auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

จะปฏิรูปการเมืองให้สำเร็จได้อย่างไร

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เนื้อหาในเอกสารกล่าวถึงการปฏิรูปการเมืองของไทยให้สำเร็จ ควรเริ่มต้นด้วยการไม่พูดทางลบให้เสียกำลังใจ คนไทยควรมีจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันว่า คนไทยปฏิรูปการเมืองได้ จากนั้นเริ่มจากสภาพความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ เช่น ม. 211 ที่รัฐสภาแก้ไขออกมาไม่ตรงกับที่ คปพ. เสนอ ถ้าเราจะให้ไปทำแบบ คปพ. หรือกลับไปแก้ ม. 211 ใหม่ อย่างนี้ก็กลับไปไกลเกิน ก่อความยุ่งยากสับสนและคงจะไม่สำเร็จ ดังนั้นในระยะนี้ยังไม่ควรกลับไปแก้กฎกติกาที่จะทำงานในเรื่องนี้ ให้ยอมรับกฎกติกาที่เกิดขึ้นแล้วพยายามทำในเงื่อนไขที่มีเสียก่อน นอกจากลองแล้วทำไม่ได้จริงๆ ค่อยเสนอการแก้ไขกฎกติกา และสิ่งสำคัญของการปฏิรูปการเมืองก็คือการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายทั้งประชาชน สื่อมวลชน สภาร่างรัฐธรรมนูญ นักวิชาการ รัฐบาล และรัฐสภา

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

๑ ๐ ธันวาคม ๒๕๓๙ # จะปฏิรูปการเมือง ให้สำเร็จได้อย่างไร ## ๑. ความหวังและความกลัว ในขณะที่การปฏิรูปการเมืองกำลังเป็นกระแสใหญ่ สังคมไทยกำลังมีทั้งความหวังและความกลัวระคนกันอยู่ ที่หวังก็คือหวังว่าถ้าการปฏิรูปการเมืองสำเร็จอะไรต่ออะไรจะดีขึ้น ที่กลัวก็คือกลัวว่าจะไม่สำเร็จ กลัวว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญมันจะและ กลัวว่าพรรคการเมืองจะเข้ามาครอบ กลัวว่ารัฐบาลจะเล่นเกม กลัวว่านักวิชาการจะมาชี้นำ กลัวว่าจะขัดแย้งและนำไปสู่ความรุนแรง ฯลฯ ที่ไม่พอใจก็มี เช่น ไม่พอใจว่า ม.๒๑๑ ที่แก้ไขโดยรัฐสภาแล้วนั้นไม่เหมือน ของคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) หรือไม่ถูกใจ ๑ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ไม่พอใจที่กำหนดอายุผู้สมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ว่า ต้อง ๓๕ ปีขึ้นไป คนหนุ่มสาวกว่านี้ไม่มีความคิดหรือไร ทำไมต้องกำหนดคุณวุฒิว่าต้องจบปริญญาตรีแล้วคนจนจะมีส่วนร่างรัฐ- ธรรมนูญได้อย่างไร ทำไมกำหนดให้ผู้สมัครมาเลือกกันเองไม่ตลกไปหน่อยหรือ และจะเลือก ได้ถูกอย่างไร แล้วยังกำหนดเวลาสมัคร ๙-๑๓ ธันวาคม และให้เลือกกันเอง ๑๕ ธัน- วาคมกระชั้นอย่างนี้ยังไม่ทันรู้จักว่าใครเป็นใครแล้วจะเลือกกันได้ถูกอย่างไรฯลฯ ที่กลัวและไม่พอใจนี้มีสาเหตุแต่ไม่ควรจะปล่อยให้ความกลัวและความไม่ พอใจมาเป็นอุปสรรคต่อการที่จะปฏิรูปการเมืองให้สำเร็จ จะต้องมีวิธีจัดการกับความกลัวและความไม่พอใจให้นำไปสู่การปฏิรูปการ เมืองให้สำเร็จ อย่าลืมว่าเป้าหมายของเราคือการที่บ้านเมืองดีขึ้นไม่ใช่เอาทิฐิของเราเป็น ใหญ่ หรือเอาความชอบความชังส่วนตัวของเราเป็นที่ตั้ง ตัวตั้งคือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนตัวเราเองไม่เป็นไร พร้อม ที่จะปรับทิฐิและประนีประนอมได้ ขอให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติและ ประชาชนก็แล้วกัน นี้คือธรรมะเบื้องต้นแห่งการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ประเทศไทยมีเรื่องใหญ่ ๆ ยาก ๆ ที่ต้องการแก้ไขหลายอย่าง แต่เรื่องเหล่า นี้ก็ดูใหม่และยากเกินกว่าที่คิดว่าใครจะแก้ไขได้ แต่หากแก้ไม่ได้บ้านเมืองก็ จะเข้าไปสู่วิกฤตการณ์และความรุนแรง สังคมไทยจึงต้องเรียนรู้การที่จะแก้ ไขปัญหาใหญ่ ๆ ยาก ๆ ให้สำเร็จ การปฏิรูปการเมืองเป็นเรื่องใหญ่และยากอย่างหนึ่งที่ท้าทายความสามารถ ของสังคมไทย ๒ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง การที่จะทำเรื่องใหญ่และยากได้ต้องการ"จิตใหญ่"ถ้าจิตเล็กเท่ารูเข็มช้าง ลอดไม่ได้ การที่จะทำงานใหญ่ได้ กรอบความคิดต้องใหญ่ ใหญ่พอที่จะรับ ความแตกต่างหลากหลาย ต้องเข้าใจความเป็นโครงสร้าง ของต่างกันเชื่อมโยงอยู่ในโครงสร้างเดียวกันได้ เช่น โครงสร้างของบ้าน ประกอบด้วยของแตกต่างกันเข้ามาเชื่อมโยงกัน ความคิดที่ต่างกันก็เชื่อม โยงอยู่ในโครงสร้างแห่งการปฏิรูปการเมืองเดียวกันได้ ## ๒. การมองทางบวกและการตั้งโจทย์ให้ถูก มองทางบวก (optimism) เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ การมองทางบวก หรือมีความหวังมีผลกระทบทางชีววิทยา จนมีผู้เขียนเรื่อง "ชีววิทยาแห่งความ หวัง" (Biology of Hope) เมื่อมีความหวัง "สารสุข" คือสารเอ็นดอร์ฟินหลั่งออกมาทำให้มีความสุข มีกำลังใจ มีปัญญา ถ้ามองในแง่ลบและหมดหวัง "สารทุกข์" ออกมาทำให้เครียด ทุกข์ เป็น โรคหวาดระแวงไปหมด ก้าวร้าวเกินเหตุ ไม่มีกำลังใจที่จะคิดจะทำอะไรต่อไป เรื่องการปฏิรูปการเมืองนี้การมองทางบวก และพูดทางบวกจะเป็นปัจจัย ส่งเสริมให้สำเร็จ การที่สังคมจะมีความเห็นพ้องถึงขนาดที่ว่าประเทศไทยควรมีการปฏิรูปการ เมืองไม่ใช่เกิดขึ้นง่ายๆ จะเกิดต่อเมื่อมีการพ่ายแพ้สงครามอย่างย่อยยับ เช่น ญี่ปุ่นและเยอรมนี หรือในสภาพที่เกิดหรือกำลังจะเกิดสงครามกลางเมือง หรือในกรณีที่การปฏิวัติรัฐประหาร ตามปกติ "หน้าต่างแห่งโอกาส" จะไม่เปิดให้มีการแก้ไขปัญหาของประเทศ ในเรื่องที่สำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์ประเทศไทย"หน้าต่างแห่งโอกาส” เพื่อการปฏิรูปการเมือง เคยเปิดขึ้น ๒ ครั้ง คือเมื่อมิถุนายน ๒๔๗๕ และเมื่อพฤษภาคม ๒๕๓๕ แต่ใน ๒ ครั้งนั้นสังคมไทยยังไม่มีความรู้เรื่องปฏิรูปการเมืองพอ ๓ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ในขณะนี้กระแสเรียกร้องปฏิรูปการเมืองสูงมาก สูงจนไม่มีพรรคการเมืองใดปฏิเสธ และรัฐบาลก็ประกาศเป็นนโยบายว่าจะสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองเต็มที่ กระแสสูงขนาดนี้ไม่ว่าในเรื่องใดๆ ไม่เกิดขึ้นได้ง่ายเลย คนไทยควรจะใช้โอกาสนี้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาพื้นฐานต่างๆ ที่หมักหมมและเป็นชนวนวิกฤตในสังคมไทย คนไทยทุกฝ่ายควรจะมีสติประคับประคองและเข้าใจการใช้โอกาสนี้ให้เป็นเริ่มต้นไม่ควรจะพูดทางลบให้เสียกำลังใจ เช่น ว่าทำไม่ได้ ต้องล้มเหลว สภาร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นสภาโจ๊กพรรคการเมืองจะครอบงำจนทำไม่สำเร็จฯลฯ อันจะทำให้ท้อถอย หมดหวัง และไม่ใช้สติปัญญาอย่างจริงจังที่จะทำให้สำเร็จและพลอยเครียดและเป็นโรคประสาทกันไปหมด เพราะ "สารทุกข์" มันออกมาในร่างกาย โรคประสาททางสังคมแบบนี้จะนำไปสู่ความจนตรอกและเกิดวิกฤตการณ์รุนแรง คนไทยต้องมีจินตนาการว่าจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จจินตนาการจะกระตุ้นการแสดงหาทางปัญญา อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" (Imagination is more important than knowledge) เพราะจินตนาการกระตุ้นให้เกิดการแสดงหาความรู้ ในการจะทำอะไรให้สำเร็จจะใช้เฉพาะความรู้เท่านั้นไม่มีพลังพอ เพราะความรู้มีข้อจำกัด ด้วยความรู้ที่มีอยู่ก็จะคิดว่าไอ้นั่นก็ทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ทำไม่ได้ เจ้าชายสิทธัตถะทรงมีจินตนาการว่า "มนุษย์พันทุกข์ได้" ซึ่งเป็นจินตนาการที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ขณะนั้นไม่ทรงมีความรู้ว่าทำอย่างไร ดังที่เที่ยวทรงลองผิดลองถูกอีกนานตั้ง ๖ ปี แต่จินตนาการที่ยิ่งใหญ่ได้เป็นเครื่องกระตุ้นให้ทรงแสวงหาปัญญาอันยิ่งใหญ่ และปัญญาอันยิ่งใหญ่ที่เริ่มด้วยจินตนาการนั้นได้สาดส่องช่วยมนุษยชาติมาเป็นเวลานับพันปี ๔ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ฉะนั้นในเรื่องการปฏิรูปการเมืองนี้ อย่าเพิ่งไปเอา "ความรู้" ว่ามันติดขัดร้อยแปดที่จะทำให้ทำไม่ได้มาเป็นตัวนำ แต่คนไทยควรมีจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันว่า "คนไทยปฏิรูปการเมืองได้" แล้วช่วยกันแสวงหาปัญญาที่จะทำให้สำเร็จ โจทย์ของเราคือเรื่องนี้ทำให้สำเร็จได้อย่างไร ไม่ใช่ทำไมจึงไม่สำเร็จ ขอสื่อมวลชนช่วยกันเผยแพร่จินตนาการแห่งความหวังว่า"คนไทยปฏิรูปการเมืองได้" แต่ถ้าใครยังอดไม่ได้ที่จะหลั่ง "สารทุกข์" ในร่างกาย ขอให้ความทุกข์นั้นจงอย่าระบาดเป็นโรคติดต่อทำลายความหวังของสังคมไทยเลย ขอให้ทุกข์ของท่านมลายกลายเป็นความหวังเถิด แล้วมีกำลังใจมาช่วยกันแสวงหาวิธีการที่จะทำให้สำเร็จ แม้จะมีข้อจำกัดต่าง ๆ ๓. เริ่มจากสภาพความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ สภาพความเป็นจริงไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบมีที่มาที่ไปหรือมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เป็นอย่างนั้น เช่น ม.๒๑๑ ที่รัฐสภาแก้ไขออกมาไม่ตรงกับที่ คพป. เสนอ และคงจะมีข้อบกพร่องหลายอย่าง หรืออย่างที่กำหนดว่าคนที่เป็นสมาชิกสภาร่างฯ จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีหลายคนก็ไม่ชอบใจกระบวนการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างฯ ก็คงจะมีปัญหา แต่ถ้าเราจะบอกว่าให้ไปทำแบบ คพป. เถิด หรือกลับไปแก้ ม.๒๑๑ กันใหม่เถิด อย่างนี้ก็จะกลับไปไกลเกิน ก่อความสับสนยุ่งยาก ทะเลาะกันใหญ่อีก และคงจะไม่สำเร็จ ฉะนั้นท่าทีในเรื่องนี้ก็คือ "จากสภาพความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ ถึงมันจะไม่ดีหรือไม่สมใจเรา จะทำอย่างไรจึงจะดีที่สุด" ๕ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ในระยะนี้ยังไม่ควรเสนอการกลับไปแก้กฎกติกาที่จะทำงานในเรื่องนี้(มีผู้อ้างว่าผมเสนอให้มหาวิทยาลัย สสร. ๒๓ คนเอง ผมไม่เคยเสนอเช่นนั้นเพราะจะทำให้สับสนมาก) ขณะนี้อย่าพยายามทำให้สับสน ยอมรับกฎกติกา ที่เกิดขึ้นแล้วพยายามทำในเงื่อนไขที่มีเสียก่อนนอกจากได้ลองแล้วว่ามันทำไม่ได้จริงๆ ค่อยเสนอการแก้ไขกฎกติกาของการกระทำ ## ๔. สัมมาทิฐิ เบญจภาคีแห่งการปฏิรูปการเมือง แนวคิดหลักหรือทิฐิที่เกี่ยวกับวิธีทำงานเป็นปัจจัยกำหนดความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ฉะนั้นควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ถ้าแนวคิดวิธีการทำงานในเรื่องการปฏิรูปการเมืองเป็นเชิงอำนาจ เช่น เป็นอำนาจของสภาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น เป็นอำนาจของรัฐสภาเท่านั้น หรือแม้คิดเป็นเรื่องพลังอำนาจของกลุ่มหรือก็กใด จะนำไปสู่การแตกความสามัคคีและอาจถึงปะทะกันรุนแรง การคิดเชิงอำนาจจะไม่นำไปสู่ความสำเร็จเพราะเป็นมิจฉาทิฐิ เรื่องนี้ควรจะทำด้วยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย มีความเป็นพหุภาคีหรือทำงานอย่างมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างฝ่ายต่างๆ อย่างน้อยน่าจะมี ๕ ฝ่าย ที่ร่วมมือกันเป็นเบญจภาคีแห่งการปฏิรูปการเมืองคือ ๑. ประชาชนและสื่อมวลชน ๒. สภาร่างรัฐธรรมนูญ ๓. นักวิชาการ ๔. รัฐบาล ๕. รัฐสภา แต่อาจจะมีฝ่ายอื่นๆ อีก เช่น พรรคการเมือง ภาคธุรกิจ เมื่อมีมากฝ่ายก็เป็นพหุภาคี ไม่ควรใช้การเผชิญหน้า แต่ใช้หลัก "การเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ในการปฏิบัติ" (interactive learning through action) ในเรื่องยากๆ ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายเดียวที่จะมีปัญญาเพียงพอที่จะทำให้สำเร็จ ต้องอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ๖ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ฉะนั้นในเรื่องนี้ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะทำงานไปโดยเอกเทศ แต่ควรทำงานร่วมกับฝ่ายอื่นๆ โดยเฉพาะกับประชาชนและสื่อมวลชน ## ๕. บทบาทของภาคประชาชนและสื่อมวลชน บทบาทของภาคประชาชนซึ่งรวมถึงองค์กรเอกชนสาธารณะประโยชน์และสื่อมวลชนด้วยมีความสำคัญที่สุด ในระบอบประชาธิปไตยฐานอำนาจออยู่ที่ประชาชน การยกร่างและการรับรองรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของประชาชน องค์กรอื่นๆ เป็นเครื่องมือของประชาชน ความตื่นตัวทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น พฤติกรรมของนักการเมืองเป็นอนิจจัง แปรผันตามความตื่นตัวของประชาชน อย่าไปมองว่านักการเมืองเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นตายตัว อย่าเข้าไปสู่ทิฐิว่าสิ่งต่างๆ ตายตัว (นิจจัง) สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นอนิจจัง คือขยับเขยื้อนเปลี่ยนแปลงได้ นี้เป็นหลักธรรมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ควรนำมาใช้ คนทั่วไปมักจะมีทรรศนะแบบตายตัวซึ่งผิดความจริง ทำให้เข้าไปสู่ความเคลื่อนจากสถานะเดิมไม่ได้ ขัดแย้ง ปะทะ และรุนแรง การเข้าใจความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่งทั้งหลายจะทำให้เน้นกระบวนการ (process) เพื่อให้ขยับเขยื้อนเปลี่ยนแปลงปรับปรุงได้เรื่อยๆ ยิ่งกว่าการคาดหมายผลตายตัว (finished product) ที่ถ้าไม่ได้ตามที่ตนหรือกลุ่มของตนคาดหมายก็ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง พฤติกรรมของนักการเมืองหรือแม้ของบุคคลอื่นใดเป็นอนิจจัง ถ้าประชาชนไม่ตื่นตัวพฤติกรรมจะเป็นอย่างหนึ่ง แต่ถ้าประชาชนตื่นตัวพฤติกรรมจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ความตื่นตัวทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเป็นปัจจัยชี้ขาด ๗ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ประชาชนไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญแต่ประชาชนสามารถระดมความคิดว่าตนมีปัญหาอะไร อยากเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างไร มีเรื่องหลัก ๆ อะไรบ้างที่อยากให้แก้ไข ในการที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยประชาชนมีส่วนร่วมนี้เป็นโอกาสที่ประชาชนทั้งประเทศจะยกระดับจิตสำนึกทางการเมือง ทุกจังหวัดควรมีการจัดเวทีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้มาระดมความคิดกันว่าอยากเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างไรและกระตุ้นให้มีการสมัครเป็น สสร. กันให้มาก ๆ และเชิญผู้สมัครทุกคนมาพูดจาระดมความคิดกัน ในที่สุดจากผู้สมัครทั้งหมดแต่ละจังหวัดจะเลือกกันเองเหลือ ๑๐ และรัฐสภาเลือกเหลือหนึ่ง อย่าให้ความสำคัญแต่ว่าใครจะเป็นหนึ่งนี้เท่านั้น ในกระบวนการแบบมีส่วนร่วมทั้งหมดมีความสำคัญ คนที่สมัครแล้วไม่ได้รับเลือกก็มีความสำคัญ สำคัญคือร่วมระดมความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป นี้เป็นประเด็นสำคัญว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องอำนาจ ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เน้นที่การมีส่วนร่วมของทั้งหมด ต้องระวังไว้อย่างหนึ่งว่าการเคลื่อนไหวของกระบวนการประชาชนนั้นต้องไม่ใช่การใช้อำนาจกดดัน แต่เป็นการเคลื่อนไหวทางปัญญาคือ การทำความจริง(ทุกข์)ให้ปรากฏ และระดมความคิดในหลักการที่สำคัญๆ ของการแก้ปัญหา ในเมื่อบ้านเมืองมีการ"เปิดฝา”ประชาธิปไตยให้มีเสรีภาพในการแสดงออกต้องรู้จักความพอดี ความมีเหตุมีผล มีการแสดงออกด้วยดี ถ้าขาดความพอดีขาดความมีเหตุผลและขาดการแสดงออกด้วยดี จะเกิดความเบื่อหน่ายและไม่เห็นพ้องในสังคม ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยชะงักงันไม่ก้าวหน้าอย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ความตื่นตัวทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนไม่ใช่จะมีประโยชน์เฉพาะการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่จะมีประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ของบ้านเมือง เพราะฉะนั้นฝ่ายต่างๆ ควรจะเข้ามาสนับสนุนในข้อนี้ ๘ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง นายกรัฐมนตรีควรจะจัดสรรงบประมาณจากงบกลางไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ล้านบาทสนับสนุนองค์กรกลางองค์กรอื่นๆ ที่รณรงค์ประชาธิปไตยและมหาวิทยาลัยให้ส่งเสริมความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในทุกจังหวัดและในระดับชาติ ## ๖. การทำงานของสภาร่างรัฐธรรมนูญ และภาคีอื่น ๆ ### สภาร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ควรปิดห้องยกร่างรัฐธรรมนูญกัน แต่ควรทำโดยเปิดเผยและมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม สภาร่างฯ ควรมีคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มต่างๆ และตามพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวางตามที่กล่าวถึงในข้อ ๕ พยายามประมวลให้ได้หลักการและสาระที่สำคัญ แล้วจึงให้ผู้เชี่ยวชาญยกร่างให้ดู ในระหว่างที่ยกร่างนั้นก็ให้ประชาชนและสื่อมวลชนช่วยกันดูด้วยเพื่อจะได้ไม่ผิดพลาดไปจากเจตนารมณ์ของประชาชน ถือเป็นการมีส่วนร่วมกันไปในตัวไม่ต้องมาขัดแย้งกันทีหลัง และถ้าใช้การมีส่วนร่วมกันตลอดกระบวนการการลงประชามติตอนท้ายก็ไม่จำเป็นแล้ว เพราะได้ร่วมกันมาอยู่แล้ว ### นักวิชาการ นักวิชาการ มีบทบาทหลายอย่าง เช่น ส่งเสริมความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมของประชาชน ศึกษาค้นคว้าทำความชัดเจนในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายรัฐธรรมนูญ รับฟังความคิดเห็นและเจตนารมณ์ของประชาชน รวมทั้งบางท่านอาจช่วยกันลองยกร่างให้ประชาชนดู เป็นการทำงานทางวิชาการ สุดแต่ว่าใครต้องการจะเอาไปใช้หรือไม่ ซึ่งอาจช่วยในการพิจารณาของประชาชนและสภาร่างฯ ง่ายขึ้น ๙ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ## รัฐบาล รัฐบาลดวรสนับสนุนกระบวนการทั้งหมดทุกวิถีทาง เช่น สนับสนุนงบประมาณให้กระบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน ให้สื่อมวลชนของรัฐสนับสนุนกระบวนการประชาชน ให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจมีส่วนร่วมสนับสนุนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และทำความเข้าใจเรื่องการปฏิรูปการเมือง ## รัฐสภา รัฐสภาไม่ใช่รออยู่เฉยๆ จนสภาร่างฯ ทำเสร็จแล้วเสนอเข้ามาแล้วจึงโหวตว่ารับหรือไม่รับแต่ควรมีปฏิสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการกับกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นการมีส่วนร่วมกันมาตั้งแต่ต้น เมื่อร่างรัฐธรรมนูญมาถึงรัฐสภาก็สามารถรับรองได้อย่างรวดเร็ว ไม่ยึดเยื้อยกยัก และไม่ต้องถึงมีเรื่องส่งไปขอประชามติ เพราะถ้าถึงขั้นนั้นแล้วสังคมไทยยังขาดความพร้อมอาจเกิดเรื่องขึ้นได้ ## ๗. ปัจฉิมกถา โดยสรุปที่กล่าวมาทั้งหมดคือแนวคิดและวิธีทำงานที่จะปฏิรูปการเมืองให้สำเร็จ โดยใช้การมีส่วนร่วมหรือความเป็นภาคีของทุกฝ่าย ทั้งภาคประชาชน สื่อมวลชน สภาร่างรัฐธรรมนูญ นักวิชาการ รัฐบาล และรัฐสภา ไม่เน้นที่ความสัมพันธ์กันด้วยอำนาจต่อเนื่องที่ความสัมพันธ์กันด้วยความเป็นกัลยาณมิตร คือ ส่งเสริมการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และการร่วมมือกันเป็นภาคี และหากภาคธุรกิจซึ่งมีกำลังมากจะเข้ามาส่งเสริมกระบวนการทั้งหมดด้วยก็ยิ่งเป็นการดีโดยวิธีนี้จะป้องกันความขัดแย้งรุนแรงในการยกร่างรัฐธรรมนูญ และช่วยให้การปฏิรูปการเมืองสำเร็จได้ด้วยดี ในการนี้ต้องการความมีวุฒิสภาวะของทุกฝ่ายในสังคมไทย เข้าใจวิธีร่วมมือกันแก้ปัญหายากๆ ของประเทศ เพื่อสร้างหลักการกรอบ กติกา โครงสร้าง และกลไกที่สังคมไทยจะอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก ๑๐ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตักเตือนว่า ถ้าคนไทยมีความสามัคคีกันก็จะมีความสำเร็จ ๑๑ PGET จะปฏิรูปการเมือง ให้สำเร็จได้อย่างไร ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 1996

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
10% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
9% Match
คุยกับผู้อ่าน : สืบ นาคะเสถียร เขาตายเพื่อปลุกมโนสำนึกของชาติ (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 138 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2533)
9% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การปฏิรูปการเมือง

• รัฐธรรมนูญ – ไทย

• ไทย – การเมืองและการปกครอง

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 1996

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้