auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เนื้อหาในเอกสารมาจากบทความ "บนเส้นทางชีวิต" ในนิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 24 ฉบับที่ 285-288 มกราคม-เมษายน 2546
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
ย=-===-==-=====--=-==-=-=๓๓=๓==-=-=-=-=รๆ | การปฏิวัติเงียบ : การปฏิธูป ฟรีสภาพ 1 ประเวศ วะสี | 1 " | ๒๕ ฉบับที่ ๒๕๕-๒๕๕ บกราคม-เมษายน ๒๕๕9 พิมพ์ครั้งที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ จํานวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม จัดพิมพ์โดย สํานักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) สนับสนุนโดย มูลนิธิหมอชาวบ้าน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ออกแบบรูปเล่ม บริษัทสร้างสื่อ จํากัด .โทรศัพท์ ๐-๒๒๐๑-๕๓๓อ, ๐-๒๒๕6-ธ๒๓๒ โทรสาร ๐-๒๒๑๕-๐๕๓๕ พิมพ์ที่ พิมพ์ดี กรุงเทพฯ คํานํา อาจารย์ประเวศ วะสี ได้เขียนไว้ใน “บนเส้นทางชีวิต” ซึ่งดีพิมพ์ ในนิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ ๒๕๕-๒๕๕ ปีที่ ๒๕ ใช้ชื่อว่า การปฏิวัติ เงียบ : การปฏิรูประบบสุขภาพ อาจารย์ได้เล่าถึงความเป็นมาเป็นไปใน หลายเรื่อง ตลอดจนแนวคิดสําคัญๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิรูประบบสุขภาพ ซึ่ง กําลังเป็นกระแสใหญ่ในสังคมไทยในช่วงทศวรรนบัจจุบัน ทําให้มองเห็นได้ชัดว่า เรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพ ไม่ใช่แค่เรื่อง การปรับเปลี่ยน ปรับปรุงในส่วนของระบบบริการสาธารณสุขเท่านั้น หากแต่ เรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพ มีความหมายกว้างไกลไปถึงการปฏิรูปวิธี ชีการพัฒนามนุษย์และสังคมทั้งหมดเลยทีเดียว การปฏิรูประบบสุขภาพที่อาจารย์เรียกว่าเป็น การปฏิวัติเงียบ จึง เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทุกคน ทุกคนและทุกฝ่ายในสังคมเป็นเจ้าของและมีส่วน ร่วมได้ทั้งสิ้น มิใช่เป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการ หรือฝ่ายแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขเพียงเท่านั้น สประ. จึงได้นําข้อเขียนของอาจารย์มาจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มเผยแพร่ อีกทางหนึ่ง ด้วยความอนุเคราะห์ของอาจารย์ประเวศ วะสี และสํานักพิมพ์ หมอชาวบ้าน สปรส. พฤษภาคม ๒๕๕9 สารบัญ การปฏิวัติเงียบ : ย แลด19 ป ฑากา การปฏิวัติเงียบ : การปฏิวัติเงียบ การปฏิวัติเงียบ การปฏิรูประา การปฏิรูปร: 66 การปฏิวัติหมายถึง การเปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนคุณค่าใหม่ การใช้ปืน แต่ยังคิดเหมือนเดิม และมีคุณค่าเหมือนเดิม ไม่ใช่การปฏิวัติ แต่เป็นความรุนแรง ธรรมชาติปกติ มีความสมดุลหรือปรับไปสู่ดุลยภาพ ดุลยภาพคือ ความเป็นปกติ ความสุข ความมีสุขภาพ และความยั้งยืน ความเจ็บป่วยคือ การเสียดุลยภาพ ถ้าเสียมากขึ้นก็วิกฤติ และถ้ายังเสียต่อไปก็สิ้นสุด 99 กทารปฏิวัติเงียบ : การปฏิรูป ---๑-- ลี1: ม โซนบหกรท การปฏิรูประบบสุขภาพที่กําลังเคลื่อนไหวเป็นรูปธรรมของการปฏิวัติ เงียบที่รวมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในนี้หมด มีเครื่องมือในการเคลื่อนไหวซึ่งในที่ สุดจะดึงทุกองคาพยพของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างค่อเนื่อง ผมกลับจากต่างประเทศมาทํางานอยู่ที่ศิริราชตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ศารนฏิฐปรบนรุนภาพ ระบบสุขภาพ ๑ อาจารย์เอกวิทย์ ณ ถลาง. อาจารย์ศรีตักดิ์ วัลลิโภคม ตามที่เล่าไว้ใน “บนเส้นทางชีวิต” เล่มที่ ๑ เมื่อทําไปๆ หลายปีก็ได้พบว่า การแพทย์ แผนปัจจุบัน แม้มีความดีเป็นอย่างมาก แต่ก็ มีปัญหาในตัวเองมากมาย ดังที่เขียนไว้ใน “บันทึกเวชกรรมไทย” เช่น รักษาโรคหรือรักษาคน นี่เป็นชื่อ ของบทที่ ๑ ในหนังสือ “บันทึกเวชกรรม ไทย” เพราะผมได้พบว่าในคําว่า “คนไข้” ซึ่ง มีเพียง ๒ พยางค์ แพทย์จะเห็นไข้หรือโรค แต่ไม่เห็น “คน” หรือความเป็นคน ซึ่ง ประกอบด้วยจิตใจ สังคม เศรษฐกิจ สิ่ง แวดล้อม และวัฒนธรรม การรักษาจึงไม่ได้ ผลดีเท่าที่ควร และแพทย์ขาดความเข้าใจ เชื่อมโยงไปสู่ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อ สุขภาพอย่างสลับชับซ้อน ๒. ความยากจนเป็นโรคอย่างยิ่ง คน ไข้ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ความยากจน ทําให้เป็นโรค หรือซ้าเติมให้โรคหนักขึ้น ๓. ระบบบริการรวมศูนย์ก่อความ ลําบากให้ประชาชนอย่างยิ่ง โรงพยาบาล ใหญ่ๆ แน่นไปหมด คนไข้รอนาน ได้รับการ ตรวจสั้นๆ รีบๆ เร็วๆ บางครั้งนาทีเดียวหรือ ไม่ถึงนาที คุณภาพของบริการจึงต่า น่าสงสารคนไข้มาก ๕. ระบบบริการเป็นระบบตั้งรับ ปล่อยให้เหตุต่างๆ มันรุมให้เกิดโรค และเป็นจนงอมรักษาไม่หายแล้ว จึงค่อยรับมารักษา ทําให้หมดเปลืองมหาศาล และไม่ค่อยได้ผล “2 พันเฑินครัาพี่.งนณี น่: ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่หมอเล็กๆ คนหนึ่งจะไป แก้ไขอะไรได้ เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งโครงสร้างทางความคิด โครงสร้างของ ระบบบริการ และโครงสร้างของความเข้าใจ 'ของสาธารณะ อะไรที่เป็นโครงสร้าง มันก็ จะกดทับหรือครอบคนทั้งหมดไว้อย่างดิ้น ไม่หลุด แต่สิ่งที่เผชิญอยู่ก็ปูทางไปสู่ความ สนใจทางด้านสาธารณสุขซึ่งกว้างออกไป กว่าการแพทย์ และเรื่องสังคมซึ่งกว้างกว่า สาธารณสุข ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่อง [รุทชาวรๆ ชุมชน และทําให้รูวาถ้าชุมชนเข้มแข็งจะ แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ผมสนใจเรื่องศาสนา และก็รู้ว่าศาสนธรรมสําคัญยิ่งต่อสุขภาพ ผมไปเป็นกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติตั้งแต่อาจารย์เอกวิทย์ ณ ถลาง เป็นเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ทําให้เกิดความรู้ในมิติ วัฒนธรรม ได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างศิลปวัฒนธรรมและสังคม วัฒนธรรมจากอาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภคม จนเข้าใจว่า “วัฒนธรรมคือวิถีชีวิต ของกลุ่มชนในสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ” และเข้าใจว่าทําไมการพัฒนาจึงควรเอา วัฒนธรรมเป็นดัวตั้ง ไม่ใช่เศรษฐกิจ เพราะวัฒนธรรมคือ “วิถีชีวิตร่วมกัน” แต่เศรษฐกิจเป็นเรื่อง “ตัวไครตัวมัน” เป็นเรื่องทอดทิ้งกัน ทําให้สังคมแตก วัฒนธรรมเชื่อมโยงให้สังคมเข้มแข็ง แต่เศรษฐกิจชําแหละให้ดัดขาดจาก กัน วัฒนธรรมจึงมีความสําคัญอิ่งต่อสุขภาพ ก่อนหน้านั้นนานพอสมควร คร.ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์ได้ทําโครงการ “วัฒนธรรมกับสุขภาพ” ได้รับความ สนับสนุนจากองค์การอนามัยโลกอยู่ประมาณ ๕ ปี ได้เคลื่อนไหวนักวิชาการ ทางวัฒนธรรมทุกภูมิภาคมาพูดกันเรื่องวัฒนธรรมกับสุขภาพเป็นการใหญ่ ซึ่งมีผลต่อแนวความคิดเรื่องสุขภาพอย่างมาก เซ เมื่อผมไปเป็นกรรมการและต่อมาเป็น ประธานของคณะกรรมการวิจัยขององค์การ อนามัยโลกภูมิภาคเอเชียอาคเย์ ทําให้เรียนรู้ เกี่ยวกับ “ระบบ” สุขภาพเป็นอันมาก บุคลากรทางการแพทย์และสาขาที่เกี่ยวข้อง หรือที่แท้คนทั่วไป มักจะขาดการคิดเชิง “ระบบ” แต่มักจะคิดเชิงเทคนิค ทําให้ไม่ สามารถทําอะไรให้สําเร็จ “ระบบ” เช่น รถยนต์ ประกอบด้วยส่วน ประกอบด่างๆ มากมาย ซึ่งสัมพันธ์กันอย่าง ขับซ้อน ถ้าองค์ประกอบไม่ครบ เช่น ขาด นอดไปตัวหนึ่ง หรือขาดฟิวส์ รถยนต์วิ่งไม่ได้ ฉันใด ในเรื่องต่างๆ เช่น สุขภาพ มันมี “ระบบ” ที่ถ้าองค์ประกอบไม่ครบ เรื่องนั้นกีดําเนินไปไม่ได้ หรือดําเนินไปอย่างพิการ เพราะมีความพิการเชิง ระบบ นายแพทย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ ในองค์การอนามัยโลกสมัยนั้นมีการพูดกันถึงระบบสุขภาพ (ก๐ณไป1 598๒๐๓) และการปฏิรูประบบสุขภาพ (ก๐ณา 5ษเอ๓ ร๐ถ์๐00) กันมาก และพูดถึงการวิจัยระบบสุขภาพ (ก๐ล1ฝ่า 5ษ6๐๓ ก๐5๐ล๕๐) เรื่องเหล่านี้ น่าสนใจ แต่ก็ใหญ่และยากที่จะคิดทําให้สําเว็จ 'ในช่วงรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ มีคุณหมอไพโรจน์ นิงสานนท์ อดีคปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นครูทางสาธารณสุขของพวก เราหลายคน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขณะนั้นเราได้มีเวที “คณะกรรมการระบาดวิทยาแห่งชาติ” ที่มีคุณหมอจันทร์เพ็ญ ชูประภา- วรรณ เป็นเลขานุการและเป็นหัวแรงใหญ่ มีผมเป็นประธานกรรมการ ซึ่ง คุยกันถึงเรื่องระบบสุขภาพมานานพอสมควรแล้ว และคิดว่าควรมีการ ปฏิรูประบบสุขภาพ เย็นวันหนึ่งได้มีการประชุมร่วมกับนายแพทย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ ที่ห้องอาหารเวียดนาม ในโรงแรมเอเชีย และตกลงร่วมกันว่าควรมี ๕ เทวส การตั้ง “สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข” (1ช่๐1ป 55เ๐๓1 โข๐5๐๒๐ โก- 5ม์แนแ๐ = 115181) หรือ สวรส. โดยเป็นองค์กรอิสระ เราใช้เวลาถกกันอยู่นานว่าระบบของ สวรส. ควรจะเป็นอย่างไร จึงจะทํา งานวิชาการเชิงระบบได้ ถ้าไม่คิดระบบขององค์กรให้ดี องค์กรมีความ พิการเชิงระบบก็จะทํางานไม่ได้ องค์กรของรัฐล้วนมีความพิการเชิงระบบ ทําให้ใช้ทรัพยากรมาก แต่ทํางานได้ผลน้อยหรือทําร้ายสังคม การคิดระบบ ขององค์กรจึงมีความสําคัญยิ่ง ถ้าองค์กรไม่อิสระก็ทํางานทางวิชาการไม่ได้ แต่ถ้าอิสระแต่แยกตัว จากนโยบายกีอาจไม่ส่งผลกระทบทางนโยบาย ฉะนั้นหลักที่ใช้ในการสร้าง สวรส. คือ อิสระแต่ไม่แยกตัว นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นผู้ยก ร่าง พ.ร.บ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และช่วยกันวิ่งเต้นให้กฎหมาย ผ่านสภานิติบัญญัติ เข้าใจว่าผ่านในวันสุดท้ายของการประชุมสภานิติบัญญัติ. แนวคิดตรงนี้ก็คือ ถ้าจะปฏิรูประบบ ต้องมีความรู้เชิงระบบ จะมี ความรู้เชิงระบบ ก็ต้องมีสถาบันวิจัยระบบที่เป็นอิสระ นี้เป็นที่มาของการมีสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เพื่อเป็นเครื่องมือ นําไปสู่การปฏิรูประบบสุขภาพ การมืองค์กรอิสระก็ยังไม่ประกันว่าจะ ทํางานวิชาการได้ ถ้าผู้อํานวยการสถาบันไม่ เก่งจริง จะหาใครมาเป็นผู้อํานวยการคนแรก ตรงนี้เป็นจุดตัดสินความสําเร็จหรือความลัม เหลว คนที่จะเข้าใจระบบ เข้าใจการวิจัย และ เข้าใจการจัดการวิจัย มีน้อยเต็มที เราได้เห็น ร่วมกันว่าผู้อํานวยการคนแรกควรจะเป็นนาย แพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศี์ ซึ่งปรากฏว่าเป็น การตัดสินใจที่ถูกต้อง! เพราะนายแพทย์สมศักดิ์มีทั้งความสุจริต ปัญญา และความสามารถในการจัดการวิชาการ คุณหมอสมศักดิ์ยังพยายามตกแต่งเรื่องคณะกรรมการ สวรส. ให้ สามารถทํางานได้อย่างต่อเนื่อง ผมขอข้าว่าโครงสร้างองค์กรที่จะสามารถ ทําการจัดการความรู้อย่างเป็นอิสระได้นั้นเป็นเรื่องยากนักหนา ควรให้ความ สนใจกันให้มาก อย่าสักแต่ว่าจะมีการตั้งองค์กรแล้วก็ล้มเหลวโดยอิ้นเชิง สวรส. และ สกว. เป็นตัวอย่างขององค์กรอิสระที่ควรศึกษาให้เข้าใจโดย ละเอียด การจะทําอะไรให้สําเร็จ รายละเอียดและความละเอียดอ่อนทุกขั้นคอน มีความสําคัญอิ่ง การทําที่สักแต่ว่าทํา การสุกเอาเผากิน การใช้อํานาจสั่งให้ มันเกิด จึงไม่สําเร็จ ทางการเมืองและทางราชการมักจะใช้วิธีออกคําสั่งให้เกิด คุณหมอสมศักดิ์ ชุณหรัศม์ เป็นผู้อํานวยการ สวรส. อยู่ » ปี ก็ได้สร้าง และสนับสนุนการสร้างความรู้เชิงระบบเป็นอันมาก มีนายแพทย์วิพุธ พูล- เจริญ มาเป็นผู้อํานวยการคนที่ ๒ คุณหมอวิพุธสนใจการวิจัยมาตั้งแต่เป็น. แพทย์โรงพยาบาลชุมชนที่อําเกอด่านซ้าย จังหวัดเลย และเคยทํางานใหญ่ มาก่อนคือเป็นผู้อํานวยการกองเอดส์ การจะควบคุมโรคเอดส์เป็นเรื่อง 'ใหญ่ที่มีความชับซ้อนมาก หมอวิพุธมีความสามารถในการจัดการวิชาการ ด้วย ทําให้มีความต่อเนื่องทางปัญญาของสถาบัน สวรส. เป็นองค์กรอิสระ สามารถออกลูกมาเป็นองค์กรอิสระอื่นๆ ได้! นี้เป็นบทเรียนที่อยากให้สังเกตไว้ เพราะเป็นเรื่องสําคัญในการจัดการ ให้งานสําเร็จ ตรงนี้มีความสําคัญมาก ไม่อยากให้ผ่านเลย ไป เพราะ ทําให้ทําอะไรๆ ไม่สําเร็จ แล้วก็ ทะเลาะกัน คิดเป็นเชิงต่อสู้หรือคิด ว่าเป็นปัญหาทางจริยธรรม การ ขาดการจัดการกับความเข้าใจผิดว่า ร5 เป็นปัญหาทางจริยธรรมเกิดขึ้นเสมอ ฉะนั้นจะใช้เวลาที่ตรงนี้สักหน่อย การจะทําอะไรๆ ให้ได้ผลดีมีลักษณะการกระทําเป็น ๓ ประเภท ๑. การอบรมบ่มเพาะตัวเอง ๒.รวมตัวกันต่อสู้ ๓.การจัดการ การอบรมบ่มเพาะตัวเองเป็นเรื่องที่จะขาดเสียมิได้ คนเราไปลัมเหลว เสียเพราะขาดการอบรมบ่มเพาะตัวเอง แต่การทํางานเพื่อส่วนรวมยัง ต้องการองค์ประกอบอื่น เมื่อมีภัยรูกรานต้องรวมตัวกันต่อสู้ เช่น เมื่อ ข้าศึกมารุกราน หรือต้องต่อสู้กับเผด็จการทหาร การต่อสู้กับข้าศึกหรือ เผด็จการทหารเป็นเรื่องครงไปตรงมาเห็นได้ชัด คนจึงรวมตัวกันได้ง่าย ดัง จะเห็นการรวมตัวของคนไทย และเห็นการทํางานของสื่อมวลชนพุ่งไปต่อสู้ กับเผด็จการอย่างแรง ตรงนี้ต้องการความคล้าหาญ ซึ่งคนไทยได้แสดงไปแล้ว แต่เมื่อต้องต่อสู้กับปัญหาที่สลับซับซ้อนและยาก เช่น ความอยุติธรรม ในสังคม ปัญหาทุนข้ามชาติ การต่อสู่ไม่มีกําลัง แผ่ว กระจัดกระจาย หรือ ไม่มีการต่อสู้ ตรงนี้ต้องการปัญญาที่รู้เท่าทันความซับซ้อน และนํามาทําเป็น ประเด็นของการต่อสู้ ตรงนี้เป็นตรงที่ยาก และแกว่งกันหมดทั้งสังคม เพราะ ทํากันไม่ค่อยเป็น ไม่ต้องพูดถึงนักการเมือง ข้าราชการ องค์กรเอกชน และ สื่อมวลชน แต่รวมทั้งนักวิชาการด้วย ผมจับได้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่จะทํา. เป็นแค่วิเคราะห์และวิจารณ์ แต่ไปไม่ถึงการสังเคราะห์และการจัดการ ก็เป็นภาพที่ว่าให้ว่า ว่าอะไรไม่ดีละก็ได้ แต่ถ้าให้บอกว่าแล้วเรื่องนี้จะทําอย่างไรจึงจะสําเร็จ มักทําไม่ได้ เพราะประการหลังนี้ต้องเลยการวิเคราะห์วิจารณ์ไปสู่การสังเคราะห์และ การจัดการ ซึ่งเป็นปัญญาขั้นสูงขึ้นไปอีก การจัดการ (กนหน๐๓๕๓1) ต่างจากการบริหาร (ลส์กทักโธเลนอก) การบริหารกีทําไปตามกฎระเบียบ เน้นที่การสั่งการ การจัดการเน้นที่ผลสําเร็จ (ก๕5๒115-อพ์อ๓1๕4) หรือปฏิเวธ ปีเตอร์ ครัคเกอร์ ปรมาจารย์ทางการ จัดการให้คํานิยามการจัดการว่าคือ “การใช้ความรู้ เพื่อสร้างความรู้” (?หัลกลฐ๐ก๐๓1 15 แบ่ 1 1 1ห+ฯ“ ถ้าใช้อํานาจก็ไม่ใช่การจัดการ การจัดการต้องใช้ความรู้เพื่อสร้างความรู้ และการร่วมเรียนรู้ ณ จุดต่าง ๆ ขององค์ ประกอบให้เชื่อมโยงกันไปสู่ความสําเร็จ อาจเรียกว่า การจัดการความรู้ การจัดการความรู้เป็นเรื่องสําคัญยิ่ง และ มักจะขาดไปในการทํางานขององค์กรต่างๆ และในเรื่องต่างๆ เกือบทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องนโยบายไปจนถึงเรื่องการจัดการในองค์กรเล็กๆ 'ในองค์กรภาครัฐ ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไร แม้บางครั้งเรียกว่า “สถาบัน” เกือบไม่มีเลยที่ประสบความสําเร็จ เพราะองค์กรเหล่านี้ถูกบริหารด้วย “อํานาจ” ทั้งในตัวเองและโดยการสั่งการข้างบน เราจึงเห็น “ชากที่ปรักหัก พัง” ขององค์กรในระบบราชการเต็มไปหมด เป็น ?ง7/, (๓๐ก 0๐๓๐๓นก 65๕) องค์กรเหล่านี้ไม่มีอิสระที่จะจัดการความรู้ และจัดการความรู้ไม่เป็น องค์กรที่จะจัดการความรู้เป็นต้องมีอิสระ ไม่มีใครมาสั่งให้ซ้ายหันขวาหัน หรือ ทําตามอํานาจที่มาสั่งการ เราจึงเรียกองค์กรเช่นนี้ว่า หน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระ สวรส. เป็นหน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระ และสามารถออกลูกมาเป็นหน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระอื่นๆ นี่คือประเด็นที่ต้องการย้า. น์อต หล คือลูกหนึ่งของ สวรส. ที่คลอดออกมา 11ด = ไอรพ่นฟ์ ล๑๐๒สแลแอท หรือการรับรองโรงพยาบาล ประเด็น คือโรงพยาบาลก็ทํางานไปเรื่อยๆ ประชาชนจะรู้และมั่นใจได้อย่างไรว่าโรง 'พยาบาลใดมีคุณภาพเป็นที่เชื่อถือได้เพียงใด อาศัยคําบอกเล่าเลื่องลือบ้าง ๕ โณฑวส อาศัยชื่อเสียงของหมอบางคนบ้าง อาศัยการประชาสัมพันธ์ว่ามีเครื่องมือ ทันสมัยบ้าง เหล่านี้จะเชื่อได้อย่างไรว่าดีจริง โรงพยาบาลจะบอกเองว่าตัวดี แล้วก็อาจจะเป็นการเข้าข้างตัวเอง ฉะนั้นจึงต้องการองค์กรอิสระที่จะทําหน้าที่ รับรองคุณภาพโรงพยาบาล ถ้าไม่อิสระ เช่น อธิบดี หรือปลัดกระทรวง หรือ รัฐมนตรีสั่งว่า นี่รับรองโรงพยาบาลนี้หน่อยนะ เจ้าของมันเป็นเพื่อนกับอ้วะ! ก็นําไปสู่ความเสียหาย การขาดคุณภาพและเชื่อถือได้ในเรื่องต่างๆ เกิดขึ้น เพราะขาดความเป็นอิสระ หรือที่เรียกว่าลูบหน้าปะจมูกเต็มไปหมด จึงขอ ให้พยายามทําความเข้าใจความสําคัญของหน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระ. ที่ สวรส. ในช่วงต้นมีแพทย์คนหนึ่งชื่ออนุวัฒน์ ศุภชุติกุล เป็น ศัลยแพทย์กระดูก แพทย์ผู้นี้สนใจเรื่องการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล พยายามจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลอยู่หลายปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก มาก เพราะแพทย์และพยาบาลจะรู้สึกงานหนักล้นมืออยู่แล้ว ผู้อํานวยการ จะมาเคี่ยวเข็ญอะไรอีก เรียกว่าไม่มีทางจะทําได้ถ้าเป็นกระบวนการ “ภายใน” 'โรงพยาบาลแต่ละโรงเท่านั้น ในที่สุดคุณหมออนุวัฒน์พบว่า ควรจะมี กกระบวนการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลซึ่งไปจาก “ภายนอก” ไปเชื่อมกับ ภายใน หมออนุวัฒน์ก็เริ่มจาก “ทบทวนความรู้” หมดทั้งโลกว่ามีที่ไหนเขาทํา กันอย่างไรบ้าง วิธีไหนทําไปแล้วได้ผลไม่ได้ผลอย่างไร แล้วนํามาเขียนเป็น หนังสือที่ว่าด้วยแนวคิดและวิธีการ (๐๐๓๐๕15 ๕ กา๕ฝ1045) ของการทํา งานเรื่องรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ขั้นคอนทบทวนองค์ความรู้นี้สําคัญ แต่มักจะไม่ค่อยทํากัน นึกจะทําอะไรก็พรวดไปทําเลย แล้วก็ไม่ได้ผล บางที ก็ไปทําซ้าๆ กับที่คนอื่นเคยทําแล้วและไม่ได้ผล เรียกว่าทําผิดช้าซาก ย์ได้มีการวิจัยหรือทบทวนองค์ความรู้โลกในเรื่องนั้นๆ หมออนุวัฒน์ทบทวนองค์ความรู้โลก และนํามาเรียบเรียงเป็น หนังสือว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร ถ้าจะทําเรื่องนี้ควรจะใช้แนวความคิดอะไร ทําทําอย่างไร เรียกว่าเขียนอย่าง “แทงทะลุทางปัญญา” เอกสารที่แทง ทะลุทางปัญญามีพลัง และมีเสน่ห์คึงดูดความสนใจของผู้คน รธร 2 สัง 2ะสยาที! ค เณ ฉะนั้น จะทําอะไรให้สําเร็จ เริ่มแรกควรทําเอกสารที่มีเสน่ห์ดึงดูด ใจผู้คน นที่นี้ย้าเรื่องการทําเป็นเอกสาร เพราะถ้าเอาแต่พูด เมื่อพูดต่อๆ ไป 1 0็5็ปยซไ0(ฉ1 นึ่งเร เล้วมันจะเพี้ยน เมื่อเพี้ยนแล้วเรื่องนั้นก็ตายสนิท อีกประการหนึ่งเรื่องยากๆ ต้องอ่านจึงจะเข้าใจ ฟังอย่างเดียวไม่เข้าใจ ต้องอ่านกลับไปกลับมา อ่าน แล้วอ่านอีกกว่าจะเข้าใจ เมื่ออาจารย์จรัส สุวรรณเวลา อ่านเอกสารของหมออนุวัฒน์ก็มีความ สนใจ การที่มีผู้อาวุโสที่มีปัญญาและบารมีสนใจ มีความสําคัญ เป็นสูตรของผมว่าถ้าจะทําอะไร ให้สําเร็จต้องการคนสองวัยร่วมกัน คือคนหนึ่ง ค่อนข้างยังหนุ่มหรือสาวมีไฟแรง กับอีกคน หนึ่งอาวุโสมีปัญญาและบารมี ทั้งสองเสริมกัน ให้เกิดจุดแข็งรอบด้านที่จะเคลื่อนเรื่องยากๆ หมออนุวัฒน์-อาจารย์จรัส นําจะเป็นคู่ใน ฝัน ผมรีบ “ตะครุบ”,ใช้คํานี้ไม่สุภาพ แต่เพื่อ ให้สะดุดใจว่าต้อง “รีบ” เพราะ “หน้าต่างแห่ง 'โอกาส” มันมักจะโผล่ขึ้นแผลีบเดียวสั้นๆ คน อาจารย์จรัส สุวรรณเวลา. เป็นผู้ใหญ่นั้นมีเรื่องร้อยแปดที่ผ่านเข้ามาในวัน หนึ่งๆ ผมขอนัดคุณหมอสมศักดิ์ ชุณทรัศม ผู้อํานวยการ สวรส. และคุณ หมอวิจารณ์ พานิช ผู้อํานวยการ สกว. ในสมัยนั้น มากินอาหารกลางวันด้วย กัน และคุยเรื่องโอกาสที่จะสนับสนุนโครงการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล เพราะเป็น| 6 0 งที่มีความพร้อม คือเรื่องก็ดีและมีบุคคลที่เหมาะสม ผู้ ไร ระวั อํานวยการทั้งสองได้ตกลงที่จะสนับสนุนโครงการฝ่ายละ| จ1 ขณะนี้โครงการนี้เป็นสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ากัน กระตุ้นให้โรงพยาบาลต่าง ๆ พัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล จะได้ผ่านการรับรอง 'ในการจัดการประชุมประจําปีที่มีคนมาร่วมประชุมหลายพันคน ผู้อํานวยการ ๑๐ ประทวส โรงพยาบาลที่ต้องการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลไม่ลําบากเหมือนเดิม เพราะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรอื่นจะ “ฮึดสู้" เพื่อให้โรงพยาบาลของตน ผ่านการรับรอง โปรดสังเกตปรากฏการณ์ตรงนี้ให้ดีๆ อะไรที่พยายามทํา เฉพาะ “ภายใน” ด้วยตัวของตัวเองนั้นยาก แต่เมื่อมี “ภายนอก” หรือ “สังคม” เข้ามารับรู้ ท้าทาย “ภายใน” จะไม่ฮืดสู้ก็กลัวจะเสียหน้าคนอื่น นั้นคือจะทําอะไรให้สําเร็จต้องทําให้เป็น "กระบวนการทางสังคม” (5๐6 ๐5) ผมพยายามย้าตรงนี้ช้าแล้วช้าอีกในที่ต่าง ๆ เพราะคนที่ดั้งใจดีนั้น มีมาก แต่มักเผชิญความยากและทําไม่สําเว็จ แต่ไม่เข้าใจเรื่องการทําให้เป็น *กระบวนการทางสังคม” หรือบางทีเรียกว่า “ความเคลื่อนไหวทางสังคม” (506เม เอขอ๓๐1) คือการที่สังคมเข้ามาร่วมรู้เห็น ร่วมเรียนรู้ ร่วมผลัก ดัน หรือร่วมลุ้น ทําให้เป็นเรื่องสาธารณะหรือรู้กันทั่ว เมื่อเป็นเรื่อง สาธารณะที่รู้กันทั่ว คนก็ไม่กล้าทําผิด ฝรั่งก็มีคํากล่าวว่า น (น31334ูััั(0โ03 “เป็นการยากมากที่จะเห็นแก่ตัวต่อหน้าสาธารณะ” ไนที่มืดคนทําความผิดได้ง่าย แต่ในที่แจ้งคนไม่กล้าทําผิด คนเจ็บหนักไปโรงพยาบาล โรงพยาบาลอาจไม่รับโดยบอกว่าเตียงเต็ม แต่เมื่อ “จส. ๑๐๐” หรือ “ร่วมด้วยช่วยกัน” พูดทางวิทยุปาวๆ ว่าคนไข้ชื่อนี้ กําลังเดินทางไปโรงพยาบาลนี้แล้ว ปรากฏว่ารับหมดทุกราย เพราะ “รู้กันทั่ว” ไม่รับก็กลัวเสียชื่อ การมีรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่ทําได้สําเร็จก็เพราะเป็น “กระบวนการทางสังคม” เดิมก็ทําท่าว่าจะมีการเก คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกสการ่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก็ถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็น ตัวป่วนมาทําให้การร่างรัฐธรรมนูญไม่สําเร็จ และดูจะไม่มีความรู้ แต่เมื่อเป็น “กระบวนการทางสังคม” ทุกคนก็เข้ารูปเข้ารอย และสามารถทํารัฐธรรมนูญ ออกมาได้ บ้านเรามีเรื่องยาก ๆ มากมายที่จะต้องทําให้สําเว็จ ควรเข้าใจ “กระบวน [ การทางสังคม” การที่สังคมจะร่วมเคลื่อนไหวได้ต้องมี “การจัดการความรู้” นั้นคือวิจัย สร้างความรู้เรื่องนั้นให้เกิดความแจ่มแจ้ง ทําประเด็นให้ชัดเจนที่สังคมจะ เข้าใจง่าย และมีการจัดการให้สังคมเข้ามาร่วมเรียนรู้ เรื่อง “การจัดการความรู้” และการมี *หน่วยจัดการความรู้ที่เป็น อิสระ” จึงเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ที่คนไทยควรจะทําความเข้าใจเพื่อใช้ เป็นเครื่องมือฝ่าวิกฤติ คราวหน้าจะว่าถึง สสส. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระอีกองค์กรหนึ่งที่คลอดมา จ การปฏิวัติเงียบ แร การปฏิรป ระบบสุขภาพ -โต-- ส: ้างนําซ่อม หลักการสําคัญที่สําคัญที่สุดของระบบสุขภาพใหม่คือ “สร้าง” นํา “ซ่อม” สร้าง หมายถึง การสร้างเสริมการมีสุขภาพดี (8๐๐4 1๐ณา) ไม่ใช่เอา แต่รอให้สุขภาพเสีย (ป์1 ท๐๓1ถา) แล้วจึงค่อยซ่อม ระบบที่ดํารงอยู่ในปัจจุบัน เป็นระบบตั้งรับดังกล่าวในตอนที่แล้ว จึงก่อให้เกิดความเสียหายและได้ผล - ไม่คุ้มค่า ระบบสุขภาพที่ปฏิรูปจึงควรเป็นระบบมุ่งสร้างเสริมการมีสุขภาพคี ให้มากที่สุด ให้คนทุกคนมีสุขภาพดีมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าให้เจ็บ ป่วยล้มตายโดยไม่จําเป็นด้วยประการใดๆ (ขณะนี้ความเจ็บไข้ได้ป่วยและ ตายประมาณร้อยละ ๕๐-6๐ เป็นความเจ็บและตายโดยไม่จําเป็น) แต่ถ้า เจ็บป่วยก็ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเป็นธรรมมากที่สุด จึงเรียกว่า “สร้าง นําซ่อม” ในต่างประเทศมีความเคลื่อนไหวเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพกันมา ก่อนเรา มีการประชุมนานาชาติ และร่าง “ตราสาร” ว่าด้วยการส่งเสริม สุขภาพ (ก๐ลป [๐๐๐๓) ที่มีชื่อเสียงมาก เรียกว่า (!แลล ("กล1๕ เพราะประชุมกันที่เมืองออตดาวา ในประเทศแคนาดา องค์ความรู้โลกเรื่อง การส่งเสริมสุขภาพจึงมีอยู่มากพอสมควร แต่เมื่อเราจะทําอะไรก็อยากจะ ทําให้ดีกว่าเท่าที่โลกมี นี่เป็นหลักสําคัญที่อยากฝากไว้ กล่าวคือ เมื่อจะทํา อะไรๆ ควรทบทวนองค์ความรู้โลก ให้รู้ทั้งหมดว่าโลกรู้อะไรอยู่แล้ว แล้ว พยายามทําให้คีกว่าเท่าที่โลกรู้ การทําให้ดีกว่าเท่าที่โลกรู้เป็นการเพิ่มความ รู้ให้แก่โลก ทุกคนควรจะเพิ่มทางบวกให้แก่โลก ไม่ใช่ทําลายโลกทั้งในทาง วัตถุธรรมและทางคุณค่า คําว่า “ส่งเสริมสุขภาพ” เป็นคําเก่าซึ่งทําให้ติดอยู่ในภาพ “สุขศึกษา” เท่านั้น การใช้คําว่า “สร้างเสริมสุขภาพ” ให้ความรู้สึกใหม่ๆ มโนภาพ ใหม่ๆ โดยสรุปอาจกล่าวว่า การสร้างเสริมสุขภาพคือการสร้างเสริมปัจจัย ทั้งปวงที่ทําให้มีสุขภาพดี ทั้งทางปัจเจกบุคคล ทาง สังคม ทางสิ่งแวดล้อม และทางนโยบาย เช่น มีพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การ ออกกําลัง การกินอาหารที่เหมาะสม การ เว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษ อย่างเมาไม่ขับ เป็นต้น ๒. การสร้างเสริมสุขภาพจิต มีทักษะในการป้องกันและลดความ เครียด การมีจิตใจที่ดี มีการพัฒนา ใจให้สูงอิ่งๆ ขึ้น ๓.การสร้างเสริมสิ่งแวดล้อม เพื่อสุขภาพ อนุรักษ์และสร้างเสริม 6๐9 สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออํานวยต่อสุขภาพ บรรเทาขจัดปัดเป่าสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตราย ต่อสุขภาพ ๕.สร้างเสริมสังคมที่มีสุขภาวะ ตั้งแต่ระดับ ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ และระดับโลก อันประกอบด้วย เศรษฐกิจพอเพียง สิ่งแวดล้อมดี มีการเรียนรู้ มีการอยู่ร่วมกันด้วยดี ซึ่ง หมายถึงการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน มีความ สามารถในการแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี มีสันติภาพ ๕.มีกระบวนการนโยบายที่เป็นไปเพื่อสุขภาวะสังคม นโยบายและทิศ ทางการพัฒนามีผลกระทบต่อความเป็นไปของสังคมมาก ทั้งทางลบและ 'ทางบวก นโยบายมักถูกกําหนดโดยคนส่วนน้อยที่มีอํานาจและผลประโยชน์ แต่มีผลกระทบทางลบต่อสุขภาวะของคนส่วนใหญ่ จําเป็นที่สังคมและนัก วิชาการจะต้องเข้ามาทํางานในกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ สังคม เป็นต้น การสร้างเสริมสุขภาพทั้ง ๕ ข้อ เป็นเรื่องใหญ่มาก ครอบคลุมทั้งเรื่อง กาย ใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และนโยบาย หรือหมายถึงการพัฒนามนุษย์และ. สังคมทั้งหมด ที่จริงก็มีคําพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า “ไอล1 1จ โท16ยหล1 ไท 1อเล1 หพเทลท ลก(| รอ๕โล1 (ผัดหลไอเทแทลท1 หรือ อั 6 5 “สุขภาพนั้นบูรณาการอยู่ในการพัฒนามนุษย์และสังคมทั้งหมด” ั้น การสร้างเสริมสุขภาพจึงเป็นมรรคาไปสู่การพัฒนาทั้งหมด ระรรบ กาเพิปรมนสทาย ๑๕ และเพราะเหตุนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่ทุกคน ทุกองค์กร ควรจะให้ความสนใจ อาจจะเรียกว่านี่คือการปฏิวัติมนุษย์ก็ได้ ที่สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณห- รัศม์ ได้ชวนนายแพทย์สุภกร บัวสาย เข้ามาทํางานด้วย คุณหมอสุภกรเป็น คนมีความรู้และมีความตั้งใจดี สิ่งหนึ่งที่คุณหมอสุกกรสนใจคือการสร้าง เสริมสุขภาพ โดยได้ไปตรวจสอบองค์ความรู้ว่าเรื่องนี้มีใครคิดและทําอย่างไร อยู่บ้าง ผมเห็นคุณหมอสุภกรมีฉันทะในเรื่องนี้และมีศักยภาพ จึงถือโอกาส จ่ายการบ้านไปว่า “สุภกรไปใช้เวลา ๑ ปี พยายามออกกฎหมายส่งเสริม สุขภาพที่ดีที่สุดในโลก” นี้ก็ใช้หลักดังกล่าวข้างต้นที่ว่า ถ้าคิดจะทําอะไรแล้ว ต้องทบทวนดูว่าโลกรู้อะไรและทําอะไรอยู่ แล้วพยายามทําให้ดีกว่านั้น คุณหมอสุภกรก็เริ่มโดยไปทํางานร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผมทราบเพราะมีอาจารย์ในคณะนั้นขอนัดมาพบผม และขอสัมภาษณ์ผมว่า ถ้าจะยกร่างกฎหมายดังกล่าว มาตราต่างๆ จะเขียน ว่าอย่างไรบ้าง! ผมคิดว่าแบบนี้ไปไม่ได้แล้ว เพราะผมเป็นผู้ตั้งโจทย์ มัน กลับเลี้ยวมาให้ผมเป็นผู้ทําเสียเอง มันจะเป็นการพายเรือในอ่าง เราต้องการ “ภาคีใหม่” (ก๕๒ กล๓๕) ในการทํางานให้สําเว็จ ผมบอกหมอสุกกร ว่าไปหาผิดคนแล้ว ควรไปหากระทรวงการคลัง! เพราะผมรู้ว่ากระทรวงการ ขาวแคตุดบรม่ตา แลอ6 0 0 6010 50 คลังได้เกิดแนวคิดเรื่อง “การคลังเพื่อสังคม” ขึ้นมาบ้างแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ ดร.ธุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาล ตร.สุมเกียรติ์ เสถียรไทย ๑๒ เระทวส คุณโสภณ สุภาพงษ์ บรรหาร เก่าๆ ก็คิดกันแต่ว่ากระทรวงการคลังมีหน้าที่เก็บภาษีอากร แล้วก็เอา ไปให้รัฐบาลใช้ แต่แท้ที่จริงแล้วการคลังสามารถทําอะไรดีๆ ไนการพัฒนา สังคมมากทีเดียว อันเป็นที่มาของแนวคิดเรื่อง “การคลังเพื่อสังคม” เราได้ มีการประชุมระดมความคิดเรื่องนี้กันที่สํานักงานบริษัทบางจากปีโตรเลียม สมัยที่คุณโสภณ สุภาพงษ์ เป็นผู้จัดการ ซึ่งท่านเป็นคนที่มีแนวคิดเรื่องธุรกิจ เพื่อสังคม การคลังเพื่อสังคม และอื่นๆ เพื่อสังคมอีกเป็นอันมาก อันเป็นแนว คิดที่น่าชมเชย เพราะ “เพื่อสังคม” เท่านั้นที่จะทําให้เกิดสังคมที่ดีงาม ไม่ใช่ “เพื่อตัวกูและของกู” ในการประชุมครั้งแรกนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ถังได้ส่งที่ ฟา หว สังนร การคลังได้ส่งที่ปรึกษาของท่านและเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังมาร่วมระดม ความคิดด้วย มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาษีจากภาคธุรกิจมาร่วมด้วย ในเรื่อง ยากๆ ต้องมีการร่วมคิดร่วมทําข้ามสาขาและข้ามพรมแดนสถาบัน ดีประเด็นตก อยากให้ช่วยตราตรงนี้ไว้ด้วย ผมทราบเรื่องหน่ออ่อนความคิดเรื่อง “การคลังเพื่อสังคม” อยู่ จึง แนะให้หมอสุภกรไปคุยกับกระทรวงการคลัง หมอสุภกรไปทํางานกับ กระทรวงการคลังอยู่นาน รวมถึงการไปดูงานด้วยกันที่ออสเตรเลียด้วย ทํา งานทางความคิดอยู่ด้วยกันจนถึงขั้นกระทรวงการคลังเห็นพ้องต้องกันว่า ควรออกกฎหมายเพิ่มภาษีบุหรี่และสุราร้อยละ ๒ เพื่อนําเข้า “กองทุน เร ภารนฏิฐปรมนสุมทาย ๑ สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ” การขึ้น ภาษีนี้อาจทําให้คนสูบบุหรี่และดื่มสุราน้อยลง ซึ่งก็จะเป็นการดี เห็นไหมครับ ว่ามาตรการทางภาษีอาจ ทําให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพได้ เป็นตัวอย่าง สนับสนุนแนวคิด “การคลังเพื่อสังคม” 'ในการนี้จะทําให้มีรายได้เข้าสู่กองทุน ประมาณปีละ ๑,๕๐๐ ล้านบาท หรือวันละ ๕ ล้านบาท แม้จะดูไม่มากนักถ้าเทียบกับงบประมาณที่ใช้ “ตามปกติ” ตามปกติหมาย ถึงตามระบบราชการ แต่ถ้ากองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเป็น องค์กรอิสระ ก็สามารถทํางานให้ได้ผลมาก คําว่า “องค์กรอิสระ” ในที่นี้ แม้จะไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ แต่ไม่ใช่ เอ็นจีโอ เอ็นจีโอมีความเป็นอิสระก็จริง แต่มักจะไม่ได้รับความสนใจจากรัฐ หรือถึงเป็นปฏิบักษ์ก็มี และมักไม่ค่อยมีโครบริจาคเงินให้ ถ้ารับเงินจาก องค์กรในต่างประเทศก็อาจถูกทางรัฐป้ายสีว่า “รับเงินจากต่างชาติ” ทั้งๆ ที่หน่วยงานที่รับความช่วยเหลือจากต่างชาติมากที่สุดคือหน่วยงานของรัฐ ทั้งทหารและพลเรือน แต่ “องค์กรอิสระ” ในที่นี้ได้รับความสนับสนุนทางนโยบายและทาง การงบประมาณจากรัฐ มีสํานักงานที่เป็นอิสระ ไม่เป็นหน่วยราชการภายได้ บังคับบัญชาของกรมหรือสํานักงานปลัดกระทรวง ไม่ใช้ระเบียบราชการ เมื่อไม่ใช้ระเบียบราชการก็กลายเป็น “ระบบเปิด” ที่สามารถเลือกคนที่ดีและ เหมาะสมที่สุดเข้ามาทํางาน และมี “ความต่อเนื่องทางปัญญา” เพราะคนที่ ทํางานสามารถทํางานได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มือธิบดี หรือปลัดกระทรวง หรือ รัฐมนตรี มาสั่งย้ายเช้าย้ายเย็น การไม่เป็นระบบเปิครับคนที่ดีที่สุดเข้ามาทํางาน และการขาดความ ต่อเนื่องทางปัญญา เป็นอุปสรรคที่สําคัญที่สุดของระบบราชการ การจะทําอะไรๆ ให้สําเร็จ นอกจากการมีความคิดที่ดีแล้วต้องคํานึงถึง ๑๕ งเทวส ด อ ผี้ องค์กรด้วย ถ้าเป็นองค์กรทางราชการแล้วยากมากที่จะประสบความสําเว็จ เพร ท ผลท ดุที่ขาดระบบการรับคนที่เหมาะสม และขาดความต่อเนื่องทางปัญญา สสส. (สํานักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ได้รับการสถาปนา ค มีศักยภาพมาก ขึ้นโดยพระราชบัญญัติให้เป็นองค์กรอิสระ จึงอยู่ในฐานะ1 ในการสร้างเสริมสุขภาพ หรือการปฏิวัติเรื่องสุขภาพ พ.ระบ.สร้างเสริมสุขภาพเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลชวน ๒ คุณชวนนั้นเป็น ผู้มีความระมัดระวังมากในการทําอะไรๆที่เกี่ยวข้อง กับการใช้งบประมาณของประเทศ ถ้าเราทํางานกับ กระทรวงการคลังก่อนจนกระทั่งกระทรวงเห็นดี เห็นชอบแล้ว นายกรัฐมนตรีชวนก็จะสบายใจมาก กว่าการที่จู๋ๆ จะไปเจรจากับท่านโดยตรง นี่เป็นอีก เหตุหนึ่งที่เราเลือกใช้เวลาทํางานกับเจ้าหน้าที่ของ กระทรวงการคลังให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะไป บอกกับรัฐบาล เมื่อกระทรวงการคลังเห็นชอบ ด้วยแล้วรัฐบาลกีทํางานได้ง่ายขึ้น คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีใน สมัยนั้น เป็นหัวแรงสําคัญในการผลักดันพระ- ราชบัญญัติฉบับนี้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสุขภาพเป็น ผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลชวน หลีกภัย พูดถึงความระมัตระวังของคุณชวน หลีกภัย ในการใช้งบประมาณของรัฐ อยากจะเล่าอะไรให้ ฟังสักเรื่องหนึ่ง คือเมื่อ พ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันวิจัย ระบบสาธารณสุข (สวรส.) ออกมาช่วงปลาย รัฐบาลอานันท์ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ นั้น ไม่มีการดั้งงบประมาณไว้ แค่เมื่อ 'กฎหมายออกก็ต้องตั้ง สวรส. แต่ไม่มีงบประมาณใดๆ ทั้งสิ้น เงินเดือนจะจํ ให้บุคลากรที่เข้ามาทํางานแล้วก็ไม่มี คุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ คนจังหวัดตรัง จบอ9ญอะๆ กลไละ9 สก .ได้ไปหาคุณชวน ซึ่งเข้ามาดํารงดําแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกต่อจาก 022 รัฐบาลอานันท์ เพื่อขอให้ช่วยจัดสรรงบกลาง สนับสนุน สวรส. ๑๒ ล้านบาท คุณชวนตอบว่า ต้องขอดูรายละเอียดก่อน เมื่อคุณหมอชูชัยไปหา คุณชวนครั้งที่ ๒ คุณชวนว่า “อยากคุยกับอาจารย์ ประเวศก่อน” เมื่อคุณหมอชูชัยมาบอกผม ผม 'บอกหมอชูชัยว่าไปบอกท่านนายกฯ เถิดว่า อย่ามา คุยกับผมให้เสียเวลาท่านนายกฯ เลย! ที่เล่านี้ไม่ ได้เพื่อต่อว่า แต่เพื่อแสดงให้เห็นความระมัดระวัง ของคุณชวน หลีกภัย ในการใช้งบประมาณของรัฐ พ.ร.บ.สร้างเสริมสุขภาพกําหนดให้มีคณะกรรมการซึ่งมีนายก รัฐมนตรีเป็นประธาน พร.บ. นี้มาใช้ในรัฐบาลทักษิณ คุณทักษิณนั้นได้ มอบหมาย การเป็นประธานคณะกรรมการต่างๆ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็น ประธาน ให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายไป เป็นประธานแทน สําหรับ สสส. ในเงิ่มแรกตั้งมีนายปองพล อดิเรกสาร รอง นายกรัฐมนตรี สมัยนั้นได้รับมอบหมายให้เป็นประธาน คุณปองพลเป็นคนดี มีความรู้ มีเหตุมีผล และไม่เกเลย องค์กรใดที่มีประธานที่เก หรือเป็นพาลชน จะประสบความลําบากมาก ถ้าเป็นองค์กรที่ตั้งใหม่จะมี “ความพิการแต่ กําเนิด” “ความพิการแต่กําเนิด” ขององค์กรเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมาก เพราะถ้าเกิดขึ้นแล้วจะทําให้แก้ไขได้ยาก หรือเกิดองค์กรที่พิการไปตลอด ความพิการแต่กําเนิดขององค์กรอาจเกิดจาก ๑.แนวคิดพิการ ๒๒.โครงสร้างขององค์กรพิการ ๓.ขาดอิสรภาพในการกําเนิค ตัวร่วมที่เป็นเหตุของสาเหตุของความพิการเหล่านี้คือ “อํานาจ” ได้แก่ การใช้อํานาจมากกว่าปัญญา สร้างโครงสร้างเชิงอํานาจมากกว่าโครงสร้าง เชิงปัญญา และใช้อํานาจเข้าไปรบกวนการกําเนิตด้วยอิสรภาพ คุณป่องพอ อดิเรกฮาร ๐ พะทวส อํานาจกับอิสรภาพเป็นข้าศึกแก่กัน อีกความหมายหนึ่งของอิสรภาพคือปัญญา แนวคิดเรื่ง “อิสรภาพในการเกิด” - ฮะ๑สอ 10 0๐โก และ “อิสรภาพในการเติบโต” - โก๐ส๐๓ 10 ฎก0ห มมหคือบ ก ค เป็นแนวคิดที่สําคัญมากที่อยากให้ทําความเข้าใจ เพราะเป็นจริงทั้งการ เกิดและเติบโตของเด็ก ของสมอง ของต้นข้าว และขององค์กร ผู้ใหญ่หรือครูที่ใช้อํานาจจะทําให้เด็กขาดอิสรภาพในการเดิบโต ทําให้ พิการ ต้นข้าวที่ขึ้นเบียดเสียดยัดเยียด ต้นเล็กและให้รวงน้อย เพราะขาด อิสรภาพในการเดิบโต ต่างจากต้นข้าวที่แต่ละต้นอยู่ท่างกัน ที่ด้นจะใหญ่ รวงใหญ่ เมล็ดมาก เพราะมีอิสรภาพที่จะเดิบโต 'ในการคิดตั้งองค์กร ถ้าเงิ่มต้นด้วยอํานาจ หรือดึง! ผู้มีอํานาจเข้ามา เกี่ยวข้องเร็วเกิน จะทําให้องค์กรนั้นพิการแต่กําเนิด เพราะขาดอิสรภาพ หรือปัญญาในการเกิด ที่กล่าวมาอย่างค่อนข้างยืดยาว เพราะการทําอะไรๆ ให้สําเร็จเป็นของ ยาก และนําไปสู่อารมณ์ เพราะไม่มีความรู้และประสบการณ์พอในเรื่ององค์กร ในเรื่องนี้ด้องนับว่า สสส. มีกําเนิคด้วยดี เพราะประธานคนแรกคือ คุณปองพล อดิเรกสาร ก็ดี หรือประธานคนที่ สองคือคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ก็ดี หรือผู้จัดการ คนแรกคือคุณหมอสุภกร บัวสาย ก็ดี ล้วนเป็น คนดี ทําให้ สสส. สามารถเริ่มต้นได้ดี เป็น เครื่องมือที่สําคัญในการปฏิรูประบบสุขภาพ จาก ระบบตั้งรับสุขภาพเสียไปเป็นระบบรุกสร้าง สุขภาพดี ดังกล่าวแล้วข้างต้น ลองนึกภาพว่าด้วยงบประมาณที่คล่องตัว ประมาณปีละ ๑,๕๐๐ ล้านบาท หากมีการ จัดการที่ดี ระดมคนดีๆ มีความรู้ มีความตั้งใจจริง มีความสามารถจัดการ เชิงยุทธศาสตร์ ทําเรื่องใหญ่ ๆ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาวะของคนไทยมากๆ สัก ๑๐ เรื่อง ใช้เงินเรื่องละประมาณ ๑๐๐ ล้านบาทต่อปี จะเกิดการ 'เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นหน้าเห็นหลังสักเพียงใด เช่น ๑. การควบคุมการบริโภคสิ่งเสพติดให้โทษ เช่น บุหรี่ สุรา ยาบ้า และ สารเสพติดอื่นๆ ๒. ครอบครัวเป็นสุข ให้ทุกครอบครัวมีสุขภาวะ ๓. ชุมชนสุขภาวะ ทุกชุมชนเข้มแข็ง สามารถจัดการตัวเองให้อยู่ใน สภาวะสมดุล ๕. เมืองนําอยู่ เมืองทุกเมืองเป็นเมืองน่าอยู่ หรือ ก๐๓ประ ๐1ห ๕. โรงเรียนสุขภาพ โรงเรียนทุกโรงเรียนเป็นที่สร้างเสริมสุขภาพ ๒. สถานประกอบการสุขภาพ สถานประกอบการทุกแห่งเป็นที่สร้าง เสริมสุขภาพ ๑. สังคมยุติธรรม สังคมที่มีความยุติธรรมเป็นบ่อเกิดของ ความสุขอันยิ่งใหญ่ สังคม ต้องเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่า ความเป็นคนของคนทุกคน แล้วจัดการศึกษาและ - และอยุติธรรม มีนโยบายสาธารณะที่ดี เป็นสังคมที่ใช้ สันติวิธี และมีสันติภาพ ๕. สุขภาวะทางจิตและจิตวิญญาณ สังคม สสามารถลดและป้องกันความเครียด มีสุขภาพจิตดี มี พพัฒนาการทางจิตวิญญาณให้สูงยิ่งๆ ขึ้น ช. อนุรักษ์เพิ่มพูนและใช้ประโยชน์จากฐาน ทรัพยากร อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ง ๑๐. การเรียนรู้เพื่อสุขภาวะ มีการปฏิรูปการ เรียนรู้เพื่อให้เป็นไปเพื่อแก้ความทุกข์ยากของคน 97' จคจปีดลบา ทั้งแผ่นดิน เป็นต้น นี้เป็นเพียงการยกตัวอย่างให้เกิดมโนภาพว่าเราสามารถทําเรื่องใหญ่ๆที่ มีผลต่อการสร้างเสริมสุขภาวะของคนทั้งหมด ไม่จําเป็นต้องมีเฉพาะ ๑๐ เรื่องดังกล่าวข้างต้น สามารถช่วยกันคิดให้คีกว่าเท่าที่แสดงเป็นตัวอย่างไว้ แค่คงจะพอเห็นได้แล้วว่า การมีกลไกอิสระ เช่น สสส. เป็นเครื่องมือ ของการปฏิรูประบบสุขภาพถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นการปฏิวัติเงียบได้อย่างไร การปฏิวัติแงียบ ย การปฏิรป ระบบสุขภาพ 0โยเกับคุณกร ทัพพะรังสี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเราคิดว่า สวรส. (สถาบัน วิจัยระบบสาธารณสุข) ได้สร้างความรู้เชิงระบบมาพอสมควรแล้ว แม้ยังไม่พอ นําจะถึงเวลาเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพได้แล้ว เราคิดว่าน่าจะ .ใช้การออกพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหว. 2 ข้าคําว่าเป็นเครื่องมือ ด้วยเหตุผลดังนี้ 'ในการทําอะไรๆ เช่น การศึกษา หรือสุขภาพ บทบาทของสังคม ทั้งหมดเป็นเรื่องสําคัญ แต่มักคิดกันว่าเป็นเรื่องทางเทคนิค เช่น การศึกษาก็เป็นเรื่องของครู คนอื่นไม่เกี่ยว เรื่องของสุขภาพก็เป็นเรื่องของหมอ คนอื่นไม่เกี่ยว จึงไม่ ค่อยมีพลังในการทําอะไรๆ เพราะการคิดแยกส่วนเช่นนี้เสมอๆ หากบอกว่าจะออกเป็นกฎหมาย การเมืองเกี่ยวข้องด้วยทันที พอ เป็นการเมืองก็ดึงความสนใจจากสื่อมวลชนและอื่นๆ ตามมา จึงกล่าวกันว่า ถ้าจะทําอะไรๆ ให้มีพลังขับเคลื่อนต้องทําให้เป็นประเด็นทางการเมือง (5011๐| ไรรน6) ฉะนั้น ยุทธศาสตร์ของการปฏิรูประบบสุขภาพคือการบอกว่าจะออก พ.ระบ.สุขภาพแห่งชาติ แต่ไม่รีบออก ใช้การ “จะออก” มาเป็นเครื่องมือดึง ฝ่ายต่างๆ เข้ามาทํางานร่วมกัน ต่อเมื่อทุกฝ่ายเข้ามาเรียนรู้ร่วมค้นในการ ปฏิบัติเท่านั้น จึงจะทําสิ่งยากๆ ได้ ไม่ใช่การใช้อํานาจ ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญ จึงจะเล่าช้า ๆ จะได้เรียนรู้วิธีคิดและวิธีการ 'กฎหมายของเราที่ออกมาแล้วก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมและ ความทุกข์ยากแก่ราษฎรเป็นอเนกอนันดัง เพราะเราไปใช้แนวคิดสํานักออส-. ดินว่า "กฎหมายคือเครื่องมือของรัฐ" รัฐอยากจะออกกฎหมายอะไรก็ออก พล้วะเลย โดยสังคมไม่มีส่วนร่วมคิดร่วมทํา นั้นคือการใช้อํานาจ อํานาจแก้ ปัญหายากๆ ไม่ได้ เช่น ความยากจน ความอยุติธรรมในสังคม นอกจากไม่ได้ แล้ว บางทียังทําให้ปัญหาเลวร้ายมากขึ้น การปฏิรูปที่สําคัญอย่างหนึ่งคือ การ ปฏิรูปกฎหมาย การปฏิรูปกฎหมายในส่วนที่ลึกที่สุดคือการปฏิรูปแนว คิด จากแนวคิดที่ว่า “กฎหมายคือเครื่องมือของรัฐ” ไปเป็น “กฎหมายคือ เครื่องมือของสังคม” เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยความสุข พ.รบ.สุขภาพแห่งชาติ จะเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ประชาชนมีส่วน ร่วมในการยกร่างอย่างกว้างขวางที่สุด ตามแนวคิดปฏิรูปการออกกฎหมาย ที่กล่าวข้างต้น การนริฐปรมบสุมภาพ ไดณ์[ เมื่อจะออกกฎหมายรัฐบาลก็ต้องเข้ามามีส่วน อ ล ตรงนี้จะเห็น “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ชัด ซึ่งจะเอามาเขียนไว้อีก เพราะมักลืมกัน ๑. การวิจัยสร้างความรู้ พวกเรา ๓-๕ คน จึงเชิญ รมต.กร ทัพพะรังสีไปรับ- ประทานอาทารเย็น / 073คลื่อมโทวสังคม ๓ การเมืองหรืออักาจรัฐ ด้วยกัน และอธิบาย แล๕ ให้ท่านฟัง การให้เกียรติบุคคลเป็นเรื่องสําคัญ รมต.กรเห็นด้วย ท่านคงไป 'บอกนายกรัฐมนตรีคือคุณชวน หลีกภัย (สมัย ๒) เมื่อนายกรัฐมนตรีเจอผม ที่หาดใหญ่ในการไปประชุมสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ครั้งหนึ่ง ท่าน พูดกับผมว่า “อาจารย์ เรื่องปฏิรูประบบสุขภาพรัฐบาลเอาด้วยเต็มที่” เมื่อ รมต. และนายกรัฐมนตรีเห็นด้วยเรื่องก็ง่ายขึ้นมาก ผมก็เรียน นายกรัฐมนตรีไปว่า “ถ้ารัฐบาลเห็นด้วย ก็ตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบ สุขภาพ (คปรส.) และสํานักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.)” ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เห็นชอบด้วย ตรงนี้มีเคล็ดลับที่ควรสังเกต ถ้าศิดว่ามีเรื่องอะไรดี แล้วไปเสนอแบบยกให้รัฐบาลเอาไปทําเลย มักจะไม่สําเร็จ เพราะในกลไกของรัฐบาลขาด ความเข้าใจพอ และทุกคนก็มีภาระยุ่งอยู่แล้ว ไม่มี เวลาจะมาคิด ฝ่ายคิดต้องคิดให้ทะลูเรื่ององค์กร การจัดการ ถ้าคิดเรื่ององค์กรการจัดการไม่ทะลุ เรื่องนั้นๆ จะไปติด และเป็นอุปสรรคทําให้ไม่ สามารถปฏิบัติการกิจให้ลูล่วงไปได้ แม้แต่องค์กร อิสระตามรัฐธรรมนูญบางองค์กรก็ไม่ได้ผ่านการ คิดให้ทะลุเรื่ององค์กร ทําให้การทํางานไม่ได้ผล เท่าที่ควร คุณกร ทัพพะรังสี ๒๐ ประทวส ประการแรก เราศึกษาและรู้ว่าคณะกรรมการ ปฏิรูประบบสุขภาพจะต้องทํางานต่อเนื่องเลย อายุของรัฐบาล ถ้าแต่งตั้งตามมติ ครม. เมื่อ คครม. หมดวาระลง คณะกรรมการนั้นๆ ก็ยุบ ไปด้วย กว่าจะตั้งใหม่ในรัฐบาลใหม่ก็กินเวลา. นาน ทําให้การทํางานไม่ต่อเนื่อง หากตั้งโดย “ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี” คณะกรรมการ จะไม่สิ้นสุดไปพร้อมกับ ครม. ประการที่สอง องค์ประกอบของคณะ กรรมการมีความสําคัญต่อความสําเร็จ ต้อง ซ์ สะท้อน “สามเหลี่ยมเขย้อนภูเขา” คือมีทั้งนักวิชาการ ฝ่าย สังคม และฝ่ายอํานาจรัฐ คปรส. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรี และข้าราชการ ฝ่ายสังคมมีแม้แต่นักบวชและคนพิการ ฝ่ายรัฐบาลมีความจําเป็นเพราะมีทรัพยากร เช่น งบประมาณ ให้ยืม ตัวข้าราชการ ใช้สถานที่ราชการ ใช้สื่อของรัฐ เป็นด้น ทําให้มีพลังทํางาน ได้มาก มีคณะกรรมการที่ประกอบด้วยลําพังพวกเดียวกันเอง เช่น นักวิชา การล้วนๆ หรือข้าราชการล้วนๆ หรือเอ็นจีโอล้วนๆ ทําให้พลังไม่ครบ ไม่ สามารถทํางานยากๆ ได้ ประการที่สาม สํานักงานคณะกรรมการ ตรงนี้สําคัญมาก จะมีแต่คณะ กรรมการ ต่อให้เก๋งอย่างไรก็ทํางานไม่ได้ผล ต้องมีสํานักงานที่มีความ สามารถสูง ทํางานเต็มเวลา และสามารถทํางานได้ค่อเนื่อง ถ้าสํานักงานเป็นหน่วยราชการมักจะประสบความล้มเหลว เพราะไม่ สามารถคัดคนอย่างอิสระจนได้คนที่เก่งที่สุด และมีข้อจํากัดตามระเบียบ ราชการสารพัดอย่าง ฉะนั้น สํานักงานต้องเป็นอิสระ เป็นอิสระนี้ไม่ได้แปลว่า เป็นเอ็นจีโอ แค่เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระ ไม่มือธิบดีหรือปลัด กระทรวงมาสั่งซ้ายหันขวาหัน หรือปลดเช้าปลดเย็น แต่ขึ้นกับคณะ กรรมการ และไม่ใช้ระเบียบราชการ งบประมาณที่ได้จากรัฐเป็นงบอุดหนุน ทั่วไป ซึ่งมีความคล่องตัว แต่มีความถูกต้องที่ตรวจสอบได้ (ล๐๐๐แกเล่ไห่ปัญ) และถูกตรวจสอบโดยสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อสํานักงานเป็นอิสระ ก็สามารถเฟ้นคนมาทํางานได้อย่างอิสระ แม้ เป็นข้าราชการ เมื่อมีความเป็นอิสระก็สามารถทํางานได้อย่างเก่ง ที่จริงใน วงราชการมีคนที่มีศักยภาพอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ตัวระบบราชการมีปัญหามาก สํานักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปรส. ได้นายแพทย์อําพล จินดาวัฒนะ มาเป็น ผู้อํานวยการ ซึ่งกาลเวลาจะได้แสดงให้เห็นว่า ท่านผู้นี้เป็นนักยุทธศาสตร์และนักจัดการชั้นเยี่ยม ซึ่งอาจรวมเรียกว่า นักบริหารยุทธศาสตร์ อยากจะ ให้สังเกตตรงนี้ไว้ให้ดีว่าเรื่องใหญ่ระดับชาติต่างๆ แม้เป็นเรื่องที่เป็นนโยบายของรัฐบาล ไม่ประสบ ผลสําเร็จเพราะขาดการคิดเชิงยุทธศาสตร์และการ บริหารยุทธศาสตร์ การมีแผนอย่างเดียวไม่พอ เพราะแผนหรือแพลนนิ่งก็นิ่งอยู่อย่างนั้น ถ้าปราศจากการทําให้เป็น ยุทธศาสตร์และมีการบริหารยุทธศาสตร์ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐ, สังคมแห่งชาติ แผนที่ ๕ ซึ่งเป็นแผนที่ดีมาก แต่หลังจาก ครม. เห็นชอบแล้ว ก็เป็นแพลนนิ่งอยู่อย่างนั้น สปรส. ยังมีทีมปฏิบัติงาน “หญิงเหล็ก” ที่เข้มแข็งมาก ประกอบด้วย ๑.คร.วณี ปิ่นประทีป ๒.อาจารย์กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ๓.คุณปีติพร จันทรทัต ณ อยุธยา 4.คุณดวงพร เฮงบุณยพันธ์ จาก สวรส. ทีม “หญิงเหล็ก” นี้แกร่งและอุทิศตัวเพื่องานมาก ในภาษาสามกัก เมื่อ มีแม่ทัพที่เก่งและทหารเอก เขาบรรยายว่า “ดุจดังกองทัพเทพยดา” การงาน ทั้งหลายที่มันไม่ได้เรื่องได้ราว เสียเงินเสียทองของประเทศมากมายก่ายกอง แบบตักน้าใส่คุ่มรั่ว ก็เพราะขาด “กองทัพเทพยดา” นี่แหละ ๒๕ ประทวส นี่คือข้อคีของ “หน่วยงานที่เป็นอิสระ” ที่มีอิสระในการเลือกคนให้ได้ คนดีและคนเก่งจริงๆ แม้จํานวนไม่มากก็ทํางานใหญ่ได้ หน้าที่ของ สประ, คือทํา “สามเหลี่ยมเขยี้ยนภูเขา" นั้นคือ ๑.รวบรวม สังเคราะห์ และสร้างความรู้เพิ่ม ๒.เคลื่อนไหวการเรียนรู้ของสังคม ๓ เชื่อมโยงกับอํานาจรัฐ เพื่อนําไปสู่การออก พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติภายใน ๓ ปี (๒๕๕๓- ๒๕๕9) เมื่อประกอบครบ ๓ เหลี่ยม งานก็สะดวกและก้าวหน้าไปอย่างมี พลังยิ่ง คณะกรรมการที่บีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก็เอื้ออํานวยทุกอย่าง ตั้งแต่งบประมาณไปจนถึง การขอยืมตัวข้าราชการ อนุมัติกฎระเบียบต่างๆ ทางฝ่ายวิชาการได้นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผล- ประเสริฐ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็น เลขานุการคณะอนุกรรมการวิชาการ ท่านผู้นี้มีฝีมือ จัดการวิชาการเป็นเยี่ยม และยังหนุนด้วย สวรส. โดย มีผู้อํานวยการคือนายแพทย์วิพุธ พูลเจริญ เป็น ผู้นําทีมฝ่ายเคลื่อนไหวการเรียนรู้ของสังคม ก็นํา ประเด็นความรู้ไปทําสื่อและจัดประชุมในรูปต่างๆ ตั้งแต่ประชุมเฉพาะเรื่อง เฉพาะกลุ่ม จัดตลาดนัด. สุขภาพ สมัชชาสุขภาพทุกจังหวัด สมัชชาสุขภาพ แห่งชาติ มีผู้เข้าร่วมตั้งแต่ผู้นําชุมชน นักบวช คน จุ พิการ ไปจนถึงนายกรัฐมนตรี เป็นการสร้างความรู้ - ว น่ส 5: ิ: และยกร่างกฎหมายที่สังคมมีส่วนร่วมมากที่สุด จ=๕ เมื่อได้ทําให้ถูกต้องครบถ้วนดังกล่าวข้างคัน ทวิฬิ8 พูดเริญ ก็ทําให้เกิดการไหลลื่นหรืออิสรภาพในการเคลื่อนและมีภูมิคุ้ม การทําเรื่องดีๆ ใหญ่ๆ ในสังคมเป็นเรื่องยาก เหมือนการเดินทางไปสู่ธรรมภูมิ แต่ตามทาง ภาชนฏิฐปรมนสุขภาพ อ์. มีภูติผีปีศาจและยักษ์ที่คอยดักจับกิน การทําให้ถูกต้องครบถ้วนจะช่วยให้ การเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว และเผชิญอุปสรรคได้ เช่น เมื่อเร็วๆ นี้มีนักการเมืองคนหนึ่งต้องการใช้กระแส “ปลูกผีเอ็นจีโอ” เที่ยวไปปลุกระดมว่าร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ เป็น “ร่าง พ.ร.บ.เอ็น จีโอ” เอ็นจีโอกะผือะไร ในเมื่อทั้งหมดนี้เกิดโดยระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี เแ กรรมการที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นไหมครับ “การปลุกผี” ก็ต้องอาศัยหลักฐานข้อเท็จจริง มิฉะนั้น ไม่มีน้าหนัก การทําอะไรๆ จะใช้แต่ “ความเห็น” อย่างเดียวโดยไม่ใช้“ความ รู้” จะไม่ได้ผล สังคมไทยใช้ความเห็นมากกว่าความรู้ นี้เป็นข้อที่เราคนไทย จะต้องตระหนัก และแก้ไข ประเด็นสําคัญในร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ขอให้อ่านร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ตลอดจนเอกสารประกอบต่างๆ ว่าท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือมีประเด็นสําคัญอะไรที่ตกหล่นไป ควร เพิ่มเติม เพื่อง่ายต่อการพิจารณาของท่าน ขอดึงสาระสําคัญของร่าง พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติขึ้นมาให้เห็นดังต่อไปนี้ ๑@. สุขภาพไม่ใช่โรคและการรักษาโรคเท่านั้น (มาตรา ๓) แต่หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์เชื่อมโยงกันทุกด้าน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจ จิตใจ ครอบครัว ชุมชน สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมพร้อมกันไป เพื่อให้การเคลื่อนไหวเรื่องสุขภาพเป็นการเคลื่อนไหวใหญ่ทุกด้าน เพื่อให้ สามารถสร้างความสุขที่สมบูรณ์ถ้วนหน้าได้ ไ๒. สุขภาพเป็นอุดมการณ์ของชาติ (มาตรา 9) เดิมทิศทางการพัฒนาเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง หรือมุ่งสร้างความร่ารวย ทําให้เกิดความเห็นแก่ตัวและทอดทิ้งกัน พ.ร.บ. นี้ต้องการสร้างอุดมการณ์ ของชาติและทิศทางการพัฒนาขึ้นใหม่ ที่ถือเอาสุขภาวะที่สมบูรณ์ของคน ๓๐ ประทวส ทั้งหมดร่วมกันเป็นสิ่งสูงสุด ไม่ใช่เอาเงิน เป็นสิ่งสูงสุด นี่เป็นประเด็นใหญ่ที่สุด ที่' พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติเป็นเครื่องขับ เคลื่อนการปฏิรูปทิฐิและปฏิรูปสังคม ไป. สู่การเป็นสังคมแห่งความเอื้ออาทร สังคมแห่งความสามัคคี และสังคมแห่ง ปัญญา ๕9. ระบบสุขภาพเป็นระบบสร้างนําซ่อม (มาตรา ๑) แต่เดิมระบบสุขภาพเป็นระบบตั้งรับ คือรอให้ป่วย แล้วจึงค่อยมาซ่อมกัน ทําให้ประชาชนเจ็บป่วยล้มตาย พิการโดย ไม่จําเป็น และสูญเสียทางเศรษฐกิจจนวิกฤติ พ.ร.บ.นี้ปรับระบบสุขภาพ จากระบบคั้งรับความป่วย ไปเป็นระบบรุกสร้างสุขภาพดี โดยพยายามทุก วิถีทางให้ประชาชนทั้งมวลดํารงอยู่ในความมีสุขภาพดีให้มากที่สุด ๕. การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ (มาตรา ๕, ๕-๒๕) การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์เป็นศีลธรรมพื้นฐาน ถ้า ปปราศจากศีลธรรมพื้นฐานสังคมจะเจริญไม่ได้ สังคมไทยเป็นสังคมรวมศูนย์ อํานาจที่ไม่เศารพคนเล็กคนน้อยคนยากคนจน พ.ร.บ, นี้กําหนดว่าสุขภาพ เป็นส่วนหนึ่งของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และกําหนดสิทธิด้านสุขภาพไว้ เป็นอเนกปริยาย ตั้งแต่มาตรา ๕ ถึงมาตรา ๒๕ คนยากคนจนไม่ใช่ไปขอทานบริการ แต่เป็นสิทธิของเขาที่จะได้รับ บริการ (มาตรา ๑๓-๑๕) บุคคลมีสิทธิแม้ต้องการเลือกการตายอย่างสงบและมีศักดิ์ศรีของ ความเป็นมนุษย์ (มาตรา ๒๕) ๕. หน้าที่ของรัฐตามแนวนโยบายของรัฐในรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๒๑-๓๑) รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐ หมวด ๕ ได้กําหนดแนวนโยบายพื้นฐานของ |: 1+ รัฐ ให้รัฐปฏิบัติเพื่อความผาสุกของปวงชน แต่ยังไม่มีการปฏิบัติกันเท่าที่ควร พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติได้อนุวัดตามรัฐธรรมนูญ โดยกําหนดหน้าที่ของรัฐ 'ในการดําเนินการต่างๆ เพื่อการมีสุขภาวะที่สมบูรณ์ของปวงชน ซึ่งรวมไป ถึงนโยบายสาธารณะที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน (มาครา ๒๓) การดูแลระบบบริการสาธารณสุขไม่ให้เป็นไปเพื่อการค้ากําไรเชิงธุรกิจ (มาตรา ๓๐) การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม จัดระบบการถือครองที่ดิน อย่างเป็นธรรม และอื่นๆ เพื่อแก้ไขความยากจน (มาตรา ๓๑) เพราะ ความยากจนเป็นอุปสรรคต่อการมีสุขภาพดี 5. ความมั้นคงด้านสุขภาพ (มาตรา ๓๒-๓๓) มาตรา ๓๒-๓๓ กําหนดความมั่นคงด้านสุขภาพไว้อย่างครอบคลุม หนาแน่น ทั้งความมั่นคงทางสังคม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง ทางโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงทางทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ความมั้นคงในการ เข้าถึงบริการสาธารณสุข ความมั่นคงทางการเมือง ความมั้นคงเกี่ยวกับความ ยุติธรรม ความมั้นคงเกี่ยวกับการวิจัย ความมั้นคงเกี่ยวกับความเชื่อ ประเพณี ศาสนา วัฒนธรรม ทั้งหมดก็เพื่อเป็นกรอบของเรื่องที่ประชาชนและรัฐจะต้องร่วมกัน สร้างขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันว่าสุขภาวะที่สมบูรณ์มีความมั้นคงยั่งยืน @. ระบบสุขภาพที่สมบูรณ์ ระบบที่มืองค์ประกอบครบและทํางานเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ประดุจรถยนต์ที่เครื่องสมบูรณ์ จึงจะวิ่งไปได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ที่แล้วมาระบบสุขภาพขาดความ สมบูรณ์ วิ่งไปก็ติดขัดและเข้าสู่สภาวะวิกฤติ พ.ร.บ. นี้พยายามชี้บ่งให้มีการสร้างระบบ สุขภาพที่สมบูรณ์คังนี้ (๑) ระบบสร้างเสริม สุขภาพ (มาตรา ๒๒-๒๓๕) ซึ่งรวมความตั้งแต่นโยบาย % สาธารณะเพื่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ ความเข้มแข็งของชุมชน มาครการด้านภาษีและอื่นๆ เพื่อสร้างพฤติกรรมสุขภาพ ตลอดจนการปรับ ระบบบริการสาธารณสุข (๒) ระบบป้องกันและควบคุมปัญหาที่คุกคามทางสุขภาพ (มาตรา ๒6-๑๐) ดังที่เคยเรียกกันว่าการป้องกันและควบคุมโรค ซึ่งมักหมายถึงเฉพาะ .โรคติดต่อ แต่ไม่ว่าปัญหาที่คุกคามจะเป็นเชื้อโรคหรือมิใช่ เช่น โรคหัวใจ มะถึง อุบัติเหตุ ยาเสพติด จะต้องมีระบบที่ป้องกันและควบคุมการเจ็บการ ตายของประชาชนโดยไม่จําเป็นให้ได้คีที่สุด (๓) ระบบบริการสาธารณสุข (มาตรา ๑๑-๑๕) ระบบบริการสาธารณสุขต้องมือย่างพอเพียง เข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม มี คุณภาพ มีประสิทธิภาพ และไม่เป็นการค้ากําไรเชิงธุรกิจ .โดยมีครบครันทุกประเภท ตั้งแต่การดูแลรักษาตัวเอง การดูแลใน ครอบครัว การดูแลในชุมชน บริการฉุกเฉิน บริการระดับต้น บริการระดับสอง บริการระดับสาม บริการพิเศษ โดยมีระบบรับรองคุณภาพ และการตรวจสอบให้มีการใช้เทคโนโลยี อย่างถูกต้อง (๕) ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ (มาตรา ๑๕-๑๑) พ.ระบ. นี้เห็นคุณค่าของการแพทย์ตั้งเดิม เช่น การแพทย์และเกสัชกรรม แผนไทย ระบบหมอพื้นบ้าน และสนับสนุนให้ประชาชนมีทางเลือกที่หลาก หลายแผน ให้มีกลไกเฉพาะเพื่อทํางานพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์การ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง (๕) ระบบคุ้มครองผู้บริโภคค้านสุขภาพ (มาครา ๑๕-๑5) ให้มีระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่สมบูรณ์และเข้มแข็ง ให้จัดสรรงบประมาณ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑ ของงบประมาณค้านสุขภาพ ทั้งของรัฐบาลและของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนแก่องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคทั่วทุกพื้นที่ (๒) ระบบสมองของระบบสุขภาพ (มาตรา ๕๐-๕๒) ภารปฏิฐปรบนสุนทาพ ตร0. ระบบใดๆ ที่จะดําเนินไปได้ดี ต้องมีสมอง หรือกลไกสมองที่รับรู้ความจริงได้ เอาความ จริงมาวิเคราะห์ สังเคราะห์เป็นปัญญาที่ สูงขึ้น เอาปัญญาไปใช้ประเมินการใช้และ ผลการใช้เพื่อเอามาเรียนรู้ให้เป็นปัญญา ที่สูงขึ้น แล้วเอาปัญญาที่สูงขึ้นไปใช้อีก เช่นนี้ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ระบบต่างๆ มักไม่มีกลไกทางสมองที่ ว่านี้ แต่ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติกําหนดให้มีระบบสมองคือ “องค์ความรู้ และข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ” โดยให้มีการสร้างความรู้และเอาความรู้ ข้อมูลข่าวสารไปสื่อสารให้รู้ถึงกันทั้งระบบ กําหนดให้จัดสรรงบประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓ ของงบประมาณ ด้านสุขภาพเพื่อการวิจัยด้านสุขภาพ และให้มีสํานักงานวิจัยสุขภาพแห่ง ชาติทําการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยอย่างถูกต้องและพอเพียง (๑) ระบบกําลังคนด้านสาธารณสุข (มาตรา ๕๓-๕๕) กําลังคนด้านสาธารณสุขมีความสําคัญยิ่ง ที่แล้วมาไม่มีระบบกําลังคน ที่ประสานนโยบายสุขภาพ ระบบบริการ การวางแผนกําลังคน การผลิต กําลังคน และการบริหารจัดการกําลังคนเข้ามาด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ ทําให้เกิดความสูญเสียและไร้ประสิทธิภาพ พ.ร.บ. นี้กําหนดให้มีกลไกเฉพาะ ทํางานพัฒนานโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนกําลังคนด้านสาธารณสุขอย่าง ต่อเนื่อง (๕) ระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพ (มาตรา ๕๒-๕๕) ระบบการเงินการคลังที่ดีสามารถทําให้เกิดระบบบริการที่ดีทุกขั้นคอน เป็นหลักประกันว่าประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการที่จําเป็นอย่างเป็น ธรรม ระบบทั้งหมดมีความเป็นไปได้ทางการเงินอย่างยั่งยืน เป็นระบบที่ให้ ผลคุ้มค่า (๐๐5!-๕ณ์๑๐๕) พ.ร.บ. นี้กําหนดให้มีกลไกดูแลการใช้จ่ายเงิน ที่เป็นอิสระ โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ๓๕ ปรควส ทั้ง ๕ องค์ประกอบนี้ คือความพยายามที่จะสร้างระบบสุขภาพที่สมบูรณ์ ควรช่วยกันดูว่ายังขาดตกบกพร่องอย่างไรอีก ช่วยกันประกอบเครื่องของ ระบบสุขภาพให้สมบูรณ์ ให้เป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั้งมวลอย่างแท้จริง ทารปฏิวัติเงียบ : การปฏิรป ธิ์ +เฏิรัติทางปัญญา กัฝักจ ว สล ะเห็นได้ว่าการปฏิรูประบบสุขภาพนั้นเป็นกระบวนการเคลื่อนไหวที่ ลหณาคาท น . เกี่ยวข้องกับคนทั้งหมด ทั้งเรื่องกาย ใจ สังคม จิตวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องของ 'โรงพยาบาล หมอ พยาบาล และยาเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับทุกๆ มิติของชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังคํากล่าวว่า “สุขภาพเป็นเรื่องที่บูรณาการอยู่ในการ ๓ ประเควส พัฒนามนุษย์และสังคมทั้งหมด” จึงเป็นเรื่องของทุกคน ทุกเรื่อง ทุกองค์กร และทุกพื้นที่ ถ้าสังคมเคลื่อนไหวสร้างสุขภาพก็เท่ากับเคลื่อนไหวแก้ปัญหา ทุกชนิดของมนุษย์ และสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม มนุษย์สามารถบรรอุความดีได้จากการเคลื่อนไหวสร้างสุขภาพ การเคลื่อนไหวคือกุญแจ 'หมอประสาน ต่างใจ ใช้คําว่า “เคลื่อนไหวไหลเลื่อน” การเคลื่อนไหวอาจจะผิดบ้างถูกบ้างไม่เป็นไร ไม่ใช่เอา “มาตรฐานวิชา การ” เป็นตัวตั้งจนทําอะไรไม่ได้ นี่เป็นประเด็นสําคัญที่ควรจะทําความเข้าใจ เพราะบางคนยืดมั่นใน “มาตรฐานวิชาการ” จนเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อน ไหว การเคลื่อนไหวคือชีวิต การไม่เคลื่อนไหวคือตายแล้ว เด็กที่เดินได้ก็เพราะเคยหกลัมมาก่อน คนขี่จักรยานได้ก็เพราะเคยลัม มาก่อนทั้งสิ้น การเดินก็ดี การขี่จักรยานก็ดี คือการเคลื่อนไหว เคลื่อนไหว แล้วก็เรียนรู้จากความผิดพลาดคือการหกลัมหรือการล้ม ไม่มีวิธีอื่นเลยที่จะ ทําให้เดินได้หรือขี่จักรยานได้นอกจากผ่านการหกลัม จะไปใช้วิชาการให้สูง ยังไงก็เดินไม่ได้และขี่จักรยานไม่ได้ นอกจากผ่านการหกลัมและการลัม การเคลื่อนไหวสังคมหรือการเคลื่อนไหวไหลเลื่อนคือการเรียนรู้ และ ต้องเรียนรู้จากการผิดพลาด การเคลื่อนไหวสังคมจึงเป็นกุญแจของการสร้างสุขภาพให้เต็มแผ่นดิน. ใน พ.รบ.สุขภาพแห่งชาติ ได้กําหนดเครื่องมือสําหรับส่งเสริมสนับสนุน การเคลื่อนไหวสังคมไว้คือ คณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติ (มาตรา ๓๕-๕๕) และ สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติที่ เป็นอิสระ (มาตรา ๕๕-๕๕) และสมัชชา สุขภาพ (มาตรา ๕ธ-๒๓) ซึ่งจะเป็น เครื่องมือขับเคลื่อนกลไก “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ที่ ทั้งภาควิชาการ ภาคสังคม และภาคการเมือง เข้ามาร่วม กันทํางานอย่างต่อเนื่องให้เกิดระบบสุขภาพที่ครบถ้วน อัน ก่อให้เกิดสุขภาพที่สมบูรณ์แก่ประชาชนทั้งหมดได้จริง กระบวนการปฏิรูประบบสุขภาพคือ การปฏิวัติเงียบที่ใหญ่มาก เพราะมีการเปลี่ยนวิธีคิดและเปลี่ยนคุณค่า เพื่อให้คนไทยเข้ามามีความ อ าทรต่อกันและเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างการมีชีวิตที่เจริญหรือความ มีสุขภาพดีไห้เต็มแผ่นดิน จึงควรที่คนไทยจะพยายามทําความเข้าใจ ะร่วมเคลื่อนไหวในกระบวนการปฏิรูประบบสุขภาพ การปฏิวัติทางปัญญา .โลกในปัจจุบันต่างไปจากโลกโบราณโดยสิ้นเชิง ในสมัยโบราณมนุษย์แยกกันอยู่เป็นกลุ่มๆ ตามเผ่าพันธุ์ มีการติดต่อ รู้ถึงคันน้อย ความรู้กว่าจะเดินทางจากมุมหนึ่งของโลกไปถึงอีกมุมหนึ่งอาจ กินเวลาตั้งพันปี การกระทําของคนกลุ่มหนึ่งไม่มีผลกระทบต่อคนกลุ่มอื่นที่ ท่างไกลออกไป เช่น ความเป็นไปไนยุโรปไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยใน สมัยกรุงสุโขทัย แต่ละกลุ่มก็สะสมภูมิปัญญาของตัวเพื่อความอยู่รอดที่ เรียกว่าวัฒนธรรม วัฒนธรรมจึงมีความหลากหลายไปตามสิ่งแวดล้อมที่ แตกต่างกัน แต่บัดนี้โลกทั้งโลกเสมือนเล็กลง คนทั้งโลกสามารถติดต่อสื่อสารถึง กันได้รวดเร็วเพียงชั่วพริบดา มีระบบเศรษฐกิจการเงินที่เชื่อมโยงติดต่อกัน ะไรเกิดขึ้น ณ ที่แห่งหนึ่งก็มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อที่ห่างไกลออกไป เช่น นายจอร์จ โชรอส คนเดียวอยู่นิวยอร์กโจมตีค่าเงินบาท อาจทําให้เศรษฐกิจ การเงินของประเทศไทยชวนเซทั้งประเทศ ฐานะของผู้คนก็แตกต่างกันได้ อย่างสุดหล้าฟ้าเขียว จากนายบิลเกตส์ที่รวยที่สุดไปจนถึงคนที่จนที่สุดใน แอฟริกาที่กําลังอดตาย มีความขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากรกันทั่วโลก มีสงคราม มีการทําลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โลกทั้งโลกเชื่อมโยงเป็นโลกเดียวกันที่ขรุขระ อาศัยโลภะ โทสะ โมหะ จึงเคลื่อนอย่างรุนแรงและรวดเร็ว อย่างไม่ร ยับยั้งได้ เป็นแรงขับเคลื่อนจี แต่เคลื่อนเข้าไปสู่สภาวะวิกฤติ ทั้งในด้วมนุษย์เอง ในทางสังคม และในทาง สิ่งแวดล้อม โลกทั้งโลกเหมือนก้อนวิกฤติ หรือโลกวิกฤติ ปัญญาที่มีมาแต่เดิมไม่สามารถแก้วิกฤติโลกได้ เพราะวิกฤติโลกคราวนี้ เป็นมหาปัญหา ที่ต้องการมหาปัญญา ปัญญาเดิมๆ นั้นสําหรับแก้ปัญหาใน ติเก่าๆ แต่บัดนี้ปัญหาได้เปลี่ยนมิติไปเป็นมิติโลกที่มันเชื่อมโยงกันไปหมด อบหรือไม่ชอบก็ไปแก้มันไม่ได้ เพราะพลังแห่งความเชื่อมโยง (ก์แจเอก 1๐๓๐) นั้นรุนแรงยิ่ง เหมือน ธ์แพอก ร์๐๐๕ ทางนิวเคลียร์ แต่พลังเชื่อมโยง นี้นําไปสู่การระเบิดของโลก เราจะต้องคิดว่า จริงหรือที่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบปัจจุบันจะแก้วิกฤติโลกได้ จริงหรือที่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบปัจจุบันจะ แก้วิกฤติโลกได้ จริงหรือที่การศึกษาแบบปัจจุบันจะแก้วิกฤติโลกได้ จริงหรือที่การสอนศาสนาแบบปัจจุบันจะแก้วิกฤติโลกได้ ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของโลก และเป็นส่วนนิดเดียว ย่อมตกอยู่ใน กระแสโลกอย่างยากที่จะทัดทานได้ เรามีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของเราเอง จุดอ่อนจะทําให้เราไม่สามารถรักษาตัวเองให้อยู่ในดุลยภาพในกระแสโลกได้ จุดแข็งเป็นศักยภาพของเราที่เราจะต้องนํามาเป็นฐานการพัฒนา เรื่องการปฏิวัติทางปัญญาหรือการอภิวัฒน์ทางปัญญาไม่สามารถพูด กันแค่ระดับแบบเรื่องปฏิรูปการศึกษา หรือว่าทําอย่างไรจะให้คนไทยเก่งทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือทําอย่างไรจะทําให้คนไทยแข่งขันในเวที า5ยร๕0 : กายปฏิฐปรบนสุมภาพ สรอ โลกได้เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องดังกล่าวไม่สําคัญ แค่ประเทศมีปัญหาใหญ่ๆ และ ยากสุดๆ เกินกว่าที่จะแก้ไขได้ด้วยวิธีดังกล่าวแค่นั้น เราต้องการการ อภิวัฒน์ทางปัญญา แต่ไม่ใช่พูดถึงปัญญาแบบลอยๆ แต่จะต้องคํานึงถึงมหา ปัญหาของประเทศไทยที่ต้องใช้มหาปัญญาในการแก้ไข ภูเขา ๕ ลูกที่ขวางกั้นประเทศไทย ขณะที่เขียนเรื่องนี้ ผมเพิ่งไปกรุงราชคฤทห์ ในครั้งพุทธกาลเราได้ยินการ เรียกรุงราชคฤห์ว่าเบญจคีรืนคร เพราะเป็นนครที่มีภูเขาล้อมรอบอยู่ ๕ ลูก เมื่อคิดถึงมหาปัญหา ๕ ประการของประเทศไทย กับปาฐกถาของท่าน อาจารย์พุทธทาส ครั้งแรกที่พุทธสมาคม เรื่องภูเขา ๓ ลูกที่ขวางกันการเข้า ถึงพุทธธรรม ทําให้เปรียบเทียบถึงภูเขา ๕ ลูก หรือเบญจมหาปัญหาที่ขวาง กันประเทศไทย มหาปัญหา ๕ ประการนี้เป็นเรื่องใหญ่ๆ ยากๆ ที่เป็นราก เหง้าของปัญหาต่างๆ ที่ระบบปัญญาของประเทศไทยไปไม่ถึงการแก้ไข แต่ เราจะต้องคิดแก้ไห้ได้ในการอภิวัฒน์ทางปัญญา มหาปัญหา ๕ ประการเป็นไฉน มหาปัญหา ๕ ประการ ประกอบด้วย ๑. การขาดความเป็นธรรมทางสังคม ๒. มิจฉาพัฒนา ๓. ขาดการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่าง เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะของคนเล็กคนน้อย คนยากคน จน ๕. มีโครงสร้างสังคมทาง ดิ่ง ๕. ความอ่อนแอทาง ปัญญา มหาปัญหาทั้ง ๕ ประการ ถักทอกันเป็นภูเขาที่ขวางกัน ประเทศไทยไม่ให้ประสบความเจริญอย่างแท้จริงได้ การอภิวัฒน์ทางปัญญา ๕๐ ระทวส ต้องเข้าใจมหาปัญหาทั้ง ๕ ประการ และแก้ไขให้ได้ ๑. การขาดความเป็นธรรมทางสังคม ถ้าสังคมมีความเป็นธรรม ผู้คนจะมีความสุข มีความรักกันสูง ทําร้าย กันน้อย ต้องการรักษาระบบ รักชาติ มีความเป็นชาติสูง รวมตัวร่วมคิดร่วม ทําง่าย ทําให้มีพลังทางสังคมสูงที่จะฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกัน และพัฒนาไปสู่ ความดีงามสูงขึ้นได้ง่าย ในทางตรงข้าม สังคมที่ขาดความเป็นธรรม ผู้คนจะมีความทุกข์ มี ความรักกันน้อย ทําร้ายกันสูง ไม่ต้องการรักษาระบบ ไม่รักชาติหรือถึงกับ เกลียดเลย มีความเป็นชาติตํา แตกแยก รวมตัวร่วมคิดร่วมทําได้ยาก ทําให้ไม่มีพลังทางสังคมที่จะฝ่าฟันอุปสรรค ร่วมกันพัฒนาไปสู่ความดีงาม 'ได้ยาก เกิดความเสื่อมสลาย และวิกฤติการณ์ จนถึงขั้นสูญเสียความเป็น ชาติได้ ประเทศไทยขาดความเป็นธรรมทางสังคม มีช่องว่างทางสังคมมากเกิน ทั้งทางเศรษฐกิจ การใช้ทรัพยากร การศึกษา สุขภาพ ความเสมอภาคทาง 'กฎหมาย ขาดการมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบายของคนเล็กคนน้อย การขาดความเป็นธรรมทางสังคมเป็นภูเขาลูกใหญ่ที่ขวางกันประเทศ 'ไทย ภูเขาลูกนี้เกิดจากภูเขาอีก ๕ ลูกที่จะกล่าวถึงต่อไปข้างล่างนี้ คือ ๒. มิจฉาพัฒนา ทิศทางการพัฒนาของประเทศที่เป็นไปตามกระแสโลก คือกระแสวัตถุ นิยม บริโภคนิยม ทําให้ทั้งประเทศคกอยู่ในโมหภูมิ การถือเงินเป็นใหญ่ ทําให้เกิดการทําลายสูง ทําลายชีวิต สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และ ศาสนธรรม การติ้นรนไปตามแนวทางเดิมจะยิ่งเพิ่มความไม่เป็นธรรมใน สังคม และผลักดันสังคมไปสู่ความสับสนวุ่นวายมากขึ้น ๓. ขาดการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของทุกคนอย่างเท่า เทียมกัน โดยเฉพาะของคนเล็กคนน้อย คนยากคนจน ศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคน า๓.ฏร5บ ศารนฏิฐปรมบสุมทรค ๕์@. ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน นี่เป็นรากฐานที่ลึกที่สุดของประชาธิปไตย สิทธิ มนุษยชน ความเป็นธรรมทางสังคม สัมมาพัฒนา การมีศักดิ์ศรีและคุณค่า ความเป็นคนจะทําให้เกิดความภูมิใจและความสุข และทําให้การพัฒนาเรื่อง ต่างๆ ง่าย สังคมโทยขาดศึกธรรมพื้นฐานนี เพราะเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ทางดิ่ง ผู้คนจะเคารพนับถือผู้มี อํานาจมากกว่าเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนข้างล่าง นี้เป็น สาเหตุสําคัญยิ่งที่ทําให้ขาดความเป็นธรรมทางสังคม มีโครงสร้างสังคมทางดิ่ง โครงสร้างกําหนดคุณสมบัติ โครงสร้างทางสังคมถําหนดคุณสมบัติของสังคม โครงสร้างทางดิ่งหมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอํานาจข้างบนกับผู้ไม่ มีอํานาจข้างล่าง โครงสร้างทางราบหมายถึง ความเสมอภาคในสังคม สังคมที่มีโครงสร้างทางดิ่ง เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองไม่ดี และ ศีลธรรมไม่ดี มีสามัคคีธรรมน้อย และมีการเรียนรู้น้อย สังคมจึงขาดความ สสามารถในการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง สังคมไทยเป็นสังคมที่มีโครงสร้างทางดิ่งมาแต่โบราณ เป็นสังคมที่ เน้นความสัมพันธ์เชิงอํานาจระหว่างคนข้างบนที่เรียกว่านาย กับคนข้างล่าง ที่เรียกว่าไพร่ โครงสร้างทางติ่งได้เป็นวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรม แก้ไขได้ยาก ทําให้ขาดศีลธรรมพื้นฐาน ขาดความเป็นธรรมทางสังคม และความอ่อนแอ ทางปัญญา ๕. ความอ่อนแอทางปัญญา สังคมไทยอ่อนแอทางบัญญา เพราะปัญหา ๑-๕ ข้างต้น และทําให้แก้ ปัญหา ๑-๕ ไม่ได้ ความอ่อนแอทางปัญญาเกิดจากเหตุใหญ่ๆ ดังนี้ (๑) โดยภูมิประเทศในอดีตเป็นถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหาร ทําให้ ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายมาก และความที่อากาศร้อนจัดทําให้ใช้ชีวิตนอก ๕๒ ประควส บ้านเป็นส่วนใหญ่ จึงมีวัฒนธรรมพูดมากกว่าวัฒนธรรมเขียนและอ่าน ซึ่ง ในครั้งโบราณก็ไม่เป็นไร แต่ในสังคมปัจจุบันที่มีความชับซ้อนมาก ถ้าไม่ อ่านจะไม่เข้าใจความชับซ้อน ทําให้คิดได้แบบง่ายและเป็นเส้นครง (ฉกา๐ ส๓4 มีก๑ละ) ดีปัญหาซับซ้อนไม่ตก (๒) เป็นสังคมที่มีโครงสร้างอํานาจทางคิ่งดังกล่าวข้างด้น จึงมีการ เรียนรู้น้อย เกือบไม่มีการจัดการความรู้เลย มีแต่การจัดการเชิงอํานาจ (๓) มีระบบการศึกษาที่เอาตําราเป็นฐานที่มาของความรู้ แต่ไม่ได้ เอาผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติเป็นฐานที่มาของความรู้ ความที่ไม่ได้เอาชีวิตจริงและการปฏิบัติจริงเป็นฐานของการศึกษา ทําให้ เป็นโรคปัญญาอ่อน ขาดความภูมิใจในตัวเอง ขาดความเคารพศักดิ์ศรีและ คุณค่าความเป็นคนของผู้ปฏิบัติ ซึ่งก็คือการขาดศีลธรรมพื้นฐาน ทําให้ ระบบการศึกษาทั้งหมดอยู่นอกสังคม ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเป็นไปในสังคม ไม่ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ไม่ร่วมแก้ปัญหา จึงอ่อนแอทางปัญญาเป็นอย่างยิ่ง จะเห็นได้ว่าปัญหาทั้ง ๕ ประการดังกล่าวข้างต้น แต่ละปัญหาเป็นเรื่อง ยากๆ ทั้งสิ้น และปัญหาทั้ง ๕ เชื่อมโยงถักทอกันเป็นภูเขา ๕ ลูกที่ขวาง กั้นประเทศไทยไม่ให้ประสบความเจริญอย่าง แท้จริง การปฏิวัติทางปัญญาจะต้องแก้ ปัญหาทั้ง ๕ ประการ ให้ประเทศไทย ข้ามภูเขาทั้ง ๕ ลูกไปสู่ความเจริญ ปฏิรูปการศึกษาอย่างที่ทํากัน คง จะไม่มีพลังพอที่จะทําให้ประเทศ 'ไทยข้ามภูเขาที่ขวางกั้นไปได้ เพราะยังเป็นการศึกษาที่อยู่ใน ภพภูมิเดิมที่เอาดําราเป็นฐานที่มา ของความรู้ กณะบ ภารมพิตปรบสุมภาร ฮ์อร การปฏิวัติทางปัญญา กการปฏิวัติทางปัญญาต้องเปลี่ยนจากการเอาดําราเป็นฐานของความรู้ไป สู่การเอาผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติเป็นฐานของความรู้ นี้คือการเปลี่ยนแปลงที่ ใหญ่มาก และจะนําไปสู่ผลอันยิ่งใหญ่ เพื่อแก้ความทุกข์ยากของคนทั้งมวล ที่กล่าวมาทั้งหมดในเรื่องปฏิวัติเงียบ กล่าวคือเรื่อง ๑. หงายของที่คว่า ๒๒. ออกจากโครงสร้างมรณะ ๓. การปฏิวัติจิตสํานึก ๕. การปฏิรูประบบสุขภาพ ล้วนเป็นการปฏิวัติทางปัญญาที่ถือว่าความรู้มาจากผู้ปฏิบัติและการ ปฏิบัติ การปฏิบัติให้ชีวิตดีขึ้นและสังคมดีขึ้น ตามหลักพุทธศาสนาถือว่าชีวิตกับการศึกษาอยู่ที่เดียวกัน ชีวิตคือ การศึกษา การศึกษาคือชีวิต ไม่ใช่แยกกันเหมือนการศึกษาทั้งโลกใน ปัจจุบัน ที่ถือว่าชีวิตก็อย่างหนึ่ง การศึกษากีอย่างหนึ่ง การศึกษาไปเอา วิชาเป็นตัวตั้ง เมื่อเปลี่ยนฐานที่มาของความรู้จากตํารามาเป็นผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติ จะเกิดอานิสงส์ใหญ่อย่างน้อย ๕ ประการ ดังนี้ ๑. คนไทยทุกคนกลายเป็นคนมีเกียรติและศักดิ์ศรี ถ้าเอาดําราเป็นที่ ตั้งก็ต้องไปลอกฝรั่งมา กลายเป็นฝรั่งเป็นที่มาของความรู้ และนักวิชาการ บางคนที่สามารถลอกเลียนแบบฝรั่งเท่านั้นเป็นผู้มีเกียรติ ทําให้ระบบเกียรติ คับแคบบีบคั้น ก่อให้เกิดความทุกข์แสนสาหัสต่อคนทั้งแผ่นดิน ดังที่ต้อง แย่งกันเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยดัง ๆ นอกจากเป็นระบบเกียรติที่คับ แคบแล้วยังเป็นเกียรติปลอมๆ เพราะไม่ได้ดีจริงอย่างที่คิด ผู้ปฏิบัติเป็นผู้มีความรู้และสร้างความรู้ เช่น คนขายก๋วยเดี๋ยวก็มี ความรู้เกี่ยวกับการทําและขายก๋วยเดี๋ยว คนขายของชําก็มีความรู้เกี่ยวกับ การขายของชํา ช่างผสมปูนก็มีความรู้เกี่ยวกับการผสมปูน เป็นต้น ถ้าเรา ถือว่าผู้ปฏิบัติเป็นผู้สร้างความรู้ คนทุกคนก็กลายเป็นคนมีเกียรติ เพราะ ๕ งตอควส -2: ทุกคนเป็นผู้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง ฐานของความรู้และ ฐานของเกียรติยศจะกว้างขวาง ทําให้สังคมมีพลังทางจิตใจ ทาง สังคม และทางปัญญา การเคารพ ศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคน ของคนทุกคนก็เกิดขึ้นได้แม้ เพราะหดุนี้ ๒. คนไทยเกิดความภูมิใจและความมั้นใจในตัวเอง ถ้าเราถือว่าความ รู้และความเจริญอยู่ที่ฝรั่ง และเราต้องตะเกียกตะกายที่จะทําให้เหมือนฝรั่ง เราจะขาดความภูมิใจและความมั้นใจในตัวเอง เพราะเราทําจากสิ่งที่เราไม่มี ความมั้นใจจะเกิดจากสิ่งที่เราทําจนเคยชิน เช่น ถ้าเราเดินไปในทางที่เราไม่รู้ เราจะกลัวและขาดความมั่นใจ แต่ถ้าเป็นทางที่เราเดินจนเคยชิน เราจะมี ความมั่นใจ สิ่งที่เรามีและถิ่งที่เราคุ้นเคยจะให้ความบั้นใจ การพัฒนาทุกวัน นี้ทําอย่างขาดความมั้นใจ เพราะทําจากฐานที่เราไม่มีแด่ฝรั่งมี ครูทั้งหมดไม่ มีความมั่นใจ เพราะทําจากสิ่งที่ครูไม่มี แต่แม่ของทุกคนโดยไม่คํานึงถึง ระดับการศึกษา เป็นครูที่ดีที่สุดของลูก เพราะท่านสอนจากสิ่งที่ท่านมีคือ ประสบการณ์ชีวิต อนันตริยกรรมของฝรั่งคือการทําให้คนในทุกประเทศนอกจากประเทศ. ฝรั่ง ขาดความภูมิใจและความมั้นใจในตัวเอง ก่อให้เกิดความผิดเพี้ยนและ ทุกข์ยากแสนสาหัส แท้ที่จริงคนทุกคนในทุกประเทศมีศักดิ์ศรีและคุณค่า ความเป็นคน การถือว่าความรู้อยู่ที่ผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติ จะทําให้คนไทย ทั้งหมดมีความภูมิใจและความมั้นใจในตัวเอง อันเป็นฐานของการพัฒนาที่ มั่นคง ๓.มีการเรียนจากครูที่หลากหลายและภู จะมีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญจากการปฏิบัติทางใดทางหนึ่งมากมาย ผู้เรียนจะมีครูที่รู้ จริงอย่างหลากหลาย ครูกีจะไม่เหนื่อยอย่างปัจจุบัน ครูก็จะได้เรียนรู้จากผู้รู้ ต่างๆ ด้วย ทุกคนเป็นทั้งครูและนักเรียน ๕. จะเป็นการเรียนในฐานวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันของ กลุ่มชนอันสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ แต่ละกลุ่มชนได้สร้างและ สะสมความรู้ดั้งเดิม (เธลส1นอกล| 1๓๐๒164่8๐) หรือภูมิปัญญาเชิง วัฒนธรรมไว้มาก ถ้าการเรียนยังเรียนจากหนังสือเป็นใหญ่เยี่ยงปัจจุบัน ความรู้ตั้งเดิมจะสูญพันธุ์ ความรู้ตั้งเดิมอยู่ในการปฏิบัติ ถ้าถือว่าฐานความรู้ อยู่ในผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติ ก็เท่ากับได้เรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม อันจักเป็น ไปเพื่อการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และจะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงการพัฒนาจากการเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง เป็นมาเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ๕.เป็นการบูรณาการชีวิต ความเป็นจริงและการเรียนรู้ และเกิด พพัฒนาการทางจิตวิญญาณ ในวิถีชีวิตมีบูรณาการ แต่วิชานั้นแยกส่วนเป็น วิชาๆ วิกฤติเกิดจากการคิดแบบแยกส่วนและทําแบบแยกส่วน การเรียนรู้ ในการปฏิบัติหรือในวิถีชีวิต จะทําให้คิดและทําอย่างบูรณาการในวิถีชีวิตที่ สัมผัสกับธรรมชาติ จะสัมผัสกับมิติอันมีคุณค่าสูงของธรรมชาติ ของชุมชน 'ของศาสนธรรม ๒. จะทําให้เกิดการพัฒนาที่ถูกทิศถูกทาง หรือสัมมาพัฒนา ตาม ททฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีพระมหาชนก เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายใน วิถีชีวิตร่วมกัน แต่เป็นการยากมากสําหรับนักวิชาการที่จะเข้าใจ ๑.เรียนง่าย สนุก ทําเป็น ไม่ว่างงาน การเรียนในวิถีชีวิตจะง่าย สนุก ไม่นําเบื่อ ทํางานไปด้วย ไม่มีการว่างงาน เป็นการปลดทุกข์ออกจากการศึกษา การศึกษาทุกวันนี้ก่อทุกข์ให้คนทั้งแผ่นดิน ๕.การวิจัย นวัตกรรม ทฤษฎี ด้วยอานิสงส์ @ ประการดังกล่าวข้าง ต้นจะนําไปสู่ความมีกําลังใจ ความกระดือรีนรัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มี นวัตกรรมผุดบังเกิดขึ้น มีการสังเคราะห์ความรู้จากการปฏิบัติจริงได้ผลจริง เป็นทฤษฎีที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เกิดความเข้มแข็งทางปัญญา ถ้าพบความดีบต้นจากการปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบัน อาจทําความ ๕๒ วลี เข้าใจเรื่องการปฏิวัติทางปัญญาดังกล่าวนี้ดูบ้างก็ได้ การปฏิวัติเงียบที่กล่าวมาทั้งหมดประกอบด้วย ๑. หงายของที่คว่า ๒๒. ออกจากโครงสร้างมรณะ ๓. การปฏิวัติจิตสํานึก ๕. การปฏิรูประบบสุขภาพ ๕. การปฏิวัติทางปัญญา ทั้ง ๕ เรื่อง ไม่ได้แยกต่างหากจากกัน แต่อยู่ในกันและกัน และทั้งหมด เป็นการปฏิวัติทางปัญญา มนุษย์ต้องการการปฏิวัติทางปัญญาเพื่อออกจากโมหภูมิไปสู่ศานติ- ภาพและศานติสุข ส อะร ธะ - ง เห่งชาติ (สปรส.) ชั้น ๒ อาคารด้านทิศเหนือสวนสุขภาพ (๓.สาธารณสุข ๒) ภายในบริเวณกระทรวงสาขารณสุข ณิวานนท์ อเมือง นนทบุรี ๑๑๐๐๐ .โทรศัพท์ ๐-๒๕๓๐-๒๓๐๕ โทรสาร ๐-๒๕๓๐-๒๐๓๑๑ หรือ ตู้ ปณ ๕ บัณฝ. ตลาดขวัญ นนทบุรี ๑๑๐๐๒ 6สทล สอย่อร5 : ทยอผิทร0.06.เท ทอเทยดลถูอ : หพตหร(0อ 66 การปฏิวัติหมายถึง การเปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนคุณค่าใหม่ การใช้ปืน แต่ยังคิดเหมือนเดิม และมีคุณค่าเหมือนเดิม ไม่ใช่การปฏิวัติ แต่เป็นความรุนแรง : 3โโโ+++ ดุลยภาพคือ ความเป็นปกติ ความสุข ความมีสุขภาพ และความยั่งยืน ความเจ็บป่วยคือ การเสียดุลยภาพ ถ้าเสียมากขึ้นก็วิกฤติ และถ้ายังเสียต่อไปก็สิ้นสุด 9๑ # การปฏิวัติเงียบ : การปฏิรูป ระบบสุขภาพ ประเวศ วะสี * สสส.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ * สปส.สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ * มูลนิธิหมอชาวบ้าน * สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สุขภาพ
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2003
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข
• สาธารณสุข
• สุขภาพ
history_eduหมวดหมู่
สุขภาพ
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2003
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้