือของคนต่างด้าว จึงเกิด การว่างงานเป็นจำนวนมาก คณะราษฎร์ถือ ปัญหานี้เป็นข้อสนับสนุน การปฏิวัติ โดยนำ เข้าไว้ในหลัก ๖ ประการ เช่นรัฐบาลจะรับภาระ ทางานให้ประชาชน เพื่อความผาสุกทางเศรษฐ กิจ โดยจะมีเค้าโครงการเศรษฐกิจเป็นต้น การเปลี่ยนแปลงสภาพแรงงาน และการ เศรษฐกิจของประเทศนั้น เป็นไปในทำนองว่า เศรษฐกิจของบรรดาผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจทาง การเมือง คือ เศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศ ฉะนั้นบรรดาผู้มีอิทธิพลต่างๆ จึงพยายามแสวง หาโอกาสเพิ่มพูนฐานะทางเศรษฐกิจของตนเอง ก่อนอื่น รัฐบาลก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง พยายาม สนับสนุนคนไทยให้สนใจวิชาการช่างกลและการ ค้า โดยมีการบรรจุเปลี่ยนแปลงหลักสูตรต่าง ๆ ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย และระดับอาชีวศึกษา รวมทั้งกำหนดให้ห้างร้านต่างๆ รับลูกจ้างฝึกงาน ด้วย เพื่อจะได้เข้าทำงานได้ต่อไป การหางานให้ประชาชนทำ เริ่มมีลักษณะ เป็นระเบียบแบบแผนขึ้นในสมัย พ.ศ. ๒๕๐๑ มีการสนับสนุนการลงทุนจากชาวต่างชาติ ซึ่ง บรรดาผู้ได้รับการสนับสนุน มักจะนำวิธีการ จัดการสมัยใหม่มาใช้ ทำให้ลักษณะการบริหาร แรงงานเปลี่ยนแปลงไปมากยิ่งขึ้น และรัฐบาล ต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกัน ความเจริญก้าวหน้าทางด้าน การลงทุนก็เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ภายหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นต้นมา รัฐบาลได้อนุญาตให้กรรมกร รวมตัวกันได้เป็นครั้งคราว ในระยะแรกๆ สมาคม ลูกจ้างหรือสมาคมอื่น ๆ จะรวมตัวกันประกอบกิจ การได้ในทางการกุศลและการกีฬาเท่านั้น เมื่อ บรรดาคนงานร้องเรียนขอจัดตั้งสหภาพแรงงาน ขึ้นจนเป็นผลสำเร็จ ก็ปรากฏว่ามีการนัดหยุด งานบ่อย ๆ แต่ทว่าทางราชการก็มิได้ให้ความ สนใจมากนัก นอกจากว่าจะทำการไกล่เกลี่ย ไปแต่ละครั้งเท่านั้นเอง ขณะที่วงการแรงงานทั่วไปยังไม่สนใจในวิธี การแรงงานสัมพันธ์ ทั้งนี้ อาจด้วยเหตุผลว่า กรรมการส่วนใหญ่เป็นคนงานที่ไม่มีผีมือ นายจ้าง จะสามารถว่าจ้างให้ใครก็ได้โดยง่าย และการ ๔๓ จัดการใน วงการธุรกิจอุตสาหกรรม ยังใช้วิธีการบริหารงานดั้งเดิม มิได้นำหลักการจัดการอันทันสมัย ที่จะต้องคำนึงถึงการจูงใจคนทำงานมาใช้ก็ได้ ส่วนทางราชการมีการนำวิธีการต่าง ๆ ตามระบบการจัดการมาใช้ไม่น้อย อาทิ เช่น การมีสวัสดิการ การให้บำเหน็จบำนาญ การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแก่ผู้ทำงานราชการ ในสมัยรัฐบาลชุด นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีการเสนอกฎหมายลักษณะในการคุ้มครองแรงงาน โดยมีข้อกำหนดเกี่ยวกับชั่วโมงทำงาน ค่าจ้างแรงงาน การคุ้มครองแรงงาน สตรีและเด็ก ตลอดจนค่าทดแทนคนงานที่ได้รับอันตรายจากการทำงาน ร่างกฎหมายฉบับนี้ สภาผู้แทนราษฎรไม่ยอมรับหลักการ โดยแพ้เสียงข้างมาก เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่า เป็นกฎหมายที่เป็นไปในทำนองลัทธิคอมมูนิสม์ ซึ่งเป็นที่หวาดหวั่นกันในขณะนั้น ลักษณะการร้องทุกข์และการระงับข้อพิพาทในสมัยหลังการปฏิวัติเป็นต้นมา มิได้มีระเบียบการกำหนดไว้เป็นหลักแต่อย่างใด สมาคมลูกจ้างนัดหยุดงานกันหลายครั้งหลายหน เช่น กรรมกรรถราง กุสีโรงสีข้าว คนงานเหมือง แต่ละครั้งลูกจ้างก็จะไปร้องเรียนให้นายกรัฐมนตรีให้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย ต่อมามีกฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการเมื่อเกิดปัญหาพิพาทแรงงานขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาความสงบ มิใช่เป็นการระงับข้อพิพาทแรงงานตามหลักการแต่อย่างใด ในบางเรื่องรัฐบาลจะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือผู้ว่าการจังหวัดดำเนินการ รัฐบาลสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในปี ๒๔๙๙ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแรงงาน และได้บังคับใช้ ซึ่งนับเป็นครึ่งแรงที่มีกฎหมายเกี่ยวกับการแรงงานโดยตรง โดยมีสาระสำคัญแบ่งออกได้เป็นสองเรื่องคือ การคุ้มครองแรงงานส่วนหนึ่ง มีเรื่องเกี่ยวกับเวลาปฏิบัติงาน สวัสดิการ ค่าทดแทน สุขภาพและความปลอดภัยของคนงาน การใช้แรงงานหญิงและเด็ก กับการแรงงานสัมพันธ์ซึ่งมีการกำหนดการป้องกันและระงับข้อพิพาทแรงงาน หลักเกณฑ์ในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน บรรดาลูกจ้างแรงงานทุกระดับได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมเช่นนี้กว่าร้อยสมาคม และมีการรวมตัวเป็นสหพันธ์กรรมกรไทยเป็นต้น การดำเนินงานของสหพันธ์ดังกล่าว ยังไม่มีประสิทธิผลเท่าที่ควร ทั้งนี้อาจเป็นด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ ๑. บรรดาลูกจ้างแรงงาน ยังไม่เข้าใจวิธีการบริหารงาน และการดำเนินงานของสหภาพแรงงานโดยถ่องแท้ ๔๔ ๒. บรรดาสมาชิกของสมาคมดังกล่าว มิได้ ให้ความร่วมมือในภาระกิจของสมาคมเท่าที่ควร ในการชำระค่าบำรุงและการบริหารงาน ๓. สมาชิกยังขาดความเข้าใจ ถึงสิทธิของ ฝ่ายจัดการและฝ่ายคนงาน ตลอดจนวิธีการร้อง ทุกข์ ๔. อิทธิพลภายนอก คือ บรรดาพรรคการ เมือง และผู้ที่จะแสวงหาการสนับสนุนทางการ เมือง จึงพยายามชักชวนคนงานเข้าร่วมเป็น พรรคพวก ผลที่ได้รับจากการประกาศให้มีการรวมตัว ของลูกจ้างในปี ๒๔๙๙ นี้ ปรากฏว่ามีการนัด หยุดงาน ขอเพิ่มค่าจ้างแรงงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนส่วนรวม ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ รัฐบาลคณะปฏิวัติของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีประกาศคณะ ปฏิวัติฉบับที่ ๑๙ มีใจความให้ยกเลิกพระราช บัญญัติแรงงาน พ.ศ. ๒๔๙๙ ในส่วนที่เกี่ยว กับการรวมตัวของลูกจ้างเป็น สหภาพแรงงาน เนื่องจากว่าจะก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่าง นายจ้างกับลูกจ้าง และเปิดโอกาสให้ตัวแทน ของคอมมิวนิสต์อาศัยเป็นเครื่องมือ จึงได้กำ หนดให้บรรดาสหภาพแรงงานที่มีอยู่สิ้นสุดลง ปัญหาการยุบมิให้มีสหภาพแรงงานตามประ กาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ นั้น อาจพิจารณาได้ ๒ เดือน คือ ประการแรกเป็นไปตามที่ประกาศนี้ ได้แจ้งไว้ และมุ่งก่อให้เกิดสภาพที่เรียกว่าความ ผาสุขทางการอุตสาหกรรม (Industrial peace) เพื่อก่อให้เกิดสภาพที่ต่างชาติจะได้มาลงทุนใน ประเทศไทยเพิ่มขึ้น เป็นการขยายตลาดแรงงาน วิธีหนึ่ง ประการที่สองเป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่ง รัฐบาลของคณะปฏิวัติประสงค์ที่จะกำจัดลัทธิคอม มุนิสม์ มิให้ขยายตัวได้อย่างกว้างขวางในระยะ เวลานั้น พร้อมทั้งการขจัดผู้ที่สนับสนุนพรรค ตรงข้ามหรือกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองดั้งเดิม เพื่อ มิให้ใช้กลุ่มคนงานเป็น พรรคพวกแบบเดียวกับ พรรคบอลเชวิคในรัสเซีย พร้อมกันนั้นรัฐบาล คณะปฏิวัติ ๒๕๐๑ ได้มอบหมายให้กระทรวง มหาดไทยดำเนินงานด้านการคุ้มครองแรงงาน โดยจัดทำเป็น ประกาศกระทรวงมหาดไทยใช้บัง คับฝ่าย การเปิดโอกาสส่งเสริมการลงทุน ก่อให้เกิด การจัดการในรูปแบบที่ทันสมัย บริษัทและโรง งานหลายแห่ง ได้นำวิธีการแรงงานสัมพันธ์ (Labour Relation) มาใช้ เพื่อให้คนงานรู้จัก วิธีการร้องทุกข์ปัญหาการแรงงานต่อฝ่ายจัดการ บริษัทที่มีหลักฐานหลายแห่ง จัดทำสติติการร้อง ทุกข์ และดำเนินงานโดยมิได้มุ่งแต่กำไรแต่ เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี ก็ยังมีปัญหาการแรงงานอยู่เช่น เคย ทั้งนี้ด้วยเหตุว่าบรรดาคนงานยังขาดความรู้ ในการจัดการตามแผนใหม่ ประกอบกับยังมี ๔๕ บริษัทอีกหลายบริษัท ที่ยังยึดถือวิธีการที่เรียกว่า "อุตสาหกรรมในครอบครัว" โดยมิได้คำนึงถึง หลักการจัดการโดยแท้จริง และการว่าจ้างแรง งานที่ไม่มีผีมือก็ไม่ยากนัก ดังจะเห็นได้จากการ สำรวจแรงงานในปี ๒๕๑๐ ซึ่งมีผู้ประกอบอาชีพ ในทางอุตสาหกรรมประมาณ ๓.๙ ล้านคนเศษ ในจำนวนนี้ทำงานด้านพาณิชยกรรมและอาชีพ บริการเสียเป็นส่วนใหญ่ คือ มีอัตรา ๘.๗ % และ ๘.๑๑ % ตามลำดับ ส่วนอาชีพอุตสาหกรรม โรงงานมีเพียง ๔.๙๕% หรือ ๕% ทั้งๆ ที่อุตสาห กรรมโรงงานเป็นหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ ปัญหาการแรงงานทวีความสำคัญยิ่งขึ้น การ ยกเลิกการรวมตัวของลูกจ้าง เป็นสหภาพแรงงาน มิได้เป็นการระงับการนัดหยุดงาน ตรงข้ามการ นัดหยุดงานยังคงมีอยู่ และเพิ่มจำนวนมากขึ้น ตามกิจการอุตสาหกรรมที่ขยายตัวไป รัฐบาลได้ ตรากฎหมาย "พระราชบัญญัติวิธีระงับข้อพิพาท แรงงาน ๒๕๐๘" เพื่อบังคับใช้แก่นายจ้างและ ลูกจ้างทั่วไปในวงการอุตสาหกรรม ประกอบกับ รัฐบาลยังได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติแรงงาน ซึ่งกำลังพิจารณากัน ในระดับพรรคการเมืองอยู่ อย่างไรก็ตามเป็นที่เข้าใจกันว่า ร่างพระราช บัญญัติแรงงานฉบับใหม่นี้จะเปิดโอกาสให้ลูกจ้าง สามารถรวมตัวกัน เป็นสมาคมได้ประการหนึ่ง และอาจมีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในบาง กรณีได้ รัฐบาลจะต้องรับภาระเพิ่มขึ้นในด้านการ แรงงานมากกว่าปัจจุบันนี้แน่นอน แต่ทว่าการ วางแผนงานต่าง ๆ นั้น รัฐบาลจะได้วางแผนไว้ อย่างไรยากแก่การที่จะทราบได้ ดังนั้นในวันที่นี้ จึงขอเสนอความเห็นบางประการในการจะต้อน รับกับสหภาพแรงงาน หรือการแรงงานสัมพันธ์ ที่จะพึงมีในระยะเวลาอันใกล้น รัฐบาลได้เตรียมการต่าง ๆ โดยฝึกช่างฝีมือ ในระดับต่าง ๆ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันพัฒนาฝีมือ แรงงานแห่งชาติประการหนึ่ง พร้อมๆกันรัฐบาล ได้จัดการฝึกอบรม "การบริหารงานบุคคล" ด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยสอดคล้องกัน ปัญหาเกิดขึ้นว่า เมื่อประกาศอนุญาตให้ กรรมกรจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นได้แล้ว กรรมกร จะเข้าใจวิธีการบริหารงานของสหภาพแรงงาน แล้วหรือยัง หากยัง รัฐบาลจะต้องจัดหลักสูตร "อบรมการบริหารสหภาพแรงงาน" ขึ้นอีก ฉะนั้น เพื่อมิให้เสียเวลาและประโยชน์ของ แต่ละฝ่าย รัฐบาลควรจะต้องเปิดการอบรมคน งานให้ทราบปัญหาและการจัดการต่างๆ เกี่ยวกับ สหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นการเตรียมการล่วงหน้า เพื่อให้รับกับการประกาศอนุญาตให้มีสมาคมลูก จ้าง มิฉะนั้น รัฐบาลจะต้องทำงานตามหลักกฎ หมาย อันอาจเป็นผลให้สหภาพแรงงานตั้งขึ้น เพียงไม่กี่เดือนต้องยกเลิกหรือถูกยุบไปเสียอีก ๔๖ พร้อมกันฝ่ายจัดการ และนายทุนจะต้องเข้าใจความหมายของสหภาพแรงงานให้ดียิ่งขึ้น มิใช่แต่เพียงว่า อุตสาหกรรมในครัวเรือนก็ทำได้ การอบรมของทางราชการที่จัดให้มีฝ่ายจัดการจะต้องคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม เข้ารับการอบรม มิใช่ว่าส่งลูกหลานเจ้าของกิจการ ซึ่งไม่สามารถปฏิบัติงานได้ไปรับการอบรม ซึ่งเป็นการทำให้ขาดทุนหรือต้องล้มละลายทางอ้อม ปัญหาในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่า การบริหารงานด้านแรงงานเป็นไปอย่างไร ปัจจุบันคนงานเป็นจำนวนมาก ที่ยังไม่เข้าใจวิธีระงับข้อพิพาทตามกฎหมายวิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน ๒๕๐๘ ความผิดน่าจะตกอยู่กับสามฝ่าย คือ นายจ้างไม่พยายามชี้แจงให้ลูกจ้างเข้าใจ ด้วยเหตุกลัวว่า ลูกจ้างจะเรียกร้องสิทธิมากเกินกำลังของตน ลูกจ้างไม่พยายามศึกษาหาความรู้ในด้านกฎหมายที่ระบุถึงสิทธิของตนทำให้ตนต้องสูญเสียสิทธิไป รัฐบาลไม่วางตัวเป็นกลาง ไม่เบ็ดการอบรมชี้แจงลูกจ้างให้เข้าใจวิธีการต่าง ๆ เบ็ดโอกาสให้มีการใช้กฎหมายหลีกเลี่ยงได้ในบางโอกาส ผลปรากฏว่าลูกจ้างมักจะนัดหยุดงานโดยผิดกฎหมายดังกล่าวผลเสียหายจะเกิดอยู่แก่เศรษฐกิจของชาติ ดังนั้นบทเรียน เรื่องแรงงานของชาติที่ยังทนมา ตลอดระยะเวลากว่า ๒๕ ปี หากได้มีการชี้แจงให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดีจนเป็นที่เข้าใจแก่ทุกฝ่ายแล้ว สหภาพแรงงานในบ้านเรา ก็ควรถึงเวลาที่จะจัดตั้งขึ้นมาเพื่อร้องขอความเป็นธรรมในกรณีต่าง ๆ อย่างถูกต้องตามกฎหมายได้แล้ว <figure> The image shows two individuals, likely farmers or agricultural workers, in a field. One person on the left is wearing a wide-brimmed hat and appears to be working in the field. The second person on the right is also wearing a hat, possibly a conical one, and is crouched down in the field. Both are surrounded by tall grass or crops. The image illustrates the context of agricultural labor and the need for knowledge, as discussed in the accompanying text about workers' rights and legal protection. </figure> เบี้ยข้าวทุกคราวคำ สูงจำคือชาวนา ๔๗ การแพทย์ และการสาธารณสุข ในรอบ ๒๕ ปี **ประเวศ วะสี** "... สำหรับคนทั่ว ๆ ไป ถ้าขึ้นชื่อว่า เป็นแพทย์ก็ต้องนึกว่ามีความร่ำรวยไว้ ก่อน ค่าบริการทางการแพทย์นั้นไม่แน่นอน .... ค่าบริการเหล่านี้เราอาจจะนึกว่า อุติธรรมดีแล้ว แต่ถ้าคิดดูให้ดีจะเห็นว่า ก็เช่นเดียวกับภาษี และการต่อสู้ต่าง ๆ ในสังคม จะมีการผลักรายจ่ายต่อ ๆ ไปจน กระทั่งถึงคนจน ซึ่งเป็นคนที่ไม่มีทางต่อสู้ในสังคมที่เอารัดเอาเปรียบ .. " **ประวัติและความก้าวหน้าบางประการ** แม้จะมีผู้นำการแพทย์อย่างฝรั่งเข้ามาสู่กรุงสยามอย่างกระเส็นกระสายเนิ่นนานมาแล้วอาจนับได้ว่าการป้องกันโรคอย่างสมัยใหม่เริ่มต้นเมื่อหมอบรัดเลย์ปลูกวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษให้แก่ประชาชนในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยู่หัว และการแพทย์แผนปัจจุบันเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อพระบาทสมเด็จพระ **ประเวศ วะสี** อาจารย์แพทย์ประจำแผนกโลหิตวิทยา โรงพยาบาลศิริราช เป็นผู้มีส่วนสำคัญคนหนึ่งในการผลิตตำรา "โลหิตวิทยา" ออกเป็นภาษาไทยที่ได้มาตรฐานเป็นเยี่ยม เคยพยายามเสนอให้มีการปรับปรุงบริการแพทย์ของประเทศต่อรัฐบาลหลายครั้ง จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง "โรงศิริราชพยาบาล" ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ และโรงเรียนแพทย์แห่งแรกในประเทศไทยมีกำเนิดหนึ่งปี่หลังจากนั้น ในช่วง ๘๐ ปีที่ผ่านไป ความนิยมในการแพทย์แผนปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ในด้านความก้าวหน้าเกี่ยวกับการอบรมศึกษาและการรักษาพยาบาลนับว่าประสบผลสำเร็จพอใช้แพทย์ที่จบจากสำนักไทยสามารถไปศึกษาต่อและติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการในเมืองฝรั่งได้จนสูงสุด การรักษาพยาบาล แม้ทำได้ในวงจำกัด ก็สามารถทำได้เกือบทัดเทียมกันในบางแขนง ในด้านการป้องกันโรคก็สามารถชัด ๔๘ โรคที่สำคัญไปได้ ๔ อย่าง คือ อหิวาตกโรค กาฬโรค ไข้ทรพิษ และคุดทะราด สำหรับมาลา เรีย แม้ยังมีอยู่มาก ตามตัวเลขปรากฏว่าอัตรา ตายด้วยโรคนี้ลดลงหลายเท่าตัว อัตราตายของ ทารกลดต่ำลง อายุของประชากรโดยเฉลี่ยสูงขึ้น กรมการแพทย์ได้สร้างโรงพยาบาลขึ้นจนครบ ทุกจังหวัด บางจังหวัดมีที่อำเภออีกด้วย เมื่อจบข้อความข้างต้นซึ่งอาจใช้เป็นเครื่อง ประโลมใจ และอวดอ้างได้เป็นครั้งคราว ต่อไป เป็นเรื่องของปัญหา สภาพของความขาดแคลน ถ้าตดกลุ่มอิทธิพล ( นักการเมือง + พ่อค้า ), และพรรคพวกของแพทย์ พยาบาล ซึ่งสามารถ เลือกหาแพทย์และเข้าโรงพยาบาลได้สะดวกกว่า ออกแล้ว ประชาชนที่เหลือ ขาดแคลนบริการทาง การแพทย์ทั้งปริมาณและคุณภาพ ทั้งในเมือง และนอกเมือง ส่วนใหญ่ตกอยู่วัฏจักรของ ความยากจน-สภาพไร้การศึกษา-การเกิดโรค โรคที่เป็นกันนั้นมีมากหลาย เช่น ขาดอาหาร ท้องเดิน เป็นบิด หนอนพยาธิในตับและในลำ ไส้ โรคติดเชื้อต่าง ๆ โรคขาดอาหารทำให้เป็น โรคติดเชื้อ โรคติดเชื้อทำให้ท้องเดินและขาดอา หาร วนเวียนกันอยู่อย่างนั้น การศึกษาในสัตว์ พบว่าการขาดอาหารโปรตีนทำให้เซลล์ประสาท ในสมองตาย มีผลต่อการเรียนรู้ จึงมีปัญหา ว่านอกเหนือไปจากทำให้เกิดทุกขเวทนา และ ความอ่อนเปลี้ยใน พละกำลังของประชาชาติแล้ว วัฏจักรของการขาดอาหารและโรคติดเชื้อมีผล ร้ายต่อมันสมองของชาติเพียงใด ที่น่าเสียดายก็ ที่โรคเหล่านี้อาจป้องกันได้ โรคอื่น ๆ ที่ยังเป็น ปัญหา และกำลังเป็นปัญหาเพิ่มขึ้นยังมีอีกมาก เด็กรายนี้เป็นห้องมาน จากโรคตับแข็ง หมดทางรักษา นอนก็ไม่ได้ เป็นมานานแล้ว ภาพนี้ถ่ายก่อนเด็กตาย ๔-๕ ป.ม. <figure> A black and white photograph shows a young child, likely a boy, lying in a hospital bed. The child is wearing a white shirt and appears to be awake and looking towards the camera, with his mouth slightly open. The background is blurred, suggesting an indoor setting like a hospital room. The overall impression is that of a child receiving medical attention in a clinical environment. </figure> ๔๙ เช่น มาลาเรีย กามโรค วัณโรค โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง โรคกรรมพันธุ์ โรคที่เกิดจากยาและสารเคมี โรคประสาท เป็นต้น แม้ประชาชนจะยังไม่รู้จักคุณค่าของการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างทั่วถึง ยังรักษาด้วยยาพื้นเมือง ทรงเจ้าเข้าผี รดน้ำมนต์และอื่น ๆ บริการทางการแพทย์เท่าที่มีอยู่ขณะนี้ก็ไม่เพียงพอเสียแล้ว ผู้ป่วยต้องกระเสือกกระสนขอรับการตรวจรักษาตามที่ต่าง ๆ โรงพยาบาลตามต่างจังหวัดไม่สามารถรับมือกับผู้ป่วยจำนวนมาก ผู้ป่วยจากชนบททุกทิศทุกทางหลังไหลเข้ามาขอบริการตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ในพระนครและธนบุรี โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง ผู้ป่วยเหล่านี้หวังหนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่ก็ผิดหวังและลำบากอย่างยิ่ง เพราะโรงพยาบาลในพระนครก็แน่นยัดเยียด อาจได้รับการตรวจเพียงผิวเผิน ถ้าจะเข้าอยู่โรงพยาบาลก็อาจต้องคอยนานตั้งครึ่งเดือนหรือแม้เดือนหนึ่ง ผู้ป่วยที่ยากจนจากชนบทที่เข้ามาแออัดในพระนครเหล่านี้ประสบความลำบากอย่างยิ่งในเรื่องค่าใช้จ่าย และที่อยู่อาศัยระหว่างที่รอคอยการรักษา หรือรอเข้าอยู่โรงพยาบาล เพราะผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล และการขาดการบริหารและประสานงานที่ดีระหว่างโรงพยาบาลต่างๆ ในพระนครและธนบุรี ผู้ป่วยหนักที่มากลางคืนอาจต้องตระเวนจากโรงพยาบาลหนึ่งไปยังแห่งอื่นต่อๆ ไป โดยไม่ทราบว่าจะได้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลใด นับว่าน่าสงสารอย่างยิ่ง ขณะนี้ประชากรของประเทศกำลังเพิ่มขึ้นด้วยอัตราร้อยละ ๓.๓ ต่อปี ใน ๑ ปี ก็มีคนเพิ่มขึ้นกว่าล้านคน ปัญหาต่าง ๆ ที่แก้ไม่ทันจะยิ่งทับทวีขึ้น จำเป็นต้องชะลอการเกิดเพื่อให้เวลาในการส่งปัญหาต่าง ๆ ในสังคม รัฐบาลมองเห็นเรื่องนี้ช้าเกิน แม้กระนั้นก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงเช่นรัฐมนตรีบางคน ก็ยังไม่เข้าใจความจำเป็นของการวางแผนครอบครัว บริการไม่ไปหาประชาชน ประชาชนจากต่างจังหวัดหลั่งไหลเข้ามาหาบริการทางการแพทย์ในพระนคร เพราะเหตุผลหลายอย่าง เช่น บริการในต่างจังหวัดไม่พอ ไม่ว่าใจคุณภาพ รู้จักชื่อเสียงของโรงพยาบาลเก่า ๆ ในส่วนกลาง และเพราะโอกาสที่จะได้บริการฟรีที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ในกรุงมีมากกว่าในโรงพยาบาลต่างจังหวัด ซึ่งต้องพึ่งการเลี้ยงตนเองมากกว่าพึ่งงบประมาณ ผู้ป่วยเหล่านี้บ่อย ๆ ครั้งเข้ามาด้วยโรคที่น่าจะตรวจรักษาได้ในท้องถิ่น การที่ประชาชนจำนวนมากต้องหลั่งไหลเข้ามาอย่างนี้เป็นการเสียเศรษฐกิจของประเทศเป็นส่วนรวม คือเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เสียเวลาประกอบอาชีพ สมควรที่จะต้องแก้ไข การทุ่มเทเงินทั้งจากงบประมาณและจากการเรียไรเพื่อขยายโรงพยาบาลในส่วนกลางก็ดี การดำริที่จะสร้างโรงพยาบาลใหญ่ขึ้นพระนครก็ดี การกระทำที่จะยกย่องคุณวิเศษของโรงพยาบาลส่วนกลางจนเกินเลยความจริงและการกระทำใด ๆ ที่ ๕๐ จะทำให้โรงพยาบาลของกรมการแพทย์และสถานีอนามัยต้อยเกียรติภูมิลง เป็นไปเพื่อส่งเสริมให้ราษฎรต้องวิ่งเข้ากรุงเรื่อยๆ ไป เป็นสิ่งที่ผู้ใจบุญทั้งในวงและนอกวงราชการต้องสำนึกไว้ด้วย แม้ในพระนครเอง การที่ผู้ป่วยเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย เช่น เป็นหวัด ปวดห้อง ต้องวิ่งไปขอรับบริการที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ซึ่งเมื่อรวมทั้งรอตรวจ รอยา และเดินทางด้วยแล้ว อาจหมดเวลาไปหนึ่งวัน ย่อมเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจและทำให้โรงพยาบาลแออัด ถ้าโรงพยาบาลต่าง ๆ ร่วมมือกันจัดสถานตรวจรักษาไว้เป็นหย่อม ๆ ในชุมชนเลย ผู้ที่ไม่เจ็บป่วยนักหนาอันใดก็แยกย้ายกันตรวจที่สถานตรวจใกล้บ้านหรือที่ทำงานของตัว ต่อผู้ที่ต้องการตรวจพิเศษหรือหนักหนาอย่างใดสถานตรวจย่อยก็จะจัดการติดต่อส่งไปโรงพยาบาลแม่ต่อไป อย่างนี้ชาวบ้านจะอนุโมทนา และตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ก็จะไม่แออัดยัดเยียดอย่างนี้ สถานตรวจย่อยและโรงพยาบาลต่าง ๆ จะต้องสื่อสารถึงกันหมดว่าถ้ามีผู้ป่วยหนักประเภทใดจะส่งไปที่โรงพยาบาลใดได้ทันที มิใช่ให้เขาเคว้งคว้างไปเรื่อย ๆ โดยไร้จุดหมายอย่างน่าเวทนาดังในทุกวันนี้ การขาดแคลนบุคคลากรอนามัย ประเทศไทยมีประชากรประมาณ ๓๕ ล้านคน มีแพทย์ประมาณ ๕,๐๐๐ คน (อยู่ต่างประเทศเสียประมาณ ๑,๐๐๐ คน) ในประเทศที่เจริญมีอัตราแพทย์ต่อประชากร ประมาณ ๑:๕๐๐ ถึง ๑:๑๐๐๐ เนื่องจากประมาณครึ่งหนึ่งของแพทย์ของเราอยู่ในพระนครและธนบุรี อัตราแพทย์ต่อประชากรในต่างจังหวัดยิ่งน่าเกลียดมากขึ้น บางอำเภอมีคนตั้งแสนอาจไม่มีแพทย์เลย การขาดแคลนนี้เกิดเพราะเหตุหลายประการคือ แพทย์ไปศึกษาและปฏิบัติงานในต่างประเทศโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกามีประมาณ ๑,๐๐๐ คน สาเหตุที่ไปมีมากหลาย เช่น ได้หน้าไต้ตาเป็นชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูล อาจมีความชอบในราชการได้ดีราคาเงินเดือนสูงกว่าแพทย์ที่ไม่ไประหว่างที่อยู่ต่างประเทศก็เงินดีงานดี อยากมีประสบการณ์ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเจริญกว่าเราจะเห็นว่าปัจจัยต่าง ๆ รวมทั้งระเบียบราชการด้วยที่ส่งเสริมให้แพทย์ไปนอก ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ สหรัฐอเมริกาเต็มใจรับคนของเราไปเพราะเขาก็ขาดแคลนแพทย์อย่างมาก เรื่องนี้ได้รับการแก้ไขคือรัฐบาลให้นักศึกษาส่วนหนึ่งทำสัญญาว่าจะต้องอยู่ทำงานชดใช้เป็นเวลา ๓ ปี และต่อไปจะต้องอยู่ทำงานชดใช้เป็นเวลา ๓ ปีทุกคน และโดยการเสนอของแพทยสภา ผู้ที่ฝึกอบรมในประเทศไทยและสอบได้วุฒิบัตรจะได้รับการตีราคาเงินเดือนเท่ากับผู้ที่ได้วุฒิบัตรจากต่างประเทศ ทั้งสองวิธีนี้จะทำให้มีแพทย์ไปต่างประเทศน้อยลงและไม่อยู่ในต่างประเทศนานปีอย่างเคย ๕๑ แพทย์ไทยในต่างประเทศเกือบทั้งหมดต้อง การกลับบ้านเกิดเมืองนอน การที่จะทิ้งประเทศ ไปเลย สำหรับคนไทยแล้วไม่ใช่เรื่องเล็ก ขณะนี้ แพทย์ไทยที่ได้รับการฝึกเป็นแพทย์เฉพาะทาง จากต่างประเทศที่กลับมากำลังประสบปัญหาหนัก ในการหางานที่เหมาะสมทำ จะเข้าทำงานใน โรงเรียนแพทย์ที่มีอยู่ก็ยากเพราะอิ่มตัว จะไปทำ งานกับกรมการแพทย์ กรมอนามัย ก็ทำไม่ได้ เพราะตัวเป็นแพทย์ที่ชำนาญเฉพาะโรค แต่เขา จะให้ทำในทางหัวไป แพทย์เหล่านี้กำลังสะท้อน กลับไปต่างประเทศใหม่ด้วยความขมขื่น นี่เป็น ปัญหาที่น่าเศร้าอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น ในขณะที่ ประเทศขาดแคลนแพทย์อย่างหนักแพทย์จำนวน หนึ่งกลับว่างงานจนต้องกลับไปต่างประเทศอีก แพทย์เหล่านี้ไปศึกษาต่างประเทศในแขนงวิชา ตามมีตามได้ โดยปราศจากการแนะนำ หรือการ ติดต่อกันว่า ประเทศต้องการแพทย์ชนิดใดเท่า ไร หลายท่านเห็นว่า การที่จะเก็บแพทย์เฉพาะ ทางเหล่านี้ไว้ในประเทศไทยต่อไปนั้น กระทรวง สาธารณสุขต้องรับตั้งศูนย์การแพทย์ชั้นหนึ่งขึ้น ในภาคต่าง ๆ ของประเทศ และรวบรวมผู้ชำ นาญชั้นสูงแขนงต่าง ๆ เหล่านี้ไปประจำ และ ควรเปิดโรงเรียนแพทย์เสียด้วยเลย แพทย์ไม่ยอมออกไปปฏิบัต่งานในชนบท เป็นปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่ง มีสาเหตุหลาย ประการซึ่งอาจรวมเรียกว่า กลัวชนบท เป็นที่น่า สังเกตว่าในวงการของพระสงฆ์ ก็มีปัญหาเรื่องการ กระจายพระที่มีความรู้ความสามารถออกไปสู่ชน บทเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ท่านอยู่ในฐานะที่จะมีกิเลส น้อย และหวังในความวิเวก แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้าง ว่าจะไม่แก้ไขปัญหานี้ การแก้ขั้นต้นก็คือบังคับ และต่อไปควรถือการที่เคยผ่านการปฏิบัติงานใน ชนบทมาแล้วเป็นเครดิตอย่างหนึ่งในการรับเข้า ทำงานที่อื่น เช่น โรงเรียนแพทย์ ขณะนี้การที่ จะหวังอบรมให้แพทย์ที่จบไปเป็น อัลเบิต ชไว เซอร์ หรือหมอทอม ดูลีย์ ด้วยสภาพของครูปัจจุ บันย่อมเป็นการยาก การตั้งศูนย์การแพทย์และ โรงเรียนแพทย์ในต่างจังหวัด รวมทั้งปฏิรูปส่วน ราชการที่เกี่ยวกับการแพทย์การอนามัยเสียใหม่ ตามที่จะกล่าวต่อไป จะทำให้มีผู้เต็มใจออกไป ต่างจังหวัดกันมากขึ้น และถ้าผลิตแพทย์กันให้ ได้มากพอก็จำเป็นต้องกระจายไปอยู่ต่างจังหวัด เอง เพราะหากินในส่วนกลางไม่ได้ การใช้กำลังแพทย์ไม่ถูกต้อง แพทย์จำนวนมากไปทำหน้าที่บริหาร เช่น ถ้ามีโรงพยาบาล ๑๐๐ แห่ง ก็เสียกำลังไปเป็นผู้ อำนวยการ ๑๐๐ คน นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งบริ หารอื่น ๆ ในกรมกองและในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ อีกมาก ในต่างประเทศมากแห่งไม่ใช้แพทย์เป็น ผู้อำนวยการเพื่อประหยัดไว้เป็นแพทย์ ของเรา ก็ว่าทำไม่ได้ ไม่ไว้ใจ ยิ่งอยากดังอยากใหญ่ก็ยิ่ง พยายามแยกหน่วยงานออกไปจนมากเกินจำเป็น ๕๒ เพื่อมีตำแหน่งเป็นหัวหน้ากันต่าง ๆ ในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ บางแห่งขาดความเอาใจใส่เรื่องการบริหารงานบุคคล ทำให้งานซับซ้อน หรือไม่รู้จัก เอกำลังแพทย์บางส่วน ไปใช้ให้เป็นประโยชน์เต็มที่การไม่รู้จักผลิตผู้ช่วยและการไม่มีอัตราบรรจุ ทำให้เสียกำลังของแพทย์ ที่อาจเอาไปใช้ในการตรวจรักษาไปอีกเป็นอันมาก การผลิตแพทย์ได้น้อย จัดเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดความขาดแคลน ขณะนี้เรามีโรงเรียนแพทย์สี่แห่ง คือ ศิริราช จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ และรามาธิบดี ผลิตแพทย์ได้ประมาณปีละ ๔๐๐ คน สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีพลเมือง ๒๐๐ ล้านคน มีโรงเรียนแพทย์ประมาณ ๑๐๘ แห่ง ญี่ปุ่นมีพลเมืองประมาณ ๑๐๒ ล้านคน มีโรงเรียนแพทย์ประมาณ ๕๐ แห่ง ยุโกสลาเวียมีพลเมือง ๒๐ ล้านคน ผลิตแพทย์ได้ประมาณปีละ ๒,๕๐๐ คน อาศัยตัวเลขดังกล่าว ประเทศของเราขณะนี้ต้องการโรงเรียนแพทย์ประมาณ ๑๕-๒๐ โรงเรียนในเวลา ๘๐ ปีที่ผ่านไปหลังจากสร้างโรงเรียนแพทย์ที่ศิริราช มีโรงเรียนแพทย์เกิดตามมาอีก ๓ แห่งเท่านั้น ขณะนี้ก็ยังมองไม่เห็นกันว่าจะเอากำลังทรัพย์กำลังคนที่ไหนมาสร้างโรงเรียนแพทย์ที่มีอยู่ได้อีก ๑๐ กว่าแห่ง คำตอบก็น่าจะชัดเจนว่าเราจำเป็นต้องดัดแปลงวิธีผลิตแพทย์เสียใหม่ ควรจะสร้างโรงเรียนแพทย์ขนาดเล็กในโรงพยาบาลของกรมการแพทย์ตามภาคต่างๆ* วิธีนี้ใช้เงินน้อย และจะแก้ไขปัญหาได้หลายอย่างรวมทั้งปัญหาแพทย์กลับจากนอกไม่มีงานทำ และเป็นการกระจายบริการการแพทย์ที่ดีออกไปสู่ส่วนภูมิภาค สหรัฐอเมริกาเองซึ่งร่ำรวยทั้งกำลังทรัพย์และกำลังคนก็ยังขาดแคลนแพทย์ ต้องการแพทย์จากต่างประเทศเข้าไปช่วยปีละประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน ขณะนี้ประเทศนั้นได้ขยายชั้นเรียนในโรงเรียนแพทย์ต่าง ๆ โดยรัฐให้เงินเป็นรายหัว นอกจากนั้นยังดำริที่จะลดจำนวนปีของการเรียนแพทย์ลงเพื่อให้ได้แพทย์ออกไปปฏิบัติงานเร็วขึ้น และคิดตั้งโรงเรียนแพทย์ขนาดเล็กขึ้นในชุมชน ซึ่งไม่เหมือนกับโรงเรียนแพทย์ที่มีอยู่เดิม การให้งบประมาณเพื่อขยายการผลิตแพทย์นั้น ถ้าแทนที่จะให้กับโรงเรียนแพทย์โดยตรงให้ผ่านกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงจะมีอำนาจต่อรองกับโรงเรียนแพทย์มากขึ้น ขณะนี้อาจรย์ในชั้นเตรียมแพทย์และปรีคลินิคเกือบทั้งหมดใช้เวลานอกหน้าที่เท่าที่คิดว่ามีอยู่ ออกหากินส่วนตัวทางด้านอื่นอยู่แล้ว ถ้ามีเงินต่อรายหัวนักเรียนที่จะเพิ่มขึ้นมาจ้างอาจารย์เหล่านี้สอนแทนที่จะไปหากินอย่างอื่น จะสามารถเพิ่มนักเรียนแพทย์ได้อีกมากมายเกือบจะทันที เมื่อจบ * เสนอโครงการขยายการผลิตแพทย์มาตรฐาน และการปรับปรุงบริการสุขภาพของประเทศไทย สารศิริราช ๒๕๑๔, ๒๓; ๖๘ ๕๓ ชั้นปรีคลินิคก็แยกย้ายไปฝึกงานเป็นลูกมือแพทย์ ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ อีก ๒ ปี บุคคลากรอนามัยอื่น ๆ ก็ขาดแคลน ที่ผลิต ได้ง่ายที่สุดคือผู้ช่วยแพทย์และผู้ช่วยพยาบาล ซึ่ง ควรเร่งรีบผลิตมากที่สุด คุณภาพของแพทย์ นิสัย ค่านิยม และสภาพสังคมแบบไทยไม่ ส่งเสริมความก้าวหน้าทางความรู้ความสามารถ แม้จะได้ยินว่าแพทย์ไทยทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ จะหาผู้ที่เก่งจริง ๆ เทียมคนต่างชาติที่เก่ง ๆ นั้น ยาก การศึกษาอบรมนั้นหนักไปในทางให้ท่อง มากกว่าฝึกให้คิด ขาดทัศนคติที่ดี และไม่มี นิสัยในการเรียนต่อด้วยตนเอง เรื่องการติดตาม ความก้าวหน้าไม่ทันจึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสัง คมแพทย์ไทยในปัจจุบัน ถ้าแพทย์ที่จบไปมี นิสัยในการแก้ปัญหา จะสามารถแก้ไขอุปสรรค ต่าง ๆ ได้ เช่น การขาดสถานที่ ขาดอุปกรณ์ ขายเวชภัณฑ์ และขาดเงิน ซึ่งอ้างว่าเป็นเหตุให้ ดำเนินการไม่ได้ คุณภาพของแพทย์นั้นขึ้นอยู่กับจำนวนแพทย์ ที่มีอยู่ด้วยเป็นอย่างมาก ตราบใดที่จำนวนแพทย์ ยังไม่มีพอให้ประชาชนเลือก แม้แพทย์ไม่ขวน ขวายหาความรู้ความชำนาญเพิ่มเติมก็สามารถหา งานทำได้ง่ายและร่ำรวยเงินทอง ตราบนั้นคุณ ภาพก็ยากที่จะดีขึ้น ไม่ว่าโรงเรียนแพทย์จะคิด ว่าคนอุตสาหะปลูกปั้นขัดมันออกมาอย่างใดก็ตาม เกี่ยวกับความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณ ของแพทย์นั้นประชาชนได้วิพากษ์วิจารณ์กัน หนาหูชื้นเท่าที่ผู้เขียนทราบ ทีเป็นเพราะความ เข้าใจผิดก็มี แต่ที่เป็นความจริงก็มาก การที่จะ อ้างว่าแพทย์ก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ในสังคมนั้น พึ่งไม่ขึ้น เพราะแพทย์ได้รับความไว้วางใจให้รับ ผิดชอบต่อชีวิตของผู้อื่นถ้าแพทย์ไม่ควบคุมดูแล กันเอง วันหนึ่งก็จะเกิดภาวะอย่างในสหรัฐอเมริ กาขึ้น คือแพทย์ทุกคนต้องมีประกันสำหรับที่จะ ถูกคนไข้ฟ้อง และแพทย์ไม่ค่อยกล้าเข้าช่วยเหลือ ผู้ป่วย เพราะกลัวพลาดเล็กพลาดน้อยแล้วคนไข้ ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ปัญหาเกี่ยวกับจิตเวชศาสตร์และเวชศาสตร์ ป้องกัน จิตนั้นเกี่ยวข้องแน่นแฟ้นกับกาย นอกจาก ความทุกข์เกิดขึ้นที่จิตแล้ว จิตยังทำให้เกิดโรค ทางกายขึ้นมากมายหลายอย่าง ยิ่งผู้คนเพิ่มและ เจริญทางวัตถุมาก โรคทางจิตประสาทยิ่งมีเพิ่ม ขึ้น คำว่าโรคทางจิตประสาทนั้นอย่าไปเพ่งเล็ง ถึงคนไข้ที่เข้าโรงพยาบาลโรคจิตอย่างเดียว นั้น เป็นเพียงส่วนน้อย ส่วนใหญ่แล้วมีเป็นกัน ทุกครัวเรือน วัตถุประสงค์ในการอบรมศึกษา แพทยศาสตร์นั้นต้องการให้แพทย์ทุกคนเห็นคุณ ค่าของวิชาจิตเวชศาสตร์ และนำไปใช้ในการ ตรวจรักษาผู้ป่วยเป็นประจำ เท่าที่เป็นอยู่ขณะ นี้ดูจะไร้ผล ผู้รับผิดชอบในโรงเรียนแพทย์จะ ๕๔ ต้องศึกษาว่ามีเหตุปัจจัยอะไรบ้างที่จะเปลี่ยน พฤติกรรมของครูแพทย์และนักศึกษาแพทย์ การ เพิ่มชั่วโมงปฐกถาอย่างเดียวไม่สัมฤทธิผล การป้องกันไม่ให้โรคเกิดขึ้นย่อมสำคัญกว่า การรักษา แต่ขณะนี้ได้ผลน้อย เพราะความ ด้อยการศึกษาทั่วไป และเหตุอื่นอีกหลายอย่าง รัฐบาลให้งบประมาณแก่ฝ่ายป้องกันน้อยกว่าฝ่าย รักษา แพทย์ไม่นิยมไปทำงานด้านป้องกัน เพราะไม่ค่อยได้หน้าได้ตาและได้เงิน กรมอนามัยจึงหาคนไปทำงานด้วยได้ยาก ในขณะที่รถ ฉายหนังขายยาตั้งแต่เช้าไปทำการถึงหมู่บ้านเล็ก หมู่บ้านน้อยในชนบทเพราะมีการได้เงินเป็นพลัง บันดาลใจ กองสุขศึกษาของกรมอนามัยซึ่งน่าจะ สำคัญอย่างยิ่งเป็นหน่วยงานเล็กนิดเดียว การที่ จะสอนสุขศึกษาแก่คนดี ๆ นั้นยากเพราะเขาไม่ ต้องการฟัง แต่ยามเจ็บไข้ย่อมมีความสนใจอย่าง ยิ่งต่อโรคที่ตนเป็น ฉะนั้นถ้าไปสอนสุขศึกษา แก่คนไข้ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ จะได้ผลมาก และคนไข้นั้นเอง จะเป็นเครื่องมือเผยแพร่สุข ศึกษาต่อ ๆ ไป เพราะเมื่อกลับบ้าน ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงย่อมรุมถามพูดคุยเกี่ยวกับ เรื่องของการ เจ็บป่วยปัจจุบันเรียกว่า ผู้ป่วยด้วยไข้รากสาด น้อย บิดตับอักเสบ วัณโรค และอื่น ๆ เกือบจะ ไม่ได้รับคำแนะนำเลย ว่าทำอย่างไรตนเองและ ญาติของตนจะไม่เป็นโรคนั้น ๆ อีก ทัศนคติของ แพทย์ทั่วไปเกี่ยวกับเวชศาสตร์ป้องกันก็เช่นเดียว กับจิตเวชศาสตร์ การขาดการประสานร่วมมือ เรื่องนี้เป็นความบกพร่องที่นำความเสียหาย อย่างใหญ่หลวงมาสู่ชาติของเราในทุก ๆ ทาง กิจ การทางแพทย์นั้นอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข สำนักนายกรัฐมนตรี (โรงเรียนแพทย์) มหาดไทย (เทศบาล และตำรวจ) กลาโหม (แพทย์ ทหาร) และแพทย์ที่ประกอบอาชีพอิสระ หน่วย งานต่าง ๆ เหล่านี้ขาดการประสานกันอย่างมาก แม้กรมการแพทย์กับกรมอนามัยซึ่งอยู่ในกระ ทรวงเดียว และซึ่งหลายคนเห็นว่าควรรวมเป็น กรมเดียวกันด้วยซ้ำ ก็ไม่ค่อยมีการร่วมมือกัน กระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นฝ่ายใช้แพทย์ และ โรงเรียนแพทย์ซึ่งเป็นฝ่ายผลิตก็ห่างเหินกัน และ มีการแก่งแย่งกันอยู่ในที่ กระทรวงสาธารณสุข ไม่มีอำนาจในการต่อรองเกี่ยวกับคุณภาพและจำ นวนแพทย์ที่โรงเรียนแพทย์ผลิต กระทรวง สาธารณสุขเป็นฝ่ายที่เดือดร้อนก่อนและมากกว่า เพราะรับผิดชอบต่อสวัสดิภาพของคนทั้งประเทศ โรงเรียนแพทย์ก็จะไปในทางของตัวโดยคำนึงถึง กระทรวงสาธารณสุขค่อนข้างน้อย ส่วนราชการ ที่มีอิทธิพลต่องานของโรงเรียนแพทย์มาก คือ สภากาการศึกษา สำนักนายกรัฐมนตรี และสำนัก งบประมาณผู้บริหารของส่วนราชการทั้งสามที่ เกี่ยวกับโรงเรียนแพทย์ควรจะต้องเข้าใจปัญหา ทางการแพทย์ และการสาธารณสุขทั่วประเทศ ด้วย เพราะการตัดสินใจของท่านแม้เกี่ยวกับโรง เรียนแพทย์ก็ส่งผลไปทั่ว ๕๕ เมื่อมีการตั้งสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (ร.พ.ช.) ขึ้น ร.พ.ช.ซึ่งมีเงินมาก็มานำแพทย์ จากโรงเรียนแพทย์ ออกไปทำงานในชนบท แทนที่จะมุ่งส่งเสริมงานของกรมการแพทย์ และ กรมอนามัยซึ่งยากจนเป็นอย่างยิ่ง ผลก็คือเสีย เงินมากไม่ได้ผลงานจริงจัง และเป็นการทำลาย เกียรติภูมิของเจ้าหน้าที่ประจำ ไม่ชักนำให้ชาว บ้านติดใจในบริการท้องถิ่น การติดต่อระหว่างงานต่าง ๆ เกือบไม่มี ผู้ ป่วยที่เคยติดต่อหรือรักษาอยู่โรงพยาบาลแห่ง หนึ่งเมื่อย้ายไปรักษาอีกแห่งหนึ่งก็ไปแต่ตัว ต้อง ไปตั้งต้นตรวจค้นกันใหม่ ทำให้สิ้นเปลืองเวลา และเงินเป็นอย่างยิ่ง การที่ผู้ป่วยต้องโทษแทงโทง เว้าจากโรงพยาบาลหนึ่งไป ยังอีกโรงพยาบาล หนึ่งเพื่อหาที่เข้ารักษาตัวนั้นก็เพราะโรงพยาบาล เหล่านั้นไม่มีการติดต่อกันให้พอที่จะทราบว่าใน ขณะใดขณะหนึ่งมีที่ว่างในโรงพยาบาลใดบ้างที่ จะรับผู้ป่วยชนิดใดไว้ ควรต้องหาทางปฏิรูปรวบรวมหน่วยงาน ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หรือให้มีการประสานกันมากที่ สุดเพื่อให้เป็นไปตามแผนรวมกระทรวงสาธารณ สุขกับ โรงเรียนแพทย์ควรร่วมงานกันอย่าง ใกล้ชิด กรมการแพทย์กับกรมอนามัยควรจะรวม กัน มีสาธารณสุขจังหวัดหรือสาธารณสุขภาครับ ผิดชอบทั้งการรักษาและการป้องกัน และควร ร่วมมือใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัยในเขตนั้น ๆ ด้วย ให้สิทธิแก่แพทย์ที่ประกอบอาชีพอิสระในการส่ง หรือแม้ตามไปดูคนไข้ในโรงพยาบาล พร้อมกับ เอาประโยชน์จากแพทย์พวกนี้ เช่น ให้ช่วยตรวจ รักษา และช่วยฉีดวัคซีนเมื่อมีโรคระบาด การมีส่วนร่วมโดยชุมชน กิจการทั้งหลาย รัฐบาลจะทำแต่ฝ่ายเดียว ย่อมหวังผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้ยาก ต้องหาทาง กระตุ้นให้ชุมชนรู้สึกว่าโรงพยาบาลและสถานี อนามัยเป็นของตน ชุมชนมีหน้าที่ในการจัดหา ซ่อมบำรุงและกระทำ การที่จะจูงใจให้มีแพทย์ พยาบาลเต็มใจมาอยู่ในชุมชนของตน มิใช่ปล่อย ให้เป็นเรื่องของหลวง หรือของผู้อำนวยการโรง พยาบาลที่จะต้องปวดหัวไปทุกอย่างแต่ฝ่ายเดียว โครงสร้างของบริการทางการแพทย์ ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์จาก สถานพยาบาล ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นของราชการ และจากคลีนิคส่วนตัว สำหรับแห่งหลังก็แน่นอน ว่าต้องเสียค่าบริการ ตามแต่แพทย์จะเรียกร้อง แพทย์ที่ทำคลินิคส่วนตัว ส่วนน้อยเป็นแพทย์ ที่ประกอบอาชีพอิสระ ส่วนใหญ่เป็นแพทย์ที่รับ ราชการ แต่ใช้เวลานอกราชการ (บางคนก็ ใน ) ทำคลินิคส่วนตัว หารายได้เพิ่มขึ้น เพราะเงินเดือนไม่พอใช้ ดูก็จะเป็นการแก้ปัญหา ที่ง่ายดีและยุติธรรม เพราะใช้เวลานอกราชการ และให้ประโยชน์แก่ประชาชนที่มีเงินเสียให้ แพทย์ได้ เป็นการแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาล ๕๖ มีปัญหาบางประการติดตามมา เช่น แพทย์ที่อยู่ ในโรงพยาบาลใหญ่โดยเฉพาะโรงเรียนแพทย์อยู่ ในฐานะที่ได้เปรียบแพทย์ที่ประกอบอาชีพ ส่วน ตัวเต็มเวลาเพราะมีชื่อเสียงและสามารถอาศัยโรง พยาบาลอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยได้กว่าทำให้ ไม่มีผู้ยากไป ประกอบอาชีพอิสระเท่าที่ควรยัง คงต้องแฝงอยู่ในโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงทั้ง ๆ ที่ อาจจะไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติงานในโรงพยาบาลนั้น ๆ เท่าใด ปัญหาอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการใช้ กำลังคนโดยไม่สมควรเช่น มีศาสตราจารย์ที่มี คุณวุฒิสูง สามารถในการตรวจรักษา และการ สอนที่โรงเรียนแพทย์ แต่ที่คลินิคส่วนตัวท่าน อาจใช้เวลารักษาโรคง่าย ๆ ซึ่งแพทย์อื่น ๆ อาจ ทำได้ เช่น เป็นหวัด ทำผ่าตัดเล็ก และทำ คลอดปกติ เป็นต้น ยิ่งมากยิ่งดีเพราะท่านได้เงิน เราพูดกันมาแล้วถึงการขาดแคลนครูแพทย์และ การผลิตแพทย์ได้น้อย ถ้าท่านเหล่านี้ยังสามารถ ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ก็หาทางจ้างให้ท่าน ทำงานตามคุณวุฒิของท่านมีดีกว่าหรือ เราจะได้ ผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นได้อีก ยิ่งเป็นแพทย์ผู้ใหญ่มีชื่อ เสียงโด่งดัง คนไข้ส่วนตัวมาก ๆ ยิ่งจะไม่มีเวลา คิดให้ลึกซึ้งถึงงานในราชการ เป็นเหตุให้หย่อน ประสิทธิภาพและอาจหมดเปลืองเงินของราชการ มากขึ้น เพราะมิได้วางแผนงานให้รอบคอบ ข้อเสียอีกประการหนึ่งที่แพทย์ทำคลินิคส่วนตัว กันเกือบหมดก็คือ ทำให้เคลื่อนย้ายแพทย์ไป เสริมกำลังที่อื่นได้ยาก ยิ่งทางฝ่ายป้องกันซึ่ง แพทย์จะต้องออกปฏิบัติงานในท้องที่ยิ่งเป็นการ ยาก ถึงนับว่าเป็นการลำบากที่จะให้แพทย์จาก ต่างจังหวัดเข้ามาอบรมเพราะติดร้าน การแก่ง แย่งผู้ป่วยกันจนแตกความสามัคคี และกระทบ กระเทือนถึงงานในหน้าที่ราชการก็ปรากฏเป็น ข่าวบ่อย อย่างน้อยน่าจะหาทางแบ่งแพทย์ออก เป็นผู้ที่ทำคลินิคส่วนตัวและผู้ที่ไม่ทำ ฐานะของแพทย์เป็นสิ่งที่เล่าลือนมาก สำ หรับคนทั่ว ๆ ไปถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นแพทย์ก็ต้องนึก ว่ามีความร่ำรวยไว้ก่อน ค่าบริการทางการแพทย์ นั้นไม่แน่นอน บางร้านก็คิด ๒๐-๓๐ บาทต่อ ครั้ง ซึ่งนับว่าต่ำ แต่ก็ต้องนับว่าสูงสำหรับผู้มี รายได้ ๑๐-๑๕ บาทต่อวัน แต่บางแห่งก็อาจจะ คิดเป็นร้อย การทำคลอดปกติอาจถึง ๕,๐๐๐ บาท ต่อราย การผ่าตัดไส้ติ่งและริดสีดวงทวาร ซึ่งถือ เป็นการผ่าตัดง่ายอาจคิด ๔,๐๐๐ บาทต่อราย การ ผ่าตัดอย่างอื่นอาจถึงหมื่นหรือหลายหมื่น ค่าบริ การเหล่านี้เราอาจจะนึกว่ายุติธรรมดีแล้ว เพราะ ผู้เสียอยู่ในฐานะจะเสียได้ และไปเรียกหา แพทย์นั้น ๆ เอง แต่ถ้าคิดดูให้นาน จะเห็น ว่าก็เช่นเดียวกับภาษี และการต่อสู้ต่าง ๆ ใน สังคม จะมีการผลักรายจ่ายต่อ ๆ ไปจนกระทั่ง ในที่สุดถึงคนจนซึ่งเป็นคนที่ไม่มีทางต่อสู้ในสัง คมที่เอารัดเอาเปรียบ ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งของ ภาพพจน์ความร่ำรวยของแพทย์ ก็คือย่อมชักนำ คนที่อยากร่ำรวย ให้มาเข้าเรียนแพทย์มากขึ้น แทนที่จะได้ผู้ที่เข้ามาเพราะอุดมคติ ๙๗ ยังมีข้อที่น่าคิดอีกคือ ขณะที่บ่นกันว่าไม่มี เงินทำนั่นทำนี้ ถ้าลองสำรวจรายได้ของแพทย์ (ไม่ใช่จากกรมสรรพากร) อาจพบว่ารวมกันแล้ว เป็นเงินก้อนค่อนข้างใหญ่ แสดงว่าประชาชน ให้อันดับความสำคัญแก่สุขภาพของตนสูง แต่เงิน เหล่านี้ออกไปอยู่นอกแวดวงที่จะเอามาใช้ปรับ ปรุงบริการให้ดีขึ้นโดยเฉพาะแก่คนยากจน น่า จะหาทางจัดโครงสร้างของบริการทางการแพทย์ ที่จะให้เงินเท่าที่สังคมนั้นจะยอมเสียให้ได้สำหรับ สุขภาพของตนได้ตกอยู่แก่ส่วนรวมที่จะเอาไปใช้ ปรับปรุงบริการได้ทั่วถึง เกี่ยวกับการทำคลินิคส่วนตัว มีผู้มีความเห็น ว่าเป็นการสุ่ยสุ่ร่ายเกิน เพราะในโลกนี้ไม่มี แพทย์พอกับความต้องการของประชาชน ไม่ควร ปล่อยให้คนที่มีเงินส่วนน้อยมาผูกขาดแพทย์ไป เป็นของตนโดยเฉพาะ หลายประเทศเช่นอังกฤษ และสวีเดน ใช้ระบบ โซเซียไลซ์ เมดิซิน ในอเมริกาก็มีความโน้มเอียงไปทางนั้นมากขึ้น ในการวางแผนอนามัยแห่งชาติ จำต้องคำนึงถึง โครงสร้างของบริการทางการแพทย์ ในทำนอง นี้ด้วย การแก้ปัญหา ได้มีผู้พูดและเขียนถึง ปัญหาเกี่ยวกับการ แพทย์ และการสาธารณสุขไว้ในกาลและเหตุ ต่าง ๆ กัน เจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข เองที่ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ก็มีอยู่ คณะรัฐ มนตรีก็ได้แต่งตั้งแพทย์ระดับบริหาร ซึ่งประกอบ ด้วยนายแพทย์ผู้ใหญ่จากหน่วยราชการต่าง ๆ โดยหวังให้มีการประสานงานกัน พระราชบัญญัติ วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้ให้มีแพทยสภา และคณะกรรมการแพทยสภาขึ้นยังไม่ปรากฏการ กระทำที่จะปฏิรูป ให้บริการการแพทย์การ สาธารณสุขรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว สาเหตุก็ เช่นเดียวกับการทำอะไร ๆ ไม่สำเร็จในประเทศ ไทย คือ ขาดแผนที่รัดกุมทั่วถึง ไม่มีความร่วม มือกันมีเวลาทำงานที่เป็นแก่นสารน้อย ไม่เอา จริง ขาดคนที่มีความรู้ความสามารถ ฯลฯ ผู้ที่อยู่ในฐานะและมีอำนาจที่จะเป็นผู้นำ ในการแก้ปัญหา คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข (คนใดก็ตาม) เพราะตำแหน่งนี้ รับผิดชอบต่อสุขภาพของคนทั้งประเทศ และ เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งนี้นั่งในคณะรัฐมนตร ย่อมมีอิทธิพล ที่จะทำให้ปฏิรูปการแพทย์การ สาธารณสุขอ่างทั่วถึงสำเร็จได้ดีกว่าผู้อื่น รัฐมนตรีและผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุข จะต้องหาทางปลีกตัวออกจากวัฏจักรของความ ไม่เจริญในระบบราชการไทย กล่าวคือ พิธีรีตอง ต่าง ๆ ทั้งของราชการและส่วนตัว การถูกฝั่งอยู่ กับการเซ็นหนังสือต่าง ๆ ไปวันหนึ่ง ๆ การ ประชุมจิปาถะและการเดินทาง ไปต่างประเทศ แล้วอุทิศเวลาเกือบทั้งหมดใคร่ครวญถึงปัญหาที่ กล่าวถึงอย่างลึกซึ้ง และหาทางให้เกิดการกระทำ ๕๘ ที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นให้จงได้ควรตั้งคณะกรรมการอย่างที่ฝรั่งเรียกว่า ทาสค์ ฟอร์ซ มากกว่าหนึ่งคณะ คณะกรรมการนี้ไม่ควรเป็นโดยตำแหน่ง เพราะจะทำให้ประกอบด้วยผู้บริหาร ซึ่งไม่ค่อยมีเวลา แต่ควรประกอบด้วยผู้ที่อยู่ในฐานะที่จะรอบรู้ปัญหาหลาย ๆ ด้านและมีเวลาที่จะคิดให้ช่วยกันทำ "แผนอนามัยแห่งชาติ" แผนนคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น คือหาทางเร่งระดมผลิตแพทย์มาตรฐานให้ได้จำนวนมากในเร็ววัน โดยออกไปผลิตกันในต่างจังหวัด ผลิตผู้ช่วยแพทย์ ผู้ช่วยพยาบาล ปฏิรูปโครงสร้างบริการทางการแพทย์ และหาเงินเท่าที่หาได้มาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม รวบรวมจัดระเบียบของหน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการแพทย์ และการสาธารณสุขให้เป็นหน่วยเดียวกันหรือให้ประสานกันมากที่สุด เพื่อประหยัดและเพื่อประสิทธิภาพ เมื่อได้แผนอนามัยแห่งชาติที่ดีที่สุดแล้วให้คณะรัฐมนตรีรับรอง และต้องทำความเข้าใจกับหน่วยราชการต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัย สภารศึกษา สำนักนายกรัฐมนตรี สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ สำนักงบประมาณ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย ก.พ. ทุกฝ่ายจะต้องทำหน้าที่ของตนตามแผนรวมแห่งชาติ มิใช่เล่นกันคนละจังหวะอย่างทุกวันนี้ ผู้เขียนเองเป็นครูแพทย์ผู้น้อย มิได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้แต่ประการใด แต่ผู้เขียนมีความรู้สึกอยู่เสมอมาว่าปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้น่าจะแก้ไขได้ถ้าผู้บริหารมี "ใจใหญ่" และเอาจริง ## ไม่มีเมตตา ยายซิมคนหนึ่ง อุปัฏกพระรูปหนึ่งเป็นเวลา ๒๐ ปี นางได้สร้างกุฏิเล็ก ๆ หลังหนึ่งถวายให้ท่านอาศัยบำเพ็ญกรรมฐาน และถวายอาหารประจำ ในที่สุดนางต้องการพิสูจน์ว่าพระผู้อุปการะ ได้เจริญภาวนา ก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว จึงส่งสาวสวยคนหนึ่งไปพร้อมกับกระซิบแผนการณ์เป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวไปหาพระ พอไปถึงก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง รีบเข้าสรวมกอดท่านทันที แล้วถามว่า "เป็นไงคะ" "ต้นไม้แก่ เกิดบนภูเขาอันเป็นระเบียบ ในฤดูหนาวหาความอบอุ่นอันใดมิได้" พระตอบเป็นเชิงกวี หญิงสาวกลับมารายงานคำพูดของพระให้แม่ทราบ นางฟังจบก็ดำใจมองโฉมเฉง "เลี้ยงเสียข้าวสุกเปล่า ๆ ตั้ง ๒๐ ปี ไม่แสดงให้เห็นว่าเข้าใจความประสงค์ของเธอเลย ทั้งยังไม่มีความสามารถที่จะอธิบายสภาพอันแท้จริงของเธอได้ด้วย จริงอยู่ท่านไม่จำเป็นต้องแสดงความรักใคร่ตอบหรอก แต่อย่างน้อย ก็ควรแสดงให้เห็นว่าท่านยังมีเมตตาหลงเหลืออยู่บ้าง" แล้วยายซิม ก็รีบไปเผากุฏิทั้งทันที พระมหาเสด็จรพงษ์ ปุญฺญวณฺโณ ถอดความจาก Zen Flesh Zen Bones ๕๙ ศิลป ศิลปในเมืองไทยเรา ถ้าจะมองในแง่ว่ามันเจริญขึ้น ผมก็คิดว่ามันเจริญขึ้น เพราะว่าศิลปไม่ได้อยู่ในวงแคบเหมือนคณะจิตรกรรม-ประติมากรรมเดิม สมัยก่อนศิลปอยู่ในแวดวงแคบ ๆ คือตามวัด ตามวัง หรือบ้านคนรวยๆ แต่มาสมัยหลังนี้ มีโรงเรียนทางศิลปเกิดขึ้น ผู้ที่เรียนศิลปไทยสมัยก่อนใช้วิธีเรียนโดยทำตามครูกันมาเรื่อยๆ ครูสอนอย่างไรก็เลียนแบบตามอย่างนั้น แต่ถ้าเกิดมีลูกศิษย์คนใดมีสติปัญญาหลักแหลมขึ้นมา ก็จะสามารถแยกตัวออกจากครูไปได้ ซึ่งหมายถึงว่าลูกศิษย์คนนั้นมีความรู้สึกที่เป็นตัวเองพิเศษไปจากครู แต่ก็ยังอยู่ในกรอบ คือ ยังไม่สามารถทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมทางด้านศิลปไปได้ ต่อมา เมื่อเรามีโรงเรียนประณีตศิลปขึ้น อาจารย์ศิลป์ พีระศรี จึงได้เริ่มสอนวิธีการสำหรับที่จะสร้างงานศิลป์ให้เป็นตัวของตัวเอง คือแทนที่จะสอนให้เลียนแบบตามกัน ก็เปลี่ยนเป็นการสอนแบบพื้นฐานสากล คือศึกษาจากความจริงจากธรรมชาติในเบื้องต้น ไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะต้องทำอย่างไร แล้วนำเอาความจัดเจนหรือ สัมภาษณ์ : แต่ก่อนกับปัจจุบัน ความรู้จักธรรมชาติมาทำการสร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นงานของตัวเองต่อไป ส่วนคนที่ศึกษามาแล้วจะเอาไปทำสำเร็จแค่ไหน เจริญขึ้นหรืออย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เท่าที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา ๒๐ กว่าปี งานศิลปของเรารูปเหมือนจะอยู่แต่เพียงในระยะเริ่มเท่านั้น คือในสมัยของอาจารย์ศิลป พีระศรี ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่เจริญมากสมัยนั้น ศิลปินเริ่มทำงานกันแบบเหมือนจริงเป็นการวางรากฐานแบบสากล แต่ในขณะที่งานแบบเหมือนจริงของเรากำลังได้ผล วงการศิลปินทั่วโลกเขาได้เปลี่ยนมาสู่ยุคใหม่แล้ว เราล้ำหลังเขาหลายปีทีเดียว ผลงานแบบนามธรรม ( Abstract ) ได้เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในเมืองไทยรอบๆตัวเราทุกอย่างได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกดังนั้นศิลปก็ต้องเป็นไปด้วย แต่ผลงานของเราที่ออกมาก็เป็นเพียงการเริ่มต้นกันอยู่เรื่อย ไม่มีใครสืบต่อผลักดันให้มันก้าวหน้าต่อไป นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปากรเอง ในขณะที่กำลังศึกษากันอยู่ก็มีกำลังใจมุ่งมั่นทำงานศิลปอย่างเต็มว่า เมื่อสำเร็จออกไปแล้ว มีน้อยคนเหลือเกินที่ทำ ๖๐ <table><tr><td>ศิลป นวนิยาย</td><td>ชลูด ยศ วัชรเสถียร</td></tr><tr><td>มหาวิทยาลัย</td><td>วิจิตร ศรีสะอ้าน</td></tr><tr><td>โรคจิต</td><td>ฝน แสงสิงแก้ว</td></tr></table> งานสืบต่อจากระยะที่ทำมาในขณะกำลังศึกษาให้ ก้าวหน้าต่อไปอีกเรื่อย ๆ เพราะพวกเขาจะต้อง ก้าวออกไปอีกนาน กว่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจ หรือเป็นที่ยอมรับของสากล แต่เราก็ยังทำกันไม่ ได้ ซึ่งอาจเป็นปัญหาการครองชีพ คือไม่มีใคร สนับสนุนให้ศิลปินทำงานศิลปอย่างเดียว ก็เป็น ได้ สังคมและศิลปินเป็นสิ่ง ซึ่งต้องอาศัยซึ่งกัน และกัน ผมไม่อาจโทษสังคมว่าไม่ให้การสนับ สนุน แล้วผมก็จะไม่โทษศิลปินที่หมดกำลังใจ แต่ถ้าศิลปินเป็นคนที่รับผิดชอบจริง ๆ ศิลปินก็ ต้องเสียละมากขึ้น ต้องยอมทนอดอยากเพื่อสร้าง งานออกไปให้ประชาชนเขาเข้าใจและเข้าถึง อัน นี้ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งทางด้านตัวศิลปินเอง และการให้การศึกษาแก่ประชาชน คือต้องอบรม ให้เด็กเข้าใจและรู้เรื่องศิลปมาตั้งแต่เยาว์ ถ้าเราจะดูไป ประเทศที่กำลังพัฒนาทุก ประเทศ มิใช่แต่เฉพาะบ้านเรา จะไม่มีประเทศ ใดให้ความสำคัญแก่ศิลปอย่างจริงจังหรือมากมาย อะไรเลย เพราะความจำเป็นอันสำคัญคือการ ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีก่อนอื่น ศิลปเป็นสิ่งที่ มาทีหลัง เมื่อท้องอืมแล้วจึงหันมาหาความสวย งาม บ้านเราเองก็อยู่ในสภาพเช่นนั้น แต่เรา ก็ควรเริ่มต้นเพื่อปูพื้นฐานเอาไว้ เพราะนอก เหนือไปจากสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตแล้ว สิ่งที่ ขัดเกลาจิตใจก็มีความสำคัญเช่นกัน ศิลปร่วมสมัย ที่เป็นลักษณะของเราเองนั้น มันจะเกิดขึ้นเอง ไม่ใช่สืบเนื่องมาจากของใบ ราณ เพราะความรู้สึกนึกคิด ความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไปหมด คนไทย เราจะไปอยู่ในสภาพชีวิตแบบเก่าๆ ไม่ได้อีกแล้ว ถ้าจะเป็นอยู่ก็เป็นการจำลองเอามาให้ดูกันเท่านั้น สำหรับงานศิลปที่ทำสมบูรณ์กันจริง ๆ แล้วมัน ย่อมมีลักษณะของไทยออกมาเอง เพราะเราอยู่ ในเมืองไทย เรารู้สึกนึกคิดอะไรเป็นไทย ทั้งนี้ย่อมไม่ใช่ไทยสมัยก่อน หากเป็นไทยสมัยนี้ บางครั้งรูปแบบอาจจะดูเป็นสากล แต่เนื้อหา ความรู้สึกของมันข้างในก็เป็นไทย ไม่ว่าจะไป เห็นที่งานแสดงศิลปกรรมในประเทศใด ผู้ชม ที่เป็นคนไทยก็จะต้องเกิดความรู้สึกเหมือนได้เห็น คนที่คุ้นหน้ากันอยู่ ศิลปของไทยถ้าจะประสบความสำเร็จ ใน ความคิดของผมก็หมายความว่า คนที่ทำงานใน ทางนี้ พยายามศึกษา มีความมุ่งมั่นอย่างบริสุทธิ์ ใจที่จะสร้างสรรค์ศิลปจริง ๆ โดยไม่คิดถึงอามิส สินจ้างหรืออะไรทั้งนั้น ถ้าหากคนจำพวกนี้มี ๖๑ มากพอ ผมคิดว่านี่เป็นความสำเร็จของเมืองไทย ต่อไปผลของมันจะต้องออกมาแน่ ในระยะไม่ไกล แต่ถ้าหากว่า เราทนที่จะทำตามอุดมคติต่อไปไม่ไหว และเริ่มทำงานเพื่อขาย เราก็จะล้มคว้าลงทันที แต่ก็มีบางคนที่ไปแสดงงานตามแกลล์รี่ เพื่อการค้า โดยคิดว่าตัวเองจะเป็นสื่อกลางเสียก่อน เพื่อก้าวไปหาประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึง และ เขาก็คิดว่า เป็นการทำประโยชน์ให้แก่ศิลปบ้าง พอสมควร อันนี้ขึ้นอยู่ที่เจตนา ถ้าต้องการตักดวงก็ล้มเหลว ถ้าต้องการเป็นสื่อกลาง ก็คงมีประโยชน์อยู่เหมือนกัน ศิลปินก็เหมือนนักบวช ต่างคนก็ต่างต้องการค้นหาความจริงบางอย่างของตัวเองอยู่ บางคนก็ตายไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าค้นพบแล้วหรือยัง นวนิยาย ทำไมนวนิยายซึ่งบรรดานักประพันธ์ชั้นเอกในปัจจุบันแต่งขึ้นมา อันมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน จึงทำให้นายเจือ สะตะเวทิน มีทัศนะว่า "แต่งกันขึ้นมาเหมือนอยู่ในปลัคน้ำเน่า" นี่เป็นทัศนะที่แสดงความดูหมิ่นงานนวนิยายของบรรดานักประพันธ์ในปัจจุบัน ที่เรื่องของเขาแต่งขึ้นขายดี แต่ถูกประณามว่า เป็นเรื่องที่ยำอยู่ในปลัคน้ำเน่า ก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ ขึ้นไปนั้น การประพันธ์ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายหรือไม่ใช่นวนิยาย ใครจะยึดถือเอาเป็นอาชีพโดยตรง อย่างในปัจจุบันนี้ไม่ได้เลย ต่างทำกันเป็นงานอดิเรก หวังให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงเกียรติคุณกันเท่านั้น ครั้นล่วงมาถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ การประพันธ์เรื่องนวนิยาย จึงเริ่มมีผู้ยึดถือเป็นงานอาชีพโดยตรงได้ โดยมีผู้เริ่มการพิมพ์นวนิยายอย่างเป็นล้ำเป็นสัน แต่ก็เป็นหนังสือเล่มบาง ๆ ปกอ่อนราคาขายเพียงเล่มละ ๑๐-๑๕ สตางค์เท่านั้น และผู้เป็นเจ้าของกิจการพิมพ์จำหน่ายนี้ จะรับซื้อเรื่องไปพิมพ์ขายก็เฉพาะแต่เรื่องชนิดย่ำในน้ำเน่าเท่านั้น เพราะขายได้จำนวนมาก กำไรงาม ค่าที่นักอ่านส่วนใหญ่นิยมเรื่องอย่างนั้น ส่วนพวกนักประพันธ์ ที่แต่งเรื่องชนิดว่ายอยู่ในสระโบกธรณี ก็มักส่งไปให้นิตยสารซึ่งผู้เป็นเจ้าของลงทุนพิมพ์ ไม่ใช่เพื่อหาเงิน แต่เพื่อเผยแพร่ให้ โดยไม่ได้ค่าตอบแทน บางครั้งก็ต้องลงทุนพิมพ์เอง อย่าง ม.จ. อากาศดำเกิง รพีพัฒน์ แต่งเรื่อง "ละครชีวิต" และ "ผิวเหลือง-ผิวขาว" ก็ต้องทรงลงทุนพิมพ์ออกขายเอง แม้จะขายดีก็จริง แต่ก็ไม่ได้กำไรกี่อัฐหส ที่ได้มากก็แต่ชื่อเสียงเกียรติคุณ ซึ่งไม่ช่วยให้ท้องอืมขึ้นมาได้ นักประพันธ์ที่แต่งเรื่องประเภทว่ายอยู่ใน ๖๒ สระโบกขรณี จึงมากจะต้องลงทุนพิมพ์ออกจำหน่ายเสียงเอากำไรเองทั้งนั้น ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง การประพันธ์นวนิยายจึงกลายเป็นงานอาชีพโดยตรงได้ โดยผู้ประพันธ์ไม่ต้องประจำหนังสือพิมพ์ได้เงินเดือนตายตัวเป็นประจำ อย่างสมัยก่อนสงคราม เพราะมีนิตยสารซึ่งมีเจตนารมณ์เสนอ นวนิยายโดยเฉพาะออกมามาก ทั้งสำนักพิมพ์จำหน่ายหนังสือเล่มก็มีเกิดมากขึ้น ที่เป็นนิตยสารส่วนมากก็เป็นรายสัปดาห์ พวกนายทุนต่างก็แข่งขันให้ขายได้จำนวนเป็นแสน ๆ ฉบับ เพื่อจะได้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี ตามวิสัยของนายทุนทุกคน เพราะเขาก็รู้ว่าเรื่องที่เขาจับยัดเข้าไปในนิตยสารของเขา จะยังผลให้นิตยสารของเขาขายได้เป็นจำนวนมาก หรือไม่ กล่าวคือ เรื่องจะต้องเป็นเรื่องชนิดที่ "แต่งกันเหมือนย่ำอยู่ในน้ำเน่า" โดยเหตุนี้ ผู้ที่ยึดเอาการประพันธ์นวนิยายเป็นอาชีพ ซึ่งส่วนมากก็ปรารถนาได้เงินค่า เรื่องมากๆ เพื่อให้ได้ร่ำรวย จึงต้องแต่งเรื่องอย่างที่นายทุนเจ้าของนิตยสารเขาต้องการ ซึ่งเขาก็ต้องหาเหตุผลว่า ทำให้นิตยสารของเขาขายได้เป็นจำนวนมาก เพราะนักอ่านส่วนใหญ่ ซึ่งนายทุนเจ้าของนิตยสารเรียกกันว่า "ตลาด" ต้องการเรื่องอย่างนั้น นอกจากจะได้เงินค่าเรื่องเป็นกอบเป็นกำจากเจ้าของนิตยสารแล้ว ยังได้เป็นผลพลอยได้ จากพวกสร้างภาพยนตร์อีกทางหนึ่ง และอีกทางจากสำนักพิมพ์ซึ่งนำไปรวมพิมพ์เป็นเล่มปกแข็ง ข้อมูลมีอยู่ดังที่ผมสาธยายมา จึงเป็นธรรมดาอยู่เอง เมื่อใครจะมามีอาชีพทางแต่งนวนิยายก็ต้องแต่งทำเงินให้ได้มาก เมื่อไปถูกสบประมาทอย่างฉกรรจ์ต่อหน้าธารกำนัล โดยผู้มีงานอาชีพทางอื่นเช่นนั้น สัญชาติญาณเอาตัวรอดจึงต้องแสดงทัศนะตอบโต้ออกมา แม้จะเป็นทัศนะตอบโต้ในแบบ "เชิงมวยวัด" ก็ต้องทำ ผมเองก็ออกเห็นใจ เพราะแน่ใจว่ามันไม่ใช่ทัศนะที่ออกมาจากน้ำใสใจจริงของเขา ๑ มหาวิทยาลัย เมื่อพิจารณาถึงประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย จะพบว่าในบรรดาสถาบันการศึกษาชั้นอุดม ที่มีสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยนั้น มีอยู่เพียง ๕ แห่ง ที่ได้รับการสถาปนาขึ้นกว่า ๒๕ ปีมาแล้ว อีก ๗ แห่ง มีอายุตั้งแต่ ๑ ปี จนถึง ๑๗ ปี ในระยะ ๗ ปีหลังนี้ ๑. จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (๒๔๕๙) ธรรมศาสตร์ (๒๔๗๖) แพทยศาสตร์ มหิดล (๒๔๘๖) เกษตรศาสตร์ (๒๔๘๖) และศิลปากร (๒๔๘๖) ๒. วิทยาลัยวิชาการศึกษา (๒๕๐๗) เชียงใหม่ (๒๕๐๗) ขอนแก่น (๒๕๐๘) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (๒๕๐๙) สงขลานครินทร์ (๒๕๑๑) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (๒๕๑๔) รามคำแหง (๒๔๑๙) วิจิตร ศรีสะอ้าน เลขาธิการ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ๖๓ (๒๕๐๗-ปัจจุบัน) เกือบจะพูดได้ว่าประเทศไทย เรามีมหาวิทยาลัยเกิดใหม่ปีละ ๑ แห่ง นับว่า เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก อย่างไรก็ตาม หากประมวลเอาพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของมหา วิทยาลัยในรอบ ๒๕ ปี มาพิจารณาโดยรวม ๆ ก็พอจะสรุปเป็นประเด็น ๆ ได้ดังนี้ ในดานปณิธานของมหาวิทยาลัย นับแต่ มหาวิทยาลัยแห่งแรก ได้ถือกำเนิดขึ้นในบ้านเรา จุดมุ่งหมายหลักก็คือการสอนวิชาชีพชั้นสูง เพื่อ ผลิตกำลังคนระดับสูง สนองความต้องการของประ เทศชาติ เดิมใช้คำว่า เพื่อ "รับราชการ" ต่อมาเมื่อมีแผนพัฒนาประเทศ มีการประเมิน ความต้องการกำลังคน ก็รวมถึงกำลังคนในส่วน ธุรกิจเอกชนด้วย ในแง่นี้การศึกษาขั้นมหาวิทยา ลัย คือการศึกษาต่อเนื่องจากมัธยมศึกษา มี ลักษณะเป็นสถาบันวิชาชีพชั้นสูง ( ทำนองโรง เรียนอาชีวศึกษาขั้นอุดม ) ในรอบ ๒๕ ปีที่ผ่าน มา มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ยังคงยึดมั่นในปณิธานข้อ นี้ และดูจะมากยิ่งขึ้น นับตั้งแต่มีการวางแผน การศึกษาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมในยุคพัฒนานี้ ว่าตามหลักสากลแล้ว มหาวิทยาลัยในประเทศไทยยังทำหน้าที่ของมหา วิทยาลัยไม่สมบูรณ์ตามอุดมคติ โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งทางด้านการวิจัย และบริการทางวิชาการแก่ ชุมชน ทางด้านโอกาส ทางการศึกษาในระดับมหา วิทยาลัยนั้น นับได้ว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยม ได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับ มหาวิทยาลัยมากขึ้น ตามลำดับ ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเพิ่ม ปริมาณการรับนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ การจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค (ก่อน พ.ศ. ๒๕๐๗ มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งหมด ) เกิดมีมหาวิทยาลัยภูธร และมหาวิทยาลัยนครบาล การจัดตั้งมหาวิทยาลัยเอกชน และการเปิดมหา วิทยาลัยตลาดวิชา " รามคำแหง" ถ้าพิจารณา ในแง่ " ปริมาณ" จะเห็นได้ว่าแนวโน้มโอกาส ทางการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย เริ่มคลี่คลายจาก โอกาสอันจำกัดสำหรับคนกลุ่มน้อย มาเป็นโอ กาสสำหรับมวลชนมากขึ้น นับเป็นความก้าวหน้า ที่มีนัยสำคัญในรอบ ๒๕ ปี ของกิจการมหาวิทยา ลัยไทย แต่ความก้าวหน้าทางด้านนี้เอง ได้ก่อ ให้เกิดความห่วงใย และวิตกกังวลในหมู่ผู้สนใจ การศึกษาระดับนี้มิใช่น้อย การเพิ่มปริมาณเพื่อ เพิ่มโอกาสทางการศึกษา แก่เยาวชนนั้นเป็นของ ดีแต่ต้องไม่ทิ้งคุณภาพ การเปิดมหาวิทยาลัยที่ เกือบจะพูดได้ว่าปีละแห่งในรอบ ๗ ปี ที่ผ่านมา เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในวงการศึกษาไทย การเร่ง รัดพัฒนาเช่นนี้ ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องการขาด แคลนอาจารย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะสอนใน มหาวิทยาลัย เกิดการวิ่งเต้นหาอาจารย์ที่ดีมีฝีมือ ระหว่างมหาวิทยาลัย และจากสถาบันการศึกษา ๖๔ ระดับอื่น ๆ จนกระทั่งในบางกรณีทำให้มหาวิทยาลัยที่ตั้งมาก่อนอ่อนแอลง และคุณภาพทางการศึกษาด้อยลง เกิดความรู้สึกกันว่าการขยายโอกาสทางการศึกษา โดยการเปิดมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือการชะลอการพัฒนาของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่แล้ว ยุคต่อไปนี้จึงควรเป็นยุคปรับปรุงคุณภาพของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้ได้มาตรฐานจริง ๆ ไม่ควรมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐเพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็ในอีก ๒๕ ปีข้างหน้าทั้งนี้ เพื่อจะได้ทุ่มเททรัพยากรอันจำกัดปรับปรุงและขยายงานมหาวิทยาลัยที่มีอยู่แล้วให้เป็นมหาลัยสมชื่อ ประเด็นสุดท้าย ที่น่าจะให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือ ความเคลื่อนไหวภายในระบบมหาวิทยาลัยเอง ในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมาได้มีปรากฏการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น ในวงการมหาวิทยาลัย คณะอาจารย์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เริ่มตระหนักในความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของมหาวิทยาลัย เกิดพลังผลักดันที่จะมีระบบมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นอิสระในการดำเนินงาน เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ มีความเคลื่อนไหวที่จะออกจากระบบราชการ ไปสู่ระบบใหม่ทำนองรัฐวิสาหกิจ หรือทำนองมหาวิทยาลัยในประเทศตะวันตก นิสิตนักศึกษาเริ่มแสดงความห่วงใยต่อสถาบันของตนเอง ทั้งในด้านวิชาการ บริหาร และงานกิจการนิสิตนักศึกษา สื่อมวลชนทั้งหลายโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ ได้หันมาสนใจกิจการของมหาวิทยามากขึ้น การวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นไปอย่างกว้างขวาง เพิ่มพูนความสนใจในหมู่ประชาชนเป็นทวีคูณ ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นดัชนีชี้ชัดถึงความไม่พึงพอใจบางประการในสภาพการปัจจุบันของมหาวิทยาลัย ปัญหามีอยู่ว่า จะทำอย่างไรจึงจะสามารถรวมพลังความคิดและเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ออกมาเป็นการกระทำ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยโดยแท้จริง ผมเองหวังว่ามหาวิทยาลัยอีก ๒๕ ปีในอนาคตคงจะมี "ความเรื่องรอง" มากกว่ามหาวิทยาลัยในรอบ ๒๕ ปีที่ผ่านมา โรคลิต ฝน แสงสิงแก้ว อดีตผู้อำนวยการ โรงพยาบาล สมเด็จเจ้าพระยา, ที่ปรึกษาโครงการ วิจัยทางแพทย์, สปอ. จำนวนสถิติผู้ป่วยเป็นโรคจิตจากการสำรวจเมื่อ ๒๐ ปีก่อน มีเป็นจำนวน ๑ : ๑๐๐๐ คน แต่จากการสำรวจครั้งที่แล้ว ซึ่งเป็นการสำรวจแบบสุ่มจับทั่วประเทศ ปรากฏว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น ๔ : ๑๐๐๐ คน จำนวนเหล่านี้เป็นจำนวนของผู้ป่วยที่มีอาการเสียดิชัต ซึ่งคนหัวไปก็รู้ว่าเป็นโรคจิต ส่วนผู้ที่เป็นโรคประสาท ซึ่งมีอาการ เช่น หวาดวิตกกังวลและอื่น ๆ ย่อม ๖๕ มีจำนวนมากกว่านี้ ดังนั้นถ้าหากจะหาจำนวน ผู้ป่วยเป็นโรคประสาทรวมเข้าไปด้วย ก็ต้องใช้ หลักวิชาที่ต่างประเทศยอมรับกันทั่วไป คือเอา ๓๐ คูณเข้าไป ก็จะได้เป็น ๑๒๐ : ๑๐๐๐ คน จากสถิติที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ ทำให้เรามองเห็น ว่า สังคมของเรากำลังเปลี่ยนแปลง สาเหตุ สำคัญที่สุดก็คือ การต่อต้านระหว่างความเจริญ ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว กับวัฒน ธรรมดั้งเดิมของเราที่ค่อยเป็นค่อยไป สิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดความยุ่งยากในจิตใจของผู้คน เกิด ความไม่สบายใจ ความทุกข์ ความวิตกกังวล ซึ่งทำให้เป็นโรคจิตได้ ถ้าหากเราไม่สามารถ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนี้ การที่ผู้คนไปไหว้ท้าวมหาพรหม หรือหลวง พ่ออาจารย์ต่าง ๆ นั้นไม่ใช่ของใหม่ มีมานาน แล้ว เพราะมนุษย์ต้องการที่พึ่งทางใจ แต่ที่มาก ขึ้นนั้นเพราะพลเมืองขณะนี้มีมากขึ้น และแสดง ให้เห็นว่า ผู้คนในยุคนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่ ใจและความวิตกกังวลมากขึ้น ความยุ่งยากต่าง ๆ มันเริ่มต้นขึ้นมาจากปัญหาในครอบครัว อาทิ เช่นความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ผู้ ใหญ่ก็พยายามจะรักษาความเป็นผู้ใหญ่ไว้ เด็ก ก็รู้สึกว่าถูกบังคับอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องหนีออก ไปอยู่นอกบ้านและโรงเรียน ซึ่งเป็นที่หลบภัย สำหรับเด็ก ซึ่งถ้าครูบาอาจารย์ไม่เข้าใจเด็กอีก เขาก็จะยิ่งหนีต่อไปอีก สภาพแวดล้อมของสังคมและการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว มีผลร้ายต่อผู้ที่ไม่เข้าใจหรือยังไม่ พร้อมที่จะรับสภาพต่าง ๆ เป็นอย่างมาก ปัญหา ที่สำคัญใหญ่ ๆ เวลานี้ก็มีเช่น ปัญหาคนเข้ามา ล้นในกรุง ปัญหาการเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจ แบบกสิกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม และปัญหาผู้ คนอพยพย้ายถิ่นที่อยู่ เวลานี้ชาวชนบทมักนิยม เข้ามาอยู่กันในกรุงเทพ ฯ เพื่อหางานทำและ ศึกษาเล่าเรียน คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเข้ามา ชนิดที่ไม่มีการเตรียมตัวมาก่อน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพวกที่เข้ามาเป็นกรรมกรตามโรงงานอุต สาหกรรม เมื่อเข้ามาแรก ๆ ก็ไม่มีที่อยู่อาศัย ต้องอาศัยอยู่รวมกัน หลาย ๆ ครอบครัวในบ้าน เล็ก ๆ ที่อยู่ในย่านสลับ ขาดการสาธารณูปโภค ทำให้มีโรคภัยไข้เจ็บ และโรคติดต่อมากขึ้น เวลาออกไปทำงานตามโรงงาน ตามโรงงานอุต สาหกรรมก็ทำผิด ๆ ถูก ๆ เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เพราะว่าไม่คุ้นเคยกับเครื่องจักร ไม่รู้ภัยของมัน พอกลับมาบ้านแทนที่จะได้พักผ่อนก็ต้องมาอุดอู้ กันอยู่ในห้องแคบ ๆ บ้างก็มีปัญหาภายในครอบ ครัว เพราะคนเหล่านี้บางคนแต่งงานกันเพราะ ความว้าเหว่ และไม่ค่อยรู้จักจิตใจกันดีนัก พอ มีลูกออกมาก็ไม่สามารถที่จะส่งเสียให้เรียนเนื่อง จากฐานะยังไม่ดีพอและโรงเรียนก็ไม่พอ เด็ก เหล่านี้ไม่มีที่วิ่งเล่นต้องคลุกคลีกับความเสื่อม โทรมต่าง ๆ ร่างกายก็ไม่แข็งแรงความยุ่งยาก ๖๖ เหล่านี้ทำให้จิตใจของคนเสื่อม มีความวิตกกังวล นอนหวาดผวา ฝันร้ายเกิดอาการภาพหลอน และบางคนก็เป็นโรคจิตไปได้ในที่สุด สำหรับทางด้านการรักษาผู้เป็นโรคจิตนั้น เมืองไทยเราก้าวหน้าไปมาก ความสนใจในวิชา การแพทย์เป็นจุดสำคัญที่สุดจุดหนึ่ง เพราะใน โรงเรียนแพทย์มีการสอนวิชา จิตเวชศาสตร์ กัน เป็นปึกแผ่นมากขึ้น นักเรียนแพทย์ได้ศึกษาวิชา นี้ทุกปีตลอดเวลา ๔ ปี จนพอจะเข้าใจและรู้วิธี รักษา สมัยก่อนนั้นหมอทั้งหลายไม่ค่อยยอมรัก ษาคนเป็นโรคจิต ใครเป็นบ้าก็ถูกส่งไปไว้หลังคา แดง แต่ปัจจุบันหมอทั้งหลายเข้าใจดีว่า ใคร ๆ ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ ไม่ว่าเศรษฐีหรือคนจนเป็น ได้ทั้งนั้น เช่นเดียวกับที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรค ลำไส้ การรักษาคนไข้โรคจิตจึงได้ผลดีมากยิ่งขึ้น เรามีสถานที่ให้การรักษาทั่วประเทศมากพอสม ควร แต่ถึงอย่างไรก็คงจะไม่พอกับจำนวนผู้ป่วย เพราะประชากรของเรามีถึง ๓๕ ล้านคน มีผู้ ป่วยเป็นโรคจิตเสีย ๔ : ๑๐๐๐ จำนวนผู้ป่วยทั้ง หมดก็ประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ คน อยู่ตามโรงพยาบาล บาลโรคจิตก็นับได้ราว ๗,๐๐๐ เท่านั้น นอกจากนี้ อีก ๑๓๓,๐๐๐ คนก็อาศัยอยู่ตามบ้าน ในวัด เรือน จำ และเร่ร่อนไป ไม่มีโรงพยาบาลที่ไหนจะ สร้างขึ้นมาพอรับคนไข้ได้ ดังนั้นเราจึงจำเป็น ต้องหาทางป้องกันไว้ก่อนนั้นคืองานสุขภาพจิต การป้องกันโรคจิตเป็นสิ่งที่ทำได้ ทั้งที่ยัง ไม่มีอาการและมีอาการเริ่มต้นแล้ว สาเหตุของ โรคจิตนั้นมีหลายอย่าง ซึ่งจะต้องทราบสาเหตุ ที่แท้จริงเสียก่อน แล้วป้องกันรักษาที่เหตุอันนั้น อาทิเช่นความเจ็บป่วยของร่างกาย โรคขาด อาหาร โรคติดต่อ พิษยา การได้รับความกระทบ กระเทือนทางสมอง ตลอดจนสาเหตุทางอารมณ์ และสังคม เช่น ปัญหาเรื่องครอบครัวแตกแยก เด็กขาดความรักความอบอุ่น การป้องกันจะกระ ทำได้ก็โดยการดำเนินการมาตั้งแต่สาเหตุก่อน แต่งงาน ระหว่างมีครรภ์ จนถึงคลอด บุตร เช่นการส่งเสริมการทำคลอดที่ถูกหลักวิชา เป็นต้น นอกจากนั้นก็ยังต้องให้การศึกษาใน เรื่องพัฒนาของเด็กไปพร้อม ๆ กับการศึกษาเรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ การ ป้องกันนี้ ความเคลื่อนไหวทางด้านสุขภาพจิต ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของจิตแพทย์ นัก สังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา นักการศึกษา ครูอาจารย์ บิดามารดา ผู้ปกครองและแพทย์ สาธารณสุข มิบทบาทที่สำคัญอย่างมาก วีระประวัติ วงศ์พัวพันธุ์ พิภพ ธงไชย ผู้สัมภาษณ์ ๖๗ # โลกที่สาม ## เผชิญหน้าผู้ก่อการ "เก๊กเหม็ง" ร.ศ. ๑๓๐ พลกูล อังกินันทน์ ร.ต. จรูญ ชตะเมษ ร.อ. โดย วรรณกุล ในงานศพ ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ปัจจุบัน สภาพการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยย่อมเป็นที่ตระหนักกันดีว่ามีสภาพเป็นอย่างไร และมีผลสะท้อนต่อแนวความคิดและทัศนคติของผู้ที่สนใจทางการเมืองรุ่นใหม่ๆ อย่างใด ดังนั้นเราจึงไม่ประหลาดใจนักที่จะได้พบกับสภาพของผู้ที่สนใจการเมือง ๓ ประเภทคือ ประเภทที่หนึ่ง มองเห็นการเมืองเป็นเรื่องที่มีแต่ความโสโครก น่าชิงชัง จึงพยายามหลีกหนี หรือปลีกตัวให้พ้นจากกระแสทางการเมือง จนผลสุดท้ายอาจมีสภาพคล้าย ๆ ฤๅษีที่นั่งอุดหู ปิดตา กับสภาพทางการเมืองทั้งปวง ประเภทที่สอง รับเอาอิทธิพลของความเหลวแหลกทางการเมืองเข้ามาอย่างไม่หวั่นไหว แต่ก็อาจจะติดยึดกับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นถ้าเผชิญมีโอกาสวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมือง สิ่งที่เป็นเบ้าหมายสำคัญ คือ มักแสดงความเย้ยหยันต่อพฤติกรรมที่แสดงออกของนักการเมือง ยิ่งกว่าที่จะไปทำความเข้าใจกับหลักการ หรืออุดมการณ์ของเขา ภาพถ่าย โดย จำนงค์ เจริญศักดิ์ ๖๘ ประเภทที่สาม ยอมรับสภาพของความเป็นจริงทางด้านการเมือง ดังนั้นจึงมิได้คิดหลีกหนีทั้งๆที่ใจอาจชิงชัง แต่พยายามแสวงหาวิถีทางหรือเสนอวิถีทางการเมืองที่ตนคิดว่าเหมาะสมและดีงาม โดยมุ่งหวังว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการสร้างแบบแผนที่ถูกต้องทางการเมือง ## ผู้ก่อการ ร.ศ. ๑๓๐ ในประวัติศาสตร์ ผู้เขียนเอง แม้ยังไม่อาจจัดตนเองอยู่ในกลุ่มผู้สนใจในการเมือง ( ประเภทหนึ่งประเภทดี ) แต่ก็นับว่ามีศรัทธาต่อผู้สนใจทางการเมืองกลุ่มที่สามพอสมควร ดังนั้น เมื่อมีโชคได้พบกับนักการเมืองบางคนที่มีผลงานจารึกในประวัติศาสตร์ชาติไทย คือ "บุคคลในคณะผู้ก่อการ ร.ศ. ๑๓๐" ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นผู้ก่อการปฏิวัติพวกแรกในประเทศไทย และคณะปฏิวัติปี ๒๔๗๕ เรียกคณะผู้การนี้ว่า "พวกพี่ ๆ" ความรู้สึกแบบคนรุ่นใหม่ที่อยากห้าหาย อยากรู้ความจริงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ขั้นต้นคือ จากปากและใจของผู้กระทำ จึงทำให้เกิด "การเผชิญหน้า" กันขึ้น เป็นการเผชิญแบบผู้เขียนเป็นฝ่ายรุกเร้าตั้งปัญหาที่ได้ศึกษาข้อเท็จจริงมาก่อน เป็นการตั้งปัญหาแบบที่อดคิดไม่ได้ว่าเป็นการ "รุกรานคนแก่" แต่ผลที่ออกมาแม้จะได้ผลไม่สมหวังก็ยังได้ข้อสรุปที่ว่า คณะผู้ก่อการทางการเมืองชุดนี้ แม้จะได้ก่อพฤติกรรมถึงขั้นเป็นกบฏ แต่ในปั้นปลายแห่งชีวิตทุกคน (เหลืออีก ๓ คน) คงนอนตายตาหลับ เพราะมีความจริงใจ มีความศรัทธา ในงานที่เขาเตรียมก่อการขึ้น ว่าจะเป็นผลประโยชน์แก่ประเทศชาติที่รักของเขาอย่างแท้จริง ในภาคประวัติศาสตร์ไทย ได้บันทึกไว้สรุปได้ว่า ในปี ร.ศ. ๑๓๐ ( พ.ศ. ๒๔๕๔ ) อันเป็นปีแรกที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงขึ้นครองราชย์ คณะนายทหารหนุ่มกลุ่มหนึ่ง ดำเนินการที่จะก่อการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ แต่แผนการรั้วไหล ทางการจึงได้จับกุมตัวมาดำเนินโทษในฐานะผู้ก่อการกบฏ ## เผชิญหน้า ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ๒๑ ก.ย. ๒๕๑๓ น้องชายของผู้ก่อการและถูกระบุว่าเป็นต้นคิด มีผู้เขียนพบท่านผู้นี้ขณะกำลังป่วยหนักอยู่ ญาติผู้ใหญ่ระบุว่าห้ามเยี่ยม แต่พอท่านรู้ว่า ผู้สนใจอยากพบ เพื่อจะทำการศึกษาค้นคว้าในเรื่องดังกล่าวนี้ จึงอนุญาตให้ผู้เขียนเข้าพบ จุดมุ่งหมายของผู้เขียนต้องการแต่ขอคำอนุญาตจากท่าน ที่จะศึกษาในเรื่องนี้ แต่เมื่อเข้าไปใกล้เตียงที่ท่านนอนอยู่สภาพของผู้ป่วยทำให้ผู้เขียนสลดใจ ไม่อยาก * เนื่องจากผู้เขียนไม่ประสงค์ที่จะกล่าวรายละเอียดในเหตุการณ์นี้ ดังนั้น จึงขอให้ท่านผู้สนใจอ่านรายละเอียด จากหนังสือประวัติศาสตร์ไทยและหนังสือที่เขียนโดยคณะปฏิวัติเรื่อง หมอเหล็งรำลึก:ภาคปฏิวัติครั้งแรกของไทย ร.ศ. ๑๓๐ พิมพ์ในงานฌาปนกิจศพ ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ (นายแพทย์เหล็ง ศรีจันทรหัวหน้าคณะผู้ก่อการครั้งนี้) ๖๙ เอ่ยปากรบกวนท่าน แต่ท่านชันกายลุกขึ้น ก็ ได้ยินคำพูดที่ไม่ได้คาดคิด "ฉันดีใจ ที่คน รุ่นหลังยังสนใจเหตุการณ์ที่ฉันก่อขึ้นอีก ตอนนี้ ฉันป่วยมาก แต่ถ้าเธออยากรู้อะไร ข้องใจอะไร ถามมาได้เลย" ผู้เขียนจึงชี้แจงวัตถุประสงค์ให้ ฟัง ท่านก็รับจะเป็นบุคลากร โดยบอกว่า ให้ เขียนเป็นคำถามมาก็ได้ แล้วท่านได้สั่งให้ลูกสาว ( พี่สะไภ้ของผู้เขียน ) หยิบหนังสือ หมอเหล็ง รำลึก มาให้ผู้เขียน ซึ่งบอกว่าเป็นเล่มสุดท้าย ที่ยังเหลืออยู่ และตรวจแก้เรียบร้อยแล้ว คำพูด สุดท้ายที่ประทับใจ "ฉันอยู่อีกไม่นานแล้ว แต่ สิ่งที่ฉันทำไป จะถูกหรือผิดเธอไปพิจารณาเอา เอง ฉันไม่ว่าดอก แต่ขอย้ำว่าฉันตั้งใจทำจริง ๆ ไม่สำเร็จ นี่นะ จึงเป็นกบฏไป แต่ใครจะว่า อะไรก็ตาม ฉันยังภูมิใจจนบัดนี้ ว่าฉันทำเพื่อ ชาติและอุดมคติของฉัน" คำพูดและภาพประทับ ใจในชีวิต คือคนแก่ใกล้ตายพูดถึง ชาติและ อุดมคติ ได้อย่างชัดเจนแจ่มใสขณะที่คนหนุ่ม ( ผู้เขียน ) ที่เห็นภาพคนแก่มาก่อนในรูปกบฏ กลุ่มคนที่ขาดหลักการ กลับน้ำตาซึม .... ๖ พ.ย. ๒๕๑๓ สองเดือนกว่านั้นเอง ท่านก็จากไปอย่าง สงบ นับเป็นการพบกันครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ของผู้เขียนกับ ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ **เผชิญหน้า ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์** ๒๙ ส.ค. ๒๕๑๓ อติลเลชาธิการของคณะผู้ ก่อการ ( บิดา พ.ต.ต. ประชา พูนวิวัฒน์ นัก ประพันธ์ในขณะนี้ ) ผู้เขียนกับพี่ชาย ( ซึ่ง สนิทสนมกับท่านในฐานะลูกพรรคชาตินิยมใน อดีต ) ตั้งใจเข้าพบเพื่อขออนุญาตมาสัมภาษณ์ เท่านี้ แต่ ๓ ชั่วโมงเต็มกับคนแก่ซึ่งโรคภัยคุก คาม น้ำเสียงที่ฉาดฉาน ความทรงจำที่แม่น ยำ ประกอบไปด้วยความภาคภูมิใจที่เล่าถึงอดีต สะกดผู้เขียนให้นึ่งนัน เห็นภาพผู้ก่อการ และ อุดมคติเด่นชัดยิ่งขึ้น .... ความรู้สึกชักจะคล้อยตาม ที่ว่าแม้จะผิดถูกอย่างไร คนที่ทำเพื่ออุดมคติ และ เพื่อประเทศชาติ ก็ยังมีความสุขใจ ความภาคภูมิ ใจแม้ผลในอดีต ที่ได้รับคือ "นักโทษกบฏ" ก็ตาม **เผชิญหน้าครั้งสำคัญกับ ร.ต. จรูญ หตะ เมษ** ๑๒ พ.ย. ๒๕๑๓ ( ที่บ้าน ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ขณะที่เป็นเวลาระหว่างงานศพของ เจ้าของบ้าน) บุคคลผู้นี้ ขณะที่พบกับผู้เขียนนั้น อายุ ๘๖ ปีแล้ว อุปนิสัยส่วนตัวเป็นอย่างไร ดู จากคำบันทึกจาก "หมอเหล็งรำลึก" หน้า ๒๔ ว่า " .... ร.ต.จรูญ มีอายุย่างขึ้น ๒๔ ปี เป็นคน พูดจาชนิดที่เรียกว่า "ขวานผ่าซาก" ไม่เกรง ใจใคร ถ้าใครพูดไม่ถูกหู โดยมิชอบด้วยเหตุผล แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือผู้น้อย จรูญเป็น ต้องโต้แย้งอย่างไม่ไว้หน้า เพื่อนฝูงที่ไปมา หารือกิจการสำคัญใด ๆ กับเขา ถ้าเขาเห็นด้วย ก็บอกว่าเห็นด้วยแล้วก็ถือเป็นสัจจะแบบบริสุทธิ์ ใจ ถ้าไม่เห็นด้วยก็บอกไม่เห็นด้วย และก็ยาก ๗๐ ที่ใครจะสามารถปลอบโยนหรืออ้อนวอนให้กลับใจได้ง่าย ๆ เรื่องใดที่เขาว่าจะเก็บเป็นความลับแล้ว ก็เชื่อได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ร.ต. จรูญ กับ ร.ต. เหรียญ ( คนที่พบตอนแรก .... ผู้เขียน ) จึงเป็นเพื่อนที่ฝากดวงใจไว้ต่อกันเป็นคู่แรกของคณะ ร.ศ. ๑๓๐ " ต่อไปนี้เป็นบันทึกคำรุกเร้าของผู้เขียนกับ ร.ต. จรูญ ษตะเมษ โปรดพิจารณาดูด้วยว่าผู้เขียนเป็นคนรุ่นใหม่ที่ตั้งข้อสมมุติฐานว่า คณะ ร.ศ. ๑๓๐ เป็นพวกกบฏและขาดอุดมการณ์ ใน การปฏิวัติเท่าที่ควร ดังนั้น คำถามที่เตรียมไปรุกเร้าแก่คนชราอายุ ๘๖ ปี จึงน่าจะถือว่าเป็นความโอหังบังอาจโดยแท้ คำถาม ถาม เนื่องจากคณะผู้ก่อการ ร.ศ. ๑๓๐ ที่ถูกจับกุมได้เป็นคณะทหารล้วน ๆ มีพลเรือนที่ถูกระบุเพียง ๒ คน จึงขอถามว่ามีพลเรือนคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ถูกจับกุมร่วมด้วยหรือไม่ ตอบ มีบางคนคิดจะให้เป็นผู้สนับสนุนอยู่งนอก เช่น พระยาวิสูตรโกษา ซึ่งขณะนั้นเป็นทูตไทยประจำกรุงปารีส ลอนดอน เกี่ยวข้องเป็นญาติกับฉัน จึงหมายตาเอาไว้ แต่พระยาวิสูตร ฯ และคนอื่นไม่รู้ตัว ถาม ท่านคิดว่าทหารเท่านั้นหรือ ที่เหมาะสมจะครองบ้านเมือง ตอบ ไม่มีความเห็น ถาม ท่านได้แง่คิดอย่างใดกับการที่คณะทหารผูกขาดการปกครองบ้านเมืองตลอดมา ร.ต. จรูญ ษตะเมษ อายุ ๘๖ ถ่ายที่บ้าน ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ตอบ ตอนแรกก็ยินดีแต่ตอนหลังเห็นว่าไม่สุจริตธรรม ทำให้ฉันเฉย ๆ ไป ถาม ธงของคณะก่อการ ร.ศ. ๑๓๐ มีคำขวัญว่า "เสียชีพดีกว่าเสียชาติ" ดัดแปลงมาจากคำขวัญของรัชกาลที่ ๖ ซึ่งทรงพระราชทานแก่เสือป่าใช่หรือไม่ ตอบ ใช่ ผู้ตั้งคำขวัญคือ ม.ร.ว. แช่ รัชนีกร ถาม การปฏิวัติครั้งสำคัญ ๆ ต่าง ๆ มักมีสาเหตุสำคัญหลายประการ แต่จากหนังสือของคณะก่อการ ร.ศ. ๑๓๐ อ้างสาเหตุไว้ว่า ๑) ความน้อยเนื้อต่ำใจ รัชกาลที่ ๖ ที่ลงโทษทหารด้วยเหตุไม่สมควร ๒) การที่รัชกาลที่ ๖ ทรงจัดตั้งกองเสือป่าแข่งกับทหาร และบอกเหตุผลข้ออื่น ๆ อีกแต่รู้สึกว่าจะเน้นในสาเหตุสองข้อแรกนี้มาก แต่เวลาลงมติ เลือกระบบการปกครองภายหลังได้ทำ ๗๑ การปฏิวัติสำเร็จ คงให้มีพระมหากษัตริย์คงอยู่ ภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงอยากทราบว่า มติดัง กล่าวที่อ้างไว้ ท่านคิดว่าชนรุ่นหลังจะเชื่อหรือไม่ ตอบ อันนี้พูดยาก แต่ความจริงใจแล้ว ไม่พอ ใจพระองค์ที่ทรงรับผิดชอบประเทศเพียงคนเดียว ฉันไม่เห็นด้วย ถาม รัชกาลที่ ๖ จะทรงเชื่อหรือไม่ ตอบ เชื่อหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ตั้งใจว่า จะไม่ให้ เสียเลือดเนื้อ จะยืนหนังสือให้ในหลวงทรงสละ อำนาจให้สภาพมีอำนาจแทน ส่วนจะยอมหรือไม่ ก็ไม่อาจรู้ได้ ( เพิ่มเติมว่า ) ตอนถูกจับยังไม่ได้ ร่างหนังสือ ถาม จากพฤติการณ์ ( ผู้เขียนอ้างหนังสือดัง กล่าว หน้า ๓๑ ) แสดงว่า ร.ต. เหรียญ กับ ร.ต. จรูญ ‘เริ่มเกลี้ยกล่อมหาสมัครพรรคพวกตั้ง แต่ ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ก่อนการสวรร คตของรัชกาลที่ ๕ แสดงว่าผู้ก่อการไม่พอใจการ ปกครองตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ ใช่หรือไม่ ตอบ นึกไม่ออก ถาม ถ้ารัชกาลที่ ๕ ยังทรงพระชนม์อยู่ อยาก ทราบว่าผู้ก่อการจะดำเนินการหรือไม่ ตอบ ถ้ารัชกาลที่ ๕ อยู่ ก็จะยืนหนังสือ ถาม นายปรีดี พนมยงค์ เมื่อปฏิวัติ พ.ศ. ๒๔๗๕ สำเร็จ ได้เชิญพวกผู้ก่อการไปยกย่องว่า เป็นพวก "รุ่นพี่ ๆ" พร้อมทั้งพูดว่า ( หน้า ๔ ) " .... เมื่อทางคณะ ร.ศ. ๑๓๐ ถูกจับกุมตัวครั้ง กระนั้น ท่านมีอายุได้เพียง ๑๑ ขวบ ได้ยินชาว กรุงพูดเล่าลือว่า พวกทหารเก็กเหม็งในบางกอก ได้จับพวกเจ้าฆ่าเสียหมดแล้ว เราจะได้เจ้าที่ ไหนมาปกครองเราอีกเล่า " อยากทราบว่าคณะ ร.ศ. ๑๓๐ ได้อิทธิพลมาจากพวกเก็กเหม็ง (คณะ ปฏิวัติจีนที่นิยม ดร. ซุนยัดเสน ... ผู้เขียน ) เพียงใด ตอบ คล้ายเป็นแบบอย่าง แต่แนวความคิดมา จากฝรั่ง ถาม เนื่องจากหัวหน้าคณะผู้ก่อการ ร.อ. เหล็ง ศรีจันทร์ มีเชื้อสายของจีนความคิดในการก่อ การ จะเกิดจากการที่รัชกาลที่ ๖ ทรงแอนตี้ จีนบ้างหรือไม่ ตอบ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง ถาม ตั้งแต่กรณีรัชกาลที่ ๖ ครั้งที่ยังทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระยุพราชปี ร.ศ. ๑๒๘ ทรงสั่ง ให้ลงโทษทหาร ปี ร.ศ. ๑๒๙ ทรงตั้งกองเสือป่า จึงอยากทราบความคิดเห็นของท่านว่า การที่ พระองค์ทรงสั่งให้ลงโทษทหารเช่นนั้น จะทำให้ ทรงเข้ากับทหารไม่สนิทจนถึงกับต้องไปตั้งกอง เสือป่าแทนทหาร ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ตอบ ใช่ จริง ถาม เมื่อทรงจับกุมลงโทษ คณะ ร.ศ. ๑๓๐ แล้ว รู้สึกว่าพระองค์ท่านทรงมีทัศนคติต่อคณะ ทหารอย่างใด ๗๒ ตอบ ทรงเริ่มหันมาเอาใจทหารยิ่งขึ้น จากพระราชดำรัส แสดงว่าพระองค์ทรงรู้สึกพระองค์ขึ้นมาก ถาม ตามข้อแถลง (จากหนังสือเล่มเดียวกัน) แสดงว่าคณะผู้ก่อการวางแผนการดำเนินการไว้ระยะยาว แต่จริง ๆ กลับด่วนดำเนินการในระยะสั้น อยากทราบว่าท่าน (ร.ต. จรูญ) ทำการคัดค้านบ้างหรือไม่ ตอบ ไม่ ถาม เพราะเหตุใด ตอบ เหตุการณ์บังคับให้รีบดำเนินการ เพราะข่าวได้รั่วไหลออกไป ทำให้ต้องรีบลงมือทำการ ถาม ผู้ก่อการ ร.ศ. ๑๓๐ เมื่อถูกจับได้ ถูกสอบสวนมักจะปฏิเสธ (นอกจาก ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง) จึงอยากทราบว่า คิดหรือว่าจะพ้นผิด ตอบ ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ที่ตอบปฏิเสธ เพราะคิดว่าอาจพ้นผิด เพราะเพียงแต่คิดปฏิวัติยังไม่มีอะไรเป็นหลักฐาน ถาม ถ้าจะคิดว่า "รัชกาลที่ ๖ ทรงเป็นนักชาตินิยม จึงทรงเห็นพระทัยในพวกผู้ก่อการ ร.ศ. ๑๓๐ อยู่บ้าง จนถึงขั้นลดโทษ และพระราชทานอภัยโทษในที่สุด" ท่านเห็นด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด ตอบ ยังไม่ค่อยแน่ใจว่า พระองค์ท่านจะทรงคิดเช่นนั้นหรือไม่ เพราะท่านไปหลงพวกประจบประแจงหัวโบราณ พูดอะไรก็เชื่อคำเขาไปด้วย พวกฉันต้องติดคุกนานถึงสิบกว่าปี เหลือเวลาอีกไม่เท่าไรก็จะพ้นโทษ ที่ทรงปล่อยนั้นถือว่าเป็นการเอาบุญคุณ ฉันเชื่อว่าเป็นแผนการณ์ของพระองค์มากกว่า ถาม ท่านได้ทำอะไรบ้าง ภายหลังที่ถูกปลดปล่อยแล้ว หมายถึงว่าความคิดที่จะดำเนินการปฏิวัติอีก ยังมีหรือไม่ ตอบ ใจก็ยังขุ่นเคืองกันอยู่อย่างเก่า ไม่เคยพูดว่าเข็ด รอเหตุการณ์ที่เหมาะสม ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็จะก่อการอีก การที่ใส่ชุดนักโทษกลับบ้านเพื่อเป็นการระลึกว่า เราต้องโทษ เพราะเราทำเพื่อประเทศชาติ จึงกลับรู้สึกภูมิใจ ถาม ท่านมีความเห็นเกี่ยวกับบ้านเมืองในเวลาเนื้อย่างไร ตอบ ออกความเห็นแล้วไม่มีประโยชน์ ไม่ทำแล้วพูดไป เป็นภัยแก่ตัวเองเปล่า ๆ เชื่อว่าเสียงของฉันเองไม่ดัง ถาม ตามความเข้าใจของคนโดยทั่ว ๆ ไป มักเรียกการก่อการใด ๆ ทางการเมืองที่สำเร็จว่า "การปฏิวัติ" พวกผู้ก่อการ ร.ศ. ๑๓๐ กระทำการไม่สำเร็จ จึงเรียกว่าเป็น "การกบฏ" ท่านมีความรู้สึกอย่างใด ตอบ เฉย ๆ แล้วแต่ใครจะเรียก เราอยู่ในข่ายเสียเปรียบแล้วปล่อยตามเรื่องเขาแต่ใจยังภูมิใจที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเทศชาติ ถาม คณะผู้ก่อการ ร.ศ. ๑๓๐ ก็ยังเหลืออยู่เพียงคนเช่นนี้ (ร.อ. โกย วรรณกุล, ร.ต. เนตร ๓ คนเช่นนี้ (ร.อ. โกย วรรณกุล, ร.ต. เนตร ๗๓ พูนวิวัฒน์, ร.ต. จรูญ ษตะเมษ) ท่านคิดจะ ทำอะไร ๆ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาบ้าง ตอบ แก่แล้ว และไม่มีทุนดำเนินการ ถาม คิดว่าหนังสือ "หมอเหล็งรำลึก" เป็นการ ให้รายละเอียดเพียงพอหรือไม่ ตอบ คิดว่ายังไม่เพียงพอ ถาม เนื่องจากผู้สัมภาษณ์ ได้ไปตรวจเอกสาร เกี่ยวกับผู้ก่อการ ร.ศ. ๑๓๐ ในกองจดหมายเหตุ แห่งชาติ พบแต่หัวเรื่อง แต่ตัวเอกสารอ้างว่า ถูกทำหายหมดแล้ว ท่านมีความเห็นอย่างใด ตอบ เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้ว่าถูกทำลาย ที่จริงไม่น่าจะ ทำลายผู้ทำลายน่าจะมีความผิดหนักเพราะไม่เปิด โอกาสให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจเรื่องราวอย่างลึกซึ้ง บทส่งท้าย เป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษมาแล้ว ที่อดีต นายทหารกลุ่มหนึ่งถือเอาวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ของทุก ๆปี (วันที่ระลึกที่กลุ่ม ร.ศ. ๑๓๐ ได้รับ การปลดปล่อยโทษ) เป็นวันชุมนุมนัดพบกัน แต่ละปีเขาเหล่านี้จะเดินทางมาจากทั่วสารทิศ จากสภาพชีวิต ฐานะความเป็นอยู่ล่างๆ กัน สุด แล้วแต่โชคหรือเคราะห์ของมนุษย์ วันนี้ ไม่มี การนัด ไม่มีการออกบัตรเชิญ หรือประกาศ โฆษณา แต่ได้ดำเนินติดต่อกันมาไม่เคยขาด ระยะถึง ๔๕ ปี (พ.ศ. ๒๔๖๗-๒๕๑๒) ตราบ จนการชุมนุมครั้งที่ ๔๖ (๑๑ พ.ย. ๒๕๑๓) ร.ต. จรูญ ษตะเมษ ชายชราในวัย ๘๖ ปี รู้สึกกระวนกระวายใจเมื่อใกล้จะถึงวันนี้ ความ ชรา โรคภัยเบียดเบียน ไม่ได้ทำลายความ ปรารถนาที่จะมาพบเพื่อน ๆ ของเขาได้ ภาพ ของเพื่อนรักร่วมทุกข์ ที่คาดว่าจะพบ เพราะยังมี ชีวิตอยู่ โชติการขึ้น มันช่วยเป็นพลังกระตุ้น สายเลือดทหารชรา ที่สั่งขารตุ๋ยไม่ใกล้ฝั่ง รำพึง ว่า .... ครั้งนี้คงพบ เหรียญ (ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์) เนตร (ร.ต. เนตร พูน วิวัฒน์) โกย (ร.อ. โกย วรรณกุล) และอาจพบ บุญ (ร.ต. บุญ แตงวิเชียร) .... ที่หายหน้าไปไม่ได้ ข่าวคราว เหลือกันอยู่เพียงแค่นี้ ๑๑.๐๐ น. ของวันที่ ๑๑ พ.ย. ๒๕๑๓ ชายชราก้าวเข้าสู่บริเวณบ้าน ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ที่หัวมุมสี่กั๊กพระยาศรี พระนคร ความรู้สึกบอกตัวเอง .... เงียบจริง เงียบเหลือเกิน หลานชายที่พามาส่งพยุงขึ้นบันไดบ้าน ไม่มีใคร มาต้อนรับ ที่บันไดขั้นสุดท้าย สาวใช้แต่งชุดดำ ชะโงกหน้าลงมา จึงถามขึ้นว่า "เงียบจริง .... ไป ไหนกันหมดนะ" "ไปวัดค่ะ" "ทำไม" ท่านเสียตั้ง ๕ วันมาแล้วค่ะ ตอนนี้ตั้งศพที่วัด มกุฏ" ชายชราทรุดตัวลงนั่ง ตาพร่าไปหมด จำ อะไรไม่ได้ มาพบตัวเองอีกครั้ง เมื่อถูกพยุงมาที่ ศาลาวัดมกุฏ ฯ ต่อหน้าหรีด และโลงไม้ที่หุ้ม ร่างเพื่อนรัก "โอ๋ เหรียญเอ๋ย .... ข้ามาเร็วแล้ว นะ ...... แต่ยังไม่ทัน .... เป็นสุขเถิดเพื่อนยาก ...... ไม่ นานดอกเราคงได้พบกัน" (บันทึกจากหัวใจที่ระบายสู่ผู้เขียนของ ร.ต. จรูญ ษตะเมษ ๑๒ พ.ย. ๒๕๑๔) ◌ ๗๔ # หนังสือไม่เข้าบันทึกทุตไทย ชัยอนันต์ สมุทวณิช บันทึกนี้ขีดให้เห็นลักษณะอย่างหนึ่ง ของ ระบบการเมืองไทย คือคณะผู้ปกครอง ประเทศไม่ค่อยจะมีความรู้สึกรับผิดชอบ ร่วมกัน  การบันทึกเรื่องราวจากความทรงจำ ไม่ใช่ ของใหม่หรือแปลกสำหรับเมืองไทย ในอดีต มี ผู้นิยมเขียนจดหมายเหตุบันทึกเรื่องราวและประ สมการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เขียนเองไว้เป็น จำนวนไม่น้อย การเขียนบันทึกอาจแสดงให้ ผู้อ่านทราบความคิดเห็นของผู้เขียนเกี่ยวด้วย ปัญหาต่าง ๆ ไปในตัว ยิ่งผู้บันทึกเหตุการณ์เป็น บุคคลสำคัญที่เป็นผู้นำทางการเมืองและใกล้ชิด กับเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาที่บันทึก แล้ว ความทรงจำของเขาก็จะมีคุณค่ากับอนุชน รุ่นต่อ ๆ ไปเป็นอันมาก บันทึกทุตไทยของรัฐมนตรี บุญชนะ อัตถากร ที่พิมพ์ออกเมื่อไม่นานมานี้ ยังความ ตื่นเต้นและก่อให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก มาย ค่าที่ว่าเราไม่เคยรู้ถึงแก่นใจของผู้นำทาง การเมืองของเรา เพราะในสมัยหลัง ๆ นี้มักจะ ไม่ค่อยมีคนเขียนบันทึกความทรงจำกัน อาจเป็น เพราะผู้นำเหล่านั้นเห็นว่า ไม่มีเรื่องราวอะไร ที่สลักสำคัญจนถึงกับต้องเขียนเป็นหลักฐานไว้ หรือความทรงจำจากเหตุการณ์ที่เขาก่อให้เกิดขึ้น เป็นความรู้สึกที่ขมขื่นเกินไปจนน่าจะลืมมันเสีย ก็ได้ บันทึกเหล่านั้นจึงไม่เคยปรากฏในสายตา ของมหาชน เมื่อมีนักการเมืองซึ่งได้ชื่อว่าเป็น นักการศึกษา นักบริหารและนักเศรษฐกิจชั้น แนวหน้าคนหนึ่งของเมืองไทย พิมพ์บันทึก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างที่ไปรับหน้าที่เอกอัคร ราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาออกมามีความ ยาวถึง ๑๐๔๙ หน้านี้ จึงมีผู้วิจารณ์กันทั้งใน แง่สนับสนุนและตัดค้าน บันทึกทุตไทย เป็นการรวบรวมบันทึกความจำ ย่อ ๆ ๒๒๗ เรื่อง บทความ ๔ เรื่อง กับ บทบรรณาธิการจากหนังสือพิมพ์ ๒ ฉบับ โดย * บทวิจารณ์ บันทึกทุตไทย ทั้งสองความเห็น ได้เขียนขึ้นก่อนการรัฐประหาร ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ น.ก. ๗๕ เฉลี่ย บันทึกเรื่องหนึ่ง ๆ มีความยาวประมาณ ๔ หน้า ว่าโดยเนื้อหาแล้ว บันทึกทั้งหมดนี้ ครอบคลุมเรื่องราวและปัญหาหลายประการจน ขาดเอกภาพที่จะเป็นบันทึกความทรงจำตาม ความหมายที่แท้จริง รัฐมนตรีบุญชนะ อัตถากร พบกับบุคคลต่างฐานะ หน้าที่ และอาชีพ ใน ระหว่างที่เป็นหูตอยู่ บันทึกทูดไทย จึงประกอบ ด้วยการสนทนากับศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย สมาชิกวุฒิสภา ผู้พิพากษา นักธุรกิจ นัก หนังสือพิมพ์ ข้ารัฐการและเจ้าหน้าที่องค์การ ระหว่างประเทศ เอกอัครราชทูตประเทศต่าง ๆ บุคคลสำคัญของไทยที่ไปเยือนสหรัฐอเมริกาฯ ลฯ ปัญหาที่รัฐมนตรีบุญชนะ สนใจมากที่สุดได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งนี้เนื่องจากท่านมีภูมิหลัง ทางน้อยู่มาก ดังที่ท่านเองได้กล่าวกับอดีตเอก อัครราชทูต สุกิจ นิมมานเหมินทร์ ว่า ภูมิ หลังของท่านเป็นเรื่องนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การคลัง และพัฒนศาสตร์ ประกอบ กับมีประสบการณ์ในเรื่องพัฒนาการทางเศรษฐ กิจและการศึกษาด้วย ( หน้า ๑๐๐๙ ) ฉะนั้น ความเห็นของท่านในเรื่องอื่น ๆ เช่น การเมือง ระหว่างประเทศ จึงอาจมีผู้โต้แย้งได้มากเช่น ความเชื่อที่ว่า พันธมิตรโดยการนำของสหรัฐ อเมริกาจะสามารถเอาชนะสงครามเวียดนามได้ โดยไม่มีปัญหาเลย ( บันทึกที่ ๒ หน้า ๗) เป็นต้น โดยส่วนรวมแล้ว บันทึกทูดไทย นี้อ่าน ง่าย เพราะเป็นการเขียนพิจารณาปัญหาและ ออกความเห็นส่วนตัวของผู้บันทึกสั้น ๆ ใจความ กระทัดรัดดี แนวการเขียนเช่นนี้เป็นแบบฉบับ ของรัฐมนตรีบุญชนะซึ่งได้รับอิทธิพลจากพระองค์ เจ้าวิวัฒน์ไชย ๆ ซึ่งท่านเคยทำงานอยู่ได้บังคับ บัญชาเป็นเวลาหลายปี แต่เมื่อพิจารณาอีกแง่ หนึ่งแล้ว การบันทึกเรื่องราวหรือปัญหาที่สลับ ซับซ้อน เช่น สงครามเวียดนาม ปัญหาการลด ค่าของเงินแฟรงค์ ความสัมพันธ์ระหว่างโลกเสรี กับจีนแดง ดุลย์การค้า เหล่านี้ โดยเขียนไว้ สั้น ๆ ทำให้ผู้อ่านมีความรู้สึกเสมือนว่าได้ดูหนัง ที่ไม่ค่อยจะจบเรื่อง แต่มีหลาย ๆ เรื่องอย่างละ นิดอย่างละหน่อยมาผสมกัน จนอาจเกิดอารมณ์ ที่เรียกว่า anti-climax อยู่ไม่น้อยทีเดียว บันทึกนี้แบ่งได้เป็น ๔ ส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ เหตุการณ์และปัญหาของโลกโดยทั่ว ๆ ไป ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาและ ชาติอื่น ๆ รวมถึงบทบาทของสหรัฐอเมริกาใน ฐานะผู้นำของฝ่ายโลกเสรี ปัญหาภายในประเทศ ไทยซึ่งครอบคลุมไปถึงเศรษฐกิจการเมือง และ สังคม และเรื่องราวและความเห็นส่วนตัวของ บุคคลชั้นนำในวงการเมืองไทย นอกจากนั้นใน บางคนยังมีเรื่องเกี่ยวกับวิธีการทำงานของผู้ เขียนอีกด้วย ( บันทึกที่ ๒๐๔ หน้า ๗๗๐) ๗๖ ข้อความที่น่าสนใจในบันทึกนี้ได้แก่ความเห็นของบุคคลชั้นนำของเมืองไทยที่มีต่อสภาพบ้านเมือง ที่มีต่อบุคคลภายนอกคณะรัฐบาล และที่มีต่อกันเองในระหว่างผู้ร่วมงานด้วย ผู้อ่านบันทึกนี้จะเกิดความรู้สึกที่ย้ำความรู้สึกเดิมที่มีอยู่ อย่างไม่ชัดเจนว่า คณะรัฐบาลที่กำลังนำประเทศของเราไม่ได้ประกอบด้วยบุคคลที่มีความเห็นหรืออุดมการณ์ร่วมกัน ตรงกันข้าม ความแตกแยกไม่ลงรอยกันเป็นลักษณะที่แท้จริงของคณะรัฐบาลชุดนี้ นอกจากนั้น การประสานงานในระดับสูงก็ยังขาดอยู่เป็นอันมาก การกระทำที่เรียกว่า "ข้ามหน้าข้ามตากัน" ระหว่างผู้นำระดับรัฐมนตรีก็ปรากฏอยู่เนือง ๆ ( ดูบันทึกที่ ๑๑๙ โดยเฉพาะหน้า ๓๖๕) ความเชื่อถือไว้วางใจซึ่งกันและกันก็มีอยู่น้อยมากเช่นกัน (ดูบันทึกที่ ๒๐๓ หน้า ๗๖๖ และ ๗๖๗) ความเห็นของรัฐบาลที่มีต่อสภาพการเมืองในประเทศไทยเรา ตามที่ผู้บันทึกเขียนไว้ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลยังไม่ได้มีการเตรียมการแต่อย่างใดว่า ต้องการให้ทิศทางหรือการพัฒนาการเมืองของไทยดำเนินไปในรูปใด รัฐมนตรีบุญชนะเสนอว่า การพัฒนาเศรษฐกิจนั้นจะได้ผลอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อมีการพัฒนาการเมืองให้เป็นระบอบประชาธิปไตยควบคู่ไปด้วย ( หน้า ๕๘๐) ในบันทึกฉบับเดียวกันนั้น เองที่ผู้อ่านจะบังเกิดความรู้สึกว่าคณะรัฐบาลสนใจเฉพาะปัญหาของการสงวนและเพิ่มพูนอำนาจทางการเมืองในปัจจุบันมากกว่าจะดำเนินการปรับปรุงระบบการเมืองให้ดียิ่งขึ้น ดังที่รัฐมนตรีส่งกิตติขจรกล่าวว่า ควรจะมีใครถักคนหนึ่งที่มีความสามารถเป็นผู้รวบรวมคนหนุ่ม ๆ ซึ่งจะเป็นกำลังในทางเมืองและการปกครอง รัฐมนตรีบุญชนะบันทึกไว้ว่า รัฐมนตรีส่งกิตติขจรกล่าวว่า ทราบดีว่า "คุณป่วยเองก็กำลังเป็นที่นิยมและมีพวกเอียงซ้ายสนใจอยู่เป็นอันมาก ในหลวงเคยปรารภอยากให้คุณป่วยและคุณบุญมา ร่วมรัฐบาลด้วยโดยไม่ทราบว่าความโน้มเอียงของคนทั้งสองนี้เป็นอย่างไร .... คุณส่งกิตติขจรกล่าวว่า ถ้าฝ่ายซ้ายกลับมามีอำนาจในทางการเมืองอีก ก็คงจะมีสมัครพรรคพวกที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาเข้าร่วมสมทบเป็นอันมาก ........ พรรคสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้เตรียมทางแก้ไขเพื่อต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างดี" (หน้า ๕๗๙) ฝ่ายซ้ายในที่นี้ ผู้วิจารณ์คิดว่า ผู้สนทนาสองท่านคงหมายถึงนายปรีดี พนมยงค์ ข้อความของบันทึกข้างต้นนี้จึงชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลมองคนอย่างดร.ป่วย และคนหนุ่มรุ่นใหม่อย่างไรด้วย บันทึกทูตไทยนี้ ดูออกจะมีลักษณะแปลกไปจาก memoirs โดยทั่ว ๆ ไปอยู่อย่างหนึ่ง คือผู้เขียนได้พิมพ์ขึ้นในขณะที่ยังคงร่วมอยู่ในกิจกรรมทางการเมือง หรือที่เรียกกันว่ายังไม่แขวนนวมจากสังเวียนการเมือง เหมือนกับผู้เขียน memoirs อื่น ๆ ท่านผู้เขียนเองยกตัวอย่างว่า ประธานาธิบดีจอห์นสันก็ทำ แต่ข้อ ๗๗ ควรคำนึงที่สำคัญก็คือประธานาธิบดีจอห์นสันนั้น เป็น public figure ที่ได้รับเลือกตั้งจาก ประชาชนโดยแท้ และการเขียนบันทึกของจอห์น สันก็เพื่อต้องการขจัดภาพพจน์ของตนเองที่ชาว อเมริกาส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นผู้รับผิดชอบในสง ครามเวียดนามเป็นอย่างมาก ฉะนั้น การที่ท่าน ผู้เขียนตัดสินใจพิมพ์บันทึกขึ้นนี้ จึงมีเสียง วิพากษ์วิจารณ์ว่า ท่านไม่คำนึงถึงความรับผิด ชอบร่วมกันของรัฐบาล (collective respon- sibility) เสียบ้างเลย ผู้วิจารณ์มีความเห็นว่า บันทึกนี้ชี้ให้เห็นลักษณะอย่างหนึ่งของระบบการ เมืองไทยคือการที่คณะผู้ปกครองประเทศไม่ค่อย จะมีความรู้สึกรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งนี้คงจะเป็น เพราะว่าความรับผิดชอบร่วมกันเป็นคตินิยมและ ธรรมเนียมปฏิบัติของคณะรัฐบาลในระบบรัฐสภา ซึ่งเกิดจาก ความจำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบร่วม กัน มิฉะนั้นจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี ของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความยุ่งยาก ทางการเมืองอันจะมีผลทำให้ฝ่ายรัฐบาลต้องลา ออกไปได้ แต่รัฐบาลไทยในยุคหลัง ๆ นี้ไม่มี ความจำเป็นอันใดเลยที่จะต้องเคารพหลักปฏิบัติ เพราะแม้ว่ารัฐมนตรีคนใดจะแหวก วงล้อมของ กรอบแห่งความรับผิดชอบอย่างไร รัฐบาลก็ไม่ มีความจำเป็น หรือมีพลังใด ๆ ที่จะมาบีบบังคับ ให้ลาออกไปทั้งคณะได้ อนึ่ง บันทึกทูตไทย ทำให้เราทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับพรรคการ เมืองของรัฐบาลอย่างหนึ่งว่า มีการขัดแย้งกัน ภายในที่มีมูลเหตุมาจากตัวบุคคลมากกว่านโยบาย ท่านผู้เขียนบันทึกไปดำรงตำแหน่งเอกอัคร ราชทูตประจำสหรัฐอเมริกาอยู่ไม่ถึงสองปี แต่ จากบันทึกความจำเล่มนี้ ผู้อ่านจะพบว่าหน้าที่ ของทูตนั้นมีกว้างขวางมาก อย่างไรก็ดี ทูตคน ใดจะถือหลักการทำงานอย่างใดย่อมแล้วแต่บุคลิก ภาพและโลกทัศน์ส่วนบุคคล ผู้อ่านย่อมปฏิเสธ ไม่ได้เลยว่า ท่านผู้เขียนบันทึกนี้รักงานและถือ ว่างานไม่ว่าจะเป็นชนิดใด เป็นวิถีชีวิตของท่าน โดยแท้ การเป็นทูตของท่านมิได้วนเวียนอยู่แต่ ในวอชิงตัน ดีซี และการสนทนาก็มิได้จำกัดอยู่ เฉพาะในงานเลี้ยงรับรอง แต่เป็นทูตที่เดินทาง กว้างขวางมากหาตัวจับยากผู้หนึ่ง การแสดง ปาฐกถา ก็ดี การพบปะบุคคลต่าง ๆ ก็ตาม ล้วน แล้วแต่แสดงให้เห็นถึงทัศนะอันกว้างขวางเช่น เดียวกับการเดินทางของท่านทั้งสิ้น เราคงอยาก เห็นบันทึกเช่นนี้อีกหลาย ๆ เล่ม เพราะปัจจุบัน นี้ เมืองไทยดูจะเต็มไปด้วยเรื่องลับเฉพาะไป เสียหมด ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับประ ชาชนมิได้จำกัดอยู่แต่เพียงการแถลงการณ์ ตามวิทยุ โทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ แต่ยัง อยู่ที่การแสดงความคิดเห็นของผู้นำที่มีต่อบัญหา ต่าง ๆ และสภาพการณ์ หรือแม้แต่การแสดง แนะชีวิตที่ดีในอนาคตให้แก่ประชาชนอีกด้วย การเขียนบันทึกโดยผู้ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่ประ ๗๘ ชาชนไม่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย อาจลด ความบึ้งบ่นกวนใจของคนจำนวนไม่น้อยได้ว่า แม้เราจะไม่มีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยโดยแท้ จริง เราก็ยังมีโอกาสเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะได้ล่วงรู้ ถึงจิตใจและความคิดของผู้ที่ปกครองเราอยู่บ้างว่า เป็นเช่นไร บันทึกความจำของรัฐมนตรีบุญชนะ อัตถากร เล่มนี้นับว่าเป็นความพยายามก้าวแรก ที่จะแก้ไขช่องว่างดังกล่าว ผู้วิจารณ์ใคร่ขอท้วงชื่อภาษาอังกฤษของหนัง สือเล่มนี้สักเล็กน้อยว่า คำว่า memoirs นั้น หมายถึงเรื่องราวที่เขียนขึ้นจากความทรงจำของ ผู้เขียนซึ่งมักจะมีเอกภาพมากกว่านี้ บันทึกหู ไทย จึงเป็นเพียงบันทึกความจำ ที่เรียกกันว่า memorandum ซึ่งหมายถึงบันทึกหรือจดหมาย สั้นๆ มากกว่าอย่างอื่น memoirs นั้น ส่วนมาก ผู้เขียนมักจะบันทึกอัตประวัติไว้ด้วยไม่มากก็น้อย แต่ บันทึกหูตไทย นี้ เป็นเพียงช่วงเดียวของ ชีวิต และก็เป็นช่วงของชีวิตที่มีระยะสั้นมากด้วย อนึ่ง คำว่า memoirs นั้น โดยปกติมักจะใช้เป็น พหูพจน์คือ memoirs ผู้วิจารณ์ยังไม่เคยเห็น คำเอกพจน์ memoir เฉย ๆ เลย ฉะนั้นในการ พิมพ์ครั้งต่อไป ผู้จัดพิมพ์ควรจะพิจารณาแก้ไข ข้อบกพร่องนี้ด้วย ส่วนข้อบกพร่องอื่น ๆ มีอยู่น้อย มาก สิ่งที่น่าชมเชยก็คือ ผู้จัดพิมพ์ได้ทำรรชนี ค้นชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างถึงไว้ในตอนท้ายเล่มซึ่ง เป็นประโยชน์ต่อการค้นหามาก หากจะทำเป็น index โดยสมบูรณ์ คือมีหัวข้อเรื่องที่สำคัญ ๆ รวมไว้ด้วย จะทำให้หนังสือเล่มนี้สมบูรณ์ ขึ้นอีก ๑ ## ความมั่วของบันทึกหูตไทย วารินทร์ วงศ์หาญเบาว์ แต่รักเท้าย่อมไม่มีคำว่าเสียใจ..... มนุษย์ทำประวัติศาสตร์ได้ ประวัติศาสตร์ ก็ย่อมทำมนุษย์ได้ มนุษย์ทำประวัติศาสตร์เอง ช่วย ประวัติศาสตร์ก็ย่อมประจานความเฮงชวย ของมนุษย์นั้นได้ อินสตัน คอฟพี่ เกิดขึ้นได้ฉันใด ประวัติ ศาสตร์แบบ "ยาทันใจ" ก็เกิดขึ้นได้ฉันนั้น ความเป็นประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่คนหนึ่งมอง ไปอย่างหนึ่ง หาได้ชัดเจนเหมือนเลข ๑๐๐ บน แบ็งค์ร้อยไม่ ความเฮงชวยก็เหมือนกัน แต่ละ คนก็มีความเข้าใจในมันแตกต่างกัน รมต. ประภาส บอกว่า เวลาที่ผ่านมา ๓ ปีนั้นน้อยเกินไป สำหรับ "ความเป็นประวัติ ๗๙ ศาสตร์" แต่ รมต. บุญชนะ บอกว่าใช้ได้ รมต. บุญชนะ บอกว่า บันทึกที่ท่านเขียนนั้น เกี่ยวกับสมัยที่ท่านบังเอิญได้ไปเป็นทูตในอเมริกา เมื่อ ๓ ปีที่แล้วว่าเป็นบันทึกของ "การคุยกัน ในประวัติศาสตร์" ที่จริงแล้ว "ความเป็นประวัติ ศาสตร์" ไม่น่ามานิยามกันด้วยเวลา ความ เฮงซวยนั้นแม้จะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ก็เป็นประวัติ ศาสตร์แบบเฮงซวยได้เหมือนกัน สิ่งสำคัญที่สุด ก็ตัวมันเฮงซวยถึงขนาดหรือเปล่า บันทึกของ รมต. บุญชนะ เป็นหนังสือ โด่งดังที่สุดในรอบเดือนที่ผ่านมา ปฏิกิริยาที่เกิด จากหนังสือนี้มีมาก แต่ความสำคัญของปฏิกิริยา เหล่านี้ต่อประวัติศาสตร์ไทยนั้นยังน่าสงสัย ปฏิกิริยา "งาแซง" (ไทยรัฐ) "ทัศนะ ของ รมต. บุญชนะ ว่านโยบายต่างประเทศ ไม่ควรผูกขาดอยู่กับคน ๒-๓ คน เป็นเรื่องที่ ถูกต้องและน่านับถือ" สุทธิชัย หยุ่น (สยาม รัฐ) "รมต. บุญชนะ อาจเสียมารยาท ทางการเมืองที่ยอมให้พิมพ์บันทึกนี้" รมต. ประภาสฯ "บันทึกนี้ยังไม่ควรเปิดเผย" นายกฯ ถนอม "บันทึกนี้อาจทำให้รัฐบาลเสีย" รมต. ถนัด วิทยุโทรเลขด่วนมาจากสหรัฐฯ ให้ยับยั้งการเผยแพร่หนังสือนี้ให้ได้ สส. สมพร จุรีมาศ "รมต. บุญชนะ ทำลาย สามัคคีในชาติ" รพินทร์ พันธุโรทัย (ไทยรัฐ) "บุญชนะอาจเอาอย่างคนหนังสือพิมพ์ก็ได้ ที่ เขียนวิจารณ์นักการเมืองอยู่ทุกวี่ทุกวัน ก็ไม่ ได้คิดว่าเสียหายอะไร" รมต. เสริม "สงสัย นัก ท่านบุญชนะ เป็น รมช. กระทรวง พัฒนา ออกไปดำรงตำแหน่งทูต พ้นตำแหน่ง ทูต มากินตำแหน่งใหญ่ในเศรษฐการ ท่านไป พูดอะไรกับถนอม ท่านไม่บันทึก" ถ้าจะรวบรวมปฏิกิริยาให้ครบถ้วนกว่านี้ หน้ากระดาษก็จะสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ จึงขอ สรุปแนวโน้มของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ปฏิกิริยาของ ผู้ใหญ่ในรัฐบาลส่วนมากแสดงออกมาในรูปที่ว่า บันทึกนี้กระทบกระเทือนผู้ใหญ่ในรัฐบาลปัจจุบัน หลายคนด้วยกัน จึงยังไม่ควรเปิดเผยปฏิกิริยา ของพวกหนังสือพิมพ์ส่วนมากเห็นว่า ที่ รมต. บุญชนะ เปิดเผยประสบการณ์ของตนในสหรัฐฯ นั้นสมควรแล้ว เพราะประชาชนจะได้รู้เรื่องราว อะไรต่ออะไรดีขึ้น เป็นการลดช่องว่างระหว่าง ประชาชนกับรัฐบาล ผลของการเผยแพร่ บันทึกทูตไทย รมต. ถนัด ถูกพวกหนังสือพิมพ์โจมตีหนัก ประเด็น ที่โจมตีนั้นส่วนมากก็โจมตีในบุคลิกส่วนตัวของ รมต. ถนัด เช่นความอหังการของเขา พวก หนังสือพิมพ์ยกย่องความคิดของ รมต. บุญชนะ ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการวางนโยบายต่าง ประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ชาติ บุคคลที่เด่นมากอีกคนหนึ่งจากการรายงาน ของพวกหนังสือพิมพ์ คือ คุณบุญชู โรจนเสถียร ๘๐ นายธนาคารของธนาคารกรุงเทพ ยกตัวอย่าง เช่น การเน้นถึงการลาออกจากคณะกรรมการ ที่พิจารณาเรื่องห้ามนำปุ๋ยเข้าประเทศของคุณ บุญชู ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อ ชาวไร่ชาวนาของคุณบุญชู ที่จริงก็ไม่เลว ถ้า ธนาคารกรุงเทพเห็นใจชาวนาจริง ต่อไปเราคง จะได้เห็นสินเชื่อเพื่อการเกษตรจากธนาคารนี้ หลั่งมาเหมือนน้ำฝนจากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน น้ำตาจรเข้คงจะเลิกหยุดกันเสียที ผลพลอยได้จาก ความดังของบันทึกนี้อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ราคาของ หนังสือบันทึกได้เพิ่มขึ้นจากเล่มละ ๒๐๐ บาท เป็น ๑,๐๐๐ บาท และอาจจะเพิ่มสูงขึ้นอีกหาก การสั่งห้ามเผยแพร่มีการทำกันอย่างจริงจังกว่านี้ สำหรับการเมืองภายในประเทศนั้น หาก รมต. ถนัดคิดว่าบันทึกนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือของ พวกหนังสือพิมพ์ต่ำตน ก็ไม่น่าจะโกรธเคือง รมต. บุญชนะ มากขึ้น ความวุ่นวายทางการ เมืองก็คงจะไม่มีมากจนเกินไม่จำเป็น ถ้า รมต. ถนัด ได้อ่านบันทึกนี้เองจะเห็นได้ว่า ตนไม่มี เหตุผลที่ตัวเกลียดชัง รมต. บุญชนะเพิ่มขึ้นเลย ว่าไปแล้ว รมต. บุญชนะ อาจจะเสียใจก็ได้ที่ พวกหนังสือพิมพ์ใช้ตนเป็นเครื่องมือ แต่รักแท้ ย่อมไม่มีคำว่าเสียใจ ท่านก็จะปล่อยเลยตามเลย นอกจากนี้รมต. ถนัด น่าจะทราบแล้วว่าการโจม ตีของพวกหนังสือพิมพ์ในเชิงส่วนตัวนับเป็นสิ่งที่ ยินยอมกันในสังคมไทยยิ่งการโจมตีแบบตั้งฉายา ยิ่งไปกันใหญ่ ความยุติธรรมนั้นอยู่ที่ไหนนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความฉลาดของพวกหนังสือ พิมพ์นั้นเป็นเรื่องที่ปฏิเสธได้ยาก เช่นนายกถนอม ถูกเรียกว่า "เจ๊หนอม" รมต. ประภาส ถูก เรียกว่า "หมูเจ้าพระยา" รมต. ถนัดเอง ก็เคยได้รับการยกย่องว่าเป็น "เทวดา" หรือ บางทีหมั้นไส้เข้ามาก ๆ ก็เรียกเป็น "หลีกวน หนัด" อะไรทำนองนี้ พื้นฐานทางวัฒนธรรม ของพวกหนังสือพิมพ์ไทย ส่วนมากเป็นอย่างนี้ เมื่อทราบแล้ว รัฐบาลท่านก็น่าจะอภัยให้ เป็นที่น่าเสียดายเหมือนกันที่ รมต. ถนัด และนายกถนอมได้ทำการยับยั้งการเผยแพร่บัน ทึกเล่มนี้ เข้าใจว่าที่ท่านทำไปนั้นท่านคงไม่มี โอกาสได้อ่านบันทึกนี้ หรือถ้าอ่านก็คงอ่านไม่ ละเอียดละออ เพราะถ้าอ่านละเอียดจริง ๆ แล้ว ท่านก็คงไม่ประกาศมั้วๆ ออกมา นายกถนอมตาม ปรกติแล้วเป็นคนใจเย็น ยิ้มเสมอ ใช้เวลานาน ในการพิจารณาก่อนตัดสินใจ แต่ครั้งนี้ รู้สึก ท่านรวดเร็ว ท่านอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เลยปัดสภาวะไปก่อนก็ได้ ถ้าจะพูดกันถึงความเป็นประวัติศาสตร์ของ บันทึกนี้ ก็น่าจะถือว่า เป็นเอกสารประวัติศาสตร์ ส่วนบุคคล มากกว่าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่ สำคัญระดับชาติ เพราะบันทึกนี้มิได้มีข่าวสารที่ สำคัญถึงขนาดรวมอยู่ด้วย ถ้าเทียบบันทึกนี้กับ หนังสือราชการในต่างประเทศ ที่ รมต. บุญชนะ ๘๑ ทำไว้เมื่อสมัยยังเป็น รมช. กระทรวงพัฒนาการ แห่งชาติอยู่ คือเมื่อปี ๒๕๐๘ แล้ว หนังสือ เล่มนี้เป็น ประวัติศาสตร์มากกว่ากันมากนัก อย่างไรก็ดี บันทึกนี้ได้แสดงถึงวิธีการทำ งานของ รมต. บุญชนะ อ่านแล้วอดจะคิดถึง บทความต่าง ๆ ของหลวงวิจิตรวาทการ ที่เขียน เกี่ยวกับการทำงานของท่านไม่ได้ บันทึกนี้แม้ จะแสดงถึงวิธีการทำงานที่จะเจริญได้ในระบบ ข้าราชการ แต่ก็มิได้แสดงให้เห็นถึงการมอง การณ์ไกลของ รมต. บุญชนะ ในการดำเนิน นโยบายต่างประเทศที่แท้จริง ที่จริงก็น่าจะเห็น ใจท่าน เพราะบางทีรัฐบาลไทยก็ชอบเล่นตลก คือชอบยัดเยียดตำแหน่งให้แก่คนที่ไม่อยากได้ ตำแหน่งนั้น คนที่อยากได้กลับไม่ได้ อะไร ทำนองนี้ อาจจะเป็นเพราะขาดการเตรียมตัว หรือใช้เวลาตรึกตรองเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ น้อยมาก รมต. บุญชนะ จึงมองเรื่องเล็กเป็น เรื่องใหญ่เสียดังหลายเรื่อง ถ้าท่านผู้อ่านได้อ่าน บันทึกของ รมต. บุญชนะ ก็คงรำคาญตอนที่ รมต. บุญชนะ ถามถึงเรื่อง มรว. คึกฤทธิ์ โจมตีนาย Lomax และพาดพิงมาถึงคนอเมริกัน ซึ่งดูราวกับว่า มรว. คึกฤทธิ์ นั้นใหญ่เหลือ เกิน ในสายตาผู้สื่อข่าวอเมริกัน การที่ มรว. คึกฤทธิ์ โจมตีสหรัฐฯ อาจเป็นเรื่องใหญ่ของ คนอเมริกันในเมืองไทยสมัยนั้น เพราะเกรงว่า มรว. คึกฤทธิ์ จะสร้างประชามติขึ้นมาได้ แต่ สำหรับคนอเมริกันในสหรัฐฯ แล้ว มรว. คึกฤทธิ์ มีความสำคัญน้อยมาก นอกจากนี้ เรื่องที่น่า รำคาญก็ยังมี เช่น รมต. บุญชนะ ได้เขียน ไว้หลายตอน ที่แสดงให้เห็นถึงตนจงรักภักดีต่อ เจ้านายและนายกถนอม ข้อความต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าผู้อ่านไม่คิด ก็อาจจะหาว่า รมต. บุญชนะ หวังอะไรบางอย่างด้วยวิธีแบบไทย ๆ แต่ถ้ามอง กันในแง่ดี รมต. บุญชนะ อาจจะไม่มีเจตนา ใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านได้ทำหน้าที่นั้น ๆ ตามความ เข้าใจของท่านที่เกี่ยวกับหน้าที่อันพึงจะต้องทำ ต่างหาก บันทึกเล่มนี้จบด้วยการสรุปเหตุการณ์สำคัญ ต่าง ๆ ประจำสัปดาห์ในสมัยนั้น จะเห็นได้ว่า การวิเคราะห์ และการแสดงความเห็นของท่าน ค่อนข้างฉาบฉวย แสดงให้เห็นถึงการขาดการ ฝึกฝนในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ และการ เมืองภายในประเทศของสหรัฐฯ ในตอนนั้น อ่าน แล้วทำให้คิดถึงนางสาวมยุรี เสมียนตัดข่าว หนังสือพิมพ์ของผู้เขียน เพราะเป็นผู้หนึ่งที่ สามารถรวบรวมข่าวจากหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ได้ เหมือนกับที่ทำกันในบันทึกเล่มนี้ อาจจะจริงก็ได้ที่ว่า "อินสตัน คอฟพี เกิดขึ้นได้ฉันใด ประวัติศาสตร์แบบยาทันใจก็ เกิดขึ้นได้ฉันนั้น" แต่อาจไม่จริงก็ได้ที่ว่า นายก สั่งให้ใครเป็นทูตได้ทันทีฉันใด คนนั้นก็จะ เป็นทูตสมบูรณ์แบบในประวัติศาสตร์ ได้ทันที ฉันนั้น @ ๘๒๓ # ลาก่อนอุดมการณ์ ## อุดมการณ์ อย่างเงียบ ๆ และไม่มีการเริ่มต้น เธอคืบคลานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งแห่งฉัน และเมื่อรู้สึกตัว เธอได้กลายเป็นผู้นำทางแห่งชีวิตของฉันอย่างสมบูรณ์ บ่อยครั้งที่ฉันถามตัวเองว่า จะมีชีวิตเป็นคนที่สมบูรณ์ได้อย่างไรถ้าปราศจากเธอ ## อุดมการณ์ ในโลกปัจจุบันที่สับสน เธอได้แฝงร่างอยู่ในตัวหนุ่มสาวผู้แสวงหา หลายครั้งที่ชื่อของเธอดูถูกนำมาอ้าง และหลายครั้งที่เธอดูถูกสงสัยถึงรูปลักษณ์ที่แท้จริง ## อุดมการณ์ คืนหนึ่งในงานเลี้ยงเพื่อเธอ ฉันได้พบคนหลายแบบ หลายวัย ที่ต่างก็อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่งเธอ คนผมสีขาว คนผมสีดำ รวมกันอย่างใกล้ชิดเพราะมีเธอเป็นผู้เชื่อมโยง เหล้าต่างด้าว อาหารต่างด้าว เป็นส่วนประกอบสำคัญแห่งงานเลี้ยงเพื่อเธอ แล้วคนผมดำ ผมขาว ต่างก็พร่ำเพ้อถึงเธอ ฉันเริ่มสงสัยว่าอะไรคือแก่นสารที่แท้จริง ของคนที่เธอแอบแฝงอยู่ ## อุดมการณ์ หญิงชราคับเด็กน้อย เดินเก็บอาหารในงานเลี้ยง กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญ ของละคอนเรื่อง "ความเมตตาปรานี" ท่าทีของนักอุดมการณ์ที่แสดงความเมตตานั้น บ่งถึงความแตกต่างของชนชั้นอย่างชัดเจน จะมีประโยชน์อันใดที่เอาคนผู้ยากไร้เป็นข้ออ้างแห่งอุดมการณ์ ในเมื่อเขาเองก็ไม่สามารถจะร่วมได้สนิทกับชนชั้นนั้น ## อุดมการณ์ คืนนั้นฉันกลับถึงบ้าน เห็นคนที่ได้พบในงานเลี้ยง หญิงชรา เด็กน้อย นักอุดมการณ์ต่าง ๆ วัย และเมื่อนึกถึงละคอนเรื่องความเมตตาปรานี อาหารจากงานเลี้ยงก็หลั่งไหลออกจากปากของฉัน และในความมืดเธอได้วิ่งออกจากร่างกายของฉันด้วย ## อุดมการณ์ ฉันรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องกล่าวคำอำลาคับเธอ อีกไม่นาน ฉันคงจะเรียนรู้ถึงการมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากเธอ บางทีเมื่อไม่มีเธอ ฉันจะสามารถร่วมเป็นอันหนึ่งกับคนยากไร้ได้ง่ายขึ้น และนั้นอาจเป็นประโยชน์มากกว่าการมีเธอ แต่ต้องอยู่ห่างจากคนเหล่านั้น ศิริพร หนูแก้วขวัญ ๘๓ # สปายในเมืองไทย มีบ้างไหมครับ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ "อันที่จริงแล้วเราทุกคนก็เป็นสปายบ้างไม่มากก็น้อย" เอกอัครราชทูตคนหนึ่งกล่าว  เมื่อเดือนพฤศจิกายนนี้ มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเข้าฉายในกรุงเทพชื่อผจญภัยหลังม่านเหล็ก (Mrs. Pollifax Spy) เนื้อเรื่องนั้นมีสั้น ๆ ว่ายายแก่ผู้ดื่อเมริกันอยู่บ้านเหงา ๆ อยากออกหาชีวิตโลดโผนนิดหน่อย เลยสมัครเป็นสปายให้หน่วยสืบราชการลับอเมริกัน (C.I.A.) หวังว่าจะได้รับใช้ชาติตายไปคงไม่เสียหลาย เมื่อขอเข้าสมัครงานนั้น เธอแสดงคุณวุฒิและจดหมาย "เบ่ง" จากเพื่อนวุฒิสมาชิกสภาสหรัฐฯ และยังแสดงเธอพูดว่า "ดิฉันยังรู้เลยว่าองค์การของคุณมีหน่วยเล่นสกปรก อันเป็นหน่วยงานสำคัญด้วยใช่ไหมคะ!" ประโยคนี้ของเธอทำให้นายชีไอเอคนนั้นถึงกับตะลึง อันที่จริงหนังเรื่องนี้ดูโมกเกินเหตุ แต่ฉากนี้ของหนังนับว่าผู้เขียนบทได้ทำการค้นคว้าเอาความจริงมาเขียนได้ไม่เลวเลย ข่าวใหญ่ที่เราได้ยินเมื่อเร็ว ๆ นี้ เกี่ยวกับราชสีห์อังกฤษถึงจะผอมแห้งแรงน้อยเต็มที่ แต่ก็ไล่เตะสปาย ๘๔ รัสเซียออกจากต่างประเทศไป ๑๑๕ คน ดังนั้น ฉกของหนังเรื่องนี้ จึงดูจริงจังขึ้น ไม่เพียงแต่ ประเทศมหาอำนาจเช่น รัสเซียและอเมริกาจะมี สปายแอบอ้างเป็นข้าราชการสถานทูต เที่ยวมา ด้อมๆ แอบซื้อเอกสารลับและไม่ลับจากเจ้าหน้าที่ ของฝ่ายตรงกันข้ามเท่านั้น ประเทศเล็ก ๆ อื่นๆ เช่นอียิปต์ อิสราเอล ก็ไม่แพ้ประเทศใหญ่ ๆ เหล่านี้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเงินคงมีไม่มาก พอเท่าพี่เบิ้ม "อันที่จริงแล้วเราทุกคนก็เป็น สปายบ้างไม่มากก็น้อย" เอกอัครราชทูตคนหนึ่ง พูดให้ฟังอย่างน่าคิด "เพียงแต่ว่าทางฝ่ายเรวดู จะซ้ำอยกว่าฝ่ายทางโน้น ทำอะไรก็ไม่โจ๋งครึ่ม จนเกินไป" แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว ว่าอุตสาหกรรม สืบราชการลับนั้นเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่ไม่มี ใครทราบได้แน่ว่ารัฐบาลแต่ละประเทศใช้เงินกัน เท่าไหร่เพื่อซื้อความลับและไม่ลับ ทั้งกรมสืบ ราชการลับซีไอเอของสหรัฐฯและกรมสืบราชการ ลับของรัสเซีย (K.G.B) ต่างก็ประสบปัญหา อันเดียวกัน คือไม่รู้แน่ว่าข่าวสารที่ตนได้มานั้น จริงแท้แค่ไหน ต่างคนต่างต้องจ้างเจ้าหน้าที่เพิ่ม ขึ้นเพื่อวิจัยว่า ข่าวไหนเป็นข่าวจริง ข่าวไหน เป็นข่าวหลอก ซึ่งหากเชื่อแล้วจะทำให้ตนดำเนิน งานผิดพลาดได้ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ นักเขียนอิสระ มีงานเขียน ปรากฏเป็นครั้งคราวในนิตยสารเชิงวิจารณ์ทั่วไป โดย เฉพาะใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปัจจุบัน ทำหน้าที่ ผู้สื่อข่าวพิเศษคนหนึ่งของเรา ในสหรัฐอเมริกา ทางบ้านเราเอง เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวอื้อฉาว ว่าทางสถานทูตรัสเซียมีเจ้าหน้าที่มาทำตัวตีสนิท กับนักเรียน ท่านรัฐมนตรีมหาดไทยก็บ่นว่า พวกนี้หาทางปี่นหัวนักเรียนไทย หากเป็นจริง ทางรัฐบาลก็น่าจะหาทางแก้ไขสถานการณ์เสีย อันที่จริงแล้วไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่สถานทูตรัสเซีย เท่านั้นที่ทางรัฐบาลไทยควรจะหาทางกำจัดไม่ให้ ปืนหัวนักเรียนไทย เจ้าหน้าที่สถานทูตอื่น ๆ ที่ ทำบันจิ้มปั๊นเจือกับนักเรียนไทย หาทางล้าง สมองกันทางอ้อม ก็ควรจะมีการกำจัดกันด้วย แต่ก่อนที่ทางรัฐบาลไทยจะทำอะไรไป เจ้าหน้าที่ ทางฝ่ายข่าวกรองของเราซึ่งได้ชื่อว่ามีปฏิภาณมาก ควรจะต้องกรองข่าวให้แน่เสียก่อนว่า ที่ว่ารัสเซีย เป็นรัสเซียจริงหรือเปล่า อาจจะเป็นรัสเซียปลอม ก็ได้ ที่พูดมานี้หาได้ผืนขึ้นมาไม่ เพราะมีราย งานข่าวทำนองนี้ในหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ว่า ประเทศมหาอำนาจและไม่มหา ๘๕ อำนาจ มีแผนกเล่นสกปรกออกปฏิบัติงาน หา ทางปืนหัวให้ฝ่ายตรงกันข้ามสำคัญผิดอยู่เสมอ จากรายงาน " เอกสารการวิจัยการปฏิบัติ การของสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม " หรือที่เรียกว่า Pentagon Paper นั้น แสดงให้ เห็นว่าองค์การสืบราชการลับซีไอเอ็มีแผนกเล่น สกปรกแน่และได้ทำการปล่อยข่าวร้ายต่าง ๆ นา นาในเวียดนามเหนือ : ถึงขนาดจ้างหมอดูที่มีชื่อ เสียงคนหนึ่งทำนายส่งเดชว่า จะเกิดกลียุคใน เวียดนามเหนือ ส่วนเวียดนามใต้นั้นทุกสิ่งทุก อย่างจะสุกใส ทางด้านประเทศฝ่ายคอมมิวนิสต์นั้น เมื่อ เร็ว ๆ นี้มีรองหัวหน้าแผนกเล่นสกปรกของเช็ค โกสโลวาเกีย ชื่อและยศคือ พันเอก บิตแมน ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ เปิดเผยว่าเมื่อเขา ยังดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกเล่นสกปรก ของกรมสืบราชการลับเช็คโก ฯ นั้น แผนกของ เขามีส่วนทำให้ซูกาโน่ต้องตกจากเก้าอี้ประธานา ธิบดีอินโดนีเซีย แต่ดูเหมือนว่าทางแผนกไม่ได้ ตั้งใจจะให้เกิดการไล่ฆ่ากันถึงขนาดนั้น อันที่จริง แล้วทางเขาต้องการที่จะหาเรื่องใส่ร้ายอเมริกัน และฝ่ายตะวันตกเท่านั้นเอง เขาเล่าว่า ในขณะ ที่ความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับมาเลเซีย กำลังตึงเครียดนั้น ทางแผนกเขาได้ใช้ แผน ปาล์มเมอร์ ( Palmer ) ซึ่งเป็นแผนที่จะให้ อดีตประธานาธิบดีซูกาโน่ไล่ตะเพิดหน่วยอาสา สมัครอเมริกันและหน่วยช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ของอเมริกันออกจากคินโดนีเซีย เขาเผยว่า ในขั้นแรกนั้นเขาใช้หนังสือพิมพ์ ของชาวลังกา เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ฉบับ หนึ่งในโคลัมโบ กล่าวหาว่า นายวิลเลียม ปาล์มเมอร์ ( William Palmer ) ซึ่งเป็น ตัวแทนจำหน่ายหนังอเมริกันในอินโดนีเซียเป็น สายลับของซีไอเอ ( จริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ ) ไม่นานนัก หนังสือพิมพ์ในกรุงจากการต้าเห็น บทความดังกล่าวออกตีพิมพ์ ประธานาธิบดีซึ่ง ในขณะนั้นกำลังหาโอกาสโจมตีอเมริกันอยู่แล้ว นายปาล์มเมอร์จึงถูกใช้เป็นแพะรับบาปไป นาย ปาล์มเมอร์ถูกไล่ตะเพิดออกจากประเทศอินโดนี เซียมานักอยู่ในกรุงเทพฯ และปัจจุบันเป็น ตัวแทนของบริษัทน้ำมันอเมริกันบริษัทหนึ่งใน เมืองไทยชื่อ AMOCO (ปัจจุบันเข้าใจว่ารัฐบาล อินโดนีเซียยินยอมให้เขาเข้าประเทศได้แล้ว) นายพันเอกบิตแมนเล่าต่อไปว่า ทางแผนก ของเขาปล่อยข่าวลือต่อไปว่า อดีตประธานาธิบดี ซูกาโน่จะถูกลอบฆ่าโดยสายลับของซีไอเอ ข่าว ลือนี้ถึงขนาดทำให้ชาวอินโดนีเซียลุกฮือขึ้นเผา ห้องสมุดยูซิสในจากการต้าราบลง เมื่อเหตุการณ์ รุนแรงถึงขนาดนี้ ทางแผนกสืบราชการลับรัสเซีย เข้าปฏิบัติงานแทน แผนกของพันเอกบิตแมน ทางรัสเซียส่งเอกสารตกลงปลอมซึ่งอ้างว่าเป็น ๘๖ สำนักงานใหญ่ขององค์การสืบราชการลับซีไอเอ สหรัฐอเมริกา เอกสารจากเอกราชทูตอังกฤษในกัวลาลัมเปอร์ถึง กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ เอกสารอ้างว่า อเมริกากับอังกฤษตกลงที่จะเข้าบุกอินโดนีเซีย ทางนายพันบิตแมนก็ส่งเอกสารนี้ให้กับสายลับ ของประธานาธิบดีซูกาโน่ ซึ่งเป็นสายลับของ พันเอกบิตแมนด้วย ทางพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนซึ่งมีจีนแดง อยู่เบื้องหลังนั้น คงไม่รู้ความจริงว่าความตึง เครียดระหว่างอเมริกากับอินโดนีเซียนั้นเกิดจาก การกระทำของใคร และคงคาดการณ์ผิดจึงได้ทำ การรัฐประหารปี ๑๙๖๕ เหตุการณ์ครั้งนั้นคง จำกันได้ว่า ก่อให้เกิดการไล่ฆ่ากันในอินโดนีเซีย และรัฐบาลใหม่ซึ่งเป็นรัฐบาลแอนตี้คอมมิวนิสต์ ขึ้นมาแทนรัฐบาลของนายซูกาโน่ เท่าที่ได้เอาเรื่องมาเล่าต่อกันพึ่งนี้ น่าจะ ทำให้เราคิดว่า หากการสืบราชการลับและการ เล่นสกปรกในแบบนี้ของหน่วยสืบราชการลับ เป็นเช่นนี้จริงแล้ว มันจะมีประโยชน์อะไรที่เรา จะสืบราชการลับกันต่อไป ทั้งนี้เพราะสมมุติว่า เราได้ข่าวหนึ่งมาว่า ข้าศึกจะมาทิ้งระเบิดกอง ขยะซอยอ่อนนุช เพื่อแสดงความสามารถของ เขาในวันศุกร์ เราได้ข่าววันจันทร์ จะย้าย กองทหาร ปตอ. ไปทั้งกองเพื่อป้องกันกองขยะก็ ดูกะไรอยู่ เราจะต้องสอบช้าวที่ซื้อมาด้วยราคา แพงนั้นว่าถูกหรือผิด เมื่อจะสอบข่าว เราก็ต้อง จ่ายเงินซื้อข่าวอีกว่า ข่าวแรกจริงหรือไม่จริง ถึงขนาดนั้นแล้ว เราจะรู้แน่ ๑๐๐ % ได้อย่างไร หากจะเดาส่งเดช ก็คงมีค่าของความแน่นอน เท่ากัน นี่คือปัญหาหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าขอยกตัวอย่าง ง่าย ๆ นี้ให้ท่านคิด ประเทศไทยมีเงินสืบราชการลับสำหรับจับ จ่ายใช้สอยทุกปี และนับแต่ละปีดูไม่ลดลง ทาง ผู้แทนราษฎรคงจะหาทางให้รัฐบาลท่านเปิดเผย ว่า ก็ส่วนของเงินที่ไปซื้อข่าวเพื่อเช็คข่าวอีกที และเมื่อสอบแล้วข่าวเป็นอย่างที่ว่าก็เปอร์เซ็นต์ เรา ๆ ท่าน ๆ คงได้ความรู้ หรือไม่อย่างน้อยก็ คงได้หัวร่อกันพอประมาณ ๑ ๘๗ # กนดาน้ำ ## เคิม รายยว่า เคิม รายยว่า นักเขียนเรื่องสั้นรุ่นใหม่ มีเรื่องที่ เขาเขียนไว้หลายเรื่อง รวมทั้งเรื่อง มากับลมฝน ใน ลิ่นลูกใหม่ และเรื่อง ขออย่ารู้เลย ใน วิทยาสาร ไร้ทัศน์ ซึ่งได้รับรางวัลชมเชยที่ ๑ จากการประกวด เรื่องสั้นของไทยวัฒนาพานิช กับ ลองแมน โดยใช้ งานปากกาครั้งนั้นว่า มีคม คอยวงศ์ "การใช้ฉมวกเป็นวิธีการของศิลปินที่มีศักดิ์ศรี" คนถือฉมวกพูด "ผมไม่สักแต่ แทงเอา แทงเอา ผมเลือกแทงตามที่ผมปรารถนา ผมไม่สนใจ กับพวกปลาหมอ หรือปลากระดี่ ผมจะแทงเฉพาะปลาตัวใหญ่ ๆ เท่านั้น ....... " มีบ้านสองชั้นรูปทรงสวยตั้งอยู่ริมบึงใหญ่ เขาไม่ใช่คนแข็งแรง ผมเขาหวีเรียบร้อย โกน หนวดเคราเกลี้ยงเกลา รอบข้างมีต้นไม้ชั้นร่มครึ้ม เจ้าของบ้านเป็น หนวดเคราเกลี้ยงเกลา หญิงวัยสี่สิบ รูปร่างสมส่วน ไม่มีแววของ ตรงนั้นปลาชุมมากนะคะ คนเลี้ยงผักบุ้ง ความอ้วนในร่างกาย ในบึงมีผักตบชวา หญ้า ชวนคุย วันนี้คงจะตกได้มากกว่าเมื่อวาน หนน้ำ และต้นบัว ตรงหน้าบ้านมีสวนผัก ครับ ผมก็คิดว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้น ตรงริมสวนผักมีบันไดทอดลงในบึง ข้าง ๆ นั้น คนตกเบ็ดตอบ ผักบุ้งของคุณสวยจริง ๆ มันช่าง มีผักบุ้งลอยเป็นแพแตกยอดเขียวสดและสวยงาม แตกยอดแตกใบได้รวดเร็วไม่หยุดหย่อน คงจะ คนที่เคยผ่านไปทางมินบุรีคงคุ้นกับภาพนี้ดี มัน ขายได้ดี ทำให้ลืมนึกไปว่าตนยังคงอยู่ในเขตของจังหวัด ก็พอเลี้ยงตัวได้แหละค่ะ หล่อนตอบ ฉัน พระนคร ไม่ได้ไปนั่งขายเองหรอก ฉันเอาไปส่งแม่ค้าที่ คลาดให้เขาขายปลีกอีกต่อหนึ่ง หลังคาสังกะสีของบ้านนั้นถ้าแดดจัดมันจะ เลี้ยงผักบุ้งนี่คงน่าสนุกนะ คนตกเบ็ดพูด สะท้อนประกายกล้าจนสายตาสู้ไม่ไหว แต่วัน มันทำให้เพลิดเพลิน เลี้ยงง่ายเสียด้วย ไม่ต้อง นี้บรรยากาศร่มรื่น เราสามารถมองดูมันได้โดย ไปกังวลเหมือนพืชชนิดอื่น แม้จะเป็นพืชพื้น ๆ ไม่รู้สึกอะไร หญิงเจ้าของบ้านกำลังเต็มผักบุ้ง แต่ความต้องการของตลาดก็มีอยู่เสมอ มันขาย อยู่ริมบึง วันนี้อากาศดีมากนะ หล่อนตะโกนพูด ได้วันยังค่าไม่มีบัญหาอะไรเลย กับชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงโคนต้นโพธิ์ ในมือเขา ค่ะ หล่อนเอ่ยขึ้นเป็นเชิงเห็นด้วย มัน ถือคันเบ็ดข้างตัวเขามีข้องใบไต เป็นอาหารประจำวันที่คนส่วนมากคุ้นเคยมาตั้ง แต่เด็ก และจะคุ้นเคยต่อ ๆ ไปไม่มีวันสิ้นสุด มัน ครับ อากาศดีมาก เขาตอบโดยไม่ได้ละ เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวได้ดีเดียวแหละ แต่มันไม่ใช่ สายตาไปจากสายเบ็ดที่หย่อนลงไปในซอกกอบัว ของง่ายอย่างที่คุณคิด มันต้องใช้ชั้นเชิงทางศิลป ใบบาน รูปร่างของเขาค่อนข้างอ้วน จากเค้า มากโขทีเดียวจึงจะได้ผักบุ้งงาม ๆ คุณน่าจะทด หน้าของเขาไม่อาจบอกได้ว่าอายุเท่าไร แต่แน่ ใจว่าคงไม่อ่อนกว่าหญิงคนเลี้ยงผักบุ้ง ดูท่าทาง ลองดูบ้าง ๘๙ ผมไม่ทดลองละครับ เขาพูด ผมชอบตกเบ็ดมากกว่า หัวใจของผมมีความเป็นศิลปินที่ฉันดูในทางนี้ มีคุณสังเกตดูคน ๆ โน้นซิ คนที่กำลังเงื้ออะไรอยู่ในมือตรงข้างซุ้มไฝ่โน่น คุณเคยเห็นเขามาก่อนหรือเปล่า อ๋อ เคยเห็นค่ะ หล่อนตอบ เขามาที่บึงนี้บ่อยเหมือนคุณนี่แหละ เขาไม่ได้ใช้เบ็ด เขาใช้ฉมวก ชายคนถือฉมวกายืนนิ่งเหมือนท่อนไม้ มือขวาถือฉมวงโจ๋อยู่ในท่าเตรียมแทง สายตาของเขาเพ่งตรงลงไปที่ผิวน้ำอย่างไม่ยอมกระพริบ เขายืนอยู่ในท่านั้นนานทีเดียว แล้วในที่สุดเหมือนเขาจะเมื่อยหรือต้องการที่ทำเลใหม่ เขาจึงลดฉมวกลงแล้วค่อย ๆ เดินเลาะริมบึงไปทางต้นโพธิ์ที่มีหญิงเลี้ยงผักบุ้งกับคนตกเบ็ดกำลังนั่งคุยกันอยู่ ขณะเดินเขาไม่ได้มองตรงทิศทางข้างหน้าแต่จดจ่ออยู่กับการกวาดสายตาไปตามผิวน้ำริมบึง รูปร่างเขาสูง ผิวคล้ำเพราะกรำแดดหนวดเคราที่เคยโกนเป็นประจำคงถูกละเลยมาไม่น้อยกว่าเจ็ดวันแล้ว เขาเป็นหนุ่มใหญ่อายุอยู่ในราวสามสิบถึงสามสิบห้า เขาเดินไปจนถึงร่มต้นโพธิ์แล้วหยุดนิ่ง เงื้อฉมวกขึ้นเตรียมตั้งท่าจะแทง เขายืนนิ่งอยู่ในท่านั้นนานจนคนตกเบ็ดทนดูต่อไปไม่ได้จึงเอ่ยถาม คุณไม่รู้สึกเมื่อยบ้างเลยหรือ คนตกเบ็ดถามผมเห็นคุณเงื้ออยู่ตั้งเกือบชั่วโมงแล้ว ไม่เห็นแทงสักที คุณจะไม่มีวันเข้าใจ คนถือฉมวกพูด ผมจะแทงก็ต่อเมื่อผมมันใจ ผมต้องรอให้เห็นอย่างชัดเจนและรู้เป้าหมายที่แน่นอน สิ่งสูงค่ากับความยากมันเป็นของคู่กัน ความเมื่อยออมมีผลตอบแทนที่คุ้มค่า ทำไมคุณไม่ใช้เบ็ดอย่างผมเล่า คนตกเบ็ดพูด มันสะดวกสบายและเบาแรงกว่ากันมาก มันช่วยผ่อนคลายอารมณ์ได้ด้วย ขอบคุณ คนถือฉมวกพูด ผมจะไม่ยอมตกเบ็ดให้เสียศักดิ์ศรี การตกเบ็ดเป็นการทำแบบเดาสุ่มโดยไม่ต้องใช้ภูมิปัญญา คุณเพียงแต่หย่อนเบ็ดลงในน้ำ แล้วนั่งรอ คุณไม่มีทางเลือกได้เลยว่าจะเอาปลาชนิดไหน มันแล้วแต่ว่ามีปลาอะไรมาติด คุณก็เอาไอ้นั้น ไม่ว่าตัวเล็กหรือตัวใหญ่ คุณเลือกไม่ได้ อะไรจะมาติด ต้องแล้วแต่มัน จะได้อะไรหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความบังเอิญไม่ได้ใช้ความสามารถอย่างแท้จริงเลย แต่มันต้องใช้ศิลปชั้นสูงเขียนะ คนตกเบ็ดพูด จะต้องมีความเป็นศิลปินเต็มตัวที่เดียวจึงจะสามารถตกเบ็ดได้ถูกลักษณะที่ดี ตั้งแต่การเกี่ยวเหยื่อ การหาทำเล และการคำนวณความลึกตื้นของน้ำ ไม่เหมือนของคุณที่เฝ้าแต่ถือฉมวก นอกจากกล้ามเนื้อแขนแล้วคุณก็ไม่ใช้อะไรอีกเลย เป็นงานของกรรมกรธรรมดา ไม่ต้องใช้ชั้นเชิงทางศิลปสักนิดเดียว ๙๐ การใช้ฉมวกเป็นวิธีการของศิลปินที่มีศักดิ์ศรี คนถือฉมวกพูด ผมไม่สักแต่แทงเอา แทงเอา ผมเลือกแทงตามที่ผมปรารถนา ผมไม่สนใจกับ พวกปลาหมอ ปลากระดี่ ผมจะแทงเฉพาะปลา ตัวใหญ่ ๆ เท่านั้น มันเป็นการใช้ความคิดใน เชิงสร้างสรรค์ที่สูงส่งทีเดียว คุณไม่รู้จักใช้สมองเสียเลย คนตกเบ็ดพูด การใช้ฉมวกนั้นมันทำให้กล้ามเนื้อและประสาท ตึงเครียด มันทำให้เป็นบ้าได้ง่าย คุณกำลัง ทำลายตัวเองโดยไม่รู้สึก มาใช้เบ็ดตีกว่ามัน เป็นวิธีที่สุขุมและรอบคอบ ไม่มีคนตกเบ็ดคน ไหนเคยเป็นบ้าเลย แต่ฉันว่าเลี้ยงผักบุ้งดีกว่า คุณจะไม่มีวันอด ตาย คนเลี้ยงผักบุ้งพูด คุณมีโอกาสใช้ความ สามารถทางศิลปในการเลี้ยงผักบุ้งได้เต็มที่ ไม่ ต้องทรมานกายทรมานใจ การเลี้ยงผักบุ้งเป็น ศิลปที่ขึ้นหน้าขึ้นตา นั่นเป็นวิธีการของพวกคุณ คุณถือฉมวก พูด ผมจะไม่ยอมทำอย่างแน่นอน มันไร้สาระ และง่ายเกินไป ผมอายเกินกว่าที่จะทำได้ ง่ายเกินไปหรือ คนตกเบ็ดตะโกนเสียงดัง ด้วยความไม่พอใจ ผมว่าคุณไม่มีทางจะใช้เบ็ด เป็นด้วยซ้ำ ดีแต่เตะท่า ขอถามทีเถอะ ไอ้ที่ เงื้ออยู่นั้นคุณเคยแทงลงไปสักทีแล้วหรือยัง ผมจะไม่แทงจนกว่าผมจะแน่ใจ คนถือ ฉมวกพูด ผมไม่แทงเดาสุ่มแบบชุ่ย ๆ แม้ผม จะยังไม่มีโอกาสได้แทงเลยสักครั้ง แต่ผมก็ สามารถรับรู้ได้ถึงความปลื้มปิติและสาสมใจถ้าได้ แทงเหมาะ ๆ มือลงตรงเบ๋าที่เห็นถนัดจัดเจน มันเป็นการกระทำที่มีแบบแผน มีเบ้าหมาย ไม่ ใช่เดาสุ่มแบบหย่อนสายเบ็ด ผมไม่ต้องการเป็น แค่ศิลปินชั้นสองหรือชั้นสาม การใช้ฉมวกเป็น การสร้างสรรค์ที่ต้องใช้ชั้นเชิงของศิลปินชั้นหนึ่ง ทีเดียว แล้วเมื่อไหร่คุณจึงจะได้แทงสักทีละคะ คน เลี้ยงผักบุ้งพูด คุณมิต้องเงื้ออยู่อย่างนั้นจนแก่ ตายไปหรือ คุณเงื้อไม่ได้นานหรอก ถึงจะมี ความแข็งแรงสักเท่าไรก็ตาม อีกไม่นานคุณก็จะ เมื่อยและเลิกราไปเอง คุณน่าจะเลิกคิดเรื่องการ ใช้ฉมวกแล้วหันมาสนใจเรื่องผักบุ้งดีกว่า คุณ ต้องทำได้แน่ ๆ ไม่นำปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป เปล่า ๆ ผักบุ้งมันขยายเร็ว มันแตกยอดแตก ใบทุก ๆ นาทีเลยทีเดียวแหละ ถ้าคุณเลี้ยงผักบุ้ง เวลาทุกนาทีของคุณจะไม่สูญเปล่า จากถนนหลวงด้านทิศเหนือ มีคน ๆ หนึ่ง เดินผ่านทุ่งหญ้าตรงไปยังบึง ท่าทางเดินของ เขาเชื่องช้า ไม่รีบร้อน เมื่อเข้ามาใกล้ใน ระยะที่เห็นได้ชัดจึงสามารถรู้ได้ว่าเขาเป็นชาย หนุ่มท่าทางทะมัดทะแมง หนวดเคราและผมยาว รุกรังจนต้องจ้องอยู่นาน จึงระบุได้ว่าเป็นผู้หญิง หรือผู้ชาย เขาเดินเอื้อย ๆ ไปจนถึงริมบึง หัน มามองคนทั้งสามที่ได้ต้นโพธิ์แวบหนึ่ง แล้วจึง ๕๑ ถอดเสื้อสีดำลงกองกับพื้นหญ้า หลังจากนั้นจึง ก้าวเท้าลงในบึง เขาค่อย ๆ ลุยน้ำออกไปเรื่อยๆ ระดับน้ำค่อยๆ สูงขึ้นจนถึงคอแล้วสักครู่หนึ่ง ด้วยอาการกลั้นหายใจ หัวเขาก็จมหายไปใต้ ผิวน้ำ คนทั้งสามที่นั่งคุยกันอยู่ใต้ต้นโพธินิ่งเงียบ ต่างมองดูเขาตั้งแต่เมื่อเขาผละออกมา จากถนน หลวงจนกระทั่งเขาจมหายไปยังพื้นน้ำ สักครู่ หนึ่งเขาก็โผล่ขึ้นมา แล้วจมลงไปอีก ผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่อย่างนั้นเหมือนไม่รู้จักเหนื่อย คนถือ ฉมวกเป็นคนเอ๋ยขึ้นมาก่อนด้วยท่าทีปกติและน้ำ เสียงราบเรียบ คงเป็นนักบวชนิกายใหม่ คนถือฉมวกพูด เป็นเชิงให้ข้อสังเกต อาจเป็นนักเรียนมหาวิทยาลัยที่หลงทางมา คนตกเบ็ดพูด ฉันว่าคงไม่ใช่นักเรียนมหาวิทยาลัย คน เลี้ยงผักบุ้งพูด เพราะดูท่าทางเขามีแววฉลาด ผมนึกออกแล้วละ คนถือฉมวกพูด เขาคง เป็นนักกีฬา ตอนนี้นักกีฬาดำน้ำกำลังได้รับ ความนิยม เขากำลังทำอะไร คนเลี้ยงผักบุ้งพูด ผมคิดว่าเขากำลังดำน้ำ คนตกเบ็ดพูด ฉันคิดว่าเขากำลังแสดงแฟชั่นโชว์เสียอีก คนเลี้ยงผักบุ้งพูด ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ต้องนับ ว่าล่าช้ามากทีเดียว แฟชั่นการดำน้ำมันน่าจะระ บาดเข้ามา ถึงกรุงเทพตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อนโน่น แล้ว รู้สึกจะเป็นคนไม่มีมารยาท คนถือฉมวก พูด มันทำให้ผมเสียสมาธิหมด มันคิดว่ามัน เป็นใครนะ อยู่ ๆ ถึงได้มาทำให้น้ำขุ่น มัน ทำให้เบ้าหมายผมพร่าไปหมด มันกวนปลาทีที่จะมากินเบ็ดผมด้วย คนตก เบ็ดพูด มันมาทีหลังแต่ไม่รู้จักเกรงใจคนที่เขา อยู่มาก่อน มันถือดียังไง ฉันรู้สึกเฉย ๆ คนเลี้ยงผักบุ้งพูด มันไม่ กระทบกระเทือนถึงผักบุ้งของฉันเลย ผักบุ้งมัน ไม่แคร์ว่าน้ำจะใสหรือจะขุ่น นอกจากนี้แรง กระเพื่อมของน้ำก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต ของยอดและใบ มันดำหาสวรรค์วิมานอะไรของมันนะ คน ตกเบ็ดพูด สติมันคงไม่ดี มันต้องงมอะไรสักอย่าง คนถือฉมวกพูด มันอาจลงไปเอารากบัวหรือหาพืชใต้น้ำบางอย่าง หรือดินชนิดพิเศษสำหรับทำงานศิลปะ ดินอย่างนั้นมันไม่มีอยู่ในบึงนี้หรอก คนตก เบ็ดพูด ผมว่ามันอาจจะค้นหาอะไรสักอย่างที่มีค่า มากกว่านั้น คนถือฉมวกพูด ของมีค่าอะไรคะ คนเลี้ยงผักบุ้งพูด นอกจาก ผักบุ้ง ปลา และบัวแล้ว ก็มีแต่หญ้าซึ่งไม่มี ใครต้องการ ส๒ แต่ดูท่าทางมันไม่ได้มาเอาผักบุ้ง หรือบัว หรือปลาเลยนี่ คนถือฉมวกพูด ผมจะถามมันดู คนตกเบ็ดพูดแล้วตะโกน เสียงตั้งไปยังคนดำน้ำที่พึ่งโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา นี่คุณ คุณ คุณกำลังทำอะไรนั้น คนดำน้ำรวบรวมเส้นผมไปข้างหลังและใช้ฝ่ามือ ปัดเม็ดน้ำออกจากใบหน้า เขาหันมองไปยังคน ทั้งสามที่ใต้ต้นโพธิ์ คุณน่าจะเห็น คนดำน้ำพูดเป็นเชิงตำหนิ คุณดูไม่เข้าใจหรอกหรือ เข้าใจ คนตกเบ็ดพูด ผมเข้าใจ แต่ทำไม คุณต้องทำอย่างนั้น ผมชอบ คนดำน้ำตอบ คุณควรจะเห็นว่า ผมกำลังทำอะไร ก็เห็นอยู่ว่าคุณกำลังดำน้ำ คนตกเบ็ดพูด ระวังปากของคุณหน่อย คนดำน้ำพูดเสียง กระด้าง เขาสูดลมอัดไว้ในปอดแล้วผลุบหายลง ไปใต้น้ำ ได้ยินมันพูดไหม คนถือฉมวกว่า มันพูด เหมือนกับว่ามันไม่ได้ดำน้ำ มันคงกำลังทำอะไร สักอย่างที่ไม่ใช่ดำน้ำ อาจจะมีอะไรลึกลึ้งแฝงอยู่ ก็เห็นอยู่โทนโห่ว่ามันกำลังดำน้ำอยู่ คนตก เบ็ดพูด มันทำให้ผมเสียสมาธิ คนถือฉมวกพูด มันกวนเบ็ดผม คนตกเบ็ดพูด คุณคิดว่าการดำน้ำเป็นศิลปะหรือเปล่าค่ะ คนเลี้ยงผักบุ้งเอ่ย ศิลปะของคนบ้าน่ะซี คนตกเบ็ดพูด สติมัน ถ้าจะไม่ดี แต่ท่าทางมันทะมัดทะแมงดี คนถือฉมวก พูด ว่าที่จริงการดำน้ำก็ต้องใช้ความสามารถ เหมือนกัน อย่างน้อยต้องมีความขยัน ขยันแบบดำน้ำน่ะซิ คนตกเบ็ดพูด คุณลองสังเกตดูซิ คนถือฉมวกพูด ในท่า ทางของมันมีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนคนดำน้ำ ทั่ว ๆ ไป มันต้องมีอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลัง แน่นอน มันดำได้คล่องแคล่วเหมือนกับว่าไม่ได้ กำลังดำ เหมือนกับว่าไม่ได้ดำ คุณหมายความว่า อย่างไร คนตกเบ็ดถาม มันดำอย่างมีศิลป คนถือฉมวกพูด มันดำ ด้วยท่าทางที่ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกเหมือน ไม่ได้ดำ มันดูประหนึ่งเป็นของจริงจัง มีความ เคร่งเครียด มีความหนักแน่น และคล้าย ๆ กับ จะมีความหมายแอบแฝง นอกจากความมีสติไม่สมประกอบแล้ว ผม มองไม่เห็นอะไรอีก คนตกเบ็ดพูด มันทำเหมือนกับกำลังจะค้นหาอะไรบาง อย่างให้พบ คนถือฉมวกพูด เป็นการควานหา ในที่มืด บางทีในความมืดนั้นอาจจะไม่มีอะไร อยู่เลย แต่เจ้านี่มันทำท่าทางให้เกิดความรู้สึก ประหนึ่งว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในนั้น ๙๓ มีชี้โคลนนะซิ คนตกเบ็ดพูด คุณละคิดว่า อย่างไร เขาหันมาถามคนเลี้ยงผักบุ้ง รู้สึกน่าเบื่อค่ะ คนเลี้ยงผักบุ้งตอบ ไม่เห็น น่าสนุกสักนิด ไม่รู้ว่าเขาชอบได้อย่างไร มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ตรงนั้นแน่ ๆ คน ถือฉมวกพูด ต้องมีของมีค่าสักอย่างที่มันกำลัง จะหาให้พบ ทำไมมันไม่ใช้กล้องสำรวจใต้น้ำมาส่องดูนะ คนตกเบ็ดพูด จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตัวเบี่ยกตัว แฉะ เดี๋ยวก็ได้ปอดบวมตายเท่านั้น สิ่งที่มันกำลังค้นหาอาจจะไม่สามารถพบ เห็นได้ด้วยการส่องกล้อง คนถือฉมวกพูด มันจะ พบได้ด้วยวิธีตำน้ำเพียงวิธีเดียวเท่านั้น มันไม่ ง่ายเหมือนอย่างที่คาดคิด จะต้องมีร่างกายแข็ง แรง มีความสามารถกลั้นหายใจได้ยาวนาน จึง จะไม่ปอดบวมตายหรือสำลักน้ำตายเสียก่อน ผมไม่เห็นมันต้องใช้ภูมิปัญญาตรงไหนเลย คนตกเบ็ดพูด ใคร ๆ ก็ตำน้ำได้ ถึงจะไม่มีความ รู้อะไรเลย การตำน้ำเป็นวิธีการของคนที่รู้ไม่ จริงแต่อยากจะแสดงให้คนอื่นเห็นว่ารู้ แต่เจ้านี่ท่าทางมันเอาเรื่อง คนถือฉมวกพูด คุณลองคิดดูซิ มันอาจพบทองเข้าสักก้อนหรือ เพชรหรืออะไรสักอย่างที่มีค่า โฮ่ ไอ้บ้า คนตกเบ็ดพูด มันจะพบจระเข้ น่ะไม่ว่า คุณคิดว่าทองอะไรมันจะมาอยู่ที่ตรง นั้น เคยมีเรือบรรทุกทองมาล่มที่นั้น หรือว่า เคยมีขุนโจรเอาสมบัติมาซ่อนไว้ คุณคงคิดว่า อย่างนั้นใช่ไหม คงจะต้องมีอะไรสักอย่าง คนถือฉมวกพูด คงต้องมีแน่ คนตกเบ็ดพูด คือมันจะดำขึ้น ดำลงจนเหนื่อยแล้วขาดใจตายไปเลย หรือมัน อาจดำดิ่งหัวที่ลงไปในโคลน ติดแน่นอยู่ในนั้น แล้วไม่ได้โผล่ขึ้นมาอีก แต่จุดหมายที่มันกำลังค้นหานั้นอาจใหญ่โต คนถือฉมวกพูด เพียงแต่ความให้พบเท่านั้นมัน ก็จะ..... ฉันว่าเลี้ยงผักบุ้งดีที่สุด คนเลี้ยงผักบุ้งพูด ฉันสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าแต่ละวันฉันจะมีราย ได้เท่าไหร่ คำนวณเป็นตัวเลขได้เลย ของผมก็ดี คนตกเบ็ดพูด แน่ใจได้เลยว่าจะ ไม่อด มันได้อยู่วันยังค่ำ จะมากหรือน้อยเท่านั้น ของผมดีกว่า คนฉมวกพูด แม้แต่ตอนนี้ผม จะยังไม่มีโอกาสได้แทง แต่ถ้าได้แทงลงไปสัก ครั้งมันให้ผลคุ้มค่าทีเดียว มากกว่าที่พวกคุณ ทำตลอดชีวิตเสียอีก แล้วก็เจ้านั้น ถ้ามันพบ อะไรเข้าสักอย่าง แหมทำไมมันเงียบหายไป นานเจริง คนตำน้ำดำลงไปใต้ผิวน้ำ หายเงียบไป นาน คนทั้งสามที่ใต้ต้นโพธิ์ต่างเพ่งมองผิวน้ำ ที่ราบเรียบ ไม่ปรากฏแม้แต่ละลอกน้อย ๆ ๙๔ ดำได้ทนจริง ๆ คนเลี้ยงผักบุ้งพูด ทำไม เขายังไม่โผล่ขึ้นมาละ จะเข็งคามันไปแล้ว คนตกเบ็ดพุด คนถือฉมวกละสายตวจากผิวน้ำกลางบึง แล้วหันก้าวเดินออกไปจากที่ตรงนั้น อ้าว คุณจะกลับละหรือ คนตกเบ็ดตะโกน ถาม ไม่อยู่ดูมันดำน้ำอีกสักหน่อยหรือ ไม่ละ คนถือฉมวกหยุดเดินและหันหน้ามา ตอบ คุณลองคิดดูซิ ถ้ามันถือทองหรือเพชร ก้อนเบื่อเร่อขึ้นมาจากน้ำแล้วหัวร่อร่าตรงมาที่ คุณนั่งอยู่ คุณลองคิดดูซิ คุณยังจะมีอารมณ์ สนุกกับการตกเบ็ดหรือเลี้ยงผักบุ้งอยู่อีกหรือ วัน นี้เป็นวันแรกที่ผมสูญเสียสมาธิในการใช้ฉมวก มันเกิดความสงสัยขึ้นมาแทนที่ พรุ่งนี้คุณจะมาอีกไหม คนตกเบ็ดถาม จะมีประโยชน์อะไร คนถือฉมวกตอบ มา ก็มีค่าเหมือนกับไม่ได้มา เพราะผมยังตัดสินใจ ไม่ได้ว่าจะมาใช้ฉมวกดีหรือใช้วิธีดำน้ำดี ผมยัง งงอยู่ ไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม พอเขาพูดจบก็เดินลัดทุ่งหญ้าผ่านหลักเขต แสดงบริเวณที่จะสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ตรง ไปยังถนนหลวงโดยมีคนตกเบ็ดกับคนเลี้ยงผักบุ้ง นั่งมองเฉยอยู่ข้างหลัง ๑ --- ธนาคารทหารไทย จำกัด สำนักงานใหญ่ ๙๖ อาคาร ๒ ราชดำเนิน พระนคร โทร. ๒๒ - ๓๑๓๑ สุขุม พงษ์ กรรมการผู้จัดการ สาขาในพระนคร : ราชประสงค์, ท่าอากาศยาน, หัวหมาก, คลองเตย ตรอกจันทน์, ธาตุทอง, เตาปูน สาขาต่างจังหวัด : สมุทรปราการ, ชลบุรี, สัตหีบ, นครราชสีมา สาขาที่จะตั้งขึ้นใหม่ : ลพบุรี, อุบลราชธานี ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ทุกประเภท ๙๕ # กำแพงลม ## กังวานไพร ไหน ๆ มันก็พังกันมาถึงขั้นนี้แล้ว ทำลืม ๆ ไปเสีย พวกเขาก็คงจะค่อย ๆ พากันอดตายกันไปเอง ทุกเมื่อ ยามเดินเห็นตามท้องถิ่นชนบทเฉพาะ ในแถบถิ่นที่ถือกันว่ายังอุดม ซึ่งส่วนมากเป็นดิน แดนเพิ่งเปิดใหม่ เมื่อสักราว ๆ สิบปีมานี้ โดย เดชานุภาพของบรรดานายเงินผู้มีมืออันยาว และ เทิดทูนลัทธิมีอยาว เมื่อพืชตอนจำพวกข้าวโพด ปอ ละหุ่ง และมันสำปะหลัง เริ่มมีบทบาท ในตลาดต่างประเทศ ประจวบกับเป็นวาระสมัย ที่เหล่านายวานิชขึ้นครองเมือง แนวป่าและพง ไพรก็ถูกบุกให้ราบลงป่าแล้วป่าเล่า จากปราจีน บุรีมองโล่งจรดโคราช จากสระบุรี-พระพุทธบาท เตียนเรียบกินชัยบาดาล ลามเลยไปเพชรบูรณ์ พิษณุโลก พร้อม ๆ กันแนวถนนที่สร้างจาก เงินกู้ อันเป็นเสมือนแขนขา งวงและงา ของ เมืองหลวง ก็ค่อย ๆ ทอดยาวออกไป แผ่กึ่งก้าน สาขาเข้าครอบคลุมถิ่นเหล่านั้น ต่อมาขบวนรถ บรรทุกนับสิบนับร้อยทยอยลำเลียงเนื้อและเมล็ด ของพืชเงินพืชทองหลั่งไหลเข้ากรุงเทพ เป็นเหตุ ให้นักเก็บกากตัวเลขตามห้องเย็นต่าง ๆ ตาลุก ชำเรื่องมองเส้นกราฟที่สถิติผลผลิตรวมและรายได้ ของประชาชาติที่เขยิบสูงขึ้นเป็นร้อยละหก เจ็ด แปด ๆ ด้วยความตื่นเต้น ทั้งนี้เพราะท่านถือว่า ชาติใดก็ตาม หากผลผลิตรวมและรายได้ประชา ชาติเพิ่มขึ้นในระดับนี้ ย่อมเป็นชาติที่กำลังประสบ ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ยิ่งเฉพาะในหมู่ ประชาชาติส่วนน้อย หรือนัยหนึ่งนายวานิชผู้มือ ยาว น่าจะยิ้มได้เบิกบานเป็นพิเศษ เพราะ ตามแบบการที่ยึดถือกันอยู่ เปอร์เซ็นต์เพิ่มของ รายได้เฉพาะพวกของท่านที่ถูกต้อง ต้องคูณด้วย จำนวนประชาชาติเกือบทั้งหมด ที่มีผู้เรียกขาน ยุคสิบปีเศษ ๆ ที่ผ่านมาว่าเป็นยุคทองของไทยจึง ไม่ไกลจากความจริงนัก อย่างไรก็ตามหากจะพูด กันโดยยุติธรรม ก็น่าจะต้องยอมรับว่า สินค้าที่ นำความเพื่องลอยมาให้แก่เศรษฐกิจในยุคนั้น มี 86 ได้มีแต่พืชไร่ สินค้าอื่น ๆ เช่นเสี้ยวเอกราช ของชาติ ชายฉกรรจ์และหญิงสาวของประเทศ ต่างก็ทำเงินทำทองให้ไม่น้อยด้วยเหมือนกัน แต่ ถึงจะเป็นยุคทองฟูเฟื้องเลื่องลืออย่างไร แม้เทียบ กับอายุคนเพียงรุ่นเดียว มันก็เป็นเพียงระยะสั้น ๆ เมื่อสภาพการณ์เริ่มเปลี่ยนไป ป่าดงพงไพรเริ่ม จะวายเศรษฐีเจ้ามือเกมสงครามทำท่าจะหมดเค้า อะไรต่อมิอะไรก็ดูชวนเช ในตลอดเวลาที่พืชไร่กำลังเป็นดาราทำเงิน อยู่นั้น บรรดาฝ่ายที่หายใจไม่หัวท้อง คงจะเป็น พวกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ( แท้ ) กับพวกจริตนิยมป่า เฉพาะพวกแรก ซึ่งมีหน้าที่ปกปักป่าเขาลำเนา ไพร น่าจะเป็นบุคคลกลุ่มเดียวที่ได้เห็นปรากฏ การณ์ชัดเจน และทราบผลได้ผลเสียมากกว่าคน อื่นว่า ผลิตผลที่อัดแน่นมาบนรถบันทุกเหล่านั้น ถือกำเนิดจากอดีตป่าดงดิบ และพืชไร่ฉาบฉวย กำลังกินป่าสงวนให้เหี้ยนลงต่อหน้าต่อตา อยาก จะทำอะไรลงไปก็คงทำไม่ได้ถนัด ถึงจะพูดก็ไม่น่า จะมีเสียง หรือถึงจะมีเสียงบ้าง ก็คงไม่มีใครสน ใจฟัง เพราะเสียงเอ็ดอึงโห่ร้องอย่างลิงโลด (เต้น) ของบรรดาเศรษฐีป่าสงวน และเสียงเครื่องบวก เลขของฝ่ายเร่งรัดพัฒนาดังระวังกลบหายไปหมด แม้ฝ่ายจริตนิยมป่าก็ยังงั้น ๆ ในการอภิ ปรายเกี่ยวกับปัญหายุ่งยากในการสงวนและรักษา สภาพธรรมชาติซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผู้รู้ท่านหนึ่งบอกว่า ปัญหาอันใหญ่หลวงก็คือ อัตราเพิ่มพลเมืองของประเทศสูงมาก จำได้คับ คล้ายดับคลา ดูเหมือนท่านจะกล่าวว่าชาวบ้าน ลูกตกเหมือนหมู ซึ่งก็ได้รับการตอบแย้งเกือบจะ ทันควันจากท่านผู้ทราบอีกท่านหนึ่งว่า ไม่จริง หรอก พลเมืองมากขึ้นไม่จำเป็นต้องมีการทำ ลายป่ามากขึ้นเสมอไป โดยยกเอาประเทศไต้หวัน และญี่ปุ่นมาสนับสนุน พลเมืองยิ่งมาก เขาก็ยิ่ง เพิ่มเนื้อที่การปลูกป่า ฟังแล้วขอยืนยันว่าที่ท่าน ทราบมานั้น ถูกต้องแล้ว แต่อยากจะขอเพิ่ม ความเห็นบ้างสักเล็กน้อยว่า ที่เขาทำได้ดังนั้น เป็นเพราะ หนึ่งเขาไม่มีความจำเป็นต้องถางป่า ปลูกข้าวโพดในประเทศของเขา เพราะมีลูกมือ เก่ง ๆ ช่วยทำให้แล้วที่ประเทศไทย สองพวกเขา ไม่ปอดแหกกับข้าวเขาข้าวป่าถึงกับให้อภิสิทธิ์อยู่ เหนือกฎหมายป่าไม้ แล้วก็ตอนนี้ เมื่อเนื้อป่า ของประเทศไทยร่อยหรอลง ดูเหมือนว่าเขากำลัง จะบ่ายหน้าลงไปสู่ป่าของประเทศอินโดนีเซียแล้ว เป็นความจริงอยู่มากที่ว่าการบุกถางป่าปลูก พืชไร่ที่แล้ว ๆ มา ส่วนใหญ่เป็นพวกชาวบ้าน ที่ยากจน แต่พวกที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการนี้ เป็นกลุ่มบุคคลที่เรียกขานกันเป็นสามัญนามว่า เผ่าแก่ เพราะเป็นพวกชี้ช่องและออกทุน นับ ตั้งแต่ข้าวสาร ไม้ชิดมีดพล้ำ ยาทันใจ จน กระทั่งกางเกงและผ้าห่ม พร้อมกับถุงเงินกันถุง อัตราดอกเบี้ยปานกลางร้อยละ ๒๐ ต่อปี สิ้นฤดู จึงคิดบัญชีกันครั้งหนึ่ง เคยเลียบเคียงถามถึง ดอกเบี้ยที่ดูเดือด คำตอบก็คือดอกเบี้ยสูง ทำให้ ลูกไล่ขยันและเกรงกลัว แต่ก็มีบทปรานีว่า หาก ประพฤติ ( แอบขายของจากไร่ให้คนอื่น ถือ เป็นความผิดร้ายแรง เคยมีคดีอุกฉกรรจ์ถึงคิด ๕๗ ตะราง ) กีดหย่อนให้บ้าง แม้ว่าการติดต่อคบ หาระหว่างเต่าแก่กับลูกไล่ จะถ้อยทีถ้อยอาศัย ดื่มต่ำล้ำลึกถึงเพียงนี้ แต่ฝ่ายเต่าแก่ก็เป็นผู้กำ หนดรากขายและซื้อโดยตลอด ผลจึงออกมา เป็นราคาของข้าวสาร กะบี เสื้อผ้า ที่จ่ายไป ก่อน แพงกว่าปรกติ ขณะเดียวกันราคาซื้อ ถั่ว ละหุ่ง และข้าวโพดของลูกไล่ ต่ำกว่าที่ซื้อ ขายกันโดยทั่วไปในตลาด ในฤดูการเก็บเกี่ยวพืชไร่ บางท่านอาจ เคยได้เห็น ร่างขมุกชะมอมผอมโซของคนดง เมามายหลับไหลเกลือกกลิ้งอยู่ตามบาทวีถึงของ ตลาดชัยบาดาล ตากฟ้า และปากช่อง ถ้า หากท่านจะเคยสะเทือนใจและเข้าใจต่อการใช้ ชีวิตอย่างโลดโผน หัวหกตื่นขวิดของนักรบ ยามศึก เมื่อกลับจากแนวหน้าและที่กำลังจะ ไปแนวหน้า ก็ขอจงพึงเข้าใจว่าคนดงเหล่านั้น อยู่ในสถานะและอารมณ์คล้ายคลึงกัน เขา เป็นพวกที่หมดอาลัยตายหยากจากบัญชีที่หัก แล้วยังติดลบ เงินบาทที่เขาอาจมีนั้น เป็น เศษส่วนความเมตตาพิเศษของเต่าแก่ ซึ่ง เหลือจากค่าข้าวสารหนึ่งถุงแบ่งมันที่หกเรียราด อยู่ข้างตัว ซึ่งก็มักจะพอดี ๆ กับค่าเหล้าโรง สองสามขวด และแล้วเมื่อสภาพการณ์เริ่มเปลี่ยน เปลว ไฟสงครามทำท่าจะหรี่ เต่าแก่ของทวีป เริ่ม เบือนสายตาไปสู่บ่าวอื่น หลายต่อหลายท่านที่อาจ ยังเชื่อมือกรมป่าไม้ไทย อาจผื่นเพื่องไปว่า พง ไพรที่ถูกเผาทิ้งเผาขว้างไปแล้วนั้น คงจะกลับ เขียวชอุ่มงดงามขึ้นมาอีก หากเป็นดังนั้นก็ขอ ให้ยั่ง ๆ ใจไว้ก่อน แม้ว่าเสียงโจษขานสนเท่ห์ ต่อเป้าหมายและเริ่มจับโกหกตัวเลขกลของฝ่ายที่ เร่งรัดพัฒนาชาติได้บ้างแล้ว ถึงกระนั้น แนว นโยบายที่จะสร้างเศรษฐีมหาเศรษฐี ก็ดูเหมือน จะยังถือปฏิบัติเคร่งครัดอยู่ในประเทศนี้ จึงบน อาณาบริเวณทรวงไร่ที่เริ่มจะโทรม คอกม้าแช่ง และฟาร์มปศุสัตว์ ได้ผุดลอยเด่นขึ้นมาแทนที่ รั้วสีขาวค่อย ๆ ยืดเชื่อมภูเขาลูกหนึ่ง เข้ากับอีก ลูกที่อยู่ลึกเข้าไปสุดสายตา กฎหมายป่าไม้ที่เคย บวกเบียกเมื่อปะทะกับเดชเผ่าแก่และคนดง อาจ ถึงขาดกระจุย เมื่อเจอเข้ากับมหิทธานุภาพของ เศรษฐี คนที่ควรเห็นใจอย่างยิ่งในกรณีนี้ ก็ คงจะเป็นพวกป่าไม้ ( แท้ ) อีกตามเคย แล้วก็ คนอย่าง คุณไพโรจน์ สุวรรณนากร มิใช่บุคคล ประเภทที่กรมป่าไม้มีอยู่มากมายนัก อนึ่ง ในชั่วยามที่มีเสียงตะโกนโหวกเหวก ให้แก้ไขความเหลวแหลกของบ้านเมือง ด้วย การเอาโทษแก่ผู้ละเมิดตัวบทกฎหมาย จนถึง ชั้นฆ่าแกงกันอยู่นี้ หากทางฝ่ายป่าไม้จะพลอย บ้ายุ เห็นดีเห็นงามตามไปด้วย ก็ขอความ กรุณาคิดไปคิดมาให้หลายๆ ตลบก่อนเถิด เพราะ อะไร ๆ เท่าที่เป็นมาแล้ว และที่กำลังเป็นอยู่ มนุษย์ที่มีกฎหมายเอื้อมถึง เพื่อไปลากคอมาตัด หัวคั่วแห้งได้คล่อง ๆ ก็มีแต่พวกคนดงคนดอน เหล่านั้น ไหน ๆ มันก็พังกันมาถึงชั้นนี้แล้ว ทำ ลืม ๆ ไปเสีย พวกเขาก็คงจะค่อย ๆ พากันอด ตายกันไปเอง หรือมิฉะนั้นพวกเจ้าทรัพย์เด็ด ๆ ก็คงจะช่วยฆ่าเขาให้เองแหละ ◌ คำสิงห์ ศรีนอก ๙๘ Social Science Assn. Press of Thailand Chula Soi 2, Phya Thai Rd., Bangkok 5, Tel. 57622 TEACHING DHAMMA BY PICTURES by Buddha Jusu Bhikkhu Explanation of a Siamese Traditional Buddhist Manuscript A collection of forty - seven pictures illustrating various points of Dhamma. 47 four colour pictures reproduce from a manuscript about one hundred years old form in Chaiya, Southern Siam. Baht 100. US $5 .- Digitized by Google # ตนกับสิ่งแวดล้อม ## การศึกษาด้านประชากรที่บ้านไผ่  ทองใบเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน นัก มีหมอตำแยมาทำคลอดให้ที่บ้านเช่นเดียวกับเมื่อคราวที่แม่มีพี่และน้องคนอื่น ๆ ทองใบมีพี่น้องทั้งหมดแปดคน แต่ตายไปเสียเมื่อยังเล็กสองคน ไม่นับน้องอีกคนหนึ่งซึ่งแม่แท้งไปเสียก่อน เมื่ออายุได้พอสมควรทองใบก็เช้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดที่อยู่ใกล้ ๆ จบชั้นประถมปีที่สี่แล้ว เธอก็อยู่บ้านช่วยพ่อแม่ทำนาบ้าง เลี้ยงน้องบ้าง พออายุได้ยี่สิบกำลังเป็นสาวน่าเอ็นดู ก็มีพ่อแม่ของหนุ่มบ้านใกล้กันมาขอไปตบแต่งให้กับลูกชาย ตอนแต่งมีหลายคนอวยพรให้มีลูกมีหลานเต็มบ้านเต็มเมืองตัวเองนั้นอยากจะมีสักห้าคน แต่นี่หลังจากแต่งงานมาได้แล้วสิบปี ทองใบกำลังท้องลูกคนที่หกอยู่ ญาติพี่น้องเคยพูด ๑๐๐ เรื่องคุมกำเนิดให้พึ่ง ทองใบมีความสนใจอยาก จะลองดูบ้าง แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรจะทำอย่าง ไรดี ทองใบอาจเป็นใครก็ได้ในหมู่บ้านธรรมดา แห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความรู้ ของเธอมีมากน้อยแค่ไหนเกี่ยวกับการวางแผน ครอบครัว วิทยุทรานซิสเตอร์ที่สามีของเธอชื่อ มาเมื่อไม่นานนี้ ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวกับชีวิต ครอบครัวหรือเปล่า นอกจากสอนให้กลัวคอม- มิวนิสต์ และมีเพลงลูกทุ่งให้ฟัง ถ้าทองใบคิด ว่ามีลูกหกคนก็เพียงพอแล้ว เธอจะทำอย่างไรจึง จะไม่ต้องมีมากกว่านั้น เมื่อลูกของเธอโตเป็นหนุ่ม เป็นสาวแล้วจะมีโอกาสดีกว่าเธอหรือ ไม่ที่จะ กำหนดขนาดของครอบครัวตน เหล่านี้เป็นปัญหา ซึ่งคำตอบมีความสำคัญต่อการศึกษาด้านประชา กรของไทย เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา นักศึกษา จำนวน ๔๔ คน จากชมรมนิเวศวิทยา ได้ สัมภาษณ์และร่วมสัมนากับชาวบ้านรวมทั้งสิ้น ประมาณ ๒,๐๐๐ คน ในหมู่บ้าน ๘ แห่งของ อำเภอบ้านไผ่ในจังหวัดขอนแก่น เพื่อที่จะทราบ ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ทัศนคติ และการปฏิบัติ ด้านการวางแผนและอนามัยครอบครัว และเผย แพร่ความรู้ แนะนำปฏิบัติแก่ผู้ที่สนใจ ซื้อ มูลที่ได้จากการศึกษานี้* อาจจัดได้ว่าเป็นเข็มชี้ บ่งสภาพทั่วไปในจังหวัดขอนแก่น หรือในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ โดยไม่ลืมว่าแต่ละท้องที่ ก็มีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างจากกันไปบ้าง ผล ที่ได้อาจเปรียบเทียบกับการศึกษาทำนองเดียว กันกับชาวกรุงเทพ ซึ่งได้รายงานไปแล้วใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับก่อน อายุเมื่อแต่งงาน ชายส่วนใหญ่แต่ง งานในอายุระหว่าง ๒๐-๒๙ ปี (๖๐% ระหว่าง ๒๐-๒๔ ปี ๒๔% ระหว่าง ๒๕-๒๙ ปี) หญิง ส่วนใหญ่แต่งงานขณะอายุยังน้อยกว่า ๒๔ ปี (๔๙% เมื่ออายุดำกว่า ๒๐ ปี ๔๓% ระหว่าง ๒๐-๒๔ ปี) เพศศึกษา มีผู้เห็นด้วยกับการจัดการอบรม ศึกษาด้านเพศและชีวิตครอบครัว ๖๒% เทียบ กับผู้ไม่เห็นด้วย ๔% ผู้ที่ไม่มีความเห็นมีมากถึง ๓๔% เมื่อเทียบอัตราส่วนของผู้ที่เห็นด้วยต่อผู้ที่ ไม่เห็นด้วย (๑๕ ต่อ ๑) ปรากฏว่ามากกว่า อัตราส่วนในกรุงเทพฯ (๙ ต่อ ๑) เสียอีก ตัว เลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ชาวบ้านทั่วไปไม่ว่า ในชนบทหรือกรุงเทพฯ ล้วนประสงค์ที่จะให้มี การสอนเพศศึกษาทั้งนั้น ความรู้ด้านการคุมกำเนิด ผู้ที่ยังไม่แต่ง งานทั้งชายและหญิง ประมาณ ๕๙% ตอบว่ามี ความรู้เกี่ยวกับวิธีคุมกำเนิด จำนวนนี้ใกล้เคียง กับของชาวกรุงเทพฯ (๖๓%) ส่วนผู้ที่แต่งงาน * ข้อมูลทั้งหมดได้มาโดยความเอื้อเฟื้อของ ชมรมนิเวศวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ๑๐๑ แล้วประมาณ ๗๓% ตอบว่ามีความรู้ดังกล่าว ซึ่ง ต่ำกว่าจำนวนของชาวกรุงเทพฯที่ตอบรับ (๘๓%) เล็กน้อย แหล่งความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิด โดย ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาเพียงถึงขั้น ประถมสี่ ดังนั้นถึงแม้จะมีการบรรจุหลักสูตรเพศ ศึกษาเข้าในโรงเรียนมัธยม ก็คงจะมีเพียงส่วน น้อยเท่านั้น ที่มีโอกาสได้รับการศึกษาดังกล่าวนี้ จากการสอบถาม ปรากฏว่า ผู้ที่ยังไม่แต่งงานส่วน ใหญ่ (๖๓%) ได้ความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิด มาจากญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูง ผู้ที่แต่งงานแล้ว จำนวนมากพอสมควร (ประมาณ ๕๙%) ได้ ความรู้มาจากเจ้าหน้าที่อนามัย โดยเฉลี่ยแล้ว มีเพียง ๕% เท่านั้นของทั้งผู้ที่แต่งงานแล้วและ ยังไม่ได้แต่งงาน ที่ตอบว่าได้ความรู้มาจากสื่อ มวลชน ดังนั้นเห็นได้ชัดว่า สื่อมวลชน เช่น วิทยุ และ โทรทัศน์ของเรา ยังอาจจะนำมา ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อีกมากในการเผยแพร่ ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว การทำแท้ง มีผู้เห็นด้วยกับการเปิดโอกาส ให้ทำแท้งได้อย่างเสรี ๑๔% ผู้ไม่เห็นด้วย ๗๔% นอกนั้นไม่มีความเห็น อัตราส่วนของผู้เห็นด้วย ต่อผู้ไม่เห็นด้วยในบ้านไผ่ (ประมาณ ๑ ต่อ ๕) น้อยกว่าอัตราส่วนในกรุงเทพมาก ๆ (ประมาณ ๓ ต่อ ๕) ท่านเห็นด้วยกับการวางแผนครอบครัวหรือ ไม่ มีคำตอบว่าเห็นด้วยอย่างล้นหลามถึง ๘๕% เทียบกับไม่เห็นด้วยเพียง ๕% อีก ๑๐% ไม่มี ความเห็น ท่านวางแผนครอบครัวหรือเปล่า คำตอบ คำถามข้อนี้ แสดงให้เห็นชัดถึงความแตกต่าง ระหว่างความหวังกับความเป็นจริง มีเพียง ๑๕% เท่านั้นที่ตอบรับว่าวางแผนครอบครัว ๗๙% ตอบ ปฏิเสธ อีก ๖% ตอบว่า เคยแต่เลิกไปแล้ว (ในกรุงเทพฯมีผู้ตอบรับ ๓๙% ตอบปฏิเสธ ๔๑% ตอบว่าเคยแต่เลิกแล้วอีก ๒๐%) การคลอดบุตร ตัวเลขจากกระทรวงสารณ สุขแสดงว่า หมอตำแยังมีความสำคัญที่สุดเช่น แต่เคยมา ในการสำรวจจาก พ.ศ. ๒๕๑๐- ๒๕๑๔ ในบ้านไผ่ ปรากฏว่าการคลอดถึง ๗๙% ทำโดยหมอตำแย อีก ๑๑% ทำโดยญาติหรือ เพื่อนบ้าน ส่วนพยาบาลผดุงครรภ์และแพทย์ แผนปัจจุบัน ซึ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ได้ ส่วนแบ่งงานกันไปฝ่ายละ ๕% เท่านั้น สถานที่ คลอดส่วนใหญ่ (๙๓%) คือบ้าน จำนวนบุตร ในจำนวนผู้ที่สอบถามทั้งหมด ประมาณ ๓๕% ปรารถนาจะได้บุตรทั้งสิ้นสี่คน เกือบ ๒๕% ต้องการห้าคน อีกประมาณ ๑๕% ต้องการมากกว่าห้า เมื่อแยกถามหนุ่มสาวที่ อายุระหว่าง ๑๕ ถึง ๒๕ ปีที่ยังไม่ได้แต่งงาน แล้ว ปรากฏว่าได้ตัวเลขที่น่าวิตกน้อยลงไปบ้าง ๑๐๒ กล่าวคือจำนวนบุตรที่ต้องการตกอยู่ในข่ายสามถึง สี่คน นี่เป็นจำนวนบุตรในความผัน ความ จริงเป็นอย่างไร จำนวนบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่ของ ผู้ที่อายุระหว่าง ๔๐ ถึง ๔๙ ปีมีประมาณห้าถึง หกคน มากกว่าจำนวนที่อยากจะได้ทั้งในสอง กรณีข้างต้น กล่าวโดยสรุปแล้ว ชาวบ้านไม่มีทัศนะไม่ ต่างจากชาวกรุงเทพ ฯ มากนัก ในการที่ประสงค์ จะวางแผนครอบครัวของตน และมีความรู้ที่ถูก ต้องโดยทั่วไปเกี่ยวกับเพศและอนามัยครอบครัว อัตราส่วนของชาวบ้านไม่ที่เห็นด้วยกับการทำ แห้งโดยเสรีมีน้อยกว่าชาวกรุงเทพ ฯ มาก ชาว บ้านไม่มีความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิดน้อยกว่า ชาวกรุงเทพ ฯ และในจำนวนผู้ที่มีครอบครัว นั้นมีเพียงน้อยมาก (๑๔%) ที่วางแผนครอบ ครัวของตน โดยเฉลี่ยแล้ว จำนวนบุตรที่ชาว บ้านไม่คิดว่าเหมาะคือสี่ถึงห้าคน แต่จำนวน บุตรที่จะมีจริง ๆ คือ ห้าหรือหกคน ถ้าสภาพ ทางสังคมและอนามัยจะไม่เปลี่ยนไปจากปัจจุบัน มากนัก ลงยุทธ สุหลวงค์ เริ่มแต่ 2475 ผลิตภัณฑ์เปี่ยมด้วยคุณภาพ อย่างเช่น ลักสี ไลฟ์บอยย์ รินโซ่ ซันซิล ซันไลต์ บรีส กิ๊บส์ รอยโก้ ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้หลาย โดย บริษัท ดีเวลล็อปเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด หนังสือรวมเรื่องสั้น บทละคร และร้อยกรอง ของวิทยากร เชียงกุล ชื่อ ฉันจึงมาหาความหมาย และคำนำเชิงวิจารณ์ งานเขียนวรรณกรรม ของคนรุ่นใหม่ โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี มีขายที่ สำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ศึกษิตสยาม ดวงกมล สหกรณ์มหาวิทยาลัยและแผงหนังสือบางแห่ง หรือสั่งซื้อได้ที่ กมล กมลตระกูล ๑๔๘๖ ซอยธนารักษ์ ๔ เจริญนคร คลองตันไทร ก.ท. ๖ ราคาเล่มละ ๗ บาท ๑๐๓ # กวีต่างแดน พาโบล นารูด้า กวีชิลี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลทางวรรณคดีประจำปีนี้ พาโบล นารูด้า ( Pablo Naruda ) เกิดเมื่อปี ๑๙๐๔ เริ่มเขียนบทกวีตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ หนังสือรวมบทกวี เล่มแรกของเขามีชื่อว่า "สนธยา" (Crepusculario) ตีพิมพ์เมื่อปี ๑๙๒๓ เล่มต่อมาคือ กวียี่สิบบทเกี่ยว กับความรัก และ หนึ่งบทเพลงของความสั้นหวัง (Twenty-One Poems and One Song of Despair) นารูด้าเป็นมักกซิสท์ และสมาชิกของพรรคคอมมิว นิสต์ เขาได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิกของสภาษิลี ในปี ๑๙๔๕ ต่อมาในปี ๑๙๔๘ ได้ถูกบังคับให้หนี ออกนอกประเทศ ต้องลี้ภัยการเมืองอยู่จนปี ๑๙๕๓ เขาได้รับรางวัลสันติภาพของสตาลิน และได้รับราง วัลโนเบลทางวรรณคดีประจำปีนี้ เช กูวาร่าเป็นคน หนึ่งที่ชื่นชมงานกวีของนารูด้า มาก ## ปฏิกิริยา รัฐบาลเจาของอเมริกาคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน เป็นเวลา ๒๐ กว่าปีมาแล้ว ที่อเมริกาแบก ปัญหาหนักอกอันเกี่ยวเนื่องด้วยความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศกับจีนแดง โดยหาทางออกไม่ ได้ ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายในประ เทศระหว่างจีนแดงกับอเมริกาเองด้วย จาก สังคม ศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับจีนแดง ทำให้หวนคิดถึง เบื้องหลังการติดต่อระหว่างประเทศอเมริกากับ จีนแดง ซึ่งพอจะคาดคะเนได้ว่า คงมีการติดต่อ กันมานานพอสมควร โดยที่คนภายนอกไม่มี โอกาสรู้รายละเอียด สำหรับคนอเมริกันเอง โดย ๑๐๔ ## ฉันคิดถึงคุณ และเวเนซูเอล่าที่ขมขื่นของคุณด้วย หลายปีมาแล้ว ฉันได้พบนักศึกษาผู้หนึ่ง ซึ่งมีรอยแผลเป็นที่หน้าแข้ง รอยที่เกิดจากโซ่ตรวนตามคำบงการของนายพล เขาเล่าให้ฉันฟังถึงกลุ่มคนมีโซ่ลามซึ่งถูกใช้ให้ทำถนน และคุกซึ่งคนที่เข้าไปมักจะไม่ได้กลับออกมาอีก เพราะนี้คือวิถีทางที่อเมริกาของเราได้เป็นมา อเมริกาที่ประกอบไปด้วยแม่น้ำที่เชี่ยวกราก และฝูงผีเสื้อ ## บางตอนจาก "อดทนพลึงมิเกวล โอเทโร ชิลวา แห่งการาคัส" (๑๙๔) แต่ตลอดความยาวของกาลาเวลาอันมืดมิดและแม่นยำ สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอคือหน้าแข้งซึ่งมีเลือดไหลซิบ ๆ บางครั้งก็อยู่เคียงข้างกับบ่อน้ำมัน ขณะนี้มันก็กำลังเกิดขึ้นที่บ่อไนเตรท ปีซากัว ซึ่งมีผู้นำเน่า ๆ คนหนึ่งได้ฝังประชาชนที่ดีที่สุด ในประเทศฉันเสีย เพื่อที่จะได้หากินจากกระดูกของพวกเขา นั่นคือเหตุผลที่คุณเขียนบทกวี เพื่อที่ วันหนึ่ง อเมริกาซึ่งน่าอัปยศและบาดเจ็บแห่งนี้ จะได้ปล่อยให้ผีเสื้อโลดเต้นและเก็บเกี่ยวมรดกของ ตัวเองได้ โดยไม่ต้องมีการเขียนที่อันน่ากลัว และเลือดแห้งกรังอยู่บนมือของเพชฌฆาตและนักธุรกิจ เฉพาะบรรดา "ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน" อาจจะ เตาสถานการณ์และเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเจรจา กันระหว่างผู้นำของสองประเทศได้ เพราะเป็น กลุ่มคนที่พอจะได้รู้ความเป็นไปทางการเมืองและ สภาพการณ์ทั่ว ๆ ไปของจีนแดงและอเมริกาพอ สมควร ในราวกลางปีนี้ กลุ่มนักวิชาการ นักวิจัย และอาจารย์มหาวิทยาลัย ได้ติดต่อขอเข้าไป ท่องเที่ยวและศึกษาในจีนแดง โดยขอผ่านทาง สถานทูตในฮ่องกง ( ทางฝ่ายอเมริกายังไม่ยอม ออกหนังสือเดินทางให้) กล่าวกันว่ามีผู้ยื่นหนังสือ ขอเดินทางเข้าจีนแดงหลายร้อยคน ( ส่วนใหญ่ เป็นนักหนังสือพิมพ์ นักวิจัย และอาจารย์ กับ นักศึกษามหาวิทยาลัย บุคคลที่จะได้รับอนุญาต ให้เดินทางเข้าประเทศได้ จะต้องมีคุณสมบัติ หลายประการ ซึ่งยังไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า ๑๐๕ พิจารณาจากอะไรเป็นหลัก แต่คาดคะเนจากคนที่เดินทางกลับมาแล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน กลับเป็นอาจารย์หรือนักหนังสือพิมพ์ที่มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง มากกว่าที่จะเป็นพวกชาวจัด หรือซ้ายจัด นักวิชาการกลุ่มแรก ที่เดินทางไปจีนแดงและกลับมาเสนอผลการเดินทางได้แก่ Committee Concerned Asian Scholars (ซึ่งได้ตีพิมพ์เบื้องหลังสงครามอินโดจีนไปแล้ว ในหนังสือ "The Indochina Story" ผมจำได้ว่า ปริทัศน์ เองก็เคยตัดบางตอนเกี่ยวกับสงครามเวียดนามมาลงพิมพ์) อันประกอบไปด้วยนักศึกษากับอาจารย์ จากหลายมหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมดเป็นเวลา ๑ เดือน ได้รับทุนจากทางรัฐบาลจีน กลุ่ม CCAS ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศจีน พร้อมกับทีมบึงปองของอเมริกาได้รับอนุญาต CCAS ใช้เวลาเดินทางและพักอยู่ตามชนบทมากกว่าในเมืองใหญ่ ๆ เพราะต้องการจะดูสภาพความเป็นอยู่ของคนทั่ว ๆ ไปมากกว่าคนส่วนน้อยในเมือง CCAS เริ่มบรรยายการเดินทางโดยฉายสไลด์และภาพยนต์แสดงถึงลักษณะของตัวเมืองใหญ่ ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ ซึ่งดูเงียบเหงา เพราะตามถนน ไม่มีรถเก๋ง หรือจักรยานยนต์วิ่งคนส่วนมากขี่จักรยาน การเดินทางระยะไกลจะมีรถโดยสารขนาดใหญ่รับส่ง ซึ่งดูจะเป็นรถประเภทเดียวที่ใช้ถนน เพราะฉะนั้นปัญหาการจราจรจึงไม่ต้องพูดถึงจากตัวเมืองออกไปสู่ชนบทซึ่งเรียกว่าคอมมูน หรือหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านทุกคนเป็นสมาชิกคอมมูน และเลือกคนในหมู่บ้านเป็นกรรมการกลาง จัดการผลประโยชน์ต่าง ๆ ในหมู่บ้าน ก็หาทางเพิ่มผลผลิตให้แก่ตัวเอง เครื่องไม้เครื่องมือล้วนเป็นของค่อนข้างโบราณ เครื่องทุ่นแรงแทบจะไม่มีเลย บางหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ตัวเมือง อาจจะไปขอยืมรถแทรกเตอร์จากศูนย์ในเมืองได้ ซึ่งก็เป็นแทรกเตอร์แบบเก่า ได้รับมาจากรัสเซียหลายสิบปีแล้ว และในปัจจุบันจีนก็เริ่มผลิตรถแทรกเตอร์เองได้แล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่า ลักษณะสำคัญของแต่ละหมู่บ้าน คือการพึ่งตัวเองได้ (Self-sufficient) เช่น จะมีโรงงานเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน ผลิตเครื่องใช้สำหรับครอบครัวและเครื่องยนต์ดีเซลเล็ก ๆ สำหรับการเกษตร ฯลฯ ระยะเวลาการทำงาน ๘ ชั่วโมงต่อวัน อาทิตย์ละ ๖ วัน นอกจากนั้น ลักษณะสำคัญอีกอย่าง สำหรับเมืองหรือชนบทก็ตาม คือการปลูกต้นไม้ บางเมืองจะมีต้นไม้ปกคลุมไปหมด ทั้งตามถนนหนทาง โดยเฉพาะตามสวนสาธารณะจะตกแต่งอย่างประณีต พร้อมกับมีป้ายติดไว้หน้าประตูว่า สวนนี้เป็นแรงงานของกรรมกร สำหรับให้กรรมกรพักผ่อน บางเมืองจะมีวัดเก่า ๆ อยู่ ซึ่งดูจะไม่ได้ใช้ทำอะไรมากนัก นอกจากเก็บเอาไว้เป็นของเก่า ๑๐๖ ทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม นับว่าน่าสนใจมาก เพราะตามโรงเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจะเน้นการสอนให้เด็กรอบรู้ในศิลปะ ดนตรี และอักษรศาสตร์ ด้านดนตรีนั้น มีการสอนให้เล่นดนตรีสมัยใหม่ เช่น ไวโอลิน เบียโน และกีร์ต้า มีการเรียนเต้นบัลเลต์ มีการบรรเลงเพลงคลาสสิค ( ของตะวันตก ) ขณะเดียวกันก็มีการประยุกต์เข้ากับวัฒนธรรมใหม่ของจีน ซึ่งแสดงออกถึงการปฏิวัติ การต่อสู้อยู่ตลอดเวลา ส่วนภาพเขียนแบบจีนซึ่งเป็นคลาสสิคนั้นก็ยังมีการเรียนอยู่ตลอดเวลา บางภาพจะมีการประยุกต์ระหว่างศิลปะแบบเก่ากับวัฒนธรรมแบบใหม่ เช่น ภาพทิวทัศน์ ภูเขา ต้นไม้ แม่น้ำ ซึ่งเป็นแบบเก่า จะมีเสริมแทรก รูปคนงาน กับมีโรงงานเล็ก ๆ ตั้งอยู่ด้วย ซึ่งมองผิวเผิน แทบจะไม่เห็นความแตกต่างระหว่างของใหม่กับของเก่าเลย ระหว่างที่ CCAS พักอยู่ในปักกิ่งนั้น พิพิธภัณฑ์หลายแห่งยังปิดอยู่ ทั้งนี้ เนื่องจากการปฏิวัติวัฒนธรรมระหว่างปี ๑๙๖๖ - ๖๗ โดยเริ่มต้นจากการแตกแยกทางความคิดระหว่างกลุ่มหลิวเซาซีกับมาเซตุง กลุ่มหลิวเซาซีต้องการให้ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของปัญญาชนให้ดีขึ้น ส่วนกรรมการนั้นมีความสำคัญรองลงไป กลุ่มสนับสนุนมาเซตุง ตั้งขบวนการเรดการ์ด และปะทะกับกลุ่มหลิวเซาซี ถึงกับเสียชีวิต ไปหลายคน ขณะนี้เหตุการณ์สงบ และกลุ่มเรดการ์ดได้ชัยชนะจึงมีการเปลี่ยนแปลงและโยกย้ายหลักฐานต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งทำขึ้นในสมัยหลิวเซาซีเสียใหม่ให้สอดคล้องกับแนวความคิดใหม่ที่ถูกต้องของมาเซตุง ผลของการปฏิวัติวัฒนธรรม ตามที่ศาสตราจารย์ บี. ไมเคิล โฟรลิค ( Professor B. Michael Frolic ) เขียนเล่าจากการเดินทางไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และสัมภาษณ์อาจารย์นักเรียนและคนงาน ได้ความว่า มหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนจุดมุ่งหมาย จากการสนองตอบคนส่วนน้อยมาสู่คนส่วนใหญ่ เริ่มด้วยการเปลี่ยนวิธีรับนักศึกษา โดยกำหนดคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ๑) ต้องเป็นคนที่สนใจและมีบทบาททางการเมือง มีอุดมการณ์ สามารถดัดแปลงความคิดของมาและทฤษฎีมาร์กซิสม์ - เลนินนิสึได้ และต้องมีความตั้งใจรับใช้คนส่วนมากอย่างจริงใจ ๒) ต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย ๓ ปีในการทำงาน ( เช่น ในโรงงานของกองทัพ ฯลฯ ) และมีอายุอย่างน้อย ๒๐ ปี กับมีความรู้ประมาณระดับเตรียมอุดม ๓) ต้องเป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นในระยะหลังจึงมีคนงาน หลายระดับ หลายประเภท เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สิ่งหนึ่งที่คนอเมริกันสนใจมากได้แก่การแพทย์ เพราะจีนดัดแปลงระบบการแพทย์โบราณมาใช้กับระบบการแพทย์แบบใหม่ ( ตะวันตก ) เช่นในการผ่าตัด แทนที่จะวางยาสลบคนไข้ หมอจะใช้เข็มทิ่มไปตามจุดต่าง ๆ ใน Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image’s main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. ร่างกาย ( Acupuncture ) ทำให้บริเวณผ่าตัด หมดความรู้สึกแล้วจึงเริ่มผ่าตัด ในระหว่างนั้น คนไข้ยังมีสติพูดคุยได้ตลอดเวลาจนเสร็จ และ แทนที่จะนอนพักผ่อน ปรากฏว่าคนไข้สามารถ เดินกลับบ้านได้เลย วิธีการ ( Acupuncture ) ใช้ เข็มนี้ยังสามารถใช้รักษาโรคบางอย่างได้อีกด้วย และที่สำคัญ คือ ชาวบ้านทุกคนมีโอกาสได้รับบริ การจากทางโรงพยาบาลทัดเทียมกัน การผลิต แพทย์ก็ใช้แบบง่าย ๆ คือ ฝึกคนธรรมดาให้มี ความรู้ในการรักษาโรคง่าย ๆ บรรดาความรู้ต่าง ๆ ที่ทางกลุ่ม CCAS นำ ออกเผยแพร่ หลายคนที่ได้ฟังเรื่องราวต่าง มี ปฏิกิริยาต่าง ๆ กัน นักศึกษาจีนชาติ ไม่ยอมเชื่อ ว่า นี่เป็นภาพของสังคมจีนในผืนแผ่นดินใหญ่ ทั้งหมด นักศึกษาเชื้อชาติและสัญชาติได้หวั่น ( ซึ่งแถลงว่าไม่ได้เป็นคนจีน ) ปฏิเสธไม่ยอมรับ รู้เรื่องราวหรือความคิดของจีนแดงและจีนชาติ และไม่ยอมให้มีรัฐบาลจีนอยู่บนเกาะไต้หวันอีก ต่อไป ส่วนนักศึกษาอเมริกันหลายคน สนใจ แปลกใจ และอยากเดินทางเข้าไปในจีน น้อย คนที่ได้เห็นภาพนี้แล้วจะไม่มีปฏิกิริยา ซึ่งหลาย คนเต็มไปด้วยอคติ เมื่อ ศาสตราจารย์โฟรลิค บอกอาจารย์ใน มหาวิทยาลัยปักกิ่งว่า คนอเมริกันเห็นคนจีนมี ๒ แบบ คือ แบบของทางการ กับแบบที่เห็น ลักษณะส่วนตัวของคนจีน ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ‘อันไหนจะแทนคนจีนจริง ๆ คำตอบจากปักกิ่ง ก็คือ ในอนาคตเขาอาจจะได้เห็น ๓ แบบ และ แบบที่ ๓ คือภาพของจีนที่ถ่ายทอดผ่านคนอเมริ กันนั้นเอง ๑ ธเนศ ลาภรณ์สุวรรณ อันเนื่องมาจากปก เชื้อผมมี เมอร์ ๒๕ ใบที่ยี่สิบห้านี้แจ้งแถลงสาร โชคของท่าน เปรียบดังสร้างสะพาน คิดก่อการสะดวกทำข้ามทันที เวลานี้ยังนุ่งอยู่ลำบาก แรกลงรากต้องเหนื่อยเมื่อย เดี๋ยที่ พอลุล่วงสำเร็จเสร็จสิ้นดี สะพานนี้จะช่วย ให้หฤทัยสบาย ลากของท่านนั้นหนอจงรอก่อน ไม่ ต้องร้อนใจยุ่งมุ่งจิตหมาย ถึงเวลาแล้วจะเห็นไม่เว้น วาย ยิ่งแก่กายยิ่งสำราญบานเบิกทรวง เมื่อคู่นั้น ท่านว่าเป็นคนหม้าย อยู่ด้วยกันแล้วสบายจะหายห่วง พร้อมสินทรัพย์ชายหญิงสิ่งทั้งปวง อีกถลุ่งทุกข์ โศกโรคภัย เอย ๆ จากเชื้อผมมีทำนายของฤๅษีดาไฟงานวัดภูเขาทอง ๑๐๘ Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image's main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. # วิจารณ์หนังสือ ## ประเพณีเนื่องในการแต่งงาน ### ประเพณีเนื่องในการปลูกเรือน **เสฐียรโกเศศ** ( สำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์ฯ พิมพ์ครั้งที่ ๒ ) ๓๒๓ หน้า / ๓๕ บาท  หนังสือชุด ประเพณีไทย ของเสฐียรโกเศศนั้น มีผู้ต้องการมาทุกยุคทุกสมัย และได้แยกพิมพ์ไปใน การต่าง ๆ มากมาย ทั้งแยกเป็นเรื่องย่อย ๆ หรือรวม กันเข้าหลายเรื่องก็มี แต่ที่สมบูรณ์ที่สุด เห็นจะเป็น ชุด ประเพณีไทย ที่สำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์ ดีพิมพ์เป็น ๔ เล่มชุด อันได้แก่ ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต เกิด-ตาย ๑ ประเพณีเบ็ดเตล็ด ๑ ประเพณีเกี่ยวกับ เทศกาล ดรุษ-สารท ๑ และเล่มสุดท้ายที่ขาดตลาด และจัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งที่ ๒ นี้ คือ ประเพณีเกี่ยวกับ ชีวิต ปลูกเรือน-แต่งงาน ผู้สนใจเรื่องประเพณี มักได้พื้นฐานมาจากหนัง สือของเสฐียรโกเศศ แต่งแทบทั้งสิ้น เพราะได้วาง รากฐาน และแนวทางที่จะค้นสืบต่อไว้ให้ทุกเรื่อง เรื่องใดที่ท่านรู้ก็เขียนไว้ให้ปรากฏอย่างละเอียด เปรียบเทียบทั้งเก่าและใหม่ ทั้งต่างถิ่นต่างชาติมา รวมไว้ จำเพาะเรื่องประเพณีแต่งงาน และปลูกเรือน ของชาวไทย ซึ่งมีปรากฏในหนังสือเล่มนี้ มีความ เป็นไปสมัยแต่ก่อนอย่างไร เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง แล้วเปรียบเทียบกับปัจจุบัน ก็จะเห็นได้ว่า คนแต่ ก่อนมีความเป็นอยู่ ชีวิตจิตใจ กับคนเดียวนี้ แตก ต่างกันตรงไหน อย่างไรบ้าง อันนี้จะทำให้เรารู้จัก ตัวเองดีขึ้น หนังสือเล่มนี้ แบ่งออกเป็นสองเรื่องใหญ่ ๆ คือ ประเพณีเนื่องในการสร้างบ้านปลูกเรือน กับประเพณี เนื่องในการแต่งงานบ่าวสาว โดยแยกเป็นรายละเอียดแต่ละหัวข้อ อธิบายพร้อมยกตัวอย่างและ วิจารณ์ประกอบ ทำให้เข้าใจง่าย ท่านผู้เขียนเอง เป็นเอกทางภาษาไทยอยู่แล้ว ความที่อธิบายจึงแจ่ม ชัด ประเพณีแต่เก่าก่อนที่ท่านเขียนไว้ ก็มักจะเทียบ กับปัจจุบันว่าต่างกันมากเพียงไร หรืออะไรที่เลิกใช้ เลิกทำกันไปแล้ว หรือทำไมเพราะเห็นว่าสังคมอื่น ทำก็ทำตาม อันนี้ท่านมักแสดงไว้ให้คิดเสมอ เช่น ว่าด้วยเรื่องม่านกั้นบังฝาตรงที่พระนั่งสวดมนต์ "ข้าพเจ้าเคยไปงานมงคลสมรส หรืองานมงคล อื่น ๆ ที่เป็นของชาวบ้าน ไม่ว่าเรือนที่ใช้เกี่ยวกับ งาน เป็นต้องมีม่านกั้นบังฝาตรงที่พระนั่งสวดมนต์ เรื่องคงเป็นเพราะฝาเรือนโบราณไม่ได้ทาสี และไม่ มีฉากหรือเครื่องประดับอย่างอื่น และส่วนมากก็เป็น เรือนฝาจาก ฝากระแชงอ่อนหรือฝาขัดแตะ ที่เป็น ฝากระดานเป็นของมาที่หลัง และเป็นของผู้มีอันจะ ๑๑๐ กิน เพราะฉะนั้นฝาของเรือนเหล่านี้จึงทนไม่ได้นาน และเก่าครึ่งราคาไม่น่าดู จึงจำเป็นต้องเอาผ้าม่านเป็น สีมืดออกและลวดลาย งาม ๆ กันเป็นเครื่องประดับฝา แทนในวันมีงาน จึงเลยติดเป็นประเพณีมาโดยไม่รู้ ตัว ถึงฝาจะงามดีอยู่แล้ว ก็ยังไม่วายกั้นม่าน ถ้าไม่ กั้นก็รู้สึกมีอะไรขัด ๆ อยู่ ดูไม่เห็นขรึมเป็นงานเป็น การ เพราะด้วยความเคยชิน " เรื่องเช่นนี้ แม้ในปัจจุบัน ก็ยังติดกันอยู่ บ้าน ผู้ดีมีเงินที่ทาสีสวยงามก็ยังมีผ้าปิดกั้นฝากันอยู่ ซึ่ง เป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้ หรืออนุโลมได้ถ้าไม่รู้จักประ ยุกต์ ทำตามแบบเก่าร่ำไป ก็เห็นจะยุ่งยากกันอยู่ อย่างนี้ เสียเวลา เสียเงินไปอีก หนังสือเล่มนี้ จึง เป็นประโยชน์มากสำหรับคนรุ่นใหม่ที่คิดจะแก้สังคม โดยเชื่อมอดีตกับปัจจุบันให้เข้ากันด้วยดี การพิมพ์ครั้งที่ ๒ นี้ มีรูปประกอบบางรูปเปลี่ยน ไปแต่ก็ชัดเจนขึ้น อย่างอื่นเช่นเดิม แม้ใบปกจะใช้ ปลีอกเดิมจนดูเก่าไปบ้างก็ตาม สารบาญค้นเรื่องที่มี ท้ายเล่มให้ประโยชน์มาก ท่านที่ยังมีหนังสือชุด ประ เฉพณ์ไทย ไม่ครบชุด ควรจะหาให้ครบชุดรวมกับเล่ม อื่น ๆ อีก ๓ เล่ม ที่สำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์ จัดพิมพ์ได้แล้ว นิวัติ กองเพียร โรงเรียนเพาะช่าง ## วารสารสังคมศาสตร์ฉบับพิเศษ ### รายงานเบื้องต้นการวิจัยอยุธยา ( สถาบันวิจัยสังคมศาสตร์ จุฬาฯ ) ๓๓๙ หน้า ๒๕ บาท  สถาบันวิจัยสังคมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งขึ้นในคณะรัฐศาสตร์เมื่อ เดือนกันยายน ๒๕๑๐ เพื่อเป็นแหล่งสำหรับอาจารย์ และนิสิตที่จะฝึกและหาประสบการณ์ในการทำวิจัย สนามอย่างแท้จริง และเพื่อเพิ่มสมรรถภาพและ จำนวนนักวิจัยที่ดี ซึ่งหาได้ยากในเมืองไทย โครง การแรกของการวิจัยสนามที่สถาบันวิจัยสังคมศาสตร์ ได้จัดขึ้นในฤดูร้อนของปี ๒๕๑๑ ก็คือโครงการวิจัย ในบริเวณจังหวัดอยุธยา และได้จัดให้มีการทำวิจัย สนามในจังหวัดนี้อีกในปีต่อ ๆ มา และเมื่อพิจารณา ว่า นอกจากได้ความชำนาญในการวิจัยสนามแล้ว ยัง ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ความรู้จากผลของการ ทำวิจัยสนามที่ผ่านมาบางส่วนจึงได้ปรากฏเป็นเล่ม ขึ้นใน วารสารสังคมศาสตร์ ฉบับพิเศษ นั่นคือ "ราย งานเบื้องต้นการวิจัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา" เนื่องจากการรายงานครั้งนี้เป็นเพียงการรายงาน เบื้องต้น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคมศาสตร์ได้ ยอมรับในคำนำว่า บทความต่าง ๆ ที่เขียนขึ้นใน วารสารฉบับพิเศษนี้มีข้อบกพร่องมากมาย แต่เนื่อง จากประโยชน์ของข้อมูลต่าง ๆ ที่ยังนำสมัยอยู่มีมาก เกินข้อบกพร่องทั้งหลาย จึงสมควรจะนำมาเผยแพร่ เพื่อเป็นวิทยาทานและเพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษา เกี่ยวกับสังคมขั้นพื้นฐานในเมืองไทยต่อไป ยิ่งกว่า นั้นทางสถาบันฯ จำต้องแสดงผลงานออกมาบ้างเพราะ ได้ตั้งขึ้นเป็นทางการถึงสามปีครึ่งมาแล้ว ดังนั้นผู้ อ่านบางท่านอาจจะรำคาญในวิธีการเขียนซึ่งซ้ำซาก กันหลายแห่ง หรือในการเขียนพรรณนาโดยไม่ค่อย จะมีการวิเคราะห์ในบางบท จัดพิมพ์ได้แล้ว นิวัติ กองเพียร โรงเรียนเพาะช่าง ๑๑๑ อย่างไรก็ตาม ข้อดีของวารสารฉบับพิเศษนี้มีมากกว่าข้อเสีย ถ้าเราพิจารณาว่า ๑) ข้อมูลที่เสนอมานั้นมีมากมายและน่าสนใจเพราะไม่สามารถจะหาได้ตามแหล่งวิจัยอื่น ๆ ผู้สนใจอาจจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์อีกทีหนึ่งก็ได้ ๒) บทความบางเรื่องมีสาระและให้ความรู้มากมาย ทั้งยังได้รับการวิเคราะห์อย่างดีด้วย เช่น "นักบริหารส่วนภูมิภาต: การศึกษาเฉพาะกรณีข้าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา" "การเล่นแชร์ในตลาดอยุธยา" "การค้าข้าวในอยุธยา" และ "ความแตกต่างทางสังคมในเมืองอยุธยา" ๓) มีบทคัดย่อสำหรับคนไทยซึ่งไม่ถนัดภาษาอังกฤษและชาวต่างประเทศซึ่งไม่ถนัดภาษาไทย เพราะถ้าบทความเป็นไทย บทคัดย่อจะเป็นอังกฤษหรือถ้าบทความเป็นอังกฤษ บทคัดย่อก็จะเป็นภาษาไทย และ ๔) เหตุผลข้อนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับบทความใดโดยเฉพาะแต่เป็นการสนับสนุนการทำวิจัยสนามโดยคนไทย ซึ่งยังหานักวิจัยอย่างแท้จริงได้ไม่มากนัก การที่ทางสถาบันวิจัยสังคมศาสตร์พยายามส่งเสริมการทำวิจัยอย่างถูกต้องตามแบบแผนในเมืองไทย และเพื่อให้คนไทยได้รู้จักเมืองไทยในสายตาของคนไทยแท้ ๆ โดยไม่ต้องคอยพึ่งความรู้จากชาวต่างประเทศ การวิจัยเช่นนี้ควรที่จะได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมมากกว่าการวิจารณ์อย่างปรกติทั่วไป อย่างไรก็ตาม วารสารสังคมศาสตร์ฉบับพิเศษ นี้ควรจะได้รับการวิจารณ์ในเนื้อหาสาระสำคัญบ้าง โดยเฉพาะในจุดที่ผู้สนใจกับลักษณะสังคมไทยกำลังโต้แย้งกันอยู่ นั่นคือ ลักษณะของการเป็นเอกัตตบุคคลของคนไทย บทความบางบทในวารสารเล่มนยอมรับว่าคนไทยมีลักษณะเช่นนั้นคือตัวใครตัวมันมากกว่าจะรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นเหล่า ( ดูหน้า ๑๔,๑๙,๒๑๙ ) ข้อสังเกตเหล่านี้เป็นข้อสังเกตของนักสังคมศาสตร์ชาวต่างประเทศที่เปรียบเทียบสังคมไทยกับสังคมต่างประเทศและญี่ปุ่น ปัจจุบันนี้นักสังคมศาสตร์หลายท่านไม่แน่ใจว่าลักษณะสังคมไทยจะเป็นเช่นที่ว่าไว้หรือไม่ เพราะคนไทยยังมีการติดต่อกันอย่างฉันท์ญาติพี่น้องเสมอ ( ดูหน้า ๓๑๙ ) มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและกันในชนบท ( ดูหน้า ๑๘, ๑๓๕, ๒๓๖-๗ ) มีระบบการเชื่อมโยงซึ่งเป็นการรวมกลุ่ม เช่นกลุ่มผู้เล่นแชร์ ในตลาดอยุธยา และวงการค้าข้าวในอยุธยา แต่ในขณะเดียวกันคนอยุธยาก็อบจะคล้ายคนกรุงเทพในลักษณะของ "บ้านใคร ใครอยู่ อู่ใคร ใครนอน" แล้วเพราะอยุธยาได้เจริญขึ้นในด้านเศรษฐกิจและมีโครงสร้างทางอาชีพคล้ายคลึงกับกรุงเทพฯ (ดูหน้า ๑๗๓, ๓๒๑-๒) เพราะฉะนั้นการที่บทความในวารสารเล่มนี้ขัดกันเองก็ย่อมจะชี้ให้เห็นว่า นักสังคมศาสตร์ยังไม่ลงมติยินยอมรับการขนานนามสังคมไทยว่าเป็นสังคมที่มีโครงสร้างอย่างหลวม (Loosely structured society) เพราะประชาชนไม่ชอบรวมกลุ่มหรือทำงานร่วมกัน บทความหลายบทในวารสารนี้ศึกษาจำเพาะเจาะจงตามหัวเรื่องต่าง ๆ เช่นเกี่ยวกับชาวจีน ข้าราชการ และการค้าข้าว เป็นต้น ซึ่งเป็นการแนะนำเกี่ยวกับสังคมชนบทอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันความจำเพาะเจาะจงของแต่ละบทความจำกัดขอบเขตการศึกษาของผู้วิจัยเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะไม่ได้แสดงให้เห็นความสำคัญของแต่ละหัวเรื่องแท้จริงและไม่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมอย่างเพียงพอ ยกเว้นเรื่องการค้าข้าว และรายละเอียดของตำบลตับน้ำบางตอน แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละหัวข้อยังทิ้งไว้ให้ผู้อ่านเข้าใจเอาเองอีกด้วย ผลก็คือบทความต่าง ๆ มีลักษณะสถิตย์ (static) มากกว่าพลวัตร (dynamic) ผู้อ่านจะได้รับความรู้อย่างมากมายในเรื่องเกี่ยวกับศาสนาของชาวบ้าน พิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวัฏจักรของชีวิต ความเชื่อถือของโชคคลางของขลัง ๆ ล ๆ สิ่งเหล่านี้จะหาอ่านได้ยากและนับวันประเพณีเหล่านี้ก็มีโอกาสสูญหายไปมากขึ้น จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะให้มีการศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวไทยไม่เฉพาะแต่ในจังหวัดอยุธยาเท่านั้น แต่ในจังหวัดอื่น ๆ หรือภาคต่าง ๆ ไว้ เพื่อ ๑๑๒ เป็นมรดกสำหรับชาวไทยในอนาคต ทั้งยังเป็นการป้องกันมิให้ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยต้องสูญหายไปหรือถูกดัดแปลงตามอิทธิพลของประเพณีจากต่างประเทศ ผู้วิจารณ์หวังเป็นอย่างมากว่า ทางสถาบันวิจัยสังคมศาสตร์จะดำเนินการศึกษาในจังหวัดอื่น ๆ และในภาคอื่น ๆ ต่อไป ทั้งนี้เพราะได้มีการวิจัยและศึกษาสภาพสังคมในภาคกลางไว้ มากมายแล้วจนทำให้ชาวต่างประเทศซึ่งไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับเมืองไทยเพียงพอเข้าใจผิดและสรุปว่าสังคมและความเป็นอยู่ของชาวภาคกลาง คือตัวแทนของชาวไทยทั้งประเทศอีกประการหนึ่งผู้สนใจยังไม่สามารถหาเอกสารอ้างอิงเกี่ยวกับคนไทยในภาคอื่น ๆ ได้ ยกเว้นภาคอีสานซึ่งมีนักวิจัยชาวต่างประเทศหลายคนเข้าไปศึกษาและได้เขียนบทความหรือหนังสือไว้มากพอสมควร ส่วนในภาคเหนือ ( ยกเว้นชาวเขา ) และภาคใต้ และนักวิชาการยังไม่ให้ความสนใจหรือทำการวิจัยอย่างละเอียดเลย สถาบันวิจัยสังคมศาสตร์จะทำประโยชน์แก่การศึกษาเกี่ยวกับประเทศไทยมากถ้าในอนาคตจะพุ่งความสนใจไปยังท้องถิ่นซึ่งไม่ใคร่มีผู้ใดเข้าไปศึกษา ข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ในวารสารนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อไป อยุธยาเป็นจังหวัดแรกในประเทศไทยซึ่งได้มีการวางแผนพัฒนาจังหวัดสำหรับปี ๒๕๑๒ - ๒๕๑๖ ขึ้นโดยมิได้รับการศึกษาวิจัยอย่างถ่องแท้ ผลการวิจัยนี้จึงเป็นเสมือนการตรวจดูสภาพท้องถิ่นอย่างละเอียดอันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาจังหวัดอยุธยาในอนาคต จังหวัดอื่น ๆ ที่สนใจจะมีการวางแผนพัฒนาจังหวัด จึงควรจะพิจารณาดำเนินการวิจัยขึ้นมูลฐานเช่นจังหวัดอยุธยานี้ก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดถูกต้องและเพื่อให้รู้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งจะต้องเตรียมการแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป วารสารสังคมศาสตร์ฉบับพิเศษ ฉบับนี้จึงสมควรที่จะได้รับความสนใจจากนักวิชาการที่สนใจเกี่ยวกับเมืองไทยและนักปฏิบัติทุกท่าน สมพร แสงชัย สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ รายเดือนของเรา (ถ้า) จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เราจะเสนอเรื่องให้เข้มข้นขึ้นในทางศิลปะ และวรรณกรรม ฉบับมกราคม ศกหน้า เราจะเสนอชีวิตภูธร ของมนัส จรรยงค์ โดยเฉลิม อยู่เวียงชัย ได้เขียนส่งมาให้พิจารณาในเชิงวิจารณ์วรรณกรรม นอกจากนั้น ในฉบับ กามารมณ์ และสังคมไทย ซึ่งเราจะทำไว้เป็นฉบับหนึ่งต่างหากออกไป จะมีวิจารณ์ ขุนแผน พระเอก หรือ ดอนจวนในวรรณคดีไทยของเราว่าเป็นคนกามวิปริตหรือไม่ โดยอาจารย์แห่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จะเป็นผู้วิจารณ์ โดยใช้หลักทางจิตวิทยาเข้าประยุกต์ ฉบับวรรณคดีจีน เราจะเสนอความคิดของผู้แต่งเรื่อง ความฝันในหอแดง ซึ่งนักวิจารณ์วรรณกรรม เปรียบเทียบนวนิยายเรื่องนี้ว่าเป็นซู้รักเลดี้เชตเตอร์เลย์ ของจีน @ ๑๑๓ # ข่าวในวงการหนังสือ ## หนังสือที่ออกในวันรัชดาภิเษก หนังสือที่ตีพิมพ์ออกมาเนื่องในวันรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ศกนี้ มีมากมายหลายฉบับด้วย กัน ทั้งประเภทวารสารที่ออกประจำแล้วจัดเป็นฉบับพิเศษ และที่ออกมาเฉพาะต่างหากออกไปก็มี แต่ส่วนใหญ่ทำออกมาแบบเดิม เช่นเดียวกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาทุกปีมา คือแสดงพระราช กรณียกิจซ้ำ ๆ กันอย่างไม่ละเอียดเกือบทุกฉบับ แทนที่จะแบ่งกันทำเฉพาะด้านตามหน้าที่การงานที่ วารสารเหล่านั้นเกี่ยวข้อง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของงานแต่ละ สาขานั้น ๆ ตลอดระยะเวลา ๒๕ ปีที่ผ่านมา ให้สมกับที่ออกเนื่องในวาระสำคัญเช่นนี้ วารสารบาง ฉบับก็มิได้สนใจวาระสำคัญเช่นนี้เลย อย่างดีก็ตีพิมพ์คำฉันท์สตฺติเช่นเคยมาเท่านั้น โดยหน้าที่อัน สำคัญ เพื่อหวนระลึกถึง หรือวิเคราะห์สภาพการณ์ของบ้านเมืองตลอดระยะเวลา ๒๕ ปีที่ผ่านมา จะกล่าวถึงเฉพาะวารสารที่ทำออกมาเป็นพิเศษเฉพาะเรื่องก่อน ที่น่าสนใจก็มีของสมาคมครูโรงเรียน ราษฎร์ฯ ได้จัดพิมพ์ ประวัติการโรงเรียนราษฎร์ในเมืองไทย และทำเนียบโรงเรียนราษฎร์ ข้อ เสียของหนังสือเล่มนี้ คือ เป็นการแสดงประวัติของ ร.ร.ราษฎร์ในอดีตเท่านั้น ส่วนในช่วงระยะเวลา ๒๕ ปี ของรัชกาลปัจจุบันได้กล่าวไว้เพียงเล็กน้อย ขาดทั้งการวิเคราะห์ การวิจารณ์ถึงความเจริญความ เสื่อม หรือเสนอแนวโน้มของ ร.ร.ราษฎร์ในอดีต ปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งปัญหาของ ร.ร.ราษฎร์ และยังเป็นการตีพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ ๒ อีกด้วย ผู้เขียนคือ เสทือน ศุภโสภณ สำหรับทางธนาคารกรุงเทพ แทนที่จะว่าด้วยงานทางด้านการธนาคารในช่วงนี้ กลับมอบให้ โอภาส เสวิกุล ทำหนังสือ พระบารมี ปกเกล้า แสดงถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ทุกด้านอย่างไม่ค่อยละเอียดนัก ส่วนใหญ่เป็นการ นำสำเนาพระบรมราโชวาทที่พระราชทานในที่ต่าง ๆ มารวมพิมพ์ไว้ (บทที่ว่าด้วย "ทรงส่งเสริม การศึกษา") นอกนั้นก็เป็นการสรุปเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ที่ได้ทรงกระทำมาซึ่ง ก็ไม่แตกต่างไปจากหนังสือเล่มอื่น ๆ อีกเล่มหนึ่งเป็นของเอกชนทำ ชื่อ เสด็จประพาส ๒๗ ประเทศ อ. ประมวลวิทยา เป็นผู้รวบรวมภาพที่เกี่ยวกับการเสด็จประพาสต่างประเทศ และสรุปพระราชกรณีย กิจอย่างย่อ ๆ ตีพิมพ์เป็นเล่มใหญ่พอสมควร ว่าถึงเฉพาะวารสารที่ตีพิมพ์ออกมาเป็นพิเศษทั้งเล่มก็มี วารสารของกองเผยแพร่การศึกษาฯ ชื่อ จันทร เกษม ซึ่งเป็นวารสารที่ถนัดทำฉบับพิเศษแบบนี้เสมอ แต่ก็ไม่แตกต่างกับฉบับอื่นมากนัก ถึงจะ ๑๑๔ พยายามแสดงถึงพระราชกรณียกิจทุกด้าน โดยมอบให้ผู้เกี่ยวข้องเฉพาะด้านนั้น ๆ เขียน ก็ไม่สามารถ ทำได้เด่นชัดกว่าฉบับอื่น ส่วน วารสารสภากาการศึกษาแห่งชาติ ถึงจะพยายามเน้นทางด้านการศึกษา เป็นพิเศษ แต่ก็เป็นการเน้นเฉพาะด้านวัตถุเท่านั้น เช่น พระราชกรณียกิจด้านการจัดตั้ง ร.ร. การ จัดตั้งทุนการศึกษา พิธีพระราชทานปริญญาบัตร และด้านอื่น ๆ อีกเช่นเดียวกับวารสารฉบับอื่น ๆ จะแตกต่างกันตรงที่ละเอียดมากละเอียดน้อยกว่ากันเท่านั้น ส่วนวารสารฉบับอื่น ๆ ที่จะจัดทำกันเป็นพิเศษแตกต่างไปจากรูปแบบและเนื้อหาดังกล่าวแล้ว หามี ไม่ บางฉบับแทบจะไม่สนใจโอกาสอันสำคัญเช่นนี้เลย อย่างดีก็เพียงลงบทกวีสุดดีไว้ในใบรองปก เท่านั้น ผิดกับความสนใจอย่างอื่น เช่น กรณีจะค้าขายกับจีนแดง ต่างก็ทำกันเป็นพิเศษเฉพาะ เรื่องกันหลาย ๆ ฉบับ การไม่เอาใจใส่เรื่องนี้ไม่เป็นแต่เพียงวารสารของเอกชนแม้แต่วารสารของ ทางราชการหรือพรรคการเมือง ก็หาได้สนใจที่จะกล่าวถึงกิจการบ้านเมือง หรือพระราชกรณียกิจกัน อย่างจริงจัง ให้แตกต่างจากการจัดทำตามรูปแบบเดิมไป กิจกรรมเกี่ยวกับหนังสือ กิจกรรมทางด้านอภิปรายเกี่ยวกับการเขียนหนังสือเริ่มคึกคัก ทั้งจากสมาคมภาษาและหนังสือและสมาคม นักเขียนแห่งประเทศไทยซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นเมื่อสด ๆ ร้อน ๆ นี้ ทำให้เกิดความหวังขึ้นมานิดหน่อยว่าจะ มีการคิดต่อทำความเข้าใจกันได้มากขึ้นระหว่างนักเขียน คนอ่าน และนักวิจารณ์ แม้ตามข่าวจะ ปรากฏว่าไม่ค่อยมีนักเขียนอาชีพสนใจไปพึ่งกันสักเท่าใดนักก็ตาม นอกจากนี้ชมรมวรรณศิลป์จุฬา ฯ ก็กำลังจะจัดงานนิทรรศการเรื่องสั้นของไทยขึ้นตอนสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้ โดยจะมีการแสดงงาน วิจารณ์เรื่องสั้นของนักเขียนเรื่องประเภทนี้ ตั้งแต่ มนัส จรรยงค์ เรียมเอง ส. ธรรมยศ อ. อุดากร เรื่อยลงมาจนถึงนักเขียนร่วมสมัย ทั้งรุ่นชรา รุ่นกลางคน และรุ่นใหม่ กับจะมีการอภิปรายกลุ่มย่อย ระหว่างงานด้วย หนังสือใหม่ที่น่าสนใจสำหรับเดือนนี้คือ ปฏิวัติ ๒๔๗๕ ( แพร่พิทยา ) โดยเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ เป็นการศึกษาทางด้านเอกสารที่ละเอียด และสรุปออกมาได้ต่อเนื่อง ชัด และเป็นกลางดี แม้การ วิเคราะห์จะไม่มีอะไรใหม่และลึกซึ้งมาก เช่นเดียวกับหนังสือรัฐศาสตร์นิเทศ ฉบับใหม่ ว่าด้วยกบฏ ปฏิวัติ รัฐประหาร ซึ่งเสนอเรื่องกบฏแมนฮัตตัน และ รัฐประหาร ๒๔๙๐ ไว้อย่างกระทัดรัด หนังสือใหม่ที่กำลังขายดีจากอเมริกาเล่มหนึ่งชื่อ Future Shock ของ Alvin Tuffler อดีต บรรณาธิการ Fortune เป็นการวิเคราะห์ปัญหาการปรับตัวของมนุษย์ในโลกซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็ว อย่างถึงรากถึงโคนและท้าทาย กล่าวกันว่าเป็นหนังสือซึ่งมีผลกระทบต่อความคิดของชาว อเมริกันรุนแรงยิ่งกว่างานของกัลเบรธ ( สังคมที่ฟุ่มเฟือย ) เมื่อทศวรรษที่แล้วเลียลึก ๑๑๕ ข่าวจากตะวันตก เยฟ โตเชนโกะ กวีผู้โด่งดังของรุสเซีย ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินทางไปเยือนฮังการีเมื่อเดือนที่แล้วว่า เขาอยากจะเขียนร้อยแก้วให้มากขึ้นเหมือนกัน แต่รู้สึกว่ายังไม่ "เติบโต" (mature) พอ เพราะในการเขียนร้อยกรองนั้น เราสามารถซ่อนอยู่ภายในภาษาของสัญญลักษณ์ได้ ขณะที่ร้อยแก้วผู้อ่านจะจับได้ทันที นอกจากนั้นเขายังพูดถึงการวิจารณ์ว่า คำวิจารณ์ของเพื่อนสนิททำความปวดร้าวให้มากกว่าการโจมตีจากคนไม่รู้จัก ที่มีความคิดแคบ ๆ เสียอีก และการที่เขาได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างนั้น ก็เป็นผลมาจากการต่ออย่างสุภาพของเพื่อน ๆ และการวิเคราะห์ตัวเองอย่างไม่ปรานีปราศรัยนั้นเอง ดับบลิว เอช ออเดน กวีอเมริกันเชื้อสายอังกฤษ กลับไปเยือนสตีเฟน สเปนเดอร์ และเพื่อนฝูงคนอื่น ๆ ที่อังกฤษเมื่อเร็ว ๆ นี้ และกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า เขาอยากให้เพื่อนเผาจดหมายเขาทิ้งเสีย เมื่อเวลาเขาตาย เพื่อที่จะได้ไม่มีใครตามเขียนชิวประวัติ เพราะงานชิวประวัติของนักเขียนมักจะเพ้อเจ้อและบางทีก็รสนิยมด้า เขาพูดถึงอดีตสมัยเขียนหนังสือต่อต้านฟรังโก ในสงครามกลางเมือง สเปนอย่างเก้อเชิน เพราะเขาคิดว่าบทกวีของเขาไม่ได้มีส่วนทำให้สงครามเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย นอกจากทำให้เขาได้รับประโยชน์จากการมีชื่อเสียงเท่านั้น เขายกคำของดอกเตอร์ยอห์นสัน ที่พูดถึงการเขียนหนังสือว่า "จุดมุ่งหมายอันเดียวของมันก็คือ เพื่อทำให้คนอ่านชื่นชมหรือหนุ่มต่อชีวิตได้มากขึ้น" ทุกวันนี้เราอาจจะอ่านมหากาพย์เรื่องอีเลียดได้อย่างสนุกอยู่ แม้กระนั้นก็ตาม ถึงจะไม่มีคนอื่นอย่างดังเต เชคสเบียร์ โมซาทร์ เกิดขึ้นมาในโลก ประวัติศาสตร์ทางการเมืองของยุโรปก็คงจะเหมือนเดิมอยู่นั่นเอง ข่าวสั้น หนังสือใหม่ที่พออ่านสนุก ๆ ได้อีกเล่มหนึ่งคือ ซูการ์โน ของวิลาศ มณีวัต ส่วนเล่มที่น่าสนใจอีกเป็นงานรวม ๆ เรื่องการปฏิรูปที่ดิน โดยปุณณะ สุทธิประภา และข่าวไม่ลับ ในไม่ช้านี้สมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กำลังจะเตรียมออกหนังสือรายเดือนกึ่งวิชาการกึ่งตลาด ชื่อชาวบ้วน ให้ได้อ่านกันอีกเล่มหนึ่งด้วย ผู้สื่อนำวารรณกรรม ๑๑๖ Extract all text from this image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image's main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. # บรรณาธิการ บัดนี้ ก็เป็นอันทราบกันทั่วไปแล้วว่า ตั้งแต่เวลา ๑๙.๐๐ น. ของวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ เป็นต้นไป ประเทศไทยได้หวนกลับเข้าสู่ "สถานการณ์ปฏิวัติ" อีกครั้งหนึ่ง โดยจอมพล ถนอม กิตติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติ ได้ยึดอำนาจตัวเอง ยุบสภา ยกเลิกพรรคการเมืองต่าง ๆ และประกาศให้ประเทศถอดอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่เวลา ๒๐.๑๓ น. ของคืนวันเดียวกัน การยึดอำนาจครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบร้อยตามแบบไทย ๆ ไม่มีใครเสียเลือดเนื้อ ไม่มีใครเจ็บช้ำน้ำใจ ประชาชนทั่วไปก็เข้าใจได้ในทันที ที่มีการออกแถลงกรณ์ว่า การปฏิวัติยึดอำนาจตัวเองครั้งนี้ ก็คือการยุบสภานั้นเอง และบทเรียนในรอบ ๒๕ ปีที่ผ่านมานี้ ผู้ชนะในการปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้ง ดูเหมือนจะไม่ใช่ทหารหน่วยรบพิเศษจากป่าหวาย ลพบุรี หากแต่เป็นเพลงปลุกใจให้รักชาติของหลวงวิจิตรวาทการ ที่เปิดตามหลังคำแถลงการณ์มากกว่าอื่นใด นิมิตอันดีของคณะปฏิวัติ ๑๗ พฤศจิกายน ก็คือใจกว้างพอที่จะให้สถาบันหนังสือพิมพ์ของชาติเป็นตัวของตัวเองอยู่ต่อไป แต่ถึงกระนั้น สิทธิอันเป็นอำนาจเด็ดขาด ก็คงมีผลกระทบกระเทือนบรรยากาศของความก้าวหน้าทางความคิดอยู่ไม่น้อย ในฐานะสื่อมวลชน เราเชื่อมั่นว่าการปฏิวัติครั้งนี้จะนำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ประชาชนของชาติ บทเรียนซึ่งผ่านมาตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลา ๓๙ ปีแล้ว แม้จะล้มลุกคลุกคลานตลอดมา ก็ต้องถือว่าเป็นการทดลองที่น่าจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้รัดคุมยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต สังคมใดก็ตามที่ตกอยู่ในวิญญาณของการยึดอำนาจอยู่ตลอดเวลานั้น ย่อมเป็นสังคมที่พิการไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราจึงใคร่ขอวิงวอนและภาวนา ขออย่าให้ประเทศของเราต้องหวนเข้าสู่ยุคทมิฬ ที่ผ่านมาแต่อดีตเลย การรัฐประหารทุกครั้งย่อมมีผลทั้งทางบวกและทางลบ แม้จะถือเป็นความก้าวหน้าในความสำนึกทางการเมือง แต่บางครั้งก็อาจนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่จำเป็นเลยก็ได้ จำเพาะ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนี้ เราจัดทำเป็นเล่มพิเศษว่าด้วย "เมืองไทยในรอบ ๒๕ ปี ของรัชกาล ปัจจุบัน" ก็ตั้งใจอุทิศถวายให้แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันรัชดาภิเษกที่ผ่านมา เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน และเพื่อด้อนรับวันเฉลิมพระชนมพรรษา เราจึงจัดทำฉบับประจำเดือนธันวาคมนี้ โดยหยิบยกเอาความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งแง่บวกและแง่ลบ ที่ปรากฏขึ้นในเมืองไทยในรอบ ๒๕ ปีที่ผ่านมา เพื่อสำรวจดูว่า เรากำลังยืนอยู่ที่ไหน เจริญขึ้นหรือเสื่อมลง ซึ่งอาจจะตีความได้ทั้งสองทาง แม้จะไม่อาจครอบคลุมปัญหาไว้ในเล่มเดียวกันได้ทั้งหมด เราก็หวังว่าจะทำให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์และมองเห็นภาพบ้านเมืองได้พอสมควร เฉพาะฉบับนี้ เราก็เพิ่มหน้าหนาขึ้นกว่าเดิม เพราะได้กำลังใจมาจากท่านผู้อ่านที่ให้การต้อนรับสังคมศาสตร์ปริทัศน์ รายเดือน ที่ออกมาก่อนหน้าสองฉบับอย่างคาดไม่ถึง ยิ่งฉบับ "แนะนำสาธารณรัฐประชาชนจีน" นั้น เราจัดทำขึ้นมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อแสวงหาข้อมูลและความเป็นจริงเท่าที่จะหาได้จากความทันสมัยของโลกวิชาการ แม้จะมีผู้มองไปในแง่ไม่ดี หาว่าเราเอาลัทธิมาเผยแพร่ เมื่อมองอย่างเป็นกลาง ท่านก็คงตัดสินได้เอง ว่าเราหาได้ทำเช่นนั้นไม่ เราทำเพียงหน้าที่สื่อมวลชน ที่ถือความทันสมัยและความก้าวหน้าทางความคิดเป็นหลักเท่านั้น เราจึงขอยืนยันในจุดมุ่งหมายตั้งเดิมที่จะเสนอความคิดเห็นทางวิชาการอย่างเป็นกลาง และวิพากษ์วิจารณ์สังคมด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อไป ไม่ว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะผันผวนไป ๑๓๘ ทางใดก็ตาม เราเชื่อว่าความเจริญก้าวหน้าของสังคมจะมีทางเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อบุคคลมีเสรีภาพที่จะแสดง ความคิดของเขาได้อย่างเต็มที่ ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายที่สนับสนุนให้ประชาชนเผชิญหน้ากับความเป็น จริงของสังคมปัจจุบัน ดังคำแถลงอันเป็นเจตนาดีของหัวหน้าคณะปฏิวัติ ๑๗ พฤศจิกายน ที่กล่าวว่า "ที่ปฏิวัติ ครั้งนี้มิได้มีความมักใหญ่ใฝ่สูง คิดจะมีอำนาจตลอดไปก็หาไม่ แต่ทำด้วยความมีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง มิได้หวังจะกอบโกยหาประโยชน์ส่วนตัวเลย .... " เราเองก็จะยึดคำกล่าวนี้เป็นหลัก และจะคอยให้บ้านเมือง พ้นจาก "สถานการณ์ปฏิวัติ" กลับคืนสู่ "สภาพปรกติ" ตามหลักยึดมั่นแห่งกฎบัตรสหประชาชาติในเวลา ต่อไป เพื่อต้อนรับปีใหม่ ๒๕๑๕ ที่จะมาถึงในไม่ช้า เราขอสมนาคุณท่านที่จะสมัครเป็นสมาชิก สังคมศาสตร์ปริทัศน์ หรือจะส่งหนังสือเป็นของขวัญให้แก่ผู้ที่ท่านรักนับถือ อีกครั้งหนึ่ง โดยท่านจะใช้สิทธิของท่านได้ ตามราย ละเอียดที่ผู้จัดการของเราได้แนบมาภายในเล่มนี้แล้ว พร้อมกันนี้ก็ใคร่ขอแจ้งว่า ตั้งแต่ฉบับมกราคม ศกหน้า เป็นต้นไป เราจะเปลี่ยนเป็นฉบับขึ้นปีที่ ๑๐ โดยเริ่มนับฉบับมกราคมเป็นฉบับที่ ๑ ใหม่ เพื่อจะได้ไม่ให้ตัว เลขคาบปี และเพื่อสะดวกลำหรับผู้ที่จะเก็บรักษาเย็บเป็นเล่มปกแข็งต่อไป สำหรับผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกมาแต่ เดิม ก็จะได้หนังสือครบทั้ง ๑๒ เล่มตามเดือนที่เริ่มเป็นสมาชิก ส่วนผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกใหม่ก็อาจจะขอ เริ่มตั้งแต่ฉบับเดือน มกราคม ศกหน้า ได้เช่นเดียวกัน สมาชิกในต่างประเทศบอกรับและชำระค่าบำรุงได้ที่ผู้แทนของเรา ตามรายนามดังกล่าว โดยใช้เงินตราในประเทศนั้น ๆ ค่าสมาชิก กระดาษปอนด์ ปีละ ๑๕๐ บาท กระดาษปรู๊ฟมัน ปีละ ๑๒๐ บาท ขายปลีก กระดาษปอนด์ เล่มละ ๑๖ บาท กระดาษปรู๊ฟมัน เล่มละ ๑๒ บาท หนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ รายเดือน มีจำหน่ายตามตัวแทนและร้านหนังสือ ต่างประเทศต่อไปนี้ Our Agents U.K. The Treasurer Wat Thai, 99 Christ Church Road, East Sheen, S.W. 14. Prayote Mankongdee C/O Samaggi Sara 28 Princes Gate London S.W. 7 U.K. Rungsun Thanapornpun Cambridge, CB 3 ODS, FRANCE Dhawatchai Dhanabatara, Ambarsade Royale de Thaïlande 8, rue Greuze, Paris XVI eme. AUSTRIA S. Bamrungphong, Royal Thai Embassy Rennasse 1, Vienna 1010 CANADA Mrs. Dan Usher 153 Collingwood St. Kington, Ontario, INDIA Bundith Kridakorn, The Royal Thai Embassy, New Delhi, India Rainan Arunrungsi 17 Muttaz Hostel Aligarh Muslim University (U.P.) LOAS (1000 KIPs) Leo S. Sudham, Suchinda, 64, Sihom Rd. Vientiane. PHILIPPINES Chanchai Ungpakorn, Student Department Royal Thai Embassy, Commercial Center, P.O. Box 49, Makati, Rizal, D-708. U.S.A. Charnvit Kaset-Siri, 102 West Ave, Ithaca, N.Y. 14850 Charles Keyes, Dept. of Anthropology, Washington University, Seattle. Xaleoy Bunnag, 638 Independence Av. S.E. Washington D.C. 20003. Boonchoo Kulvarayudha, 308 E 18 th St. N.Y.C. (Ap + A). Pienvit Tanthibhaedyangkula, 1347 Eastern Park Way, Brooklyn N.Y. Koson Srisang, Divinity School, University of Chicago, Chicago Ill. 60302 Herbert Phillips, Dept. of Anthropology, University of California, Berkeley. Shalardchai Ramitanondh 102 Cornell Quarters, Ithaca, N.Y. 14850 Chaiwat Nantanapramoth 4312 Prospect Ave, Los Angeles, Calif 90027 Aran Patanothai, Agronomy Dept. College of Agricultures Iowa State University, Ames Iowa 50010 Vanich Pluwangkhun, Box 60116 N.W. Station, Oklahoma City, Okla 73106 Apichai Puntasen C/O Graduate Program in Economic Development, Garland Ave., Vander- bilt University, Nashville, Tennessee 37203 Chai-Siri Samuthawanich 914 A Eagle Height Apartment Madison, Wisconsin 53705 # สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ## THE SOCIAL SCIENCE REVIEW, MONTHLY No. 6 Vol. 9 December 1871 **President** Puay Ungphakorn Chairman of Editorial-Board : Sulak Sivaraks Editorial-Board : Chattip Nertsupha, Noranit Sethabut, Warin Wonghanchao, Verayute Vi- chlanchoi, Yongyoth Yothrevong, Suchart Sawadsri **The Social Science Review** is Printed by Sivaphorn Limited Partnership 74 Soi Rajjatephan, Makkasan, Bangkok, Thailand Tel. 515752 4 About this issue 6 Letters to the Editor 10 Leading Article Cover Story : Thailand in a Quarter of the Century Kamol Somwichien 12 Military P.M. Sathienpong 20 Buddhist Monks Apichai Panthasen 30 Economic Pipata Thai-Aree 40 Labour Prawait Wasee 48 Medicine and Public Health 60 Interviews From Past to Present : Art, Novel, University, Psychiatry. Chai-Anan Samuthawanich 75 Bunchana's Memoirs Warin Wonghanchao 89 Any Spy in Thailand ? Pansak Vinyaratin **The Third World** 68 A Talk with the First Thai Coup d'Etat Poetry Siriporn Nukaokwan 83 A Farewell The Wind-Wall Kamsing Srinawek 96 Echo from the Jungle **Short Story** Nikom Raiyawa 88 The Diver Man and Environment Yongyuth Yuthawong 100 Demographic Study at Ban Pai 104 Note and Comment 110 Book Reviews 114 Book-shelf News 119 Editor **ชิมพ์ที่ :** โรงพิมพ์ศิวพร นายจรัส วันทนทวี ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๑๙ **ก.ร. ขอรัชฎ์ณัติ:** วงเวียนนักกะสัน พระนคร โทร. ๕๑๗๕๒, ๕๒๖๓๙
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สุขภาพ
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1971
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การแพทย์
• สาธารณสุข
history_eduหมวดหมู่
สุขภาพ
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1971
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้