auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

วิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่และสังคมไทย

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เนื้อหาในเอกสารกล่าวถึงหลังการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีควรสร้างรากฐานศีลธรรมของสังคมใหม่ ให้เป็นสังคมที่เคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ และควรสนับสนุนและจัดตั้งองค์กรอิสระในการสร้างความรู้ นอกจากนี้ควรมีวิสัยทัศน์ที่เข้าใจความเป็นประชาสังคม

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

๓ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ วิสัยทัศน์ ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และสังคมไทย หลังการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ เราจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ วิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทย วิสัยของทัศนะกำหนดวิสัยของพฤติกรรม คนจำนวนมากมีเจตนารมณ์ แต่วิสัยทัศน์แคบ สั้น ทำให้ทำการไม่สำเร็จหรือก่อให้เกิดปัญหา เพราะวิสัยทัศน์แคบสั้น ย่อมไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ในระบบการเมืองปัจจุบันย่อมคาดหวังได้ยากว่าจะได้นายกรัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์กว้างยาวไกล อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญกว่าวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีคือวิสัยทัศน์ของสังคมไทย เพราะในที่สุดวิสัยทัศน์ของสังคมไทยย่อมกำหนดความเป็นไปทั้งหมดของสังคมไทยรวมทั้งการที่จะได้นายกรัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์อย่างไรด้วย ๑ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ฉะนั้นบทความนี้จึงชื่อ "วิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่" เพื่อให้ เหมาะกับเหตุการณ์ปัจจุบัน มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นสังคมไทยทั้งหมดให้ สร้างวิสัยทัศน์ใหม่ร่วมกัน ## การเข้าใจความเป็นจริงใหม่ วิสัยทัศน์เกิดจากการเข้าใจความจริงและความเป็นจริง ถ้าขาดการเข้าใจ ความจริงและความเป็นจริงแล้ว ย่อมไม่มีวิสัยทัศน์ (ที่สอดคล้องกับความเป็น จริง) หรือการเข้าใจแต่ความจริงอย่างเดียว แต่ไม่เข้าใจความเป็นจริง ก็เกิด วิสัยทัศน์ที่กะพร่องกะแพร่งและไม่นำไปสู่ความสำเร็จประโยชน์ ดังเช่นวิธีการ ของชาวพุทธไทยเกือบทั้งหมด ที่เอาหลักธรรมเป็นตัวตั้งแต่เพียงหลักเดียว แต่ไม่เอาหลักความเป็นจริงของสังคมเป็นตัวตั้งรวมอีกหลักหนึ่ง หลักธรรมนั้นเหมือนเดิม แต่ความจริงของสังคมตั้งแต่พุทธกาลถึงปัจจุบัน เปลี่ยนไปมากสุดพรรณนา เมื่อชาวพุทธไม่เข้าใจความเป็นจริงของสังคม จึง ได้แต่สรรเสริญธรรมะไปเรื่อย ๆ แต่ไม่มียุทธศาสตร์เพราะการที่จะมียุทธศาสตร์ จะต้องเข้าใจทั้งความจริงและความเป็นจริง ยุทธศาสตร์เป็นปัญญาที่เค้นคิดหาแนวทางปฏิบัติที่จะสำเร็จประโยชน์ โดยใช้ทั้งความรู้ความจริงและความเป็นจริงซึ่งรวมถึงประสิทธิผลและประสิทธิ- ภาพของเครื่องมือที่จะแก้ปัญหา ยุทธศาสตร์คือการที่ใช้หลักธรรมด้วยปัญญา แต่เป็นปัญญาที่รวมเรื่อง อื่น ๆ อีกมากหลาย ฉะนั้นการที่ธรรมะไม่มียุทธศาสตร์ จึงทำให้ไม่ได้ผลแม้ธรรมะจะเป็นของ ดี ซึ่งควรขยายความเข้าใจธรรมะให้กว้างสมความหมายให้รวมถึงปัญญาที่ กำหนดยุทธศาสตร์ได้ด้วย ชาวพุทธที่ดี ๆ นั้นเป็นขุมกำลังที่สำคัญของการพัฒนา ที่พูดมานี้เพื่อ กระตุ้นชาวพุทธให้สามารถพัฒนาศักยภาพของตนให้สูงขึ้น โดยไม่เอาแต่ สรรเสริญหลักธรรมอยู่เท่านั้นแต่ศึกษาให้เข้าใจความเป็นจริงของสังคมปัจจุบัน ๒ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง และสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ให้เกิดความดีขึ้นมาได้ สังคมปัจจุบันต่างจากสังคมครั้งพุทธกาล หรือครั้งต้นรัตนโกสินทร์หรือ สังคมเมื่อ๕๐ ปีก่อนมากสังคมแต่ก่อนแยกกันอยู่เป็นส่วน ๆ เป็นสังคมที่ดีชั่วขึ้น กับการกระทำ (กรรม) ของตัวเอง อะไรที่เกิดขึ้นที่ยุโรป หรือตะวันออกกลาง หรือกรุงเทพฯ ไม่มีผลกระทบต่อการทำมาหากินของคนในหมู่บ้านที่ห่างไกล ในประเทศไทย แต่สังคมปัจจุบันเชื่อมโยงติดต่อถึงกันหมดอย่างสลับซับซ้อนและเคลื่อน ไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลกระทบเกิดขึ้นจากปัจจัยที่อยู่ห่างไกล อัน ชาวบ้านไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ราคามันสำปะหลัง ราคายาง ราคาข้าว ขึ้นกับราคาในตลาดโลกซึ่งขึ้นกับปัจจัยอีกหลายๆ อย่าง เช่น การตัดสินใจของ ประชาคมยุโรป การออกกฎหมายการเกษตรในสหรัฐอเมริกา ฯลฯ หรือหุ้น ล่มเกิดจากปัจจัยที่อื่นในโลกที่คนไทยควบคุมไม่ได้ ในสังคมที่เชื่อมโยงและสลับซับซ้อนเกิดวิกฤตในเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายเพราะ ได้รับผลกระทบจากปัจจัยแม่น้อยนิดที่ใดในระบบก็หวั่นไหวได้ง่าย (ควรอ่าน ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วย chaos) สังคมที่มีความเข้าใจเก่า ๆ จิตสำนึกเก่า ๆ ใช้หลักการเก่า ๆ จึงไม่สามารถ เผชิญกับความสลับซับซ้อนของสังคมใหม่ ๆ ได้ สถาบันทางสังคมที่เคยได้ผลในสังคมเก่า ๆ มาบัดนี้ไม่ได้ผลเสียแล้ว ไม่ ว่าจะเป็นสถาบันทางการเมือง สถาบันทางราชการ สถาบันทางศาสนา สถาบัน ทางการศึกษา สถาบันเหล่านี้ใหญ่โตแต่ไม่มีพลังในสถานการณ์ใหม่ที่สลับซับซ้อนและ อ่อนไหวจึงเกิดความเสื่อมทรามทั่วไปหมดความเสื่อมทรามคือความไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ จิตใจ จิตวิญญาณ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม หรือการเมือง รวมเรียกว่าเป็นวิกฤตการณ์ทางศีลธรรม (moral crisis) วิกฤตการณ์ทางศีลธรรมมีผลกระทบต่อมนุษย์อย่างใหญ่หลวงเพราะมนุษย์ โดยธรรมชาติต้องการศีลธรรม ๓ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง การปลุกปล้ำเคี่ยวเข็ญจะให้สถาบันทางสังคมต่างๆ กอบกู้ศีลธรรมในรูป เดิม ๆ จึงไม่ได้ผล สถาบันนั้นๆ ยังเอาตัวเองไม่ค่อยรอดในสถานการณ์ใหม่ ไม่ใช่ว่าในสถาบันต่าง ๆ ไม่มีคนดี แต่ต่อให้ดีอย่างไรสถาบันในรูปเก่า ๆ ก็ไม่ สามารถเผชิญกับความแรงของปัญหาสังคมสมัยใหม่ที่สลับซับซ้อนและเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วได้ วิกฤตการณ์ทางศีลธรรมเป็นเหมือนอะไรที่ใหญ่โตที่กดทับมนุษย์อยู่อย่าง มองไม่เห็นทางสลัดออกทำให้เกิดความงุ่นง่าน บีบคั้นท้อถอย สิ้นหวัง (hope- lessness) ความรู้สึกสิ้นหวังมีผลกระทบอย่างแรงต่อระบบร่างกาย และพฤติกรรม ของมนุษย์ ในท่ามกลางสภาพอย่างนี้จะเกิดการกล่าวหา และทะเลาะกันสูง การกล่าวหาและทะเลาะกันที่จะทำให้สถาบันต่าง ๆ ทำงานอย่างได้ผลในกรอบ เดิมคงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะในความเป็นจริงของสังคมใหม่ ไม่มีสถาบันใด ๆ จะแก้ปัญหาได้ในกรอบเดิม ฉะนั้นนอกเหนือไปจากการกล่าวหาและทะเลาะ กันแล้ว ควรจะต้องระลึกรู้ว่าการทำความเข้าใจความเป็นจริงใหม่และแสวง หาวิธีแก้ปัญหาในกรอบใหม่ร่วมกันซึ่งถ้าเข้าใจก็ไม่เป็นการยากนักที่จะแก้ปัญหา และทุกคนมีความสำคัญและมีบทบาทได้ ## กระแสใหญ่ของโลก มีการพูดถึงความเป็นโลกเดียวกันหรือโลกาภิวัตน์โดยพูดถึง ๒ เรื่องใหญ่ ๆ คือ เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ และข้อมูลข่าวสารโลกาภิวัตน์ แต่ถ้าเห็นเพียง ๒ เรื่องก็นับว่าไม่สมบูรณ์เป็นอย่างยิ่งเพราะมีกระแสใหญ่ อื่น ๆ ของโลกอีกที่บ่งให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานแห่งมนุษย์กำลังเกิดขึ้น กระแสใหญ่อีก ๖ อย่างที่เป็นกระแสโลกคือ ๑. ประชาธิปไตย ๒. สิทธิมนุษยชน ๓. ความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย ๔ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ๔. จิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อม ๕. ชุมชนและความเคลื่อนไหวเรื่องประชาสังคม (Civil Society) ๖. การคิดแบบเชื่อมโยงเป็นบูรณาการ (integrative mind) สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ๔ อย่างดังนี้ ๑. การเปลี่ยนจิตเป็นจิตที่เชื่อมโยงเป็นบูรณาการ ปัญหาที่แล้วมาของมนุษย์คือการคิดแบบแยกส่วน มาบัดนี้กำลัง เปลี่ยนแปลงไปสู่การคิดแบบเชื่อมโยงมากขึ้น เช่น ระหว่างวิทยาศาสตร์กับ ศาสนา หรือระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันกับการแพทย์ทางวัฒนธรรมและ สุขภาพทางจิตวิญญาณ (spiritual health) เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อ จิตมนุษย์เปลี่ยน ทุกอย่างก็จะเปลี่ยน ๒. การเคารพคุณค่าของมนุษย์ เรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย และความเคลื่อน ไหวมนุษยนิยมอื่น ๆ มีฐานจริยธรรมที่ฝังลึกอยู่ในการเคารพคุณค่าของมนุษย์ ทุกคน ซึ่งเป็นฐานทางจริยธรรมที่ใหญ่มาก ๓. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม โครงสร้างทางสังคมเก่าเน้นที่ความสัมพันธ์กันด้วยอำนาจตามแนวดิ่ง กระแสประชาธิปไตยการกระจายอำนาจการมีส่วนร่วมความเข้มแข็งของชุมชน ประชาสังคมคือกระแสใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ไปสู่ความสัมพันธ์ใหม่ตามแนวราบ ซึ่งนับวันจะใหญ่ขึ้นเรื่อย ไม่มีวันหวนกลับ เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ๔. ความปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกัน จิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อม กระบวนการสันติวิธี ความปลอดสงคราม ๕ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง อย่างไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ขบวนการชุมชน และขบวนการ ประชาสังคม ล้วนสะท้อนความปรารถนาของมนุษย์ที่จะดำรงอยู่ร่วมกันอย่าง สันติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม การดำรงอยู่ ร่วมกันนี้เป็นบรมอัตถคติหรือบรมธรรมที่มนุษย์ทั้งหมดจะบรรลุร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของมนุษย์ทั้ง ๔ อย่างนี้เป็นของจริง ขอให้ ศึกษาดูเถิด การเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นกระแสใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนภายใน ๒๐- ๒๕ ปีข้างหน้า จะเป็นกระแสใหญ่ของโลกที่จะนำไปสู่การดำรงอยู่ร่วมกันของ มนุษย์ทั้งหมด ถ้ามีวิสัยทัศน์ดังกล่าวก็จะไม่ท้อถอย หมดหวังหรือทุรนทุราย ต่อสภาวะวิกฤตที่กำลังเป็นไปเกินไปนักแต่จะพลิกสถานการณ์ไปสู่พลังสร้าง สรรค์ได้ ## ศีลธรรมใหม่และวิธีการใหม่ ในการเผชิญกับปัญหาที่สลับซับซ้อนและเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็ว กรอบความคิดเก่าๆ และวิธีการเก่าๆ ใช้ไม่ได้ผลแล้ว ต้องการกรอบ ความคิดใหม่ และวิธีการใหม่อาจเรียกว่าเป็นกระบวนทรรศน์ใหม่ (New De- velopment Paradigm) กระบวนทรรศน์เก่ามีฐานอยู่ในการแยกส่วน (Compartmentalization) และความสัมพันธ์เชิงอำนาจ หรือความสัมพันธ์ในแนวตั้ง (verticalization) กระบวนทรรศน์ใหม่มีฐานอยู่ในความเชื่อมโยงเป็นบูรณาการ และความ สัมพันธ์เชิงกัลยาณมิตร และการมีส่วนร่วม ในกรอบความคิดใหม่ ถอดมาเป็นองค์ประกอบเชิงยุทธศาสตร์ใหญ่ ๓ ประการคือ - ศีลธรรมใหม่ - การสร้างความรู้ - การมีส่วนร่วม ความเป็นภาคี ความเป็นประชาสังคม ๖ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ในการแก้ปัญหาของประเทศนั้นคงต้องทำเรื่องใหญ่ ๆ หลายอย่าง เช่น ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปสังคม ซึ่งต้อง พยายามสร้างความเข้าใจ และหาวิธีการทำให้ได้ ยุทธศาสตร์ ๓ ประการที่กำลังกล่าวถึงนี้ จะช่วยให้การปฏิรูปต่าง ๆ เป็น ไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะขยายความพอเป็นสังเขปดังนี้ ๑. ศีลธรรมใหม่ ที่พูดถึงศีลธรรมใหม่ ไม่ได้หมายความว่าหลักศีลธรรมเก่า ๆ ที่เรายึด ถือกันมาไม่ดี แต่สิ่งเหล่านั้นไม่มีพลังในสถานการณ์ใหม่ ประกอบกับการเมือง การปกครองที่สร้างความเชื่อถือเคยชินกันมาจนเป็นวัฒนธรรมที่ขาดศีลธรรม โดยเราไม่รู้ตัว ถ้าประเมินอุปสรรคปัญหาทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาให้ได้ และถามว่าจะ ตั้งหลักศีลธรรมใหม่อันเป็นศีลธรรมใหญ่ที่จะมีผลกระทบถึงเศรษฐกิจจิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการเมือง หลักศีลธรรมใหม่นี้คืออะไร หลักศีลธรรมใหม่คือ การเคารพความเป็นคนของคนทุกคนโดยเฉพาะ ของคนยากจนไร้อำนาจ สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่เคารพความเป็นคนของคนทุกคนโดยเฉพาะ ของคนจน แต่ให้สิทธิแก่คนมีอำนาจสูง การกระทำอะไรๆ ในสังคมจะทอดทิ้ง คนจนหรือไปแย่งชิงของคนจน เราดำเนินการทางเศรษฐกิจที่ช่องว่างระหว่าง คนจนกับคนรวยห่างมากขึ้น เราไปแย่งชิงทรัพยากรของคนจน ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ เมื่อเราไปเอาอะไรๆ ของเขามาหมดแล้วก็ไปเอาลูกสาวเขามาเป็นโสเภณี เป็น คนทำงานในที่คลับอาบอบนวด “ต้องให้ฉันเปิดบริสุทธิ์ลูกสาวของแกเสียก่อน ฉันจึงเอาเงินให้แก่กินข้าว" คนจนทำงานแม้จะหนักและเสี่ยงภัย แต่ก็ต้องได้เงินตอบแทนน้อย เพราะเขาเป็นคนจนหรือคนชั้นต่ำ ใครๆ ก็รังเกียจคนจน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ ๗ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ราชการ สถานศึกษา โรงพยาบาล อยู่สลัมก็ถูกเขาเผาไล่ที่ เศรษฐกิจของคนชั้นบนล่ม (ตลาดหุ้น) รัฐบาลจะเข้าประคับประคอง แต่เศรษฐกิจของคนจนล่มแล้วล่มอีก ใครสนใจเข้าประคับประคองบ้าง เผลอ ๆ พระสงฆ์ที่มุ่งจะได้สมณศักดิ์เป็นสมเด็จก็เอาใจผู้มีอำนาจมากกว่าคำนึงถึง ความเป็นคนของคนจน หรือซ้ำเติมคนจนว่าเป็นคนเลวร้ายต่าง ๆ ฯลฯ นี่คือสังคมที่ขาดรากฐานทางศีลธรรมถ้าตราบใดสังคมยังไม่เคารพความ เป็นคนของคนจน ปัญหาทางสังคมจะไม่มีทางแก้และจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จน วิกฤตและรุนแรง สังคมไทยต้องสร้างฐานทางศีลธรรมใหม่ โดยเคารพคุณค่าความเป็น คนของคนทุกคนโดยเฉพาะคนจน แล้วแปลหลักศีลธรรมนี้ออกเป็นการกระทำ ในด้านต่าง ๆ เช่น ความเห็นอกเห็นใจ ความเอื้ออาทร เศรษฐกิจที่คำนึงถึงการ มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพของคนจนทุกคนความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว สิทธิมนุษยชน การศึกษา การคลัง การปรับปรุง กฎหมาย ฯลฯ เพื่อคนจน การคำนึงถึงคุณค่าความเป็นคนของคนจนนั้นไม่ได้คำนึงถึงการเผชิญ หน้าระหว่างคนจนกับคนรวยในทำนองใครได้เปรียบเสียเปรียบ ถ้าลองเห็นคุณค่าความเป็นคนของคนจนจริง ๆ แล้ว มีทางออกที่สวย งามเป็นอันมากที่ไม่ใช่แบบแพ้ชนะ แต่เป็นการชนะร่วมกัน พื้นฐานทางศีลธรรมเรื่องการเห็นคุณค่าของความเป็นคนของคนจนนี้ จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสังคมเพื่อมุ่งไปสู่การดำรงอยู่ร่วมกันหรือ บรมธรรมดังกล่าวข้างต้น ## ๒. การสร้างความรู้ นี้เป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่อีกอย่างหนึ่งซึ่งถือเป็นฐานทางศีลธรรม ด้วย สังคมไทยแต่โบราณนั้นมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องขวนขวายทำอะไร มากก็มีอยู่มีกินอย่างสบาย ความสัมพันธ์แบบนายกับไพร่ก็ทำให้ไม่ต้องแสวงหาความรู้เพราะ ๘ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง นายกใช้อำนาจสั่งไปเลย ไพร่ก็คอยรับคำสั่งนาย ขึ้นไปแสวงหาความรู้นาย อาจไม่พอใจเพราะนายอยากให้ไพร่ทำตามคำสั่งมากกว่าเที่ยวไปแส่หาความรู้ นี้เป็นอดีตกรรมของสังคมไทยที่กำลังทำร้ายสังคมไทยอย่างสาหัส สากรรจ์อยู่ในปัจจุบัน สังคมไทยปัจจุบันต่างจากสังคมโบราณที่มีคนมากขึ้น ทรัพยากรน้อยลงและมีปัญหายาก ๆ มากมายที่ต้องการ "การสร้างความรู้" จึงจะแก้ปัญหาได้ ตรงนี้ต้องการความเข้าใจ เพราะคนไทยเข้าใจเรื่องความรู้แบบกระท่อน กระแท่น คนไทยจะเข้าใจความรู้ว่าคือการไปท่องหนังสือ หรือท่องวิชา นี่ไม่ ใช่การ "สร้างความรู้" จึงเอาไปแก้ปัญหาไม่ได้ เช่น - ทำอย่างไรจะแก้ปัญหาของคนจนได้ - ทำอย่างไรจะปฏิรูปการเมือง และปฏิรูประบบราชการได้ - เงินใต้โต๊ะในสังคมไทยมีเท่าไร อยู่ในสภาพใด ทำอย่างไรจะทำให้ เป็นเงินบนโต๊ะ ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ไปท่องหนังสืออย่างไรๆ ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าไม่ไปวิจัย ให้รู้สภาพความเป็นจริง และรู้วิธีแก้ปัญหา การวิจัยเพื่อสร้างความรู้ให้รู้ความ เป็นจริงและรู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรจึงมีความสำคัญยิ่งการพูดถึงอะไรดีอย่างเดียว ไม่พอ แต่ต้องสร้างความรู้ให้ดีประเด็นให้แตกว่าเรื่องนี้ทำอย่างไรจึงจะได้ผล การมีส่วนร่วมของประชาชนดังกล่าวในข้อต่อไปมีความสำคัญยิ่ง แต่ การมีส่วนร่วมโดยขาด "ความรู้" ไม่ไปถึงไหน หรืออาจเกิดความรุนแรงขึ้น การมีความรู้ว่าเรื่องนี้ทำอย่างไรจึงเป็นกุญแจที่จะไขไปสู่การแก้ปัญหา อย่างเรื่องการเมืองหลังเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ ประชาชนตื่น ตัวสูงแต่ขาดความรู้ว่าการเมืองจะดีขึ้นได้อย่างไร สิ่งที่คณะกรรมการพัฒนา ประชาธิปไตย (คพป.) ที่ผมเป็นประธานทำ คือสร้างความรู้ให้ชัดว่าปฏิรูป การเมืองคืออะไร ถ้าขาดความรู้ก็โขมงโฉงเฉงไปเรื่อยแต่ทำไม่สำเร็จ ถ้า สามารถสร้างความรู้จริงขึ้นมาได้ กระบวนการทางสังคมก็จะเคลื่อนตัวไปได้ ๙ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ระบบการศึกษาของเราทั้งหมดมีปรัชญาอยู่ที่การท่องวิชา แต่ไม่ได้อยู่ที่ส่งเสริมความสามารถในการสร้างความรู้ เนื่องจากระบบเป็นอย่างนี้มานานประกอบกับข้อจำกัดในระบบราชการ การที่จะปรับปรุงภายในระบบเอง จะได้ผลไม่ทันการณ์ต้องใช้กลไกที่เป็นอิสระนอกระบบที่กระตุ้นการสร้างความรู้ ตัวอย่างกลไกที่เป็นอิสระนอกระบบที่กระตุ้นการสร้างความรู้ได้อย่างรวดเร็ว คือ - สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) - สำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ (สวทช.) - สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) แต่ความต้องการความรู้มีมากเกินกว่าที่องค์กรทั้งสามจะทำงานได้ทันฉะนั้นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีและสังคมไทยควรทำต่อไปก็คือ ๑. เพิ่มงบประมาณให้องค์กรทั้งสาม และคอยช่วยกันดูแลอย่าให้มีการเมืองและหน่วยราชการเข้าไปครอบงำองค์กรทั้งสาม อันเป็นการผิดกฎหมาย และทำลายความเป็นอิสระและประสิทธิภาพของการทำงาน สนับสนุนการสร้างความรู้ที่แสนจะขาดแคลน ๒. ตั้งองค์กรอิสระในการสนับสนุนการสร้างความรู้ในทำนององค์กรทั้งสามเพิ่มขึ้นอีกเช่นตั้งมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติโดยใช้เงินก้อนใหญ่พอสมควร ๓. สนับสนุนให้ภาคธุรกิจเอกชนตั้งองค์กรที่สนับสนุนการสร้างความรู้ให้มาก ๆ ในทำนองมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ มูลนิธิฟอร์ด สถาบันคาร์เนกี้ ฯลฯ ซึ่งสหรัฐอเมริกามีเป็นหมื่นแห่ง ที่ทำหน้าที่สร้างความรู้ภาคเอกชนไทยควรเข้ามาทำงานในรูปแบบ “เศรษฐีสร้างปัญญา” เพราะ “เศรษฐีโรงทาน” อย่างเดียวไปไม่ไหวแล้ว รัฐบาลควรสนับสนุนภาคเอกชนเชิงภาษีและอื่น ๆ ให้จัดตั้งองค์กรสนับสนุนการสร้างความรู้ ๑๐ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ## ๓. การมีส่วนร่วม ความเป็นภาคี ความเป็นประชาสังคม สถาบันทางสังคมเก่า ๆ ที่ทำงานเป็นแนวดิ่งลงไปโดยเอกเทศ เช่น กรมต่าง ๆ ทำงานไม่ได้ผลแล้วควรกระจายอำนาจไปสู่พื้นที่ และส่งเสริมการทำงานแบบมีส่วนร่วม การสร้างความเป็นภาคี(partnership) การสร้างความเป็นประชาสังคม (Civil Society) คือวิธีทำงานในกระบวนทรรศน์ใหม่ ความเป็นประชาสังคมเท่านั้นที่จะช่วยให้เศรษฐกิจดี การเมืองดีและสังคมมีศีลธรรม ประชาธิปไตยที่ปราศจากความเป็นประชาสังคมยังไม่สามารถทำให้ประชาธิปไตยได้ผล ฉะนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความสามารถในการส่งเสริม ให้ชุมชน นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ทำงานร่วมกันเป็นภาคีส่งเสริมให้เกิดประชาสังคม นายกรัฐมนตรีควรจะมีวิสัยทัศน์ที่เข้าใจความเป็นประชาสังคม ## วิสัยทัศน์ใหม่วิธีการใหม่ ที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อแสดงสถานการณ์ในสังคมสมัยใหม่ซึ่งใช้วิสัยทัศน์เก่าและกรอบการทำงานเก่า ๆ แก้ปัญหาไม่ได้แล้ว นายกรัฐมนตรีคนต่อไปจึงควรเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ใหม่ อันเป็นวิสัยทัศน์ใหญ่ที่เข้าใจความเป็นจริงใหม่ว่าสังคมสมัยใหม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว และควรมีวิสัยทัศน์ว่าประเทศต้องการกระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา เพราะกระบวนทัศน์เก่าและวิธีการทำงานแบบเก่า ๆ ใช้ไม่ได้ผลแล้ว ควรเข้าใจกระแสความเป็นไปของโลก ที่ไม่ใช่กระแสเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์เท่านั้นแต่มีกระแสใหญ่อื่น ๆ อันแสดงถึงกระแสของการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ขั้นพื้นฐาน กระแสนี้เป็นคุณอย่างใหญ่หลวงต่อการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อม ๑๑ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง นายกรัฐมนตรีควรจะเข้าใจถึงความจำเป็นของสังคมไทยที่จะต้องสร้างรากฐานทางศีลธรรมของสังคมใหม่ ให้เป็นสังคมที่เคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนโดยเฉพาะของคนยากจนควรจะต้องเข้าใจความจำเป็นของสังคมไทยในการสร้างและใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาของประเทศ ปรับเปลี่ยนการแก้ปัญหาที่ใช้หน่วยราชการเป็นตัวตั้งสั่งการตามแนวดิ่ง มาเป็นการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วม การสร้างความเป็นภาคี และสร้างความเป็นประชาสังคม เรื่องเศรษฐกิจระดับบนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะต่อการอยู่รอดของรัฐบาล แต่ถ้านายกรัฐมนตรีสนใจเพียงเรื่องเศรษฐกิจระดับบนเท่านั้นก็ต้องถือว่ามีวิสัยทัศน์สั้น และจะแก้ปัญหาของประเทศไม่ได้จริง เพราะเศรษฐกิจระดับบนไม่ใช่เศรษฐกิจที่แท้จริง (true economy) มนุษย์จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งระหว่างมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษยชาติหรือบรมธรรม เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ หากต้องอาศัยกระบวนทัศน์ใหม่และวิธีทำงานใหม่ นายกรัฐมนตรีและสังคมไทยควรเข้าใจกระบวนทัศน์ใหม่แห่งการพัฒนาที่จะทำให้สังคมไทยบรรลุการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีฐานทางศีลธรรมคือการเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนทุกคน อันจะนำไปสู่สังคมที่มีศานติสุข ๑๒ PQET วิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และสังคมไทย ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 1996

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
16% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
14% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
14% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• นายกรัฐมนตรี – ไทย

• ไทย – การเมืองและการปกครอง

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 1996

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้